“ไอ้ติ๋มใส่ทักซิโด้!”

นี่ไม่ใช่คำพูดของผม แต่เป็นคำสรุปสั้นๆของ J!MMY สำหรับความรู้สึกที่เขามีต่อการกลับมาของเพื่อนเก่าที่เคยคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง Tiida ถึงแม้เราจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “Minorchange” หรือการเปลี่ยนรายละเอียดบนตัวรถเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นความสนใจของลูกค้าและใส่ความรู้สึกใหม่ให้กับรถบางโมเดลที่ทำตลาดมาได้สักระยะหนึ่ง ก็ต้องคิดเผื่อไว้เสมอว่าบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็น ไม่ใช่บทสรุปทั้งหมดเสมอไป

 

 

ยังมีอะไรอีกไหม? ที่มันเปลี่ยนแปลงไป ถ้ามีคนที่เรารู้จักสักคนหายไป 1 ปีกว่าแล้วกลับมาใหม่ จะเช็คได้ตรงไหนว่าไอ้เจ้าเนี่ย…

มันยังเป็นคนเดิมที่เรารู้จักอยู่แน่หรือเปล่า?

ผมคิดถึงคำถามนี้ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับ Tiida ตัวใหม่ และพยายามเก็บรายละเอียดมาให้ได้ครบตามที่เคยรายงานไว้ในบทความเปิดตัว Tiida Minorchange ที่นี่

กระนั้นผมก็ยังไม่ได้ลองขับ และคิดว่าคงอีกนานจนกว่าจะมีโอกาสได้ลองขับสักครั้ง (ยกเว้นจะแอบปลอมตัวเป็นลูกค้าไปขอลองขับตามโชว์รูมอย่างที่เคยทำสมัยก่อน)

แต่แล้วจู่ๆ ผมก็ได้รับโอกาสที่จะขับ Tiida Minorchange ตัวใหม่แบบมึนงงว่า อ้าว..ไปไงมาไงถึงได้ขับวะเนี่ย ทั้งๆที่กองทัพรถ Tiida Minorchage กำลังตระเวนโชว์ตัวตามสถานที่ต่างๆ และจัดเตรียมเพื่อพร้อมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบกันอยู่ ส่วน J!MMY ซึ่งปกติจะเป็นจ้าวแห่งการทำคอลัมน์ทดสอบประจำเว็บเรานั้น ในช่วงเวลานี้อยู่ในระหว่างความยุ่งเหยิงไม่รู้จะทำอะไรก่อนดีระหว่างซ่อมบ้านที่เพิ่งถูกน้ำท่วม ซ่อมรถที่เพิ่งโดนน้ำเข้า หรือเตรียมตัวไปญี่ปุ่นคืนนี้ดี ผมเลยรับอาสาร่ายบทความนี้ให้ ซึ่ง J!MMY ก็เห็นว่าเหมาะ เพราะปัจจุบันผมใช้ Tiida 1.6G ตัวเก่าอยู่แล้ว และต้องการให้ผมลองเปรียบเทียบรถทั้งคู่นี้ให้ท่านได้ทราบกัน

 

 

เงื่อนไขก็คือ ผมจะมีเวลาใช้ชีวิตกับรถคันนี้เพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น และรถคันที่ได้มาขับนั้นเป็นรุ่น 1.6S แฮทช์แบ็ค ซึ่งตอนแรกบอกตรงๆว่าผมอยากได้ 1.6G หรือ 1.8G ที่มีออพชั่นเพียบพร้อม แต่การจะปฏิเสธนั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าทำยิ่งกว่าการยอมให้เพื่อนตัวดีฉกลูกชิ้นจากจานก๋วยเตี๋ยวของเรา และที่สำคัญ ถึงแม้ว่า 1.6G และ 1.8G จะเป็นรถรุ่นที่ใช้โปรโมทความหรูหราได้ดีกว่า แต่เพราะการที่รุ่น 1.6G ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 762,000 บาท ในขณะที่รุ่น 1.6S ยังทำราคาได้ต่ำกว่า 7 แสน โดยอยู่ที่ 688,000 บาท (เพิ่มจากเดิมไม่ถึงหมื่น)

1.6S นี้ ถ้าให้ผมเดา ก็คิดว่าเป็นหมากตัวที่ Nissan วางไว้เพื่อทำราคาให้ต่ำลงไปชนกับ Jazz และ Yaris ซึ่งเป็นรถ Sub-compact ขนานแท้ อาศัยความที่ตัวใหญ่กว่า และมีดีไซน์ที่แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่มากกว่ารถอีกสองรุ่นที่กล่าวมา แต่เมื่อเทียบกับรุ่น 1.6G แล้วคุณต้องยอมสละอุปกรณ์บางอย่างไปเพื่อแลกกับค่าตัวที่คบหาง่ายขึ้น บางอย่างคุณหาใส่เองทีหลังได้ไม่ยากเลย แต่บางอย่างอาจจะมีรายการเหงื่อตกกีบแล้วก็ต้องบอกให้คิดดีๆอีกครั้งนึงเถอะ

ดีไซน์ภายนอก

รุ่น 1.6S คันนี้ ถ้ามองภายนอก แทบจะแยกความต่างจากรุ่น 1.6G ไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าคุณจะสังเกตด้านหน้าให้ดีแล้วดูที่เบ้าไฟตัดหมอก ซึ่ง 1.6G จะมีอุปกรณ์ตัวนี้มาให้

ส่วนในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในไมเนอร์เชนจ์ ก็ตามที่เคยเขียนไว้ในกระทู้เปิดตัว ในรุ่นแฮทช์แบ็คนี้สิ่งที่จะสังเกตได้ง่ายที่สุดว่าเปลี่ยนแปลงไปก็คือ กระจังหน้า ที่แชร์กันใช้กับรุ่น Latio แต่ตัวซี่กระจังหน้านั้นจะมีโทนสีเทาเข้มกว่าชัดเจน โครเมียมเรียงตัวเป็นแนวนอน 3 ชั้น ซึ่งชั้นล่างสุดจะมีการเว้าหลบพลาสติกสีขาวซึ่งเป็นที่อยู่ของตราประจำตระกูลตรงกลาง ดีไซน์ในส่วนนี้เมื่อมองใกล้ๆแล้วจะมีลักษณะเหมือนบูมเมอแรง ไม่ก็เป็นคันธนูที่วางแปะอยู่บนม้านั่ง ให้ความรู้สึกที่หรูหราดีเหมือนกัน

 

 

 

แล้วก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความคิดเห็นที่มีต่อรูปลักษณ์ของ Tiida Minorchange มีความแตกต่างเกิดขึ้นด้วย ผมลองยื่นรูปให้คนอายุต่างๆกันดูตั้งแต่ 20-30-40-50 ไปจนถึงวัยเกษียณดู และพบว่าคนที่อายุ 20-25 นั้นเกือบจะทั้งหมดบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ากระจังหน้าคือส่วนที่ทำให้รถดูแก่ลง แต่ในขณะเดียวกัน คนที่อายุประมาณ 30 ผมได้ความเห็นที่ค่อนข้างจะเสมอกันระหว่างชอบ กับไม่ชอบ แต่ที่แปลกคือ คนที่บอกว่าชอบทุกคนมีความเห็นว่ากระจังหน้าลายหมากรุกของรุ่นเก่าไม่สวยเอาซะเลย ส่วนคนอายุ 40 ขึ้นไปนั้นไม่ค่อยมีใครที่บอกว่าไม่ชอบ

จะว่าไปแล้ว Nissan ตั้งตำแหน่งทางการตลาดของรุ่น 5 ประตูเอาไว้สำหรับคนวัยเริ่มทำงาน ซึ่งสำหรับคนไทย วัยเริ่มทำงานน่าจะอยู่ที่ราว  22-25 ปี แล้วแต่ว่าใครจะเรียนเก่งจนจบเร็ว หรือติด W-Withdraw แถมดึงเกมเรียนนาน 5 ปีแบบผม แต่เท่าที่เห็น คนวัย 22-25 ปียังค่อนข้างตะขิดตะขวงกับดีไซน์กระจังหน้าแบบนี้พอสมควร ผมเลยนั่งกุมขมับแล้วต้องมาคิด “ตกลงคนวัยทำงานของ Nissan เนี่ย เค้าเรียนจบตรีหรือจบปริญญาตรีแล้วต่อโท(วะ)? ถ้าจบตรี มันก็น่าจะอายุ 22-25 และรถคันนี้ก็จะดูแก่ในสายตาของพวกเขา แต่ถ้าเป็นพวกจบโท ก็คงเป็นคนอายุ 25-28 ซึ่งกลุ่มหลังนี่มีแนวโน้มจะมองหารถที่ดีไซน์เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

 

ในความเห็นส่วนตัวของผม บุคลิกของตัว 5 ประตูนี้สะท้อนให้เห็นถึงคนวัยประมาณ 30 ขึ้น คือไม่ใช่เริ่มทำงานใหม่ๆ แต่ทำงานมาได้พักนึงจนเริ่มมีวิถีชีวิตและแนวคิดแบบผู้ใหญ่บ้างแล้ว ในขณะที่โฉมก่อน Minorchange นั้นสามารถยื่นปลายนิ้วเท้าไปแตะกลุ่มคนอายุ 19-20 ได้ แต่ยังขาดความหรูไปนิด ส่วนใครที่กลัวว่าจะแก่จนเข้าวัยไปแตะ Teana เลยหรือเปล่านั้น หายห่วงครับ รูปร่างและขนาดของรถยังคงทำให้คุณไม่ดูแก่แบบหลักสี่หลักห้าแน่นอน

ส่วนด้านท้ายนั้น ผมคิดว่าไม่มีข้อกังขาหรือชวนคิดมากเหมือนด้านหน้า เพราะไฟท้ายมีลูกเล่นที่ภายในดวงไฟ เล่นมิติเหลื่อมล้ำของวัสดุภายในได้ดูล้ำอนาคตขึ้น และมีสีสันมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมซึ่งเป็นสีแดงเกือบจะทั้งโคม อารมณ์ที่ได้แม้ว่ามองในภาพอาจจะดูไม่มีอะไร แต่ของจริงที่เห็นด้วยตานั้น มันช่างให้อารมณ์ที่ระคนกันจริงๆว่าจะหรูก็ไม่ใช่ จะวัยรุ่น ก็ไม่ใช่อีก แถมมีแววแอบกวนๆแฝงอยู่ด้วย

 

 

 

 

จะมีคนที่รู้สึกชอบรุ่นเก่ามากกว่าอย่างออกหน้าออกตาคนหนึ่งแถวๆนี้ นั่นก็คือเจ้ากล้วย BnN หนึ่งในสมาชิกทีม The Coup ของเรา ซึ่งเดินมากระซิบกับผมในวันเปิดตัวว่า “พี่แพน กล้วยว่ามันดูไต้หวันมากเลยนะคันนี้อ่ะ”

สรุปแล้วท่านเห็นว่าไงกันล่ะครับ? ส่วน J!MMY ก็ได้แต่อมยิ้มครับ เหมือนเขาจะรู้อะไรที่ผมไม่รู้

 

ภายในรถ

ผมคงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณเรื่องพื้นที่ภายในของรถมากนัก เว้นเสียแต่ว่าคุณผู้อ่านยังไม่เคยนั่ง Tiida ของจริงแล้วยังมีความคิดว่าคำว่ากว้างขวางนั่งสบายนั้นอาจจะเป็นแค่คำโฆษณา

จริงๆแล้วมันไม่ได้กว้างหรอกครับ ก็ขนาดของตัวรถก็บ่งบอกอยู่ว่าความกว้างของตัวถังนั้นก็แค่ 1.695เมตร ซึ่งจัดอยู่ในพิกัดรถลำตัวแคบในขณะที่ Altis, 3, และ Civic ตอนนี้ความกว้างของลำตัวทะลุ 1.7 เมตรกันทั้งนั้น แต่ Nissan พยายามจัดพื้นที่ภายในโดยทำแผงประตูให้เรียบแบน จนบางครั้งดูจืดชืดไปบ้าง จากนั้นย้ายที่ปรับเบาะมาไว้ข้างในรถ แทนที่จะเป็นริมนอกเหมือนรถอื่นๆ จากนั้นก็ขยายเบาะให้โตขึ้นอีกหน่อยและจัดไว้ชิดกับแผงประตูมากขึ้น

ห้องโดยสารถูกขยายให้ยาวขึ้นด้วยการลดความยาวของฝากระโปรงหน้า ส่วนเบาะหลังนั้นไม่ว่าจะเป็นรุ่นหรูหรือรุ่นประหยัดงบ ก็สามารถเลื่อนไปมาได้เป็นระยะ 2 ฟุต

 

 

  (ภาพจากเอกสารประกอบ Nissan)

ทั้งหมดนี้บวกกับความที่เป็นรถทรงสูง มีขอบกระจกหน้าต่างที่ตั้งชันและไม่ได้เป็นทรงหยดน้ำเหมือนรถที่เน้นแอโร่ไดนามิกส์ทั่วไป ทำให้ห้องโดยสารของรถที่ยาวเพียง 4.2 เมตรนี้ มีภายในที่สูงโปร่ง พื้นที่เหนือศรีษะเหลือเฟือ และพื้นที่วางขามากจนน่าแปลกใจ (สงสัยเขาเอาความรู้สึกนี้ไปตั้งเป็นสโลแกน Unexpectedly Spacious กระมัง)

ดังนั้นในการโดยสารแบบ 4 คนผจญวิถีน่ะ Tiida ให้ความสบายได้แน่นอน เพราะแม้คุณจะถอยเบาะคู่หน้ามาข้างหลังสุด พื้นที่วางขาด้านหลัง ก็ยังเพียงพอให้คนสูง 183 ซ.ม. หนัก 136 (ยอมบอกความจริงก็ได้ฟระ..150ก.ก.แล้วตอนนี้) นั่งข้างหลังได้โดยมีพื้นที่ขยับขาที่เอื้ออำนวยให้เดินทางสักสองชั่วโมงโดยไม่ต้องแวะพักได้

เอารูปที่ผมนั่งในรถตัวเองไปดูประกอบละกันนะครับ

 

 

 

ส่วนคนนั่งหน้าน่ะ ยิ่งสบายหายห่วงเลยครับ ถ้าคุณเป็นโรคชอบนั่งถ่างขากว้างๆเวลาทำงานในออฟฟิศแบบผม คุณจะกล่าว Thanks dude! ให้กับคนที่ออกแบบคอนโซลหน้าตาติ๋มๆแต่มีส่วนล่างที่เว้าหลบขาให้คุณแหกได้เต็มที่

เทียบกับคู่แข่งเป็นยังไง? ถ้าเป็นรถ Sub-compact ล่ะก็ Tiida ชนะอยู่ดีครับ แต่ถ้าคุณลองก้าวไปขึ้นรถ Compact ตัวเต็มจริงๆอย่าง Civic FD หรือ Altis คุณจะรู้สึกได้ว่ารถสองรุ่นนี้มีพื้นที่ตัดตามแนวขวางเยอะกว่า Tiida และเวลานั่งจะพบว่าไหล่อยู่ห่างคนที่นั่งด้านซ้ายมากกว่าด้วยครับ

เบาะ นั่งคนขับสามารถปรับเลื่อนสูง-ต่ำได้ แต่แม้จะปรับลงต่ำสุด Tiida ก็จัดว่าเป็นรถที่มีตำแหน่งการขับขี่สูงคล้าย Mini MPV ซึ่งให้ความรู้สึกและทัศนวิสัยที่ดี แต่ขาดอารมณ์ความเป็นสปอร์ตไปหน่อย เบาะส่วนที่รองรับก้นนั้นจะไม่สามารถปรับเทหน้า หรือยกเฉพาะสันรับช่วงใต้หัวเข่าขึ้นได้ ถ้าจะเลื่อนขึ้นหรือลง ก็จะไปแบบทีเดียวทั้งเบาะ ข้อดีก็คือเวลาจะปรับ ปรับง่าย ไม่เสียเวลามาก แต่ในเรื่องของความละเอียดในการปรับ บางท่านก็อาจจะยอมเสียเวลาปรับเบาะเพิ่มอีกหน่อย แล้วปรับให้ได้ความสูงช่วงตำแหน่งเบาะรองก้น หรือรองใต้หัวเข่าให้พอดีๆมากกว่า

 

 

 (ภาพจากงานวันเปิดตัว)

ยังดีที่ตัวเบาะมีขนาดใหญ่ และถ้าเทียบกับรถหลายๆรุ่น เบาะรองขานั้นถือว่ายาวและสามารถสร้างความสบายในการขับได้ดีแม้จะขับนานต่อเนื่อง และจะสบายยิ่งขึ้นถ้าหากได้พนักพิงศรีษะที่นุ่มกว่านี้สักหน่อย เพราะบางทีเวลาขับไปบนถนนขรุขระ รู้สึกเหมือนพนักพิงศรีษะมันเบิ๊ดกะโหลกเราอยู่

 

หน้าปัดและอุปกรณ์

ภายในของรถที่ผมนำมาขับ ตามสเป็ครุ่น S นั้นจะไม่หรูเริดด้วยแอร์ดิจิตอลและแถบแผงสีเงินเหมือนรุ่น G สิ่งที่คุณสามารถเห็นได้ในภาพนี้ก็คือภายในที่เหมือนกับรถรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ ไม่ว่าจะเป็นแอร์แบบลูกบิดหมุนที่ใช้งานง่ายแต่กลับไม่มีปุ่มปิด A/C มาให้ (รุ่นก่อนก็ไม่มี) ช่องเก็บของด้านบนขนาด 1 DIN และแม้แต่พวงมาลัยก็หน้าตาเหมือนรุ่นเดิม

ในรุ่น S สเป็คประหยัดของตัว 5 ประตูนี้ จะสังเกตได้ว่าไม่มีถุงลมนิรภัยมาให้ คอนโซลฝั่งผู้โดยสารจะไม่ได้บุวัสดุนุ่ม ที่เท้าแขนตรงระหว่างเบาะคู่หน้าก็จะไม่มี แต่มีหลุมวางแก้วมาให้ 2 หลุม กระจกส่องข้างปรับไฟฟ้า แต่ไม่มีระบบพับด้วยไฟฟ้าแบบรุ่นที่สูงกว่า

 

 

 

อย่างไรก็ตาม คุณยังได้หน้าปัดใหม่แบบที่เป็นพื้นขาว เข็มแดงและอักษรดำแบบเดียวกับที่รถรุ่นท้อปเขามี ตัวเรือนไมล์ยังไม่ใช่แบบเรืองแสงที่ทันสมัย แต่ที่จริงแล้วแม้คุณจะขับในช่วงกลางวัน ตัวหน้าปัดจะมีแสงส่องจากด้านหลังออกมาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าวิ่งในที่สว่างสลับกับมืดเร็วๆติดต่อกัน คุณจะสามารถอ่านค่าจากหน้าปัดนี้ได้ง่ายตลอดเวลา อันนี้เป็นจุดดีครับ

 

 

 

 

สิ่งที่ปรับปรุงอีกอย่างหนึ่งคือไฟดวงเล็กๆบนหน้าปัดที่แสดงให้เราทราบว่าขณะนี้กำลังเปิดไฟหน้าอยู่ (ถ้าไฟดวงนี้ไม่ติด แปลว่าไม่ได้เปิดไฟหน้า) ในรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์ผมมีปัญหากับการลืมเปิดไฟหน้าบ่อยมาก เพราะไอ้ตาคู่นี้ของเราก็จับจ้องแต่ที่หน้าปัด และด้วยความที่เห็นว่าหน้าปัดสว่างเลยไม่เอะใจอะไรจนกระทั่งขับไปต่อท้ายคันหน้าแล้วเห็นจากเงาสะท้อนว่า..เออะ แม่ฮะ หนูลืมเปิดไฟหน้า จริงๆรถหลายรุ่นที่มีหน้าปัดเรืองแสงเขามีดวงไฟลักษณะนี้มาให้กันตั้งนานแล้ว Tiida รุ่นที่แล้วกลับไม่มีมาให้ มาในครั้งนี้ถือว่าแก้ตัวได้ครับ

ลองดูการเรืองแสงของหน้าปัด พยายามเทียบให้ดูระหว่างกลางวันกับกลางคืนครับ

 

 

 

ส่วนเครื่องเสียง ซึ่งเป็นจุดที่ผมตำหนิในรุ่นก่อน  (และในหลายโอกาสก็..ด่าเลย) ว่าเสียความรู้สึกมากกับการที่จ่ายเงิน 7แสนกว่าๆแต่ไม่ได้อะไรนอกจากเครื่องเสียงที่เล่นได้แผ่นเดียว ไม่มี MP3 แถมต่อ AUX ก็ไม่ได้  ทำไมผมต้องไปเสียเวลาเสาะหาเครื่องเสียงจาก Navara LE ที่มี 6 แผ่นและเล่น MP3ได้มาใส่ทั้งๆที่ Tiida 1.6G ที่ผมซื้อนั้นควรจะมีมาให้แต่แรกแล้ว ไม่มีมัลติฟังก์ชั่นนี่ยอมได้ แต่เรื่องแบบนี้ต้องนำความไปฟ้องแม่สถานเดียว

 

 

 

 

รุ่น Minorchange นี้ ดูเหมือน Nissan จะรู้แกวผมว่าไอ้อ้วนมันต้องจ้องจะด่าอยู่แน่..เราหาอะไรมาปิดปากมันดีกว่า แล้วพวกเขาก็ปิดได้ด้วยการนำเครื่องเสียงชุดใหม่มาให้ ถึงแม้จะเล่นได้แผ่นเดียว แต่ก็ทำตัวน่ารักด้วยการให้ฟังก์ชั่นเล่น MP3 มา และมีรู AUX สำหรับให้เสียบเครื่องเล่น MP3ของท่านได้ คุณภาพเสียงที่ได้นั้นค่อนข้างจะเครือๆกันระหว่างเครื่องเสียง Tiida ชุดเดิมกับ Navara LE ถ้าให้พูดตรงๆก็คือค่อนข้างเรียบแห้งในย่านความถี่ช่วงกลางๆ เบสน่ะพอแล้ว เสียงแหลมก็พอไปได้นะ แต่รายละเอียดเสียงมันค่อนข้างแฟ่บๆบอกไม่ถูก ถ้าต้องการเสียงดีๆ คงต้องขอลำโพงใหม่กับทวีตเตอร์สักชุดครับ

1.6S ไม่มีพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นมาให้ แต่ผมยังสงสัยอยู่ว่าตัววิทยุจะมีปลั๊กและแผงวงจรทำไว้รองรับการใส่มัลติฟังก์ชั่นหรือเปล่า เพราะถ้ารองรับ คุณก็สามารถซื้อหรือสั่งติดภายหลังเองได้ (คำแนะนำให้เซลส์ Nissan : ถ้าสมมติมันทำได้จริง จะเอามาเป็นของแถมยั่วยวนใจลูกค้าก็ได้นะลูกพี่)

ส่วนข้อแตกต่างอื่นๆนั้น คุณคงต้องรอดูในตอนกลางคืน เพราะมันคือโทนสีไฟบนแผงแดชบอร์ด ซึ่งในตัวเก่าจะเป็นสีส้มซีด แต่ตัวใหม่นี้จะเป็นส้มจัดจนมีโทนแดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นตรงขีดบนลูกบิดแอร์บางส่วนที่จะยังเรืองแสงออกมาเป็นสีส้มซีดเช่นเดิม

 

 

ออกสู่ถนน

อย่างที่เกริ่นไว้ว่า Minorchange บางทีมันไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปลักษณ์

ผมขอยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือ Tiida โฉม E20 ที่วางตลาดในปี 2008 ทุกคนที่ได้เห็นโบรชัวร์ทราบกันดีว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือการปรับเครื่องยนต์และท่อยางให้รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20 ได้ แต่เพียงแค่การขับระยะสั้น คุณจะรู้ทันทีว่า Nissan เปลี่ยนโช้คอัพหลังของรถ E20 และสามารถขจัดเสียงดังตึงตังเวลาช่วงล่างหลังกระแทกได้สำเร็จ เป็นการแก้ไขปัญหา แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นมาก็คือความสะเทือนของโช้คอัพตัวใหม่ ที่เรียกตามภาษาส่วนตัวในบรรดาช่าง Nissan ว่า “โช้คล็อต E” นั้น สร้างความรำคาญให้กับลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ซื้อรถเพื่อใช้งานปกติและต้องการรถประเภทช่วงล่างนุ่มนวล นั่งสบาย

 

 

 

ถึงแม้การเปลี่ยนโช้คอัพครั้งนั้นจะช่วยเปลี่ยนจากไอ้ติ๋มที่เอาไว้ขับสบายๆเอามันส์ได้บ้าง กลายเป็นติ๋มในชุดเล่นบาสเก็ตบอลที่คล่องแคล่วทะมัดทะแมงขึ้น และถูกใจวัยรุ่นเท้าหนักยิ่งขึ้น แต่เสียงของผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ยังหวังว่า Nissan จะทำอะไรสักอย่างกับช่วงล่าง เพื่อให้ใช้งานได้สบายอุราขึ้น

และนี่ล่ะครับ คือคำถามที่ผมถูกถามมากที่สุดโดยคนใกล้ตัวซึ่งมักจะยิงคำถามใส่ผมว่า “ได้ลอง Tiida Minorchange มาหรือยัง” (ยังครับ คงอีกนานพี่..) “อ้อ..ถ้าได้ลองแล้วช่วยเช็คให้ทีว่าช่วงล่างมันเป็นยังไง”

คำตอบสั้นๆหลังจากที่ได้ลองมาทุกรูปแบบคือ.

BETTER! ดีขึ้น และนับตั้งแต่ Tiida ออกโช้คมาแต่ล่ะรุ่นนั้น
Tiida Minorchange นี้คือรถที่ได้โช้คอัพที่ลงตัวที่สุดนับตั้งแต่ Tiida เคยมีมา และแน่นอนมันทำให้ผมอยากจะเอาเจ้า E20 ที่ขับอยู่ทุกวันนี้ไปเปลี่ยนเป็นโช้คตัว Minorchange ซะคืนนี้เลยด้วยซ้ำ  

แต่ขอทำความเข้าใจเพื่อกันไม่ให้ตัวผมเองโดนด่าในภายหลังอย่างหนึ่งว่า คำว่า “ดีขึ้น”ที่ผมบอก ไม่ได้แปลว่าช่วงล่างของ Tiida จะกลายเป็นปุยนุ่นนุ่มนวลชวนฝันขึ้นขับแล้วหลับในสบายใจไปสวรรค์ได้อย่างที่ผมและเพื่อนๆหลายคนปราถณาจะให้มันเป็น ในทางตรงกันข้าม Tiida ตัวล่าสุดนี้ยังมีวิญญาณของโช้ครุ่นที่ใช้กับรุ่น E20 แฝงอยู่

พูดง่ายๆคือมันยังคงมีความสะเทือนบนถนนขรุขระให้สัมผัสได้ และถ้าคุณตั้งใจวิ่งผ่านเนินลูกระนาดขนาดใหญ่ๆด้วยความเร็วเกิน 40ก.ม./ช.ม.ท้ายรถก็ยังสามารถดีดจนก้น 150ก.ก. ของผมทำท่าจะลอยจากเบาะหลังนิดๆได้ นี่เป็นนิสัยทีสื่อได้ถึงการตอบสนองของช่วงล่างตัวเก่า

แต่สิ่งที่ดีขึ้นคือความรู้สึกยืดหยุ่นของช่วงล่างในจังหวะกระแทกและจังหวะคลายตัว J!MMY เองก็ได้ลองขับและพยายามสรุปกับผมว่าจะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไรดีให้คนอ่านเข้าใจ เพราะมันนุ่มกว่า Civic FD แต่แข็งกว่า Corolla Altis มันสะเทือนน้อยกว่า Tiida รุ่นเดิมโดยมีความรู้สึกเป็นยุโรปมากขึ้น แต่สะเทือนน้อยลงแค่ไหน พวกเราก็คิดกันว่าน่าจะน้อยลงราว 10% พวกเราถึงขนาดต้องกลับมาเอารถ E20 ของผมไปขับวนกันอีกรอบเพื่อจับความรู้สึกให้เทียบกันจะจะไปเลย และก็ลงความเห็นว่ารุ่นใหม่นุ่มกว่าอยู่ดี

แต่นั่นมันก่อนที่พวกเราจะพบว่ารถ 1.6S คันนี้ถูกเติมลมยางมาไว้แน่นถึง 48 ปอนด์ต่อตารางนิ้วทุกล้อ!
ผมจึงลดลมยางเหลือให้เท่ากับรถคันที่ผมใช้อยู่ คือ หน้า 32 ปอนด์/ตารางนิ้ว และ 28 สำหรับด้านหลัง

 

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคืออาการเก็บก้อนกรวดกับการสะเทือนยิ่งดีขึ้นอีกจนเรามั่นใจที่จะขยับคำว่านุ่มขึ้น 10% ให้กลายเป็น 15% ได้ เพราะครั้งนี้รู้สึกได้ชัดขึ้นกว่าเก่า เรื่องที่ประหลาดใจคือเมื่อนำรถออกไปวิ่งที่ความเร็วสูง ตัวรถก็ไม่ได้สูญเสียประสิทธิภาพในการทรงตัวไปเลย และยังสามารถเข้าปะทะเนินจั๊มพ์คอสะพานที่ความเร็วระดับ 140-160 ก.ม./ช.ม.ได้โดยที่ตัวรถกลับให้การควบคุมดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ ไม่มีอาการย้วยอย่างที่ Nissan Cube ตัวเท่ห์ที่เราเคยขับมี และการดีดตัวของช่วงล่างอย่างที่พบใน Tiida E20 ก็ลดน้อยลง

ความสามารถในการทรงตัว ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างเช่นเดียวกับรถรุ่นที่แล้ว เพราะการที่เป็นรถสูง ทรงแคบ ล้อและยางค่อนข้างจะเล็ก ดังนั้นยามมีลมปะทะแรงๆจากด้านข้าง ตัวรถก็ยังออกอาการส่ายให้รู้สึกได้ นี่คือดาบสองคมของการมีห้องโดยสารทรงลักษณะนี้ ผมวิ่งผ่านรถทัวร์ด้วยความเร็ว 140 และรู้สึกถึงอาการวูบของตัวรถ อย่างเดียวกับที่เคยได้รับจากรถ Tiida รุ่นใดๆก็ตามที่เคยจำหน่ายมาในอดีต

ท้ายสุดก็มาตกม้าตายที่ยาง ซึ่ง Tiida Minorchange ยังใช้ Bridgestone B250 ขนาด 185/65 ขอบ 15 เช่นเดิม ซึ่งถ้ายืมคำพูดของ J!MMY มาใช้ ตานี่เคยบอกเอาไว้ว่ายางรุ่นนี้น่ะ “เหมือนมันทำหน้าที่แค่ หมุนๆๆ กรุ๊งกริ๊งไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ของมันเท่านั้น”  

ผมลองพา 1.6S ไปยิงโค้งแคบบนถนนพื้นปูนด้วยความเร็วที่ไม่ได้เกิน 60 เห็นได้ชัดว่าช่วงล่างน่ะสบายบรื๋อ แต่ยางน่ะยอมแพ้ก่อน ยังคงเป็นอย่างนี้จริงๆ ตัวรถพยายามสู้กับแรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นและพยายามหันหน้าไปตามทิศทางของมันในขณะที่ยางทั้งสี่เส้นส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปตลอดทาง นั่นล่ะเป็นเหตุผลที่ผมลองจัดยาง AR10 มาใส่รถตัวเองแล้วเอา B250 ไปแปรรูปเป็นเก้าอี้ (และมันทำให้รถแสดงประสิทธิภาพช่วงล่างออกมาได้ดีกว่าเดิมด้วย)

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณขับรถแบบปกติ ไม่ใช่การทดสอบเพื่อหาขีดจำกัดของรถ ยางรุ่นนี้ก็พอใช้การได้ ไม่ใช่ว่าวิ่งๆไปแล้วระเบิดเองหรอกครับ บนถนนแห้งนั้นมันยังพร้อมที่จะรับใช้คุณได้แบบเดียวกับยางติดรถจากโรงงานของรถอีกหลายรุ่นที่ไม่ได้เน้นสมรรถณะการขับขี่

 

 

 

ส่วนพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยวก็ยังคงเป็นพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้าเช่นเดิม มีลักษณะที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตจริงเหมือนเดิมกล่าวคือเบาสบายมืออย่างยิ่งเวลาถอยจอดรถหรือกลับรถ แต่พอใช้ความเร็วสูงขึ้น น้ำหนักของพวงมาลัยจะเพิ่มความหนืดมากพอให้คุณขับสบายโดยไม่ต้องเกร็งมือช่วย อัตราทดของพวงมาลัยจะให้บุคลิกที่เน้นความมั่นคงมากกว่าความสนุกในการขับ อย่างใน Honda Jazz นั้น แค่หักพวงมาลัยไปมานิดเดียว วัยรุ่นไฟแรงสามารถมุดไปๆมาๆซ้ายๆขวาๆได้ราวกับตู้เกม ส่วน Tiida นั้นจะต้องหักพวงมาลัยเป็นองศาเยอะกว่าประมาณ 1 นิ้ว

อีกคำถามที่ทางบ้านฝากมาคือ “พวงมาลัยเวลาหมุนเลี้ยวที่ความเร็วต่ำๆมีเสียงปุกปักตรงกลางพวงมาลัยบ้างหรือไม่” เพราะนี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในรถรุ่นก่อนหน้านี้ แม้แต่รถผมก็มีอาการอย่างที่ว่านี่ ก็ต้องขอบอกข่าวดีว่า ชุดแกนพวงมาลัยด้านในของรถรุ่นใหม่นี้ เป็นแบบที่ Nissan ได้ทำการแก้ไขอาการดังกล่าวแล้ว และตลอดเวลาที่ผมขับก็พยายามคอยเงี่ยงหูฟังเสียงนี้ และไม่พบเสียงปุกปักใดๆทั้งสิ้น

 

 

สมรรถณะจากเครื่องยนต์และเกียร์

Tiida 1.6 ทั้งหมดยังคงใช้เครื่อง HR16DE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว เสื้อสูบและฝาสูบทำจากอลูมินัมอัลลอย ความจุกระบอกสูบ1,598 ซีซี  ใช้ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิง EGI พร้อมสมองกลแบบ ECCS ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ 32 BIT มีระบบแปรผันวาล์ว CVTC  และให้กำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น  153Nm ที่ 4,400 รอบ/นาที

 

 

 (ภาพจากเอกสารประกอบ Nissan)

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ อัตราทดไล่ที่ละเกียร์คือ 2.861/1.562/1.000/0.697 เฟืองท้ายทดไว้ 4.072

นิสัยการตอบสนองของเครื่องและเกียร์ชุดนี้ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของไอ้ติ๋มคันนี้ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และสร้างความพึงพอใจให้กับทีม Headlightmag ทั้งชนิดที่ทุกคนงงว่ารถหนักเกือบ 1.2 ตัน ใช้เครื่อง 1.6ลิตร เกียร์ 4 สปีดที่มาในยุคที่ชาวบ้านเขาไปใช้ CVT ไม่ก็ 5 สปีดกันหมดแล้วน่ะ มันจะมีน้ำยาทำอะไรได้

อย่าลืมว่ารถสมัยนี้เขาพัฒนานิสัยการเรียกแรงบิดของเครื่องไปมาก ถ้าคุณกลัวว่าผมจะเชียร์ Tiida แค่คันเดียวล่ะก็ ผมบอกตามตรงก็ได้ครับว่า Altis 1.6 ตัวใหม่ก็มีลักษณะเครื่องที่เหมือนกันคือแรงบิดเป็นช่วงกว้าง เรียกใช้งานได้ตลอด ทำให้ขับได้คล่องตัวจนคุณอาจไม่ต้องการเครื่องใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้วล่ะถ้าคุณไม่ใช่ขาซิ่งตัวจริง

HR16DE ไม่ใช่เครื่องรอบจัด ดังนั้นไม่ต้องไปค้างเกียร์ลากรอบให้จมูกบี้กันหรอกครับเพราะหลัง 6,000 รอบไป เครื่องก็ออกอาการเหนื่อยแล้ว แต่แทนที่จะทำอย่างนั้น คุณปล่อยให้เกียร์มันขึ้นไปอีกจังหวะนึง แล้วรอบเครื่องก็จะตกลงมาอยู่ในช่วงที่เรียกแรงบิดได้แบบพอดี และไหลต่อได้แบบไม่ทรมานเครื่องเกินจำเป็น

 

 

 

เกียร์ของ Tiida นั้นตอบรับกับเครื่องยนต์ได้ดี ในเรื่องความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์นั้นมีความกระตุกให้รู้สึกเบาๆตามสไตล์เกียร์อัตโนมัติแบบธรรมดาที่ไม่ใช่คลัทช์คู่หรือ CVT แต่ก็ชดเชยด้วยความฉลาดของเกียร์ในการเลือกจังหวะเกียร์ได้ตรงตามที่เราสั่งผ่านคันเร่ง กดลงไป อยากได้เกียร์อะไร คุณก็จะได้เกียร์นั้น และมีจังหวะในการค้างเกียร์ที่เดาใจผู้ขับได้เก่งกว่าเกียร์ของ Mazda 3 ซึ่งมักจะรีบไต่ขึ้นเกียร์สูงเร็วไปหน่อย ดังนั้นลักษณะของเครื่อง HR16 บวกกับเกียร์ลูกนี้ จึงทำให้มันเป็นรถที่ใช้งานในสปีดคนเมืองได้คล่องกว่าที่หลายคนคิด มีช่องตรงไหน ทิ่มเข้าไปตรงนั้นได้ทันทุกที หรือจังหวะรอเพื่อเปลี่ยนเลนเข้าใน กดคันเร่งปุ๊บ รอบกวาด รถทะยานและแซงเข้าช่องได้ตามสั่ง เจ้ากล้วย BnN ให้ comment สั้นๆไว้กับเครื่องและเกียร์ชุดนี้ว่า “มันเร่งจิ้ม เร่งจิ้มได้โดนใจวัยรุ่นมาก”

เกียร์ของ Tiida จะมีจุดอ่อนก็แค่ช่วงความเร็ว 40ก.ม./ช.ม. ซึ่งในช่วงนี้บางครั้งเวลากดคันเร่งจึ้กลงไป ก็เหมือนว่าเกียร์จะออกอาการงงๆว่าข้าจะใช้เกียร์สองดี หรือว่าเกียร์หนึ่งดีฟะเนี่ย

 

 

 

 

อัตราเร่ง และความเร็วในช่วงต่างๆ อย่างละเอียด คุณผู้อ่านคงต้องรอ Full Review ของ J!MMY ซึ่งน่าจะมีให้อ่านกันทั้งรุ่น 1.6 และ 1.8 ส่วนการทดสอบในเวลาสั้นๆอย่างเช่นในบทความนี้นั้น ทำในช่วงกลางวัน ซึ่งไม่ใช่เวลาถนัดของผมในการทดสอบลักษณะนี้ จึงไม่ค่อยสะดวกนัก

อย่างไรก็ตาม ผมสามารถบอกกับท่านได้ว่า อัตราเร่ง 0-100ก.ม./ช.ม. โดยบรรทุกน้ำหนัก 210 ก.ก. ไว้บนรถนั้น สามารถทำได้ ใน 12.3 วินาที (ทดลองจับเวลาแค่ 2 ครั้งเท่านั้น)

ในรุ่นแรก J!MMY เคยพารุ่น 1.6 ที่บรรทุกน้ำหนัก 136 ก.ก. ไปถึง 100 ได้ภายใน 11.51 วินาที
ในรุ่น E20 ผมลองเอา 1.6G ของตัวเองบรรทุกราว 140 ก.ก. ไปถึง 100 ได้ภายใน 11.79 วินาที

ดังนั้นนี่ก็น่าจะพอบอกได้ว่าเครื่องและเกียร์ตัวนี้ยังมีประสิทธิภาพเท่าเดิม ถ้าให้บรรทุกน้ำหนักเท่ากัน

ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น
ในรุ่นแรก J!MMY เคยพารุ่น 1.6 ไปแตะ 190ก.ม./ช.ม.
ในรุ่น E20 ของผม ทำไว้ได้ 186 ก.ม./ช.ม.
ส่วน 1.6S Minorchange คันนี้ ได้ 188 ก.ม./ช.ม. อาจจะไปต่อได้ถ้ามีทางยาวให้ลาก แต่ขอทำไว้แค่นี้เนื่องจากผมขอลองบนพื้นทางตรง ยาว โล่งเท่านั้น และทางข้างหน้าก็ไม่น่ากดคันเร่งต่อแล้ว

 

สรุป

“ดีขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมาที่ทำให้เราหน้าเหยเกในตอนแรกนั้น กลับกลายเป็นยิ้มแทน”

Nissan ได้ลงมือแก้ไขข้อตำหนิที่ผมเคยครหาไว้ราวกับรู้ว่าผมกำลังรอสบโอกาสที่จะขบกัดพวกเขาอีกครั้งอยู่

แต่ถ้าถามว่า มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วนี่จะกลายเป็นว่ามันเป็นรถที่ดีที่สุดคุ้มค่าที่สุด สมกับที่ผู้เกิน CHENG สรุปให้หรือเปล่า ก็บอกกันไว้ตรงนี้เลยว่า “คุณครับ ใช่ มันมีสิ่งที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างถูกแก้ได้หมด และอีกอย่างหนึ่งคือ รถคันเดียวกันนี้เอง อีกคนนึงชอบ อีกคนนึงอาจจะบอกว่าไม่ชอบ เช่นเดียวกับดีไซน์ของรถตัวใหม่นี้ที่มีทั้งคนบอกว่าแก่ แต่บางคนใช้คำว่า หรู”

ช่วงล่าง? ดีขึ้น แม้จะไม่ได้นุ่มอย่างที่หลายคนต้องการ แต่ก็เก็บอาการสะเทือนได้ดีกว่ารุ่นเดิมโดยที่ยังขับสนุกได้เท่าเดิม พวงมาลัย? น้ำหนัก ระยะหมุน ความมั่นคง เหมือนรุ่นเดิม แต่เสียงปุกปักเวลาเลี้ยวที่ความเร็วต่ำๆเขาแก้ไขได้แล้ว เครื่องเสียง? ของเดิมนั้นเหลือไว้ใช้แค่ใน Latio B รุ่นประหยัดสุด นอกนั้นเป็น MP3 มี AUX เสียบแล้ว   เสียงของเครื่องเสียง? เหมือนเดิม เบสมี แหลมพอได้ แต่มิติช่วงกลางและรายละเอียดเสียงต้องไปทำต่อจึงจะดี   ยาง? ของเดิมเป็นยังไงของใหม่ก็ยังเป็นเช่นนั้น ถ้าขับรถรุนแรงนัก ก็ควรเปลี่ยนซะเถอะ เครื่องและเกียร์? ยืดหยุ่น ใช้งานได้คล่อง

 

 

 

 

กับรุ่น 1.6S ที่ราคา 688,000 บาทนี้ คุณได้ความเป็นรถนั่งสบาย อากัปกิริยาเขยิบเข้าใกล้รถผู้ใหญ่ ในราคาเท่ารถวัยรุ่น ของเล่นติดตัวมีพอหอมปากหอมคอ แต่ถ้ามีอุปกรณ์อย่าง ABS กับถุงลมนิรภัยได้ด้วยก็จะดีมาก ส่วนเรื่องที่เหลือนั้นผมคิดว่า Nissan ได้ฟังความต้องการของผู้บริโภคและนำมาปรับปรุงจนได้รถที่ดีขึ้น และน่าจะช่วยส่งผลให้ยอดขาย 583 คันต่อเดือนที่ตั้งเป้าไว้ เขยิบเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

ส่วน “ไอ้ติ๋มใส่ทักซิโด้” ที่ J!MMY พูดถึงนั้น เขาพยายามเปรียบเทียบกับ Tiida ที่เคยรีวิวในชาติก่อนๆ ว่ามันเป็น ไอ้ติ๋ม ..และไอ้ติ๋ม คือคนหน้าตาจืดๆ ธรรมดาๆที่ไม่มีอะไรเด่น อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับคุณ ไม่มีใครสนใจเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณพบว่าเพื่อนชายหน้าตาแสนธรรมดาของคุณนั้น มันมีความโดดเด่น outstanding ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น บ้ากาม บ้าบอล บ้ารถ บ้าการ์ตูน บ้าเกมส์หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของคุณมาก่อน เช่น เล่นดนตรีเก่งโคตรๆ

ใน Tiida E20 ผมจัดแจงจับไอ้ติ๋มไปเข้าฟิตเนส เล่นกีฬาจนทะมัดทะแมงกว่าเดิม คล่องแคล่วกว่าเดิม และตำหนิว่ามันชักจะมีนิสัยบางอย่างที่กระด้างขึ้นนะ ไปปรับปรุงตัวมาสักนิดก็น่าจะดี

หลังจากรับปริญญากันเสร็จ ไอ้ติ๋มหายไปนานมาก และวันนี้มันก็กลับมาอีกครั้งในงานเลี้ยงรุ่นของเพื่อนที่เรียนจบกันไปนานแล้ว มันมาในชุดทักซิโด้ พร้อมกับมาดที่ดูสุขุมขึ้น สุภาพขึ้น และมีชั้นเชิงในการสร้างบทสนทนาที่เรียกความสนใจของคนรอบข้างได้ดีกว่าเดิม

นั่นล่ะครับ คือ สิ่งที่ผมรู้สึกว่า Tiida ตัวล่าสุดนี้จะเป็น และถ้าจะยืนยันเรื่องนี้ได้ ก็คงต้องลองให้ J!MMY มา Full Review กับรุ่น 1.6G และ 1.8G กันอีกสักครั้ง

 

 

 

ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ

Commander CHENG!

ลิงค์ติดตามอ่านเพิ่มเติม

กระทู้ Commander CHENG! รีวิวรถ E20 รุ่นก่อน ของตัวเอง เป็นอย่างไร คลิกที่นี่

 


สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
19 ตุลาคม 2009

Copyright (c) 2009 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
October 19th,2009  

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่