ก่อนอ่านบทความต่อไปนี้..ขอจับไข่คุยกันก่อนว่า

1. บทความนี้ไม่ได้เน้นการอ่านแบบ Endurance หรือ Time Trial กรุณาปล่อยให้มันโหลดสบายๆ
หากาแฟสักแก้ว โดนัทสักชิ้นหอมๆ และไม่จำเป็นต้องอ่านจบในครั้งเดียว กลับมาอ่านหลายๆรอบได้
2. รูปภาพอาจดูไม่ชัดคมแบบฟันไม้สักขาด อาจจะไม่ใหญ่ บางทีอาจดูดิบๆไปบ้าง ต้องขออภัย 
เพราะเพื่อความมันส์ในระดับชาวบ้าน บางรูปจึงลักลอบนำมาจาก Instagram และ Facebook
ของผู้ร่วมชะตากรรมทริปทั้งสอง เพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ไปด้วยกัน
3. เนื้อหาของบทความมีการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ และพฤติกรรมบ้าๆอันเป็นตัวจริงของผู้เขียน
ขอให้อ่านเพื่อความมันส์ และนำไปใช้ไปเล่าได้ตามกาละเทศะต่อผู้รับฟังอย่างเหมาะสม
4. หากคุณไม่เคยมีความคิดที่อยากจะไปญี่ปุ่น แล้วใช้ชีวิตเที่ยวดูรถไปตามแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์
คุณอาจจะเสียเวลาเปล่าในการอ่านบทความนี้ แต่จะลองดูก็ได้นะคะเบยงุงิ 

เมื่อตกลงใจกันเรียบร้อยแล้ว ก็ขอเชิญ..ตามผมมา เที่ยวญี่ปุ่นกันต่อได้ ณ บัดนี้!

Tokyo Diary:3 เกลอท่องโตเกียว (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม-วันสบายๆกับโตเกียว

ตื่นขึ้นมาตอนแปดโมงเช้าพอดี เมื่อคืนนี้ขาร้าวจนกระทั่งปวดสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตีสาม
ไม่รู้จะทำอะไรดีเลยพยายามคลำหายานวด Voltaren (ที่บอมให้มา) ในความมืด แล้วก็นั่งนวดขาตัวเอง
ไปโดยที่มองอะไรไม่เห็นทั้งอย่างนั้น ผมนวดไม่ค่อยเป็น ไม่รู้เรื่องนวดแผนโบราณ แผนไม่โบราณ
แผนสมัยใหม่ ไม่รู้ทั้งนั้น แต่ใช้วิธีลองกดนิ้วไปตามจุดต่างๆที่ขา บางครั้งเรากดจุดที่ไม่ได้ปวด
แต่เวลากดแล้วมันเหมือนมีเส้นประสาทส่งความรู้สึกไปแต๊ะๆตรงจุดที่เราปวด ผมก็นวดตรงนั้นไปด้วย
แม้จะมั่ว แต่ก็ได้ผล ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะยาคลายกล้ามเนื้อแบบเม็ดที่ไอ้ตี้ให้มาเมื่อคืนด้วย
[หมายเหตุ- ผมมาทราบจากเภสัชกรภายหลังว่า Voltaren นี่เขาใช้วิธีทาให้มันซึม ไม่ต้องนวด
ถ้านวดล่ะก็บรรลัย จึงขอชี้แจงไว้ตรงนี้]

ผมเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นเช็คเมล์ ได้รับเมล์จาก Rikiya เรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง มีเพื่อนของเขา
ที่ทำงานด้านซอฟท์แวร์ และกำลังจะย้ายไปอยู่ที่อเมริกา แต่ปัญหาคือตาคนนี้แกสะสมโบรชัวร์
รถเอาไว้เยอะมาก และต้องการจะระบายทิ้ง เมื่อ Rikiya เล่าให้ฟังว่าผมมาญี่ปุ่น และชอบสะสม
โบรชัวร์เหมือนกัน แกเลยเอ่ยปากเชิญให้ผมลองไปแวะเยี่ยมแก ไม่ไกลจาก Shinjuku
แกชื่อ Hattori ฟังแล้วคุ้นๆเหมือนจะให้ไปเจอกับนินจาการ์ตูนยังไงก็ไม่ทราบ

วันนี้วันอาทิตย์แบบสบายๆ ผมบอกน้องๆเอาไว้แล้วว่าเฮ้ยมึง วันนี้วันชิลล์ ขออะไรก็ได้ที่สบายตีน
มีเป้าหมายหลักแค่สามที่คือสุสานยานากะ และไปดอยโบรชัวร์เก่า ส่วนจะมีที่อื่นๆมา
ก็แล้วแต่เวลาอำนวย

เก้าโมงครึ่ง ชวนพวกน้องๆเดินไปร้านแดงเพื่อซื้อข้าวเช้ากิน มาวันนี้จะให้ดูข้าวห่อสาหร่าย
สามเหลี่ยมซึ่งเจ้าบอมกินทุกเช้า เขาแปะเป็นป้ายโชว์ไว้หน้าร้าน มีรูปโชว์เสร็จสรรพว่าอันไหน
ไส้อะไร แต่พอเข้าไปในร้าน ข้าวปั้นที่ถูกวางไว้บนชั้นนั้นจะไม่มีรูปให้ดู ผมเลยเดินกลับออกไป
ข้างนอกใหม่ แล้วพยายามสังเกตจากป้ายนี้ ดูตัวอักษรที่เขาเขียน 

อยากกินอันกลางที่เป็นไส้ปลา เขาเขียนไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมอ่านไม่ออก แต่ก็สังเกตได้ว่า
อักษรสองตัวแรกนั้นดูหน้าตาคล้ายหญิงกับชายจับคู่เต้นบัลเล่ต์ ส่วนอันบนขวาที่เป็นปลา
อะไรสักอย่างอีกอันนั้น ตัวอักษรเริ่มต้นแลดูคล้ายอักษรอังกฤษว่า “Ei” ทีนี้พอจำได้แล้วก็
เดินเข้าร้านไปหยิบสิ่งที่ต้องการได้ วิธีนี้ไม่ใช่แค่กับซื้ออาหารนะ แต่เอาไปประยุกต์กับอย่างอื่น
ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟ โรงแรมต่างๆได้ คนที่ชอบเล่น Foursquare รับรองว่าต้องใช้วิธีผมกันแน่
เพราะสถานที่ต่างๆมักจะเป็นภาษาญี่ปุ่นเต็มตัว ใช้วิธีการจำอักษรตัวแรกๆว่ามันคล้ายอะไรนี่ล่ะ

พอรู้ว่าจะกินชิ้นไหนแล้วก็เดินเข้าไปดูชั้นในร้านสิครับ..ปรากฏว่าหมด เซ็งสิครับ!

ซื้อของเสร็จ คราวนี้ไม่ได้ยืนกันหน้าร้านอย่างที่ทำตามปกติ แต่เดินถือขึ้นมากินที่ห้องอย่างใจเย็น
บอกแล้วว่าวันนี้วันชิลล์ ลองซื้อคัพซุปของคนอร์มากินกับแร็ปเปอร์เก๋ๆ

กินเสร็จก็เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย ก่อนคว้ากระเป๋าแล้วออกเดินทาง เป้าหมายแรกในวันนี้
เป็นสุสาน..

แล้วจะไปทำไมวะสุสาน? ผมก็จะบอกทุกท่านว่ามันคือไอเดียของไอ้บอมครับ โยนขี้ให้มันง่ายๆอย่างนี้ล่ะ

เนื่องจากในโตเกียวนั้น เขาจะไม่ปล่อยให้มีหมาแมวจรจัดเดินเพ่นพ่านตามถนนเด็ดขาด
ดังนั้นจะมีอยู่ไม่กี่ที่เท่านั้น ที่เจ้าพวกนี้จะมีชีวิตอยู่ได้แม้ไม่ปกติสุขนักก็ตาม สุสาน และสวนสาธารณะ
จึงกลายเป็นสถานที่ที่เราจะพบเห็นแมวถูกทิ้งหรือแมวจรจัดได้เป็นจำนวนมาก และเผอิญทั้ง
ผม บอมและไอ้ตี้ ก็เป็นผู้ชายรักแมวกันทั้งนั้น ก็เลยตกลงว่าจะไปเดินหาแมวเล่นในสุสานเนี่ยล่ะ

หลังจากกินข้าวเสร็จ ผมก็ขอตัวไปดูแลธุรกิจภาคส่งออกที่ห้องตัวเอง
ระหว่างส่งออก ก็ติดต่อรุ่นน้องของผมคนหนึ่งผ่าน Facebook Message เธอคนนี้เป็น
นักศึกษาร่วมสถาบัน MUIC กับผมสมัยปริญญาตรี เป็นรุ่นน้องผมถัดไปสองรุ่น ชื่อเหมียว
และเธอก็แต่งงานมาอยู่กับสามีที่เป็นทหารอากาศอเมริกันที่ฐานทัพนอกเมืองโตเกียว
เมื่อได้ทราบข่าวว่าผมจะร่อนลงที่โตเกียว ก็เลยนัดเจอกันนิดหน่อย วันนี้พอดีเธอ
เข้าเมืองมากับสามีเพื่อมาไหว้พระที่วัดแถว Asakusa ผมก็เลยบอกว่าประเดี๋ยวจะไป
ล่าแมวที่ Yanaka Cemetery แถวสถานี Nippori แล้วก็นัดเจอกันที่นั่นถ้าเวลาอำนวย

จากนั้นเมื่อทุกอย่างพร้อม เราก็ออกเดินเท้าไปขึ้นรถไฟที่สถานี Suidobashi
เพื่อจับรถเหลือง Sobu Line Local ไปที่สถานี Akihabara แล้วก็เปลี่ยนเป็นรถไฟ
สายสีเขียว Yamanote หรือสายสีฟ้า Keihin Tohoku ก็ได้เหมือนกัน สังเกตว่าสาย
สีฟ้าช่วงนี้ดูแล้วคนค่อนข้างจะเยอะ ก็เลยไปนั่งสายสีเขียว Yamanote แทน ประมาณ
11 โมงก็มาลงที่สถานี Nippori ซึ่งมีทางออกหลายทางมาก ผมเล่นง่ายๆ
“เท่าที่ดูจากแผนที่ Yanaka มันอยู่ไปทางตะวันตกของสถานี งั้นเราก็มองหา West Exitสิ”

ออกจาก West Exit ปั๊บก็เลี้ยวซ้ายมาเข้าถนนที่เห็นนี้ แต่ด้วยความที่ไอ้บอมมันรอบคอบ
มองหันกลับไปข้างหลัง ก็พบแผนที่ขนาดใหญ่ ก็เลยเดินเข้าไปมองๆดู

จากนั้นก็เลยตัดสินใจเดินเลียบทางรถไฟ ไปยังวัด Tennoji แล้วเลี้ยวขวาเดินขึ้นไปตาม
ทางที่ลาดพอสมควร บรรยากาศส่วนนี้ดูเงียบสงบดีแท้ บ้านเรือนปลูกสองข้างทาง
เต็มพื้นที่

เลี้ยวซ้ายมาสักพักก็พบวัด Tennoji ตรงหัวมุม แต่เนื่องจากไม่มีใครในพวกเราที่
สนใจเรื่องวัดวาอาราม (อันที่จริงมี..ผมเอง แต่เล่นไปตามความอยากพวกเด็กๆมันดีกว่า)
สักพักก็เจอป้ายอะไรก็ไม่รู้เป็นภาษาญี่ปุ่น

เดินต่อไปอีกหน่อย ก็พบว่ามันก็คือถนนเส้นที่ผ่านกลางสุสานนั่นล่ะครับ
อันที่จริงดูจากแผนที่อาณาบริเวณมันใหญ่โตมาก บริเวณที่เรามานี่น่าจะนับเป็นแค่
1/4 ของพื้นที่ทั้งหมด

มีหลุมศพของผู้ที่ล่วงลับ เรียงรายอยู่อย่างหนาแน่น ไม่ต่างอะไรกับที่อยู่อาศัยของ
พวกเขาเหล่านี้ในยามที่ยังมีชีวิตอยู่..หนาแน่น ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างคุ้มค่า
ระหว่างทางก็จะพบครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่มาทำพิธีเคารพศพญาติหรือบุพการี
ที่จากไป บางกลุ่มก็มีสีหน้าที่ปกติ บางกลุ่มก็ร้องไห้อาลัยให้กับการจากไปอย่าง
ไม่มีวันกลับของบุคคลอันเป็นที่รัก บางคนก็มาอย่างโดดเดี่ยว นั่งร้องไห้น้ำตาซึมอยู่ตรงหน้า
หลุมศพของคนที่เขารัก ทำให้ผมยืนอึ้งอย่างนิ่งๆอยู่ได้พักใหญ่

แล้วก็มีป้ายนี้

สารภาพว่าอ่านไม่ออก แต่ขอเดาว่าน่าจะเป็นป้ายบอกให้ระวังแมว..ไม่ก็

ป้ายขอร้องว่าอย่าเอาแมวมาทิ้งที่นี่ น่าจะเป็นหนึ่งในสองอย่างนี้แหละ

จากนั้นก็เดินลึกเข้าไปในตัวสุสานต่อ..บรรยากาศรอบๆมันชวนขนหัวลุกนิดๆ
แต่ไม่สิ มันทั้งอบอุ่น ทั้งเศร้าสลด ทั้งน่าขนลุกไปพร้อมๆกันแม้จะเป็นกลางวันแสกๆ


ฉับพลันนั้นเอง..ความคิดก็แล่นเข้าหัว..ทำให้ผมเริ่มคิดถึงวันตายของตัวเองขึ้นมา

ถ้าเราหายจากโลกนี้ไปสักคน โลกนี้จะเป็นอย่างไร ..มันก็คงไม่เป็นไรมากนัก เพราะเรา
ไม่ใช่แกนหลักในการค้ำสังคมที่เราอยู่ ก็คงจะมีคนไม่กี่หยิบมือที่จะหลั่งน้ำตาเพื่อเรา
และมีคนจำนวนมากกว่านั้นหน่อยนึงที่จะมาร่วมงานศพเรา ..คนจำนวนอีกหลายสิบล้าน
คงไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าเราหายไปจากโลกนี้แล้ว ..ถ้าวัดตามอายุขัยเฉลี่ย ผมคิดว่าคงเหลือเวลา
ดูโลกนี้ไปอีกแค่ 50 ปี ยังไม่นับว่า 20 ปีในนั้นที่อาจจะต้องระเห็จไปบนรถเข็น พอถึงตอนนั้น
Facebook จะยังอยู่หรือเปล่า? การ์ดงานศพอาจจะไม่ได้เป็นกระดาษ และงานศพอาจ
ไม่จำเป็นต้องเผาหรืออะไรให้มาก พระท่านอาจจะกดปุ่มยิงลำแสงพลาสม่าปิ้วเดียว
ร่างของผมก็อาจจะเหลือแค่เถ้าธุลี

ผมคิดอยากทำการตายของผมให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ถ้าวันนั้น Facebook ยังอยู่
ก็อาจจะให้ลูกหลานถ่ายภาพสุดท้ายก่อนผมตายเอาไว้ ใช้ App. Camera 360 แต่งหน้า
ให้ดูผ่องหน่อย แล้วก็โพสท์ข้อความ Sticker LINE สวยๆ “Hello! เพื่อน! กูตายแล้วนะ
แค่แวะมาบอกมึง! งานศพกูไม่มีอะไร ไม่ต้องเปลืองเวลามา แค่คลิกLikeที่การ์ดงานศพ
กูเป็นกำลังใจให้ลูกให้เมียกูหน่อยนะโว้ย! แล้วกูจะรอมึงในนรกนะ คิดถึงก็ส่งจิตมา”

แต่ถ้าใครมางานศพผม.. ผมก็คิดว่าจะหาอะไรสนุกๆให้ทำ กัน ผมจะสั่งลูกหลาน
ให้ทำพวงหรีดพิเศษไว้ ก่อนที่จะเอาร่างผมเข้าเตาพลาสม่า ก็ให้เรียกแขกทุกคนมารวมกัน
ที่หน้าเมรุ จากนั้นก็ให้ทำกิจกรรมสนุกๆ ให้สัปเหร่อโยนพวงหรีดให้ทุกคนแย่งกันรับ
ใครโชคดีรับได้ ก็มึงนั่นแหละจะต้องตายเป็นรายต่อไป

หวังว่า..ใครก็ตามที่อ่านไดอารี่บ้าๆนี่อยู่จะให้เกียรติไปร่วมงานศพผมและถ้าให้ดีอย่าลืม
ในส่วนของกิจกรรมสนุกๆที่ผมเตรียมไว้ให้ท่านด้วยแล้วกันนะครับ

จิตมันคิดฟุ้งซ่านไปสักพักก็นึกขึ้นได้…แล้วแมวเหมียวมันไปอยู่ไหนกันหมดวะ?

จำได้ว่าเรามาที่นี่เพื่อจะมาเล่นกับแมวนี่หว่า แล้วมันหายไปไหน? หรือว่าเป็นเพราะอากาศหนาว
ขนาดนี้เลยทำให้บรรดาแมวๆทั้งหลายหลบซ่อนตัว? ไม่ใช่ซิ เพราะตอนนี้บ่ายโมงเกือบครึ่ง
แดดกำลังงาม มันต้องออกมาอาบแดดสิถึงจะถูก

ไอ้บอมกับไอ้ตี้เดินเข้าซอกนู้นนิด เข้าซอยนี้หน่อย โผล่ตามหลืบ ผลุบตามหลุมอยู่สักพัก

อ๊ะ!แมว!

เจอแล้วหนึ่งตัว บอมค่อยๆเรียกผมกับตี้เข้าไปหาจุดที่พบแมวตัวนั้น เมื่อผมเดินเข้าไปก็พบบอมนั่งเล่น
กับแมวตัวนั้นอยู่ก่อนแล้ว เลยพากันถ่ายภาพแมวกันอย่างสนุกสนานไป

นี่ล่ะแมวจรจัด JDM สเป็คญี่ปุ่นตรงรุ่น สภาพออกจะโทรมเหมือนหน้าตัดเซียงกงเก่าๆหน่อยเพราะตาก
แดดตากฝนมาตลอดหลายปี แต่พอหน้าหนาว พวกแมวมักจะขนฟูฟ่อง น่ารักน่ากอดเป็นที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม ทำอะไรก็ต้องระวังไว้บ้าง เกิดลูบๆไปไฟฟ้าสถิตย์มันลั่นเปรียะ!แล้วพี่แมวแกจะตกใจ
หันมาชกเราม้ามแตกหรือตะปบจนได้เลือดก็จะได้เรื่องไปโรงพยาบาล แล้วค่ารักษาพยาบาลของประเทศ
นี้มันถูกซะที่ไหน ผมรู้จักคนญี่ปุ่นที่ลงทุนบินมาไทยเพื่อทำฟัน ..ใช่ ทำฟัน..โอเค เข้าใจแล้วนะ?

เจ้าแมว JDM เดินตามเราเป็นระยะ บางทีก็หยุดลงนอนอย่างสบายใจกับพื้น บางทีก็ลุกขึ้นเดินลัดเลาะ
ไปตามแท่นหินและหลุมศพ หลังจากนั้นไม่นานเราก็สังเกตเห็นว่ามีแมวอีกตัวที่อยู่ในหลุมศพแถวถัดไป
แต่เราคงไปถ่ายรูปหรือเล่นกับมันไม่ได้ เพราะที่หน้าหลุมมีคุณป้าแก่คนหนึ่งกำลังนั่งจ้องหลุมศพด้วย
สายตาที่ดูหดหู่อาลัยยิ่งนัก..แมวตัวนั้นเดินเข้าไปคลอเคลีย สักพักคุณป้าก็อุ้มแมวขึ้นมาลูบอย่างเอ็นดู
โดยที่แมวตัวนั้นก็ไม่ดิ้นไม่หนีไปไหน สักพักป้าก็ควักอาหารออกมาป้อนแมวตัวนั้น

เป็นภาพที่ตอนแรกผมอยากจะยกกล้องขึ้นถ่าย แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ไม่ถ่าย แต่เก็บเอาไว้
ในความทรงจำแทน ขนาดสปีชีส์ที่ต่างกัน ยังมีการรับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างได้ แมวตัวนี้กำลังทำสิ่งที่
เหมือนกับไอ้ดั๊มดัม แมวบ้านผมมักจะทำ คือโดยปกติดั๊มดัมมักจะทำแค่สามอย่างคือ ประจบแม่ผม
กัดพ่อผม และกินข้าว มันไม่ค่อยใยดีที่จะเล่นกับผมเท่าไหร่นัก ถ้าเดินเข้าไปเล่นด้วย
มันก็มักจะวิ่งหนีอยู่เนืองๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมรู้สึกเหงา เศร้า และหมดอาลัยตายอยาก
ดั๊มดัมจะมาเคล้าแข้งเคล้าขาแล้วก็มองหน้าผมราวกับจะบอกว่า “มึงโชคดีแค่ไหนแล้วที่เกิดเป็นคน”

ดังนั้นการได้เห็นสิ่งนั้น แมวหนาว คนเศร้า แมวเคล้า คนป้อนอาหาร ทำให้ผมรู้สึกดี ดีมาก..
ดีอย่างประหลาด

แล้วเราก็เดินล่าแมวกันต่อไป หลังจากที่พบ 2 ตัว การพบตัวที่ 3 ดูจะเป็นเรื่องง่ายดูอย่างไอ้เจ้าตัวขาวๆ
มันนอนสบายไม่กลัวใครราวกับเป็นอัลคาโปนประจำสุสาน

วิวของ Yanaka มีความแปลกในตัวของมันเอง อย่างเช่นบางมุมที่เราจะมองเห็นตึกสูงTokyo Skytree
เด่อยู่บนฉากหลัง ช่างตัดกับสภาพรอบสุสานที่ค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยมยิ่งนัก

เราเดินเล่นไปรอบสุสาน แล้วก็ได้เจอแมวตัวที่ 4 และตัวที่ 5 ตามลำดับ ทั้งสองตัวล้วนมี
ใครคนหนึ่งกำลังยืนป้อนอาหารอยู่อย่างใจดี แต่หลังจาก 5 ตัวผ่านไปแล้ว เราก็ไม่เจอแมว
อีกเลย แม้ว่าจะเดินหากันให้รอบสุสานจนเริ่มหลงทาง สุสานแห่งนี้ใหญ่กว่าที่เราคิดเอาไว้
เลี้ยวซ้ายแล้วคิดว่าจะเจอทางออก ก็กลับเจอทางหักเลี้ยวขวา เบี่ยงไปทางอื่นเสียอย่างนั้น
ผมกับหนุ่มทั้งสองน่าจะเดินหลงกันไปเป็นระยะทางร่วมกิโลเมตร แถมยังจู่ๆเดินเข้าไปอยู่
ท่ามกลางครอบครัวที่เพิ่งประกอบพิธีฝังศพเสร็จด้วยซ้ำ งงกันตาแตกทั้งกระเหรี่ยงไทย
และญี่ปุ่นเจ้าถิ่น

แต่ก็ไม่ยาก ผมสามารถมองเห็น Tokyo Skytree ได้แล้ว และทราบว่ามันอยู่ทางทิศตะวันออก
เฉียงใต้ของสุสาน ผมก็แค่เดินอิงเส้นทาง โดยพยายามให้ Skytree อยู่ข้างหลังเยื้องไปทางขวาๆ
ขณะที่ผมกำลังเล่นโหมดนักลุยป่าสุสานด้วยวิธีคนเก่าแก่ ไอ้ตี้ก็ควัก iPhone ออกมา
เปิดแผนที่แล้วก็พาเดิน..เราสามคนมองหน้ากัน..ไอ้Ha..ทำไมไม่มีใครคิดทำอย่างนี้ตั้งแต่แรก

ผมก็ควัก Samsung SII ออกมาเช็คข้อความจากเหมียว พบว่าสองคนนั้นมาถึงสถานี Nippori
และกำลังเดินย้อนมาหาพวกเราแล้ว ผมจึงบอกว่าให้รออยู่แถวๆ West Exit แล้วจะเดินไปหา

แล้วผมก็เพิ่งสังเกตจาก iPhone ไอ้ตี้ได้อีกที ว่า West Exit แม่งก็มีสองอัน …เอาไงดีวะ เดินๆไปก่อน
ก็แล้วกัน บอกแล้วว่าให้รออยู่ตรง Exit นั่นล่ะ ไม่เจอที่อันหน้า ก็เจอที่อันหลัง

เลี้ยวโค้งขวา..ผ่านวัด Tennoji มาปุ๊บ อ้าว! ไอ้เหมียวกับสามีมันนี่หว่า! โชคดีที่ผมยังจำหน้าเธอได้
เจอกันครั้งสุดท้ายนี่ก็7-8ปีได้แล้ว แต่หน้าตามันไม่เปลี่ยนไปเลย

เหมียวแนะนำให้ผมรู้จักกับ Luke สามีของเธอซึ่งเป็นทหารอากาศ ประจำอยู่ที่ฐานทัพนอก
กรุงโตเกียว Luke เป็นผู้ชายตัวออกสูงผอม แต่ไม่แห้ง ถ้าจัดระดับเทียบกับทหารอากาศที่ผม
เคยพบตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ Kansas ตาคนนี้แกออกจะผอมชะลูดเลยด้วยซ้ำ แถมหน้าตาแฝงแวว
ซุกซนกวนโอ๊ยด้วยอีกต่างหาก

ผมแนะนำบอมกับตี้ให้เหมียวและ Luke รู้จัก หลังจากนั้นก็เดินย้อนไปทางสถานี Nippori
เนื่องจากกะเหรี่ยงพันธุ์ไทยทั้งสามในขณะนี้เริ่มหิวแล้ว เลยเริ่มเกาๆแขนเหมียวเพื่อขอให้พาไปยัง
ร้านอาหารสักที่ที่สามารถจะนั่งกินไปคุยไปได้ เพราะเหมียวเองก็มีนัดกับอาจารย์ที่ปรึกษาในช่วง
หลังบ่ายสาม เรามีเวลาไม่มากนัก เหมียวก็เลยพาเดินมาที่ฝั่งตะวันออกของสถานี Nippori
แล้วก็แนะนำร้านอาหารประเภท Family Restaurant ชื่อร้าน Gusto ที่อยู่ใกล้ๆนั้น เพราะมี
อาหารให้เลือกหลายแบบ และราคาไม่แพง เธอพาผมเดินไปดูเมนูที่อยู่หน้าร้าน พอเห็นว่ามี
เบอร์เกอร์ มีชีส มีสเต๊ก นั่นก็เปรียบเสมือนไฟเขียวสว่างโร่สำหรับพวกเราแล้ว

จากภาพข้างล่าง นี่เดินลงจากสถานีไปทางทิศตะวันออก ร้าน Gusto คือร้านแดงๆทางขวา

แต่ดันติดไฟแดง..ตรงที่คนในร้านแม่งเต็ม (*$%#%%%!!) เราก็เลยต้องนั่งรอคิวอยู่หน้าร้าน
เหมียวขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พวกเราสามคนเลยนั่งคุยกับ Luke (อันที่จริงต้องนับเป็นสอง เพราะ
ไอ้ตี้มันไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ปล่อยมันคุยกับแมวไปละกัน) แน่นอนว่าคุยกันเรื่องรถ Luke
เพิ่งจะซื้อรถ Toyota Ipsum มินิแวนมาให้เหมียวใช้ขับไปๆมาๆในเขตฐานทัพ ส่วนตัวเขาเองก็มี
Subaru Impreza WRX ตากลมเป็นรถของตัวเอง อ้า! อย่างนี่คุยกันรู้เรื่องสิ ผมก็เป็น “อดีต”
เจ้าของ Legacy Turbo สาวกดาวลูกไก่เหมือนกัน ผมเลยแนะนำ Step การโมแบบที่เพื่อนๆในไทย
เคยลองกันมาให้เขาลองกลับไปทำกับรถตัวเองดู Luke ส่ายหน้าก่อนบอกเสียงอ่อยๆว่า
ไม่อยากโมฯมาก เพราะรถมันเป็นเกียร์ออโต้

“Hell, you got an amazing car there. Why would you stick with automatic?”
(เวรเอ้ย รถมันทำมาขับสนุกจะตายห่า ทำไมต้องใช้เกียร์ออโต้วะ) ผมถาม Luke

Luke เบ้ปาก ทำตาลอยๆแล้วผายมือไปยังห้องน้ำ (ที่ซึ่งเหมียวคงกำลังนั่งขี้อยู่)
“She can’t drive the manual.” (เหมียวมันขับเกียร์ธรรมดาไม่เป็นน่ะพี่)

“Well, now she has her minivan with automatic transmission, go ahead,
put some mods in your car.” (ตอนนี้เหมียวมันก็มีรถของมันแล้วนี่ แกก็เอารถมาโมเล่น
หน่อยเด้ หาอะไรสนุกๆทำ) ผมแนะนำไปอย่างนั้น Luke ก็แค่ตอบว่า “อาจจะ” แต่หลังจาก
คุยต่อกันได้สักพัก ผมรู้สึกได้ว่า Luke เองก็ตกเป็นประชาชนเพศผู้ภายใต้ระบอบภรรยาธิปไตย
ซึ่งมีเมียอันเป็นที่เคารพไปแล้ว และคงจะเลือกทำอะไรก็ตามที่จะทำให้ภรรยาสบายใจ
มากกว่าที่จะก่อการโมดิฟายให้ตัวรถเสียงดัง กระด้าง สะเทือน ขับเป็นหมาล่าเนื้ออย่างที่ผมเสนอ

แต่ Luke ก็มีแผนขอมดำดินของเขา เขาบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่ยกเลิกจากกองประจำการ
ที่ญี่ปุ่น เขาสามารถเอารถกลับไปอเมริกาด้วยได้คันนึงโดยไม่โดนชาร์จภาษีนำเข้าในอัตราโหด
แต่มีข้อแม้คือรถคันนั้นจะต้องอายุ 15 ปีขึ้นไป (ถ้ารถใหม่กว่านั้น ภาษีและค่าธรรมเนียมจะแพง
จนไม่คุ้มที่จะเอากลับไปด้วย)

ซึ่งนั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องแย่ กว่าจะถึงเวลาที่ Luke กลับ เขาก็สามารถจะเอา WRX GC ตัวท้ายๆ
Skyline R32-34, Supra กลับไปได้ด้วย และแน่นอนว่า NSX เครื่อง 3.2 ด้วยเช่นกัน
อิจฉามันว่ะ..

ครู่ใหญ่ต่อมา เราก็ได้โต๊ะ ผมเปิดเมนูดูอาหารอย่างกระเหี้ยนกระหือกระสืองาบตับ
ก่อนจะลงตัวกับ Hamburg Steak ที่สอดไส้ชีส จัดเข้าชุดกับเครื่องเคียงในราคาแค่ 890 เยน
ส่วนสามีภรรยาคู่นั้น สั่งแค่เค้กกับกาแฟมากินเป็นของว่างยามบ่ายแค่นั้น

ผมเพิ่งรู้จากเหมียวว่า Luke มีชื่อเล่นเป็นภาษาไทยว่า “เหม่ง”
“ทำไมเหม่งวะ กูว่ามันไม่เห็นจะเหม่งเลย” ผมถาม เหมียวก็เล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่มารดา
ของเหมียวได้เห็นหน้า Luke นั้น เป็นการติดต่อกันทาง Webcam ซึ่งทำให้คุณแม่ยาย
เห็นหน้าลูกเขยในแบบมุม Wide Angle หัวเหม่งผิดปกติ แม่เลยเรียกลูกเขยว่าเหม่ง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตา Luke เองเมื่อถูกเรียกว่าเหม่งบ่อยๆเข้า ก็เปิดอกถามตรงๆว่า
“What is Meng?” พอได้รู้ความหมายเท่านั้นแหละ แกน้อยใจเป็นการใหญ่ หาว่าแม่ยายนี้
ช่างร้ายนัก มาเรียกว่าเหม่งได้ยังไง

ผมเลยปลอบ Luke “Don’t you worry, Meng. It’s actually kinda cute, not ugly”
(อย่าคิดมากเลยเหม่ง ที่จริงความหมายมันออกจะน่ารักมากกว่าน่าเกลียดนะ)
Luke ยิ้ม แต่สายตาของเขาส่งข้อความประมาณว่า “ไอ้เวร”

เพื่อเป็นการเลี่ยงการปะทะกับรองเท้าอเมริกัน ผมเลยเปลี่ยนเรื่องมาคุยกับเหมียวเรื่องของฝาก
เนื่องจากผมมี order ฝากซื้อขนมชนิดหนึ่ง ..วันที่กลับจาก Autosalon ก็ไปถามหาแถวๆ
สถานี Tokyo ก็ไม่พบก็เลยลองถามเหมียวเผื่อจะรู้จัก

“เออนี่เหมียวเอ้ย..เธอพอรู้จักแหล่งซื้อขนมโคอิบิโตะบ้างไหมวะ พี่จะซื้อไปฝากคนที่กรุงเทพ
แต่พี่หาแม่งเท่าไหร่ก็ไม่เจอ”

เหมียวทำหน้าเหมือนเทปสะดุดอยู่ชั่วครู่ก่อนย้อนถามผมว่า “ขนมอะไรนะคะพี่?”

“โคอิบิโตะ..” ผมตอบ
“แน่ใจนะพี่ว่านั่นชื่อขนม…พี่แพน โคอิบิโตะมันแปลว่า Boyfriend นะ”

น้ำดื่มจำนวนหนึ่งทะลักออกมาจากปากผมเมื่อได้ยินประโยคนั้นจบ ก็..ก็ขนมมันชื่อนั้นจริงๆนี่หว่า
แล้วไหงแม่งแปลว่า Boyfriend ได้ล่ะ? “เหมียว แกแน่ใจนะว่า Boyfriend?” เหมียวเองก็ตอบแบบ
กึ่งมั่นใจตามประสาคนที่พอพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้างแต่ยังไม่เก่งนักว่ามันน่าจะเป็น Boyfriend ไม่ก็
Lover เนี่ยล่ะ

งั้นแปลว่าไง..ทำไมผมถึงอยู่ในสภาพกระอักเลือด ..ก็ขนมน่ะ มันชื่อเต็มๆว่า ชิโรอิ โคอิบิโตะ
ไอ้ผมก็ดันทะลึ่งขี้เกียจจำ เลยย่อให้สั้นๆว่าโคอิบิโตะ..แล้วไอ้วันที่กลับจาก Autosalon นั่นผมก็
ไปเที่ยวเดินถามป้าถามลุงในร้านขายขนมว่า “ผมอยากได้โคอิบิโตะ” หรือ “มีโคอิบิโตะไหม”

ตกลง..วันนั้นเนี่ย คือ..กูเดินไปถามป้าขายขนมว่า “ป้าๆ ผมอยากได้แฟนผู้ชาย”
แล้วกูก็เดินไปถามน้าผู้ชายคนนั้นว่า “พี่มีแฟนผู้ชายให้ผมไหม”
แล้วก็ยังบากหน้าไปถามน้องผู้หญิงอีกร้านว่า “น้องจ๊ะ มีคู่รักขายไหม?”

ใช่มั้ย…?!? ตกลงคือแบบนั้น!? ถ้าใช่ กูจะเอามีดสเต๊กทำฮาราคิรี (เซปปุกุ-ฆ่าตัวตาย) แม่งใน
ร้าน Gusto เนี่ยล่ะ! รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น (ทุกคนพยักหน้าคอนเฟิร์มว่าใช่ เชิญพี่แพน
คว้านท้องได้เลย)

– – – – – – –

หลังจากมื้อนั้นหมดลง ผมเห็นบิลออกมาประมาณ 3,800 เยน แต่ Luke ไม่ยอมให้ผมจ่าย
ดังนั้นจึงตกลงกันว่าถ้าพวกเขาสองคนมาเมืองไทย ต้องให้ผมพาไปกินกุ้งแม่น้ำสักมื้อ เป็นอันโอเค

เราถ่ายภาพร่วมกัน และโบกมือลาจากกันที่สถานี Nippori เหมียวจับรถขึ้นไปทางเหนือ
เพื่อไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา ส่วนเราจับรถลงทางใต้ไปสถานี Akihabara และ ต่อรถสายสีเหลือง
Sobu Line เพื่อไปลงยังสถานีที่ชื่อ Nakano ซึ่งผมไม่เคยไปมาก่อน ทราบจากในอีเมล์ของ Rikiya
ว่าเป็นย่านชานเมืองขนาดเล็กๆ มีผู้คนอาศัยอยู่บ้าง และมีถนนประเภท Walking Street (ถนนคนเดิน)
ในบรรยากาศคล้ายๆญี่ปุ่นยุคก่อนๆ นอกจากนี้ก็มีคำอธิบายที่เป็นตัวหนังสือ ซึ่งจะบอกทางเดิน
ไปบ้านของนาย Hattori ซึ่งผมยังไม่ค่อยเข้าใจด้วยซ้ำว่าจะมองหาอย่างไร

แถมจะลงรถผิดเอาด้วยซ้ำ เพราะก่อนถึงสถานี Nakano ก็มีสถานีชื่อ Hikashi-Nakano อีก แล้วนี่
ตกลงกูจะโดดลงจากรถที่สถานีไหน? แต่พวกเด็กๆอ่านอีเมล์ดูแล้วค่อนข้างมั่นใจว่าเราต้องลง
ที่สถานีชื่อ Nakano ก็เลยตกลงตามนั้น

พอมาถึงสถานี ก็เห็นสภาพแวดล้อมโดยรวมประมาณนี้ เป็นชานเมืองเล็กๆจริงๆ แต่ก็ดูมีสีสัน
น่าอยู่ไม่น้อย ผมเปิดอีเมล์ของ Rikiya ด้วยโทรศัพท์มือถือ และพยายามเดินพร้อมสังเกตเส้นทาง
ไปยังจุดหมายโดยมีบอมกับตี้ช่วยเป็นตาคู่ที่สองและที่สาม กันไม่ให้คนแก่อย่างผมเดินหลงทาง

ในช่วงแรกเราเดินเลียบถนนสายใหญ่ๆไปก่อน

สักพักไอ้ตี้เรียกผม ให้หันมามองรถคันนึง มันคือ Suzuki Capuccino รถแสบตัวเล็ก

เปิดประทุนที่แสนจะน่าสะสมนั่นเอง

ไอ้ตี้บอกว่า “คันนี้ไง มันแข่งลงเขาแพ้ทาคุมิ แล้วมันก็มาอยู่ที่ Nakano”

คือ..มึงหยุด Initial D สักวันจะลงแดงมั้ยวะ..

เดินตามแผนที่ไป เราก็มาโผล่ในแถบที่เป็นบ้านเรือนคน น่าจะห่างจากสถานีมาเป็นกิโลเมตรได้เหมือนกัน
ลักษณะสองข้างทางค่อนข้างจะเป็น Old Japanese ตามที่เขาว่ากัน มีร้านขายรองเท้าแตะ
แบบญี่ปุ่น ร้านซูชิ มีร้านขายปลาสด และเนื้อหมูเนื้อไก่ พ่อค้ากำลังลับมีดไปมา นี่มันเป็นบรรยากาศ
อีกแบบ..ผมมาญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้า ก็เพิ่งจะได้เห็น ในมุมหนึ่งของมหานครโตเกียว ก็ยังมีส่วนที่
ชีวิตดูจะเรียบง่าย เป็นกันเอง ไม่ได้รีบเร่งไปตายห่าที่ไหน

ในที่สุดก็มาถึงบ้านของ Hattori ซึ่งอยู่ถัดไปจากร้านขายดอกไม้ ผมเคาะประตูสามที รอประมาณ
10 วิ ก็มีชายวัยทำงาน หน้าตาเหมือน Computer geek ของแท้ ผมเรียบแปล้ ใส่แว่นกรอบเงิน
หน้าขาวๆ Hattori นี่ถ้าจะว่าไปก็คือ Bill Gates เวอร์ชั่นญี่ปุ่น JDM ตรงรุ่นเลยนะ

เมื่อทักทายกันหอมปากหอมคอ เขาก็พาเราไปดูส่วนหลังบ้าน ซึ่งเป็นห้องแถวแคบแมวยืนเยี่ยวไม่ได้
ในห้องนั้นมีพื้นที่น้อยมาก มีชั้นเอกสารวางอยู่ตามผนัง มีโต๊ะเกะกะอยู่ตรงกลาง และมีผู้ชาย
หน้าตาเหมือนพวก Geek รถยนต์ขุดคุ้ยโบรชัวร์กันอยู่ 3-4 คน ห้องนั้นแคบมากจนเดินสวนกันไม่ได้
การที่เราจะเข้าไปดูอะไรส่วนใน ก็ต้องขอให้ Geek สักคนเดินออกมาข้างนอกก่อน แล้วเราค่อย
สอดตัวเข้าไปได้

แต่นี่คือขุมทองแห่งโบรชัวร์ขนาดย่อมๆ ไอ้ Hattori นี่มันก็คือ Jimmy เวอร์ชั่นญี่ปุ่นในด้านการสะสมจริงๆ
ปริมาณโบรชัวร์ที่กะด้วยตา ต้องใช้รถกระบะ 1 ตันในการขนย้ายแน่ๆ ผมกับตี้มองหน้ากันแล้วก็
แยกย้ายไปขุดเอาของที่ตัวเองต้องการออกมาให้ได้มากที่สุด

ปู่โสม Hattori จัดระบบระเบียบไว้ค่อนข้างดี มีการเอาปากกาเขียนบอกราคาโบรชัวร์แต่ละเล่มเอาไว้
อย่างชัดเจน แถมโบรชัวร์เกือบทุกอันยังถูกห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกอย่างดี เพียงแต่ต้องทำใจบ้างว่า
อีตานี่แกไม่ใช่คนที่รักษาโบรชัวร์ขนาดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมอย่างจิมมี่ หลายเล่มจึงมีสภาพผ่านศึก
ไม่ว่าจะเป็นรอยไฮไลท์ปากกา รอยวง ตัวโน้ตจดภาษาญี่ปุ่น บางอันมีคราบกาแฟตามขอบ บางอัน
เห็นมีรอยเหมือนขี้บุหรี่หล่นใส่

ดูเหมือนเราจะจัดแบ่งผลประโยชน์กันลงตัว ไอ้ตี้มุ่งหน้าหาแต่ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Honda ในขณะ
ที่ผมเองเสาะหาแต่ Toyota, Nissan และ Subaru ส่วน Geek ญี่ปุ่นนั้นมุงดูโบรชัวร์รถ Import

ผ่านไปเกือบชั่วโมง เราก็ชำระเงิน ผมหมดไปราว 20,000 เยน  แต่ก็คุ้มทุกเยนเพราะได้โบรชัวร์
มาเยอะ ตา Hattori แก Sales ล้างครัวแบบใจดีแถมให้ คิดดูแล้วกันว่าผมได้โบรชัวร์ TRUENO AE86
มาในราคา 1,500 เยน..แล้วไอ้โบรชัวร์แบบเดียวกันนี่ล่ะ ผมเคยเห็นในร้าน Lindbergh ที่ Super Autobacs
เมื่อปี 2009 มันขายในราคา 4,500 เยน งานนี้ถือว่าคุ้มครับ

ผมใช้เวลาระหว่างรอตี้เลือกโบรชัวร์ยืนคุยกับ Hattori (ภาษาอังกฤษแกพอถูไถได้เรื่องนะ)
เขากำลังจะย้ายแบบยกครัว ไปอยู่กันที่อเมริกาเพื่อเริ่มชีวิตโปรแกรมเมอร์ที่นั่น เป็นการย้ายแบบ
ทิ้งบริษัทเดิมไปเลย ซึ่งออกจะผิดธรรมชาติคนญี่ปุ่นอยู่ตรงที่วัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นนั้น
เมื่ออยู่บริษัทใดองค์กรใด ก็เปรียบเสมือนกับการมอบตนให้กับองค์กรนั้น จะกิน จะอยู่ กับที่นั่นไป
ตลอดชีวิต ซึ่งคล้ายกับระบบราชการไทยเดิมๆ และต่างจากวิถีอเมริกันอย่างสุดขั้ว Hattori บอกว่า
ไม่แคร์ เขาเลือกอะไรก็ได้ที่ทำให้ลูกเมียมีอนาคตดี มีเงินใช้ และคนญี่ปุ่นยุคใหม่หลายคนก็เริ่มที่จะ
ขจัดกรอบในใจอย่างคนรุ่นเก่าออกไปบ้างแล้ว

ประมาณ 6 โมงเย็น พวกเราก็โบกมือลา แล้วก็มุ่งหน้ากลับที่พัก ตอนแรกคิดว่าจะไปดูพวก
Cosplay เก๋ๆที่ Harajuku แต่ดูท้องฟ้ากับเวลาแล้ว ไปตอนนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไร มันหนาวเกิน พวกเด็กๆ
วัยรุ่นเหล่านั้นคงกลับบ้านไปกันหมดแล้วล่ะ

ถ่ายรูปตรอกแถวๆ Nakano ยามค่ำคืนไว้หน่อย ถ้าใครชอบบรรยากาศญี่ปุ่นตรอกเก่าๆแต่เก๋
มีร้านอาหารเล็กๆสองข้างทาง แถมมีโรงนวด บาร์เล็กๆกระจายตัวอยู่ทั่วไป ผมแนะนำว่าควรหาเวลา
จับรถไฟมาเดินเล่นที่นี่สักสองสามชั่วโมงครับ

กลับถึงที่พัก แต่เดินเลยไปที่ร้านแดงสักหน่อยเพื่อหาอะไรรองท้องเบาๆ พวกอาหารที่เรากินเข้าไปกัน
ตอนบ่ายสามนั้นยังอยู่ในท้องเลย จึงไม่ต้องคิดหาทางกินมื้อใหญ่ๆ

อย่างมากก็แค่แพ็ค Pepperoni & Cheese เล็กๆ แล้วก็ซุปถ้วยจากคนอร์ที่รสชาติดีกว่าน้ำล้างเท้ามาก
สักถ้วย แล้วก็ไอติมสักแท่งก็พอแล้ว ระหว่างกินมื้อเย็น พวกเราสามคนก็ควักของที่ซื้อได้วันนี้ออกมาโชว์
ไอ้ตี้ได้โบรชัวร์ Honda และ Mitsubishi มาเยอะมาก ส่วนผมก็ได้ Toyota และ Nissan มาเยอะมาก
ของบางอย่างที่เห็นในถุงของไอ้ตี้นั้นก็น่ายึดเป็นอย่างยิ่ง เช่นโบรชัวร์ Integra DC2 Type-R ไฟเหลี่ยม
สภาพยังงามเป็นต้น

เอ้า ควักของตัวเองมาโชว์ก่อนนอนซะหน่อย โบรชัวร์นะ..ม..ไม่ใช่อย่างอื่น

บอมกด iPhone และเช็คสภาพอากาศสำหรับวันพรุ่งนี้ (เป็นหนึ่งในกิจวัตรที่มันทำทุกวัน) และเตือนว่า
พรุ่งนี้ฝนจะตก และอากาศจะเย็นลง

ผมฟังแล้วก็ตอบไปว่า “ฝนตกก็ซื้อร่มที่ร้านแดงไป ก็แค่นั้น…มันคงไม่มีอะไรมากหรอกน่า”

++++++

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม-Ginza,Toyota’s MEGAWEB,Autobacs..แต่

ผมตื่นนอนแต่ไม่ยอมลุกจากเตียง อารมณ์ประมาณเด็กมัธยมปลายที่ชอบตื่นสายแล้วลำบาก
พ่อแม่ต้องลากลงจากเตียงประจำ แต่เมื่อมองนาฬิกาแล้วนึกถึงสิ่งที่จะต้องทำในวันนี้ ถ้าเราไปสาย
มากนัก มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่

เสียง LINE ดังปิ๊งป่องออกมาจากโทรศัพท์มือถือ ไอ้ตี้เขียนมาบอกว่า ดูข้างนอกสิพี่ ฝนตกอย่างงาม
ผมก็เปิดหน้าต่างห้องตัวเองออกดู ใช่ สายฝนโปรยปรายอยู่ข้างนอก แต่ก็ใช่ว่าจะตกหนักจน
ไปไหนไม่ได้เลยเสียหน่อย ผมจัดแจงเข้าห้องน้ำ อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้ฝนตก ดังนั้น
ก็อย่าแต่งตัวอะไรให้มันหนักนักเลยดีกว่า เน้นเบาและคล่อง ดังนั้นเสื้อยืดข้างใน เสื้อเชิ้ตตัวนึง
แล้วก็เสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวก็น่าจะพอ ลองจอห์น (กางเกงขายาวที่ใส่ข้างใน) คงไม่ต้องเพราะถ้า
ไอ้นี่เปียกหรือเลอะเทอะ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องใส่กันพอดี 

ผมเดินไปเคาะประตูเรียกพวกน้องๆที่ห้อง หลังจากนั่งรอไอ้ตี้ขี้อยู่สักพัก ก็พร้อม แล้วก็เดิน
ลงมาข้างล่าง ซื้อร่มคันใหญ่ใสๆที่ร้านแดง เสร็จแล้วก็ซื้ออาหารเช้ามายืนกางร่มกินกันอยู่
หน้าร้านนั่นเอง เป็นความรู้สึกที่แปลกดีไปอีกแบบกับการกางร่มและยืนกินข้าวปั้น จิบเหล้ากระป๋อง
Can-Chu-Hi (อ่านดีๆนะ)อยู่ท่ามกลางสายฝนที่ไม่หนักไม่เบา อยู่เมืองไทยไม่เคยเลยที่จะได้ทำแบบนี้

เราเดินไปที่สถานีรถไฟ Suidobashi แล้วจับรถไฟสายเหลือง มาลงที่ Akihabara จากนั้นก็
ต่อรถสายเขียวไป Ginza โดยลงที่สถานี Yurakucho (ยูรากูเฉาะ)

จากสถานียูรากูเฉาะ (ผมชอบชื่อสถานีนี่จริงๆเดะพับผ่า) ผมใช้ความจำในอดีตล้วนๆ พาน้อง
สองคนเดินลุยฝนโดยลัดเลาะไปตามชายคาของร้านรวงต่างๆ โดยหวังว่าเราจะถึงปลายทาง
ที่ Nissan Gallery ตรงสี่แยกตึกคลาสสิคที่ Ginza ได้โดยไม่หลงทางเสียก่อน แต่ในระหว่างทาง
ผมดันไปเจอร้านขายเครื่องใช้ของผู้หญิง เป็นร้านแฟรนไชส์จำหน่ายชะนีภัณฑ์ที่ชื่อ Matsumoto ซึ่งแต่ง
หน้าร้านเป็นโทนเหลืองๆ แล้วก็พลันนึกขึ้นได้ว่าไอ้โอ๋ เพื่อนหญิงที่ออฟฟิศฝากซื้อครีมกลึงหน้า
หลอดสีชมพูๆยี่ห้อ Softymo ก็เลยขอพวกน้องๆแวะซื้อสักหน่อย กลัวว่าจะไม่ได้โอกาสซื้อให้
ยัยโอ๋มันอีก โอ๋มันไปเที่ยวไหนก็มักมีของฝากติดมือมาเสมอ ต้องตอบแทนมันซะหน่อย

ผมรักเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนจริงๆเวลาเราใช้ประโยชน์จากมันได้..โอ๋เคยส่งรูปไอ้ยากลึงหน้า
ดังกล่าวมาให้ผมทาง LINE ตั้งแต่ก่อนมาถึงญี่ปุ่นแล้ว ก็เลยเปิดรูปนั้นดู แล้วก็พยายามมองหา
แต่ด้วยความที่เป็นคนแพ้การมองหาอะไรเล็กๆท่ามกลางผลิตภัณฑ์ที่ละลานตามากมาย ก็เลย
ป้ำๆเป๋อๆ มองหาผิดๆถูกๆ เกือบเอายาล้างเล็บไปให้ไอ้โอ๋ล้างหน้า ไอ้ตี้คงทนไม่ได้เลยบอกว่า

“พี่ เอารูปมาให้ตี้ดูหน่อยเงะ” แล้วผมก็ยื่นให้มันดู
“พี่!ไว้ใจได้ ตาเซียงกง มองหาของนี่เรื่องถนัด”

ไอ้ตี้ปราดตามองรอบนึง จากนั้นก็ถามผมอีกทีว่ามันเป็นครีมล้างหน้าแน่นะ จากนั้นก็มองต่ออีก
3-4วิ แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง แต่ก็หยุดอยู่ตรงกลางบันไดนั้น ปราดตามองบรรดาขวดๆ
หลอดๆแท่งๆมากมายที่วางอยู่ตรงชั้นกลางบันได แล้วก็หยิบยาหลอดสีชมพูๆมาให้ผม

“นี่ใช่มะพี่” มันส่งให้ผมเทียบกับรูปในมือถือ

เห้ย…เด๊ะเลยว่ะ! มันใช้เวลาในการหารวมกันยังไม่ถึงนาทีนึงเลยด้วยซ้ำ ผมบอกให้มัน
หยิบๆมาสักสามหลอด ที่จริงผมจำไม่ได้ว่าไอ้โอ๋ฝากซื้อมากี่หลอด แต่ด้วยความที่ชอบเผื่อเหลือ
มากกว่าเผื่อขาด ก็จัดสักสามหลอดแล้วกัน กะว่าถึงมึงเอาไปนวดหน้าไม่หมดก็เอาไปขัดกระเป๋า
เคลือบยางล้อรถ หล่อลื่นบานพับประตู ไล่สนิมก็ว่ากันไป

ในขณะเดียวกัน บอมเองก็นึกขึ้นได้ว่าพี่ที่ออฟฟิศของมัน ก็ฝากซื้อที่ปัดขนตาของ ชู..ชู อะไรสักอย่าง
ชู อุเอะมุอุอิเต๊ะ หรือ ชู อูเอมูระ หรือชูอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ชูครีมกับชูวิทย์เนี่ยล่ะ แต่บอมใช้วิธีหา
ด้วยตัวเอง ไม่ได้พึ่งระบบค้นหาเครื่องสำอางค์อัตโนมัติ (ไอ้ตี้เมติก) แบบผม สักพักเมื่อหาด้วยตัวเอง
แล้วเริ่มลำบาก บอมก็ใช้วิธีเปิดรูปแล้วเดินไปหาพนักงาน และขอความช่วยเหลือแบบง่ายๆ

“สุมิมาเซ็ง I’m looking for this” แล้วก็ยื่นภาพให้พนักงานดู วิธีการคิดแบบง่ายๆของบอมคือ
เราไม่จำเป็นต้องพูดญี่ปุ่นได้ไปเสียหมดหรอก แต่เวลาเปิดประโยค ให้เปิดด้วยคำญี่ปุ่นง่ายๆ
แล้วมันจะทำให้คนที่เราคุยด้วยนั้นมีความรู้สึกที่ดีเป็นตัวเริ่มต้น คล้ายๆกับความรู้สึกที่แตกต่าง
เวลาคุณเจอฝรั่งมาถามทาง ถ้าฝรั่งคนนั้นพูดว่า ขอโทษนะขร้าบ ก่อนที่จะเริ่มถามเส้นทางกับคุณ
มันก็เป็นความรู้สึกดีๆ เล็กๆ

บอมหาที่ปัดขนตาชูวิทย์อูเอมุอุอิเต๊ะอะรุโค่เมมูระของมันเจอแล้ว แต่ตัดสินใจที่จะยังไม่ซื้อ เพราะ
ยังเหลือเวลาอีกสองสามวันในญี่ปุ่น ถ้ายังไงก็จะกลับไปซื้อที่แถวๆ Akihabara (บอมมันมาบอก
ผมในภายหลังว่าเห็นหน้าตาร้านเหลืองๆแบบนี้แถวๆนั้นด้วย)

จากนั้นก็เดินลัดเลาะมาเรื่อยๆจนเห็นถนนใหญ่ Harumi Dori (Dori=ถนน) แล้วก็เลี้ยวซ้าย
เดินมุ่งไปตามถนน ลงทางทิศตะวันออกอีกหน่อย ผ่านสี่แยกใหญ่ไปอันนึง ผมจำได้ว่า
Nissan Gallery Ginza จะอยู่ตรงสี่แยกที่ถนน Harumi นั้นตัดกับถนน Chuo (Chuo Dori)
และมีตึกเก่าๆคลาสสิคที่เป็น Landmark ของ Ginza อยู่ที่สี่แยกเดียวกันนั้นด้วย

โชคดีที่ความจำผมไม่แย่เกินไปนัก (แผนที่ Ginza ที่เป็นป้ายตระหง่านอยู่แถวๆห้าง
Nishi Ginza ก็ไม่ได้ช่วยเข้อะไรเลย) ผมเดินมาเห็นถึงสี่แยกขนาดใหญ่แล้วก็มองไปรอบๆ
อ้า! Nissan Gallery อยู่ฝั่งเยื้องตรงข้ามกันนี่เอง ในที่สุดก็มาถึงจนได้

Nissan Gallery Ginza!

ถ้าคุณตั้งใจจะไปดูรถ Nissan หลายๆรุ่น อย่ามาที่นี่นะครับ เพราะเหตุผลที่ผมมาที่นี่
ก็เพื่อขอโบรชัวร์บางส่วนไปก่อน ก่อนที่จะไปเอาอีกส่วนหนึ่งที่สำนักงานใหญ่ Yokohama ในภายหลัง
ผมไม่แน่ใจหรอกครับว่ามารยาทของคนญี่ปุ่นในการขอโบรชัวร์เป็นอย่างไร แต่การที่มีคนต่างชาติ
หน้าตาพิลึกสามคนเดินเข้าไปขอโบรชัวร์ครบทุกรุ่นทุกแบบแล้วยัดใส่กระเป๋า ผมก็คิดว่าคง
ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีนัก สู้ทำเป็นขอรุ่นที่สนใจสักสองสามรุ่น แล้วเก็บไปเอาต่อที่สำนักงานใหญ่ดีกว่า

วันนี้ที่แกลเลอรี่มีรถจอดโชว์อยู่สองคัน คือ Nissan LEAF รถถ่านไม่ง้อเครื่องยนต์ กับ GT-R สีแดง
มีลายเซ็นต์คุณ Usain Bolt อยู่บนรถด้วย Usain Bolt คือใคร ผมไม่รู้ รู้แต่เห็นรูปเขาบนโปสเตอร์
โฆษณา GT-R ที่นี่อยู่บ่อยครั้งแล้ว และทราบว่าเขาน่าจะเป็นนักวิ่ง

ผมลองนั่งรถถ่าน LEAF ดูเล่นๆ และบอกตามตรงว่าไม่ถูกใจอย่างที่คิดครับ โดยเฉพาะเบาะหลัง
ผมนั่ง Tiida ผ่านศึกของตัวเองยังรู้สึกสบายกว่ามาก แม้ว่าตัวเบาะจริงๆก็ไม่เลว แต่พื้นที่ที่มีให้
มันน้อยไปนิด แต่ถ้าเทียบกับพวก Ford Focus อย่างนั้นก็โอเค ไม่น่าเกลียดนะ

ระหว่างที่เดินอยู่ก็มีเจ้าหน้าที่หญิงในชุดขาวเดินวนไปเวียนมา แล้วผมก็แค่รอจังหวะสบตาเขาครับ
น้องคนนึงเพิ่งจะเสร็จจากการบรรยายประชาสัมพันธ์ข้างเวทีพอดี ผมเลยยิ้มให้เบาๆแต่มีเลศนัย
เปล่าครับ..ไม่ได้คิดอะไรไปไกลมากกว่าการขอโบรชัวร์ ผมแค่บอกขอดีๆ เธอก็ทำหน้ากังวลนิดๆ
ก่อนจะบอกเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่ดีเหลือเชื่อว่า “We’re sorry but all of our materials
are in Japanese” (ขออภัยด้วยนะคะ เอกสารของเราทั้งหมดมีแต่ภาษาญี่ปุ่น) ไอ้ผมก็ขี้เกียจ
อธิบายอะไรยืดยาว ก็เลยตอบไปว่า “No problem, we have translator back in our hometown.”
เธอก็เลยถามว่าอยากได้โบรชัวร์ของรุ่นใดบ้าง ซึ่งผมก็จัดแจงขอ Nissan Note กับ GT-R มาก่อน

ต่อมาตี้ก็อยากได้โบรชัวร์บ้าง แต่ผมไม่ได้บริการให้ แค่บอกน้องผมสั้นว่าไอ้แว่นหน้าตาไฮเปอร์ๆนั่น
เป็นลูกทีมผมเองครับ มันอยากได้โบรชัวร์ด้วยครับ

น้องผมสั้นทำหน้าฉุกคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอกขอตัวสักครู่ แล้วก็กลับมาพร้อมกับชาร์ทแผ่นขนาด
ใหญ่กว่า A4 นิดหน่อย ที่มีรูปภาพรถ Nissan ที่วางตลาดอยู่ครบทุกรุ่นแล้วก็ให้ไอ้ตี้จิ้มนิ้วเลือก
เอาตามใจชอบ

เอ๊ะทำไมคนอายุน้อยกว่าและผอมกว่านี่แม่งจะได้บริการที่ดีกว่าเสมอเลยวะ!

เมื่อไอ้ตี้จิ้มเลือกจนพอใจแล้ว น้องผมสั้นก็หายตัวไปสักพัก ก่อนกลับมาพร้อมกับโบรชัวร์ของ
เราทั้งสองคน ซึ่งรวมกันแล้วเป็นปึกหนาใช้ได้ เธอหยิบจับโบรชัวร์แต่ละอันอย่างระมัดระวังมาก
ชนิดที่แม้แต่ตาจิมมี่ถ้าได้มาเห็นคงไม่คิดจะบ่น แล้วจากนั้นก็ยื่นโบรชัวร์ให้เราสองคนตรวจสอบ
ว่าใช่รุ่นที่ต้องการจริงๆ ก่อนบรรจงเสียบเข้าใส่ซองกระดาษที่มีโลโก้นิสสันอย่างคล่องแคล่ว

ระหว่างที่ไอ้ตี้กำลังจัดของในกระเป๋าเป้ของมัน น้องผมสั้นก็เดินพาผมชมไปรอบๆ Gallery
ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะผ่อนคลายขึ้น เนื่องจากผมไม่ได้ทำตัวกร่างหรือวางมาดดุใส่เขา น้องคนนี้
คงมองออกว่าผมไม่ใช่คนชนิดที่ดูแลยากขนาดนั้น หน้าตาเริ่มยิ้มเป็นธรรมชาติมากขึ้น มือไม้เริ่มเปลี่ยน
จากการกุมไว้ข้างหน้าเป็นไขว้ไว้ข้างหลังบ้างแกว่งบ้าง เราพูดกันด้วยภาษาอังกฤษชนิดลื่นไหลทีเดียว
เธอถามว่าผมมาจากประเทศไหน ผมก็ตอบว่า “We’re from Thailand, all of us.”

“Really!!” เธออุทานลั่น (มึงคงลืมหน้าที่การงานของตัวเองไปชั่วขณะใช่ไหมครับ) เอามือสองข้างกำ
แล้วก็มาไว้ใต้คาง ดูแล้วคิกขุราวนักร้องเกาหลีวัยที่ยังไม่ถึงวัยเลือกตั้ง
 “I will go to Thailand next week!!” ซึ่งแปลว่าอาทิตย์หน้าเธอจะไปประเทศไทย
ผมเลยถามว่าไปทำงานหรือเที่ยว เขาก็บอกว่าไปเที่ยว ไปหลายแห่งเลย ทั้งภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่
กรุงเทพ พัทยา ทำงานทั้งปีมีได้หยุดแค่ไม่กี่วัน ขอเอาให้ครบสูตรเลยดีกว่า

“How many days will you have for vacation?” (ผมถามว่าเขาลาหยุดได้กี่วัน)
“Hmm..10 days”

ผมก็นั่งคิด 10 วัน ไป 5 จังหวัด ไม่รวมวันเดินทางไปและกลับ นี่มึงกะว่าตีนแตะจังหวัดนั้นปุ๊บก็
จบทริปเลยหรือ ผมเลยให้คำแนะนำการท่องเที่ยวไป รวมถึงจัดตารางให้เธอในแบบคร่าวๆ
การเดินทางในเมือง ผมแนะนำ BTS ให้เธอแบบง่ายๆว่าถ้าวิ่งอยู่แถบในเมืองนี่ก็ใช้ Skytrain ได้นะ
แต่ถ้าจะออกนอกเส้นทางแต่ยังอยู่ในเขตกรุงเทพ ก็เรียก Taxi-meter ได้ เวลาเรียกแท็กซี่ให้
เปิดประตูแล้วบอกว่า “Pai(ไป) แล้วตามด้วยชื่อสถานที่ แล้วลงท้ายด้วย “ค่ะ”) น้องผมสั้นรู้จัก
วัดพระแก้ว เลยให้ลองซ้อมพูด น้องผมสั้นก็พูด “ปา ว๊าท พร้า แข้ว ค่า” โอเคๆ ถือว่าพอใช้ได้นะ

ผมเตือนให้เธอระวังเรื่องแท็กซี่ เพราะแท็กซี่ไทยพอเห็นเป็นชาวต่างชาติก็มักจะไม่กดมิเตอร์
ผมเลยสอนเธอให้พูด “กดมิเตอร์ค่ะ” ซึ่งเธอก็พูดได้ผิดๆถูกๆแต่ยังถือว่าพอรับได้ แต่จู่ๆเธอก็ถามกลับ
“What if driver doest not press the meter?”(แล้วถ้าคนขับไม่ยอมกดมิเตอร์ล่ะ?) ในเคสนี้ผมแนะนำ
ให้เธอพยายามอย่าใช้อารมณ์ ตีหน้าให้สุภาพที่สุดแล้วด่าไปเบาๆว่าพ่อ.งตาย
แต่อันนี้พอเธอรู้ว่ามันแปลว่าอะไร ก็ทำหน้ายิ้มๆ บอกว่าคงไม่กล้าหรอกค่ะ

ท้ายสุด..นี่ละกัน เอานามบัตรกูไปเลยครับน้อง พี่คุยกับน้องแล้วถูกใจมาก ถ้าน้องมาไทยเมื่อไหร่
ขอให้พี่ได้ทำหน้าที่ยมฑูต เอ้ย ฑูตแห่งการท่องเที่ยวให้แล้วกันนะจ๊ะ แล้วโทรมานะจ๊ะ

น้องผมสั้นขอบอกขอบใจผมใหญ่ แล้วก็เชิญให้ผมเอ็นจอยกับภายใน Gallery ต่อ
(จะให้ตูเอ็นจอยอะไรนักหนาวะมีรถจอดอยู่แค่สองคัน?)

“พี่” ไอ้ตี้เรียกผม
“อะไรวะมึง?”
“ดูข้างนอกสิพี่ ..”

ผมหันหน้ามองผ่านหน้าต่างGallery ออกไปข้างนอก สิ่งที่เห็นก็คือเม็ดฝนที่ร่อนลงพื้น
และฉวัดเฉวียนไปมาอย่างสวยงามราวแมลงวันในวันจับคู่
เห้ย..เดี๋ยวก่อน ฝนหรือ…? นี่มันไม่ใช่ฝนแล้ว! ฝนห่าอะไรร่อนซ้ายขวา ซัมเมอร์ซอลท์
ก่อนลงพื้นได้!? นี่ผมกำลังมองสภาพฝนที่ตก กลายเป็นหิมะไปต่อหน้าต่อตา! หิมะ! หิมะจริงๆด้วย!

ผมเดินมา เอามือแตะไหล่บอมกับตี้เบาๆก่อนยิ้มที่มุมปากเล็กๆ
“เอ้า..พวกมึงดูซะ นี่ไง หิมะของจริง”

แล้วเราทั้งสามคนก็ยืนอยู่ใน Gallery ตาจ้องไปที่สี่แยกที่อยู่เบื้องหน้า เห็นฝนบนท้องฟ้าที่ตกลงมา
เป็นเม็ดตรงๆ ทยอยเปลี่ยนเป็นหิมะอย่างช้าๆจนครอบคลุมบริเวณไปทั่วสี่แยกนั้น นี่คือครั้งแรกของทั้ง
บอมและตี้ที่ได้เห็นหิมะของจริง นับว่าเป็นโชคของพวกมันโดยแท้ เพราะถ้าไม่ใช่วันนี้ เราไม่มีทางรู้เลย
ว่าจะได้เห็นกันอีกครั้งเมื่อไหร่ เราไม่ใช่กลุ่มคนที่ร่ำรวยจนสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ทุกเมื่อ
ตามที่ใจต้องการ แม้แต่ตัวผมที่แก่กว่าใครในกลุ่ม ก็ไม่ได้เห็นหิมะของจริงมาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว

ยืนซึมซับบรรยากาศอยู่นานก่อนจะแพ็คเอกสารต่างๆที่ได้มาใส่กระเป๋า แล้วตั้งหน้าเดินทางต่อไป
ว่าแต่ไปทางไหนล่ะวะ?..ผมเชื่อว่าออกจากประตู Gallery แล้วเลี้ยวขวาไปก็น่าจะเป็นทางที่ถูก แต่
เพื่อความแน่ใจ บอมจึงเช็คกับเจ้าหน้าที่สาวสองคนที่ประจำอยู่ตรงเคาน์เตอร์ แทนที่จะได้แค่คำบอกเล่า
ธรรมดา เรากลับได้คำอธิบายอย่างละเอียด เป็นภาษาอังกฤษที่ถือว่าล้ำหน้ากว่าที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่
ที่เราพบมา ใจความก็คือ “สถานีรถไฟ Shimbashi (บางที่สะกด Shinbashi) ออกประตูไปเลี้ยวซ้ายแล้ว
เดินตรงไปก็ถึงค่ะ” แล้วก็ยังมีแผนที่บนกระดาษ A4 ซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษมาให้ด้วย

ปรากฏว่าทางที่สองหล่อนเธอบอก มันตรงกันข้ามกับที่ผมคิดไว้ กลายเป็นว่าโชคดีที่เราถามก่อน
ไม่งั้นเสียเวลาตายชัก ผมต้องขอบคุณน้องๆที่น่ารักทั้งสองคนนี้เอาไว้อย่างยิ่ง แต่ถ้าจะให้ขอบคุณ
ธรรมดาๆ ผมว่ามันก็ไม่ใช่สไตล์ผม

“เฮ้ยๆ มึง” ผมสะกิดเรียกบอมกับตี้ “ยืนหน้ากระดานแล้วโค้งอาริกาโตะพร้อมกันเลยดีกว่า”
ซึ่งทั้งสองคนก็ทำตามโดยดี ผมนับ 1-2-3 แล้วก็โค้งพร้อมตะโกน “อาริกาเตาะะะ”พร้อมกันดังๆ
สามคน เล่นเอาทั้งน้องสองคนที่เคาน์เตอร์ และน้องผมสั้นที่เราเจอคนแรกขำกันยกใหญ่
ลูกค้าและประชาชนที่เดินชม Gallery อยู่ข้างในก็มองประมาณว่า “ไอ้พวกนี้บ้า มันมาจากประเทศไหนวะ”

11.45 น. เราจาก Nissan Gallery Ginza มุ่งหน้าไปยังสถานี Shimbashi หิมะเริ่มตกหนักและสะสม
หนาขึ้น ผมเดินโดยไม่ทันระวัง เกือบลื่นล้มไปหลายหน หนหนึ่งเกร็งข้อเท้ายันทัน แต่ด้วยความที่
น้ำหนักมวลร่างกายมหาศาลประกอบกับข้อเท้าข้างนั้นเคยหักเพราะเดินตกท่อที่วางฝาท่อไว้หลวมๆ
มาก่อน อุปสรรคจึงเริ่มเกิด ยิ่งต้องเดินบนถนนที่ลื่นเพราะปกคลุมไปด้วยหิมะ ยิ่งทำให้ต้องย้ายน้ำหนัก
ไปลงเท้าอีกข้าง ทำให้กระจายแรงเกาะได้ไม่ดี

อย่าว่าแต่คนเลยครับ รถหลายคันบนถนนก็ออกล้อฟรีทิ้งกันเป็นว่าเล่น เพราะน้ำแข็งเริ่มทำให้
ถนนลื่น มันไม่ใช่แค่หิมะ แต่น้ำฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เช้าได้เคลือบผิวถนนไว้และแข็งตัวไปตามอุณหภูมิ
บางจุดนี่นับเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งดีๆนี่เอง แต่น่าแปลกที่แม้จะออกล้อฟรี แต่ก็ไม่ยักกะมีใครขับรถชนตูด
รถคันหน้าให้เห็นเลยตลอดทางยาวที่เราเดินมา เราเดินลอดใต้ทางด่วน ผมถือโอกาสขอน้องๆหยุดเดิน
แล้วนั่งพัก คราบหิมะจับเต็มทั้งตัว ผมแทบอยากจะกลายร่างเป็นหมาสัก 2-3 วิ จะได้สะบัดตัวแรงๆให้
มันหลุดกระจายไป

ปัง!

เฮ้ยเสียงอะไรวะ!!?? ดังเหมือนคนยิงปืน แต่ไม่ดังเท่า
ผมมองซ้ายขวาหาต้นเสียงอยู่นาน ก็พบว่ามาจากร่มพลาสติกของพวกเรานั่นเอง มันเกิดเสียงดังแบบนั้น
เพราะหิมะที่จับตัวหนาสะสมอยู่บนร่มเกิดแตกตัวออก ผมไม่นึกเลยว่าเสียงมันจะดังได้ขนาดนี้
ที่ตลกคือพอร่มของผมระเบิด ร่มของคนอื่นๆที่เดินอยู่แถวๆนั้น ก็พากันทยอยระเบิดตาม เลยมีเสียงดัง
ปังๆๆๆดังไปทั่วทั้งบริเวณ

นั่งพักจนหายเหนื่อยแล้วก็เดินต่อ ข้ามถนน 1 ครั้ง ก็เห็นรางรถไฟและสถานี Shimbashi แต่เราไม่ได้มา
ที่นี่เพื่อขึ้นรถไฟนะครับ พาหนะในระบบขนส่งประเภทที่เราจะใช้ในวันนี้คือรถไฟรางเดี่ยว (Monorail)
ชื่อ Yurikamome ซึ่งต้นสายของมันนั้นก็อยู่ที่สถานี Shimbashi นี่เอง ผมเดินวนๆหาอยู่สักพัก ก็อาศัย
ความจำที่เคยขึ้นเมื่อปี 2009 ในการคลำหาทางขึ้นจนเจอ จำได้ว่ามันจะเป็นบันไดเลื่อนยาวๆขึ้นไป

เรายืนมองทิวทัศน์จากบนสถานีอยู่พักหนึ่งแล้วก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่เข้าท่าแล้วล่ะ..อากาศมันดูวิปริต
ยังไงชอบกล หิมะที่ตกคลุมบริเวณเริ่มหนาทั้งๆที่ผ่านมาแค่ไม่ถึงชั่วโมง แต่ผมก็ยังใจดีสู้เสือ เดินพา
น้องสองคนไปหยอดตู้ซื้อตั๋ว

เป้าหมายของเราแห่งต่อไปคือ Toyota MEGAWEB ซึ่งหากนั่งรถ Yurikamome ไป ก็ให้ลงที่สถานี Aomi
(อ่านว่า อา-โอ-มิ ไม่ใช่ อา-โอ-อิ) ดูราคาค่าตั๋วแล้ว 370 เยน ผมก็หยอดเหรียญแล้วกดเอาตั๋วมา
ก่อนจะขึ้นไปที่ชานชาลาด้านบน รอรถมาแล้วก็ก้าวขึ้นนั่ง แน่นอนว่าบอมแม่งไม่ยอมนั่งตามเคย
ใจคอมันจะยืนไปตลอดทาง วันนี้ภายในโบกี้รถดูซกมกเป็นพิเศษเพราะผู้ใช้บริการเดินลุยฝนลุยหิมะมา
มีคราบน้ำคราบโคลนและรอยเท้าเต็มไปหมด

ผมเลือกขึ้น Yurikamome เพราะต้องการให้น้องทั้งสองคนได้เห็นวิวอ่าวโตเกียวจากมุมที่ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ
มันเป็นวิธีการชมวิวที่มีความเพลิดเพลินที่สุดวิธีหนึ่งที่ผมค้นพบ และคนโตเกียวบางคนเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
แต่ในวันนี้ มันคงไม่ใช่วันของพวกเรา เพราะข้างนอกนั่นดูเหมือนมีแต่หิมะพัดไปมาเต็มไปหมดจนทัศนวิสัย
แทบไม่เหลือ เมื่อรถวิ่งเลียบอ่าวโตเกียวไป เรามองเห็นได้แค่อาคารโกดังที่อยู่ห่างรางออกไปราว 200เมตร
แต่ไม่เห็นวิวอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องไกลๆหรือท้องฟ้า

หิมะที่เราเอ็นจอยกับมันนักหนาในตอนแรก เริ่มแผ่แม่เบี้ยกัดหัวใจผมแล้วในวินาทีนี้ อุตส่าห์พาน้องมาเที่ยว
แต่ต้องมามองอะไรก็ไม่รู้ขาวๆมึนๆหม่นๆ 

รถโมโนเรลตีโค้งวนขึ้นสะพาน Rainbow Bridge ยิ่งพูดยิ่งแค้นใจเพราะถ้าอากาศสดใส การถ่ายรูป
บริเวณนี้จะได้รูปที่สวยงามเลยทีเดียว บอมชี้ให้ผมดูบนสะพาน เราเห็น Alphard คันหนึ่งซึ่งน่าจะ
มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อกำลังวิ่งขึ้นไปอย่างช้าๆ ในขณะที่รถหลายคันล้อฟรี แถมยังลื่นไหลถอยหลังลงมา

การจราจรที่โคนสะพานคงอยู่ในสภาวะย่ำแย่แล้ว ..นี่มันดูเหมือนไม่ใช่วันธรรมดา…
หรือว่าใช่..คนญี่ปุ่นอาจจะเจอแบบนี้กันจนเป็นเรื่องปกติ มีแต่เราคนเมืองร้อนนั่นล่ะที่มองว่า
เป็นเรื่องเข้าขั้นภัยธรรมชาติ

เราข้ามสะพานมาอยู่บนเกาะเล็กๆที่เป็นบริเวณเรียกว่า Odaiba ถึงจะบอกว่าเล็ก แต่ที่จริงอาคาร
ทันสมัยมากมายรวมอยู่ที่นี่ มันไม่เล็กนะ เพราะต้องนั่งรถไฟหลายสถานีกว่าจะข้ามเกาะแล้ว
ข้ามอ่าวไปอีกฝั่งได้ อาคาร Fuji Television Center ซึ่งมียอดเป็นลูกกลมๆราวกับหนัง Sci-fi ก็อยู่ที่นี่
ผมพยายามมองเท่าไหร่ก็ไม่สามารถมองทะลุสภาพอากาศอันเลวร้ายไปได้

ในที่สุด รถก็มาหยุดลงที่สถานี Aomi เราเดินออกมาข้างนอกและพบว่าอากาศมันหนาวสะท้าน
ผมเริ่มหิวนิดๆ ก็เลยชวนตี้กับบอมกดตู้ขนมที่อยู่ตรงปากทางเชื่อมสถานีเข้ากับสะพานลอย
อากาศมันเย็นมากจนแค่ถอดถุงมือก็กรี๊ดสลบแล้ว แต่ก็ต้องถอด ไม่งั้นหยิบจับเหรียญไม่ถนัด
พอหยิบเหรียญได้ก็จัดการหยอดตู้ กดเอาขนมเค้กเคลือบช็อคโกแล็ตหน้าตาน่ากินออกมา
แต่พอแกะออกกิน พบว่ามันแข็งตามสภาพอากาศจนกัดทีเจ็บฟัน ผมเลยลองเอามาเคาะๆกับ
หน้าปัดนาฬิกาดู มันดังเป็นเสียงต๊อกๆ ยิ่งดังผมก็ยิ่งเคาะถี่ๆๆขึ้นเรื่อยๆ มารู้ตัวอีกทีเราสามคน
ยืนขำกันใหญ่..พวกมึงนี่ชิลล์ดีจัง เรื่องแค่นี้ก็ขำได้เนาะ

เราออกจากสถานี เดินต่อไปยังบริเวณที่เรียกว่า Palette Town ซึ่งเป็นห้างขนาดดูเหมือนไม่ใหญ่
อยู่ติดกับห้าง Venus Fort จากตรงนี้ไปเรามองเห็นส่วนอาคารของ MEGAWEB แล้ว แต่สักพักลม
ก็พัดวูบอย่างแรง ร่มพลาสติกของไอ้ตี้ถึงแก่กาลอวสานด้วยสภาพที่ก้านลู่ไปด้านเดียวและหลุด
ออกจากแผ่นพลาสติกไปเลย ทำให้เราต้องเก็บร่ม ผมเลยออกไอเดีย เดินนำหน้า กางร่มขวางหน้า
ตัวเองไว้เพื่อสู้ลมกับหิมะที่พัดมา แล้วให้น้องสองคนหลบอยู่ข้างหลัง เดินเตาะแตะๆข้ามทุ่ง
หิมะบนลานทางเชื่อมห้างนั่นไป

เพิ่งเห็นประโยชน์ของร่มที่เป็นพลาสติกใส ณ วันนี้ ผมเคยคิดว่าร่มใสๆกันแดดไม่ได้จะมีไว้เพื่ออะไร
วันนี้ซึ้งเลยครับ เพราะท่ามกลางพายุที่พัดสวนมา ผมสามารถเอาร่มขวางกั้นหน้าตัวเองไว้
แล้วยังมองเห็นทางเดินข้างหน้าอยู่ “อดทนหน่อยนะ อีกนิดเดียว” ผมบอกน้องทั้งสองคน
แต่หน้าตาพวกมันบ่งบอกประมาณว่า “ตอนนี้คนที่ดูแย่ที่สุดก็น่าจะเป็นมึงง่ะแหละพี่แพน”

แล้วเราก็มาถึง Toyota’s MEGAWEB จนได้ ยกนาฬิกาขึ้นดู เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่ง
ด้วยพลังงานจากขนมที่ยืนกินกันมาเมื่อกี้ ทำให้เรายังไม่หิว มีแรงที่จะเดินดูต่อได้
ตามสถานที่ต่างๆในญี่ปุ่น เวลาเดินเข้าอาคารเขาจะมีถุงพลาสติกสำหรับห่อร่มมาให้
ถ้าเขามีให้แล้วเราไม่ใช้นี่ถือว่ามารยาททรามครับ เพราะร่มเปียกๆของคุณจะกระจายน้ำไปทั่วพื้น
คนอื่นเดินเหยียบแล้วลื่นจะโดนด่าพ่อเอา

เดินเข้าประตูมา รถที่เห็นเด่นจับสายตาที่สุดเลยก็คือ Crown Royal Saloon กับ Crown Athlete
ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆร้อนๆก่อนผมถึงญี่ปุ่น

Crown โฉมนี้ยังแบ่งการตกแต่งออกเป็นสองรสนิยมเช่นเคย คือ Royal Saloon ซึ่งจับตลาดคนทั่วไป
และลูกค้าที่เน้นความหรู ชอบรถสไตล์อนุรักษ์นิยม ต้องขอบอกว่าเส้นสายของ Crown รุ่นหลังนี่
กวนตีนมาก บางมุมดูเหมือน Audi บางมุมดูเหมือน Dodge Charger แต่บางทีก็เหมือนพวกรถญี่ปุ่น
ซาลูนยุค 70s ผสมกันมั่วไปหมด แต่ผมคิดว่าตัวจริงดูไม่แย่..ไม่หล่อ แต่ไม่แย่ แถมกวนตีน (ย้ำอีกครั้ง)

Royal Saloon คันนี้เน้นภายในสีเบจครีม กับลายไม้ ซึ่งเป็นแนวทางยอดนิยมของรถที่ต้องการ
ทำตัวเองให้ดูหรูอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่าทำไมคอนโซลมันไม่สวยล้ำสมัยเหมือน Crown รุ่นก่อนๆที่ผ่านมา
Crown ใหม่มีลักษณะคอนโซลตอนบนที่ยกสูงจนดูเผินๆเหมือนรถ MPV ตรงคอนโซลกลางมีจอแบบ
ทัชสกรีน และการใช้ทัชสกรีนนี่เองทำให้จำนวนปุ่มควบคุมที่มีบนคอนโซลนั้นเหลือเท่าที่จำเป็น
..ว่าแต่จออย่าเสียละกันนะมึงนะ ไม่งั้นจะคิดถึงบรรดาปุ่มและลูกบิดขึ้นมา

ผมลองนั่งเบาะคู่หน้าก่อน สบายครับ สู้พวก Premium Midsize Saloon ฝั่งยุโรปได้เลย ตัวเบาะ
อาจจะยังขาดการดุนหลังหัวไหล่ไข่ตูดแบบที่ BMW มักเก่งในด้านนี้ แต่ในเรื่องความสบาย ถือว่าสอบผ่าน

ส่วนเบาะหลังนั้น ผมโคตรผิดหวังกับเนื้อที่สำหรับศรีษะครับ รถตัวใหญ่ซะเปล่า เพรียวก็ไม่ได้ดูเพรียว
ขนาดนั้น หลังคาดันเตี้ย นั่งหลังตรงแล้วต้องก้มหัวหลบ Camry ที่ขายในไทยตอนนี้มีพื้นที่ให้มากกว่า
แม้แต่พื้นที่วางขา ก็บอกตามตรงว่ารู้สึกเหมือนจะแพ้ Camry ด้วยซ้ำไป..รถพวกนี้มันรถผู้บริหาร
ไม่ใช่เหรอ..แต่ Toyota เองก็คงรู้ว่าคนที่ซื้อ Crown ทุกวันนี้ส่วนมากไม่พึ่งพาโชเฟอร์
พวกที่พึ่งโชเฟอร์ได้ เขาก็หันไปเล่น Crown Majesta หรือ Lexus LS กันหมด

ส่วนรุ่น Athlete (คันขาว) เหมาะสำหรับคนที่ชอบสไตล์การตกแต่งแบบสปอร์ต อย่างคันนี้ใช้เบาะผ้า
สีไวน์คูลเลอร์ ตัดสลับกับสีเทาและวัสดุเงาสีเข้ม (ผมพยายามมองว่ามันเป็นคาร์บอนแต่มัน
ก็ไม่เชิง) ตกแต่งแทนลายไม้และหนัง ดูแล้วแปลกไปอีกแบบ น้องๆสองคนชอบ Athlete แม้จะ
ยอมรับว่าไฟท้ายที่เป็นริ้วของ Royal Saloon นั้นสวยกว่าไฟท้ายสไตล์กึ่งโดนัทฝังในของ
Athlete ส่วนตัวผมนั้น ยังไม่ออกความเห็นอะไร เพราะชอบภายนอกของตัวสปอร์ต แต่ชอบ
ลายไม้กับหนังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

สิ่งที่สังเกตพบอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าทั้งสองคันนี้จะใช้ยาง 215/55ขอบ 17 ทั้งคู่ รุ่น Royal
นั้นใช้ยาง Michelin Primacy LC ในขณะที่รุ่น Atlete จะใช้ยาง Dunlop Sport Maxx
ผมว่าถ้าเป็นเมืองไทยคงไม่มานั่งเลือกสเป็คยางให้เหมาะกับบุคลิกของรถในระดับนี้หรอกครับ

กำลังดูรถอยู่ดีๆ จู่ๆเลือดก็พุ่งออกมาจากจมูกไอ้ตี้ ไม่รู้ว่ามันเห็นหน้าตาของ Crown
แล้วเกิดอารมณ์พิเศษอะไรกับรถหรือเปล่า แต่เราก็ชี้ทางไปห้องน้ำให้ตี้เดินไปจัดแจงซับเลือด
และทำความสะอาดตัวเองให้เรียบร้อยก่อนมาเล่นกับบรรดารถกันต่อ ตี้บอกว่าเวลาอากาศ
เปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่งบางทีก็จะมีอาการแบบนี้เหมือนกัน อย่างว่า..ประเทศไทยไม่มีจุดไหน
ที่จะพาคุณไปถึงอุณหภูมิอย่างที่เราเจอวันนี้ได้เลย iPhone ของตี้บอกว่าวันนี้ Tokyo อุณหภูมิ
3 เซลเซียส แต่ผมสาบานกับเหล่าซูชิทั้งมวลว่าเมื่อวันแรกของออโต้ซาลอน เราเจอ -1 มาแล้ว
และเรายังทนกันได้ แต่นี่มันหนาวเข้ากระดูก มันจะเป็น 3 เซลเซียสได้ไง..ช่างเถอะ มาดูรถกันดีกว่า

Toyota 86 สเป็คล่างรุ่น RC ภายนอกดิบสะใจแม้แต่กันชนยังไม่ยอมทำสีเพราะเข้าใจว่าเจ้าของรถ
ก็จะเอาไปเปลี่ยนชุดแต่งกันเอาเองอยู่แล้ว ล้อก็เอาไปเปลี่ยนเองอยู่แล้ว ไม่ต้องให้มาแล้วก็หั่นราคา
กันโชะๆ

ดูเอาละกัน ภายในรถดิบมันต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรมาให้มากไปกว่าเครื่องปรับอากาศ ผมล่ะขำ
ตอนมีคนโพสท์รูป 86 รุ่นดิบนี่ลงเว็บบอร์ดเรา แล้วมีคนมาคอมเมนต์ว่าเหนียวอุปกรณ์..คือผมคิดว่า
เขาคงไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของรถพวกนี้มั้งครับ

เดินผ่านไปข้างหลัง 86 RC เป็นมุมพิเศษสำหรับ 86 โดยเฉพาะ เรียกซะว่า 86 Clubhouse
ซึ่ง..ไม่ได้ทำให้นึกถึงอะไรมากไปกว่าคนแก่อายุ 50 หลายๆคนนั่งจิบกาแฟ สูบซิการ์และขับ 86

เดินเข้า Clubhouse มา เจอหน้าต่างข้างหลัง Megaweb เห็นอากาศขมุกขมัวผิดปกติเลยเดินมาเช็คดู
แทบไม่เชื่อสายตากับสิ่งที่เห็น..นี่หรือคือโตเกียวที่เมื่อเช้าเฉอะแฉะไปด้วยฝน ตอนนี้กลายเป็นสีขาว
ไปทั้งเมืองแล้ว..ผมชักเริ่มใจไม่ดี แต่ปากก็บอกน้องๆไปว่า “ไม่เป็นไรหรอก คนญี่ปุ่นเขาเจออย่างนี้กัน
เป็นของตาย เพียงแต่เรานั่นแหละไม่เคยเห็น”

ผมก็ไม่เคย..ชีวิตในฤดูหนาวที่ Kansas เมื่อ 14 ปีก่อน มันก็ไม่ได้มีพายุหิมะอะไรหนักขนาดนี้

หันมาดูรถกันต่อ ขึ้นชื่อว่า 86 Clubhouse ก็ต้องมี 86 สิ

ถ่ายยางมาให้ดูเลยว่ารถสเป็คญี่ปุ่นใช้ยาง Michelin Primacy HP นะจ๊ะ

หันมาอีกทางเจอ 86 สีน้ำเงินสวย..เห้ยเดี๋ยว..นี่มัน Subaru BR-Z นี่หว่า แล้วดาวลูกไก่มาทำอะไร
ในเล้าของสามห่วงวะเนี่ย..สงสัยเป็นการเกื้อกูลกันในระบบของ Toyota กับ Subaru แหงมๆ

ได้มีโอกาสลองนั่งดูภายใน BR-Z กับ 86GT เทียบกันแบบใกล้ๆนี้เลย ก็ได้เห็นว่ามันก็คือ
วัสดุเดียวกันหล่อพิมพ์ชิ้นเดียวกันนั่นแหละ แต่วัสดุที่ตกแต่งบางส่วนเท่านั้นที่สร้างความต่าง

และในสายตาผม บอกตรงๆว่า 86 หน้าปัดมาตรวัดสวยกว่า แต่แผงแดชบอร์ดมองรวมๆทั้งแผง
ผมว่า BR-Z สวยกว่า (ความเห็นส่วนตัวนะ)

เดินขึ้นมาอีกทางทิศตรงกันข้ามกับ Clubhouse ทางนี้ส่วนมากจะเป็นรถบ้านครับ เจอนี่เลย
ขวัญใจผู้บริหารตีนหนักแห่งเมืองไทย Camry Hybrid ดูเผินๆจากภายนอกก็เหมือนรถไทย

แต่ภายในนี่สิครับ มันต๊างต่าง เจอภายในดำญี่ปุ่นเข้าไปหน่อยเป็นไร มาคนละโทนคนละแบบ
กับบ้านเราเลยแถมเบาะผ้าด้วยจ้า บ้านเราอย่างน้อยก็เป็นหนัง จงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่บ้างเถอะ

สเป็คบ้านเรามามีเบาะหนังแต่ภายในเบจก็อยากได้ภายในดำ อะไรที่เมืองเราไม่มีอยากได้ไปหมด
เขาให้ไฟส้มก็เปลี่ยนเป็นไฟขาว เขาให้ไฟขาวมากูก็เอาสติกเกอร์ส้มๆไปแปะอีก เอาเข้าไป
(นี่คือรถหลายๆรุ่นนะ ไม่ใช่ Camry รุ่นเดียว)

Toyota SAI ซึ่งเปิดตัวมาตั้ง 3-4 ปีแล้ว สมัยที่มันเปิดตัวใหม่ผมมองว่านี่คือรถที่มีดีไซน์แบบที่ผม
อยากได้ คือไม่ใช่รถดีไซน์รักโลกแบบ Prius นะ แต่เป็นรถทรงธรรมดา ที่เส้นสายดูแล้วไม่น่าเบื่อ
แต่จิมมี่บอกกับผมตอนนั้นว่าคอยดูเถอะ อีก 3 ปีมันจะเป็นทรงที่น่าเบื่อ..ไม่อยากจะพูดยกหางยกไข่
เพื่อนกันเอง..แต่ผมคิดว่ามันเริ่มดูน่าเบื่อแล้วล่ะ

และต่อไปนี้ คือรถที่ผมรอคอยสัมผัสตัวจริงมากที่สุดคันนึง มันคือ!!!

Prius Alpha นั่นเอง

ส่งอิบอมขึ้นไปลอง คนไซส์ปกติแต่ตัวสูงนั่ง ดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไร แต่บอมวิจารณ์ว่า
เบาะนั่งแถวที่สองนั้นไม่สบายเอาเสียเลย

พวงมาลัยสวย ดูไปดูมาเหมือนมีมดยักษ์โดนเหยียบเท้ากำลังจ้องคุณออกมาจากแดชบอร์ด
แต่ดีไซน์โดยรวมเมื่อสัมผัสของจริง ผมรู้สึกว่ามันโบราณกว่าที่คิดครับ

แถมวัสดุที่คอนโซลกลางตรงนี้ ..ไหนๆก็ไม่ขายในไทย ขอด่าแบบจัดเต็มนะครับ “กากครับ”

ดังนั้นผมจึงหันมาปลื้ม Prius รุ่นมาตรฐานธรรมดาๆที่ไปๆมาๆตอนนี้ผมว่าดีไซน์ภายนอก
ภายในกับวัสดุ มันดูรับได้สำหรับราคาขึ้นมาทันที ล้อ 17 นิ้วลายนี้อาจจะดูจืดไปนิด แต่ของจริง
ดูดีครับ

ต่อมาเป็นน้องส้มธนาธร Toyota Aqua หรือในบ้านเราเรียกว่า Prius C ซึ่งได้ข่าวว่าขายดีแบบสุดๆ
ที่ญี่ปุ่น ในเมืองไทยเงียบกริบเพราะราคา+ภาษีนำเข้ามันปรี๊ดจนไม่คุ้มจะจ่าย

ภายในมีพวงมาลัยลายหัวมดยักษ์เหมือนกัน แต่พอไม่มีปุ่มมัลติฟังก์ชั่นเลยดูสงบเสงี่ยม
ไม่โดนเหยียบเท้า แต่วัสดุภายใน อย่าหวังอะไรมากครับ เชื่อผม Vios บ้านเราไม่ได้แย่เลยถ้า
เทียบกับตัวนี้ เพียงแต่หน้าปัดหน้าเปิ่ดของ Aqua มันดูล้ำยุคกว่า (หรือเปล่าวะ)

Toyota Corolla Axio!! รถที่ชื่อฟังดูน่าตื่นเต้นแต่ดีไซน์เหมือน Tercel จากยุค 90s ตอนกลาง
เอามาทำศัลยกรรมนมฟูรูฟิต แต่งอัญมณีรอบตัวให้ดูแพรวพราวขึ้นนิดหน่อย

แต่ภายในนี่..อืม..เข้าท่าเว้ยเห้ย ลายตกแต่ง ไม่ใช่ลายไม้ ไม่ใช่พลาสติกพ่นสีเงิน ไม่ใช่คาร์บอน
แต่เป็นวัสดุลายจักรสาน ให้ความรู้สึกเหมือนคนญี่ปุ่นหิ้วตะกร้าหวายหรือไม้สานเก่าๆ
บางคนไม่ชอบ แต่ผมมองว่าแปลกใหม่ดีครับ ประเทศไทยจะได้ใช้เมื่อไหร่..ก็คงเมื่อกทม.
ปราศจากน้ำท่วมมั้งครับ ..เส้นสายต่างๆบนคอนโซล ผมมองว่าไม่น่าเบื่อนะ เหมือนจะมี DNA
แบบเดียวกับ 86 ปนอยู่ แต่อาศัยลายตะกร้าสานเอาชนะด้านความเป็นแม่บ้านไป 100%

เดินไปเดินมาสักพัก เริ่มจะหิวละ หาอะไรกินดีกว่า

ผมชวนน้องสองคนเดินลงมาชั้นล่าง แล้วผลักประตูออกไป เจอส่วนกลางที่เปิดโล่ง
หิมะเต็มพื้น จะเดินฝ่าออกไปก็ได้ แต่พื้นลื่นมากครับ ไอ้บอมเลยชวนผมเดินเลาะตามร่มอาคาร
ไปทางขวา มี McDonald ที่เปรียบเสมือนสถานฑูตอเมริกาท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บที่
เราสามารถพึ่งพาได้ คือเราไม่ได้หิวกันแบบล้มวัวแกง แต่รู้สึกว่าอยากจะมีอะไรยัดลงไปในท้อง
ให้มันหายหิว กับเครื่องดื่มสักแก้วเท่านั้นแหละครับ

เดินผ่าน Kiosk เล็กๆ ที่ตั้งโชว์เสื้อผ้าแฟชั่น ผมไม่รู้ว่ามันเป็นแบรนด์อะไรชื่อเสียงเป็นมาอย่างไร
แต่ถ้าผู้หญิงไทยจะซื้อใส่ ผมว่าส่วนมากต้องมีแอบคิดซ้ำก่อนซื้อล่ะวะครับ ตั้งชื่อมาซะอย่างนี้

“แรด คัสต้อม”

อาหารที่กินไปก็ไม่ใช่อะไรนอกจากดับเบิ้ลชีสเบอร์เกอร์และเครื่องดื่มแค่พอให้หายหิว
ส่วนซอสมะเขือเทศ ถ้าจะขอเพิ่ม ไม่มีให้กดเช่นเคยครับต้องขอที่เคาน์เตอร์
และเอาในปริมาณที่พอเหมาะเหมือนกับสาขาที่อยู่ใกล้ Suidobashi นั่นแหละครับ
กินแล้วก็ถือโอกาสนั่งพักขาสักครู่เดียวก็เดินกลับเข้ามาที่ Megaweb ต่อ

เดินกลับเข้ามาที่ชั้นล่างแล้วก็เจอรถแข่ง Supra คันนี้ แต่ไม่ได้จดรายละเอียดอะไรของมันมามากนัก
เพราะสิ่งที่ที่พวกเราตั้งหน้าตั้งตารอคือ…..

นี่ไงโว้ยยย!!! 5555

ขุมทรัพย์…ขุมทรัพย์ทางปัญญาของเรา แผงตู้กดโบรชัวร์ขนาดยักษ์ที่วางเรียงเป็นแผงใกล้กับ
เคาน์เตอร์ Information ที่ชั้นล่าง ใกล้ๆกับบันไดเลื่อนนั่นเอง
[หมายเหตุ-ลืมถ่ายรูปตู้มา ผมไปขโมยรูปมาจาก Facebook ไอ้ตี้แหละ]

ใครจะบอกว่า Toyota ขี้เหนียว ทำไมต้องจ่ายเงินเพื่อกดโบรชัวร์? ผมกลับมองว่าดีออกครับ
จะได้เก็บของไว้ให้คนที่เขา “ยินดีจะจ่ายเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือได้สะสม”กันจริงๆ ไม่ใช่คนที่เอามาถือเล่น
สักพักก็โยนทิ้งถังขยะ ราคาเล่มนึงตีเป็นเงินไทยราว 60-105 บาท ดูอย่างของ 86 ในภาพ
เล่มละ 200 เยน คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนร้อยเยน=35บาท มันก็แค่ 70 บาท
ถ้าคุณต้องการแค่ข้อมูล และไม่ได้ต้องการเอกสารเป็นเล่ม..ก็เปิดเว็บเอาสิครับ
ฟรี แต่ถ้าคุณต้องการสะสม ก็หยอดเหรียญกดๆๆๆเอาตามใจชอบ ไม่มีใครด่า ไม่ต้องเกรงใจเหมือนเวลา
ไปที่ Honda Welcome Plaza ที่ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าอยากได้รุ่นไหนมากที่สุด

ผมมองว่านี่แฟร์นะ..แต่อย่างที่แม่ผมเคยพูดไว้..คนไทยส่วนใหญ่ไม่มองของแฟร์..แต่แคร์ของฟรี

ผมกับตี้มองหน้ากันในโหมดหื่นขั้นเทพ ก่อนถอดถุงมือ ล้วงกระเป๋าพยายามหาแบงก์หาเหรียญ
ให้ได้มากที่สุด …แต่แล้วผมก็ไปยืนคอตกอยู่ตรงสล็อตของโบรชัวร์ Toyota Crown ที่มีแต่ความว่างเปล่า
โบร์ชัวร์เกลี้ยง! ทั้งรุ่น Royal Saloon และ Athlete

ผมรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก รถรุ่นใหม่เพิ่งเปิดตัว พลังในการโปรโมทควรพร้อม แต่ก็พยายามใส่สีหน้า
ยิ้มแย้ม เดินไปถามเจ้าหน้าที่สาวที่เคาน์เตอร์

“สุมิมาเซ็ง (เออ มาและเซ็งจริงๆแหละกู) โต่โยต๊ะคุราวโนะโบรชัวร์เด่สก๊ะ?!? รันเอาท์?? โหน่ม้อร์??”
เจ้าหน้าที่ก็ยิ้มแบบแหะแหะขอโทษค่ะอิชั้นผิดไปแล้ว ก่อนจะค้อมหัวตอบว่า
“Yes. We are sorry” ผมเลยถามกลับไปว่า “นิวโบรชัวร์ คัมส์เว็น? ทูเดย์? ทูมอโร้ว?” พนักงานได้
แต่บอกว่า “Maybe tomorrow it will come” แต่ก็ทำหน้าเสียใจนิดๆก่อนบอกเป็นภาษาอังกฤษว่า
“So sorry”

เอาเหอะ ไม่เป็นไร เรายังเดินไปกดโบรชัวร์รถรุ่นอื่นๆกันได้ ผมกดกลับบ้านมาในปริมาณไม่มากนัก
เพราะไม่ได้บ้าสะสมไปเสียทุกรุ่น น้ำหน้าอย่างผมคงไม่สนรถบรรทุกหรือรถคันเล็กกระจ้อยร่อย
หลังจากเดินสำรวจดูว่ามีโบรชัวร์อะไรเหลือให้กดบ้าง ผมก็จัดแจงเอา 86, Mark X, Camry, Wish,
Aqua, Vitz และ Auris มา ส่วน Sai กับ Crown Majesta นั้นเก่าแล้วเลยไม่ได้เอามา วันนี้สภาพอากาศ
ดูเลวร้าย ผมมีแค่กระเป๋าหนึ่งใบที่สะพายติดตัว ไม่จำเป็นก็ไม่ขอขนอะไรไปมาก นี่ยังต้องเผื่อ
เนื้อที่ในกระเป๋าไว้ เผื่อจะหิ้วอะไรกลับจาก Super Autobacs อีกด้วย

ผมกดโบรชัวร์มาเสร็จก่อนใคร ไอ้ตี้กดแทบเกือบจะทุกรุ่น ส่วนหนึ่งก็เพราะคงเอาไปฝากเพื่อนมัน
ส่วนบอมก็กดแค่ Aqua มาใบเดียวเพราะจะเอาไปฝากเจ้าตอยด์พิธีกร The Coup ของเรา

เรายัดกองโบรชัวร์ใส่กระเป๋าได้สักพัก ก็มีเสียงประกาศตามสายมาเป็นภาษาญี่ปุ่น
ผมกับน้องๆมองหน้ากันงงๆ
“เดี๋ยวฟังก่อนซิมันพูดอะไร” ผมพูดพลางชี้นิ้วไปยังที่มาของเสียง

“Attention please. The Megaweb will be closed at 4.00PM due to poor weather condition.”
[โปรดทราบ Megaweb จะปิดทำการสี่โมงเย็น เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย]

“ไอ่เหี้ยยยยยยยยยยยยย” ..นั่นคือปฏิกิริยาตอบสนองจากพวกเราที่พร้อมใจกลายร่างเป็นอ.เฉลิมชัยชั่วขณะ
เล่นเอาเจ้าหน้าที่และคนแถบนั้นหันมามองเป็นตาเดียวกัน แต่จะให้สรรเสริญอย่างไรได้อีก
ในเมื่อเวลาปิดทำการปกติของที่นี่ มันคือ 3 ทุ่ม หรือ 4 ทุ่ม จู่ๆมาประกาศปิดกระทันหันแบบนี้
ผมก็รู้สึกเหมือนตารางชีวิตที่วางไว้ดิบดีถูกทำลายลงอีกครั้ง ผมยกข้อมือดูนาฬิกา เป็นเวลา
3 โมง 15 นาที แล้วนี่เราก็ยังไม่ได้ดูส่วนที่อื่นๆที่เป็น Technology Centre กับ Historical Garageเลย

ช่วยไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ ผมต้องบังคับให้น้องๆเลือกแล้วว่าจะไปไหนระหว่าง
Technology Centre ข้างใน กับ Historical Garage ที่อยู่ข้างนอก แล้วพวกเราก็สรุปได้ว่า
ไหนๆอีกสองวันก็จะได้ไป Toyota Techno Museum ที่ Nagoya อยู่แล้ว งั้นวันนี้กับเวลา
ที่เหลืออีกไม่ถึง 45 นาที เราควรจะเดินดูบริเวณโชว์รูมรถใหม่ให้หมด แล้วไปต่อที่ Historical Garage
ดีกว่ามั้ย

ว่าแล้วเราก็เดินดูรถที่โซนชั้นล่างอย่างเร่งรีบต่อไป

Toyota Prius G’s ..อย่าถามว่า G’s ย่อมาจากอะไร มันคงไม่ได้ย่อมาจาก G Spot เป็นแน่แท้
แม้ว่าพวกเราสามคนจะเรียกเช่นนั้นก็ตาม สไตล์การตกแต่งตัวถังที่เห็น ก็มีธีมคล้ายๆกับ
Prius TRD ของบ้านเรานั่นล่ะครับ

Toyota Mark X G’s คันนี้ โอเค แต่งโหดขึ้นมาหน่อยด้วยสีไฟท้าย และกันชนซึ่งอาจไม่ถูกรสนิยม
คนไทยส่วนใหญ่เท่าไหร่นัก

ภายในของ Mark X G’s ลักษณะถ้ามองผ่านๆนึกว่า Camry แต่เส้นสายช่องแอร์กับหน้าปัด
และชุดมาตรวัดนี่ต่างกัน Mark X คือรถที่รวมเอา 3 ซีดานอาจารย์ใหญ่ Mark II/Chaser/Cresta
เข้าไว้ด้วยกัน แต่มีบุคลิกที่สปอร์ตกว่า หน้าปัดจึงมีลักษณะเฟี้ยวฟ้าวแฝงอยู่บ้าง

อันที่จริง ตั้งแต่ยุค 2000 ตอนต้น Toyota ยุบรถใหญ่หลายรุ่นในตระกูลขับหลัง
ในช่วงก่อนปี 2000 นั้น ค่ายนี้มีซีดานขับหลังหลายพิกัด พิกัดเล็กนี่มีทั้ง Altezza, Progress,Brevis
,NC300 ส่วนพิกัดใหญ่ขึ้นมาหน่อยจะเป็น Full-size ที่มี Position ทางการตลาดกลางๆอย่าง
สามซีดานอาจารย์ใหญ่ คือ Mark II, Chaser, และ Cresta เสร็จแล้วก็ขยับขึ้นไปสู่ Full-size ที่
มีตำแหน่งการตลาดค่อนข้างสูง ซึ่งก็มีรถอย่าง Aristo, Crown Royal Saloon, Crown Athlete จากนั้นเป็น
รถระดับลิมูซีนตัวยาวใหญ่ อันมี Crown Majesta เป็นขวัญใจญี่ปุ่น Conservative และ Celsior
(Lexus LS) เป็นขวัญใจญี่ปุ่นที่ Liberal ขึ้นมาหน่อย ..และเราคงต้องนับ Century ซึ่งเป็นรถ VIP
V12 สูบสำหรับชนชั้นสูงเข้าไปด้วย

แต่ในปัจจุบัน ขับหลังพิกัดเล็ก ถูกย้ายไปขายในชื่อ Lexus IS ส่วนซาลูนพิกัดเกือบหรู
ลดเหลือแค่ Mark X ในขณะที่พิกัดซีดานหรูนั้นยังมี Crown 2 สไตล์ทำตลาดอยู่ในขณะที่
Aristo ถูกย้ายไปขายในชื่อ Lexus GS ส่วนลิโม่คันโตพิกัด 5 เมตรนั้น Crown Majesta
ทำตลาดมานาน และน่าจะใกล้เปลี่ยนโฉมแล้ว ส่วน Celsior ถูกย้ายไปขายในชื่อ LS อย่างเดียว


 

Toyota ISIS MPV คันที่ดูธรรมดา แต่พอเข้าไปนั่งแล้ว สบายกว่าที่คิด แล้วพอไอ้ตี้ชี้ให้สังเกต
ก็เพิ่งตระหนักได้ว่ารถมันไม่มีเสา B-Pillar พอเปิดประตูปั๊บจะเห็นห้องโดยสารแถว 1-2
ยาวโล่งเลย เป็นรถธรรมดาที่มีห้องโดยสารน่านั่ง..ถ้าจะซื้อ Prius Alpha ผมว่าซื้อไอ้นี่ยังจะดู
ใช้เงินคุ้มค่ากว่าเลยครับ
ปล. อยากบอกไอ้แว่นเหลือเกินว่าอย่าเก๊กทำหน้าคิดถึงแฟน ไม่เข้ากับบรรยากาศว่ะ

Crown Majesta โฉมนี้อยู่มานานแล้ว แต่ตอนที่มันออกใหม่ๆนี่น่าขี่สุดๆ เป็นรถรุ่นนึงที่ถูก
จีนเอาไปสร้างเลียนแบบซะเกือบเหมือน แต่เชื่อว่ามันคงขับไม่เหมือนกันหรอก

ข้างล่างนี่ยังมีการเอา Crown Athlete แบบออพชั่นเต็มตัวแรง 3.5ลิตร พร้อมล้อวงโตกว่ามาโชว์ไว้
พอได้ล้อลายนี้ รถดูสปอร์ตขึ้นทันตาเห็น

Crown Royal Saloon ตัวท้อป สีแดง สวยดีเหมือนกัน ..เห็นแล้วนึกถึง Honda City ของจิมมี่
อืม..หือ..งั้นไม่สวยละ ถอนคำพูด

Toyota iQ รถเล็กที่ราคาแพง ซ่าแค่ในญี่ปุ่นยังไม่พอ ยังให้ Aston Martin เอาไปขายในชื่อ Aston Cygnet
อีกต่างหาก ดูขนาดเทียบกับตัวผมสิครับ แต่เชื่อมั้ยว่าเข้าไปนั่งได้ และไม่ได้อึดอัดเป็นแมวดิ้นตาย!

Toyota Auris รถแฮทช์แบ็คที่จะมาเป็นพื้นฐานให้ Corolla เวอร์ชั่นไทย-อเมริกา และออสเตรเลีย
น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้เข้าไปนั่งข้างในเพราะโดนล็อคแล้ว และต้องรีบทำเวลาไปต่อ Historical Garage
แต่ก็ขำวิธีการเขียนของคนญี่ปุ่นนิดหน่อย ลองดูแผ่นสีดำบนพื้น..จะบอกว่าถ้าจะหมายถึงรถ 5 ประตู
คุณควรเขียนว่า Hatchback ครับ เป็นคำเดียวกันไปเลย เพราะถ้าเขียน Sports Hatch Back
มันจะกลายเป็น กีฬา – ฝาเปิด – กลับ ฟังดูเหมือนการชุมนุมของคนนิยมการชนไก่ เปิดสุ่ม
ดูไก่ต่อยกันจนตายห่า จ่ายเงินแล้วแยกย้ายกลับ

เอ..หรือว่าเขาหมายความว่า Sport Hatch(back is) Back ? ผมล่ะงง เก็บคำถามนี้ไว้ให้
รัฐบาลญี่ปุ่นชี้แจงอีกก็แล้วกัน

เราดู Auris เป็นคันสุดท้าย ก่อนเดินตามแผนที่ไปหา Historical Garage ซึ่งแฝงตัวอยู่ในห้าง
Venus Fort ซึ่งอยู่ถัดจากตัวอาคารหลักของ Toyota Megaweb ไปทางตะวันตก เห็นป้ายเบ้อเริ่มเทิ่ม
เดินเข้าไปในตัวห้าง แล้วคุณจะพบบรรยากาศที่แปลกใหม่ ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาตกแต่งภายในห้าง
เป็นธีมเหมือนกับอาคารยุคศตวรรษที่ 17-18 ครับ และบนเพดานก็ทาสีฟ้า และมี Lighting ส่องสวยงาม
น่าเดินมาก แต่คงไม่มีเวลาเอ็นจอยนานนัก และ McDonald ในท้องที่กินไปเมื่อบ่ายอ่อนๆ เริ่มส่ง
แรงดันบูสท์มาที่ลำไส้แล้ว แต่ผมเลือกที่จะช่างมันก่อน เพราะเดาว่า Historical Garage ก็คงจะปิด
เวลา 4 โมงเช่นเดียวกับ Megaweb นั่นล่ะ

ทางเข้า Historical Garage นั้นเหมือนกับทางเข้าร้านอาหารอิตาเลียนเล็กๆเก่าๆ ไม่ได้มีความอลังการเลย
ถ้าไม่ได้ความตาคมของไอ้บอม ผมคงหาไม่เจอง่ายๆ แต่พอเจอแล้ว รถสองคันแรกที่มาต้อนรับคือนี่เลย

Fiat อะไรสักอย่าง..
“Fiat 500 โว้ย” [ไอ้บอมตะโกนมา]

ผมไม่ได้สนใจ แต่ Subaru 360 สีขาวนี่.. หนึ่งในรถในตำนานของชาวอาทิตย์อุทัย จอดอยู่ข้างๆFiat
นี่อาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเลียนแบบนวัตกรรม ใช่ครับ ญี่ปุ่นในยุคนั้นไม่อายที่จะลอกเลียนแบบ
มาจากยุโรปหรืออเมริกา แต่ในที่สุด พวกเขาก็จะแฝงสไตล์ของตัวเองเข้าไปทีละน้อย จนได้เอกลักษณ์
ของตัวเอง อย่าง 360 นี่แม้จะมีลักษณะคล้าย Fiat คันข้างๆ แต่แนวคิดของมันคือการเป็น “รถของประชาชน”
ในความต้องการคล้ายกับแบบที่ Hitler หวังให้ VW Beetle เป็นรถของคนเยอรมันนั่นแหละ แต่ความต้องการนี้
แปรผันไปตามสภาวะของประเทศและผู้คน Subaru 360 นั้นเน้นราคาที่ถูก เพราะในยุคที่ฟื้นจากสงครามโลก
คนญี่ปุ่นส่วนมากไม่ได้มีเงินมากมาย มันจึงมีขนาดเล็ก และท้อปสปีดไม่ถึง 100 ก.ม./ช.ม.

360 เป็นรถคันแรกจากบริษัท Fuji Heavy Industries ที่มีการผลิตเป็นจำนวนมาก ลูกหลานของมันในวันนี้
คือพวก Subaru R2 ไงครับ

ส่วนคันนี้คือ Mazda Cosmo Sport L10B ซึ่งเป็นรถสปอร์ตแท้รุ่นแรกจากฝีมือของ Mazda รุ่น L10B นี้
น่าจะนับเป็น Super big minorchange เพราะรุ่นแรกจริงๆที่เปิดตัวก่อน จะมีลำตัวสั้นกว่านี้
ส่วน L10B นี้ จะใช้เครื่องโรตารี่ 2 โรเตอร์ ให้พลัง 130 แรงม้า และวิ่งเฉียดๆ 200 เมื่อ 46 ปีที่แล้วนะครับ
Cosmo นี้เป็นรถรุ่นแรกของ Mazda ที่ใช้เครื่องโรตารี่ ซึ่งซื้อลิขสิทธิ์จาก NSU ที่เยอรมันมาพัฒนาต่อ
จนกลายเป็นหัวใจให้กับ Mazda จำนวนมากในช่วงปลายยุค 60 จนถึงปัจจุบัน ถ้าคุณคิดว่า Mazda
ที่ใช้เครื่องโรตารี่มีแค่ RX-7 กับ RX-8 ก็ขอให้รู้ว่าถ้าเป็นสมัยก่อนนี่มี R100 (หนูหริ่งนรกแตก), RX-2,
RX-3, RX-5 (Cosmo ในตลาดต่างประเทศ) แล้วพวก Cosmo นี่ก็ยังออกลูกออกหลานสืบสานมา
จนสิ้นวาสนาในช่วงปี 1995-1996 นี่เอง Eunos Cosmo ตัวสุดท้ายนี้มีรุ่นเครื่อง 3 โรเตอร์ รหัส 20B
ซึ่งเป็นเครื่องโรตารี่จากโรงงานMazda ที่แรงที่สุดแล้ว แต่ดันมีให้เลือกแต่เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

คันนี้คือ Isuzu 117 Coupe รถจากยุค 60s อีกคันที่ออกแบบโดย Giorgetto Giugiaro นักออกแบบ
ชาวอิตาลีชื่อดัง ถือเป็นรถสปอร์ตแบบ GT รุ่นแรกของโลกเลยมั้ง ที่มีเครื่องดีเซลให้เลือก
จากโรงงาน

ส่วนคันนี้..เห็นแล้วแทบกราบงามๆ มันคือ Fairlady Z ตัวแรก รหัสตัวถัง S30 นั่นเอง

Z นี่เป็นรถที่มีตำนานจนเอาไปสร้างเป็นหนังสือการ์ตูนสั้นได้ (มีจำหน่ายมานานแล้วด้วยครับ)
แต่ในความเห็นของผม นี่ล่ะคือ “Toyota 86″ ของคุณปู่พวกเรา ที่ต้องบอกว่าคุณปู่ เพราะว่า
Z ตัวแรกนั้นเปิดตัวตั้งแต่ปี 1969 หรือ 44 ปีก่อนโน้น และเปิดมาในราคาที่ไม่แพง เป็นรถขับหลัง
ที่ไม่ซับซ้อน และมีพลังไม่มาก เอาแค่พอสนุกได้ ..เป็นไงล่ะแนวคิดเหมือนกับ 86/BRZ ไหม?
มีเรื่องเล่าว่า Z นั้น ในญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า Fairlady Z แต่คุณ Yutaka Katayama ซึ่งเป็นบอสใหญ่
ของ Nissan ฝั่งอเมริกาในขณะนั้น ได้ฟังชื่อแล้วเกาหัวผมแทบร่วง ..เพราะชื่อ Fairlady แม้จะ
ไพเราะในสายตาเจ้าของกิจการที่ญี่ปุ่นแค่ไหน แต่ในสายตาชาวตะวันตก มันฟังดูเห่ยมาก
เขาจึงแอบเปลี่ยนชื่อให้กลายเป็น 240Z ซึ่งฟังดูเข้าท่ากว่ามากในสายตาอเมริกันชน และเมื่อรถ
ขนส่งมาแตะแผ่นดินอเมริกา Katayama หรือ Mr.K สั่งทีมงานให้เช็คสุดละเอียดให้รถทุกคัน
เปลี่ยนชื่อจาก Nissan Fairlady Z เป็น “Datsun 240Z” ให้หมด

และ Z คันสีแดงที่ผมถ่ายภาพมานี้ก็ไม่ใช่ Z ธรรมดาๆ แต่เป็น Z432 ซึ่งผลิตมาเป็นจำนวนจำกัด
ถ้าคุณคิดว่า Ferrari F40 เป็นรถหายาก ไอ้เจ้านี่ยิ่งหายากกว่าเพราะทั้งโลกนี้มีเพียง 420 คันเท่านั้น
Z รุ่นธรรมดาในสเป็คญี่ปุ่นจะใช้เครื่อง L20 SOHC 2.0 ลิตร 130 แรงม้า แต่ Z432 จะใช้เครื่อง
24 วาล์ว ทวินแค็ม 160 แรงม้าที่ออกแบบโดย Prince และใช้กับ GT-R Hakosuka นั่นเอง

ส่วนคันนี้คือ Toyopet Crown ปี 1955 และคันทางขวาก็เป็น Crown ปี 1963 ครับ

Skyline GT-R KPGC10 Hakosuka ปี 1970 คันที่เห็นนี้น่าจะเป็นล็อตแรกๆที่ออกมาเลยเพราะ
ตัวคูเป้นี้เริ่มผลิตตอนปลายปี 70 เจ้ารถรุ่นนี้นี่แหละที่เป็นตัวเริ่มสร้างชื่อ GT-R ซึ่งยังคงอยู่จนทุกวันนี้
GT-R ตัวแรกนี้ใช้เครื่อง S20 2.0ลิตร 6 สูบเรียง 160 แรงม้า และเป็นรถที่กวาดชัยชนะในการแข่งยุคนั้น
มาหลายต่อหลายครั้ง

Toyota 2000GT รหัสตัวถัง MF12 ปี 1967 ..โอเค เป็นที่รู้กันว่าไอ้เจ้า 2000GT เนี่ยมันเป็นตำนานวงการรถญี่ปุ่น
ในฐานะรถคันแรกที่พิสูจน์ให้ฝรั่งเห็นว่าญี่ปุ่นทำอะไรได้มากกว่ารถจ่ายกับข้าว ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ
ทั้งในแง่การออกแบบ สมรรถณะ และการขับขี่ที่ฝรั่งยอมรับ แต่โลกนี้ มี 2000GT อยู่แค่ราว 350 คันเท่านั้น
แถมตอนตั้งราคาขายก็ขายแพงกว่า Porsche เสียอีก (ทำนองเดียวกับการที่ Lexus LFA ราคาแพง
กว่า 911Turboและแพงกว่า GT-R R35 นั่นล่ะ) แต่รถทุกคันที่ขายไปคือการขาดทุนเพราะงานนี้สร้างเพื่อ
เอาภาพพจน์เป็นหลัก อีกอย่างที่เกือบลืมบอกคือ 2000GT ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์ 3M 2.0 ลิตร 6 สูบเรียง
DOHC 150 แรงม้าและมีรหัสตัวถังว่า MF10 แต่คันที่เห็นในภาพนี้เป็นรุ่น MF12 ที่ใช้เครื่อง 2M 2.3ลิตรSOHC
150แรงม้า..และในโลกใบนี้มีอยู่แค่ 9 คันเท่านั้น อุ…

Toyota Celica 1600GT ตัวถัง TA27 เครื่อง 1.6 ลิตร 2T-G ถ้าจำไม่ผิดน่าจะพกม้าไว้ 115 ตัว เล่นเอารถสมัยนี้
อายเป็นแถบ (Tiida ตรูเนี่ยแหละ 1.6ลิตร มี109ม้าเอง) Celica ตัวนี้จัดเป็น Generation แรกนะครับ
แต่ตัวที่เห็นเยอะในบ้านเราสมัยคุณพ่อจีบคุณแม่นั่นจะเป็นรุ่น Hardtop แต่ในภาพนี้จะเป็นตัว Liftback
ซึ่งดีไซน์เนี่ย บอกตรงๆ มึงไป CTRL+C Ford Mustang มา Paste แล้ว resize ใช่ป่ะ ก็ไม่น่าจะผิด เพราะปี
1974 กระแส Muscle car/Pony car มันยังแรงอยู่

ส่วนคันที่จอดข้างๆคือ Toyota Soarer ตัวแรก ซึ่งดีไซน์ของมันถูกนำมาใช้ต่อใน Generation 2 และ
ยังลามลงมาถึงบอดี้เล็กกว่าอย่าง AE92 Levin/Trueno เส้นด้านข้างตั้งใจลอกแบบ Soarer มาเลย

เดินไปเดินมา ผ่านรถหลายคันที่ผมไม่ได้แวะดูอย่างละเอียด เพราะเวลาใกล้จะหมดลงแล้ว และเสียงประกาศ
ก็ดังเตือนมาแล้วว่า Historical Garage ใกล้จะปิดแล้วนะโว้ยครับ มีเวลาเหลือ 10 นาทีครับ

ทางเดินช่องเล็กๆ มีมุมที่ตกแต่งตามธีมการ์ตูน Initial D แถมมีรถโมเดลขายด้วย มีเหรอไอ้ตี้จะพลาด
ไอ้นี่แม่ง ลัทธิ “D” ครอบงำมันไปแล้วจริงๆครับ

ซ้ายคือ Citroen 2CV นี่คือยอดรถขวัญใจชนชั้นกรรมาชีพของฝรั่งเศสหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง…
คือผมรู้แค่นั้นเองครับ เพราะหนังหน้าอย่าง Commander CHENG ไม่มีทางชอบรถแบบนี้ รถที่เวอร์ชั่น
แรงที่สุดก็ยังมีม้าแค่ 29 แรงม้า มันจะไปมันส์ตรงไหนวะ? บอม ซึ่งเป็นเซียนรถฝรั่งเศส (และรถอะไรก็ตาม
ที่ผมมักไม่สน) บอกว่าพี่ครับ พี่ต้องมองมันด้วยสายตาของคนยุคหลังสงคราม อย่ามาเทียบกับรถสมัยนี้
และยังให้ข้อมูลเสริมว่า เห็นเก่าๆอย่างนี้แหละเทคโนโลยีเหลือล้น แถมสร้างมาให้ลุยถนนสภาพปลวก
ไม่กล้าแตะได้ดีด้วย เพิ่งรู้ว่ามันเป็นรถขับหน้าก็วันนี้แหละครับ แถมใช้เบรกไฮดรอลิกรอบคันในขณะที่
รถสมัยนั้นเบรกหลังบางคันยังเป็นกลไกดึงอยู่เลย (หมายถึงพวกรถที่ราคาเท่าๆกันนะ)

คันสีเขียวทางขวา คือ MG TC คือรถอังกฤษ..ผมรู้แค่นั้นและสนแค่นั้นครับ กดกากบาทให้ตกรอบไป

Cadillac Series 62 ปี 1959 ..คันใหญ่มาก แถมหางหลังมีลักษณะเป็นครีบ (Fintail) ใหญ่โตมาก
ใหญ่จน Batman ยังค้อนขวับ ผมเบิ่งๆดูสเป็คแล้วอกอีแป้นจะแตก รถเก๋งบ้าอะไรยาวตั้ง 5.7 เมตร คือ..
จะกินที่บนถนนกันไปถึงไหน แต่ไอ้บอมดูจะชอบมาก คร่างกระเส่าราวแมวโดนเกาคาง…
มันได้แต่ พร่ำเพ้อ กางมือราวกับมีโมเสสมาแหวกทะเลให้มันดู “ของแท้…ของแท้…อ้าาาาา”

ผมแอบหมั่นไส้เล็กๆ “เฮ้ยคือถ้ามึงชอบมันขนาดนั้นน่ะนะ…มึงไม่กราบมันเลยล่ะ ฮึ? เอาดิ ไม่มีคนแล้ว
จัดไปมึงครึ่งหนึ่งในชีวิต”

ไอ้บอมหันมายิ้ม แบบมีมารอยู่ในสายตาหน่อยๆ หึหึ..

 

เหลือเชื่อเลยว่ะ!  คือท่านผู้อ่านครับ! มันทำจริงๆ! ผมเลยต้องถ่ายรูปเอาไว้แบบนี้ เกิดมาไม่เคยพบ
คนที่มันบ้าพอกันกับผมขนาดนี้ นี่คือแบบ..รักอเมริกันคลาสสิคแบบเข้าเลือดไปแล้ว ม..ไม่ใช่..
ไม่ใช่แค่รัก! ไอ้บอมระดับมึงนี่เค้าต้องเรียกเสียพรหมจรรย์ให้กับเหล็กจากดีทรอยท์ไปแล้ว!

คันซ้ายคือ Chevrolet Impala เจนที่สองปี 1959..

คันขวา..Ford Mustang Convertible ปี 64 Generation แรกๆเลย คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก
เพราะเป็นรถที่สร้างชื่อเสียงและกำไรอย่างมหาศาลให้กับ Ford ลองนึกดูสิว่า ช่วงที่ Mustang เกิดมา
นั้นมีแต่รถอเมริกันโตๆคันบิ๊กบึ้ม แต่ Mustang แหกกฏออกมา เอาความเปรียวลม กินไม่ได้แต่เท่ห์
และราคาที่ถูกมากแค่ 2พันกว่าดอลลาร์ ได้ยินว่า Lee Iaccocca บอสสมัยนั้นบอกว่าปีแรกที่เปิดตัว
ขอแสนคันถ้วนก็พอใจแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าบางโชว์รูมแทบจะเกิดจลาจลแย่งกันซื้อ และภายใน
แค่ปีแรกปีเดียวก็ขายไปกว่า 400,000 คัน ต้องอัดเพิ่มกำลังการผลิต น่าพอใจมากสำหรับรถที่ถูกสั่ง
ให้ออกแบบและสร้างให้เสร็จภายในเวลาแค่ 1 ปีครึ่ง แถมใช้ชิ้นส่วนจากรถรุ่นอื่นๆที่ Ford มีขายอยู่ในขณะนั้น

DeLorean Motor Corporation DMC-12 คันนี้น่าจะเป็นรถที่ผม “คลั่งไคล้” ที่สุดแล้วในบรรดารถที่พบใน
Historical Garage นี่เลย รูปทรงนี่ออกแบบตั้งแต่ช่วงยุค 70s ตอนปลาย เพราะฉะนั้นมันคืองานออกแบบ
จากเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน! โดยอาจารย์ Giorgetto Giugiaro นั่นเอง คนที่ก่อกำเนิดมันขึ้นมาคือนาย
John DeLorean เจ้า DMC-12 นี่ตอนแรกในฝันของนายจอห์นแกจะให้เป็นรถสปอร์ต 200 แรงม้า แต่ทำไป
ทำมากลับไปได้เครื่อง V6 จากค่าย Peugeot-Renault-Volvo 2.8 ลิตร 150 แรงม้ามาใช้ ยิ่งพอเป็นเวอร์ชั่น US
ที่เครียดเรื่องมลภาวะ ม้าในเครื่องตกทะเลตายไปหลายตัว เหลือแค่ 130 ตัว อัตราเร่งเลยเหลือแค่ประมาณ
รถ B-Segmetเกียร์ออโต้เมืองไทยนั่นแหละครับ รถรุ่นนี้ถูกประกอบที่โรงงานในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งคนงาน
ก็ไม่มีความเชี่ยวชาญในการประกอบ แต่ก็ยังเก่ง อุตส่าห์ประกอบได้ 9,000คันในช่วงสองปีแรก แต่หลังจากนั้น
ก็เจ๊ง นายจอห์นเองก็ถูกตั้งข้อหาค้ายาเสพติด แม้ภายหลังจะถูกตัดสินว่าไม่มีความผิด แต่ก็สายเกินจะช่วย
บริษัทไว้ได้ โชคดีที่หนังเรื่อง Back to the future เอามาทำเป็นยานเจาะเวลา DMC-12 จึงกลายเป็นรถที่
มีชื่อเสียงในวงกว้างเพราะดีไซน์อันล้ำยุคของมัน ทุกวันนี้มีคนซื้อกิจการ DeLorean มา แล้วนำเอาชิ้นส่วน
ของรถที่ประกอบไม่เสร็จในยุค80ตอนต้นนั้นมาประกอบเป็นรถคันใหม่ พร้อมทั้งมีการผลิตอะไหล่และ
ของแต่งพร้อมทั้งเครื่องยนต์สเป็คแรงให้เลือกด้วย เป็นการคืนชีพที่น่ายินดีครับ

Corvette Stingray ปี 1963 คันนี้ก็เป็นอีกคันที่ไอ้บอมมันซี้ดมาก (ณ จุดนี้คนที่ไม่ได้เป็นแฟนรถอเมริกัน
คลาสสิคอย่างผมกับอิตี้ เริ่มเฉยๆแล้ว) กระจกบานหลังของรถรุ่นนี้จะดีไซน์แยกเป็นสองบาน ดูคลาสสิค
มาก แต่นั่นคือเส้นสายที่ดู “Futuristic” ในบอดี้นี้มีขายอยู่หลายสเป็ค แต่รุ่นที่ผมชอบที่สุดคือ “L88″ ซึ่ง
ใช้เครื่อง 427 V8 Tri-Power รุ่นพิเศษที่มีสเป็คเหมือนเครื่องยนต์รถแข่ง ความจุ 7.0ลิตร ใส่แคมชาฟท์
องศาสูง ขัดพอร์ทด้วยมือ เพิ่มกำลังอัดจนสูงถึง 12.5ต่อ 1 ทำให้ต้องเติมแต่น้ำมันออคเทน 105 ที่เป็น
น้ำมันรถแข่ง แรงม้าเคลมจากโรงงานประมาณ 430 ตัว แต่ว่ากันว่าที่แจ้งตัวเลขไว้เท่านี้เพราะกลัว
บริษัทประกันชาร์จเบี้ยแพง หลายคนเชื่อว่าแรงม้าที่แท้จริงของเครื่องบล็อคนี้อาจจะทะลุ 500 ตัวไปไกล

จากนั้นเราก็ได้ยินพนักงานประกาศครั้งสุดท้ายให้ผู้ชม (ซึ่งในขณะนั้นเหลือเพียงเราสามคน) กรุณาออก
จากบริเวณพิพิธภัณฑ์ได้แล้วเพราะถึงเวลาปิด เราก็จำใจเดินออกมาทั้งที่รู้สึกไม่คุ้มเท่าไรนัก
เพราะได้ใช้เวลาชื่นชมรถแต่ละคันแค่เพียงสั้นๆ

เด็กๆเดินไปเข้าห้องน้ำกัน ส่วนผมนั้นติดใจร้านขายเสื้อผ้าที่อยู่ใกล้ๆปากทางเข้า Historical Garage
มันเป็นร้านเสื้อผ้าผู้หญิงครับ และผมเล็งเสื้อไว้ตัวนึงที่เป็นหนังดูดีทีเดียว ปกติในไทยของพวกนี้หาไม่ง่าย
เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน แต่ที่ญี่ปุ่นมีอากาศทุกรูปแบบ เลยหาเจอกันง่ายๆและมีคนสวมใส่กันเยอะ
ผมเจอแบบที่ชอบ พอพลิกดูราคาแล้วหดหู่จิต 10,200 เยน เริ่มถามตัวเองว่ากูจะซื้อไปทำไมวะ ของที่กู
ใส่ไม่ได้ ไม่รู้จะให้ใคร 

แต่ผมเหลือบไปเห็นป้ายเซลส์ (ซึ่งผมกับคุณสาวๆต่างกันตรงนี้ ผมไม่มีเรดาร์ตรวจจับป้ายเซลส์ ต้องอยู่
ใกล้จริงๆถึงจะเห็น) ก็เลยคิดว่าไม่ซื้อก็ช่างมันวะ ลองถามราคาหน่อยเป็นไรไป ว่าแล้วก็เงยหน้า
แล้วก็พบคนขายยืนอยู่ห่างออกไป แต่ตามองผมตลอด คนขายของที่ญี่ปุ่นส่วนมากทำตัวไม่เหมือน
พวกคนขายผลิตภัณฑ์คาร์แคร์ตามห้างครับ เขาจะแค่ทักทายแล้วปล่อยคุณตามสบาย แต่ถ้าคุณ
เรียกเขาเมื่อไหร่ก็จะมาทันที ผมหยิบเสื้อตัวนั้นออกมาถามและชี้ไปที่ราคา
“Sumimasen, Is this the price I pay?” ผมถาม คนขายหญิงทำหน้างงๆนิดหน่อยกับภาษา ก่อนตั้งหลัก
และตอบกลับ “โน่ๆๆๆ ชิปป้า ชิปป้า” (Cheaper) แล้วก็พูดภาษาญี่ปุ่น ทำมือไม้เหมือนบอกให้ผมรอ
หล่อนวิ่งไปหยิบเครื่องคิดเลขมากดๆๆๆ แล้วโชว์ให้ผมดู “4,200 เยน” ผมงงว่าเห้ย เซลส์นี่คือลดกระหน่ำ
แบบนี้เลยเรอะ ต้องย้อนทวนราคาให้คนขายฟังว่ากูได้ยินไม่ผิดใช่มั้ยคะ เมื่อแน่ใจว่าเข้าใจถูก
ผมก็จัดการซื้อมาซะเลย พันกว่าบาท ไปหาที่เมืองไทยชาตินึงก็ไม่เจอหรอก จับใส่ถุง เดินหิ้วออกมา
หน้าตามีความสุข..สุขทั้งๆที่ซื้อของที่ไม่ได้ใช้ และไม่มีใครที่จะเอาไปให้

ผมกับน้องๆ แวะเข้าห้องน้ำ ปล่อยระเบิดชุดใหญ่ทิ้งไปสักยก ก่อนที่จะเดินมาตรงกลางห้าง
“เอาล่ะ” ผมบอก “เรามีสองทางเลือกว่าจะไป Super Autobacs ยังไง อย่างแรกก็คือ
นั่งรถไฟสาย Rinkai Line รวดเดียวจากสถานี Tokyo Teleport ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ไปลงที่สถานี
Shinonome เลย หรืออย่างที่สอง เรานั่งรถ Yurikamome จากสถานี Aomi ไปลงที่ Ariake
แล้วจากนั้นที่สถานี Ariake จะมีสถานีรถ Rinkai Line อยู่ข้างหลังเลย เดินนิดเดียว แล้วค่อย
นั่งจากตรงนั้นไป Shinonome แค่สถานีเดียว”

บอมกับตี้มองผมแบบงงๆ “แล้วทำไมเราต้องนั่งสองต่อล่ะพี่ เอาช้อยส์แรกเลยดีกว่ามั้ย
รวดเดียวจบ?” ตี้เสนอ ผมก็เลยบอกว่า อ่ะงั้นมึงดู..ทางเดินจากห้างนี่ไปสถานี Tokyo Teleport น่ะ
มันต้องเดินข้ามไอ้ทุ่งน้ำแข็งไปเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรนะ แต่ถ้าเป็นทางเลือกที่สองน่ะ
ตัวแทบไม่ต้องออกกลางแจ้งเลย

บอมชี้ “แต่ก็มีคนเดินกันอยู่เยอะแยะ มีเด็กมีผู้หญิง ถ้าเขาเดินกันได้ เราก็เดินได้”

ถูกของมัน..อันที่จริงผมนั้นออกจะขี้เกียจเดิน เพราะรู้ว่ายังไงเราก็ต้องพยายามเซฟขาไว้ให้นานที่สุด
แต่ก็ยอมแพ้เสียงแห่งประชาธิปไตย เดินตามน้องสองคนลงไปตามทางเดิน ที่เคยเดินได้ง่ายแสนง่าย
เมื่อผมมาที่นี่ในปี 2009 แต่วันนี้กลายเป็นทุ่งน้ำแข็งไปแล้ว..ตลอดทางเดินผมต้องเกร็งเท้าตลอด
เพราะพื้นบางช่วงลื่นมาก เดินไม่ระวังก็จะถลาไปข้างหน้าไม่ก็ข้างหลัง

เกร็งเท้าเดินอยู่นาน..ในความรู้สึกผมมันนานมาก ..แต่ไอ้ตี้สนุก มันถ่ายภาพตัวเองอัพส่งแฟน
ตลอดทาง ส่วนกูนั้นไม่มีใครให้รายงาน แค่เดินให้ไม่ลื่นล้มตายก็ยากแล้วครับ

และแล้วผมก็เดินมาถึงสถานี ไอ้บอมมันเดินมาถึงก่อนผมนานแล้ว เมื่อเท้าแตะสถานี ผมดีใจมาก
“ไชโย!” แล้วก็ก้าวเท้า พรืดดดด ..ลื่นมันตรงสถานีนั่นแหละ! เวรเอ้ย ขากู๊!!!ขากู!!!

อารมณ์เสีย ..อุตส่าห์เดินประคองตีนมาตั้งไกล มาพลาดเอาตอนถึงที่เนี่ยแหละ

ขึ้นบันไดเลื่อน ลงมาชั้นใต้ดินเพื่อซื้อตั๋ว รถสาย Rinkai นี่เป็นรถผลุบๆโผล่ๆ คือส่วนมากจะวิ่งอยู่
ใต้ดิน แต่มีบางช่วงจะโผล่มาวิ่งบนดินครับ ซื้อตั๋วเสร็จแล้วก็รอรถมา พอรถมาถึงปุ๊บ ก้าวเข้าไปใน
รถไฟ เห็นแล้วฮาทันที พื้นรถไฟญี่ปุ่นที่ปกติสะอาดเอี่ยม วันนี้สภาพเหมือนมีใครเอารถออฟโรด
มาวิ่งทับซ้ำ เพราะนอกจากน้ำจะเจิ่งนองเต็มพื้นแล้ว ยังมีรอยเท้ารอยโคลนเพียบ คาดว่าวันนี้
ทุกคนที่ใช้รถ Rinkai ต้องผ่านการลุยหิมะมาแล้วทั้งนั้น

นั่งรถข้าม 1 สถานี แล้วก็มีลงที่สถานี Shinonome เมื่อลงจากรถแล้ว ผมก็พยายามใช้ภาพ
ความจำในหัวว่าจะไปยังไงต่อ อาศัยช่วงที่ยังอยู่บนสถานีมองไปยังหลังคาตึกโดยรอบ แล้วก็เจอ
ป้าย SuperAutobacs ติดโชว์อยู่บนหลังคา ห่างออกไปทางทิศเหนือ พวกเราเลยพากันเดินตามชานชาลา
แล้วลงบันไดมาชั้นล่าง เลี้ยวออกสู่ทางเดินริมถนน อากาศตอนนี้เริ่มเข้าขั้นหนาวจนถึงสันหลัง
เดินไปได้ไม่กี่สิบก้าว ผมก็ลื่นอีกครั้ง คราวนี้ไอ้ตี้รับตัวผมไว้ได้ ..ไม่ได้ขำ มันดันผมไม่ให้ล้มได้จริงๆครับ
แต่ข้อเท้าขวาดังกร๊อบลั่นตอนลื่น

“ตี้ได้ยินเสียงมาถึงหูนี่เลยพี่” ไอ้ตี้บอก…ขอบใจ แต่กูไม่ได้อยากรู้เล้ยย ไอ้ข้อเท้าขวานี่อ่ะนะ
มันเคยหักตอนเดินตกท่อเมื่อปี 2006 ตอนนี้ไอ้ข้างเดิม ที่เดิม กากบาททำเรื่องเคลมกันที่จุดเดิม
ของข้อเท้าเลย แต่ช่างมัน ยังเดินต่อไหว งานนี้กูสู้ เพราะอากาศวันนี้ทำให้กูอารมณ์เสียมาทั้งวันแล้ว
ตั้งใจจะไปไหน กูก็จะไปให้ได้

ผมพยายามเดินโขยกเขยก ถ่ายน้ำหนักลงซ้ายมากกว่าปกติเผื่อผ่อนภาระเท้าขวา เด็กสองคนนั่น
เดินไปเดินมาอย่างแคล่วคล่องตามสภาพความได้เปรียบแรงควายต่อน้ำหนัก ตอนข้ามถนน
มันมีแอ่งน้ำที่กองอยู่ยาวๆ ไอ้สองคนนั่นกระโดดข้ามไปอย่างคล่องแคล่ว ส่วนผมคิดแล้วคิดอีก..
จะโดดดีมั้ยวะ ถ้าโดดแล้วตอนร่อนลงจอดกูลื่นอีก คราวนี้ก็จะได้เจ็บแบบครบทั้งตีนและแพล่าง
ไม่ดี..ไม่ดีแน่..คิดได้ดังนั้นผมก็ยอมก้าวเอาเท้าจุ่มทิ่มลงไปในแอ่งน้ำนั่น แต่ดันโง่..เพราะเอาเท้าขวาลง
ทีนี้พอเดินต่อมาอีกไม่ถึง 50 เมตร ความเย็นของน้ำที่แทรกซึมเข้ามาในรองเท้าเริ่มเล่นงานผม

หลายคนอาจไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ แต่คนที่เคยมีประสบการณ์กระดูกแตกหรือหัก แล้วเคยไป
สถานที่อากาศหนาวๆมากจะเข้าใจคำว่าหนาวที่ตีนแต่สะท้านถึงทรวงได้ดี แบบที่ผมรู้สึกอยู่ในตอนนี้

แล้วถ้านั่นยังไม่พอ …ผมต้องข้ามถนนอีก เพราะเราเดินลอดใต้ทางด่วน Wangan จึงต้องเจอแอ่งน้ำ
แบบนี้ทั้งหมด 4 แอ่ง..แล้วจากนั้นก็ไปลื่นอีกทีแถวๆหน้า Super Autobacs ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ว่าทำไมคนอื่นไม่ลื่นกัน อาจจะเป็นเพราะลักษณะทางกายภาพของผมที่เกิดมาไม่มีอุ้งเท้า และเท้าแบ
เวลาลงเท้าบนพื้นมันเลยมีแรงลื่นออกแนวด้านข้างเฉียงมากกว่าคนปกติมั้ง

แต่ช่างมันเถอะ สุดท้ายเราก็มาถึงแล้ว สวรรค์แห่งคนรักรถ…..

เดี๋ยว..นี่คือสวรรค์หรือนรกน้ำแข็งกันแน่..ครั้งล่าสุดที่มาเมื่อปี 09 ที่แห่งนี้มีรถจอดมากมาย
มีการตกแต่งสีสันสดใส แต่มาวันนี้ มันเหมือนกับเป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง The Day after Tomorrowมากๆ

เราเดินเลียบตัวอาคาร พยายามเดินเลี่ยงบริเวณที่มีหิมะปกคลุมเพื่อไม่ให้ลื่นอีก เดินผ่านชั้นล่าง
ของตัวอาคาร ก็เห็นว่ายังมีรถประมาณ 2-3 คันเข้ามารับบริการประเภทเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
อะไรทำนองนี้ เห็นช่างหลายคน บางคนทำงานอยู่อย่างเอาจริงเอาจัง บางคนเดินคุยโวยวายกับเพื่อนๆ
บางคนนั่งชันขา ในมือถือเครื่องดื่มชูกำลัง ตาทอดมองไปข้างหน้าแบบไร้จุดหมาย ..แต่ก็ช่างเขาเถอะ
เรามาธุระเรื่องของเรา รีบๆเดินขึ้นไปชั้นสองดีกว่าเพราะตอนนี้สภาพร่างกายเรียกว่าหนาวไข่แข็งแล้ว

พอเปิดเข้าไปในร้าน ฮ่า..สบายตัวขึ้นเยอะ เขาเปิดฮีทเตอร์กำลังดี ผู้คนในร้านเยอะกว่าที่คิดมาก
เยอะกว่าตอนอากาศดีๆที่ผมเคยมาเมื่อ 4 ปีก่อนด้วยซ้ำไป คนญี่ปุ่นนี่ไม่ค่อยกลัวสภาพอากาศร้ายๆกันนะ
พนักงานที่ผมเดินผ่านกล่าวต้อนรับอย่างแข็งขันกันทุกคน (นี่ก็คือเสน่ห์อีกอย่างของญี่ปุ่นที่ผมชอบ)
ลองมองสำรวจไปรอบๆ..T T ร้านหนังสือ Lindbergh ที่ผมเคยมาซื้อหนังสือหายากกับโบรชัวร์รถเก่า
เมื่อหลายปีก่อน บัดนี้หายไปแล้ว กลายเป็น section จัดโชว์ของแต่งสำหรับพวกรถนำเข้าแทน
มีการจัดตำแหน่งตู้ ชั้นโชว์ของ และแบ่งแผนกใหม่ที่ซีกใน

ผมคิดไว้ในใจว่าจะหิ้วของกลับชนิดแบกถุงใส่หลังจนดูไกลๆเป็นหอยทากเลย 555 ล้อเล่นน่ะครับ
อันที่จริงไม่รวยขนาดนั้นหรอก ผมแค่ตั้งใจจะมาหาของอะไรก็ได้ที่ในไทยหายาก หรือไม่มีขายในไทย
เพราะครั้งนี้เงินผมมีจำกัด อะไรที่มันซื้อที่เมืองไทยได้ ถึงจะแพงขึ้นหน่อยก็ช่างมัน เราจะเอาแต่ของ
ที่หายากๆเท่านั้น เท่าที่นึกไว้ก็เช่นคิ้วโครเมียมแบบฝังเข้ารูปสำหรับ Tiida C11 ซึ่งเคยเห็นเมื่อปี 2009
ไอ้เจ้าชิ้นนี้เอามาตกแต่งขอบแผงเมทัลลิคได้อย่างสวยงาม แต่คราวที่แล้วดันไม่เอาเพราะทุ่มงบไป
กวาดพวงมาลัย Momo มาซะ นอกจากนี้ก็จะเอาพวกของแต่ง NISMO ไปใส่ NX สติกเกอร์ของแท้
ก็ราคาไม่แพงมาก และที่งาน Autosalon ก็ไม่มีขาย

แต่เหมือนกับว่าที่จิมมี่เคยเล่าให้ผมฟังมานั้นจะเป็นความจริง ของแต่งใน Autobacs น้อยลงมาก
และของที่มีส่วนมากก็จะเอาไปประเคนให้กับรถที่อยู่ในกระแส ของแต่ง Nissan มีเหลือน้อยลง
ของแต่ง Honda มีเยอะมากขึ้น และที่เหลือก็เป็นของที่ผมไม่รู้จะซื้อไปทำไม หรือไม่ก็ไม่มีเงินพอซื้อ

ด้วยความแกร่ว กร่อย และแห้ว ผมเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินๆดูนู่นนี่ไปเรื่อย เดินไปที่ชั้นโชว์
สติกเกอร์ เปิดๆดูก็ไม่ค่อยมีอะไรที่โดนใจสักเท่าไหร่ พอว่างจัดเข้าก็ไปช่วยไอ้ตี้หาของ

“มึงหาอะไร” ผมถาม
“ตี้จะเอากรองอากาศ” มันตอบ ผมก็เลยถามต่อว่า “แล้วมึงจะเอาของอะไร”
คำตอบที่ได้คือ Jazz…ไอ้บักห่า บินมา 8 พันกิโลเมตรมึงมาซื้อกรอง Jazz เนี่ยนะ ไอ้บ้า!

แต่ภายหลังตี้ก็ชี้แจงให้ทราบว่ารถมันเคยขายชุดหม้อกรองอากาศเดิมไปใส่กรองเปลือย จากนั้น
พอเริ่มรู้สึกว่าใส่กรองเปลือยไม่ได้ช่วยให้รถแรงขึ้น มันเลยไปควานหาได้ชุดกล่องกรองอากาศ
ของสเป็คญี่ปุ่นมาใส่ พอยัดแผ่นกรองเข้าไปถึงได้รู้ว่ากรอง Jazz GD ไทยกับกรองของ Fit ญี่ปุ่นน่ะ
มันไม่ Fitอย่างชื่อ! “แล้ว..ไอ้ญี่ปุ่นมันจะทำหม้อกรองให้ไซส์ต่างกันเพื่ออะไรวะตี้” ผมถาม
ปรากฏว่ามันก็ไม่รู้ กูก็ไม่รู้ ไอ้บอมก็บอกอย่ามาถามกู คำถามนี้ไว้ว่างๆผมจะลองส่ง
ให้รัฐบาลญี่ปุ่นชี้แจงอีกที

เนื่องจากบริเวณชั้นวางกรองอากาศมันมีหลายรุ่นเหลือเกิน และแต่ละรุ่นก็ล้วนเขียนไปทาง
ภาษาญี่ปุ่นทั้งนั้น ไอ้ตี้เลยวานให้ผมช่วยสื่อสารกับพนักงานอีกครั้ง อะฮ้า! ไม่ยากครับไม่ยาก
พวกเราสามคนก็เดินดุ่ยๆไปตรงเคาน์เตอร์ที่อยู่ใกล้กับชั้นวางกรองที่สุดนั่นแหละ รอจนพนักงาน
หันมาทัก “ไฮ้!” เราก็พูดตามมารยาท “สุมิมาเซ็งง่ะ ไอ นี้ด ทูบาย แอรึ ฟิลต้าเดส”

พนักงานเขาก็ถามมาเป็นภาษาญี่ปุ่นรัวๆ กะโฉะๆๆๆๆๆๆๆโคโระๆๆๆเดสก๊า (ผมฟังไม่ทันและ
โคตรจะแปลไม่ออกครับ ณ จุดนี้) ไม่รู้ล่ะ กูเดาละกันว่าเขาถามว่าเอาไปใช้กับรถอะไร แล้วผมก็
ตอบไปว่า “ฮานด้า ฟิตโตะ จีดีสามเด่ส”

อ่ะชิบหายละครับ คือลิ้นมันพันๆมั่วๆยังไงก็ไม่รู้ ไอ้ ฮานด้าน่ะผมตั้งใจพูดเลียนสำเนียงลุงอาเบ้
เพื่อนพ่อผมที่แกมักจะอ่าน Honda ว่า ฮาน-ด้า แต่ไอ้จีดี “สาม” เนี่ย เผลอพูดไทยไป 100% ครับ
แต่ปรากฏว่าพนักงานอาวุโสพอควรท่านนั้นขานรับ “ไฮ้!” แล้วก็หายไปสักพักก่อนกลับมาพร้อมกับ
สมุดเล่มหนาเตอะ อันเป็นแคตตาล็อกที่ใช้สำหรับการซื้อกรองอากาศโดยเฉพาะ จากนั้นก็สวมแว่น
แล้วก็เปิดไปที่หน้าสำหรับ Honda แล้วก็ชี้ไปที่ Honda Fit แล้วก็ถามเป็นภาษาญี่ปุ่น
อะโน่..โคโระเคโระเคโรๆๆโสะๆๆๆโมะโจ๊ะโบ๊ะ …(อะไรก็ไม่รู้) แต่ลงท้ายมีเสียงอะไรคล้ายๆกับ
“ว็อท โมเดรุ” อ่ะ ..ไอ้ตี้ โมเดรุนี่ล่ะกูว่าเค้าหมายถึง What model ไงมึง ฮ่าๆๆๆ ไอ้เราก็ลืมว่า Fit น่ะ
มันไม่ได้มีเครื่องเดียวแบบเดียวสักหน่อย เราก็มองหาไอ้รุ่นที่มันใช้เครื่อง L15 ซะ แล้วก็เอานิ้วจิ้ม

เพียงครู่เดียว พนักงานผู้แสนน่ารักก็กลับมาพร้อมกับกรองอากาศ NITTO สำหรับ Fit GD ญี่ปุ่น
ตรงรุ่น ไอ้ตี้มันได้ของ JDM ติดมือกลับบ้านอีกแล้ว อิจฉามันจริงๆ หลังจากได้ของที่ต้องการแล้ว
เราก็ไปเดินดูพวกชั้นวางน้ำมันเครื่องซึ่งผมว่ามันก็ไม่ได้ถูกกว่าบ้านเราเท่าไหร่หรอกครับ
เพียงแต่มียี่ห้อแปลกๆที่เกิดมา 30 กว่าปีไม่เคยเห็นเยอะแยะไปหมดเท่านั้น

น็อตล้อ McGuard และน็อตล้อแต่ง ที่นี้มีเยอะทีเดียวครับ คงเพราะน็อตเป็นอวัยวะที่นำไปใส่ได้
กับรถมากรุ่นหลายแบบมากที่สุด ยกเว้น Nissan ซึ่งดันทะลึ่งใช้น็อตเกลียว 1.25 ในขณะที่ญี่ปุ่น
ทั้งประเทศเขาใช้เกลียว 1.5 กัน งานนี้คนใช้ Nissan อย่างผมกับบอมได้แต่มองครับ

เบาะแต่ง Recaro จำได้ว่าเมื่อก่อนไม่ได้บูธใหญ่ขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้เอามุมหนึ่งของชั้นล่างไปครอง
มีหลายรุ่นหลายแบบ และที่ชอบมากคือมีการทำขาเหล็กมารองเบาะแล้วเอาเบาะตัวจริงตั้ง
ให้ลูกค้าสามารถลองนั่งจนรู้สึกมั่นใจว่าใช่เบาะที่ตัวเองต้องการก่อนค่อยจ่ายเงินก้อนโตซื้อ
..คงมีแต่ประเทศไทยมั้งครับที่หลายครั้งเราพบว่าซื้อของราคาตั้งแพงแต่ “เงินมาก่อน ของลองไม่มี
สินค้ารับทีหลัง”

เมื่อเดินดูสักพัก ผมก็ปล่อยเด็กสองคนให้เดินตามสบาย ผมไม่ห่วงอะไรมันแล้ว เท่าที่ผ่านมา
สองคนนี้ดูแลตัวเองได้ดีกว่าผมอีกมั้ง ว่าแล้วก็ด้อมๆมองๆของแต่งไปเรื่อย STi, Ralliart กับ Mugen
นี่ดูจะมีของเล่นให้เลือกเยอะนะ แต่ TRD นี่เริ่มมีน้อยลง และ Nismo แทบไม่มีเลย มันเป็นตัวบ่งบอก
ว่าคนที่เป็น “นักเลงรถ”ที่ขับ Toyota กับ Nissan นั้นมีจำนวนน้อยลงหรือไม่?

จากเดินดู..กลายเป็นยืนพิงเสาดู…จากยืนพิงเสาดู..กลายเป็นนั่งคาเสา..บนพื้นนั่นแหละ
เมื่อยขาวุ้ย..และอีกอย่าง ไอ้ข้อเท้าขวาเริ่มส่งอาการอยากกลับไปแช่น้ำอุ่นที่ห้องเต็มแก่แล้ว
แต่พอนั่งไปสักพักเริ่มรู้ตัวว่าเกะกะขวางทางเดินชาวบ้านเขา ก็เลยต้องจำใจลุกขึ้นแล้ว
เตร่ไปตามซอกระหว่างชั้นและหลืบต่างๆเหมือนเรือเหาะลำใหญ่ลอยผ่านช่องแคบระหว่าง
หุบเหวยังไงอย่างงั้น ในขณะที่ไอ้ตี้เดินฉุบฉับ โผล่หลืบนู้นนิด โผล่หลืบนี้หน่อย โผล่แว่นหลั่นล้า
บางทีมีเหน็บโทรศัพท์ที่หูด้วย ..มันกำลังโทรเช็คราคาของกับที่เมืองไทยอยู่ว่าแพงหรือถูก
ต่างกันมั้ย ก็พอดีจังหวะนั้นผมเหลือบไปเห็นเก้าอี้เคาน์เตอร์มันว่างๆ ไม่มีคนนั่ง ก็เลยเดินเข้าไป
ตรงนั้นมีผัวเมียคู่นึงนั่งอยู่ แค่ผมเดินเข้าไปจับเก้าอี้นิดเดียวเขาหันมามองผมทั้งคู่แล้วก็ยกมือ
ทำท่าปางห้ามญาติ …ทำไมวะ..ห้ามกูนั่งเงะ? (ผมคิดในหัว) แต่ปรากฏว่าเขาจับเอาถุงสินค้า
ต่างๆที่วางระเกะระกะบริเวณนั้นซึ่งเป็นของของเขา จับรวมกันแล้วรวบเข้ามาชิดตัวเองมากขึ้น
เพื่อให้ผมมีสามารถเข้านั่งเสียบตรงเคาน์เตอร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่ามารยาทฟรี อันเป็นสิ่งดีที่ทำแล้วไม่ได้เงิน แต่ได้ความนับถือ
และเป็นสิ่งที่นับวันจะยิ่งสูญพันธุ์ไปจากสังคมไทย ญี่ปุ่นครับ..กูคำนับมึงจริงๆ

“เช็คพวกมาตรวัด Defi ยังมึง” ผมถามไอ้ตี้ที่เดินผ่านมาเบาๆพลางเอามือนวดต้นขาแก้ปวด
ไอ้ตี้ตอบ “โฮ้ยย เรียบร้อยแล้วพี่ สรุปไม่ต้องหิ้ว ของในชั้นราคาเท่าๆกับที่เมืองไทยแบกไปก็ไม่คุ้ม
ตี้ดูราคาของหลายอย่างแล้ว ถ้าไม่ใช่ของที่เอามาเซลล์ลดราคานะ ไม่ได้ถูกไปกว่าเมืองไทยเลย
ตี้เก็บเงินไว้หิ้วอย่างอื่นดีกว่า”

“เอ้าแล้วมึงจะไปไหนล่ะนั่นน่ะ” ผมถาม เพราะเห็นมันเดินฉับๆไปต่อ
“ดูมิเตอร์เสร็จแล้วก็ดูอย่างอื่นสิพี่” มันหันกลับมาตอบ ผมนึกสนุกเลยตะโกนถาม “เฮ้ย เสี่ย!
นี่มึงกะจะดูเทียบกับเมืองไทยทุกอย่างเลยหรือไงวะ”

“ไม่หรอกพี่” มันตอบ (ท่ามกลางความโล่งอกของผม) “ตี้ดูหลักๆก็พวกของที่ใส่ Honda ได้อ่ะ
ตี้เน้น Honda เป็นหลัก” มันหันมาบอกผมก่อนจะหายเข้าไปในหลืบของแต่งด้านหลัง แล้วไอ้ผมก็
มานั่งๆคิดอีกที..เอ..ของที่มันใส่ Honda ได้หรือ..อืม…ใส่…ใส่ Honda?

เฮ้ยไอ้เจ๊ดตะโม่! ของในนี้แม่งก็ใส่ Honda ได้เกือบทุกชิ้นเลยนี่หว่า แล้วกูจะได้กลับบ้านม้ายยย!!!

นาฬิกาหมุนไป..ผมก็นั่งมองของแต่งไปเรื่อย ควักมือถือออกมาดู Facebook กับ Twitter
เห็นเพื่อนที่เมืองไทยบ่นเรื่องงานกันตามประสาวันจันทร์มันส์นรกแตก ในขณะที่เราสามคนอยู่ใน
ดินแดนที่แสนหลั่นล้า หึหึ ผมแอบยิ้มริมมุมปากหน่อยๆ ก่อนจะกลับไปไล่คลิกรูป ตามไปตอบ
Comment รูปบรรยากาศหิมะตก ที่มีเพื่อนๆหลายคน Comment มาว่าน่าอิจฉาอย่างมากที่ได้
เจอหิมะ..หึหึ ผมแอบยิ้ม แต่ด้วยอารมณ์ที่ต่างออกไป..พวกเขาจะรู้มั้ยว่าชีวิตจริงการเดินฝ่าหิมะ
มันไม่สนุกนะโว้ยครับ แล้วก็พิมพ์ตอบไป ฉับพลันนั้นเองความคิดบางอย่างก็แล่นเข้าหัว

ผมแก่ลงแล้วจริงๆ..เพราะเมื่อปี 1999 ที่รัฐ Kansas ผมก็ต้องเดินฝ่าหิมะในลักษณะนี้เหมือนกัน
แถมกองหิมะตอนนั้นสูงจากพื้นซีเมนต์ราว 1 ฟุต แต่ผมกลับรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน แล้วไอ้ที่เดินน่ะ
ไม่ใช่เดินขำขำนะครับ เดินไป-กลับซูเปอร์มาร์เก็ต Dillons เป็นระยะทาง 6 ไมล์ เพื่อ.?
เพื่อไปซื้อไอติมมาดูดครับ! แล้วก็ซื้อขนมมากิน ผมหิ้วถุงสามสี่ถุงน้ำหนักรวมน่าจะ 12 โล
ลุยหิมะสูง 1 ฟุตกลับบ้านได้อย่างมีความสุข กลับมาบ้านพักแล้วถอดรองเท้ามาดู แหม่..ขาวสะอาด
สะใจเชียวไอ้หอย ทั้งที่ก่อนลุยหิมะมันสกปรกซกมกราวไปจุ่มคลองแสนแสบมาสิบวัน

แล้วทำไม? วันนี้ผมทำในสิ่งที่คล้ายๆกัน หิมะบางกว่าด้วย ของที่แบกก็น้อยกว่า แต่กลับรู้สึกว่า
ไม่สนุกเอาซะเลย ทรมานด้วยซ้ำ? นี่คือสิ่งที่ความชราวัยมันมอบให้กับเรางั้นเหรอ? ความรู้สึก
ที่เห็นอุปสรรคใหญ่กว่าความสนุกงั้นเหรอ?

กำลังคิดๆอยู่สัญญาณเน็ตก็ตัด ผมก็นั่งมึนอยู่สักพักก็ค่อยนึกออกว่าตัว Portable Wi-fi มันอยู่ใน
กระเป๋าไอ้ตี้ ซึ่งป่านนี้คงเดินไปไกลมากจนสัญญาณมาไม่ถึง ผมก็ทำอะไรไม่ได้แล้วทีนี้ คว้าเอา
โบรชัวร์ที่วางอยู่แถวๆนั้นมาอ่าน แล้วก็ดูรูปไปพลางๆ

เกือบสักชั่วโมงได้มั้ง ไอ้นักธุรกิจแว่นของเราก็เสร็จธุระจากการสำรวจตลาดของแต่ง
ผมเหลือบดูตระกร้าของมันแล้วไม่เห็นของแต่งแพงๆสักชิ้น มีแต่สติ๊กเกอร์วากาบะกับอะไรก็ไม่รู้
แล้วก็เคสมือถือ iPhone กับของกระจุกกระจิกแล้วก็กรองอากาศญี่ปุ่นของมัน ..อื้อฮือ มึงหายไปนาน
ขนาดนี้พี่นึกว่ากลับมาจะขนเครื่องบินรบมาซะแล้ว แต่ด้วยความอิจฉาแบบนางมารละครไทย
เด็กๆมีของติดมือกลับบ้าน ผมก็ต้องมีบ้างสิวะ เลยลุกขึ้นแล้วเดินดูของแต่งอีกครั้ง พร้อมกับพยายาม
นึกให้ได้ว่ามีอะไรที่พอจะซื้อได้บ้าง ไม่แพงไป และได้ใช้จริง แล้วก็ไปเจอชุด Adapter เสริมคอพวงมาลัย
ยี่ห้อ BOSS ซึ่งดูชื่อแล้วคุ้นๆเหมือนของในบ้านเรา แต่ไอ้ตี้ยืนยันว่านี่งานของแท้ และราคาที่ขาย
ก็ถือว่าไม่แพง ผมเลยเลือกขนาดที่ชอบ แล้วจับใส่ตะกร้าเดียวกับตี้ โชคดีนะครับที่นึกถึงไอ้ตัวเสริม
คอพวงมาลัยนี่ได้ เพราะ NX Coupe ของผมเปลี่ยนพวงมาลัย Momo ตั้งแต่ปี 2009 แล้วพบว่า
วงพวงมาลัยมันชิดหน้าปัดมาก และชิดพวกก้านไฟเลี้ยวมากไปด้วย Adapter นี่น่าจะช่วยจัด
ระยะพวงมาลัยให้ลงตัวกว่าเดิม..ตลกดี พวงมาลัยวงนั้นก็ได้จากที่ Autobacs นี่แหละ

จากนั้นผมก็เดินไปหยิบพวกพวงกุญแจกับสติกเกอร์หน้าตากวนๆอีกสองสามอัน กะจะเอาไว้
แจกพวกน้องๆที่เมืองไทยหรือเอาไปฝากเพื่อน เพราะเบา แบน พกสะดวก แล้วก็ยัดใส่ตระกร้าไอ้ตี้
ให้มันจัดการรูดบัตรเครดิตไป แล้วเดี๋ยวค่อยเอาบิลล์มาเคลียร์ค่าใช้จ่ายกันตอนกลับถึงห้อง

“พร้อมยัง?” ผมหันไปถามรุ่นน้องสองคนก่อนที่เราจะเดินออกไปโลกภายนอกแล้วผจญทุ่งหิมะ
กันอีกครั้ง แต่หน้าตาพวกมันสองคนมองผมเหมือนกับจะบอกว่า “พวกกูพร้อมครับ มึงต่างหาก
ที่น่าห่วงสุด” ผมก็ได้แต่ทำหน้าแหยๆแล้วเดินลงบันไดไปสู่ทุ่งหิมะนั้นอีกครั้ง

แน่นอนว่าการเดินขากลับก็ไม่ต่างอะไรกับตอนขามา ขาและเท้าผมเสร็จแอ่งน้ำเย็นจัดไปไม่รู้
กี่แอ่งกว่าจะมาถึงสถานี Shinonome ได้ พอซื้อตั๋วเสร็จขึ้นมาที่ชานชาลาได้ไม่นานรถไฟก็มา
พอผมเดินเข้ามาในตัวรถไฟ ไอ้ตี้ซึ่งยังยืนอยู่นอกรถไฟบอกว่า “พี่ ถุงมือตี้หายไปข้างนึง!”
ผมก็ไม่คิดอะไรมาก บอกให้มันเดินๆเข้ามาในรถไฟซะก่อนจะตกรถ ไอ้บอมก็เดินเข้ามาแล้ว
ไอ้ตี้ลังเลอยู่ชั่วครู่เดียวก่อนจะเดินคอตกตามเข้ามา

ผมไม่รู้สึกอะไรมาก ใจจริงนึกด่ามันด้วยซ้ำว่าซุ่มซ่ามทำของหล่นหายแล้วยังดันมาบอกเอาตอน
หัวเลี้ยวหัวต่ออีก ถ้ารถไฟออกมาโดยมีผมและบอม แต่ไม่มีมันจะทำอย่างไรล่ะ? แต่ครั้นพอเห็น
มันเงียบๆก็เลยพยายามคุยๆกับมัน “ถุงมือนี่เป็นของดี ราคาแพงมาก ตี้ไปเมืองหนาวก็ใช้มาตลอด”

ผมก็อึ้งไปอยู่พักใหญ่ แล้วก็เข้าใจมัน อันที่จริงผมสามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ด้วยการเดิน
ออกมาจากรถไฟ แล้วรอที่ชานชาลา ให้ไอ้ตี้เดินไปหาถุงมือที่อาจจะหล่นอยู่ตรงตู้ขายตั๋ว
จากนั้นก็รอรถไฟเที่ยวต่อไปแล้วก็ขึ้น ทุกอย่างจะเสียเวลาไม่เกิน 15 นาที แต่ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว

“ตี้ งั้นพี่ว่าเราลงสถานีหน้ากัน เสร็จแล้วเรานั่งรถกลับไปป้ายเดียว กลับไปหาถุงมือมึง เอามั้ย”
ผมเสนอ แต่ตี้ส่ายหน้าบอกไม่เอา “ตี้ไม่ได้เสียดายอะไรหรอก แต่ตี้ก็เสียดาย
ด้วยความเห็นใจ บวกกับเสียใจ บวกกับความงงในรูปประโยคแปลกๆของแม่ง ผมเลยถอดถุงมือ
ข้างนึงแล้วยื่นให้มัน “ไอ้ตี้ มึงเอานี่ไป กูมีถุงมือสำรอง มันแค่ใช้เล่นโทรศัพท์ไม่ได้น่ะ มึงเอาไปเหอะ”
ไอ้ตี้ก็ขอบคุณผมแล้วก็รับถุงมือไปใส่อย่างว่าง่าย ที่จริงถุงมือสำรองของผมน่ะแปะอยู่กับกอง
กางเกงในใช้แล้วที่ห้องนอนในโรงแรมโน่น แต่ผมไม่บอกมัน มือเปลือยๆข้างเดียวไม่ตายหรอกมึง

รถไฟมาถึงสุดปลายทางที่สถานี Osaki เราจะลงกันที่นี่ แล้วจับรถสายเขียว Yamanote วนทวน
เข็มนาฬิกา ผมคิดว่าวิธีนี้จะช่วยให้เซฟขามากที่สุดเพราะไม่ต้องเดินไกล วิ่งรวดเดียวก็สามารถ
ไปลงที่สถานี Akihabara แล้วจับรถสายเหลือง Sobu กลับบ้านได้เลย เมื่อถึงเวลานี้ผมรู้สึกสบายใจ
ที่อีกไม่นานก็จะถึงบ้านแล้ว และนี่ก็เพิ่งจะประมาณทุ่มกว่าๆเอง

รถไฟพาเรามาถึงสถานี Akihabara แล้ว เราสามคนก็เดินต่อไปยังชานชาลาของรถไฟสาย Sobu
ด้วยความสงบจิตสงบใจ หมดเวรหมดกรรมละนะทีนี้

แต่เรารอรถไฟอยู่ 15 นาที ก็ไม่เห็นมีผ่านมาสักลำ ในขณะที่รถสายสีแดง Rapid ผ่านไปสองขบวนแล้ว
จำนวนคนที่รออยู่ริมชานชาลาก็ดูไม่มากเท่าไหร่ ผมเริ่มงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังยืนคุยกับน้องสองคน
รอต่อไป ..สักพักผ่านมาจนร่วมครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มีรถสายเหลืองโผล่มาสักคัน พวกเราเริ่มผิดสังเกต
ดังนั้นจึงพยายามเดินดูตามป้ายไฟ พบว่าป้ายของรถสายเหลืองมีอักษรกระพริบ แต่ก็เป็นภาษาญี่ปุ่น
ที่เราอ่านไม่รู้เรื่อง เมื่อรอจนเริ่มเซ็งกันทะลุออกมาทางสีหน้าแล้ว ไอ้บอมก็เป็นคนแรกที่อาสาเดินลงไป
ที่ชั้น 1 ของสถานีรถไฟ Akihabara เพื่อสำรวจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเราทุกคนก็ตัดสินใจว่าจะลงไป
ด้วยกันทั้งสามคน มีอะไรก็ไปด้วยกันเลยจะดีกว่า

เมื่อเราลงมาถึงด้านล่าง ..ก็พบคำตอบแล้วว่าเพราะอะไรรถไฟของเราถึงไม่มีวันมา

ที่ด้านล่างสถานี สภาพราวกับมีจลาจลเกิดขึ้นกลางเมืองและผู้คนพากันวิ่งหนีมาอยู่ที่นี่หมด
ทุกคนดูมีความกังวลอยู่ในสีหน้า บ้างก็โทรศัพท์คุยกับปลายสายด้วยหน้าตาที่ไม่สู้จะดีนัก
ผมเห็นคนกลุ่มใหญ่มุงดูจอภาพที่แขวนอยู่ใกล้เคาน์เตอร์ขายตั๋ว จึงชี้ให้น้องสองคนเดินตามมาดู

จอนั้นเต็มไปด้วยภาษาญี่ปุ่น พร้อมข้อความกระพริบๆจนลายตาไปหมด แต่ก็เหลือบเห็นช่องที่โชว์ภาษา
อังกฤษ โชว์ว่า Sobu (Local) Line Service stopped due to bad weather condition เป็นอันว่ารถไฟ
สายเดียวที่จะพาเรากลับโรงแรมได้เป็นอัมพาตและหยุดให้บริการไปเสียแล้ว ทำให้มีผู้โดยสาร
จำนวนมากตกค้างที่สถานีนี้ จริงอยู่ว่ารถสาย Rapid ก็วิ่งออกนอกเมืองไปทางทิศตะวันตกเช่นกัน
แต่รถสาย Rapid จะหยุดเฉพาะสถานีใหญ่ๆ และแน่นอนว่ามันไม่หยุดที่สถานียิบย่อยอย่าง
Suidobashi และ Ochanomizu สงสัยเราต้องหาทางกลับบ้านกันด้วยวิธีอื่นเสียแล้ว

เราตกลงกันว่าขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า เพราะถ้าอยู่สถานีนี้ต่อไปก็ไม่รู้ว่าเที่ยงคืนจะได้กลับถึง
ที่พักกันหรือไม่ ระยะทางจากที่นี่ไปยังที่พัก หากจะเดินเท้าก็คงใช้เวลาราวชั่วโมงนึงด้วยสภาพ
พื้นถนนแบบนี้ ดังนั้นออกไปหาแท็กซี่น่าจะเป็นวิธีที่เวิร์คที่สุด

เราย่างเท้าออกมาที่ถนนหลังสถานีซึ่งเป็นวงเวียนพร้อมที่จอดเหมือนเป็นจุดรับ-ส่งคนขึ้นแท็กซี่
แต่วันนี้ภายนอกสถานีดูไม่ต่างอะไรกับเมืองร้าง เงียบสงัด นานๆจะมีรถวิ่งผ่านมาสักคัน แต่ก็
ไม่ใช่แท็กซี่ เรายืนรออยู่ตรงนั้นราว 15 นาทีก็มีแท็กซี่วิ่งเข้ามาหนึ่งคัน และผมเช็คดูแล้วว่าไม่มี
ผู้โดยสารด้านหลัง แต่พอเรียก แท็กซี่คันดังกล่าวกลับไม่ยอมจอด

“อะไรของมึงวะจะลีลาไม่รับผู้โดยสารเหมือนแท็กซี่ไทยหรือไง”

พอรถคันนั้นจอด ผมเลยเดินไปเรียกถึงที่ และได้รับคำตอบจากคนขับเป็นภาษาอังกฤษกระท่อน
กระแท่นว่า “Not in service…A.. Appointment.” แล้วเขาก็ทำท่าทำทางเอามือแนบหูเหมือนคุยโทรศัพท์
ทำเอาผมงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจไม่ตอแยอะไรกับคนขับ แล้วก็หันมากวาดสายตาหาแท็กซี่
คันอื่นต่อไป มารู้เอาตอนหลังเมื่อมีนักธุรกิจคนนึงวิ่งกระหืดกระหอบมา ชายคนขับรถโค้งคำนับให้
พองามแล้วเปิดประตูรถให้นักธุรกิจเข้าไปนั่ง …อ๋อ..มันคือบริการโทรเรียกแท็กซี่มารับเหมือนๆกับบ้านเรา
นั่นเอง กูลืมไปครับ ขอโทษ เกือบด่าคนขับแท็กซี่เข้าให้แล้ว

ต่อมาอีกนานพอดู ก็มีหนุ่มแว่นชาวญี่ปุ่นมายืนรออยู่ห่างๆ คงจะรอแท็กซี่เหมือนกันนั่นแหละ
เพราะนอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว รอมาอีกราว 10 นาที ก็มีแท็กซี่วิ่งเข้ามาอีกคันนึง
แต่แทนที่ลุงแท็กซี่จะจอดตรงพวกเรา มันดันไปจอดอยู่ตรงที่ชายแว่นคนนั้นยืนอยู่ ซึ่งจะว่าไปก็น่าด่าอยู่นะ
เพราะดันทะลึ่งไปยืนอยู่ในตำแหน่งก่อนเรา เหมือนจะเป็นการแย่งรถอยู่เหมือนกัน

แต่ตอนที่กำลังจะยื่นมือชูนิ้วภาษาสากลให้นั่นเอง หนุ่มแว่นคนนั้นกลับเปิดประตูรถแล้วหันมามองพวกเรา
ก่อนจะออกปากถามเป็นภาษาญี่ปุ่น เขาเห็นพวกเรายืนรออยู่ก่อน แต่ไม่แน่ใจว่าเรารอคนอื่นหรือรอ
แท็กซี่จึงหันมาถามให้แน่ใจ คือถ้าเรารอแท็กซี่อยู่ เขาก็คงจะให้เราไปก่อน

ผมช็อค (พับนิ้วกลางเก็บเกือบไม่ทัน) ไม่คิดว่าชีวิตนี้ ในเมืองที่จัดว่าเป็น “มหานคร” ที่ผู้คนสนแต่เรื่องของตัวเอง
ก็ยังมีคนที่มีจิตสาธารณะแบบนี้อยู่ ผมทำอะไรไม่ถูกเลยออกปากไล่ๆให้เขาขึ้นแท็กซี่คันนั้นไปซะ
เพราะมึงแมนมาก แมนจริงๆ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น คนแบบนี้มึงรีบกลับบ้านไปจูบลูกกอดเมียเถอะ
พวกกูยืนร้องไห้รอต่อก็ได้

แต่รอต่ออีกนานมาก ก็ไม่มีแท็กซี่โผล่มาอีก ทำให้เราต้องเริ่มคิดย้ายจุดเรียกแท็กซี่ ไปหาที่อื่น ก็เลยเดิน
ทะลุกลับเข้าชั้นล่างของสถานี Akihabara แล้วไปโผล่ที่ตรอกข้างๆอีกด้านหนึ่งเพื่อไปสู่ริมถนนสายหลัก
ผมเริ่มเดินไปคิดไป (แล้วก็ลื่นไถลบนพื้นอีกสักดอกสองดอก) อันที่จริงทำไมเราไม่คว้าโอกาสของเราไว้วะ?
เมื่อ 15 นาทีก่อนหน้านี้เราสามารถนั่งรถแท็กซี่คันนั้นกลับโรงแรมไปเลยก็ได้ ผมว่าพวกน้องๆในใจมัน
ก็คงด่าผมอยู่เหมือนกันในฐานะที่ขี้บ่นสุด แต่พอโอกาสมาถึงกลับปล่อยให้มันหลุดลอยไป

ถนนสายหลักของ Akihabara ปกติจะเต็มไปด้วยรถและแสงสีกับผู้คน..แต่ในเวลาหัวค่ำแค่นี้กลับร้าง
สภาพเหมือนเมืองที่ถูกโรคระบาดลงแล้วผู้คนหายไปทั้งเมือง มีรถวิ่งผ่านมานานๆครั้ง มีคนเดินอยู่
ริมถนนแบบนับหัวได้ มีแท็กซี่เลี้ยวพ้นหัวโค้งมาคันนึง ไอ้ตี้เป็นหน่วยกล้าตายเดินลุยแอ่งน้ำออกไปเรียก
แต่จู่ๆก็มีคนเรียกตัดหน้าไอ้ตี้ไปแบบฉิวเฉียด ผมก็ได้แต่ปลอบมันว่าไม่เป็นไรมึง แต่ในวินาทีนั้น
ไอ้ตี้เริ่มสั่นๆแล้วส่วนผมแม้ตัวจะไม่สั่น แต่ตี้ก็บอกว่าหน้าพี่แพนแม่งเริ่มเป็นสีขาว ปากเริ่มม่วงแล้ว
“ไม่เอาน่ามึง กูยังไม่ตาย…แต่เออ กูก็หนาวเหมือนกันว่ะ ภาวนาให้รถคันต่อไปมันรีบๆมาเถอะ” ผมตอบ

เรายืนรออย่างมีความหวัง มีแท็กซี่ Crown เก่าๆโผล่มาตรงทางแยก และดูเหมือนไม่มีผู้โดยสาร
ผมส่งสัญญาณให้ไอ้ตี้เตรียมเรียก พอไฟเขียวปุ๊บ รถออกล้อฟรี ไอ้ตี้ก็ออกล้อฟรีเหมือนกัน แต่จู่ๆ
แท็กซี่คันนั้นก็เบี่ยงเข้าซ้าย..ไอ้เวรเอ้ยมีคนเรียกตัดหน้าไปอีกละ

ท่านผู้อ่านคงไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ไอ้ตี้หน้าตาเริ่มส่อเค้าอสูรแว่นแล้ว มันเริ่มบ่นๆด่าๆคนที่เรียกแท็กซี่
ตัดหน้ามัน “แม่ง..พี่ คันหน้ามาตี้แม่งจะวิ่งตัดหน้ารถแล้วนะ ไม่สนห่าอะไรแล้ว มึงไม่รับกูมึงชนกูเลย
แล้วกัน! ใครแม่งเรียกตัดหน้ากูจะด่าแม่งให้สำนึกเลยคอยดู!” ตรงนี้อารมณ์มันกลับกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อสักครู่นี้เรารู้สึกว่าคนญี่ปุ่นมีอะไรที่ “แตกต่าง” จากคนไทยในกรุงเทพนะ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วล่ะ
ว่าเรื่องบางเรื่อง จะดี หรือจะเห็นแก่ตัว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติแล้ว มันอยู่..ที่ตัวคนนี่ล่ะ

ผมไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่บอก “ไอ้แว่นมึงใจเย็นๆ เราไม่อยู่ที่นี่ตลอดไปหรอก” แล้วฉับพลันนั้นก็มี
แท็กซี่เลี้ยวมาคันนึงพอดี ผมแทบจะเปลี่ยนโทนเสียงไม่ทัน “เฮ้ยมึง! จับมันไว้!” ผมตะโกนแบบดีใจ
จนนึกคำในหัวไม่ออก ไอ้ตี้เอาตีนติด Launch control พุ่งออกไปกลางถนน กระโดดเป็นลิงจนกะว่า
ถ้าอีตาแท็กซี่มองไม่เห็นมัน มันจะเผา Akihabara ให้วอดวายซะ

ได้ผล..แท็กซี่คันนั้นเห็นเราแล้ว และแม้จะมีคนพยายามเรียกตัดหน้าเรา เขาก็ไม่ได้หยุดรับคนพวกนั้น
ตรงดิ่งมาจอดตรงทางเท้าหน้าพวกเราพอดี แต่ความซวยอยู่ที่พวกเราทุกคน ไม่มีใครพกแผนที่
โรงแรมมาเลย เพราะอยู่มากันจนวันนี้ไม่มีเหตุการณ์ใดๆที่ต้องใช้แผนที่โรงแรม เลยทิ้งไว้ที่ห้องกันทุกคน
และเมื่อเราบอกว่า “To Tokyu Stay Suidobashi” แกก็ทำหน้างงๆ และพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น
ผมเลยต้องตัดบทแล้วบอกว่า “ซุ้ยโดบาฉิสเตชั่นโนะ อิทาดากิมาเดะเด่ส” (เอาพวกกูเนี่ยครับ..
ไปลงที่สถานี Suidobashi) แท็กซี่ก็ก้มหัวค้อมรับพวกเราขึ้นรถอย่างว่าง่าย

เมื่อขึ้นรถเสร็จ พวกเราสามคนถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน
เห้อ..หมดสิ้นเวรสิ้นกรรมกันละ “เดี๋ยวกลับถึงที่พักกูขอแวะร้านแดงนะ จะซัดสาเกกระป๋อง
กับของกินอื่นๆให้หนำใจ” ผมบอกกับเด็กๆสองคน “ส่วนตี้ไม่ต้องอะไรอ่ะพี่ ขอแช่ตีนสบายๆพอ”
ส่วนไอ้บอม..เงียบ ดูแล้วมันน่าจะทนที่สุดแล้วในบรรดาพวกเราล่ะนะ

รถวิ่งเลียบแม่น้ำ Kanda มาแล้วก็ถึงบริเวณสี่แยก Tokyo Meets Port ฮ่า..ใกล้ถึงที่พักแล้ว..

แต่ทันใดนั้นแทนที่แท็กซี่จะเลี้ยวซ้าย ก็กลับตรงต่อไป อ้าว! เห้ย! มึงซัง! ทำไมมึงซัง!ทำอย่างงี้!
(อ่านป้ายชื่อไม่ถูก เรียกมึงซังนี่แหละ แต่ให้มันเป็นญี่ปุ่นหน่อย) เราเริ่มนั่งมองหน้ากันงงๆ
เห้ย! สถานี Suidobashi มันอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ!? นี่มึงซังจะพากูไปลวนลามชิมิเด่สก๊ะ?!!
เราสามคนในรถเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้ว แต่ก็ได้รับคำตอบในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

คือ..ไอ้ทางเข้าสถานี Suidobashi ที่เราเดินเข้ากันทุกวันเนี่ยครับ..มันคือทางเข้ารอง! แท็กซี่เขานึกว่า
เราจะมาต่อรถไฟที่นี่กระมัง คุณมึงซังจึงนำเรามาส่งที่ทางเข้าหลัก ทีนี้ลองนึกภาพนะครับ
ว่าสถานี Suidobashi นั้นมีความยาวมาก แม้จะไม่เท่าสถานีโตเกียว แต่ก็ยาว และเป็นแนวยาว
ที่ตั้งขนานแนวทิศตะวันออก-ตก แล้วไอ้โรงแรมของเรามันอยู่ทางตะวันออกของสถานีไปอีกไกลพอดู
ส่วนทางเข้าหลักนี่น่ะเหรอครับ? ฮ่าๆ ใช่..อยู่ตะวันตกสุดเลย!

ด้วยความที่ไม่รู้จะอธิบายแท็กซี่ยังไง แผนที่โรงแรมก็ไม่ได้พกมา ก็เลยจำใจจ่ายค่าแท็กซี่แล้วเดิน
จากมาน้ำตาแทบไหลทะเล็ด นึกว่าเดินไม่ไกลนัก แต่อันที่จริงแล้วระยะทางยาวพอดูเลย น่าจะมีประมาณ
กิโลนึงกว่าจะถึงที่พักหรือกว่านั้น ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินขาลากๆไปตามพื้น ไอ้ตี้เดินตาม
ผมอยู่ข้างหลังคอยดูเผื่อผมล้มหรือเป็นอะไรไปมันก็จะเข้ามาช่วยฉุด แต่คงไม่ช่วยรับตอนล้ม
เพราะไม่มีตำราไหนสอนให้ช่วยคนอื่นโดยตายไปพร้อมผู้ถูกช่วย มันก็คงไม่อยากโดนผมลื่นทับตาย
ตอนนี้กลับกลายเป็นผมที่รับหน้าที่บ่นกระปอดกระแปดไปตลอดทาง มานึกอีกทีถ้ากูแค่ใจเย็นๆ
รวบรวมสติแล้วกดมือถือหาโรงแรมบน Google แล้วโชว์ให้คนขับแท็กซี่ดู ก็หมดปัญหาแล้ว
ทำไมตอนนั้นเราไม่ตั้งสติให้ดีแล้วค่อยๆทำอะไรให้มันเป็นขั้นเป็นตอน แล้วเราก็จะสบายกว่านี้

มาถึงตอนนี้ก็สายไปแล้ว ผมเริ่มเดินขาลากจนทิ้งรอยเท้าบนหิมะลักษณะแปลกๆเอาไว้
เนื่องจากข้อเท้าขวาเดี้ยงไปแล้ว จึงต้องลากขวาไป แล้วใช้เท้าซ้ายก้าว รอยบนพื้นจริง
มีเป็นจุดๆสำหรับด้านซ้าย แล้วก็รอยลากเกวียนยาวๆอยู่ด้านขวา

ประมาณ 20 นาทีต่อมา เราก็มาถึงถนน Hakusan Dori ที่ประจำ แล้วก็ข้ามถนนกลับสู่ที่พักอย่างโล่งอก
มองไปตามถนนเผื่อว่าจะมีร้านอาหารไหนเปิดก็พบว่าไม่มีเลย จึงต้องไปหาซื้อของกินที่ร้านแดง
กันก่อน ผมหยิบสาเกกระป๋อง มันฝรั่ง Pringle เวอร์ชั่น JDM และขนมติดตัวไปหน่อย
ส่วนบอมกับตี้ต่างก็หยิบอาหารแพ็คพร้อมอุ่นและกินได้ทันที พร้อมกับบอกผมว่าไม่ต้องหยิบเพิ่ม
เพราะหยิบข้าวมาเผื่อแล้ว จะได้ไม่ต้องถืออะไรมาก ซื้อของ จ่ายเงินเสร็จ ผมบอกเด็กสองคน
ให้เดินกลับโรงแรมไปก่อน ส่วนตัวเองก็ยืนจิบสาเก พ่นควันพิษอยู่ริมถนนอยู่สักพัก พอหมดมวน
ก็ออกเดินกลับโรงแรม แต่จู่ๆร่างกายก็หนาวขึ้นมา

ต้องไม่ลืมว่าวันนี้ผมแต่งตัวมาสำหรับอากาศชื้นและฝนตก เลยไม่ได้แต่งชุดหนักๆ ฉะนั้นไม่มีอะไร
ที่กันหนาวนอกจากแจ็คเก็ตตัวเดียว..กระดูกขาที่หนาวสะท้านถึงแกนจู่ๆก็ส่งความเย็นนั้นมาถึง
ท้ายทอย แขนขาหมดแรงแบบก้าวไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ เอาไงดี ควักโทรศัพท์ออกมาดู แน่นอน ไม่มี
สัญญาณหรืออินเทอร์เน็ตใดๆที่จะใช้ได้เพราะ Pocket Wi-fi อยู่กับไอ้ตี้ ดังนั้นถ้าไม่ใช่ตัวเอง ก็คง
ไม่มีใครช่วยแล้ว จะให้เรียกเด็กที่ร้านแดงก็ยาก เพราะนี่เดินมาครึ่งทางแล้ว

ผมได้แต่นึกภาพเตียงและอ่างน้ำอุ่นๆ พวกคนมีแฟนก็คงนึกถึงอ้อมกอดแฟนล่ะมั้ง แต่ผมจะนึกถึง
อะไรได้นอกจากอ่างน้ำอุ่นๆ ว่าแล้วก็พยายามก้าวขาซ้ายและลากขาขวา ดูเผินๆเหมือนเบรกแดนซ์
แต่ปากเย็นจัดและเริ่มแห้งจนแตก พอเอาลิ้นลากผ่านก็ได้รสของเลือดแบบเบาๆสะใจเล็กๆ
แล้วก็พลันนึกได้ว่าสภาพตอนนี้ถ้าลื่นล้มหัวแตก ไม่มีใครมาเห็นแน่ จึงพยายามเดินเอาสีข้าง
ถูกำแพงมาตลอดทางเฉพาะส่วนที่พิงได้ กรามล่างกับบนของผมเริ่มขบกันแกร่กๆๆแบบเหนือ
การควบคุมของสมองไปแล้ว นี่กูเป็นอะไรไปแล้ววะ จู่ๆร่างกายมันเป็นอะไรของมัน ..สู้หน่อย!
ไม่มีใครมาช่วยมึงนะ!

แล้วผมก็พาตัวเองมาถึงโรงแรม อุณหภูมิภายนอกเหมือนจะติดลบ แต่ภายในโรงแรมอยู่ที่ประมาณ
24 องศา กลายเป็นรู้สึกร้อนไป ผมยืนเป็นศพแช่คาร์บอนอยู่ตรงประตู ในใจดีใจจนอยาก
จะตะโกนยูเรก้า!ดังๆ แต่ทำได้อย่างมากแค่ยืนสั่นๆ เจ้าหน้าที่โรงแรมโผล่จากเคาน์เตอร์มาทักทาย
ชิมาชิมะช้งเชะแล้วกลับทำตาโตยกมือทาบอก เพราะตอนนี้หน้าผมเหมือนโตโตโร่เผือกยืนสั่น
ผมต้องยกมือขึ้นโบกๆ บอกว่า “I am okay” แล้วก็รีบเดินๆสั่นๆราวสันนิบาตจับเข้าลิฟท์ไป

ขึ้นถึงห้อง ผมก็จัดแจงถอดเสื้อผ้าที่ทั้งชื้นและเย็นจัดออก เปลี่ยนเป็นชุดใหม่อุ่นๆหนาๆ ..ค่อยยังชั่ว
นั่งกกผ้าห่มอยู่พักใหญ่ๆ ก็รู้สึกอุ่นขึ้น..แล้วก็เดินไปห้องของสองหนุ่มเพื่อไปกินข้าวมื้อค่ำ
หลังกินข้าวเสร็จ ตี้จัดยาให้ผมอีกขนานใหญ่ เพราะมันบอกว่าอาการผมน่าเป็นห่วงกว่าใคร
จากนั้นเราสามคนก็นั่งวางแผนวันพรุ่งนี้กันว่าเราจะไป Yokohama แต่ถ้าสภาพอากาศไม่เป็นใจ
เราอาจจะต้องหาแผนอื่นแทน รถไฟใต้ดินอาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่าในกรณีที่รถไฟบนดินนั้น
ติดหิมะและใช้การไม่ได้ แต่นั่นหมายถึงเราอาจจะต้องเที่ยวในแถบชินจุกุซึ่งเราพลาดไปเมื่อวันอาทิตย์
หรือไม่ก็ไปเที่ยวจุดอื่นแทน

ผมนั่งคุยกับบอมต่อไปอีกเล็กน้อย ..ดูไอ้ตี้มันรื้อของออกมาถ่ายภาพอัพ Instagram
คนหนุ่มก็ดีอย่างงี้ ..ไม่มีเหนื่อย แต่วัยผมนี่รู้สึกเหมือนเพิ่งออกสงครามมาเลย

จากนั้นผมก็ขอตัวเด็กๆกลับห้อง เปิดน้ำร้อนจนเต็มอ่างแล้วเอาขาทั้งดุ้นลงไปแช่ ความเจ็บปวด
ค่อยๆทุเลาลงอย่างช้าๆ อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่มีสภาพเหมือนศพโตโตโร่อีกต่อไป เมื่อแช่จนหนำใจ
ผมก็ปีนกุกกักออกมาจากอ่าง..แล้วก็เข้านอนโดยไม่อาบน้ำ ไม่มีอารมณ์อาบแล้ว

แต่ก่อนตาย..เอ้ยก่อนนอน..ขออัพภาพของที่ได้มาจากการฝ่าหิมะวันนี้หน่อยเหอะวะ..กลัวน้อยหน้าเด็กตี้มัน

วันนี้เป็นวันที่โคตรแย่สุดๆในชีวิต..ถ้าพรุ่งนี้หิมะซ้ำอีกทริปนี้ก็เหมือนถูกทำลายไปเกือบครึ่ง..

ยังไงก็ขออย่าให้มันแย่ลงเลยเถอะ..กูไม่ได้รวยนะจะได้บินมาเที่ยวเล่นบ่อยๆน่ะ..

 

+++++++++++++

วันอังคารที่ 15 มกราคม: Yokohama กับ Nissan Gallery

เวลาตีสาม

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็เลยนอนเหยียดแข้งขาอยู่สักพักและลองจับอุณหภูมิ
ของร่างกายดู ยาของไอ้ตี้ดูเหมือนจะได้ผลแฮะ..ตัวไม่ร้อน และไม่ปวดหัวแล้ว แต่ขายังล้าและ
รู้สึกร้าวๆอยู่บ้าง ..

ผมลุกขึ้นมาก้มเอามือแตะปลายเท้า (ทำได้นะ จริง) แล้วก็ดันมึนถลาไปชนกำแพง อืม..อย่าเพิ่งดีกว่า
เล่นท่ายากเดี๋ยวงานเข้า ว่าแล้วก็เลยนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง ในความมืดนั่นแหละขี้เกียจเปิดไฟ

ลางสังหรณ์บางอย่างสะกิดสมองผม ทำให้คว้ามือถือที่เสียบชาร์จกับคอมพิวเตอร์อยู่ขึ้นมาดู
พบ Notification มากมายขึ้นแดงโร่อยู่..จริงสิ ช่วงเวลาที่ผมหลับไปนั้นที่ไทยยังเป็นช่วงค่ำๆ
ยังไม่ดึกมากนัก ผมกดแล้วก็ไล่ดูตาม Notification..ไอ้จอร์จ เพื่อนสนิทของผมที่เป็นจูนเนอร์
Tag รูปมารูปนึง ผมก็เลยคลิกดู

ปรากฏว่าเป็นรูป….

เจี๊ยวเด็ก

เด็กแรกเกิด..อื้มม…มันจะส่งมาให้กูทำไมวะ รูปเจี๊ยวเด็ก..ดูสิ..ไม่ใช่เจี๊ยวธรรมดานะ
แถมแดงโร่ยังกะกิเลนไฟ..เออแล้วมีอะไรในเจี๊ยวเด็กวะ..ผมนั่งคิด

ลูก!!!! เห้ย ลูกมันนี่หว่า!
ไอ้จอร์จคลอดลูกแล้วโว้ย!!!! เออ! ใช่!!!! เอ้ย!!! ไม่ใช่! เมียมันต่างหากที่คลอด แต่เพื่อนเรา
เป็นพ่อคนแล้ว!

ในช่วงที่ผมกำลังจะเดินทางมาญี่ปุ่นนั้น จอร์จกับเหมียวบอกผมไว้แล้วว่ากำหนดการคลอดลูก
ของเหมียวน่าจะตรงกับช่วงที่ผมเดินทางพอดี มันเป็นนาทีที่ผมไม่อยากจะพลาด แต่เนื่องจากมี
กำหนดการหลายอย่างมาชนกันในช่วงนี้ เลื่อน 1 อย่างจะพลาดอีก 1 อย่าง เลยทำให้ไม่สามารถ
เลื่อนวันได้เลย ทำให้ผมรู้สึกเสียดายมาก แต่ถามว่าเป็นห่วงมั้ย ไม่ห่วงหรอก เพราะผมบอก
เจ้าพิเอาไว้ และทั้งเจ้าพิและเคี้ยงผู้เป็นสามีก็รับปากว่าถ้าเหมียวคลอดเมื่อไหร่ ก็จะไปเยี่ยม
และไปคอยดูแลให้ ลงได้รับปากอย่างนี้ผมไม่มีคำว่ากังวล เพราะพิเองก็เพิ่งให้กำเนิดลูกน้อย
ไปเมื่อเดือนกันยายน ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกับเหมียว และเพิ่งผ่านประสบการณ์นี้มา ทำให้ไม่ต้องห่วง
ผมเหลือแค่ความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในวินาทีที่เจ้าตัวเล็กของจอร์จกับเหมียวคลอด เหมือน
ตอนที่ผมไปนั่งเฝ้าที่โรงพยาบาลในวันที่พิเจ็บท้องคลอด แล้วก็รอจนได้เห็นหลาน เด็กปลอดภัย
คุณแม่ปลอดภัย จับพลัดจับผลูได้ตั้งชื่อหลานซะงั้น (แอบดีใจ)

เอาล่ะ เป็นแบบนี้ก็โอเคล่ะน่า เช็คแล้วว่าหลานคลอดออกมาครบ 32 แม่ของหลานก็ปลอดภัย
ผมก็นอนหลับต่อได้แล้ว แต่ยังไม่วาย Comment รูปเจี๊ยวเด็กแดงๆที่จอร์จ Tag มาว่า
“ฝาแดงทำเต็มเชียวนะมึง”

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนสายตะวันเริ่มโด่ง แสงเล็ดรอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา บอกว่าผมควรจะลุกจากเตียงได้แล้ว
ผมเปิดหน้าต่างแล้วมองออกไปภายนอก ในใจมีลุ้นอยู่ว่าวันนี้หิมะจะเทลงมาอีกหรือเปล่า

ปรากฏว่าโชคดี..ดูเหมือนว่าจะมีแต่หิมะที่ตกค้างมาจากเมื่อวานที่ยังคงอยู่ แต่ดูจากหลังคาตึก
ฝั่งตรงข้าม ไม่มีหิมะตกเพิ่ม และฝนก็ไม่ตก วันนี้เราน่าจะได้ไปเที่ยว Yokohama กันสมใจอยาก
เมื่อเห็นดังนั้นก็เลยเอามือถือกด LINE ไปหาไอ้บอมเพื่อดูว่าสภาพเป็นอย่างไรกันบ้าง ..ดูเหมือนว่า
ทั้งสองคนจะตื่นแล้วเช่นกัน ไอ้ตี้ขี้อยู่ ส่วนไอ้บอมรอคิวเข้าอาบน้ำซึ่งอาจจะต้องเผื่อเวลาให้กลิ่นจาง
ลงไว้บ้าง

ผมจัดการเรื่องของตัวเองให้เสร็จสิ้น เปิดเมล์เช็คสักหน่อย ก็เจอเมล์ของ Maki ที่มาแจ้งเรื่องขนม
(ไอ้ขนมโคอิบิตวยหัวโขะนั่นแหละครับ) ว่าเขารู้จักร้านที่ขายขนมฮอกไกโด และจะดูให้ว่าสามารถ
ทำอะไรได้บ้าง ไอ้ผมก็เกรงใจ เพราะปกติ Maki ทำงานหามรุ่งหามค่ำอยู่แล้ว แต่ถ้าให้ผมไปลุ้น
เพื่อซื้อที่สนามบิน แล้วถ้าเกิดมันหมด..ก็จะซวย ขนมนี่มีความหมายกับผมมาก ดังนั้นจึงตอบไปว่า
รบกวน Maki ช่วยดูให้นิดนึง

เมล์ฉบับต่อมาเป็นของ Rikiya ซึ่งขึ้นหัวข้อเมล์ว่า “Are you doing okay?” พอคลิกเข้าไปอ่าน
ก็เจอข้อความถามประมาณว่า “เห้ย แพน เป็นไงบ้าง เห็นเมื่อคืนพายุหิมะเข้าเลยเป็นห่วงว่าจะรอด
กันหรือเปล่า”

สรุปคือไอ้หิมะที่เราเจอเมื่อวานนั้น มันถูกจัดเป็นภัยธรรมชาติระดับต้นๆครับ ไม่ใช่หิมะลงธรรมดา
อย่างที่ผมคิดตอนแรก มีข่าวออกทั้งประเทศ มีคนหนาวตายด้วย..ผมอึ้งไปชั่วขณะก่อนที่จะตอบ
เมล์กลับไปว่าพวกเราสามคนโอเคดี และเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าไปเจออะไรกันมาบ้าง

จากนั้นผมก็อาบน้ำ แต่งตัวแล้วไปที่ห้องของตี้กับบอม แล้วก็แจ้งให้มันทราบกันด้วยว่า
เจ้าสำนัก Gettuned ได้ลูกชายแล้ว ทุกคนต่างก็ดีใจที่เด็กออกมาแข็งแรง และแม่เด็กก็ปลอดภัย

เมื่อพร้อมแล้วเราก็เดินลงมาจากห้อง และมุ่งหน้าไปที่ร้านแดง (มื้อเช้ายืนกินราคาประหยัด)
วันนี้หิมะหยุดตกแล้ว เหลือแต่กองหิมะที่ค้างมาตั้งแต่เมื่อวาน และหลายคนแถวๆนั้นก็พยายาม
กวาดหิมะและทำความสะอาดหน้าบ้าน/ห้องแถวของตัวเองกันเป็นการใหญ่  ผมให้บอมดูพยากรณ์
อากาศของวันนี้ว่าเราจะไปรอดกันไหม ปรากฏว่าวันนี้อากาศดูจะสดใสทั้งวัน

นับว่าดีเหลือเกิน เพราะครั้งที่แล้วที่ผมไป Yokohama ผมต้องลุยไปในสายฝนทั้งวันคนเดียว!

เรานั่งรถไฟไปลงที่สถานี Akihabara แล้วจับรถไฟสายสีฟ้า Keihin Tohoku จ่ายค่าตั๋วประมาณ
540 เยน แพงหน่อยเพราะนั่งเป็นระยะทางไกลพอดู แม้จะใช้เวลานาน แต่ก็สะดวกเพราะขึ้นรถ
ทีเดียวเราไปลงอีกทีที่สถานี Yokohama ได้เลย ช่วงแรกๆที่วิ่งอยู่ในแถบโตเกียวน่ะรถจะค่อนข้างแน่น
ก็ต้องยืนทนกันไปสักพัก เชื่อว่าเมื่อขบวนรถเคลื่อนตัวออกจากเมืองมากเท่าไหร่ จำนวนคนจะยิ่งน้อยลง
และเราก็จะได้ที่นั่งกันในที่สุด

คนยืนเบียดกันพอสมควร มีที่นั่งว่างลงสองที่ ผมเลยกวักมือให้น้องสองคนไปนั่ง แต่บอมบอกว่า
ไม่เป็นไร มันอยากยืน ผมกับตี้เลยครอบครองที่นั่งตรงนั้นอย่างชอบธรรม และชอบด้วยเพราะจะเซฟ
ขาตัวเอง ความปวดมันจะมาเมื่อไหร่อีกก็ไม่รู้

พอถึงสถานี Shinagawa จู่ๆผู้คนกลุ่มใหญ่มาจากไหนไม่รู้ ขึ้นรถมากันเป็นพรวนจนขบวนที่ทำท่า
ว่าจะว่างกลับแน่นขนัดขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้บอมโดนแรงอัดจากฝูงชนไล่ๆกระเถิบๆไปทีละนิดจน
สุดขอบตู้ ผมเงยหน้าขึ้นมาอีกทีไอ้บอมถูกประกบด้วยสาวญี่ปุ่นที่หน้าตาสะสวยสองคน
ศึกด้านซ้ายของบอมคือถุงลมนิรภัยมาตรฐานญี่ปุ่น 2 ใบที่รับรองได้ว่าเลือดกลบจมูกแน่ถ้าแตะโดน
ข้างหลังบอมก็มีถุงลมลักษณะเดียวกัน แต่ติดตั้งในระนาบที่ส่งผลให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่า

ก็คือตูดนั่นแหละเออ.. และตูดก็ติดตั้งเอาไว้ชิดกับตัวบอมชนิดที่แนบสนิท จะหันคอไปทางไหน
ก็ไม่ได้เพราะถ้าหันไปขวาก็เป็นแผงกั้นพลาสติก มองลงมาก็จะเห็นถุงลมนิรภัยคู่อีกคู่นึง
ที่นั่งอยู่ตรงนั้นอาจจะโดนจับขังคุกญี่ปุ่นได้ข้อหาแอบดูเป็นแอบดูตาย อวัยวะเดียวของไอ้บอม
ที่ขยับได้คือมือ มันส่ง LINE มาในกลุ่มว่า “ถูกล้อมหน้าล้อมหลัง อึดอัดโคตร”

ผมเลยตอบไปว่า “งั้นมึงมานั่งเดี๋ยวกูไปยืนแทนเอง” เผื่อจะได้มีโอกาสสนิทเนื้อกับสาวญี่ปุ่นบ้าง
ชีวิตที่ทั้งชีวิตแทบไม่มีโอกาสดีๆ ถ้ามันมา เราก็ควรคว้าไว้…แต่ไอ้บอมบอกว่า “ไม่เป็นไร” แล้วก็
ยืนเหม่อไปตามเรื่องตามราวของมันต่อไปโดยความหวังว่าอีกไม่นานถุงลมนิรภัยสักชุดจะ
ถึงสถานีของพวกหล่อน แล้วลงจากรถไป มันจะได้ถือโอกาสขยับตัวได้โดยไม่โดนตบหน้าบ้าง

ต้องรอจนเกือบถึงสถานี Kawasaki รถถึงว่างลงบ้าง และไอ้บอมทำท่าถอนหายใจแล้วสูดหายใจ
เต็มปอดโดยมีผมกับตี้นั่งฮากันอยู่สองคนในความโชคร้ายที่เคลือบช็อคโกแลตตราโชคดีของมัน

แล้วเราก็มาถึงสถานี Yokohama มีเด็กสาวอายุราว 17-18 ปีกลุ่มหนึ่งเดินผ่านผมไปโดยตาจ้อง
ผมเป็นมันวาว ปกติผมไม่ชอบสู้สายตาคน แต่ด้วยความหื่นส่วนบุคคลเลยจ้องกลับไปแล้วยิ้ม
ผมก็ได้รอยยิ้มกลับมาเป็นการตอบแทน แล้วก็มีเสียงหัวเราะคิกคักกันในกลุ่มแล้วก็เดินสวนเรา
ไปโดยไม่วายหันมามองผมทิ้งท้าย

“เฮ้ย ..อิตี้..เด็กก๊วนเมื่อกี๊แม่งมองหน้ากูว่ะ” ผมเล่าให้มันฟัง
“มองหน้าก็ชกเลยดิพี่” มันตอบโดยไม่ได้มองว่าผมพยายามจะสื่ออะไร
“ไอ้ห่า..ไม่ใช่! เด็กผู้หญิงก๊วนตะกี้ทั้งกลุ่มเลยมึง ตอนแรกกูนึกว่ามันมองคนอื่น แต่กูเช็คโค้ดแล้ว
แม่งฟ้องว่ามองกูแน่นอนไม่ใช่คนอื่น…มึงว่ามันชอบกูป่าววะ” ผมเริ่มร่าย
ไอ้ตี้เดินขยับเป้ดังส่วบ แล้วก็หันมาตอบยิ้มๆ “พี่..ตี้ว่าพี่อาจจะหน้าเหมือนนักมวยปล้ำซูโม่ท้องถิ่น
อะไรงี้มั้งพี่ เขาเลยมองพี่กันไง”

ผมดำเนินการตบกบาลไอ้ตี้ไปเบาๆ 1 ที ก่อนจะชวนพากันเดินขึ้นไปในระดับพื้นดิน
เวลาอยู่ใต้ดินบางทีสัมผัสในเรื่องทิศทางของผมจะไม่ทำงาน “กูบอกไว้ก่อนนะบอม ตี้ กูไม่ได้เอาแผนที่
มา กูใช้ความจำในสมองกูจากเมื่อปี 09 ล้วนๆ ..กูไม่พาพวกมึงหลงหรอก แต่ขอดูทิศทางและหน้าตา
ตึกหน่อยก็คงนึกออก” ผมบอก

เดินออกมานอกสถานีแล้วหันกลับไปมองจะเห็นสถานี Yokohama

เอาล่ะ ทีนี้มองหาสะพานลอยต่อ สะพานลอย ๆ

ในที่สุด ผมก็เห็นสะพานลอยที่ข้ามจากฝั่งสถานีไปยังฝั่งตรงข้ามซึ่งต่อตรงไปยัง
ลานที่อยู่ชั้นสองของตึก 2-3 หลัง สะพานลอยลอดใต้ทางด่วนไป..อืม คุ้นล่ะ จำได้ว่าแค่เดินข้ามสะพาน
ลอยนี้ไป แล้วเดินผ่านลานตรงระหว่างตึกไปด้านหลัง แล้วก็จะเห็นตึกสำนักงานใหญ่ของ Nissan
อยู่ด้านขวา..ไม่ผิดหรอก ถ้าผิดผมท้าให้เตะไอ้ตี้เลย

เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมจึงพาสองคนเดินเท้าขึ้นสะพานลอยไปฝั่งตรงข้ามทันที..
เมื่อวานนี้ท่าทางพายุหิมะจะเล่นงาน Yokohama หนักไม่ใช่เล่น ซากร่มที่ถูกลมพัดตีกระจาย
มีให้เห็นอยู่ทั่วไป

จากจุดนั้นเดินเข้าซอกตึก(ภาพซ้าย)และทะลุข้างหลัง หันขวาไป ก็น่าจะพบสำนักงานใหญ่ของ Nissan

เราจะเดินข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้าม ผ่านอุโมงค์กระจกยาวๆที่เหมือนกับหลุดมาจากหนัง
แห่งโลกอนาคต (คือถ้าเป็นสมัยก่อนผมคงคิดอย่างนี้ แต่ ณ วันนี้อุโมงค์แบบนี้เริ่มจะดู
เป็นของธรรมดา ไม่ใช่แค่คนที่แก่ สิ่งก่อสร้างบางอย่างก็แก่ได้เหมือนกัน)

แล้วเราก็มาถึง Nissan Gallery Global Headquarters กันในที่สุดครับ

ขอบอกไว้ก่อนว่าทางที่พวกเราเดินเข้ามานี้จัดว่าเป็น “ด้านหลัง” ของสำนักงานนะครับ ส่วนด้านหน้า
จะอยู่ทางทิศเหนือ ติดกับถนนใหญ่ สาเหตุที่เราเข้าจากทิศใต้เพราะมันเดินจากสถานีรถไฟ
Yokohama ไปแล้วใกล้กว่าเท่านั้นครับ

เดินเข้าประตูกระจกมาก็จะเห็นวิวทิศใต้ของ Gallery ได้แล้ว ..อื้อหือ..มันน่า..

ทันทีที่มาถึง ผมก็ป้องกันข้อครหาเรื่องสองมาตรฐานก่อน…เข้าใจกันนะครับ
ตอนผมไป Honda Welcome Plaza ผมทำสิ่งใดเป็นอย่างแรก ผมก็ทำแบบเดียวกันกับที่นี่แหละครับ
ห้องน้ำของที่ Nissan Gallery นี้การตกแต่งดูสวยงามอลังการกว่าที่ Welcome Plaza ครับ
แต่เข้ามาในห้องเฉพาะกิจสำหรับการหย่อน Little boy แล้วพบว่าไม่มีที่นั่งสำหรับวางเด็กทารก
อย่างที่ Welcome Plaza และฟังก์ชั่นการใช้งานโถส้วมออกจะด้อยออพชั่นกว่าหน่อยนึง

ไม่รู้ว่าการออกแบบส้วมเป็นไปตามหลัก Omotenashi ของ Nissan Teana J32 หรือเปล่า
แต่ไม่อยากจะพูด…บรรยากาศการตกแต่งส้วมแห่งนี้มีสีสันและแสงสีที่ชวนให้นึกถึงภายใน
ของ Teana J32 เป็นอย่างมาก ผมนั่งขี้ไปก็อดชมไม่ได้ ทิ้งให้ไอ้สองตัวนั่นเดินเล่นไปสักพักแล้วกัน
ว่าแล้วก็ควักมือถือออกมาเช็ค Social network เสียหน่อย ..อืมเพื่อนจอร์จเริ่มโพสท์รูปลูกชาย
มากขึ้นละ เห็นคนนั้นคนนี้มาเยี่ยม เอาของขวัญมาให้เยอะแยะ..ล..แล้ว อ้าว..เน็ตหายวุ้ย!

เอ่อ..จริงสิลืมไปว่า Pocket wifi อยู่กับตัวไอ้ตี้ เมื่อสักครู่นี้มันคงเดินอยู่ใกล้ๆห้องน้ำ แต่ตอนนี้
คงเดินห่างออกไป..ว้า..ไม่ได้การ ปิดกล้องดีกว่า จบการถ่ายทำ!

ผมเดินออกมาก็เจอตี้กับบอมอยู่ที่มุมด้านทิศเหนือของ Gallery แต่ไม่ต้องสนอะไรมาก
มีขาเป็นของตัวเองก็เดินไปตามใจชอบ เจอบูธรถถ่าน Nissan Leaf (ซึ่งไอ้จิมมี่ก็บอกภายหลังว่า
นี่แหละคือบูธแบบเดียวกับที่เอาไปตั้งใน Tokyo Motorshow)

แต่ผมไม่ได้สนใจรถถ่าน Leaf เพราะทุกวันนี้มันยังมีค่าเป็นแค่ของเล่นคนรวยในสายตาผม
เมื่อไหร่ที่รถถ่านไร้เครื่องสันดาปภายในมันนั่งได้ 5 คน วิ่งได้ไกล 300 ก.ม. ชาร์จไฟได้ใน 15นาที
แล้วขายในราคา 1 ล้านบาทบวกลบได้ เมื่อนั้นค่อยคุยกันเหอะว่ะ..

สิ่งที่ผมสนใจคือของใกล้ตัว ใกล้คนฐานะธรรมดาด้วยกันอย่างเจ้านี่

Nissan Latio หรือมันก็คือ Nissan Almera บ้านเราเนี่ยแหละ เวอร์ชั่นญี่ปุ่นดูแล้วไม่ได้มีภายใน
หรูหราอลังการอย่าง Almera ตัวท้อปของบ้านเราด้วยซ้ำ แล้วคนก็ชอบตัดพ้อกันว่าทำไมรถสเป็คไทย
ไม่ค่อยได้ใช้ของดีๆ ของดีๆของคุณน่ะมันคืออะไรเหรอครับ? ผมมาเห็นรถสเป็คนอกของจริง
อยากบอกเหลือเกินว่ารถสเป็คพี่ไทยบางรุ่นยัดของให้จนเมืองนอกเห็นแล้วอิจฉาก็แล้วกัน

แต่ที่แน่ๆ แม้คันนี้จะเป็นรถสเป็คญี่ปุ่น เราก็มีความภูมิใจมอบความรักแบบไทยๆให้กับชาวอาทิตย์อุทัย
ด้วย..ยาง Bridgestone B250! ยาง OEM แสนดีที่ขนาดอาม่าขับวนลงลานจอดรถยังเอี๊ยดได้
ประสิทธิภาพดีขนาดไหนเชิญหลังไมค์ถามจิมมี่ได้!

มาดู Latio อีกคันต่อ..เอ๊ะ นี่มันไม่ใช่ Latio นี่หว่า

มันคือ.. Nissan Versa สเป็ค US นี่! แล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? อย่างงไปครับ ผมก็งงเหมือนกัน(อ้าว)
แต่ครั้งที่แล้วที่ผมมา ก็พบว่ามีรถสเป็คอเมริกามาจอดโชว์ในลักษณะนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าถึงจะ
ไม่ได้ขายในญี่ปุ่น แต่ก็เอาตัวมาโชว์ให้คนญี่ปุ่นได้รับรู้ว่า Nissan ในบ้านเมืองอื่นเขาต่างจาก
ที่เมืองแม่ยังไง

สิ่งที่เห็นชัดมาแต่ไกลเลยว่าต่างจาก Latio และ Almera แน่นอนคือไฟหน้าครับ ผมถ่ายมาให้ดูชัดๆ
เผื่อเจ้าของ Almera ท่านไหนอยากเอาสติกเกอร์ส้มใสคาดเล่นจะได้วางแนวและตัดสติกเกอร์แปะ
ให้เหมือน Versa ได้ง่ายๆ สังเกตดีๆ ตรงที่เป็นสีส้มนั้นเป็นแค่แถบสะท้อนแสงเฉยๆครับ ไฟเลี้ยว
จะอยู่ที่มุมในของไฟหน้า ดูหลอดดีๆ

ส่วนไฟท้ายนั้นก็เกือบเหมือนกับ Latio เลย แต่ให้สังเกตแถบสะท้อนแสงด้านข้างที่ซ่อนอยู่
ภายใต้ผิวพลาสติกด้านนอกของโคมดูครับ อันนี้ถ้าใครจะทำเลียนแบบคงยากหน่อยล่ะ

Versa เป็นรถที่ขายในอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่นิยมเครื่องเล็ก จึงได้เครื่อง HR16 ขนาด 1.6 ลิตร
พ่วงกับเกียร์ CVT ไปใช้ ถ้าอนาคตพอ Almera แก่ตัวลงแล้วมีคนแปลงวางเครื่องนี้บ้าง
คงขับได้แซ่บสะใจไม่อืดอย่างที่เป็นอยู่

ภายในของ Versa 1.6SV ..เป็นไงครับ ลองเอาไปเทียบกับ Almera 1.2 ตัวท้อปบ้านเราดู ผมว่า
รถบ้านเราดูหรูกว่าอีก อย่างน้อยก็มีหน้าปัดเรืองแสงและแอร์อัตโนมัติ สิ่งเดียวที่เขามีแต่เราไม่มี
ก็คือ Cruise Control ที่เป็นสวิตช์อยู่ที่ก้านพวงมาลัยด้านขวานั่นแหละครับ

งานประกอบและการควบคุมคุณภาพการผลิต ผมกับตี้ลองมุดๆเปิดๆและสำรวจรอยต่อ
การลงน็อต คุณภาพวัสดุ รอบคันจนเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่แถวนั้นเริ่มมองอย่างสงสัย ว่าไอ้พวกนี้
มันเล่นบ้าอะไรของมัน..แต่บทสรุปออกมา เราคิดว่า ณ วินาทีนี้งานประกอบ Almera ไทย
เราสู้ต่างชาติได้แน่ ใครจะคิดว่าไม่ได้ ก็ช่างกบาลเรา นี่กบาลเราปากเรา เราก็จะยืนยันใน
สิ่งที่เราเชื่อแบบนี้แหละครับ

ย้ายมาอีกคันดีกว่า ..ผมเชื่อว่าหลายคนคงรอดูว่าผมจะคิดยังไงกับรถคันนี้

Nissan Altima SV หรือฝาแฝดของ Teana ที่จะมาเปิดตัวในบ้านเราช่วงปลายปีนี้นั่นเอง
ผมไม่คิดว่าจะได้เจอมันที่นี่ในวันนี้ ดังนั้นถือว่าเป็นโชคอย่างหนึ่งที่ได้เป็นคนแรกในทีม
Headlightmag.com ที่ได้นั่งรถคันจริง 

เดือนตุลาคมนี้หรือไม่ก็พฤศจิกายนนี้ ชาวไทยก็จะได้มี Teana ใช้ ดังนั้นการได้เจอ Altima
ก่อน ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตเล็กๆ แต่ก็ต้องดูไประวังไปเพราะบางอย่าง..Altimaอาจไม่เหมือน
Teana

ลองนั่งเบาะหน้าก่อนเลยดีกว่า ผมรู้สึกว่าตำแหน่งการขับขี่ยังค่อนข้างคล้าย J32 อยู่บ้างแต่
ลักษณะของคอนโซลและการออกแบบตัวเบาะทำให้มีความรู้สึกสปอร์ตขึ้นมามากกว่าเดิม
ระยะห่างของพวงมาลัยจากหน้าอกถือว่าลงตัวสำหรับคนสูง 183 ซ.ม.อย่างผม ในภาพอาจจะดู
คับแคบ ที่ในความเป็นจริง ผมคิดว่ามันสบาย และกลับรู้สึกโปร่งตามากกว่าแต่ก่อนนิดๆ
แต่ที่โปร่งน่ะ แค่ตานะครับ เพราะเนื้อที่เหนือศรีษะน้อยลงกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย

มองไปยังหน้าปัดและแผงแดชบอร์ด Altima มาในคนละอารมณ์กับ Teana J32 เลยครับ
ถ้าใครชอบความรู้สึกที่สปอร์ต อาจจะโอเคกับแผงควบคุมตรงกลางที่เหมือนประยุกต์เอา
เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่มาดัดแปลงเป็นดีไซน์แดชบอร์ดรถยนต์ มันดูวัยสะรุ่นกว่า J32 มาก
อย่างเทียบไม่ติด

แต่ผมขอพูดจากใจว่า..ไม่ชอบว่ะ ความรู้สึกอบอุ่นร่วมสมัยอย่างที่เคยได้รับ
จาก J31 และ J32 นั้นหายไปหมด จิมมี่เคยบอกว่าดีไซน์มันมาตายตรงที่ช่องแอร์คอนโซลกลาง
มันไม่สวยอย่างที่ควรจะเป็น แต่ผมกล้าท้าเลยว่าคุณไปลองเอาช่องแอร์แบบไหนก็ได้ในโลกนี้
มาพยายามติดตั้งลงไปด้วยจินตนาการของคุณ ..ผมเชื่อว่าอย่างดีก็แค่ทำให้มันดูเรียบร้อย
แต่ไม่มีทางเป็นดีไซน์ที่โดดเด่นไปได้

ยังนับว่าดีที่แผงประตูด้านข้างมีดีไซน์ที่มีโค้ง มีเส้น และมีการตกแต่งที่ชวนมอง ผมถึงไม่เข้าใจ
ว่าทำไมรถที่ออกแบบแผงประตูได้สวยแบบนี้ถึงมีดีไซน์ที่น่าเบื่อขึ้น ยิ่งเขยิบเข้าหาคอนโซลกลาง
ยิ่งน่าเบื่อ ยิ่งห่างออกมาก็ยิ่งสวย ยิ่งถ้าเป็นภายนอกนี่คือสวยจบ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

ดีไซน์ภายนอก..ผมยอมรับว่า Altima ตัวจริงดูดีกว่าในรูปเสียอีก และมันเปลี่ยนมาดจากคุณหญิง
คุณนายนั่งพับเพียบร้อยมาลัย กลายเป็นสาววัย 30 กลางๆที่โยคะและรักษาร่างกายจนฟิต
ตบผู้ชายคอหมุนได้ J31 และ J32 นั้นเหมือนรองเท้าส้นสูงหนังที่ประดับโลหะแวววาว..แต่ Altima
ใหม่เหมือน..รองเท้าผ้าใบที่ราคาแพงและใส่แล้วดูปราดเปรียว 

ส่วนเบาะหลัง ใน Teana J32 มันเป็นที่ที่สุดแสนจะสบายหากไม่นับเรื่องขอบเบาะด้านนอกที่ปาดซะจน
เนื้อที่ส่วนที่ควรรองรับน่องนั้นหายไป แล้วใน Altima นี้ล่ะ?

ข่าวร้ายคือ..แม่งแย่ลงครับท่านผู้ชม พื้นที่วางขาน่ะไม่เท่าไหร่ ยังถือว่าโอเคอยู่ แต่เนื้อที่เหนือศรีษะ
(Headroom)นั้นน้อยกว่ารุ่นเก่าแบบรู้สึกได้ ในรุ่น J32 ผมนั่งหลังผนึกเบาะ หัวตรง ยังมีที่ให้สอดมือ
ผ่านหัวกับเพดานได้ แต่กับรถรุ่นใหม่นี้ ไม่ต้องคิดจะสอด แค่นั่งหลังตรงหน่อย ผมก็ไม่สามารถตั้ง
ศรีษะตรงได้แล้ว ต้องเอียงหัวนั่งแบบนี้ ไม่เช่นนั้นก็เลื่อนไถลตูดรูดลงมา

ให้ผมบอกตามตรงมั้ยครับ? ถ้าไม่นับเรื่องความนุ่มของตัวเบาะ..มันไม่ได้สบายกว่า Sylphy มากนัก

แต่ถ้ามาเมืองไทย ขายได้มั้ย? ได้สิ เพราะมาดที่ดูทะมัดทะแมงขึ้นนั่นล่ะ แต่ผมแค่ยังแอบเสียดาย
ความสบายของเบาะหลัง

ทิ้งท้าย Altima ด้วยการประจานแผงบังแดด สเป็คไทย..ผมว่าไม่น่าจะเหนียว ไฟเฟยต่างๆ

น่าจะให้มาอย่างครบครัน แต่เอามาให้อ้างอิงสำหรับคนที่มักเชื่อข้างเดียวว่ารถเมืองนอก

ของเล่นเยอะกว่ารถไทยเสมอ..

เอาเป็นว่าเราจะลองมาลุ้นกันว่ามาดใหม่ที่หนุ่มเฟี้ยวกว่าเดิมจะพา Teana ไปได้ไกลแค่ไหน

ถ้าที่เขาบอกว่าช่วงล่างหันไปเน้นการขับขี่แบบสปอร์ตมากขึ้นนิดหน่อย และเครื่องยนต์มีแรงดี

กดแล้วพุ่ง พวงมาลัยอัตราทดไวเหมือน Sylphy แต่มีน้ำหนักดีกว่า

มันก็อาจเอาชนะคู่แข่งได้เหมือนกัน!

มาทางนี้ ใครเอ่ย หน้าตาคุ้นๆ ..เจ้า Sylphy นั้นเอง ไหนดูหน่อยซิว่าสเป็คญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง

เปิดเข้ามาข้างใน ..บอกตรงๆว่ามันก็ไม่ได้ดูหรูหราอะไรกว่า 1.8V ตัวท้อปสเป็คไทยหรอกครับ
มีแค่จอขนาดใหญ่ตรงกลางที่ดูเหมือนจะเต็มอิ่มกว่าสเป็คบ้านเราแค่นั้น เบาะยังเป็นเบาะผ้า
และพวงมาลัยก็มีแค่ปุ่มเดียวเอาไว้ใช้กดดูจอ MID ไม่มี Cruis control และไม่มีสวิตช์คุมเครื่องเสียง
แต่ว่าภายในที่เป็นสีดำนั้นก็ดูเท่ห์ไม่หยอก ผมว่าภายในสีนี้กับลายไม้สีน้ำตาล ก็ดูสง่างามไม่เลว
ถ้าอีกหน่อย Nissan บ้านเราคิดจะทำ Sylphy SSS จับคุณป้ามาใส่ล้อ 17 ของ Pulsar เพิ่ม Cruise Control
ใส่มูนรูฟ แล้วทำภายในดำ (แต่ใช้เบาะหนังนะ) มันก็คงเป็นตัวประดับตลาดที่น่ามอง เพียงแต่อย่าหวัง
ยอดขายเท่านั้นล่ะ แล้วพอพูดว่าอย่าหวังยอดขาย ..ผมคิดว่า Nissan ประเทศไทยคงไม่อยากทำรถแบบนี้
ให้เสียเวลาหรอก

กะว่าจะทิ้ง Sylphy แล้วแต่พอมาดูทางด้านขวาดีๆ เอ๊ะ! นั่นมันสวิตช์ปิด Traction control นี่หว่า
เออ! เจอจนได้! ของดีที่ญี่ปุ่นมี แล้วไทยไม่มี

คันต่อไป รถที่บ้านเราเคยเรียกว่า Nissan โน้ต/ตูน อยู่พักนึง มาวันนี้ได้ฤกษ์เปลี่ยนโฉมแล้วทั้งคัน
เมื่อคราวที่แล้วที่ผมมา ก็ได้ลองนั่ง Note รุ่นก่อน แล้วก็รู้สึกชอบ เพราะข้างในนั่งสบายกว่าที่คิดและ
หน้าตาก็ดูน่ารักกว่า Tiida มาวันนี้ Note โฉมใหม่ มีหน้าตาที่เริ่มจะคล้าย Jazz+A-Class รุ่นเก่าๆ
เข้าไปทุกทีแล้ว แต่โชคดีว่าด้านหน้าออกแบบให้ดูเป็น Nissan ยุคใหม่ขึ้นมาบ้าง

ไอ้บอมดูจะชอบ Note สีขาวมากเป็นพิเศษ แต่ลับหลัง ผมกับตี้ก็แอบเม้าท์กันแบบชายtoชายว่า..
“แม่งไม่เข้ากับหน้ามันว่ะ”

ภายในของ Note ดูแล้วไม่ต้องคิดมากครับ รู้เลยว่าของบางอย่างไปขโมย March มาแหงมๆ ดูพวงมาลัย
สวิตช์แอร์ คันเกียร์ มือจับเปิดประตูก็รู้แล้ว แต่ผมบอกตามตรง..ของจริงดูแล้วดีกว่า March บ้านเรา
ถ้า Nissan แค่เปลี่ยนพวงมาลัยให้ดูแตกต่างไปจาก March มันก็น่าจะเป็นที่พึงพอใจกับลูกค้าส่วนใหญ่แล้ว
การใช้วัสดุแบบ High-gloss สีดำตกแต่งที่คอนโซลกลาง ทำให้มีความรู้สึกล้ำยุคกว่า Marchหรือ Almeraไปมาก

หน้าปัดของ Note คือจุดที่ผมขอเอ่ยปากชม “มึงแน่มาก” ความรู้สึกเวลาเห็นของจริงแล้วดูอลังการงานสร้าง
กว่าหน้าปัดของรุ่นพี่อย่าง Sylphy เสียอีก ในรถคันจริงคุณจะเห็นวงมาตรวัดมีระดับเหลื่อมกันอย่างมีมิติ
หลอกตาเราได้ทั้งๆที่ความจริงมันก็เป็นแผงเดียวกันนั้นแหละ และผมไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือเปล่า
ที่มันดูออกคล้ายหน้าปัด Mercedes-Benz บางรุ่น แต่ดันมี Font ตัวเลขที่มาในสไตล์ญี่ปุ่น…ได้ข่าวว่าคุณ
มิสเตอร์บีนแห่ง Renault-Nissan แกไปจับมือเป็นเพื่อนกับตาหนวดเฟี้ยวแห่ง Daimler-Benz แล้ว..ไม่รู้ว่า
นี่คือผลงานจากการ featuringกันระหว่างสองค่ายด้วยหรือเปล่า

แล้วมองไปทางขวาดีๆ แน่ะ ขนาดตัวเล็กแค่นี้ เครื่องก็ใช่ว่าจะแรงมากมายอะไร แต่มี Traction control
มาให้นะขอรับ ส่วนสวิตช์อันเท่าส้วมมดสองอันบนนั้นก็คือสวิตช์เลือกแสดงผลจอ MID ตรงกลางและ
อันขวาน่าจะเป็นอะไรสักอย่าง..นาฬิกา?

Nissan Note ใช้เครื่องยนต์ HR12DDR ซึ่งท่อนล่างเหมือนกับ March/Almera บ้านเรา แต่ใช้หัวฉีด
Direct Injection และอัดอากาศด้วยซูเปอร์ชาร์จ แรงม้าที่ได้คือ 98 ตัว..โอเคมันก็มากกว่า Swift ที่ไร้ระบบ
อัดอากาศแค่ 7ตัว แต่แรงบิด 142 Nm นี่สิ ชนะ Ecocar บ้านเราใสๆเพราะมันคือตัวเลขระดับพอๆกับรถ
ขนาด 1.5 ลิตรเลย

ผมลองนั่งดูทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง ไม่ทราบว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่ Note โมเดลเก่าดูจะมีเฮดรูม
มากกว่า และมีที่วางขาด้านหลังมากกว่า และเมื่อเทียบกับ Jazz แล้วผมว่าในเรื่องของพื้นที่น่าจะเป็นรอง
อยู่เพียงเล็กน้อย แต่ดีกว่า March ก็แล้วกัน

Note เป็นรถที่น่าใช้ ถ้าพิจารณาจากคันที่จอดอยู่นี้โดยไม่ได้ขับ (ถ้าขับอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ) แม้หลายอย่าง
จะเหมือนๆกับ March แต่การตกแต่งบางจุดก็ทำให้ดูดีกว่า อย่างน้อยถ้าใครไม่ชอบรถที่หน้าตาน่ารัก
ก็อาจจะชอบรถที่หน้าซีเรียสขึ้นหน่อยอย่าง Note แต่น่าเสียดายที่เมืองไทยไม่มีพื้นที่การตลาดให้กับรถรุ่นนี้
ถ้าเอามาขาย..คนก็จะแซะว่ามันเป็น March ที่หรูขึ้นและนั่นจะทำให้การขายรถคันนี้ในราคา 6 แสนปลายๆ
ดูเป็นเรื่องยากไปในทันที ผมเดาว่าหลายคนที่เมืองไทยคงเชียร์ให้มา แต่ลองสมมติตัวเองเป็นผู้บริหาร Nissan
คุณจะกล้าขึ้นไลน์ประกอบรถคันนี้แล้วพนันการลงทุนร้อยพันล้านกับมันไหมล่ะ?

Nissan Juke และไม่ใช่อิจุกธรรมดา แต่เป็น Juke Nismo ที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มจากรุ่นปกติ ล้ออัลลอย Nismo
และตกแต่งกระจกส่องข้างเป็นสีแดง (คล้ายกับโทนสีของ March แดงรุ่นผลิตจำนวนจำกัดในบ้านเรามาก)
มีการเปลี่ยนเบาะเป็น Recaro หน้าปัดตรงมาตรวัดฝั่งซ้ายขวาสีไม่เหมือนกัน เครื่องยนต์ได้รับการจูนเพิ่มพลังจาก
190 แรงม้า ไปเป็น 200 แรงม้าถ้วนๆ สิ่งที่ผมเกือบไม่ได้สังเกตก็คือ เกียร์ครับ ถูกล่ะมันเป็น CVT เหมือนรุ่น
1.6 GT ทั่วไป แต่เมื่อเล่น Manual mode รุ่นเทอร์โบธรรมดาจะเล่นได้ 6 จังหวะ แต่ Nismo จะเล่นได้ 7จังหวะ!
เออ! มันต้องแบบนี้สิมันถึงจะควรค่าคำว่า Nismo! มันต้องมีอะไรที่ต่างจากรุ่นธรรมดาในเชิงกลจักรบ้าง
ไม่ใช่เอารถบ้าน 100% มาเปลี่ยนสเกิร์ต ใส่สปอยเลอร์หลังอันเท่าเพิงร้านไก่ย่างป้าแดง แต่ใส่ล้อ 15 นิ้วเดิมๆ
แล้วยังเรียกว่า Nismo ไอ้แบบนั้นมันน่าจะเป็นรถที่จัดว่า “Equipped with Nismo Accessory” มากกว่า

แล้วไอ้ประเทศไทยมันก็ชอบมีรถแบบนี้จัง เปลี่ยนพาร์ทเอาสวยแล้วตั้งชื่อซิ่งๆเข้าไว้ แต่เครื่องเดิม เกียร์เดิม
ช่วงล่างเดิมสนิท…คนอื่นชอบผมก็รับได้ แต่ตัวผมเองคิดว่ามันไม่ใช่ว่ะครับ

รายละเอียดส่วนอื่นไม่ได้เก็บมามากนักเพราะ Juke อยู่มานานราวกับดาวโป๊ข้ามทศวรรษ ไอ้ที่เห็นก็เห็นกันหมดแล้ว
แต่ขอยืนยันว่าคนตัวอ้วนใหญ่อย่าแหยมกับ Juke ดีกว่า ภายในคับแคบสิ้นดี ผมไปลองนั่งเบาะหลัง
แล้วพบว่าอึดอัดมาก ถ้าให้นั่งทางไกลๆผมยินดีนั่ง Mitsubishi Mirage มากกว่าเสียด้วยซ้ำ (แต่ขอให้เป็น
Mirageที่ใส่โช้คแข็งๆหน่อยนะ โช้คโรงงานเข้าโค้งทีมึนกบาลจริง)

GT-R R35!

โหยย พ่อเจ้าประคุณช่างกล้าเหลือเกิน เอารถแพงสุดของค่ายมาตั้งอยู่กับพื้นอย่างนี้ บอมชวนผมเดินไปดู
แต่ผมไม่ได้สนใจนัก เพราะคิดว่ารถมันน่าจะล็อค ก็พอดีกับที่ไอ้ตี้เดินมาหาผมจากข้างหลัง

“ล็อคเลิ๊คหอยอะไรเล่าพี่! กระจกเปิดอยู่หมดไม่เห็นเหรอ ไม่มีล็อคหรอกตี้ไปจัดเต็มมาแล้ว เล่นจอกลาง
จนทะลุแล้วพี่” (ทะลุ คือ เข้าใจการทำงานปรุโปร่ง ไม่ใช่จิ้มจนจอพัง ถ้ามันทำอย่างนั้นจริงๆผมกับบอม
จะแอบออกไปเรียกแท็กซี่หนีมันอย่างเงียบๆ)

“เห้ยจริงเด่ะ!” ผมแปลกใจ แล้วก็คว้ากระเป๋าเดินดุ่ยไปที่R35 คันนั้น ส่วนไอ้บอมยังคงสองจิตสองใจ
กับ Note อยู่ เหมือนมันจะตกหลุมรัก งั้นก็ปล่อยให้คนกับรถจี๋จู๋กันไปก็แล้วกัน

GT-R นั้นเป็นรถคันใหญ่ แม้บนหนังสือมันจะดูเหมือนรถสปอร์ตคันนึงแต่ความจริงตัวมันพอๆกับ
รถครอบครัวเขื่องๆคันนึงเลยทีเดียว ไม่เชื่อดูขนาดตัวรถเทียบกับตัวผมดูได้

เคยนั่ง R35 Lot 1 สมัยที่มันเป็นตัวใหม่ๆมาแล้ว วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลองนั่งรถไมเนอร์เชนจ์ 2013
หน้าปัดดูเผินๆแล้วคล้ายกัน เพียงแต่ว่าคันนี้มีการตกแต่งหนังสีแดงแสดที่เย็บมาอย่างหรู น่าจะเป็น
รุ่น Premium Edition ที่ราคาแพงกว่ารุ่นธรรมดาอยู่พอสมควร แต่ไม่ว่าจะแรงหรือแพงยังไง
ช่องแอร์ก็เป็นสไตล์เดียวกับ March และ Note นั่นล่ะครับ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี แต่สัมผัสความแข็งแรง
ของวัสดุนั้นต่างกัน อย่างน้อยใน R35 ผมกดและบิดช่องแอร์ไปมาได้โดยไม่กลัวว่ามันจะหักคามือ

จอตรงกลางนั้น Nissan ลงทุนจ้างบริษัทที่ทำเกม Gran Turismo มาออกแบบ Interface ให้
สามารถปรับแต่งให้แสดงค่าได้หลายอย่าง จะเอามาตรวัดแต่ละอันให้ใหญ่เท่าๆกันก็ได้
หรือจะเลือกเฉพาะอันที่ต้องดูจริงๆมาสามมาตรวัด แล้วตั้งค่าให้มีอันใดอันหนึ่งโชว์บนจอใหญ่ที่สุดก็ได้
พอมีไอ้จอพวกนี้แล้วความจำเป็นที่จะต้องใส่พวกมาตรวัดต่างๆเป็นตับๆก็ลดลง

แต่ถามว่ามองถนัดไหม? ผมบอกตามตรงว่าโคตรไม่ถนัด บางทีมิเตอร์ 60 ม.ม. เรียงแถวยาวๆ
โดยให้ผมเลือกเองว่ามิเตอร์วัดอะไรจะวางตรงไหน..แบบนั้นอาจจะเป็นแนวทางที่ผมถนัดกว่า

เบาะนั่งของ GT-R คันนี้สบายกว่าที่คิด ให้ผมขับไกลๆก็ไม่มีปัญหา ในโลกนี้มีรถซิ่งน้อยคันที่ผมสามารถ
นั่งได้สบายทั้งตัวแบบนี้ ตำแหน่งคันเร่ง เบรก อยู่ในตำแหน่งที่เข้ากับร่างกายและความสูงผมพอดี
เมื่อเข้าไปนั่งมันแล้วผมรู้สึกเหมือนกำลังคุมหุ่นล่าสังหารที่กายนอกเป็นเหล็ก ผมสั่ง มันทำ ผมลุย
มันไป แต่..มองไปรอบๆแล้วมันก็ดูซีเรียสไปนิด GT-R น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “Built for the kill”
ถูกล่ะมันหรูกว่าบรรยากาศดิบมะละกออย่าง Lotus Elise (รถที่ผมเข้าไปนั่งแล้วออกมาเกือบไม่ได้)
แต่ก็ยังขาดบรรยากาศความซน..เมื่ออยู่ในรถคันนี้แล้วทุกอย่างที่มันบอกคุณคือเร็วและแรง แต่เวลาอยู่
ในรถอย่าง 86..มันคือรถที่พยายามบอกว่าอย่าไปแรงไปเร็วนักเลย มาสนุกกับน้องก่อนเถอะ..
เอ้าซ้ายยย…อ้ะ.ขวาาาาาา

Nissan NV350 Caravan

ได้ข่าวว่าคันนี้จะมาเปิดตัวบ้านเราในช่วงไตรมาสแรกของปี 2013 อื้อหือ..มาน่ะมาให้มันดี ให้มันเหมือน
เจ้าสเป็คญี่ปุ่นคันนี้ที่เราลองนั่ง เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นรถตู้ญี่ปุ่นพิกัดระดับนี้ที่กว้างใหญ่ เกือบจะ
ลีลาศข้างในตัวรถได้ หลังคาสูงมากจนอยากจะขโมยโมบายปลาน้อยของเด็กทารกมาแขวนไว้เล่นๆ
กันเหงา เบาะนั่งหน้าตาธรรมดาแต่นั่งแล้วสบายกินขาด Commuter 

เท่าที่เดินๆดู มีการตกแต่งสองแบบ (เท่าที่ทราบ) คือระดับ DX เป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์ค่อนข้างจะธรรมดา
แต่กระนั้นหน้าปัดก็มีจอ MID และสีสันเดิมๆก็สวยพอแล้ว พวงมาลัย 3 ก้านธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ

อย่างที่เห็นข้างบน..นี่หน้าปัดของตัวธรรมดา จอตรงกลางอย่างแซ่บ

รุ่นหลังคาสูงอย่างนี้ภายในสบายมาก เชื่อไหมครับว่าผมสามารถพุ่งกระโดดก้าวจากนอกรถ

แล้วเข้าไปยืนสบายในรถได้เลย ถ้าอีกหน่อยแก่ตัวลงขอรถแบบนี้แหละทำที่นั่งหรูๆหน่อย

มีตู้เย็น ทีวี มีคนขับ ชีวิตสบาย แต่อย่าเข้าห้างละกันเดี๋ยวจะกลายเป็น NV350 Targa หลังคาเปิด

ส่วนรุ่นที่หรูหน่อยคือ GX พวงมาลัยแต่งพลาสติกสีเงิน ดูหรูน้องๆ Sylphy และหน้าปัดนั้นก็มีจอMIDเป็นจอหลายสี
ผมว่าถ้าเอาไอ้เจ้านี่มาขายเมืองไทย ทำราคาให้ดีๆเถอะ Commuter มีหนาวแน่ เครื่องยนต์ตัวสเป็คญี่ปุ่นนี่
ก็มีรุ่นเบนซินที่ใช้เครื่อง QR20DE และ QR25DE อีกทั้งยังมีดีเซลบล็อค YD25DDTi หัวฉีดยาฆ่าแมลง
129 แรงม้า มาถึงบ้านเราไม่ต้องห่วง อย่าวางโค้ดดักแมลงสาบแมลงกินผ้าบ้าบออะไรมาก เดี๋ยวพวกเรา
ก็จัดการเปลี่ยนโบโมกล่องดันรางกันเองแหละ ขอให้เอารถดีๆมาเถอะ ทำรถตู้ให้คนนั่งรถตู้ได้รู้สึกว่าชีวิต
พวกเขามีสิทธิ์ได้นั่งรถตู้วินที่ดูแข็งแกร่ง มีเข็มขัดนิรภัยดีๆมีเบาะที่เน้นให้คนนั่งโดยสาร ไม่ใช่แค่ให้เอาตูดแปะ
ไปครึ่งตูดที่เหลือเอาพักไว้บนหน้าแข้งของคนข้างๆ

จะทำของดี ทำให้ต่าง ทำอย่างกล้าๆ แต่ถ้ามาแล้วลดสเป็คจน NV350 กลายเป็นแค่..Just another COMMUTER
ผมว่ายอดมันก็ไม่เดินหรอกครับ สุดท้ายก็ต้องขายด้วยราคาที่ถูกกว่าอย่างเลี่ยงมิได้

[หมายเหตุ-พอมันมาเปิดตัวในชื่อ URVAN ในเมืองไทย..มันก็กลายเป็น Just another COMMUTERจริงๆแหละ]

ภายใน Nissan Gallery ยังมีรถรุ่นอื่นๆที่จัดโชว์ไว้อยู่อีก เช่น Elgrand รถตู้หรูขนาดเขื่อง ตัวเท่ากับ Alphard
ที่เคยขับหลังแล้วปัจจุบันเปลี่ยนมาขับหน้าแทน รถหรูอย่าง Cima และรถสปอร์ตอย่าง Fairlady Z ก็มีอยู่
เพียงแต่ว่าหลังจากที่รถพวกนี้เปิดตัวมานานแล้ว เราก็ไม่ค่อยได้สนใจมันมากเท่ารถรุ่นอื่น แต่ก็แวะไปเปิดดู
เปิดชม เปิดดม ทุกคัน มีคันนึงสบโอกาสก็แอบตดในรถ ปิดประตูแล้วเดินหนี รอดูว่าใครจะมารับ
ของฝากขั้นเทพของผมไปบ้าง

ผมอายุเลยสามสิบมานานแล้วครับ แต่อย่างที่จิมมี่ชอบบอก หลายต่อหลายครั้งผมยังมีความบ้า
และซนแบบเด็กๆเหลืออยู่ในตัวมาก ไอ้เรื่องทำอะไรแผลงๆที่คนอื่นเขาไม่ทำ ผมจัดมาเยอะแล้ว

ที่มุมอีกด้าน บอมเรียกไปดูรถตำรวจ ไอ้ผมก็นึกว่าเป็นรถตำรวจสายตรวจเจ๋งๆอย่าง Fairlady Z

หรือ Fuga แต่พอเดินมาตั้งไกล กลับมาเจอไอ้นี่..

รถถ่ายสายตรวจ..อืม ..ชาร์จไฟให้เต็มละกันโยม เจอการไล่ล่าที่ยาวเกิน 160ก.ม.

อาตมาว่าโยมได้กินข้าวลิงแน่นอน

เมื่อดูรถจนเริ่มเบื่อแล้ว ไอ้ตี้เริ่มชักชวน “พี่ ไปเคาน์เตอร์เหอะ ได้เวลาอ้อน…ขอโบรชัวร์แล้ว”

ตอนแรกผมก็กะจะเดินไปเอาโบรชัวร์ แต่เออะ! เกือบลืม เช่นเคยเหมือนตอนไป Honda Welcome Plaza
ที่ Aoyama ผมเอาแนวคิดเดิมมาใช้ ถ้าอยากขอโบรชัวร์เยอะๆ เราต้องสร้างบารมีโดยการเดินเข้า
ร้านขายของที่ระลึก อุดหนุนของให้มีติดมีมาสองสามถุง จากนั้นค่อยไปขอโบรชัวร์ คุณจะดูเป็นบุคคล
ที่พร้อมจะลงทุนและมีศักยภาพทางการเงินที่น่าไว้ใจในระดับที่พอจะขอโบรชัวร์ได้โดยพนักงาน
ไม่แอบเอาไปเม้าท์กับเพื่อนตอนพักกกลางวัน

ดังนั้นไป..ไปซื้อของเล่นกันก่อนมะ? ตี้พนักหน้าหงึกๆเห็นด้วย ส่วนบอมยักไหล่แล้วบอกว่ามันเอา
ยังไงก็ตามกัน

ใน Nissan Gallery นี้จะมีร้านขายของที่ระลึกด้วย ถ้าคุณเป็นคนชอบสะสม item ต่างๆของ Nissan
ไม่ต้องโผล่ไปลุ้นตาม Autobacs นะครับ มาที่ Yokohama นี่แหละ ขนาดของ Giftshop ที่นี่จะโตกว่าที่
Ginza และมีของให้เลือกมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถโมเดล ขนาดตั้งแต่คันเท่าหัวแม่โป้งไปจนถึง
ขนาด 1:18 ที่หล่นใส่หัวหมียังร้องไห้ มีเสื้อแจ็คเก็ต พวงกุญแจ แก้วน้ำ มีแม้กระทั่งเคส iPhone โดย
สินค้าส่วนมากก็จะพะยี่ห้อ “Nissan” ไม่ก็ “Nismo”

คราวที่แล้วที่ผมมาที่นี่ตอนปี 2009 ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ร้านเพิ่งเปิดใหม่ สินค้าเกือบจะทุกอย่างจะต้อง
เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Skyline, GT-R, Fairlady Z และดูเหมือนโลกของเขาจะเน้นแต่สินค้าที่เกี่ยวข้อง
กับรถประเภทนี้เท่านั้น แต่มาวันนี้ปีดี 2013 ดูเหมือนว่ารถหลายรุ่นได้รับพื้นที่ความสนใจอย่างเท่าเทียมกัน
คนใช้ March หรือ Note ก็มีของเล่นของที่ระลึกให้ซื้อ แม้กระทั่ง Bluebird หรือรถรุ่นเก่าๆจากในอดีตก็มี
ให้เลือก แม้ยังไม่ครบทุกรุ่น (และแน่นอนไม่มี Tiida หรือ NX ซึ่งเป็นรถที่ผมใช้อยู่เลย) แต่ก็ถือว่าดีกว่า
แต่ก่อนมาก 

ไอ้บอมเดินดูอยู่นาน แต่กลับซื้อโมเดล Nissan Leaf คันสีโครเมียม ซึ่งเป็น Edition พิเศษ และซื้อโมเดล
1:43 ของ Nissan Latio มาด้วย ส่วนผมนึกเทียบอยู่นานว่าจะเอาโมเดลขนาดใหญ่ 1:18 ไปดีมั้ย แต่คิดอีกที
ไอ้ที่มีอยู่ที่บ้านก็รักษามันไว้ดีๆไม่ได้ สภาพแย่ทุกคัน เอาอะไรที่มันขนาดเล็กลง ไม่เปลืองพื้นที่ ดูแลไม่ยาก
เอามาเก็บไว้เผื่อชาติหน้ากลายเป็นของหายากจะได้ขายได้ ว่าแล้วก็หยิบเอาโมเดล 1:43 มาเทียบๆดูหลายคัน
ที่นี่มีเยอะมากครับ 370Z ทั้งสองบอดี้, Latio, Sylphy, Cima, Fuga, Teana, Note, March ใส่ในกล่องเล็กๆ
น่าสอยทั้งนั้น แต่ท้ายสุดรู้ฐานะตัวเองดีว่าเงินเหลือไม่มากนัก ก็จำใจเลือกมาเฉพาะบางรุ่น ได้แก่ R35, R34
และที่เด็ดสุดคือ Nissan PAO! โอ้โฮเจอปุ๊บแทบจะตะครุบไม่ทัน ในร้านเหลือแค่กล่องเดียวด้วย

ทีนี้มาลองพลิกดูราคา..ตลกดี R34 สีน้ำเงินใส่กล่องธรรมดา ราคา 4,100 เยน (น่าจะราวพันสี่ร้อยบาท
ตามอัตราแลกเปลี่ยนเดือนม.ค.) แต่ R35 ใส่กล่องพลาสติกขนาดใหญ่กว่าอลังการกว่าดันราคา 3,400
ส่วน PAO นั้น 3,800 เยน..ผมหยิบพวงกุญแจ March เอาไปฝากเพื่อน (1,200เยน) และชุดเข็มกลัดเน็คไท
R34 ที่มีเข็มกลัด 3 อัน เป็นโลโก้ GT-R เป็นรูปรถ R34 และเป็นรูปฝาครอบวาล์ว RB26 (3,230 เยน)
สรุปงานนี้จ่ายไปอีก 15,730 เยน ส่วนไอ้ตี้..เห็นบอกจะไม่ซื้ออะไรมาก แต่เห็นไปจกๆของมา วางลงบนแคชเชียร์
ดังโครม!

“ฝากเพื่อน  พี่” มันบอกผมอย่างนั้น..หืมใช่สิมึงนี่เพื่อนเยอะ

ผมมองหน้าหมั่นไส้มันเบาๆไปที แล้วหันไปมองแคชเชียร์สาวที่กำลังตกใจกับปริมาณของอยู่
แล้วก็เลยบอก “Those are for his friends. He happens to have lots of them.” แคชเชียร์ยิ้มๆ
ตอบสั้นๆแค่ว่า “I see”

ด้วยปริมาณของที่ซื้อมามากมายแบบนี้ ย่อมไม่เป็นปัญหาเลยที่เราจะเดินขบวนไปขอโบรชัวร์
ที่เคาน์เตอร์ พนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ยิ้มรับและยอมมอบโบรชัวร์ตามที่เราต้องการอย่างว่าง่าย
ไม่ต้องผ่านการตีความของคณะตุลาการใดๆทั้งสิ้น แน่นอนว่าผมขอโบรชัวร์ Sylphy, NV350 มา
ในขณะที่ตี้ก็ขอ March กับ Latio ด้วยเหตุผลที่ว่าอีกหน่อยพอหน้าตัดกับอะไหล่เซียงกงเริ่ม
เข้าไทย จะได้มีแหล่งอ้างอิงไว้ดูว่าอันไหนของญี่ปุ่น อันไหนของไทย

เออ..ตามใจแก สุดท้ายไอ้พวกรถเหล่านี้ต่างก็ Made in Thailand ทั้งนั้นแหละ

หลังจากนั้น เราก็เก็บของใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย สำรวจว่าไม่มีการลืมอะไรด้วยท่าเต้น Step กันลืม
ไอ้ Step กันลืมนี่คือสิ่งที่ผมมักทำประจำเวลาเดินทาง ยกขาขวา ตบกระเป๋ากางเกงขวาว่ากระเป๋า
สตางค์ยังอยู่ จากนั้นยกขาซ้าย ตบกระเป๋ากางเกงซ้าย ว่าโทรศัพท์มือถือยังอยู่ แล้วก็ตบกระเป๋าเสื้อ
1 ทีเพื่อสัมผัสการมีตัวตนอยู่ของหนังสือเดินทาง ถ้าของอยู่ครบ Step จะก่อให้เกิดเสียงแปะ 3 ที
เป็นจินตลีลาเบื้องต้นที่นักเดินทางควรทำประจำก่อนจะออกเดินทางจากที่ใดที่หนึ่ง

ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ เอาไปใช้กันตามสบาย ไม่ต้องให้เครดิต

เดินออกมาริมถนนข้างนอก เห็นว่าหน้าสำนักงานใหญ่ มีจุดชาร์จไฟ และ Nissan Leaf จอดอยู่ด้วย
นี่คงเป็นการพยายาม “นำเอาสิ่งที่ตนเองขายมาลองใช้เอง” อย่างหนึ่งขององค์กร
แต่วิ่งไปมาแค่ในเมืองคงไม่เดือดเนื้อร้อนใจเรื่องการชาร์จไฟเท่าไหร่หรอก ลองวิ่งเกิน 200 ก.ม.ดูสิ หุหุ

เมื่อมองซ้ายมองขวาแล้วพยายามจะเรียก Taxi ด้วยความที่ชินกับเมืองไทย พอเห็น
ถนนหน้า Gallery ว่าง ไม่มีใครเข้าออก ก็เลยโบกมือเรียกแท็กซี่ตรงนั้น ปรากฏว่าแท็กซี่ไม่ยอมจอด
..ผมมองซ้ายขวาไปมา ตรงนี้อาจเป็นทำเลไม่ดีนัก เลยเดินไปทางขวาอีกเล็กน้อย เป็นเวิ้ง
ขนาดเล็กๆที่สามารถจอดรถแอบได้โดยไม่ขวางทาง พอเดินไปเรียกตรงนั้น แท็กซี่ผ่านมาจอดทันที

ผมบอกเป็นภาษาญี่ปุ่น “ชินโยโกฮามะราเม็งมิวเซียม อิทาดากิมาเดะเดส” (ไปพิพิธภัณฑ์ราเม็งค่ะ)
แท็กซี่โค้งหัวคำนับแล้วเราก็โดดขึ้นรถกันไปสามคน สาเหตุที่ผมเลือกขึ้นแท็กซี่เพราะดูแล้วน่าจะ
ไม่ไกลมาก (จากแผนที่) และอยากเซฟแรงขาเอาไว้ทำอย่างอื่นมากกว่า

…แล้วก็เพิ่งมาตระหนักตอนหลังว่าตัวเองคิดผิด

เพราะนั่งรถมานานแล้วยังไม่ถึงเสียที การที่หิมะตกเมื่อวานแล้วยังละลายไม่หมดทำให้ถนนบาง
ช่วงมีการจราจรตัดขัด นั่งมองรถคันแล้วคันเล่าที่อยู่ข้างๆ ดูทิวทัศน์ไปพลางๆ ถือโอกาสชมเมือง
Yokohama ซะ..เพราะคงทำอะไรไม่ได้ ดีเหมือนกัน..มา Yokohama 3 ครั้ง ไม่เคยได้มีโอกาสนั่ง
รถชมเมืองแบบนี้ก็เอาซะหน่อย


ไอ้ตี้ถ่ายรูปสองข้างทางไปด้วย นานๆทีจะมีเสียงมันโวยวายเวลาเจอรถเทพๆในสายตามัน
อย่าง E55 AMG Kompressor หรือ 3-Series Cabriolet ซึ่งยังสภาพดีอยู่มาก

นอกจากนี้แล้วมันก็ยังถ่ายภาพดีลเลอร์ BMW ..ตลกตรงที่ BMW “Premium” Selection

พรีเมียมบ้านพ่อมันจอดตากหิมะตามยถากรรมเลยครับ ส่วนศูนย์ Honda นั่นก็เล็กเหลือเกิน

ก็ญี่ปุ่นเขาค่าที่ดินมันแพงเหลือเกิน ตรงไหนประหยัดเนื้อที่ได้ก็ต้องประหยัดกันไป

ถนนบางช่วงยังลื่นมาก หิมะยังละลายไม่หมด เราจะได้เห็นรถยนต์และรถบัสบางคันใส่ยางหุ้มโซ่แบบนี้

เวลาวิ่งผ่านทีเสียงดังสะใจ..ผมไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน ตอนอยู่ Kansas แม้หิมะตกแต่ก็ไม่เคย

หนาจนต้องใส่ยางพันโซ่แบบนี้เลย

สักพัก..พอมิเตอร์เริ่มหมุนเกิน 2,800 เยน (ราวแถวๆพันบาทไทย) ณ จุดนี้ชีวิตเริ่มกดดัน..โห..ทำไมมัน
โหดอย่างนี้วะ ดูจากแผนที่ตอนแรกก็เตรียมงบค่าแท็กซี่ว่าไม่เกิน 2,000 เยน แต่นี่รถยิ่งติด
เวลาที่อยู่บนถนนยิ่งนาน มิเตอร์ยิ่งขึ้น

“ไอ้บอม”
“ฮะ”
“มึงดูมิเตอร์ดิ กูตาฝาดหรือเปล่าวะ”
ไอ้บอมยื่นชะโงกหน้าไปดูมิเตอร์แล้วหันมาทำหน้าเหมือนเพิ่งดูการประหารตัดคอแบบสดๆมา
เป็นหลักฐานบ่งชี้ได้ว่าผมตาไม่ฝาดแน่

มันช่างเป็นเวลาที่ยาวนานมากกว่ารถจะมาจอดตรงหน้าตึกเล็กๆแห่งหนึ่ง สรุปงานนี้
น้าแท็กซี่ได้เงินผมไปราว 4,500 เยน (ราว 1,500บาท ส่งผมเสร็จน่าจะกลับบ้านเปิดสาเก
ฉลองกับเมียได้แล้วมั้ง) หน้าตาผมดูหงุดหงิดเหมือนแมวเบ่งขี้…ไอ้บอมมันเตือนแล้วนะว่าถ้า
ยอมลงทุนเดินสักหน่อยหรือใช้รถบัสน่าจะประหยัดเงินไปได้ 3,000 เยน แต่ผมขี้เกียจเดินนี่หว่า
ผมไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่บอกว่าค่าเดินทางครั้งนี้พวกมึงสองคนไม่ต้องแชร์หรอก กูรับผิดชอบเอง

เราลงแท็กซี่มา ก็มีหนุ่มญี่ปุ่นคอยโค้งคำนับ ผมถามหาที่ซื้อตั๋วด้วยคำมั่วๆ “ทิคเก็ตโตะเดสก๊ะ?”
หนุ่มต้อนรับก็ผายมือไปทางขวาให้เห็นตู้จำหน่ายตั๋วเล็กๆ ผมซื้อตั๋วสามใบ จ่ายแบงก์พันเยน
ได้ทอนมาร้อยเยน แล้วก็ยื่นให้น้องสองคนก่อนเดินเข้าไป


[Image sourced from offical site of Yokohama Raumen Museum]

Shin Yokohama Raumen Museum นี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1994 แล้ว โดยคุณโยจิ อิวาโอกะ
ผู้ซึ่งเกิดและเติบโตในเมือง Yokohama นี้เองโดยจุดประสงค์ของเขาในการสร้างที่นี่ก็คือ
เป็นที่เอาไว้รวมประวัติความเป็นมาของราเม็งจากที่ต่างๆในญี่ปุ่น และยังมีร้านราเม็งชื่อดัง
มาเปิดรวมอยู่ที่เดียวกัน (คล้ายๆชุมนุมราเม็งของคุณตันที่ Arena ทองหล่อนั่นแหละ)

แต่เท่าที่อ่านจากโบรชัวร์ กฏข้อบังคับของที่นี่ก็คือ
1. ถ้าร้านเต็ม ให้เข้าคิวหน้าร้าน (เออสิ จะให้ไปเข้าคิวที่ไหนอีก)
2. ถ้าจะถ่ายภาพพิพิธภัณฑ์ไปใช้ในเชิงค้าขาย ต้องขออนุญาตก่อน (อันนี้ผมถามแล้วว่า
ถ้าไม่ได้เอาไปขาย หรือทำเป็นสิ่งพิมพ์ แต่เอาไปเขียนลงเว็บหรือ Blog สามารถทำได้)
3. ห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร
4. ผู้ใหญ่ที่มา จะต้องสั่งราเม็งอย่างน้อยหนึ่งชาม!(ซึ่งไม่รู้ว่าใครคิดกฏนี้ ผมโคตรเกลียดมาก
มันหัวพาณิชย์ไปหน่อยหรือเปล่า ราเม็งชามเล็กก็ 550เยน ค่าตั๋วก็จ่ายไปแล้ว 300เยน)
5. ห้ามนำเครื่องปรุงส่วนตัวมาเอง (นั่น..ค่าเข้ากูก็จ่าย ค่าก๋วยเตี๋ยวบ้านพ่อ.งกูก็จ่าย จะเอาอะไรอีก
ประเดี๋ยวปะยัดพริกขี้หนูน้ำส้มสายชูซะหรอก)

เข้ามาชั้นแรก สิ่งที่เห็นคือร้านขายของที่ระลึกมากมาย มีทั้งพวงกุญแจ กระเป๋า และของกุ๊บกิ๊บต่างๆ
มีเส้นราเม็งขายหลายแบบทั้งแบบฉีกซองมาต้มๆหน่อยก็ทานได้เลย หรือเป็นแบบอบแห้งที่เก็บไว้
นานๆแล้วค่อยเอามาทำกินก็ได้ 

แต่ที่ไม่เข้าใจคือรางรถแข่งสล็อตคาร์แบบที่เคยเจอตามห้างชานเมืองในไทยเช่นบางลำภูงามวงศ์วาน
(ปัจจุบันเป็นPantip งามวงศ์วานไปแล้ว) มาทำอะไรในพิพิธภัณฑ์ราเม็งแห่งนี้

และที่ไม่เข้าใจหนักเข้าไปใหญ่คือป้ายนี้ คุณพยายามจะสื่อสารอะไรกับผมหรือครับ?!?

สิ่งที่วางขายอยู่ตรงนั้นคือกบเหลาดินสอรูปหมู ดังนั้นมันอาจจะหมายถึง “มีกบเหลาดินสอ
รูปหมูมากมายให้คุณเลือก” หรือเปล่า แต่กระนั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า Buta men Cup Noodles
บนป้ายเดียวกันนั้นเล่า คืออะไร? ตรงนั้นไม่มีบะหมี่วางขายไว้นะบอกไว้ก่อน..

เข้าใจว่านี่คงเป็นผลจากการใช้ Google Translator ซึ่งแม้ผมจะขอบคุณนะครับที่มึงอุตส่าห์
เอาใจนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ไปๆมาๆแล้วผมว่ามันออกจะตลกเสียมากกว่า นักธุรกิจและเจ้าของ
สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในไทยดูไว้นะครับ เรื่องภาษาต่างชาติ การที่คุณพยายามจะเอาใจเจ้าของภาษา
เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ถ้าทำออกมาไม่ดี มันก็จะเป็นที่ล้อเลียนของเจ้าของภาษาเขาได้ครับ การเขียนเขิน
อะไรก็เหมือนกัน ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าภาษาอังกฤษสะกดยังไง Google ก่อนสัก 10 นาทีน่าจะช่วยได้
และเมื่อรู้แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด ก็อย่าทะลึ่งเขียนผิดๆต่อแล้วบอกว่ามันคือสไตล์กู ..ไม่เข้าท่าว่ะ

เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางการรวมพลของหมู เราก็ไปเดินดูว่ามีอะไรใน Raumen Museum บ้าง
(หมายเหตุ:ฝรั่งส่วนมากจะสะกดคำว่าราเม็งด้วย R-A-M-E-N นะ..มีที่นี่แหละที่เติมตัว Uมา)

เท่าที่เห็น ถ้าไม่นับโซนของที่ระลึกแล้วก็จะมีผนังที่บอกประวัติความเป็นมาของราเม็งตั้งแต่กระชอนลวก
ยันถ้วยใส่ราเม็ง และมีบอกด้วยว่าที่แคว้นไหนจังหวัดใดมีราเม็งขั้นเทพอยู่ที่ไหนบ้าง เปิดขายตั้งแต่
ปีไหน 

แต่ที่แย่หน่อยคือ ทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลยครับ ผมอ่านก็อ่านไม่ออก โบรชัวร์น่ะมีเวอร์ชั่น
ภาษาไทยให้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ราเม็งอย่างที่มีบนผนังเลย
ที่เจ็บกระดองใจที่สุดคืออุตส่าห์ลงทุนทำไอ้หมูรวมพลนั่น..ทำโบรชัวร์ภาษาไทย .แล้วก็มาบอกว่า
ความรู้และประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่ไอ้แพนตั้งใจมาซึมซับน่ะ มีแต่ภาษาญี่ปุ่นนะคะ..

เดินลงมาชั้นใต้ดิน บรรยากาศมืดๆมัวๆเหมือนเข้าไปตามห้องแถวของแก๊งค์ค้ายาเสพย์ติดโคลัมเบีย
มีเสียงกรี๊ดกร๊าดโวยวายดังมาจากข้างล่าง ไอ้ตี้เริ่มสะกิดผม “เราจะรอดกลับขึ้นมามั้ยพี่?” ผมบอกแค่
“ต้องรอดสิวะ” 

เดินลงมาก็เห็นบรรยากาศการตกแต่งและแสงสีที่ต้องร้อง ว้าว! 

อุโฮ่เฮะ! นี่ขนาดอยู่ชั้นใต้ดิน คุณโยจิแกเนรมิตให้มันมีบรรยากาศคลาสสิคเหมือนญี่ปุ่นในยุคโชวะไปเลย
เพราะตานี่แกมีความหลงใหลกับประวัติศาสตร์ราเม็ง และปีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกเปิดตัวในโลก
เป็นครั้งแรกโดยนิสชิน มันก็คือปีโชวะที่ 33 หรือ ค.ศ. 1958 นี่ล่ะครับ ว่าแล้วก็ลองเดินวนดูชั้น B1F
ก็เห็นมีร้านคาเฟ่บาร์ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเราไม่สนใจจะกิน เลยเดินวนขวาไป ก็เจอร้านดังนี้
1. ร้าน Nidaime-Genkotsuya ราเม็งจากแถบโตเกียว ใช้น้ำซุปแบบ Shio (น้ำใสๆเค็มๆเกลือๆ)
2. ร้าน Shinasobaya ชื่อร้านดูง่ายๆดี คำว่า Shina ที่ญี่ปุ่นเรียกก็หมายถึง “จีน” เพราะพวกราเม็งนี่
เป็นสิ่งที่มากับวัฒนธรรมจีนครับ ทหารญี่ปุ่นที่บุกไปจีน ไปอยู่ที่นั่นนานก็เสพย์ก๋วยเตี๋ยวจีนจนชิน
พอสงครามโลกครั้งที่สองจบลง กลับมาบ้านตัวเองก็เกิดอยากกินขึ้นมาเลยพากันเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว
แล้ววิวัฒนาการกลายมาเป็นราเม็งทุกวันนี้ ร้าน “โซบะจีน” นี้เป็นน้ำซุปแบบซีอิ๊วโชยุครับ
3. ร้านขายขนมและของเล่น หน้าตาเก่าๆ คนขายก็เก่าพอๆกับหน้าตาร้าน บรรยากาศประมาณ
ร้านขายของเล่นในเพลินวานมากครับ
4. ร้าน Sumire ราเม็งเน้นจุดขายเป็นน้ำซุปเต้าเจี้ยว (มิโซะ) มาไกลจาก Sapporo เกาะฮอกไกโด

เมื่อเดินวนชั้นนี้จบแล้ว บอมเสนอว่าเห็นข้างล่างดูครึกครื้นดี มีสีสันและบรรยากาศโล่งกว่า น่าจะลอง
ไปเดินดูข้างล่างก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะกินร้านไหน ผมกับตี้ก็เห็นด้วย แล้วก็เดินลงไปด้วยกัน

ที่ชั้นล่างเมื่อลงบันไดไปแล้วเริ่มจากร้านซ้ายมือสุด จะมีทางเลือกความอิ่มให้เข้าคิวดังนี้
1. ร้าน Ryusyanhai ราเม็งน้ำซุปเต้าเจี้ยวจากเมือง Yamagata
2. ร้าน Ganja ราเม็งแบบ Tsuke-men (สึเกะเมน) ซึ่งแปลกว่าร้านอื่นคือเส้นอุด้งจะแยกถ้วยกับน้ำซุป
เวลากินต้องเอาตะเกียบคีบอุด้งชุบลงในน้ำซุปโชยุของเขาแล้วกิน เจ้านี้มาจากเมืองคาวาโกเอะ
3. Mennobou Toride มาจาก Tokyo เป็นน้ำซุปกระดูกหมูครับ
4. ร้าน Tanaguchi Syokudo ร้านเป็นราเม็งไก่ น้ำซุปโชยุ มาจากเมือง Susaki
5. ร้าน Kamome Syokudo ราเม็งน้ำซุปเกลือจากเมือง Kesennuma
6. Komurasaki ราเม็งน้ำซุปกระดูกหมู จากเกาะใต้ เมือง Kumamoto

หลังจากเดินดูกันครบแล้วก็มาตกลงกันว่าจะเลือกร้านไหน เอ้า!บอมว่าไง
“ยังไงก็ได้” …อ่ะแล้วตี้ล่ะครับ “พี่ว่าไงตี้ก็ว่าตามกัน” 

ดีมากครับ สมกับเป็นเพื่อนเดินทางจริงเว้ยเห้ย ช่วยตูคิดกันหน่อยได้มั้ยเนี่ย! อืม..ดูๆแล้วราเม็งทุกร้าน
มันช่างดูเหมือนๆกันไปเสียหมด..บางเจ้านี่ดูยังไงก็ฮาจิบังชัดๆ ..หรือว่าบางทีพวกเราอาจจะอุดหนุด
ชุมนุมแม่ค้าขายราเม็งที่ Areana ทองหล่อมาบ่อยไปมันเลยดูเหมือนๆกันไปซะหมด เอางี้!

“พี่แพนขอสรุปละกันว่าเราจะกินร้านกัญชา เอ้ย! Ganja” ผมฟันธง
“ทำไมพี่ชอบร้านนี้อ่ะ” ไอ้ตี้ถาม ผมก็อธิบายง่ายๆ
“ก็มันมาจากเมือง Kawakoe ไง..คืองี้ครับไอ้ตี้ พี่แพนชอบอ่านการ์ตูนอ้วนซ่าขาซิ่ง และในการ์ตูนอ่ะ
เรื่องราวทั้งหมดมันก็เกิดในเมือง Kawakoe นั่นล่ะเหตุผลของกูครับ โอเคมั้ย” (พี่ว่าไงตี้ตามกัน..งั้นตามกูมาสิ)

ที่จริง เหตุผลเสริมยังมีอีกคือร้านนี้คิวดูไม่เยอะ และใจก็อยากลองกินราเม็งแบบแยกน้ำซุป ซึ่งไม่เหมือนกับ
ซารุโซบะที่พบตามร้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเรา ทีนี้เราสามคนก็ไปยืนเอ๋ออยู่หน้าตู้กดที่มีรูปราเม็งอยู่หลายรูป
กับภาษาญี่ปุ่นที่เราไม่เข้าใจ โชคดีที่พนักงานที่เฝ้าอยู่ตรงนั้นพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร จึงค่อยๆแนะ
ให้เรากดเลือกเมนูราเม็งที่ต้องการ และเลือกขนาดที่ต้องการ ผมก็เลือกสุ่มไปมั่วๆสักจานที่เป็นขนาดใหญ่
แล้วก็เดินเข้ามานั่งในร้าน ส่วนบอมกับตี้ยังใช้เวลาในการเลือกและสอบถามกับพนักงานอย่างใจเย็น

แล้วผมก็เพิ่งมารู้ตอนออร์เดอร์มาเสิร์ฟถึงโต๊ะนี่ล่ะว่าทำไมถึงต้องถามกันเยอะ เพราะราเม็งของผม
มาเป็นน้ำซุปกับหมูในน้ำซุปและเส้น ส่วนของบอมนั้นมีออพชั่นพิเศษเป็นหมูชิ้นโตๆแยกวางบนเส้นอุด้งมา
ส่วนของไอ้ตี้ไม่มีหมูชิ้นโต แต่มีไข่ผ่าซีกมาให้ หงุดหงิดจังเลย..ทำไมสองคนนี่ชอบได้ของดีอยู่เรื่อย
หรือเป็นเพราะผมใจร้อนเกินไป? งั้นก็ช่างมัน เอาตะเกียบจกอุด้งทิ่มในน้ำซุปสองสามที

หืม..รสชาติมันอูมามิดีแฮะ..เลยลองเอาช้อนซดน้ำซุปเพียวๆโฮกใหญ่ แล้วก็หน้าแหย๋เพราะมันเค็มเหลือทน
ไอ้บอมขำนิดๆก่อนอธิบายความเข้าใจของมัน “ก็น้ำซุปเขาทำมาให้จิ้มเส้นแล้วกิน ก็ต้องเค็มหน่อยสิพี่
ถ้าไม่เค็มเวลาเอาเส้นจิ้ม เส้นมันก็ไม่มีรสชาติไง” (ซึ่งจะว่าไปมันก็พูดถูก เถียงไม่ออก ก้มหน้ากินต่อ)

เมื่อกินเสร็จก็ถามความเห็นทุกคนว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ทั้งบอมทั้งตี้ต่างก็พอใจในรสชาติ คิดว่ามี
ไอ้ราเม็งร้านนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่ามาที่นี่แล้วไม่เสียเที่ยว มันเป็นรสชาติที่ไม่เหมือนราเม็งร้านใดๆก็ตาม
ที่เราเคยกินมาในประเทศไทย และที่สำคัญคือบอมนั้นไม่มีอาการชาปาก…บอมเป็นคนที่ไวต่อผงชูรสมาก
เวลากินราเม็งบางร้านในเมืองไทย มันจะปากชาหูชาแดงเห็นได้ชัด แต่ที่นี่มันกินจนหมดจานแล้วยังไม่
ออกอาการแม้แต่นิดเดียว เป็นไปได้ว่าราเม็งร้านนี้ไม่ใช้ผงชูรสในการปรุงเลย ถือว่าเป็นราเม็งบริสุทธิ์
ซึ่งเราก็ได้เปิดบริสุทธิ์มันไปแล้ว

กินกันจนอิ่ม..รู้งี้น่าจะสั่งราเม็งถ้วยเล็ก จะได้ลองกินร้านอื่นอีกสักร้าน แต่ช่วยไม่ได้ สั่งตอนหิว
มันเป็นแบบนี้แหละ..ในเมื่อไม่มีอะไรทำที่นี่แล้วก็ยกพลกลับเมืองหลวงกันดีกว่า ดูนาฬิกาเป็นเวลา
ใกล้สี่โมงครึ่ง เผื่อเข้า Tokyo แล้วอาจจะมีเวลาว่างไปเดินเล่นที่ Akihabara สักพักก่อนกินมื้อค่ำ

เราสามคนเดินจากพิพิธภัณฑ์มา ..ขากลับนี้ผมต้องขอให้บอมค้นหาข้อมูลการเดินทางกลับให้
โดยใช้ Application นักเดินทางใน iPhone ของมัน เพราะผมอยากเซฟเงินไว้กินอาหารดีๆมากกว่าที่จะ
ยอมเสียค่าแท็กซี่ 4,500 เยนอย่างตอนขามา บอมค้นข้อมูลอยู่สักครู่ก่อนได้ข้อสรุปว่าให้เดินไปสถานี
รถไฟใต้ดิน Shin-Yokohama แล้วนั่งรถประมาณ 4-5 สถานี ไปลงที่ Higashi-Kanagawa
ซึ่งเราจะสามารถจับรถไฟสาย Keihin-Tohoku กลับ Tokyo ได้ ..ก็ไม่มีธุระอะไรที่ Yokohama Station
แล้วนี่..วิธีนี้ก็ดีเหมือนกัน แถมค่าตั๋วก็แค่คนละ 230 เยน ..อ่ะงั้นนำทางไปเลยบอมเอ้ย

ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เราก็กลับมาอยู่ที่สถานี Tokyo Station ซึ่งอันที่จริงจะนั่งรถตรงไป Akihabara
เลยก็ได้ แต่ตี้เป็นนักสะสมรถโมเดลขนาดเล็กของ Tomica และมันก็พยายามค้นหาข้อมูลจนทราบว่า
มีร้าน Tomica shop อยู่ในห้าง ในสถานีนี่ล่ะ ผมเห็นว่ามีเวลาเหลือสบายๆ ก็เลยแวะให้มันตามหาร้าน
จนเจอ แล้วก็ปล่อยให้มันเดินก้มๆเงยๆดูของโดยที่ผมเองก็ไปเดินดูเหมือนกัน แต่เพราะอะไรก็ไม่ทราบ
ผมถึงไม่ได้รู้สึกอยากซื้อ อาจจะเป็นเพราะคันมันเล็กไปหรือไม่ก็การเก็บงานไม่สวยถูกใจ ก็เลยออกมา
ยืนรออยู่ข้างนอก

ใครบอกว่าคนไม่มีแฟน (อย่างผม) ไม่มีทางรู้รสชาติของการรอสาวๆช้อปปิ้ง ผมบอกตรงนี้เลยว่า
ต่อให้ไม่มีทั้งผัวทั้งเมียผมก็รู้รสชาติของการรอวันนี้แหละครับ นี่เดินไปวนดูของเล่นร้านอื่นๆมานานแล้ว
พ่อเจ้าประคุณไอ้แว่นตี้เจ้าของ T & T Garage ของเราก็ยังโผล่ๆผลุบๆอยู่ในร้านนั้นแหละ

สักพักมันก็กลับมาพร้อมกับรถ Tomica ประมาณโหลกว่าๆเห็นจะได้
“นี่เอาไปฝากเพื่อนใช่ไหม” ผมถามด้วยน้ำเสียงแกมหมั่นไส้เบาๆ มันตอบแบบยิ้มปากฉีก
“เปล่าพี่ อันนี้ของตี้ล้วนๆ” แหม่กิจการผ้าเบรกกับน้ำมันเครื่องนี่มันนำเงินนำทองมาดีจริง..พี่แพนเห็น
คุณตี้มันช้อปแล้วอิจฉาวุ้ย เราเป็นพนักงานธนาคารฯอายุสามสิบกว่าแล้วก็ทำเว็บด้วย แปลงานด้วย
เวลาจะซื้อของทีบางชิ้นนี่คิดแล้วคิดอีก

นั่งรถไฟไปลง Akihabara กันต่อ จุดหมายที่มาที่นี่คืนนี้ก็เพื่อเดินสัมผัสบรรยากาศกันอย่างเต็มอิ่ม
เมื่อวานนี้สัมผัสมาเต็มก็จริง แต่เป็นเวอร์ชั่นชดใช้กรรมเก่า..คงไม่ดีเหมือนกับวันนี้ และที่สำคัญคือจะพา
ตัวเองและน้องๆไปกินสเต็กที่ตึกวัว Mansei ..ชอบสเต๊กที่นี่มากครับ มาญี่ปุ่นครั้งใด อย่างน้อย 1 มื้อ
ต้องสลายทรัพย์ให้กับที่นั่น แต่ก่อนอื่น..เอิ่ม..

อันที่จริง…ว่าจะไม่บอก แต่บอกก็ได้วะ

ส่วนหนึ่งที่มาที่นี่ก็กะจะเดินร้าน Sex Shop นั่นแหละครับ สี่ปีก่อนมีโอกาสได้ลองเข้าไปเดินเล่นๆในร้าน
แถวใกล้ๆโรงแรม แต่คราวนี้มาอยากจะจัดเต็มที่ Akihabara ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะเข้าร้านผิดหรือ
หาร้านไม่เจอ ผมแอบส่งข้อความไปหา “ขั้นเทพ” ท่านนึงมาแล้ว และได้โพยมาสามร้านพร้อมทั้งคุณสมบัติ
ของแต่ละร้าน ซึ่งผมไม่สนมากนักเพราะยังไงก็กะจะลองเดินเข้าไปลองมันทุกร้านอยู่แล้ว

ถามว่าเขียนเรื่อง Sex shop ไม่กระดากมือบ้างเหรอ..ก็กลัวเหมือนกันว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก
วัยกระเตาะทั้งหลายหรือเปล่า แต่ถ้าให้พูด ..ก็ต้องบอกความคิดเห็นส่วนตัว ว่าไอ้วัยขนาดเนี้ย
ถ้ามันไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีแล้วล่ะ และนี่ร้าน Sex shop นะครับ ไม่ใช่ซ่อง..ใครจะมองว่า
ไม่เหมาะสมก็ช่างมันเถอะว่ะ ถ้าผมมีลูกแล้วไปจะเอ๋ลูกตัวเองในร้าน Sex shop ผมคงไม่ตีไม่ด่ามันหรอก
ตราบใดก็ตามที่มันไม่ไปบังคับขืนใจคนอื่น..บางคนอาจจะบอกว่า Sex shop เนี่ยแหละนำไปสู่การขืนใจ
อันนั้นผมว่าถามความสัตย์จริงในตัวเองดีกว่าครับว่าคดีส่วนมากในประเทศไทยที่เกิดน่ะ
มันเป็นเพราะดูหนังแล้วเกิดอาการไม่จบศึก หรือเป็นเพราะไม่มีหนทาง ไม่มีที่บำบัดเลยเกิดอาการสะสม?

สามร้านที่ “ขั้นเทพ” อุตส่าห์ทำแผนที่มาให้คือสามร้านหลักในอากิฮาบาร่า 1 ร้านชมพู 2 ร้านเขียว 3 ร้านส้ม
ร้านชมพูตั้งมายาวนานมาก ของไม่เยอะมากเพราะร้านเล็ก ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ทำให้ของไม่ค่อยหลากหลาย
เท่าไหร่ ร้านเขียว เปิดไม่กี่ปีมานี้ ของเยอะ มี6-8ชั้น เคยมีตุ๊กตายางตัวละเป็นแสนๆมาโชว์ เคยมีดารา AV
มาแจกลายเซนต์หน้าร้าน เป็นร้านที่ใหญ่และน่าเดินที่สุดในสามร้าน แต่ของอาจจะราคาแพงกว่าร้านอื่นนิด
ส่วนร้านส้ม ร้านนี้น่าจะราคาถูกที่สุด เปิดใหม่เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ร้านกว้าง ใต้ดินเป็นแผ่น ชั้นหนึ่งคละ
ชั้นสองของเล่น มีให้เลือกเยอะเหมือนกัน

แนะนำว่าให้เข้าร้านเขียวดูของ ไปซื้อร้านส้ม แล้วค่อยไปเก็บตกร้านชมพูตามลำดับ
แล้วหากร้านอื่นขาดอะไรที่อยากได้ในร้านเขียวค่อยกลับไปซื้อ..ที่เขียนมานี่ขั้นเทพแนะนำมาหมด

เริ่มต้นที่ร้านเขียวก่อนเพราะอยู่ใกล้ ทันทีที่ผลักประตูเข้าไปบรรยากาศของความหื่นก็แล่นปะทะ
ใบหน้าเข้าอย่างจัง ผู้ชายหื่นทั้งผมสั้น ผมยาว ทุ่งหมาหลงยันชะโดตีแปลงหน้าหื่นๆเต็มไปหมด
กำลังเลือกแผ่นหนังและอุปกรณ์เสริมกันแบบน้ำลายไหลเยิ้มเป็นทางๆ มีพริตตี้เชียร์หนังโป๊ยืนหน้า
สลดกับชีวิตอยู่ตรงมุมเงียบๆรอให้ชายหื่นเข้ามาเกี้ยวพาราสี

เปล่าหรอก..มันไม่ใช่อย่างนั้น
แต่ผมเชื่อว่ามนุษย์ผู้สูงส่งด้วยคุณธรรมหลายคนคิดแบบนั้น…แล้วความจริงเป็นยังไง?

เปิดประตูเข้ามา ..คุณนึกภาพร้านหนังสือที่คับแคบ ใช้พื้นที่แบบโคตรคุ้ม มีบันไดขนาดเล็กแคบ
แต่ตกแต่งในร้านอย่างสะอาดสะอ้านฝุ่นแทบไม่มี มีพนักงานทั้งชายและหญิงคอยยืนให้บริการ
อยู่ตามมุมต่างๆ ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน ก็หน้าตาเหมือนมนุษย์ธรรมดา เหมือนเพื่อนเราที่ทำงาน
เหมือนคนทั่วไป…มันเป็นแบบนั้น คุณแค่เปลี่ยนจากหนังสือเป็นบรรดาอุปกรณ์ผู้ใหญ่ทั้งหลาย เท่านั้นเอง

แต่ละชั้น ก็จะมีสินค้าที่ขายแตกต่างออกไป ชั้นล่างมีทั้งภาพยนตร์กากบาทและอุปกรณ์
ชั้นบนๆขึ้นไปจะเริ่มฮาร์ดคอร์ขึ้นตามลำดับ และมีการแบ่งชั้นว่า ชั้นนี้เป็นอุปกรณ์สำหรับผู้ชาย
ชั้นนี้เป็นอุปกรณ์สำหรับผู้หญิง แล้วทุกคนที่เดินดูอยู่ก็มีสีหน้าท่าทางปกติมาก ที่ชั้นบนซึ่งเป็นชั้นเอาใจ
คุณผู้หญิง ผมเจอแฟนหนุ่มสาวคู่นึงเดินจูงมือกันไปตามทางเดิน และ..เลือกอุปกรณ์สู่ทางฝัน
พร้อมกับหัวเราะคิกคักกันสองคน บางชิ้นผู้หญิงหยิบมา ผู้ชายก็ส่ายหน้า บางชิ้นหยิบมา แล้วมองหน้ากัน
พยักหน้ากันทั้งคู่ แล้วก็หยิบใส่ตะกร้าไป นี่มัน..เหมือนกับ..เหมือนกับการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านดีๆนี่เอง

ผมอุดหนุนสินค้ามาประมาณสามสี่รายการ ซึ่งคงไม่ขอเปิดเผยว่ามันคืออะไร บางชิ้นเป็นของตัวเอง
อีกสองสามชิ้นเป็นของที่มีคนสั่งซื้อจากเมืองไทย ..และในกรณีที่คุณสงสัยว่าเจ้าของเว็บนี้
มีส่วนอะไรกับของฝากพวกนี้หรือเปล่า ขอบอกเลยว่าไม่เกี่ยวกับมันด้วยประการทั้งปวง

ผมจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ซึ่งทำการห่อสินค้าอย่างมิดชิด และท้ายสุดคือปิดด้วยถุงกระดาษทึบ
ที่ไม่มีโลโก้ร้านแต่อย่างใด นี่อาจจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ถึง Sex shop จะถูกกฏหมายในญี่ปุ่น
แต่การเดินถือสินค้าประเภทนี้อย่างเปิดเผยก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครเขานิยมทำกัน

ในประเทศไทย ของแบบนี้ถูกจัดว่าผิดกฏหมาย แต่ตามเว็บและตามสถานที่ต่างๆก็มีขายกันให้เห็น
แต่จะเอาอะไรกันมากกับประเทศที่ผู้คนบางกลุ่มที่ควบคุมชีวิตคนอื่นผ่านการเสพย์สิ่งต่างๆคิดว่า
เขาสามารถลดอาชญากรรมการข่มขืนได้ด้วยการปล่อยให้โทษหนักเท่าเดิมแต่มาแก้เอาด้วยการ
ห้ามเด็กดูหนังโป๊ แบนผลิตภัณฑ์บำบัดต่างๆ เบลอนมชิซูกะ ..คือไม่สอนด๋อยอะไรเด็กพวกนี้เลยครับ
วันนึงมาคุยกันเรื่องนมแตกพานหรือเมนมา แล้วจู่ๆก็พาเด็กข้ามมาคุยกันเรื่องการคุมกำเนิด
การเลี่ยงรักในวัยเรียน การวางแผนครอบครัว แต่ไอ้สิ่งที่ควรจะสอนกันระหว่างนั้นถูกเบลอไปพร้อมกับ
วิสัยทัศน์ของผู้ใหญ่และนมชิซูกะในวันนี้นั่นเอง ถ้าผมมีลูกคงหาวิธีอื่นสอนมันครับ และถ้าการที่ผม
สอนมันด้วยวิธีที่แตกต่างจะทำให้ลูกผมโตไปเป็นฆาตกรโรคจิต ก็ให้สังคมมันลงโทษทั้งผมและลูกเถอะ

เดินออกจากร้านนั้น แล้วก็วนเข้าร้านนี้ ต่อที่ร้านอื่นอีกที ผมคิดว่าในสามร้านนี้ลักษณะของที่ขาย
ก็ออกจะคล้ายๆกัน แต่ Love Merci จะหนักไปทางDVD มากกว่าใครเพื่อน และที่เหมือนกันคือทุกร้าน
จะมีแคชเชียร์หน้าตาเนิร์ดๆ บางร้านนี่สังเกตเลยว่ากำลังนั่งอ่านตำราเรียนไประหว่างทำงาน
..โอ้ยที่ร้านส้มน่ะแคชเชียร์ประจำชั้น 2 เป็นคุณป้าวัยประมาณรุ่นน้องแม่ด้วยซ้ำครับ

ระหว่างที่ผมกับบอมเดินท่องแดนในฝันอยู่นั้น มีไอ้ตี้คนเดียวที่ไม่ได้แสดงความสนใจสินค้า
อะไรพวกนี้เลย มันจะมาช่วยผมถือของเป็นพักๆ และบางทีก็ขอตัวไปดูร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
และโทรศัพท์ที่อยู่ข้างๆกัน

ถึงมื้อค่ำ จะสองทุ่มแล้ว ราเม็งที่ลงท้องไปตอนสามโมงครึ่งเริ่มเขยิบที่ให้กับอาหารจานใหม่
“ไป เราไปกินร้าน Nikuno Mansei กัน ร้านนี้ร้านโปรดพ่อพี่ มาโตเกียวทีไรจะขาดไม่ได้เลย” ผมเล่าพลางพา
น้องสองคนเดินข้ามแม่น้ำ Kanda มายังตึกฝั่งตรงข้าม ร้าน Mansei นี่มีชื่อเสียงในด้านผลิตภัณฑ์จากวัว
ด้านล่างจะมีเนื้อวัวแพ็คขายสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านเอากลับไปปรุงกินเอง ส่วนชั้นบนๆไล่ขึ้นไป
ก็จะมีบรรยากาศและระดับราคาต่างๆกัน ชั้นใต้ดินจะเป็นร้านสไตล์ Izakaya ที่พบได้ดาษดื่นในไทย
ชั้น 1 ซึ่งเป็นระนาบเดียวกับพื้นถนนจะมีบาร์เล็กๆที่นั่งกินกับเคาน์เตอร์ ส่วนชั้นอื่นๆก็จะมีลักษณะดังนี้

ชั้น 2 เป็น STEAKHOUSE มีลักษณะเหมือนๆสเต็กโชคชัยบ้านเรา สเต็คชิ้นที่แพงที่สุดคือ 9,000เยน
และถูกสุดจะอยู่ราวๆ 3,000 เยนตามขนาด มีของดีคือเนื้อวากิว
ชั้น 3,4 เป็นร้าน MANSEI  ตกแต่งไม่หรูหราอบอุ่นเหมือนชั้น 2 เพราะใช้เก้าอี้ม้านั่งแถวเหมือนพวก
ร้าน MK และ Fuji แต่มีข้อทดแทนคือมีวิวริมหน้าต่างของ Akihabara ที่สวยงามและว่ากันว่าใช้เนื้อดีกว่า
ชั้น 5 ร้าน Bokujo ราคาจะสูงขึ้นไปอีกระดับ เน้นขายพวกปิ้งย่าง Yakiniku มีเตาอยู่กลางโต๊ะ เนื้อ 500 กรัม
ของชั้นนี้จะราคา 10,000 เยน ในขณะที่ 560กรัมของชั้นสองจะราคา 9,000เยนครับ
ชั้น 6 ดูจากภาพน่าจะเป็นพวกหมู และเนื้อชุบขนมปังทอดสไตล์ญี่ปุ่นแต่ไม่มีไอเดียว่าคืออะไรเหมือนกัน
ชั้น 7 Shichifukujin เป็นร้านสำหรับคนที่บูชา Shabu
ชั้น 8 ร้าน Tiara เป็นร้านสำหรับพวกทัวร์หรือพวกที่เหมาทั้งชั้น
ชั้น 9 ร้าน Mikage เป็นพวกชาบู-ชาบูเหมือนกับชั้น 7 แต่การตกแต่งร้านจะเป็นสไตล์ Omotenashi
อารมณ์ญี่ปุ่นจ๋า เป็นโต๊ะเตี้ยที่เวลานั่งแล้วขาจุ่มลงไปในหลุม ในไทยก็มีร้านแบบนี้อยู่บ้างเช่นกัน
ชั้น 10 ร้าน Chiyoda เป็นร้านขั้นเทพที่สุดของตึกวัวแห่งนี้ ร้านจะมีโต๊ะแยกเป็นกลุ่มๆ โดยตรงกลางโต๊ะ
จะมีเตาที่ Chef ประจำโต๊ะจะปรุง Teppanyaki นาบเตาและผัดกันสดๆตรงหน้า ชั้นนี้วิวดีที่สุด และใช้
เครื่องปรุงที่ราคาแพงสุดเหมือนกัน

ตอนแรกผมจะกินชั้น 10 แต่พอเห็นราคาแล้วขี้พุ่ง เพราะต้องจ่ายตกคนละ 20,000 เยนหรือถ้าอ่านถูก
อาจจะมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นหมดสิทธิ์..ส่วนร้านชาบูนั้นบอกตรงๆว่ากินที่กรุงเทพจนเบื่อแล้ว
ผมอยากกินสเต็กแบบเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีทางเลือกอื่นนอกจาก Mansei ชั้น 4F
ซึ่งผมกับพ่อมาทีไรก็จะมากินชั้นนี้แหละครับเพราะราคามันอยู่ในระดับที่เราพ่อลูกรับได้

กดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 4 แต่ไม่เจอพนักงานต้อนรับ ต้องยืนแกว่งก้นรอกันราว 2 นาทีกว่าจะมีใครสักคนโผล่มา
ผมชูนิ้ว 3 นิ้ว แล้วพูดกำกับว่า “Three people” เพื่อให้รู้ว่ามากันสามหน่อ พนักงานพาเราไปนั่งที่โต๊ะ
โชคดีวันนี้ได้โต๊ะริมหน้าต่างเช่นเดียวกับตอนที่มาปีที่แล้ว ทำให้นั่งกินไปมองวิวตึกและผู้คนของ Akihabara
ไปพร้อมกันได้ด้วย ผมสั่งสเต๊กจานร้อน ราคา 5,500 เยน และไส้กรอกมากินแกล้มอีกที่ 

ส่วนบอมไม่สั่งสเต๊กชิ้น แต่เลือก Hamburg Steak ที่เหมือนเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ แต่มาในรูปแบบจานร้อน
และเนื้อก้อนโต ราคาแค่ 1,920 เยน 

ส่วนไอ้ตี้นี่ ความที่มันไม่กินเนื้อ ก็เลยไม่รู้จะสั่งอะไร เห็นทงคัตสึ
แซนด์วิชในเมนู ดูแล้วปลอดภัยไร้เนื้อ หันไปถามบริกรว่านี่เป็นหมูชัวร์นะ แล้วก็สั่งแซนด์วิชมา อันนี้
รู้สึกว่าราคาไม่ถึงพันเยน

รสชาติยอดเยี่ยมเช่นเคย…ในชีวิตนี้สเต็กที่อร่อยแบบนี้หาได้ยาก รสชาติของซอสไม่ได้เจ๋งกว่าร้านต่างๆในไทย
แต่ที่ต่างคือความเนียนของเนื้อที่รับรู้ได้ตอนที่เคี้ยวไปแล้วสัก 2-3 วิ สเต็กของเขาเคี้ยวง่ายแบบกำลังดี
มีติดฟันให้ลองท้าทายความสามารถในการแงะบางนิดหน่อย  จ่ายไป 5,500 เยนนี่ก็เฉียดสองพันบาทนะ
แพงกว่าสเต็กบ้านเราเยอะ ถ้าไม่ดีก็คงต้องด่ากันหน่อยแล้วล่ะ ส่วนบอม หั่นชิ้น Hamburg Steak
ทิ่มซอสหน่อยๆแล้วอ้ำเข้าปาก ยังไม่ทันเคี้ยวก็หลับตาพริ้ม ทำหน้าราวกับมันฟินสุดชีวิต

“มันฟินขนาดนั้นเลยเหรอวะบอม” ผมถาม บอมเคี้ยวไปพยายามอธิบายไป “ซอส..ธรรมดา แต่..เนื้อ..
มันชุ่ม..ละลายในปากแบบเนียนๆ เกิดมาไม่เคยกิน Hamburg อร่อยขนาดนี้”

“อืม..ดีแล้ว พามากินนี่ก็ตั้งใจแล้วล่ะ ว่าจะขอพาพวกแกมากินของแพงสักมื้อ ให้ได้รู้รสชาติ
คราวหลังเวลาไปกินร้านอื่นมันจะได้มีตัวเทียบไงล่ะ นี่ถ้าไปชั้น 8 ชั้น 10 เนื้ออาจจะเนียนกว่านี้
แต่จ่ายทีคงน้ำตาไหลพราก เอาแค่ชั้น 4 เนี่ยน่าจะพอนะ”

บอมพยักหน้าเห็นด้วย “แค่นี้ก็ดีแล้วพี่ รสชาติมันน่าจดจำ” ส่วนไอ้ตี้เหมือนไม่ได้มีอารมณ์ร่วม
เพราะแซนด์วิชทงคัตสึของมันก็เหมือนกับที่หาได้ทั่วไปดาษดื่น มันไม่ได้รู้สึกอร่อยเป็นพิเศษยกเว้นแต่ว่า
หมูรสชาติใช้ได้

กินเสร็จ เช็คบิล ตกไปเกือบหมื่นเยน เนื่องจากเป็นของพวกน้องๆแค่ราวสามพันเยน มื้อนี้เสี่ยแพน
เลยอาสาเลี้ยงน้องเอง อิ่มอร่อยเปรมเกษมสุขกันไป ..เดินลงชั้นล่าง ก้าวข้ามถนนเล็ก ผ่านบรรดาร้าน
ที่สีสันสดใส ขายทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและเกมส์รวมถึงตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตาต่างๆ บังเอิญเจอตู้กดตุ๊กตา LINE
ก็นึกได้ว่ามีเพื่อนฝากซื้อ เลยชวนเด็กๆหยุดแวะรอผมกดตู้ตุ๊กตา..ซึ่งราคาไม่กี่ร้อยเยนหรอก แต่เรื่อง
ของเรื่องก็คือมันเลือกไม่ได้ว่าคุณจะได้ตัวอะไรออกมา เพื่อนผมอยากได้หมี Brown กับกระต่าย Kony
ผมกด 2 อันแรกออกมาเป็นไอ้เก้งเจมส์หัวเหลืองหมด เหรียญในตัวดันหมดขึ้นมา เลยเกิดการปล้นสดมภ์
เหรียญกับน้องเล็กหน่อย หยอดไปอีกสองอัน คราวนี้ได้ไอ้มูน กับกระต่าย Kony ..ผมบอกช่างพ่อ.งหมีมัน
กลับบ้านดีกว่าเดี๋ยวไม่มีเงินขึ้นรถไฟ

ว่าแล้วก็เดินจ้ำต่อไปสถานีรถไฟ Akihabara ขึ้นรถสายเหลืองกลับที่พัก ระหว่างทางก็แวะเข้าไป
ร้าน Family Mart เพื่อซื้อหนังสือแฟชั่นกลับไปเก็บไว้สักเล่มสองเล่ม ส่วนตี้พยายามค้นหาการ์ตูน
Initial D ภาคญี่ปุ่นที่เหลืออยู่บนชั้นวางเท่าที่จะหาได้ เพราะมีเพื่อนสั่งซื้อเพิ่ม..สมน้ำหน้า มึงซื้อเล่มแรก
มาตอนนั้น ถ้าไม่อัพรูปโชว์เพื่อนก็ไม่โดนใบสั่งหรอกครับ 

ซื้อไอติมมากินที่ห้อง และราวกับว่านั่นยังไม่พอ..ผมซื้อเบียร์ Suntory Caramel มาลองกับบอมคนละกระป๋อง
คืนนี้จะได้ชิลล์กันอย่างสบายอารมณ์ เรานั่งจิบเบียร์ไปคุยไป ผมแนะนำแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้
ให้เด็กๆทราบก่อนว่าเราอาจจะต้องตื่นเช้าสักนิดเพื่อกินข้าวและทำธุระให้เสร็จ เราควรจะออกจาก
สถานี Tokyo โดยจับรถไฟรอบไม่เกิน 11 โมง เพราะต้องนั่งรถไฟไป Nagoya ไปอีกราวชั่วโมงครึ่ง จะได้มี
เวลาเดินเล่นดูของเด็ดของเราพรุ่งนี้ Toyota Techno Museum!

จากนั้นก็กลับมาห้องตัวเอง บรรยากาศเงียบๆ นั่งลงเช็คเมล์อย่างใจเย็น..
Maki ตอบเมล์เรื่องขนมกลับมาแล้ว พร้อมกับทำ List รายการและราคาของขนมโคอิบิตวยหัวโขะ
และ Corn Chocolate ขนาดและแพ็คเกจต่างๆมาเป็นไฟล์ Excel! กูล่ะอึ้ง ตอนทำเรื่องเสนอรายละเอียด
เรื่องที่พัก เขาก็ทำแบบนี้แหละครับ เป็นระเบียบและเข้าใจง่ายมาก! 

ผมเลยกด LINE ไปหาเด็กๆที่ห้องใหญ่ ถามมาทีละคนว่าใครต้องการสั่งอะไรจำนวนเท่าไหร่ แล้วจึงรีบ
สรุปเมล์ตอบกลับไป เพื่อให้ Maki มีเวลาจัดการขนมของเราได้ทันการ Maki ถามมาอย่างสุภาพด้วย
ว่า “ศาสตราจารย์ Ogawa อยากจะฝากของขวัญไปให้พ่อของคุณ ไม่ทราบว่าจะเหลือที่ว่างในกระเป๋า
บ้างหรือไม่คะ จะได้เลือกขนาดของขวัญได้ถูก” ผมก็ตอบไปว่าน่าจะมีที่ว่างสำหรับขนมกล่องใหญ่
ซึ่งเป็นของที่คุณ Hiro Ogawa เพื่อนพ่อผมมักชอบฝากพ่อมาให้ผมประจำนั่นแหละ

เมล์ฉบับต่อมาเป็นของ Rikiya ที่อ่านเมล์ผมเล่าให้ฟังว่าไปแรดที่ไหนมาบ้างในวันหิมะถล่ม
แม้ว่าจะตอบแบบดีใจที่พวกเราปลอดภัย แต่ Sense บางอย่างในตัวผมเหมือนจะบอกว่าที่จริง
Rikiya คิดว่าพวกเราน่าจะเป็นบุคคลบ้าเข้าขั้นที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องให้ปลอดภัยแต่แรก

ยังไม่ทันจะปิดคอมพิวเตอร์ ก็มีโทรศัพท์ดังมาที่ห้อง ผมรับสาย..ไม่ใช่ใครอื่น เป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่น
อีกคนที่รู้จักกับพ่อ อาจารย์คนนี้ปัจจุบันแกทำงานที่เมืองไทย แต่กลับมาอยู่ที่โตเกียวเป็นพักๆ
แกก็โทรมาเช็คว่าพวกผมปลอดภัยดี (ดูเหมือนหิมะเมื่อวานนี่ไม่ใช่ขี้ไก่ๆแฮะ) เมื่อผมตอบว่าทุกอย่าง
โอเค สบายดี ก็ชวนแกคุยสัพเพเหระ แต่ต้องระวัง เพราะพ่อเตือนไว้ว่าอย่าให้แกลงมือออกปากชวนเรา
ไปกินข้าวเป็นอันขาด ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะแกจะออกเงินเลี้ยงเรา และในฐานะอาจารย์เกษียณ
แกไม่ค่อยมีเงินเยอะ ดังนั้นก็อย่าไปรบกวนเขา..แล้วก็จริง อาจารย์ Ando แกเอ่ยปากชวนเรากินข้าวเย็น
ในวันพรุ่งนี้อย่างที่พ่อเดาไว้ไม่มีผิด..ผมเลยต้องปฏิเสธแกเพราะพรุ่งนี้จะไป Nagoya และกลับค่ำ

แต่จะว่าไปจริงๆแอบอยากกินฟรีอีกเหมือนกันนะ..โดยเฉพาะไอ้ชุดเชอร์โนบิลชุบแป้งทอดที่กิน
เมื่อวันแรกที่มาถึงน่ะ!

วันพุธที่ 16 มกราคม จับรถไฟไป Nagoya ดู Toyota Techno Museum

ฤทธิ์ของทั้งราเม็ง สเต๊ก ไอศกรีมญี่ปุ่น และเบียร์ ส่งผมให้ตื่นเองพร้อมท้องที่ป่องเป็นบอลลูนแต่เช้า
เอ้านี่..นี่มัน 8 โมงกว่าๆแล้วนี่หว่า ก็งัวเงียเกาหัวแกรกๆแล้วพาตัวเองลงจากที่นอน เดินไปมาอยู่ในห้อง
ยืดแข้งขานิดหน่อย แล้วก็เปิดโน้ตบุ๊คเช็ค Facebook กับเว็บบอร์ด Headlightmag ไปเรื่อย รอให้
สินค้าในท้องไส้เรียงตัวกันอย่างมีระเบียบ แล้วค่อยเข้าห้องน้ำ

ไอ้ตี้กับไอ้บอมตื่นแล้วโดยไม่ต้องปลุก ทราบได้เพราะมัน LINE มาทิ้งไว้ในมือถือผม ก็เลยรายงานตัว
ว่าจ่าฝูงตื่นแล้ว แต่ยังไม่ทันไรก็มีเสียงแปลกๆดังมาจากห้องที่อยู่ติดกัน ..คือมันเป็นเสียง..อย่างนั้น..แหละ..

ตอนแรกผมคิดว่าใครวะจะเกิดอารมณ์ VTEC เปิดตั้งแต่เช้าตรู่ .สงสัยอาจจะเอ็นจอยกับภาพยนตร์กากบาท
แล้วเปิดเสียงดังไป แต่พอมีเสียงตึงตัง มีความสั่นสะเทือนเป็นจังหวะส่งผ่านพื้นกับกำแพงมาพอให้รู้สึก
อืม..นี่มัน Live in Tokyo นี่หว่า ก็เลยไลน์บอกน้องสองคน

“มึง..ห้องข้างๆกูอ่ะ
มันฟิเจอร์ริ่งกันแหละ”

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ผมจัดแจงอาบน้ำแต่งตัว โดยที่มีเสียงไอ้อย่างว่านั้นดังเข้ามารบกวนจังหวะการถูสบู่เป็นระยะๆ
ตลอดเวลาราวครึ่งชั่วโมงนั้น แต่ผมคงไม่มีสิทธิ์ร้องเรียนอะไรกับรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องนี้

อาหารเช้าวันนี้เล่นง่ายๆ หลังจากที่อุดหนุนร้านแดงจนแทบจะได้คนขายมาเป็นผัวแล้ว วันนี้ไอ้ตี้
ควักเอามาม่าคัพออกมาแจกจ่ายกินกันให้มันหมดๆไป ผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย ดีเหมือนกันกินกัน
บนนี้ แล้วก็จะทำอะไรก็ทำ จากนั้นจะได้ออกไปสถานี Suidobashi รวดเดียว

“วันนี้เป็นคิว Toyota นะ” ผมพูดพลางยิ้มกับไอ้ตี้ ดูดบะหมี่เข้าปากไปด้วย “เขาว่าเป็นพิพิธภัณฑ์
ที่ใหญ่เหมือนกันนะ พี่เลยเลือกไปที่นี่ พวกแกจะได้ถือโอกาสนั่งรถไฟหัวกระสุนเป็นครั้งแรกในชีวิต
ถ้าโชคดีท้องฟ้าเปิด อาจจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิสวยๆด้วย”  ผมพูดไปอย่างนั้น..โดยที่จริงก็เป็นสิ่งที่
วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางนานแล้วว่าจะให้นั่งรถไฟเร็วของจริงกันสักครั้ง มีจุดหมายให้ไปหลายแห่ง
แต่เลือกไปที่ Nagoya เพราะมีความใกล้พอประมาณ มีช่วงให้ได้ทำสปีดเร็ว และปลายทางก็เป็นเมือง
ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมือง Toyota แห่งหนึ่ง คงไม่มีอะไรลงตัวไปกว่านี้อีกแล้ว

หลังจากทำธุระเสร็จ เราก็เดินมาสถานี Suidobashi เช่นเคย เมื่อมองดูที่ห้องขายตั๋วแล้วเห็น
ภาษาอังกฤษมีคำว่า Ticket for Shinkansen ด้วย ประกอบกับที่ Maki Ogawa แนะมาก่อนหน้านี้
ว่าตั๋วน่ะซื้อที่สถานีรถไฟนี้ก็ได้ ไม่ต้องรอไปซื้อที่ Tokyo Station หรอก ผมเลยมาดมั่นมาดแมน
เดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว วันนี้ลุงแว่นคนเดิมที่เราเคยเจอในวันแรกๆเข้าเวรพอดี แกเห็นพวกเรา
ก็ยิ้มแล้วก้มหัวเบาๆทักทาย ผมเริ่มโดยบอกว่า “อะโน่..ชินกันเซ็นทิคเก็ตโตะเดส..นาโกย่าเดส” ลุงแว่นตอบ
“ไฮ่!ชินกันเซ็นเดส ทรีพีเพิ้ล?” ผมพยักหน้าและตอบยืนยันว่าต้องการตั๋วสำหรับสามคน ลุงแกก็เอาตาราง
เวลาการวิ่งของชินกันเซ็นมาให้ดู และบอกให้เราเลือกว่าจะไปเที่ยวไหน ผมดูนาฬิกาแล้วนี่เพิ่ง 10 โมง 25
เรายังมีเวลาเดินทางอีกสบายๆ จึงทิ่มนิ้วเลือกเที่ยว 11 โมงตรง เป็น Nozomi ขบวน 225

เวลาเดินทางด้วยรถไฟชันกันเซ็น คุณจะเห็นคำว่า Nozomi, Hikari และ Kodama ซึ่งความต่างนั้น
หลักๆก็คือจำนวนสถานีที่หยุดในระหว่างทาง Nozomi นั้นจะหยุดเฉพาะตามสถานีใหญ่ ในขณะที่
Hikari นั้นจะหยุดตามสถานีกลางๆเฉพาะบางสถานี ส่วน Kodama นั้นจะหยุดไปทุกสถานี ดังนั้น
ไม่น่าแปลกใจถ้าผมจะไม่ขึ้น Kodama เด็ดขาดเพราะมองว่ามันเสียเวลาเกินไป เงินเรามีจำกัด
แต่เวลาเรามีจำกัดยิ่งกว่าเงินเสียอีก สำหรับคนที่ซื้อ JR Pass ตั๋วอภิสิทธิ์สำหรับนักท่องเที่ยวมา
ขอเตือนไว้ก่อนนะครับว่ามันใช้ได้กับรถ Hikari และ Kodama เท่านั้น ขึ้น Nozomi ไม่ได้จ้ะ

ค่าตั๋วรถไฟของเรา 10,580 เยน ..จะบอกว่าถ้านั่งเครื่องบินอาจจะถูกกว่านี้อีกครับ แต่ผมเคยเดินทาง
สายการบินภายในประเทศจาก Haneda ไปลงที่ Itami (ใกล้เกียวโต)มาแล้ว และบอกตรงๆว่าทั้งเหนื่อย
ทั้งวุ่นกับการเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง ในขณะที่รถไฟชินกันเซ็นน่ะ พาเราแล่นไปจอดกลางเมือง
ง่ายๆตรงๆ แถมได้เห็นวิวไปตลอดทาง ระยะทางพอๆกับกรุงเทพ-กำแพงเพชร ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 41นาที

เดินขึ้นชานชาลาไปสักพัก บอมก็เริ่มเต้น Step กันลืม ผมถามว่าลืมอะไรหรือเปล่า บอมบอกว่าลืมหนังสือ
เดินทางเอาไว้ที่ห้อง เอ้า..ชิบหายล่ะ ผมนั่งชั่งน้ำหนักในใจว่าจะช่างมัน..หรือจะให้บอมกลับไปเอาดี
ดูเวลาแล้วก็ค่อนข้างกระชั้นชิดอยู่ แต่หนังสือเดินทาง สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรานี่มันเปรียบได้
กับบัตรประชาชนเลยนะครับ สำคัญมากที่จะต้องพกติดตัว

“บอมดูในกระเป๋าซิ มีสำเนาบ้างไหม สำเนาหนังสือเดินทางน่ะ? ถ้ามีก็ใช้แทนหนังสือเดินทางตัวจริง
ได้เหมือนกัน” ผมบอก..บอมเปิดกระเป๋าเช็ค แต่ก็พบว่าไม่มีสำเนาอยู่เช่นกัน ผมจึงมองนาฬิกาแล้วบอก
งั้นบอมรีบกลับไปเอาเลย เร็วด้วย!

ผมกับตี้นั่งรออยู่ที่สถานี เพราะเวลาบอมเดินคนเดียว มันจะไปได้เร็วกว่ามีผมไปด้วย ผมไม่มีอะไรทำ
ก็เลยนั่งถ่ายวิดิโอกับตี้ไปเล่นๆ แต่ที่จริงก็แอบระแวงจิต คอยชะเง้อมองนาฬิกาอยู่เรื่อยว่ากี่โมงแล้ว
10.35 น. … ทำไมมันยังไม่มาวะ? ในใจก็คิดสารพัด ในหัวพยายามจะนึกภาพไอ้บอมวิ่งข้ามถนน
Hakusan กลับไปที่โรงแรม รอลิฟท์ ขึ้นห้อง หยิบหนังสือเดินทาง และวิ่งกลับมาที่สถานี ..หรือทำอะไรก็ได้
ให้รู้สึกหายระแวงและกังวล เราทราบดีว่า Nozomi 225 จะออกจากชานชาลาตอน 11 โมงและนี่ก็
เหลือเวลาไม่มากแล้ว เรายังต้องนั่งรถไฟจากที่นี่ไปลง Akihabara และสับรถคันใหม่ไปลง Tokyo Station
และพอถึง Tokyo Station ก็ต้องเดินไปให้ถึงชานชาลารถชินกันเซ็นอีก

10.40 น. ในที่สุดบอมก็กลับมาถึงท่ามกลางความโล่งอกของผมและตี้ เราจับรถไฟสายต่อไปที่มาในทันที
และเมื่อลงถึงสถานี Tokyo Station ก็เรียกได้ว่าแทบจะจัดงานประเพณีวิ่งควายกันในสถานี
ขาเดินเป็นแมลงสาบหนีตีน ตาส่องหาป้ายชินกันเซ็นเป็นกิ้งก่าคามิลเลียน ซึ่งโชคดีว่าทางเข้าชินกันเซ็น
อยู่ไม่ไกลจากจุดทาบชานชาลาที่เราลง เช็คนาฬิกา 10.52 น. โอ้ยยเอาโว้ย!! ทันทันทันทัน!

เดินเข้าเครื่องตรวจตั๋ว ผมเอาตั๋วชินกันเซ็นที่ได้มาใบเดียวนั้นเสียบเข้าเครื่อง และรีบเดินไปให้เร็วที่สุด
ปรากฏว่าแท่นกั้นไม่เปิด! และเสียงสัญญาณดังตี๊ดดลั่น…โฮ! อะไรกันอีกเนี่ยมึง…มึงจะฆ่ากูก็ฆ่าเลยซี่!
เอากูไปโบกปูนนั่งยางเผาก็ด้ายยย! จะเอาอะไรกับกูอีกกกกก!

เจ้าหน้าที่หนุ่มตี๋แว่นคนนึงเดินมา และยื่นมือขอตั๋ว ผมยื่นใส่มือแกอย่างว่าง่าย ตี้กับบอมก็เดินตามหลังผมมา
เจ้าหน้าที่เพ่งตั๋วอยู่แค่วิเดียวแล้วก็พูด “อ้า!” จากนั้นก็ยิ้มแล้วก็ผายมือไปอีกทาง ซึ่งเป็นทางเข้าพิเศษ
เปิดให้เราเข้าไปอย่างว่าง่าย ..ผมก็ก้มหัวอาริกาโตะงกเงิ่นแล้วก็รีบจ้ำไปยังชานชาลาที่ 3 อย่างเร็วไว
จ้ำผ่านจำนวนขั้นบันไดไปอย่างเร็วก่อนที่จะมาถึงรถขบวน Nozomi 225 ที่ยังจอดนิ่ง และชักป้าย
“ห้ามขึ้นรถ กำลังทำความสะอาด” เอาไว้

วินาทีนั้นดีใจประดุจได้โชคทองจากซองมาม่าหรือฝาชาเขียวก็ไม่ปาน!

ผมนั่งลงตรงม้านั่ง..ตรงหน้าทางเข้ารถไฟนั่นแหละ..แล้วหายใจหอบถี่เหมือนหมาเกรย์ฮาวนด์
รู้สึกแน่นหน้าอกไปหมด..มานั่งคิดอีกทีทำไมตอนบอมวิ่งลงไปเอาหนังสือเดินทางผมไม่ไปคุยกับ
ลุงขายตั๋วขอเปลี่ยนเวลาวะ?..รถบัสสนามบินที่รับเราเข้าเมืองในวันแรก เราไปไม่ทัน เขายังเปลี่ยน
ให้เราได้นี่หว่า..

รถยังไม่ออก ยังเหลือเวลาอีกราว 5 นาที..ผมเดินไป Kiosk ขายน้ำแล้วซื้อน้ำดื่มกับขนมขบเคี้ยว
มารองท้องนิดหน่อยไม่กี่ร้อยเยน แล้วหลังจากนั้นก็มายืนรอจนประตูรถไฟเปิดให้เข้าได้
ผมก็ตรงเข้าไปนั่งที่แถว 16 ของเรา พอ 11.00 น. ปั๊บ ประตูก็ถูกปิด และตัวรถก็เคลื่อนขบวน
ออกจากชานชาลา ..Just In Time… Japanese Style

“พี่ว่ามันจะวิ่งเร็วเท่าไหร่?” ตี้ถาม..ผมก็ตอบด้วยความรู้แบบงูๆไก่ๆ
“สมัยพี่นั่งไอ้ตัว Series 300 เมื่อ15-16ปีก่อนเขาว่ามันวิ่ง 270 แล้วนะ..ไอ้ตัวนี้มัน Series 700
เขาว่ามันวิ่งได้ 300 สบายๆนะ แต่ของจริงๆวิ่งเท่าไหร่ เดี๋ยวก็ลองเปิดดู GPS บนโทรศัพท์สิ”
แล้วไอ้ตี้ก็ลองเปิดดู ผมก็ทำแบบเดียวกัน แต่ GPS ของ Samsung Galaxy SII ของผมมันไม่ยอมทำงาน
คือเปิดนานเท่าไหร่ก็ต่อดาวเทียมไม่ได้สักทีในขณะที่ iPhone4 ของไอ้ตี้ต่อจนความเร็วขึ้นแล้ว

ในเขตเมือง หรือช่วงออกจาก Tokyoมาและยังไม่เลย Yokohama นั้น Shinkansen จะรักษาความเร็ว
ไว้ไม่มาก แต่หลังจากออกจาก Yokohamaแล้ว คนขับจะเริ่มกระแทกคันเร่ง ผมดูจากโทรศัพท์ของตี้
ก็เห็นความเร็วไต่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึง 280 ก.ม./ช.ม. แม้ว่าบางช่วงจะเห็นไหลๆไป 290 บ้างแต่
ยืนยันได้ว่าตลอดเวลาที่นั่งดูจอนั้น ไม่เห็นเลขความเร็ว 300 ปรากฏเลย ออกจะผิดหวังอยู่บ้าง ซึ่งก็ช่างมันเถอะ
เพราะความเร็วขนาดนี้ก็เร็วมากแล้ว ทั้งบอมทั้งตี้ไม่เคยมีใครเจอความเร็วการขนส่งภาคพื้นดินระดับนี้มาก่อน
Audi MTM RS4 ที่บอมเคยนั่งแล้วจิมมี่ขับก็ไป 275 ก.ม./ช.ม…ท่ามกลางความขนลุก แต่นี่เป็นรถไฟ
ที่ช่วงล่างนุ่มสบายราวกับเอา Citroen มาทำช่วงล่างให้ นิ่ง แน่น เงียบ และสบายสุดๆ เหมือนเครื่องบิน
แต่เงียบกว่าและไม่มีอาการชวนวิงเวียนศรีษะหรือหูอื้อ นานๆทีก็จะมีสาวน้อยเข็นรถเข็นขายขนมขบเคี้ยว
และเครื่องดื่มเดินผ่านไป แต่อย่าสบายจนหาตั๋วไม่เจอล่ะครับเพราะจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมาเดินเช็คตั๋ว
เราสักพักหลังจากออกเดินทาง

วิ่ง 280 ผ่านเมือง OBAMA ซึ่งไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับประธานาธิบดีสหรัฐหรือเปล่า แต่คิดว่าคงเป็นแค่
ความบังเอิญทางภาษามากกว่า

วิวสองข้างทางจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากสภาพเมืองที่มีแต่ตึก สู่ชานเมืองที่มีแต่หลังคาบ้าน แล้วก็เปลี่ยน
เป็นภาพของโรงงานและปล่องควัน กับทุ่งที่เวิ้งว้างมีสิ่งปลูกสร้างเพียงเล็กน้อย ผมหวังจะให้รุ่นน้องทั้งสอง
ได้เห็นภูเขาไฟ Fuji แต่ปรากฏว่าสภาพอากาศปิด ท้องฟ้าครึ้ม หมอกลงเต็มไปหมด ก็เลยทำให้เห็นได้อย่างมาก
ก็แค่ส้นตีนของ Fuji ซึ่งตอนแรกรุ่นน้องมองไม่เห็นกัน แต่ผมซึ่งนั่งรถไฟผ่านจุดนี้มาหลายครั้งแล้วจำได้
และก็ชี้ให้เห็นว่าตรงนั้นแหละภูเขาไฟในตำนาน

เราเสียดายมากที่ไม่ได้เห็น Landmark ขั้นเทพของญี่ปุ่น แต่บอมก็ไม่บ่นอะไรมากมาย มันบอกแค่ว่า
“ก็ดีแล้ว แปลว่าเดี๋ยวเราก็ต้องกลับมาดูมันอีก คราวหน้าไป Hakone เลย”

12.41 น. – Nozomi 225 ก็เดินทางมาถึงสถานี Nagoya ตรงเวลาเป๊ะ ผมเดินออกมาจากบริเวณชานชาลา
และชวนน้องสองคนหาอะไรกินแถวๆสถานีก่อน เห็นจิมมี่เล่าให้ฟังว่า Nagoya มีร้านทงคัตสึที่ขึ้นชื่อ
แต่เราคงไม่ไปเสียเวลาเดินหา และอีกอย่างนึงคือผมไม่ใช่คนที่ชอบกินทงคัตสึขนาดนั้น 

ก่อนถึงทางออก เจอนี่ครับ..บันไดเลื่อนที่สั้นที่สุดในโลก..เกิดมาในโลกนานขนาดนี้ยังไม่เคยเห็นบันไดเลื่อน
สั้นขนาดนี้มาก่อน ผมงงว่ามันจะสร้างไว้ทำไม แต่บอมคิดว่าอาจสร้างไว้เพื่อช่วยให้ผู้เฒ่าผู้แก่และคนสูงอายุ
ที่เดินขึ้นบันไดไม่สะดวกได้ใช้กัน ..ก็อาจจะจริงอย่างที่มันพูดเพราะบันไดเลื่อนนี้จะเลื่อนช้ากว่าทุกที่
ที่เราพบในญี่ปุ่น

เราเดินออกมาทางด้านข้างสถานีและพบร้านสไตล์ญี่ปุ่น บรรยากาศน่านั่ง ที่สำคัญคือมีทั้งเมนูทงคัตสึ
ที่บอมอยากกิน และมีข้าวหน้าปลาแซมเมิ่นบวกไข่ปลาและไข่ไก่ ผมมองหน้าทั้งสองคนด้วยสายตาประมาณ
“ใครขวางกูยิงทิ้ง” ตี้เลยบอกว่าโอเค ลองกินร้านนี้ดู  ราคารับได้ไม่แพงเกินไป

วิธีสั่งอาหารของผมง่ายๆ “มึงเอา Samsung ถ่ายภาพอาหารที่หน้าตูโชว์เนี่ยแหละ แล้วเดี๋ยวพอบริกรมา
ก็ยื่นให้เขาดู เห็นมะ..ง่ายนิดเดียวเว้ยตี้” ไอ้ตี้พยักหน้าเห็นด้วย “แต่ตี้มีแต่ iPhone4 มันจะใช้ได้ไหมพี่”

ผมหันไปมองหน้ามัน ส่งสายตาประมาณว่า “มึงคงต้องตายแล้วล่ะ” ซึ่งมันก็หัวเราะในมุกชงเองยิงเอง
ขำเองตายห่าเองของมันก่อนจะคว้าโทรศัพท์มาถ่ายภาพแล้วเดินเข้าร้านไป มีคุณป้าเป็นบริกร…อันที่จริง
ทั้งร้านมีแต่ป้า…ป้าเต็มไปหมดเบย..บริกรทุกคนล้วนแต่มีอายุ หน้าตาและท่าทางที่ทำให้ผมคิดถึงคุณแม่
ของตัวเองขึ้นมาจับจิต ไอ้บอมชี้นิ้ว “พี่ดูป้าที่แคชเชียร์ดิ หน้าโคตรเหมือนแม่พี่เลย” ผมค้อนมันก่อนหันไปดู
แล้วก็ต้องเห็นด้วยกับที่มันพูด นั่นคือแม่ผมในเวอร์ชั่น JDM Spec ชัดๆ ไม่ว่าจะเป็นทรวดทรง หน้าตา แม้แต่
ทรงผมและแว่น

ข้าวร้านคุณแม่อร่อยหรือเปล่า เราไม่รู้ เพราะนี่เป็นร้านอาหารร้านแรกที่กินใน Nagoya แต่ถ้าถามผม
รสชาติอาหารของเขาออกจะมันปะแล่มๆ โดยเฉพาะข้าวปลาของผม มีกลิ่นคาวปลากับไข่ผสมกัน
เนื้อปลาและไข่นั้นอาจจะคล้ายกับร้าน Sushi Den ที่ไทย แต่ซอสที่ราดทำให้มันมีความรู้สึกเหนียวๆคาวๆ
นับเป็นความแปลก แม้จะยังไม่ถูกปากคนไทยนัก ส่วนบอมกับตี้ไม่มีปัญหาอะไรกับทงคัตสึ ที่เจ้าตัวกินไป
ก็อื้ม อ้า โอ้ยส์ไปตลอดการกินราวกับได้มีเซ็กส์กับอาหารตรงหน้า

เมื่ออิ่มอร่อยกับอาหารเสร็จแล้ว เราก็เดินมาอีกฟากของสถานี ตรงที่เป็นแถวรถแท็กซี่จอดอยู่
แน่นอน น้ำหน้าอย่างพวกเราไม่มีทางได้นั่งแท็กซี่ชั้นสูงอย่าง Crown Royal หรือ Fuga ชนชั้นปากกัดตีนถีบ
อย่างเราต้อง Crown Comfort เท่านั้น

และดูเหมือนว่าช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้ “คุณปู่เราสู้” มาเป็นคนขับ..หุหุ ประเสิรฐชีวิต..นี่ระหว่างทางไปเนี่ย
กูจะต้องทำหน้าที่ปั๊มหัวใจฉุกเฉินหรือโทรเรียกรถพยาบาลมั้ยวะ? ชักเสียวแล้ว

ผมบอกปู่เราสู้ว่า “โต่โย้ต้า เท็คคึโนะ มิวเซียมเดส” (คือแหม..ถ้าจะให้บอกว่า โตโย้ต้า คอมเม็มโมเรทีฝ
มิวเซียม ออฟ อินดัสตรี้ แอนด์ เทคคึโนะโรจิเดส..มึงคิดว่าปู่เราสู้จะเข้าใจหรือครับ) ปู่ทำหน้าเหมือนเริ่มจะไม่สู้
ผมมีแผนสำรองไว้แล้ว โดยการยื่นแผนที่ให้แกดู ..ปู่ขยับแว่นแล้วเพ่งดู สักพักก็เอื้อมมือไปกดระบบนำทาง
ยี่ห้อ Gorilla ที่หน้ารถ กดแล้วก็กดอีก ท้ายสุดก็กลับมา Reset ที่หน้าหลักเหมือนเดิม ซ้ำๆซากๆ

ไอ้พวกเราก็เริ่มลุ้น อย่างน้อยอาจจะไม่ต้องเรียกรถพยาบาลละวุ้ย ถ้าปู่ไม่สู้ในวันนี้ หลานเรียกรถคันอื่นก็ได้จ้ะ
หลานเกรงใจจ้ะ อยากให้ปู่พักผ่อนมากๆ แต่ปู่แกก็สู้สมศักดิ์ศรี หลังจากทิ่มๆจอนำทางอยู่นานแสนนาน
ก็ดูเหมือนว่าแกจะหาเจอจนได้ จากนั้นแกก็กดมิเตอร์แล้วก็ขับออกไปอย่างนุ่มนวล เพิ่งสังเกตว่าแท็กซี่
Nagoya กดมิเตอร์จะเริ่มต้นที่ 500 เยน ในขณะที่โตเกียวนั้นจะอยู่ที่ 710 เยน

ปู่เราสู้แกเก๋าใช้ได้ เพราะในที่สุดแกก็พาเรามาจอดด้านประตูข้างของพิพิธภัณฑ์ได้ภายในเวลาไม่นาน
เราขอบคุณปู่ที่สู้ร่วมอุดมการณ์พาเรามาส่ง และขอบคุณยมบาลที่ไม่มาเอาชีวิตปู่ไปในขณะขับรถมาส่งเรา
อยากให้ปู่สู้อย่างนี้ไปนานๆนะครับ ค่าแท็กซี่ 900 เยนเอง ถ้าเป็นเมืองไทยผมจะบอกปู่ว่า 1000เยนครับ
ไม่ต้องทอน

Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology 

เรียกสั้นๆว่า Toyota Techno Museum หรือ TCMIT  ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1994 ภายในบริเวณที่เคยเป็น
โรงงานทอผ้าเก่าของกลุ่มบริษัท Toyota ..คนบ้ารถส่วนมากอาจจะทำหน้างงๆว่าเกี่ยวอะไรกับการทอผ้า
ก็ต้องเล่าเท้าความกันนิดว่าคุณ Kiichiro Toyoda ซึ่งเป็นบิดาแห่งยนตรกรรมนามว่า Toyota นั้น ไม่ได้เริ่ม
ทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ตา Kiichiro นั้นมีพ่อชื่อ Sakichi เป็นเจ้าของกิจการโรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ในช่วงเริ่มศตวรรษใหม่มาได้ไม่นาน ทีนี้ คุณคงเดาว่าอ๋อ เป็นเจ้าของโรงงานธรรมดานี่เอง แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่
เพราะคุณ Sakichi นั้นแกได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งวงการนักประดิษฐ์คิดค้นของชาวญี่ปุ่น” เพราะเป็นคนคิด
และจดสิทธิบัตรเครื่องทอผ้าแบบแรกของโลกที่ใช้มือคนข้างเดียวคุมการทำงานได้ตั้งแต่ปี 1890 และยัง
มีความรักในการคิดค้นวิธีทอผ้าให้มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ สร้างเครื่องทอผ้าแบบหมุนวนในปี 1906 และต่อมา
ก็สร้างนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการทอผ้ายุคก่อนสงครามโลก นั่นก็คือเครื่องทอผ้าแบบอัตโนมัติ
Type G แห่งปี 1924 ซึ่งสามารถเปลี่ยนกระสวยด้วยตัวมันเอง และหยุดการทำงานเองหากมีสิ่งผิดปกติ
เกิดขึ้น นวัตกรรมของเขาอาจฟังดูธรรมดา แต่มันช่วยให้การทอผ้าสักผืนเร็วขึ้นกว่าเครื่องทอยุคเก่าถึง 20เท่า!

Kiichiro เองก็มีหัวนักประดิษฐ์เหมือนกับพ่อ ในช่วงหลังจากที่พ่อของเขาก่อตั้งบริษัท Toyoda Loom Works
จำกัดในปี 1926 เขาก็เริ่มชักชวนพ่อให้ขยายกิจการออกมาทำรถยนต์ด้วย ซึ่งแม้จะไม่ตกปากรับคำในทันที
แต่ในที่สุดก่อนที่ Sakichi จะสิ้นใจในปี 1930 เขาเรียกลูกชายเขาพบ และฝากภารกิจเอาไว้ว่า

“จงตามฝันของแกซะ ทำมันให้เป็นจริง สร้างรถขึ้นมา”

ซึ่งในที่สุดกลุ่มอุตสาหกรรม Toyoda ก็มีฝ่ายธุรกิจประกอบรถยนต์ในปี 1933 จากนั้นก็เริ่มทดลองการผลิต
เครื่องยนต์และตัวถัง จนในที่สุดก็สร้างรถบรรทุกรุ่น G1 ได้สำเร็จในปี 1935 และตามติดในปีถัดมาด้วย
รถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่น AA ในปี 1936 นี้ทางบริษัทยังเปิดให้สาธารณชนช่วยคิดชื่อแบรนด์และโลโก้
ที่จะเป็นเครื่องหมายการค้าใหม่ให้กับทางบริษัท และในที่สุดก็ได้โลโก้ใหม่พร้อมกับแบรนด์ “Toyota”
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อจากเดิมว่า Toyoda เป็นชื่อแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ พวกเราสามคนอ่านข้อมูล
เหล่านี้เสร็จแล้วก็เข้าใจเสียทีว่าทำไมพอเป็นชื่อรถ ถึงใช้คำว่า Toyota แต่นามสกุลของผู้บริหารและเจ้าของ
ที่ผ่านๆมาถึงสะกดว่า Toyoda

จากนั้นก็มีการ ก่อตั้ง Toyota Motors จำกัดในปี 1937 ซึ่งทุกวันนี้เมื่อเราเอ่ยถึงคำว่า Toyota มันไม่ได้หมายถึง
แค่บริษัทรถยนต์แต่ยังหมายถึงกิจการอีกมากทั้งรถยนต์ เหล็ก กิจการอสังหาริมทรัพย์ บริษัทวิจัย
หรือแม้กระทั่งรถ Forklift

เราเดินเข้ามาภายในอาคารและเข้าไปซื้อตั๋วเข้าชมในราคา 500 เยน ก่อนที่จะเดินสำรวจบริเวณ
ร้านขายของที่ระลึก..มีใครอยากกินแกงกะหรี่ Celica มั้ยครับ?

เครื่องจักรไอน้ำของ Sulzer จากสวิตเซอร์แลนด์ปี 1914 ตั้งโชว์อยู่ในห้องระหว่างทางเข้า

เกือบร้อยปีก่อนหน้านี้ นี่คือส่วนสำคัญในการผลักดันวงการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียม
นานาประเทศ

เครื่องทอผ้าแบบหมุนเวียน ตั้งเด่นอยู่ตรงนี้เพราะเขาถือให้มันเป็นอนุสรณ์แห่ง TCMIT และจิตวิญญาณ
แห่งการประดิษฐ์คิดค้นในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่ง Sakichi Toyoda สร้างเอาไว้ตั้งแต่ปี 1906

ผมเดินผ่านห้องน้ำใกล้ทางเข้า ก็บอกกับเด็กๆทั้งสองว่าเพื่อความสุนทรีย์ในการดู ผมขอดูแลภาคส่งออก
รอบบ่ายก่อนสักพัก แล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไป เจอส้วมสเป็ค Nagoya ที่เป็นแบบนั่งยองๆอย่างญี่ปุ่นแท้
ไม่มีชักโครกสักกะโถ..ก็ชั่งใจว่าทำไงดีวะกู..ถ้านั่งยองๆตรงนี้ขาเขออาจจะชาเสียก่อนได้เดินชมสถานที่
ก็เลยตัดสินใจไม่ส่งออก เดินเข้ามาข้างในแทน

เมื่อเดินเข้าไปแล้วก็พบกับอาคารจัดแสดงส่วนที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรม
ซึ่งผมไม่ได้สนใจมาก ประกอบกับอยากใช้เวลาเตร่ดูส่วนที่จัดแสดงรถยนต์มากกว่า จึงไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้นัก
แต่ก็ขอแนะนำนะครับว่าใครก็ตามที่ชอบศึกษาความเป็นมาของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ควรมาที่นี่เพราะมันรวม
เอาเครื่องทอเกือบทุกแบบของ 100กว่าปีที่ผ่านมา เอามารวมไว้หมด และบางเครื่องสามารถเดินเครื่องเพื่อ
แสดงวิธีการทำงานให้เราดูจริงๆได้ด้วย

ผมลองดูวิธีการทำงานของเครื่องทอผ้ายุคเก่า เห็นด้ายถูกดึงจากกระสวยอย่างเป็นระเบียบ เข้าเครื่องทอ
ที่จัดเรียงและนาบด้ายแต่ละเส้นเข้าด้วยกันจนออกมาเป็นผ้าหนึ่งผืน..เชื่อไหมว่าวินาทีนั้นผมรู้สึกเคารพ
แม้กระทั่งผ้าขี้ริ้วเลยด้วยซ้ำ มันน่ามหัศจรรย์ที่ปัญญาประดิษฐ์ของมนุษย์สามารถสร้างเสื้อผ้าแบบนี้ออกมาได้
แล้วคนสมัยก่อนเขาทำกันอย่างไร ท่านโชกุนกับอิคคิวซังมีเสื้อผ้าใส่ได้ในสมัยนั้นเขาทำกันอย่างไร มันคงเป็น
งานที่ยากมาก และเสื้อผ้าก็คงเป็นสิ่งที่มาราคาแพงมาก ต่างจากสมัยนี้ที่ซื้อกันได้ไม่กี่สิบบาทด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ก็ยังมีการอธิบายเส้นใยเคมีแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น Fiberglass, CarbonFiber, Acryllic และ
รวมไปถึงของที่มาจากธรรมชาติอย่างพวกผ้าไหม ผ้าฝ้าย โดยอธิบายถึงองค์ประกอบ กรรมวิธีการสร้าง
ก่อนนำมาใช้ รวมทั้งมีของจริงให้ลองจับต้องได้

หากคุณมาที่นี่ในวันอาทิตย์ ช่วงบ่ายสอง จะมีการนำทัวร์แบบภาษาอังกฤษให้ แต่ถ้าต้องการจริงๆ
เราสามารถแจ้งกับทาง TCMIT เพื่อจัดการบรรยายแบบภาษาอังกฤษตามรอบพิเศษได้ อย่างในวันที่เรามา
กันนี้ก็มีกรุ๊ปทัวร์จากเยอรมัน (ผมคิดว่ามาจากเยอรมันเพราะพอฟังภาษาเยอรมันที่พูดๆกันในกลุ่มนั้นออก)
มาลงที่พิพิธภัณฑ์ และผู้บรรยายในแต่ละบูธก็จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร

เดินมุดไปมาท่ามกลางเครื่องจักรมากมาย ไปเจอป้ายห้องน้ำ ก็เลยคิด..ห้องน้ำรับแขกข้างนอกยังนั่งยองๆ
แล้วห้องน้ำในอาคารแบบนี้จะรอดเหรอวะ ..แต่ก็ลองเดินเข้าไปดู และพบขุมทรัพย์ที่สนองความต้องการ
อย่างไม่คาดฝัน..เดินไปบอกบอมกับตี้ขอ Intermission 10 นาที แล้วปล่อยให้พวกมันไปหัดทอผ้ากันก่อน

เสร็จธุระแล้วก็ชวนน้องๆไปต่อที่ส่วนจัดแสดงรถยนต์ ระหว่างทางเดินก็เจอลูกสูบ ขนาดโตมาก

ตอนแรกตกใจว่านี่มันเครื่องอะไร แต่พออ่านป้ายแล้วเขาบอกว่าเป็นลูกสูบเครื่องยนต์ของเครื่องบิน ก็เลย
ลองถามๆตี้ดูว่าอย่างงี้เราเอาไปใส่เครื่องรถยนต์แรงบิดคงมหาศาล ตี้บอกไม่แน่ใจว่าถ้าทำอย่างนั้นจริง
สงสัยข้อเหวี่ยงคงขาดกลางซะก่อน ลูกใหญ่ขนาดนี้ นี่เป็นของที่ถอดจากเครื่องยนต์จริงนะครับ เป็นเครื่อง
V12 33,900 ซี.ซี. 1,050 แรงม้า และลูกสูบลูกนี้นั้นทาง Daimler-Benz เยอรมันก็บริจาคมาให้ TCMIT

ระหว่างทางเดินไป Automobile Pavillion ผมเห็นสวนที่อยู่ตรงกลางพิพิธภัณฑ์สวยดีเลยถ่ายไว้

ทราบจากในโบรชัวร์ภาษาไทยของ TCMIT ว่ามันคือ “สวนแรงพลวัต”ครับ

ไม่รู้ว่าชื่อจะทะแม่งๆยังไงหรือเปล่า แต่เป็นสวนที่ดูแล้วน่าจะใช้นั่งทำสมาธิหรือใช้ความคิดได้ดีที่นึง

เดินอ้อมลงมาอีกฟากของตึก ผมถูกพาเข้าไปตามทางเดินแคบๆก่อนที่จะมาโผล่อีกห้องที่จะนำเข้าสู่

ส่วนที่แสดงรถยนต์

เครื่องมือสำหรับการทดสอบคุณสมบัติของวัสดุจากยุคโบราณ เรียกว่า Amsler Universal Testing Machine
ซึ่ง Kiichiro นำเข้ามาเพื่อใช้ทดสอบคุณสมบัติการต้านแรงบิดเค้น การหักงอ และความยืดหยุ่นของโลหะ
ต่างๆที่เขาใช้นำมาประกอบรถยนต์

นอกจากนี้ก็จะยังมีเครื่องมือสำหรับการวัดค่าต่างๆจากยุคโบราณหลายเครื่อง ที่ Toyota ซื้อมาไว้

เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของวัสดุที่่ผลิตใช้เองในยุคแรกๆ

เสื้อสูบเครื่องยนต์ของรถ Toyota ยุคแรกๆ ซึ่งในสมัยนั้นกว่าจะเรียนรู้วิธีทำเสื้อสูบได้นั้นแสนยากลำบาก
ลองทำออกมาแล้วต้องทิ้งไปราว 600 ชุดเพราะในสมัยนั้นเทคนิคการหล่อเสื้อสูบของทีมงานยังไม่ดีพอ
จริงอยู่ว่าหลายคนมีประสบการณ์และมีเครื่องมือที่ใช้จากการหล่อชิ้นส่วนเหล็กกล้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลัก
แต่เสื้อสูบนั้นมันยากตรงที่จะหล่อยังไงให้มีช่อง ร่อง และรูในตัวสำหรับลูกสูบและทางเดินน้ำได้นี่ล่ะครับ

ข้อเหวี่ยงของเครื่องตระกูล A ยุคโบราณ (ไม่ใช่ 4A,5Aตัวใหม่นะครับ) สมัยก่อนไม่มีเครื่องฟอร์จโลหะใช้
ก็ต้องใช้พลังฆ้อนซาโอริซิตี้ฮันเตอร์หนัก 1-2 ตันในการทุบอัด ประหนึ่งการฟอร์จด้วยวิธีโบราณ กรรมวิธี
อันยากเย็นในช่วงแรกทำให้ต้นทุนต่อข้อเหวี่ยง 1 ชุดอยู่ที่ 80-90 เยน ในภายหลังเมื่อปรับกระบวนการผลิต
และนำเครื่องจักรสำหรับทำข้อเหวี่ยงมาใช้ ก็ทำให้ต้นทุนลดลงเหลือ 30 เยนต่อชุด ฟังดูเหมือนถูกเป็นขี้
แต่อย่าลืมว่าสมัยนั้นค่าครองชีพต่างจากสมัยนี้ตั้งกี่เท่า 

ก้านสูบเครื่อง Type A .ในช่วงแรกๆเนื่องจากเครื่อง Type A นั้นก๊อปปี้แบบมาจากเครื่องยนต์ของ
Chevrolet ดังนั้นจึงใช้วิธีนำเข้าก้านสูบจาก GM มาใช้ ในภายหลังได้มีการลองพยายามทำก้านสูบใช้เอง
แต่เนื่องจากยังควบคุมการผลิตได้ไม่ดีพอ จึงมักออกอาการอกอีแป้นแหก ก้านทะลุเสื้อสูบออกมายิ้ม
อยู่ข้างนอกออกบ่อย ครั้นจะกลับไปใช้อะไหล่นำเข้าก็พบว่าบางชิ้นคุณภาพงานไม่ดี ขันใส่กับน็อตที่มีอยู่
ได้บ้างไม่ได้บ้าง นี่ก็เป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้ Kiichiro เร่งรัดให้มีการพัฒนาโรงงานวิจัยและพัฒนาโลหะภัณฑ์
สำหรับยานยนต์ขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม Toyota

ท่อร่วมไอดีใช้เหล็กหล่อทำขึ้นมา อันคำว่าเหล็กนี้ต้องแยกของเป็น “Iron” และ “Steel” ท่อร่วมแบบเหล็กหล่อนั้น
ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Cast iron ในขณะที่เหล็กกล้าจะเรียกว่า Steel ถามว่าทำไมเลือกใช้เหล็กหล่อ
เพราะพวกเหล็กกล้านั้นกว่าจะทำให้หลอมละลายเอามาขึ้นรูปได้ ต้องใช้ความร้อนตั้ง 1,500 เซลเซียส
ในขณะที่เหล็กหล่อแบบนี้ใช้แค่ 1,000กว่าๆก็หลอมได้แล้ว พอ 1,500 เซลเซียสนี่ไหลเป็นฉี่หนูเลย ดังนั้น
จึงเอามาขึ้นรูปต่างๆได้ง่าย เปลืองพลังงานความร้อนน้อยกว่า

มาที่ส่วนจำลองโรงงานสร้างบอดี้รถยนต์แบบโบราณกันบ้างดีกว่า

พวกเราเกิดมาในยุคที่วิธีการผลิตแบบสายพานลำเลียงกับการซื้อชิ้นส่วนอะไหล่จาก Supplier แบบผูกสัญญา
เป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ในยุคที่ Toyotaเพิ่งสร้างรถนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายแม้กระทั่งการสร้างแค่เครื่องยนต์
หรือบอดี้ภายนอก 

อย่างที่เห็นในโรงสร้างบอดี้แบบจำลองนี้ ตัวรถจะถูกสร้างด้วยแม่แบบจากไม้เนื้อแข็ง ส่วนวิธีการสร้าง
ชิ้นส่วนเปลือกนอกของตัวถังรถ เช่นแก้มหน้า ท้าย ฝากระโปรง หรือประตู จะต้องเอาเหล็กแผ่นมาทาบ
บนแม่แบบ และตีหรือดัดจนกว่าจะเข้ารูป(ด้วยแรงงานคน) จึงจะสามารถนำไปใช้ประกอบกับตัวรถได้
ในห้องจัดแสดงส่วนนี้ จะมีการเปิดเสียงออกลำโพง เป็นเสียงฆ้อนตีเหล็กดังป้ากๆๆ นัยว่าช่วยเสริม
บรรยากาศให้ได้ “อิน” กับวิธีการสร้างรถในสมัยนั้นยิ่งขึ้น

หลายคนที่เล่นรถยุคก่อนสงครามโลกเป็นนิจ อาจจะคุ้นๆกับทรงของแม่แบบข้างบน..อย่าแปลกใจเลย
เพราะในยุคนั้น Toyota ยังต้องเรียนรู้และนำเอาหลายสิ่งจากอเมริกามาใช้ ภาพข้างบนนี้อธิบายเอาไว้ว่า
ในยุคที่เริ่มสร้างรถยนต์นั่งนั้น Kiichiro ต้องการให้รถ Toyota มีการออกแบบห้องโดยสารที่กว้างขวาง
และมีเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพเฉกเช่น Chevrolet ในขณะที่มีเทคโนโลยีการสร้างที่ทนทานแบบ Ford
ส่วนรูปแบบดีไซน์ภายนอกนั้น เขาคิดเอาไว้แล้วว่าการจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของรถนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ดังนั้นจึงควรออกแบบมาให้ล้ำสมัยที่สุดเพื่อให้ขายได้นานๆ Kiichiro จึงสั่งให้นำเข้ารถ DeSoto Airflow
ปี 1934 มาศึกษา โดยรถรุ่นนี้ถือว่าเป็นรถที่มีการออกแบบล้ำยุคมากโดยการใช้เส้นสายแบบ Streamline

แบบของเปลือกนอกที่ทำเสร็จแล้ว ก็จะถูกนำมาประกอบเข้ากับโครงสร้างส่วนหลักของห้องโดยสาร
และแชสซีส์ (Note ไว้ก่อนว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ไอ้สิ่งที่เราเรียกกันว่าแชสซีส์..เขาจะเรียกว่า Frame
ส่วนไอ้สิ่งที่เขาเรียกว่าแชสซีส์น่ะมันคือโครงสร้างทั้งตัวรถรวมถึงช่วงล่าง ..ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีการปฏิรูปภาษา
ให้สามารถใช้กันได้เข้าใจในระดับนานาชาติซะทีก็ไม่รู้ เบื่อวุ้ย)

จากนั้นเมื่อประกอบเข้าเป็นคันรถ ทำสีและติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น มันก็กลายเป็นรถยนต์หนึ่งคันที่พร้อมขาย
ฟังดูง่ายแต่แท้จริงแล้วกินเวลานานหลายวันทีเดียวกว่าจะออกมาได้สวยๆคันนึง

เดินจากโรงประกอบรถ ขึ้นชั้นสอง ออกมาแล้วก็จะมีกำแพงสีเขียวที่ยาวมาก มองไกลๆแล้วดูไม่ออกว่าเป็นอะไร
แต่พอเดินเข้ามาใกล้ๆก็จะเห็นว่ามันคือประวัติศาสตร์ของ Toyota ตั้งแต่กำเนิดจนถึงปัจจุบัน โดยจะแบ่ง
เส้นต่างๆออกเป็น Timeline และแต่ละช่วงปี ก็จะมีรถรุ่นที่เปิดตัวในปีนั้นๆปะติดอยู่  ผมกะด้วยสายตาแล้ว
อาจจะมีไม่ครบทุกรุ่น แต่ถ้าใครจำปีและข้อมูลเหล่านี้ได้หมด ผมว่าคุณจะเริ่มเป็นแฟนพันธุ์แท้ Toyota
ได้แล้วล่ะครับ

เลี้ยวเข้ามาอีกหน่อยก็จะถึงโซนที่จัดแสดงรถยนต์ (Automotive Pavillion) ซึ่งเมื่อมองลงไปข้างล่าง
ก็จะเห็นรถในอดีตที่ผ่านมาของ Toyota จอดเรียงรายอยู่ตรงกลาง และมีสิ่งที่ดูคล้ายเครื่องจักร
ที่ใช้ในโรงงานประกอบรถยนต์อยู่ล้อมรอบ

หันมาดูสิ่งที่อยู่บนชั้นลอยกันก่อนดีกว่า ในส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงชิ้นส่วนต่างๆของรถยนต์
ซึ่งบางทีจะมาเป็นชุดใหญ่ อย่างเช่นข้างบนนี้ ซึ่งเป็นช่วงล่าง เครื่องยนต์ และเกียร์ของ Toyota Crown
รุ่นแรกๆ ข้างแท่นจะมีปุ่มกดที่สามารถเลือกให้บรรยายภาษาอังกฤษได้ เมื่อไอ้ตี้ลองกดดู ก็มีเสียง
บรรยายสรรพคุณและหน้าที่ของชิ้นส่วนต่างๆแต่ละส่วนให้ฟัง แถมมีอนิเมชั่นประกอบ อย่างเช่น พอพูดถึง
เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้าก็จะหมุน พอบรรยายไปถึงเรื่องคลัตช์และเกียร์ ก็จะเห็นได้ว่าแผ่นคลัตช์
ถูกยกจากออกมาจากฟลายวีล จากนั้นคันเกียร์/เฟืองเกียร์ก็จะเลื่อนเข้าเกียร์ 1 แล้วคลัตช์ก็จะประกบเข้าที่
พร้อมกับล้อที่เริ่มหมุนไปเมื่อกำลังจากเครื่องถูกถ่ายผ่านเกียร์ลงสู่ล้อแล้ว เราสามารถเห็นการทำงานของแต่
ละระบบได้อย่างเข้าใจถ่องแท้..ผมซึ้งมากกับสิ่งที่ได้เห็น อยากให้บ้านเรามีไอ้แบบนี้สักชุด เราจะสามารถ
ทำคนที่ชอบรถเฉยๆ ให้กลายเป็นคนที่รู้และเข้าใจรถยนต์ขึ้นมาจริงๆได้อีกมากเลยครับ


วิวัฒนาการของชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์แต่ละแบบ โดยมักจะแบ่งเป็น 3 ยุค คือยุค 50s ยุค 70s และอีกที
ก็คือยุค 90s ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ สตาร์ทเตอร์ ไดชาร์จ เป็นต้น


เอ่าแบตเตอรี่กับท่อร่วมไอเสียก็มีโชว์ เทคโนโลยีนี่ทำให้เราทำของได้ซับซ้อนมากขึ้นจริงๆ

หรืออย่างวิวัฒนาการของระบบเบรก ABS ที่เริ่มต้นจากปี 1971 สังเกตได้เลยว่า ABS ในยุคแรกๆนั้น
ไม่ค่อยซับซ้อนมากนักเพราะประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าไหร่ ขนาดของสมองกลค่อนข้างเล็ก แต่ปั๊มยังมี
ขนาดใหญ่อยู่ พอตัดมาปี 1983 ระบบ ABS ถูกพัฒนาให้ใช้สำหรับการจับและปล่อยเบรกได้ทั้ง 4 ล้อ
สังเกตมั้ยครับว่าสมองกลมีขนาดโตขึ้นเป็นเท่าตัว แม้ขนาดปั๊มABSจะเท่าเดิมก็ตาม ส่วนปี 1987นั้น
ที่เห็นว่าปั๊มมีขนาดมหึมา เพราะมันเป็นระบบที่รวมABS กับ TRC เข้าด้วยกัน ขนาดของปั๊มนี้ถ้าเขวี้ยง
ใส่หัวช้างรับรองคลานกลับบ้านไม่ถูกแน่นอน ส่วนปี 1992 นั้นเป็นรุ่นที่สมองกลได้รับการพัฒนาร่วมกับ
ปั๊ม ABS แบบใหม่ ทำให้สามารถทำเป็นระบบ ABS แบบ 4Channel 4Sensor สมบูรณ์แบบโดยที่มีขนาด
ชิ้นส่วนและสมองกลไม่โตเกินไป ส่วนอันล่างสุดที่มาจากปี 1997 นั้นจะเห็นว่าสมองกลหายไป..เขาไม่ได้
ถอดมันออกหรอกครับ แต่คอมพิวเตอร์ยุคใหม่เล็กลงมากจนจับเข้าไปรวมกับชุดปั๊มABSได้เลย

มุมโปรดของผมและตี้น่าจะเป็นริมนอกชิดกับรั้วกั้น เพราะมันคือคอลเล็คชั่นเครื่องยนต์ของ Toyota
นับสิบเครื่องทั้งเบนซินและดีเซล ที่ผ่าบางส่วนเผยให้เห็นภายในอย่างละเอียด พร้อมอธิบายรายละเอียด
ของเครื่องยนต์แต่ละรุ่นมาให้บนแผ่นป้ายเป็นภาษาอังกฤษ

เครื่อง Rotary ตัวต้นแบบ..อ้า..งงดิงง..Toyota เคยพยายามทำเครื่องยนต์ Rotary กับเขาบ้างเหมือนกัน
หลังจากที่เห็น Mazda แซ่บกับไอ้เครื่องสูบหมุนนี่ซะเหลือเกิน ดังนั้นเลยกริ๊งกร๊างไปที่ NSU เยอรมันนีเพื่อ
ขอซื้อลิขสิทธิ์เครื่องมาวินิจฉัยในปี 1971

2L-TE ขวัญใจสิงห์ดีเซลบ้านเราอยู่ยุคหนึ่ง ถ้าใครเกิดก่อนปี 1980 ต้องนึกออกบ้างล่ะว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง
ก่อนยุคคอมมอนเรลมีดีเซลแต่งปั๊มยัดหอยอยู่ทั่วทั้งบาง 4D56 ของมิตซูไซโคลนนี่ขึ้นชื่อเรื่องแรงและทน
ส่วน 2L นี่มีตำนานอยู่คือเรื่องฝา เกือบทุกคนที่รู้จักที่ใช้เครื่องตัวนี้..ฝาแหกมาแล้วทั้งนั้นครับ

1G-GTE อินเตอร์น้ำ นี่ก็ของเล่นรถแรงก่อนที่ชาวไทยจะมีเครื่อง JZ สำหรับเครื่องนี้ เมื่อกดปุ่มที่แท่น
ตรงหน้าเครื่องจะมีการแสดงพาวให้ชม กล่าวคือแท่นเครื่องจะหมุนไปรอบๆ ชิ้นส่วนในเครื่องจะขยับ
เพื่อโชว์สภาพจำลองว่าแต่ละส่วนขยับอย่างไร (แต่ไม่ได้ขยับด้วยความเร็วเท่าเครื่องเวลาทำงานจริงนะ
ไม่งั้นมองไม่ทันกันพอดี) แม้แต่เทอร์โบก็หมุนกับเค้าได้ด้วยแถมมีเสียง Effect ประกอบดังลั่น เล่นเอา
ผมกับตี้ฮากันตึง

1UZ-FE เครื่อง V8 ตัวดังที่ตอนแรกไม่ยักกะมีใครเหลียวแล แต่พอ JZ เริ่มขาดตลาดและพลัง LPG
เริ่มนิยมนี่..ได้ข่าวว่าตั้งแต่กระบะยันรถตู้วินไปหามาใส่กันเต็มไปหมด อันที่ตั้งโชว์อยู่นี้เป็นเครื่องรุ่นแรกๆ
สังเกตได้ว่าระบบจุดระเบิดยังไม่ใช่ไดเร็คท์คอยล์เลย

มองหาเครื่อง 1JZ-GTE กับ 2JZ-GTE อยู่นานเหมือนกัน..แต่ไม่ยักกะเจอ..พลาดได้ไงวะครับพิพิธภัณฑ์
นั่นน่ะเครื่องในตำนานเชียวนา

ผังที่อธิบายการทำงานของระบบ VSC -Vehicle Stability Control (Toyota รุ่นแรกที่มี VSCติดตั้งใช้
คือ Toyota Crown Majesta บอดี้ S140 ปี 91-95) ซึ่งมีองค์ประกอบหลักของระบบ
ได้แก่ 1) Sensorองศาพวงมาลัย 2) Sensor ลิ้นคันเร่ง+ตัวควบคุมคันเร่ง 3) Sensor วัดแรงเหวี่ยงและแรง G
4) Sensor วัดความเร็วของรถ 5) Rotor Sensor สำหรับวัดความเร็วจริงในแต่ละล้อ ที่เห็นเป็นเฟืองสีเงินๆ
ที่ล้อ 4 ข้างนั่นแหละครับตัวสำคัญเลย 6)ที่ขาดไม่ได้คือกล่องคุม VSC เอง ซึ่งถ้ากดปุ่มตรงหน้าแท่น
ระบบก็จะสาธิตการทำงานว่ามีการประมวลผลจากอะไร และเมื่อเกิดเหตุ อวัยวะส่วนไหนบ้างที่จะทำงาน
อย่าง VSC นั้น ถ้า G-Sensor จับได้ว่ามีแรงเหวี่ยงอย่างมาก Sensorองศาพวงมาลัยกำลังบอกว่าพวงมาลัย
ถูกหักอยู่ แล้วจากนั้นแรง G ก็ตกลงอย่างรวดเร็ว (รถเมื่อลื่นหลุดจากถนนจะมีแรงจีน้อยลง) ระบบจะ
ประมวลผลจากความเร็วการหมุนของล้อแต่ละล้อด้วย ในกรณีที่เกิดการหลุดและล้อหลังหมุนเร็วกว่าล้อหน้า
ก็จะทำให้ทราบได้ว่าเกิดการหลุดโค้งและโอเวอร์สเตียร์..ซึ่งเกิดขึ้นได้บนถนนที่มีหิมะหรือน้ำแข็งปกคลุม
ถ้าเป็นอย่างนี้ ระบบจะสั่งการให้ลิ้นคันเร่งหรี่ หรือสั่งจับเบรกเพื่อลดการฟรีของล้อหลัง และดึงรถกลับเข้าทาง
นี่เป็นแค่ 1 ฟังก์ชั่นของ VSC อันที่จริงยังมีการทำงานอีกหลายรูปแบบ …ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าทำไมค่ายรถ
บางค่ายที่ไม่ยอมใส่ VSC หรือระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัวแบบนี้มาให้ เพราะมันไม่ใช่แค่ใส่สมองกล
เข้าไปตัวเดียวแล้วจบ มันต้องมาทั้งเครือข่ายพ่อข่ายแม่ข่ายลูกข่ายราวกับครอบครัวAmwayแบบนี้ไง!


ระบบบังคับเลี้ยวนี้เป็นแบบลูกปืนหมุนวน RBS-Recirculating Ball System ซึ่งเวลาหมุนพวงมาลัยเฟืองจะ
ไปดึงหรือดันคันโยกหลักให้ไปทางซ้ายหรือขวา แล้วไอ้คันโยกหลักนี่ก็ต่อเข้ากับแท่งเหล็กซึ่งเชื่อมกับ
คอม้าของล้อหน้าอีกที ระบบนี้ค่อนข้างจะโบราณกว่า มีความทนทานมากแต่ให้การตอบสนองของ
พวงมาลัยที่ค่อนข้างเฉื่อยแฉะแต่มั่นคง..พูดแล้วจะเงิบ..Mercedes-Benz SLKตัวแรกน่ะยังใช้
ระบบนี้อยู่นะครับ

ส่วนอันนี่ จะเป็นแบบที่เราคุ้นเคยดีคือ Rack and Pinion ซึ่งมีหลักการคล้ายกัน แต่เฟืองที่ขับ
จากแกนพวงมาลัยจะไปดึงและดันตัวแร็คให้ไปทางซ้าย-ขวาโดยตรงเลย ทำให้ได้การบังคับควบคุม
ที่ฉับไวตามสั่งมากกว่า อีกทั้งยังกินเนื้อที่น้อยกว่าและเบากว่า Toyota เริ่มใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบนี้
ในปี 1981 และพัฒนาระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ที่ปรับน้ำหนักแปรผันได้ออกมาในปี 1986

นอกจากนี้ ยังเอาแพเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และเกียร์ของรถรุ่นต่างๆมาจัดแสดงไว้ อย่างของ Toyota
Celsior รุ่นแรกนี้เป็นต้น

ไอ้ตี้บอกว่ายังไง 4A ก็คือตำนานอยู่วันยังค่ำ! นี่ล่ะ “โคตรเครื่องแห่ง Toyota” ที่สร้างตำนานมหากาพย์
แห่งความทนทานมากมายทั่วประเทศมาแล้ว เช่นไอ้พวกไม่เคยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเลยมา40,000โล
น้ำมันเหนียวจนเครื่องไม่ยอมทำงานต่อ..พอเปลี่ยนถ่ายเสร็จ สตาร์ทเครื่อง…อืม..วิ่งต่อได้เป็นปกติ T T
แต่ที่ไอ้ตี้คงไม่ได้สังเกตคือไอ้เครื่องและแพที่มันชี้อยู่นั้นเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อครับ ยกมาจาก Corolla
AE101 รุ่นขับสี่สเป็คญี่ปุ่นกันเลย


เปรียบเทียบโครงสร้างรถ ระหว่างแบบ Body-on-frame หรือบางคนเรียก Chasis-on-frame
ซึ่งถ้าให้ถูกมันต้องเรียกอย่างแรก..นี่คือโครงสร้างรถแบบโบราณกาลที่มีเฟรมเป็นเหล็กขนานสองท่อน
ตามยาว จากนั้นก็เอาโครงรถมาวางแล้วขันน็อตประกอบติดกัน รถกระบะส่วนมากก็ยังใช้โครงสร้างแบบนี้อยู่

ส่วนโครงสร้างแบบโมโนค็อกอย่างทางขวา จะเป็นที่นิยมในหมู่รถเก๋งมานานแล้ว ไม่มีเฟรม..เพราะขึ้นโครง
มาทั้งโครงเป็นชิ้นเดียวกันหมดเลย พวก CRV,SX4และครอสโอเวอร์สมัยนี้ต่างก็ใช้โครงสร้างแบบนี้แล้ว

แต่อันบนนี้เป็นโมโนค็อกยุคแรกๆกับ Corolla Gen 1 ปี 1966

..คือป้ายเขาเขียนไว้อย่างนั้นนะครับ แต่ผมดูทรงดูรูปรถแล้ว..ทำไมมันเหมือน KE30 มากกว่าฟระ..งง

ส่วนอันนี้..เป็นโมโนค็อกยุค 90s แบบรถขับหน้า ซึ่งเป็นของ AE101 นั่นเองครับ

 

กระจกคร้าบกระจก ใครเช็ดกระจกเชิญไปทางอื่น มุมนี้สอนให้เรารู้จักกระจกหน้ารถยนต์แบบต่างๆ
เริ่มจากทางซ้ายเป็นกระจกแบบธรรมดาจากรถรุ่น AA ยุคแรกที่พอแตกแล้วตัวใครตัวมัน ถ้าเจอชิ้นคมๆ
ใหญ่ๆหน่อยก็บาดหน้าบาดคอแหกได้ ส่วนถัดมาทางซ้ายคือกระจกแบบ Tempered Glass ที่ถอดมาจาก
Corolla ลักษณะของกระจกแบบนี้คือเวลาแตกแล้วจะร่วนเป็นเม็ดข้าวโพด แม้จะมีความคมอยู่บ้างแต่ก็
ช่วยไม่ให้กระจกสร้างแผลเป็น รอยคล้ำ รอยช้ำและตีนกาบนใบหน้ามากเท่ากระจกธรรมดา ทางขวาสุด
เป็นกระจกแบบ Laminated Glass ที่เอามาจาก Celsior (LS400) ซึ่งมีการสอดแผ่นฟิล์มหนาเข้าไปตรงกลาง
ของกระจก ดังนั้นเมื่อกระจกแตก ความเสียหายจึงถูกจำกัดบริเวณได้ง่าย ตัวกระจกไม่หลุดออกจากฟิล์ม
ไปบาดหนังหน้าคนในห้องโดยสารและที่สำคัญคือเมื่อกระจกแตกแล้วจะยังมองเห็นทางข้างหน้าได้บ้าง
ต่างจากกระจกแบบ Tempered ที่พอแตกปุ๊บต้องใช้พลังเจไดจินตภาพทางข้างหน้ากันแทบไม่ทัน

ต่อมา..ไปดูหน้าปัด สิ่งที่เราจ้องมันอยู่ทุกวันเวลาขับรถ

วิวัฒนาการของหน้าปัด เริ่มจากยุค 70s มา เข็มและมาตรวัดก็ดูอ่านง่ายดีอยู่แล้ว พอยุค 80s อาจจะเป็น
ช่วงที่กระแสดิจิตอลกำลังมาแรง หน้าปัดรถญี่ปุ่นยุคนั้นจึงพราวไปหมด อย่างเช่นหน้าปัดจาก Soarer
ที่เห็น..แต่ในท้ายสุด ยังไงนักวิจัยก็พบว่าไอ้หน้าปัดแบบที่สังเกตอ่านค่าได้ง่ายที่สุดน่ะ มันต้องเป็นแบบเข็ม
แค่พัฒนาให้มันมองเห็นได้ชัดเจนปลอดภัย และมีสีสันลูกเล่นบ้างก็พอ จึงเป็นที่มาของหน้าปัดเรืองแสง
ที่แทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับรถในปัจจุบัน 

เอาล่ะ ทีนี้เรามาเดินลงไปชั้นล่างด้วยกันดีกว่า

Toyota Model AA – นี่คือรถยนต์นั่งคันแรกที่ผลิตออกจำหน่ายโดย Toyota โดยเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1936 และ
ขายยาวไปจนปี 1943 และขายได้ทั้งสิ้น 1,404 คัน รูปทรงของรถได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจาก
DeSoto Airflow ของอเมริกา 

Toyota Truck G1- หรือจริงๆต้องเรียกว่า Toyoda เพราะตอนที่มันออกขายในปี 1935 นั้น รถรุ่นนี้ยังใช้
ชื่อยี่ห้อตามบริษัท Toyoda Loom Works อยู่ ที่จริงในช่วงนั้นทางบริษัทตั้งใจจะทำรถเก๋งออกขาย แต่เนื่องจาก
สภาวะเศรษฐกิจและความนิยมเทโอกาสให้กับรถบรรทุกมากกว่า G1 จึงถือกำเนิดขึ้นก่อน AA แต่
“รถบรรทุกคันแรก” ของทางค่ายนั้นมีปัญหาเยอะมาก และไม่ได้รับความนิยม คนที่ซื้อไปก็มีแต่คนที่
ชาตินิยมจ๋า หรือคนที่เห็นอกเห็นใจบริษัทญี่ปุ่นด้วยกันทั้งนั้น

หันกลับมาอีกทาง ก็เป็นส่วนที่มีการจัดบอร์ดแสดงเทคโนโลยีและแนวคิดของ Toyota อย่างที่ผมถ่ายมา
ให้ดูนี้คือแนวคิดเรื่องความง่ายในการแยกชิ้นส่วนตัวรถ เนื่องจากว่าแม้ตัวรถจะมีส่วนที่ทำด้วยวัสดุ
Recycle แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากว่าการถอดและจำแนกวัสดุเหล่านั้นกินเวลานานมาก ทางบริษัทที่จัดการ
เรื่องชิ้นส่วนเหล่านี้ก็ไม่อาจสิ้นเปลืองเวลาไปกับการถอดมันให้เป็นชิ้นๆได้ ทาง Toyota จึงพยายามช่วย
สร้างโอกาสในการ Recycle ให้ได้มากที่สุด โดยออกแบบให้ชิ้นส่วนของตัวรถในแต่ละจุด สามารถถอด
ออกจากกันได้ง่ายขึ้น อย่างกันชน ที่จากเดิมมีจุดยึดและชิ้นส่วนมาก ก็ถูกหล่อให้เป็นชิ้นเดียว มีจุดยึด
ที่แข็งแรงไม่กี่จุด และใช้กิ๊บเป็นตัวช่วยยึดเพื่อลดเวลาที่ใช้ในการถอด เช่นเดียวกับแผงคอนโซล ซึ่งจากเดิม
รถยุค 80-90 จะใช้น็อตยึดเป็นส่วนใหญ่ รถยนต์ในยุครณรงค์การ Recycle มักจะเปลี่ยนไปใช้กิ๊บหรือพุก
ชนิดที่ยัดเข้าไปแล้วแกร็ก!ล็อคอยู่กับที่ได้เลย เวลาถอดออกก็แค่ขันน็อตไม่กี่ตัว ที่เหลือใช้มือดึงเอาได้เลย

ผมเริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมรถญี่ปุ่นใหม่ๆหันมาใช้วิธีนี้กันเยอะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมด่าซะเละ เพราะกิ๊บแบบนี้
เวลารถจอดตากแดดแล้วใช้งานไปนานๆมักหลวมคลอนและทำให้เกิดเสียงน่ารำคาญ..

แม้แต่วิธีการยึดวัสดุซับเสียง รถยุค 90s ตอนต้นและก่อนหน้านั้นจะใช้วิธีแปะลงไปบนตัวรถทั้งแผง
แต่เนื่องจากวิธีดังกล่าวทำให้เสียเวลาในการแกะออกตอนแยกชิ้นส่วนรถ ดังนั้นจึงเปลี่ยนมาใช้วิธี
ยึดแบบ Ultrasonic spot ยิงเป็นจุดๆไป ทำให้เวลาแกะออกทำได้ง่าย และมีซากวัสดุเหลือติดตัวถังอยู่
น้อยกว่าเดิม ตรารูปสามเหลี่ยมที่เห็นนั้นคือ “Easy-to-Dismantle Mark” ซึ่งถ้าไปพบบนแผงประตูหรือ
แผงภายในต่างๆ มันจะเป็นตัวบ่งบอกว่า “ถ้าจะรื้อให้เริ่มจากชิ้นนี้นะ” ส่วนถ้าไปอยู่บนหน้าปัด หรือส่วนใด
ก็ตามที่ยึดด้วยน็อต ก็หมายความว่า “ให้ขันน็อตตรงนี้ออกก่อน”

เอ่อ..สุดยอด..ช่วยกันกระทั่งบอกตำแหน่งกันชัดๆแบบนี้เชียวหรือ..ผมเคยเห็นเครื่องหมายนี้มาหลายครั้ง
แต่ไม่เคยรู้ว่ามันมีไว้ใช้ทำอะไรจนกระทั่งวันนี้เอง

ส่วนทางนี้ เป็นเครื่องยนต์เบนซินเครื่องแรกของ Toyota รุ่น A-Type ที่เห็นตั้งอยู่สองเครื่องนี้ไม่ใช่อะไร
เขาพยายามจะบอกให้โลกรู้ว่า “เอ้อ! ไอ้เครื่อง A-Type ของชั้นเนี่ย ..ลอกแบบมาจากเครื่องยนต์ของ
Chevrolet เกือบจะทั้งดุ้นเลยนะเว้ยเห้ย” เรียกได้ว่านอกจากหม้อกรองส่วนบน เครื่อง A-Type ทางซ้ายนั้น
ลอกมาแม้กระทั่งลายนูนบนด้านข้างของเสื้อสูบ

มุมนี้คนที่ชอบดูภายในเครื่องยนต์น่าจะถึงแก่กาลฟิน เพราะเอาเครื่องยนต์จากแต่ละยุคมาถอดให้เห็นภายใน

อย่างเครื่องข้างบนนี้เป็นเครื่อง T-U จากยุค 70

ส่วนนี่คือเครื่อง 5E-FE ที่เกิดหลังจาก T-Uถึง 20 ปี จะเห็นภายในของเครื่องและความซับซ้อนของห้องเผาไหม้

ที่วิวัฒนาการตามเทคโนโลยีอำนวย เวลาอ่านหนังสือแต่งรถแล้วเจอพวก Starlet ที่ยกเครื่อง 4Eออก

แล้ววาง 5E โมไส้ในใส่หอย ม้า 4-500ตัว..นี่ล่ะครับหน้าตาเดิมๆของมัน

เด็กรักรถรุ่นน้องๆที่ยังไม่เข้าใจความหมายของวาล์วต่อสูบ, SOHC, DOHC, ลิ้นคันเร่งแยก, ห้องเผาไหม้แบบ
Pentroof, Chamber Squish Area, เสื้อสูบ Closed Deck, เสื้อสูบ Open Deck หรืออะไรพวกนี้ มาเดินเล่น
ตรงมุมนี้สักครึ่งชั่วโมงแล้วให้ผมอธิบายเสริมสักหน่อย รับรองว่าจะเข้าใจได้ง่ายมาก

มุมนี้เป็นมุมแห่งการออกแบบ ที่ไอ้บอมเล่นอยู่นั้นคือโปรแกรมสำหรับการออกแบบรถในยุค 80s ตอนปลาย
เราสามารถลองหมุนปุ่ม เลื่อนเมาส์เล่นดูได้ ผมลองดูแล้วแต่ทำได้อย่างมากก็แค่หมุนๆตัวรถไปมา
..แต่เห็นคอมแล้วคิดถึงสมัยเด็กๆที่มีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่บ้าน ใช้แผ่นดิสเก็ตขนาด 5 นิ้วบางๆที่จุ
ไฟล์ได้แค่ 0.3MB โดยประมาณ ผ่านมา 20 กว่าปี Micro SD อันเล็กเท่าหำหนูจุมากกว่า DVD 2 แผ่นเสียอีก

ตัวอย่างของภาพการออกแบบ รวมไปถึง Clay Model และที่หาดูได้ยากมากทุกวันนี้คือภาพสเก็ตช์

ของรถรุ่นเก่า อย่าง Corona ที่เห็นอยู่นี้เป็นต้น

3M นี่ไม่ใช่ฟิล์มกรองแสงหรือสก็อตเทปนะ แต่เป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 6 สูบเรียงที่อยู่ใน Toyota 2000GT
ปี 1965 เครื่องนี้อายุจะ 50 ปีแล้วนะครับ! แต่ใช้ความจุ 2.0 ลิตร สร้างม้าได้ 150 ตัว แรงบิด 18 ก.ก.ม.
และใช้ขับบนถนนได้สบายทั้งที่อัตราส่วนกำลังอัดต่ำเรี่ยดินแค่ 8.45 (รถสมัยนี้เกิน 10กันทั้งนั้น) วิศวกร
สมัยนั้นก็ไม่มีเครื่องมือช่วยออกแบบเครื่องที่ละเอียดเหมือนสมัยนี้..ผมพูดได้คำเดียวว่ามันเป็นเครื่องที่
ใช้ใจสร้างจริงๆ

2000GT สปอร์ตราคาสูงลิ่ว..กับ S800 สปอร์ตที่ราคาพอฟังได้ มาเป็นโมเดลจำลองทั้งคู่

ต่อมาคือส่วนที่อธิบาย Aerodynamics ของรถ มีโมเดลที่แสดงให้เห็นถึงการไหลของกระแสอากาศรอบตัวรถ

โดยเอารถยุคก่อนอุโมงค์ลมอย่าง Corona ปี 1964 มาเทียบกับ Celsior ปี 1989

ตรงนี้ไม่ได้มีนัยทางการเมืองใดๆ แต่เป็นซากจากการทดสอบชนหน้าและท้าย เอามาแขวนไว้

วิวัฒนาการของเครื่องกรองไอเสีย Toyota นั้นเลือกที่จะจัดตั้งหน่วยงานเพื่อพัฒนาเครื่องกรองไอเสีย
ใช้เองโดยไม่พึ่งพา Supplier ใดๆมานานแล้ว กรองแต่ละตัวก็มีการผ่าภายในให้เห็นส่วนประกอบต่างๆ
ผมก็เพิ่งเคยเห็นอันซ้ายสุด ที่เป็นกรองไอเสียแบบ Pellet Substrate ที่ใช้วัสดุเป็นเม็ดๆภายใน ในการ
กรองไอเสียตั้งแต่ปี 1974 ซึ่งน้ำมันแบบมีสารตะกั่วยังใช้กันอยู่ จากนั้นพัฒนามาเป็นแบบไส้กรอง
Monolithic Substrate ใช้กับ Toyota Crown เครื่อง 5M ปี 1979 แล้วก็ย้ายมาเป็นเครื่องกรองไอเสียแบบ
ใกล้เคียงกับรถในปัจจุบัน อย่างอันขวาสุดที่เอามาจากเครื่อง 3S-GTE ของ Celica GT-4 ซึ่งถ้าเป็น
เครื่องกรองยุคใหม่นั้นจะเข้าสู่อุณหภูมิการทำงานได้เร็ว แต่ข้อเสียคืออย่าเติมน้ำมันแบบมีตะกั่วนะจ๊ะ

วิทยุ..ผมเกิดไม่ทันจริงๆ ลองเซฟรูปส่งให้คุณปู่คุณย่า ท่านอาจจะจำมันได้บ้าง คลาสสิคจริงๆ

แต่..ในปี 1989 รถ Celsior มี FAX ติดตั้งในรถแล้ว!

Prius PHV ตัวปัจจุบัน ผ่าโชว์ภายในจอดอยู่บนแท่น

และด้านล่างในบริเวณที่ใกล้ๆกันก็มี Priusรุ่นปี 1998 ที่ไม่ได้ผ่าโชว์ แต่ยกเอากลไกระบบขับเคลื่อนออกมา

ตั้งแยกเอาไว้ข้างนอกให้เห็นองค์ประกอบได้ง่าย สายสีส้มๆนั่นคือสายไฟ Main ซึ่งว่ากันว่าอย่า

ให้โดนช็อตเชียวล่ะ(แต่ผมยังไม่เคยโดน ไม่รู้โดนแล้วจะตายหรือเปล่า คงต้องขอเชิญให้ตี้กับบอมลองก่อน)

Toyota Sera!!

ถ้าใครเกิดทันยุคฟิล์มสีFuji โหมโฆษณากัน ก็จะจำได้ว่ามีชุดที่เล่นโดยพี่เบิร์ด ธงชัย ถ่ายทำในญี่ปุ่น
และมีช็อตสั้นๆที่เห็น Sera เปิดประตูแบบ Butterfly Wing ของมันออกอย่างช้าๆ นี่คือรถที่มีความล้ำยุค
ในการออกแบบหาตัวจับยากในสมัยนั้น ดีไซน์ของมันทำเสร็จตั้งแต่ปี 1987 แล้วออกมาเป็นรถต้นแบบ
AXV II จากนั้นปรับดีไซน์หน้าและท้ายให้ยิ่งทันสมัยขึ้นกว่าเก่าแล้วก็ขายจริงในปี 1990 ไม่อยากจะเชื่อ
เหมือนกันว่านี่คือรถที่อายุ 23 ปีแล้ว แต่กลไกภายในของมันนั้นธรรมดา ไม่ได้แรงเร็วอะไร เครื่องที่ใช้
ก็เป็นเครื่อง 5E 1.5 ลิตรแบบเดียวกับใน Toyota Paseo นั่นเอง

Toyota Celsior
หรือที่รู้จักกันในบ้านเราในชื่อ Lexus LS400 เป็นรถโมเดลที่สองภายใต้แบรนด์ Lexus (ตามหลัง
ES250) ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงในตลาดอเมริกา ทำให้ภาพลักษณ์ของ Toyota ที่แต่เดิม
เข้าใจกันว่าผลิตเป็นแต่รถขนาดเล็กราคาถูก เป็นผู้ผลิตรถหรูที่ทำยอดขายแซงหน้า BMW กับ Mercedes-
Benz ภายในเวลาไม่กี่ปี ทั้งนี้เพราะ Eiiji Toyoda สั่งว่า “ทำให้ดีแบบสุดๆไปเลย” ชนิดที่ไม่มีความรีบเร่ง
ไม่ร้อนรน ไม่ต้องห่วงเรื่องงบประมาณ ขอให้ได้แค่หมัดเด็ดที่ต่อยที่เดียวฝ่ายแดงสลบเหมือดเลยเท่านั้น
Project เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 1983 โดยสร้างรถต้นแบบเพื่อการวิจัยออกมามากกว่า 450 คัน ผลิตและทดลอง
สร้างเครื่องต้นแบบกว่า 900 เครื่อง ใช้พลังสมองของทีมงาน 3,900 คน แล้วยังนำรถที่วิจัยและพัฒนาแล้ว
ไปทดลองวิ่งเก็บข้อมูลวัดเป็นระยะทางได้รวมถึง 2.7 ล้านกิโลเมตร! มันคือรถที่พัฒนาโดยไม่แชร์ชิ้นส่วน
โครงสร้างหรือช่วงล่างกับ Toyota รุ่นใดๆจากในอดีตเลยแม้แต่น้อยเพื่อความเป็นหนึ่ง..ผลที่ได้ออกมาคือรถที่
เร็วกว่าคู่แข่ง ประหยัดน้ำมันกว่า มีเครื่องยนต์ที่ทำงานได้อย่างราบเรียบกว่า มีความทนทานมากกว่า
และที่สำคัญคือมีเทคนิคการเก็บเสียงที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก ในปี 1989

ว่ากันว่าบริษัทรถยนต์ชั้นนำหลายค่ายอับอายกันเป็นทิวแถว เพราะคนของบริษัทเหล่านั้นเองนั่นแหละ
ที่กลายมาเป็นลูกค้าอุดหนุน Lexus กันถ้วนหน้า จนต้องลงทุนซื้อ LS400 มาชำแหละดูภายใน

เพียงเพื่อจะได้“เงิบ” กับเทคโนโลยีการสร้างและการประกอบที่ล้ำกว่าคู่แข่งจนตามไม่ทัน

ส่วนคันนี้ Toyota Soarer ปี 1981 ซึ่งบ้านเราหาคนรู้จักบอดี้นี้ได้น้อยลงทุกวัน แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือน
Supra หรือ Celica แต่ในปีที่มันเปิดตัว (เมื่อ 32ปีก่อน) มันคือรถที่เต็มไปด้วยวิทยาการอันทันสมัย
เครื่อง 2.8 ลิตร 6 สูบเรียง 170 แรงม้า ติดตั้งแอร์อัตโนมัติที่เป็นจอทัชสกรีน มีจอ CRT สีอยู่ตรงคอนโซลกลาง
และมีช่วงล่างแบบปรับความแข็งอ่อนด้วยไฟฟ้าให้เลือก มี Cruise control และเบรก ABS

เอ่อ..นี่คือเป็ดเผือก…

หรือชื่อจริงคือ Toyota ESV – Experimental Safety Vehicle ซึ่งถูกพัฒนาออกมาตามคำขอที่รัฐบาลสหรัฐ
มีต่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ๆ ให้ลอง “ทำรถที่ปลอดภัยขึ้น” กว่าเก่า และ ESV ก็คือคำตอบของ
Toyota ..มันปลอดภัยน่ะก็ดี..

แต่ให้ขับรถหน้าตาอย่างนี้..ต่อให้เป็นยุคนั้นก็เถอะ ไม่เอา..ไม่เอาเท่านั้น

ส่วน Corana RT100 คันนี้ ชาวไทยวัย 40-50 ขวบรับรองว่าต้องจำกันได้ ปัจจุบันยังพบเห็นวิ่งอยู่บ้าง
ตามต่างจังหวัดด้วยซ้ำ แล้วมันมีความสำคัญตรงไหน? ก็เพราะไอ้เทคนิค Safety ต่างๆ ที่ใช้กับเป็ดเผือก
ESV ถูกประยุกต์มาใช้กับ Corona ปี 1973 นี้หลายจุด เช่นคอพวงมาลัยแบบยุบตัวได้ และกันชนแบบยุบ
และคืนตัวหลังการปะทะได้เป็นต้น

นอกจากนั้นรถที่จอดอยู่ก็จะมี Celica 1600GT รหัสตัวถัง TA22 ปี 1970 ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกๆของ Toyota
ที่สร้างออกมาโดยเน้นความสนุกในการขับและดีไซน์ ขนาดตัวที่ไม่โตนักทำให้น้ำหนักเริ่มต้นอยู่ที่ราว
890 ก.ก. เท่านั้น รุ่นท้อปอย่าง 1600GT นี้จะวางเครื่อง 2T-B 1.6 ลิตร DOHC จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บิวเรเตอร์คู่
ของ Mikuni-Solex ให้แรงม้า 105 ตัว และบอดี้นี้ก็เคยมีขายในบ้านเรา ทุกวันนี้ถือว่าเป็นของรีโทรที่หายาก
และมีคุณค่าทั้งในทางโลกและทางใจ

ต่อจากนั้นก็จะมี Corolla เจนเนอเรชั่นแรก รหัสตัวถัง E10 ปี 1966 รถที่ออกมารุ่นแรกก็เป็นตัวถังแบบ

โมโนค็อกเลย และเป็นตัวเริ่มต้นตำนานของชื่อแบรนด์ “COROLLA” (แปลว่ามงกุฎเล็กๆ) ซึ่งอยู่มา 47ปีแล้ว!

และ Crown ตัวถัง S30 ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นแรก จอดอยู่ข้างๆกัน Crown รุ่นนี้มีการส่งออกไปขายในสหรัฐ
แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะตัวรถนั้นออกแบบมาสำหรับถนนในญี่ปุ่นซึ่งยังไม่พัฒนา ทีมวิศวกรจึง
ไม่ได้สนใจในเรื่องพละกำลังและความเร็ว และจับเครื่อง 4 สูบบล็อคเล็กยัดมาให้แทน มาเจอกับคนอเมริกัน
ที่ชินกับ V8 และ 6 สูบเรียงในสมัยนั้น ก็จบเห่

เดินออกไปทางข้างหลัง จะมีชุดจำลองเครื่องจักรที่ใช้ในไลน์การผลิตอยู่จำนวนมาก แต่ละเครื่องไม่ได้ตั้ง
เอาไว้เพื่อโชว์เท่านั้น เราสามารกดปุ่มสั่งให้ระบบทำงานได้ แล้วหลังจากนั้นเราก็จะได้เห็นกลไกขนาดยักษ์
เคลื่อนตัวขึ้น-ลง มีแขนหุ่นยนต์ยื่นเข้ามาประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เรียกได้ว่าเกือบเหมือนกับไปเจอด้วยตา
ตัวเองที่โรงงานจริงๆ

ที่ฮาหน่อยก็คือเมื่อการสาธิตการทำงานจบลง ทุกอย่างจะเคลื่อนที่กลับเข้าตำแหน่งเดิมในstep ถอยหลัง
รถในเครื่องประกอบตัวถังถูกเลื่อนกลับ ช่วงล่างถูกถอดออก ชิ้นส่วนต่างๆถูกถอดออกกลับไปเหมือนเดิม

“ตี้ ถ้ากูเข้าไปโรงงาน Toyota ที่แปดริ้วแล้วไป Reprogram เครื่องจักรให้มันทำงานถอยหลังแบบนี้
มึงว่ามันจะฮามั้ย” ผมหันไปถามไอ้ตี้

“พี่น่ะฮา แต่เจ้าของโรงงานคงไม่ขำอ่ะพี่” มันตอบ

ส่วนถ้าใครชอบดูการผลิตรถในยุคที่ยังไม่เครื่องจักรจ๋า เดินมาไม่ไกลครับ มีให้ดูเหมือนกัน

ในภาพรวมของพิพิธภัณฑ์ Toyota Techno Museum นี้ ผมขอโน้ตไว้เลยว่า

“ประเทศไทยที่รัก

สร้าง! สร้างนะครับ! มึงช่วยๆกันทำสถานที่แบบนี้ให้มันเกิดในประเทศไทยเถอะ เกิดมาจนหัวหงอก
ไป 1 ใน 4 หัวแล้ว ผมเพิ่งมาเจอสถานที่ที่พร้อมจะเปลี่ยนคนชอบรถให้กลายเป็นคนที่รู้เรื่องรถได้ภายใน
เวลาไม่กี่ชั่วโมงอย่างนี้ ของบางอย่างเช่นเทคโนโลยีการสร้าง ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงวัสดุ
หรือวิธีการสร้างบางอย่าง ความยากลำบากของการสร้างรถสมัยก่อน หรือความรู้ที่ทำให้คุณเข้าใจ
ว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นทำงานยังไง การออกแบบรถมีขั้นตอนอย่างไร ถ้าคุณให้เด็กอายุ 13 ที่กำลังเริ่มบ้ารถ
มาสถานที่แบบนี้ล่ะก็ ลองคิดดูสิว่าเขาจะสามารถขยับฐานความรู้ในหัวได้เร็วขนาดไหน ของบางอย่าง
ผมในวัยเด็กต้องนั่งบ้าหาอ่านอยู่ครึ่งวัน มาที่นี่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมก็บรรลุแล้ว”

เหลือบดูนาฬิกาเป็นเวลา 5 โมงแล้ว เราเองก็ไม่อยากจะกลับดึกเกินไปนัก เพราะคืนนี้ยังมีศึกหนัก
นั่นก็คือ “การจัดกระเป๋า” รออยู่

แต่ไหนๆก็ลองเดินวนเล่นแถว Techno Museum ซึ่งก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก บรรยากาศชานเมือง Nagoya
ดูจะสงบเรียบร้อยกว่า Tokyo หลายเท่าตัว ถนนที่เห็นนั้นว่างขนาดผมสามารถลงไปนอนเล่นสัก 5-6วิ
ให้ตี้ถ่ายภาพแล้วค่อยกลับขึ้นมายังได้ มีโชว์รูม Toyota พร้อมกับ 86 จอดอยู่ด้านหน้า และแค่นั้น
ผมพยายามไปด้อมๆมองๆดูว่าเขามีบูธตั้งโบรชัวร์หรือเปล่า เพราะเมื่อวันก่อนที่ไป Megaweb แล้ว
โบรชัวร์ Crown ดันหมดซะงั้น แถมไอ้คนก่อตั้งเว็บน่ะมันงี๊ดๆอยากได้โบรชัวร์ Crown มาในข้อความส่วนตัว
ทาง Facebook ผมเลยต้องลองมองหา แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มี

ไม่เป็นไร ยังมีทางออกที่เจ้าของเว็บแนะไว้ให้ นั่นก็คือกลับเข้าไปในตัวเมืองแล้วไปยังสถานที่ที่เรียกว่า
Midland Square ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ ที่นั่นจะมีโชว์รูม Toyota ที่ผมสามารถขอโบรชัวร์ได้ฟรีๆ
เช่นกัน

บอมเปิด iPhone แล้วค้นหาวิธีเดินทาง พบว่าเราสามารถเดินจากจุดนั้นไปแค่ราว 10 นาที ก็จะมีสถานี
Sakou ซึ่งเราสามารถจับรถไฟไปลงที่ Nagoya ในตัวเมืองได้ เวรเอ้ย ถ้ารู้ว่ามันง่ายขนาดนี้ผมคงไม่ต้อง
พึ่งพาคุณปู่เราสู้แต่แรกแล้ว แต่ถ้าพูดเรื่องประหยัดเงิน มันก็ไม่ได้ประหยัดกว่ากันเท่าไหร่หรอกถ้ามีคน
ช่วยหารค่าแท็กซี่ 3 คน 


ถนนที่ผ่าน TCMIT และเป็นทางเดินไปสถานี..ดูเงียบสงบมากแทบจะลงไปนอนถ่ายภาพบนถนนได้

เราเดินมายังสถานี Sakou ซึ่ง..อื้อหือ มันเล็กกว่าที่คิดไว้มากเลยนะ รถไฟท้องถิ่นในโตเกียวนี่ส่วนมาก
สถานีจะมีขนาดใหญ่ แต่ที่ Nagoya นี่สถานีมันเล็กมากเพราะไม่ต้องรองรับระบบรถไฟที่ซับซ้อน
อย่างเมืองหลวงกระมัง?

นั่งจาก Sakou มาแค่นิดเดียวก็กลับมาที่สถานี Nagoya ผมเดินออกไปด้านหน้าสถานีเพื่อตามหา
Midland Square ที่ไอ้เจ้าของเว็บมันแนะนำมา ซึ่งไม่ยาก..มันบอกว่าเดินออกมานอกสถานีแล้วก็มองไป
ฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นตึก Midland อยู่แล้ว

Nagoya นี้แม้ขนาดเมืองจะดูไม่ใหญ่ แต่ตึกสวยๆก็มีเหมือนกัน เช่นตึกโรตีม้วนที่กลางเมือง และสิ่งก่อสร้าง
ทรงเหล็กบิดแหลมเปี๊ยวที่อยู่ทางซ้ายของสถานี..ไม่รู้ว่าสถาปัตยกรรมโลกเบี้ยวเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว
สถาปนิกที่นี่หรือเปล่า

เอาล่ะ เจอ Midland Square ละ ..ว่าแต่ทางเข้ามันอยู่ไหนกันวะเนี่ย
ผมเดินอ้อมไปทางขวาอย่างยาว ก็ไม่เห็นทางเข้าตึก
“มันคงอยู่ทางซ้ายมั้ง” ผมพูด แล้วก็เดินวนไปอีก นานจนเริ่มเมื่อยขา แล้วตกลงมันอยู่ที่ไหนกันวะ
อย่าให้ต้องทุบกระจกแล้ววิ่งเข้าทางลัดเลยนะมึงนะ

“ลองเดินต่อไปอีกหน่อย” บอมบอก “ถนนตรงนี้มันเป็นถนนใหญ่ ถ้าสร้างห้างโตขนาดนี้แล้วไม่มีทางเข้า
จากถนนสายใหญ่ มันโง่ไปหรือเปล่า?” มันให้ไอเดียอีกเป็นชุด…ซึ่งไอ้บอมก็พูดถูก เรื่อง Sense ของการเดินทาง
แบบนี้มันมักจะถูกเสมอ

แล้วมันก็ถูกจริงแหละครับ..ทางเข้าแม่งอยู่ติดถนนใหญ่ แต่ดันหันปากทางไปทางถนนเล็ก แถมดูแล้ว
ไม่เหมือนทางเข้าห้าง แต่เหมือนทางเดินไปสำนักงานมากกว่า ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า ก็เลยชะโงกหัว
เข้าไปดู เจอพี่ยาม 2-3 นายมองจ้องกลับมาอย่างสงสัย ก็เลยชักหัวกลับ แล้วก็เกิดไม่แน่ใจ โผล่เข้าไปดูอีก
พี่ยามก็ยังมองผมอยู่อย่างนั้น…นี่กูเข้าผิดช่องประตูหรือเปล่าวะ ผมก็เลยไปถามความเห็นตี้ว่าเอาไงดี

“เนียนไปเลยพี่มันไม่จับเราไปฆ่าหรอกจิงป้ะ?”
มันตอบแล้วก็ดันตัวผมเข้าไป ..ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามนึกว่าตัวเองเป็นอิดี้ อามิน ทำปาก
ผยองๆให้ดูมีอำนาจนิดๆแล้วส่ายอาดเดินเข้าไป พี่ยามแกมองผมอยู่สักพักแล้วก็ก้มลงจดอะไรต่อมิอะไรต่อ
ผมได้จังหวะก็ใส่ตีนหมาวิ่งเข้าไปในตึก เพื่อที่จะได้รู้ว่า เออ! ไอ้ตรงนั้นมันก็คือทางเข้าที่ถูกต้องแล้วนั่นแหละ!

เดินเข้ามาก็เจอป้ายบอกทางไปโชว์รูม Toyota ผมก็รีบจ้ำขึ้นไปชั้นบนเพราะไม่ค่อยมีเวลาเหลือมากนัก
ตรงทางขึ้นมี iQ แต่งวางซูเปอร์ชาร์จ กับรถอะไรอีกคันไม่รู้ (อยากรู้ให้PM ถามเจ้าของเว็บนะครับ) 

จากนั้นขึ้นไปถึงชั้นบน ก็มีรถจอดอยู่ 4-5 คัน และส่วนมากก็เป็นรถที่เราได้ลองซั่มกันมาแล้วที่ Megaweb
ยกเว้นก็แต่ Auris ซึ่งในวันนั้นผมไม่ได้มีเวลาดูมันอย่างละเอียด ฉะนั้นในวันนี้ไอ้เจ้าคันแดงนี่ล่ะ..มา!มาโดนซะ

รุ่นที่มาจอดโชว์อยู่นี่เป็นรุ่น 180RS ล้อขอบ 17 นิ้ว เป็นตัวท้อปที่เน้นการตกแต่งแบบสปอร์ต (บ้านเราอาจ
พอมีหวังกับ Altis Gen ต่อไป) มีล้อ 17 นิ้ว (อาจได้เห็นใน Altis) และเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ (ซึ่งAltis
คงมีให้แต่สงวนไว้สำหรับแท็กซี่และ J Grade ส่วน 1.8 กรุณาใช้เกียร์หนังสติ๊กต่อไป)

ภายในของ Auris เมื่อผมดูในโบรชัวร์ตอนแรก มันก็ดูขัดตาแต่ก็เข้าใจว่าพยายามจะเลียนเส้นสาย
แบบเดียวกับ 86 มาบางส่วน เอาเข้าจริง สิ่งที่เหมือนกันคือ “ความรู้สึกที่คอนโซลอยู่ใกล้ระดับสายตา
มากกว่ารถทั่วไป” โดยเฉพาะช่องแอร์กับหน้าปัด

แต่ความเหมือนก็จบลงแค่นั้น เพราะตำแหน่งการนั่งก็ยังค่อนไปทางสูงแบบรถบ้าน แม้จะไม่เท่า Nissan
Tiida ก็ตาม การที่คอนโซลค่อนข้างสูงแปลว่ามันถูก “ยก” ขึ้นทั้งเส้น ไม่ใช่รู้สึกสูงเพราะเบาะเตี้ยอย่างใน86
พวงมาลัยมีดีไซน์ที่น่ากำ จับแล้วกระชับมือดี แต่ไม่ได้ดีไปกว่า Altis 2.0 ตัวท้อปบ้านเราเท่าไหร่นัก
ผมลองเหยียบคลัตช์และสับเกียร์ เท่านั้นความผิดหวังปรากฏบนใบหน้าเลย..อุตส่าห์เห็นโฆษณานักหนา
ว่าเน้นบุคลิกสปอร์ต..และรถอย่าง 86 ก็ทำเกียร์ที่ชิฟท์ได้ดีให้เป็นตัวอย่างแล้ว แต่ Auris 6M/T กลับมี
คุณภาพในการชิฟท์ไม่ได้ต่างจากรถตลาดทั่วไป ระยะเข้าเกียร์ยาวเหมือน Altis 6 จังหวะบ้านเรา ฟีลลิ่ง
การเข้าก็หลวมๆเบาๆโครกๆ แม้จะมีเกียร์ถอยหลังแบบดึงวงแหวนขึ้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบ) แต่ถ้าจะ
ทำเกียร์ฟีลแบบนี้..เอาเกียร์ Honda CRZ มาเลยดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อลองปิดประตูแล้วนั่ง ก็ยังมีความรู้สึกรัดกุม เร้าใจอยู่บ้าง ตัวเบาะสไตล์ Toyota
ที่มี Support ด้านข้างเพิ่มมามากกว่าปกตินิดหน่อย ส่วนพื้นที่ด้านหลังที่คิดว่าจะกว้างและสูงก็กลับไม่ได้
มีพื้นที่เยอะอย่างที่คิด อย่าไปเปรียบกับ Tiida แต่ก็ยังดีกว่า Mazda 3 และใกล้เคียงกับ Impreza หน้าแมว

ลองเสร็จผมก็ให้ตี้กับบอมมาลองนั่งสับเกียร์เล่นบ้าง ทั้งสองคนมีปฏิกิริยาเหมือนกันคือหลังจากสับเกียร์
1-2-3-4 เสร็จ ก็จะหันมาทางผมแล้วทำหน้าเหมือนมีรถดูดส้วมมาปล่อยของดีหน้าบ้านมัน จากนั้นก็ชมและด่า
จุดอื่นๆแบบสลับกันไป

ชมและด่าเสร็จก็เดินไปขอโบรชัวร์กับพนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ ปรากฏว่า Crown Athlete โบรชัวร์หมด
ด้วยความโมโห ผมกระโดดชะโงกหน้าเข้าไปดูในเคาน์เตอร์ ทำให้เจ้าหน้าที่เขาตกใจเล็กน้อย ผมแค่ต้องการ
จะดูว่าหมดจริงแน่นะคะ..น้องไม่ได้อุ๊บอิ๊บพี่ใช่มะ.. แต่ลืมไปว่าไม่ใช่มารยาทที่ควรทำเท่าไหร่ เลยถีบมาร
ออกจากตัวแล้วอันเชิญสติกลับเข้ามาใหม่แล้วถามดีๆว่า “If no Athele, then do you have Crown
Royal Saloon?”

ปรากฏว่ามี…แต่มีเหลือในโชว์รูมแค่เล่มเดียวเท่านั้น ..เพราะฉะนั้น จิมมี่ เล่มนี้กูยึดครับ คุณมึงมีเส้นสาย
กับคนรู้จักอยู่ญี่ปุ่น แถมมาบ่อยกว่าผมตั้งสามเท่าตัว ฉะนั้นคุณมึงหาเอาเองแล้วกันครับ

ห้าโมงครึ่ง เราจ้ำกลับมาในตัวสถานี เพราะเริ่มเป็นเวลาที่ผู้คนนั่งรถไฟกลับบ้านกันแล้ว สถานีก็จะเนืองแน่น
ไปด้วยผู้คน ผมเดินหาเคาน์เตอร์ขายตั๋วแล้วก็พบเป็นห้องกระจกใหญ่ๆ มีเจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์
อยู่หลายเคาน์เตอร์เหมือนเคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบิน แต่คิวยาวมาก ผมปล่อยให้น้องๆรออยู่ข้างนอก
แล้วเข้าไปจองตั๋วคนเดียว

ยืนรอคิวอยู่ประมาณ 10-15 นาที จนในที่สุดก็ถึงคิวผม
“Train to Tokyo, please. For three people.” ผมบอก พนักงานงงกับภาษาผมอยู่แค่ชั่วครู่ก่อนที่จะ
ก้มหัวโค้งเล็กน้อยบอกว่า “โอเก๊ะ” แล้วก็กดๆคอมพิวเตอร์อยู่ราว 4-5 วินาที แล้วมองหน้าผมด้วยอาการ
เหมือนอัดอั้นอะไรบางอย่าง

ผมก็เพิ่งคิดได้ในตอนนั้นว่าพนักงานขายตั๋วคนนี้หน้าเหมือนสมาชิกเว็บเรา คุณเต้ GreenG
เป็นอย่างมาก! มีแค่ความสูงของร่างกายที่ดูจะโตกว่า

คุณเต้เวอร์ชั่น JDM พยายามจะถามผมว่า ผมต้องการจับรถไฟเที่ยวไหน แต่ด้วยความที่เขาไม่ค่อยถนัด
ภาษาอังกฤษและผมก็ไม่มีข้อมูลตารางการเดินรถไฟ เลยสื่อสารกันพลาดๆ มาเข้าใจกันด้วยคำว่า
“What time?” สั้นๆจากปากของเขา ผมก็บอกว่า “Anything six thirty or so” พลางชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือ
ผมบอกแล้วว่าสื่อสารกับคนญี่ปุ่นคนไหนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษแบบเป็นประจำในชีวิตประจำวัน
พยายามใช้ภาษาแบบง่ายๆ ถ้าคุณมัวแคร์เรื่องไวยากรณ์ บางทีเขาก็ไม่รู้เรื่อง และจุดประสงค์ของการพูด
มันคือการสื่อสารไม่ใช่เหรอ ลืมๆGrammar ไปซะบ้างเถอะถ้ามันทำให้เราไม่บรรลุจุดประสงค์

คุณเต้จดๆอะไรสักอย่างลงกระดาษโน้ต แล้วส่งให้ผม มันคือเวลาของรถไฟที่จะออก ผมเลือกเที่ยว 6โมง20
ซึ่งเป็นทางเลือกที่เร็วที่สุด แต่พอผมทิ่มนิ้วเลือกอันนี้ คุณเต้JDM ก็บอกว่ามันเป็นขบวนรถแบบ Hikari นะ
ไม่ใช่ Nozomi นั่นแปลว่าจะมีการหยุดแวะที่สถานีอื่นๆเพิ่มขึ้น ผมไม่ทราบว่ามันจะแวะสถานีไหนบ้าง
แต่ดูเวลาที่ถึงก็ไม่ดึกเกินไปนัก จึงตกลงเอา Hikari และจ่ายเงิน ถามว่าราคาตั๋วถูกลงมามากมั้ย
ตอบได้เลยว่านิดเดียว เซฟไปคนละไม่กี่ร้อยเยนเองครับ 

ผมรับเงินทอนและโบกมือลาคุณเต้ เดินเอาตั๋วมาแจกจ่ายให้น้องๆแล้วเหลือบดูนาฬิกา ยังพอมีเวลาเหลือ
ก็เลยชวนกันไปซื้อขนมตาม Kiosk ขายของเล็กๆ ได้ขนมวาฟเฟิลกรอบเคลือบช็อคโกแล็ตท่าทางอร่อยมา
จากนั้นก็เดินเข้าลึกเข้าไปข้างในสถานี เจอร้านขายเบนโตะ (อาหารจัดใส่ถาดเล็กๆแพ็คอย่างดีพร้อม
เอาไว้กินระหว่างเดินทางได้) ก็ดึงทั้งไอ้บอมและไอ้ตี้เข้าไปแล้วบอกมัน

“กลับไปไม่ต้องแดกมื้อโตๆกันแล้วมึง มาญี่ปุ่นทั้งทีมันต้องลองเบนโตะบนรถไฟเว่ยเห้ย”

มันทั้งคู่ก็ไม่ได้ขัด ออกจะเห็นดีเห็นงามด้วยซ้ำ หุหุ มันคงนึกว่าการซื้อเบนโตะกินน่ะจะประหยัดเงินล่ะสิ
ซื้อระวังๆดูราคาด้วยล่ะ จัดชุดใหญ่หรือหยิบของเพลินบางทีตอนจ่ายเงินรวมอีกมามีพันกว่าเยนได้ง่ายๆ
ผมเลือกข้าวหน้าหมูทงคัตสึแบบฉบับ Nagoya แท้ๆมา 1 เซ็ต จากนั้นพอเหลือบไปเห็นซูชิชุด 6 ชิ้นที่มี
ปลาซาบะดองของชอบอยู่ด้วย ก็จกมาอีก แถมขนมอะไรต่อมิอะไรและน้ำอีก 1 กระป๋อง สรุปว่ามื้อเย็น
ของ Commander CHENG จบที่เกือบสองพันเยน (700บาทไทยโดยประมาณ)

พอใกล้ 6โมง20 เราก็เดินขึ้นไปที่ชานชาลา …รถไฟมาตรงเวลาเช่นเคย 

ผมถือโอกาสหันไปมองเมือง Nagoya เป็นครั้งสุดท้าย เพราะไม่รู้ว่ากว่าจะได้มาที่นี่อีกครั้งมันจะกินเวลา
อีกนานเท่าใด ..ยังมีพิพิธภัณฑ์ Toyota อีกแห่งที่ผมยังไม่ได้ไป และตั้งใจที่จะเก็บมันไว้สำหรับทริปหน้า
ซึ่งอาจจะต้องรอไปอีก 3 หรือ 5 ปี

แล้วเราก็ขึ้นรถไฟกลับ พลางแกะเบนโตะกิน ผมเอาตะเกียบคีบซูชิเข้าปากอย่างหิวโหย ไอ้ตี้มองเห็น
ก็ยิ้มแล้วมองที่ซูชิ “จนแล้วจนรอดพี่ก็ไม่ได้กินซูชิไข่ปลาแซลมอนอย่างที่ใฝ่ฝันเนอะพี่”
“อืม..แต่อย่างน้อยก็ได้กินซูชิจากบ้านพ่อบ้านแม่มันล่ะวะ” ผมตอบพลางเคี้ยวซูชิไปพลาง

จริงๆแล้วมีอะไรอีกหลายอย่างในทริปนี้ที่เราพลาด เราไม่ได้ดูการดริฟท์โชว์ที่งาน Autosalon เพราะเรา
ต้องการเอาวันอาทิตย์ไปเที่ยวในเมือง เราไม่ได้ไปชินจุกุในวันอาทิตย์ ไม่ได้เห็นสาวๆในชุด Cosplay
เพราะเราเสร็จธุระกันค่ำเกินไป เราไม่ได้เอ็นจอยกับการแหวก แหก และทรมานรถแต่ละคันที่ Megaweb
ตามที่เราหวังเพราะพายุหิมะมาเยือน ซึ่งนั่นก็ทำไม่ให้เราเห็นวิวสวยงามของ Odaiba และวันนี้เราก็อด
เห็นภูเขา Fuji อีกด้วย

ทุกอย่างล้วนอยู่ในแผน แต่ทุกอย่างที่กล่าวมาต่างก็หลุดไปจากแผนทั้งนั้น…

ผมคีบซูชิซาบะดองจะเอาเข้าปากอีกชิ้น แต่ซูชิเจ้ากรรมดันแชสซีส์ร่วง แยกร่างกันเองคาตะเกียบ
ชิ้นปลาน่ะอยู่ แต่ข้าวปั้นน่ะร่วงลงพื้นไปแล้ว ..นี่คงเป็นอีกแผนการที่พลาด แต่ช่างมันเถอะ พื้นรถไฟ
ญี่ปุ่นสะอาดจะตายห่า ผมหยิบข้าวกลับมาประกอบแชสซีส์กับชิ้นปลา เหยาะโชยุเพิ่มแล้วเอาเข้าปากอีก
ท่ามกลางความเหวอของไอ้ตี้ และสายตาเชิงด่าของไอ้บอม

“ไม่น่าเชื่อเลยนะพี่ เรามาอยู่นี่ตั้งนานแล้วพรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้ว รู้สึกเหมือนไม่ได้ทำอะไรมากมายเลย
แป๊บเดียวก็หมดเวลาสนุกแล้ว” ไอ้ตี้เปรยๆออกมา พลางจิบเครื่องดื่ม ทอดสายตามองแสงไฟจากเมือง
ข้างนอกบ้าง และหันมาคุยกับผมในบางที

“เหรอ..ไม่รู้ว่ะตี้..แต่พี่คิดว่ามันกำลังดี 1 สัปดาห์ที่เรามาอยู่นี่ พี่ว่ามันก็มีอะไรหลายอย่างที่เราทำไม่สำเร็จนะ
แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่กูเคยฝันไว้ว่าสักวันกูจะลากเพื่อนๆมาเย้วๆแง้วๆกันที่ญี่ปุ่น สนุกกันแบบ
ผู้ชาย คอเดียวกัน และทุกอย่างเลือกตามใจของเรา และพี่ก็ทำได้ ..พวกแกสองคนก็ทำได้ด้วยเหมือนกัน”

ไอ้ตี้ก็เริ่มเอ่ยคำขอบคุณกับผม “ขอบคุณพี่นะ ถ้าไม่ได้พี่จัดงานนี้ตี้ไม่ได้มา”
ผมตอบ “เออ ไม่ได้พวกมึง ทริปนี้มันก็ไม่สนุกตั้งแต่แรกแล้วล่ะวะไอ่ห่า” พลางตบขามันเบาๆ แล้วก็เปลี่ยน
เป็นลูบเบาๆจากเข่าไปโคนขา ไล้นิ้วไปๆมาๆจนไอ้ตี้เริ่มออกอาการเสียวปัดมือผมทิ้ง ผมจึงเปลี่ยนเป็นคว้า
ชาเขียวในมือมา ชนขวดกับมันเบาๆ

“แด่ฝันที่เป็นจริง”
“ฝันที่เป็นจริง ..ดื่ม”

แล้วต่างคนต่างก็เปิดเบนโตะกิน..เซ็ตนี้ของข้าพเจ้า 5555

++++++++++++

รถไฟ Hikari ไม่ได้ช้าอย่างที่คาด เพราะมีการหยุดเพิ่มแค่ที่สถานี Hamamatsu (เมืองแม่ของ Suzuki ที่วันหลัง
คงจะต้องขอมาเยือนสักครั้ง) และหยุดที่สถานี Shizuoka เป็นเวลาไม่นาน ประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆเราก็กลับ
มาถึง Tokyo Station และจับรถไฟกลับที่พัก ..แวะซื้อไอติมไปนั่งกินเล่นที่ห้องเด็กๆ เช่นเคย

เข้าไปที่โรงแรม พอเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์เห็นเราเดินเข้ามาก็ยกมือดักกวักมือเรียกแทบไม่ทัน
อ้อ..Maki เอาถุงใหญ่ๆมาฝากไว้ 4 ถุงนั่นเอง ถุงนึงเป็นของที่ Hiro Ogawa ฝากของไปให้พ่อผม ถุงนึง
คือขนมชิโรอิ โคอิบิตวยหัวโขะกับคอร์นช็อคส่วนที่ผมสั่ง และอีกสองถุงจัดแยกสำหรับตี้และบอมคนละถุง
Maki เป็นคนทำงานเรียบร้อยอย่างไร้ที่ติจริงๆไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยขนาดไหน

ผมรับของมา แล้วก็ไม่ลืมที่จะไหว้วานให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ โทรเรียกรถ Taxi ให้ โดยนัดให้มา
บ่ายโมงตรง เครื่องบินออกราว 5โมงครึ่ง ก็ควรถึงสถานีรถบัสก่อน 2 โมงนิดหน่อยกำลังดี
เผื่อเวลาไว้กันพลาดเยอะๆ

ขึ้นห้องเด็กๆ เปิดทีวีญี่ปุ่นแล้วดูทอล์คโชว์ญี่ปุ่นกับโฆษณาตลกๆอย่างสบายอารมณ์ก่อนแยกย้ายกัน
ใช่สิ..ภารกิจหนักต่อจากนี้ไปคือการจัดกระเป๋าไงล่ะ ของเขิงที่ซื้อๆกันมาน่ะได้ลองซ้อมยัดกระเป๋ากัน
หรือเปล่าเถอะ ของผมนี่ไม่มีปัญหา เพราะโชคดีที่พ่อให้เอากระเป๋าผ้าแบบพับได้ยัดใส่กระเป๋าใหญ่มา
ขนาดมันก็ประมาณหัวเด็กทารก3-4เดือนนี่ล่ะ แต่พอกางออก กลายเป็นกระเป๋าผ้าขนาดใหญ่เอาเรื่อง
ผมเอาบรรดาเสื้อผ้าและรองเท้า 1 คู่มายัดในกระเป๋าใบนี้ เพราะมันไม่แตก จะโยนจะบี้กระเป๋ายังไง
ก็ตามสบาย ส่วนของมีค่า บรรดารถโมเดล และโบรชัวร์ทั้งหลาย ผมพยายามใส่กระเป๋าใบใหญ่
ให้มากที่สุด เหลือมีส่วนน้อยก็เอามาใส่ในกระเป๋าสะพาย

ไอ่ตี้อัพภาพการจัดกระเป๋ามันบน Facebook..

ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จัดเสร็จ แน่นอนว่าของเสี่ยงภัยที่ซื้อมาจากแถวๆ Akihabara ก็ใส่แยกใบกัน
เพราะถ้าศุลกากรเปิดผ่าง เจอที่เดียวครบ รับรองว่าผมกลายเป็นผู้ลักลอบค้าอวัยวะเทียมผิดกฏหมาย
แน่นอน

ผมใช้เวลาค่ำคืนสุดท้ายสำรวจ Facebook อีกครั้ง เห็นจาก Timeline ของหลายๆคนก็พอจะทราบได้ว่า
วันที่ 16 มกราคมนั้นถือเป็นวันครู ดังนั้นจึงเห็นครูหลายคนออกมาพูดสิ่งดีๆ และมีนักเรียนทั้งแก่และเด็ก
หลายคนออกมาพูดถึงครูที่ตัวเองรักในสมัยอดีต ผมนึกถึงครูได้หลายคน แต่คนที่ผมรู้สึกว่าเขามีอิทธิพล
ต่อผมมากที่สุด กลับเป็นครูชาวอังกฤษแก่ๆคนหนึ่งที่สอนพิเศษให้ผมสมัยอยู่มัธยมต้น..Arnold Campen

[หมายเหตุ ณ 31/8/2013 – ผมเพิ่งเห็นว่าลูกสาวที่เคยวิ่งๆเล่นอยู่ในบ้านของครู Arnold ตอนเด็กๆนั้น
บัดนี้โตเป็นสาวแล้ว สวยซะด้วยซิ เค้าหน้าเปลี่ยนไปจำไม่ได้เลย แถมเล่นละครด้วย..Yes, she’s
Bella Ranee Campen]

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม : เดินทางกลับ

ผมไปช่วยมหกรรมสังคายนามาม่ากระป๋องที่ห้องพวกน้องๆก่อนกลับมาดูแลความเรียบร้อยให้ตัวเอง
จากนั้นก็ LINE ไปถามพวกเด็กๆว่าเช้านี้ อยากจะไปไหนเป็นการเก็บตกกันหรือเปล่า เอาแบบใกล้ๆ
เพราะยังมีเวลาเหลือพอสมควร บอมบอกว่าอยากไป Akihabara เพราะมีเพื่อนสั่งของเพิ่ม..สั่งอะไรวะ?

แต่ก็เอาเถอะ ผมพาเด็กๆเดินไปที่สถาบัน NUPRI กันก่อน ตามธรรมเนียมไปลามาไหว้
โชคดีที่ทั้ง Rikiya, Maki และ Professor Ando ก็อยู่ที่นั่นในเช้านี้ เรานั่งเล่าให้พวกนั้นฟังว่าตลอดเวลาที่อยู่นี่
ได้ไปไหนกันมาบ้าง โดยไม่ลืมแอบฉกขนมบนโต๊ะกินระหว่างเล่าไปพลาง คนญี่ปุ่นทั้งสามต่างบอก
เหมือนกันว่าวันที่หิมะเข้านั้นรู้สึกเป็นห่วงกลัวพวกเรากลับบ้านไม่ได้ แต่ไม่รู้จะติดต่ออย่างไรนอกจากอีเมล์
ผมได้แต่บ่นเสียดายที่ตารางการเที่ยวพังและผิดแผนไปเยอะ แต่ Professor Ando บอกว่าอย่าไปเสียใจกับมัน
เพราะเรื่องแบบนี้..คอยดูเถอะ เราจะจำมันได้ขึ้นใจ อีกหน่อยมีลูกมีหลานก็เอาไว้เล่าให้เขาฟังได้…
ว่าระหว่างที่คนเขาหนีเข้าบ้านกัน มีเด็กไทยสามคนไปเดินเกาๆแกะๆรถ ซื้อของแต่งรถอยู่ที่ Odaiba
โดยไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นรอบตัวเลย

ผมถามถึงที่ทำการไปรษณีย์ ..ที่ต้องถามเพราะว่า Pocket Wifi ที่เช่ามานั้น วิธีคืนคือเราต้องนำมันใส่ในถุง
ที่มีจ่าหน้าส่งคืนบริษัทไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วเอามันไปส่งยังที่ทำการไปรษณีย์ ถ้าเราลืมส่งคืน ก็ไม่มีปัญหา
แต่บิลค่าปรับ 42,000 เยนจะถูกชาร์จเข้าบัตรเครดิตแน่นอน ซึ่งผมคำนวณดูแล้วโคตรจะไม่คุ้ม คืนเขาไปซะดีๆ
Maki บอกว่าที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ใกล้ที่สุด ให้เดินออกไปถนน Hakusan Dori แล้วข้ามถนนไป เดินลึก
เข้าไปในซอยหน่อยเดียวไปรษณีย์ก็จะอยู่ซ้ายมือ

ผมขอบคุณเธอสำหรับความช่วยเหลือที่มอบให้ผมมาตลอด..ตั้งแต่ก่อนมายันวันกลับ โดยไม่ลืมชำระค่าขนม
ที่ Maki ควักกระเป๋าออกให้ก่อน ตอนแรกเธอปฏิเสธ จนผมต้องใช้มายาลวงว่า “ขนมเนี่ยไม่ได้ซื้อไปกินเอง
เอาไปฝากเพื่อน” เธอจึงยอมรับเงินแต่โดยดี

จากนั้นก็ลาทุกคน แล้วเดินต่อไปสถานี Suidobashi ขึ้นรถไฟไปลง Akihabara แล้วปล่อยบอมเข้าไป
“ร้านนั้น” ในขณะที่ผมกับตี้ใช้เวลารอไปกับการกดตู้ของเล่นในเครือ LINE และกดกาแฟจากตู้มายืนกิน
หันกลับไปถนนอีกด้าน อ้าว..ข้างใต้รางรถไฟมีร้าน Matsumoto ด้วยเหรอวะเนี่ย.. ถ้ารู้ว่ามีมันอยู่
ตรงนี้ก็ไม่ต้องถ่อไปถึง Ginza แล้วแบกครีมกลึงหน้าของไอ้โอ๋ฝ่าหิมะไปตลอดอย่างนั้นหรอกน่ะ

กลับมาจาก Akihabara ก็ค่อยเดินไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่ง Pocket Wifi คืน ตอนแรกก็ประสาทอยู่
นิดหน่อยว่าจะติดต่อใคร หรือต้องทำอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร “สุมิมาเซ็ง” พร้อมค้อมตัวหน่อยๆ
สามารถเรียกหาความช่วยเหลือได้เสมอ เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์รับซองไปอ่านดูอยู่ครู่เดียวก็พยักหน้า
และถามว่าเราจะเอามันใส่ซองอีกชั้นไหม เสียเงินเพิ่มอีกหน่อย แต่ของจะถึงที่หมายโดยปลอดภัย
ผมตอบแบบไม่คิดเลยว่าเอา หล่อนกดเครื่องคิดเลขออกมา แล้วผมก็จ่ายเงิน แล้วก็เดินออกมา

เที่ยงตรง..ยังพอมีเวลา ผมชวนน้องๆหาข้าวกลางวันกิน ก็ไปได้ร้านที่อยู่บนทางเดินไปสถานี Suidobashi
นั่นแหละ ชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออก เห็นแต่คำว่า “Since 1979″ ผมก็เลยเรียกมันว่าร้าน 1979
ผมสั่งสเต๊กชิ้นโต บอมสั่ง Hamburg steak ส่วนตี้ก็กินไส้กรอกกับพอร์คช้อป พอบอมกินไปสักพัก ผมก็ถาม
ว่าเป็นไง ราคาถูกกว่าที่ Mansei เกือบเท่าตัว แล้วรสชาติโอเคมั้ย บอมบอกว่าน้ำซอสเขาโอเค แต่ความเนียน
ของเนื้อเวลาเคี้ยวไปสักหยับสองหยับนั้น..ยังไง Mansei ก็ดีกว่า แต่ก็ไม่เป็นสัดส่วนกับราคา

ผมก็รู้สึกแบบเดียวกัน สเต็กของผมราคา 2,980 เยนทั้งชุด ถูกกว่า Mansei มาก รสชาติอร่อยได้ประมาณ
85%ของ Mansei เนื้อไม่นุ่มเท่า เคี้ยวยากกว่ากันนิดหน่อย แต่น้ำซอสอร่อยและชิ้นโตกว่าพอสมควร

เรากลับมาทันเวลาแท็กซี่มารับเกือบพอดี ก่อนบ่ายโมง ผมว่าจะเข้าห้องน้ำสักยก ก็พอดีมีแท็กซี่สีดำ
มาจอดรอหน้าโรงแรมแล้ว เอาวะ ไว้ค่อยว่ากันที่นาริตะก็ได้วุ้ย..โค้งหัวลาพนักงานเคาน์เตอร์แล้ว
ก็มาขนของขึ้นท้ายรถ พอพวกเราเอากระเป๋าใบยักษ์แต่ละใบมาวางเรียงกันท้ายรถ คนขับแท็กซี่ก็
หันมามองแล้วทำตาเหลือกเหมือน Chris Tucker ด้วยความตกใจ

“ฮอยยยย ฉ่อ!” เขาพูดเบาๆ แต่มันแปลว่าอะไรผมไม่รู้ รู้แต่สีหน้าของน้าแกแปลเป็นไทยได้ว่า
งานเข้าแล้วล่ะมึง ท้ายรถแท็กซี่ก็มีพื้นที่ใหญ่อยู่นะ ถ้ารถแท็กซี่มันมีชีวิต มันคงบอกว่า“ผมไม่เล็กนะครับ”
“แต่กระเป๋าพวกพี่มันเยอะชิบหายเลยครับ”

พวกเราพยายามช่วยกันคิด แล้วคนขับแท็กซี่ก็พยายามช่วยยัดเข้าไป แต่ก็ไม่สามารถยัดกระเป๋าลงได้หมด
ต้องเอากระเป๋าใหญ่เข้าไปนั่งด้วยในรถ 1 ใบ แต่ไอ้ตี้ขอเวลาลองเคลียร์ มันยืนพินิจพิจารณาพื้นที่
ใต้ฝากระโปรงรถ Crown Comfort อยู่สัก 10 วิ ก่อนจะยกกระเป๋าลงมาหมด และเริ่มจัดใหม่ เอาสัมภาระ
ส่วนตัวของพี่แท็กซี่เขยิบออกมา จากนั้นเอากระเป๋าใบใหญ่ของมันลง ตามด้วยกระเป๋าใบอื่นๆทีละใบ
ขยับจัดมุมทีสองที รื้อใหม่หนึ่งครั้ง น้าแท็กซี่ยืนจับคางมองด้วยความอึ้งและทึ่ง ..แต่ในที่สุดกระเป๋าทุกใบ
ก็สามารถเข้าไปอยู่ท้ายรถได้อย่างเหลือเชื่อ น้าแท็กซี่ยิ้มพร้อมเอ่ยปาก “เวรี่กู๊ด” ชมไอ้ตี้ในความเก่ง

“ขนอะไหล่เซียงกงบ่อยเรื่องจัดพื้นที่ตี้ชิน” นั่นคือคำอธิบายประกอบภาพของไอ้ตี้

เสร็จแล้วเข้ามานั่งในรถ น้าแท็กซี่แกหันมาถามผมเป็นภาษาญี่ปุ่น “โต๊ะะโนๆๆโฉะะะะ” อะไรก็ไม่รู้
ผมกับน้องๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอ้า อะไรวะเนี่ย ก็กูบอกกับเจ้าหน้าที่โรงแรมไว้ให้บอกคุณน้าแล้วไง
ว่าจะไป Tokyo City Air Terminal ดังนั้นผมจึงย้ำกับน้าว่า “โตเกียว ซิตี้ แอรึ เทอรึมินอลเด่ส”

แต่น้าตอบกลับมาอีก เป็นภาษาญี่ปุ่นรัวหนักจัดชุดใหญ่ใส่เต็มคำกว่าเดิม ฉอดๆๆๆ
แต่ลงท้ายประโยคว่า “ฮักโกะซากิเดสแน๊” ..คือ มันคืออะไรวะกูงง พวกเราเริ่มกระสับกระส่าย
“เอาแผนที่มาซิ” ผมพูดด้วยความชิน ลืมไปว่า TCAT นี่คือสถานที่ซึ่งเราไม่ได้เตรียมแผนที่กันไว้เลย
ตายห่า..เอาไงดี น้าแท็กซี่ก็เอาแต่ถามจิ้มจิกๆว่า “ฮักโกะซากิ๊? ฮักโกะซากิเดสแน๊” หน้าตาเริ่มไม่พอใจ
ขึ้นนิดหน่อย เสียงเริ่มดัง ผมกำลังคิดว่าจะเดินออกไปตามเจ้าหน้าที่โรงแรมมาช่วยเป็นล่ามให้กูหน่อย
ก็ปรากฏว่าน้าแท็กซี่แกพูด “ฮักโกะซากิกาโฉะอิคึอิไต๊ (มั่ว)” แล้วแกก็ใส่เกียร์หมาออกรถไปเลยครับ

ผมนั่งอมพะนำมองหน้ากันกับบอมกับตี้ “เฮ้ย มึง…มันจะพากูไปข่มขืนมั้ยวะ?”
ไม่แน่ใจแล้วว่าน้าแกจะพาไปถูกทาง T T คราวหน้าคราวหลังกูจะจำไปจนตาย ไปต่างบ้านต่างเมือง
ต้องมีแผนที่เตรียมไว้ก่อนเสมอ ยื่นให้คนขับดูแล้วจบเรื่อง

ออกมาได้สัก 10 นาที น้าแท็กซี่ดูผ่อนคลายขึ้น แกก็เริ่มหันมาญี่ปุ่นใส่เราอีกชุด จนผมเริ่มทนไม่ไหว
ต้องใส่ลูกมั่วไปว่า “อิงลิชฉึ คุดาไซ?” แกถึงชะงักอยู่ราวสองสามวิ ก่อนจะพยายามค้นฟ้าคว้าดาว
อีกครั้ง “อะโหน่….ฟรอมวอทคันทรี? ไทวาน?” ตอนนั้นผมค่อยยิ้มออก แล้วตอบว่า “ไทยแลนด์เดส”
จากนั้นก็สนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างตะกุกตะกัก แต่ก็มีรอยยิ้มเล็กๆ ส่วนมากจะเป็นเรื่องอาหาร
และสภาพอากาศ ผมบอก “In Tokyo 3 Degree, In Thailand 33 Degree!” บ้านกูร้อนตับแตกครับ
แท็กซี่ก็หัวเราะหึหึ

ถนนหนทางสายที่นำไป “ฮักโกะซากิ” ของคุณแท็กซี่ แม้จะดูไม่คุ้นในตอนแรกๆ แต่พอเลี้ยวเข้ามาถึง
ถนนสายหนึ่ง ก็เห็นตึกที่มีโลโก้ TCAT กับทางเข้าที่คุ้นหน้าคุ้นตา ..โอเค เรามาถูกที่ล่ะโว้ยครับ

ขนกระเป๋าลงจากรถ แล้วก็เตรียมเงินคนละ 2,900 เยนเพื่อซื้อตั๋วรถบัส เรามาทันรอบ 2โมง15 แบบ
ไม่เร่งรีบเกินไป แถมรอบนี้พนักงานแจ้งว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษ (แต่พิเศษยังไงก็ไม่ทราบ) ลดราคาตั๋ว
เหลือ 2,400 เยนเท่านั้น 

สัมภาระวันแรกมามันน้อยๆนะ..

แต่ไหงตอนกลับมันพองตัวได้แฮะ

รถบัสมาถึงท่าอากาศยานนาริตะ..ตรงนี้อยากจะบอกไว้เป็นข้อมูลสักนิดว่าก่อนเข้าตัวสนามบิน
รถจะหยุดที่ด่าน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เดินขึ้นมาบนรถ ณ จุดนี้ขอให้เตรียมหนังสือเดินทางเอาไว้ด้วย
ผมบอกไว้เผื่อบางคนมีนิสัยชอบเอาไปซุกไว้กับกระเป๋าใบใหญ่ ถ้ากระเป๋าอยู่ใต้ท้องรถแล้วไม่มี
หนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจ คุณก็อาจทำให้คนอื่นเสียเวลาได้ นอกจากนี้แล้วก็อย่ามัวแต่เมาท์
กับเพื่อนเพลิน ให้สังเกตด้วยว่าสายการบินของคุณอยู่ตึกไหน North Wing หรือ South Wing จะมีป้ายบอก
มีกลุ่มคนไทยที่มารถบัสคันเดียวกับผม พอถึงเวลารถจอดก็ถามๆกันในกลุ่มว่า “ใช่ตึกนี้หรือเปล่า”
เหลือเชื่อเลยว่ามาตั้งสิบคน ไม่มีใครสังเกตป้ายตามที่เขาเตือนไว้ก่อนเข้าสนามบินเลย จนผมต้องถามว่า
ไปสายการบินไหนครับ พอตอบว่า United Airlines ผมก็บอกว่าลงตึกนี้แหละครับ สายการบินเดียวกัน
ยังมีใครคนนึงถามสวนขึ้นมาอีกว่าแน่ใจเหรอ…ไม่รู้วุ้ย มึงไม่เชื่อกูก็ไปลงป้ายหน้าแล้วเดินย้อนกลับมาเหอะ

ปัญหายังไม่จบแค่นั้น ..พอมาเช็คอินกระเป๋าที่เคาน์เตอร์ ปรากฏว่าเสี่ยตี้กระเป๋าน้ำหนักเกิน และไม่ได้
เกินไปแค่ 2-3 กิโลนะครับ แกล่อทะลุป้ายไปตั้ง 15 โล! ส่วนกระเป๋าของผมไม่มีปัญหาอะไร ตอนแรก
ผมก็บอกว่า “ไอ้ตี้มึงจ่ายค่าน้ำหนักเกินไปเถอะ จะได้ไม่ยุ่ง” ไอ้ตี้ก็พยักหน้าหงึกๆแล้วเตรียมควักบัตรเครดิต
แต่เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือคนนึงเห็นก็บอกว่า “Sorry but to pay for the exceeding weight you have
to pay in Cash,”

อุ้ยตายห่าล่ะ..งานเข้าสิทีนี้ ค่าปรับตีเป็นเงินไทยก็หลายพัน และเงินในกระเป๋าไอ้ตี้ก็เหลือน้อยมาก
ท้ายสุดก็เลยต้องขอโทษเจ้าหน้าที่แล้วเปิดทางออกพิเศษเพื่อออกไปจัดกระเป๋าใหม่ พื้นที่จะยืนก็
ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว เราต้องกางกระเป๋ากระเบียดกระเสียนกันอยู่ตรงใกล้ๆเคาน์เตอร์นั่นเอง โชคดีว่า
ตี้จัดของแยกประเภทและน้ำหนักแบกเป็นโซนไว้อยู่แล้ว (ผมก็ทำแบบเดียวกัน ของหนักอย่างโบรชัวร์
ผมมักจะใส่ถุงใหญ่สองชั้นก่อนแล้วค่อยยัดกระเป๋า ถ้าน้ำหนักเกินก็เปิดกระเป๋า หยิบออก เท่านั้น)
พอลองจัดกระเป๋าใหม่ เอาของบางส่วนมายัดใส่กระเป๋าผมบ้าง และเอาไปใส่ในเป้ของมันบ้าง ขึ้นชั่งใหม่
อีกรอบ ผ่าน! ปรากฏว่าไอ้ของที่ทำให้น้ำหนักเกินน่ะ โบรชัวร์แผ่นพับ หนังสือและเอกสารที่เก็บมาตลอด
สัปดาห์ทั้งนั้นเลยครับ

เช็คอินและตรวจหนังสือเดินทางผ่าน ก็ชวนกันเดินเข้ามาภายในที่พักผู้โดยสาร ซึ่งมีของขายอยู่มากมาย
เหมือนสนามบินใหญ่ๆทั่วไป ผมเจอร้านขายขนมขนาดยักษ์ที่หน้าร้านเต็มไปด้วยขนมอริเก่าวางกองเต็ม
แถมมีเสียงเพลงโซปราโน่ขับขานกล่อมบริเวณนั้นอย่างน่าประสาทหลอน

“Shiiii ro iiii Ko iiii bi toooooooooooooooo”

เพื่อเป็นการแก้หลอน ผมเลยหิ้วมาอีกสองกล่อง เสริมจากที่ Maki ซื้อมาให้อยู่แล้ว นอกจากนั้นก็คว้า
ขนมญี่ปุ่นแปลกๆมาอีกกล่องเผื่อเอาไปฝากใครก็ได้ที่กรุงเทพ…แล้วแม่ล่ะ? จะลืมแม่ไปได้ไง คนนี้เขา
ไม่ฝากผมซื้ออะไรสักกะอย่าง LINE มาบอกแต่ว่าขอให้เที่ยวให้สนุก น่ารักอย่างนี้ต้องให้รางวัลซะหน่อย
ผมเอาขนมไปให้ไอ้ตี้เฝ้า แล้วเดินตัวเปล่ามาที่ร้านขายเครื่องสำอางค์ ..ผมเป็นชายหน้าโจรคนเดียวที่
อยู่ในร้านท่ามกลางบรรดาสาวน้อยสาวแก่มากมาย แต่ไม่สนเพราะ..อยากมีอะไรกลับไปฝากแม่บ้าง
ลิปสติก? ลิปสติกก็น่าจะดี เพราะเป็นสิ่งที่แม่ได้ใช้ทุกวัน น้ำหอมนี่ไม่ต้องซื้อเพราะไอ้ที่ซื้อมาสมัยโคโรลล่า
สามห่วงเปิดตัวบางขวดยังเหลืออยู่เลย

ผมเลือกลิปสติกมาดูทีละสี แล้วหลับตาพยายามนึกภาพหน้าแม่ทาลิปสติกสีนั้น หยิบมาดูแล้วก็หลับตา
อยู่สองสามอัน พนักงานหญิงวัยประมาณ 45 ก็เดินยิ้มเข้ามาถามเป็นภาษาอังกฤษว่า
“May I help you with what you’re looking for? I guess you are looking for a lipstick for
your girlfriend, right?”

อื้อหืออ…ขอแจกใบแดง 1 ใบโทษฐานทำร้ายจิตใจคนโสดว่ะน้า! “No, I’m searching one for my mom.”
น้าทำหน้าแปลกใจนิดหน่อยก่อนบอกว่าน่ารักมากนะคะซื้อของให้คุณแม่เนี่ย ทีนี้คุณแม่อายุเท่าไหร่คะ
ผมก็ตอบไปว่า 66 ปี และให้ข้อมูลเสริมว่า She ผมสั้น หน้าตาออกจะยิ้มแย้มใจดี เหมือนคุณคนขายนี่ล่ะครับ
เล่นเอาน้าสาวเขินบิดตัวไปมา (โทษทีนะน้า ประเทศผมเคร่งเรื่องนำวัตถุโบราณเข้าประเทศ ไม่ต้องเขินครับ)
แต่พอรู้สึกตัวก็ขมีขมันหาลิปสติกมาให้ผมเลือกหลายยี่ห้อ “I want something not so RED and flashy.
I want something that looks polite but not boring. That’ll be good for her” ผมช่วยเสนอรสนิยม
ตัวเองเพื่อให้เลือกได้ง่ายขึ้น ท้ายสุดก็จบกับลิปสติก Yves Saint Lauren สีแดงปนชมพู สุภาพแต่ไม่น่าเบื่อ
อย่างที่อยากได้ รูดบัตรไป 2,800 เยน ได้ของฝากแม่แล้วรู้สึกสบายใจที่จะกลับบ้าน ส่วนของฝากพ่อไม่ต้องห่วง
ขนมที่ Hiro ให้มาบวกกับชิโรอิกล่องนึงก็เฟี้ยวแล้ว

ผมเดินไปที่ GATE กับน้องๆแล้วก็พบว่าเครื่องบินของเรายังไม่มา อย่างนี้มี Delay แน่นอน แต่ด้วยสัญชาติญาณ
คนเดินทาง ผมให้บอมซึ่งรอบคอบและตาคมช่วยมองหาว่ามีประกาศอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า

สักครู่ต่อมาก็หายสงสัย เพราะมีเสียงตามสายเป็นภาษาอังกฤษประกาศว่ามีการเปลี่ยน GATE ของเที่ยวบิน
UA837 ซึ่งทำให้เราต้องแบกกระเป๋าเดินย้อนกลับไปอีกประมาณ 100 เมตร และเมื่อถึง GATE เครื่องบิน
ของเราก็กำลังเติมน้ำมันและทำความสะอาดอยู่พอดี

ที่สนามบินมี Wi-fi ให้ใช้นะครับ แต่อาจจะยุ่งยากสักนิดคือต้องใช้ Browser ของโทรศัพท์เข้าไปทำการ
ลงทะเบียน กรอกข้อมูลนิดหน่อย จากนั้นก็จะสามารถใช้ Wi-fi ของสนามบินได้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง มันจะ
หลุดแล้วเราก็ต้องต่อใหม่ ผมถือโอกาสเข้าไปเช็ค Facebook และถ่ายรูปเครื่องบินโพสท์ลงเพื่อบอก
เพื่อน พี่และน้องว่ากำลังจะขึ้นเครื่องกลับแล้ว

พนักงานประจำ GATE เรียกผู้โดยสารชั้นประหยัดขึ้นเครื่องประมาณ 6 โมงเย็น ช้ากว่าที่กำหนดไป
ประมาณ 45 นาที เราสามคนเดินเข้าไปนั่งยังที่ของตัวเอง แล้วก็มองหน้ากันยิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฮากลิ้ง
เพราะเบาะตัวนี้เข็มขัดมันสั้นกว่าเที่ยวบินขามาญี่ปุ่น ผมดึง กระชาก ลาก จนแทบจะเอารถแบ็คโฮมายก
มันก็ดึง Buckle มาเสียบกลักไม่ได้สักที ไอ้ครั้นจะทำเป็นเนียนเอาหมอนมาปิดเข็มขัดไว้โดยไม่คาด..
มันก็ไม่ใช่เรื่อง เกิดมีอะไรขึ้นมาตัวมันจะลอยไปก่อนเลย อย่าทำเป็นเล่น..ผมจึงพยายามคาดสุดฤทธิ์
จนในที่สุดก็ได้วิธีคาด คือเอนเบาะไปข้างหลังนิดหน่อย เอาหลังถูเบาะไว้ มันจะมีเนื้อที่ให้ขยับตัวมากขึ้น
แล้วก็คาดเข็มขัดได้ในที่สุด

ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ ..การเดินทางมันก็เป็นแบบนี้..ทุกครั้งที่เราท่องไปในโลกกว้างมันก็จะมีเรื่องที่ไม่คาด
เกิดขึ้นได้เสมอ มันอยู่ที่ว่าเราเตรียมพร้อมแค่ไหน ยิ่งเตรียมมากโอกาสพลาดก็ยิ่งยาก และถ้ามันพลาดจริงๆ
เราจะแก้ไขได้อย่างไร? มันอยู่ในหัวเรา กับอยู่ที่เวลา ถ้าใช้เวลาค่อยๆคิด และใช้หัวมันก็ได้ทั้งนั้น
ทริปนี้ทั้งทริปใช่ว่าจะราบรื่น มันมีปัญหามาเป็นพักๆหนักหรือเบาอยู่เสมอ และท้ายสุดพอเราผ่านมันมาได้
ทุกอย่างก็กลายสภาพเป็นเรื่องเล่ากับบทเรียน

เรานั่งคุยกันไปในขณะที่เครื่องบินเคลื่อนตัวไปตามรันเวย์ ผมรู้สึกว่าน้องสองคนเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดี
และหลายต่อหลายครั้งที่มีปัญหา ก็ได้พวกมันนี่แหละเป็นตัวช่วยแก้ มันเป็นเพื่อนเดินทางชั้นดีของแท้..

“ได้กลับบ้านกันแล้วมึง” ผมบอกกับน้องทั้งสองคน “มาครั้งแรกกันทั้งคู่..ถือว่าทำได้ไม่เลวนะ ได้เที่ยว
หลายที่ ได้อะไรกลับไปหลายอย่าง..โดยเฉพาะมึงไอ้ตี้ ได้กลับไปเยอะมากจนน้ำหนักกระเป๋าทะลุป้ายเลย”

บอมที่ทำท่าจะหลับจู่ๆก็เด้งตัวขึ้นมาพูดกับผม “แต่รู้สึกว่ายังมีอะไรให้กลับมาดูอีกเยอะเหมือนกันนะ”
ไอ้ตี้ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับบอม “ตี้ตั้งใจแล้ว..ตี้จะลุยงาน เก็บเงินเยอะๆ แล้วเรามาเที่ยวกันอีกดีมั้ยพี่”
“ปีหน้าเลยนะ” ไอ้บอมสำทับอีก

“หุหุ…”

อย่างนี้ต้องร้องเพลง “Que sera, sera…whatever will be, will be. The future’s not ours too see”

ผมปิดตาแล้วเอนกายลงบนพนักพิงที่ปรับตั้งตรงตามคำขอร้องแกมบังคับของสายการบิน..
ตาจ้องมองออกไปที่วิวปลายปีกในขณะที่นกเหล็ก 747-400 เดินเครื่อง 100% พาผมทะยานกลับสู่มาตุภูมิ

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++

บทความนี้มีลิขสิทธิ์เนื้อหาโดยผู้เขียน ลิขสิทธิ์ภาพถ่ายโดยผู้เขียน

และผู้ร่วมเดินทาง หากต้องการนำไปใช้ ขอให้ติดต่อเพื่อขออนุญาตก่อนนำไปใช้

ไม่อนุญาตให้นำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ประกอบบทความอื่นใดหรือเว็บอื่นใด

ยกเว้นภาพซึ่งมีการแจ้งที่มาว่ามาจากเว็บไซต์อื่น 

Commander CHENG!-Headlightmag.com September 2013