MAGAZINE AUTOMOBILE HISTORY Nissan NX Coupe: Asian Eyes ที่โลกลืม



 

หลังจากที่ Rewind พาคุณไปรู้จักกับ 50 ดาวค้างฟ้าในวงการรถยนต์ยุคหลังของประเทศไทยมาแล้ว
ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่าแล้วรถอะไรบ้างล่ะที่ได้ชื่อว่าเป็น "ดาวตก"ของวงการ? ดาวตกที่ว่านี่ไม่ได้นับกัน
แค่เรื่องยอดขายแต่ยังรวมไปถึงการรับรู้ของลูกค้า (Customer perception) หรือการสร้างแบรนด์ให้เป็น
ที่รู้จักและยอมรับกันในระยะยาวอีกด้วย

มีรถบางคัน ที่เปิดตัวมาด้วยสเป็คที่ค่อนข้างดี มีเทคโนโลยีและความทันสมัยที่ไม่เป็นรองใครในยุคนั้น
แถมชื่อชั้นของแบรนด์ ก็เป็นที่คุ้นตากันดีของผู้บริโภคมาหลายทศวรรษ แต่ก็ขายไม่ออก แม้จะได้รับ
ความนิยมในช่วงแรกของการเปิดตัว แต่ก็เลือนหายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว

รถที่ผมจะเขียนถึงในคอลัมน์นี้ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในดาวตกที่ว่านั่น
และชื่อของมันก็คือ Nissan NX Coupe

ทำไมถึงมันถึงถูกเลือกมาเป็นแขกประจำรายการในวันนี้ ทั้งๆที่มันขาดองค์ประกอบหลายอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อเสียงที่ไม่อาจสะสมเอาไว้ได้นานเหมือนคู่แข่งอย่าง Civic 3 ประตู?
มันอาจจะฟังดูทะแม่งๆชอบกลแต่มันคืองานเขียนที่ตั้งใจมอบให้ตา RhinoMango สมาชิกทีม
เราเป็นของขวัญในโอกาสที่เพิ่งออกรถรุ่นที่ว่านี่มาเป็นรถของตัวเอง คันแรกของชีวิต

และนอกจากนี้ก็ถือโอกาสฉลองบรรลุนิติภาวะให้กับรถคู่บ้านคู่ขวัญที่รับใช้สมาชิกครอบครัวผม
มานาน 18 ปีแล้วนั่นเอง ว่าแล้วก็อย่ารอเลย!

[PERSONAL EXPERIENCE]

ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นรถป้ายแดงมาอยู่ในบ้าน เพราะแต่ไหนแต่ไรมาผมเป็นคนพา
ความจนมาสู่บ้าน ตั้งแต่ผมเกิดมาที่บ้านก็ซื้อแต่รถมือสองป้ายดำ หรือถ้าเป็นรถใหม่ ก็จะเป็น
ป้ายทะเบียนสีฟ้า เพราะสมัยนั้นคุณพ่อของผมท่านประจำอยู่ที่ United Nations จึงต้องสวมป้าย
รถฑูตไป

แต่แล้ววันหนึ่งในช่วงต้นปี 1992 คุณแม่ผมกางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐพลางจิบกาแฟในยามเช้า
แล้วก็พบกับข่าวการมาของ Nissan ที่เป็นรถคูเป้รุ่นใหม่ (ในช่วงนั้นยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ด้วยซ้ำไป) ภาพรถสีสันฉูดฉาดสดใสมันช่างเตะลูกกะตามารดาเป็นยิ่งนัก ถึงกับเปรยออกมาว่า
 "สวยดีจัง.." อันที่จริงแม่ผมจะชอบพูดอะไรตามที่ใจคิดโดยไม่ได้ซีเรียสกับคำพูดเท่า
ไหร่หรอกครับ

ทว่าคุณพ่อผมเกิดได้ยินเข้า แล้วก็ถือเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมา อันที่จริง Sunny Coupe B11
คันเดิมที่แม่ใช้อยู่ก็ยังมีสภาพดีใช้การได้ แต่อารมณ์พ่ออยากจะโรแมนติคขึ้นมาเลยคิดที่จะซื้อ
รถคันใหม่ให้แม่เป็นของขวัญวันเกิดแล้วก็ลงตัวกับ Nissan NX Coupe ซึ่งพิจารณาจากรูปลักษณ์
แล้วทุกคนในบ้านโชว์ป้าย "YES" ใหญ่ๆให้ผ่านกันหมด

จากนั้นพวกเราก็ตระเวนไปตามศูนย์ Nissan เพื่อขอดูรถ ทั้งคุณแม่และคุณพ่อตกลงใจที่จะเลือก
สีน้ำเงินเพราะรถคันเก่าของแม่ 2 คันที่ผ่านมาเป็นสีแดง และประกอบกับที่ว่าในช่วงนั้นสีน้ำเงิน
ไมก้าอมม่วงกำลังมาแรงเอามากๆ ความที่อยากเช็คของจริงให้ชัวร์ทำให้พวกเราต้องระเห็จกัน
ไปทั่วกรุงเทพในเวลานั้นเพราะไม่มีศูนย์ไหนเลยที่มีรถสีน้ำเงินอยู่ในมือ มาโชคดีที่เจอกับเซลส์
คนหนึ่งที่ศูนย์วิภาวดีซึ่งรับปากจะโทรสอบถามไปตามที่ต่างๆว่าที่ไหนบ้างที่มีรถสีน้ำเงินอยู่
แล้วแจ้งให้พวกเราได้ไปดูตัว

ผ่านไปแค่ 2 วัน เซลส์นางนั้นก็ได้โทรกลับมาบอกชี้เป้าให้เราไปดูรถที่ศูนย์แห่งหนึ่ง (แต่ผม
เด็กเกินกว่าจะจำได้ว่านั่นน่ะมันสาขาไหน) เราได้เห็นสีน้ำเงินด้วยตาตัวเองแล้วรู้สึกพอใจมาก
ตั้งท่าจะจอง แต่แม่ผมกั๊กท่าไว้ บอกว่าถ้าจะจอง ให้ไปจองที่ศูนย์วิภาวดีดีกว่า เพราะต้องการ
ตอบแทนน้ำใจเซลส์ท่านนั้นที่มีน้ำใจในการชี้เป้าให้เรา

และแล้วเราก็ได้มันมา ตั้งแต่ข่าวการเปิดตัวยังไม่แพร่กระจายออกไปด้วยซ้ำ วันแรกที่รถมาจอดที่บ้าน
ผมจำได้ว่าผมบ้าเห่อจนเข้าไปนั่งในรถ เปิดเทปคู่มือการใช้งานฟังจนจบม้วน เสร็จแล้วก็นอนมันใน
รถนั่นเลย ไม่ใช่แค่ผมที่บ้าเห่อ พ่อกับแม่ผมก็เช่นกัน แม้เราจะมี W124 ที่ใช้การได้อยู่ แต่ในเวลานั้น
พ่อ แม่ และลูกๆทั้งสองจะกระเบียดยัดเยียดกันไปใน NX Coupe เพื่อไปหาข้าวทาน หรือไปช้อปปิ้ง

เราเคยขับสวนกับ NX Coupe อีกคันในหมู่บ้าน ที่เป็นสีแดง แล้วก็ต่างแต๊บไฟหน้าให้กันพร้อมกับ
รอยยิ้ม มันเป็นเรื่องที่รู้สึกดีจากการใช้รถที่มีคนอุดหนุนเป็นจำนวนน้อยมาก (ถ้าผมขับ Sentra
หรือ Cefiro A31 คงไม่เจอเรื่องแบบนี้)


อืม..เล่ามาจนยืดยาว..มันจะกลายเป็น User Voice ไปหรือเปล่าวะนี่..เอ้า! ยาวไปเลยละกัน


รถคันนั้นรับใช้เราอย่างสุดแสนจะซื่อสัตย์ คุณแม่เอ็นจอยที่จะขับไปไหนมาไหนอยู่ประจำ เวลา
ขับไปทำงานท่านอธิการบดีวิทยาลัยครูสวนสุนันทา (สมัยนั้นยังไม่เป็นสถาบันราชภัฎ)
ดร.พล คำปังสุ์ จะแซวแม่ผมเสมอว่าขับรถวัยรุ่นเกินวัยไปหรือเปล่า หรือจะเป็นบรรดาฝรั่งมังค่า
ที่แม่ผมต้องไปรับไปส่งเพื่อร่วมงานในโครงการต่างๆ ก็มักจะตกใจเมื่อเห็นรถที่แม่ผมขับ
..ดังนั้นก็อย่าแปลกใจถ้าคุณเห็นผู้หญิงที่ขับ NX Coupe เป็นสุภาพสตรีวัยกลางคนหรือแก่กว่านั้น
ผมคิดว่าพวกหล่อนใช้มันเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งในการทำให้ตัวเองดูอ่อนวัยอย่างได้ผล

แต่ท้ายสุด แม่ก็ยอมรับในอายุตัวเองและเปลี่ยนไปขับ VW Vento ในปี 1996 ทิ้งให้ NX กลายเป็น
รถหัดขับสำหรับพี่สาวผม ซึ่งใช้ขับไปทำงานที่โรงพยาบาลในจังหวัดอ่างทองอยู่ปีกว่า ก่อนที่จะเปลี่ยน
มาเป็น Vento ..อีกคัน (- -') ทำให้ NX ถูกทิ้งยาว 3 ปี จอดตากฝุ่นนอกบ้าน สภาพเหมือนของใช้แล้วทิ้ง
ในวันที่ผมตัดสินใจนำมันกลับมาขับใหม่อีกครั้งนั้นสนิมกินหลังคากับฝากระโปรงท้ายไปเยอะแล้ว
แต่พอได้ขับ ก็รู้สึกว่ามันเป็นรถที่ขี้เล่น ขับแล้วไม่ได้แรง ไม่ได้เร็ว แต่สนุกดีด้วยเกียร์ธรรมดา

 

 

ผมเลยตัดสินใจยึดมันเป็นรถตัวเองเสียเลย ไหนๆก็ไม่มีใครในบ้านยุ่งกับมันแล้ว ในปี 2002
พ่อสนับสนุนให้งบในการบูรณะทำสีใหม่ เปลี่ยนเอาสี Skyline Blue โทนเดียวกับ Almera
ในสมัยนั้นมาพ่น จากนั้นก็แต่งกรอง ท่อไอเสีย เฮดเดอร์และเครื่อง เท่าที่เด็กมหาวิทยาลัยคนนึงจะทำ
ได้ด้วยเงินของขวัญวันเกิดและเงินเก็บส่วนตัว มันคือรถที่ผมมักใช้วิ่งทำเวลาไปตามถนนสู่รั้ว
มหาวิทยาลัย เป็นรถที่ผมนำออกไปวิ่งเล่นตอนกลางดึกกับเพื่อนๆตามประสาวัยรุ่นซนๆที่บ้ารถ

จากนั้นดูเหมือนว่าไอ้ชะโดน้อยจะได้รับการเหลียวแลมากขึ้น มันได้เครื่องใหม่ในอีก 2 ปีหลังจากนั้น
และได้รับการตกแต่งมากขึ้นเรื่อยๆโดยนำทุนทรัพย์มาจากรายได้พิเศษและเงินเดือนจากการทำงาน
มันกลายเป็นรถที่สอนให้ผมได้รู้สึกถึงความสุขจากการแต่งรถด้วยเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง
แถมยังกลายเป็นรถครูให้กับเพื่อนผมในการฝึกจูนกล่อง และแปลงระบบไฟฟ้า จนทุกวันนี้มัน
กลายเป็นจูนเนอร์ที่รู้จักกันในวงกว้างไปแล้ว ก็มักจะหาโอกาสที่จะได้ลองอะไรซนๆกับรถผมเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นกล่อง Piggyback ราคาย่อมเยา ไปจนถึง Standalone Management ที่ราคาแพงเท่าตัวรถ

ถ้าคุณผู้อ่านสงสัยว่าความรู้เรื่องรถของผมมาจากไหน คำตอบกึ่งหนึ่งจะตกมาอยู่กับรถคันนี้ เพราะ
ถ้าไม่มีมันท่านอาจไม่ได้พบผมนั่งเขียนอยู่ตรงนี้ก็เป็นได้ ผมจึงนับให้มันเป็นรถครู และไม่คิดจะขาย
ทิ้งถึงแม้ทุกวันนี้สนิมจะกลับมาเยี่ยมเยียนอีกรอบ และสภาพขอบยางกับตัวถังบางส่วนเริ่มกลับบ้าน
เก่าแล้วก็ตาม

สโลแกนของ NX สมัยเปิดตัวนั้นฟังแล้วโดนมากสำหรับยุค 90s แต่ถ้าเอามาบอกเด็กสมัยนี้
เขาคงหันหน้าหนี Nissan ไทยเขาทำสติกเกอร์รูปหัวใจโดนศรปัก เขียนเอาไว้ว่า "รักปักใจ NX Coupe"

ก็รักปักใจจริงนั่นล่ะ..แต่ท้ายสุด NX Coupe ก็ยังไม่ใช่ความรักที่ถูกเลือกโดยผู้คนมากมาย มันปิดตัว
หาย และแฝงตัวเงียบๆอยู่บนท้องถนน เราลองมาดูเส้นทางชีวิตของมันกันดีกว่า

 

[DESIGNING THE NEW FF COUPE : มองเอเชียด้วยตาของฝรั่ง]


ในช่วงปลายทศวรรษที่ 80s Nissan มีความต้องการที่จะสานต่อตลาดรถคูเป้ขับเคลื่อนล้อหน้าใน
C-Segment ซึ่งยังถือว่าเป็นตลาดที่มีผู้เข้าแข่งขันหลายรายและมีโอกาสในการสร้างยอดขายอยู่

เงื่อนไขที่ถูกกำหนดขึ้นสำหรับรถรุ่นใหม่มีหลายข้อ แต่ใจความหลักสำหรับการออกแบบ มีดังนี้

1. จะต้องมีเส้นสายของตัวรถที่เผยให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของ Nissan คูเป้รุ่นพี่ เช่น Silvia และ 180SX
รวมถึงรถรุ่นใหญ่อย่าง 300ZX

2. เครื่องยนต์กลไกต่างๆ รวมถึงแพลทฟอร์มและช่วงล่าง จะต้องใช้ร่วมกับ Nissan Sunny B13
ให้มากที่สุด

3. แต่ในขณะเดียวกัน บอดี้ภายนอกของมันต้องพยายามให้แตกต่างจาก Sunny อย่างที่เรียกได้ว่า
ไม่บอกไม่รู้ ว่าเป็นพี่น้องกัน

4. ต้องมีรูปทรงที่ไม่จำเจ ต้องหลุดโลกมากพอสำหรับตลาดที่ผู้คนชอบความแปลกใหม่อย่างอเมริกา
แต่ต้องไม่ "เวอร์" จนไม่เป็นที่ยอมรับของตลาดที่อนุรักษ์นิยมแบบสุดๆอย่างที่ญี่ปุ่นบ้านเกิดของมัน
ที่อเมริกา มันจะเข้าไปทำตลาดแทน Nissan Pulsar NX ในขณะที่ถ้าเป็นญี่ปุ่น มันจะต้องทำตลาด
แทน Sunny Coupe (คุณคงเห็นความอนุรักษ์นิยมของดีไซน์ญี่ปุ่นได้ชัดแล้วแค่เอาสองคันนี้มา
เทียบกัน)

ด้วยข้อกำหนดดังที่กล่าวมา Nissan จึงมองไม่เห็นทางเลือกที่เหมาะสมมากไปกว่าการมอบหมายงาน
ออกแบบตัวรถให้กับ Nissan Design Institute (NDI) ที่รัฐ California สหรัฐอเมริกา ซึ่งเต็มไปด้วยทีมงาน
มากมายหลายสัญชาติ หลากสีผิว หลายสีผม พวกเขาคิดว่าการออกแบบรถที่ถูกใจผู้คนจากตลาดที่แตกต่าง
กันอย่างสุดขั้วได้ ก็ต้องใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของอเมริกาให้เป็นประโยชน์

ในที่สุด งานของพวกเขาก็ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ทีมออกแบบเลือกที่จะนำเส้นแนวหลังคาที่ลาด ลู่ลม
ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่รับมาจากทรวดทรงของ 300ZX มารวมเข้ากับลักษณะของประตูหน้าที่มีความ
คล้ายคลึงกับ Silvia/180SX

แต่กับส่วนหน้าและท้ายของตัวรถนั้น NDI เลือกที่จะนำเอาเอกลักษณ์ที่พวกเขาคิดขึ้นมาสำหรับมัน
โดยเฉพาะมาใช้ ที่ด้านหน้า ตัวถังจะถูกขัดจนมนเหมือนหัวปลาชะโด ในขณะที่ไฟหน้าทรงวงรี
แถมยังเป็นเบ้าลึกเข้าไปนั้น ถูกขนานนามว่าเป็นดีไซน์ "Asian Eyes" ซึ่งพยายามถ่ายทอดความ
ประทับใจที่ทีมออกแบบมีต่อดวงตาของสาวเอเชีย

 

แต่ให้พูดก็พูดเถอะ ผมไม่เคยเห็นสาวเอเชียคนไหนมีตาลึกโบ๋แบบนี้มาก่อนตั้งแต่เกิด

ส่วนด้านท้ายนั้น ใช้การออกแบบไฟท้ายที่เป็นทรงเมล็ดข้าวเพื่อให้รับกับด้านหน้า ส่วนท้ายของรถ
มีการติดตั้งไฟเบรคดวงที่สามไว้ที่ขอบบนของฝากระโปรงท้าย ที่มีลักษณะพยายามให้ดูเหมือน
เป็นสปอยเลอร์ในตัว ไฟท้ายเป็นทรงรี มีดีไซน์ไฟเบรคซึ่งน่าสนใจตรงที่ตอนกลางวันนั้น
ไฟท้ายจะแลดูค่อนข้างอ่อนหวาน น่ารัก แต่พอกลางคืนหากเปิดไฟแล้วมองจากความมืด
ดวงไฟสีแดงตรงนั้นจะมีลักษณะค่อนข้างดุเหมือนตาอสูรกาย

ฝาท้ายกินบริเวณลงมาเพียงครึ่งหนึ่งของไฟท้ายเท่านั้นและไม่ได้ลากลงมาจนจรดขอบบนของ
กันชน เพราะรูปแบบของ NX Coupe นั้นไม่ได้เน้นไปที่การบรรทุกสัมภาระจำนวนมากแต่แรก
อยู่แล้ว ดูจากความลาดและเตี้ยของหลังคาก็รู้ได้ทันที

ส่วนภายในนั้นก็เป็นไปตามคาด ความที่ใช้แพลทฟอร์มร่วมกับ B13 Sunny ทำให้สามารถยกเอา
แผงแดชบอร์ดจาก Sunny มาใส่ได้ทั้งชิ้น พวงมาลัย คันเกียร์ ก็สามารถใช้ด้วยกันได้ แต่แผงประตู
แผงข้าง ไม่สามารถใช้ด้วยกันได้ ที่สงสัยคือทำไมต้องออกแบบให้ใช้สวิทช์กระจกไฟฟ้าให้มีหน้า
ตาต่างจาก Sunny ไปทั้งๆที่สามารถออกแบบหน้าตาให้เหมือนกันแล้วประหยัดต้นทุนไปได้
ทีมือจับเปิดประตูข้างในยังเหมือนกันได้เลยนี่นา

 

 


เบาะหลังของ NX Coupe มีขนาดค่อนข้างเล็ก แม้จะสามารถพับได้แต่ก็เป็นแบบชิ้นเดียวพับยกแผง
ดังนั้นจึงไม่ใช่รถแบบที่สามารถพาเพื่อนไปไหนมาไหนได้หลายคน รถแฮทช์แบ็คหลังคาไม่ลาด
อย่าง Pulsar น่าจะเหมาะสำหรับงานแบบนี้มากกว่า

พื้นฐานทางด้านวิศวกรรมนั้น เรียกได้ว่ายก B13 มาทั้งกะบิ ช่วงล่างเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท
ทั้งสี่ล้อ (ช่วงล่างหลังของเขานั้นบางที่ก็เรียกว่า Chapman Strut นะครับ) สามารถสลับชิ้นส่วนใส่กับ
B13 ได้แม้ว่าแท้จริง Part No. จะคนละเบอร์กันก็ตาม

 

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนั้นก็จะใช้ร่วมกันคือบล็อค GA-Series และ SR-Series ซึ่งจะแถลงราย
ละเอียดกันในย่อหน้าต่อๆไปนี้แหละครับ

สิ่งหนึ่งที่ B13 Sunny มีให้เลือก แต่คนขับ NX หมดสิทธิ์ คือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ATTESA
เนื่องจากตลาดรถ C-Segment ขับสี่ที่ไม่ใช่รถ Performance car นั้นยังจำกัดอยู่แค่พื้นที่ทางตอน
เหนือของญี่ปุ่นซึ่งมีหิมะตกหนักและต้องการประโยชน์จากการขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อความยึดเกาะ
ซึ่งพื้นที่ในเขตนี้ยังไม่นับว่าเป็นตลาดหลักของ NX Coupe ซึ่งมุ่งเน้นไปที่คนเมืองมากกว่า

 

[สู่สายตาสาธารณชน]


แม้ว่า NX Coupe ยังไม่จัดว่าเป็น "Global car" หรือรถประเภทที่วางจำหน่ายแบบแพร่หลายทั่วโลก
แต่ก็มีหลายประเทศซึ่ง Nissan นำมันเข้าไปขาย ซึ่งความแตกต่างในด้านวัฒนธรรมการเล่นรถ
และความนิยมของผู้คน มีส่วนทำให้แต่ละประเทศ ใช้กลวิธีและแนวคิดในการทำตลาดที่แตกต่าง
กันจนไม่น่าเชื่อว่ามันคือแผนการที่เตรียมไว้สำหรับรถรุ่นเดียวกันนั่นแหละ!

[JAPAN DEBUT]

Nissan เปิดผ้าคลุม NX Coupe อย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน Tokyo Motorshow ปี 1989
และเริ่มต้นการขายจริงในเดือนมกราคมปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับ Sunny นั่นเอง


ที่ญี่ปุ่นนั้น Nissan ตั้งใจให้รถรุ่นนี้เข้ามาทำตลาดแทน Sunny Coupe หรือโฉมหน้าเหลี่ยม
ที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อ Nissan Sentra RZ-1 แต่พวกเขาพยายามที่จะลดดีกรีความดุดัน ทอน
ความแมนฉกาจของมันลง กลายเป็นว่า NX Coupe คือรถที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นสุภาพสตรี
วัยเริ่มต้นทำงานผู้ที่ต้องการใช้รถสำหรับการวิ่งไปมาหาสู่ระหว่างหมู่ชะนีในเมืองใหญ่ ชูความ
เป็นเด็กในแบบ "Kids at heart" (คือ..ไม่แคร์ถึงแม้ว่าจริงๆเจ้าของรถจะแก่แค่ไหนก็เหอะ)

ภาพลักษณ์ของรถที่สื่อสารออกมาในโฆษณาและแผ่นโบรชัวร์จึงใส่ความน่ารักน่าหยิกเข้าไป
ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนสีเหลืองชนิดกล้วยหอมชิดซ้ายในการโปรโมท แม้กระทั่ง
โบรชัวร์ก็เป็นสีเหลือง ส่วนโฆษณาโทรทัศน์นั้นใช้เทคนิคกราฟฟิคทำให้รถดีดดิ้นบิดตัวไปมา
เหมือนการ์ตูนหมาพันธุ์แก่น มีบุคลิกที่สนุกสนาน เริ่ด เชิด โลด

ส่วนขุมพลังเครื่องยนต์ ก็มีให้เลือก 3 รุ่น โดยที่ญี่ปุ่นจะมีชื่อในเชิงการตลาดเรียกเครื่องยนต์
ทั้ง 3 นี้ว่า "Plasma" ทั้งที่ความจริงรายละเอียดในเครื่องบางรุ่นต่างกันโดยสิ้นเชิงดังนี้

GA15DS - ขนาดความจุ 1,497 ซี.ซี. (กระบอกสูบ 73.6 ม.ม. x ช่วงชัก 88.0 ม.ม.) ฝาสูบแบบ
ทวินแคม 16 วาล์ว ป้อนเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ให้กำลัง 94 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 12.8 ก.ก.ม. ที่ 3,600 รอบต่อนาที

 

 

GA16DE - ขนาดความจุ 1,596 ซี.ซี. (กระบอกสูบ 76.0 ม.ม. x ช่วงชัก 88.0 ม.ม.) ฝาสูบแบบ
ทวินแคม 16 วาล์ว พร้อมระบบแปรผันองศาแคมชาฟท์ที่ฝั่งไอดี (NVCS)
ป้อนเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด EGI (ECCS) ให้กำลัง 110 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 15.0 ก.ก.ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที

 

SR18DE- ขนาดความจุ 1,838 ซี.ซี. (กระบอกสูบ 82.5 ม.ม. x ช่วงชัก 86.0 ม.ม.) ฝาสูบแบบ
ทวินแคม 16 วาล์ว ป้อนเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด EGI (ECCS) ให้กำลัง 140 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 17.0 ก.ก.ม. ที่ 4,800 รอบต่อนาที


เครื่องยนต์ทั้ง 3 แบบ สามารถเลือกจับคู่กับเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติได้ตามใจชอบ


รุ่น 1.5 เกียร์ธรรมดา 5 สปีด มีอัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 - 3.333
เกียร์ 2 - 1.955
เกียร์ 3 - 1.286
เกียร์ 4 - 0.926
เกียร์ 5 - 0.756
เฟืองท้าย 3.895


รุ่น 1.6 เกียร์ธรรมดา 5 สปีด มีอัตราทดดังนี้
เกียร์ 1 - 3.063
เกียร์ 2 - 1.826
เกียร์ 3 - 1.286
เกียร์ 4 - 0.975
เกียร์ 5 - 0.810
เฟืองท้าย 4.167


ส่วนรุ่น 1.8 เกียร์ธรรมดา 5 สปีดนั้น มีดีตรงที่ได้ระบบ VISCOUS LSD หรือเฟืองท้ายแบบ
Limited Slip มาให้จากโรงงานเลย ซึ่งระบบนี้มีการผ่องถ่ายกำลังขับจากล้อข้างที่หมุนฟรีอยู่
ไปยังล้ออีกข้างที่มีแรงยึดเกาะมากกว่า ช่วยลดอาการล้อฟรีทิ้งข้างเดียว ไม่ว่าจะเป็นเวลาเข้าโค้ง
หรือเวลาออกตัวตามสนามแดร็กต่างๆ โดยอัตราทดเกียร์เขาเซ็ตมาดังนี้

เกียร์ 1 - 3.063
เกียร์ 2 - 1.826
เกียร์ 3 - 1.286
เกียร์ 4 - 0.975
เกียร์ 5 - 0.810
เฟืองท้าย 4.176


สังเกตไหมว่าอัตราทดเท่ากับตัว 1.6 เด๊ะ ต่างกันที่เฟืองท้าย? แต่เกียร์ทั้งสองรุ่นนี้เป็นคนละลูกกัน


สำหรับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดนั้น รุ่น 1.5-1.8 มีอัตราทดเกียร์และเฟืองท้ายเท่ากันหมด แต่เกียร์
เครื่อง GA กับเกียร์ของเครื่อง SR จะเป็นคนละรุ่นกัน

เกียร์ 1 - 2.861
เกียร์ 2 - 1.562
เกียร์ 3 - 1.000
เกียร์ 4 - 0.697
เฟืองท้าย 3.827


ส่วนในด้านการตกแต่งและอุปกรณ์ต่างๆนั้น Nissan แบ่งระดับการตกแต่งตามออพชั่น
และเครื่องยนต์ออกเป็น 3 รุ่นดังนี้

Type A - เป็นรุ่นพื้นฐานที่มีอุปกรณ์ให้มาเท่าที่จำเป็น กระจกมือหมุน ล้อขนาด 13 นิ้ว เบาะผ้า
ผสมหนังเทียม แต่มีหน้าปัดดิจิตอลมาให้ Type A เป็นรุ่นประหยัด ดังนั้นจึงมีเครื่องยนต์ให้
เลือกเพียงแค่แบบ 1.5 ลิตรเท่านั้น

 


Type B - หรูขึ้นมาหน่อยด้วยกระจกไฟฟ้า เซ็นทรัลล็อค ซึ่งมีระบบล็อคอัตโนมัติเมื่อความเร็ว
ของรถเกิน 15 ก.ม./ช.ม. กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า เบาะเป็นผ้ากำมะหยี่เต็มตัว
มีระบบปรับอากาศแบบกึ่งอัตโนมัติ (Auto ฟังก์ชั่นเฉพาะความแรงพัดลม) มีที่วางแก้วเพิ่มให้
Type B นี้เป็นระดับการตกแต่งที่สามารถจับคู่ได้ทั้งเครื่อง 1.5 และ 1.6 ลิตร โดยที่ถ้าเลือกรุ่น
1.6 ลิตร จะได้ล้อขนาด 14 นิ้วกับยาง 175/65 มาด้วย และสามารถเลือกสั่งเบรค ABS เพิ่มได้

 


Type S - สปอร์ตสุดๆด้วยการเพิ่มพวงมาลัยกับหัวเกียร์หุ้มด้วยหนังแท้เข้าไป ดิสก์เบรค 4 ล้อก็มีให้
แต่หน้าปัดดิจิตอลจะถูกแทนที่ด้วยมาตรวัดแบบเข็มธรรมดา Type S นี้จะจับคู่กับเครื่อง 1.8 ลิตร
เท่านั้น

 

และเป็นรุ่นที่มีออพชั่นเสริมพิเศษให้เลือกมากกว่ารุ่นอื่นเช่น

- ช่วงล่าง Sport Suspension
- ช่วงล่างแบบ Sport AutoSus ที่เลือกปรับโหมด Sport และ Comfort จากสวิทช์ภายในรถได้
เหมือนกับที่คุ้นกันดีใน Cefiro A31 เพียงแต่ว่าไม่มีระบบโซนาร์ตรวจถนนมาช่วยเท่านั้นเอง
- G Package เป็นชุดออพชั่นที่เพิ่มเบรค ABS พร้อมทั้งล้ออัลลอย 14 นิ้ว 7 แฉกที่มีขนาดกะทะล้อ
กว้างเพิ่มจาก 5.5 เป็น 6.0 นิ้ว รับกับยางขนาด 195/55
- S Package เป็นชุดแต่งรอบคัน ซึ่งรวมไปถึงลิ้นหน้าพร้อมไฟตัดหมอก สเกิร์ตข้าง และ
สปอยเลอร์หลังแบบตูดเป็นขนาดเล็ก

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึง แต่เป็นออพชั่นอันมีชื่อเสียงของ NX Coupe เลยนั่นก็คือหลังคาแบบ
T-Bar ซึ่งคนที่เลือกรุ่น Type B หรือ Type S สามารถสั่งเป็นอุปกรณ์พิเศษได้ รถที่ใช้หลังคาแบบนี้
จะได้รับการเสริมความแข็งแรงของเนื้อเหล็กบริเวณหลังคา ส่วนบาน T-Bar นั้นทำมาจากกระจก
ซึ่งหากเลือกออพชั่นนี้ ก็จะทำให้น้ำหนักรวมของตัวรถเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30 ก.ก.

 

ความรู้เสริมอีกอย่าง..ออพชั่นประหลาดที่พบใน NX ซึ่งผมไปเจอเอาที่ซากรถในเซียงกงก็คือ
NX Coupe มีรูเก็บร่ม! เมื่อเปิดประตูด้านคนขับออกแล้วมองไปที่ข้างใต้เสา B-Pillar จะมีรูเล็กๆ
ซึ่งถ้าดึงออกมามันจะเป็นร่ม ไอเดียบรรเจิดมากสำหรับการนำมาใช้กับรถสองประตูแบบนี้


NX Coupe เปิดตัวด้วยกระแสดังเปรี้ยงปร้าง ยอดขายพุ่งสูงขึ้นจน Nissan ผลิตส่งขายแทบไม่ทัน


ซะเมื่อไหร่...(- - ')


กลับกลายเป็นว่ามันนี่ล่ะ คือรถในตระกูล C-Segment ของ Nissan ยุค 90 รุ่นหนึ่งที่ได้รับการ
ตอบรับอย่างเย็นชาที่สุด ทั้งๆที่มันคือรถญี่ปุ่นซึ่งคนอเมริกันออกแบบมาเพื่อเอาใจชาวเอเชีย
กลับกลายเป็นว่า Asian Eyes ไฟหน้าเบ้าลึกของมันนี่ล่ะ เป็นเหตุผลที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่
ยอมรับในดีไซน์ ในขณะที่รถร่วม DNA อย่าง Sunny และ Pulsar ที่มีรูปทรงเชยและอนุรักษ์นิยม
มากกว่า กลับได้รับการตอบรับที่ดี

ตลาดผู้หญิงที่ Nissan ญี่ปุ่นเขาเล็งไว้นั้น กลับไปชอบรถอย่าง Nissan Presea ซึ่งมีภาพลักษณ์
อยู่ในระดับที่สูงกว่า (หรือไม่งั้นก็หันไปเล่นรถยี่ห้ออื่น) ส่วนตลาดผู้ชายนั้น ภาพลักษณ์ของรถ
ที่ทำออกมาดูน่ารักเกินไปนิดทำให้หลายคนลังเลที่จะซื้อ ยิ่งถ้าเป็นพวกบ้าพลังด้วยแล้ว Pulsar
GTi-R ที่ราคาสูงกว่ามากนั้นกลับตอบโจทย์ได้ดีกว่าด้วยความเหนือชั้นจากเครื่องยนต์เทอร์โบ
และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Honda เองถึงแม้ในช่วงนั้น Civic รุ่นเก่าจะล้าเต็มทีแล้ว แต่พอเริ่ม
ทศวรรษ 90 มาได้ไม่นาน Civic EG ก็กลับมาทวงแชมป์คืน นี่ยังไม่นับรถคูเป้อื่นๆอย่าง
Mazda MX-3, Toyota Cynos (หรือ Paseo ในบ้านเรา) และ Toyota Sera ประตูปีกนกรุ่นที่
พี่เบิรด์ใช้ในโฆษณาฟิล์มสีฟูจิ รถทุกคันล้วนมีรูปทรงที่ได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นมากกว่า

NX Coupe กลายเป็นรถที่มีกลุ่มตลาดเป้าหมายไม่ชัดเจน เหลือเพียงแค่กลุ่มคนที่ซื้อมันเพราะชอบ
ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างของมันเท่านั้น ส่งผลให้ยอดขายในญี่ปุ่นเดินช้ายิ่งกว่าเต่าละเมอ

[US DEBUT]


อเมริกันชนโตขึ้นมาบนความคิดที่แตกต่าง และดูเหมือนว่า Nissan North America คิดถูกแล้วที่ตั้ง
กลุ่มเป้าหมายและใช้กลวิธีในการสื่อสารทางการตลาดที่มีความเด่นชัดมากกว่าสิ่งที่เห็นในเมืองแม่

ในขณะที่ญี่ปุ่นมอง NX Coupe เป็นรถของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะสุภาพสตรี อเมริกากลับเลือกที่จะ
ให้ NX เป็นรถสปอร์ตคูเป้ขนาดเล็กที่พยายามสุดฤทธิ์ในการชูจุดเด่นทางด้านความสนุกสนานใน
การขับขี่..ซึ่งก็เหมือนกันกับ Sunny รุ่นพิเศษที่อเมริกาเรียกว่า Nissan Sentra SE-R (B13) โดยที่มัน
ก็คือ Sentra ตัวเหลี่ยมๆก้อนสบู่ ทว่ามีสองประตูและยัดเครื่อง 2.0 ลิตร

แต่สิ่งที่ SE-R ยังไม่ตอบโจทย์วัยรุ่นอเมริกาไปเสียทีเดียวก็คือรูปทรงของมัน ในขณะที่อเมริกาชอบ
รถที่แหวกแนว การนำเสนอรถยนต์ที่มีสไตล์อนุรักษ์นิยมแบบญี่ปุ่นไปนั้นทำให้เหลือลูกค้ากลุ่มหนึ่ง
ที่อยากได้รถที่มีคุณสมบัติทุกอย่างเหมือน SE-R แต่มีรูปทรงที่แหวกแนวและล้ำยุคกว่า ณ จุดนั้น
คือจุดที่ NX Coupe ก้าวเข้ามาเสียบได้อย่างพอดี และทำตลาดแทน Nissan Pulsar NX/EXA ไปในตัว
ได้พร้อมกันด้วยเลย

ที่อเมริกานั้นจะไม่ค่อยมากรุ่นมากความเท่าญี่ปุ่น พวกเขาเรียกมันว่า NX1600 และ NX2000 โดย
ตัวเลข 4 ตัวหลังนั้นก็คือตัวบ่งบอกความจุของเครื่องยนต์นั่นเอง

ณ จุดนี้ท่านผู้อ่านคงเดาได้อยู่แล้วว่า NX1600 นั้นก็ใช้เครื่องยนต์บล็อค GA16DE นั่นเอง แต่
NX2000 นั้นถือเป็นความโชคดีของอเมริกันชน เพราะได้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรที่แม้จะมีแรงม้า
เท่ากันกับเวอร์ชั่น 1.8 ลิตรของญี่ปุ่น แต่แรงบิดที่ได้นั้นสูงกว่า และใช้กับน้ำมันที่ออคเทนต่ำกว่า
ก็ยังได้เรี่ยวแรงมากกว่า สเป็คเป็นดังนี้


SR20DE- ขนาดความจุ 1,998 ซี.ซี. (กระบอกสูบ 86.0 ม.ม. x ช่วงชัก 86.0 ม.ม.) ฝาสูบแบบ
ทวินแคม 16 วาล์ว ป้อนเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด EGI (ECCS) ให้กำลัง 140 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 18.5 ก.ก.ม. ที่ 4,800 รอบต่อนาที

NX2000 คือรุ่นที่ตั้งใจมาให้ชูภาพลักษณ์สปอร์ตพริกขี้หนู ดังนั้น Nissan North America เลย
โยนออพชั่นมาตรฐานใส่มาให้เต็มที่เหมือนรุ่น 1.8 Type S ของญี่ปุ่น แต่แถมด้วยล้ออัลลอย
7 แฉก ยาง 195/55 กะทะล้อ 6 นิ้ว (ใหญ่กว่า Sentra SE-R) ระบบเบรค ABS มีให้เลือกใน
รถรุ่นที่เป็นเกียร์ธรรมดา นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนชุดเบรคหน้าเป็นรุ่น AD22VF
(ใหญ่กว่า SE-R เช่นกัน) หม้อน้ำแบบสองแกน (ดีกว่าหม้อน้ำติดรถของ SE-R)
พร้อมด้วยช่วงล่างแบบสปอร์ตที่เซ็ตมาเตี้ยกว่ารุ่น 1.6 ลิตร

ที่สำคัญคือได้ชุดแต่งหล่อครบครันทั้งสปอยเลอร์หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง พร้อมทั้งหลังคาแบบ
T-Bar ให้มาเป็นของติดรถจากโรงงานเลย ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักมากกว่า Sentra SE-R
อยู่บ้าง (ตัวการหลักก็คงไม่พ้นเจ้าหลังคา T-Bar นั่นแหละ)

คู่แข่งของ NX2000 ในอเมริกาที่มาในยุคเดียวกันนั้นหนีไม่พ้น Honda CR-X ตัวสามประตู
(ก่อนที่จะกลายเป็นรุ่น Del Sol) ซึ่งเป็นอสรพิษร้ายในวงการรถเล็กขับสนุก ด้วยเครื่องยนต์
ลือชื่ออย่าง B16A VTEC DOHC 158 แรงม้า (น้อยกว่ารถที่ขายในญี่ปุ่นนิดหน่อย) แต่เมื่อถูก
นำมาเปรียบเทียบกัน NX สามารถทำเวลาควอเตอร์ไมล์ในระดับ 15.6 วินาทีไม่แพ้กัน และ
ยังทิ้งชั้นห่าง Mazda MX-3 ที่ใช้เครื่อง V6 1.8 ลิตรแบบขาดลอย และในขณะที่ CR-X ได้รับคำชม
ในเรื่องสมรรถณะและเสียงของเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์ NX2000 จะเป็นรถที่มีแรงบิดให้ใช้ได้
มากกว่า เรียกมาใช้ง่ายกว่า และขับเดินทางไกลได้ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่ากันเล็กน้อย
อันเป็นนิสัยรถยนต์แบบที่อเมริกันชื่นชอบ

นิตยสาร Road & Track ได้นำ NX2000 มาทดสอบเทียบกับรถรุ่นอื่นๆในการค้นหา Best
Handling Car ซึ่งแม้จะไม่ได้รางวัลอะไรมา แต่การที่ NX ต้องมาเจอกับรถอย่าง Mazda MX-5,
Chevrolet Corvette, Acura NSX, Nissan 300ZX และ Lotus Elan ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า
รถขับเคลื่อนล้อหน้า ก็สามารถทำให้ขับสนุกได้ และไปรอบสนามแข่งได้รวดเร็วทั้งๆที่ไม่ได้
มีเทคโนโลยีด้านช่วงล่างหรืออุปกรณ์พิเศษอะไรมากไปกว่า Limited slip และ ABS เท่านั้น

ถึงแม้กระแสสาวก VTEC จะแรงกว่า และยอดขายสู้ Honda ไม่ได้ NX ในอเมริกานับว่ามี
ยอดขายที่ไปได้เรื่อยๆ อาศัยจากชื่อชั้นของ Infiniti G20 ที่เป็นรถชั้นดีราคาไม่แรง และ Sentra
SE-R ซึ่งได้แจ้งเกิดเป็นรถ Sub-compact (อเมริกาเขาจัดให้มันเป็นรถคลาสนี้..แปลกดี) ที่มี
สมรรถณะสูง ขับสนุก

 

[EU DEBUT]

ส่วนในสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆก็มีการส่ง NX เข้าไปขายในชื่อ Nissan 100NX นัยว่าใช้
รหัสเป็นตัวเลขแบบนี้เผื่อจะมีคนเข้าใจว่าเป็นสายเลือดของ 200SX กับ 300ZX บ้าง แต่ในความ
เป็นจริง 100NX มีตลาดเป้าหมายหลักเป็นคนเมือง ไม่ได้มุ่งหวังไปที่การเป็น Performance
Car เท่าไหร่นัก

image source: autoevolution.com 

ดูจากเครื่องยนต์ก็ได้ อย่างในตลาดอังกฤษนั้น เครื่องยนต์ที่มีให้เลือกในระยะแรกมีเพียง
บล็อคเดียว แถมเป็นเครื่องคาร์บูเรเตอร์เทคโนโลยีเก่าเสียด้วย


GA16DS - ขนาดความจุ 1,596 ซี.ซี. (กระบอกสูบ 76.0 ม.ม. x ช่วงชัก 88.0 ม.ม.) ฝาสูบแบบ
ทวินแคม 16 วาล์ว ป้อนเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ท่อคู่ ดูดลงล่าง
 ให้กำลัง 90 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 13.8 ก.ก.ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที


เครื่องยนต์บล็อคนี้น่าจะเป็นจุดอ่อนของ 100NX ก็ว่าได้เพราะนอกจากเรี่ยวแรงจะไม่พอให้
แข่งกับคนอื่นแล้วยังมีนิสัยตะกละ กินจุเกินตัว สมรรถณะก็ไม่ได้ดีเด่อะไร 0-60 ไมล์/ช.ม.
ใช้เวลา 10.8 วินาที ตีนปลาย 185 ก.ม./ช.ม. สมัยนั้น Vauxhall Astra GSi สามารถ
เร่งได้เร็วกว่า ปล่อยมลพิษน้อยกว่า แถมเป็นแบรนด์เจ้าถิ่น ดังนั้นไม่ต้องเดาว่าจะขายได้
เยอะหรือน้อยเพียงใด

 

image source: total100NX.com 

ต้องรอมาอีกสักพักถึงมีเครื่องหัวฉีดอย่างที่ประเทศอื่นเขามีกัน อย่างที่เยอรมันนีนั้นในที่สุด
ก็มีเครื่อง SR20DE วางในรุ่น 100NX GTi ซึ่งสร้างจุดเด่นทางสมรรถณะขึ้นมาได้อย่างชัดเจน
เพราะเครื่องยนต์ที่ใช้นั้นมีพิกัดสูสีกับรถใหญ่กว่าอย่าง Opel Calibra แต่น้ำหนักของตัวรถนั้น
เบาพอๆกับ Astra 1.6

 

image source: total100NX.com 


เอางี้ก็แล้วกัน แม้แต่ Michael Schumacher ก็เคยได้ทดลองอัด 100NX GTi ในเยอรมันนี
มาแล้ว ทำตัวเลข 0-100 ก.ม./ช.ม.โดยทีนส์คนเยอรมันได้ 8.2 วิ ไม่เลวใช่ไหม?

 

[Minorchange]


หลังจากจำหน่ายแบบล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ที่ญี่ปุ่นก็ทำการไมเนอร์เชนจ์ NX Coupe
เสียใหม่ในปี 1992 โดยปรับเปลี่ยนการเล่นโทนสีรอบตัวถัง จากเดิมจะมีแถบสีเทาคาดรอบคัน
มาคราวนี้ถูกจับเปลี่ยนเป็นสีเดียวตลอดคัน ส่วนเครื่องยนต์นั้นก็จะมีให้เลือกครบ 3 รุ่นเช่นเดิม
และมีการลักไก่นำเอารถเครื่อง 2.0 ลิตร สเป็คที่ส่งขายในออสเตรเลียในชื่อ NX-R มาขาย
ตามตัวแทนจำหน่ายต่างๆ แต่มีเป็นจำนวนน้อยมาก

มีการจัดรูปแบบการตกแต่งใหม่เล็กน้อย จากเดิมนั้น Type B จะมีให้เลือกทั้งเครื่อง 1.5 และ
1.6 ลิตร แต่หลังจากไมเนอร์เชนจ์ไปแล้ว เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร จะมีให้ใช้กับ Type A และ B
ส่วน Type S นั้นจะมีรุ่น 1.6 ลิตรและ 1.8 ลิตร

ส่วนการเปลี่ยนแปลงภายในนั้นมีที่สังเกตเห็นชัดที่สุดก็คือพวงมาลัยสามก้านทรงใหม่ที่ดูกลมมนขึ้น
แต่ไม่ดูสปอร์ตซิ่งเหมือนเดิม หน้าปัดที่เป็นแบบเข็มก็มีตัวเลขใช้ Font ต่างออกไปจากแบบเดิม
อย่างในรูปของข้างบนนี้เป็น 1600 Type S ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าแต่เดิม 1.6 จะได้หน้าปัดดิจิตอล
แต่หลังไมเนอร์เชนจ์ กลับเป็นหน้าปัดแบบเข็มแทน (ส่วนที่ทำให้ทราบว่าเป็น 1.6 และไม่ใช่ 1.8
ก็คือขีดแดงที่เข็มวัดรอบ ซึ่งเริ่มที่ 6,900 ถ้าเป็นเครื่อง SR18 จะอยู่ที่ 7,500)


ที่ฝั่งยุโรปนั้นก็ได้รับการไมเนอร์เชนจ์เล่นสีเดียวตลอดคันเช่นกัน แต่ที่ดีไปกว่านั้นก็คือในที่สุด
Nissan ก็เอาเครื่อง 1.6 และ 2.0 ลิตรที่เป็นระบบหัวฉีดมาใส่ให้ครบทุกตลาดเสียที
ยอดขายจึงกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่สามารถสู้ความนิยมในรถท้องถิ่น
ของชาวยุโรปได้อยู่ดี

NX มีอายุในตลาดโลกต่อมาอีกไม่นาน ในปี 1993 ที่อเมริกาก็ยกเลิกการทำตลาด ที่ญี่ปุ่นก็เลิก
ทำตลาดในปี 1994 และตามมาด้วยยุโรปตามลำดับ ส่วนในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศเช่นไทย
และลิธัวเนียนั้นรถค้างสต็อครอระบายมีอยู่มาถึงประมาณปี 1996


การจบอายุการตลาดของ NX ถือได้ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะหลังจากนั้นมา เราก็ไม่ได้เห็น
รถคูเป้หลังคาลาดขับเคลื่อนล้อหน้าแบบนี้จาก Nissan อีกเลย ที่ญี่ปุ่น พวกเขาทำตลาดต่อ
ด้วยรถทรงอนุรักษ์นิยมอย่าง Pulsar 3 ประตู และ Lucino Coupe ซึ่งก็คือ B14 Sunny ที่มี
สองประตู ในขณะที่อเมริกานั้น ทั้ง Sentra SE-R และ NX ถูกแทนที่ด้วย 200SX ซึ่งไม่ใช่
รถขับหลังที่เราคุ้น แต่กลับเป็นบอดี้ Lucino Coupe ซึ่งปะป้ายท้ายรถว่า 200SX แทน
(ส่วน 200SX S14 ที่เมืองลุงแซม เขาจะเรียกว่า 240SX)


NX อาจจะเป็นรถรุ่นสุดท้ายของ Nissan ในยุค 90s ตอนกลางที่มีความกล้าหาญชาญชัย
ในการแหวกกฏของการออกแบบ ซึ่งเป็นความกล้าที่ไม่ได้รับการตอบรับจากคนญี่ปุ่นเท่าไหร่
เราต้องเฝ้ามอง Nissan ในยุคนั้นและได้เห็นพวกเขาทยอยผลิตรถหน้าตาเอาใจคนแก่ออกมา
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เองที่ Nissan เริ่มจะกลับมาออกแบบบ้าๆอีกครั้ง


หนึ่งในรถที่บางคนมองว่าเป็นกระป๋องดิ้นได้ แต่ ณ ปัจจุบันมีกลุ่มคนที่ยังชอบรถรุ่นนี้อยู่ในหลาย
ประเทศ และจำนวนไม่น้อยถูกนำมาตกแต่งอย่างสวยงามระดับเทพ ในขณะที่บางคันถูก
โมดิฟายอย่างหนักและใช้เป็นรถแข่งในสนาม นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้มันคืออนุสรณ์แห่งอดีต
ที่ยังไม่ตาย

 

[NX ในประเทศไทย]


ในเมืองไทยนั้น บริษัทสยามกลการผู้แทนจำหน่าย Nissan ในยุคของคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช
ได้เปิดตัว NX อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 1992 และใช้ชื่อในการทำตลาดว่า NX Coupe
เหมือนกับที่ญี่ปุ่น

Nissan ขึ้นไลน์ประกอบ NX Coupe ในประเทศไทย ซึ่งผิดไปจากความเข้าใจของหลายท่าน
ที่นึกว่ามันเป็นรถนำเข้า อาจเป็นเพราะมันเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกันกับที่บ้านเราเกิดกระแสนิยม
รถนำเข้าก็เป็นได้ แต่ลองดูที่กระจกของ NX แต่ละบานจะเห็นตรา มอก.ของไทยปั๊มอยู่ แค่นี้ก็
น่าจะบอกได้แล้วนะครับว่าประกอบกันที่ไหน

ภาพยนตร์โฆษณาในวันเปิดตัว

ในช่วงแรก สยามกลการชิมลางก่อนโดยการเปิดตัวในแบบเกียร์ธรรมดาเพียงรุ่นเดียว
ราคาป้ายแดง 600,000 บาท ถือว่าสูงใช่เล่น เพราะแพงกว่ารถประกอบในประเทศขนาด 1.6 ลิตร
ทุกรุ่น และแพงกว่า Sentra Supersaloon E อยู่ 20,000 บาท NX Coupe ถูกวางตำแหน่งเป็นรถที่มี
บุคลิกสปอร์ต ไม่เหมือนใคร  มีและคำเก๋ๆออกมามากมายที่พยายามเน้นย้ำในเรื่องนี้
โฆษณา Print Ad ใช้สโลแกนว่า "พลังสปอร์ต ลักษณ์ใหม่" ส่วนในโบรชัวร์สำหรับการขาย
เน้นคำว่า "THE NEW SPORTY TREND SETTER" หรือ "ผู้สร้างกระแสนิยมรูปแบบสปอร์ต"

 

มีความพยายามในการประชาสัมพันธ์เข้ากับ 200SX และ 300ZX เหมือนกับที่ยุโรป โดยในโฆษณา
Print ad บางชุด จะมีภาพ NX Coupe, 200SX และ 300ZX จอดอยู่ด้วยกัน และทั้งหมดถูกเรียก
เหมารวมว่าเป็นรถในตระกูล X-Series


NX Coupe ชูจุดเด่นในการขายที่ความทันสมัยของรูปทรง ซึ่งถือว่าออกแบบได้ก้าวหน้ากว่ารถปี
1990s ตอนต้นหลายคัน (โดยมีไฟหน้าเจ้าปัญหานี่แหละ ที่มักถูกนำมาเป็นข้อตำหนิบ่อยสุด)


อุปกรณ์ติดรถที่มีมาให้ตั้งแต่ พวงมาลัยเพาเวอร์ กระจกไฟฟ้า บานคนขับมีสองสวิทช์แยกกัน
จะเอาขึ้น-ลงอัตโนมัติก็สวิทช์นึง จะเอาแบบไม่อัตโนมัติก็อีกสวิทช์นึง เซ็นทรัลล็อคที่จะทำการล็อคประตู
โดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วแตะ 15 ก.ม./ช.ม. กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พับเก็บด้วยมือ
พวกบรรดาอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลายนี่ Nissan เขาเรียกแบบเหมารวมเลยว่า "Power Package"

นอกจากนี้พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มด้วยหนังแท้ เบาะนั่งแบบกึ่งบัคเก็ตซีท ฝั่งคนขับปรับสูงต่ำได้ทั้ง
ส่วนรองน่องและส่วนรองก้น (สาบานว่านี่คือรถราคา 6 แสนจาก 18 ปีก่อน!)


จุดเด่นที่สำคัญรุ่นหนึ่งที่กลายเป็นชิ้นโปรดของคนไทย ก็คือมาตรวัดดิจิตอล แสงสีขาว ปรับความสว่าง
ได้ตามต้องการ แม้จะไม่ใช่หน้าปัดแบบที่สามารถอ่านค่าได้ง่าย แต่เรื่องความสวยงามกินขาด
ในบ้านเราหลังจากหมดยุค Lancer 1.5 ดิจิตอลกับ Mazda 626 แล้ว หน้าปัดแบบนี้ดูเหมือนว่า
จะห่างหายไปนานเลยทีเดียว


แต่ใช่ว่า NX Coupe จะไม่มีจุดอ่อนในด้านอุปกรณ์เสียเลย อย่างน้อยสิ่งที่เมืองนอกเขามีกันแต่
สเป็คเมืองไทยไม่มีก็คือเข็มขัดนิรภัยสำหรับคนนั่งเบาะหลังไงครับ แล้วก็ไม่มีที่วางแก้วดีๆให้
เวลาซื้อน้ำมาแต่ละทีต้องอาศัยวางในกล่องเก็บของตรงที่เท้าแขนประจำ
และในช่วงแรกที่เปิดตัวก็ยังไม่มีเกียร์อัตโนมัติ ต้องรออีกสักพักหนึ่งจึงได้มีการเปิดตัวรถ
เกียร์อัตโนมัติออกมา ซึ่งก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ สเป็คทุกอย่างเหมือนกันกับรถญี่ปุ่น รวมถึงมีการตอน
ความเร็วเอาไว้ที่ 188 ก.ม./ช.ม. ด้วย (ลองมาเองแล้วครับ ตัดหัวทิ่มจริงๆ)


อีกประการหนึ่งที่รถสเป็คไทยไม่เหมือนกับญี่ปุ่นแน่นอนคือ รถสเป็คบ้านเราจะไม่มีระบบ
NVCS สังเกตได้ที่ฝาครอบวาล์วบริเวณใกล้ปลายแคมชาฟท์ด้านไอดี ถึงแม้จะมีการปูดฝา
ออกด้านข้างเป็นที่ซุกกลไกปรับองศาแคมชาฟ์ก็จริง แต่คุณจะไม่เห็นปลั๊กหกเหลี่ยม
ที่เป็นเซนเซอร์แต่อย่างใด ลงทุนเปิดดูเลยก็ได้จะว่างโล่งไม่มีอะไร



และแน่นอน ประเทศไทยมีเพียงเครื่องยนต์แบบ 1.6 ลิตร GA16DE หัวฉีด ECCS
110 แรงม้าแบบเดียวให้เลือกเนี่ยล่ะ (อยากจะถามจริงๆว่าทำไมไม่เอา 2.0 ลิตรมาฟระ
ไม่งั้นคงได้เป็นรถ Hot hatch ประจำยุคไปแล้ว)


หากนำรถของบ้านเราไปเทียบกับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ก็คงเทียบได้กับ 1600 Type B
เพียงแต่รถบ้านเราเท่ห์กว่าที่พวงมาลัย คันเกียร์ และหัวเกียร์หุ้มหนัง มีล้ออัลลอย
เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่มีหลังคา T-Bar ให้เลือก และไม่มีเข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง


หันมาลองดูคู่แข่งในยุคเดียวกันบ้างว่าในช่วงนั้น NX เจอคู่แข่งแบบไหน


Opel Kadette GSi - นี่เป็นรถแฮทช์แบ็คพลังสูงคันหนึ่งที่มีคนกล่าวถึงน้อยมาก ทั้งๆที่มันมีชื่อ
เสียงจากสนามแข่งในประเทศมากพอสมควร ราคาแพงกว่า NX อยู่ 98,000 บาท แต่คุณได้
ช่วงล่างเยอรมัน และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 135 แรงม้าในรถที่หนักแค่ตันเดียว เสียดายที่
มันตายหลังจากนั้นได้ไม่นาน


Mazda Astina - แฮทช์แบ็คเท้าไฟจากญี่ปุ่นที่กวาดรางวัลพวงมาลัยทองคำมาครอง มันเปิดตัว
ก่อน NX Coupe เกือบ 2 ปี รุนแรงด้วยเครื่องยนต์ BP 1.8 ลิตร 140 แรงม้า ดิสก์เบรค 4 ล้อ
ไฟหน้าป๊อบอัพเรียกความนิยมจากวัยรุ่นได้มาก และด้วยการที่ราคาถูกกว่า NX Coupe
(หลังปรับอัตราภาษีรถประกอบในประเทศใหม่ เหลือเพียง 588,000 บาท) ทำให้มันมักเป็น
ทางเลือกที่วัยรุ่นชายนิยมชมชอบมากกว่า NX Coupe


Toyota Paseo - รถนำเข้าที่ Toyota นำมาจับตลาดล่าง แต่ราคาเริ่มต้น 741,000 บาทที่ถือว่า
ค่อนข้างสูงถ้ามองเทียบกับตัวรถที่ใช้เครื่อง 5E-FE 1.5 ลิตร 105 แรงม้าธรรมดาๆ และไม่ได้
มีจุดเด่นในการขายที่ชัดเจน แค่จับตลาดกลุ่มเล็กที่ต้องการรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร ดังนั้น
จึงไม่จัดเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ NX Coupe เลยแม้แต่น้อย (แต่เบาะหลังของเขามีเข็มขัด
มาให้นะ)


Mitsubishi Colt - ค่ายสามเพชรเองก็นำเอาแฮทช์แบ็คของเขาเข้ามาขายเช่นกัน ซึ่งเป็นรถ
ที่แชร์พื้นฐานเดียวกับ Lancer 1.6 GLXi กำลังวังชาระดับ 112.8 แรงม้า แถมได้ดีกรีความเป็นรถ
นำเข้าในราคาที่ใกล้เคียงกันอีกต่างหากแต่นี่ก็เข้าข่ายรถหายากเหมือน Paseo ทั้งๆที่เครื่องยนต์
และอุปกรณ์ติดรถไม่ได้แพ้ NX เลย


จะเห็นได้ว่าในช่วงแรกที่เปิดตัว ในตลาดประเภทรถเล็กหน้าตาไม่เหมือนชาวบ้านนี้ NX
น่าจะมาวิน แม้ยอดขายจะจัดอยู่ในระดับที่ถูไถไปได้บ้างเพราะความเห่อของใหม่ของคน
ในยุคนั้นก็ตาม เด็กมัธยมต้นไปจนถึงคนแก่ มีหลายคนที่สามารถบอกได้ว่า NX Coupe คืออะไร
(บางคนคิดเชื่อไปเลยว่ามันคือรถสปอร์ต..) นับว่าเป็นความสำเร็จทางการตลาดเสี้ยวเล็กๆเสี้ยวนึง
ของ Nissanยุคสยามกลการของคุณหญิงพรทิพย์ ที่บริหารแบบโบราณแต่หาญกล้านำพาเอา
รถแปลกๆใหม่เข้ามาให้เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างหลากหลาย (Cefiro, 200SX, 300ZX,
Cedric และแม้กระทั่ง President!)


Pepsi เครื่องดื่มน้ำดำที่เราคุ้นเคยกันดีก็เคยนำ NX Coupe มาจัดแคมเปญชิงโชคใต้ฝาขวด
(ใครเกิดทันยุคนั้นคงจำได้ว่า ยุคขวดให้โชคน่ะมันเป็นยังไง) แต่ตลกตรงที่แทนที่จะใช้
วัยรุ่น อันเป็นตลาดที่ชัดเจนของ Pepsi ในโลกนี้ พวกเขากลับใช้คุณลุงกับคุณป้า 2 คน ที่ดู
เหมือนชีวิตมีครบทุกอย่าง มีลูก มีบ้าน มีชีวิตที่สงบสุข แต่ดันมาคิดได้ว่าอยากได้รถสปอร์ต
ตอนแก่ (บอกกี่ครั้งแล้วว่ามันบ่แม่นรถสปอร์ต!!!) ตอนจบโฆษณาเจอคุณลุงเอา NX ไปกวาด
ท้ายเล่นอีกต่างหาก..จะถือว่าสนับสนุนกับภาพลักษณ์ของรถก็กระไรอยู่นะ


นั่นคือเรื่องราวของ NX ในยุคที่แดนสยามยังหลงรักมันอยู่ จนกระทั่งวันหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม
1993 เป็นวันที่ผู้บริหารบริษัทรถยนต์ในยุคนั้นจะจำไม่มีวันลืมเมื่อจู่ๆ Honda ส่งหมัดน็อคขนาด
เท่าตีนช้างมากับ Civic 3 ประตู ที่เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 361,000 บาท และกวาดยอดจองเกิน
10,000 คันภายในสัปดาห์เดียว


แม้ว่าวิเคราะห์กันในเชิงกายภาพของรถ Civic จะไม่มีอะไรดีไปกว่า NX Coupe เครื่องยนต์
ก็เป็นคาร์บูเรเตอร์ 1.5 ลิตร 94 แรงม้า เบาะหุ้มด้วยหนังเทียมเกรดใกล้เคียงรถกระบะ ไม่มีล้อ
อัลลอย รุ่นเกียร์ธรรมดาไม่มีแม้กระทั่งพวงมาลัยเพาเวอร์ มีแต่เรื่องรูปทรงของรถที่แม้ไม่แหวกมิติ
การออกแบบเท่า NX แต่ก็ถูกใจคน "กึ่งอนุรักษ์นิยม" แบบไทยๆมากกว่า


ที่สำคัญ Honda ในสมัยนั้นยังมีภาพลักษณ์ว่าอะไหล่แพง ทำให้คนที่ใช้ Honda ถูกมองว่าต้อง
มีเงินพอสมควรล่ะ ถึงกล้าอุปการะตัว "H" ไว้ได้ แล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการได้ครอบครองรถที่
ตัวเองใฝ่ฝันโดยจ่ายเงินน้อยกว่าการซื้อรถยี่ห้ออื่น 2 แสนกว่าบาท?


นั่นคือจุดจบของชะโดน้อย NX ในด้านยอดขายเรียกได้ว่าแทบจะในทันที ยอดขายที่เดิม
ก็เข็นไม่ค่อยจะขึ้นแล้ว ก็ยิ่งฝืดกว่าประตูเหล็กเก่าๆเสียอีก แถมยังผีซ้ำด้ำพลอยตรงที่บริษัท
สยามกลการในช่วงปี 93-94 นั้นประสบปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรกันเองจนส่งผล
กระทบต่อพลังที่จะเอามาทุ่มกับการขายรถ เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำตลาด NX Coupe ใน
ภาพลักษณ์สปอร์ตได้อีก ก็ต้องพยายามขายสิ่งที่มีอยู่ในหน้าตักให้หมด


ในปี 1994 เป็นช่วงที่รถขนาดเล็กในระดับซิตี้คาร์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ชนชั้น
หาเช้ากินค่ำ ด้วยราคากับความประหยัด รถอย่าง Daihatsu Charade 1.3, Ford Festiva, Hyundai
Excel 1.5, Opel Corsa มีแนวโน้มได้รับความนิยมสูงและถูกเรียกเหมารวมไปหมดว่า
ซิตี้คาร์ Honda Civic 3 ประตูนั้นแท้จริงแล้วอยู่ในเซกเมนต์สูงกว่า แต่ด้วยราคาที่เท่ารถเล็ก
ทำให้ถูกมองว่าเป็นซิตี้คาร์ตัวแม่อีกคัน ในเมื่อรถประเภทนี้มีแนวโน้มว่าจะมาแรง (เราต้องไม่ลืม
ว่าในยุคนั้นไทยยังไม่รู้จัก Soluna, City กับ Jazz) Nissan เลยใช้วิธีกามิกาเซ่


ดัมพ์ราคาจาก 600,000 เหลือ 470,000 บาท!


พร้อมทั้งเปลี่ยน Position ตัวเองจาก THE NEW SPORTY TREND SETTER กลายเป็น
รถซิตี้คาร์รุ่นเดอะ....ว้าว!


แน่นอนสิว่าลูกค้าเก่าที่เพิ่งซื้อรถไปได้ไม่ถึงปีพากันโวยยกใหญ่ มีใครบ้างที่เสียค่าโง่
130,000 บาทแล้วยังยิ้มออก แถมรถสปอร์ตที่ตัวเองซื้อมาเพื่อบ่งบอกความแตกต่างทางสังคม
ถูกเปลี่ยนสถานะกลายเป็นซิตี้คาร์อีกต่างหาก ผลกระทบไม่ได้จบแค่นี้ เพราะการลดราคาชนิด
มากมายมหาศาลระดับนี้ ทำให้ตลาดมือสองของ Nissan NX ไม่สามารถยันราคาเดิมไว้ได้
คิดดู รถใช้แล้ว 1 ขวบปีราคา 500,000 แต่รถป้ายแดง 470,000 บาท จะเลือกอันไหน?


ตอนนั้นจำได้ว่าคุณพ่อผมโมโหมาก ประกาศเลยว่าทั้งชีวิตนี้จะไม่ขอแตะ หรือซื้อรถจาก
ค่ายนี้อีก..มันต้องใช้เวลาตั้ง 16 ปีกว่าที่บ้านเราจะได้ต้อนรับรถแบรนด์เนมนี้เข้าบ้านอีกครั้ง
นี่โชคดีว่าสยามกลการกระทำสิ่งดังกล่าวไปข้างต้นในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตสื่อสารใน
ระดับมหาชน ลองคิดดูเล่นๆก็ได้ว่าถ้าพวกเขาทำอย่างนั้นในยุคปัจจุบัน จะเกิดอะไรขึ้น


ถึงอย่างไรก็ตามการใช้ยุทธวิธีชะโดพลีชีพของสยามกลการ ก็ช่วยให้ NX ขายได้ง่ายขึ้น
(มันควรจะง่ายขึ้นสิ ในเมื่อราคาของตัวรถนั้นแพงกว่า Nissan Sentra 1.4 รุ่นประหยัด
ออพชั่นแค่ 60,000 บาทเอง)จน Nissan สามารถระบายสต็อคที่มีอยู่ได้หมด
และเป็นการปิดฉากรถคูเป้ทรงเฉี่ยวขับหน้าของ Nissan ในไทย และจบลงไปพร้อมกับ
ยุคทอง "อันดับ 2 แห่งวงการรถยนต์" ของแบรนด์นี้ด้วยเช่นกัน

 

[NX Coupe ในปัจจุบัน]


ผ่านมา 20 ปีนับตั้งแต่วันที่เผยโฉม ก็ยังมี NX Coupe วิ่งให้เห็นบ้างพอสมควรในตลาดที่มันเคย
เข้าไปจำหน่าย เมื่อค้นหาจากรีวิวแบบ Long Term ที่มีผู้คนจากชาติต่างๆเข้ามาให้ความเห็น
ก็พอจะสรุปได้ว่าคนที่หลงตัวซื้อไปเกือบจะ 90% พอใจในสิ่งที่รถให้ รถบางคันวิ่งผ่านหลัก
300,000 ไมล์โดยที่ไม่มีอะไรเสียหาย หลังคา T-Bar ก็สามารถกันน้ำได้ดีแม้เวลาผ่านไปนาน
ตัวรถไม่มีโรคประจำตัวนอกจากรถเครื่อง SR20DE ที่เมื่อใช้ไปนานๆจะพบปัญหาในรุ่น
เกียร์ธรรมดา คือพอเข้าเกียร์ 5 ไปแล้ว คันเกียร์ดีดกลับมาอยู่เกียร์ว่างเอง ซึ่งในเว็บนิสสัน
มักเรียกอาการนี้กันว่า 5th gear pop out

ส่วนชาวไทยอย่างเรา หากมีใครสน NX Coupe ณ วินาทีนี้ผลดีจากการที่ราคาตก ทำให้ค่าตัว
ของมันในตลาดรถมือสองถูกมาก เมื่อยุคน้ำมันแพง มีบางคันขายแค่ 80,000 บาท แต่ในช่วง
ปี 2009 เป็นต้นมาพบว่าราคากลางกลับมาสูงขึ้นอีกนิด แต่กระนั้นคุณสามารถเป็นเจ้าของรถ
ปี 92-93 เกียร์ธรรมดาที่สภาพค่อนข้างดีได้ในงบ 110,000-120,000 บาท และไล่สูงขึ้นไปสำหรับ
รถที่ได้ทำการปรับสภาพมาอย่างดีแล้ว หรือวางเครื่องและตกแต่งเพิ่มเติมอย่างสวยงาม ก็มีสิทธิ์
ที่จะไต่ขึ้นไปอยู่ในระดับ 150,000 บาท ผมไม่ค่อยได้เห็น NX ที่ราคาเกิน 200,000 มากเท่าไหร่นัก
เพราะขนาดรถที่แต่งมาดีๆ สภาพเกรด B+ วางเครื่อง SR20DET มาแล้วยังราคาไม่แตะ 200,000

 

แต่ก่อนที่จะเล่น NX Coupe ผมอยากให้คุณถามคำถามกับตัวเองก่อน

1. คุณเล่นเพราะชอบในรูปทรงมันหรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่ อย่าเลย คุณจะใช้เวลาในอนาคตกับการ
พยายามจับผิดมันในส่วนอื่นมากกว่า
2. คุณคุ้นเคยกับการเล่นเว็บ เข้าสอบถามคลับ และเดินเซียงกงบ้างหรือไม่? เพราะถ้าไม่
บางที Sentra หรือ Corolla น่าจะเหมาะกว่า
3. คุณคิดจะตกแต่งมันมากขนาดไหน หรือมีความเยอะเรื่องในการแต่งมากขนาดไหน? เพราะ
ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าของแต่ง NX Coupe มีน้อยชิ้นมาก หาไม่ง่าย ไม่ได้มีให้เลือกมากมาย
แบบ Toyota หรือ Honda


ถ้าพร้อมจะยอมรับในข้อเสียทุกข้อของเธอ เอ้า...ก็ลองหาซื้อกันดูตามเว็บนี่ล่ะเริ่มต้นง่ายสุด
แต่อย่าหลงรักมันง่ายนัก ให้ค่อยๆหาอย่างใจเย็น อย่าตกหลุมรักกับรถแค่ 2-3 คันแรกที่เห็นนะครับ

การจับ NX มาใช้ให้ดูที่โครงสร้างตัวถัง และอุปกรณ์ภายในเป็นหลัก เหล็ก Nippon Durasteel
ที่เอามาใช้ทำนั้นคุณภาพดี และแข็งแรง แต่เก็บรักษาไม่พ้นความชื้น ทำให้ NX Coupe และ Nissan
ประกอบในประเทศยุคนั้นต่างผุเก่งเป็นบ้า อย่างรถของผมนี่แค่ 7 ปีหลังคาก็ปูดแล้วครับ
ดังนั้นทำใจได้เลยว่า NX เกือบทุกคันจะผ่านการทำสีแก้ผุกันมาแล้ว ไอ้ที่สีเดิมๆไม่เคยทำแล้ว
อายุรถ 18 ปี ผมคิดว่ามีโอกาสที่จะ Bullshit สูงครับ


หลังคา และฝากระโปรงท้ายคือจุดที่มักมีการผุให้เห็น นอกจากนี้ถ้าเปิดกระโปรงท้ายแล้วเลิกพรม
ส่วนที่คลุมซุ้มล้อทั้งสองข้างออก ก็อาจพบว่าตะเข็บเชื่อมตัวถังมีรอยร้าวหรือแตก ซึ่งพอจะบ่งบอกได้
ว่ารถถูกใช้งานบนถนนที่ขรุขระ หรือมีการเปลี่ยนช่วงล่างแต่งแข็งๆมา ความสะเทือนตรงนั้นจะส่งมา
ผ่านเบ้าโช้คและกระจายไปตามตะเข็บส่วนนั้น ผมพบว่าแม้จะเป็นเรื่องปกติสำหรับรถแฮทช์แบ็ค
ประเภทที่ห้องเก็บสัมภาระหลังเปิดทะลุยาวไปถึงห้องโดยสารโล่งๆได้ (เพราะไม่มีคานใดๆที่จะมาค้ำ
ตัวถังช่วงเหนือเบ้าโช้คซ้ายและขวาไว้) แต่ในรถบางคันที่เจ้าของใช้ถนอมมาก ก็ไม่พบอาการ
ตะเข็บแหกที่ว่า...แต่ถึงมันแหก ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ อู่สีสามารถจัดการให้คุณได้ ส่วนมากมันมัก
แหกเป็นรอยยาวไม่เกิน 2 นิ้วครับ ถ้ามากกว่านั้นผมคงเสียวพิลึก


ชิ้นส่วนตัวถังภายนอก แผงประตู และพูดรวมๆก็คือ อะไรก็ตามที่ใช้ร่วมกับ Sentra ไม่ได้ ขอให้มันอยู่
ในสภาพที่ดีที่สุด เพราะการไปเดินหาอวัยวะของ NX Coupe ในเซียงกงนั้นเหนื่อยชนิดเกิบแหก ถ้า
ไม่ใช่ว่ารู้จักร้าน หรือรู้จักคนที่สต็อคอะไหล่ NX จริงๆ เดินไปทั้งวันก็ไม่เจอหรอกครับ พยายาม
ใช้คลับ (CLUB NX ที่ rcweb.net มีอยู่) ในการค้นหาเรื่องอะไหล่และความรู้ทางเทคนิคไว้ก็จะดี


ของแต่งภายนอกมีให้เล่นไม่มากนัก ชิ้นที่มักถูกถามหากันมากคือชุดแต่ง S Package อันประกอบ
ด้วยลิ้นหน้า สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์ตูดเป็ดท้าย ซื้อทั้งชุดพร้อมกันหมดต้องบุกเซียงกง
แล้วกำเงินไปประมาณ 8,000 บาทหรือมากกว่า และอย่าลืมเอาโชควาสนาไปเยอะๆนะครับ
ส่วนอย่างอื่นเท่าที่เคยเจอ ก็มีแก๊ปหลังคาด้านหลังซึ่งราคาน่าจะแค่ 1,500 บาท น่าแปลกที่ร้าน
ในเซียงกงบางร้านกล้าเสนอขายผม 3,000 บาท ขอด่าหน่อยเหอะ


หลังคา T-Bar ชิ้นนี้ก็มีคนถามหาบ้าง บางคนไม่กล้าทำเพราะกลัวฝีมือช่างไม่ถึง ทำเสร็จแล้วน้ำรั่ว
แต่ถ้าอยากทำจริงๆคงต้องเตรียมเงินไว้มากหน่อย ถ้าผมจำไม่ผิด แค่บานกระจกอย่างเดียวก็
เกือบหมื่นแล้ว ถ้าเบิกขอบยางใหม่หมด และทำสีด้วย งานนี้จบที่ 3-4 หมื่นแน่ๆ ดังนั้น ถามใจ
ตัวเองก่อนว่าอยากได้จริงๆหรือเปล่า


ส่วนอุปกรณ์ภายในถ้าไม่นับคอนโซลหน้า ชิ้นอื่นจะไม่เหมือนSentra และการหาชิ้นส่วนทำได้ไม่ง่าย หรือถ้ามี
ก็มักจะสภาพไม่ค่อยดีแล้วเนื่องจากอายุขัยเฉลี่ยของรถที่แตะ 18 ปี และในญี่ปุ่นเองมีรถรุ่นนี้น้อยมาก
หน้าปัดดิจิตอลของ NX Coupe จะมีราคาราว 1,800-2,500 บาท และเป็นระบบเข็มไมล์ไฟฟ้า ไม่ใช่ไมล์
สายเหมือน Sentra B13 ถ้าหาไม่ได้ สามารถนำหน้าปัดของ B13 ไมเนอร์เชนจ์ซึ่งเป็นไมล์ไฟฟ้ามาใช้ได้
แต่ต้องแปลงสายไฟกันหน่อย ราคา 800 บาท และเวลาเปลี่ยนไมล์ต้องระวังเรื่องเซนเซอร์เฟืองไมล์
เพราะ Nissan เป็นโรคบ้าอะไรก็ไม่รู้ใช้เซนเซอร์มากมายหลายรุ่นแม้กับเครื่องและเกียร์รุ่นเดียวกัน
ถ้าโชคดี ใส่แล้วจะความเร็วขึ้นตรง แต่ถ้าซวย ใส่แล้วเข็มจะเพี้ยน 100% วิ่งหมดเกียร์ 2 เข็มตีเกิน 180
ไปไกลแล้ว ต้องใส่กล่องแปลงสัญญาณเพิ่ม ราคาประมาณ 1,200 บาท


คนไทยเองก็ช่างแต่งไม่แพ้เมืองนอก ของแต่งจุกจิกที่ใส่ในรถ Nissan รุ่นอื่นบางครั้งก็สามารถหามาใส่ได้
บางชิ้นไม่ต้องแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ  ที่วางแก้วและลิ้นชักกลางแบบกดเปิด หรือดึงเปิดราคาไม่กี่ร้อยบาท
ใช้แทนที่กล่องของเดิมได้เลย เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติคันเลื่อนตรงรุ่นจาก B13 สามารถเอามาใส่ได้
และถ้าเอาให้เริดสุดจริง ต้องเอาหน้าจอดิจิตอลแบบ Presea R10 มาใส่ กลายเป็นแอร์ออโต้สมบูรณ์แบบ
สวยงามกว่าของติดรถหลายเท่าตัว แต่ต้องเอาเซนเซอร์ตู้แอร์ของ A31 ที่เป็นออโต้มาใส่
ค่าทำค่าแปลงพร้อมทั้งหมด พี่ Anankhet แห่ง Club NX เคยบอกไว้ว่ามีอยู่แถวๆถนนวงแหวนใกล้ทาง
เพชรเกษม ชื่อร้านฟีฟ่า กำเงินไว้ประมาณ 4-5 พันแล้วไปแต่ตัวรถพอ (ถ้าเดินซื้อของเองจะราคาถูกกว่า)


เบาะ รางเดียวกับ B13 สามารถนำเบาะจาก Pulsar หรือ Primera มาใส่ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นเบาะแต่ง
อย่างอื่นก็ไม่ว่ากันถ้ามันจะทำให้นั่งสบายถูกใจ งานแปลงรางไม่ใช่เรื่องใหญ่

 

 

สำหรับช่วงล่างนั้น หากคิดจะใช้แบบเดิมๆมักไม่มีปัญหาให้ปวดหัวเพราะมีความทนทานสูง มีชิ้นส่วน
ไม่มากนัก ใช้ช่วงล่างชุดเดียวกับ B13 Sentra นั่นเอง หากอยากได้โช้คประเภทใส่แทนของเดิม
ก็มี Gabriel หรือ Amada ที่ราคาไม่แรงนัก (แต่ทนแค่ไหนไม่รู้นะ) ส่วนถ้าชอบหนึบขึ้นมาอีกระดับ
ก็มี Kayaba กระบอกสีฟ้า SR Special และ GAB กระบอกแดงประเภทที่ปรับความสูงได้และมาพร้อม
ทั้งชุดสปริง (24,000 บาท) หรือถ้างบไม่อั้นและตั้งใจจะเอาไปซิ่งจริงๆ ก็ลอง K-Sport เซ็ตที่ปรับได้ทั้ง
ความสูงต่ำและความหนืดของโช้ค เตรียมงบไว้ประมาณ 38,000 บาท  หรือถ้าชอบเดินหาของตามเซียงกง
ก็ไม่มีปัญหา เพราะยังมีของเข้ามาเรื่อยๆครับและตรงรุ่นด้วย พยายามอย่าแปลงอะไรแปลกๆเช่น
ไปเจอโช้ค TEIN แต่เป็นของ Primera P11 แล้วเอามายัด ไอ้ยัดน่ะมันยัดได้ครับ แต่ไม่เข้าล็อคพอดี
เสียงมันจะดังตลอดทางเป็นที่น่ารำคาญเสียเปล่า

 

เครื่องยนต์ของเดิมติดรถมาเป็น GA16DE ฝาขาว แอร์โฟลว์อยู่ติดกรองอากาศด้านขวา
110 แรงม้า เดิมๆก็แค่วิ่งไปมาได้คล่องพอกับรถ 1.5 ลิตรของทุกวันนี้ แต่ถ้าอยากทำเครื่องเดิม
ให้วิ่งดีขึ้น เฮดเดอร์ 4-2-1 สักชุดกับเดินท่อใหม่พร้อมหม้อพักใบกลางและเก็บเสียงใบท้าย แค่นั้น
รถก็จะวิ่งดีเหมือนเสกม้ามาได้อีก 10-15 ตัวเลยทีเดียว หรือหากเครื่องเดิมที่ติดรถมาถึงคราวต้อง
ถอดประกอบฝาสูบอยู่แล้ว ก็ถือโอกาสแต่งพอร์ท ขยายฝั่งไอเสียเพิ่ม ก็จะช่วยให้รถวิ่งดีขึ้นเช่นเดียวกัน


GA16DE ล็อตนั้นไม่ใช่เครื่องเจ้าปัญหา ขอแค่ปั๊มน้ำอย่ารั่วก็ใช้ดี ใช้ทนได้นาน แอร์โฟลว์ของเครื่อง
ตัวนี้ไม่ใจเสาะเหมือนเครื่อง GA ยุคใหม่ๆ แต่กาลเวลา 15-18 ปีก็สามารถทำให้มันเสียไปตามอายุได้


สำหรับคนที่ต้องการประหยัดงบ เครื่อง GA15DE 1.5 ลิตร ก็สามารถวางใส่ NX ได้เช่นเดียวกัน
แถมยังมีราคาถูกแค่หมื่นกว่าๆ ช่างประจำตัว NX ของผมเคยรื้อดูภายในแล้วพบว่าขนาดชิ้นส่วน
บึ้บบั้บพอสมควร มีแววว่าสามารถจับมาเซ็ตเทอร์โบขับแบบขำๆ 180-190 แรงม้าได้โดยไม่พังง่ายๆ
หรือถ้าพัง ก็ยกเครื่องตัวท่อนล่างเปลี่ยน ถูกแสนถูก


ตาบอม RhinoMango แห่งทีมงานของเราเขามีแนวคิดที่จะทำการเซ็ตเทอร์โบแบบนี้อยู่เหมือนกัน
ทั้งๆที่ค่าแรงในการทำนั้นพอจะให้วาง SR20DET ได้เลย แต่ถ้าทำจริงๆก็ถือเป็นของแปลก
เครื่อง GA ยังมีข้อดีที่ขนาดตัวไม่ใหญ่ บำรุงรักษาง่าย ที่เมืองนอกโมดิฟายเล่นกันอย่างเอาจริง
ก็สามารถเขยิบแรงม้าขึ้นจนกิน SR20DET ได้เช่นกัน


ส่วนถ้าจะนำเครื่องบล็อค SR-Series มาวาง ก็สามารถทำได้ SR20DE เป็นเครื่องที่เรียบง่าย
วางและเดินสายไฟไม่ยาก ช่างส่วนใหญ่จับมากันหลายคัน ราคาเครื่องพร้อมวางประมาณ 40,000
ถึง 45,000 บาท นอกจากนี้ยังสามารถขยับขยายแรงม้าตามความชอบไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็น
SR16VE 175 แรงม้า, SR20VE 190 แรงม้า หรือเครื่องเทอร์โบอย่าง SR20DET 205-235
แรงม้า ก็เป็นทางเลือกที่ "สามารถทำ 280 ม้าได้โดยใช้บาทต่อม้าน้อยสุด"

 

เครื่องเทอร์โบ จะยุ่งหน่อยก็ตอนเดินท่อสำหรับอินเตอร์คูลเลอร์ อย่างของพี่อ๊อด Anankhet
ประธาน Club NX นั้นเลือกวางเครื่อง SR20DET จาก Bluebird U12 ที่มีอินเตอร์คูลเลอร์อยู่ข้างบน
งานเดินท่อข้างล่างจึงไม่ต้องทำ แค่ต้องเจาะสคูปฝากระโปรงให้ลมเป่าอินเตอร์คูลเลอร์เท่านั้น
สำหรับคนที่ชอบอินเตอร์คูลเลอร์วางไว้ด้านหน้า อาจมีรายการต้องเฉือนคานหรือกันชนบางส่วน
อีกทั้งห้องเครื่องของ NX Coupe นั้นก็ค่อนข้างสั้น จึงพบว่าตัวเทอร์โบแทบจะติดกันกับพัดลม
หม้อน้ำ สามารถแก้ได้ด้วยการย้ายแบตเตอรี่ไปไว้ข้างหลัง เอาเทอร์โบวางไว้แทนที่แบตเตอรี่
และเดินท่อร่วมไอเสียใหม่ ผมเห็นวิธีนี้ในรถ NX ที่แรงที่สุดในประเทศไทย ของพี่ฤทธิ์ Turbodynamic
(ในภาพบน และล่างนี้) มันดูเข้าท่าทีเดียวครับ ขนาดของเทอร์โบจะใหญ่เท่าไหร่ก็มีที่ให้วางล่ะทีนี้

 

 

 

นอกจากนี้อยากจะเตือนสำหรับคนที่วางเครื่อง SR นะครับ ฝักบัวดูดน้ำมันเครื่องของ SR
อยู่เตี้ยจนติดพื้นอ่างน้ำมันเครื่อง เวลาไปครูดอะไรแรงๆมาบางทีฝักบัวโดนดันติดพื้น
ดูดน้ำมันเครื่องเข้าปั๊มไม่ได้ ขืนซัดไปรับรองได้วางเครื่องใหม่แหงมๆ


สำหรับการเลือกเครื่องมาวาง ถ้าเท้าหนัก และมีงบพร้อมลงประมาณ 70,000 ก็น่าจะคบกับเครื่อง
เทอร์โบไปเลยเพราะสามารถทำเพิ่มให้ม้าขยายไปเป็น 240-250 ได้ไม่ยาก แต่ถ้าคุณเล่นเครื่อง
ที่ไม่มีเทอร์โบ ทำใจนะครับว่าถ้าในภายหลังเกิดอยากจะโมดิฟายเพิ่มม้าสัก 20-30 ตัวนี่ต้องเตรียม
เงินกันครึ่งแสน รถของผมหมดเงินไปตอนวางเครื่อง 40,000 บาท แต่ตอนหลังพยายามทำแรงม้า
เพิ่ม หมดเงินไปกับแคมชาฟ์ กล่องแต่ง ค่าจูน ค่าไดโน่ และอื่นๆเกิน 50,000 บาทครับ
(คิดว่าเดี๋ยวจะต้องมี FART & FURIOUS ตอนชะโดน้ำเงินแต่งเครื่องมาให้อ่านอีกแน่)


แต่ความงามของเครื่อง NA โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครื่อง SR คือการตอบสนองที่ทันควันของเครื่อง
กดตรงไหนก็มา และแรงบิดไม่สูง ทำให้ไม่ต้องใช้ยางโตๆเพื่อกันไม่ให้ล้อฟรี การออกตัวก็คุมได้ง่าย
อันนี้มันต้องเป็นความชอบ และความถนัดของแต่ละท่านครับ


[สรุป]


"Asian Eyes ที่โลกลืม" เป็นคำที่ผมตั้งใจมอบให้กับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ


Asian Eyes คือความงามแห่งแววตาของสาวเอเชีย ที่คนทั้งโลกต่างตกหลุมรัก สังเกตกัน
หรือไม่ว่าแม้แต่ฝรั่งชาวตะวันตกยังนำเอาสไตล์เส้นแนวตาของสาวเอเชียไปดัดแปลง
เป็นเมคอัพแต่งหน้ากันอย่างสวยงาม มันคือสไตล์ที่ผู้ชายทั้งโลกเห็นแล้วต้องหวั่นไหว ทีม Nissan
เองดูจะทราบในข้อนี้ดี แต่ความพลิกผันอยู่ที่การแปลความงามของดวงตาผู้หญิงมาเป็นรถนั้น
ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ Nissan คาดว่าจะเป็นจุดดึงดูดความสนใจที่สำคัญที่สุด กลับกลายเป็น
สิ่งที่ทำให้ผู้คนชะงักความตั้งใจที่จะซื้อ แม้ว่าจะมีส่วนหนึ่งหลงเสน่ห์เพราะตาคู่นี้จริงๆก็ตาม


สิ่งที่ยังทำให้ NX Coupe เป็นที่รักของประชาชนอยู่ ก็คือรูปร่างของตัวรถโดยรวม ซึ่งหาก
นำไปเทียบกับรถรุ่นอื่นที่เกิดในยุคเดียวกัน จะเห็นได้ว่าทรวดทรงองค์เอวของมันนั้นมีความ
ล้ำหน้ากว่ารถอื่นในยุคเดียวกัน เราใช้ตาของเรามองมันในวันนี้ และบอกว่ามันเริ่มโชว์ความ
ล้าสมัยออกมา โดยที่เราอาจจะลืมนึกไปว่า นี่คือรถที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว!
และขอให้คุณนำเอารถคันอื่นที่อายุเท่ากันมาเทียบ ก็จะเริ่มเห็นวิสัยทัศน์ของคนออกแบบ
ในยุคนั้น 

 

แต่เสียดายที่สาวเอเชียรายนี้มาเกิดในยุคที่ตลาดในประเทศญี่ปุ่นเริ่มเดินหน้าวิ่งเข้าหา
ดีไซน์แบบอนุรักษ์นิยมมากขึ้น NX Coupe เลยกลายเป็นสาวเอเชียที่ถูกคนในบ้านเกิด
ตั้งแง่รังเกียจ แต่กลับเป็นที่รักใคร่ชอบพอของชาวตะวันตกมากกว่า มันไม่ใช่ความบังเอิญ
เพราะการออกแบบรถรุ่นนี้ก็ทำในอเมริกานั่นล่ะ


สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้คือความกล้าครั้งสุดท้ายของ Nissan ในการสร้างรถคูเป้ทรงปราดเปรียว
ที่มีสมรรถณะไม่เป็นรองใคร และมีราคาที่ซื้อหาได้ง่าย ในขณะที่รถอย่าง Celica, Integra
และ Eclipse ต่างสามารถเกาะเสื้อชูชีพลอยอย่างรวยริน จนมาถึงยุคสิ้นความนิยมในรถคูเป้
ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกลางทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นความกล้าหาญของ Nissan ประเทศไทยในยุค
ของกลุ่มสยามกลการที่นำรถแปลกยอดขายต่ำเข้ามาประกอบขายให้คนไทยได้ซื้อ
แต่ตอนนี้ คงไม่มีวันนั้นให้เราได้สัมผัสอีกแล้ว


ดังนั้น คำว่า "โลกลืม" จึงต้องถูกนำมาต่อท้าย Asian Eyes อย่างเลี่ยงมิได้


แต่สำหรับใครหลายคนที่ยังหลงรักสาวตาโบ๋รายนี้อยู่ นี่ก็อาจเป็นเวลาที่ดีในการมองย้อน
ไปในอดีตและถ้าเงินเหลือพอ ก็อาจจะแห่ขันหมากไปสู่ขอมาอยู่ในเรือนได้ในงบประมาณ
ที่คนทำงานใหม่ปริญญาตรีสามารถผ่อนส่งแล้วมีเงินเหลือทำอย่างอื่นได้เยอะ ถ้าคุณไม่สน
เพ็ดดีกรีของตัวรถ ไม่สนเรื่องการเป็นจ้าวมอเตอร์สปอร์ต แต่สนใจที่จะขับรถที่ไม่เหมือนใคร
แถมใช้ทนทานราวกับแท็กซี่

 

...แต่อย่าไปมิดไปชนกับใครเชียวนา อะไหล่ตัวถังมันหาไม่ง่าย

 


 

สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดย Commander CHENG! ผู้เขียน

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com 28/12/2010

Copyright (c) 2010 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
28/12/2010

CREDITS

kenet.main.jp/nxmania

goo.net.com/catalog/NISSAN

catalog.carsensorlab.net/nissan/nx_coupe/

drive.com.au/Editorial/ArticleDetail.aspx?ArticleID=17724

webspace.webring.com/people/tn/nissan100nx/

www.100nxc.net

Special Thanks to : rcweb.net/clubnx 

Author of this article: Commander CHENG!