J!MMY'S REVIEW VIEW BY SEGMENT Luxury SUV ทดลองขับ BMW X6 xDrive30d 8AT : หมีเยอรมันคันเขื่อง ลุยน้ำท่วม อย่างมีสไตล์?



โดยปกติ ในทุกช่วงเดือน สิงหาคม กันยายน และตุลาคม ของทุกปี จะเป็นเดือนที่ชีวิตของผม จะต้องอยู่ในข่าย
เฝ้าระวังทั้ง อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม ในทุกการกระทำ...เพราะมันมักเป็น 3 เดือนแห่งความวิบัคิ  เพียงแต่
ในช่วง 3 ปีมานี้...มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะเป็นต้องเพิ่มระดับสัญญาณเตือนภัยในการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ...

ตั้งแต่ปี 2009 จนถึง 2011 ในช่วงดังกล่าว ผม กับ พี่ไหม PR แม่ลูกสอง ของ BMW เราสองคน มักจะโทรศัพท์
คุยกันอย่างน้อย 4 - 5 ครั้ง เพื่อจะแสดงออกซึ่งความเป็นห่วงเป็นใย ระหว่างกันและกัน ด้วยคำถามเดียวกัน ซึ่ง
เราเตรียมไว้ให้กันทุกครั้ง...

นั่นคือ.....

"ที่บ้าน น้ำท่วมแล้วหรือยัง"!?



คือมันเป็นเวรเป็นกรรมของผู้ที่มีถิ่นพำนักพักอาศัยอยู่ในละแวกย่านบางนา ว่าเราจะต้องคอยระแวดระวังภัย
จากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งถ้าดูจากแผนที่ภาพถ่ายทาง google Map จะพบว่า เราอยู่ไม่ได้ห่างไกลไปจาก
ปากอ่าวไทยกันมากมายอย่างที่เข้าใจมาแต่เด็กเลย ดังนั้น แม้ว่าในปี 2011 ที่ผ่านมา ชาวบางนา จะไม่ประสบ
ปัญหาน้ำท่วมเลย เนื่องจาก ครั้งล่าสุดนี้ เป็นน้ำท่วมในรูปแบบ น้ำหลาก ซึ่งเดินทางมาไม่ถึงบางนาก็จริงอยู่
แต่ ช่วงไหนที่ระบบระบายน้ำไม่ดี หรือแค่ว่า ฝนตกเทกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา สักราวๆ 1 ชั่วโมงกว่า
บ้านของผมก็เริ่มน้ำท่วมแล้ว แต่ที่หนักกว่านั้นคือ ถ้าตกแบบทั้งวัน หรือทั้งคืน วันรุ่งขึ้นไม่ต้องออกจากบ้าน
แน่นอนครับ แทบอยากจะเติมชื่อ "Lagoon" ไว้ด้านหลังชื่อหมู่บ้านที่เราอยู่กันจริงๆ


เรื่องน่าแปลกก็คือ ถ้าปีไหน ชาวบ้านชาวช่อง ในจังหวัดอื่นๆไกลๆ เขาเจอปัญหาน้ำท่วมกัน บ้านผม กับพี่ไหม
จะไม่ค่อยท่วม (คืออาจจะมีท่วมบ้าง เพราะระบายน้ำไม่ทัน แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง น้ำก็จะลดระดับลง) แต่
ถ้าปีไหนที่จังหวัดห่างไกล น้ำไม่ท่วม ปีนั้น จงระวังไว้ให้ดี บ้านเรา 2 คน ท่วมแน่ๆ! และจะหนักไม่แพ้ใครด้วย!

เพียงแต่ว่า ปีนี้ พอพี่ไหมโทรมา เช็คสภาพน้ำท่วมที่หมู่บ้านผม ช่วง สัปดาห์ก่อนๆ นั่นก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า
อันที่จริง รีวิว BMW ยังค้างเติ่ง ดองกันอยู่อีกหลายรายการ เรียกว่า ถ้าเปิดโรงงานผักดองกระป๋อง คงจะรุ่ง
เพราะดองนานได้ใจดีจริงๆ

รวมถึงกระทั่ง..ยานแม่คันสีขาว เบ้อเร่อเหิ่ม คันนี้ 

เป็นเวลานานนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2011 ที่ผมมีโอกาสนำ X6 มาทำรีวิว  และมัวแต่นั่งทำบทความรีวิวรถยนต์
รุ่นอื่นๆ อยู่อย่างหนัก จนกระทั่งปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป จนน้ำท่วมภาคกลาง สร้างความเสียหายครั้งใหญ่
ผ่านพ้นไปแล้ว รีวิวนี้ก็ยังไม่เสร็จซักที ดองจนคุณผู้อ่านแฟนประจำหลายราย เริ่มสงสัย และเกิดรายการ
ทวงเช้าทวงเย็นทวงแล้วทวงเล่าเฝ้าแต่ทวง แต่ดูเหมือน เสียงเรียกเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา พร้อมคำกล่างอ้าง
ของ ท่านผู้นำประจำเว็บ (อย่างข้าพเจ้า) ว่า ขอเลื่อนไปก่อนนะครับ ขอเอารีวิวนั้น รีวิวนี้ คลอดก่อน เพราะ
เป็นรถที่อยู่ในกระแสความสนใจของคุณผู้อ่านมากกว่า อย่างนั้นอย่างนี้ ว่ากันไปเรื่อยๆ โดยทั้งหมดหนะ
มันคือข้อแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ถ่วงเวลา ไปเรื่อยๆ นั่นแหละ...(แฮะๆๆ สารภาพอย่างหน้าชื่นตาบาน อกตรมกัน
ตรงนี้เลยทีเดียว!)

จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2012 นี้ แม้ว่า X6 รุ่นที่คุณเห็นอยู่นี้ ยังมีขายในบ้านเราอยู่ แต่รุ่นปรับโฉมใหม่
แบบ Face lifted ก้เริ่มจะเผยโฉมออกมาให้เห็นแล้ว พร้อมๆกับข้อมูลข่าวสารจากผู้คนรอบข้างที่เริ่ม
ลอยมาเข้าหูผมแล้วว่า โอกาสที่ปี 2012 จะเกิดน้ำท่วมภาคกลางครั้งใหญ่ กันอีกครั้งในประเทศไทย
มันก็เป็นไปได้อยู่ไม่น้อยเลยนะ อีกทั้ง ดูเหมือน ตา J!MMY ปากร้ายใจดี ของคุณผู้อ่าน ก็เพิ่งจะมา
สำเหนียกได้ เมื่อช่วงต้นเดือนนี่เองละครับ ว่า รีวิวในสต็อกเนี่ย มันเหลืออยู่ 2 ทางเลือก คือ ถ้าไม่รีบ
ปั่นให้เสร็จทันก่อนรถรุ่นใหม่จะส่งเข้ามาขาย ก็คงต้องเตรียมส่งเข้าโรงงานผักดองกระป๋องกันได้แล้ว

ดังนั้น ผมว่า ไหนๆก็ไหนๆ ก่อนที่น้ำท่วมจะมาถึงอีกครา และก่อนที่รีวิวในสต็อกจะขึ้นราไปมากกว่านี้
เรามา พูดคุยกันถึงรถยนต์ที่จะทำให้คุณ "ลุยน้ำท่วมอย่างมีสไตล์ (ไฮโซ) " คันนี้ กัน (ซะที) เถอะ! 

แต่ก่อนอื่น ผมเชื่อว่า อาจมีบางคน สงสัย และใคร่รู้อย่างมากว่า ทำไม BMW ต้องทำ X6 ออกมาด้วย
ในเมื่อพวกเขา ก็ผลิต SUV รุ่น X5 ขายดิบขายดีกันอยู่แล้ว ?

เอาละ ในเมื่อคุณต้องสร้างรถยนต์อย่าง X5 ออกมา 1 รุ่น ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมซึ่งมีต้นทุน
ในการพัฒนาที่สูงเอาเรื่อง สูงกว่ารถยนต์รุ่นมาตรฐานทั่วๆไป ผู้ผลิตรถยนต์หลายราย จึงพยายามหาทาง 
ทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่เหล่านั้น ถูกผลิตออกมาในปริมาณมากกว่าที่คิดไว้ เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน และ จุดคุ้มกำไร
มากขึ้น เร็วขึ้น ดังนั้น ในบางครั้ง เราจึงเห็นบางบริษัท พัฒนารถยนต์ ออกมา 2-3 รุ่น แต่ใช้เครื่องยนต์
กลไก และชิ้นส่วนอะไหล่ ร่วมกันเยอะมาก ทั้งที่อาจมีเลือกตัวถังภายนอกแตกต่างกัน หรือเหมือนกัน
ตามแต่ละกรณี วิธีนี้ จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ บรรลุเป้าหมาย การทำกำไรได้อีกทางหนึ่ง

BMW ก็เช่นกัน ในเมื่อพวกเขาจะต้องพัฒนารถยนต์ตรวจการระดับหรูอย่าง X5 ออกมาแล้ว ถ้าจะทำขาย
กันแค่เพียงรุ่นเดียว ความคุ้มค่าในแง่การลงทุน เมื่อเทียบกับยอดขายประมาณการ ก็จะมีไม่เยอะนัก ดังนั้น
การเพิ่มรุ่นรถยนต์ ที่ใช้โครงสร้างวิศวกรรมเดียวกัน นอกจากจะช่วยให้ต้นทุน ถูกลงได้แล้ว หากมีรูปลักษณ์
ถูกใจลูกค้า ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มยอดขายได้อีกทางหนึ่ง และเมื่อมียอดขายมากขึ้น การสั่งชิ้นส่วนอะไหล่
ประเภทที่ต้องใช้เงินลงทุนในการพัฒนาสูง ก็จะเพิ่มมากขึ้น ราคาชิ้นส่วนต่อหน่วย (Cost per unit) ก็จะ
ถูกลง ตามหลักอุปสงค์ อุปทาน (Demand Supply) อันเป็นกฎเบื้องต้นของการทำธุรกิจ ค้าขาย นั่นเอง

งานพัฒนา X6 ใหม่ เริ่มต้นขึ้นในช่วงราวๆ ปี 2004 - 2005 อันเป็นช่วงที่มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า BMW
กำลังคิดจะทำรถยนต์ประเภทนี้อยู่ในสื่อมวลชนสายรถยนต์ฝั่งยุโรป กันหนาหู

แม้ว่า X6 จะเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคที่ Chris Bangle ยังคงเป็น Chief Desginer ของ BMW
รวมทั้ง ผู้สืบทอดตำแหน่งแทนเขา อย่าง Adrian Van Ho แต่ความจริงแล้ว เส้นสายของ X6 ทั้งคัน เป็นฝีมือ
ของนักออกแบบ BMW ที่ชื่อ Pierre Leclercq ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานระดับเทพของ Bangle นั่นเอง

การสร้าง X6 ถือกำเนิดมาจากแนวคิดที่ว่า อะไรคือความเป็นรถสปอร์ต อะไรคือ พลวัตร (หรือ Dynamics)
มันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าจะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับ รถยนต์อเนกประสงค์ ที่มีเครื่องยนต์อันทรงพลัง
สมรรถนะดีเยี่ยม ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ด้วยการนำเส้นสายของรถยนต์ Coupe มาผนวกผสมผสาน
เข้าไว้ด้วยกัน?

ผลลัพธ์ ก็ออกมาอย่างที่คุณเห็นอยู่นี่ไง 


 

เมื่อการพัฒนาใกล้เสร็จสมบูรณ์ ก็ถึงเวลาที่ BMW จะเริ่ม เปิดเผยให้ชาวโลกได้่รับรู้ว่า พวกเขากำลังจะ
สร้าง รถยนต์ Sport Activities Vehicle (BMW เรียกเองว่า SAV) กันเสียที วันที่ 10 กันยายน 2007
BMW ปล่อยภาพถ่ายชุดแรกของเวอร์ชันต้นแบบ ในชื่อ BMW Concept X6 รุ่นเครื่องยนต์ธรรมดา
และรุ่น Active Hybrid ซึ่งออกแบบมาให้มีขุมพลังพ่วงกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้ไฟจากแบ็ตเตอรีแบบ
High Performance ซึ่งเป็นการบอกกับผู้บริโภค เป็นนัยๆว่า BMW ตั้งใจจะทำ Hybrid SUV แ บบนี้
กันจริงจังมาก

การเปิดผ้าคลุมมีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2007 ในงานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง
เวที Frankfurt Motor Show ซึ่งแน่นอนว่า ผลตอบรับออกมา สื่อมวลชนสายรถยนต์ในยุโรป และใน
ฝั่งสหรัฐอเมริกา ต่างพากันตื่นตานตื่นใจกับการออกแบบของ X6 อย่างมาก 

 

ในระหว่างนั้น โรงงาน BMW US Manufacturing Co. ในเมือง Spartanburg มลรัฐ South Carolina
สหรัฐอเมริกา ซึ่งรับหน้าที่ ผลิต X6 ทุกคัน บนสายการผลิตเดียวกันกับพี่ชายร่วมแพล็ตฟอร์มอย่าง BMW X5
รุ่นที่ 2 และ BMW X3 ใหม่ รุ่นที่ 2 ก็กำลังขะมักเขม้นเตรียมงานของตน เพื่อให้การผลิต X6 เริ่มขึ้นได้อย่าง
เต็มกำลัง ในโรงงานแห่งนี้ ทันกำหนดการ วันที่ 3 ธันวาคม 2007 ซึ่งจะเป็นวันที่รถคันแรกจะต้องเริ่มเคลื่อน
ออกจากสายการผลิต และส่งไปยังผู้จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เพื่อเตรียมออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ โรงงาน
แห่งนี้ ผลิต BMW X5 มาแล้ว กว่า 1 ล้านคัน ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของ BMW ในการเลือกผลิตรถยนต์
ตระกูล SUV ของตน ทั้ง 3 รุ่น ที่โรงงานแห่งนี้

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว BMW จึงเผยภาพแรกของ X6 เวอร์ชันจำหน่ายจริง ออกสู่สายตาชาวโลกทาง
Internet เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2007 และเปิดผ้าคลุมรถยนต์รุ่นนี้อย่างเป็นทางการ ในงานแสดงรถยนต์
Detroit Auto Show มลรัฐ Michigan สหรัฐอเมริกา เดือนมกราคม 2008 และพร้อมเริ่มทำตลาดจริง ใน
ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ต่อมา เดือนเมษายน 2009 BMW X6M เวอร์ชัน
ร้อนแรงที่สุดในตระกูล ก็ปรากฎโฉมออกมา พร้อมกับ รุ่น X5M ก่อนที่กำลังจะมีการปรับโฉมครั้งใหญ่
หรือ Minorchange กันในปี 2012 นี้

ถ้าจะถามว่า แล้วแนวทางนี้ BMW ประสบความสำเร็จไหม ก็คงตอบได้ว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยอดผลิตของ
โรงงาน BMW ในสหรัฐอเมริกา มียอดตัวเลขในปี 2008 อันเป็นปีแรกที่เริ่มผลิต 26,580 คัน พอเข้าสู่ปี 2009
ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นพรวด เป็น 41,667 คัน ปี 2010 ตัวเลขยังคงเพิ่มเป็น 46,404 คัน (โดยรุ่น X6 M มียอดผลิตรวม
ปีแรก อยู่ที่ 3,082 คัน รวมเข้าไปด้วย) แค่ 3 ปี ยังทำตัวเลขยอดผลิตรวมได้ถึง 114,651 คัน คิดเอาแล้วกันว่า
แม้แต่ Mercedes-Benz และ Audi ยังคิดจะสร้างรถยนต์ Coupe Crossover SUV แบบเดียวกันนี้ ขึ้นมา
ท้าชิงบรรลังก์ จาก BMW เลย!  

อย่างไรก็ตาม แม้กระแสตอบรับจากทั่วโลกในภาพรวม จะสร้างความฮือฮาได้มาก แต่ใช่ว่า โชคจะเข้าข้าง BMW
ไปเสียทั้งหมด เพราะในรุ่น X6 ActiveHybrid นั้น เนื่องจาก ยอดขายในสหรัฐอเมริกา ไม่ดีเอาเสียเลย ปี 2010
ขายได้แค่ 248 คัน เท่านั้น!! อันเป็นผลมาจาก น้ำหนักตัวรถที่เยอะมาก ทำให้ตัวเลขความประหยัดน้ำมัน จึง
ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับ X6 Dave Buchko โฆษกของ BMW North America จึงเปิดเผยว่า BMW
เตรียมยุติการทำตลาด Crossover ขุมพลัง Hybrid รุ่นนี้ไป เมื่อ 28 กันยายน 2011 ที่ผ่านมา

สำหรับตลาดเมืองไทย BMW Thailand เริ่มปล่อยข่าวการมาถึงเมืองไทยของ X6 xDrive30d เป็นครั้งแรก เมื่อ
วันที่ 30 สิงหาคม 2010 ก่อนจะมาเปิดตัวครั้งแรก ในงาน BMW xPo 2010 อันเป็นงานแสดงรถยนต์ กระตุ้น
ยอดขายช่วงปลายไตรมาส 3 ของ BMW ในเมืองไทย เป็นปกติอยู่แล้ว และหลังจากนั้น ก็เริ่มทำตลาดมาเรื่อยๆ
ด้วยค่าตัวที่แพงลิบลิ่ว 6,699,000 บาท ล่วงเข้าสู่ปี 2011 รุ่น xDrive 35i จึงตามเข้ามาเปิดตัว และก็ทำตัวเลข
ยอดขายมาได้แบบเรื่อยๆ เนือยๆ มาเรียงๆ เพราะตัวรถมีราคาแพงกว่า SUV ปกติทั่วไป ลูกค้าที่จะอุดหนุน จึงไม่เพียง
แต่จะต้องมีเงินเท่านั้น หากแต่ยังต้องมีรสนิยม ที่ชอบของแปลก ลองของใหม่ อยู่เรื่อยๆ บ่อยๆ ไม่ใช่กลุ่มที่จะใช้
รถยนต์ นานๆ หลายปีนัก มองเห็นรถยนต์เป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม เป็นเครื่องอวดเบ่งบารมี เพราะตัวรถเอง
ก็ดูมีบุคลิกที่น่าเกรงขาม และ "แรงด้วยเส้นสายตัวถัง" อยู่เอาเรื่อง ที่สำคัญ มักจะไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกับที่คิดจะซื้อ
BMW X5 ซึ่งมีบุคลิกตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบครอบครัว มากกว่า  


ตัวรถมีความยาว 4,877 มิลลิเมตร กว้าง 1,983 มิลลิเมตร สูง 1,690 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวถึง 2,933 มิลลิเมตร  
น้ำหนักตัวรถเปล่า 2,075 กิโลกรัม (วัดจากน้ำหนักตัวรถ รวมปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง 90 เปอร์เซนต์ในถัง คนขับ
น้ำหนักตัว 68 กิโลกรัม และสัมภาระอีก 7 กิโลกรัม) รวมน้ำหนักบรรทุกและของเหลวทั้งระบบแล้ว จะปาเข้าไป
2,675 กิโลกรัม บรรทุกสูงสุด 600 กิโลกรัม น้ำหนักขนาดนี้ ถือว่าตัวรถเปล่า ค่อนข้างจะหนักมากเอาการอยู่

เส้นสายภายนอก เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เต็มไปด้วยมัดกล้าม ความบึกบึน และดุดัน ผสมผสานกับแนวเส้นที่
โฉบเฉี่ยว  ระยะห่างจากล้อคู่หน้า ถึง กันชนหน้า (Front Overhang) ค่อนข้างสั้น และระยะห่างจากล้อคู่หลัง
ถึงกันชนหลัง (Rear Overhang) ภาพรวม ถือว่ายาวกำลังดี ในสไตล์ของ BMW ยุคใหม่ แนวเส้นที่โดดเด่น
จนเป็นเอกลักษณ์ของ X6 มี 4 จุดด้วยกัน คือ ด้านหน้าที่มีการจัดวางกระจังหน้าแบบไตคู่ ไว้อย่างเหมาะสม
ขณะที่ชุดไฟหน้าแบบ Bi-Xenon

ประการต่อมาก็คือ แนวเส้นหลังคา มาในสไตล์รถยนต์ Coupe 2 ประตู โป่งตรงบริเวณ เหนือศีรษะคนขับ
ก่อนจะค่อยๆลาดลง ไหลลื่นอย่างต่อเนื่อง ไปจรดบั้นท้าย ซึ่งไม่ง่ายที่จะออกแบบรถยนต์ประเภทนี้ให้
มีรูปลักษณ์ อย่างที่เห็นอยู่นี้ แล้วออกมาดูดีจนสวยงามดึงดูกใจลูกค้าทั่วโลก ได้มากขนาดนี้

 


ส่วนแนวเส้นกรอบกระจกหน้าต่างโอเปราด้านหลัง บริเวณเสาหลังคาคู่หลังสุด D-Pillar ยังคงมีการหักมุม
แบบ "counter-swing" ในสไตล์เอกละกษณ์เฉพาะของ BMW ที่เรียกว่า "Hofmeister kink" การ
เสริมแนวโครเมียม ล้อมรอบกรอบกระจกหน้าต่างด้านข้าง ช่วยเสริมความภูมิฐานให้ตัวรถขึ้น
อย่างมาก

ถัดมาเป็น เส้นบ่าด้านข้าง Waistline ที่ลากต่อเนื่องมาจาก ซุ้มล้อคู่หน้า ขนาดใหญ่ ซึ่งจงใจออกแบบไม่ให้
โค้งมนจนเรียบลื่น แต่ถูกปรับให้มีแวเส้นคล้ายกับรถยนต์ Off-Road ยุคโบราณ ที่ดูบึกบึน แนวเส้นบ่าข้าง
จะถุกลากขึ้นในแนวทะแยงเฉียง  ลากยาวและเลยขึ้นไปเหนือซุ้มล้อคู่หลัง ไปจรดกับแนวไฟท้าย LED
และช่องใส่ป้ายทะเบียน ยกระดับแนวเส้นจุดกึ่งกลางของรถ ให้สูงขึ้นเล็กน้อย นี่คือแนวทางการออกแบบ
ของ BMW X Model ทุกรุ่น

X6 คันที่เราทดลองขับ ติดตั้งล้ออัลลอยมาตรฐานจากโรงงาน ขนาดใหญ่โตบ้านบึ้มมากๆ 19 นิ้ว พร้อมยาง
Bridgestone Dueler H/T ขนาด 255/50R19 107V


การเข้าออกจากรถ ใช้กุญแจรีโมท Smart Entry พกรีโมทที่เห็นนี้ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง เดินเข้าใกล้รถปุ๊บ
ก็จับที่เปิดประตูแล้วดึงเปิดออกมาได้เลยในทันที ไม่ต้องกดปุ่มบนมือจับเสียก่อน เหมือนรถญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใน
ตอนนี้ มาพร้อมระบบกันขโมยแบบ Immobilizer แต่ถ้าเดินออกจากรถ ก็เอานิ้วไปแตะที่ แถบเล้กๆ บริเวณเหนือ
มือจับเปิดประตูนั่นละ ระบบ Smart Entry จะสั่งล็อกรถให้เองในทันที ระบบนี้ ไม่ได้แตกต่างไปจาก BMW รุ่น
ใหม่ๆ คันอื่นๆ ที่เปิดตัวในช่วง 2 ปีมานี้แต่อย่างใด

ถ้ามองจากข้างนอก ดูเหมือนรถจะใหญ่ แต่พอมองเข้าไปข้างใน คุณจะพบว่า ภายในรถ มันไม่ถึงกับ
กว้างขวางในแบบที่ X5 เขาเป็นอยู่ ทั้งที่ขนาดมิติต่างๆ จะไล่เลี่ยกันกับ X5 ซึ่งมีพื้นที่ห้องโดยสาร
ใหญ่กว่า เสียด้วยซ้ำ

บานประตูคู่หน้า มีน้ำหนักปานกลาง ค่อนไปทางหนักนิดๆ สมกับขนาดความใหญ่โตของตัวรถ บริเวณ
ครึ่งท่อนบน มีแนว Trim ลายไม้ ประดับมาให้เล็กๆน้อย พื้นที่ท่อนบน แทบไม่อาจจะวางแขน เท้าไว้
กับขอบบานประตูได้สะดวกนัก ส่วนพื้นที่วางแขน ก็ยังคงรักษามาตรฐานการวางแขนได้ดีในสไตล์
BMW เหมือนเช่นเคย ครึ่งท่อนหลัง จะมีช่องใส่เอกสาร ของจุกจิก และชวดน้ำดื่มพลาสติก นิดหน่อย

การเข้า - ออกจากตัวรถ ก็ยังคงมีปัญหาเดิม เหมือนเช่นที่เราเคยพบมาแล้วใน X3 รุ่นก่อน X5 รุ่นแรก
และรุ่นที่ 2 คือ ต่อให้พยายามก้าวขาลงจากรถกันดีๆ ถ้าคุณไปลุยโคลนมา และบริเวณขอบสีดำ ใต้ช่อง
กรอบประตูทั้ง 4 บาน เลอะเทอะเปรอะเปื้อน แน่นอนเลยว่า ขากางเกงของคุณจะต้องเปื้อนเศษโคลน
ที่ติดอยู่อย่างแน่แท้ทีเดียวเชียว เราคงได้แต่ฝากการปรับปรุงแก้ไข เอาไว้ในเจเนอเรชันถัดไปของ
BMW ตระกูล SUV  

เบาะนั่ง ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ใช้หนังแบบ Nevada เหมือนกับ BMW หลายๆรุ่นในยุคเดียวกันนี้
โดยพื้นผิวของหนังแบบ Nevada นั้น อาจให้ความสบายเพียงพอ เหมือนกับหนังโซฟาราคาระดับหลัก
หมื่นบาทต้นๆ ที่ IKEA แต่ยังไงๆ พื้นผิวก็ยังไม่เรียบเนียน และนุ่มละมุน เท่ากับหนังที่ใช้ในรถยนต์
Volvo S80 , Jaguar XF รถยนต์ตระกูล Lexus และ Nissan Teana อย่างแน่นอน

เบาะนั่งคู่หน้า จะปรับระดับทั้ง สูง - ต่ำ เลื่อนขึ้นหน้า - ถอยหลัง และปรับพนักพิงเอน รวมทั้งปรับระดับ
พนักศีรษะ ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า แต่จะมี หน่วยความจำตำแหน่งมาให้ 2 ตำแหน่ง เฉพาะเบาะคนขับ ส่วน
พนักศีรษะ จะมีปุ่มกด ให้เลื่อนปรับเลื่อนข้นหน้า - ถอยหลัง รองรับรูปศีรษะที่แตกต่างกัน ทั้งหัวทุย
หรือหัวแบนเป็นสนามบินสุวรรณภูมิ ขอแนะนำว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลยครับ เลื่อนตำแหน่งดันถอย
พนักศีรษะไปให้สุดดีกว่า

เบาะรองนั่ง ทั้ง 2 ฝั่ง มีสวิชต์ไฟฟ้า ปรับเลื่อน ตำแหน่งพื้นที่รองรับต้นขา ให้ยาวออกไปกว่าปกติ
ได้อีกพอสมควร จะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่า เบาะรองนั่งสั้นไป งานนี้ BMW ใส่มาให้เลยจากโรงงาน

ภาพรวมแล้ว ในการเดินทาง หากขับขี่ใช้งานทั่วไป ระยะทางไม่ไกลนัก แน่นอน ไม่พบอาการเมื่อย
แต่ หากขับขี่ทางไกล คุณอาจต้องลงมายืดเส้นยืดสายกันบ้าง

พื้นที่วางแขนบริเวณแผงประตูคู่หน้า ถูกออกแบบมาให้มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างจาก X5 ไปเลย
ต้องสังเกตกันดีๆ ถึงจะพบ ขณะเดียวกัน พื้นที่เหนือศีรษะ สำหรับผู้โดยสารและผู้ขับขี่ด้านหน้า ยัง
ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด สูงโปร่งในระดับใกล้เคียงกับ พื้นที่เหนือศีรษะ สำหรับเบาะคู่หน้า ของ X5 

ส่วนการเข้าออก จากประตูคู่หลังนั้น ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิด หรือมองเห็น เพราะช่องประตู มีขนาด
พอกันกับรถยนต์นั่งขนาด Compact C-Segment hatchback เท่านั้น ไม่ได้ใหญ่โตไปตาม
ขนาดของตัวรถเลย ดังนั้น การขึ้นลง จากเบาะหลัง อาจต้องใช้ความระมัดระวังกันอยู่บ้าง จังหวะ
ก้าวขึ้นรถ ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอตอนลงจากรถ ยังไงๆ หัวรองเท้าจะต้องไปสัมผัส ปาดถูกพลาสติก
Recycle บุผนังเสากลาง อยู่บ้าง แถมมือจับบนเพดานหลังคา เหนือช่องทางเข้า - ออก ก็หายไป
เหลือไว้แค่ ตะขอพลาสติก เกี่ยวถุงกับข้าว และไม้แขวนเสื้อเท่านั้น!

บานประตูคู่หลัง นอกจากจะมีช่องใส่ของขนาดเล็กมาให้พอใส่ของจุกจิกเล็กๆน้อยด้วยแล้ว ยังมี
ม่านบังแดด ม้วนเก็บได้ ติดตั้งซ่อนมาให้ เหมือน BMW รุ่นกลางๆ ขึ้นไป รุ่นอื่นๆ การใช้งาน ก็แค่
ใช้นิ้วจับแถบที่ยื่นออกมา ยกขึ้นไปแขวนไว้ยังขอเกี่ยว ณ ขอบด้านบนของกระจกหน้าต่างประตู

ด้านหลังของพนักพิงเบาะหน้า จะมีช่องใส่หนังสือมาให้ทั้ง 2 ฝั่ง เช่นเดียวกับช่องแอร์ ที่มีมาให้
ทั้ง 2 ฝั่งเช่นกัน  

ชุดเบาะหลัง แตกต่างจาก X5 โดยสิ้นเชิง เพราะมีให้นั่งได้แค่ 2 ที่นั่งเท่านั้น คั่นกลางด้วยช่องวางของจุกจิก
และช่องวางแก้วน้ำ รวมทั้งช่องเขี่ยบุหรี่ในตัวแบบถอดออกเทขยะทิ้งได้ พร้อมฝาเลื่อนเปิด-ปิด พนักศีรษะ
พนักพิงหลัง และเบาะรองนั่ง ของ X6 ถูกออกแบบมาให้เป็นของรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ และไม่เหมือนกับ X5
เลยแม้แต่น้อย โดยเแพาะพนักศีรษะนั้น มีขนาดใหญ่โตอลังการกว่ากันมาก!

นอกจากนี้ ยังมีที่วางแขน พับเก็บได้ แถมมาให้อีก 1 ตำแหน่ง ตรงกลางของพนักพิงเบาะหลัง ซึ่งก็วางแขน
ได้ในระดับหนึ่ง ยังไม่ถึงกับดีนัก และเมื่อรวมเข้ากับแผงประตูด้านข้าง ผมมองว่าภาพรวม ก็ไม่ถึงกับแย่
แถมด้านข้างของเบาะรองนั่ง ทั้ฝั่งซ้าย และขวา มีช่องวางของขนาดเล็ก สำหรับเอาไว้ซ่อนข้าวของที่จำเป็น
จากสายตาของคนที่อยู่ภายนอกรถ

แต่ถ้าถามว่านั่งสบายไหม เบาะรองนั่งยังไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก และพนักพิงหลัง ยังพอเหลือความสบาย
ในการโดยสารที่ไม่เลวนัก เพียงแต่ว่า พื้นที่เหนือศีรษะจะ น้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย สำหรับคนตัวสูง
ยิ่งเมื่อมาเจอกับรถที่มีแนวเส้นบ่าข้าง สูงๆ แนวขอบด้านล่างของกระจกหน้าต่าง สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป แถม
หนำซ้ำยังมี แนวขอบด้านบนของกระจกหน้าต่าง บีบลงมา ทำให้บรรยากาศในการโดยสารเบาะหลัง อึดอัด
และไม่เหมาะกับผู้ใหญ่ที่มีความสูงเกิน 170 เซ็นติเมตรขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ในเมืองนอก BMW ได้เพิ่มเบาะนั่งด้านหลังแบบ 3 ที่นั่งเรียง มาให้เลือกกันแล้ว ตั้งแต่
เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2011 เป็นต้นมา ดังนั้น ถ้าใครอยากได้ BMW X6 แบบ 5 ที่นั่ง อาจต้องลองสอบถามไปยัง
BMW Thailand กันดูเอาเองครับ

นอกจากนี้ ชุดเบาะหลังยังสามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ของห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง
สำหรับการบรรทุกสิ่งของที่มีความยาวพอสมควร (แต่ถ้าเป็นสิ่งของที่มาในแนวตั้ง X6 จะไม่เอื้ออำนวยในการ
ขนย้ายสิ่งของเหล่านั้น คุณต้องจับพวกมันนอนราบให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สถานเดียว 

 

ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง ยกขึ้นในแนวสูงใช้ช็อกอัพ 2 ต้น ค้ำยัน มาพร้อมกับสวิชต์ปิดอัตโนมัติ เมื่อ
กดปุ่ม ฝาประตูจะค่อยๆ เลื่อนลงมาปิดเอง แต่ถ้ามีศีรษะของคุณ หรือ หัวไหล่ หรือสิ่งกีดขวางอื่นใด ไป
ขวางอยู่ เหมือนเช่นทั้งใน X5 , Volvo XC60 รวมทั้ง Lexus RX350 / RX450h เพียงแต่ว่า กว่าที่บานประตู
จะดีดตัวขึ้นไปเองนั้น น้ำหนักที่ฝาประตูกดทับลงมายังหัวไหล่ของผมนั้น หนักมาก ทำให้เจ็บแบบเคล็ด
ขัดยอกมากกว่ารถคันอื่นๆ ที่ใช้บานประตูแบบเดียวกันนี้อยู่ไม่น้อย

เปลือกกันชนหลัง ค่อนข้างสูง ดังนั้น การยกข้าวของ ใส่ห้องเก็บของด้านหลัง อาจจะไม่สะดวกนัก ต้องใช้
แรงในการยกมากขึ้น ต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ใกห้ข้าวของ ไปเสียดสีถูกเปลือกกันชน เพราะอาจทำให้
เป็นรอยได้ง่าย  

ห้องเก็บสัมภาระมีขนาด 500 ลิตร ขอบด้านล่างของปากทางเข้าห้องเก็บของ ตกแต่งด้วยอะลูมีเนียม
กันกระแทกได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง ส่วนแผงบังสัมภาระ สามารถเลื่อนถอยร่นไปถึงเบาะหลัง หรือ
ยกถอดออก เพื่อวางสัมภาระที่มีความสูงได้ เพียงแต่ ต้องระวังเรื่องความสูงของสัมภารที่จะขนเข้าไป
ถ้าคิดจะซื้อ โทรทัศน์ LED แบบ 32 นิ้ว แล้วละก็ คุณควรจะพับเบาะหลังลงทั้ง 2 ฝั่ง ลงจนแบนราบ
หรือไม่ ก็ต้องยกแผงบังสัมภาระออก แล้วพับแค่พนักพิงฝั่งซ้าย เอียงกล่องจอทีวีให้เยอะที่สุด เพื่อที่
ขอบมุมด้านบน จะไม่ไปจ๊ะเอ๋ กับ กระจกบังลมหลัง ซึ่งจำเป็นต้องลาดเอียงลงแบบนี้ เพื่อผลของ
ความสวยงามและหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ไหลผ่านบริเวณด้านหลังของรถ...ทำให้ตัวรถลู่ลมที่ระดับ
Cd 0.29

ถ้าอยากสวย ก็ต้องแลกกัน ทำใจครับ! 

และเมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้นมาแล้ว อย่าแปลกใจว่า จะไม่เห็นยางอะไหล่ใดๆทั้งสิ้น มีแค่พื้นที่เก็บของ
ขนาดใหญ่พอประมาณ พร้อมกับเครื่องมือประจำรถนิดหน่อย ประเภท ค่อนทุบกระจก กับห่วงขอเกี่ยวลาก
เพราะ BMW มีนโยบาย ใช้ยาง Run Flat Tyre ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ หากเจอตะปู หรือว่ายากแตก คุณจะยัง
ขับรถแล่นได้ต่ออีก 80 กิโลเมตร ด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อไปให้ถึงร้านยางที่ใกล้ที่สุด 

ถึงแม้อะไหล่หลายๆชิ้น ถูกออกแบบให้แตกต่างจาก X5 แต่ในภาพรวมแล้ว แผงหน้าปัดก็ยังจำเป็นจะต้อง
ใช้ร่วมกันกับ X5 อยู่ดี เพื่อให้ประหยัดต้นทุนการพัฒนา อีกทั้ง งานออกแบบของมัน ก็ใช้งานไม่ยาก และ
ไม่เลวร้าย ดังนั้น จะออกแบบขึ้นมาใหม่ ให้เปลืองงบกันไปทำไมละ?

เพียงแต่ บริเวณ คอนโซล คั่นกลางระหว่าง ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า ถูกตกแต่งรายละเอียดใหม่เล็กน้อย
ให้มี หนัง Nevada ประดับอยู่บริเวณขนาบข้างช่องวางแก้วน้ำ แบบมีฝาเลื่อนเปิด - ปิดได้ ส่วน Trim ที่ใช้ใน
การตกแต่งแผงหน้าปัด และแผงประตูด้านข้าง เป็นวัสดุสังเคราะห์ ลาย Finewood Bamboo Grain

แหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน มีไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร ด้านหน้า พร้อมไฟอ่านแผนที่ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่ง
ให้ความสว่าง แค่พอประมาณ จำกัดจำเขี่ยจริงๆ ในยามค่ำคืน (ถ้าไม่เชื่อ ย้อนกลับไปดู Clip Video ที่เรา
ทดลอง X6 กันในตอนกลางคืน ซึ่งเผยแพร่ไปนานแล้ว ได้เลย) แผงบังแดดทั้ง 2 ฝั่ง มีกระจกแต่งหน้า
พร้อมบานเลื่อน เปิด - ปิด และไฟแต่งหน้า กับช่องเหน็บนยามบัตร แถมมาให้ครบถ้วน กระจกมองหลัง
เป็นแบบตัดแสงอัตโนมัติ  

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift และสวิชต์ Multi Function
ควบคุมการทำงานของชุดเครื่องเสียง หน้าตาของวงพวงมาลัยนี่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ยกชุดมาจาก X5 และ
5-Series รวมทั้ง 7-Series เลยนั่นแหละ ไม่ต้องไปออกแบบใหม่ให้เปลืองงบ

แป้น Paddle Shift นี่ อาจต้องทำความคุ้นเคยในการใช้งานกันนิดนึง เพราะ กดปุ่มลงไปฝั่งขวา จะเป็น
ตำแหน่ง ลบ สำหรับเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ ส่วนฝั่งซ้าย จะเป็นตำแหน่งบวก สำหรับเปลี่ยนเกียร์ขึ้น ใคร
ที่ไม่เคยขับมาก่อน อาจจะค่อนข้างงุนงงกันเลย

คอพวงมาลัยฝั่งขวา เป็นตำแหน่งที่อยู่ของก้านสวิชต์ ระบบใบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ พร้อม Rain Sensor
คอพวงมาลัยฝั่งซ้าย เป็นตำแหน่งที่อยู่ของทั้งชุดไฟเลี้ยว และยกไฟสูง ถัดลงมาเป็นสวิชต์ ปรับระดับ
สูง - ต่ำ และระยะใกล้ -ห่าง ของพวงมาลัยด้วยไฟฟ้า มีขนาดเล็ก เป็นหัวปิระมิด แต่ถัดลงมาเป็นก้าน
สวิชต์ ระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control ซึ่งผมมองว่า การติดตั้งไว้ในตำแหน่งนี้ ไม่น่าจะเป็น
วิธีการที่ดีนัก เพาะขนาด ตาแพน Commander CHENG! ของเรา ยังเผลอไปยกไฟเลี้ยว เป็นก้านสวิชต์
ของระบบ Cruise Control นี่ 2-3 ครั้ง เลยด้วยซ้ำ! ถือว่า ไม่น่าจะปลอดภัย อยากให้ BMW ลองหาวิธี
หรือตำแหน่งการติดตั้งสวิชตฺ Cruise Control เสียใหม่ จะดีกว่าครับ

มองไปทางซ้าย คันเกียร์แบบสวิชต์โยกไฟฟ้า ที่ประจำการในบ้านเรา มาตั้งแต่ 5-Series รุ่น E60 Facelift
เมื่อปี 2007 ยังคงตั้งโด่รอรับคำสั่งอยู่ เช่นเดียวกับสวิชต์มือหมุนแบบกดลงไปได้สำหรับระบบสื่อสารและ
สั่งการ i-Drive เจเนอเรชัน 2 ซึ่ง ใน X6 ที่ส่งเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา ยังเป็นระบบ i-Drive จอเล็ก ที่
ไม่มีระบบนำทางผ่านดาวเทียม Navigation System มาให้ ส่วน เบรกมือ ใช้สวิชต์ไฟฟ้า ที่อยู่ถัดลงมา
จากคันเกียร์นั่นละครับ ใช้นิ้วชี้ ยกสวิชต์ขึ้น เมื่อต้องการใช้งาน และกดสวิชต์เดิมลง พร้อมกับเหยียบเบรก
เมื่อต้องการปลดเบรกมือ มาพร้อมระบบ Auto-H หากจอดติดไฟแดง กดปุ่ม Auto-H ไว้ เกียร์จะอยู่ที่ D
ตลอด ไม่ต้องทำอะไรกับเบรกมือ เหยียบคันเร่งออกรถต่อไปได้เลย พอถึงแยกไฟแดงข้างหน้า เหยียบ
แป้นเบรกจนสุด รถก็จะหยุดให้ และระบบเบรกมือไฟฟ้า ก็จะทำงานเองอีกครั้งโดยอัตโนมัติ

มองไปทางฝั่งขวา สวิชต์กระจกหน้าต่างไฟฟ้าทั้ง 4 บานเป็นแบบ Auto One-Touch กด หรือ ยกนิ้วเพียง
ครั้งเดียว บานกระจก จะเลื่อนขึ้น หรือ ลง จนสุด ตามต้องการ กระจกมองข้าง ปรับและพับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า
ใต้ช่องแอร์ ฝั่งขวาสุด ใกล้มือคนขับ เป็นสวิชต์ เปิด - ปิด ทั้งไฟหน้า ไฟตัดหมอก

น่าสังเกตว่า ช่องแอร์ ทั้งฝั่งขวาสุด และซ้ายสุด ของแผงหน้าปัด ต้องทำถึง 2 ช่อง นัยว่า กลัวลมเย็นจะ
ไม่กระเด็นไปถึงผู้โดยสารแถวหลังเลยกระมัง ชักสงสัยนิดๆ ว่าเป็นผลมาจาก การที่วิศวกรของ BMW
เหงื่อแตกพลั่กๆ ไหลย้อยชื้นแฉะ จนมีสภาพไม่ต่างจาก น้ำที่ไหลซึมออกมาจากไก่ย่างตอนร้อนฉ่า
ขณะทดสอบความทนทานของ X5 กับ X6 ที่ ทะเลทรายใน Death Valley สหรัฐอเมริกา กันหรือเปล่า? 

 

ชุดมาตรวัด ยังคงเป็นแบบ 2 วงกลมขนาดใหญ่ แยกฝั่ง ชุดมาตรวัดทางขวา และมาตรวัดรอบเครื่องยนต์
ทางด้านซ้าย  ใช้ไฟสีแสด ซึ่ง BMW เลือกใช้สีนี้มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่า โทนสีนี้ มีการวิจัยแล้ว
ว่าจะช่วยในการมองเห็นตอนกลางคืน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และมีมาตรวัดระดับน้ำมันในถัง
และมาตรวัด อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย มาให้ แถมยังจัดวางตำแหน่งไฟฉุกเฉิน ไว้กระจุกตัวรวมกัน
อยู่ตรงกลาง แต่ไม่ยักมี มาตรวัดอุณหภูมิ น้ำในระบบหล่อเย็น หรือหมอน้ำ นั่นเอง

จอสี่เหลี่ยมแนวตั้งตรงกลาง แสดงทั้ง มาตรวัดระยะยทางที่แล่นไปทั้งหมด Odo Meter และ Trip Meter
สำหรับผู้ขับ วัดกะระยะทาง แต่เสียดายว่า มีแค่ Trip A เพียงอย่างเดียว ไม่มี Trip B มาให้ จอสี่เหลี่ยม
ด้านบน จะขึ้นสัญลักษณ์เตือนในกรณีต่างๆ เช่นปิดประตูไม่สนิท เปิดไฟหน้าทิ้งไว้เมื่อดับเครื่องยนต์
แล้วยังรวมถึง เตือน ระบบ เบรกจอด แบบไฟฟ้า ที่ต้องใช้แป้นเหยียบที่เท้าซ้าย ว่าไม่ได้อยู่ในระบบ
Auto-Hold ซึ่งจะทำงานในกรณี ขับคลานๆ ไปตามสภาพการจราจรที่ติดขัด คุณผู้อ่าน สามารถทอนเท้า
ออกจากคันเร่ง และแป้นเบรกได้ทันที ที่รถหยุดสนิทนิ่ง ระบบ Auto-H จะทำหน้าที่เหมือนกับขึ้น
เบรกมือไฟฟ้าไว้ให้เองโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการจะถอนจากระบบ แค่เหยียบเบรกอีกครั้ง หรือไม่ก็
เหยียบคันเร่ง ออกรถไปตามสภาพการจราจรต่อเนื่องได้เลย 

มาดูแผงควบคุมกลางกันบ้าง เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Digital สามารถแยกปรับอุณหภูมิ ซ้าย-ขวา
และมีช่องแอร์ สำหรับผู้โดยสารแถวหลังอีกด้วย ให้ความเย็นที่ถือว่าค่อนข้างเร็ว และไม่ได้แตกต่างไปจาก
BMW รุ่นใหม่ๆ สำหรับประเทศเมืองร้อนอย่างไทยเรา คันอื่นๆ เท่าใดนัก

ระบบเครื่องเสียงแบบ BMW Professional audio system with HIFI Loudspeaker system 
มีช่องเสียบ iPod มีสวิชต์แบบใหม่ ที่จะแสดงตัวเลขช่องสถานีวิทยุที่เราล็อคตั้งคลื่นเอาไว้ได้ เพียงลากนิ้วไป
บนปุ่มกด! ให้คุณภาพเสียง ที่จัดอยู่ในขั้น ดีขึ้น เหนือกว่า ชุดเครื่องเสียงแบบมาตรฐานทั่วไปของ BMW
นิดหน่อย แต่ก็ไมได้ถึงกับดีเด่นอะไรนัก

ถัดลงมาด้านล่างสุด เป็น สวิชต์ควบคุม ทั้งระบบ เซ็นเซอร์ถอยหลังเข้าจอด Parktronic ซึ่งจะส่งเสียงร้องเตือน
อันน่ารำคาญหน่อย และแสดงระยะห่างจากวัตถุกับตัวรถ บนหน้าจอ มีทั้งแถบสีเขียว ซึ่งยังพอถอยได้อีก แถบ
สีเหลือง ใกล้มากขึ้นแล้ว ต้องระวัง และ แถบสีแดง ใกล้ไปแล้ว หยุดได้แล้ว รวมทั้งสวิชต์เปิด - ปิด ระบบควบคุม
เสถียรภาพ ป้องกันล้อหมุนฟรีตอนออกตัว DTC (Dynamic Traction Control) และสวิชต์ของระบบ HDC (Hill
Descent Control) สำหรับการออกตัวบนทางลาดชัน 

ระบบ iDrive ใน BMW X6 ถือเป็น เจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งถูกพัฒนาให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ด้วย
ตรรกะในการทำงาน ที่ให้ผู้ใช้งาน เลือกเลื่อนเมนูที่ต้องการ จากซ้าย ไปขวา แทนที่จะต้องเลือกจาก
เมนูด้านบน ลงล่าง แล้วค่อย ซ้าย - ขวา ซึ่งนั่นจะวุ่นวายต่อการใช้งานอย่างมาก คราวนี้ ทีมวิศวกรของ
BMW เลยปรับปรุงเมนูให้ใช้งานได้จาก ซ้าย ไป ขวา ใช้งานสะดวกกว่าเดิมเยอะเลย

หน้าจอมอนิเตอร์สี On-Board ขนาด 6.5 นิ้ว ทันทีที่ติดเครื่องยนต์เสร็จแล้ว เมื่อเปิดระบบให้ทำงาน จน
สัญลักษณ์ BMW ผ่านไปแล้ว นี่คือหน้าจอ Main Menu อันเป็นหน้าจอแรกของระบบ เลือกได้ทั้งการ
เล่นแผ่นเพลง CD / MP3 วิทยุ โทรศัพท์ ติดรถยนต์ ช่องทางการติดต่อกับศูนย์บริการของ BMW ไปถึง
ข้อมูลอุปกรณ์ต่างๆ ในตัวรถ และการตั้งค่า ทั้งหน้าจอ การแสดงผล และตัวระบบเอง 

ใน Mode วิทยุ หรือ Radio การเลือกเปลี่ยนสถานีนั้น ทำได้ทั้งแบบ หมุนจากช่องสถานีที่เราล็อกคลื่น
เอาไว้แล้ว ซึ่งหน้าจอก็จะแสดง ชื่อรหัสของสถานี เป็นภาษาอังกฤษ

หรือจะใช้วิธีการหมุนเปลี่ยนคลื่น แบบ มือหมุน ซึ่งจะต้องเข้าไปในเมนู Manual Search อันที่จริง
การเปลี่ยนคลื่นวิทยุของผู้คนส่วนใหญ่ มี 2 แบบ ก็จริง แต่การออกแบบให้หน้าจอ เดียวกัน สามารถ
เลือกเปลี่ยนได้ทั้งแบบ หมุนจูนคลื่นหาเอง และ เปลี่ยนตามสถานีที่ล็อกเอาไว้ นั่นน่าจะช่วยให้การ
ใช้งาน สะดวกยิ่งขึ้นกว่านี้ 

ระบบ iDrive ใน X6 มีการติดตั้งระบบ เชื่อมต่อกับสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Bluetooth มาให้
จากโรงงาน รวมทั้งมีโปรแกรม โทรศัพท์ มาให้อย่างที่เห็น และเท่าที่เจ้ากล้วยน้อย BnN ของเรา ลอง
เล่นใช้งานดู ก็พบว่า สามารถ Pair สาย ใช้งานได้ตามปกติ แต่บางครั้ง เสียงของผู้รับสวายปลายทาง
อาจได้ยิน เสียงจากผู้โดยสารในรถ เบากว่าปกตินิดนึง 

หากต้องการจะบันทึก หรือค้นหารายชื่อ จากโทรศัพท์มือถือของเรา ได้จากเมนูในรถ ก็ทำได้โดย
ต้องหมุนปุ่ม iDrive เลือกเอาเองอย่างที่เห็นอยู่นี้ แล้วยืนยันด้วยการกดปุ่มหมุนอีกครั้ง เพื่อข้ามไป
ทำฟังก์ชันต่อๆไป 

อีกฟังก์ชันที่ เก๋ไก๋สไลเดอร์ กันเลยทีเดียว นั่นคือ Vehicle Info หมวดการแสดงข้อมูลสถานะของ
ระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในตัวรถ ทั้งระบบ On-Board Computer กับ Journey Computer ที่ช่วย
วัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และระยะทางที่น้ำมันในถังจะเหลือพอให้แล่นต่อไปได้ คำนวนเวลา
ในการเดินทาง และลูกเล่นอื่นๆ อีกพอสมควร 

ความเก๋ ที่ผมว่ามาหนะ มันอยู่ตรงนี้ครับ ในหมวด Vehicle Status จะแสดงภาพกราฟฟิกเป็นรูป
ตัวรถ เมื่อเราหมุนปุ่มเพื่อเลือกเมนูที่ต้องการ ระบบก็จะขึ้นแสงสีแดง บนชิ้นส่วนในหมวดที่เรา
ต้องการจะคลิกเข้าไปดู มีทั้งระบบเตือนแรงดันลมยางอ่อน ซึ่งเมื่อเติมเซ็ตแล้ว ก็ต้องเซ็ตค่าให้
ตัวรถรับรู้ด้วยนะครับ ว่าเติมลมแล้ว มีทั้งระดับน้ำมันเครื่อง ระบบแจ้งเตือนต่างๆ ฯลฯ 

และสำหรับใครที่อยากจะรู้ว่า ในช่วงที่กำลังขับขี่เข้าโค้ง หรือเส้นทางต่างๆ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
xDrive จะกระจายแรงบิดไปยังแต่ละล้อ ต่างกันมากน้อยอย่างไร และแค่ไหน ก็สามารถคลิกเข้าไป
ดูได้ในหมวด Torque Distribution โดยจะขึ้นเป็นแถบ สีแดง พร้อมหัวลูกศร หมุนวน ให้ดูกันแบบ
Real Time เลยทีเดียว (ว่าแต่ รถคันนี้ เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง แต่ในรูป ทำไมเป็นเครื่องยนต์ V8 ละนั่น?)


ช่องเก็บของ หรือ Glove compartment นั้น มาในแนวทางเดียวกับ X5 ใหม่ คือ ใช้เป็นแบบวางตามแนวเฉียง
แบละค่อนข้างจะมีความลึกอยู่พอประมาณ แถมฝาปิดยังเป็นแบบบานหน้าต่าง กางออกในแนวนอนอีกด้วย
เท่ซะไม่มีละ


เช่นเดียวกับช่องใส่ของพร้อมฝาปิดเป็นที่วางแขนในตัวคั่นกลางระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้ารถ
ก็เช่นเดียวกัน เป็นแบบ ฝาปิด บานหน้าต่าง ยังดีที่ว่า พอจะมีช่องใส่กล่อง CD ต่างๆนา ได้อย่างที่เห็น มี
ช่องเสียบเอาไว้รองรับโทรศัพท์เคลื่อนที่บางยี่ห้อ และมีช่องต่อเชื่อมสัญญาณ AUX เข้ากับเครื่องเล่นเพลง
ต่างๆมากมาย พื้นที่ช่องเก็บของจุกจิกใน X6 นั้น มีน้อยไปหน่อย ไม่สะดวกต่อการใช้งานเท่าที่ควร

และนอกจากนี้ ยังมี ซันรูฟ เปิด - ปิดได้ ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า ติดตั้งมาให้จากโรงงานอีกด้วย มีแผงบังแดด
ขนาดเท่าช่อซันรูฟ ซ่อนอยู่ข้างใต้ เพื่อความสวยงาม และใช้งานได้จริง สวิชต์เปิด - ปิด อยู่ตรงกลาง
ระหว่าง ไฟอ่านแผนที่คู่หน้า  

ทัศนวิสัยจากตำแหน่งเบาะคนขับ ด้านหน้า มองเห็นเส้นทางชัดเจนดีก็จริง แต่ด้วยเหตุว่า ด้านหน้ารถ
ค่อนข้างสูง และแผงหน้าปัดเองก็สูงด้วย แถมระยะความสูงของกระจกบังลมหน้า เมื่อมองจากตำแหน่ง
ผู้ขับขี่ มันค่อนข้างเตี้ย แม้จะมองเห็นฝากระโปรงหน้าขนาดเขื่องอยู่ด้วย แต่การกะระยะเพื่อหักหัวรถ
ทิ่มเข้าช่องจอด เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยการกะระยะ ให้ดีๆ กว่ารถยนต์ทั่วไป เว้นเสียแต่ว่า
ถ้าคุณ คุ้นเคยกับ รถกระบะรุ่นใหม่ๆ ทั้ง Ford Ranger Mazda BT-50 PRO Isuzu D-Max และ 
Chevy Colorado คุณจะนึกภาพออกว่า มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ ทัศนวิสัยด้านหน้าของ X6 เลยเถอะ 
และแม้จะมีระบบเซ็นเซอร์ ช่วยกะระยะเข้าจอด PDC (Parking Distance Control) ก็ไม่ได้ช่วยอะไร
มากนัก การมองไม่เห็นมุมล่างซ้ายของรถ เป็นสิ่งที่ น่าจะแก้ไขได้ ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ ขับรถในซอย 
ทับเด็กจนเสียชีวิตลงหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์หัวสีกันดื้อๆ ซึ่งนั่นคงไม่ดีแน่ๆ

เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา มีการบดบังขณะเข้าโค้งขวา แบบสวนกัน 2 เลนถนน ชัดเจน แต่
การมีกระจกมองข้างขนาดใหญ่ เท่ากับรถกระบะรุ่นใหญ่ๆ ใหม่ๆ ในบ้านเรา ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้
ทัศนวิสัย ในการมองเห็น เพื่อเพิ่มความระแวดระวังภัย ทำได้ดียิ่งขึ้น เพียงแต่ มุมล่างขวาของ
กระจกมองข้าง อาจมีด้านในของกรอบกระจกบดบังไปแถบเล็กๆ นิดเดียว แต่ไม่มีผลต่อการมอง
เห็นรถคันแล่นมาจากด้านข้างฝั่งขวา อย่างที่วิตกกันไป แถมยังตัดแสงอัตโนมัติยามค่ำคืนอีกด้วย

เสาหลังคาคูหน้า A-Pillar ฝั่งซ้าย พอจะมีปัญหาการบดบังอยู่บ้าง แต่จะเห็นชัดเจนในขณะกำลัง
เลี้ยวกลับรถ เสาหลังคาฝั่งซ้าย จะบดบัง ทัศนวิสัย และการมองเห็น ทันที และกระจกมองข้าง
ฝั่งซ้าย ก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดี แม้จะมีขอบด้านในของกรอบพลาสติก แอบสะท้อนเข้าไปนิดๆ
เหมือนเช่นเคย ก็ตาม 

เมื่อหันไปมองทัศนวิสัยด้านหลัง ขอใช้คำว่า "เลวร้าย" อย่างเต็มที่ เพราะด้วยแนวลาดลงของ
หลังคาแบบนี้ ก่อให้เกิดเสาหลังคาต้นสุดท้าย D-Pillar ที่หนามาก แถมยังมีพื้นที่กระจกบังลม
ด้านหลัง เหลืออีกเพียงนิดหน่อย หากจะต้องเปลี่ยนเลน ไปยังเลนคู่ขนาน หรือเข้าเลนทางด่วน
ขอให้ใช้ความระมัดระวังมากๆ อย่าได้แค่มองกระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลังแต่เพียงเท่านั้น 


********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********


ถ้าคิดว่า X6 xDrive30d จะใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับ X5 xDrive30d ที่เราเคยทำรีวิวกันเมื่อครั้งที่เว็บไซต์
Headlightmag.com เปิดขึ้นมาใหม่ๆละก็ คุณคิดผิดแล้วละครับ เพราะเครื่องยนต์ใน X5 คันนั้น เป็นรหัส
รุ่น M57 TUD30 ซึ่งเก่ากว่าเครื่องยนต์ใน X6 คันที่เห็นอยู่นี้

ขุมพลังใน X6 xDrive 30d คันนี้ เป็นเครื่องยนต์ Diesel รหัส N57 บล็อก 6 สูบเรียง DOHC 24 วาล์ว 2,993 ซีซี
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 90.0 x 84.0 มิลลิเมตร จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ผ่านระบบ Common Rail พร้อม ระบบ
อัดอากาศ Turbocharger แบบครีบแปรผันได้ (Variable Turbine) ซึ่งมีเพียงลูกเดียวเท่านั้น

สารภาพตามตรงว่า ค่อนข้างจะมึนงงอยู่ไม่น้อยกับตัวเลขสมรรถนะของเครื่องยนต์บล็อกนี้ เพราะยิ่งพยายามค้นหา
ข้อมูลอ้างอิง Engine Code หรือรหัสรุ่นเครื่องยนต์ในเว็บไซต์ต่างๆเท่าไหร่ ปรากฎว่า ยิ่งเทียบตัวเลขแล้ว
เห็นสมรรถนะออกมา ไม่เหมือนกันกับเวอร์ชันไทยเท่าไหร่เลย เพราะในเมืองนอกของรถรุ่นแรก ที่ออกสู่ตลาด
เมื่อ 19 สิงหาคม 2009 เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันให้กำลังสูงสุด 235 แรงม้า (BHP) ที่ 4,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร ที่ 2,000 - 2,750 รอบ/นาที และนั่นก็เป็นตัวเลขของรถรุ่นแรกที่คลอดเมื่อปี 
2009 แต่พอสเป็กของรถรุ่นใหม่ คลอดเมื่อ 26 กรกฎาคม 2010 (ซึ่งเป็นครั้งแรกของการนำเกียร์อัตโนมัติ 8
จังหวะ มาให้เลือกใช้ด้วย ตัวเลขของเครื่องยนต์เดียวกัน กลับกลายเป็นว่า แรงขึ้นเป็น 245 แรงม้า (BHP) ที่
4,000 รอบ/นาที ส่วน แรงบิดสูงสุด ปาเข้าไป 540 นิวตันเมตร ที่ 1,750 - 3,000 รอบ/นาที

ทว่า พอเป็นรุ่นเวอร์ชันไทย ตัวเลขสมรรถนะที่แจ้งเอาไว้ในเอกสารต่างๆ ของ BMW Thailand กลับเป็นสเป็กพิเศษ
ระบุตัวเลขเอาไว้แค่เพียง 218 แรงม้า (BHP) ที่ 4,000 รอบ/นาที แต่แรงบิดสูงสุด เท่ากันที่ 540 นิวตันเมตร (หรือ
55.02 กก.-ม.) ที่รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,750 - 2,500 รอบ/นาที จำเป็นต้องตอนแรงม้า เพื่อให้ผ่านพิกัดภาษีนำเข้า

ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ลูกใหม่ล่าสุด 8HP พร้อมระบบ adaptive transmission control มีโหมด บวก-ลบ
Steptronic พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ บวก - ลบ ด้านหลังพวงมาลัย และคันเกียร์แบบไฟฟ้า Electronic gearshift lever
เหมือน BMW ซีรีส์ 5 6 7 Z4 ฯลฯ อีกหลายรุ่น อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1...........................4.714
เกียร์ 2...........................3.143    
เกียร์ 3...........................2.106
เกียร์ 4...........................1.667
เกียร์ 5...........................1.285
เกียร์ 6...........................1.000    
เกียร์ 7...........................0.839    
เกียร์ 8...........................0.667    
เกียร์ถอยหลัง...................3.317    
อัตราทดเฟืองท้าย..............3.154    

มีเบรกมือ ที่เปลี่ยนมาใช้สวิชต์ไฟฟ้า แบบยกกระดิกนิ้วขึ้นมาให้ ถ้าต้องการใช้เบรกมือ ให้ใช้นิ้วชี้ ง้างยกสวิชต์ขึ้น
1 ครั้ง ไฟสัญญาณจะขึ้นบนแผงหน้าปัดเป็นสีแดง เช่นเดียวกับสวิชต์เอง จะขึ้นไฟสีแดงมาให้ ถ้าต้องการปลดระบบ
เบรกมือออก ต้องเหยียบเบรก แล้วกดปุ่มลงไป 1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีโหมด Auto-H ถ้ายกนิ้วเปิดสวิชต์ระบบนี้ หาก
กำลังคลานไปตามสภาพการจราจร แค่เพียงเหยีบยลบคันเร่ง รถก็จะออกตัวไปข้างหน้า ถ้าแตะเบรกจนรถหยุดเมื่อไหร่
ระบบจะสั่งการให้เบรกมือไฟฟ้า ทำงานเองโดยัตโนมัติ จนกว่าคุณจะเหยียบคันเร่งอีกครั้ง รถจึงจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
BMW นำระบบเบรกมือไฟฟ้าแบบนี้ มาทะยอยติดตั้งให้รถยนต์รุ่นต่างๆ บ้างแล้ว ตั้งแต่ ซีรีส์ 5 6 7 X5 X6 และตระกูล
M บางคัน เป็นต้น

 

เครื่องยนต์ และเกียร์ จะส่งกำลังไปยังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบกระจายแรงบิดได้ตามความเหมาะสม xDrive
ซึ่งจะแตกต่างไปจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรถยนต์ทั่วไป นั่นคือ มีชุด Multi-Disc Clutch พร้อมชุดมอเตอร์
ไฟฟ้า เล็กๆ ควบคุมการทำงานด้วยสมองกลอีเล็กโทรนิคส์ ติดตั้งบริเวณเพลาขับเคลื่อน ที่ต่อเชื่อมเข้ากันกับทั้ง
ชุดเพลาขับล้อคู่หน้าและเพลาขับล้อคู่หลัง ระบบ xDrive จะทำหน้าที่ช่วยกันส่งแรงบิดไปยังล้อทั้ง 4 ในสัดส่วน
ที่แปรผันกันไป ตามสภาพของพื้นผิวถนนในเวลานั้น อย่างเหมาะสม

โดยปกติกำลังจากเครื่องยนต์จะถูกถ่ายทอดลงสู่ล้อทั้ง 4 ในอัตราส่วน ล้อคู่หน้า 40% ล้อคู่หลัง 60% แต่ถ้าล้อ
ข้างใดที่หมุนฟรีเต็มพิกัด เพื่อฉุดลากรถให้พ้นจากหลุมบ่อ หรือดึงตัวเองขึ้นจากทางลาดชัน คอมพิวเตอร์จะ
สั่งให้ชุด Multi Disc Clutch ถ่ายทอดกำลังไปให้กับล้ออื่นๆ ที่ยังไม่หมุนฟรี ให้ช่วยกันหมุนเพิ่มขึ้น พร้อม
กันกับที่ระบบควบคุมเสถียรภาพ DSC (Dynamic Stability Control) คอยช่วยลดแรงบิดที่ล้อหมุนฟรีอยู่ ให้
หมุนน้อยลง ช่วยกันพารถพ้นจากสถานการณ์ต่างๆได้

ตัวเลขสมรรถนะที่ทางโรงงานแจ้งมาก็คือ อัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุด
BMW ล็อกเอาไว้ที่ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 13.6 ลิตร / 100 กิโลเมตร และ
ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ 195 กรัม / 1 กิโลเมตร

ตัวยเลขเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงบรนสภาพถนนเมืองไทยหรือไม่ เราทำการทดลองขับเวลากันในยามค่ำคืน ภายใต้
มาตรฐานดั้งเดิม ไม่เลือกปฏิบัติ คือ เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า นั่ง 2 คน น้ำหนักตัวไม่ควรเกิน 150 - 170 กิโลกรัม โดยมี
นายกล้วย BnN แห่ง The Coup team ของเรา เป็นผู้จับเวลา และบันทึกเวลา ตามเคย ตัวยเลขที่ได้ มีดังต่อไปนี้

 

จากตัวเลขในตารางข้างบนนี้ทั้งหมด คงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากความ เกินไปกว่า ข้อสรุปที่ว่า  แม้วจะใช้เกียร์
อัตโนมัติลูกใหม่ 8 จังหวะ แต่ ด้วยขุมพลังดั้งเดิม เหมือนกับใน X5 ทำให้ตัวเลขต่างๆ จึงออกมาเท่าๆ กัน ไม่ค่อย
ผิดเพี้ยนไปจากกันมากมายเท่าใดเลย นอกจากนี้ หากมองกันแต่เฉพาะ Premium Luxury SUV ขุมพลัง Diesel
Turbo Common Rail ด้วยกันแล้ว X5 และ X6 ยังคงจับมือกันแท็คทีม ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในด้านอัตราเร่ง จาก
0 - 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง อัตราเร่งแซง  80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไวที่สุด แถมความเร็วสูงสุด "บนมาตรวัด"
ของ X6 xDrive 30d ก็ยัง สูงที่สุดในกลุ่มนี้ทั้งหมด แน่ละ แรงบิดสูงสุด มีมารอให้เรียกใช้งานกันตั้งแต่ระดับ
1,700 รอบ/นาที แล้ว ที่เหลือหลังจากนั้น คือกำไรของคนขับล้วนๆ แรงบิดก็จะดึงรถให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
ขนกว่าจะถึงช่วง 4,000 รอบ/นาทีร จึงจะเริ่มเหี่ยวลงไป ตามปกติ

แต่ถึงตัวเลขจะดีแค่ไหน ทั้ง X5 และ X6 xDrive 30d ก็ยังแพ้ให้กับ คู่แข่งคันแรงกว่า อย่าง Range Rover Sport
ขุมพลัง V8 4.2 ลิตร Supercharge ที่ครองแชมป์ อัตราเร่ง ดีที่สุดในกลุ่ม Premium SUV ต่อเนื่องกัน โดยไม่มี
ใครจะโค่นลงได้...แน่ละ ใครจะบ้าสั่งนำเข้า ขุมพลังตัวท็อป อย่างที่ Land Rover เขาเคยทำกันละ? เจอภาษี
เข้าไป ค่าตัวเลยแพงสุดโก่งจนลูกค้าแทบหงายหลังตึง เดินออกจากโชว์รูมกันแล้วเดินไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว
เราคงต้องรอจนกว่า AAS จะส่ง Porsche Cayanne ใหม่ มาให้เราทำรีวิว จึงจะบอกได้ว่า ตัวเลขน่าจะออกมา
ดีกว่า X6 xDrive 30d ได้หรือไม่? 

ในสภาพการขับขี่จริง อัตราเร่งแบบนี้ เหลือเฟือพอแล้วที่จะสร้างความรื่นเริงให้กับผู้คนทั่วไป อย่างผม และน้องๆในทีม
The Coup ของเรา แต่ สำหรับคนที่มองหาพละกำลังดุดัน และป่าเถื่อนกว่านี้ อาจต้องเพิ่มเงินไปไกลอีกมากโข เพื่อ
ขยับขึ้นไปเล่นรุ่น xDrive 35i กันไปเลย และถ้ายังไม่สะใจพอ ขอแนะนำว่า สั่งนำเข้า X6 M มาขับเองไปเลยเถอะ!

ถึงตัวเลขจะออกมาไม่ได้น่าตื่นเต้นมากนัก แต่แรงดึงของตัวรถจากจุดหยุดนิ่ง ก็พร้อมจะตรึงแผ่นหลังของคุณไว้
กับพนักพิงเบาะคนขับ อย่างต่อเนื่อง ตรึงเอาไว้อย่างนั้น จนกว่าคุณจะถอนเท้าขวาออกจากคันเร่ง  ในยามเร่งแซง
รถบรรทุกสิบล้อคันข้างหน้า บุคลิกของเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังก็ออกมาเป็นเช่นเดียวกันนี้ คือ คอนข้างทันใจ
ทันเท้า อาการรอรอบของ Turbo ปรากฎให้เห็นน้อบมากๆ โผล่มาทักทายแค่นิดเดียว ที่เหลือ Turbo ทำงาน
ของมันอย่างไม่มีอิดออด จัดเต็มทุกครั้งที่คุณกดคันเร่ง จะแผ่วเบา หรือกระทืบเต็มตีนก็ตาม


แต่ต่อให้แรงแค่ไหน แรงอย่างไร ความเร็วสูงสุด ก็ล็อกเอาไว้แถวๆ 220 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั่นแหละ ซึ่งผมก็มองว่า
ดีแล้ว เพราะยักษ์ใหญ่ต้านลม แถมยังกินจุในระดับสมตัวแบบนี้ ไม่รู้จะวิ่งเร็วๆเกินกว่านี้กันไปทำไม? หากไม่ล็อก
ความเร็ว ปล่อยให้เร็วๆแรงๆ ขึ้นไป ไหลเลยเถิดไปถึง 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผมว่า จะน่ากลัวจนขนแขนสแตนด์อัพ
ตั้งชันชี้โด่ไปพร้อมกับขนหัวนั่นละ! แค่ 200 นี่ก็เริ่มจะหวาดหวั่นแล้วว่า ถ้าพลาดขึ้นมา มีนังเหมียว มันวิ่งตุ๊บๆๆๆๆๆ
ขึ้นมาบนบูรพาวิถี ตัดหน้าไปในระยะฉิวเฉียด ตอน เที่ยงคืน เราจะรอดกันทั้งแมวทั้งรถทั้งคนหรือเปล่า?

(เคยมาแล้วนะครับ ไม่ใช่ไม่เคย ตอนทำความเร็วสูงสุด ของ Volvo XC60 ช่วงเที่ยงคืนวันหนึ่ง เมื่อ 2 ปีก่อน นั่นละ
นังเหมียวที่ไหนไม่รู้ วิ่งพรวดตัดหน้ารถในระยะพอสมควร ดีแต่มันวิ่งผ่านพ้นไปในระยะฉิวเฉียด ไม่เช่นนั้น ป่านนี้
ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดหรือไม่ ใครที่ขับรถบนทางยกระดับต่างๆ กรุณาระมัดระวังด้วยนะครับ อย่าขับเร็ว
จนเกินกฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ที่มีปริมาณรถโล่งกว่ากลางวันเป็นอันมากกกก)  

การเก็บเสียงในช่วงความเร็ว ไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็ดีอยู่หรอกครับ แต่เสียงของกระแสลม จะเริ่มไหลผ่าน
กระจกมองข้างเร็วขึ้น และเริ่มได้ยินดังขึ้นในช่วงความเร็ว เกินจาก 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป เป็นเรื่องธรรมดา
ของรถยนต์ที่มีความสูงแบบนี้ และตัวใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้ออกแบบ และปรับปรุงการเก็บเสียงวิเศษแค่ไหน ก็อาจ
ต้องมีเสียงลมแทรกเข้ามาให้ได้ยินบ้าง พอเป็นพิธี เพื่อให้รู้ว่า คุณยังคงขับรถอยู่นะ ไม่ได้นั่งอ่านหนังสือหน้า
เตาผิงอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน! 


ระบบบังคับเลี้ยว เป็นพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง ในเมืองนอกอาจจะมีระบบพวงมาลัย
แบบ Servotronic ให้เลือกเป็นออพชันเสริม การตอบสนองในภาพรวม ถือเป็นพวงมาลัยที่ มีระยะฟรีไม่มากนัก มี
น้ำหนักกำลังดี เบามือ คล่องมือ ในช่วงที่คุณต้องใช้ความเร็วต่ำ ตามตรอกซอกซอยต่างๆ หรือขับคลานๆในเมือง มี
ระยะฟรีกำลังดีแล้ว ส่วนในช่วงความเร็วสูงก็ยังคงให้ความแม่นยำ ขณะเลี้ยวเข้าโค้ง ในระดับที่ SUV ชั้นดี ควรเป็น
คล่องแคล่วพอใช้ได้ ตอบสนองได้เหมือนกันกับ พวงมาลัยของ X5 และแน่นอนว่า หนืดกว่า พวงมาลัยของ 7-Series



ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ ปีกนกคู่ Double wishbone axle, small steering roll radius ส่วน
ด้านหลังเป็นแบบ 4 จุดยึด Integral-IV multi-arm axle, anti-squat มีการออกแบบในลักษณะ Anti-dive
คือช่วยลดอาการหน้าทิ่มอย่างรุนแรง ขณะเบรก หรือ กระโจนลงจากคอสะพานกระทันกัน ให้น้อยลงจากปกติ

ในช่วงความเร็วต่ำ ช่วงล่างจะให้สัมผัสที่กระด้างไปสักหน่อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขนาดของล้ออัลลอย วงเบ้อเร่อ
รวมทั้งความตั้งใจที่จะเซ็ตให้รถคันนี้ มาในแนวรถขับสนุก กระนั้น มันก็ยังดูดซับแรงสะเทือน ขณะขับผ่านบรรดา
เนินลูกระนาด ทั้งหลายได้อย่างดีในแบบที่คุณคาดหวังให้มันเป็น โดยไม่ต้อง Rebound เด้งดึ๋งหลายเที่ยว เหมือน
ลูกชิ้นหมูใส่บอแรกซ์ แต่อย่างใด

ในช่วงความเร็วสูง การตอบสนองของตัวรถในภาพรวม จะยังคงความหนักแน่น และนิ่ง ให้ความมั่นใจในการขับขี่
ได้ดีมาก แต่แอบเก็บรอยต่อพื้นผิวถนนเข้ามาให้ พอสัมผัสได้นิดๆ ขณะใช้ความเร็วสูง ระดับ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง
X6 ก็ยังคงความนิ่ง เสถียร มั่นคง และมั่นใจได้ ไม่มีอาการวอกแวก ปัดเป๋ หรือเบี่ยงซ้ายป่ายขวา ไป-มา ให้น่าสะพรึง
ใดๆทั้งสิ้น ในวันที่คุณต้องรีบทำเวลา จากหัวหิน บึ่งเข้ากรุงเทพฯ คุณสามารรถไว้ใจในความมั่นคงของ X6 ขณะใช้
ความเร็วสูงๆ ได้ หากคุณแน่ใจว่า ไม่ยี่หระต่อ ใบสั่งจาก สถานีตำรวจภูธรเจ้าของพื้นที่ และเข็มน้ำมันที่จะลดพรวด
ลงเร็วกว่า BMW เครื่องยนต์ Diesel Turbo รุ่นอื่นๆ ที่ผมเคยเจอมา สักหน่อย

ยิ่งการเข้าโค้งแล้ว ไม่ต้องห่วง ถ้าสภาพรถพร้อม สภาพคนขับ พร้อม คุณสามารถพา X6 คันเขื่องแบบนี้ จิกเข้าโค้ง
บนทางด่วนที่ความเรวระดับ 90 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ในบางโค้งที่ยาวพอ) ได้สบายๆ ขออย่างเดียว อย่าเจอ
พื้นถนนในช่วงที่ลื่นมากๆ เช่นช่วงฝนพึ่งลงเม็ดมาได้สัก 5 นาที ก็แล้วกัน เดี๋ยวรถคันที่แล่นตามมาจะขนลุกสยองเกล้า
ในช่วงเวลาที่คุณเริ่มเสียการทรงตัว จนระบบช่วยเหลือขของรถต้องเริ่มทำงาน และประคับประคองให้คุณผ่านพ้นช่วง
วิกฤติของชีวิตมาได้อย่างปลอดภัย

ล้ออัลลอย ของรถคันที่เราทดลองขับ มีขนาด 19 นิ้ว ก้านลายตัว V สวมด้วยยางขนาด 255/50 R 19 ทั้ง 4 ล้อ 
และเป็น ยางแบบ RFT (Run Flat Tyre ทั้ง 4 เส้น) 

ระบบห้ามล้อเป็น ดิสก์เบรกพร้อมรูระบายความร้อนครบทั้ง 4 ล้อ จานเบรกคู่หน้ามีเส้นผ่าศูนย์กลาง 348 มิลลิเมตร
หนา 30 มิลลิเมตร ส่วนจานเบรกคู่หลัง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร หนา 30 มิลลิเมตร มีตัวช่วยเป็นระบบ
ป้องกันล้อล็อกขณะเบรก ABS (Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกอัตโนมัติ Brake
Assist เสริมด้วยระบบ Dynamic Stability Control (DSC) ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานแล้วใน BMW
เกือบทุกรุ่นที่มีขายกันอยู่ในเมืองไทย ซึ่งมีระบบ ASC+T (Automatic Stability Control) เป็นส่วนหนึ่งมา
ให้ด้วย หลักการทำงานก็คือ ขณะเข้าโค้ง หรือแล่นบนถนนลื่น ถ้าเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่กับล้อทั้ง 4 ตรวจพบว่า ล้อ
ข้างใดข้างหนึ่งหมุนเร็วเกินไป หรือลื่นไถล หมุนฟรี DSC จะสั่งให้ระบบเบรกทำงาน และเริ่มสั่งให้ชลอการจ่าย
แรงบิดจากเครื่องยนต์ ลงสู่ล้อ เพื่อให้รถยนต์ยังคงแล่นอยู่บนพื้นถนนได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ระบบ DSC ยังได้ประสานงานกับการทำหน้าที่ต่างๆ ของระบบเบรก เช่น ระบบที่จะทำให้เบรกแห้ง,
ระบบที่สั่งเตรียมพร้อมสำหรับการหยุดรถ,ระบบป้องกันอาการเบรกเสื่อมประสิทธิภาพหรือเบรก Fade รวมไปถึง
Start-off Assistant ช่วยป้องกันรถไหลขณะออกตัวบนทางลาดชัน ไปจนถึงระบบควบคุมความเร็วในขณะขับขี่ลง
ทางลาดชัน (Hill Descent Control) เอาไว้ใช้ในกรณีลงจากทางลาดชัน ซึ่งต้องค่อยๆขับอย่างช้าๆ รวมทั้งระบบ
ADB-X (Automatic Differential Brake) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบ DSC ด้วย ในกรณีที่ล้อใดล้อหนึ่งเริ่มหมุนฟรี
หรือลื่นไถล ระบบจะสั่งเบรกในล้อนั้น และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับล้ออีกฝั่งที่ยังอยู่บนพื้นแห้ง หรือล้อที่ยังไม่เกิด
อาการลื่น ต่อให้ผู้ขับขี่เลือกปิดระบบ DSC หรือ DTC ระบบ ADB-X ก็จะยังทำงานอยู่ โดยจะดูจากแรงขับเคลื่อน
และเพิ่มแรงเบรกในกรณีจำเป็นตามต้องการให้ เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิของระบบห้ามล้อ เพื่อ
ไม่ให้เกิดอาการผ้าเบรกร้อนจี๋จนไม่อาจชะลอรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงระบบควบคุมการเบรกไปยังล้อทั้ง 4
ขณะเข้าโค้ง CBC (Cornering Brake Control) อีกด้วย


การหน่วงความเร็วนั้น ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นช่วงความเร็วต่ำ ขณะคลานไปตามสภาพการจราจรติดขัด หรือใน
ช่วงความเร็วสูง ที่ต้องชะลอรถลงมาอย่างรวดเร็ว ระบบเบรกของ X6 ก็ทำงานได้อย่างไม่ม่ีอะไรให้กังวลใจนัก
ระยะแป้นเบรก คล้ายคึงกับ แป้นเบรกของ X5 แทบจะอ้างอิงจากบทความรีวิว X5 ที่เคยทำเอาไว้ ได้เลย

 

ส่วนผลการทดสอบการชนนั้น น่าแปลกว่า BMW X6 ไม่ได้ถูกทำการทดสอบโดย EuroNCAP ขณะเดียวกัน ก็
ไม่มีการเผยแพร่ผลการทดสอบในฝั่งสหรัฐอเมริกา จากหน่วยงานของรัฐบาลกลาง อย่าง NHTSA เลย หลักฐาน
เดียวที่พอจะหาได้จากในโลก Internet ก็คงจะมีเพียงแค่ Video Clip การทดสอบพลิกคว่ำ และการชนปะทะที่
ทาง BMW จัดทำและเผยแพร่ขึ้นเอง ซึ่งคุณสามารถ Search หาดูได้บน Youtube


********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********


ในเมื่อ BMW X5 xDrive 30d เคยทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ประหยัดได้ถึงระดับ 14 กิโลเมตร/ลิตร จากมาตรฐาน
การทดลองขับของเราคือ เติมน้ำมันเต็มถัง วิ่ง 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ นั่ง 2 คน ระยะทาง 90 - 100 กิโลเมตร
คำถามก็คือ แล้ว X6 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ละ จะทำตัวเลขออกมาได้ดีหรือด้อยกว่ากันแค่ไหน และอย่างไร

เราจึงทำการทดลองโดยยึดถือมาตรฐานดั้งเดิมที่เราทำมากับรถยนต์ทุกคัน สำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ Diesel
เรานำรถเข้าไปที่สถานีบริการน้ำมัน Shell ปากวอยอารีย์ เติมน้ำมัน Shell V-Power Diesel B5 ให้เต็มถังซึ่งมี
ความจุ ลิตร เอาแค่หัวจ่ายตัดก็พอในครั้งเดียว แล้ว Set 0 บน Trip Meter ซึ่งนอกจากจะเซ็ตบนชุดมาตรวัด ด้วย
การกดปุ่มสีดำ ที่ยื่นออกมาทางฝั่งซ้ายของชุดมาตรวัดแล้ว เรายัง Set ลบค่าที่คำนวนทิ้งเอาไว้ใน ระบบ iDrive
ไว้ใหม่ทั้งหมด เริ่มต้นใหม่ เพื่อจะดูว่า รถคำนวน กับเราคำนวน ผลจะออกมาต่างกันแค่ไหน ผู้ร่วมทดลองใน
คราวคราวนี้ เป็น ตาหลุยส์ แห่งร้านเป็ดย่างแมนดาริน ผู้ซึ่งถือเป็นแขกประจำสำหรับการทดลองรถของผม
ไปแล้ว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา หลุยส์มาช่วยผมค่อนข้างเยอะมาก


เราเติมน้ำมันกันให้เต็มถังขนาด 85 ลิตร ของ X6 เอาแค่หัวจ่ายตัดก็พอ สำหรับรถยนต์ระดับนี้ จากนั้น ก็เริ่ม
คาดเข็มขัดนิรภัย ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ ออกรถมุ่งหน้าไปเลี้ยวกลับ บนถนนพหลโยธิน เลี้ยวซ้ายเข้าซอย
อารีย์ ลัดเลาะไป ขึ้นทางด่วนที่ด่านพระราม 6 มุ่งหน้าไปยังปลายสุดทางด่วนสายอุดรรัถยา (เชียงราก) ที่ด่าน
บางปะอิน แล้วเลี้ยวกลับที่ปลายทางด่วน ขับย้อนเส้นทางกลับมาตามเดิม โดยเปิดระบบควบคุมความเร็วคงที่
Cruise control เอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับ BMW คันอื่นทั่วไป คือ มีก้านกระดิกมาให้ที่คอพวงมาลัยฝั่งซ้ายมือ ใต้
ก้านสวิชตืไฟเลี้ยว ต้องกดปุ่ม ที่ตัวก้านสวิชต์ก่อน เพื่อเปิดระบบให้ทำงาน จากนั้น เหยียบคันเร่งให้ถึงความเร็ว
ที่ต้องการ แล้วกระดิกก้านสวิชต์ขึ้นบนสุด 1 ครั้ง เท่านี้ระบบก็ล็อกความเร็วเอาไว้ อย่างต่อเนื่อง โดยดูได้จากที่
มาตรวัดความเร็ว จะมีแถบเล็กๆ สีเขียว ที่รอบชุดมาตรวัด จะวิ่งขึ้นมาหยุดที่ความเร็วซึ่งผู้ขับขี่ตั้งเอาไว้ และ
เมื่อต้องการลดความเร็วลง ก็กดก้านสวิชต์ลงมา กดเบาๆ ก็จะลงมาแค่ 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้ากดหรือยกขึ้น
จนสุด ก็จะเพิ่มหรือลดความเร็วได้ ครั้งละ 1 หรือ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมงไปเลย

เมื่อลงทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว เราเลี้ยวซ้ายกลับเข้าถนนพหลโยธิน แล้วไปเลี้ยวเข้าสถานีบริการ
น้ำมัน Shell ปากซอยอารีย์ แห่งเดิม เพื่อเติมน้ำมัน Shell V-Power Diesel B5 ให้เต็มถังกันอีกครั้ง และ
เติมแค่หัวจ่ายตัดพอ เหมือนกันกับครั้งแรก เพราะรถใหญ่ขนาดนี้ ผมคงไม่ต้องเขย่าหรอกครับ เขย่าไม่ไหว คาดว่า
ถ้าเขย่าเพื่ออัดกรอกน้ำมันลงไปนี่ กลับบ้าน ได้กล้ามขึ้นมาแบบนักเพาะกายทีมชาติไทยแหงๆ อีกทั้งตัวเลข
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถยนต์ระดับนี้ ผู้บริโภคที่ซื้อไป จะไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นประเด็นหลักมาก
เท่ากับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ขนาดเล็ก หรือรถกระบะแต่อย่างใด เพราะคนกลุ่มนี้ มีเงินเติมน้ำมัน แต่มักมีปัญหา
คือ ลืมเติมน้ำมัน เพราะขับกันเพลินมากกว่า

มาดูตัวเลขที่ X6 xDrive30d คันนี้ทำได้กันสักหน่อยดีกว่า
ระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด บน Trip Meter 93.1 กิโลเมตร



ปริมาณน้ำมันเติมกลับทั้งหมด แค่หัวจ่ายตัด 7.53 ลิตร



อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.36 กิโลเมตร/ลิตร
ถือว่า กินน้ำมันกว่า X5 xDrive30d เครื่องยนต์เดิมชัดเจนเลยนะ


แต่จากการคำนวนของคอมพิวเตอร์ในรถระบุว่า ระยะทางที่แล่นไปนั้นอยู่ที่ 93 กิโลเมตร และใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
เฉลี่ย 13.5 กิโลเมตร/ลิตร ความเร็วเฉลี่ย 86.8 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ต้องไม่ลืมว่า รถจะคำนวนตั้งแต่ออกรถ รวมทั้งเบรก
ชะลอ ขึ้นทางด่วน จ่ายค่าผ่านทาง ลงทางด่วน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในทริปนั้น จะถูกนำมาคำนวนรวมไว้
ทั้งหมด





ทำได้ขนาดนี้ ก็ถือว่า หรูแล้ว สำหรับรถที่หนักขนาด 2 ตันกว่าๆ แถมล้อก็ใหญ่โตอลังการ อีกทั้งตัวรถก็ต้านลมหนะ
ใช่ จริงอยู่ ไม่เถียงเลย แต่คำถามที่หลายคนน่าจะสงสัยก็คือ แล้วทำไม X5 sDrive30d ที่เราเคยทำรีวิวไปเมื่อช่วง
เปิดเว็บไซต์ใหม่ๆ เดือน กุมภาพันธ์ 2009 ถึงได้ทำตัวเลขออกมาดีกว่านี้ละ?

มีหลายปัจจัยครับ

อย่าลืมว่า ตัวเลขของ BMW X5 xDrive30d นั้น เป็นการใช้เครื่องยนต์แบบเดิม และเติมน้ำมัน Shell V-Power Diesel
แบบมาตรฐานที่เคยขายอยู่ ซึ่งผมจำได้ว่า BioDiesel ใน V Power ตอนนั้น ผสมแค่อัตราส่วน 2% จนกระทั่ง มาวันนี้
Shell V-Power ปรับสูตรมาเป็นแบบ B5 (Bio Diesel 5% จากน้ำมันทั้งหมด) ขณะเดียวกัน น้ำหนักรถ และการเติม
น้ำมัน ก็อาจมีส่วนทำให้ตัวเลขออกมาได้เป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน


อย่างไรก็ตาม ถ้าสงสัยว่า น้ำมัน 1 ถัง จะแล่นได้ไกลแค่ไหน เรามีคำตอบให้คุณเอาไว้เสร็จสรรพ! หลังจากทดลอง
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเสร็จ คือการเติมน้ำมันเต็มถังกลับเข้าไปนั่น เมื่อบันทึกตัวเลขไว้หมดแล้ว ผมก็ Set 0 บน
Trip meter อีกครั้ง เพื่อจะดูว่า หากต้องใช้งานในกรุงเทพมหานคร กันจริงๆ วิ่งบนทางด่วนเป็นหลัก ไปโน่น มานี่
น้ำมัน 1 ถัง จะแล่นได้ระยะทางเท่าไหร่ คำตอบก็คือ ภาพข้างบนนี้ ถ่ายในวันส่งคืนรถ และจอดสนิทนิ่งอยู่ที่
ศูนย์รับและส่งมอบรถยนต์ของ BMW Thailand ย่านชิดลม เชื่อว่าน้ำมัน 1 ถัง น่าจะแล่นได้ราวๆ 550 กิโลเมตร

เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้ว จะมีเพียงแค่ Volvo XC60 D5 ที่ทำอัตราสิ้นเปลืองออกมาได้ ประหยัดกว่า แบบน่าตกใจ
รวมทั้ง Range Rover Sport TD V6 2.8 ลิตร ที่ประหยัดกว่ากันแค่ 0.3 กิโลเมตร/ลิตร โดยประมาณ นอกนั้น การที่
SUV คันเท่าบ้านอย่างนี้ ทำตัวเลขได้ 12.36 กิโลเมตจร/ลิตร นับว่าเป็นเรื่องที่ควรจะมอบถ้วยรางวัลไปตั้งอยู่ที่
สำนักงานใหญ่ BMW เมืองมิวนิค กันแล้วละ (แต่ X5 ยังไงๆ ก็ประหยัดกว่าเห็นๆ!) 

********** สรุป **********
SUV ขั้นเทพ สำหรับมาเฟีย ชาย / หญิง ระดับหมีใหญ่ ที่ไม่เกรงใจใคร ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น!

ขณะถ่ายทำคลิปทดลองขับ X6 xDrive 30d กัน ในคืนอันดึกสะงัดคืนหนึ่ง ตาแพน Commander CHENG!
ของเว็บเรา ถึงขั้น นิยามมันไว้ว่าเป็น "ช้างเผือก ตกมัน ในวันที่กรูเหวี่ยง!"

อืมม...จะว่าไป X6 ก็เหมาะกับแพนดีเหมือนกันนะ (ฮา)

X6 เป็นรถที่ขับดี มั่นใจได้ดี สมรรถนะของมัน การเลือกขุมพลัง DOHC 6 สูบเรียง 24 วาล์ว 3.0 ลิตร Diesel
Turbo สำหรับรถที่จะจำหน่ายในเมืองไทย เป็นการตัดสินใจถูกต้องของ BMW Thailand เพราะอัตราเร่งถือว่า
แรงใช้การได้ มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่...อาจจะแย่กว่า X5 ขุมพลังเดียวกัน แถมเกียร์ก็เก่ากว่า อยู่สักหน่อย
แต่ยังไม่กินน้ำมันหนักหนาจนน่าเกลียด ถือว่า สมตัวมากๆ ด้านการขับขี่ ก็ยังเป็นบุคลิกในแบบของ BMW
พาคุณเข้าโค้งหนึบแน่น ไม่หลุดง่ายๆทรงตัวดีมากในย่านความเร็วสูง ระดับ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง (แต่หวังว่า
คุณจะไม่ขับเร็วขนาดนั้นบ่อยๆหรอกนะ)

ขณะเดียวกัน X6 ก็เป็น SUV ที่มีบุคลิกโฉบเฉี่ยว แต่อ้วนกร่าง สูง แน่น ใหญ่ไปหมดทุกสัดส่วน ซึ่งนั่น
ทำให้มันกลายเป็นรถยนต์ที่ พร้อมให้เจ้าของ ใช้ในการประกาศความร้ายกาจกันโต้งๆ แถมมันยังทำให้
ผู้คนบนท้องถนน ต่างมองดูผู้ที่กำลังขับ X6 ผ่านหน้าตนไปว่า เป็นคนในแนวร้ายกาจ ไม่แพ้ตัวรถนั่นละ!

ก็คงต้องบอกกันตรงนี้ละว่า ผมยังไม่เคยเห็นผู้ผลิตรายไหน ที่กล้าเอา SUV มาผสมกับ รถยนต์ Coupe แบบนี้
มาก่อน มันลงตัวในระดับหนึ่ง ถ้าไม่นับเรื่องขนาดอันใหญ่โตอลังการของมัน แต่ดันมีช่องทางเข้าประตูเล็ก
พอกับรถยนต์ขนาดเล็กกว่าซะงั้น และนั่นละคือข้อด้อยข้อแรกของมัน 

ทีนี้ ถ้าจะให้ผมต้องพูดถึงข้อด้อยของรถคันนี้ เวลาเพียง 4 วัน 3 คืน ที่ผมใช้ชีวิตกับ X6 คงยังไม่พอที่จะบอกอะไร
ได้มากมายไปกว่า การที่มันเป็นรถคันใหญ่บ้านบึ้ม ใหญ่เกินไป กลายเป็นว่า X5 เป็น SUV ที่สมส่วน ขณะที่ X6
ซึ่งมีขนาดตัวถังพอกัน กลับดูใหญ่เกินไป มันไม่ใช่รถที่คล่องตัว ล้อใหญ่โต ตัวรถก็ใหญ่โต การขับรถตอนกลางคืน
อยู่เลนกลาง แล้วมี X6 แล่นแซงผ่านไปทำให้ผม กับ ตาแพน Commander CHENG! ตกใจกันเสมอ

ยิ่งถ้าคุณย้ายสรีระร่างมานั่งอยู่บนตำแหน่งคนขับ ความลำบากลำบนในการกะระยะ ในแทบทุกขณะการเคลื่อนกาย
อันที่จริง อยากจะใช้คำว่า "เยื้องย่างกรายไปทีละนิดๆ บนนนในเมือง" มากกว่า มันไม่ใช่รถที่เหมาะกับการใช้ชีวิต
ประจำวันในเมืองอย่าง รุนแรง ถ้าคิดว่า Toyota Fortuner จะบังคับควบคุม และกะระยะยากแล้ว คุณจะปวดกบาล
กับ X6 มากกว่า (ก่อนหน้านั้น พยายามก้าวขาขึ้นรถ ไม่ให้ กาบชายล่างของประตูทำให้ขากางเกงคุณเลอะก่อนเถอะ!)

ทัศนวิสัย ที่ไม่ค่อยจะดี เพราะดูเหมือน คนออกแบบ จะเล็งเห็นความสวยงามของมัน ขณะที่ผู้คนมองเห็นจาก
ภายนอกมากเกินไป จนทำให้การมองเห็นจากคนที่อยู่ในรถ เลยตีบตันไปมาก การควบคุมรถคันนี้ ไปตามสภาพ
การจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะบรรดา จักรยานยนต์ ทั้งหลาย เขาจะ
ไม่สนใจคุณนักหรอก คุณต้องระวังพวกเขา และทัศนวิสัยทั้งคัน อาจก่อความเครียดให้กับคุณได้

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนั้น ก็ยังเป็นเรื่องน่ากังขาอยู่ว่า ทำไม X5 ซึ่งมีขนาดตัวรถพอๆกัน ขุมพลังเดียวกัน
แถมเกียร์ ยังมีแค่ 6 จังหวะ แต่กลับประหยัดน้ำมันกว่าชัดเจน แถมเบาะนั่งในรถคันที่เราทดลองขับนั้น มันก็มี
แค่ 4 ที่นั่ง หากอยากได้เบาะแบบ 5 ที่นั่ง ก็มีให้สั่งซื้อได้ แต่อาจต้องรอกันสักหน่อย ถ้าเป็นเช่นนี้ ผมว่าจบกับ
X5 ไปเลยจะดีกว่าไหม? อเนกประสงค์กว่า ใหญ่พอกัน ราคาก็ไม่ได้หนีไปกว่ากันมากมายนัก ถูกกว่ากันอีก
เล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ 

แล้ว X6 เหมาะกับใคร?

ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า คือใครก็ได้ ที่มีปัญญาและฐานะร่ำรวยมากพอจะซื้อ Mercedes-Benz ML-Class 
Lexus RX รวมทั้ง Porsche Cayenne ใหม่ ทั้ง Diesel Turbo และ Hybrid ก็คงโดนคุณๆ สวนด้วยกำปั้น 
สร้างรอยฟกช้ำดำเขียวบนใบหน้าได้ง่ายๆ แต่ที่แน่ๆ คนกลุ่มนี้ จะไม่มอง BMW X5 สักเท่าใดนัก หรือถ้าจะมอง
เอาไว้ ก็คงเป็นเพราะความอเนกประสงค์ของตัวรถ ที่มากกว่า X6 พอสมควร เนื่องจาก แม้ว่า ทั้ง X5 กับ X6 จะใช้
โครงสร้างวิศวกรรมพื้นฐาน ร่วมกันทั้งหมด แต่ความจงใจในการวางตำแหน่งทางการตลาด จะแตกต่างกันไปเลย

เอาอย่างนี้ X6 หนะ เหมาะกับเศรษฐี ที่ต้องการความแตกต่าง เป็นคนโลดโผน โจนทะยาน อารมณ์ร้อน หุนหัน
พลันแล่น ไม่แคร์ใคร ไม่เกรงใจใคร ไม่ไว้หน้าใคร แรงพอที่จะสาดแก้วไวน์ ใส่หน้าของคู่เจรจาได้เลยถ้าไม่พอใจ
เผลอๆจะแถม แก้วไวน์ อัดเข้าไปที่ใบหน้าของหมอนั่น หรือยัยคนนั้นแถมให้ไปทำแผลต่อในโรงพยาบาลอีกด้วย!
เป็นคน กล้าตัดสินใจ ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบ ก็คือไม่ชอบ ไม่ต้องมายัดเยียด ถ้าเจ๊าะแจ๊ะมากๆเข้า กรูจะเหวี่ยง และ
ถ้ายังไม่เลิก รำคาญมากนัก ก็จะส่งลูกปืน เป็นฑูต ไปกรอกปาก ก่อนจะส่งต่อให้ยมฑูตไปจัดการ พูดง่ายๆว่า คนซื้อ
X6 นี่ คุณไม่ควรอยู่ใกล้ครับ เป็นคนโหดและแอบอำมหิตเอาเรื่อง..หรือไม่ก็ อำมหิตกันทั้งต่อหน้าและลับหลังเลยละ
ไม่ใช่คนที่มีเมตตา รักสัตว์ หรือรักเด็กแบบนางงงามจักรวาล บางที ถ้าเห็นเด็กสาว หรือเด็กหนุ่มน่ารักๆ ก็อาจจจับมา
ปลุกปล้ำทำเมียกันง่ายๆ ไม่สนใจโลก ไม่สนใจกฎหมาย ที่พูดมาทั้งหมดนี้...มาเฟีย เยอรมัน หรือรัสเซีย ดีๆนี่เอง!

แต่น่าแปลก คนเหล่านี้ จะไม่ค่อยโอ้อวด ออกตัวแรงในงานสังคม เพราะเขามีสถานที่สำหรับประกาศศักดาโชว์บารมี
กันอยู่แล้ว นั่นก็คือ กิจการส่วนตัวระดับ หลายร้อย หลายพันล้านบาทของเขา ซึ่งดังอยู่ในวงการของพวกเขา และ X6
คือหนึ่งในเครื่องบ่งบอกสถานภาพที่ดี สำหรับใครที่ไม่คิดจะเอื้อมไปซื้อ Porsche Cayenne หรือลดงบลงมาเล่น
Mercedes-Benz ML-Class ใหม่

ลูกค้ากลุ่มนี้ เขาไม่สนใจหรอกว่า ML250 ใหม่ จะมีค่าตัวแค่ 4.5 ล้านบาท หรือ x5 ถูกกว่ากันหลายแสนบาท พวกเขา
ไม่แคร์ ไม่ง้อ กรูไม่สนใจ กรูมีปัญญาจ่าย และถ้ากรูอยากได้ กรูต้องได้! มันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ไปทุกคนหรอกครับ
แตข่ส่วนใหญ่ น่าจะออกมาเป็นประมาณนี้ ที่น่าแปลกใจคือ ผู้ชายที่ขับ X6 นั้น ตัวต้องใหญ่ วัยกลางคน เกิน 40 ปี
แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็มักจะเป็น ภรรยาของมหาเศรษฐี ที่ไม่สนใจค่าน้ำมัน ฉันจะขับ X6 ไปช้อปปิง ที่พารากอน หรือ
เอ็มโพเรียม แล้วจะทำไม?

ฟังดูดุเดือดเอาเรื่อง แต่ช่วยไม่ได้ เพราะโลกแห่งความจริง มันเป็นแบบนั้นเยอะอยู่ อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่ก็มีไม่น้อย 

แล้วถ้าคิดจะซื้อ X6 ละ คุ้มไหม?

ผมคงตอบไม่ได้ว่าคุ้มหรือไม่ เพราะความคุ้มค่าของแต่ละคน แต่ละบ้าน แต่ละครอบครัว แตกต่างกัน เพียงแต่
อยากจะบอกกับคุณผู้อ่านว่า ด้วยค่าตัว  6,699,000 บาท ซึ่งถูกลงได้เพราะการ "ตอนแรงม้า แรงบิดเท่าเดิม"
เพื่อให้ผ่านพิกัดกำแพงภาษีน้ำเข้ารถยนต์ของเมืองไทย X6 เหมาะจะเป็น SUV คันที่ 2 3 หรือ 4 ของบ้าน ไว้
สำหรับให้บรรดามาเฟียทั้งหลายข้างต้น ไว้ลุยน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่อาจใกล้มาถึง มันพอจะลุยน้ำได้ในระดับหนึ่ง
ไม่ถึงกับมากนัก แต่ก็พอจะช่วยให้เอาตัวรอดได้ในช่วงที่น้ำยังไม่หลากไหลเคลื่อนใส่บ้านของคุณมากนัก ด้วย
น้ำหนักของตัวรถที่มากพอ จะช่วยกดให้ตัวรถ แล่นในน้ำได้พักใหญ่ๆ ถ้าระดับน้ำ ไม่ได้สูงถึงกระจังหน้า ไตคู่

การได้ลองขับ X6 เป็นประสบการณ์ในชีวิตอีกครั้ง ที่ทำให้ผมรู้ว่า BMW ทำ SUV ที่ทั้งเชื่องและพร้อมจะ
เกรี้ยวกราด ออกมาได้ แม้ว่าขนาดตัวถังจะใหญ่โตแค่ไหน ทัศนวิสัยจะทำให้กะระยะลำบากอย่างไร มันเป็น
รถที่ขับแล้ว มีเรื่องให้พูดคุยต่อได้ในหมู่เพื่อนฝูง ถึงประสบการณ์อันแปลกใหม่ ที่น่าลิ้มลอง สักครั้งในชีวิต

แต่ถ้าจะถามว่า หลังคื้นกุญแจไปแล้ว ให้ผมขับรถคันนี้อีกไหม ผมก็คงใช้เวลาคิดสัก 15 วินาที ด้วยอารมณ์
แอบเสียดายอยู่เล็กๆ ไม่มากนัก แต่ก็ต้องปั้นสีหน้าให้ดูเย่อหยิ่ง จองหองนิดๆ พอเป็นพิธี ก่อนที่จะตอบว่า....

"แค่ 4 วัน 3 คืน ที่อยู่ด้วยกัน นั่นก็เกินพอแล้วละ!"

--------------------------------///--------------------------------- 

 

ขอขอบคุณ
คุณพิศมัย เตียงพาณิชย์ (พี่ไหม)
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท BMW (Thailand) จำกัด

เอื้อเฟื้อรถยนต์ทดลองขับ  

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
19 มีนาคม 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part
or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
March 19th,2011

แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! Click here!

Author of this article: J!MMY