Magazine Spyshot เลื่อนแน่ Isuzu D-max โฉมใหม่รหัส RT50 เปิดตัวปี 2011 และปี 2009-2010 ขัดตาทัพด้วยชื่อใหม่?



 

 

ปี 2008 ถือเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดของ อีซูซุ ค่ายรถกระบะชื่อดังผู้ครองตลาดกระบะขนาดเล็กและเพื่อการพาณิชย์
นานกว่า 20 ปี จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรการปรับตัวและคำนึงถึงอนาคตข้างหน้าคือสิ่งที่อีซูซุคล่องตัวที่สุด
ยอดขายอีซูซุทั่วโลกมีแค่ประเทศไทยที่เดียวทำรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยมิได้ใช้กลยุทธ์ระดับโลกเลยแม้แต่น้อย
นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ตำราการตลาดต่างๆจารึกที่ประเทศไทยทั้งนั้นกระจายองค์ความรู้ไปยังตลาดต่างประเทศหรือตลาดเกิดใหม่ที่อีซูซุต้องการบุก

 

มรสุมประการแรกหนีไม่พ้นการแข่งขันอย่างรุนแรงที่ โตโยต้า บีบนวดระคนทุบตีไปเรื่อยๆเพื่อครอง
ตลาดรถกระบะถาวรให้จงได้ อีซูซุจึงพยายามดิ้นฉีกหนีเกมที่เจ้าตลาดกำหนดขึ้น และลองทำอะไรใหม่ๆที่ตนไม่เคยทำบ้าง

ด้วยการจ้างศิลปินชื่อดังจากค่ายแกรมมี่ทั้ง 4 คนมาเป็น ซูเปอร์พรีเซนเตอร์ อย่างไรก็ตาม มีแค่ 1 คนที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุด

คือก๊อต จักรพันธ์ ส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงเผงเพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใช้กระบะส่งของ และสเปซแค๊บที่คำนึงถึงความคุ้มค่ามากที่สุด

ความโชคดีที่อีซูซุมีทำให้รอดพ้นจากการถูกถล่มจากไฮลักซ์ วีโก้ ไมเนอร์เชนจ์ ที่เปิดตัวใส่ไม่ยั้ง
แต่ช่วงจังหวะไม่ดีนักจากปัจจัยลบ 2 ประการ ทั้งจากพฤติกรรมการใช้รถที่เปลี่ยนไป ทำให้ลูกค้าหันมาดูอีซูซุที่ดูคุ้มค่ากว่าคู่แข่ง
อย่างวีโก้ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงมากมาย แถมยังขยับราคาขายแพงขึ้นไปอีก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวีโก้ใหม่ถึงทำยอดขายไม่เข้าเป้า

 



มรสุมประการที่ 2 อันเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เกิด มรสุมประการแรก คือความผันผวนของราคาน้ำมันทั่วโลกส่งผลกระทบต่อความต้องการรถกระบะอย่างรุนแรงมากปี 2008
บางประเทศที่ใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะรับผลกระทบรุนแรงมากถึงขั้นปิดสายการผลิตรถกระบะและรถเอสยูวีที่มีอัตราสิ้นเปลืองสูง
(รถกระบะต่างประเทศอัตราส่วนเครื่องเบนซินและดีเซลพอๆกัน) ชั่วคราวจนถึงอาการหนักเข้าขั้นปิดโรงงานไป
หรือตลาดต่างประเทศตลาดรถกระบะทั่วโลกชะลอตัวทั้งหมด

ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการประกาศลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลเพราะแบกภาระทั้งด้านภาษีและต้นทุนต่างๆไม่ไหว

เกิดอาการ Oil Shocked หรือภาวะตื่นตระหนกกับราคาน้ำมันจนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก
เพราะรับความจริงราคาน้ำมันดีเซลไม่ไหว

ช่วงนั้นตลาดรถกระบะระยะออกอาการทรุดอย่างชัดเจน ผู้บริโภคเริ่มหันไปหารถยนต์นั่ง
แทนที่รถกระบะ(ซึ่งเป็นความต้องการเทียม ใช้งานผิดวัตถุประสงค์เสียส่วนใหญ่)จนสัดส่วนการตลาดรถนั่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10%
เมื่อเทียบกับปี 2007 ตลาดรถกระบะค่อยๆซบเซาลงเรื่อยๆจนเดือนมกราคม 2009
อีซูซุยอดขายอันดับ 1 ก็จริงแต่เป็นยอดขายที่ตกฮวบฮาบเหลือแค่ 6 พันคันเท่านั้น!!จากเดิมที่เคยขายได้เดือนละ 15,000 คัน



มรสุมที่สามคือปัจจัยเศรษฐกิจพิษแฮมเบอร์เกอร์แม้ประเทศไทยรับผลกระทบบ้างแต่ก็ยังขาดความเชื่อมั่นอยู่เนื่องจากไม่มีความเสถียรภาพการเมือง
ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจต่างๆ กระทบจิตใจคนไทยขณะที่ต้องร่วมใจหันมามองภาพความจริงและช่วยกันรับมือ
น่าจะเป็นทางออกที่สวยงามกว่า ซึ่งดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้เริ่มดีขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ อีซูซุ ตัดสินใจระงับโครงการ D-max โฉมใหม่ทั้งคันรหัส RT50 ชั่วคราว
เลื่อนกำหนดการเปิดตัวจากปี 2010 เป็นปี 2011 สถานเดียว ทั้งๆที่โครงการเสร็จสิ้นหมดแล้ว
เพื่อมิให้โครงการนี้เป็นภาระต่อตรีเพชรอีซูซุภายใต้สภาวะวิกฤตขณะนี้อาจก่อให้เกิดความล้มเหลวทางธุรกิจได้
ปี 2011 จึงน่าเป็นปีที่สภาวะเศรษฐกิจแข็งแกร่งพอที่จะสร้างยอดขายเป็นกอบเป็นกำมากที่สุด


รายละเอียดตัวรถนั้นไม่มีอะไรคืบหน้าเพิ่มเติมแต่ยืนยันแล้วว่ามีประตูบานแค๊บเปิดได้แน่นอน
ถือเป็นมาตรฐานที่รถกระบะทุกคันในไทยจะต้องติดตั้ง

อีกเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งแอบแฝงคือการพุ่งเป้าหมายชน Hilux Modelchange กำลังจะเปิดตัวปี 2011
ภายใต้รหัสโครงการอย่างไม่เป็นทางการว่า IMV2 เพราะหากอีซูซุเปิดตัวปี 2010 ก็มีโอกาสโดนโตโยต้าทำกลยุทธ์ทีดีกว่า
โค่นอีกเช่นกัน



แล้วอีซูซูจะทำอย่างไรกับ 2 ปีที่เหลืออยู่นี้?

ไม่ต้องเป็นห่วงอีซูซุเตรียมการทั้งหมดรอไว้อยู่แล้วหากใครจำได้ว่ามุขที่อีซูซุใช้อยู่ปัจจุบันคือมุข subname ใหม่ๆเพื่อบ่งบอกถึงความใหม่
และความน่าสนใจแทบจะทุกปีหลังจากเปิดตัวดีแมกซ์ไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ปลายปี 2006
ประเดิมปลายปี 2007 ด้วยชื่อ Gold Series และปี 2008 Platinum
ส่วนชื่อรุ่นใหม่ประจำปี 2009 แน่นอนว่าต้องสรรหาชื่อใหม่และลูกเล่นประดับรถใหม่ๆแน่นอน
ส่วนจะเป็นชื่อไรนั้นยังไม่มีใครู้ได้ ส่วนใครที่รอคอยบานแค๊บตู้กับข้าวแล้วล่ะก็ขอยืนยันตรงนี้ว่า
ยังไงๆดีแมกซ์โฉมปัจจุบันก็ยังไม่มีอยู่ดีครับ


กลยุทธ์การตลาดก็ปัดฝุ่นความคุ้มค่าความประหยัดน้ำมันอันดับ 1 มากกว่าจะเลือกใช้ซูเปอร์พรีเซนเตอร์ทั้ง 4 คน
ดังจะเห็นแคมเปญการตลาดที่ใช้ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจผู้บริโภคอันเป็นสูตรสำเร็จของอีซูซุไปแล้ว
ถึงแม้ว่าองค์กรจะมีความเปลี่ยนแปลงอาทิ ประธาน โมริคาซุ ชกกิ จะต้องกลับรับตำแหน่งที่ใหญ่กว่าเดิมที่ญี่ปุ่นไป
รวมทั้งมีการดึงตัวนักการตลาดมือวางอันดับ 1 ไปอยู่ค่ายรถญี่ปุ่นยักษ์หลับที่ขึ้นชื่อว่าการตลาดย่ำแย่ไปช่วยปลุกให้เป็นยักษ์ตื่นตามความหวัง
แต่ก็ไม่ทำให้อีซูซูเป๋กับสถานการณ์นักเพราะโครงสร้างองค์กรที่แน่นหนา

การเลื่อนเปิดตัวทำให้อีซูซุเสียเปรียบคู่แข่งหรือไม่
หากอ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงได้รับคำตอบกันแล้วว่า


Toyota ไม่ได้น่ากลัวสำหรับ Isuzu เลย...!

 

Author of this article: HOMY DEMIO