ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ หรืออะไรก็ตาม ที่จะต้องมีช่วงวันหยุดต่อเนื่องยาวๆ
เรามักจะพบเห็นการรณรงค์ กระตุกต่อมกระตุ้นเตือน จากทั้งภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชน
ให้ประชาชน มีจิตสำนึกและพึงตระหนักเอาไว้เกี่ยวกับเรื่อง การดื่มสุรา และของมึนเมาต่างๆ
ขณะขับขี่ยานพาหนะ ว่าเป็นสิ่งไม่ควรทำ

แม้จะพยายามรณรงค์กันต่อเนื่องแค่ไหน
ก็ยังไม่วายที่อุบัติเหตุจากผู้ขับขี่ ซึ่งขาดความคำนึง
ถึงความปลอดภัยของส่วนรวม จากผู้ไม่มีจิตสำนึก
ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่งต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่
ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของบ้านเราอย่าง นนทรีย์ นิมิตรบุตร
ก็ยังร่วมขบวน เมาแล้วขับ ไปโดนจับกับเขาด้วย เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

ล่าสุด 139 ศพ คือตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์
ที่ทางราชการเพิ่งออกมาประกาศ ในช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 13 เมษายน

กระนั้น ผู้ที่ทำงานร่วมรณรงค์ เรื่องเมาไม่ขับ ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนต่อไป
เพื่อหวังที่จะให้ตัวเลขสถิติ ผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์อุบัติเหตุ อันมีสาเหตุเมาแล้วขับ ลดลงไปบ้าง

และหนึ่งในบุคคลที่เรามักจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ในการรณรงค์เรื่องนี้
คือ คริสโตเฟอร์ เบญจกุล

 

 

 

ผมยังพอจะจำเหตุการณ์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ได้ข่าวนี้เป็นครั้งแรกทางหน้าหนังสือพิมพ์
ตอนนั้น ผมค่อนข้างตกใจ ในฐานะที่ คริส เป็นพี่ชายแท้ๆของเพื่อนผม
เจฟฟรี เบญจกุล ก็ไม่นึกว่า เหตุการณ์ไม่คาดคิด จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา

อุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชิวิตคราวนั้น ส่งผลให้คริส เกือบเอาชีวิตแทบไม่รอด
ต้องนอนพักรักษาตัวเป็นเวลานาน ต้องเข้าออก ห้องผ่าตัด รวมแล้วมากถึง 8 ครั้ง

แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ การมองโลกในแง่ดี บวกด้วยกำลังใจ
ที่หลั่งไหลจากผู้คน ในสังคมแทบทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะ
กำลังใจอันสำคัญยิ่ง จาก สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ซึ่งทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมป์ ทำให้สภาพร่างกาย
และจิตใจ ของคริส ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมา อย่างน่าอัศจรรย์

วันนี้ คริส และครอบครัว ผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆต่างๆมากมาย
น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะได้พูดคุยกับชายหนุ่มคนนี้กัน

แต่ครั้นจะพูดถึงเฉพาะเรื่องราวเก่าๆ ที่เจ้าตัวประสบมา เพียงอย่างเดียว
หลายๆคนอาจจะเบือนหน้ากันไป เหตุเพราะรับรู้มามากมาย
จากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ กันดีอยู่แล้ว

ดังนั้น ผมจึงอยากจะพาคุณไปพบกับตัวจริงของชายหนุ่มผู้นี้

ตัวจริง ที่มีร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมมาก
ตัวจริง ที่เดินได้คล่องแคล่วขึ้นมากกว่าในอดีต 
เพียงแต่อาจยังต้องมีไม้เท้าค้ำยันไว้ เพื่อป้องกัน ปัญหากับหัวเข่าฝั่งซ้าย

และ เป็นตัวจริง ที่มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย
แถมยังเฮฮา มีมุขเจ็บๆคันๆ มีให้ได้ขำขันเรื่อยๆ ตลอด 2 ชั่วโมงที่เราพูดคุยกัน
จน ทำให้เราถึงกับพลิกความคิดกันไปเลย...
และผมก็เลิกมองเขาว่าเป็นผู้ป่วย หรือเหยื่อ อีกต่อไป

เพียงแค่การพบหน้า ผม น้องแพน Commander CHENG และ น้องกล้วย BnN
อันเป็นทีมงานของ Headlightmag.com พร้อมกัน 3 คน เป็นครั้งแรก
อาจจะทำให้ ชายวัย 30 ปีเศษๆ ร่างสูงใหญ่ ยังนึกไม่ค่อยออกว่า จะพยายามจำชื่อเราทั้ง 3 อย่างไร

แพนเลยคิดหาวิธีการจำสดๆ บอกไปว่า

"จิมมี่ ทอดกล้วย ในกะทะ"

เท่านั้นละ เจ้าตัวถังกับร้องอ๋อ จำได้ง่ายปร๋อเลย...

จริงอยู่ เขา อาจจะยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ ในเรื่องการช่วยจำ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า ในระยะสั้นๆ
ประสาทสัมผัส อาจจะยังสั่งการช้าอยู่บ้าง หากจะต้องท่องจำสิ่งใดเยอะๆ อาจจะต้องให้เวลาหลังทานข้าวเที่ยง
ได้นอนพักสักงีบเล็กๆ งีบหนึ่ง เพียงเท่านั้น ก็สามารถลุยงานต่อช่วงบ่ายได้ยาวนานยันค่ำคืน

แต่ ความทรงจำในเรื่องราวอดีต ความรู้สึก และแง่คิดต่างๆ
กลับมาจนแทบจะเรียกได้ว่า เต็ม 100 เปอร์เซนต์แล้ว!

เพราะงานเกือบทุกชิ้น ภาพยนตร์โฆษณาทุกเรื่อง ที่คริส รับเล่น เขายังคงจำได้อย่างดี
ไม่ว่าจะเป็น โฆษณา มันฝรั่งทอดกรอบ Idaho สวนสนุกแดนเนรมิต Movie World Thailand
Asian Game Thailand มิวสิควีดีโอของ ลีโอ พุฒ เพลง จากกันไปนาน
มิวสิควีดีโอของ โย ยศวดี หัสดีวิจิตร เพลง ทำไมต้องแกล้งกัน
และละคร ชื่นชีวานาวี

ซึ่งละครเรื่องนี้ ถูกออกอากาศ ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ เหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น..อุบัติขึ้น

 

 

แม้เราไม่อยากรื้อฟื้นขึ้นมาอีกสักเท่าใด เพราะแทบทุกครั้งที่เขาถูกสัมภาษณ์
เรื่องราวในค่ำคืนนั้น จะต้องถูกเล่าขนกัน นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
แต่ เพราะ ทั้งเราและ คริส ต่างรู้ดีว่า มันเป็นคำถามประเภท FAQ ซึ่งยังมีผู้คนมากมาย
ที่อาจไม่รู้มาก่อน หรือลืมเลือนไปนาน เพราะมันผ่านมาแล้วตั้ง 9 ปี
และเป็นอุทาหรณ์อันดี สำหรับผู้ที่เมาแล้วขับเป็นอาจิณ จนเป็นเหตุให้เราดั้นด้นมาพบเขาถึงบ้านย่านบางกะปิ

ชายหนุ่มจึงยินดี เปิดลิ้นชัก และเปิดเสียงแห่งความทรงจำ เล่าเรียง ผ่านปากคำของเขา ให้เราฟัง อีกครั้งหนึ่ง


“วันนั้นพี่ไป...รู้สึกว่าจะไปหัวหินกับเพื่อนครับ ขากลับผมนั่งข้างคนขับ
ก็เห็นไฟข้างถนน เอ๊ะ..อะไร ทำไมสว่างจังเลย เลยบอกเพื่อนให้ขับช้า ๆ หน่อย พอเข้าไปใกล้
ก็เห็นมอเตอร์ไซด์คว่ำอยู่ พี่ก็ลงไปดู เห็นใครนอนอยู่ 2 คน ผู้ชายกับผู้หญิง ผู้หญิงเลือดเต็มเสื้อ
ผู้ชายนอนเหมือนจะหลับ ผู้หญิงพูดได้ ผมก็นั่งยอง ๆ คุยกับเขา ไม่ให้เขาหลับ
แต่หลังจากนั้น ก็มี มอเตอร์ไซค์ คันหนึ่ง พุ่งเข้าชนกลางหลังพี่เลย  ตัวลอยจน
หัวไปฟาดเสาไฟที่เป็นปูน ลอยไปประมาณ 15 เมตรได้ ลองคิดดูว่า มอเตอร์ไซค์ที่
ชนคนหนัก 85 กิโลกรัม กระเด็นไป 15 เมตร นั่นแสดงว่าต้องขี่มาเร็วมาก
พอตอนหลัง ถึงได้มารู้ว่าเป็นตำรวจ ที่เมา แล้วขี่มอเตอร์ไซค์มาชน
ที่รู้ เพราะว่า ทั้งคนที่มาชนนั้น มีกลิ่นแอลกอฮอลล์
คนขี่มอเตอร์ไซค์ที่พี่ลงไปช่วย ก็มีกลิ่นแอลกอฮอลล์ ด้วย
แล้วกะโหลกแตกผ่าหัว 8 ครั้ง ก้อเล่นผมมึนไป 2 ปี เลยครับ
ขยับไม่ได้เลยครับ แขนก็งอ ขาก็งอ พ่อคุยกับหมอบอกว่าให้รักษาพี่ให้หาย
พ่อยอมขายบ้านขายรถทุกอย่างเลย"


แต่แม้จะเจอเรื่องราวหนักหนามาเท่าใด ทุกวันนี้ ถ้าย้อนนับไปถึงวันนั้น เขาไม่เคยเสียใจในสิ่งที่เขาได้เลือกทำ

"ในใจคิดว่า ถ้าผมไม่ลงไปช่วยเค้า วันรุ่งขึ้น มีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์ว่า สองสามีภรรยา ถูกชนเสียชีวิต
ผมก็คงจะรู้สึกแย่ไปตลอดชีวิต ว่าทำไมเราไม่ช่วยเขา เพราะถ้าเราช่วย เขาอาจจะรอดก็ได้"

และจากเหตุการณ์ดังกล่าว คุณงามความดี อันเกิดจากจิตใจที่ดีของเขา ทำให้หลายหน่วยงาน หลากองค์กร
เริ่มติดต่อเข้ามา เพื่อยื่นมือให้การช่วยเหลือ โดย คริส รับหน้าที่ด้านงานประชาสัมพันธ์ สารพัดรูปแบบ
ที่ผู้คนมักคุ้นตากันบ่อยสุด คือ โครงการเมาไม่ขับ ที่เรามักพบชื่อของเขา ปรากฎบนสื่อ แทบจะทุกปี ทุกช่วงเทศกาล

"ทุกวันนี้ผมก็ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้อย่างจริงจังนะ ผมทำอยู่กับ บริษัทกลาง คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ จำกัด
มีหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไปบรรยายตามโรงเรียนตามวิทยาลัยต่างๆ ให้เขาทราบถึงความสำคัญ
ของเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องความสำคัญของ พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งผมย้ำเสมอว่ารถทุกคันจะมอเตอร์ไซค์
รถเก๋ง รถสิบล้อจะขาดพรบ.ไม่ได้ และก็รณรงค์ให้ขับรถคาดเข็มขัดนิรภัย หรือถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ก็อย่าลืมใส่
หมวกกันน็อค เปิดไฟหน้าตอนขับ มันช่วยได้จริงๆนะ ที่อเมริกาบางรัฐเขามีกฏหมายเลยว่าคุณขับรถ
แม้จะเป็นตอนกลางวันก็ต้องเปิดไฟหน้า เขาศึกษามาแล้วว่ามันช่วยให้คนสังเกตเห็นคุณได้ง่ายขึ้น
ผมฟังจากวิทยุตอนอยู่อเมริกา เขารายงานผลการวิจัยมาแล้วว่าการที่คุณเปิดไฟหน้าวิ่ง..แม้จะเป็นกลางวันก็เหอะ
มันมีส่วนช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ 70-80% เชียวนะ" 

 

 

ตั้งแต่ คริสเริ่มเข้าร่วมกับโครงการเมาไม่ขับ กับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และได้ตระเวนรณรงค์ นำเสนอเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้ว
หลังจากที่ผ่านประสบการณ์เรื่องนี้มา 9 ปี  คริส เริ่มมองเห็นถึงลักษณะการดื่มเหล้าของคนไทย
ที่น่าเป็นห่วง และไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา มากเท่าที่ควร

"พูดง่ายๆเลยว่า คนไทย ถ้าคิดจะดื่ม ก็จะดื่มจนกว่าตังค์จะหมดนั่นแหละ แถมพอจะขับรถ
ดันคิดซะอีกว่า ก็กูมีรถขับ กูก็จะขับอ่ะ ทำไมเหรอ รถก็รถกู จะไปให้คนอื่นขับเหรอ
ผมเคยเจอนะ มาด้วยกันตั้งหลายคน ไอ้ตั้งหลายคนที่นั่งอยู่ในรถน่ะไม่เมา แต่คนที่ขับเมาแอ๋เลย
ผมเลยถามเขาว่าทำไมไม่ให้เพื่อนขับ คนขับเขาก็ตอบง่ายๆ เลยว่า

“อ้าว ก็รถมันรถผมนี่พี่ ทำไมผมต้องไปให้เขาขับ เดี๋ยวมันขับไปชนอะไรขึ้นมาผมก็เซ็งดิพี่”

ผมเลยสวนไปว่า “แล้วถ้าคุณขับเองมันต่างกันตรงไหนล่ะครับ”

คำตอบคือ “ถ้ารถผม ผมชน ประกันก็จ่ายไงพี่”

ง่ายเนาะ แล้วถ้าคุณขับไปชนคนเขาจนพิการคุณจะว่ายังไงล่ะครับ
“ชนเขาพิการ ก็ให้ประกันจ่ายค่ารักษาไปสิพี่”

ไร้สาระมาก ไอ้คนพวกนี้ไม่มีคำว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา พูดง่ายๆคือมันเห็นแก่ตัวนั่นแหละ
ผมก็อยากลุกขึ้นมามีส่วนทำอะไรเพื่อป้องกันเหตุพวกนี้บ้าง"


และการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อช่วยรณรงค์นั้น บางครั้ง ก็ถึงขั้น เข้าไปประชิดตัว
กลุ่มเป้าหมายโดยตรง ต่อหน้าต่อตา ด้วยตนเอง

"ก็เคยมีอยู่ปีนึง ที่พวกเราไปเยี่ยมด่านตรวจแอลกอฮอล์แถวๆลาดกระบัง
ตอนนั้น ประมาณ 4-5 ทุ่มได้  ก็เจอรถคันนึงที่ตำรวจเรียกตรวจ
ในรถคันนั้นก็มีคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็คุณลูก
ตำรวจก็เลยถามคนพ่อว่าไปไหนมา
เขาตอบว่า “อ้อ ไปงานเลี้ยงบริษัทมาครับ เพิ่งจะได้กลับมาเนี่ย”

ตำรวจเขาเลยถามว่าแล้วลุงดื่มไปกี่แก้ว
เขาก็บอกว่า “โอ้ย ผมรู้ว่าต้องขับรถกลับ ก็เลยดื่มแค่...แค่ครึ่งแก้วเอง”
แต่สภาพดูแล้วไม่น่าจะครึ่งแก้ว  เลยเชิญไปลองเป่าดู ออกมาได้ 47...
โอเค มันไม่เกินที่เขากำหนดไว้ 50 แต่ก็จัดว่าสูงนะ ผมก็บอกเลยว่า
“งั้นขอเชิญคุณพ่อนั่งพักสักพักนะครับ”

คนพ่อน่ะไม่มีปัญหาอะไร แต่ไอ้คนลูกชายน่ะมันก็ท่าทางเมาๆ โหวกเหวกว่า
“โห่...งง พ่อ..พ่อมายยยป่าววได้คนเดียวอ่า มาห้ายยผมเป่าบั้งดิ” คือไอ้นี่มันจะซ่าไง
ตำรวจก็งงๆ ก็ถามกลับว่า คุณจะเป่าเนี่ย คุณดื่มมากี่แก้ว
“แก้ววววเดียวหะพี่ แก้วเดียว”

ไอ้เราก็ยืนดู โอเค อยากเป่า อ่ะลองเป่าดูดิ๊ เป่าทีนึงปรากฏว่าออกมา 400 กว่าแน่ะ
ตำรวจก็เลยถาม “แก้วเดียวจริงๆเหรอครับเนี่ย”
เขาตอบว่า
“แก้วเดียวเจงงง เจงง เพ่”

ผมเลยถามเขาว่า “แก้วเดียวอ่ะ เติมไปกี่ครั้ง?”
เขาตอบว่า “จามมม่ายด้ายยว่ะพี่ แต่รู้อย่างเดียววอ่ะว่าเติมมันเรื่อยๆ”

ผมหันไปถามคุณพ่อว่านี่ไปงานเลี้ยงอะไรมาครับเนี่ย
ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นงานเลี้ยงสิ้นปีของบริษัท
นี่ดีนะ!ที่ไม่ให้ลูกเป็นคนขับ ไม่งั้นคงไม่ถึงบ้านหรอก

คนพ่อก็เกือบเกินกำหนด คนลูกนี่เกินขีดที่กฏหมายกำหนดไปตั้งเยอะ
เหลือแต่คุณแม่ “อ้าวแล้วทำไมคุณแม่ไม่ขับให้ล่ะครับ”

คุณแม่ก็ตอบว่า “ไม่ขับล่ะค่ะ ขับไม่เป็น ทุกวันนี้ตอนเช้าก็สตาร์ทรถให้สามีน่ะค่ะ
แล้วก็ปลดล็อคเกียร์ ล็อคพวงมาลัยเตรียมไว้ให้สามีเค้าตอนเช้า ทำเป็นอยู่แค่นั้นแหละค่ะ”

ผมกลับไปถามคุณสามี “อ้าวพี่ ทำไมพี่ไม่สอนแฟนพี่ขับรถเลยล่ะครับ”
“ไม่ล่ะครับ ผมกลัว” เขาตอบ
“กลัวอะไรเหรอครับ”
“ก็กลัวมันขับรถเป็นแล้วจะขโมยรถหนีไปเที่ยว RCA กับเพื่อนน่ะซีคุณ
นี่ขนาดให้อยู่บ้านยังเดียวมันยังชวนเพื่อนมาตั้งวงเล่นไพ่กันเลย”

ผมกระซิบ เห้ย..จุ๊จุ๊ พี่เบาๆ ตำรวจอยู่เต็มเลย ด่านนะเนี่ย พอเขารู้ก็เริ่มหุบๆปากๆทำตัวเงียบๆกันไป"
 

 

 

 

ภาพของการเป็นเหยื่อ เมาไม่ขับ อาจทำให้เรา เข้าใจกันไปว่า
คริส น่าจะหวาดกลัว และอยากเอาตัวออกห่างจากพาหนะที่มีล้อทุกประเภท
และทำให้เรามักจะคิดกันมาตลอดว่า คริส ไม่ชอบขับรถ...แต่ ความจริงนั้น มันตรงกันข้าม..!

เพราะอีกแง่มุมหนึ่งที่หลายๆคน อาจไม่ีเคยทราบมาก่อน

ในเมื่อ เจฟฟรี ผู้เป็นน้องชาย ชื่นชอบรถยนต์ ไปจนถึง จักรยานยนต์ประเภทบิ๊กไบค์
เราจึงอยากให้คุณได้รู้ว่า ความนิยมชมชอบ เรื่องรถยนต์ ของคริส เบญจกุล ไม่ได้อ่อนด้อยน้อยหน้าไปกว่าผู้เป็นน้องแท้ๆ กันเลย

"คนอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่จริงๆแล้วพี่เป็นคนชอบขับรถเที่ยวนะ ไปมาหมดแล้วทั้งทะเลทั้งภูเขา
ระยองนี่ก็ชอบไป แต่เดี๋ยวนี้เพื่อความปลอดภัยเราก็จะขับไม่นาน คือขับแค่ 3-4ชั่วโมง
หลังจากนั้นก็ผลัดกันเอาเพื่อนมาขับ จริงๆแล้วจะให้ขับนานกว่านั้นก็ไหว
แต่เอาให้ชัวร์และปลอดภัย 3-4ชั่วโมงเนี่ยล่ะกำลังดี"

ยิ่งเมื่อฟื้นสภาพร่างกายจนใกล้สมบูรณ์ได้มากขนาดนี้ การขับรถ จึงกลายเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง
ที่กลับมาสู่วงจรชีวิตของ คริส เบญจกุล แล้วโดยสมบูรณ์ เขาชื่นชอบบรรยากาศ ยามได้นั่งหลังพวงมาลัยเป็นอย่างมาก
ถึงขนาดว่า เคยขับรถไปเอง กับกลุ่มเพื่อนๆ ไกลที่สุด คือการขับรถ ไปพักค้างคืน ชมบั้งไฟพระยานาค..ที่หนองคาย!!!

" ตอนนั้นไปดูบั้งไฟพระยานาค ขับไปกับเพื่อนๆ 4 คัน ไม่รีบร้อนอะไรมาก ปวดท้องจะเข้าห้องน้ำก็เข้า
อยากกินข้าวเมื่อไหร่ก็เปิดกระจกชี้ทำสัญญาณมือว่า เฮ้ย หาข้าวกิน หาห้องน้ำกันหน่อย

จริงๆแล้วถ้าเราไม่ได้รีบร้อนอะไรมากก็คงวิ่งกัน 9 ชั่วโมง แต่เผอิญมันจะค่ำแล้วไง แล้วเราไปนี่ไปอยู่แบบโฮมสเตย์
คือไปนอนแบบบ้านของชาวบ้านธรรมดาๆ คืนละร้อย แต่ไม่มีแอร์นะ เราเลือกนอนแบบโฮมสเตย์เพราะช่วงหน้าท่องเที่ยวอย่างงั้นน่ะ
โรงแรมอย่างต่ำๆก็คืนละ 2,500 เราก็เลยเลือกเอาวิถีชีวิตที่มันสบายเงินกว่าหน่อย

ที่โฮมสเตย์นั่นน่ะตอนแรกเราก็จะนอนแบบเตรียมที่นอนไว้นอนกับพื้นแล้ว แต่เดินผ่านไปเข้าห้องน้ำที่ชั้น 2 แล้วเห็นมีเตียง
ไอ้เราก็ว่า เห้ย มีเตียงนี่หว่า นอนได้ไหมละ เจ้าของบ้านบอกไม่ได้ ตรงนั้นคุณตานอน เราก็มองหาว่าไหนวะ ไม่เห็นมีใครนอนเลย
เขาเลยบอกว่าตรงนั้นน่ะคุณตานอน ตอนนี้คุณตาเขาเสียไปแล้ว ผมก็เลยยกมือไหว้ขอโทษคุณตา คุณตาคร้าบ
เชิญคุณตานอนตามสบายเลยครับ ผมจะไม่รบกวนอะไรคุณตาอีกแล้วครับ"

ถึงตรงนี้ เราก็ชักสงสัยแล้วละว่า ได้เจอบั้งไฟพระยานาคไหม?

ชายหนุ่ม ตอบในทันทีทันใด

"เชื่อมั้ยว่า...
ไม่เห็น สักแอะเลย! (ฮา)

แล้วก็เค้าก็มีการจุดโคมประทีปกันใช่ไหม โอ้โหโคมตอนมันลอยสวยมากเลยนะ แต่พอมันไหม้หมดแล้วตกลงมาในน้ำ
มันก็ลอยมาตามน้ำ คนเห็นเข้าก็ดันเข้าใจผิดตะโกนว่า “พระยานาคๆๆๆๆ” ก็วิ่งงงง กันไปดู
ทำไปทำมาก็ตกน้ำป๋อมแป๋มกันไปสองสามคนอ่ะ ..ผมเห็นคนเขาซวยกันอย่างนั้นแล้วก็เลยนั่งอยู่กับที่ดีกว่า  

สักพักทางฝั่งลาวเขาก็มีงานใช่ไหม? เขาก็จุดโคมของเขาเหมือนกัน พอมันลอยขึ้นมา
คนฝั่งไทยก็ตะโกนว่า “บั้งไฟ!บั้งไฟ!” ผมก็แหงนหน้าขึ้นมาดู โคมนี่หว่า..ฝั่งกรูก็มีโว้ย
แล้วบั้งไฟของจริงอยู่ไหน ผมมาตั้งแต่งานเปิด..ประมาณ 5 โมงเย็น นั่งดูอยู่จนถึงตีหนึ่ง..
ไม่เห็นมีสักแอะ ทนไม่ไหวก็เลยง่วง หลับดีกว่า

อันที่จริงบ้านโฮมสเตย์ที่อยู่ตอนนั้นน่ะเดินไปท้ายซอย มันก็เป็นแม่น้ำโขงแล้วล่ะ ก็เลยเดินไปดู
เจอคุณยายคนนึงก็เลยไปถามว่า “แถวๆนี้ไม่มีบั้งไฟลอยขึ้นมาบ้างเหรอครับยาย” ยายบอกว่า “มีสิ”
“มี ปีละลูกสองลูก แค่นั้นแหละ”


ถ้าชอบขับรถท่องเที่ยว ไกลๆ ขนาดนี้ คำถามต่อไป ก็คงต้องถามในสิ่งที่ไม่น่าจะมีใครเคยคิดถามเขากัน
นั่นคือ รถในดวงใจ ที่อยากจะลองขับ...

"ซีวิคตัวใหม่ไง คันที่มีจอความเร็วอยู่ด้านบนน่ะ ใกล้สายตาดี ทำให้เหมือนมีตัวคอยเตือนไม่ให้ใช้ความเร็วเกินอยู่
วิออสใหม่ก็น่าสน พี่เห็นมันมีจอวัดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง อันนี้ชอบมากเลย

ส่วน ถ้าเป็นรถสปอร์ตที่อยากลองก็มี ตัวที่พี่ชอบคือ Mazda MX-5 เปิดประทุน อันนี้ถ้ามีโอกาส
ก็อยากลองนั่งดูเหมือนกัน ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ส่วนรถในอดีตที่พี่ชอบตอนเด็กๆเลยนะ
ก็คือ Nissan NX Coupe ชอบทรงมันดูสวยดีแปลกดี ไปเปิดเน็ตดู เห็นมีขายกันสองแสน
ก็ว่าถ้าเก็บเงินได้และโชคดีพอจะซื้อมาไว้ขับเล่นสักคัน"

 

 

แล้วทุกวันนี้ คริส ใช้รถอะไรอยู่?

"คันก่อนหน้านี้ที่ผมใช้อยู่ก็คือ Toyota Vios ซึ่งตัดสินใจซื้อมาใช้เป็นรถของตัวเองหลังจากออกมาจากโรงพยาบาล
เพราะไม่อยากเอารถของคนอื่นในบ้านมาใช้ ตอนแรกดู Lancer Cedia นะแต่ตอนนั้นราคายังแพงอยู่ ก็เลยเอา Vios มา

จริงๆตอนซื้อนั้นท่านเลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับท่านรู้จักกับดีลเลอร์ ก็เลยให้เซลส์เอารถมาให้ลองขับ
ใจเราอยากได้รถที่ไม่เกิน 1,500ซีซี เพราะอยากประหยัดน้ำมัน ก็เลยดูไว้ว่าเป็น Vios กับ Avanza..
Avanza นี่รู้สึกจะเป็นพันสามใช่มั้ย พอลองขับแล้วรู้สึกว่า Vios มันนิ่งกว่า เงียบกว่า โอเคกว่า
ก็คิดว่า Vios นี่แหละ เอามาเลย

ตอนซื้อเราก็เค้นเซลส์คนขายว่ารุ่นใหม่จะออกมาหรือยัง คนขายก็บอกว่า “ยังเลยพี่ ไม่ได้ยินว่าจะมีรุ่นใหม่ออกมาเลย”
ผมเลยย้ำไปอีกว่า “แน่ใจนะ” เขาก็บอกว่าแน่ใจ

ถัดมาอีกแป๊บเดียว...มาแล้วครับ ขอเชิญพบกับนวัตกรรมใหม่ โตโยต้า นิว วิออส! ผมงี้โทรไปเฉ่งเซลส์เลย
“อ้าวน้อง ไหนบอกยังไม่มาไง โกหกหรือเปล่าวะเนี่ย” เซลส์ก็แก้ตัวไปว่า “ไม่รู้จริงๆพี่ เพิ่งได้ยินว่า
รุ่นใหม่มาได้อาทิตย์เดียวเองพี่” ผมถามกลับว่า “แน่ใจนะ..สาบานฟ้าผ่านะเว้ย” เขาก็รับคำว่า
 “สาบานพี่สาบานเลย ไม่รู้จริงๆ” เซลส์ก็รับคำไปแบบอึ้งๆ"


และเพราะวีออสคันนี้ นั่นละ ที่ทำให้ชื่อของ คริส เบญจกุล กลับมาอยู่บนหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์อีกครั้ง
เมื่อเดือนมิถุนายน ปีก่อน จากอุบัติเหตุ...ที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อ...อีกแล้ว....

และคราวนี้ เกิดขึ้นบริเวณทางแยกวงแหวน บางนา-บางปะอิน ช่วงสะพานข้ามแยกขาเข้าบางนา...
หนักหนาถึงขนาดว่า เขาต้องขายซาก รถคันที่เขาเก็บหอมรอมริบด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขามาตั้งแต่อายุ 18
เพราะมันพังย่นเข้ามาถึงคอนโซลหน้า แถมยังต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม อีกหลายแสนบาท!

"วีออสคันนี้แหละที่ลงข่าวมาเมื่อไม่นานมานี้ที่มีอุบัติเหตุ ตอนนั้นเพื่อนขับ ก็ขับอยู่ดีๆ แท็กซี่ชมพู ไม่รู้เขาเมาหรือเปล่านะ
เขาแซงขึ้นหน้ารถเราทางขวา แต่ยังไม่ทันพ้นก็หักรถปาดซ้ายเข้ามาในเลนเรา ญาติผมเขาตกใจ ก็ไม่ได้หักหลบ ก็โดนปาด เสียหลัก ตูม!

อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ผมเจ็บขาซ้าย กระดูกแตก ต้องดามเหล็ก ยึดน็อตสองตัวอยู่ตอนนี้แล้วอีกสองปีก็คงต้องไปผ่าออก
ถามหมอว่าค่ารักษานี่จะโดนเท่าไหร่ หมอเขาก็บอกสองแสนกว่าๆ นี่คือค่าผ่าอย่างเดียวนะครับ ไม่ได้รวมค่าห้องที่ต้องอยู่
ค่ายา เพื่อนผมที่เป็นคนขับโดนถุงลมกระแทกหน้าอกจนช้ำใน

ผมไม่ได้คิดจะเอาเรื่องอะไรคนขับแท็กซี่รายนั้น แต่จริงๆแล้วผมแค่อยากเห็นหน้าเขาซะหน่อย อยากรู้ว่า
หน้าของคนที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมมันเป็นยังไงน่ะนะ  ถ้าเจอแล้วก็อยากจะมองหน้าแล้วขอบคุณงามๆเลย
ขอบคุณนะครับพี่ พี่ทำให้ผมได้รถใหม่ พี่ทำให้ผมต้องมานั่งผ่อนใหม่หมดเลยนะพี่ คันเก่าที่พี่ทำพังไปน่ะ
ผมซื้อเงินสดมานะครับพี่ เงินที่เอาไปซื้อนี่เก็บสะสมมาตั้งแต่อายุ 18 แน่ะ งานทุกงานที่รับเล่นไปตอนนั้น
ได้เงินเก็บมาก็มาซื้อรถคันนี้ ฉะนั้นถ้าได้เจอคนขับแท็กซี่คนนั้นผมจะขอจ้องหน้าเต็มๆสักที พี่ทำผมไว้เยอะเลย

ดังนั้นถ้ามีอู่แท็กซี่ที่ไหนจำได้ว่ามีแท็กซี่ชมพูคันไหนมาเข้า มีรอยเบียดด้านหลังซ้ายล่ะก็บอกผมทีนะ
อาจจะใช่คนนั้นก็ได้ หรือถ้าผู้โดยสารคนไหนอยู่บนรถคันนั้นพอดีแล้วจำได้ว่าเป็นคันที่มาเบียดผมก็กริ๊งกร๊างกันมาหน่อยนะครับ"


ปัจจุบัน คริส มีความสุขกับ แลนเซอร์ 1.6 ลิตร รถคันใหม่ แต่ที่มาของรถคันนี้ ดูเหมือนจะมีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย...

"หลังจากที่ Vios พังไปก็ได้เงินเคลมจากวิริยะประกันภัยมา 370,000
ก็เอามาดาวน์เจ้าคันนี้ ..เป็นรถมือสองนะ ขับดี เวลาเข้าโค้งนี่มัก “จิก” เข้าโค้งตามสั่งเลย...

เหมือนจะขับแบบประมาทถ้าฟังดูแต่จริงๆแล้วไม่ได้ขับเร็วเลยนะ เพราะคนขับขับไม่เก่ง ชอบคลานไปช้าๆมากกว่า
พวกผมนี่เขาเรียกว่าแก๊งหวานเย็น ไปไหนมาไหน 70-80 ตลอด ขับไปพัทยาเต็มที่สุดๆเลยก็ 120 กรุงเทพ-หนองคาย..100 เดียวก็พอ" 

(เรา 3 คนเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็น แก๊งหวานเย็นแน่เหรอ) 

"...แล้วจริงๆได้คันนี้มาก็ดีใจอีกอย่างนึง
เพราะคนรอบข้างผมเขาเชื่อเรื่องดวงชะตา มีอยู่วันนึงเราไปทำบุญที่วัดก็ให้หลวงตาช่วยตรวจดวงชะตาให้
ก่อนจะซื้อรถคันใหม่ว่าจะเอายี่ห้ออะไรดี สีไหนดี หลวงตาก็บอกว่าต้องเอาสีเงินเฉิดฉาย ไม่ก็สีทอง
จะได้มีเงินมีทองใช้ ไอ้สีเทาตะกั่วอย่างเก่าอย่าไปยุ่ง ไม่เข้าดวงกับเรา ส่วนยี่ห้อรถน่ะ ไปหามา ไอ้ยี่ห้อที่เป็นสามเหลี่ยมๆไง

พี่ก็มาคิด..ยี่ห้ออะไรวะสามเหลี่ยมๆ? วอลโว่มันก็สี่เหลี่ยมๆ โตโยต้ามันก็ออกกลมๆ ฮอนด้ามันก็สี่เหลี่ยม ออดี้มันก็สามสี่ห่วง
เวรล่ะ สามเหลี่ยมนี่มันรถอะไรกันเว้ยเฮ้ย! จนดูไปดูมาก็สังเกต ว่าไอ้โลโก้ของมิตซูนี่มันคล้ายๆสามเหลี่ยมนะ ก็เลยไปหา
เจอมาคันนึง เป็นรถผู้หญิงใช้ วิ่งมา 50,000 โล แต่เอาดวงให้หลวงตาเช็ค หลวงตาบอกว่า “โยมจะเอาคันนี้เหรอ?
โยมจะไม่ได้รถคันนี้หรอก ของโยมมันอีกคันนึง” เราก็คิดว่าจะมีปัญหาอะไรหรือไง ไฟแนนซ์จะไม่ผ่านเหรอครับ

แต่ไม่นานต่อมาก็มีเต๊นท์ของคนรู้จัก อยู่แถวๆอุดมสุข เขาโทรมาบอกว่ามี Lancer สีทองเข้ามาใหม่คันนึงพอดี ผมก็ส่งคนไปดู
เขาก็โทรกลับมาบอกว่า “พี่ คันนี้สวยกว่าเดิมจมเลย ไฟหน้างี้ใสแจ๋วสวยเลย ลองขับดูแล้ว วิ่งดี ภายในก็ไม่มีเสียงก่อกแก่ก”
 ก็เลยได้เอาคันนี้มา

 

 

 

 

2 ชั่วโมงที่คุยกัน มันยังไม่มากพอหรอก สำหรับการดึงเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ จากชายคนนี้
มาร้อยเรียงเล่าความ ให้ได้อ่านกัน แต่สิ่งที่ผมมั่นใจมาก จนอยากจะบอกกับทุกๆคน ก็คือ

คริสโตเฟอร์ เบญจกุล ในวันนี้ แม้หลายคนยังมองว่า เขาเป็นผู้ทุพลภาพ หรือเหยื่อผู้น่าสงสาร

แต่สำหรับผมแล้ว เขาคือผู้ชาย ธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่พิเศษ และแตกต่างจากคนทั่วไป
เพราะเขา พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ถึงโชคชะตา และฟ้าจะลิขิตทางเดินชีวิตมาอย่างไร  ก็ไม่อาจขัดขวาง
จิตใจที่ยึดมั่นกับการคิด ทำ และแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับผู้คนรอบตัว และในสังคม อย่างไม่เคยย่อท้อ หรือยอมแพ้ง่ายๆ

ไม่เว้นแม้แต่ ช่วงท้ายของบทสัมภาษณ์นี้ ที่เจ้าตัวยังคงหยิบยื่นมีสิ่งดีๆ มาให้กับพวกเราทุกคน
โดยเฉพาะ บรรดาเยาวชนบนเว็บไซต์ของเรา ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ในวัยเริ่มหัดเมา

"ทุกครั้งที่ผมออกไปรณรงค์ ใจความสำคัญที่ผมพยายามจะบอกก็คือ เอาใจเขา มาใส่ใจเรา
ถ้ามีใครเมาแล้วขับรถมาชนคนที่คุณรักจนบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิต คุณจะรู้สึกอย่างไร
ถ้าคุณต้องเจอแบบนั้นเองคุณรับได้ไหม ผมอยากให้ทุกคนมองในแง่นี้อย่างจริงจัง  

แล้วถ้าคนที่คุณไปชนเขาเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นกำลังสำคัญของครอบครัว
เมียสองลูกสี่อย่างงี้เป็นต้นนะครับ  แล้วถ้าเมียเขาไม่ได้ทำงานอยู่ ลูกเขาก็ยังเรียนอยู่
ใครจะส่งค่าเลี้ยงดูลูก ใครจะส่งเสียค่าเล่าเรียนให้ลูกเขา

ถ้าคุณบอกว่าคุณยอมรับปากดูแลคนเหล่านี้ได้
ส่งเสียลูกเขาจบปริญญาเอกได้ ผมไม่ว่าเลยนะ

แต่ค่าความเป็นพ่อคน ค่าเวลาร่วมชีวิตกันของครอบครัว
ค่าความสุขที่ลูกได้จากการออกไปเที่ยวกับพ่อ

คุณชดใช้ให้เขาเท่าไหร่ก็ไม่ได้หรอก"

 

-------------------------------///---------------------------------

 

J!MMY / Commander CHENG! / BnN

สงวนลิขสิทธิ์

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com

14 เมษายน 2009 (วันครอบครัว)

 

Author of this article: J!MMY