PR News New Cars : Worldwide
Suzuki Jimny เจเนเรชั่นปัจจุบันเริ่มทำตลาดในปี 1998 เป็นต้นมาและดูไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนโฉมในเร็ว ๆ นี้เลย คงเป็น
เพราะว่า Jimny เป็นรถเอสยูวีที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานแชสซีส์ขั้นบันไดขณะที่ตลาดเอสยูวีในระดับโลกก็เปลี่ยนแปลงไปมาก
กระแสเอสยูวีที่ใช้พื้นฐานจากรถกระบะก็เริ่มมีน้อยลงมาก จนน่าจะทำให้ Suzuki ต้องคิดหนักว่าจะพัฒนา Jimny ใหม่
ให้คุ้มทุนอย่างไร

alt



ล่าสุด Suzuki สหราชอาณาจักรก็ได้เปิดตัว Jimny Minorchange ครั้งล่าสุดเรียบร้อยแล้ว งานนี้ Suzuki ได้ลงทุน
เปลี่ยนแปลงกันชนหน้าใหม่, เปลี่ยนชิ้นส่วนฝากระโปรงหน้าใหม่ที่ดูบึกบึนขึ้นมากซึ่งแยกชิ้นกับกระจังหน้า (ของเดิมจะ
เป็นฝากระโปรงหน้าที่เป็นกระจังหน้าไปในตัว) ด้านหน้าโดยรวมดูไม่แตกต่างจากของเดิมมากสักเท่าไรนัก

ภายในห้องโดยสารมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แผงแดชบอร์ดไม่มีความเปลี่ยนแปลง ส่วนเบาะนั่งคู่หน้าก็จะเปลี่ยน
พนักพิงศีรษะใหม่และเพิ่มจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX





ขุมพลังจะติดตั้งเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร 85 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 110 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 39.8
MPG ในรุ่นเกียร์ธรรมดาและ 38.7 MPG ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

ถ้า Jimny ปรับรูปลักษณ์ในปีนี้นั่นก็แสดงว่า All New Suzuki Jimny น่าจะต้องรอกันอีกนานมาก ๆ แล้วล่ะครับ



หลังจากเปิดตัวได้เพียงปีเดียว Lamborghini ค่ายรถยนต์สปอร์ตเจ้าของฉายากระทิงดุ ได้กลับมาชิมลางตลาดรถยนต์
สปอร์ตเปิดประทุนอีกครั้ง ด้วย 2013 Lamborghini Aventador Roadster สร้างความเร้าใจถึงที่สุดด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง
ในตัวถังแบบเปิดหลังคาที่แฟนๆรถยนต์ต่างรอคอยหลังยุติบทบาท Murcielago Roadster ไปเมื่อไม่นานมานี้

alt

ในขณะที่ Murcielago Roadster มาพร้อมกับหลังคาผ้าใบ 2013 Lamborghini Aventador Roadster กลับหัน
ไปใช้หลังคาแข็งแบบถอดเก็บได้แทน โดยชุดหลังคาแข็งนี้ สามารถถอดออกได้ด้วยมือในเวลาเพียงไม่กี่วินาที และมี
น้ำหนักเบาเพียง 6 กก.เท่านั้น โดยหลังคาชุดนี้ทำมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผ่านกระบวนการ Forged Composite
ให้ความแข็งแรงมากกว่าวัสดุไทเทเนี่ยม แต่มีน้ำหนักเบากว่า

นอกจากนี้ เสาหลังคาด้านหลังยังได้ถูกออกแบบขึ้นใหม่ เพื่อรองรับกับชุดหลังคาแข็งถอดออกได้ ทำให้ในรุ่นตัวถังคูเป้
และโรดสเตอร์จะมีความแตกต่างด้านรูปลักษณ์เล็กน้อย โดยเสาหลังคาด้านหลังในรุ่นโรดสเตอร์ ถูกออกแบบให้มีความ
แข็งแรงเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บยามพลิกคว่ำและไม่ได้ติดตั้งชุดหลังคาแข็งไว้ อีกทั้งยังช่วยรีดอากาศ
เพื่อนำมาระบายความร้อนเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

alt

ด้านขุมพลัง ยังคงเลือกใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันกับรุ่นตัวถังคูเป้ ได้แก่เครื่องยนต์เบนซินแบบ V12 ความจุ 6.5 ลิตร
ไร้ระบบอัดอากาศ แต่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Idling Start/Stop และระบบตัดการทำงานลูกสูบ สร้างแรงม้าสูงสุด 700
ตัวที่ 8,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 690 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบ/นาที เชื่อมต่อกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ
7 จังหวะ และถึงแม้เปิดหลังคาไว้ ก็สามารถสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้เร็วสะใจ ในเวลาเพียง 3 วินาที และมี
ความเร็วสูงสุด 349 กม./ชม.

วิศวกรของ Lamborghini ยังได้ติดตั้งกระจกหลังที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า เพื่อช่วยควบคุมกระแสอากาศที่ไหลผ่านตัวรถ
อีกทั้งยังช่วยลดเสียงเครื่องยนต์ในห้องโดยสารยามเปิดหลังคา นอกจากนี้ในกระจกบานหน้ายังติดตั้งตัวรีดอากาศเพื่อ
ลดเสียงลมหมุนภายในห้องโดยสารเมื่อเปิดหลังคาอีกด้วย

alt
alt

ในห้องเครื่องยนต์ยังมีการติดตั้ง Spinal Column โครงกระจกทรง 8 เหลี่ยมบริเวณฝากระโปรงเครื่องยนต์ไว้ คล้ายกระดูกสันหลัง
ของมนุษย์ และบานกระจกในประตูคู่หน้ายังได้รับการเจียระไนขอบเป็นพิเศษ เพื่อปิดได้อย่างแนบสนิทยามติดตั้งชุด
หลังคาแข็ง อีกทั้งยังมีสีตัวถังพิเศษให้เลือกพ่นกัน โดยเป็นสีฟ้าเฉดพิเศษ Azzuro Thetis ที่เคยใช้ในรถยนต์
Miura Roadster รุ่นปี 1968 มาให้หวนรำลึกกันอีกด้วย

2013 Lamborghini Aventador Roadster พร้อมออกจำหน่ายในช่วงฤดูร้อนปี 2013 โดยจะให้เศรษฐีชาวยุโรป
ได้จับจองความเร้าใจท้าสายลมแบบนี้เป็นกลุ่มแรก


ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ และรุปแบบการเดินทางของคนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ Honda ตัดสินใจ
เปิดตัว Micro Commuter รถยนต์ 1 ที่นั่งสำหรับคนเมือง หลังโชว์โฉมในรูปแบบรถต้นแบบเมื่อปลายปีที่แล้ว

alt

ถูกออกแบบด้วยแนวคิด 'รถยนต์ขนาดจิ๋วที่เดินทางในระยะสั้นๆด้วยพลังไฟฟ้า' งานนี้ค่าย Honda ตั้งใจพัฒนา
Micro Commuter ให้ตรงใจกับสไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองสมัยใหม่อย่างเต็มที่ ด้วยการสร้างมิติตัวถังให้ยาวเพียง
2.5 เมตร และมีความกว้างกะทัดรัด 1.25 ม. พร้อมความสูง 1.45 ม.

รถยนต์คันนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณล้อคู่หลัง พร้อมการใช้แบตเตอรี่ Li-ion กำลัง 15kW
สามารถสร้างระยะทางวิ่ง 59 กม.ในการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง และสามารถวิ่งด้วยความสูงสุด 80 กม./ชม. โดยตัวรถ
ถูกออกแบบให้โดยสารผู้ใหญ่ได้ 1 คน หรือพร้อมเด็กเล็ก 2 คนในบริเวณด้านหลังเบาะคนขับได้ และ Honda ยัง
อินเทรนด์ด้วยการใช้ Tablet ที่ถอดออกได้ เป็นหน้าจอแสดงผลเพื่อควบคุมระบบต่างๆของตัวรถ รวมถึงทำหน้าที่
เป็นหน้าจอมาตรวัดอีกด้วย

alt

นอกจากรูปแบบตัวถังแบบ 1 ที่นั่งนี้ Honda ได้เผยออกมาว่า เราอาจได้เห็นรูปแบบตัวถังแบบอื่นๆในอนาคตอีกก็เป็นได้
เพราะแพลตฟอร์มของ Micro Commuter เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกดัดแปลงเพื่อใช้ในรูปแบบตัวถังต่างๆได้ง่าย

แม้จะถูกเปิดตัวในฐานะรุ่นจำหน่ายจริงก็ตาม แต่ในช่วงแรก Honda Micro Commuter จะถูกทดสอบในชีวิตจริง
ณ ประเทศญี่ปุ่นในปี 2013 ก่อนจะนำไปปรับปรุงเพื่อผลิตขายจริงในปีต่อๆไปครับ


หลังจากร่วมมือกับสำนักแต่งคู่บุญ AMG ช่วยกันเจียระไนสุดยอดสปอร์ตคาร์ จนออกมาเป็นรุ่น SLS AMG มาได้ 3 ปี
แต่ Mercedes-Benz ค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลก คงเกรงว่าจะแรงไม่สนใจขาซิ่งตัวจริง จึงซุ่มพัฒนาเวอร์ชันพิเศษ
ปรับความแรงและความมันในการขับขี่มากขึ้น ในชื่อ 2014 Mercedes-Benz SLS AMG Black Series พร้อมออก
จำหน่ายกลางปี 2013

alt
alt

ใน SLS AMG เวอร์ชัน Black Series นี้ Mercedes-Benz และ AMG ได้ปรับแต่งรถยนต์ให้มีกำลังสูงขึ้น น้ำหนักเบาลง และลู่ลม
มากขึ้น เช่นเดียวกับ Black Series รุ่นอื่นๆ โดยรูปลักษณ์ภายนอกมีการปรับสไตล์ลิ่งให้คล้ายคลึงกับเวอร์ชัน GT3
เพิ่มความกว้างฐานล้อหน้าขึ้น 20 มม. และ 24 มม.สำหรับฐานล้อคู่หลัง และล้อทั้ง 4 วงยังเป็นการใช้วงล้ออัลลอย
ขนาด 20 นิ้ว พร้อมระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

alt

ชายล่างกันชนหน้า สเกิร์ตด้านข้างตัวรถ และครีบรีดอากาศด้านท้าย ถูกผลิตขึ้นด้วยวัสดุ Carbon Fiber อีกทั้งยังมีการ
ใช้ระบบท่อไอเสียที่ผลิตขึ้นด้วยวัสดุ Titanium แบบ 4 ท่อ ทำให้สามารถลดน้ำหนักของระบบท่อไอเสียเหลือเพียง 17 กก.
ซึ่งถือว่าน้อยลงกว่าเวอร์ชันปกติถึง 13 กก. มากไปกว่านั้นแล้ว การลดน้ำหนักในจุดต่างๆของตัวรถยังช่วยให้ SLS AMG Black Series
มีน้ำหนักน้อยลงกว่ารุ่นปกติถึง 70 กก. ด้วยตัวเลข 1,550 กก.

หากการเซ็ตชุดบอดี้พาร์ทรอบคันยังไม่จุใจพอ Mercedes-Benz ได้เตรียมแพคเกจเสริมให้ติดตั้งเพิ่ม ด้วยชุดแต่งรอบคันที่ทำด้วยวัสดุ
คาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วย ปีกหน้า-หลังปรับระดับได้ ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความมั่นใจในความเร็วสูง
ระบบเฟืองท้ายไฟฟ้าแบบใหม่ และเพลาขับวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ รวมไปถึงระบบช่วงล่างสปอร์ตแบบปรับแต่งได้เอง
และระบบ Launch Control ซึ่งช่วยในการออกตัวด้วยรอบเครื่องยนต์สูง

alt

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกถูกออกแบบใหม่ให้ดุดันและเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่มากขึ้น ภายในยังถูกปรับแต่งโดยเน้น
การลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน โดยแผงคอนโซลหน้าจะใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ และเบาะนั่งแบบสปอร์ตคู่หน้าก็ยังได้ถูกออกแบบ
ให้มีน้ำหนักน้อยลง 15 กก. การตัดระบบ COMAND ทิ้งและเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่แบบ Li-ion เพื่อลดน้ำหนักได้รวมกัน
14 กก.

alt

ส่วนขุมพลัง เป็นส่วนสำคัญที่ถูกปรับแต่งให้แตกต่างจากเวอร์ชันปกติ ถึงแม้ว่าจะมีการใช้ขุมพลังเบนซิน V8 ความจุ
6.2 ลิตรเช่นเคย แต่ทีมวิศวกรได้ปรับปรุงให้มีช่องรับอากาศและแคมชาฟท์ใหม่ ปรับปรุงระบบหล่อเย็นใหม่ จน
สามารถสร้างรอบเครื่องยนต์ก่อน Red Line ได้สูงถึง 8,000 รอบ/นาที และเพิ่มกำลังสูงสุดเป็น 622 แรงม้า
(มากกว่าเวอร์ชันปกติ 39 แรงม้า) แต่ด้านแรงบิดกลับลดลงเหลือ 634 นิวตัน-เมตร ในขณะที่รุ่นปกติสร้างแรงบิดได้
648 นิวตัน-เมตร

ด้านค่าตัวของสุดยอดรถยนต์สปอร์ตเวอร์ชันพิเศษจาก Mercedes-Benz คันนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่คาดว่า
ด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพที่ถูกแต่งให้เผ็ดร้อนมากขึ้น คงจะทำให้เศรษฐีขาซิ่งหันมาสนใจรถยนต์รุ่นนี้มากขึ้นแน่นอน


Honda ได้เปิดเผยโฉม Civic โฉมตัวถัง FB รุ่นปรับปรุงโฉมอย่างรวดเร็วในวันนี้ (12 พฤศจิกายน 2012) หลังจากที่มี
เสียงวิพากย์วิจารณ์กันอย่างหนาหูว่า Civic FB มีคุณภาพโดยรวมแย่ลงซึ่งนับตั้งแต่บัดนั้น Honda ก็ได้ให้คำสัญญาว่า
จะปรับปรุง Civic ให้ดีขึ้นจนหลายคนพอใจ

alt

Honda Civic FB Minorchange ได้มีการปรับโฉมรูปลักษณ์ให้ดูสวยและล้ำสมัยมากขึ้น ด้วยชุดกระจังหน้าแบบใหม่ที่ดู
คล้าย ๆ กับ Civic Coupe พร้อมกันชนหน้าทรงใหม่ที่มีความซับซ้อนในรายละเอียด, ฝากระโปรงหน้าก็จะมีการขึ้นชิ้นรูป
ใหม่ให้มีสันนูนมากกว่าเดิม, ส่วนบั้นท้ายก็จะเปลี่ยนไฟท้ายให้มีความแวววาวเหมือนกับอัญมณี นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม
ไฟทับทิมท้ายที่ดูคล้าย Accord โฉมใหม่พร้อมทั้งเปลี่ยนกันชนท้ายใหม่



Vicki Poponi ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ American Honda ได้เปิดเผยว่า Honda Civic รุ่นปรับปรุง
โฉมจะมีบุคลิคที่ดูเด็กขึ้น, พรีเมี่ยม ซึ่งคุณสมบัติทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่ทำให้ Civic เป็นรถคอมแพคท์ลำดับต้นของตลาด

กำหนดการเปิดตัวจะมีขึ้นในงาน LA Autoshow 2012 ส่วนตลาดเมืองไทยคงต้องรอสัก 1-2 ปี


บทความ อื่นๆ ...