PR News New Cars in Thailand
ปทุมธานี : 13  มีนาคม 2556  - มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย แจ้งยอดขายมิราจในไทย 1 ปี  49,296 คัน ในขณะที่ตลาดต่างประเทศตอบรับเยี่ยม พร้อมส่ง Mirage
รุ่นตกแต่งพิเศษ “บลูม เอดิชั่น (Bloom Edition)” ฉลองครบรอบ 1 ปี มิราจในไทย เป็นอีกทางเลือกสำหรับลูกค้า หวังเจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

alt

มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงความสำเร็จอย่างสูงของการแนะนำรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ ในเมืองไทยว่า
นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นรถยนต์อีโค คาร์ รุ่น 5 ประตู ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจาก
ลูกค้าด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 49% (ณ เดือนมกราคม 2556) ในขณะที่ยอดขายรวมนับจากเปิดตัวสูงถึง 49,296 คัน (ณ กุมภาพันธ์ 2556) โดยในปัจจุบันบริษัทฯ
มียอดขายมิราจขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 คัน ต่อเดือน หรือคิดเป็น 40-50% ของยอดขายรถยนต์รวมของบริษัท สำหรับในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าการจำหน่ายมิราจในประเทศ
ไว้ที่ 4,000 คัน ต่อเดือน

ในส่วนของการผลิตนั้น มิตซูบิชิ มิราจ เป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานภายใต้โครงการโกลบอล สมอลล์ รุ่นแรกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ถูกผลิตจากโรงงานใหม่แห่งที่ 3
ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ซึ่งนอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้วไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยยอดการผลิต
รวมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ทำการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ ไปแล้วกว่า 109,300 คัน  สำหรับเพื่อขายในประเทศ 54%  หรือ ประมาณ 58,800 คัน
และเพื่อส่งออกอีก 46% หรือ ประมาณ 50,500 คัน   จากยอดการผลิตดังกล่าวยังสามารถสะท้อนศักยภาพการผลิตของบริษัทฯ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถบรรลุเงื่อนไขของคณะกรรมการ
ส่งเสริมการลงทุน BOI ที่ระบุว่าจะต้องมีการผลิตจริงไม่น้อยกว่า 100,000 คันต่อปีภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากเปิดไลน์การผลิตได้อย่างแน่นอน  ทั้งนี้เพื่อให้สามารถตอบสนอง
ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นบริษัทฯ ยังได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้สามารถส่งมอบรถที่มียอดค้างส่งมอบซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10,000 คัน ได้เร็วยิ่งขึ้น
โดยลูกค้าสามารถรับรถได้ภายใน 1-2 เดือนเท่านั้น

ในส่วนของการตอบรับจากตลาดต่างประเทศ มร.มูราฮาชิ กล่าวว่าภายหลังจากการเปิดตัวในประเทศไทย  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เริ่มทยอยเปิดตัว มิราจ ในภูมิภาคต่างๆ
โดยเปิดตัวในบรูไนในเดือนมิถุนายน ประเทศญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม อินโดนีเซียในเดือนกันยายน ฟิลิปปินส์และมาเลเซียในเดือนพฤศจิกายน บังกลาเทศและออสเตรเลียในเดือนมกราคม 
และล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้มีการแนะนำมิราจใหม่ในประเทศนิวซีแลนด์ รวมทั้งยังมีแผนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ในภูมิภาคยุโรปในลำดับต่อไป สำหรับยอดการ
ส่งออกล่าสุดอยู่ที่กว่า 46,000 คัน โดยตลาดหลักในปัจจุบันเป็นประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งมิราจถูกส่งออกไปแล้วกว่า 21,500 คัน  ตามมาด้วยประเทศในแถบอาเซียนและโอเชียเนีย

alt
alt

ทั้งนี้ มร.มูราฮาชิ กล่าวว่าเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปีของมิราจ ในประเทศไทย ทางบริษัท ได้แนะนำมิราจ รุ่นตกแต่งพิเศษ “บลูม เอดิชั่น (Bloom Edition)” เพื่อเป็นอีกหนึ่ง
ทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งมาพร้อมเบาะผ้าแบบพรีเมียม พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมการตกแต่งสีเงิน แบบซิลเวอร์ เดคคอเรชั่น และ สัญลักษ์ Bloom Edition ที่ประตูท้าย โดยมี 2 สีให้เลือก
คือ สีม่วง Blossom Purple มีราคาขายอยู่ที่ 549,000 บาท  และสีขาวมุก White Pearl ซึ่งมีราคาขายอยู่ที่  554,000 บาท โดยจะจำหน่ายที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ 15 มีนาคมนี้
เป็นต้นไป และจะจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 7 เมษายนนี้ ที่เมืองทองธานี


กรุงเทพฯ – เชฟโรเลต เผยโฉม สปิน รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุดให้สื่อมวลชนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ก่อนหน้าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานบางกอก
อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ สปิน ซึ่งเป็นรถซับคอมแพ็กต์ระดับโลกของเชฟโรเลต จะออกทำตลาดรถบีเซกเมนท์ในประเทศไทย เพียบพร้อมด้วยความอเนกประสงค์
ในแบบรถเอ็มพีวี 7 ที่นั่ง ออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบาย เนื้อที่ใช้สอยกว้างขวาง รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ประหยัดเชื้อเพลิง สมรรถนะการขับขี่และ
การควบคุมที่เหนือชั้น อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่ร่วมสมัยและบึกบึน เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว ณ ร้าน Flow House ย่านสุขุมวิท เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา

เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เชฟโรเลต เปิดตัวรถเอ็มพีวีรุ่นแรกในเมืองไทยอย่างซาฟิร่า นับเป็นการบุกเบิกเซกเมนท์ใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ ซาฟิรา ประสบความสำเร็จ
อย่างมากโดยได้รับรางวัล “รถเอ็มพีวียอดเยี่ยมแห่งปี” ในประเทศไทยสามปีซ้อน ลูกค้ามีความประทับใจในซาฟิร่าอย่างมาก ในปัจจุบันยังคงเห็นซาฟิร่า โลดแล่นอยู่บน
ท้องถนนเมืองไทยมากมาย ทั้งนี้สปิน รุ่นใหม่ไม่ได้เป็นตัวแทนของซาฟิร่า แต่เดินตามรากฐานความเป็นเอ็มพีวีคุณภาพเยี่ยมที่สร้างสรรค์โดยเชฟโรเลต

alt

สปิน มีเป้าหมายเจาะกลุ่มคนไทยร่วมสมัย เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถที่มีความสะดวกสบาย กว้างขวาง มีขนาด
พอเหมาะและมีราคาไม่สูงเกินไป ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ในเมืองที่ต้องการรถสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูงหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วง
วันหยุดสุดสัปดาห์ สปิน อัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่แบ่งออกเป็นสองรุ่นย่อย เป็นรถที่ใครก็เป็นเจ้าของได้หากพิจารณาถึงราคาจำหน่ายและค่าใช้จ่าย
การดูแลรักษา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถของคนที่กำลังสร้างครอบครัวและคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในเมืองใหญ่ของประเทศไทย

สปิน ขึ้นสายการผลิตในศูนย์การผลิตแห่งใหม่ของจีเอ็ม อินโดนีเซีย ในเมืองเบกาซี โดยนอกจากทำตลาดในประเทศไทยและอินโดนีเซียแล้ว สปิน ยังถูกส่งออกไป
จำหน่ายในฟิลิปปินส์อีกด้วย โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาบนแพลทฟอร์มของเชฟโรเลต ในระดับโลก โดยได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์จากทีมวิศวกรของเชฟโรเลต
ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ ซึ่งนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาตั้งแต่เริ่มโครงการไปจนถึงขั้นตอนการออกแบบและการผลิต  

เส้นสายของสปิน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดูอัลพอร์ทเอกลักษณ์เฉพาะของเชฟโรเลต ให้ภาพลักษณ์ความร่วมสมัย และเน้นย้ำว่ารถเอ็มพีวีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้อง
มีรูปลักษณ์แบบดั้งเดิมเสมอไป

ทีมนักออกแบบของเจนเนอรัล มอเตอร์ส บราซิล เป็นผู้นำในการดีไซน์สปิน ซึ่งเอาใจใส่ในการออกแบบภายนอกเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้สปิน ดูเหมือนเป็น
‘รถเอ็มพีวีธรรมดาอีกคันหนึ่งในตลาด’ เส้นสายที่บึกบึนและชัดเจนทำให้รูปลักษณ์ของสปินมีความโดดเด่นและทันสมัย สัดส่วนตัวถังที่คมคายจากช่วงสันไหล่ด้านข้างตัวรถ
ที่สูงทำให้ตัวรถดูใหญ่กว่าที่เป็นและสะดุดตาขึ้น สะท้อนตัวตนความเป็นแบรนด์เชฟโรเลต ขนานแท้

alt
 
ห้องโดยสารของสปิน มีรายละเอียดอันพิถีพิถันเช่นกัน เป้าหมายอันดับแรกคือการพัฒนาพื้นที่อันกว้างขวางรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่งอย่างสะดวกสบาย พร้อมกับคง
ความยืดหยุ่นสูงในการใช้งาน การออกแบบภายในมีความอเนกประสงค์ ทันสมัย และมีกลิ่นอายความสปอร์ต ขณะเดียวกัน ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกที่นั่งยังสัมผัส
ได้ถึงความกว้างขวางเมื่อนั่งอยู่ในสปิน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว พื้นที่ในห้องโดยสารของสปิน ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งรวมถึงการย้ายเบรกมือเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับ
ช่องวางแก้ว ถึงแม้จะมีเนื้อที่อันกว้างขวางแต่ยังคำนึงถึงหลักสรีระศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้งานสวิทช์ต่างๆ ยังคงให้ความสะดวกอย่างเต็มเปี่ยม นอกจากเบาะที่นั่งที่
สามารถพับได้ 23 รูปแบบแล้ว สปิน ยังมีช่องเก็บของในห้องโดยสารมากถึง 32 ช่อง มีเนื้อที่ความจุอยู่ที่ 162 ลิตรเมื่อใช้เบาะ 7 ที่นั่ง โดยจะเพิ่มเป็น 864 ลิตร
หากพับเบาะแถวหลังลง และจะมีเนื้อที่สูงถึง 1,608 ลิตรหากพับเบาะแถวกลางลง

ตำแหน่งเบาะนั่งที่ค่อนข้างสูงทำให้เกิดมุมมองแบบโรงภาพยนตร์ เปิดทัศนียภาพรอบด้านให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งและสามารถสัมผัสได้ถึงความกว้างขวาง ขณะที่ตำแหน่ง
เบาะผู้ขับขี่ที่สูงช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและลดความเมื่อยล้า ห้องโดยสารของสปิน ยังมาพร้อมเอกลักษณ์ของเชฟโรเลต นั่นคือดีไซน์แบบดูอัล-ค็อกพิท แผงคอนโซลแบบทูโทน
ที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถันช่วยสร้างบรรยากาศระดับพรีเมียม มาตรวัดความเร็วของสปิน เป็นแบบดิจิตอล ส่วนมาตรวัดรอบเครื่องยนต์เป็นแบบเข็มอนาล็อกช่วยเพิ่มความสปอร์ต
อีกระดับ หากเข้าในที่มีแสงน้อยแผงมาตรวัดของเชฟโรเลต เรืองแสงโทนสีฟ้าไอซ์บลู เอกลักษณ์เฉพาะที่โด่งดังของเชฟโรเลต

อีกหนึ่งความโดดเด่นภายในห้องโดยสารของสปิน คือความเงียบ ด้วยการบุวัสดุเก็บเสียงเป็นอย่างดีซึ่งช่วยลดทั้งเสียงรบกวน แรงสั่นสะเทือน และความกระด้าง
ทำให้การขับขี่มีความเงียบสะดวกสบายอย่างมาก

เพื่อเติมความสมบูรณ์แบบให้การขับขี่ที่เงียบสงบและสร้างบรรยากาศแบบรถยนต์นั่ง สปิน มาพร้อมระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระและด้านหลังแบบกึ่งอิสระ ปรับแต่ง
เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่และควบคุมที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน ตอบสนองได้ทั้งการขับขี่ในเมืองและเสถียรภาพอันมั่นคงในช่วงความเร็วสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในรถระดับนี้ ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างแม่นยำโดยไม่สูญเสียความสะดวกสบายแม้แต่น้อย โดยสปิน มาพร้อมคอยล์สปริงทั้งสี่ล้อ

alt

สปิน จะออกจำหน่ายในตลาดประเทศไทยคือรุ่น LTZ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร เพลาราวลิ้นคู่เหนือฝาสูบ DOHC 16 วาล์วพร้อม
ระบบวาล์วแปรผันคู่ Dual-VVT (Dual Variable Valve Timing)  หัวฉีดเชื้อเพลิงมัลติพอยท์ (Multi-Point Fuel Injection) ให้พละกำลังสูงสุดที่ 107 แรงม้า
ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 148 นิวตัน-เมตรที่ 3,800 รอบ/นาที

ถ่ายพละกำลังลงพื้นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ขณะที่ระบบส่งกำลังมาตรฐานเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบ Driver Shift Control ให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์
ได้เองแบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถระดับนี้ อัตราทดเกียร์และเฟืองท้ายถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับการทำงานของเครื่องยนต์บล็อกนี้เพื่อสมรรถนะและ
ความประหยัดน้ำมันสูงสุด

alt

ทั้งนี้เชฟโรเลต สปิน มาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานอย่างระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน (หน้า/หลัง) เครื่องเสียงซีดี/เอ็มพี3 ลำโพงสี่ตัว พร้อมระบบเชื่อมต่อยูเอสบีและบลูทูธ
ช่องเสียบต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยไฟหน้าส่องสว่าง Follow-Me-Home และระบบกันขโมย สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกระหว่างสองรุ่นย่อยจะแตกต่างกันเล็กน้อย
รุ่น LTZ จะมาพร้อมระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติและราวหลังคา

เชฟโรเลต มีความเชื่อมั่นว่าเชฟโรเลต สปิน จะดึงดูดความสนใจของลูกค้าอย่างมาก ทั้งในด้านราคาจำหน่ายและอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน โดยสปิน 1.5 ลิตร LTZ จะเปิดตัว
อย่างเป็นทางการพร้อมเปิดให้ลูกค้าจับจองภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่กำลังจะถึงนี้


วอลโว่สานต่อความสำเร็จการเจาะตลาดรถหรู ส่งวอลโว่ V40 รุ่นใหม่ล่าสุดชิงเจ้าตลาดรถ 5 ประตูแฮทช์แบค ระดับพรีเมี่ยม ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นปราดเปรียว
แบบรถ 5 ประตูซึ่งมาพร้อมคุณสมบัติและบุคลิกรถหรูรุ่นใหญ่ ออกแบบตามแนวคิด “Designed Around You” ที่จะเปิดมิติใหม่แห่งการใช้ชีวิตในรถพรีเมี่ยม
พร้อมเปิดให้จองครั้งแรกในงานมอเตอร์โชว์ 25 มีนาคม - 7 เมษายนนี้ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี  โดยมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา

นางฉันทนา วัฒนารมย์ ประธานบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2555 ที่ผ่านมา วอลโว่ประสบความสำเร็จกับยอดขาย 1,854 คัน
ซึ่งสูงกว่าปี 2554 ถึงประมาณ 55% เพราะเรามีรถยนต์ที่มีคุณภาพครบทุกเซ็กเมนต์ ซึ่งออกแบบในแนวคิด “Designed Around You” ที่เน้นการให้ “คน”
เป็นจุดศูนย์กลางในการออกแบบ โดยนำความคิดของลูกค้ามาผสมผสานเพื่อออกแบบรถที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจสำหรับแต่ละบุคคล จึงทำให้สนองได้ทุก
ความต้องการของลูกค้า  และโดดเด่นด้วยนวัตกรรมมากมายทั้งในด้านรูปลักษณ์ การใช้งาน และความปลอดภัย   การนำเสนอรถยนต์พรีเมี่ยมคุณภาพสูงที่ตอบสนอง
ทุกมิติในการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์จะยังคงเป็นแกนหลักในการขยายตลาดในปีนี้

alt
 
“จากกระแสความต้องการและความนิยมรถยนต์ 5 ประตูที่ยังคงมาแรง รถพรีเมี่ยมแฮทช์แบคจะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หัวหอกของเราในปีนี้ นำโดย V40 รุ่นใหม่ซึ่ง
เรามั่นใจว่าเป็นรถที่ดีที่สุดในตลาดรถยนต์ 5 ประตูแฮทช์แบคระดับพรีเมี่ยม เมื่อรวมกับความเป็นผู้นำในตลาดรถเอสเตทที่วอลโว่ V50 และ V60 ครองตลาดอยู่
วอลโว่จะสามารถรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน” นางฉันทนากล่าว

การออกแบบมาในแนวคิดปรับตัวให้เข้ากับคนขับ แทนที่จะให้คนขับปรับตัวเข้ากับรถ และให้ผู้ขับได้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ตามแนวคิด
“Designed around You” จึงโดดเด่นมากใน 3 ด้าน ได้แก่ รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวมีสไตล์สะดุดตา  การสร้างประสบการณ์ใหม่โดยให้อิสระกับผู้ขับขี่ในการเลือกสร้าง
บรรยากาศและแสดงข้อมูลตามอารมณ์ในการขับขี่ เช่น ไฟ LED การจัดแสงภายในห้องโดยสารแบบเดียวกับในโรงละคร สามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 7 โทนสีตามอารมณ์ ฯลฯ
และความเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือกว่า ซึ่งทำให้ วอลโว่ V40 ใหม่เป็นรถ IntelliSafe หรือรถอัจฉริยะและปลอดภัยที่สุดในตลาดเดียวกัน ทั้งยังเป็นมิตร
ต่อสิ่งแวดล้อมโดยผ่านมาตรฐานยูโร 5

alt

Volvo V40 ใหม่ มีเครื่องยนต์เพียงแบบเดียวให้เลือก ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน T5 แบบ 5 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ให้พลังแรง 213 แรงม้า และแรงบิด 300 นิวตัน-เมตร 
ติดตั้งเกียร์ออโตเมติก 6 สปีด ที่ตอบสนองทันใจเปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวล สามารถเปลี่ยนเป็นการขับขี่แบบสปอร์ตเพิ่มความเร้าใจในการเดินทาง และสามารถรองรับน้ำมัน
ได้หลากหลายทั้งเบนซิน 95, E10 และ E20 ได้  มีอัตราสิ้นเปลือง 9.6 กม./ลิตรเมื่อขับขี่ในเมือง หรือ 17.2 กม./ลิตรเมื่อขับขี่นอกเมือง และเฉลี่ยในเมืองและ
นอกเมือง 13.3 กิโลเมตร/ลิตร

วอลโว่ V40 ใหม่ พรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู มีรูปลักษณ์หรูหราสง่างาม ด้วยการผสานความกะทัดรัดและปราดเปรียวของรถยนต์คอมแพคกับคุณสมบัติและบุคลิก
ของรถหรูรุ่นใหญ่ การออกแบบที่ชาญฉลาดทั้งภายในและภายนอกทำให้วอลโว่ V40 รุ่นใหม่เป็นรถพรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู ที่แตกต่างด้วยบุคลิกที่มีสไตล์ 
ภายในไม่เหมือนใครด้วยเบาะนั่งที่โอบอุ้มรับสรีระผู้นั่งในทุกที่นั่ง กระจกมองหลังแบบไร้กรอบสุดเท่ ธีมของไฟภายในห้องโดยสารที่ปรับเปลี่ยนได้ถึง 7 สี ตามบรรยากาศ
และอารมณ์ ไม่ว่าจะเตรียมตัวไปดินเนอร์สุดหรู เดินทางไปทำงานธรรมดา หรือเตรียมไปปาร์ตี้สุดฮิป

alt
alt

นอกจากนี้ วอลโว่ V40 ใหม่ ยังเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ให้อิสระกับผู้ขับ สามารถ ปรับหน้าจอข้อมูลให้เป็นสไตล์ของตัวเอง เพียงโยกคันบังคับที่อยู่หลังพวงมาลัย หน้าปัด
แบบดิจิตอลของวอลโว่ V40 แสดงผลได้ถึง 3 แบบตามอารมณ์ในการขับขี่ คือ แบบ Elegance แสดงผลด้วยโทนสีเหลืองในรูปแบบดั้งเดิม คือ มีมาตรวัดความเร็วอยู่ตรงกลาง
มาตรด้านซ้ายแสดงอุณหภูมิเครื่องยนต์และระดับน้ำมันในถัง และด้านขวาแสดงรอบเครื่องยนต์แบบ Performance แสดงผลด้วยโทนสีแดงอารมณ์สปอร์ต มีมาตรวัดรอบ
เครื่องอยู่ตรงกลาง และแสดงความเร็วเป็นตัวเลขดิจิตอล ด้านขวาแสดงกำลังของรถ ช่วยคำนวณกำลังของรถได้แบบวินาทีต่อวินาที และ Eco แสดงผลด้วยโทนสีเขียว
มี Eco Guide ที่วัดความเร็วรถ ความเร็วรอบเครื่อง ตำแหน่งวาล์วปีกผีเสื้อ (Throttle) และการเบรกเพื่อประเมินความประหยัดของเชื้อเพลิง และแนะแนวทางให้ผู้ขับ
ขับขี่ประหยัดมากยิ่งขึ้น  ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างประหยัดสูงสุด

ด้วยระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ทำให้วอลโว่ V40 ใหม่รถยนต์พรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู ได้รับการจัดอันดับระดับ 5 ดาวในการทดสอบการชนของ Euro NCAP ที่เข้มข้น
สามารถทำคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในทุกหัวข้อของการทดสอบ ทั้งการปกป้องผู้ใหญ่ การปกป้องเด็ก ระบบเพิ่มความปลอดภัย และการปกป้องคนเดินถนน โดยผ่าน
การทดสอบการปกป้องผู้ใหญ่ (Adult Protection) ด้วยคะแนน 98% ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดตั้งแต่เคยมีมาของ Euro NCAP  และผ่านการทดสอบด้านระบบเพิ่มความปลอดภัย
(Safety Assist) ด้วยคะแนน 100% เนื่องจากมีเทคโนโลยีมากมาย อาทิ ระบบตรวจจับคนเดินเท้า  ระบบ Lane Keeping Aid และ ระบบเตือนจุดอับสายตารุ่นใหม่ (BLIS)
เป็นต้น รวมทั้งสร้างสถิติใหม่ในด้านการปกป้องคนเดินถนนอีกด้วย

นอกจากนี้ วอลโว่ V40 ใหม่ พรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู ยังมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ได้แก่ เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำ (City Safety)
เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งในวอลโว่ V40 ทุกรุ่น โดยปรับปรุงใหม่ให้ทำงานครอบคลุมถึงความเร็วไม่เกิน 50 กม./ช.ม. (จากเดิม 30 กม./ช.ม.) ระบบนี้จะหยุดรถให้เองหาก
คนขับไม่แตะเบรกขณะที่รถคันหน้าชะลอความเร็วหรือหยุด  หรือเมื่อรถพุ่งเข้าหารถคันหน้าที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยความเร็วสูงเกินไป ส่วนระบบ Lane Keeping Aid ช่วยให้รถ
อยู่ในเลนของตัวเอง หากหัวรถเบนออกนอกแนวที่ควรจะเป็น ระบบจะทำงานทันที โดยส่งสัญญาณทำให้พวงมาลัยสั่นเพื่อเตือนให้คนขับดึงให้รถกลับเข้ามาในแนวที่ควรจะเป็นระบบนี้
ทำงานในขณะที่รถกำลังขับขี่ด้วยความเร็วระหว่าง 65-200 กม./ชม. ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Park Assist Pilot) ช่วยให้จอดแบบขนานขอบทางได้อย่างง่ายดาย โดยที่ระบบอัจฉริยะ
จะควบคุมการบังคับเลี้ยวของรถเอง ผู้ขับขี่เพียงกำหนดความเร็วและเกียร์เท่านั้น ระบบกล้องและสัญญาณเตือนมุมอับสายตารุ่นใหม่ (BLIS) ที่ใช้เรดาร์ช่วยในการติดตามและแจ้งเตือน
ผู้ขับขี่เมื่อมีรถขับมาทางด้านหลังในจุดที่อับสายตาทั้งด้านซ้ายและขวาห่างไปในระยะ 70 เมตร จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเลน และระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทาง
ด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert) เมื่อถอยรถออกจากช่องจอดรถ เรดาร์จะส่งเสียงและแสดงภาพเตือนหากมีรถวิ่งอยู่ในระยะ 30 เมตรทั้งสองด้าน

แม้การเปิดตัวจะยังไม่เปิดเผยราคาออกมา แต่คาดว่า Volvo V40 ใหม่ จะมีราคาเริ่มต้นที่ 1.79 ล้านบาท ตามที่มีข้อมูลหลุดออกมาก่อนหน้านี้ครับ


เท่าที่ผู้เขียนสังเกตปรากฏการณ์ของ Honda Accord เจเนเรชั่นที่ 9 ในประเทศไทยก็พบว่าเมื่อทุกคนเริ่มรู้สเปคและภาพ
แอบถ่ายของ Accord เวอร์ชันในไทยแล้ว อยู่ดี ๆ ก็มีกระแสฮือฮาจากในเวบบอร์ดของพวกเราและเวบบอร์ดคลับ (ที่
เตรียมตั้งเพื่อรอรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ) ในแง่บวกเป็นอย่ามาก นั่นก็แสดงว่าการเปิดตัว All New Honda Accord ในครั้งนี้คง
จะไม่น่าเป็นห่วงมากนัก


แต่ปริศนาที่ทุกคนรอคอยคือ Honda จะจัดเต็มเทคโนโลยี Earth Dreams Technology แบบหัวฉีดตรงหรือไม่? เพราะ
ดูเหมือนทุกคนจะค้างคาใจกันไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องของเทคโนโลยีเครื่องยนต์อยากให้ทุกคนลองอ่านรายละเอียดใน
บทความนี้เสียก่อนครับ

โดยรวม Honda พยายามจัดเต็มกับ Accord เจเนเรชั่นที่ 9 อย่างตั้งใจพอสมควร ดูเหมือนพวกเขาหมายมั่นปั้นมือที่จะ
โค่น Toyota Camry จริง ๆ จัง ๆ เสียทีเพราะ Honda ยังไม่สามารถปราบ Toyota Camry ได้อยู่หมัดมาตลอดเวลา 10
กว่าปี แม้ Honda จะฮึดสู้แค่ไหนก็ทำได้แค่ชนะ Camry ในระยะสั้น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นการกระทุ้งให้ Nissan Teana
ที่เริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเกือบ 10 ปีให้อ่อนรัศมีลงไป (จนกว่าโฉมใหม่จะทำตลาด)



alt



alt


Honda Accord ใหม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงเจนเนอเรชั่นที่ 9 ด้วยดีไซน์ใหม่สะท้อนความหรูหรา สง่างาม
รอบคัน ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย มาพร้อมระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ และรองรับการใช้น้ำมัน E85
เหมือนกับรุ่นน้องอย่าง Honda Civic และ CR-V อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอก
Honda Accord ใหม่มีดีไซน์ที่เฉียบคมทุกตารางนิ้ว สะดวกสบายด้วยตัวถังขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าที่ล้ำสมัย
ไฟหน้าแบบแอลอีดี และไฟส่องส่วางสำหรับการขับขี่เวลากลางคืน เคร่งขรึมด้วยเสากลางรถสีดำหรูแบบเปียโนแบล็ค ไฟ
ท้ายแบบแอลอีดี และระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ ทั้งยังใช้โครงสร้างเหล็กกล้าพิเศษคุณภาพสูงและมีความยืดหยุ่นดี
เยี่ยม จึงทำให้ตัวถังมีความแข็งแกร่งทนทานและมีน้ำหนักลดลง

ห้องโดยสารภายในสะดวกสบาย
ด้านการออกแบบภายในห้องโดยสารของ Honda Accord เจนเนอเรชั่น 9 เน้นการเพิ่มความสบายสูงสุด ให้แก่ผู้ขับขี่
และผู้โดยสาร ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขึ้นกว่าเดิม มีพื้นที่วางขาตอนหลังกว้างขึ้นมากกว่า 1 นิ้ว และที่นั่งทั้งตอนหน้าและ
ตอนหลังมีพนักพิงที่กว้างขึ้นเป็นพิเศษ ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีความจุเพิ่มขึ้นกว่า 1 ลูกบาศก์ฟุต หรูหราด้วย
คอนโซล มาตรวัด การตกแต่งลายไม้หรูหรา ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมี่ยม เช่น เบาะนั่งด้านคนขับปรับ
ไฟฟ้า 8 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่
(Memory Seat) และระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร (Active Noise Control) ทั้งยังมีระบบปรับอากาศ
อัตโนมัติแบบ Dual zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมระบบสตาร์ท
เครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System) ที่ใช้งานได้ง่ายสะดวกและรวดเร็ว


alt


เครื่องยนต์
Honda Earth Dreams Technology นวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ "เอิร์ธ ดรีม" ครั้งแรกในไทย Honda Accord
ขนาดเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ทุกรุ่น ซึ่ง "Earth Dremas Technology" เป็นเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคตที่เป็น
มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่และเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงสุด เพื่อ
สร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดและสมรรถนะแรงม้าที่สูงขึ้น โดยมีอัตราการปล่อยมลพิษต่ำ

แอคคอร์ด ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น โดยมีเครื่องยนต์ 2 ขนาด ได้แก่
• เครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว แบบ DOHC i-VTEC ขนาด 2.4 ลิตร พร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ "Earth
Dreams" ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีสมรรถะการขับขี่ที่คล่องตัว ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ด้วยกำลังสูงสุด 174 แรงม้า
ที่ 6,200 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 225 นิวตัน-เมตร (23.0 กก.-ม.) ที่ 4,000 รอบต่อนาที ได้แก่ รุ่น 2.4EL,
2.4EL (Navi) และ 2.4 TECH
• เครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว แบบ SOHC i-VTEC ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อ
นาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 190 นิวตัน-เมตร (19.4 กก.-ม.) ที่ 4,300 รอบต่อนาที ได้แก่ รุ่น 2.0EL และ 2.0EL (Navi)
• เครื่องยนต์ทุกรุ่น มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด


alt



alt


เทคโนโลยีความปลอดภัย
ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ทั้ง
ถุงลมคู่หน้าอัจฉริยะ Dual i-SRS ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbag พร้อมม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain
Airbags ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย MA-EPS ระบบช่วยการออกตัวขณะ
อยู่บนทางลาดชัน HSA ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ ระบบ
กุญแจนิรภัย Immobilizer สัญญาณฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ESS

นอกจากนี้ แอคคอร์ด ใหม่ ยังเพิ่มฟังก์ชั่นความปลอดภัยระดับสูงสุด ให้ความมั่นใจรอบด้านด้วยทัศนวิสัย 360 องศา
และเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ
• Collision Mitigation Brake System (CMBS) ระบบเตือนการชนด้านหน้าด้วยเรดาห์พร้อมระบบช่วยเบรก
เป็นระบบที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็ว เมื่อรถคันหน้าอยู่ใกล้เกินไป และในกรณีที่อยู่ในระยะที่เสี่ยงมาก ระบบ CMBS
จะทำการเบรกอย่างเต็มที่เพื่อลดความรุนแรงในการชน
• Honda LaneWatch ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ช่วยลดจุดบอดในการมองเห็นของกระจก
มองข้างด้านซ้าย โดยจะใช้กล้องในการจับภาพและแสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 8 นิ้ว


alt


• Adaptive Cruise Control (ACC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ทำงานด้วยเรดาห์ตรวจจับ
ความเร็วของรถคันหน้าและควบคุมระยะห่างให้เหมาะสม โดยระบบ ACC จะลดความเร็วของรถยนต์ลงโดยอัตโนมัติเมื่อ
รถคันหน้ามีการชะลอความเร็ว เพื่อรักษาระยะห่างในระดับที่ปลอดภัย และจะเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นกลับสู่ระดับปกติโดย
อัตโนมัติเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับตั้งความเร็วอัตโนมัติของรถให้แปรผันตาม
ระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 4 ระดับ โดยเรดาห์มีรัศมีการตรวจจับความเร็วที่ระยะทางราว 91.44 เมตร (100 หลา)
• ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบแอลอีดี (Daytime Running Lights)


alt


• ระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติ Active Cornering Light (ACL) เพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวรถในเวลา
กลางคืน
• Multi-angle Rearview Camera กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการ
ถอย สามารถเลือกดูมุมกล้องที่แตกต่างกันได้ทั้งแบบ 130 องศา 180 องศา และมุมมองจากด้านบน


alt


ระบบเครื่องเสียง
แอคคอร์ด ใหม่ มีการติดตั้งระบบเครื่องเสียง โดยมีวิทยุและเครื่องเล่น CD ที่สามารถรองรับแผ่น
CD-R ที่บันทึกไฟล์ MP3 พร้อมหน้าจอแสดงผล TFT ขนาด 8 นิ้ว ฮาร์ดดิสก์สำหรับบันทึกไฟล์เพลง (HDD Audio) และ
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth

สี
แอคคอร์ด ใหม่ มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก), สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก), สีดำคริสตัล (มุก) และ 2 สีใหม่
ได้แก่ เทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และสีทองแชมเปญฟรอสต์ (มุก) ส่วนภายในห้องโดยสารนุ่มสบายด้วยเบาะหนังที่มีให้
เลือกทั้งแบบสีเบจ และสีดำ

*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น


alt





กรุงเทพมหานคร (7 มีนาคม 2556) – บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว นิสสัน พัลซาร์ ใหม่ รถยนต์แฮทช์แบค 5 ประตู
สำหรับผู้มีสไตล์ โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นรถยนต์แฮทช์แบค ระดับพรีเมี่ยมที่ให้ความรื่นรมย์ทุกการขับขี่ และได้รับการออกแบบที่ดูมีระดับ
ปราดเปรียวทุกมุมมอง ครบครันด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อสมรรถนะและอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีขึ้น พร้อมมอบพื้นที่ใช้สอยภายในที่กว้างขวางสะดวกสบาย

alt
alt

ด้วยการออกแบบที่เน้นอารมณ์สปอร์ตในทุกมุมมอง นิสสัน พัลซาร์ ใหม่ จึงถูกสรรสร้างให้มีเส้นสายที่ปราดเปรียวพลิ้วไหว โดยเฉพาะเส้น Waistline ที่ได้รับ
แรงบรรดาลใจจากมาจากรถสปอร์ตหรู อย่างนิสสัน 370Z นอกจากนี้ยังโดดเด่นอีกระดับด้วย ไฟหน้าแบบไบซีนอนโปรเจ็คเตอร์ และล้ออัลลอยลายดุดันขนาด 17 นิ้ว

ส่วนจุดขายหลักของนิสสัน พัลซาร์ คือ ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ที่มาพร้อมระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสาร
แถวหลัง พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน และระบบนำทางแบบหน้าจอสัมผัส ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติและเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ และห้องโดยสารที่กว้างขวาง
ที่เหนือกว่าใคร

alt
alt

นิสสัน พัลซาร์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.8 ลิตร 131 แรงม้า และเครื่องยนต์พัฒนาใหม่ขนาด 1.6 ลิตร 116 แรงม้าระบบส่งกำลัง XTRONIC CVT
(Continuous Variable Transmission) ช่วยให้นิสสัน พัลซาร์ ใหม่ ขับขี่นุ่มนวลและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

“นิสสัน พัลซาร์ ใหม่ สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ใช้รถยนต์ของกลุ่มหนุ่ม-สาว ยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายหรือ Urbanistas  สะท้อนคล่องตัว และช่วยผลักดัน
ให้แบรนด์นิสสันเข้าไปใกล้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้มากขึ้น” คุณประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส การตลาดและขาย กล่าว พร้อมเสริมว่า “เราได้เลือก
การสื่อสารไปยังกลุ่มนี้ด้วยคำนิยาม  “กล้าที่จะเติมสไตล์ให้ชีวิต” ผ่านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และช่องทางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบรวมทั้งด้านออนไลน์
และการจัดแสดงนิสสัน พัลซาร์ ในแหล่งฮอทฮิตกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ”  นายทาคายูกิ คิมูระ ประธานบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

alt

โดย นิสสัน พัลซาร์ ใหม่ มาพร้อม 5 รุ่นตกแต่ง 5 ราคาด้วยกัน ได้แก่ 1.6 S 776,000 บาท 1.6 V 839,000 บาท 1.6 SV 872,500 บาท และ
1.8 V 925,000 บาท 1.8 V Navi Sunroof 976,000 บาท


บทความ อื่นๆ ...