PR News New Cars in Thailand
กรุงเทพฯ - บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าเผยโฉมรถยนต์คอมแพคท์ซีดานไฮบริดคันแรก
ของตนในไทย พร้อมตอบโจทย์ความต้องการในตลาดคอมแพคท์ซีดาน ด้วย Honda Civic Hybrid ที่พัฒนาขึ้น
บนพื้นฐานของ Civic FB รุ่นปัจจุบัน เปิดตัวทำตลาด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Hybrid ในราคา 1,035,000 บาท
และรุ่น Hybrid Navi ราคา 1,095,000 บาท ทำการเผยโฉมอย่างเป็นทางการไปแล้วเรียบร้อย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2013
ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ย่านราชประสงค์

alt

Honda Civic Hybrid ใหม่ มาพร้อมการตกแต่งแบบพิเศษ ในแบบเฉพาะรุ่นไฮบริด ผสานเข้ากับดีไซน์ที่ลงตัว
ของ Civic FB เช่นกระจังหน้าแบบ Clear Blue พร้อมโคมไฟหน้า HID แบบโปรเจคเตอร์ที่ได้รับการออกแบบในสไตล์
Clear Blue ด้วยเช่นกัน ในขณะที่ด้านท้าย มีการเปลี่ยนไฟท้ายใหม่ ให้เป็นแบบ LED พร้อมสีโคมแบบ Clear Blue
และสปอยเลอร์หลังขนาดเล็ก ติดตั้งบนฝากระโปรงท้าย และมีการสวมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว ที่ออกแบบ
มาเพื่อ Civic Hybrid โดยเฉพาะ

alt

ส่วนดีไซน์ภายในห้องโดยสาร มีความล้ำสมัยในแบบ Futuristic Cockpit ตกแต่งด้วยโทนสีเทา โดยในรุ่น Hybrid
จะได้รับการหุ้มเบาะด้วยวัสดุผ้ากำมะหยี่ ส่วนรุ่น Hybrid Navi จะหุ้มเบาะด้วยหนังแท้ โดยมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
ในห้องโดยสารครบครัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ หรือ i-MID (Intelligent Multi-information
Display) ที่จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถอย่างครบครัน ทั้งเครื่องเสียง ความประหยัดระหว่างการขับขี่ และแสดง
การทำงานของระบบไฮบริด รวมไปถึงระบบ Eco Assist ช่วยแนะนำการขับขี่แบบประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น
ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (One Push Ignition System) ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart
Key System)

alt
alt
alt 

ขุมพลังไฮบริด ที่นำมาติดตั้งใน Civic Hybrid เป็นขุมพลังที่แตกต่างจาก Jazz Hybrid อย่างชัดเจน เพราะเป็นการ
ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 8 วาล์ว SOHC i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร เชื่อมต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริด IMA ให้กำลัง
รวมสูงสุด 110 แรงม้า โดยตัวเครื่องยนต์มีแรงบิดสูงสุดที่ 132 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบ/นาที และมอเตอร์ไฟฟ้า
มีแรงบิดสูงสุดที่ 106 นิวตัน-เมตร ที่ 500-1,546 รอบ/นาที โดยมีการเก็บประจุไฟฟ้าสู่แบตเตอรี่ Li-ion ที่ติดตั้ง
บริเวณเบาะที่นั่งด้านหลัง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตและจำหน่ายในไทย ที่มีการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่
Li-ion ให้ทั้งประสิทธิภาพที่สูงกว่า และน้ำหนักที่เบากว่า

โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อน และเสริมแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ในช่วงออกตัวหรือเร่งแซง เมื่อขับขี่
ด้วยความเร็วต่ำคงที่ เครื่องยนต์จะหยุดการทำงานและตัดเข้าสู่ EV Mode ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
ซึ่งจะไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ช่วงลดความเร็วหรือเบรก เครื่องยนต์จะหยุดทำงานและระบบจะนำ
พลังงานที่สูญเสียไปในขณะหยุดรถ ชาร์จกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ และเมื่อรถหยุด เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุด
การทำงานอัตโนมัติ เป็นการเข้าสู่โหมด Idling Stop เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน และลดมลพิษ

alt

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น ระบบถุงลมนิรภัยคู่หน้า (Dual SRS) และระบบถุงลมด้านข้าง
อัจฉริยะ (i-Side Airbags) ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA
ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Start Assist และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าพร้อมระบบช่วยผ่อนแรงรุ่นใหม่ MA-EPS

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ด้วยรูปลักษณ์
ดีไซน์ที่ลงตัวของซีวิค ไฮบริด โฉมล่าสุด ผสานกับสมรรถนะการขับขี่ที่คงความสนุก ประหยัดเชื้อเพลิง ควบคู่กับเทคโนโลยี
ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฮอนด้ามั่นใจว่า ซีวิค ไฮบริด ใหม่ จะเข้ามาเติมเต็มตลาดรถยนต์ไฮบริดในระบบคอมแพคท์ซีดาน
ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าหมายการจำหน่ายไว้ที่ 7,200 คัน/ปี"

alt

Honda Civic Hybrid ใหม่ พร้อมจำหน่ายในสีตัวถัง 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
สีขาวฟรอสตี้ (เมทัลลิก) และสีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) โดยรุ่น Hybrid จะจำหน่ายในราคา 1,035,000 บาท
และรุ่น Hybrid Navi จำหน่ายในราคา 1,095,000 บาท ซึ่งในโอกาสนี้ ฮอนด้า ได้ประกาศการรับประกันระบบไฮบริด
ทั้งระบบ 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง และขยายการรับประกันแบตเตอรี่เพิ่มเป็น 10 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพจาก
ฮอนด้า พร้อมทั้งประกาศขยายอายุการรับประกันแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์รุ่นซีอาร์-ซีร์ และแจ๊ซ ไฮบริดเพิ่มอีก 5 ปีเช่น
เดียวกัน ทั้งนี้ครอบคลุมถึงลูกค้าที่ได้ซื้อรถยนต์ทั้งสองรุ่นไปก่อนหน้านี้อีกด้วย


บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว
เปิดตัวปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 เอส (911 Carrera 4S) ซึ่งได้รับการสรรสร้างให้ออกมาเป็น 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่ล่าสุดที่เปี่ยมไป
ด้วยประสิทธิภาพและศักยภาพเครื่องยนต์ที่เหนือชั้นและมาพร้อมกับจุดเด่นในเรื่องของความคล่องตัวว่องไว และมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ
active all-wheel drive system ที่มาพร้อมกับระบบ PTM (Porsche Traction Management) อีกด้วย ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่เป็นแบบฉบับของปอร์เช่
ซึ่งเน้นที่ทางด้านหลังใน 911 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้จะเป็นเสมือนเครื่องการันตีได้ถึงความคล่องตัวของรถที่เหนือชั้นไม่ว่าจะอยู่บนสภาวะท้องถนนในรูปแบบใด
หรือในสภาวะอากาศใดก็ตาม 911 คาร์เรร่า 4 เอส (911 Carrera 4S) ใหม่นี้จะเต็มไปด้วยประสิทธิภาพการขับเคลื่อนที่คล่องตัวและเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม
เปิดตัวไปแล้ว ณ ลานแฟชันฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ย่านปทุมวัน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2012

alt

911 แบบขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ล่าสุดนี้จะเริ่มทำการเปิดตัวสู่ตลาดถึง 4 เวอร์ชั่นด้วยกัน นั่นคือ 911 Carrera 4, 911 Carrera 4S ทั้งในรูปแบบคูเป้ (Coupe)
และคาบริโอเลต (Cabriolet) ซึ่งความเป็นสปอร์ตจะเต็มพิกัดเสมือนเวอร์ชั่นขับเคลื่อนล้อหลัง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรถให้เน้นเรื่องน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือน
เครื่องยนต์ และระบบส่งผ่านกำลัง ซึ่งมีเพียงระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อเท่านั้นที่แตกต่างออกไป  เครื่องยนต์จะมีประสิทธิการขับเคลื่อนในระดับสูง ทั้งสี่รุ่นมีอัตราการ-
บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่น้อยกว่ารุ่นเดิมถึง 16% เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านี้รุ่น 911 คาร์เรร่า 4 (911 Carrera 4) ใหม่นี้จะมีน้ำหนักที่เบากว่าเดิมถึง 65 กิโลกรัมเลยทีเดียว

alt

คุณสมบัติที่โดดเด่นและแตกต่างของ 911 แบบขับเคลื่อนสี่ล้อคือความกว้างของด้านหลังรถ หากเปรียบเทียบกับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง ซุ้มล้อทางด้านหลัง
จะขยายกว้างขึ้นข้างละ 22 มิลลิเมตร ยางหลังจะมีความกว้างกว่าเดิม 10 มิลลิเมตร ไฟท้ายแดงที่เชื่อมยาวจากไฟท้ายข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ยังคงอยู่
แต่ได้มีการพัฒนาออกมาในรูปแบบใหม่อีกด้วย

ทั้งรุ่นคูเป้และคาบริโอเลตของ 911 คาร์เรร่า 4 เอส นี้ต่างมีเครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตรแบบ boxer ติดตั้งทางด้านหลัง และสร้างพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 400 แรงม้า
สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 4.1 วินาทีเท่านั้น (รุ่นคาบริโอเลต: 4.3 วินาที) ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 299 กม./ชม. (รุ่นคาบริโอเลต: 296 กม./ชม.)
อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงหากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK สำหรับรุ่นคูเป้อยู่ที่ 9.1 ลิตร/100 กิโลเมตร (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 215 กรัม/กิโลเมตร)
ส่วนรุ่นคาบริโอเลตอยู่ที่ 9.2 ลิตร/100 กิโลเมตร (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัม/กิโลเมตร)

alt

ใน 911 Carrera 4 ใหม่นี้จะมีเมนูใหม่ที่แผงหน้าปัดเพื่อทำการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ PTM นั้นกำลังกระจายพละกำลังเครื่องยนต์อย่างไร
ไม่เพียงเท่านี้ยังมีระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) ให้เลือกติดตั้งได้ในทุกๆ รุ่น เพื่อควบคุมระยะห่างและความเร็วของรถอีกด้วย หากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK
มาด้วยแล้วนั้นระบบ ACC จะเพิ่มฟังก์ชั่นความปลอดภัย Porsche Active Safe (PAS) เพื่อช่วยป้องกันการชนทางด้านหน้า ไม่เพียงเท่านี้ปอร์เช่ยังนำเสนอกระจกซันรูฟใหม่ล่าสุด
ให้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้สำหรับ 911 คาร์เรร่า คูเป้ (911 Carrera Coupe) อีกด้วย หาก 911 ติดตั้งระบบเกียร์มาตรฐานและระบบ Sport Chrono Pack
มาด้วยนั้นจะสามารถเพิ่มความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น หากอยู่ในโหมดสปอร์ต พลัส แล้วนั้นระบบจะทำการ double-declutches ระหว่างลดระดับเกียร์อีกด้วย

ทั้งนี้ 911 Carrera 4 และ 4S รุ่นก่อน ถือว่าเป็นความประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะสร้างยอดขายถึง 24,000 คันตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ถือได้ว่ามีส่วนแบ่งการตลาด
จากยอดขาย 997 เจเนอเรชั่นที่ 2 ถึง 34% เลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาของระบบขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมอีกทั้งยังมีเครื่องยนต์ที่มาพร้อมกับระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง
(Direct petrol injection) ระบบเกียร์อัตโนมัติ (Porsche Doppelkupplung (PDK)) และระบบควบคุมการทรงตัว Porsche Traction Management (PTM) แบบไฟฟ้า

alt

ซึ่งในวันนี้เอเอเอสฯ พร้อมแล้วที่จะนำท่านสัมผัสกับอีกหนึ่งสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์จากปอร์เช่ ที่สรรสร้างและรวบรวมเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมาสู่ Porsche 911 Carrera 4S คันนี้
ได้อย่างใกล้ชิด และเมื่อซื้อรถยนต์ ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 (911 Carrera 4) และ 911 คาร์เรร่า 4 เอส (911 Carrera 4S) ใหม่จากทางเอเอเอสฯ ท่านสามารถเลือกรับ
ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการรับประกันจากโรงงานปอร์เช่ประเทศเยอรมนีนาน 9 ปี และ Service Package นานถึง 4 ปี* (Terms & Condition Apply)


บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย รุกแผนการตลาดรับปี 2556
ด้วยการเพิ่มรุ่นพิเศษเสริมทัพรถยนต์เอนกประสงค์เอาใจลูกค้า SUV ด้วย “The New Hyundai Tucson NAVI Series” ติดตั้งจอ LCD ขนาด 6.9 นิ้ว
และเครื่องเล่น DVD พร้อมระบบนำทาง NAVIGATOR ยกระดับการใช้งานให้เหนือกว่า เพราะรถยนต์ SUV คือเครื่องสะท้อนรสนิยมการใช้รถที่ “ไม่เหมือนใคร”
เปิดตัวและพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา โดยยังไม่มีการประกาศราคาออกมาแต่อย่างใด

alt

เจ้าของฉายา “Uniquely Sexy SUV” รุ่นล่าสุดจากฮุนได ตอบสนองรสนิยม และไลฟ์สไตล์ด้วยบทบัญญัติที่ชัดเจน “เพราะไลฟ์สไตล์ของคุณ...ไม่เลียนแบบใคร”
ซึ่งทำให้ยอดจำหน่ายของ The New Hyundai Tucson Series ในอดีตขยับตัวสูงขึ้นทุกปี จึงพร้อมรุกคืบตลาดมากขึ้นไปอีก ด้วยการใช้แผนที่นำทางของ Speed NAVI
มาเติมเต็มการใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพ เพื่อการเดินทางและการสู่จุดหมายที่ไร้อุปสรรค์ และเป็นเอกลักษณ์ที่คุณสามารถสัมผัสได้

นอกจากนี้ ในช่วงเปิดตัวพบกับข้อเสนอสุดพิเศษดอกเบี้ย 1.79% ผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน กับบริษัทลิสซิ่งกสิกรไทย

The New Hyundai Tucson NAVI Series มีให้เลือก 2 แบบ 2 สไตล์ ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 166 แรงม้า เกียร์ 6 สปีด ขับเคลื่อน 2 ล้อและ
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบดีเซล 177 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ โชว์เทคโนโลยี ที่เน้น คุณภาพ สมรรถนะการขับขี่ และความประหยัดที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน
ตามมาตรฐานรถนำเข้าคุณภาพเดียวทั่วโลกจากประเทศเกาหลี

alt

พบกับอีกระดับของความเซ็กซี่และประสบการณ์ในการเดินทางแบบใหม่ได้แล้ววันนี้กับ The New Hyundai Tucson NAVI Series ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ



เบนท์ลี่ย์ ส่งรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพความเร็วสูงสุดออกมาให้ได้ยลโฉมแล้ว นั่นคือ คอนติเนนทัล จีที สปีด คูเป้ (Continental GT Speed Coupe)
ซึ่งสามารถทะยานไปได้เร็วถคง 329 กม./ชม. จีที สปีด (GT Speed) จะออกมาตอบโจทย์บรรดาแฟนๆ ผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลรถที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพที่โดดเด่น ปราดเปรียว
มีรูปลักษณ์การออกแบบที่ไม่เหมือนใครและเต็มไปด้วยความสปอร์ตที่หรูหราอย่างมีระดับได้เป็นอย่างดี โดยได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปแล้ว
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2012 ณ โชว์รูม Performance Auto Gallery บนชั้น 2 ของศูนย์การค้าสยามพารากอน ย่านปทุมวัน

alt
alt

พละกำลังเครื่องยนต์ของคอนติเนนทัล จีที สปีด (Continental GT Speed) ใหม่ ได้มาจากเครื่องยนต์ขนาด 6 ลิตร 48 วาล์ว ทวินเทอร์โบ W12 และสามารถสร้างกำลัง
ได้สูงสุดถึง 616 แรงม้า หรือ 460 กิโลวัตต์ ที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 800 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ในระยะเวลา
เพียงแค่ 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 329 กม./ชม. ส่งผ่านกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะที่มีอัตราการทดเกียร์ที่สั้นและทรงประสิทธิภาพ เปลี่ยนระดับเกียร์ผ่าน
การควบคุมด้วยซอฟท์แวร์เพื่อการทำงานที่ลงตัว อีกทั้งยังช่วยในการลดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงลงอีก 12% และช่วยลดอัตราการปล่อยมลพิษอีกด้วย

ความท้าทายในการพัฒนาประสิทธิภาพของจีที สปีด (GT Speed) คันนี้คือการปรับเปลี่ยนตัวถังซึ่งรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพวงมาลัย ระบบกันสะเทือน
และระดับความสูงต่ำของรถด้วยเช่นกัน พร้อมกับล้อขนาด 21 นิ้วลาย Speed Wheels ที่มาพร้อมกับยาง Pirelli PZero ขนาด 275 35 R21 ที่ทำงานคู่กันได้อย่างลงตัว
ผลลัพธ์ที่ได้คือความสปอร์ตที่เพิ่มมากขึ้น การรักษาเสถียรภาพของรถได้มากขึ้น และแน่นอนการทรงตัวและการเกาะถนนก็ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

alt

จีที สปีด (GT Speed) ใหม่ เต็มไปด้วยประสิทธิภาพของรถที่เหนือชั้น และมาพร้อมกับความสะดวกสบาย และงานฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ อุปกรณ์และชิ้นส่วนภายในต่างๆ
ได้รับการคัดสรรและเลือกใช้แต่วัสดุที่มีคุณภาพ ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งด้วย Mulliner Driving Specification มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผสมผสาน
ความร่วมสมัยที่หรูหราอย่างมีระดับเข้าไว้กับลักษณะความเป็นสปอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

alt

สำหรับประเทศไทย ท่านสามารถค้นหาหรือสอบถามเกี่ยวกับรถยนต์เบนท์ลี่ย์ ได้จาก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลี่ย์อย่างเป็นทางการ
แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยเท่านั้น ที่มีศูนย์บริการมาตรฐานและทีมวิศวกรที่มากประสบการณ์ พร้อมให้บริการรถเบนท์ลี่ย์ของท่าน และซื้อรถยนต์เบนท์ลี่ย์จากทางเอเอเอสฯ เท่านั้น
ที่สามารถได้สิทธิ์การรับประกันจากโรงงานเบนท์ลี่ย์ประเทศอังกฤษ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมการบริการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์เบนท์ลี่ย์จากผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ
โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ตลอด 5 ปี (5 Years Free Service Package) มากกว่านั้นเอเอเอสฯ ยังมอบบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงตลอดระยะเวลารับประกัน
และบริการสายด่วนให้คำแนะนำปรึกษาทางเทคนิคตลอด 24 ชั่วโมง


กรุงเทพฯ - BMW Thailand ประกาศเปิดตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 เพิ่มเติมทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินด้วย BMW 320i ที่มาพร้อมให้เลือกทั้ง Sport,
Modern และ Luxury Line พร้อมกันนี้ยังเพิ่มเติมในรุ่น BMW 328i Sport และในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลทัวร์ริ่ง BMW 320d Touring M Sport
ที่มาพร้อมชุดแต่ง M Sport Package รอบคัน

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยได้ประกาศเปิดตัวรุ่นปรับโฉมใหม่อีกหลากหลายรุ่น เริ่มตั้งแต่ BMW X1 ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน BMW X1 sDrive18i
และรุ่นตกแต่งพิเศษ BMW X1 sDrive18i Sport และ BMW X1 sDrive18i xLine พร้อมรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล BMW X1 sDrive20d xLine ที่มาพร้อมกับ
เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด steptronic และโหมด ECO PRO เพื่อการขับขี่อย่างประหยัดสูงสุด

สำหรับ BMW X6 xDrive30d M Sport Edition รุ่นปรับโฉมใหม่มาพร้อมกับล้ออัลลอย M 20 นิ้วและอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ นอกจากนี้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7
ก็ได้รับการปรับโฉมใหม่ โดยเปิดตัวในรุ่น BMW 740Li ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อมแผงหน้าปัด Black panel แสดงผลข้อมูลกราฟฟิคแบบปรับเปลี่ยนสีได้ตามโหมดการขับขี่    

โดย BMW 320i (ราคา 2,679,000 บาท) มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2.0 ลิตร ที่สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 184 แรงม้า
ที่ 5,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตรที่ 1,250-4,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้
ภายใน 7.3 วินาที มีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 16.9 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ย 138 กรัมต่อกิโลเมตร (ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EU)

ส่วน BMW 328i (ยังไม่ประกาศราคา) มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2.0 ลิตร ที่สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 218 แรงม้าที่ 4,700 รอบ
และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,250-4,250 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.4 วินาที
มีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ย 147 กรัมต่อกิโลเมตร (ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EU)
มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งภายในและภายนอกในแบบ Sport Line โดยเฉพาะ โดยเน้นการตกแต่งภายในด้วยเส้นตัดสีแดงในส่วนต่างๆของห้องโดยสาร สร้างความรู้สึกสปอร์ต
แบบตระกูลรถแข่งที่แฝงความสุขุมไว้ได้อย่างลงตัว ล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 18 นิ้ว เฉพาะสำหรับสปอร์ตไลน์ ให้ความรู้สึกที่คล่องแคล่วในทุกการขับขี่

alt

BMW 320d Touring M Sport (ราคา 4,499,000 บาท) มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2.0 ลิตร ที่สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 184 แรงม้า
ที่ 4,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,750 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.6 วินาที
มีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 21.7 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ย 122 กรัมต่อกิโลเมตร (ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EU)

alt

BMW 320d Touring M Sport มาพร้อมชุดแต่ง M Sport Package ที่ประกอบไปด้วยชุดแอโรไดนามิครอบคัน, เบาะที่นั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้ม
ด้วยหนังแท้ดีไซน์พิเศษเย็บตะเข็บด้วยสีน้ำเงินแบบ "M" พร้อมเกียร์ shift paddles, กาบบันไดดีไซน์พิเศษแบบ "M" และตกแต่งภายนอกด้วย High-gloss Shadow Line

alt

BMW X1 sDrive18i Sport / xLine ได้เพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษทั้งในแบบ Sport และ xLine บนพื้นฐานเครื่องยนต์เบนซิน (ราคาเริ่มต้นที่ 1,999,000 บาท)
มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม steptronic และระบบพวงมาลัยแบบ Servotronic ซึ่งจะปรับน้ำหนักแปรผัน
ตามความเร็วของรถ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ทั้งแบบในเมืองและในการขับขี่ระยะทางไกลได้อย่างสบายและมั่นใจสูงสุด

สำหรับ BMW X1 sDrive18i Sport (ราคา 2,199,000 บาท) มาพร้อมกับล้ออัลลอย V-Spoke 318 ขนาด 17 นิ้ว, เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต, , พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังแท้
และ ช่องเชื่อมต่อ USB ส่วน BMW X1 sDrive18i xLine (ราคา 2,199,000 บาท) มาพร้อมกับล้ออัลลอย Y-Spoke 322 ขนาด 18 นิ้ว, ราวหลังคาแบบอลูมิเนียม,
ตกแต่งภายในด้วยลายไม้ Fineline Bay Matt, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังแท้ และ ช่องเชื่อมต่อ USB

alt

สำหรับ BMW X1 sDrive20d xLine (ราคา 2,799,000 บาท) ใช้เครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2.0 ลิตร ที่สามารถผลิต
กำลังสูงสุดได้ 184 แรงม้าที่ 4,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,750 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อม steptronic สามารถทำ
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 7.9 วินาที มีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 20.0 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ย 132 กรัมต่อกิโลเมตร
(ตามมาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EU)

BMW X1 sDrive20d xLine มาพร้อมกับล้ออัลลอย Y-Spoke 322 ขนาด 18 นิ้ว, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังแท้, ระบบ Comfort Access, ระบบควบคุมฟังก์ชั่น
อัจฉริยะ iDrive พร้อมจอสีขนาด 8.8 นิ้ว, ระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ (Navigation system Professional), ระบบเสียงไฮไฟด้วย Amplifier ขนาด 180 วัตต์
พร้อมลำโพง 8 ตัวและแอพพลิเคชั่น BMW พร้อม Facebook, Twitter และฟังก์ชั่น Web radio (สำหรับ iPhone)

alt
alt

BMW X6 xDrive30d M Sport Edition (ราคา 7,299,000 บาท) มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบแถวเรียง และเทคโนโลยี EfficientDynamics ที่เหนือชั้น
ขนาด 3.0 ลิตร สามารถผลิตแรงบิด 540 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบและกำลังสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด
ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 8.1 วินาที อัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 13.6 กิโลเมตรต่อลิตร และ อัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 195 กรัมต่อกิโลเมตร

alt

BMW X6 xDrive30d M Sport Edition ได้รับการปรับอุปกรณ์ต่างๆ เช่นไฟหน้าแบบ Adaptive LED และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ ให้ความสวยงามและการส่องสว่าง
ที่มีทัศนวิสัยเป็นเยี่ยม นอกจากนี้ระบบ Dynamic Performance Control ที่ทำหน้าที่ควบคุมการขับเคลื่อนในระหว่าง 2 ล้อหลัง ช่วยทำให้การเข้าโค้งเป็นไปได้อย่างแม่นยำ
และมั่นใจอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ชุดแต่ง M มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังแท้ดีไซน์พิเศษ "M" พร้อมเกียร์ shift paddles

alt
alt

สำหรับ BMW 740Li เป็นรถยนต์เรือธงของค่าย BMW ที่ได้รับการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์เรียบร้อย ด้วยสุดยอดสมรรถนะเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo พร้อมอุปกรณ์
อำนวยความสะดวกที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง Rear-seat entertainment Professional ที่ทำงานเป็นอิสระจากกันในส่วนที่นั่งผู้โดยสารตอนหลัง
ทำให้ BMW 740Li คงความเป็นสุดยอดยนตรกรรมแห่งผู้นำอย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ความจุ 3.0 ลิตร สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 320 แรงม้า
ที่ 5,800 รอบ และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,300-4,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อม steptronic

alt

นอกเหนือจากนี้ BMW 740Li รุ่นปรับโฉมใหม่ยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายด้วยระบบ Adaptive Transmission Management,
ระบบ Dynamic Damper Control, ระบบควบคุมการขับขี่แบบเลือกโหมด ECO PRO, Comfort, Comfort+, Sport และ Sport+ โดยที่เข็มวัดความเร็วและมาตรวัดต่างๆ
จะสามารถปรับเปลี่ยนเป็นภาพกราฟฟิคดิจิตอลบนหน้าจอสีดำสนิท เช่นเมื่อเปลี่ยนจากโหมด COMFORT มาเป็น SPORT มาตรวัดก็จะเปลี่ยนไปเป็นสีส้ม โดยแสดงอัตราความเร็ว
ของรถเป็นตัวเลขดิจิตอลพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของ power output ในแต่ละจังหวะของการขับขี่แบบสปอร์ต และเมื่อเปลี่ยนมาเป็นโหมด ECO PRO มาตรวัดบนหน้าจอก็
เปลี่ยนไปเป็นโทนสีฟ้า พร้อมข้อมูลในส่วนของ EfficientDynamics ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเพื่อช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่ว่าใช้อัตราเร่งมากเกินกว่าช่วงที่รถจะประหยัดพลังงานได้ดีที่สุดหรือไม่
ทำให้การขับขี่สนุกสนานมากยิ่งขึ้นด้วยข้อมูลแบบ Interactive นอกเหนือจากนี้ BMW 740Li ยังมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bang & Olufsen ขนาด 1,200 วัตต์
พร้อมลำโพง 16 ตัว เพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่อย่างเหนือชั้น

alt

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ใหม่จาก BMW ทั้ง 7 รุ่นนี้ สามารถชมได้ที่โชว์รูมและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ BMW Thailand ทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
และในงานมหกรรมรถยนต์ครั้งที่ 29 ณ Challenger Hall อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2012



บทความ อื่นๆ ...