PR News New Cars in Thailand


ไม่รู้ว่ามีความรู้สึกเบื่อกันไหมที่ชาวเน็ตแทบทุกคนจะต้องถามหาความคาดหวังจากเจ้าตลาดอย่าง Toyota ว่าเมื่อไรจะ
ทำรถให้รู้สึกเลิศล้ำประเสริฐศรีได้เสียทีโดยเฉพาะงานออกแบบที่อยากจะให้เน้นแนวสปอร์ตอย่างจริงจังหรืออย่างน้อยก็
ต้อง อันที่จริงผู้เขียนก็รู้ดีว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของ Toyota ไม่ได้มาเรียกร้องอะไรกันสักเท่าไรนัก แต่ถ้ามองกันลึก ๆ แล้วก็น่า
เชื่อเหลือเกินว่าลูกค้าที่ใช้ Toyota บางกลุ่มในทุกวันนี้ก็อยากให้ Toyota สร้างรถออกมาให้น่าตื่นเต้นได้มากกว่านี้

และก็โชคดีเหลือเกินที่ Akio Toyoda ประธาน Toyota Motor Corporation คนปัจจุบันก็มีคำสั่งสายตรงมาว่ารถ
Toyota นับต่อจากนี้ไปจะต้องมี “ความเร้าใจที่เพิ่มขึ้น” เพราะ Toyota ก็รู้ดีว่าเสียงจากลูกค้าและสื่อมวลชนก็อยากจะ
ให้ Toyota ปรับตัวหรือพัฒนาในการทำรถให้น่าสนใจกว่าการที่จะทำรถเพื่อกินบุญเก่าอย่างเดียว

ดังนั้น นับต่อจากนี้ไปรถยนต์ Toyota ที่ชาวไทยจะได้ใช้ก็จะสวยงามและดูโดดเด่นมากขึ้น

alt

วันที่ 25 มีนาคม 2013 Toyota Motor ประเทศไทยได้เปิดตัว All New Toyota Vios ที่มาพร้อมกับสโลแกน Have it
All เรียกกันตรง ๆ คือมีทุกสิ่งในคันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่ดูเร้าใจขึ้น, ฟีเจอร์ที่น่าสนใจดูคุ้มค่า แต่ยังคงเครื่องยนต์กลไกไว้
เหมือนเดิม

วีออส ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถยนต์นั่งของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ใช้ชื่อรุ่นใน
เจนเนอเรชั่นที่ 1 ว่า “โซลูน่า” โดยเป็นรถที่เกิดจากการร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาของวิศวกรชาวไทยและชาวญี่ปุ่นเพื่อ
ตลาดรถยนต์เมืองไทยโดยเฉพาะ จนกระทั่งได้รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีความประหยัด คุ้มค่าสูงสุดในการเป็นเจ้าของ ได้รับ
การแนะนำเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2540 พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย
และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2545 โตโยต้า สร้างปรากฏการณ์ ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทยอีกครั้ง ด้วยการแนะนำเจนเนอเรชั่นที่ 2
ของ “โซลูน่า” ที่ปรับปรุงใหม่หมดรอบคัน ให้เป็นรถยนต์สปอร์ต ซีดาน โดยใช้ชื่อรุ่น “โซลูน่า วีออส” ที่สามารถตอบสนอง
ความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า และได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเช่นเคย และยิ่งไปกว่านั้นยัง
ขยายความนิยมด้วยการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดในแถบอาเซียนอีกด้วย
จากนั้นในปี พ.ศ. 2550 โตโยต้าได้ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการแนะนำเจนเนอเรชั่นที่ 3 ในชื่อรุ่น “วีออส” ที่ผลักดัน
ให้ โตโยต้า ครองอันดับ 1 ทั้งในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และตลาดรถยนต์รวมของไทย ด้วยยอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า
656,811 คัน* และยังได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้าต่างชาติในแถบอาเซียน โดยมียอดการส่งออกรวมทั้งสิ้น 186,761
คัน*



มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า “วันนี้เรามีความภูมิใจและ
ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้แนะนำรถยนต์ วีออส ใหม่ สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยแห่งนี้ โดย วีออส ใหม่
ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้เป็นสุดยอดยนตรกรรมคุณภาพมาตรฐานระดับโลกที่เหนือทุกความคาดหมายและ
ตอบสนองต่อทุกความต้องการ ซึ่งนอกเหนือจากความคุ้มค่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์และจุดแข็งของวีออสอยู่แล้ว วีออสรุ่นนี้
ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นอย่างมาก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน พื้นที่กว้างขวางสะดวกสบาย
มากยิ่งขึ้น พร้อมสมรรถนะการขับขี่และความประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า วีออส ใหม่ จะมีบทบาทสำคัญ
ในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ของโตโยต้าในปีนี้ และสามารถครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์นั่งเมืองไทยได้อย่าง
แน่นอน”

มร.ทาเคชิ มัตซึดะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า “ทีมวิศวกรโตโยต้าได้
สร้างสรรค์ วีออส ใหม่ โดยมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าเหนือราคา สร้างความ
ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ ภายใต้แนวคิด “Value Beyond Belief” ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด
และเป็นดีไซน์ที่ดูสปอร์ตหรูมากยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าเดิมและห้องเก็บสัมภาระที่
ใหญ่มากขึ้น สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบตามหลักอากาศ
พลศาสตร์ยังช่วยเพิ่มความสุขในการขับขี่ เกาะถนนดียิ่งขึ้น ตลอดจนประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมันที่ได้มาตรฐาน
ระดับโลก ด้วยคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้เชื่อว่า วีออส ใหม่ จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ซึ่งเมื่อทุกคนได้
สัมผัส วีออส ใหม่ จะรู้สึกถึงความพึงพอใจและได้รับในสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า วีออส ใหม่ จะ
เป็นรถซีดานขนาดเล็ก ที่ตรงใจไม่เพียงแต่สำหรับลูกค้าชาวไทย แต่ยังเป็นรถยนต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของ
ลูกค้าในระดับสากล”




นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ด้วย
คุณสมบัติของ วีออส ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 4 ของตลาดเมืองไทย ซึ่งมีจุดขายใหม่หลักๆที่ถูกเติมเต็มเข้ามา ตามที่คุณมัตซึ
ดะ หัวหน้าวิศวกรได้ให้ข้อมูลไปแล้วนั้น ผนวกกับจุดแข็งเดิมที่วีออสมีอยู่แล้ว ทำให้ วีออส ใหม่ นี้มาพร้อมกับความ
หลากหลายที่ครบครัน พร้อมตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ โดยเราได้ใช้แนวความคิดในการโฆษณา วีออส ใหม่ นี้ว่า “All New
VIOS, Have it all” ซึ่งจะเริ่มโฆษณาผ่านสื่อต่างๆให้ลูกค้าได้รับทราบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้
ลูกค้ายังสามารถรับชมและสัมผัสกับ วีออส ใหม่ ได้ทุกมุมในแบบ 360 องศา ผ่านสื่อดิจิตอลในเว็บไซต์อีกด้วย นอกจากนี้
เรายังมีการจัดกิจกรรมการเปิดตัววีออสใหม่อย่างเป็นทางการที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศในวันที่ 10 – 12 พฤษภาคมนี้
รวมถึงกิจกรรมโร้ดโชว์ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งเราได้จัดเตรียมรถทดลองขับไว้ให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่กัน
อย่างทั่วถึง โดยวีออสใหม่นี้ จะมีให้เลือกถึง 6 รุ่น 7 สี ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 559,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่าอย่าง
มาก”

มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศแล้ว ประเทศ
ไทยยังถือเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับการส่งออก วีออส ใหม่ ไปจำหน่ายในทวีปต่างๆ อีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
ถือเป็นการขยายตลาดการส่งออก รวมถึงเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมภาคการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์
เช่นเดียวกับการส่งออกรถกระบะในโครงการ IMV โดยได้ตั้งเป้าหมายการส่งออก วีออส ใหม่ ภายในปีนี้ไว้ที่ 45,000
คัน ดังนั้น วีออส ใหม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความภาคภูมิใจของ โตโยต้า เท่านั้น แต่ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย
ด้วยเช่นกัน”

“ปีนี้ถือเป็นปีแรกของการก้าวสู่ 50 ปีต่อไป ของโตโยต้าประเทศไทยที่เราตั้งใจที่จะ “ขับเคลื่อนความสุข” หรือ Mobility
of Happiness ให้กับลูกค้าและสังคมไทย ซึ่งเราหวังว่า วีออส ใหม่ นี้จะประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมทั้ง
สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าโตโยต้าทุกคน ในฐานะ “ความสุข” จากโตโยต้า ที่เราตั้งใจมอบให้แก่ทุกคน” มร.
เคียวอิจิ ทานาดะ กล่าวในที่สุด



ข้อมูลผลิตภัณฑ์ วีออส ใหม่
วีออส ใหม่
-มิติตัวรถกว้างใหญ่ขึ้น
ความยาว ความกว้าง ความสูง ฐานล้อ

4,410 1,700 1,475 2,550

- กระจังหน้าพร้อมแถบโครเมี่ยมรมดำ (ในรุ่น S Grade)
- กันชนหน้าสไตล์สปอร์ต พร้อมไฟตัดหมอกหน้า (ในรุ่น S Grade)
- ชุดไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์รมดำ (ในรุ่น S Grade)
- กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว โฉบเฉี่ยว ปรับพับเก็บได้ด้วยไฟฟ้า (ในรุ่น S และ G Grade)
- มือจับประตูโครเมียม (ในรุ่น S Grade)
- ไฟท้ายแบบมัลติรีเฟลกเตอร์
- คิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียมรมดำ ตกแต่งด้วยคิ้วโครเมียมใหม่ (ในรุ่น S Grade)
- ล้ออัลลอยรมดำขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมยางขนาด 195/50R16 (ในรุ่น S Grade) / ล้ออัลลอยพร้อมยางขนาด
185/60 R15 (ในรุ่น G และ E Grade) / และล้อแบบฝาครอบพร้อมยางขนาด 185/60 R15 (ในรุ่น J Grade)

ภายใน
- แผงคอนโซลหน้าดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค ขึ้นลายหนังเย็บรอบคัน (ในรุ่น S Grade)
- ห้องโดยสารภายในโทนสีดำสปอร์ตหรู (ในรุ่น S และ J Grade) และสีไอวอรี่ (ในรุ่น G และ E Grade)
- หัวเกียร์หุ้มหนัง พร้อมฐานเกียร์เมทัลลิก กระชับทุกการควบคุม เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
(ในรุ่น S และ G Grade)
- พวงมาลัยหุ้มหนังสไตล์สปอร์ตพร้อมสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียง (ในรุ่น S และ G Grade)
- ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start) สตาร์ทเครื่องยนต์ เพียงปลายนิ้วสัมผัส (ในรุ่น S Grade)
- มาตรวัดดีไซน์สปอร์ต (ในรุ่น S Grade)
- จอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID (Multi information Display) แสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการขับขี่ อาทิ ระยะทาง
รวม อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ระยะที่ขับได้จากน้ำมันที่เหลืออยู่ และความเร็วเฉลี่ยเป็นต้น (ในรุ่น S และ G
Grade)
- ไฟแสดงข้อมูลการขับขี่ ECO แสดงผลเมื่อขับขี่ในระดับที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(เฉพาะในรุ่นเกียร์ A/T)
- ชุดเครื่องเสียงดีไซน์ใหม่ รองรับ CD, MP3 และ WMA 1แผ่น
- ช่องเสียบ USB & AUX ตอบรับความบันเทิงได้หลากหลาย
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมจอแสดงผลแบบ LCD ปรับระดับอุณหภูมิอย่างแม่นยำ (ในรุ่น S และ G Grade)
- กระจกไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam-Protection ป้องกันการหนีบด้านคนขับเพิ่มความปลอดภัย
- เบาะนั่งทรงสปอร์ต โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้นั่ง (ในรุ่น S Grade)
- กระจกบังลมหน้าแบบ Acoustic Glass ช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่
- ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
- ที่เก็บสัมภาระอเนกประสงค์มากมาย ช่องเก็บของด้านฝั่งคนขับ / ช่องเก็บของด้านหน้า / ที่วางแก้วคอนโซลด้านหน้า / ที่
พักแขนพร้อมที่วางแก้ว และช่องเก็บของอเนกประสงค์คอนโซลกลาง
- พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังแบบเรียบ เพิ่มความสบายให้แก่ผู้โดยสารตอนหลังตลอดการเดินทาง
- ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ ดีไซน์ใหม่ให้กว้างและลึกขึ้นเพื่อบรรทุกสัมภาระได้มากกว่าเดิม
- ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry สะดวกสบายสูงสุด ด้วยระบบควบคุมการล็อค-ปลดล็อคประตู และที่เก็บ
สัมภาระท้ายรถ (ในรุ่น S Grade)

สมรรถนะ
- ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) ด้วยการดีไซน์หลังคาแบบ Catamaran ช่วยลดแรงปะทะของลม
พร้อมทั้งฟินที่ถูกติดตั้งบริเวณกระจกมองข้างและไฟท้าย ส่งผลให้อัตราประหยัดน้ำมันและการทรงตัวดีขึ้น
- เครื่องยนต์ระบบวาล์วอัจฉริยะ VVT-i (Variable Valve Timing-intelligent) ด้วยระบบเปิด-ปิด วาล์วไอดี ที่
สอดคล้องกับทุกจังหวะของการขับขี่ เครื่องยนต์ตอบสนองทันใจและประหยัดน้ำมัน ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เครื่องยนต์ 1NZ-FE DOHC 16 วาล์ว VVT-i
ความจุกระบอกสูบ 1,497 ซีซี
แรงม้าสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109ps) / 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตร / 4,200 รอบต่อนาที
มาตรฐานไอเสีย ยูโร 4
- ระบบช่วงล่างที่นุ่มนวลและมั่นคง ควบคุมได้ดั่งใจ ให้ทุกการเดินทางราบรื่น นุ่มนวล ด้วยระบบกันสะเทือนหน้า แม็ค
เฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และระบบกันสะเทือนหลังแบบ ทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลง ให้การทรงตัวที่มี
ประสิทธิภาพ
- พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าโดยปรับเปลี่ยนน้ำหนักของ
พวงมาลัยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับทุกความเร็วควบคุมง่ายและแม่นยำในทุกสภาพการขับขี่

- เกียร์อัตโนมัติ Super ECT อีกขั้นของเทคโนโลยีล้ำหน้า ที่ทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างนุ่มนวลด้วยระบบเกียร์
อัตโนมัติ 4 สปีด แบบขั้นบันได (Gate type)

ระบบความปลอดภัยแบบป้องกัน
- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหันหรือเบรกบนถนนลื่น
- ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ช่วยกระจายแรงเบรกในแต่ละล้อให้ทำงานได้อย่างสมดุล เพื่อป้องกันอาการท้ายปัด และ
ช่วยควบคุมรถได้ดีแม้เบรกในขณะเข้าโค้ง
- ระบบเสริมแรงเบรก (BA) จะช่วยเพิ่มแรงเบรกมากขึ้น ในกรณีเบรกกระทันหัน เพื่อให้หยุดรถได้ในระยะที่สั้นกว่า
- ดิสก์เบรก 4 ล้อ หยุดรถอย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมช่องระบายความร้อนสำหรับคู่หน้า ช่วยป้องกัน
ความร้อนสะสม ขณะเบรกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน (ในรุ่น S และ G Grade)
- กุญแจป้องกันการโจรกรรม Immobilizer ป้องกันกุญแจเลียนแบบไม่ให้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้หากรหัสของ
กุญแจและเครื่องยนต์ไม่ตรงกัน
- ระบบป้องกันการโจรกรรม TDS (Theft Deterrent System) ส่งสัญญาณเสียงเตือนภัย เมื่อมีการบุกรุก (ในรุ่น S, G,
E Grade)

ระบบความปลอดภัยแบบปกป้อง
-โครงสร้างนิรภัย GOA ที่ให้ความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ด้วยโครงสร้างห้องโดยสารที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่ม
ประสิทธิภาพการดูดซับแรงกระแทกจากการชน
- การออกแบบเพื่อลดแรงกระแทกศีรษะด้านข้าง ออกแบบเพื่อช่วยลดแรงกระแทกที่ศีรษะของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อเกิด
การชน
- ถุงลมเสริมความปลอดภัยคู่หน้า SRS ปกป้องทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ช่วยลดการบาดเจ็บของ
ศีรษะและหน้าอกจากแรงปะทะซึ่งเกิดจากการชนจากด้านหน้า
- เบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ติดตั้งที่เบาะนั่งด้านหน้า เพื่อลดการบาดเจ็บของกระดูกต้น
คอ เมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าพร้อมระบบกลไกดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ ช่วยรั้งร่างกายผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้แนบกับเบาะ
เมื่อเกิดการชนและลดการบาดเจ็บจากการรัดดึง ของระบบเข็มขัดนิรภัย


พบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ All New VIOS…Have it all
ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34
วันที่ 26 มีนาคม – 7 เมษายน 2556
ณ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพค เมืองทองธานี
พร้อมสอบถามรายละเอียด และสั่งจองได้ที่โชว์รูมโตโยต้า 364 แห่งทั่วประเทศ



 All New VIOS รุ่นใหม่ล่าสุด มี 7 สี รวม 3 สีใหม่ 
é สีแดง..Red Mica Metallic ใหม่
é สีน้ำตาล..Quartz Brown Metallic ใหม่
é สีทอง..Silky Beige Metallic ใหม่
é สีเทา..Grey Metallic
é สีขาว..Super white
é สีเงิน..Silver Metallic
é สีดำ..Attitude Black Mica
6 รุ่น ให้ครอบครอง
é 1.5S A/T เกียร์อัตโนมัติ 734,000 บาท
é 1.5G A/T เกียร์อัตโนมัติ 699,000 บาท
é 1.5E A/T เกียร์อัตโนมัติ 649,000 บาท
é 1.5E M/T เกียร์ธรรมดา 614,000 บาท
é 1.5J A/T เกียร์อัตโนมัติ 589,000 บาท
é 1.5J M/T เกียร์ธรรมดา 559,000 บาท

* (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และเครื่องปรับอากาศ)
บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวนิสสัน มาร์ช ใหม่  และนิสสัน เออร์แวน รถตู้เอนกประสงค์ โดยรถยนต์ใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้จะถูกจัดแสดงในงานบางกอก
อินเตอร์ เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 นี้ โดยทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงเช้าวันนี้ (22 มีนาคม 2556) ณ ตึกนนทวัน สยามกลการ ย่านปทุมวัน

alt
alt

นิสสัน เออร์แวน ใหม่ จะใช้ชื่อทางการตลาดว่า บิ๊ก เออร์แวน ที่ไม่เพียงแต่จะใหญ่ขึ้นและกว้างขึ้น กว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล รหัส YD25DDTi
ให้แรงม้าสูงสุด 129 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 356 นิวตันเมตร ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม แรงจริง ทนทานและประหยัดน้ำมัน

alt
alt
alt

ส่วนภายในบิ๊ก เออร์แวน ใหม่ ให้ความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยช่องแอร์ที่มากถึง 18 จุด 16 ที่นั่ง หน้าจอแสดงผลแบบ Multi-Information Display ทันสมัย
มีให้เลือก 5 สี คือ สีขาว ไวท์โซลิด สีบรอนซ์ บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ สีเทา เกรย์ แมทเทิลลิค สีดำ แบล็ค โซลิด และสีน้ำตาล ไทเกอร์ อายด์ บราวน์ สีภายในแบบทูโทน ดำ- เทา

นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ อาวุโส ฝ่ายตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “ในครั้งนี้ เราได้เตรียมกลยุทธ์การตลาด
ที่จะมาสร้างสีสัน ให้กับนิสสันมาร์ชด้วยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ชีวิตคุณง่ายขึ้นได้อีก” และหนังสั้นที่จะมาเล่าเรื่องราวของมาร์ชผ่านสื่อออนไลน์ และ Line Camera Stamp
ดาวน์โหลดได้ฟรี โดยทุกสื่อจะเริ่มเผยแพร่วันที่ 22 มีนาคมนี้”

“ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่นิสสัน ได้เข้ามาทำตลาดในส่วนของรถตู้ ตัวถังกว้าง หรือ Wide body  ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าด้วยความสด ใหม่ รูปลักษณ์ และคุณสมบัติโดยเฉพาะ
ในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ ความทนทาน ประหยัดน้ำมัน นิสสัน บิ๊ก เออร์แวน ใหม่ ซึ่งใหญ่จริง แรงจริง จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานที่ดีที่สุดของกลุ่มลูกค้า
ในตลาดนี้ ” นายทากายูกิ คิมูระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

alt

สำหรับ นิสสัน มาร์ช ใหม่ และนิสสัน เออร์แวน ใหม่ นับเป็น 2 รุ่นไฮไลท์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง
7 เมษายน 2556 นี้ ผู้สนใจสามารถแวะชม หรือทดลองขับได้ภายในงาน หรือ ที่โชว์รูมนิสสัน ทั่วประเทศ




ก่อนการเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ในประเทศไทยเมื่อในปี 2010 ก็ยังไม่มีใครจะคาดคิดว่าตลาดรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์
เบนซินไม่เกิน 1.3 ลิตรตามพิกัดที่รัฐบาลกำหนดจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สมัยนั้นทุกคนก็ยังกังขาในทุกสิ่ง ไม่ว่า
จะเป็นขนาดตัวถัง, พละกำลังของเครื่องยนต์ และความปลอดภัย แต่เมื่อเวลาผ่านไปตลาดอีโคคาร์ก็ยิ่งเติบโตขึ้นไปเรื่อย
ๆ พร้อมกับค่านิยมรถเครื่องขนาดเล็กที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก จนเราไม่แน่ใจว่ามันจะยิ่งใหญ่ไปถึงขั้นใด

alt


ปัจจุบัน Nissan เป็นเจ้าตลาดรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์หลังจากเปิดตัว March ในเดือนมีนาคม 2010 และ Almera ตัวถัง
ซีดานในเดือนกันยายน 2011 มานานประมาณ 3 ปีแล้ว แต่ในเมื่อนับวันก็ยิ่งมีคู่แข่งอีโคคาร์หน้าใหม่เกิดขึ้นมาเยอะแยะ
ก็ยิ่งทำให้การแข่งขัยรุนแรงขึ้นมาก รวมไปถึง Nissan เองก็จะเปิดตัวรถ Datsun K2 ที่ว่ากันว่าจะมีรูปร่างคล้ายกันกับ
March ก็เลยทำให้ Nissan ตัดสินใจปรับโฉม March ให้ยกระดับอีโคคาร์ขึ้นไปอีกขั้นพร้อมทั้งปรับตำแหน่งการสื่อสาร
ให้เน้นกลุ่มวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่มากขึ้น และคาดว่า March รุ่นปรับโฉมจะเป็นการสื่อสารให้หลายคนเข้าใจว่า March
โฉมต่อไปรหัส K14 (ที่จะเปิดตัวในปีอีก 2 ปีข้างหน้า)จะไปในทิศทางไหน

Nissan March Minorchange ยังคงใช้แนวคิดทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเหมือนเดิม แต่ยกระดับความเป็นอีโคคาร์ให้สะท้อน
ภาพลักษณ์ของความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตชีวาของกลุ่มผู้ใช้ Nissan March อีกด้วย





Nissan March Minorchange จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านหน้าใหม่ทั้งหมด (ยกเว้นแก้มด้านหน้า) ตั้งแต่ไฟหน้าใหม่,
กระจังหน้าตัว V โครเมี่ยมและกันชนหน้าใหม่ที่ดูสปอร์ตปราดเปรียวขึ้น บั้นท้ายก็มีการเปลี่ยนโคมไฟท้าย LED (รุ่น E ขึ้น
ไป) พร้อมกันชนท้ายใหม่ที่ดูละมุนขึ้น ส่วนลายล้อก็มีการเปลี่ยนใหม่ทั้งฝาครอบล้อและล้ออัลลอย

สีตัวถังภายนอกจะมีให้เลือกเพิ่มอีก 2 สีใหม่เอาใจวัยรุ่นและสาวน้อยได้แก่สีเขียว Green Olive และสีชมพู Sweet Pink
ส่วนสีองุ่นก็โดนตัดไปตามระเบียบ นอกนั้นก็ยังคงสีเดิมเอาไว้

ภายในห้องโดยสารก็จะมีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการออกแบบแผงกลางแดชบอร์ดใหม่ใหดูทันสมัยขึ้น ดูเผิน ๆ ก็จะ
คล้ายแผงกลางของ Nissan Note รุ่นใหม่ในญี่ปุ่น/ยุโรป แต่ออกแบบช่องแอร์ทรงเหลี่ยม, แผงควบคุมเครื่องเสียง
ออกแบบใหม่ รวมทั้งเปลี่ยนภายในโทนสีเบจและมือจับประตูโครเมี่ยมสำหรับรุ่น V/VL

เครื่องยนต์กลไกยังยืนยันเครื่องเดิม HR12DE 1.2 ลิตร 79 แรงม้าจับคู่เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและเกียร์ XtronicCVT

สเปครุ่นล่างสุด S จะมีการเพิ่มออพชั่นดังต่อไปนี้
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
-แผงคอนโซลกลางใหม่

รุ่น E/EL เพิ่มออพชั่น
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
-ABS+EBD+BA
-กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
-กุญแจรีโมต (รุ่น EL จะเป็นกุญแจอัจฉริยะเหมือนเดิม)
-แผงคอนโซลกลางตกแต่งด้วยสีเงิน
-เครื่องเสียงมีช่องเสียง USB/AUX
-มาตรวัดตกแต่งโครเมี่ยม
-ฝาครอบล้อลายใหม่ขนาด 14 นิ้ว

รุ่น V และ VL จะเพิ่มออพชั่น
-ภายในห้องโดยสารสีเบจ
-แผงคอนโซลกลางแบบ Glossy Black
-หัวเกียร์,พวงมาลัยและแผงข้างประตูตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน
-ไฟบริเวณห้องสัมภาระ
-แผงประตูด้านหน้าบุด้วยวัสดุนุ่มพิเศษ
-ปุ่มใช้งานเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
-เบาะผ้าสีเบจแบบ Suede (หนังกลับเทียม)




ราคา Nissan March Minorchange จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อรุ่นประมาณ 8,000 – 14,000 บาท
S MT 388,000 บาท
E MT 444,000 บาท
E CVT 478,000 บาท
EL CVT 506,000 บาท
V CVT 525,000 บาท
VL CVT 555,000 บาท

Lexus ประเทศไทยเปิดตัว IS โฉมใหม่ได้รวดเร็วทันใจพอสมควร เพราะมันเพิ่งจะอวดโฉมที่งาน Detroit Autoshow
2013 เดือนมกราคมนี้เอง รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าล้ำสมัยและแหวกแนวตามที่ Lexus เคยให้ข่าวเมื่อ 1 ปีที่แล้วเป๊ะ ดังนั้น
คุณค่าของความงามก็คงขึ้นอยู่กับสายตาของคนมองเท่านั้น

alt



วันที่ 22 มีนาคม 2012 Lexus ประเทศไทยเปิดตัว IS Sedan โฉมใหม่ที่ถึงกับเคลมว่าจะมาปลุกสัญชาตญาณผสาน
ความสปอร์ตเข้ากับเทคโนโลยีล้ำหน้า รวมถึงความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียด รูปลักษณ์ด้านหน้าแบบ Spindle
Grille ที่มาพร้อมความปราดเปรียวลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ โดยแนะนำถึง 2 รุ่น ได้แก่ ระบบไฮบริดกับ IS300h พร้อมกับทางเลือกแห่งประสบการณ์สปอร์ตกับ IS250 F-Sport

รายละเอียดของ Lexus IS300h


- เครื่องยนต์ 2.5L Hybrid System DOHC 16V VVT-i (2AR-FSE)
เครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.5 ลิตรที่ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 6000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ D-4S EFI
ประสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงให้กำลังรวมทั้งระบบ 223 แรงม้า

ระบบการขับเคลื่อน
ชุดเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับสนุกยิ่งขึ้นด้วยระบบเกียร์อัจฉริยะ S-Mode พร้อมตอบสนองการขับขี่ในรูปแบบของผู้ขับขี่ได้
ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Normal สำหรับการขับขี่แบบปกติ Eco สำหรับความประหยัดสูงสุดแห่งการขับเคลื่อน และ Sport
สำหรับการขับประสบการณ์แห่งความสปอร์ตเร้าใจ

- สัมผัสมิติใหม่แห่งสปอร์ตซีดาน เหนือระดับ
Daytime Running Light ไฟขับขี่ในเวลากลางวันเพื่อเพิ่มความปลอดภัย พร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว
Spindle Grille ดึงดูดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์โดดเด่นแบบ 3 มิติ อันเป็นเอกลักษณ์ใหม่เลกซัส

ไฟท้ายแบบ LED เพื่อให้รถที่วิ่งตามมาสังเกตเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการเบรกกระทันหัน พร้อมดีไซน์แบบ L-Shape รับกับเส้น
สายที่โค้งเว้าของตัวรถ

- ภายในห้องโดยสาร
ห้องโดยสารที่มีขนาดกว้างขึ้นพร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้น และติดตั้ง Multi Information Display จอแสดงผลการ
ทำงานขนาด 4.2 นิ้ว ที่เชื่อมต่อการทำงานกับโทรศัพท์มือถือและรายการเพลงที่ฟัง พร้อมสวิทช์ควมคุมจากพวงมาลัย
หน้าจอ EMV ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบควบคุมมัลติฟังก์ชัน สะดวกล้ำกับเทคโนโลยี สั่งการที่ง่าย แม่นยำ และรวดเร็ว โดยการคลิกเมาส์เพียงปลายนิ้วสัมผัส

VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management)
ระบบจัดการรวมไดนามิคของตัวรถ VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management) จะทำหน้าที่ประสานการ
ทำงานของระบบความปลอดภัยต่างๆของตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับและผู้โดยสารมั่นใจได้ในความปลอดภัยสูงสุด

TRC (Traction Control)
ระบบปัองกันการลื่นไถลช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนได้อย่างดี ในสภาพถนนที่ลื่นหรือพื้นผิวขรุขระ

VSC (Vehicle Stability Control)
ระบบควบคุมการทรงตัวของรถจะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รถสูญเสียการทรงตัว ในการหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว หรือเกิดการลื่น
ไถล

ABS (Anti-lock Brake System)
ระบบป้องกันล้อล็อค ทำงานประสานกับระบบกระจายแรงเบรกให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างแม่นยำ แม้ในการเบรก
กระทันหัน

EBD (Electronic Brake force Distribution)
ระบบกระจายแรงเบรกจะทำงานประสานกับระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อค (ABS) เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการกระจายแรง
เบรกไปยังล้อทั้งหมดอย่างสมดุลเหมาะสม

SRS Airbags (Supplemental Restraint System Airbags)
เสริมสมรรถนะความปลอดภัยด้วยระบบถุงลมเสริมความปลอดภัยที่ทำหน้าที่ปกป้องคุณในกรณีที่เกิดการชน ที่มาพร้อม
ถุงลมเสริมความปลอดภัย สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า บริเวณหัวเข่า บริเวณด้านข้าง และม่านถุงลมเสริมความ
ปลอดภัย 5 ใบ ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ





รายละเอียดของ Lexus IS F Sport


รุ่น F-Sport คือเวอร์ชันสปอร์ตระดับสูงสุดของเลกซัส IS ที่มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Spindle Grille ที่ดุดันและ
โดดเด่น พร้อมกับชุดแต่ง F-Sport รอบคันและล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารจะสัมผัสได้ถึงความสปอร์ต
ด้วยเบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตที่ตัดเย็บอย่างประณีต

2.5L V6 DOHC 24V VVT-i (4GR-FSE)
ชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบเกียร์อัจฉริยะ M-Mode ทะยานล้ำเต็มสมรรถนะแห่งความสปอร์ต
ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 DOHC VVT-i ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 207 แรงม้าที่ 6400 รอบต่อนาที
พร้อมปลุกเร้าทุกโสตประสาทไปกับ Engine Sound Creator เพื่อการขับขี่ที่เร้าใจ

ระบบการขับเคลื่อน
ตอบรับทุกสภาวะการขับขี่ ที่เลือกปรับได้ 4 โหมด ได้แก่ โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบปกติ โหมด Eco สำหรับ
ความประหยัดสูงสุด โหมด Sport สำหรับการขับประสบการณ์แห่งความสปอร์ตเร้าใจ และโหมด Sport S+ ที่จะผสาน
การทำงานกับระบบกันสะเทือนแบบแปรผัน (AVS - Adaptive Variable Suspension) เพื่อคงสมรรถนะในการขับขี่ที่ดี
เยี่ยมและการตอบสนองต่อพวงมาลัยที่แม่นยำ

มาตรวัดความเร็ว TFT LCD ขนาด 8 นิ้ว
ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมาตรวัด LFA



รถยนต์เลกซัสทุกคันที่ซื้อกับผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะได้รับการรับประกัน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมอุ่นใจกับ
ความพร้อมในการให้บริการลูกค้าเลกซัสต่างจังหวัด สำหรับ ศูนย์บริการรถยนต์เลกซัสอย่างเป็นทางการ Lexus
Exclusive Service Corner ณ โชว์รูมโตโยต้าจังหวัดเชียงใหม่ ,ขอนแก่น, อุบลราชธานี, สุราษฎร์ธานี และ ภูเก็ต

ราคา All New Lexus IS


IS250 (F-Sport) ราคา 3.99 ล้านบาท
IS300h (Premium package) 3.49 ล้านบาท
IS300h (Luxury package) 2.99 ล้านบาท 

 
กรุงเทพฯ – บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อความเป็นผู้นำตลาดรถหรู เผยโฉมยนตรกรรมใหมล่าสุด The new E-Class ครั้งแรกในอาเซียน
และรถยนต์ต้นแบบ Concept Style Coupé  พร้อมด้วยขบวนรถเมอร์เซเดส-เบนซ์อีก 22 รุ่นครบทุกเซ็กเม้นท์  ซึ่ง The new E-Class จะเปิดตัวในงานนี้ถึง 3 รุ่นด้วยกัน
ได้แก่ E 200 Executive, E 300 BlueTEC HYBRID Executive และ E 300 BlueTEC HYBRID AMG Dynamic โดย The new E-Class มาพร้อมกับเครื่องยนต์
เบนซินใหม่ และเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID ที่ให้สมรรถนะและขุมพลังมากขึ้น พร้อมระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย 
รวมถึงการออกแบบดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่ตอกย้ำให้รถยนต์ E-Class ใหม่ยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดรถหรูอย่างต่อเนื่อง

ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคง
มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่หลากหลายและตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภค โดยในปีนี้เราได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับการจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมที่เปี่ยมไป
ด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรูหรา สง่างามมีระดับ และประหยัดพลังงาน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ไว้อย่างยิ่งใหญ่ในฐานะที่เมอร์เซเดส-เบนซ์
เป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต โดยไฮไลท์พิเศษของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ คือ การเปิดตัว The new E-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูซีดานให้คนไทยได้ยลโฉมกัน
เป็นครั้งแรกในอาเซียน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ทั้งเบนซินและดีเซลไฮบริด ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถยนต์พรีเมี่ยมในไทย พร้อมกับการนำเสนอรถยนต์ต้นแบบ Concept Style Coupé
ซึ่งนับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มรถยนต์พรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์ในสไตล์คูเป้สี่ประตูในประเทศไทย ซึ่งเราหวังว่าทุกท่านคงตื่นตาตื่นใจและเพลิดเพลินไปกับการสัมผัส
ยนตรกรรมใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยดีไซน์อันล้ำสมัย และยังคงไว้ซึ่งความหรูหราในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

alt

เมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class ยนตรกรรมหรูที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เน้นความเป็นสปอร์ตมากขึ้นรูปลักษณ์ภายนอกด้านหน้าที่
ปรับเปลี่ยนมากที่สุดคือแผงกระจังหน้าและโคมไฟคู่หน้า โดยกระจังหน้าในรุ่นตกแต่งแบบ Executive เป็นแบบลาย 3 แถบพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์บนฝากระโปรงหน้า
และในรุ่นที่ตกแต่งแบบ AMG Dynamic  จะเป็นกระจังหน้าลาย 2 แถบพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ดวงใหญ่ตรงกลาง ส่วนลายเส้นนูนด้านข้างได้รับการดีไซน์ใหม่
ให้เกิดพริ้วไหวและมิติด้านข้างสวยงาม ทำให้สัดส่วนรถดูยาวและหรูหราขึ้น พร้อมกับโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวในขณะเดียวกัน ที่โดดเด่นคือการนำไฟแบบ LED มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ไฟหน้าเป็นแบบ LED High Performance ไฟท้ายแบบ LED fibre-optic  โคมไฟคู่หน้าได้รับการออกแบบใหม่หมด โดยรวมชุดไฟ LED ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
อาทิ ไฟต่ำ ไฟสูง ไฟเลี้ยว และไฟ daytime ทำให้เกิดลายเส้นกราฟฟิคสวยงามสะดุดตามากขึ้นซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกันที่โคมไฟแบบ LED ได้รับการออกแบบให้อยู่
รวมในกรอบเดียวกัน และยังคงเป็นการสื่อถึง “ไฟคู่หน้า” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมของ E-Class ไว้เหมือนเดิมอีกด้วย  

ภายในห้องโดยสารมีการปรับให้มีความผสานกลมกลืนสวยงามเข้ากับรูปลักษณ์ภายนอกที่ปรับเปลี่ยนไป โดยการคัดสรรค์วัสดุชั้นดีมีคุณภาพสูงมาใช้ให้ดูหรูหราขึ้น ส่วนเบาะหุ้มหนัง
พร้อมด้วยพนักพิงศีรษะคู่หน้าแบบ NECK-PRO head restraints รวมถึงแผงคอนโซลหน้าพร้อมลายไม้แบบ high-gloss brown eucalyptus, high-gloss brown burr walnut
หรือ high-gloss black ash wood นาฬิกาได้รับการดีไซน์เป็นแบบอนาล็อกอยู่ระหว่างช่องระบายความเย็นเครื่องปรับอากาศ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบ THERMATIC 
นอกจากนั้นยังมีระบบมัลติมีเดีย COMAND Online ควบคุมการทำงานของวิทยุและดีวีดี สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต พร้อมcontroller และระบบนำทาง (navigation system)
ในรุ่น E 300 BlueTEC HYBRID Executive และ E 300 BlueTEC HYBRID AMG Dynamic เพื่อให้ความเพลิดเพลินบันเทิงใจขณะขับขี่ รวมทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่
ผ่านบลูทูธ เพื่อให้ความสะดวกสบายในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

alt

เมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class มาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยใหม่ที่ผสานความสะดวกสบายและความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันซึ่งเรียกว่าระบบ
“Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้ The new E-Class
เป็นยานยนต์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดคันหนึ่งในเซ็กเม้นท์นี้ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะ
เพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่งทั้งคู่หน้าและคู่หลัง แบบผ่อนแรงและรั้งกลับ
อัตโนมัติ พนักพิงศีรษะคู่หน้าแบบ NECK-PRO head restraints ที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บกรณีที่ถูกชนจากด้านหลัง ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง พร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงปะทะ
และการคาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 4 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะ ถุงลมนิรภัยบริเวณสะโพก 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งช่วยเสริมการปกป้องให้มี
ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่  (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยเตือน
การขับรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist) และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist)

The new E-Class มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินใหม่  แถวเรียง 4 สูบ ที่ทรงพลังเต็มไปด้วยสมรรถนะและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น โดยมีหัวฉีดชนิด piezo ซึ่งฉีดเชื้อเพลิง
เข้าห้องเผาไหม้โดยตรง  ด้วยแรงดันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 200 บาร์ และเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกันที่ใช้กับเครื่องยนต์ V6 และ V8 รุ่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยได้นำมาใช้กับ
เครื่องยนต์ 4 สูบเป็นครั้งแรก นอกจากนี้เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่นี้รวมถึงจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงและจุดระเบิดแบบหลายครั้งติดต่อกันตรงสู่ห้องเผาไหม้ทำให้การเผาไหม้
สมบูรณ์ขึ้น ระบบช่วยอัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์ทเจอร์ เพลาลูกเบี้ยวที่สามารถปรับองศาการเปิด-ปิดของวาล์วไอดีและไอเสีย รวมถึงการควบคุมแรงดันของปั๊มน้ำมันเครื่องยนต์
ให้เหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ใหม่มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นโดยจะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.39-17.24 กม. /ลิตร หรือคิดเป็น 2.31-2.43 บาท/กม.
(คำนวณจากราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95  ณ วันที่ 11 มีนาคม 2556) และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 135-142 กรัม/กม.

ในขณะที่เครื่องยนต์แบบดีเซลไฮบริด ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเป็นเจ้าแรกของรถยนต์หรูที่นำ เทคโนโลยี BlueTEC HYBRID มาเปิดตัวในตลาดรถยนต์ในไทย
โดย BlueTEC HYBRID เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งเป็นการผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง การออกสตาร์ทที่เงียบ และช่วยลดการสันดาปของเครื่องยนต์
โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 23.81-24.39 กม./ลิตร หรือคิดเป็น 1.23-1.26 บาท/กม. เท่านั้น (คำนวณจากราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 11 มีนาคม 2556) 
และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 107-110 กรัม/กม. โดยเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซินและดีเซลไฮบริดถ่ายทอดผ่านกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ
(7G-TRONIC PLUS) พร้อมด้วยฟังก์ชั่น ECO Start/Stop โดยใช้พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ DIRECT SELECT พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

สำหรับราคาขายนั้น ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมาในขณะนี้ โดยคาดว่า Mercedes-Benz จะเปิดเผยพร้อมกันในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ 2013
ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 7 เมษายนนี้


บทความ อื่นๆ ...