PR News New Cars in Thailand
บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวนิสสัน มาร์ช ใหม่  และนิสสัน เออร์แวน รถตู้เอนกประสงค์ โดยรถยนต์ใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้จะถูกจัดแสดงในงานบางกอก
อินเตอร์ เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 นี้ โดยทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงเช้าวันนี้ (22 มีนาคม 2556) ณ ตึกนนทวัน สยามกลการ ย่านปทุมวัน

alt
alt

นิสสัน เออร์แวน ใหม่ จะใช้ชื่อทางการตลาดว่า บิ๊ก เออร์แวน ที่ไม่เพียงแต่จะใหญ่ขึ้นและกว้างขึ้น กว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล รหัส YD25DDTi
ให้แรงม้าสูงสุด 129 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 356 นิวตันเมตร ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม แรงจริง ทนทานและประหยัดน้ำมัน

alt
alt
alt

ส่วนภายในบิ๊ก เออร์แวน ใหม่ ให้ความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยช่องแอร์ที่มากถึง 18 จุด 16 ที่นั่ง หน้าจอแสดงผลแบบ Multi-Information Display ทันสมัย
มีให้เลือก 5 สี คือ สีขาว ไวท์โซลิด สีบรอนซ์ บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ สีเทา เกรย์ แมทเทิลลิค สีดำ แบล็ค โซลิด และสีน้ำตาล ไทเกอร์ อายด์ บราวน์ สีภายในแบบทูโทน ดำ- เทา

นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ อาวุโส ฝ่ายตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “ในครั้งนี้ เราได้เตรียมกลยุทธ์การตลาด
ที่จะมาสร้างสีสัน ให้กับนิสสันมาร์ชด้วยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ชีวิตคุณง่ายขึ้นได้อีก” และหนังสั้นที่จะมาเล่าเรื่องราวของมาร์ชผ่านสื่อออนไลน์ และ Line Camera Stamp
ดาวน์โหลดได้ฟรี โดยทุกสื่อจะเริ่มเผยแพร่วันที่ 22 มีนาคมนี้”

“ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่นิสสัน ได้เข้ามาทำตลาดในส่วนของรถตู้ ตัวถังกว้าง หรือ Wide body  ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าด้วยความสด ใหม่ รูปลักษณ์ และคุณสมบัติโดยเฉพาะ
ในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ ความทนทาน ประหยัดน้ำมัน นิสสัน บิ๊ก เออร์แวน ใหม่ ซึ่งใหญ่จริง แรงจริง จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานที่ดีที่สุดของกลุ่มลูกค้า
ในตลาดนี้ ” นายทากายูกิ คิมูระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

alt

สำหรับ นิสสัน มาร์ช ใหม่ และนิสสัน เออร์แวน ใหม่ นับเป็น 2 รุ่นไฮไลท์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง
7 เมษายน 2556 นี้ ผู้สนใจสามารถแวะชม หรือทดลองขับได้ภายในงาน หรือ ที่โชว์รูมนิสสัน ทั่วประเทศ




ก่อนการเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ในประเทศไทยเมื่อในปี 2010 ก็ยังไม่มีใครจะคาดคิดว่าตลาดรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์
เบนซินไม่เกิน 1.3 ลิตรตามพิกัดที่รัฐบาลกำหนดจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สมัยนั้นทุกคนก็ยังกังขาในทุกสิ่ง ไม่ว่า
จะเป็นขนาดตัวถัง, พละกำลังของเครื่องยนต์ และความปลอดภัย แต่เมื่อเวลาผ่านไปตลาดอีโคคาร์ก็ยิ่งเติบโตขึ้นไปเรื่อย
ๆ พร้อมกับค่านิยมรถเครื่องขนาดเล็กที่เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก จนเราไม่แน่ใจว่ามันจะยิ่งใหญ่ไปถึงขั้นใด

alt


ปัจจุบัน Nissan เป็นเจ้าตลาดรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์หลังจากเปิดตัว March ในเดือนมีนาคม 2010 และ Almera ตัวถัง
ซีดานในเดือนกันยายน 2011 มานานประมาณ 3 ปีแล้ว แต่ในเมื่อนับวันก็ยิ่งมีคู่แข่งอีโคคาร์หน้าใหม่เกิดขึ้นมาเยอะแยะ
ก็ยิ่งทำให้การแข่งขัยรุนแรงขึ้นมาก รวมไปถึง Nissan เองก็จะเปิดตัวรถ Datsun K2 ที่ว่ากันว่าจะมีรูปร่างคล้ายกันกับ
March ก็เลยทำให้ Nissan ตัดสินใจปรับโฉม March ให้ยกระดับอีโคคาร์ขึ้นไปอีกขั้นพร้อมทั้งปรับตำแหน่งการสื่อสาร
ให้เน้นกลุ่มวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่มากขึ้น และคาดว่า March รุ่นปรับโฉมจะเป็นการสื่อสารให้หลายคนเข้าใจว่า March
โฉมต่อไปรหัส K14 (ที่จะเปิดตัวในปีอีก 2 ปีข้างหน้า)จะไปในทิศทางไหน

Nissan March Minorchange ยังคงใช้แนวคิดทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเหมือนเดิม แต่ยกระดับความเป็นอีโคคาร์ให้สะท้อน
ภาพลักษณ์ของความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตชีวาของกลุ่มผู้ใช้ Nissan March อีกด้วย





Nissan March Minorchange จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านหน้าใหม่ทั้งหมด (ยกเว้นแก้มด้านหน้า) ตั้งแต่ไฟหน้าใหม่,
กระจังหน้าตัว V โครเมี่ยมและกันชนหน้าใหม่ที่ดูสปอร์ตปราดเปรียวขึ้น บั้นท้ายก็มีการเปลี่ยนโคมไฟท้าย LED (รุ่น E ขึ้น
ไป) พร้อมกันชนท้ายใหม่ที่ดูละมุนขึ้น ส่วนลายล้อก็มีการเปลี่ยนใหม่ทั้งฝาครอบล้อและล้ออัลลอย

สีตัวถังภายนอกจะมีให้เลือกเพิ่มอีก 2 สีใหม่เอาใจวัยรุ่นและสาวน้อยได้แก่สีเขียว Green Olive และสีชมพู Sweet Pink
ส่วนสีองุ่นก็โดนตัดไปตามระเบียบ นอกนั้นก็ยังคงสีเดิมเอาไว้

ภายในห้องโดยสารก็จะมีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการออกแบบแผงกลางแดชบอร์ดใหม่ใหดูทันสมัยขึ้น ดูเผิน ๆ ก็จะ
คล้ายแผงกลางของ Nissan Note รุ่นใหม่ในญี่ปุ่น/ยุโรป แต่ออกแบบช่องแอร์ทรงเหลี่ยม, แผงควบคุมเครื่องเสียง
ออกแบบใหม่ รวมทั้งเปลี่ยนภายในโทนสีเบจและมือจับประตูโครเมี่ยมสำหรับรุ่น V/VL

เครื่องยนต์กลไกยังยืนยันเครื่องเดิม HR12DE 1.2 ลิตร 79 แรงม้าจับคู่เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและเกียร์ XtronicCVT

สเปครุ่นล่างสุด S จะมีการเพิ่มออพชั่นดังต่อไปนี้
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
-แผงคอนโซลกลางใหม่

รุ่น E/EL เพิ่มออพชั่น
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
-ABS+EBD+BA
-กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
-กุญแจรีโมต (รุ่น EL จะเป็นกุญแจอัจฉริยะเหมือนเดิม)
-แผงคอนโซลกลางตกแต่งด้วยสีเงิน
-เครื่องเสียงมีช่องเสียง USB/AUX
-มาตรวัดตกแต่งโครเมี่ยม
-ฝาครอบล้อลายใหม่ขนาด 14 นิ้ว

รุ่น V และ VL จะเพิ่มออพชั่น
-ภายในห้องโดยสารสีเบจ
-แผงคอนโซลกลางแบบ Glossy Black
-หัวเกียร์,พวงมาลัยและแผงข้างประตูตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน
-ไฟบริเวณห้องสัมภาระ
-แผงประตูด้านหน้าบุด้วยวัสดุนุ่มพิเศษ
-ปุ่มใช้งานเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
-เบาะผ้าสีเบจแบบ Suede (หนังกลับเทียม)




ราคา Nissan March Minorchange จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อรุ่นประมาณ 8,000 – 14,000 บาท
S MT 388,000 บาท
E MT 444,000 บาท
E CVT 478,000 บาท
EL CVT 506,000 บาท
V CVT 525,000 บาท
VL CVT 555,000 บาท

Lexus ประเทศไทยเปิดตัว IS โฉมใหม่ได้รวดเร็วทันใจพอสมควร เพราะมันเพิ่งจะอวดโฉมที่งาน Detroit Autoshow
2013 เดือนมกราคมนี้เอง รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าล้ำสมัยและแหวกแนวตามที่ Lexus เคยให้ข่าวเมื่อ 1 ปีที่แล้วเป๊ะ ดังนั้น
คุณค่าของความงามก็คงขึ้นอยู่กับสายตาของคนมองเท่านั้น

alt



วันที่ 22 มีนาคม 2012 Lexus ประเทศไทยเปิดตัว IS Sedan โฉมใหม่ที่ถึงกับเคลมว่าจะมาปลุกสัญชาตญาณผสาน
ความสปอร์ตเข้ากับเทคโนโลยีล้ำหน้า รวมถึงความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียด รูปลักษณ์ด้านหน้าแบบ Spindle
Grille ที่มาพร้อมความปราดเปรียวลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ โดยแนะนำถึง 2 รุ่น ได้แก่ ระบบไฮบริดกับ IS300h พร้อมกับทางเลือกแห่งประสบการณ์สปอร์ตกับ IS250 F-Sport

รายละเอียดของ Lexus IS300h


- เครื่องยนต์ 2.5L Hybrid System DOHC 16V VVT-i (2AR-FSE)
เครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.5 ลิตรที่ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 6000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ D-4S EFI
ประสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงให้กำลังรวมทั้งระบบ 223 แรงม้า

ระบบการขับเคลื่อน
ชุดเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับสนุกยิ่งขึ้นด้วยระบบเกียร์อัจฉริยะ S-Mode พร้อมตอบสนองการขับขี่ในรูปแบบของผู้ขับขี่ได้
ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Normal สำหรับการขับขี่แบบปกติ Eco สำหรับความประหยัดสูงสุดแห่งการขับเคลื่อน และ Sport
สำหรับการขับประสบการณ์แห่งความสปอร์ตเร้าใจ

- สัมผัสมิติใหม่แห่งสปอร์ตซีดาน เหนือระดับ
Daytime Running Light ไฟขับขี่ในเวลากลางวันเพื่อเพิ่มความปลอดภัย พร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว
Spindle Grille ดึงดูดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์โดดเด่นแบบ 3 มิติ อันเป็นเอกลักษณ์ใหม่เลกซัส

ไฟท้ายแบบ LED เพื่อให้รถที่วิ่งตามมาสังเกตเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการเบรกกระทันหัน พร้อมดีไซน์แบบ L-Shape รับกับเส้น
สายที่โค้งเว้าของตัวรถ

- ภายในห้องโดยสาร
ห้องโดยสารที่มีขนาดกว้างขึ้นพร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้น และติดตั้ง Multi Information Display จอแสดงผลการ
ทำงานขนาด 4.2 นิ้ว ที่เชื่อมต่อการทำงานกับโทรศัพท์มือถือและรายการเพลงที่ฟัง พร้อมสวิทช์ควมคุมจากพวงมาลัย
หน้าจอ EMV ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบควบคุมมัลติฟังก์ชัน สะดวกล้ำกับเทคโนโลยี สั่งการที่ง่าย แม่นยำ และรวดเร็ว โดยการคลิกเมาส์เพียงปลายนิ้วสัมผัส

VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management)
ระบบจัดการรวมไดนามิคของตัวรถ VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management) จะทำหน้าที่ประสานการ
ทำงานของระบบความปลอดภัยต่างๆของตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับและผู้โดยสารมั่นใจได้ในความปลอดภัยสูงสุด

TRC (Traction Control)
ระบบปัองกันการลื่นไถลช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนได้อย่างดี ในสภาพถนนที่ลื่นหรือพื้นผิวขรุขระ

VSC (Vehicle Stability Control)
ระบบควบคุมการทรงตัวของรถจะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รถสูญเสียการทรงตัว ในการหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว หรือเกิดการลื่น
ไถล

ABS (Anti-lock Brake System)
ระบบป้องกันล้อล็อค ทำงานประสานกับระบบกระจายแรงเบรกให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างแม่นยำ แม้ในการเบรก
กระทันหัน

EBD (Electronic Brake force Distribution)
ระบบกระจายแรงเบรกจะทำงานประสานกับระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อค (ABS) เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการกระจายแรง
เบรกไปยังล้อทั้งหมดอย่างสมดุลเหมาะสม

SRS Airbags (Supplemental Restraint System Airbags)
เสริมสมรรถนะความปลอดภัยด้วยระบบถุงลมเสริมความปลอดภัยที่ทำหน้าที่ปกป้องคุณในกรณีที่เกิดการชน ที่มาพร้อม
ถุงลมเสริมความปลอดภัย สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า บริเวณหัวเข่า บริเวณด้านข้าง และม่านถุงลมเสริมความ
ปลอดภัย 5 ใบ ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ





รายละเอียดของ Lexus IS F Sport


รุ่น F-Sport คือเวอร์ชันสปอร์ตระดับสูงสุดของเลกซัส IS ที่มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Spindle Grille ที่ดุดันและ
โดดเด่น พร้อมกับชุดแต่ง F-Sport รอบคันและล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารจะสัมผัสได้ถึงความสปอร์ต
ด้วยเบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตที่ตัดเย็บอย่างประณีต

2.5L V6 DOHC 24V VVT-i (4GR-FSE)
ชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบเกียร์อัจฉริยะ M-Mode ทะยานล้ำเต็มสมรรถนะแห่งความสปอร์ต
ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 DOHC VVT-i ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 207 แรงม้าที่ 6400 รอบต่อนาที
พร้อมปลุกเร้าทุกโสตประสาทไปกับ Engine Sound Creator เพื่อการขับขี่ที่เร้าใจ

ระบบการขับเคลื่อน
ตอบรับทุกสภาวะการขับขี่ ที่เลือกปรับได้ 4 โหมด ได้แก่ โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบปกติ โหมด Eco สำหรับ
ความประหยัดสูงสุด โหมด Sport สำหรับการขับประสบการณ์แห่งความสปอร์ตเร้าใจ และโหมด Sport S+ ที่จะผสาน
การทำงานกับระบบกันสะเทือนแบบแปรผัน (AVS - Adaptive Variable Suspension) เพื่อคงสมรรถนะในการขับขี่ที่ดี
เยี่ยมและการตอบสนองต่อพวงมาลัยที่แม่นยำ

มาตรวัดความเร็ว TFT LCD ขนาด 8 นิ้ว
ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมาตรวัด LFA



รถยนต์เลกซัสทุกคันที่ซื้อกับผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะได้รับการรับประกัน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมอุ่นใจกับ
ความพร้อมในการให้บริการลูกค้าเลกซัสต่างจังหวัด สำหรับ ศูนย์บริการรถยนต์เลกซัสอย่างเป็นทางการ Lexus
Exclusive Service Corner ณ โชว์รูมโตโยต้าจังหวัดเชียงใหม่ ,ขอนแก่น, อุบลราชธานี, สุราษฎร์ธานี และ ภูเก็ต

ราคา All New Lexus IS


IS250 (F-Sport) ราคา 3.99 ล้านบาท
IS300h (Premium package) 3.49 ล้านบาท
IS300h (Luxury package) 2.99 ล้านบาท 

 
กรุงเทพฯ – บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อความเป็นผู้นำตลาดรถหรู เผยโฉมยนตรกรรมใหมล่าสุด The new E-Class ครั้งแรกในอาเซียน
และรถยนต์ต้นแบบ Concept Style Coupé  พร้อมด้วยขบวนรถเมอร์เซเดส-เบนซ์อีก 22 รุ่นครบทุกเซ็กเม้นท์  ซึ่ง The new E-Class จะเปิดตัวในงานนี้ถึง 3 รุ่นด้วยกัน
ได้แก่ E 200 Executive, E 300 BlueTEC HYBRID Executive และ E 300 BlueTEC HYBRID AMG Dynamic โดย The new E-Class มาพร้อมกับเครื่องยนต์
เบนซินใหม่ และเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID ที่ให้สมรรถนะและขุมพลังมากขึ้น พร้อมระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย 
รวมถึงการออกแบบดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่ตอกย้ำให้รถยนต์ E-Class ใหม่ยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดรถหรูอย่างต่อเนื่อง

ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคง
มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่หลากหลายและตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภค โดยในปีนี้เราได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับการจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมที่เปี่ยมไป
ด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรูหรา สง่างามมีระดับ และประหยัดพลังงาน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ไว้อย่างยิ่งใหญ่ในฐานะที่เมอร์เซเดส-เบนซ์
เป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต โดยไฮไลท์พิเศษของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ คือ การเปิดตัว The new E-Class สุดยอดยนตรกรรมหรูซีดานให้คนไทยได้ยลโฉมกัน
เป็นครั้งแรกในอาเซียน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ทั้งเบนซินและดีเซลไฮบริด ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถยนต์พรีเมี่ยมในไทย พร้อมกับการนำเสนอรถยนต์ต้นแบบ Concept Style Coupé
ซึ่งนับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มรถยนต์พรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์ในสไตล์คูเป้สี่ประตูในประเทศไทย ซึ่งเราหวังว่าทุกท่านคงตื่นตาตื่นใจและเพลิดเพลินไปกับการสัมผัส
ยนตรกรรมใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยดีไซน์อันล้ำสมัย และยังคงไว้ซึ่งความหรูหราในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

alt

เมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class ยนตรกรรมหรูที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เน้นความเป็นสปอร์ตมากขึ้นรูปลักษณ์ภายนอกด้านหน้าที่
ปรับเปลี่ยนมากที่สุดคือแผงกระจังหน้าและโคมไฟคู่หน้า โดยกระจังหน้าในรุ่นตกแต่งแบบ Executive เป็นแบบลาย 3 แถบพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์บนฝากระโปรงหน้า
และในรุ่นที่ตกแต่งแบบ AMG Dynamic  จะเป็นกระจังหน้าลาย 2 แถบพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ดวงใหญ่ตรงกลาง ส่วนลายเส้นนูนด้านข้างได้รับการดีไซน์ใหม่
ให้เกิดพริ้วไหวและมิติด้านข้างสวยงาม ทำให้สัดส่วนรถดูยาวและหรูหราขึ้น พร้อมกับโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวในขณะเดียวกัน ที่โดดเด่นคือการนำไฟแบบ LED มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ไฟหน้าเป็นแบบ LED High Performance ไฟท้ายแบบ LED fibre-optic  โคมไฟคู่หน้าได้รับการออกแบบใหม่หมด โดยรวมชุดไฟ LED ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
อาทิ ไฟต่ำ ไฟสูง ไฟเลี้ยว และไฟ daytime ทำให้เกิดลายเส้นกราฟฟิคสวยงามสะดุดตามากขึ้นซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกันที่โคมไฟแบบ LED ได้รับการออกแบบให้อยู่
รวมในกรอบเดียวกัน และยังคงเป็นการสื่อถึง “ไฟคู่หน้า” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมของ E-Class ไว้เหมือนเดิมอีกด้วย  

ภายในห้องโดยสารมีการปรับให้มีความผสานกลมกลืนสวยงามเข้ากับรูปลักษณ์ภายนอกที่ปรับเปลี่ยนไป โดยการคัดสรรค์วัสดุชั้นดีมีคุณภาพสูงมาใช้ให้ดูหรูหราขึ้น ส่วนเบาะหุ้มหนัง
พร้อมด้วยพนักพิงศีรษะคู่หน้าแบบ NECK-PRO head restraints รวมถึงแผงคอนโซลหน้าพร้อมลายไม้แบบ high-gloss brown eucalyptus, high-gloss brown burr walnut
หรือ high-gloss black ash wood นาฬิกาได้รับการดีไซน์เป็นแบบอนาล็อกอยู่ระหว่างช่องระบายความเย็นเครื่องปรับอากาศ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบ THERMATIC 
นอกจากนั้นยังมีระบบมัลติมีเดีย COMAND Online ควบคุมการทำงานของวิทยุและดีวีดี สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต พร้อมcontroller และระบบนำทาง (navigation system)
ในรุ่น E 300 BlueTEC HYBRID Executive และ E 300 BlueTEC HYBRID AMG Dynamic เพื่อให้ความเพลิดเพลินบันเทิงใจขณะขับขี่ รวมทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่
ผ่านบลูทูธ เพื่อให้ความสะดวกสบายในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

alt

เมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class มาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยใหม่ที่ผสานความสะดวกสบายและความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันซึ่งเรียกว่าระบบ
“Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้ The new E-Class
เป็นยานยนต์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดคันหนึ่งในเซ็กเม้นท์นี้ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะ
เพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่งทั้งคู่หน้าและคู่หลัง แบบผ่อนแรงและรั้งกลับ
อัตโนมัติ พนักพิงศีรษะคู่หน้าแบบ NECK-PRO head restraints ที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บกรณีที่ถูกชนจากด้านหลัง ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง พร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงปะทะ
และการคาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 4 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะ ถุงลมนิรภัยบริเวณสะโพก 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งช่วยเสริมการปกป้องให้มี
ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่  (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยเตือน
การขับรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist) และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist)

The new E-Class มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินใหม่  แถวเรียง 4 สูบ ที่ทรงพลังเต็มไปด้วยสมรรถนะและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น โดยมีหัวฉีดชนิด piezo ซึ่งฉีดเชื้อเพลิง
เข้าห้องเผาไหม้โดยตรง  ด้วยแรงดันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 200 บาร์ และเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกันที่ใช้กับเครื่องยนต์ V6 และ V8 รุ่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยได้นำมาใช้กับ
เครื่องยนต์ 4 สูบเป็นครั้งแรก นอกจากนี้เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่นี้รวมถึงจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงและจุดระเบิดแบบหลายครั้งติดต่อกันตรงสู่ห้องเผาไหม้ทำให้การเผาไหม้
สมบูรณ์ขึ้น ระบบช่วยอัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์ทเจอร์ เพลาลูกเบี้ยวที่สามารถปรับองศาการเปิด-ปิดของวาล์วไอดีและไอเสีย รวมถึงการควบคุมแรงดันของปั๊มน้ำมันเครื่องยนต์
ให้เหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ใหม่มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นโดยจะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.39-17.24 กม. /ลิตร หรือคิดเป็น 2.31-2.43 บาท/กม.
(คำนวณจากราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95  ณ วันที่ 11 มีนาคม 2556) และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 135-142 กรัม/กม.

ในขณะที่เครื่องยนต์แบบดีเซลไฮบริด ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเป็นเจ้าแรกของรถยนต์หรูที่นำ เทคโนโลยี BlueTEC HYBRID มาเปิดตัวในตลาดรถยนต์ในไทย
โดย BlueTEC HYBRID เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งเป็นการผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง การออกสตาร์ทที่เงียบ และช่วยลดการสันดาปของเครื่องยนต์
โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 23.81-24.39 กม./ลิตร หรือคิดเป็น 1.23-1.26 บาท/กม. เท่านั้น (คำนวณจากราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 11 มีนาคม 2556) 
และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 107-110 กรัม/กม. โดยเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซินและดีเซลไฮบริดถ่ายทอดผ่านกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ
(7G-TRONIC PLUS) พร้อมด้วยฟังก์ชั่น ECO Start/Stop โดยใช้พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ DIRECT SELECT พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

สำหรับราคาขายนั้น ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมาในขณะนี้ โดยคาดว่า Mercedes-Benz จะเปิดเผยพร้อมกันในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ 2013
ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 7 เมษายนนี้


กรุงเทพฯ – บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จะทำการเปิดตัวครูซ เวอร์ชั่นเฟล็กซ์ฟิวโฉมใหม่ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34
ยกระดับความโดดเด่นด้วยการปรับรูปลักษณ์ให้สะดุดตายิ่งขึ้น พร้อมเสริมสมรรถนะและรองรับเชื้อเพลิงได้หลากหลายรูปแบบ ตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมที่ประสบ
ความสำเร็จมากที่สุดของเชฟโรเลต โดยจัดงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ในงาน ELLE Fashion Week 2013 ย่านลุมพินี

ครูซ ซึ่งเปิดตัวออกสู่ตลาดประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 สร้างความประทับใจให้ลูกค้าชาวไทยด้วยยอดขายมากกว่า 20,000 คัน มาพร้อมการออกแบบ
ที่ร่วมสมัยและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ครูซ จึงเป็นรถยนต์สำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่และสำหรับครอบครัว โดยคอมแพ็คต์ซีดานคันนี้นำยอดขายเชฟโรเลต ในระดับโลก
ในปี 2555 ด้วยตัวเลขมากกว่า 755,00 คัน ครูซ ยังเป็นรถเชฟโรเลตที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกโดยมีตัวเลขสะสมเกือบ 1.9 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2552

alt

“ครูซ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในตลาดเมืองไทยเช่นกัน ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและการออกแบบอันหรูหรา ทำให้รถคอมแพ็คต์ซีดานคันนี้มี
ความโดดเด่นที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดรถซีดานเมืองไทย ครูซ โฉมใหม่รองรับเชื้อเพลิง E85 จึงเป็นรถเฟล็กซ์ฟิว (Flex-Fuel Vehicle – FFV) ที่สอดคล้องกับกลยุทธ
ของเชฟโรเลต ในการขยายศักยภาพพลังงานทางเลือกให้ครอบคลุมรถทุกรุ่นที่เราจัดจำหน่าย” มร. มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการ ประจำประเทศไทยและ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดและบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ครูซ รุ่นปรับโฉมได้รับการยกระดับสุนทรียภาพขึ้นไปอีกขั้น ด้วยกันชนด้านหน้าดีไซน์ใหม่คู่กับไฟตัดหมอกรูปทรงโฉบเฉี่ยว พร้อมกับการปรับการออกแบบทั้งกรอบ
ไฟหน้ามุมโครเมียมและกระจังหน้าใหม่ที่ทำให้โลโก้เชฟวี่ โบว์ไท มีความสะดุดตายิ่งขึ้น ขณะที่กันชนหลังดีไซน์ใหม่ให้ความสปอร์ตกว่าเดิม เข้ากับกรอบไฟท้ายใหม่
อย่างลงตัว ครูซ โฉมใหม่ ยังมาพร้อมล้ออัลลอยแบบห้าก้านที่แต่งเติมความหรูหราให้แก่ตัวรถมากยิ่งขึ้น

alt
alt 

ภายในห้องโดยสารของครูซ LTZ รุ่นปรับโฉม ดึงดูดทุกสายตาด้วยการตกแต่งสีน้ำตาลแดง (brown stone) แบบใหม่ พร้อมการแต่งเติมรายละเอียดและพื้นผิวสัมผัส
บริเวณคอนโซลกลางให้ความรู้สึกหรูหรายิ่งขึ้น สำหรับปุ่มสตาร์ทและดับเครื่องยนต์ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นทรงกลมเพื่อรองรับการใช้งานได้สะดวกสบายกว่าเดิม

เการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญที่สุดของครูซ โฉมใหม่ คือเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร รองรับเชื้อเพลิง E85 ทำให้ครูซ เป็นรถเฟล็กซ์ฟิว หรือรถที่รองรับเชื้อเพลิงได้หลาก-
หลายอีกหนึ่งรุ่นของเชฟโรเลต โดยสามารถเติมได้ทั้งน้ำมันเบนซินทั่วไปจนถึงน้ำมัน E85 ที่มีส่วนผสมของเอทานอล 85 เปอร์เซ็นต์ เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ECOTEC
บล็อก 4 สูบ เพลาราวลิ้นคู่เหนือฝาสูบ (DOHC) ของครูซ ยังมาพร้อมระบบหัวฉีดมัลติพอยท์ (Multi-point Injection) และระบบวาล์วแปรผันคู่ต่อเนื่อง
(Double Continuous Variable Cam Phasing) ทำงานร่วมกับท่อร่วมไอดีแปรผัน (Variable Intake Manifold) ไอดีและไอเสียทำงานอย่างสัมพันธ์กัน
ในทุกรอบเครื่องยนต์

ระบบอันทันสมัยดังกล่าวในเครื่องยนต์ของครูซ โฉมใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ ลดปริมาณไอเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้พละกำลังสูงสุด 141 แรงม้า
ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบ/นาที

ครูซ ยังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รหัส GF6 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ให้ความแม่นยำยิ่งขึ้นและมอบความนุ่มนวลมากกว่าเดิมในการเปลี่ยนเกียร์
ขณะเดียวกันยังตอบสนองด้านอัตราเร่งได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย ครูซ ยังใช้ระบบการจัดการเครื่องยนต์แบบใหม่ที่ให้ความยืดหยุ่นในด้านการไหลเวียนเชื้อเพลิง
ระยะเวลาการจุดระเบิดและการเร่งไฟจุดระเบิดล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับประเภทน้ำมันทั้งเบนซินทั่วไป E10 E20 หรือ E85 ตามมาตรฐานของรถเฟล็กซ์ฟิว ขณะเดียวกัน
รถที่รองรับเชื้อเพลิง E85 ยังมีชิ้นส่วนภายในที่แตกต่างเพื่อรองรับคุณสมบัติพิเศษของเชื้อเพลิง E85

ศักยภาพการรองรับ E85 ของครูซ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธสำคัญของเชฟโรเลต ในการขยายยานยนต์พลังงานทางเลือกให้แก่ลูกค้า โดยก่อนหน้านี้ เชฟโรเลต ได้เปิดตั
วแคปติวา รถเอสยูวีเฟล็กซ์ฟิวที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร E85 ไปแล้ว รวมถึงการเปิดตัวโซนิค ขุมพลัง 1.4 ลิตรที่รองรับ E20 เมื่อไม่นานมานี้

ครูซ โฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล เทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ผลิตพละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร
นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.6 ลิตร DOHC 16 วาล์ว ให้พละกำลัง 109 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร

เทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยอัดแน่นอยู่ในครูซ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Passive Entry Passive Start เข้าออกห้องโดยสารโดยไม่ต้องใช้กุญแจ
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุมครูสคอนโทรลและเครื่องเสียง ระบบเชื่อมต่อครบครันทั้ง Auxiliary USB และ Bluetooth ครูซ ยังติดตั้งระบบปรับน้ำฝนอัตโนมัติ
และไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ

เชฟโรเลต ครูซ ไม่ได้มีแต่รูปลักษณ์และการขับขี่ที่โดดเด่นเท่านั้น หากยังเพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัย
คู่หน้าและด้านข้าง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิก (EBD) ระบบรักษาเสภียรภาพการทรงตัว (ESP) ระบบป้องกันการลื่นไถล
(Traction Control) และกุญแจนิรภัย (Key Immobilizer) ขณะที่ระบบความปลอดภัยแบบเตรียมพร้อมประกอบด้วยโครงเหล็กนิรภัยและคานกันกระแทกด้านข้าง
ที่ทนทานต่อแรงอัดสูง

เชฟโรเลต ครูซ พร้อมให้ลูกค้าได้ทดลองขับที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคมถึง 7 เมษายนนี้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชฟโรเลต ครูซและกิจกรรมภายในงานสามารถเข้าชมได้ที่ www.chevrolet.co.th หรือโทร. 1734


บทความ อื่นๆ ...