PR News New Cars in Thailand
กรุงเทพฯ - บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมหรูในตระกูล E-Class รุ่นใหม่ล่าสุดได้แก่ The new E-Class Coupé รถยนต์สปอร์ตคูเป้ และ
The new E-Class Cabriolet รถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนแบบ 4 ที่นั่ง ภายใต้บรรยากาศความสุขแบบไร้ขีดจำกัด (Uncontrained Pleasure) พร้อมรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ที่เร้าใจ
น่าหลงใหล ให้ความสปอร์ตและเต็มไปด้วยสมรรถนะอันทรงพลัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปรัชญาการออกแบบใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เน้นความหรูหราและมีความเป็นไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว
โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินทรงพลังใหม่ 4 สูบแบบ BlueDIRECT พร้อมระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นรถยนต์ที่ขับขี่ปลอดภัยอย่างชาญฉลาด        
“Mercedes-Benz Intelligent Drive” เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ โรงงาน โฟร์ ซีซั่น ย่านราชดำริ

alt

ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class Coupé และ Cabriolet ที่นำมาเปิดตลาดในไทย
มี 3 รุ่นด้วยกันได้แก่ E 200 Coupé Sport, E 200 Coupé AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่น ความแข็งแกร่งที่แฝงไว้
ด้วยอารมณ์สปอร์ต รูปลักษณ์ที่หรูหรา สะดุดตา มีความดุดัน และยังใช้เครื่องยนต์ใหม่ที่เต็มไปด้วยสมรรถนะและให้ประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานเป็นเยี่ยม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
และมีความปลอดภัยสูง ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอ๊อบชั่นและราคาซึ่งนับเป็นการปรับราคาครั้งใหญ่ที่ลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่ามากขึ้น รวมถึง
การส่งมอบรถซึ่งลูกค้าสามารถรับรถได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงหรือเจ้าของกิจการทั้งชายและหญิง
ที่ชื่นชอบรถยนต์ในสไตล์สปอร์ตปราดเปรียวและคล่องตัว แฝงไว้ซึ่งความทรงพลังที่น่าดึงดูดใจโดยเป็นรถยนต์ในฝันได้อย่างแท้จริง

The new E-Class Coupé และ Cabriolet โฉมใหม่ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเด่นชัดที่สุดคือที่แผงกระจังหน้าและโคมไฟแบบใหม่ซึ่งเป็นการรวมเอาฟังก์ชั่นการทำงานของไฟ LED ต่างๆ
รวมไว้ในกรอบเดียวกัน และยังมีการนำเทคโนโลยีไฟ LED แบบ fibre-optic มาใช้ด้วย ทำให้ไฟคู่หน้ามีลักษณะแบบ “สี่ตา (four-eyed)” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class 
กระจังหน้าเป็นแบบสปอร์ตมีลาย 1 แถบพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ดวงใหญ่ตรงกลาง กันชนด้านหน้าได้รับการดีไซน์ใหม่เน้นรายละเอียดมากขึ้นพร้อมช่องอากาศขนาดใหญ่ตกแต่ง
ด้วยโครเมียมทำให้รถยนต์รุ่นนี้ดูปราดเปรียว  โดยรวมแล้วการปรับเปลี่ยนด้านหน้าในรถทั้งสองรุ่นนี้ เน้นความเป็นสปอร์ตมากขึ้น

The new E-Class Coupé ยังคงความสง่างามได้สัดส่วนด้วยฝากระโปรงหน้าที่เทลาดยาวและลายเส้นด้านข้างตั้งแต่หน้าจรดท้าย รับกับความโค้งมนของเส้นใต้หลังคาของรถสไตล์คูเป้
เน้นความหรูหราและปราดเปรียว ที่โดดเด่นคือไม่มีเสาหลังคากลาง B-Pillar ทำให้บรรยากาศภายในรถดูโปร่งสบายและกว้างมากขึ้น พร้อมด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิด
ได้ด้วยระบบไฟฟ้า ส่วน The new E-Class Cabriolet  โดดเด่นด้วยลายเส้นนูนด้านข้างตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้ายรถทำให้เกิดมิติด้านข้างสวยงามและได้สัดส่วน หลังคาเปิดประทุน
แบบผ้า (soft-top) สามารถเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าและสามารถสั่งการทำงานด้วยกุญแจรีโมทคอนโทรล โดยเปิด-ปิดภายในเวลา 20 วินาที แม้ขณะรถวิ่งมาด้วยความเร็วที่ 40 กม./ชม.

alt

ภายในห้องโดยสารมีการปรับให้มีความผสานกลมกลืนสวยงามเข้ากับรูปลักษณ์ภายนอกที่ปรับเปลี่ยนไปมีบรรยากาศความเป็นสปอร์ตในทุกรายละเอียด และเลือกใช้วัสดุชั้นดีมีคุณภาพสูงทำให้ดู
หรูหรามีระดับ นาฬิกาแบบอนาล็อกอยู่ตรงกลางแผงคอนโซลระหว่างช่องแอร์ให้ความสวยงามแบบคลาสสิก เบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนัง และสำหรับรุ่น E 200 Coupé AMG Dynamic
และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic จะเป็นเบาะหุ้มหนัง ARTICO สีดำ ส่วนเบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ multi-contour seats ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ
สำหรับตำแหน่งที่นั่ง พวงมาลัย และกระจกมองข้าง พร้อมด้วยระบบเพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกรถ สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง (EASY-ENTRY) ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบ THERMATIC 
แบบ 2-zone สำหรับรุ่น E-Class Cabriolet จะมีแผงบังคับทิศทางลม (AIRCAP®) และแผงกั้นลม (draught-stop) ที่ช่วยลดกระแสลมที่เกิดขึ้นในห้องโดยสารรวมถึงเสียงรบกวนจากภายนอก
โดยระบบ AIRCAP® จะทำงานอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วตั้งแต่ 40 กม.ชม.ขึ้นไป และระบบจะหยุดการทำงานเองได้โดยอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วต่ำกว่า 15 กม./ชม.
นอกจากนั้นยังติดตั้งพวงมาลัย 3 ก้านแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ DIRECT SELECT ที่พวงมาลัย ซึ่งเป็นพวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ที่สามารถปรับน้ำหนักได้ตามความเร็วรถ
ซึ่งจะช่วยทำให้การควบคุมทิศทางรถเป็นไปอย่างเที่ยงตรงแม่นยำ ทั้งในรุ่น The new E-Class Coupé และ Cabriolet

Mercedes-Benz E-Class Coupé และ Cabriolet มาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยใหม่ที่ผสานความสะดวกสบายและความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันซึ่งเรียกว่า
ระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้ E-Class Coupé
และ Cabriolet ใหม่นี้ เป็นยานยนต์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดคันหนึ่งในเซ็กเม้นท์นี้ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้
ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) โปรแกรมการควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP®
เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 4 ที่นั่งผ่อนแรงและรั้งกลับอัตโนมัติ พร้อมระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า (automatic belt feeder) หมอนรองศีรษะคู่หน้า
แบบ NECK-PRO head restraints ที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บกรณีที่ถูกชนจากด้านหลัง ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงปะทะ
และการคาดเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า ม่านถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง โครงสร้างตัวถังนิรภัย
และคานนิรภัยกันกระแทกด้านข้าง และโครงคุ้มกันนิรภัย (roll-over bars) เฉพาะรุ่นเปิดประทุน ซึ่งช่วยเสริมการปกป้องให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นยังมี
ระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่  (ATTENTION ASSIST) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control)
ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light) ระบบรักษาระดับความเร็ว (cruise control)
และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTROMIC) และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist)

alt

The new E-Class Coupé และ Cabriolet มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินใหม่แบบ BlueDIRECT 4 สูบเรียง ที่ทรงพลังเต็มไปด้วยสมรรถนะและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
โดยมีหัวฉีดชนิด piezo ซึ่งฉีดเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้โดยตรง และเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกันที่ใช้กับเครื่องยนต์ V6 และ V8 รุ่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยได้นำมาใช้กับ
เครื่องยนต์ 4 สูบเป็นครั้งแรก  นอกจากนี้เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่นี้รวมถึงจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงและจุดระเบิดแบบหลายครั้งติดต่อกันตรงสู่ห้องเผาไหม้ทำให้การเผาไหม้
สมบูรณ์ขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์ใหม่ในรหัส M274 ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จ สร้างแรงม้าได้ 184 แรงม้าเท่ากับเครื่องยนต์ M271 แต่มีแรงบิดสูงสุดถึง 300 นิวตัน-เมตร
โดยจะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 18 กม./ลิตร สำหรับ E-Class Coupé และ 16 กม./ลิตร สำหรับ E-Class Cabriolet นอกจากนั้นเครื่องยนต์ทุกรุ่นมาพร้อมกับ
ฟังก์ชัน ECO Start/Stop เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) อันทรงประสิทธิภาพ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class Coupé และ Cabriolet ใช้ระบบกันสะเทือนแบบ AGILITY CONTROL Sports ที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างสปอร์ตปราดเปรียว พร้อมโช้คอัพ
ที่ปรับสภาพเองได้อย่างอิสระ ระบบนี้จะช่วยให้โช้คอัพสามารถปรับสภาพให้เหมาะสมกับสภาพถนนได้โดยอัตโนมัติตามสถานการณ์การขับขี่และสภาพของถนนที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกเพลินเพลิดและนุ่มนวลที่สุดขณะขับขี่ รวมถึงช่วยสร้างความรู้สึกแบบสปอร์ตแต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลขณะเดินทางในระยะไกลอันเป็นชื่อเสียงที่เมอร์เซเดส-เบนซ์
สั่งสมมาอย่างยาวนานได้อีกด้วย

alt

เมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class Coupé และ Cabriolet มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำหน้าและคุณภาพสูงเพื่อความรื่นรมณ์ตลอดการเดินทางหลากหลายรูปแบบการบันเทิง
ได้แก่ ระบบCOMAND Online ควบคุมการทำงานของวิทยุและดีวีดี สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต พร้อม controller และระบบนำทาง (navigation system) รวมทั้งยังมี
ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) ระบบเชื่อมต่อสื่อบันเทิง (media interface) เพื่อให้ความเพลิดเพลินบันเทิงใจขณะขับขี่ รวมทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านบลูทูธ
เพื่อให้ความสะดวกสบายในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้เปิดราคาขายของรุ่น E 200 Coupe Sport และ AMG Dynamic ไว้เพียง 3.79 ล้านบาท ในขณะที่รุ่น E 200 Cabriolet AMG Dynamic
สนนราคาเพียง 3.99 ล้านบาท ซึ่งสามารถรับรถได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไปเฉพาะที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


ในขณะที่ตลาดโลก Mazda3 โฉมใหม่ เพิ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว เนื่องจากต้องรอการเตรียมสายการผลิตที่จะเสร็จในปีหน้า
ดังนั้นในตอนนี้ ก็จงเอารุ่นปัจจุบัน โฉมไมเนอร์เชนจ์ มาขับกันไปพลางๆก่อนก็แล้วกัน! (ฮา)

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 27 มิถุนายน 2556 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเดินหน้าสร้างความแปลกใหม่ให้ตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง
หรือซีเซ็กเม้นต์ในประเทศไทย ประกาศเปิดตัวรถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 ใหม่ รุ่นปี 2013 ปรับโฉมเสริมความเป็นสปอร์ตรอบคันทั้งภายในและภายนอก ทั้งเครื่องยนต์ 1.6
และเครื่องยนต์ 2.0 ที่ถูกถ่ายทอดความเป็นสปอร์ตจาก DNA ของรถต้นแบบสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขับสนุกมาสด้า MX-5 กับคอนเซ็ปต์ “Jinba-Ittai” หรือ “Oneness”
เมื่อคุณกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมฉีกหนีคู่แข่งไปอีกขึ้นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งหนึ่งเดียวในคลาส ไฟหน้าไบ-ซีนอน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ หรือ Cruise Control
ซันรูฟเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์เสริมความสปอร์ตรอบคัน ย้ำขายราคาเดิมเริ่มต้น 755,000 บาทเท่านั้น

alt

นายโชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 คือรถยนต์ที่ได้รับการการันตีมาแล้วจากลูกค้าทั่วโลก
กว่า 3 ล้านคัน รวมทั้งลูกค้าชาวไทยอีกกว่า 4 หมื่นคัน สำหรับการปรับโฉมเพิ่มความสดใหม่ให้กับมาสด้า3 ในครั้งนี้ จะส่งผลให้รถมาสด้า3 เป็นรถยนต์ให้ความสปอร์ตมากที่สุด
รวมทั้งการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลากหลายและโดดเด่นเหนือคู่แข่ง คาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายรถมาสด้า3 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นไปอีก ผมมั่นใจว่าการเพิ่ม
ความคุ้มค่าให้กับรถมาสด้า3 โฉมใหม่ในครั้งนี้ จะทำให้ลูกค้าเกิดความภาคภูมิใจมากยิ่งขึ้น และนั่นคือจุดมุ่งหมายหลักของแนวทางของ ซูม-ซูม แบบยั่งยืนของมาสด้า  

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ตลาดรถยนต์นั่งคอมแพ็คคาร์ หรือ ซี-คาร์ เป็นกลุ่มรถหลัก
ในตลาดประเทศไทย และเป็นตลาดที่มีการเติบโตที่ทรงตัวมาโดยตลอด และมีโอกาสที่เราจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างมากยิ่งขึ้น ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นลูกค้าที่มีความคาดหวัง
ค่อนข้างสูง ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์ที่งามสง่า สมรรถนะการขับขี่ ความคุ้มค่าคุ้มราคา อุปกรณ์ที่เพิ่มความหรูหราสะดวกสบาย คุณภาพของวัสดุที่นำมาประกอบ และระบบ
ความปลอดภัยที่มั่นใจ รวมถึงความประหยัดทั้งค่าบำรุงดูแลรักษาและการประหยัดน้ำมัน สำหรับมาสด้า3 ใหม่ นอกจากเป็นรถยนต์ที่มีอุปกรณ์ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ มีความคุ้มค่าสมราคา
แล้ว ยังมีความสปอร์ตที่โดดเด่นเหนือกว่ารถอื่นในคลาสเดียวกัน  ด้วยรูปลักษณ์ความสวยงามของดีไซน์ทั้งภายในภายนอก ซึ่งแตกต่างจากรถในกลุ่มคอมแพ็คที่มักเน้นแต่ความหรูหรา
เพียงอย่างเดียว ซึ่งจุดขายนี้โดนใจลูกค้ากลุ่มพรีเมียมผู้รักรถสปอร์ตหรู การปรับโฉมเข้าสู่ตลาดในครั้งนี้จะส่งผลเราสามารถสร้างความแตกต่างจากรถยนต์แบบเดิมๆ

รถยนต์นั่งสปอร์ต Mazda3 ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้ DNA ของมาสด้า รูปลักษณ์ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวให้ความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น
เป็นรถยนต์นั่งที่โฉมเฉี่ยวสไตล์ ซูม-ซูม รวมถึงเครื่องยนต์อันทรงพลัง 2000 ซีซี. และเครื่องยนต์ 1600 ซีซี. ที่ได้รับการปรับแต่งให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้กำลัง
แรงม้าสูงสุดถึง 147 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที และให้กำลังแรงบิดสูงสุดถึง 182 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มาพร้อมกับ
ระบบ Sports Paddle Shift และระบบควบคุมเกียร์ AAS (Active Adaptive Shift) สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะโดยอัตโนมัติตามสไตล์ของผู้ขับขี่ให้สัมผัสถึง
ความเป็นสปอร์ตและควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ (สำหรับเครื่องยนต์ 2.0L) และอีกหนึ่งฟังค์ชั่น สปอร์ตแอคทีฟเมติค ที่สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเกียร์ธรรมดา
พัฒนามาให้มีความนุ่มนวล ต่อเนื่องและตอบสนองได้โดยอย่างแม่นยำ

ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบไบ-ซีนอนพร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟท้ายแบบ LED รูปทรงสปอร์ต ระบบกุญแจ Smart Keyless Entry เปิด-ปิดประตูโดยไม้ต้องใช้กุญแจหรือรีโมท
พร้อมระบบ Push Start Button เพียงปลายนิ้วสัมผัส ซันรูฟเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ระบบการควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัว (Dynamic Stability Control, DSC) ให้ความมั่นใจทุกการเข้าโค้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล (Traction Control)
ล้ออัลลอยด์ลายสปอร์ตเรียบหรูขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางซีรี่ต่ำเช่นเดียวกับรถสปอร์ตชั้นนำ

alt

สำหรับราคาจำหน่ายรถยนต์ New Mazda3 รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1600 ซีซี. เริ่มต้นเพียง 755,000 บาท และยังเพิ่มรุ่นอีก 3 รุ่น คือ รุ่น 1.6L Spirit Sports Plus 5 ประตู,
รุ่น 1.6L Spirit Plus 4 ประตู และ รุ่น 2.0L Spirit Plus 4 ประตู  มาพร้อมกับ เบาะหนังสไตล์สปอร์ต ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry) และระบบ Push Start สัญญาณกะระยะถอยหลัง 4 จุด ช่องเชื่อมต่อ AUX/USB และอุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆอย่างครบครัน
ซึ่งนับว่าคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน คุณภาพของระดับสูง ระบบความปลอดภัย ประโยชน์ใช้สอยรอบคัน และอุปกรณ์ตกแต่งสไตล์สปอร์ตที่มาพร้อมกับตัวรถ
รถมาสด้า3 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 8 สี และพิเศษสีขาวมุก สโนว์แฟล็กซ์* ซึ่งเป็นสีใหม่ ที่มาคู่กับล้ออัลลอยด์สีใหม่ สีเงิน ไบรท์ซิลเวอร์ เพื่อความพิเศษยิ่งขึ้น โดยเพิ่มเงินเพียง 10,000 บาท
หมายเหตุ: * สีใหม่ ขาวมุก สโนว์แฟล็กซ์ จะมีให้เลือกเฉพาะรุ่น 1.6L Spirit Plus, 1.6L Spirit Sports Plus, 2.0L Spirit Plus, 2.0L Maxx, 2.0L Maxx Sports

alt




กรุงเทพฯ – บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวโซนิค เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์น้ำหนักเบาและประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ขนาด 1.6 ลิตร
รองรับเชื้อเพลิง E85 มอบสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานยิ่งกว่า พร้อมด้วยการควบคุมอันปราดเปรียวและดีไซน์ที่ล้ำสมัยพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นความโดดเด่นที่
ทำให้โซนิค ได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมในเซกเมนท์นี้ พรีวิวกับสื่อมวลชนให้ดูกันแล้วเรียบร้อย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม DoubleTree by Hilton
ย่านสุขุมวิท ก่อนจะออกจำหน่ายจริงในไทยเร็วๆนี้

โซนิค 1.6 ลิตร ยังมาพร้อมสองคุณสมบัติเด่นที่ถือเป็นครั้งแรกในรถระดับนี้ คือการรองรับเชื้อเพลิง E85 และการติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนท์ Chevrolet MyLink แสดงผลผ่าน
หน้าจอทัชสกรีนขนาดเจ็ดนิ้ว เชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดผ่านสมาร์ทโฟน ถือเป็นระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นล่าสุดของเชฟโรเลต

alt

มร. กุสตาโว โคลอซซี รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และบริการหลังการขาย ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวภายในงานเปิดตัวโซนิค เวอร์ชั่นใหม่ว่า “นอกจากความสนุกสนาน ทันสมัยและมีสไตล์ เราได้เพิ่มความทรงพลังให้โซนิค เวอร์ชั่นใหม่
เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร E85 ถือเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงและพละกำลังที่มากขึ้น โซนิค 1.6 ลิตร E85 แสดงให้เห็นถึงคำมั่นสัญญา ‘Find New Roads’
ของแบรนด์เราอย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอคุณสมบัติเด่นมากมายเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน

“โซนิค ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย โดยมียอดขายติดอันดับห้าของโลกในไตรมาสแรกของปีนี้ ตามหลังสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และเม็กซิโก ผมเชื่อว่า โซนิค 1.6 ลิตร
ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร E85 และระบบมายลิงค์จะประสบความสำเร็จทัดเทียมกับที่ผ่านมา” มร.โคลอซซี กล่าว ซึ่งโซนิคมียอดขายสะสมจนถึงเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา
อยู่ที่ 14,858 คัน โดยแบ่งเป็นรุ่นซีดาน 9,732 คัน ที่เหลือเป็นรุ่นแฮทช์แบ็กห้าประตู

โซนิค 1.6 ลิตร มาพร้อมการเติมแต่งรูปลักษณ์อันสะดุดตาหลายส่วน อาทิ สีตัวถังใหม่อย่าง สีส้ม Orange Rock และขาว White Metallic รวมถึงกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว LED
ซึ่งสีสันตัวถังแบบใหม่ที่มีทั้งรุ่นแฮทช์แบ็กและซีดานได้เพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่โซนิค พร้อมเน้นย้ำถึงความทันสมัยและเก๋ไก๋ของตัวรถ ขณะที่กรอบไฟหน้ายังคงเป็นแบบเปลือยให้ความโฉบเฉี่ยว
ถ่ายทอดดีไซน์จากมอเตอร์ไบค์สมรรถนะสูง รวมถึงซุ้มล้อที่โดดเด่นและรอยต่อตัวถังที่แน่นหนา โซนิค 1.6 ลิตร ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมอีกมากกว่า 35 รายการ เพื่อให้ลูกค้า
สามารถปรับแต่งรูปลักษณ์ได้ตามความต้องการ

อุปกรณ์ใหม่ที่มีความสำคัญที่สุดของโซนิค 1.6 ลิตร E85 คือ ระบบเชฟโรเลต มายลิงค์ ซึ่งเป็นระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นใหม่ล่าสุดของเชฟโรเลต สามารถเชื่อมต่อการใช้งานของสมาร์ทโฟน
เข้ากับตัวรถได้ โซนิค 1.6 ลิตร E85 จึงสามารถเข้าถึงเนื้อหาออนไลน์ผ่านทางสมาร์ทโฟน ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลแบบ 3จี ทำให้โซนิคกลายเป็นเหมือน ‘สมาร์ทโฟนโลดแล่น’ ถือเป็นรถรุ่นแรก
ในระดับเดียวกันที่ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนท์อันล้ำสมัยเช่นนี้ เมื่อเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับตัวรถแล้ว ผู้ใช้สามารถรับฟังวิทยุออนไลน์ (streaming audio) ผ่านเครื่องเสียงลำโพงหกตัว
รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียง การโทรออกด้วยเสียงและการใช้งานอื่นๆ ระบบนี้จะรวบรวมเนื้อหาจากสมาร์ทโฟนให้แสดงผลขึ้นบนหน้าจอทัชสกรีนสีความละเอียดสูงขนาดเจ็ดนิ้ว ผ่านทางช่องยูเอสบี
และบลูทูธ ผู้ใช้ยังสามารถเข้าถึงรายการเพลงส่วนตัว การใช้โทรศัพท์ด้วยระบบแฮนด์ฟรี ตลอดจนใช้งานฟังก์ชั่นอื่นๆได้อีกมากมาย

alt

มายลิงค์ ยังทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำสูง อย่างเครื่องเล่นเอ็มพี 3 และไอพอด เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ดังกล่าวผ่านช่องยูเอสบีแล้ว มายลิงค์จะเล่นวีดีโอและภาพที่เก็บอยู่ใน
อุปกรณ์ดังกล่าว มายลิงค์ยังแสดงภาพแบบสไลด์โชว์พร้อมกับเล่นเพลงไปพร้อมกันได้ นอกจากนี้ยังมีพอร์ท AUX สำหรับอุปกรณ์เล่นเพลงส่วนตัวและสมาร์ทโฟนที่ไม่ได้ใช้ยูเอสบีหรือไม่มี
ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ

ในประเทศไทย โซนิคที่มาพร้อมระบบมายลิงค์จะรองรับสองแอพพลิเคชั่น คือ  TuneIn Internet Radio และ Stitcher Smart Radio แอพพลิเคชั่นเหล่านี้สามารถปรับการใช้งานให้เข้ากับ
ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ โดยสามารถเลือกฟังสถานีวิทยุกว่า 70,000 สถานีทั่วโลกได้ แอพพลิเคชั่น TuneIn มีสถานีวิทยุในประเทศไทยมากกว่า 135 สถานี พร้อมกับมี
การอัพเดตสถานีโปรดของผู้ใช้ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย โซนิค 1.6 ลิตร ยังโดดเด่นด้วยห้องโดยสารแบบดูอัล-ค็อกพิท เอกลักษณ์ของ
เชฟโรเลต มาตรวัดผสมผสานระหว่างดิจิตอลและอนาล็อกโดยมี
ดีไซน์แยกส่วนติดตั้งอยู่บนแผงแดชบอร์ด

โซนิค 1.6 ลิตร E85 ถือเป็นรถเฟล็กซ์ฟิว (Flex-Fuel Vehicle) รุ่นแรกในระดับเดียวกัน มีศักยภาพรองรับเชื้อเพลิงเบนซินปกติ (E0) ไปจนถึงเอทานอล 85 เปอร์เซ็นต์ (E85) นอกจาก
การปรับปรุงชิ้นส่วนและเสริมความแข็งแกร่งของวัสดุเพื่อให้ทนทานต่อเอทานอลแล้ว โซนิค 1.6 ยังใช้ระบบการจัดการเครื่องยนต์ใหม่ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับอัตราไหลเวียนเชื้อเพลิง
จังหวะการจุดระเบิดและการจุดล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น E10 E20 หรือ E85

alt

เครื่องยนต์บล็อก 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร ใช้ระบบเพลาลูกเบี้ยวคู่เหนือฝาสูบ (DOHC – Double Overhead Camshafts) 16 วาล์ว ผลิตพละกำลังสูงสุด 115 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 155 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่ต่อเนื่อง (DCVC – Double Continuous Variable Camphasing) จึงมีพละกำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในช่วง
รอบเครื่องยนต์กว้าง ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มอัตราความประหยัดเชื้อเพลิงและลดมลภาวะ

เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร E85 ของโซนิค ถูกพัฒนาให้ตอบสนองการใช้งานของลูกค้าที่ต้องการพละกำลังที่เหนือกว่าแต่ยังคงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพียบพร้อมด้วยระบบ DCVC ตัวแลกเปลี่ยน
ความร้อนน้ำมัน-น้ำ ตัวควบคุมความร้อนแบบวัดความดันในท่อไอดี (MAP – Manifold Absolute Pressure) และท่อไอเสียแบบขึ้นรูปลึกพร้อมตัวกรองไอเสียติดตั้งในตัว เชื่อมต่อกำลังผ่าน
ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ
 
รถซับคอมแพ็กต์รุ่นล่าสุดของเชฟโรเลต มอบความสดใหม่และทันสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่ เจนเนอเรชั่นวายในเมืองไทยที่มีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่ง อัดแน่นด้วยคุณสมบัติครบครันทั้งสมรรถนะการขับขี่
ที่เฉียบคมและดีไซน์ที่ดุดัน โซนิค 1.6 ลิตร ขึ้นสายการผลิตในประเทศไทย ไม่เพียงออกจำหน่ายในประเทศเท่านั้น หากยังส่งออกไปในอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ โดยคาดว่าราคาขายจริงในไทย
ไม่น่าจะเกิน 7.59 แสนบาท


กรุงเทพฯ. มินิ Not Normal เปิดตัว MINI Paceman รถรุ่นที่ 7 ของมินิ ซึ่งมีด้วยกัน 3 รุ่น เพื่อตอบโจทย์ทุกรสนิยมของลูกค้า ได้แก่ MINI Cooper Paceman
ศิลปินแห่งท้องถนน MINI Cooper S ALL4 Paceman ศิลปะชิ้นเอกแห่งยนตรกรรม และ MINI Cooper SD ALL4 Paceman พลังแห่งความสร้างสรรค์
คุณจตุพล พุทธวิบูลย์ ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “MINI Paceman รุ่นใหม่นี้เป็น Sport Activity Coupe’ ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกในตลาดรถยนต์หรูขนาดเล็กและคอมแพ็ค
และเป็น รุ่นที่ 7 ของตระกูลมินิที่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว และผสมผสานนวัตกรรมแห่งความหรูหรา ดีไซน์ที่ประณีต และความสนุกสนานในการขับขี่ตามสไตล์ของมินิไว้ได้อย่างลงตัว
รวมถึงภายในห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้อเนกประสงค์ ทำให้ MINI Paceman เป็น "สุดยอดยนตรกรรมสำหรับขับขี่ในเมืองอย่างแท้จริง”

alt

MINI Paceman มาพร้อมกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิ ด้วยความหรูหราในสไตล์อังกฤษ 
การออกแบบหลังคาสไตล์คูเป้ที่ลาดลงเล็กน้อยเพิ่มความสวยงาม พร้อมกับไฟท้ายที่ออกแบบ
มาในแนวนอนรับกับกระจกหลังที่ลาดเอียงช่วยเน้นรูปลักษณ์ที่สปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น 
คิ้วโครเมี่ยมด้านข้างที่รับกับล้ออัลลอยด์อย่างกลมกลืน ให้อารมณ์ของความเป็น MINI Paceman
ได้อย่างชัดเจน โดดเด่นสะดุดตาด้วยดีไซน์ของรถคูเป้สามประตู ประกอบด้วยประตูหน้าสองประตูและประตูหลังขนาดใหญ่ เบาะหลังสามารถพับเก็บได้เพิ่มพื้นที่ความจุ 330 – 1,080 ลิตร
ภายในห้องโดยสารออกแบบให้เบาะด้านหน้ายกสูงกว่าเบาะด้านหลังเล็กน้อยเพื่อเพิ่มทัศนียภาพที่ชัดเจนและสวยงามขณะขับขี่ พร้อมกับบรรยากาศกว้างขวางของห้องโดยสารด้านหลังที่ออกแบบ
มาในสไตล์เลาจ์นตอบสนองความสะดวกสบายในการเดินทาง

นอกเหนือไปจากการผสานเอกลักษณ์โดดเด่นภายนอกและดีไซน์หรูหราภายในได้อย่างลงตัว MINI Paceman ยังได้นำเทคโนโลยี MINIMALISM เพื่อการขับขี่อย่างประหยัดพลังงานสไตล์มินิ
มาใช้ รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ระบบชาร์จไฟแบตเตอรี่แบบอัตโนมัติและพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า

alt 

MINI Paceman มาให้เลือก  3 สไตล์ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ได้แก่
MINI Cooper Paceman – ศิลปินแห่งท้องถนน
ผลงานศิลปะบนท้องถนน ด้วยเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พร้อมกับกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที มีอัตราการประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร

MINI Cooper S ALL4 Paceman – ศิลปะชิ้นเอกแห่งยนตรกรรม
รถรุ่นที่มีความเร็วสูง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานระหว่างความสวยงามและความรวดเร็วอย่างกลมกลืน มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 
4 สูบ 1.6 ลิตร พร้อมเทอร์โบ Twin-Scroll
สามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ถึง 184 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที พร้อมกำลังอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 8.2 วินาที โดยมีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 13 กม./ลิตร
     
MINI Cooper SD ALL4 Paceman – พลังแห่งความสร้างสรรค์
มาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ของสมรรถนะ ด้วยประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ Turbocharger Diesel 2.0 ลิตร มีกำลังสูง 143 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที

รถทุกรุ่นพร้อมจำหน่ายแล้ว ที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของมินิ ประเทศไทย ในราคาจำหน่ายสำหรับ MINI Cooper Paceman 2,490,000 บาท,
MINI Cooper S ALL4 Paceman 2,950,000 บาท และ MINI Cooper SD ALL4 Paceman 3,190,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

alt

เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่เจ้าของรถมินิทุกท่าน มินิ Not Normal ยังได้จัดโปรแกรมบริการหลังการขาย MINI Service Inclusive (MSI) ซึ่งเป็นการดูแลบำรุงรักษารถมินิ
ตลอดระยะเวลา 3 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดยลูกค้าสามารถเลือกขยายระยะเวลาต่อไปอีก 3 ปี หรือ 10,000 กิโลเมตร รวมเป็น 6 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร ทั้งนี้
โปรแกรม MSI มาพร้อมกับรถเพื่อให้ลูกค้าที่รับการส่งต่อรถมินิสบายใจกับระยะเวลาบริการที่เหลืออยู่ และช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่รถมินิเมื่อเปลี่ยนเจ้าของอีกด้วย


Mitsubishi Motor ประเทศไทยเริ่มเปิดแนวรุกตลาดรถยนต์นั่งครั้งใหญ่ในปี 2013 กันอีกครั้งด้วย Mitsubishi
Attrage อีโคคาร์ซีดานคันที่ 3 ของตลาดเมืองไทย หลังจากที่เปิดตัว Mitsubishi Mirage อีโคคาร์ตัวถังแฮทช์แบค 5
ประตูที่มาพร้อมกับกลยุทธ์การทำตลาดทุกรูปแบบจนทำให้สามารถผลักดันยอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถอีโคคาร์ท้าย
ตัดได้สำเร็จ จากความสำเร็จในกลยุทธ์ดังกล่าวก็น่าจะเป็นสูตรสำเร็จในการทำตลาดรถรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน

alt


รายละเอียดในเบื้องต้นของ Mitsubishi Attrage ก็ยังคงพึ่งพิงงานวิศวกรรมหลัก ๆ จาก Mitsubishi Mirage อยู่เช่น
เคย ด้วยเครื่องยนต์ ขนาด 1.2 ลิตร แบบ 3 สูบ DOHC MIVEC 12 Valve รองรับทั้งเบนซิน 91 และ 95 แก๊สโซฮอล์ 91,
95 และ E20 และตั้งเป้าให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 22 กิโลเมตรต่อลิตร (ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการตาม
มาตรฐานยุโรป UNECE Reg.101 Rev.01 Combine Mode) มาพร้อมระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และระบบเกียร์
อัตโนมัติ CVT 6 จังหวะ พร้อม Sportronic และระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะ INVECS-III เพิ่มประสิทธิภาพการ
ขับเคลื่อนและให้การประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

จุดขายสำคัญของ Mitsubishi Attrage คงหนีไม่พ้นด้านโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งด้วยเหล็กชนิดพิเศษ
“High Tensile Steel” รวมทั้งกรรมวิธีในการลดน้ำหนักตัวถังลงไปและออกแบบตัวรถตามหลักอากาศพลศาสตร์จนทำ
ให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียงแค่ 0.29 เท่านั้น



มิติตัวถังของ Mitsubishi Attrage ใกล้เคียงกับ Toyota Vios เจเนเรชั่นที่แล้วอย่างมาก (แต่เล็กกว่าคู่แข่งอย่าง
Nissan Almera แต่ก็ใหญ่กว่า Honda Brio Amaze อย่างเห็นชัด)ด้วยความยาว 4,245 มม. กว้าง 1,670 มม. ศูง
1,510 มม. มีความยาวฐานล้อ 2,550 มม. เท่ากับ Toyota Vios ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

ออพชั่น Mitsubishi Attrage ทุกรุ่นย่อยจะติดตั้งกระจกไฟฟ้า,, กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า, กุญแจรีโมต, ที่ท้าว
แขนเบาะหลังพร้อมหลุมวางแก้วน้ำ, เครื่องเล่น CD/MP3 พร้อมช่องต่อ AUX, มาตรวัด Combine Meter แสดงผล
ความประหยัดน้ำมันได้, ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและ ABS/EBD

หากขยับเป็นรุ่น GLS ก็จะได้ไฟตัดหมอกหน้า, ล้ออัลลอย 15 นิ้ว, ไฟเลี้ยว LED, มือจับประตูด้านในโครเมี่ยม, แผงบังแดด
พร้อมกระจกแต่งหน้า, แอร์อัตโนมัติ, กุญแจ KOS, ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์, ถุงลมคู่หน้า

รุ่น GLS Limited จัดเต็มจนรถคอมแพคท์บางรุ่นมีอายม้วน!! เริ่มจากเบาะหนังสีเบจ, พวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งสีเงิน,
กล้องมองหลัง, ระบบควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, ระบบนำทางในรถยนต์, Bluetooth, เครื่องเสียงรองรับ DVD






โดยสรุป Mitsubishi สามารถดักคู่แข่งตัวฉกาจทั้ง Nissan Almera และ Honda Brio Amaze ด้วยความลงตัวของ
แพจเกจรถและออพชั่น โดยเฉพาะด้านออพชั่นที่นำเสนอความคุ้มค่าเกินหน้าเกินตากว่าคู่แข่ง

โปรโมชั่น Mitsubishi Attrage สำหรับลูกค้าที่จอง 9,000 คันแรกจะได้รับส่วนลดเงินคืน 10,000 บาท และประกันภัย
ชั้น 1 Diamon Protection

บทความ อื่นๆ ...