PR News New Cars in Thailand
กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยเดินหน้าเฉลิมฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์ ก้าวทะยานคู่เศรษฐกิจไทยด้วยยอดผลิตรถอีซูซุครบ 3 ล้านคัน
ในประเทศไทย  การเติบโตแบบก้าวกระโดดที่รวดเร็วที่สุดของอีซูซุทั่วโลก พร้อมเปิดตัว “ออล-นิว อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ต่อยอดกระแสความร้อนแรงในไลฟ์สไตล์
ปิกอัพแนวสปอร์ตที่ตอบโจทย์ผู้ใช้รถรุ่นใหม่ที่ต้องการความเท่ แตกต่างไม่เหมือนใคร ณ อิมแพค ฮอลล์ 1-2 เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2012 ที่ผ่านมา

alt

ในโอกาสพิเศษของการฉลองยอดผลิตรถอีซูซุ 3 ล้านคันในประเทศไทย อีซูซุยังต่อยอดกระแสความร้อนแรงของ “ออล-นิว อีซูซุดีแมคซ์” ด้วยการแนะนำรุ่นพิเศษ
“เอ็กซ์-ซีรี่ส์” (All-new Isuzu D-Max X-Series) โฉบเฉี่ยวทั้งภายนอกและภายใน ตอบสนองความต้องการในรูปแบบที่แตกต่าง โดยยังคงเอกลักษณ์เฉพาะในแบบ
X-Series โทนสีแดง-ดำ ตราสัญลักษณ์ ISUZU สีแดงอันร้อนแรง พร้อมลายคาดหน้า-หลังบอกตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น พร้อมเสาอากาศแบบ Shark Fin Antenna
เทคโนโลยีรับสัญญาณแบบ Dual Function สามารถรับสัญญาณ GPS และวิทยุได้พร้อมกันให้ความชัดเจนมากขึ้น และ Isuzu Genius Entry ระบบกุญแจอัจฉริยะ
เปิด-ปิดล็อคประตู และสตาร์ทรถโดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือรีโมท พร้อมระบบ Entertainment เต็มรูปแบบจาก ISUZU Media Solutions ชุดเครื่องเสียง Hi-end
เชื่อมต่อความบันเทิงโดยตรงไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อสูบฉีดความเร้าใจใหม่ให้พร้อมสำหรับทุกจังหวะชีวิต  พร้อมระบบ ECO Function เพื่อการขับขี่อย่างประหยัดน้ำมัน 
และระบบแจ้งเตือนสภาพการจราจรแบบ Real-time ( Real-time Traffic Information) ซึ่งมีให้เลือกทั้งรุ่น Hi-Lander และ รุ่น Speed

alt

รูปลักษณ์ภายนอกยังให้ความโดดเด่นด้วยสเกิร์ตหน้า-หลัง และ Sport Bar ในรุ่น Hi-Lander และสเกิร์ตรอบคัน โฉบเฉี่ยว เร้าใจในรุ่น Speed กล้องมองหลังแบบ
Built-in ใหม่ (ในรุ่น 4 ประตู เกียร์ออโตเมติก) เพื่อการมองเห็นที่เหนือกว่า กระจกมองข้างแบบโครเมี่ยมใหม่ดูโดดเด่น ล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ 17 นิ้ว และ 16 นิ้ว
สี Dark Grey ลงตัวกับบันไดข้างดีไซน์โดดเด่นมีเอกลักษณ์  สีเงินสำหรับรถสีขาว และสีเทาดำสำหรับรถสีดำ

สำหรับผู้ที่สนใจ Isuzu D-Max X-Series สามารถเข้าชมได้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ และในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 29 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม ศกนี้
ณ IMPACT Challenger Hall เมืองทองธานี


สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับผู้ที่อยากได้รถยนต์ SUV จากค่ายดาวสามแฉก แต่อยู่ในราคาที่เอื้อมถึงได้มากกว่าเดิม เพราะค่าย Mercedes-Benz
ได้เปิดตัว ML 250 CDI รุ่นประกอบในประเทศ ด้วยราคาเย้ายวนใจมากขึ้น 4.49 ล้านบาท เตรียมเปิดขายในงาน Motor Expo ครั้งที่ 29 นี้

alt

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร และมร. ไรเนอร์ เอมาน รองประธานบริหาร
ฝ่ายวิศวกรรมการผลิต พร้อมด้วยพนักงานและทีมงานโรงงานประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมฉลองความสำเร็จกับรถยนต์  ML 250 CDI
คันแรกที่ประกอบจากโรงงานในประเทศไทยและยังเป็นคันแรกในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นทางการอีกด้วย

M-Class เป็นรถหรูออฟโรดสไตล์สปอร์ตแบบ SUV ที่ได้รับความนิยมและตอบสนองที่ดีจากกลุ่มลูกค้า ด้วยเป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์ ที่ให้ความคุ้มค่า
เหนือกว่ารถยนต์สไตล์ออฟโรดในระดับเดียวกัน โดยจะเปิดขายเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 29 ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี
ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2555 ในราคาเริ่มต้นที่ 4,490,000 บาท

 
กรุงเทพฯ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 – บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว บริโอ้ อเมซ รถยนต์อีโคคาร์ ซีดาน 1.2 ลิตร ใหม่
จากฮอนด้า อย่างเป็นทางการในไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย พร้อมดึงบี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว เป็นพรีเซนเตอร์ ร่วมส่งมอบสมการความสุขใหม่

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า
"ภายหลังการกลับมาอย่างแข็งแกร่ง ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ฮอนด้าได้สร้างสถิติเปิดตัวรถมากรุ่นที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การเปิดตัว บริโอ้ อเมซ ในวันนี้
นับเป็นรุ่นที่ 10 ของปีนี้ บริโอ้ อเมซ เป็นยนตรกรรมที่พัฒนาต่อยอดจากบริโอ้ ให้เป็นอีโคคาร์รุ่นที่ 2 ของฮอนด้า และป็นผลสำเร็จจากการทำงานร่วมกันระหว่างวิศวกรญี่ปุ่น
และวิศวกรชาวไทย ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ฮอนด้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศไทย
และภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง และเพื่อให้ทันต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้ารถยนต์คันแรกในประเทศไทย ทีมงานต่างทุ่มเทสุดความสามารถ เพื่อให้บริโอ้ อเมซ
สามารถเปิดตัวได้ทันก่อนปิดโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล บริโอ้ อเมซ จึงหมาะสำหรับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทยที่กำลังมองหารถยนต์คันแรก
ที่มีรูปลักษณ์อันโดดเด่น และมีราคาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้”

alt



บริโอ้ อเมซ พัฒนาด้วยแนวคิด “สมาร์ท ไมโคร ลีมูซีน” ตามหลักการออกแบบยนตรกรรมของฮอนด้า Man Maximum Machine Minimum
ที่เน้นให้ความสำคัญสูงสูดต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร คือการออกแบบภายนอกที่มีสไตล์โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวด้วยเส้นสายจากหัวจรดท้าย
โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมสไตล์สปอร์ต กันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ พร้อมไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ลงตัวกับคิ้วโครเมียมสะท้อนความโฉบเฉี่ยวในทุกมุมมอง
ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย มีพื้นที่ห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่




บริโอ้ อเมซ มาพร้อมเครื่องยนต์ SOHC i-VTEC
ขนาด 1.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 90 แรงม้า ให้การขับขี่อย่างสนุกในทุกอารมณ์ และให้การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยมถึง 20 กิโลเมตร/ลิตร
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานมลพิษระดับ EURO4 ระบบพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียนและเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPS)
รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.6 เมตร ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ มีระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON
เสริมโครงสร้างเหล็กกล้าพิเศษ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรค (EBD) ถุงลมอัจฉริยะด้านคนขับแบบ i-SRS
และผู้โดยสารด้านหน้า SRS ปกป้องผู้โดยสารจากการชนด้านหน้าและด้านข้างของตัวรถตามมาตรฐาน UNECE ในทุกรุ่น และยังติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
เช่น กุญแจรีโมท เครื่องเสียงแบบ 2 Din ช่องเชื่อมต่อ USB และ AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง และพนักเท้าแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ 9 ตำแหน่ง
(อุปกรณ์มาตรฐาน แตกต่างเฉพาะรุ่น)



บริโอ้ อเมซ จึงเป็นบทสรุปของสมการความสุขใหม่จากฮอนด้า ที่ผสานความต้องการที่แตกต่างและหลากหลายได้อย่างลงตัว คือ คล่องตัว
แต่กว้างสบาย ขับสนุกแต่ประหยัดน้ำมัน และเป็นอีโคคาร์ที่มีความปลอดภัยครบครัน

เพื่อเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์อันโดดเด่นของบริโอ้ อเมซ ฮอนด้าได้เลือกนักร้องซุปเปอร์สตาร์ขวัญใจชาวไทย บี้ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว มาเป็นพรีเซนเตอร์
เพื่อเป็นผู้ถ่ายทอดสมการความสุขใหม่ไปยังลูกค้าทุกท่าน ผ่านบทเพลงพิเศษ “สมการ Love” ที่ได้แต่งขึ้นเพื่อบริโอ้ อเมซ โดยเฉพาะ
โดยบี้นั้นมีบุคลิกของคนรุ่นใหม่ที่คล่องแคล่ว ทันสมัย มากความสามารถ เป็นทั้งนักร้องนักแสดง ทั้งยังเป็นคนสนุก สบายๆ
แต่ในขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจกับการทำงานให้ออกมามีคุณภาพ ส่งผลให้เป็นขวัญใจของแฟนๆชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย
ด้วยบุคลิกทั้งหมดนี้จึงสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของบริโอ้ อเมซได้เป็นอย่างดี





บริโอ้ อเมซ มีให้เลือก 4 รุ่น ได้แก่ รุ่น S เกียร์ธรรมดา ราคา 454,000 บาท และเกียร์อัตโนมัติ ราคา 493,000 บาท
รุ่น V เกียร์ธรรมดา ราคา 482,000 บาท และรุ่น V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 521,000 บาท และ มีให้เลือก 5 สี ได้แก่
สีดำคริสตัล (มุก) สีแดงคาร์เนเลียน (มุก) สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) สีขาวทาฟเฟต้า และสีใหม่คือสีม่วงมารีน (มุก)

ลูกค้ารถยนต์คันแรกที่จองบริโอ้ อเมซ ภายในสิ้นปีนี้สามารถรับสิทธิ์เงินคืนภาษีได้ตั้งแต่ 65,000 – 73,000 บาท

ในโอกาสต้อนรับการเปิดตัวบริโอ้ อเมซ ฮอนด้า ยังได้จัดแคมเปญ บริโอ้ อเมซ สมการสุข สุดเซอร์ไพรส์
พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่จองรถตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2555 มอบเซอร์ไพรส์ถึง 3 ชั้น ได้แก่

 ชั้นที่ 1 รับสิทธิ์ให้เลือก 3 ทางเลือก ด้วย
1. ดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 1.49% สำหรับลูกค้าที่มีกำลังผ่อนแต่ไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยแพง
2. ดาวน์ต่ำสุด 59,999 บาท แถมฟรีประกันภัยชั้น 1 ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถได้ง่ายๆ
3 ผ่อนต่ำสุด 3,813 บาทต่อเดือน แถมฟรีประกันภัยชั้น 1 ผ่อนสบายๆ กับฮอนด้า สไมล์ เพย์ (จ่ายวันละ 128 บาท)
 ชั้นที่ 2 รับฟรีกระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้วมูลค่า 2,500 บาท
 ชั้นที่ 3 รับสิทธิ์ลุ้น ฮอนด้า คลิก 125i มูลค่า 46,500 บาท แจกทุกวัน วันละคันรวม 39 คัน





บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กระตุ้นตลาดรถหรูส่งท้ายปี เปิดตัวยนตรกรรมใหม่ The new A-Class รุ่น A 180 Style และ A 250 AMG Sport
คอมแพ็คคาร์เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด โดยสะท้อนถึงความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ในสไตล์สปอร์ต เหมาะกับทุกจังหวะชีวิตของคนรุ่นใหม่ เปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2012
ที่ผ่านมา พร้อมกับ Pulse ไลฟ์สไตล์เว็บไซต์สุดฮิปใหม่ล่าสุด ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

alt

ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The new A-Class นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์
ครั้งสำคัญในด้านกลยุทธ์การออกแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ต่อไปในอนาคต รวมถึงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซ็กเม้นท์คอมแพ็คคาร์ และยังเป็นรถยนต์ที่เปรียบ
เสมือนจังหวะชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง รักในความเป็นสปอร์ต ปราดเปรียว คล่องแคล่ว และเพลิดเพลินในการขับขี่ ซึ่งมีให้เลือกตามความต้องการถึง 2 รุ่น
ด้วยกัน คือ A 180 Style และ A 250 AMG Sport สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์เว็บไซต์สุดฮิบสำหรับกลุ่มยังก์เจเนอเรชั่น Pulse ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์จัดทำขึ้นเพื่อเป็นอี
กหนึ่งช่องทางการสื่อสารในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่น่าสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่”

Mercedes-Benz The new A-Class เป็นการปรับโฉมครั้งสำคัญ ที่สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงกลยุทธ์ใหม่ในด้านการออกแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยใช้ดีไซน์แบบ
Two-box ที่สื่อถึงความเป็นสปอร์ต คล่องแคล่ว ปราดเปรียว ด้วยรูปลักษณ์และทรวดทรงอันสวยงาม โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบลายเส้นด้านข้างตัวรถแบบพริ้วไหวสะดุดตา
โดยกระจังหน้าในรุ่น A 180 Style คาดด้วยลาย 2 แถบเสริมโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และในรุ่น A 250 AMG Sport จะเป็นกระจังหน้าใหม่แบบ
Diamond Grille โคมไฟหน้าแบบฮาโลเจน ในรุ่น A 180  Style และแบบไบซีนอน (Bi-xenon) ตกแต่งด้วยวงกลมสีแดง รวมทั้งไฟ daytime สำหรับขับขี่เวลากลางวัน
แบบ LED ในกรอบไฟหน้า ในรุ่น A 250 AMG Sport โดยการออกแบบทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกถึงสรีระของตัวรถที่พริ้วไหวอิสระอย่างไร้ขอบเขต ด้วยฝากระโปรงที่โค้งต่ำ
ตัวถังที่ออกแบบให้ลู่ลมลาดเอียงไปกับพื้นถนน ดุจประติมากรรมชิ้นเอกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามพริ้วไหวของธรรมชาติ สายลมและเกลียวคลื่น นอกจากนี้ด้วย
ความโดดเด่นด้านดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่เห็นเด่นชัดตั้งแต่หลังคารถ ช่วยเติมสัมผัสของความเป็นสปอร์ตให้มากขึ้น โดยเส้นสายทั้งหมดช่วยสร้างมิติและ
ความปราดเปรียวให้กับตัวรถเต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว และสง่างาม

alt

การตกแต่งภายในของ The new A-Class ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินเจ็ทที่กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้ดูทันสมัย ดูมีสีสันมากขึ้น ด้วยการเลือกใช้วัสดุชั้นดี คุณภาพสูง
โดยเน้นสีแดงตัดสลับสร้างความโดดเด่นในรุ่น A 250 AMG Sport ได้แก่ ช่องปรับอากาศ 5 ช่อง แบบโครเมียมตกแต่งด้วยวงกลมสีแดงที่แผงคอนโซล พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น
แบบสปอร์ต 3 ก้านหุ้มหนัง Nappa ตกแต่งด้วยสีแดง เบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนัง ARTICO สลับ DINAMICA microfibre สีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง เข็มขัดนิรภัยสีแดง เป็นต้น
ส่วนในรุ่น A 180 Style จะตกแต่งลวดลายแบบโครเมียม ได้แก่ ช่องปรับอากาศ 5 ช่อง  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พนักวางแขนข้างประตู รวมถึงเบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนัง ARTICO
สลับผ้า Larochette สีดำหรือสีเทา ส่วนแผงหน้าปัดดีไซน์แบบสปอร์ตด้วยลายธงตาหมากรุก และใช้มาตรวัดแบบสปอร์ต ตกแต่งพื้นหลังด้วยสีเงิน และก้านบอกตำแหน่งสีแดงในทั้ง 2 รุ่น

The new A-Class สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกความเป็นสปอร์ตมากขึ้น โดยมิติของตัวรถมีขนาด 4,295 x 1,780 x 1,433 มม. (ความยาว x ความกว้าง x ความสูง) ต่ำลง
จากรุ่นเดิมถึง 160 มิลลิเมตรโดยเป็นรถยนต์แบบ 5 ที่นั่ง ซึ่งเบาะด้านหลังแม้จะดูเหมือนเบาะที่แบ่งเป็น 2 ที่นั่ง แต่มีพื้นที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 3 คน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บ
สัมภาระซึ่งมีความจุ 341 ลิตร และหากพับพนักพิงของเบาะหลังจะเพิ่มพื้นที่ความจุเป็น 1,157 ลิตร นอกจากนั้นยังติดตั้งเครื่องเล่นวิทยุแบบ Audio 20 พร้อมเครื่องเล่นซีดี
และช่องเชื่อมต่อเพื่อความบันเทิงทั้ง Aux-in และ USB บริเวณคอนโซลกลาง อีกทั้งสามารถเล่น MP3 ได้ เพื่อให้ความเพลิดเพลินบันเทิงใจขณะขับขี่ รวมทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์
เคลื่อนที่ผ่านบลูทูธ เพื่อให้ความสะดวกสบายในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

alt

ด้านขุมพลัง มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 4 สูบเทอร์โบ ถ่ายทอดผ่านกำลังเกียร์อัตโนมัติแบบ 7G-DCT พร้อมด้วยฟังก์ชั่น ECO Start/Stop ทั้ง 2 รุ่น
โดยพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ในรุ่น A180 Style จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1,595 ซีซี พร้อมเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด
122 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,250 ไปจนถึง 4,000 รอบ/นาที ในขณะที่ A250 AMG Sport ใช้เครื่องยนต์
เบนซิน 4 สูบ บล็อกใหญ่กว่า นั่นคือ 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบเช่นกัน ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุดสูงถึง 350 นิวตัน-เมตร
ที่ 1,200 - 4,000 รอบ/นาที

alt
 
Mercedes-Benz The new A-Class มาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยต่างๆ ตลอดจนอุปกรณ์แบบครบครันที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ได้รับความปลอดภัยสูงสุดไม่ว่าจะเป็นกระจกส่องหลังลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP (Electronic Stability Program) ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่
สามารถรักษาทิศทางและการทรงตัวของรถได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์คับขัน ระบบช่วยเบรก BAS (Brake Assist) ที่จะทำงานร่วมกับระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS
ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่  (ATTENTION ASSIST) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control) ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัว
และการยึดเกาะถนนให้อยู่ในระดับสูงสุด

โดย Mercedes-Benz The New A 180 Style สนนราคาเพียง 1.89 ล้านบาท ในขณะที่ The New A 250 AMG Sport จะสนนราคาที่ 2.49 ล้านบาท
นับว่าเป็นการตั้งราคายั่วใจไม่น้อยเลยทีเดียว


ปทุมธานี – มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เตรียมส่งไทรทัน และปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี 2013 สู้ศึกตลาดรถไตรมาสสุดท้าย
เพิ่มฟังก์ชั่นเน้นความสปอร์ตด้วยการตกแต่งภายในโทนสีดำและอุปกรณ์ความบันเทิงครบครัน เปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2012 ที่ผ่านมา
โดยไทรทัน เริ่มขายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในขณะปาเจโร สปอร์ต จะพร้อมขายอย่างเป็นทางการที่โชว์รูม รถยนต์มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ 28 พฤศจิกายนนี้ 
พร้อมเตรียมขนยนตรกรรมร่วมงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป คับคั่ง

alt

มร. โนบุยูกิ  มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยวันนี้ว่า บริษัทฯ ได้แนะนำ มิตซูบิชิ ไทรทัน
และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี 2013  สำหรับมิตซูบิชิไทรทันมาพร้อมแนวคิด “เชื่อในพลัง มั่นในสไตล์” จากการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกให้ลงตัว
มากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มอารมณ์สปอร์ตให้กับการตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ การติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
(Cruise Control) ระบบควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยพร้อมอุปกรณ์ความบันเทิงพร้อมสรรพไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น DVD, VCD, CD MP3 รุ่นใหม่ที่ง่าย
ต่อการใช้งานและช่องต่อ USB สามารถเชื่อมต่อ iPod/iPhone ได้

alt

ในขณะที่มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มาพร้อมแนวคิด “All on Demands” ที่โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน  2 ล้อ ตอบทุกไลฟ์สไตล์ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
ที่มาพร้อมสมรรถนะที่ตอบสนองทุกความต้องการด้วยระบบ SS4 (Super Select 4WD) หนึ่งเดียวในรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถปรับเปลี่ยนการขับขี่
ได้ 4 รูปแบบ ตามความต้องการและสภาพถนนจึงให้การประหยัดน้ำมันและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ พร้อมการออกแบบภายนอกและภายในให้ตอบรับ
กับทุกความต้องการโดยมาพร้อมกล้องมองภาพหลังเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยขณะถอย และสัญญาณกะระยะขณะถอยหลังแบบ 4 จุด การออกแบบ
ภายในโทนสีดำ พร้อมติดตั้งระบบนำทางอันชาญฉลาด (เนวิเกเตอร์) รูปแบบใหม่รองรับการแสดงภาพแผนที่แบบ 3 มิติ  และจอภาพแบบ WIDE Screen
ขนาดใหญ่10.2 นิ้วสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง นอกจากนี้ยังมีช่องต่อ USB สามารถเชื่อมต่อ iPod/iPhone และฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) แบบพกพาได้  

Mitsubishi Triton “เชื่อในพลัง มั่นในสไตล์” มาพร้อมการออกแบบในระดับ “พรีเมียมสไตล์” และภายนอกมาดใหม่ เสริมมาดเข้มเน้นความสะดวกสบาย
ด้วยกรอบกระจกมองข้างแบบโครเมียมและไฟเลี้ยวในตัวที่สามารถพับและปรับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมคิ้วข้างประตูสไตล์สปอร์ตสีเดียวกับตัวรถ และ
ไฟตัดหมอกหน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับทุกรุ่น (ยกเว้นรุ่นซิงเกิ้ล แค็บ) เพิ่มสไตล์ที่ลงตัวยิ่งขึ้นด้วยกรอบไฟตัดหมอกสีเดียวกับตัวรถในรุ่น GLS
และโป่งข้างสีเดียวกับตัวรถในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูงและขับเคลื่อน 4 ล้อ

alt
alt

การออกแบบภายในลงตัว ด้วยการตกแต่งโทนสีดำ เบาะผ้าทูโทนสีใหม่เข้มขึ้น เฉพาะรุ่น GLX (ยกเว้นรุ่นซิงเกิ้ล แค็บ) และเบาะหนังสไตล์สปอร์ตสีดำ
เหมาะกับทุกสรีระที่มาพร้อมพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน และหัวเกียร์หุ้มหนัง เฉพาะรุ่น GLS เพิ่มความสะดวกในการขับขี่ในระยะทางไกลด้วยระบบควบคุมความเร็ว
อัตโนมัติ (Cruise control)  เฉพาะรุ่น เกียร์อัตโนมัติ พร้อมสวิทช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย ในรุ่น GLS ทุกรุ่น เพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบล็อกเกียร์
Electric Shift lock เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ และใช้ระบบเครื่องเสียงใหม่  (M9) พร้อมช่องต่ออุปกรณ์ USB สามารถเชื่อมต่อ iPod / iPhone
สำหรับรุ่นเมกะแค็บพลัส และดับเบิ้ลแค็บพลัส ทุกรุ่น ยกเว้น  2.5 GLX

โดย Mitsubishi Triton รุ่นปี 2013 ยังคงเลือกมีเครื่องยนต์ 4 บล็อกให้เลือกใช้เช่นเคย ได้แก่เครื่องยนต์ดีเซลไฮเปอร์คอมมอนเรล 4 สูบ DOHC
ความจุ 2.5 ลิตร DI-D พร้อมเทอร์โบทั้งแบบ 178, 140 และ 128 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซิน SOHC ความจุ 2.4 ลิตร 128 แรงม้า พร้อมทาง
เลือกระบบ CNG ตอบสนองรวดเร็วทันใจด้วยระบบเกียร์อัจฉริยะ 5 จังหวะ พร้อม Sportronic ที่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ
ในรุ่น GLS และ  GLS-Ltd. และเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

alt

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานของ Mitsubishi ทั่วประเทศ โดย
Mitsubishi Triton รุ่นปี 2013 พร้อมส่งมอบแล้วตั้งแต่วันนี้ ส่วน Mitsubishi Pajero Sports รุ่นปี 2013 จะพร้อมส่งมอบในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป


บทความ อื่นๆ ...