PR News New Cars in Thailand
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด รุกตลาดรถหรูส่งท้ายปี เปิดตัวยนตรกรรมใหม่พร้อมกันถึง 3 รุ่น  ได้แก่ The new CLS Shooting Brake ต้นแบบของยานยนต์
รูปลักษณ์ใหม่แบบไร้ขีดจำกัดที่เปี่ยมไปด้วยดีไซน์อันน่าหลงใหล และยังคงความหรูหรา ปราดเปรียวเข้าไว้ด้วยกัน CLS 250 CDI ความเหนือระดับในสไตล์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูที่
ผสานรวมกับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว E 300 BlueTEC HYBRID ครั้งแรกในไทยสำหรับรถยนต์พรีเมี่ยมเครื่องยนต์ไฮบริดดีเซลที่สะอาดและประหยัดมากที่สุด

ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบันการคัดสรรยนตรกรรมนอกจากจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับ
ความต้องการของตลาดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ อีกทั้งยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างตรงจุด เราจึงได้นำเสนอยนตรกรรม
หลากหลายรุ่นที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น The new CLS Shooting Brake ยนตรกรรมที่สะท้อน
ความโดดเด่นของรูปลักษณ์ที่มีดีไซน์อันน่าหลงใหล ซึ่งสามารถผสานคุณสมบัติการใช้งานได้อย่างลงตัว CLS 250 CDI รถยนต์คูเป้ 4 ประตูโฉมใหม่ที่ได้รับการออกแบบให้ดู
ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยวมากขึ้น และ E 300 BlueTEC HYBRID ครั้งแรกในประเทศไทยกับยานยนต์หรูที่ประหยัดพลังงานมากที่สุดซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดดีเซลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

alt

The new CLS Shooting Brake - ยนตรกรรมรูปลักษณ์ใหม่ ด้วยดีไซน์อันน่าหลงใหล

Mercedes-Benz CLS Shooting Brake ยนตรกรรมโฉมใหม่ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 4 สูบ ความจุกระบอกสูบ 2,143 ซีซี ขุมพลัง 150 กิโลวัตต์
(204 แรงม้า) ที่ 3,800 รอบ/นาที มีแรงบิดสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตรที่ 1,600–1,800 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม.
ถ่ายทอดผ่านกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้าแบบ 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) แบบ DIRECT SELECT พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-wheel Gearshift Paddles)
โดยพวงมาลัยเป็นแบบระบบไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยระบบ Electromechanical  ที่ช่วยประหยัดน้ำมันและช่วยให้การบังคับพวงมาลัยคล่องตัวมากขึ้นเหมาะกับทุกการขับขี่บนท้องถนน
นอกจากนั้นยังทำงานร่วมกับระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Park Assist)  พร้อมด้วยฟังก์ชั่น ECO Start/Stop

The new CLS Shooting Brake เป็นยนตรกรรมที่สร้างปฐมบทใหม่ให้แก่วงการยานยนต์ ด้วยนวัตกรรมการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ล้ำสมัย ไม่เหมือนใคร ตอกย้ำความเป็นผู้นำ
ด้านการออกแบบ ด้วยลายเส้นที่โค้งมนตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า โครงกระจกด้านข้างแบบไร้ขอบ ไปจนถึงหลังคาที่ลาดลงต่อเนื่องจรดด้านท้ายของตัวรถ และที่สร้างจุดเด่นสำคัญให้แก่รถคันนี้คือ
ดีไซน์ในแบบสปอร์ต 5 ประตู ซึ่งมีด้านท้ายที่กว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยห้องเก็บสัมภาระที่มีความจุตั้งแต่ 590 จนถึง 1,550 ลิตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการทั้งความสปอร์ต แต่ยังคงมีพื้นที่
วางสัมภาระเมื่อต้องการเดินทางอย่างมีสไตล์

ส่วนไฟหน้าเป็นแบบ LED High Performance ประสิทธิภาพสูง ซึ่งผสมผสานกับเทคโนโลยี LED  พร้อมระบบปรับโคมไฟหน้ารถอัจฉริยะ และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน
แบบ LED ทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ตอกย้ำรูปลักษณ์อันโดดเด่นไม่เหมือนใคร ดูเด่นสะดุดตาในยามค่ำคืน และเพื่อความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนภายในยังคงความหรูหรา
สง่างาม สมบูรณ์แบบดุจงานฝีมือด้วยนวัตกรรมสุดล้ำสมัยในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในโดดเด่นด้วยพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระที่ได้รับการออกแบบไว้อย่างมีสไตล์ ประณีตและหรูหรา
และยังสามารถเพิ่มสไตล์การตกแต่งอีกระดับเป็นออพชั่น ด้วยพื้นไม้ซึ่งหรูหรา สวยงาม ด้วยลายไม้แบบ American Cherry และลายไม้โอ๊คพร้อมรางอะลูมิเนียม นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น
EASY-PACK-Quickfold ที่ช่วยในการพับพนักพิงเบาะด้านหลัง เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระให้มากยิ่งขึ้น และฟังก์ชั่นเปิด-ปิดบานประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

alt

สำหรับภายในห้องโดยสารมีเบาะนั่งแบบ 5 ที่นั่งพร้อมพนักพิงศีรษะปรับระดับได้ คู่หน้าแบบ NECK-PRO head restraints และสามารถเลือกวัสดุตกแต่งลายไม้ได้ถึง 3 แบบ ได้แก่   
ลายไม้ black ash wood หรือ brown burr walnut หรือ light brown poplar นอกจากนั้นยังมีระบบมัลติมีเดีย COMAND Online เพื่อให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้
ความเพลิดเพลินบันเทิงใจขณะขับขี่

Mercedes-Benz The new CLS Shooting Brake โฉมใหม่นี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยต่างๆ ตลอดจนอุปกรณ์แบบครบครันที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ขับขี่และ
ผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุดไม่ว่าจะเป็นเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง เข็มขัดนิรภัยแบบผ่อนแรงและรั้งกลับอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น PRE-SAFE ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้าง
สำหรับคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า และม่านถุงลมนิรภัย สำหรับผู้โดยสารทั้ง 4ตำแหน่ง ระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® ซึ่งมีเพียงแบรนด์เดียวในโลกโปรแกรมควบคุม
การทรงตัวอัตโนมัติ ESP (Electronic Stability Program) ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรักษาทิศทางและการทรงตัวของรถได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์คับขัน ระบบช่วยเบรก
BAS (Brake Assist) ที่จะทำงานร่วมกับระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS  (Anti-lock braking system) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่  (ATTENTION ASSIST)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control) ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัวและการยึดเกาะถนนให้อยู่ในระดับสูงสุด ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise Control)
และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC)

alt

สำหรับต้นกำเนิดของชื่อ Shooting Brake นั้นเป็นชื่อในสมัยก่อนที่ใช้เรียกรถลากที่ใช้ม้าช่วยลากจูง มีโครงสร้างน้ำหนักเบาและสามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อใช้บรรทุกอุปกรณ์ล่าสัตว์
ซึ่งรถที่ติดตั้งเครื่องยนต์และมี Shooting Brake นี้ เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศอังกฤษช่วงปีทศวรรษ 1960 และ 1970 โดยเป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ตแบบ 2 ประตูที่ผสมผสาน
ความหรูหราในสไตล์คูเป้และมีพื้นที่วางสัมภาระและกระโปรงท้ายที่กว้างขวาง
The new CLS Shooting Brake มีชุดแต่งให้เลือกถึง 2 แบบด้วยกัน ได้แก่
The new CLS 250 CDI Shooting Brake Exclusive  ราคา 4,990,000 บาท
The new CLS 250 CDI Shooting Brake AMG Premium ราคา 5,390,000 บาท พร้อมชุดแต่งแบบสปอร์ต AMG (กันชนหน้า กันชนหลัง และสเกิร์ตข้าง), พวงมาลัย 3 ก้าน
แบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง nappa, กระจังหน้าเสริมโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์, เบาะนั่ง หมอนรองศีรษะ ที่วางแขนข้างประตู และคอนโซลกลางตกแต่งด้วยการเดินด้าย
สีอ่อนตัดกับสีเบาะ, แป้นเบรกและคันเร่งแบบสปอร์ต, ช่วงล่างแบบสปอร์ต, ปลายท่อไอเสียโครเมียมทรงสี่เหลี่ยมคางหมู 2 ท่อ ซ้าย-ขวา และ  พรมสีดำ พร้อมสัญลักษณ์ AMG ซึ่งมา
พร้อมกับอุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับรุ่น Premium ได้แก่
- กล้องแสดงภาพขณะถอยหลัง
- ถุงลมนิรภัยเพิ่มเติมซ้าย-ขวาสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
- ซันรูฟหลังคาแบบกระจก เปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
- ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสารที่เลือกปรับได้ 3 สี
- ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO
- ล้ออัลลอย AMG ขนาด 19 นิ้ว

alt

CLS 250 CDI – ความเหนือระดับในสไตล์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู

เมอร์เซเดส-เบนซ์ CLS 250 CDI ยนตรกรรมคูเป้สไตล์สปอร์ต 4 ประตูที่ได้รับการออกแบบทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายในใหม่หมดจด ด้านหน้าได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้   
ปราดเปรียวยิ่งขึ้น พร้อมกระจังหน้ารูปตัว V-shaped ลายเส้นนูนโค้งเว้า ดูมีมิติและสวย  สะดุดตา ไฟหน้าเป็นแบบ LED High Performance พร้อมระบบปรับโคมไฟหน้าแบบอัจฉริยะ
ด้านท้ายโค้งมนให้ความสปอร์ต พร้อมไฟท้ายแบบ LED ประสิทธิภาพสูง พร้อมด้วยระบบมัลติมิเดีย COMAND Online ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยสะดวก มาพร้อมกับ
เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600–1,800 รอบ/นาที
อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 242 กม./ชม. พละกำลังทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS)
อันทรงประสิทธิภาพ

โดย CLS 250 CDI  AMG ตกแต่งด้วยชุดแต่งแบบสปอร์ต AMG ทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็นแบบ AMG Dynamic และ AMG Premium โดยชุดตกแต่งแบบสปอร์ต AMG
ประกอบไปด้วย ชุดแต่ง AMG กันชนหน้า กันชนหลัง และสเกิร์ตข้าง, พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง nappa, กระจังหน้าเสริมโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์,
เบาะนั่ง หมอนรองศีรษะ ที่วางแขนข้างประตู และคอนโซลกลางตกแต่งด้วยการเดินด้ายสีอ่อนตัดกับ สีเบาะ, แป้นเบรกและคันเร่งแบบสปอร์ต, ช่วงล่างแบบสปอร์ต, ปลายท่อไอเสีย
โครเมียมทรงสี่เหลี่ยมคางหมู 2 ท่อ ซ้าย-ขวา และพรมสีดำ พร้อมสัญลักษณ์ AMG ได้แก่
CLS 250 CDI AMG Dynamic ราคา 4,990,000 บาท
CLS 250 CDI AMG Premium ราคา 5,290,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับอุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับรุ่น Premium ได้แก่
- กล้องแสดงภาพขณะถอยหลัง
- ถุงลมนิรภัยเพิ่มเติมซ้าย-ขวาสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
- ซันรูฟหลังคาแบบกระจก เปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
- ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสารที่เลือกปรับได้ 3 สี
- ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO
- ล้ออัลลอย AMG ขนาด 19 นิ้ว

alt

E 300 BlueTEC HYBRID - ครั้งแรกในไทยสำหรับรถยนต์พรีเมี่ยมเครื่องยนต์ไฮบริดดีเซลที่สะอาดและประหยัดมากที่สุด

เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 300 BlueTEC HYBRID เป็นยนตรกรรมหรูประหยัดพลังงานมากที่สุดในโลก และเป็นครั้งแรกของรถยนต์หรูที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริด
ซึ่งเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง การออกสตาร์ทที่เงียบ
และช่วยลดการสันดาปของเครื่องยนต์ พร้อมด้วยฟังก์ชั่น ECO Start/Stop ที่ช่วยประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงให้พละกำลังเช่นเดิม โดยองค์ประกอบต่างๆ ของระบบไฮบริด
เช่น ระบบไฟฟ้าในห้องเครื่องยนต์สามารถผสานรวมกับเครื่องยนต์สันดาปภายในได้โดยตรง ซึ่งนับเป็นจุดเด่นที่ทำให้รถยนต์ไฮบริดสามารถผลิตบนสายการผลิตเดิมได้
โดย E 300 BlueTEC HYBRID มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร
ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีกำลัง 20 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 242 กม./ชม.
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 4.2-4.3 ลิตร/100 กม. (23.2-23.8 กม./ ลิตร) และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 109 กรัม/กม.โดยพละกำลังถูกถ่ายทอดผ่าน
เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-อิออนขนาด 120 โวลต์ โดยที่รูปลักษณ์ภายในและภายนอกยังคงสร้างความประทับใจด้วย
การมอบความสะดวกสบาย ความหรูหรา ความปลอดภัย และพื้นที่ใช้สอยเช่นเดิม

alt

ดร. เพาฟเลอร์ กล่าวสรุปว่า “การนำรถโมเดลใหม่ๆ เข้ามาในประเทศไทย บริษัทฯ จะคัดสรรผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับโครงสร้างของประเทศ รวมทั้งมีการเตรียมพร้อมทีมช่างเทคนิค
ให้มีทักษะความรู้ ความเชี่ยวชาญในรายละเอียดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะทางจากกลุ่มบริษัทเดมเลอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันพฤติกรรม
การเลือกซื้อรถยนต์ที่มาจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าเล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องข้อได้เปรียบสำคัญที่จะได้รับจากการซื้อจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการโดยตรง
นั่นก็คือ “ความคุ้มค่า” ตลอดอายุการใช้งานในระยะยาว และความได้เปรียบในเรื่องราคาขายต่อเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนั้นลูกค้ายังให้ความไว้วางใจในการบริการหลังการขายที่
ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทางและสิทธิพิเศษ Star Assist โปรแกรมพิเศษที่พร้อมให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งลูกค้าจะได้รับ
ประสบการณ์เหล่านี้โดยตรงจากโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ 30 แห่งทั่วประเทศ”


บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ประกาศศักยภาพครบรอบ 5 ปี
ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Grand Starex Premium รถยนต์ระดับ Luxury MPV แบบ 7 ที่นั่งแท้ๆจากโรงงานที่บรรจง
สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ของครอบครัวระดับไฮเอนด์ที่ต้องการความ “เหนือกว่า” เปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2012

alt

Hyundai Grand Starex Premium มอบพื้นที่ใช้สอยและความสบายส่วนตัวในรูปแบบ 7 ที่นั่งซึ่งไร้เคาน์เตอร์กั้นกลางห้องโดยสาร พร้อมด้วยระบบ
ความบันเทิงแนวใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยจอ LCD แบบพับเก็บได้ด้วยไฟฟ้าติดเพดานขนาด 10.2 นิ้ว ต่อเชื่อมกับเครื่องเล่น DVD head unit ด้านหน้า
ซึ่งสิ่งที่ผู้ใช้ได้รับคือที่นั่งแถวหน้าด้านคนขับที่มีอิสระในการปรับตำแหน่ง และความสบายบนที่นั่ง Double VIP Seats ที่ปรับจังหวะล็อกเลือกตำแหน่งบนรางเลื่อน
นิรภัยคู่ได้มากกว่าเดิม ทำให้ความสบายส่วนตัวของผู้โดยสารบนเบาะนั่ง Double VIP Seats เหนือกว่ารถยนต์ Luxury MPV ขนาด 7 ที่นั่งรุ่นอื่นอย่างสัมผัสได้

นอกจากการอัพเกรดความสะดวกสบายในระดับพรีเมี่ยมให้กับผู้โดยสารแล้ว ด้านอุปกรณ์มาตรฐานของ Hyundai Grand Starex Premium ยังมีมาให้อย่างครบครัน
ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยแบบ Multi-function สามารถควบคุมเครื่องเสียงได้ กระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้า กล้องมองหลังเพื่อช่วยการจอดรถ กุญแจรีโมทพร้อมสัญญาณ
กันขโมยและไฟตัดหมอกเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

alt

พร้อมการใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร เทอร์โบดีเซลคอมมอนเรลรุ่นใหม่ “แรงบิดสูง” มาตรฐานยูโร 4 ให้กำลังสูงสุดที่ 175 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 441 นิวตันเมตร
ที่ 2000 – 2250 รอบต่อนาที เชื่อมต่อกำลังเข้ากับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมโหมดแมนนวล สร้าง engine brake ในยามที่ต้องการ และเพิ่ม traction ยามเข้าโค้ง
ในรูปแบบที่รถ Luxury MPV ขนาดใหญ่ต้องการ

สำหรับผู้ที่สนใจ Hyundai Grand Starex Premium สามารถสัมผัสได้ครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 29 ซึ่งฮุนไดได้จัดแสดงรถยนต์หลากรุ่น
รวมถึงการนำรถยนต์ต้นแบบแห่งอนาคต Hyundai i-Oniq มาให้ชมกันในงานด้วย


ในช่วงชีวิตของการทำงานสื่อมวลชน เรายังไม่เคยเห็น Honda เปิดตัวรถรุ่นใหม่โดยไม่เว้นช่วงพักหายใจกันในชีวิตมาก่อน
เลย! เราก็เชื่อว่านักข่าวทุกคนก็คงสนุกสนานกับการไปงานเปิดตัวรถใหม่ของ Honda ไม่น้อย เพราะเราก็รู้ว่านี่คือ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ Honda ประเทศไทยกันเลยทีเดียว

และเวลาที่สนุกสนานที่สุดก็กำลังจะมาถึง เมื่อ Honda ได้ปล่อยภาพบั้นท้ายของ Honda Ecocar Sedan 1.2 ลิตรเป็น
ครั้งแรกในวันที่ 26 ตุลาคม 2012 โดยไม่มีอะไรปิดบัง!! ซึ่งถือว่าผิดฟอร์ม Honda เป็นอย่างมาก นั่นก็เป็นเพราะว่า
Honda จะต้องเร่งขึ้นสายการผลิตรถยนต์คันนี้ให้ทันภายในเดือนธันวาคมปี 2012 พร้อมเปิดตัวรถคันจริงก่อนที่จะถึงวัน
หมดเขตคืนภาษีรถยนต์คันแรกแบบฉิวเฉียด ทั้งที่กำหนดเดิม Honda จะส่ง Ecocar Sedan ในช่วงปี 2013 งานนี้ถือเป็น
Aggressive Plan ที่หนักหน่วงที่สุดของ Honda เลยก็ว่าได้

alt

เมื่อมองจากภาพ Honda Ecocar Sedan 1.2 ลิตรก็พบว่ามันมีส่วนผสมของรถยนต์รุ่นพี่หลายรุ่น โดยเฉพาะกรอบ
กระจกประตูหลังที่จงใจออกแบบให้ดูคล้ายกับ Honda Civic ตัวถัง FD เป็นอย่างมากซึ่งถือเป็นการหักปากกาเซียน
พอสมควร (ก่อนหน้านั้นก็มีภาพตกแต่งจากเซียน Photoshop ออกมากันเยอะมาก แต่ไม่มีภาพไหนที่
เหมือนกับคันจริงสักภาพเลย)

Honda Ecocar Sedan ยังคงรักษาจุดเด่นเส้นสายตัวถังโฉบเฉี่ยวจาก Honda Brio ไว้ แต่เพิ่มความซับซ้อนอีกระดับ
ด้วยการลากเส้นจากไฟท้ายย่อต่อเนื่องจรดบานประตูหลังซึ่งก็ทำให้ดูเป็นเส้นสองเส้นซ้อนกัน ส่วนบั้นท้ายและไฟท้ายก็ได้รับอิทธิพลจาก
รถรุ่นพี่อย่างมาก

เครื่องยนต์กลไกก็จะยกชุดจาก Hona Brio ด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว 90 แรงม้า ชูจุดเด่นพื้นที่
ห้องโดยสารสะดวกสบายกว้างขวาง พร้อมพื้นที่ห้องสัมภาระด้านหลังที่สามารถบรรจุถุงกอล์ฟได้ถึง 2 ใบ ครบครันด้วย
อุปกรณ์ความปลอดภัย ด้วยระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS ในทุกเกรด

ส่วนชื่อรุ่นนั้นคงจะบอกได้แค่เพียงว่า Honda จะใช้ตัวอักษร 5 ตัว และราคาจำหน่ายอาจจะแพงกว่า Brio แฮทช์แบค
ระดับหนึ่ง
กรุงเทพฯ – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมปลุกกระแสคนรักรถสปอร์ตอีกระลอก จับสปอร์ตตัวจื๊ดมาสด้า2 ที่กำลังฮ็อต
ทั้งแฮตช์แบค 5 ประตู และ เอลิแกนซ์ ซีดาน 4 ประตู มาเติมเต็มความเป็นสปอร์ตพร้อมตกแต่งสีสันภายใต้แนวคิด ซูม-ซูม ด้วยมาสด้า2 ลิมิเต็ดอิดิชั่น
เวอร์ชั่นที่ 2 ภายใต้ชื่อ “MAZDA2 RACING SERIES 2012” พันธะสัญญาสำหรับคนจิตวิญญาณเดียวกัน ที่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ชุดแต่งความเป็น
สปอร์ตของแท้จากโรงงาน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น เปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2012 ที่ผ่านมา

alt

หลังจากมาสด้าประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการเปิดตัวมาสด้า2 รุ่นพิเศษ "Racing Series" ในรุ่นแรก เอาใจคนที่หลงใหลความเป็นสปอร์ต
ในสไตล์ ซูม-ซูม ด้วยจำนวนจำกัด 600 คัน สร้างกระแสเสียงตอบรับดีเกินคาดจนรถถูกจองหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว พร้อมกระแสเรียกร้องให้ผลิตเพิ่ม
แต่เพื่อรักษาและคงไว้ซึ่งความเป็นลิมิเต็ดอิดิชั่นและเพื่อความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้ครอบครอง ส่งให้มาสด้าตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยการไม่เพิ่มการผลิต
จนรวบรวมเสียงเอาสะท้อนและข้อเรียกร้องของลูกค้า มาสร้างรุ่นพิเศษรุ่นที่ 2 ออกมา ภายใต้ชื่อ "RACING SERIES 2012" “พันธะสัญญาสำหรับคนจิต
วิญญาณเดียวกัน” ที่เน้นความเป็นสปอร์ตดุดันมากยิ่งขึ้น พร้อมความพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น

สำหรับ MAZDA2 RACING SERIES 2012 มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโรงงาน เน้นความเป็นสปอร์ต ด้วยชุดสเกิร์ตหน้าและกระจังหน้าดีไซน์ใหม่
ตามแบบฉบับสปอร์ตเรซซิ่ง สเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่ตกแต่งพร้อม    ดิฟิวเซอร์ หลังคา Sport Black ด้วยสติ๊กเกอร์แบบเงาพร้อมเสาอากาศแบบสั้นดีไซน์เฉพาะรุ่น
มาพร้อมสปอยเลอร์หลังคา ล้ออัลลอยขอบ 16 นิ้ว สีพิเศษ Gun Metallic ให้ความสปอร์ตดุดันอีกขั้นด้วยยางซีรี่ส์ต่ำและปลายท่อไอเสียสเตนเลส เติมดีกรี
ด้วยสติ๊กเกอร์ RACING SERIES พร้อมกราฟฟิกออกแบบพิเศษลายสปอร์ต สัญลักษณ์ Signature เฉพาะรุ่นพิเศษ พร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยวิทยุ FM/AM
พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 แบบ 2DIN พร้อมรีโมทคอนโทรล และการควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน

alt
alt

ด้านงานวิศวกรรมและอุปกรณ์มาตรฐาน ยังคงมีมาให้ครบครันเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องยนต์เบนซิน MZR ขนาด 1.5 ลิตร 103 แรงม้า พร้อมเกียร์
อัตโนมัติ 4 จังหวะ ให้แรงบิดสูงและต่อเนื่องแบบ Flat Torque ตอบสนองรวดเร็วฉับไวตั้งแต่รอบต่ำ เหมาะสำหรับการขับในเมือง ควบคุมอย่างเฉียบคมด้วย
พวงมาลัยเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EPAS) ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม ช่วยให้เกาะถนน
และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ เสริมความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS และ EBD เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น และมาพร้อมกับกระจก
มองข้างปรับและพับไฟฟ้าอีกด้วย

ทั้งนี้สำหรับลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์คันแรกนอกจากจะได้รับสิทธิ์ในการคืนภาษีเต็มจำนวน 100,000 บาท สำหรับรถยนต์นั่งมาสด้า2 แล้วมาสด้ายังมอบ
สิทธิพิเศษเฉพาะเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น ด้วยเงินดาวน์เพียง 25% ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.35% ผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน สำหรับรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร ใหม่
รับเงินคืนสูงสุด 96,000 บาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.45% ผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นยังมอบประกันภัยชั้นหนึ่งฟรี 1 ปี และรับประกันคุณภาพนาน 3 ปี
หรือ 100,000 กิโลเมตร และบริการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร นอกจากนี้รถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3
ทั้งเครื่องยนต์ 2.0ลิตรใหม่ และเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรใหม่ ที่กำลังมาแรงด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวให้ความเป็นสปอร์ต

สำหรับรุ่นพิเศษมาสด้า2 สปอร์ต แฮตช์แบค 5 ประตู มาพร้อมกับเฉดสีใหม่พิเศษเฉพาะรุ่นนี้ คือ สีเงิน อลูมินั่ม เมทัลลิก มีจำนวนจำกัดเพียง 123 คันเท่านั้น
และยังมีสปอร์ตอย่างสีแดง ทรูเรด และสีขาว อาคติคไวท์ อีกจำนวนจำกัดเพียง 377 คัน โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 684,000 บาท และสำหรับในรุ่นเอลิแกนซ์
ซีดาน 4 ประตู มีให้เลือก 2 สี ประกอบด้วย สีเงิน อลูมินั่ม เมทัลลิก ซึ่งเป็นเฉดสีใหม่พิเศษเฉพาะรุ่น และสีขาว อาคทิคไวท์ สนนราคาจำหน่าย 671,000 บาท
และมีปริมาณจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น


สตุ้ดการ์ด. - Porsche เปิดตัว Panamera ในเวอร์ชั่นที่พิเศษเฉพาะและสง่างาม Platinum Edition โดยมีทั้งรุ่นพานาเมร่า 4 (Panamera 4)
และพานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) มาพร้อมความโดดเด่นด้วยดีไซน์ของสีเงิน Platinum Silver Metallic และอุปกรณ์มาตรฐานของรถ
ที่เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงรายละเอียดของรถที่มีความพิเศษเฉพาะไม่เหมือนใคร เปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2012

alt

รูปลักษณ์ด้านนอก ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดด้านล่างของกระจกมองข้าง แผงช่องดักอากาศ แผงช่องดักอากาศทางด้านข้างที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ
รุ่นเทอร์โบ ขอบฝากระโปรง และครีบกระจายอากาศ ถูกออกแบบมาในรูปแบบสีเงิน Platinum Silver Metallic ทั้งหมด เส้นขอบกระจกข้างจะได้รับ
การพ่นด้วยสีดำเงาเป็นพิเศษเพื่อความโดดเด่นและสง่างามของรูปลักษณ์ภายนอก อีกทั้งยังมาพร้อมกับสีตัวถังที่โดดเด่นและเฉพาะสำหรับรุ่นอิดิชั่นพิเศษนี้มี 5 สี
และสร้างความกลมกลืนและสง่างามได้อย่างลงตัว สำหรับสีแบบ Solid ที่สามารถเลือกได้มี 2 สีคือสีขาวและดำ ส่วนสีเมทาลิคมีให้เลือกเป็นสีพิเศษ
ติดตั้งได้คือ สีดำ Basalt สีเทา Carbon และสีน้ำตาลเข้ม Mahogany Lacguer

alt

ด้านอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Platinum Edition ถูกอัดแน่นเพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติ เช่น ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ระบบช่วยจอดทางด้านหน้า
Front parking assist ระบบกระจกมองหลังและกระจกมองข้างตัดแสงอัตโนมัติ และล้อขนาด 19 นิ้วลาย Panamera Turbo ที่จะมาพร้อมกับดุมล้อ
ที่เป็นรูปโลโก้ปอร์เช่แบบสีเต็มรูปแบบ เพื่อความสง่างามของรถที่มากยิ่งขึ้น

alt
alt

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับการตกแต่งแบบทูโทนใหม่ ด้วยสี Black/Luxor beige ให้เลือกติดตั้งและสร้างความสง่างามให้กับภายในได้อย่างดีเยี่ยม
การตกแต่งภายในยังมาพร้อมกับแพ็คเกจหนังแบบ a-part leather interior package มาเป็นมาตรฐานให้กับรถ และหากต้องการหนังแบบ
Full leather package ก็สามารถเลือกติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมได้เช่นกัน ไฮไลท์เพิ่มเติมคือพวงมาลัยแบบสปอร์ต และยังมีโลโก้ปอร์เช่สลักอยู่บนที่พักศีรษะ
ทางด้านหน้าและด้านหลัง รวมไปถึงเครื่องหมายโลโก้ “Platinum Edition” ที่ได้รับการติดตั้งอยู่ทางด้านขอบประตูรถด้านหน้าด้วยเช่นเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านี้ยังมีพวงมาลัยพาวเวอร์ Power Steering Plus และเบาะแบบเพิ่มความร้อน Seat heating ทางด้านเบาะหน้าได้รับการติดตั้งมาเป็น
อุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีระบบ Porsche Communication Management (PCM) ที่มาพร้อมกับระบบค้นหาเส้นทาง (navigation module)
ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถด้วยเช่นกัน โดยระบบนี้จะแสดงผลผ่านหน้าจอสี TFT ระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และมีลำโพงถึง 11 ตัวที่มี
กำลังขับถึง 235 วัตต์ ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ที่มาพร้อมกับระบบค้นหาเส้นทาง navigation module
ไม่เพียงแค่ช่วยเหลือในเรื่องของการค้นหาเส้นทางเท่านั้น หากแต่ยังเพิ่มความไพเราะของระบบเสียงของรถยนต์ด้วย

สำหรับประเทศไทย ท่านสามารถค้นหาหรือสอบถามเกี่ยวกับ Porsche Panamera Platinum Edition ได้จาก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด
ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยเท่านั้น


บทความ อื่นๆ ...