PR News New Cars in Thailand
กรุงเทพฯ. - บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว เคย์แมน (Cayman)
เจเนอเรชั่นที่ 3 ใหม่ล่าสุด อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2013 ที่ผ่านมา ณ งานมหกรรมยานยนต์ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2013
ซึ่งงานนี้จะถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มี.ค. - 7 เม.ย. 2556 โดยถือว่าเป็นการเปิดตัวหลังจาก เคย์แมน (Cayman) คันนี้ เผยโฉมครั้งแรกของโลกที่งาน the Los Angeles Auto Show

alt

ภายในงานท่านจะมีโอกาสได้สัมผัสสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก อย่างใกล้ชิดอีกมากมาย ประกอบด้วย ปอร์เช่ เคย์แมน เอส ใหม่ (New Cayman S), บ็อกซ์เตอร์ (Boxster),
911 คาร์เรร่า 4 (911 Carrera 4), 911 คาร์เรร่า (911 Carrera), 911 คาร์เรร่า เอส คาบริโอเลต (911 Carrera S Cabriolet), พานาเมร่า เอส ไฮบริด (Panamera S Hybrid),
คาเยนน์ เอส ไฮบริด (Cayenne S Hybrid)

“เอเอเอสฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2013 ครั้งที่ 34 นี้ และเราขอต้อนรับทุกท่านเข้าชมรถยนต์ปอร์เช่
พร้อมรับข้อเสนอพิเศษต่างๆ มากมายภายในงานนี้” คุณวินธร บุนนาค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าว

เคย์แมน (Cayman) เจเนอเรชั่นที่ 3 ใหม่ล่าสุดคันนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่หมดทั้งคัน ตัวรถต่ำกว่าและยาวกว่าเดิม เบาขึ้นและรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งเครื่องยนต์ยังเต็มไป
ด้วยพละกำลังและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอย่างเต็มพิกัดอีกด้วย ฐานล้อได้รับการขยายให้กว้างขึ้น ตัวรถมีความกว้างขึ้น และล้อมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่
รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางได้มากขึ้น และถือได้ว่าดีที่สุดในคลาสรถแบบเดียวกันเลย ตัวรถของรถสปอร์ตสองที่นั่งใหม่ล่าสุดคันนี้ได้รับการออกแบบโดยเน้นเรื่องของนวัตกรรมการใช้
วัสดุที่มีน้ำหนักเบา ส่งผลให้เคย์แมน (Cayman) ใหม่ล่าสุดคันนี้เบากว่าเดิมถึง 30 กก. ซึ่งขึ้นอยู่กับรุ่นและอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านี้รถคันนี้ยังประหยัดน้ำมัน
เชื้อเพลิงมากกว่ารุ่นเดิมถึง 15% เลยทีเดียว

alt

รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลาง 2 ที่นั่งเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดคันนี้จะ เปิดตัวถึง 2 รุ่นหรือเวอร์ชั่นด้วยกัน นั่นคือรุ่น เคย์แมน (Cayman) และเคย์แมน เอส (Cayman S)
รุ่นเคย์แมน (Cayman) หรือรุ่นธรรมดาจะมีขนาดเครื่องยนต์ 2.7 ลิตร และผลิตกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 275 แรงม้า (202 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.
ทำได้ในเวลาเพียงแค่ 5.4 วินาทีเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาด้วย) ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 266 กม./ชม. อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำแค่เพียง 7.7 ลิตร/100 กม.
และ 8.2 ลิตร/100 กม. ขึ้นอยู่กับระบบส่งกำลังหรือระบบเกียร์ที่ติดตั้งมา สำหรับรุ่นเคย์แมน เอส (Cayman S) นั้นมีขนาดเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร และผลิตกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง
325 แรงม้า (239 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียงแค่ 4.7 วินาทีเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาด้วย) ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 283 กม./ชม.
อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำแค่เพียง 8.0 ลิตร/100 กม. และ 8.8 ลิตร/100 กม. ขึ้นอยู่กับระบบส่งกำลังหรือระบบเกียร์ที่ติดตั้งมา

ทั้งสองรุ่นจะติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะมาด้วย และสามารถเลือกติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ Porsche Doppelkupplungsgetriebe (PDK) 7 จังหวะเป็นอุปกรณ์เสริม
ได้หากต้องการ ซึ่งหากติดตั้งระบบเกียร์ PDK มาด้วยแล้วจะทำให้รถมีกำลังเครื่องยนต์ที่เร็วขึ้นและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากกว่า

alt

โดย AAS Auto Service จะเริ่มการจำหน่าย ปอร์เช่ เคย์แมน (Cayman) ใหม่ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2013 - บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด เปิดตัวรถยนต์รุ่นโกสต์ อาร์ต เดคโค คันแรกที่จะขายในประเทศไทย ณ งาน บางกอก
อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34  ยนตกรรมหรูที่งดงามคันนี้สะท้อนถึงคุณลักษณะและการลงรายละเอียดของบริการสั่งทำพิเศษ และเป็นหนึ่งในรถยนต์อาร์ต เดคโค
ลิมิเตด เอดิชั่น ซึ่งมีเพียง 35 คันทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์โรลส์-รอยซ์อีก 3 รุ่นที่เป็นผลงานอันโดดเด่นของตราสินค้า (แบรนด์) ได้แก่ แฟนธอม แฟนธอมรุ่นขยายฐานล้อ และโกสต์รุ่นขยายฐานล้อ
ได้ถูกนำมาจัดแสดงโดยโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก (บริษัท มิลเลียนแนร์ ออโต้ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด) ผู้จำหน่ายรถยนต์โรลส์-รอยซ์
อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยหลังการเปิดตัวโชว์รูมโรลส์-รอยซ์แห่งแรกในประเทศไทยบนถนนพระราม 3 ที่ผ่านมา โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก
จะเปิดโรลส์-รอยซ์บูติคในศูนย์การค้าสยามพารากอนภายในปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของโรลส์-รอยซ์ในการชมและสั่งทำรถยนต์เฉพาะบุคคล

alt

มร.เฮอร์ฟรีด ฮัสนัล ผู้จัดการทั่วไปตลาดใหม่ประจำภาคพื้นเอเซีย บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะนำเสนอรถยนต์รุ่นลิมิเตด
เอดิชั่นเป็นครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ รถยนต์โรลส์-รอยซ์ของเราเป็นสุดยอดแห่งยนตรกรรมแบบสั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคล และด้วย
การออกแบบในสไตล์อาร์ต เดคโค ซึ่งสะท้อนให้เห็นศิลปวัฒนธรรมของไทยและในภูมิภาคเอเซีย รถยนต์อาร์ต เดคโค เป็นเครื่องหมายของความสามารถของ
บริการสั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคลที่ไร้ข้อจำกัดเมื่อคุณสั่งซื้อรถยนต์โรลส์-รอยซ์ เรามีความภาคภูมิใจที่จะจัดแสดงรถยนต์คันนี้ภายในงานแสดงยานยนต์ที่โด่งดัง
ที่สุดงานหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้”

“ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นในบริการสั่งทำพิเศษของโรลส์-รอยซ์ และการเปิดตัวของรถยนต์รุ่นเรธเมื่อไม่นานมานี้  เราหวังว่าจะได้รับการตอบรับและมีความต้องการ
ที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์โรลส์-รอยซ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” มร. ฮัสนัล กล่าวเสริม

นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ ผู้จัดการทั่วไป โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก กล่าวว่า “นับเป็นช่วงเวลาที่น่ายินดีของบริษัทฯ เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปีที่สองของ
การดำเนินงานในฐานะผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถยนต์โรลส์-รอยซ์ในกรุงเทพฯ  เรายังคงไว้ซึ่งคุณภาพของการบริการเพื่อตอบสนองต่อการคาดหวังในด้านมาตรฐาน
ของแบรนด์ รถยนต์อาร์ต เดคโคจึงเป็นทางหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถในการให้บริการสั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคลของโรลส์-รอยซ์ เพื่อสร้างสรรค์ยนตกรรมที่มีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวให้แก่ลูกค้าของเรา”
 
รถยนต์อาร์ต เดคโค คอลเลคชั่น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระแสความเคลื่อนไหวในศิลปะด้านการออกแบบแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นการระลึกถึงงานนิทรรศการ
ในกรุงปารีส ปีค.ศ. 1925 หรือที่ชื่องาน Exposition Internationale des Arts Décoratifs et Industriels Modernes ซึ่งเป็นสถานที่ให้กำเนิดชื่อศิลปะ
ด้านการออกแบบในแนวอาร์ต เดคโค  

“อาร์ต เดคโค” เป็นสไตล์แห่งศิลปะที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างลวดลายกระจกแก้วคริสตัลอันล้ำสมัยที่สื่อถึงความคลาสสิกของกรีก และโบราณวัตถุของอียิปต์
กับยุคแห่งเครื่องจักรกล และการปรับรูปลักษณ์ยานยนต์ให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งมีอิทธิพลต่องานออกแบบแขนงต่างๆ อาทิ สถาปัตยกรรม การออกแบบยานยนต์ การตลาด
งานเซรามิคและการผลิตเฟอร์นิเจอร์

อาร์ต เดคโค ในประเทศไทยมีให้เห็นทั่วไปโดยรอบ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ  ที่มีสถานที่และอาคารที่ได้รับอิทธิพลด้านการออกแบบจากอาร์ต เดคโคที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
ได้แก่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และโรงละครศาลาเฉลิมกรุง เป็นต้น


กรุงเทพฯ - บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยมอีกครั้งในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์
ครั้งที่ 34 ซึ่งในงานนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด BMW ActiveHybrid จะมีให้เลือกมากถึง 8 รุ่นด้วยกัน รวมรุ่นพิเศษที่มาพร้อม
ชุดแต่ง M Sport  นอกจากนี้แล้ว ทุกรุ่นของ BMW ActiveHybrid มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ที่ได้รับรางวัล “Engine of the year” ถึง 2 ปีซ้อน
นอกจากนี้ มินิ ประเทศไทยยังได้เปิดตัว MINI Paceman เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นมินิรุ่นที่ 7 ที่มาพร้อมกับรูปแบบของ Sport Activity Coupe

alt

BMW ActiveHybrid 3 (ราคา 4,199,000 บาท)

BMW ActiveHybrid 3 M Sport (ราคา 4,399,000 บาท)
BMW ActiveHybrid 3 M Sport (ราคา 4,499,000 บาท) พร้อมล้ออัลลอยขนาด 19” และ ช่วงล่าง M แบบปรับตั้งได้

จัดเป็น full hybrid รุ่นแรกของโลกในกลุ่มของรถสปอร์ตคอมแพ็คซีดานระดับหรู เทคโนโลยี hybrid อัจฉริยะ พร้อมประสิทธิภาพแห่งการประหยัด แต่คงไว้ซึ่งขุมกำลังอัน
เต็มเปี่ยม ที่ประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า, เครื่องยนต์เบนซิน BMW TwinPower Turbo 6 สูบ, และแบตเตอร์รี่ลิเทียมไอออน ประสิทธิภาพสูง พละกำลังแห่งการขับเคลื่อนถึง
340 แรงม้าโดยรวมทั้งหมดและมีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.3 วินาที สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลถึง 4 กิโลเมตร ด้วยความเร็วที่ต่ำกว่า 60 กม./ชม.
พื้นที่เก็บสัมภาระด้วยท้ายถูกออกแบบมาเพื่อเก็บแบตเตอรรี่ลิเทียมไอออนไว้อย่างมิดชิด

alt

BMW ActiveHybrid 5 (ราคา 5,399,000 บาท)
BMW ActiveHybrid 5 M Sport (ราคา 5,599,000 บาท)

เปี่ยมด้วยความสมดุลย์ของขุมกำลังที่ 340 แรงม้า และระดับการปล่อย CO2 เพียง 149 กรัม/กม. สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลถึง 4 กิโลเมตร ด้วยความเร็ว
ที่ต่ำกว่า 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อม Coasting mode ตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ ได้จนถึงขีดความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. ระบบบริหารการใช้พลังงานอย่าง
ชาญฉลาด intelligent energy management และ E-boost function ช่วยเพิ่มอัตราการเร่งได้อย่างคล่องตัว

alt

BMW ActiveHybrid 7 L (ราคา 8,299,000 บาท)

BMW ActiveHybrid 7 L M Sport (ราคา 8,899,000 บาท)
BMW ActiveHybrid 7 L Highline (ราคา 8,999,000 บาท)

บีเอ็มดับเบิลยู ActiveHybrid 7 L สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลถึง 4 กิโลเมตร ด้วยความเร็วที่ต่ำกว่า 60 กม./ชม. มอเตอร์ไฟฟ้าสั่งงานฟังก์ชั่น Boost
เมื่อต้องการพลังงานสำหรับการออกตัว หรือเมื่อต้องการเร่งแซง ซึ่งสามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 5.7 วินาที ระบบชาร์จไฟแบตเตอรี่แบบ
อัตโนมัติ (Brake Energy Regeneration), ระบบ Hybrid Start/Stop และโหมดการขับขี่แบบ ECO PRO ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน
เชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 14.7 กิโลเมตร/ลิตร (ระดับการปล่อย CO2 เพียง 158 กรัม/กิโลเมตร) ซึ่งเป็นการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทอร์โบ 3.0 ลิตร ผสานกำลังเข้ากับ
มอเตอร์ไฟฟ้า จนมีกำลังรวมสูงถึง 354 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร เลยทีเดียว

alt

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 รุ่นปรับโฉมใหม่

BMW 730Li (ราคา 7,299,000 บาท)
BMW 730Ld (ราคา 7,599,000 บาท)

ไฟหน้าแบบ LED แบบปรับอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ยามค่ำคืนโดยไม่รบกวนสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์คันอื่น ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ช่วยลดอัตราการ
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้อย่างดีเยี่ยม หน้าจอแสดงผลขนาด 10.25 นิ้ว เพื่อแสดงผลในการขับขี่ด้วยโหมดต่างๆที่เลือกได้ ทั้ง ECO PRO Comfort, Comfort+, Sport และ Sport+
เข็มวัดความเร็วและมาตรวัดต่างๆบนหน้าจอสามารถปรับเปลี่ยนเป็นดิจิตอลกราฟฟิคด้วยสีเฉพาะโหมดการขับขี่นั้นๆ ในรุ่น 730Li นั้น เป็นการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง
พร้อม TwinPower Turbo ขนาด 3.0 ลิตร 218 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร ในขณะที่รุ่น 730Ld เป็นการใช้เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบเรียง
พร้อม TwinPower Turbo ขนาด 3.0 ลิตร สร้างแรงม้าได้ 218 แรงม้าเท่ากัน แต่มีแรงบิดสูงสุดมากถึง 560 นิวตัน-เมตรเลยทีเดียว

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีย์ 5 เพิ่มระบบ Rear Seat Entertainment (* ยกเว้นรุ่น 520d, 520i และ 528i Sport)
BMW 528i (ราคา 4,099,000)
BMW 525d (ราคา 4,249,000)
เพิ่มระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมจอภาพขนาด 9.2 นิ้ว 2 ตำแหน่ง ที่สามารถทำงานอิสระจากกัน ควบคุมโดยรีโมท สามารถรับชมโทรทัศน์และ
ภาพยนตร์จากแผ่นดีวีดี, แผนที่จากระบบเนวิเกชั่น, และวิทยุโดยแยกการรับฟังทั้งทางด้านซ้ายและขวาผ่านทางเฮดโฟนส่วนตัว (อุปกรณ์เฮดโฟนแยกจำหน่ายต่างหาก)

alt

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 1
BMW 116i M Sport (1,990,000 บาท)

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาวล์ 1,598 ซีซี เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo 136 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร และใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 17.9 กิโลเมตร/ลิตร (ระดับการปล่อย CO2 เพียง 131 กรัม/กิโลเมตร) พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง M Sport ประกอบด้วยชุดแต่งแอโรไดนามิค,
พวงมาลัย M, ล้ออัลลอย M ขนาด 17 นิ้ว, เบาะที่นั่งแบบสปอร์ตสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า

alt

MINI Cooper S Paceman ALL4 (ยังไม่ประกาศราคา)

มินิรุ่นที่ 7 ที่มาในรูปแบบของ  Sport Activity Coupe เป็นครั้งแรก เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว 1,598 ซีซี Twin-scroll Turbo 184 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที
ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วพร้อมยางรันแฟลต อุปกรณ์เชื่อมต่อ MINI Connected สำหรับการใช้งาน Facebook, วิทยุทางเว็บทั่วโลก และแอพพลิเคชั่นอื่นๆ

alt




ไม่รู้ว่ามีความรู้สึกเบื่อกันไหมที่ชาวเน็ตแทบทุกคนจะต้องถามหาความคาดหวังจากเจ้าตลาดอย่าง Toyota ว่าเมื่อไรจะ
ทำรถให้รู้สึกเลิศล้ำประเสริฐศรีได้เสียทีโดยเฉพาะงานออกแบบที่อยากจะให้เน้นแนวสปอร์ตอย่างจริงจังหรืออย่างน้อยก็
ต้อง อันที่จริงผู้เขียนก็รู้ดีว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของ Toyota ไม่ได้มาเรียกร้องอะไรกันสักเท่าไรนัก แต่ถ้ามองกันลึก ๆ แล้วก็น่า
เชื่อเหลือเกินว่าลูกค้าที่ใช้ Toyota บางกลุ่มในทุกวันนี้ก็อยากให้ Toyota สร้างรถออกมาให้น่าตื่นเต้นได้มากกว่านี้

และก็โชคดีเหลือเกินที่ Akio Toyoda ประธาน Toyota Motor Corporation คนปัจจุบันก็มีคำสั่งสายตรงมาว่ารถ
Toyota นับต่อจากนี้ไปจะต้องมี “ความเร้าใจที่เพิ่มขึ้น” เพราะ Toyota ก็รู้ดีว่าเสียงจากลูกค้าและสื่อมวลชนก็อยากจะ
ให้ Toyota ปรับตัวหรือพัฒนาในการทำรถให้น่าสนใจกว่าการที่จะทำรถเพื่อกินบุญเก่าอย่างเดียว

ดังนั้น นับต่อจากนี้ไปรถยนต์ Toyota ที่ชาวไทยจะได้ใช้ก็จะสวยงามและดูโดดเด่นมากขึ้น

alt

วันที่ 25 มีนาคม 2013 Toyota Motor ประเทศไทยได้เปิดตัว All New Toyota Vios ที่มาพร้อมกับสโลแกน Have it
All เรียกกันตรง ๆ คือมีทุกสิ่งในคันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่ดูเร้าใจขึ้น, ฟีเจอร์ที่น่าสนใจดูคุ้มค่า แต่ยังคงเครื่องยนต์กลไกไว้
เหมือนเดิม

วีออส ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถยนต์นั่งของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ใช้ชื่อรุ่นใน
เจนเนอเรชั่นที่ 1 ว่า “โซลูน่า” โดยเป็นรถที่เกิดจากการร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาของวิศวกรชาวไทยและชาวญี่ปุ่นเพื่อ
ตลาดรถยนต์เมืองไทยโดยเฉพาะ จนกระทั่งได้รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีความประหยัด คุ้มค่าสูงสุดในการเป็นเจ้าของ ได้รับ
การแนะนำเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2540 พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย
และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2545 โตโยต้า สร้างปรากฏการณ์ ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทยอีกครั้ง ด้วยการแนะนำเจนเนอเรชั่นที่ 2
ของ “โซลูน่า” ที่ปรับปรุงใหม่หมดรอบคัน ให้เป็นรถยนต์สปอร์ต ซีดาน โดยใช้ชื่อรุ่น “โซลูน่า วีออส” ที่สามารถตอบสนอง
ความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า และได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเช่นเคย และยิ่งไปกว่านั้นยัง
ขยายความนิยมด้วยการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดในแถบอาเซียนอีกด้วย
จากนั้นในปี พ.ศ. 2550 โตโยต้าได้ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการแนะนำเจนเนอเรชั่นที่ 3 ในชื่อรุ่น “วีออส” ที่ผลักดัน
ให้ โตโยต้า ครองอันดับ 1 ทั้งในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และตลาดรถยนต์รวมของไทย ด้วยยอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า
656,811 คัน* และยังได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้าต่างชาติในแถบอาเซียน โดยมียอดการส่งออกรวมทั้งสิ้น 186,761
คัน*



มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า “วันนี้เรามีความภูมิใจและ
ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้แนะนำรถยนต์ วีออส ใหม่ สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยแห่งนี้ โดย วีออส ใหม่
ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้เป็นสุดยอดยนตรกรรมคุณภาพมาตรฐานระดับโลกที่เหนือทุกความคาดหมายและ
ตอบสนองต่อทุกความต้องการ ซึ่งนอกเหนือจากความคุ้มค่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์และจุดแข็งของวีออสอยู่แล้ว วีออสรุ่นนี้
ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นอย่างมาก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน พื้นที่กว้างขวางสะดวกสบาย
มากยิ่งขึ้น พร้อมสมรรถนะการขับขี่และความประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า วีออส ใหม่ จะมีบทบาทสำคัญ
ในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ของโตโยต้าในปีนี้ และสามารถครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์นั่งเมืองไทยได้อย่าง
แน่นอน”

มร.ทาเคชิ มัตซึดะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า “ทีมวิศวกรโตโยต้าได้
สร้างสรรค์ วีออส ใหม่ โดยมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าเหนือราคา สร้างความ
ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ ภายใต้แนวคิด “Value Beyond Belief” ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด
และเป็นดีไซน์ที่ดูสปอร์ตหรูมากยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าเดิมและห้องเก็บสัมภาระที่
ใหญ่มากขึ้น สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบตามหลักอากาศ
พลศาสตร์ยังช่วยเพิ่มความสุขในการขับขี่ เกาะถนนดียิ่งขึ้น ตลอดจนประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมันที่ได้มาตรฐาน
ระดับโลก ด้วยคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้เชื่อว่า วีออส ใหม่ จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ซึ่งเมื่อทุกคนได้
สัมผัส วีออส ใหม่ จะรู้สึกถึงความพึงพอใจและได้รับในสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า วีออส ใหม่ จะ
เป็นรถซีดานขนาดเล็ก ที่ตรงใจไม่เพียงแต่สำหรับลูกค้าชาวไทย แต่ยังเป็นรถยนต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของ
ลูกค้าในระดับสากล”




นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ด้วย
คุณสมบัติของ วีออส ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 4 ของตลาดเมืองไทย ซึ่งมีจุดขายใหม่หลักๆที่ถูกเติมเต็มเข้ามา ตามที่คุณมัตซึ
ดะ หัวหน้าวิศวกรได้ให้ข้อมูลไปแล้วนั้น ผนวกกับจุดแข็งเดิมที่วีออสมีอยู่แล้ว ทำให้ วีออส ใหม่ นี้มาพร้อมกับความ
หลากหลายที่ครบครัน พร้อมตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ โดยเราได้ใช้แนวความคิดในการโฆษณา วีออส ใหม่ นี้ว่า “All New
VIOS, Have it all” ซึ่งจะเริ่มโฆษณาผ่านสื่อต่างๆให้ลูกค้าได้รับทราบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้
ลูกค้ายังสามารถรับชมและสัมผัสกับ วีออส ใหม่ ได้ทุกมุมในแบบ 360 องศา ผ่านสื่อดิจิตอลในเว็บไซต์อีกด้วย นอกจากนี้
เรายังมีการจัดกิจกรรมการเปิดตัววีออสใหม่อย่างเป็นทางการที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศในวันที่ 10 – 12 พฤษภาคมนี้
รวมถึงกิจกรรมโร้ดโชว์ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งเราได้จัดเตรียมรถทดลองขับไว้ให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่กัน
อย่างทั่วถึง โดยวีออสใหม่นี้ จะมีให้เลือกถึง 6 รุ่น 7 สี ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 559,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่าอย่าง
มาก”

มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศแล้ว ประเทศ
ไทยยังถือเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับการส่งออก วีออส ใหม่ ไปจำหน่ายในทวีปต่างๆ อีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
ถือเป็นการขยายตลาดการส่งออก รวมถึงเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมภาคการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์
เช่นเดียวกับการส่งออกรถกระบะในโครงการ IMV โดยได้ตั้งเป้าหมายการส่งออก วีออส ใหม่ ภายในปีนี้ไว้ที่ 45,000
คัน ดังนั้น วีออส ใหม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความภาคภูมิใจของ โตโยต้า เท่านั้น แต่ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย
ด้วยเช่นกัน”

“ปีนี้ถือเป็นปีแรกของการก้าวสู่ 50 ปีต่อไป ของโตโยต้าประเทศไทยที่เราตั้งใจที่จะ “ขับเคลื่อนความสุข” หรือ Mobility
of Happiness ให้กับลูกค้าและสังคมไทย ซึ่งเราหวังว่า วีออส ใหม่ นี้จะประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดี พร้อมทั้ง
สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าโตโยต้าทุกคน ในฐานะ “ความสุข” จากโตโยต้า ที่เราตั้งใจมอบให้แก่ทุกคน” มร.
เคียวอิจิ ทานาดะ กล่าวในที่สุด



ข้อมูลผลิตภัณฑ์ วีออส ใหม่
วีออส ใหม่
-มิติตัวรถกว้างใหญ่ขึ้น
ความยาว ความกว้าง ความสูง ฐานล้อ

4,410 1,700 1,475 2,550

- กระจังหน้าพร้อมแถบโครเมี่ยมรมดำ (ในรุ่น S Grade)
- กันชนหน้าสไตล์สปอร์ต พร้อมไฟตัดหมอกหน้า (ในรุ่น S Grade)
- ชุดไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์รมดำ (ในรุ่น S Grade)
- กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว โฉบเฉี่ยว ปรับพับเก็บได้ด้วยไฟฟ้า (ในรุ่น S และ G Grade)
- มือจับประตูโครเมียม (ในรุ่น S Grade)
- ไฟท้ายแบบมัลติรีเฟลกเตอร์
- คิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมียมรมดำ ตกแต่งด้วยคิ้วโครเมียมใหม่ (ในรุ่น S Grade)
- ล้ออัลลอยรมดำขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมยางขนาด 195/50R16 (ในรุ่น S Grade) / ล้ออัลลอยพร้อมยางขนาด
185/60 R15 (ในรุ่น G และ E Grade) / และล้อแบบฝาครอบพร้อมยางขนาด 185/60 R15 (ในรุ่น J Grade)

ภายใน
- แผงคอนโซลหน้าดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค ขึ้นลายหนังเย็บรอบคัน (ในรุ่น S Grade)
- ห้องโดยสารภายในโทนสีดำสปอร์ตหรู (ในรุ่น S และ J Grade) และสีไอวอรี่ (ในรุ่น G และ E Grade)
- หัวเกียร์หุ้มหนัง พร้อมฐานเกียร์เมทัลลิก กระชับทุกการควบคุม เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
(ในรุ่น S และ G Grade)
- พวงมาลัยหุ้มหนังสไตล์สปอร์ตพร้อมสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียง (ในรุ่น S และ G Grade)
- ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start) สตาร์ทเครื่องยนต์ เพียงปลายนิ้วสัมผัส (ในรุ่น S Grade)
- มาตรวัดดีไซน์สปอร์ต (ในรุ่น S Grade)
- จอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID (Multi information Display) แสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการขับขี่ อาทิ ระยะทาง
รวม อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย ระยะที่ขับได้จากน้ำมันที่เหลืออยู่ และความเร็วเฉลี่ยเป็นต้น (ในรุ่น S และ G
Grade)
- ไฟแสดงข้อมูลการขับขี่ ECO แสดงผลเมื่อขับขี่ในระดับที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(เฉพาะในรุ่นเกียร์ A/T)
- ชุดเครื่องเสียงดีไซน์ใหม่ รองรับ CD, MP3 และ WMA 1แผ่น
- ช่องเสียบ USB & AUX ตอบรับความบันเทิงได้หลากหลาย
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมจอแสดงผลแบบ LCD ปรับระดับอุณหภูมิอย่างแม่นยำ (ในรุ่น S และ G Grade)
- กระจกไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam-Protection ป้องกันการหนีบด้านคนขับเพิ่มความปลอดภัย
- เบาะนั่งทรงสปอร์ต โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้นั่ง (ในรุ่น S Grade)
- กระจกบังลมหน้าแบบ Acoustic Glass ช่วยลดเสียงรบกวนขณะขับขี่
- ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
- ที่เก็บสัมภาระอเนกประสงค์มากมาย ช่องเก็บของด้านฝั่งคนขับ / ช่องเก็บของด้านหน้า / ที่วางแก้วคอนโซลด้านหน้า / ที่
พักแขนพร้อมที่วางแก้ว และช่องเก็บของอเนกประสงค์คอนโซลกลาง
- พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังแบบเรียบ เพิ่มความสบายให้แก่ผู้โดยสารตอนหลังตลอดการเดินทาง
- ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ ดีไซน์ใหม่ให้กว้างและลึกขึ้นเพื่อบรรทุกสัมภาระได้มากกว่าเดิม
- ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry สะดวกสบายสูงสุด ด้วยระบบควบคุมการล็อค-ปลดล็อคประตู และที่เก็บ
สัมภาระท้ายรถ (ในรุ่น S Grade)

สมรรถนะ
- ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) ด้วยการดีไซน์หลังคาแบบ Catamaran ช่วยลดแรงปะทะของลม
พร้อมทั้งฟินที่ถูกติดตั้งบริเวณกระจกมองข้างและไฟท้าย ส่งผลให้อัตราประหยัดน้ำมันและการทรงตัวดีขึ้น
- เครื่องยนต์ระบบวาล์วอัจฉริยะ VVT-i (Variable Valve Timing-intelligent) ด้วยระบบเปิด-ปิด วาล์วไอดี ที่
สอดคล้องกับทุกจังหวะของการขับขี่ เครื่องยนต์ตอบสนองทันใจและประหยัดน้ำมัน ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เครื่องยนต์ 1NZ-FE DOHC 16 วาล์ว VVT-i
ความจุกระบอกสูบ 1,497 ซีซี
แรงม้าสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109ps) / 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตร / 4,200 รอบต่อนาที
มาตรฐานไอเสีย ยูโร 4
- ระบบช่วงล่างที่นุ่มนวลและมั่นคง ควบคุมได้ดั่งใจ ให้ทุกการเดินทางราบรื่น นุ่มนวล ด้วยระบบกันสะเทือนหน้า แม็ค
เฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และระบบกันสะเทือนหลังแบบ ทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลง ให้การทรงตัวที่มี
ประสิทธิภาพ
- พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าโดยปรับเปลี่ยนน้ำหนักของ
พวงมาลัยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับทุกความเร็วควบคุมง่ายและแม่นยำในทุกสภาพการขับขี่

- เกียร์อัตโนมัติ Super ECT อีกขั้นของเทคโนโลยีล้ำหน้า ที่ทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างนุ่มนวลด้วยระบบเกียร์
อัตโนมัติ 4 สปีด แบบขั้นบันได (Gate type)

ระบบความปลอดภัยแบบป้องกัน
- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหันหรือเบรกบนถนนลื่น
- ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ช่วยกระจายแรงเบรกในแต่ละล้อให้ทำงานได้อย่างสมดุล เพื่อป้องกันอาการท้ายปัด และ
ช่วยควบคุมรถได้ดีแม้เบรกในขณะเข้าโค้ง
- ระบบเสริมแรงเบรก (BA) จะช่วยเพิ่มแรงเบรกมากขึ้น ในกรณีเบรกกระทันหัน เพื่อให้หยุดรถได้ในระยะที่สั้นกว่า
- ดิสก์เบรก 4 ล้อ หยุดรถอย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมช่องระบายความร้อนสำหรับคู่หน้า ช่วยป้องกัน
ความร้อนสะสม ขณะเบรกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน (ในรุ่น S และ G Grade)
- กุญแจป้องกันการโจรกรรม Immobilizer ป้องกันกุญแจเลียนแบบไม่ให้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้หากรหัสของ
กุญแจและเครื่องยนต์ไม่ตรงกัน
- ระบบป้องกันการโจรกรรม TDS (Theft Deterrent System) ส่งสัญญาณเสียงเตือนภัย เมื่อมีการบุกรุก (ในรุ่น S, G,
E Grade)

ระบบความปลอดภัยแบบปกป้อง
-โครงสร้างนิรภัย GOA ที่ให้ความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ด้วยโครงสร้างห้องโดยสารที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่ม
ประสิทธิภาพการดูดซับแรงกระแทกจากการชน
- การออกแบบเพื่อลดแรงกระแทกศีรษะด้านข้าง ออกแบบเพื่อช่วยลดแรงกระแทกที่ศีรษะของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อเกิด
การชน
- ถุงลมเสริมความปลอดภัยคู่หน้า SRS ปกป้องทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ช่วยลดการบาดเจ็บของ
ศีรษะและหน้าอกจากแรงปะทะซึ่งเกิดจากการชนจากด้านหน้า
- เบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ติดตั้งที่เบาะนั่งด้านหน้า เพื่อลดการบาดเจ็บของกระดูกต้น
คอ เมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าพร้อมระบบกลไกดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ ช่วยรั้งร่างกายผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้แนบกับเบาะ
เมื่อเกิดการชนและลดการบาดเจ็บจากการรัดดึง ของระบบเข็มขัดนิรภัย


พบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ All New VIOS…Have it all
ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34
วันที่ 26 มีนาคม – 7 เมษายน 2556
ณ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพค เมืองทองธานี
พร้อมสอบถามรายละเอียด และสั่งจองได้ที่โชว์รูมโตโยต้า 364 แห่งทั่วประเทศ



 All New VIOS รุ่นใหม่ล่าสุด มี 7 สี รวม 3 สีใหม่ 
é สีแดง..Red Mica Metallic ใหม่
é สีน้ำตาล..Quartz Brown Metallic ใหม่
é สีทอง..Silky Beige Metallic ใหม่
é สีเทา..Grey Metallic
é สีขาว..Super white
é สีเงิน..Silver Metallic
é สีดำ..Attitude Black Mica
6 รุ่น ให้ครอบครอง
é 1.5S A/T เกียร์อัตโนมัติ 734,000 บาท
é 1.5G A/T เกียร์อัตโนมัติ 699,000 บาท
é 1.5E A/T เกียร์อัตโนมัติ 649,000 บาท
é 1.5E M/T เกียร์ธรรมดา 614,000 บาท
é 1.5J A/T เกียร์อัตโนมัติ 589,000 บาท
é 1.5J M/T เกียร์ธรรมดา 559,000 บาท

* (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และเครื่องปรับอากาศ)
บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวนิสสัน มาร์ช ใหม่  และนิสสัน เออร์แวน รถตู้เอนกประสงค์ โดยรถยนต์ใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้จะถูกจัดแสดงในงานบางกอก
อินเตอร์ เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 นี้ โดยทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงเช้าวันนี้ (22 มีนาคม 2556) ณ ตึกนนทวัน สยามกลการ ย่านปทุมวัน

alt
alt

นิสสัน เออร์แวน ใหม่ จะใช้ชื่อทางการตลาดว่า บิ๊ก เออร์แวน ที่ไม่เพียงแต่จะใหญ่ขึ้นและกว้างขึ้น กว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล รหัส YD25DDTi
ให้แรงม้าสูงสุด 129 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 356 นิวตันเมตร ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม แรงจริง ทนทานและประหยัดน้ำมัน

alt
alt
alt

ส่วนภายในบิ๊ก เออร์แวน ใหม่ ให้ความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยช่องแอร์ที่มากถึง 18 จุด 16 ที่นั่ง หน้าจอแสดงผลแบบ Multi-Information Display ทันสมัย
มีให้เลือก 5 สี คือ สีขาว ไวท์โซลิด สีบรอนซ์ บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ สีเทา เกรย์ แมทเทิลลิค สีดำ แบล็ค โซลิด และสีน้ำตาล ไทเกอร์ อายด์ บราวน์ สีภายในแบบทูโทน ดำ- เทา

นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ อาวุโส ฝ่ายตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “ในครั้งนี้ เราได้เตรียมกลยุทธ์การตลาด
ที่จะมาสร้างสีสัน ให้กับนิสสันมาร์ชด้วยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ชีวิตคุณง่ายขึ้นได้อีก” และหนังสั้นที่จะมาเล่าเรื่องราวของมาร์ชผ่านสื่อออนไลน์ และ Line Camera Stamp
ดาวน์โหลดได้ฟรี โดยทุกสื่อจะเริ่มเผยแพร่วันที่ 22 มีนาคมนี้”

“ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่นิสสัน ได้เข้ามาทำตลาดในส่วนของรถตู้ ตัวถังกว้าง หรือ Wide body  ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าด้วยความสด ใหม่ รูปลักษณ์ และคุณสมบัติโดยเฉพาะ
ในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ ความทนทาน ประหยัดน้ำมัน นิสสัน บิ๊ก เออร์แวน ใหม่ ซึ่งใหญ่จริง แรงจริง จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานที่ดีที่สุดของกลุ่มลูกค้า
ในตลาดนี้ ” นายทากายูกิ คิมูระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

alt

สำหรับ นิสสัน มาร์ช ใหม่ และนิสสัน เออร์แวน ใหม่ นับเป็น 2 รุ่นไฮไลท์ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง
7 เมษายน 2556 นี้ ผู้สนใจสามารถแวะชม หรือทดลองขับได้ภายในงาน หรือ ที่โชว์รูมนิสสัน ทั่วประเทศ




บทความ อื่นๆ ...