PR News Motor Show Reports

ถึงตอนนี้พวกคุณคิดว่างานออกแบบของรถยนต์ยุคถัดไปจะต้องมีความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกโฉมหน้าเดิมแค่ไหน? แต่ถ้า
มองกันตามความจริง มันคงถึงเวลาแล้วสินะที่หน้าตาของรถรุ่นใหม่จะเริ่มแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น ไอ้หน้าตาเรียบร้อย
อันประกอบไปด้วยรูปทรงเลขาคณิตขั้นพื้นฐานประเภทสี่เหลี่ยมทุกอย่างก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงหันไปใช้รูปทรงใหม่ ๆ มาก
ขึ้น ส่วนแถบโครเมี่ยมยาว ๆ เต่อ ๆ นั้นก็ถูกเก็บเข้ากรุไม่ให้มันผุดขึ้นมาเกิดอีกครั้ง ถ้ามองในมุมของคนที่ชอบมโนแทนคน
อื่นก็มักคิดว่ารถแบบนี้ แนวนี้คนแก่คงไม่ชอบ โถ ไอ้หลานยายไม่ถงไม่ถามกันสักคำเลยว่า ผู้ใหญ่เขาก็ชอบอะไรที่หวือ
หวาเป็นเหมือนกันนะลูก

geneva 2014

แต่ถ้ามองในมุมมองของคนที่รักรถก็คงมองว่ามันน่าจะถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงดีไซน์ของรถไปสู่ยุคหน้าซึ่งฉีกไปจากรูป
แบบเดิม ๆ ออกไปอีก ก็แน่นอนว่ามันมีทั้งชอบและไม่ชอบอย่างละครึ่งซึ่งก็ถือว่าต้องเสี่ยงดวงเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ไม่
เหมือนเดิม

ถ้ามองเฉพาะตลาดรถในประเทศไทยก็พบว่ามันก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงในการออกแบบมากนัก แต่ถ้าคุณลองทัศนา
รถใหม่ในงาน Geneva Motorshow 2014 มันก็แสดงให้เห็นว่ารถยนต์หลาย ๆ รุ่นเริ่มมีดีไซน์ที่กล้าฉีกแนวไปจากปีก่อน
พอสมควร จะเรียกว่างานนี้กลายเป็นดงรถหน้าตาประหลาดไปเลยก็คงเรียกไม่ผิดนัก แต่ถ้าไม่อคติทางความคิดใด ๆ มันก็
เป็นสิ่งที่น่าศึกษาและจับตาความเปลี่ยนแปลงในงานออกแบบของรถยุคปีถัดไปได้เลย

ดังนั้น Geneva Motorshow 2014 นี้จึงกลายเป็นปีที่น่าสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

Audi


ใครต่อใครก็ชอบบ่นว่า Audi TT เจเนเรชั่นที่ 3 ย่ำรอยเท้าเดิม ไม่เห็นจะมีความเปลี่ยนแปลงอันใดเลย? ใจจริงก็อยากจะ
บอกว่าแอบเห็นด้วยบ้าง แต่อย่างว่าครั้น Audi คิดจะเปลี่ยนงานออกแบบใหม่ ชีก็คงทำไปตั้งนานแล้ว คงไม่รอให้ชาวเน็ต
มานั่งบ่นและจิกด่ากันอยู่ดี (เอาใจยากแฮะ) เอาน่าแต่อย่างน้อย Audi ก็พยายามที่จะพัฒนาให้มันดูมีวิวัฒนาการบ้างก็
ยังดีกว่าย่ำอยู่กับที่

audi1

Audi TT โฉมที่ 3 เป็นการจับนำสัดส่วนของรถโฉมแรกกับโฉมที่ 2 มายำรวมกันจึงสรุปได้ว่า TT ใหม่มันจะต้องเป็นคูเป้ที่
มีท้ายยาวยื่น หน้าก็ยาวยื่นไม่เท่าพิน๊อกคิโอ้ แต่สิ่งที่เห็นแล้วรู้สึกว่า TT รุ่น 3 มันโดดเด่นขึ้นคือการออกแบบด้านหน้าให้ดู
ปราดเปรียวกว่าเดิมเยอะ เพราะเปลี่ยนไฟหน้าใหม่ให้เรียวยาวขึ้นและออกแบบกระจังหน้าให้ดูมีมิติตามยุคสมัย

ในด้านของมิติตัวถัง กลายเป็น Audi TT โฉมใหม่ มีขนาดสั้นลงจากรุ่นที่แล้ว 20 มิลลิเมตร (ความยาวตัวถัง 4,180
มิลลิเมตร)แต่ถูกขยายระยะฐานล้อหน้า-หลังขึ้นอีก 37 มิลลิเมตร ส่วนความกว้างถูกลดลงจากรุ่นที่แล้ว 8 มิลลิเมตร
เช่นกัน ในขณะที่ความสูงจะอยู่ที่ 1,353 มิลลิเมตร เท่าเดิม

และด้วยการพัฒนาบนแฟลตฟอร์ม MQB ที่คุ้นเคยกัน ทำให้ 2014 Audi TT/TTS มีน้ำหนักลดลงจากเดิม 50 กก. (ใน
รุ่น 2.0 TFSI มีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 1,230 กิโลกรัม) ผลของการใช้แพลตฟอร์มใหม่นี้ ยังช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถเพิ่มความ
จุสัมภาระด้านท้ายได้อีก 13 ลิตรจากรุ่นที่แล้ว กลายเป็นเนื้อที่บรรทุกสัมภาระขนาด 305 ลิตร


audi2

ส่วนเครื่องยนต์ ตามที่เคยได้รายงานไว้ว่า Audi จะยังคงเรียกใช้ขุมพลังเบนซิน พร้อมเทอร์โบ TFSI และขุมพลังดีเซล
พร้อมเทอร์โบ TDIเช่นเคย โดยในรุ่น TT จะมีขุมพลังเบนซิน TFSI ขนาด 2.0 ลิตรเดิม ที่ถูกจูนสมรรถนะใหม่ จนสามารถ
รีดกำลังออกมาได้230 แรงม้า พร้อมแรงบิด 370 นิวตัน-เมตร และเครื่องยนต์ดีเซล TDI ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมกำลังสูงสุด
184 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ให้เลือกใช้กัน

ในขณะที่ Audi TTS จะได้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน TFSI ขนาด 2.0 ลิตรเช่นกัน แต่ปรับปรุงให้สามารถมีแรงม้าได้สูงถึง 310
แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ทั้ง Audi TT และ TTS จะมีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ S
Tronic แบบ 6 จังหวะให้เลือกใช้ โดยใน Audi TT รุ่น 2.0 TFSI สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในระยะเวลาเพียง
5.3 วินาที และในรุ่น TTS จะใช้เวลาน้อยกว่านั้นอีก ที่ 4.7 วินาทีเท่านั้น ด้านระบบช่วงล่าง Audi ยังคงให้ TT โฉมใหม่ ใช้
ระบบช่วงล่างแมคเฟอร์สันสตรัทสำหรับล้อคู่หน้า และระบบช่วงล่างอิสระ 4-Link ในล้อคู่หลังเช่นเคย แต่มีการปรับจูนให้
มีความแน่นหนึบมากขึ้น


audi3

ห้องโดยสารของ 2014 Audi TT/TTS จะเป็นตัวอย่างของการออกแบบภายในห้องโดยสารยุคใหม่ของ Audi ที่เล็งเห็นว่า
หน้าจอสีกลางคอนโซลหน้าของระบบอินโฟเทนเมนต์ จะลดบทบาทลง และยุบรวมกับหน้าจอมาตรวัดของผู้ขับขี่ให้
กลายเป็นหน้าจอเดียวส่งผลให้งานออกแบบภายในมีความสะอาดตาและเรียบง่ายจากการใช้งานมากขึ้น

งานออกแบบชิ้นสำคัญอีกหนึ่งจุดอยู่ที่การออกแบบช่องแอร์ระบบปรับอากาศทรงกลม ที่แฝงปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศ
เข้าไปอย่างชาญฉลาด ทำให้ลดความวุ่นวายและเนื้อที่ในการติดตั้ง ส่วนเบาะนั่งแบบสปอร์ต S ที่เป็นออพชั่นเสริม จะมี
ลูกเล่นปีกเบาะที่ปรับให้กระชับร่างกายของผู้ขับขี่/ผู้โดยสารด้วยระบบลม

นอกจากนี้ พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต พร้อมส่วนล่างของพวงมาลัยแบบตัดตรง ยังถูกออกแบบชุดถุงลมนิรภัยให้มี
ขนาดเล็กลงกว่าเดิม 40% ส่วนระบบเครื่องเสียงเป็นหน้าที่ของ Bang & Olufsen ที่ออกแบบลำโพงกว่า 12 จุดรอบคัน
พร้อมทั้งแอพพลิไฟเออร์ และซับวูฟเฟอร์บนแผงประตู

audi4

แต่ถ้ามาขนาดนี้คุณก็ยังไม่พอใจในชีวิตอีกก็จงรอดู Audi TT Quattro Sport Concept ที่โมดิฟายด์เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร
ให้แรงถึง 420 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.7 วินาที พร้อมทั้งปรับปรุงช่วงล่างและลดความสูง
พื้นตัวถังให้เตี้ยลงเล็กน้อย และประโคมด้วยชุดแต่งแอโรไดนามิครอบคัน ใครอยากได้ก็จงภาวนาไว้เลยว่าให้ Audi ผลิต
ทีเถอด เพี้ยง

audi5

Audi S3 รอคอยเธอมาแสนนาน มาคราวนี้ก็ขอเปิดหลังคา ความเปลี่ยนแปลงหลัก อยู่ที่ตัวถังล้วนๆ ซึ่งมีการลดระยะใต้
ท้องรถถึงพื้นถนนลง 25 มิลลิเมตร (จากรุ่นตัวถังอื่นๆ) และออกแบบกันชนหน้าใหม่ ล้อมกรอบกระจกรอบคันด้วยวัสดุ
โครเมี่ยม ส่วนหลังคาผ้าใบสามารถเลือกสีผ้าได้ 3 สีด้วยกัน สามารถกาง-พับเก็บได้ในระยะเวลาเพียง 18 วินาที และ
สามารถทำได้ขณะรถแล่นได้ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม. ส่วนจุดอื่นๆของตัวรถถูกตกแต่งตามสไตล์รหัส S ไม่ว่าจะเป็น
ล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 18 นิ้ว (และสามารถเลือกติดตั้งขนาด 19 นิ้วเป็นพิเศษได้) ระบบเบรกพร้อมคาลิปเปอร์เบรก
สีดำ กรอบกระจกมองข้างสีอะลุมิเนียม และสามารถเลือกสีตัวถังได้มากถึง 12 สี

audi6

ภายในห้องโดยสาร ยังถูกออกแบบตกแต่งให้เนี้ยบตามสไตล์รถยนต์เปิดประทุน ด้วยการหุ้มหนังแท้ Nappa สีขาว Pearl
ผสานกับใยผ้าชั้นดี หรือจะเลือกตกแต่งด้วยหนังแท้ Nappa ทั้งหมด รวมถึงหนังแท้ Alcantara ด้วยก็ได้ ซึ่งลูกค้า
สามารถเลือกตกแต่งได้ตามสไตล์ของตนเอง และในรุ่นเปิดประทุนนี้ จะได้ใช้เบาะนั่งทรงสปอร์ต S Sport Seat พร้อม
พนักพิงศรีษะและแผงรองรับช่วงไหล่ เดินฝีเย็บเป็นลายเพชร ให้ความพิเศษกับรถยนต์รุ่นนี้

audi7

ขุมพลังยังคงยกชุดมาจาก Audi S3 ตัวถังอื่นทั้งสิ้น ไร้การเปลี่ยนแปลง ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง ขนาด 2.0 ลิตร
พร้อมเทอรืโบ TFSI ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังทั้งหมด
สู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ S Tronic แบบ 6 จังหวะ ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.
ในระยะเวลาเพียง 5.4 วินาที แล่นได้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. จากการล็อกความเร็วของกล่อง ECU

Bentley


อยากได้ Bentley แรง ๆ สักคัน แต่ยังไม่มีใครไหนถูกใจเลย หนอย จนแล้วยังเรื่องมากอีกนะ ถ้าแบบนั้นมาดู Bentley
Continental GT Speed กันดีกว่าไหม เพราะ Bentley เคลมไว้ว่านี่แหล่ะคือรถ Bentley ที่แรงที่สุดเท่าที่พวกเขาเคย
ผลิตกันมาเลย ดูจากภายนอกก็ไม่เห็นเลยว่ามันจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ทาง Bentley ก็ปรับปรุงตัวรถให้เข้า
กับความแรงด้วยการโหลดความสูงตัวถังและปรับปรุงช่วงล่างให้แข็งค่าขึ้น

bentley1

bentley2

Bentley Continental GT Speed มีให้เลือกทั้งแบบคูเป้และรุ่นเปิดประทุนท้าทายสายลม มัวแต่มองหน้าก็ไม่รู้หรอกว่า
มันแรงแค่ไหนต้องลองขับถึงจะรู้เลยว่ามันได้ติดตั้งเครื่องยนต์ W12 ขนาด 6.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่แรงจี๊ดมากถึง 635
แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 820 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุด 331 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สำหรับรุ่นเปิดประทุนก็แรง
สูงสุดที่ 327 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนภายในก็มีการเปลี่ยนสีสันใหม่ให้เข้ากับความแรง

BMW


BMW 2 Series Active Tourer รถที่มีกระแสว่าไปลอกใบหน้าจากรถมินิแวนพ่อบ้านจากยี่ห้อไหนมาอีกล่ะ? เพราะ
บางคนรู้สึกว่ามันไม่สมค่ากับความเป็น 2-Series ที่รู้สึกสปอร์ตเอาเสียเลย ความจริงแล้วเราก็เคยได้ยินเขาเมาท์มอยกัน
ว่ารถคันนี้เกือบจะเคยใช้ชื่อ 1-Series Active Tourer มาแล้ว เหตุที่ต้องใช้ชื่อ 2-Series คงเพราะต้องการจับตลาดวัยรุ่น
ที่จะซื้อมินิแวน (ก็แน่ละว่าตลาดมินิแวนมันมาพร้อมกับภาพลักษณ์ “รถพ่อบ้าน”)

bmw1

รูปลักษณ์ภายนอก แม้เส้นสายจะมีความเป็น BMW อยู่สูงพอควร แต่สัดส่วนของตัวรถกลับดูไม่คุ้นเคย ด้วยความที่เป็น
รถยนต์ MPV 5 ที่นั่งคันแรกของ BMW อีกทั้งยังเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า จึงทำให้ทีมออกแบบสามารถ
ออกแบบระยะโอเวอร์แฮงค์หน้าที่สั้นลงกว่า BMW รุ่นอื่นๆ จนทำให้มีมิติตัวถังความยาว 4,342 มิลลิเมตร ความกว้าง
1,800 มิลลิเมตร ความสูง 1,555 มิลลิเมตรและมีระยะฐานล้อหน้า-หลังกว้างถึง 2,670 มิลลิเมตร

ด้านหน้ายังคงโดดเด่นด้วยกระจังหน้าไตคู่ขนาดโตเช่นเคย พร้อมโคมไฟหน้าขนาดใหญ่ ด้านข้างแม้จะมีหลังคาที่สูงโปร่งในสไตล์
MPV แต่เส้นสายยังคงเอกลักษณ์ของ BMW ชัดเจน โดยเฉพาะกรอบกระจกแบบ Hoffmeister Kink ส่วนด้านท้าย
กลับดูคล้ายคลึงกับด้านท้ายของ BMW 5-Series Estate อย่างน่าประหลาด ด้วยสัดส่วนของฝากระโปรงท้าย และโคม
ไฟท้ายที่ยังเล่นกับเส้นไฟ LED รูปตัว L ช่วยทำให้รถดูกว้างและภูมิฐานมากขึ้น

นอกจากนี้ BMW ยังคงเสนอไลน์การตกแต่งเช่นเคย ได้แก่ Luxury Line ตกแต่งสไตล์หรู ด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยม ล้ออัล
ลอยขนาด 16 หรือ 17 นิ้วลายหรูพิเศษ พร้อมพวงมาลัยทรงสปอร์ต แต่หุ้มหนังแท้ รวมถึงเบาะนั่งที่ถูกหุ้มหนังแท้เกรด
พิเศษ

bmw2

ส่วน Sport Line เน้นความสปอร์ตเต็มที่ด้วยกระจังหน้าสีดำเงา พร้อมกันชนหน้าออกแบบใหม่ เน้นความสปอร์ตมากขึ้น
เปลี่ยนล้ออัลลอยเป็นขนาด 16 หรือ 17 นิ้วเช่นกัน แต่เน้นลายล้อที่ให้ความดุดัน ส่วนภายในห้องโดยสาร เปลี่ยนเบาะนั่ง
ให้เป็นทรงสปอร์ต พร้อมตกแต่งภายในด้วยวัสดุสีดำเงาเป็นหลัก

ถ้ายังสปอร์ตกันไม่หนำใจ BMW ก็จัด M Sport Package ให้โดยเฉพาะ เปลี่ยนชุดบอดี้คิทรอบคันใหม่ทั้งหมด เน้น
ความลู่ลมเป็นหลัก เปลี่ยนระบบช่วงล่างให้หนึบแน่นมากขึ้น ส่งผลให้ความสูงของตัวรถเตี้ยลง 10 มิลลิเมตร พร้อมล้ออัล
ลอยขนาด 17 หรือ18 นิ้ว ขนาดเบา ภายในห้องโดยสารยังถูกเปลี่ยนพวงมาลัยสไตล์ M เบาะนั่งสปอร์ตหุ้มด้วยหนังแท้
แบบพิเศษ บุเพดานหลังคาด้วยใยผ้าสีเข้ม และติดตั้งกาบบันไดประตูของ M

ในช่วงเปิดตัว จะมีขุมพลังให้เลือก 3 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ รหัส 218i เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร พร้อม
เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร หรือ 230 นิวตัน-เมตรในโหมด Overboost
เน้นความประหยัดน้ำมันเป็นหลัก เพราะสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยได้เกิน 20 กม./ลิตร


bmw3

ส่วนใครอยากแรง ต้องหันไปคบกับรหัส 225i เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ ให้กำลัง 231
แรงม้า แต่สะใจกับแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ซึ่งน่าจะให้ความเร้าใจในการขับขี่พอสมควร และท้ายสุดกับขุมพลัง
ดีเซล

ช่วงเปิดตัว กับรหัส 218d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า
และแรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร

และหลังจากนี้ จะมีอีกหลายรหัส หลายเครื่องยนต์ใหม่ เปิดตัวคลานตามกันออกมา ได้แก่ 216d, 220d และ 220i รวมไป
ถึงเวอร์ชันระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive อีกด้วย

bmw4

เอ๊ะใครเอา Teana มาแปะหน้ายี่ห้อจมูกบาน (เรียกหรู ๆ ว่าไตคู่) มาอวดโฉมในงาน Geneva Motorshow ครั้งนี้เนี่ย ดู
ใกล้ ๆ ก็อยากจะเอามือแนบนมเพราะนี่มันคือ BMW 4-Series Gran Coupe หรือเรียกกันว่ามันคือ BMW 3-Series
ตัวถังซีดานคูเป้ ที่บอกกันตรง ๆ เลยว่ามันก็เป็นงานยากมากที่ BMW จะพยายามสร้างความแตกต่างจาก 3 GT ยังไงให้
มากที่สุด

ส่วนใครจะติดใจเรื่องสารร่างของ BMW 3-Series Gran Coupe ก็คงจะช่วยไม่ได้ที่ BMW ออกมาแบบนี้ เพราะ BMW
ต้องการออกแบบให้มีกระจกโอเปร่าด้านหลังเพื่อลดความอึดอัดของคนโดยสารด้านหลัง (ขอปรบมือหลายแปะที่ BMW
ยังเผื่อแผ่ให้คนนั่งหลังบ้าง?)

bmw5

ขุมพลังที่ใช้ในช่วงแรก จะยกชุดมาจาก BMW 3- และ 4-Series ทั้งสิ้น แต่จะหยิบมาเพียง 5 ขุมพลังเท่านั้น
เริ่มต้นด้วย BMW 418d และ BMW 420d อันเป็นขุมพลังดีเซล 4 สูบเรียง ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบแบบ
TwinPower Turbo เหมือนกัน แต่ปรับเป็น 2 ระดับความแรงได้แก่ 141 และ 181 แรงม้าตามลำดับ

ก่อนจะขยับมาเป็นเครื่องยนต์เบนซิน ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TwinPower
Turbo ทั้งในรุ่น BMW 420i และ BMW 428i แต่จะปรับความแรงเป็น 181 และ 240 แรงม้า ตามลำดับ โดยในรุ่น
BMW 428i นั้น จะมีแรงบิดสูงสุดมากถึง 345 นิวตัน-เมตร ช่วยสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 5.7 วินาที

bmw6

ส่วนขุมพลังแรงที่สุด ตกเป็นของรหัส BMW 435i ที่เลือกใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พร้อม
เทอร์โบแบบ TwinPower Turbo มาพร้อมกำลัง 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 406 นิวตัน-เมตร สร้างอัตราเร่ง
0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.9 วินาที

ส่วนเศรษฐีไทยต้องรอไปก่อน

bmw7

BMW X3 LCI ก็มีการเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เข้ากับรุ่นพี่อย่าง BMW X5 และรถยนต์ BMW รุ่นอื่นๆ ที่มักจะ
ออกแบบโคมไฟหน้าเชื่อมต่อกับกระจังหน้าไตคู่ งานนี้ 2015 BMW X3 LCI จึงมีรูปลักษณ์ไฟหน้าที่เชื่อมกับกระจังหน้า
แต่ออกแบบให้ดูมีชั้นเชิงด้วยการเล่นระดับกรอบโคมไฟหน้า พร้อมกับออกแบบกระจังใหม่ ให้ใหญ่และโดดเด่นขึ้น
ออกแบบชุดกันชนหน้าให้มีรายละเอียดช่องดักอากาศใหม่

นอกจากนี้ยังการเพิ่มสีตัวถังภายนอกเฉดใหม่อีกหลายสี รวมถึงเปลี่ยนกระจกมองข้างให้ฝังไฟเลี้ยวในตัวเหมือนรถยนต์
BMW ยุคใหม่ และออกแบบล้ออัลลอยลายใหม่ ให้เข้าคู่ ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

BMW ยังได้เตรียมแพคเกจ 'xLine' สำหรับลูกค้าที่อยากต่อยอดงานออกแบบให้ BMW X3 LCI ดูบึกบึน พร้อมลุย
มากกว่าเดิม ด้วยการ์ดชายล่างรอบคัน ตกแต่งรูปลักษณ์ด้วยแถบสีเงินด้าน และล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 18 และ 19 นิ้ว ให้เลือกติดตั้งกัน

bmw8

แต่ถ้าใครอยากจะแต่งเติมให้ออกแนวสปอร์ตมากกว่า BMW ก็เตรียมแพคเกจ 'M Sport' มาให้ โดยจะติดตั้งชุดบอดี้คิท
แนวสปอร์ต เน้นความลู่ลมรอบคัน พร้อมกับล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 18 ถึง 20 นิ้ว และเปลี่ยนเบาะนั่งภายใน
แบบสปอร์ต บุแผงหลังคาด้วยผ้าบุสีเข้ม เซ็ตระบบช่วงล่างให้สปอร์ตมากขึ้น


ภายในห้องโดยสาร มีการปรับปรุงการตกแต่งใหม่ พร้อมทั้งออกแบบที่วางแก้วน้ำใหม่บริเวณคอนโซลกลาง และ
อัพเกรดระบบอินโฟเทนเมนต์ iDrive ใหม่ พร้อมปุ่มควบคุมแบบแป้น Touchpad และมีออพชั่นระบบฝาท้ายเปิด
อัตโนมัติเมื่อแกว่งเท้าใต้กันชนหลัง

Citroen


Citroen C1 Modelchange ทำเอาพวกเรา Shocking Pink กันขนหัวลุกน่าดู เพราะ Citroen เล่นนำใบหน้าสุดล้ำโลก
มาใส่ในรถเล็ก A-Segment ตัวน้อย ๆ ขนาดนี้ จะว่าไปดูเผิน ๆ ก็แอบคล้าย ๆ Nissan Juke บ้างเหมือนกัน เอาเป็นว่า
มันสามารถสะกดทุกสายตาได้แน่นอน (แต่ไม่ชัวร์ว่าคนมองจะเบ้ปากใส่หรือแอบคิดนินทาอยู่ในใจหรือไม่) แต่ Citroen
ลงทุนออกแบบด้านหน้าใหม่ทั้งหมดพร้อมกับเปลี่ยนรายละเอียดตัวถังรถให้แตกต่างจาก Peugeot 108 ค่อนข้างมาก

citroen1

citroen2

citroen3

หลังจากใจหายใจคว่ำจนอกอีแป้นจะแตกกันไปเรียบร้อย คราวนี้เราขอตั้งสติสัมปชัญญะมาดูรายละเอียดตัวรถบ้างดีกว่า
เริ่มจากขนาดตัวรถที่สั้นแค่เพียง 3.46 เมตร คิดง่าย ๆ ก็เหมือนกับนำ Honda Brio โดนกระบะ NV มาชนท้ายให้หดลง
เล็กน้อย มีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.8 เมตร

นอกจากมันมีหน้าตาที่ Shock โลกแล้วมันก็ยังติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ หน้าจอสั่งงานสัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถ
เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้, ติดตั้งกล้องส่องถอยหลังและระบบช่วยขึ้นทางชัน

Ferrari


Ferrari California T รถสปอร์ตที่อาศัยโครงสร้างตัวถังจาก California รุ่นปัจจุบันมาพัฒนาให้มาในแนวทางเดียวกับ
F12 Berlinetta คือมีแนวเส้นด้านข้างที่ลาดลึก, มีแนวเส้นพลิ้วไหวที่ชัดเจนกว่า California รุ่นปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด
และยังมีด้านหน้าและด้านท้ายที่คล้ายกับรุ่นพี่อีกด้วย แต่เห็นมีความเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ทาง Ferrari ก็ยังยืนยันว่ามัน
ยังคงความเป็น California เสมอมาตั้งแต่ปี 1950

ferrari1

ferrari2

Ferrari California T แรงด้วยเครื่องยนต์ 8 สูบ เทอร์โบ 3,885 ซีซี ติดตั้งในตำแหน่งที่ต่ำและวางกลางลำให้กำลัง 560
แรงม้า (CV) ที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 755 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.6
วินาที แรงขึ้นกว่ารุ่นเดิม 45% แต่ประหยัดน้ำมันขึ้นถึง 15% ก็เรียกว่าความแรงมาพร้อมกับความประหยัดได้ก็คราวนี้

Fiat


เรารู้หรอกว่า Fiat ขายรถตระกูล Panda ขอบตาคล้ำดีขนาดไหน แต่ก็ไม่คิดว่า Fiat จะกล้าคิดขยายไลน์ Panda ให้มี
ความหลากหลายยิ่งกว่าเสื้อผ้าแฟชั่นประตูน้ำ คราวนี้ก็ดันเปิดตัว Fiat Panda Cross ฟังชื่ออาจจะดูหงิม ๆ แต่ขอโทษที่
มันดุดันสวนทางกับชื่อเสียเหลือเกิน

Fiat Panda Cross มันเป็น Panda ที่เกิดมาลุยมากกว่า Panda 4x4 สวนทางกับชื่อที่นึกว่าจะดูหวานแหววเสียแล้ว โดย
มันมีหน้าตาที่ดุดันมาก โดยเฉพาะด้านหน้าที่ออกแบบและตกแต่งด้วยวัสดุกันกระแทกอย่างดีและชุดกาบรอบคันที่ดูแล้ว
น่าจะกันหิน กันฝุ่นได้ดีมาก

fiat1

คุณสมบัติพิเศษของ Fiat Panda Cross คือการติดตั้งระบบกระจายแรงบิดเพลาคู่หน้าและคู่หลังพร้อมระบบช่วยลงเขา
อัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการอัพเกรดช่วงล่างให้ลุยมากขึ้น


Fiat Panda Cross จะติดตั้งเครื่องยนต์ 900 ซีซี TwinAir เทอร์โบชาร์จ 89 แรงม้าแรงบิด 107 ลูกบาศก์ฟุต และ
เครื่องยนต์ดีเซล 1.3 ลิตร MultiJet 79 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 140 ลูกบาศก์ฟุต

Ford


ฉมหน้าของ 2014 Ford Focus Minorchange เปลี่ยนงานออกแบบกระจังหน้า ให้เป็นกระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยมในสไตล์
แอสตันมาร์ติน เพิ่มภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ตมากขึ้นและออกแบบชุดกันชนหน้าใหม่ รวมถึงโคมไฟหน้าทรงแหลมเรียว เน้น
ความโฉบเฉี่ยว ส่วนด้านท้ายเปลี่ยนโคมไฟท้ายให้มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น และออกแบบชุดกันชนท้ายใหม่ ทั้งในรุ่น
เอสเตทและแฮตช์แบก

ford1

ไม่เพียงแต่ภายนอก แต่ระบบช่วงล่างของ 2014 Ford Focus Minorchange ยังถูกเปลี่ยนโช้คอัพคู่หน้าให้มีปรับความ
หนืดได้ 2 ระดับ เปลี่ยนบูชยางของระบบช่วงล่างหน้า-หลังใหม่ เสริมให้ตัวรถสามารถทรงตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังปรับ
จูนระบบพวงมาลัยไฟฟ้าและระบบ ESC ใหม่อีกด้วย

ด้านขุมพลัง ต้องต้อนรับขุมพลังใหม่แกะกล่องถึง 2 บล็อกด้วยกัน ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร
พร้อมเทอร์โบ EcoBoost มี 2 ระดับกำลังให้เลือก ได้แก่ 150 และ 180 แรงม้า ขุมพลังนี้จะทำหน้าที่แทนเครื่องยนต์
1.6 ลิตร EcoBoost ที่ถูกถอดทิ้งไปในรุ่นปรับโฉม ส่วนอีกขุมพลังได้แก่เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร
พร้อมเทอร์โบ TDCi มาพร้อม 2 ระดับแรงม้าเช่นกัน ได้แก่ 95 และ 120 แรงม้า

ford2

ส่วนเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกใช้ จะมีเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ พร้อมเทอร์โบ EcoBoost 100 และ 125 แรงม้า
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร TI-VCT ให้กำลัง 85, 105 และ 125 แรงม้า เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ
1.6 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TDCi ให้กำลัง 95 และ 115 แรงม้า รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร
TDCi ที่ถูกจูนใหม่จนมีกำลังเพิ่มขึ้นมาเป็น 150 แรงม้า โดยตัดรุ่น 163 แรงม้าทิ้ง และจะมีเวอร์ชันไฟฟ้า
ขนาดกำลัง 145 แรงม้าอีกด้วย

ford3

สำหรับระบบส่งกำลัง มีให้เลือกใช้ได้หลากหลายมากกว่าเดิม โดยขึ้นอยู่กับขุมพลังที่ใช้ ซึ่งมีทั้งระบบเกียร์ธรรมดา
5 และ 6 จังหวะ ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบปกติ 6 จังหวะ และแบบคลัทช์คู่ PowerShift 6 จังหวะ ส่วนเวอร์ชัน
ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีทางเลือกเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร EcoBoost จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะเพิ่มเข้ามาอีกด้วย

Honda


เรายังจำข่าวช่วง 5 ปีก่อนกันได้เลยว่า Honda ยังลังเลกับการพัฒนา Civic Type-R เป็นอย่างมากเพราะกังวลในเรื่อง
ของค่าไอเสียที่มีผลต่อการวางจำหน่ายพอสมควร สมัยใหม่เทคโนโลยีเครื่องฉีดตรงติดเทอร์โบสำหรับยี่ห้อ Honda
อาจจะดูไกลตัวมาก แต่วันเวลาผ่านไป Honda ก็ต้องปรับตัวทางด้านเทคโนโลยีเหมือนกับค่ายอื่นจนทำให้ความหวังใหม่
ของ Civic Type-R

honda1

ในงาน Geneva Motor Show 2014 นี้ Honda จึงขอส่งสัญญาณเพื่อทวงคืนความขลังของรหัส Type R ด้วยการ
เปิดตัวHonda Civic Type R Concept รถยนต์ต้นแบบที่ใกล้เคียงกับรุ่นขายจริง เพื่อพรีวิวและเป็นสาส์นบอกคนรักการ
ขับขี่ทุกคนว่าHonda พร้อมแล้วที่จะกลับมาสู่สังเวียนรถคอมแพคท์สมรรถนะสูงอีกครั้ง และเพื่อเป็นการประกาศความ
พร้อมว่าจะเปิดตัวรุ่นขายจริงในปีหน้า

honda2

คราวนี้ Honda เลือกตัวถังแฮตช์แบกที่ทำตลาดในยุโรป เป็นตัวถังในการพัฒนาเวอร์ชัน Type R เพียงตัวถังเดียว แต่มี
การปรับปรุงงานออกแบบหลายๆจุด เพื่อรองรับกับสมรรถนะที่สูงขึ้น และเพื่อเพิ่มความปราดเปรียว ดุดัน ไม่ว่าจะเป็นชุด
บอดี้คิทเน้นการรีดกระแสลมรอบคัน การเปลี่ยนชุดกันชนหน้า เน้นความดุดันด้วยการตกแต่งในโทนสีดำเงา Glossy
Black และลิ้นกันชนหน้าที่ออกแบบพิเศษเพื่อรุ่น Type R ส่วนด้านข้างมาพร้อมกับสเกิร์ตด้านข้างใหม่ ด้านท้ายโดดเด่น
ด้วยชายล่างกันชนที่ออกแบบเพื่อรีดลมส่งท้ายได้ดีเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งโคมไฟหน้าแบบ LED เจาะช่องระบายความร้อนบนฝา
กระโปรง ขยายซุ้มล้อพร้อมช่องระบายความร้อน เพื่อรองรับกับสมรรถนะที่แรงขึ้น รวมถึงความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
ด้วยการออกแบบชุดสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มแรงกดขณะขับขี่ โดยแฝงชุดไฟท้ายแนวโฉบเฉี่ยวเข้าไปอย่างลงตัว

honda3

หัวใจของความแรง ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับเทอร์โบ จนสามารถรีดกำลังสูงสุด
ออกมาได้มากถึง 280 แรงม้า พอฟัดพอเหวี่ยงกับคู่แข่งทั้งในยุโรปและจากประเทศญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ Honda ยังได้สื่อความมั่นใจออกมา ผ่านประสบการณ์การกลับเข้าร่วมแข่งขันรายการ World Touring Car
Championshipเมื่อปีก่อน ซึ่ง Honda กล่าวว่า ประสบการณ์และความรู้ทั้งหมดที่ได้จากการแข่งขัน จะมีส่วนช่วยให้การ
พัฒนา Honda Civic Type R ใหม่เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบเฉกเช่นรถแข่งในสนามอย่างแน่นอน

Hyundai


Hyundai ก็ส่งรถต้นแบบอินทราประตูน้ำ เอ้ย ไม่ใช่ละ รถต้นแบบคันนี้มันชื่อ Intrado Concept ต้นแบบครอสโอเวอร์
Fuel-Cell ที่เน้นวิวัฒนาการด้านวัสดุโครงสร้างตัวถังอย่างแท้จริง

Hyundai Intrado Concept นอกจากนี้จะมีจุดเด่นด้านงานออกแบบแล้ว มันยังใช้วัสดุตัวถังที่น้ำหนักเบามากและ
ติดตั้งขุมพลัง Fuel Cell เจเนเรชั่นที่ 2 (ทั้ง ๆ ที่เจนแรกยังไม่ทันวางจำหน่ายเลย รีบซะแล้ว ฮันเด) และยังนำเสนอปรัชญา
การออกแบบใหม่ที่เน้นความเรียบง่ายแต่มีฟังก์ชันเยอะ

hyundai

Peter Schreyer ประธานฝ่ายงานออกแบบได้เปิดเผยว่า รถคันนี้จะถูกออกแบบจากภายในสู่ภายนอก เน้นผู้ขับขี่เป็น
ศูนย์กลาง ถูกออกแบบให้ตรงกับสรีระศาสตร์และยังมีฟีเจอร์ใช้สอยที่น่าประทับใจ ก็เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถในระยะทาง
สั้น ๆ หรือจะเดินทางไกล

hyundai3

มองจากภายนอกแค่นี้ก็ยังไม่ถือว่าสุดยอด เราจำเป็นต้องล้วงควักภายในออกมาพิสูจน์ เพราะแค่คำพูดมันไม่พอ งานนี้
Hyundai ได้ใช้โครงสร้างตัวถังระดับสุดยอดที่ทำจากวัสดุ คาร์บอนไฟเบอรภายใต้กรอบโครงโลหะ ผลลัพธ์จึงทำให้มี
น้ำหนักตัวถังเบากว่ารถยุคปัจจุบัน 70% และทนต่อการบิดตัวถึง 2 เท่า

ขุมพลัง Fuel Cell เจเนเรชั่นที่ 2 อันประกอบไปด้วยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าและ Fuel Cell Stack ใต้ฝากระโปรงหน้า ส่วนชุด
แบตเตอรี่ 36kWh จะซ่อนอยู่ใต้เบาะผู้ขับขี่ และถังกักเก็บไฮโดรเจนจะติดตั้งไว้ใต้พื้นตัวถังและหลังเบาะหลัง

hyundai4

Thomas Burkle : Design Chief ประจำ Hyundai ยุโรปกล่าวว่ารถคันนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดึงดูดคนรุ่นหนุ่มสาวที่มี
บุคลิกกระตือรือร้น, ชอบธรรมชาติและค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ซึ่งรถต้นแบบที่พวกเขาตอบโจทย์แนวคิดด้านความสวยงามอัน
บริสุทธิ์ที่เกิดจากฟังก์ชันการใช้งาน มากกว่าที่เป็นรถสวยงามเพราะปรุงแต่ง หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือพวก
รถจักรยานเสือภูเขา, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ระดับบนหรืออุปกรณ์ที่ใช้มือถือ โดยแนวคิดนี้จะนำไปประยุกต์กับรถพรีเมี่ยม
เจเนเรชั่นต่อไป

Jaguar


jaguar1

ในช่วงนี้ Jaguar ดูครึกครื้นมาก นอกจากจะเผยทีเซอร์ XE รถคู่แข่ง BMW 3-Series ในงาน Geneva Motorshow
2014 นี้ (แต่ยังไม่เผยรถคันจริง) Jaguar ยังเปิดตัวรถแวกอนสุดแรงเกิด XFR-S Sportback เอาใจพ่อบ้านขาซิ่งที่
ต้องการขนสัมภาระ ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 542 แรงม้า ทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ภายใน 4.6 วินาที

Maserati

งานนี้ Maserati ลงทุนอวดโฉม Alfieri Concept (ชื่อแอบอ่านยาก) รถต้นแบบ 2+2 ที่นั่งที่พูดกันตามตรงเลยคือ 2 ที่นั่ง
หน้าให้คู่สามีภรรยานั่งเท่านั้น ส่วน 2 ที่นั่งหลังแบบ Dog Seat หรือพวกก้างขวางคอความรักของคนคู่หน้านั่นเอง ส่วนชื่อ
ที่เกือบจะเรียกยากนั้นพวกเขาเอามาจากชื่อ Officine Alfieri Maserati หรือชื่อบิดาผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Maserati
นั่นเอง ถ้าถึงขนาดลงทุนปลุกวิญญาณจากชื่อเจ้าของได้ขนาดนี้ นั่นก็หมายความว่ารถต้นแบบคันนี้จะต้องมีความหมาย
มากต่ออนาคตของ Maserati ไม่น้อยเลย

maserati1

ถึงแม้ Maserati กำลังรุ่ง (แต่ไม่ริ่ง) กับรถรุ่นใหม่อย่าง Quattroporte และ Ghibli ที่ช่วยทำให้ยอดขายรวมประจำปี
2013 พุ่งสูงขึ้นจาก 6,200 คันกลายเป็น 15,400 คัน !!! แต่ใช่ว่า Maserati จะนิ่งนอนใจนอนกระดิกปลายเท้าดู
ความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืนแน่นอน

maserati2

Maserati Alfieri Concept ถือเป็นการกำเนิดแนวทางการออกแบบยุคต่อไปของ Maserati ในกลุ่มรถคูเป้ที่เน้นความมี
เอกลักษณ์ในด้านประวัติศาสตร์การขับขี่และความงามในแบบรถ GT แน่นอนว่ารถคันนี้มันจะสะท้อนสไตล์บุคลิกรถใน
แบบเดียวกับ 1957 3500 GT, the 1959 5000 GT และ 1969 Indy และน่าดีใจว่า Maserati ตั้งใจที่จะนำรถต้นแบบ
คันนี้ออกสู่สายการผลิตจริงแน่นอนโดยอ้างอิงจากงานออกแบบที่เห็นอยู่ในขณะนี้

maserati3

รถต้นแบบคันนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกับ Maserati GranTurismo MC Stradale แต่สั้นกว่ามากถึง 24
เซนติเมตร โดยยังคงจุดเด่นงานออกแบบที่เน้นด้านหน้าที่ยาวเฟื้อยพอสมควร ส่วนภายในห้องโดยสารก็น่าทึ่งมากที่สุดจะ
ใช้หลักการ Minimalist หรือละทิ้งซึ่งความยุ่งเหยิงของปุ่มกด

ไหน ๆ เกิดมาเป็นรถสปอร์ตแล้วก็ต้องติดตั้งเครื่องยนต์ V8 4.7 ลิตร 460 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 520
นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาทีจับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะพร้อมลิมิเต็ดสลิป

Mazda


และแล้วมาถึงรถยนต์ที่ทุกคนรอคอยนั่นก็คือรถต้นแบบ Mazda Hazumi Concept ที่เห็นแล้วบอกเลยว่ามันเป็นโปรโต
ไทป์ของ Mazda 2 รุ่นต่อไปที่จะเปิดตัวในไทยและตลาดโลกช่วงปลายปีนี้ซึ่ง ชื่อ Hazumi มีความหมายในภาษาอังกฤษ
แปลว่า “กระโดดหรือกระโจนขึ้น” ถ้าฟังเผิน ๆ บางคนก็ตีความหมายว่าเป็นรถวัยรุ่นก็ต้องรู้จักโดดเรียนหรือกระโดดเพื่อ
แสดงออกถึงวัยมันส์ ก็ถือว่าเกือบจะถูก เพราะ Mazda เขาได้ให้คำนิยามเอาไว้ว่า Hazumi มันคือการสะท้อนถึง
ภาพลักษณ์ของสัตว์เปลี่ยวที่กำลังกระโดดซึ่งก็เหมาะสมกับรถคันเล็กที่มีดีไซน์เปี่ยมไปด้วยพลังและอัดแน่นไปด้วยงาน
วิศวกรรมเพื่อการขับขี่ตามแบบฉบับของ Mazda

mazda1

สัดส่วนตัวถังของ Mazda Hazumi Concept จะยังคงเป็นรถแฮทช์แบค B-Segment ทรงเพรียวสปอร์ต แต่ถูกปรับ
สัดส่วนทั้งหมดให้เข้ากับความแนวออกแบบ Kudo Design เหมือนกับรุ่นพี่ และเมื่อมองบุคลิกโดยรวมของคันจริงก็พบว่า
มันเหมือนถูกออกแบบให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงตามข่าวที่เคยออกมาก่อนหน้านั้นพอสมควร


mazda2

mazda3

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็คือการออกแบบแนวเส้นกระจกที่มาแนวเส้นตรง แทนที่จะเป็นเส้นเฉียงตวัดขึ้นไปด้านท้าย
จนทำให้คิดว่ามันน่าจะดัดแปลงเป็นรถซีดานได้ไม่ยากเลย แต่ก็มีข้อน่าสงสัยว่ามันมีความยาวฐานล้อที่ใกล้เคียงกับรุ่น
เดิมพอสมควร

ไฮไลต์สำคัญของรถคันนี้คือการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร SkyActiv ใหม่ล่าสุด

McLaren


McLaren 650S ได้เปิดตัวสองตัวถังพร้อมกัน ได้แก่ ตัวถังคูเป้และตังถังฮาร์ดทอปที่สามารถพับเก็บหลังคาได้ โดยชู
บุคลิคเป็นรถสปอร์ตที่เน้นการขับขี่อย่างถึงที่สุด ดังนั้นลูกค้าจะสามารถขับขี่ได้อย่างสนุกสนานทั้งบนท้องถนนจริงและบน
สนามแข่ง โดยชื่อ 650S จะนำมาจากตัวเลขแรงม้าที่แรงจัดถึง 641 แรงม้า แต่ MaLaren ปัดเศษให้สวย ๆ เป็น 650
และตัว S ย่อมาจากคำว่า Sport อืม คิดง่าย เล่นง่ายขนาดนี้กันเลยทีเดียว

mclaren1

ดีไซน์ McLaren 650S จะได้แรงบันดาลใจมาจาก P1 อันเป็น Design Language ล่าสุดจาก McLaren โดยมีจุดเด่นที่
ออกแบบตัว Splitter ให้ฝังลงในกันชนหน้าจึงทำให้ช่วยเพิ่มแรงกดตัวถัง, ให้ความรู้สึกในการบังคับยอดเยี่ยมและสร้าง
ความมั่นใจในการขับขี่ บานประตูใหม่ถูกออกแบบพิเศษเพื่อให้ลมไหลเวียนเข้าไประบายความร้อนในห้องเครื่องที่อยู่วาง
กลางลำ

mclaren2

เมื่อมาถึงหัวข้อการปรับปรุงตัวรถตามหลักอากาศพลศาสตร์ ก็น่าจะทำให้ McLaren 12C อาจจะน้อยใจเข้าไปใหญ่
เพราะ 650S ได้มีการปรับปรุงตัวรถตามหลักอากาศพลศาสตร์ขนานหนักทำให้ลมหมุนเวียนลื่นไหลมากขึ้น ยิ่งเมื่อวิ่งด้วย
ความเร็ว 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็จะมีแรงกดเพิ่มขึ้นถึง 24% เลยทีเดียว

McLaren ใส่ใจการขับขี่แม้กระทั่งล้ออัลลอยที่ออกแบบและพัฒนาพิเศษโดยจับคู่กับยางขั้นเทพ Pirelli P Zero Corsa
ทำให้การขับขี่ดีในทุกสภาพถนนแม้กระทั่งสนามแข่ง

mclaren3

McLaren 650S ได้รับเทคโนโลยีอันสูงส่งจากรุ่นพี่รุ่นน้องทั้ง 12C และ P1 นำมาติดตั้งเพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ได้แก่
เทคโนโลยี Airbrake ที่ช่วยปรับแรงกดด้านหลังเพื่อช่วยให้ทรงตัวอย่างยอดเยี่ยม โดยระบบจะทำงานเมื่อตัวรถเริ่มรู้สึกว่า
ต้องเพิ่มแรงกดตัวถังมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มแรงเบรกเสริมกับระบบเบรกปกติ

ระบบช่วงล่างแบบ ProActive Chassis Control ที่สามารถเลือกการขับขี่ได้ทั้งแบบ Normal / Sport / Track ที่ช่วย
เติมเต็มการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ

Mercedes-Benz


Mercedes-Benz S-Class Coupe เป็นรถทรงคูเป้ที่ผสานความใหญ่โต, สปอร์ตที่ดูหรูหราทันสมัยและเทคโนโลยีระดับ
สุดยอดที่มาพร้อมกับระบบช่วงล่างแบบ Magic Body Control ที่มีระบบควบคุมการเข้าโค้ง และที่สำคัญไฟหน้ายัง
ประดับด้วยคริสตัล Swarovski อร้าอร่ามมากถึง 47 เม็ด (ถ้าไม่โดนไฟหน้าเพื่อเอาเพชรเม็ดงามไปเสียก่อน)

mb1

การออกแบบของ S-Class Coupe จะสะท้อนถึงความทันสมัยถึงความหรูหราที่มาพร้อมกับปรัชญใหม่ของ Mercedes-
Benz ด้วยเส้นคอนทัวร์ชัดเจนและมีพื้นผิวที่ดูลื่นไหลสะท้อนถึงความไฮเทคและความตระการตาด้วยแนวคิด sensual
purity ที่สะท้อนคุณค่าของการออกแบบ, อารมณ์และความก้าวล้ำซึ่งสิ่งเหล่านี้ปรากฏในรถยนต์ Mercedes-Benz ใน
แต่ละรุ่น

S-Class Coupe มันก็เหมือนกับรถ Mercedes-Benz ทุกรุ่นที่จะต้องมีเส้นสาย (Dropping Line) ที่ดูน่าจดจำ, มี
สัดส่วนแห่งรถขับเคลื่อนล้อหลังอย่างเต็มเปี่ยม, แนวกระจกที่เตี้ยแต่มีเส้นบ่าข้างสูง, ขับความโดดเด่นด้วยซุ้มโป่งล้อ
ขนาดใหญ่ที่รองรับล้อขนาด 18-20 นิ้ว

ผลงานชิ้นเอกของ S-Class Coupe ใหม่คือกระจังหน้าที่ดูมีมิติด้วยเพชร 3 มิติที่สะท้อนมุมมองแปลก ๆ และไฟหน้า Full
LED ที่ พร้อมกับประดับคริสตัล Swarovski รวมทั้งสิ้น 47 เม็ด

mb2

การออกแบบบั้นท้ายก็เป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของ Mercedes-Benz ด้วยการพยายามทำให้มุมมองด้านท้าย
ดูแบนและกว้างเท่าที่จะทำได้

ภายในห้องโดยสาร S-Class Coupe ได้ให้คำนิยามของดีไซน์ว่าเป็น Modern Luxury ที่ให้รู้สึกดึงดูด, คุณภาพ, ความ
ประณีตและให้ความรู้สึกสัมผัสดี แต่ถ้ามองจากภาพก็รู้เลยว่าได้ยกแผงคอนโซลจากตัวถังซีดานมาใส่ไว้ในคันนี้พร้อมทั้ง
เปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่าง อาทิ สีของภายใน, พวงมาลัยที่สปอร์ตขึ้น เป็นต้น

แม้ S-Class Coupe จะเป็นรถราคาแพงแต่ก็ใช่ว่าจะติดตั้งออพชั่นทุกอย่างในโลกนี้ทั้งหมด ลูกค้าสามารถติดตั้ง
Touchpad ที่ติดตั้งบริเวณที่ท้าวแขนคู่หน้าเป็นอุปกรณ์เสริมได้ไว้สำหรับควบคุมฟีเจอร์การใช้งานที่อยู่ในระดับศีรษะด้วยนิ้วมือหรือวาดลายมือ

S-Class Coupe ยังได้ติดตั้งระบบช่วยการทรงตัวอันเป็นจุดขายล่าสุด MAGIC BODY CONTROL ที่ช่วยควบคุมระบบ
กันสะเทือนเหมือนมีองค์เทพมองทะลุพื้นถนนข้างหน้าได้ที่มีฟังก์ชันปรับองศาเอียงตอนเข้าโค้ง “ครั้งแรกในรถยนต์ที่ผลิต
ออกมาจำหน่ายจริง” ซึ่งทำให้ S-Class Coupe สามารถเอียงเข้าโค้งเรียบเนียนดุจนักเล่นสกีและนักขี่รถจักรยานยนต์

mb3

ระบบ MAGIC BODY CONTROL แบบใหม่จะติดตั้งเฉพาะ S500 พร้อมกันนี้ยังติดตั้งระบบ Active Body Control ที่
ช่วยปรับสตรัทผ่านลูกสูบไฮโดรลิคที่จะช่วยทำให้ล้อแต่ละข้างกดพื้นกับถนน แม้กระทั่งตอนเลี้ยวเข้าโค้งซึ่งจะช่วยทำให้ตัว
รถเอียงได้มากสุด 2.5 องศาแล้วแต่ความโค้งของถนนและความเร็ว นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบตรวจส่องพื้นถนนด้วยกล้อง
แบบ Stereo ที่สามารถตรวจจับถนนโค้งล่วงหน้าได้ 15 เมตรก่อนที่จะกระตุ้นให้ระบบรองรับการเข้าโค้งทำงาน

S-Class Coupe ในขณะนี้มีแค่รุ่น S500 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 4,663 ซีซี Bi-Turbo ให้กำลัง 455 แรงม้า (HP) แรงบิด
สูงสุด 700 นิวตันเมตร

Mini


Mini ก็เหมือนกับค่ายรถทั่วไปที่พยายามฟังเสียงลูกค้าไฮโซและโลโซอยู่บ้าง Mini ก็รู้ดีว่า Clubman เป็นรถที่ไม่เหมาะ
กับประเทศพวงมาลัยขวาเลยแม้แต่น้อยเพราะ Mini ไม่ลงทุนทำบานประตูผู้โดยสารแบบตู้กับข้าวให้เหมือนกันทั้งสองฝั่ง
ทำให้ผู้โดยสารหลังต้องเสี่ยงภัยต่อการโดนรถเฉี่ยวเมื่อคิดจะจอดข้างทาง แทนที่จะลงมาอย่างสง่าเหมือนหงส์อาจกลับ
เป็นกล้วยปิ้งเพราะโดนรถทับแทน

mini1

อีกทั้งรูปลักษณ์ของ Mini Clubman รุ่นเดิมก็ยังคงความอนุรักษ์นิยมจากตำนานเดิมก็ทำให้รูปร่างรูปทรงดูเหลี่ยมถึก
เหมือนรถขนของไปนิด นี่จึงทำให้ Mini ต้องทำให้ Clubman มี “วิวัฒนาการ” เดินหน้ากันต่อไป แทนที่จะหยุดชื่นชมกับ
อดีตเหมือนพวกคนบ้าบางจำพวกชอบยัดเยียดและพยายามจะให้ค่ายรถไม่เดินหน้าในยุคต่อไป (เพราะไม่ยอมรู้สัจธรรม
เลยว่า โลกใบนี้ยังไง ๆ ก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป)

mini2

Mini Clubman Concept มาคราวนี้ขอพลิกโฉมแบบ Sport Wagon ที่มีความ Stylish สูงมาก แน่นอนว่ามันใช้
โครงสร้างตัวถังร่วมกับ Mini ใหม่ล่าสุด แต่การออกแบบครึ่งคันหลังนี่คือพลิกชีวิตใหม่ให้ Clubman กันเลยเพราะมันเน้น
ความปราดเปรียวและดูเป็นรถยนต์ทรงแวกอนสปอร์ตมากกว่าเดิม ใครที่ชอบพูดมากว่า Mini ไม่กล้าเปลี่ยน นี่กรุณาถอน
คำพูดโดยพลัน

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้แฟน Mini หันมามองแน่นอนคือการเพิ่มบานประตูคู่หลังแบบปกติและออกแบบ
บั้นท้ายที่ดูแปลกตาแต่ดูซ่อนรูปจนไม่คิดว่ามันเป็นฝากระโปรงท้ายแบบตู้กับข้าว!!!

mini3

ความยาวตัวถังท้าชนกับ B-Segment Wagon ทั่วไปที่ 4,223 มิลลิเมตร กว้าง 1,844 มิลลิเมตร สูง 1,450 มิลลิเมตร

เทคโนโลยีใหม่ที่นำมาติดตั้งให้กับ Mini Clubman คือ ม่านอากาศบริเวณซุ้มกันโคลนล้อหน้า เพื่อให้ประสิทธิผลตาม
หลักอากาศพลศาสตร์

ภายในห้องโดยสารก็ยกมาจาก Mini รุ่นใหม่แต่ออกแบบแผงส่วนล่าง, แผงข้างประตูใหม่และสาดสีสันที่ดูจี๊ดจ๊าดซึ่งเมื่อ
ผลิตจริงก็ไม่แน่ใจว่าจะแตกต่างจากนี้แค่ไหนกัน

Nissan


ในบ้านเราเพิ่งเปิดตัว Nissan Juke Joiny Edition ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2014 แต่ในวันเดียวกันนั้นในงาน Geneva
Motorshow 2014 ก็ดันเปิดตัว Juke Minorchange ซะงั้น ก็เลยทำให้คนไทยบางส่วนแอบลังเลว่าจะรอตัว MC ที่คาด
ว่าน่าจะเปิดตัวในอินโดนีเซีย/ไทย ในปี 2015 ดีหรือไม่ เราก็ต้องบอกว่า Juke MC มีการปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น
กว่าเดิมพอสมควร

nissan1

nissan2

Nissan Juke Minorchange จะมีการเปลี่ยนไฟหรี่หน้าทรงบูมเมอร์แรงเหมือน 370Z พร้อมไฟ DRL, กระจังหน้า V-
Shape, ไฟเลี้ยว LED บนกระจกมองข้างทรงใหม่, ช่องดักลมหน้าใหม่ นอกจากนี้ยังให้หลังคาพาโนรามิคเปิดปิดได้เฉพาะ
ฝั่งตอนหน้าแต่ที่น่าแปลกมากคือในรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ Nissan ก็พยายามที่จะขยายพื้นที่วางสัมภาระท้ายให้ให้มากกว่า
เดิมถึง 40% จน Nissan กล้าชูว่ามีเนื้อที่ด้านท้าย 354 ลิตรใหญ่เป็นลำดับต้น ๆ ของตลาด

nissan3

ส่วนเครื่องยนต์ก็เชื่อว่าคนไทยคงต้องอิจฉาเพราะ Juke MC ได้วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.2 ลิตร DIG-T ให้กำลัง
115 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร ปล่อยไอเสียเพียงแค่ 126 กรัมต่อกิโลเมตรและยังประหยัดน้ำมันมากถึง
18.18 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนเครื่อง 1.6 DIG-T จะปรับให้เน้นแรงรอบต่ำกว่า 2,000 รอบต่อนาที

Peugeot


Peugeot 108 รถ A-Segment รุ่นใหม่ล่าสุดที่จะมาแทนที่รุ่น 107 ที่ทำตลาดมานานถึง 9 ปีแล้ว
หน้าที่ที่สำคัญของ 108 ใหม่ก็จะเป็นรถที่ยกระดับ A-Segment ดั้งเดิมให้รู้สึกสูงค่า, สง่างาม, ประณีตและสะท้อนบุคลิก
เจ้าของได้อย่างดี

peugeot1

ขนาดตัวถังของ Peugeot 108 ใหม่ก็ยังเล็กเวอร์เท่ารูหนูที่ความยาว 3.47 เมตร กว้าง 1.62 เมตร ถูกออกแบบให้เป็นรถ
นาครที่โดดเด่นในเมือง ด้วยด้านหน้าที่ย่อส่วนมาจาก Peugeot 308 รุ่นใหม่ และเพิ่มความหรูล้ำด้วยไฟ DRL แบบ LED
ในบริเวณโคมไฟหน้า

แม้สัดส่วนของตัวรถเน้นระยะโอเวอร์แฮงค์รอบคันที่สั้นกุด แต่ก็สามารถเข้าห้องโดยสารอย่างสะดวกสบายได้ ด้วยบาน
ประตูขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้ชนชิดกับขอบซุ้มล้อมากที่สุด เมื่อดูจากด้านท้ายก็ไปสะดุดสายตากับไฟท้ายใหม่ที่มี
ขนาดเขื่องและมีมุมมองแบบ 3 มิติ

peugeot2

ภายในห้องโดยสารถือเป็นจุดขายสำคัญของ Peugeot 108 เพราะมันถูกออกแบบให้มีความสะดวกสบายดุจรถพรีเมี่ยม
และเน้นทุกสิ่งทุกอย่างให้สามารถอ่านได้อย่างสะดวก และพิเศษสุด Peugeot 108 มีทางเลือกความปลอดโปร่งด้วยรุ่น
108 Top หลังคาผ้าใบถลกเปิด-ปิดได้ที่มีความกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 76 เซนติเมตร

Béatrice Garric : Brand Project Manager กล่าวว่า พวกเขาอยากทำ Peugeot 108 ให้เป็นรถที่คนขับมีความสุข
ด้วยคุณภาพหลายประการ Peugeot 108 จะทำให้คุณยิ้มได้ทุกวันด้วยบุคลิกที่สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่จริง ๆ เพราะมันมี
สีตัวถังให้เลือกมากถึง 8 สี สำหรับรุ่น 3 ประตูก็จะมีการพ่นสีทูโทนสองเวอร์ชันให้เลือก คือ สี Purple Berry และ Zircon
Grey หรือสี Diamond White และ Aïkinite สำหรับรุ่น 108 Top จะมีสีหลังคาผ้าใบให้เลือก 3 สีแสบคือ Black, Grey
และ Purple Berry

นอกจากนี้ยังมีชุดธีมตามบุคลิกภาพอีก 7 ธีม, มีบรรยากาศภายใน 3 แบบและมีทางเลือกการตกแต่งภายในอีก 6 แบบ

peugeot3

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ไม่ค่อยจะพบเจอในรถ A-Segment นั่นก็คือหน้าจอ Touch Screen ขนาด 7 นิ้วอันเป็นอุปกรณ์
มาตรฐานสำหรับรุ่นย่อย Active โดยหน้าจอนี้จะสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียง, มีเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ
MirrorLink กับสมาร์ทโฟน

ขุมพลังของ Peugeot 108 จะติดตั้งเครื่องยนต์ 3 สูบบล็อกใหม่ล่าสุด ได้แก่ 1.0 ลิตร e-VTi 68 แรงม้า(BHP) เกียร์
ธรรมดา 5 จังหวะ ปล่อยค่าไอเสีย CO2 แค่ 88 กรัมต่อกิโลเมตรพร้อม Stop&Start, 1.0 ลิตร VTi 68 แรงม้า (BHP)
เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ปล่อยค่าไอเสีย CO2 แค่ 95 กรัมต่อกิโลเมตร, 1.0 ลิตร VTi 68 แรงม้า (BHP) เกียร์
อิเล็กทรอนิคส์ 5 จังหวะ ปล่อยค่าไอเสีย CO2 แค่ 97 กรัมต่อกิโลเมตร และ1.2 ลิตร PureTech VTi 82 แรงม้า (BHP)
เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ปล่อยค่าไอเสีย CO2 แค่ 99 กรัมต่อกิโลเมตร


Rolls-Royce


Rolls-Royce ค่ายรถยนต์แห่งความหรูหรา เปิดตัว Rolls-Royce Ghost Series II หรือรุ่นปรับโฉมของ Ghost ออกมา
แล้วเพื่อเผยโฉมสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในงานแสดงรถยนต์ Geneva Motor Show 2014 ถือว่าเป็นการปรับโฉม
ใหม่เพื่อสานต่อความสำเร็จในฐานะยนตรกรรมในย่านราคา 200,000 ยูโร (หรือประมาณ 8 ล้านบาทไทย) ที่ขายดีที่สุด
และกลายเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของ Rolls-Royce

rr1

รุ่นปรับโฉมนี้ เป็นวิวัฒนาการทางออกแบบเพื่อให้ Rolls-Royce Ghost คงความเป็นที่สุดของความสมบูรณ์แบบ โดย
ยังคงรักษาความเรียบง่ายเอาไว้ รูปลักษณ์ด้านหน้ามาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด กับโคมไฟหน้า LED ที่ผสานไฟกลางวัน
Daytime Running Lightเข้ากับไฟต่ำได้อย่างลงตัว

rr2

ฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบใหม่ เน้นเส้นสายเรียวยาวกลางฝากระโปรง นำสายตาไปสู่สัญลักษณ์
Spirit of Ecstasy จนทำให้นึกถึงสายควันจากเครื่องบินเจ็ท หรือร่องรอยบนผิวน้ำของเรือยอชต์หรูที่แล่นผ่านด้วย
ความเร็วกันชนหน้า ถูกออกแบบใหม่เช่นกัน โดยเน้นเส้นสายที่ทำให้เกิดความรู้สึกกว้าง ภูมิฐาน พร้อมเสริมเส้นโครเมี่ยม
ไปบนกระจังหน้าและช่องดักอากาศด้านล่าง โดยไร้การเปลี่ยนแปลงในงานออกแบบด้านข้างและด้านท้ายของตัวรถ

ภายในห้องโดยสาร ถูกปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบขึ้นไปอีก ด้วยการผสานความร่วมสมัย ความหรูหรา และเทคโนโลยีล้ำยุค
เข้าด้วยกันโดยยังคงความโดดเด่นในการประกอบ วัสดุที่เลือกใช้ จนทำให้การโดยสารใน Rolls-Royce Ghost Series II
เป็นไปอย่างสุนทรีย์ สงบ เรียบง่าย และมีความสะดวกสบายมากที่สุด

rr3

เครื่องยนต์ที่ใช้ ยังคงใช้ขุมพลังเบนซิน V12 ของ BMW เช่นเคย ด้วยความจุ 6.6 ลิตร พร้อมระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงตรง
มีกำลังสูงสุด 563 แรงม้าที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 780 นิวตัน-เมตรที่รอบต่ำเพียง 1,500 รอบ/นาที เท่านั้น
เชื่อมต่อกำลังผ่านระบบเกียรอัตโนมัติ 8 จังหวะ

Skoda


แท้จริงแล้ว Skoda VisionC Concept จะเรียกว่ารถยนต์คันนี้เป็นเวอร์ชันคูเป้ 4 ประตูของ Skoda Octavia ก็ไม่ผิด โดย
จะถูกทำตลาดในตำแหน่งที่สูงกว่า Skoda Octavia แต่ต่ำกว่า Skoda Superb อีกทั้งจะเป็นรถยนต์ที่ประกาศ
เอกลักษณ์งานออกแบบของ Skoda ยุคใหม่ ที่จะมาพร้อมความปราดเปรียว เฉียบคมมากขึ้น แม้ว่าในบางมุมอาจจะมี
กลิ่นของงานออกแบบค่าย BMW อยู่บ้างโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงตัว U ที่เน้นเหลี่ยมมุม เล่นความโฉบเฉี่ยวด้วยโคม
ไฟหน้าทรง 3 เหลี่ยม เข้าคู่กับไฟตัดหมอกหน้าด้านล่าง

skoda1

รูปทรงของรถยนต์คูเป้ 4 ประตูในสไตล์ Skoda นี้ มาพร้อมกับแนวเส้นหลังคาที่ลาดเทเฉกเช่นรถยนต์คูเป้ 4 ประตูทั่วไป
แต่จะถูกออกแบบให้ยังคงมีความสบายในการโดยสารอยู่ และยังใช้เส้นสายที่สะอาด เรียบง่าย เข้าถึงคนทุกกลุ่ม
เพื่อคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Skoda ไว้เช่นเดิม

skoda2

ภายในห้องโดยสาร เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงบรรยากาศภายในห้องโดยสารของ Skoda ยุคใหม่ โดยผู้ขับขี่
จะได้ใช้หน้าจอมาตรวัดดิจิตอลแบบ 3 มิติ และจะมีหน้าจอสัมผัสบริเวณกลางแผงคอนโซล สำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์
และความบันเทิงต่างๆ ในขณะที่แผงควบคุมระบบปรับอากาศจะถูกติดตั้งลงมาด้านล่าง เพราะเป็นส่วนที่ใช้งานน้อยครั้ง
กว่าหน้าจอสัมผัส ซึ่งกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญภายในห้องโดยสารของยุคปัจจุบันไปแล้ว

skoda3

ด้านงานวิศวกรรม แน่นอนว่ารถยนต์คันนี้จะใช้แพลตฟอร์ม MQB ในการพัฒนาเช่นเดียวกับ Skoda Octavia แน่นอน
และถึงแม้จะเป็นรถยนต์ต้นแบบ แต่ขุมพลังกลับไม่ห่างไกลความเป็นจริงอย่างที่คิด แถมยังมีแรงม้าไม่หวือหวาตามวิสัย
รถยนต์คูเป้เพราะเป็นการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง พร้อมเทอร์โบ TSI ขนาด 1.4 ลิตร ให้กำลัง 110 แรงม้า เน้น
ความประหยัดด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ต่ำเพียง 29.4 กม./ลิตร

Toyota


ถ้าใครที่ยังอคติว่า Toyota ยังออกแบบอนุรักษ์นิยมอยู่แล้วล่ะก็เห็นทีต้องมาเจอกับ Aygo รุ่นใหม่ที่ฉีกภาพใหม่ของรถ A-
Segment ที่ไม่จำเป็นจะต้องออกแบบให้ดูกระป๋องอีกต่อไป มันเป็นการออกแบบที่มีความกล้าหาญชาญชัยมากยิ่งขึ้น
คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นด้วยตาเปล่าในขณะนี้มันก็แทบจะถอดแบบรถต้นแบบ Design Concept ที่เคยอวดโฉมก่อนหน้า
นั้นกันพอสมควร แต่ไม่แน่ใจว่าดีไซน์ที่ Bold แบบนี้จะหลุดออกมานอกตลาดยุโรปมากน้อยแค่ไหน

toyota1

toyota2

ภายในห้องโดยสารนั้นก็ใช้ร่วมกับ Peugeot 108 และ Citroen C1 โฉมใหม่ที่ไฮเทคด้วยการใช้หน้าจอสัมผัสควบคุม
อุปกรณ์ภายในรถแทบทั้งหมด ยกเว้นแอร์ ดีไซน์ก็ถือว่าจี๊ดโดนใจวัยรุ่นเป็นอย่างมาก เห็นภายนอกดูไม่ต่างจากเดิมมาก
แต่รู้หรือไม่ว่า Aygo ใหม่ได้เพิ่มความยาวเนื้อที่ห้องสัมภาระอีก 9 มิลลิเมตรจึงทำให้มีเนื้อที่วางของเพิ่มอีก 29 ลิตร

toyota3

เครื่องยนต์ Aygo ใหม่ก็ใช้บริการเครื่องเบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร ปรับปรุงใหม่ให้มีกำลังอัด 11.5:1 และมีการปรับปรุงห้อง
เผาไหม้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้กำลัง 68 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 95 นิวตันเมตรที่ 4,300
รอบต่อนาที และสามารถให้แรงบิดที่ 85 นิวตันเมตรที่ต่ำแค่ 2,000 รอบต่อนาทีเท่านั้น

นอกจากปรับปรุงตัวเครื่องแล้วก็มีการปรับปรุงค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียงแค่ 0.29 จนทำให้ประหยัดน้ำมันจาก
68.8 MPG เหลือเพียงแค่ 64.4 MPG ปล่อยค่าไอเสีย CO2 เพียงแค่ 95 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

Volkswagen


Volkswagen T-Roc Concept มาพร้อมกับความยาว 4,179 มิลลิเมตร กว้าง 1,831 มิลลเมตร สูง 1,501 มิลลิเมตร
ถูกสร้างบนชุดโครงสร้างพื้นตัวถังและงานวิศวกรรมร่วม MQB มีน้ำหนักตัวถัง 1,420 กิโลกรัม มีความยาวฐานล้อ 2,595
มิลลิเมตร

vw1

vw2

ส่วนงานออกแบบถูกลิขิตโดย Walter de Silva และ Klaus Bischoff ที่กำเนิดขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความเป็นเอสยูวีที่มีหัว
ก้าวล้ำ เริ่มจากด้านหน้าที่ถูกออกแบบให้มาแนว 3 มิติ ที่ออกแบบลายกระจังหน้าแบบรังผึ้งพร้อมไฟ LED ที่แฝงตัวมาใน
รูปแบบรังผึ้งดูเนียนตาไปหมด ส่วนไฟหน้าทรงกลมก็จะช่วยทำให้ตัวรถดูแปลกตาขึ้น ส่วนฟีเจอร์พิเศษที่หาได้ยากจากรถ
สมัยนี้ก็คือหลังคาสามารถพอดออกได้

vw3

ส่วนเครื่องยนต์กลไกจะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร TDI 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์ DSG 7
จังหวะและระบบขับเคลื่อน 4Motion ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.9 วินาที จิบน้ำมันเพียงแค่ 4.9
ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

vw4

Volkswagen Scirocco สปอร์ตคูเป้ที่สร้างชื่อให้แก่ค่าย Volkswagen ก็ได้เวลาปรับปรุงโฉมต้อนรับปี 2014 ด้วย
รูปลักษณ์ที่สดใหม่ขึ้นหลังจากที่ทำตลาดมานานแล้ว 6 ปี ถึงจะดูนานแต่ตัวรถก็ยังสวยสดเหมือนฉีดฟอร์มาลีน แต่ครั้นจะ
ไปคาดวังให้มันเปลี่ยนแปลงระดับพลิกโฉมหน้าไปเลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน อย่างน้อย ๆ มันก็มีความเปลี่ยนแปลงที่
พอสังเกตกันได้บ้าง


Volkswagen Scirocco รุ่นปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงกระจังหน้า, โคมไฟหน้า bi-xenon และที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนมาก
ที่สุดก็คือชุดกันชนหน้าที่เล่นลวดลายช่องดักลมทันสมัย ใครที่คิดว่าปรับด้านหน้าแล้วเล่นง่ายไม่ยอมปรับบั้นท้ายแล้วล่ะก็
เห็นทีจะคิดเพราะ Volkswagen ได้ลงทุนขึ้นรูปฝากระโปรงท้ายใหม่ให้มีขอบสันตูดเป็ดพร้อมกับเปลี่ยนกันชนท้ายใหม่
และเปลี่ยนรายละเอียดโคมไฟท้าย LED ก็ทำให้บั้นท้าย Scirocco ใหม่ดูเฉียบคมกว่าเดิมเอามาก ๆ

สำหรับ Volkswagen Scirocco R จะมีความแตกต่างจากรุ่นปกติธรรมดาเหมือนกับรุ่นที่ผ่านมา และมีการเปลี่ยนแปลง
รายละเอียดโคมไฟหน้า, กระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่

vw5

ภายในห้องโดยสารก็มีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับรถยนต์ Volkswagen ยุคปัจจุบันด้วยการกลับมาเปลี่ยนช่องแอร์ทรง
เรียบง่ายอีกครั้ง, เปลี่ยนสวิตช์แอร์อัตโนมัติ, เปลี่ยนพวงมาลัยทรงสปอร์ตทันสมัยขึ้น พิเศษสุดได้ติดตั้งมาตรวัดความดัน
น้ำมัน, นาฬิกาสไตล์ chronometer และมาตรวัดความดันเทอร์โบ นอกจากนี้ยังติดฟีเจอร์สำคัญหลายอย่าง อาทิ ระบบ
เครื่องเสียง Dynaudio Excite, ระบบช่วยจอดและฝาปิดช่องเก็บของบริเวณเบรกมือ

Volkswagen Scirocco มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 บล็อก ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 1.4 ลิตร TSI ที่ถูกปรับปรุงให้แรง
กว่าเดิม 4 แรงม้า เป็น 125 แรงม้า (HP) และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร TSI รุ่นปรับปรุงใหม่ที่มีกำลังให้เลือก 3 แบบ ได้แก่
180 แรงม้า (แรงกว่าเดิม 20 แรงม้า), 220 แรงม้า (แรงกว่ารุ่นเดิม 10 แรงม้า) และ 280 แรงม้า (แรงกว่ารุ่นเดิม 15
แรงม้า) และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 150 แรงม้า (แรงกว่ารุ่นเดิม 10 แรงม้า) และ 180 แรงม้า (แรงกว่าเดิม 7 แรงม้า)

ทุกเครื่องยนต์ติดตั้งระบบ Start and Stop และแบตเตอรี่สำหรับเก็บประจุจากพลังงานจลน์ เฉพาะรุ่นเครื่องเบนซิน 2.0
ลิตร 280 แรงม้าจะมีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและเกียร์ DSG ให้เลือก

vw6

Volkswagen Multivan Alltrack Concept เกิดขึ้นจากการเห็นแนวโน้มของตลาดรถตู้ที่เน้นการบรรทุกผู้โดยสาร
จำนวนมากแต่ยังไม่มีการทำให้พร้อมกับการบุกป่าฝ่าดง ทำให้ Volkswagen อยากทำลายข้อจำกัดนี้ ด้วยการยกตัวถัง
ให้สูงขึ้นจนมีระยะห่างจากพื้นถนนมากกว่ารุ่นปกติ พร้อมกับติดตั้งการ์ดกันกระแทกสีเงินด้านบริเวณชายล่างของตัวถัง
รอบคัน ส่วนสีตัวถัง ใช้สีขาวเฉดพิเศษคล้ายประกายไข่มุก Moonstone ช่วยตัดกับสีของการ์ดกันกระแทกและล้ออัล
ลอยขนาด 19 นิ้ว สีเทา-ดำได้เป็นอย่างดี

ขุมพลังที่ใช้ เป็นขุมพลังจาก Multivan รุ่นปกติ ได้แก่เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ TDI ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง
สูงสุด180 แรงม้า แต่ที่พิเศษคือการใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยติดตั้งระบบเฟืองท้าย Haldex ที่ล้อคู่หลัง ทำให้มี
ความสามารถในการลุยออฟโรดบ้างเล็กน้อย

Volvo


Volvo Concept Estate เป็นรถต้นแบบที่สานต่อมาจาก Volvo Concept Coupe ที่เคยอวดโฉมมาแล้วในช่วงปลายปี
ก่อน และ Volvo Concept XC Coupe แต่เมื่อดูรูปแล้วมันเป็นญาติห่าง ๆ ของรถทั้งสองคันมาผสมคัน แต่ถ้าคิดแบบชั่ว
ๆ แล้วมันก็เหมือนกับนำ Volvo Concept XC Coupe มาจับให้เตี้ยลงแล้วดัดแปลงเส้นบางอย่างให้เรียบขึ้น

volvo1

volvo3

Volvo Concept Estate ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบใหม่สไตล์ New Volvo ด้วยไฟ DRL รูปตัว T , ทรงกระจังหน้า
และกันชนหน้าที่ดูเข้าทีและไฟท้ายสไตล์ Volvo

ภายในห้องโดยสารไม่ต้องคิดมาก แค่นำภายในจาก Volvo Concept Coupe และ Volvo Concept XC Coupe มา
สวมใส่

------------------------------------------------------------------------------------------


ตามหลักการจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์บางแขนงมักระบุไว้ว่า หากเรายิ่งตอกย้ำและกดดันอะไรบางอย่างตลอดเวลา มันก็
จะมีโอกาสที่ระเบิดและคลายความกดดันบางอย่างในรูปแบบที่แล้วแต่จะเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง บ้างก็แสดงออกถึงความ
ก้าวร้าว, การเปิดเผยตัวตนที่ไม่เคยเห็น เป็นต้น

หลักการง่าย ๆ แบบนี้มันก็ได้เกิดขึ้นในวงการรถยนต์ตอนต้นปี 2014 กับเขาเสียแล้ว เพราะด้วยความอัดอั้นตันใจของ
ผู้ผลิตและลูกค้าชาวอเมริกันเริ่มที่จะ “เบื่อและเอียน” กับรถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม(ที่รัฐบาลบังคับ), ประหยัดน้ำมันเพื่อ
ถนอมฟอสซิลใต้พื้นโลกให้นานมากที่สุดจนแทบไม่มีความหลากหลายเอาเสียเลยซึ่งสวนทางกับก้นบึ้งจิตใจของชาว
อเมริกันที่ชอบล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติและบ้าความใหญ่โตแบบเวอร์ ๆ เป็นอย่างมาก ดังนั้น หากจะมีการแสดง
ปฏิกิริยาแบบแปลก ๆ เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจบ้างก็อย่าเพิ่งตกใจไปเสีย

detroit logo 2014

Detroit Autoshow 2014 ถือเป็นเวทีที่แสดงออกถึงความกดดันจากอดีตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอย่างเต็มเปี่ยม เพราะ
รถยนต์ที่จัดแสดงในงานนี้ล้วนแต่เป็นรถสปอร์ตในรูปแบบใหม่, รถยนต์ความเร็วสูง หรือรถสไตล์เท่ห์ ๆ ทั้งนั้น ส่วนใครที่
เป็นนักอนุรักษ์แล้วคิดอยากจะมองหารถสีเขียวที่มี Form ตัวถังน่าเบื่อแล้วล่ะก็ ขอบอกไว้เลยว่า งานนี้มันหายากมากจน
กลายเป็นของน่าบูชาไปเสียอย่างนั้น

ก็กลายเป็นว่างาน Detroit Autoshow ปีนี้กลับพลิกรูปโฉมของวงการจัดแสดงรถยนต์ที่ผู้ผลิตพร้อมใจกันเลิกตาม
กระแสรถยนต์สีเขียวจนไม่มีความหลากหลายเหมือนในอดีต แล้วหันมาโชว์รถยนต์ที่มีความหลากหลายและหลุดกรอบ
เดิม ๆ เมื่อมองเผิน ๆ บางคนก็คงจะโจมตีว่าค่ายรถจะคิดกลับลำสร้างรถที่บู๊ล้างผลาญทรัพยากรหรือเปล่า แต่เมื่อปล่อย
ใจให้ว่างและทำใจให้เป็นกลาง ก็พบว่าผู้ผลิตได้พยายามนำเทคโนโลยีตามยุคสมัยมาประยุกต์ใช้เพื่อทำให้ประหยัดน้ำมัน
มากขึ้นและลดมลภาวะมากยิ่งขึ้น พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะทำลายล้างสิ่งแวดล้อมโลกอย่างที่บางคนเข้าใจหรอก เพียงแค่
ทำอะไรให้มันน่าสร้างสรรค์กว่าอดีตก็แค่นั้นเอง

หากรถทรงสปอร์ตสวยเพรียวสามารถสื่อสารภาษามนุษย์ได้ก็คงจะบอกกับพวกเราว่า “ทำไมยะ รถสวย ๆ แบบพวกชั้นมัน
ทำลายสิ่งแวดล้อมมากรึไง ก็หาเครื่องประหยัดพลังงานและไอเสียต่ำมาวางซะซี่”

Acura


งานนี้ไม่มีใครคาดถึงว่า Acura จะนำรถโปรโตไทป์มาโชว์ในงาน Detroit Autoshow 2013 อย่าง TLX prototype มา
อวดโฉมกัน ตัวรถนั้นถูกสร้างขึ้นบนแนวคิด "Red Carpet Athlete" ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นสปอร์ตซีดานที่
ดูหรูหราสง่างามที่ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและการขับขี่อันยอดเยี่ยม

acura1

สัดส่วนของ Acura TLX prototype จะเตี้ยและแบน มีระยะโอเวอร์แฮงค์รอบคันน้อย การขึ้นลายเส้นคลื่นบนพื้นตัวถังก็
เหมาะสมกับบุคลิค มาพร้อมกับไฟหน้า LED แบบ Jewel Eye

ขนาดตัวถัง Acura TLX prototype จะมีความยาวตัวถังสั้นกว่า TL รุ่นปัจจุบันเพียงแค่ 3.8 นิ้ว แต่มีความยาวฐานล้อ
เท่ากับ TL จนถึงขั้นชูจุดขายใหม่ว่าเป็นรถซีดานหรูระดับกลางที่มีพื้นที่ห้องโดยสารมากที่สุดในคลาสและยังให้ความโปร่ง
โล่งของเนื้อที่ภายในอีกด้วย

acura2

ขุมพลังจะมีให้เลือก 2 เครื่องได้แก่ เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.4 ลิตร 16 วาล์ว ฉีดเชื้อเพลิงตรง i-VTEC จับคู่เกียร์อัตโนมัติคลัทช์
คู่ DCT 8 จังหวะใหม่ล่าสุดทำให้เรียกประสิทธิภาพได้ช่วงกว้าง, มอบอัตราเร่งที่ทันใจและการเปลี่ยนเกียร์ที่นิ่มนวล และ
เครื่องยนต์รุ่นเดอะ V6 SOHC 3.5 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรง VTEC มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

รุ่นขับเคลื่อนสองล้อจะติดตั้งระบบ Acura Precision All-Wheel Steer ปรับมุมโทล้อหลังด้านซ้ายและขวาอิสระ ส่วน
รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (เฉพาะเครื่อง 3.5 ลิตร) จะติดตั้งระบบขับเคลื่อน SH-AWD ใหม่ล่าสุด

Acura จะส่ง TLX ขึ้นโชว์รูมได้ภายในอีกไม่นานนัก

Audi


Audi Allroad Shooting Brake รถต้นแบบที่ร่วมกันเปิดมิติใหม่ของการนำรถสปอร์ตมาดัดแปลงครึ่งคันหลังให้มาใน
สไตล์แวกอน Shooting Brake ซึ่งมามุขเดียวกับ Volvo Concept XC แบบเป๊ะ ๆ จนทำให้เราแอบคิดว่าอีกไม่นานนัก
น่าจะมีผู้ผลิตที่นำรถถสปอร์ตหรือสปอร์ตคูเป้คอมแพคท์ในสายการผลิตมาดัดแปลงครึ่งคันหลังให้อเนกประสงค์พร้อมกับ
ยกความสูงตัวถังสวย ๆ เพื่อจับกระแสรถครอสโอเวอร์ที่เน้นความสปอร์ตแบบสุด ๆ (หรือจะเรียกภาษาบ้าน ๆ ว่า รถ
สปอร์ตจับยกสูงก็น่าจะได้อยู่)

audi1

audi2

Audi Allroad Shooting Brake มันไม่ใช่แค่รถต้นแบบที่แสดงออกว่า Audi จะทำรถครอสโอเวอร์แนวใหม่เท่านั้น แต่ถ้า
หากเพ่งจิตพิจารณากันให้ดีจะพบว่าดีไซน์ครึ่งคันหน้ามีแนวโน้มว่ามันคือ All New Audi TT ตัวใหม่ล่าสุดซึ่งไม่ใช่เรื่อง
แปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อปี 2005 Audi ก็เคยใช้มุกนี้มาแล้ว ด้วยรถยนต์ต้นแบบ Audi Shooting Brake ซึ่งเป็นรถยนต์
ต้นแบบที่ทำขึ้นเพื่อพรีวิวAudi TT โฉมที่ 2 ในสไตล์ตัวถัง Shooting Brake

ดีไซน์ของ Audi Allroad Shooting Brake เน้นเส้นที่แข็ง, ดุ, ตรงไปตรงมาและมีความคมสูงมาก ถึงแม้ดีไซน์โดยรวมจะ
ไม่ฉีกอะไรมากนัก แต่เราก็ยังต้องลุ้นกันต่อไปว่าดีไซน์ TT โฉมใหม่ทั้งคันจะเป็นเช่นไรอยู่ดี

audi3

เห็นหน้าตาสปอร์ต ๆ ลุย ๆ แบบนี้ก็อย่าไปปรามาสว่าไม่รักษ์โลกและทรยศต่อสิ่งแวดล้อมเชียว เพราะ Audi ได้ติดตั้งขุม
พลัง e-tron Hybrid เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร TFSI 292 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 40 กิโลวัตต์
แรงบิด 270 นิวตันเมตร นอกจากนี้ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าแยกเฉพาะจากระบบหลัก แต่จะติดตั้งมอเตอร์ตัวนี้ไปยังล้อคู่หลังที่
ให้กำลัง 85 กิโลวัตต์ แรงบิด 270 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์ e-S Tronic 6 จังหวะ ประหยัดขั้นเทพเพียง 1.9 ลิตรต่อ 100
กิโลเมตร ปล่อยค่าไอเสีย CO2 แค่ 45 กรัมต่อกิโลเมตร

ใครที่แฟนคลับ TT เห็นทีจะต้องอีกนิด แต่จะมาพร้อมขุมพลังรักษ์โลกไหมต้องลุ้น

Cadillac


นึกว่าจะไม่มีอะไรมาโชว์เสียแล้ว แต่ที่ทึ่งมากที่สุดคือ Cadillac กลับเปิดตัวรถสไตล์คูเป้แนวสปอร์ตกับเขาด้วยนี่สิ นั่นก็
คือ Cadillac ATS Coupe ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานจาก ATS Sedan อันเป็นรถที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ BMW 4-Series
(ส่วนตัวถังซีดานก็ต้องแข่งกับ 3-Series) สิ่งที่แตกต่างของ ATS Coupe เมื่อเปรียบเทียบกับตัวถังซีดานก็คือกันชนหน้า
ใหม่และการออกแบบครึ่งคันหลังใหม่หมด

cadillac1

Cadillac เคลมว่า ATS Coupe เป็นรถคูเป้ที่มีน้ำหนักเบา, คล่องตัวกว่า, ให้ความสนุกที่มากกว่า มาพร้อมกับทางเลือก
เครื่องยนต์ 2 แบบได้แก่ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 272 แรงม้าที่ยกมาจากรุ่นซีดานแต่โชคดีที่ Cadillac ได้ปรับจูนให้มี
พลังแรงกว่าตัวซีดานถึง 14% จนมีแรงบิดมากถึง 400 นิวตันเมตร ด้วยคุณลักษณะเด่นของเครื่อง 2.0 ลิตรตัวนี้ก็ทำให้
Cadillac เคลมว่ารุ่นนี้แหล่ะมีพละกำลังที่เหนือกว่า BMW 428i แน่นอน

cadillac2

แต่ถ้าหากอยากแรงม้ามากกว่านั้นก็ต้องนี่เลย เครื่องยนต์ V6 3.6 ลิตร 321 แรงม้า แต่แรงบิดจะน้อยกว่าเครื่อง 2.0 ลิตร
เทอร์โบเหลือเพียงแค่ 373 นิวตันเมตร เมื่อดูจาก Press Release แล้วก็รู้เลยว่า Cadillac คิดอยากจะขายเครื่องรุ่น 2.0
ลิตรชัด ๆ เพราะเห็นโปรโมตกันยกใหญ่เลยว่าเครื่อง 2.0 ลิตรมอบแรงบิดมากถึง 90% ในระหว่างรอบ 2,100 – 5,400
รอบต่อนาที แต่อย่างไรก็ตามเครื่องทั้งสองแบบจะจับคู่เกียร์ Hydra-Matic 6L45 อัตโนมัติ 6 จังหวะ ส่วนเครื่อง 2.0 ลิตร
มีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะให้สับกันเล่น ๆ

Chevrolet


เห็นไหมครับ งานนี้มีแต่รถสปอร์ตสมใจอยากกันจริง ๆ แม้กระทั่งบูธ Chevrolet ก็ขออวดโฉมผลงานชิ้นโบว์ไท
Chevrolet Corvette Z06 ที่มอบความแรงเหนือระดับกว่า Corvette Stingray ที่เพิ่งเปิดตัวไป ไฮไลต์สำคัญคือการ
ติดตั้งเครื่องยนต์รหัส LT4 V8 6.2 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ ให้พละกำลัง 625 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 861 นิวตันเมตร จับคู่
เกียร์ธรรมดา 7 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่มีน้ำหนักเบากว่า Corvette Stingray

chevrolet1

chevrolet2

Chevrolet เคลมว่าเครื่อง LT4 ซูเปอร์ชาร์จเป็นเครื่องที่สุดยอดทั้งประสิทธิภาพและความประหยัดน้ำมัน นั่นเป็นเพราะ
ได้ติดตั้งซูเปอร์ชาร์จรุ่น 1.7L Eaton R1740 TVS ที่หมุนรอบระหว่าง 20,000 – 5,000 รอบต่อนาที นั่นเป็นเพราะลูก
หมุนภายในมีขนาดเล็กลงทำให้หมุนได้เร็วขึ้น ช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้น และที่สำคัญ Chevrolet เคลมว่า Corvette
Z06 จะแรงกว่า Porsch 911 กันเลยทีเดียว

Chrysler



ความหวังครั้งสำคัญของ Chrysler ในครั้งนี้คือการเปิดตัว All New Chrysler 200 รถซีดานระดับ D-Segment ที่จะลบ
ทุกจุดด้อยทุกซอกหลืบกันจนพัฒนาขึ้นมาเป็น Mercedes-Benz แห่งอเมริกันชนกันเลยทีเดียว ความเปลี่ยนแปลงแค่
สบตาสายตาแรกคงหนีไม่พ้นรูปลักษณ์ที่สลัดความแข็งทื่อ, ความไม่สวยงาม,และความไม่มีที่พึงจะคิดได้ออกไปเกือบ
หมดจนเหลือแต่รูปลักษณ์ที่ดูดี, ทันสมัยด้วยไฟ DRL แบบ LED, สัดส่วนตัวถังก็พลิ้วไสวระดับหนึ่ง

chrysler1

chrysler2


จุดขายหลักของรถคันนี้คือเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะครั้งแรกในรถระดับ D-Car ทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองนอกเมือง
ที่ 35 MPG อย่าคิดว่ามีเทคโนโลยีใหม่แค่นี้ มันมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่สามารถตัดกำลังจากเพลาหลังได้
100% เมื่ออยู่ในภาวะที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจึงช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

ติดตั้งเครื่องยนต์ Pentastar V6 3.6 ลิตร 295 แรงม้า แรงบิด 354 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ 4 สูบ MultiAir2
Tigershark 184 แรงม้า 234 นิวตันเมตร ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถังเดียวกับ Alfa Romeo Giulietta แต่ดัดแปลงให้
เหมาะสมกับรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนเรียกว่า CUS-Wide ซึ่ง Chrysler เคลมว่าช่วยปรับปรุงคุณภาพตัวรถได้, ลดเวลา
การผลิตและช่วยควบคุมต้นทุน

น่าจับตามองว่า Chrysler 200 ใหม่จะทะยานยอดขายดีกว่าเดิมแค่ไหน?


Ford



Ford สร้างความแตกต่างให้กับบูธตัวเองอย่างหนักด้วยการเปิดตัวรถกระบะ Full Size ในนาม F-150 โฉมใหม่ที่คราวนี้
ถึงขั้นหั่นน้ำหนักลงถึง 300 กิโลกรัม ถือว่าผ่านการไดเอ็ทกันอย่างหนักหน่วงมากกว่าที่เคยเห็นมา

รูปลักษณ์ภายนอก เป็นการลดโทนจากรถต้นแบบ Ford Atlas Concept อย่างที่คาดกันเอาไว้ โดดเด่นด้วยกระจังหน้า
ทรงโตตระหง่าน ให้ความรู้สึกทรงพลัง แข็งแกร่ง เช่นเดียวกับ Ford F-Series Super Duty รุ่นพี่ เสริมด้วยชุดโคมไฟหน้า
LED ทรงเหลี่ยมล้ำอนาคต ด้านข้างมาพร้อมกับเส้นสายแข็งแกร่ง ทรงกระจกด้านข้างเล่นระดับ พร้อมกับด้านท้ายที่มี
เหลี่ยมสันแต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว จากสปอยเลอร์หลังในตัว

ford1

ส่วนภายใน มาพร้อมกับงานดีไซน์เน้นเหลี่ยมสันเช่นกัน แต่อัดเน้นไปด้วยบรรดาอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น
ระบบอินโฟเทนเมนต์ SYNC พร้อมลูกเล่น MyFord Touch หน้าจอมาตรวัดอัจฉริยะ TFT ขนาด 8 นิ้ว ระบบกล้องมอง
หลังระบบกล้องมุมมอง 360 องศา ช่องปลั๊กไฟกำลังสูง รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงขึ้นจากรุ่นปัจจุบัน และ
คุณภาพการประกอบที่มีความพรีเมี่ยมมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ลูกเล่นสำหรับความสามารถด้านบรรทุก ยังถูกคิดค้นลูกเล่นใหม่ๆขึ้นมา เพื่อเป็นรถยนต์กระบะที่ชาญฉลาด
มากที่สุด เช่น ฝากระโปรงท้ายพร้อมบันไดทางลาดในตัวเพื่อโหลดสัมภาระได้ง่ายขึ้น ระบบ Smart Tow Module ช่วย
ตรวจจับการลากจูงเพื่อแจ้งความผิดปกติให้กับผู้ขับขี่ได้หลากหลาย เช่น หลอดไฟสัญญาณขาด หรือความบกพร่องของ
แบตเตอรี่ในส่วนลากจูงระบบช่วยยึดส่วนพ่วง ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน รวมไปถึงระบบ BoxLink ช่วยยึดสัมภาระ
หนักได้ดีเป็นพิเศษ

ford2

จริงๆแล้ว จุดเด่นของการเปลี่ยนโฉม F-150 รุ่นใหม่นี้ อยู่ที่งานวิศวกรรมตัวถัง ที่ถูกพัฒนาให้มีการลดน้ำหนักลงให้ได้มาก
ที่สุดส่งผลให้เฟรมแชสซีส์และชิ้นส่วนตัวถังต่างๆ นำเอาวัสดุใหม่ๆมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะเหล็กกล้าที่ถูกพัฒนาใหม่ให้มี
น้ำหนักเบาหลังแต่มีความแกร่งมากขึ้น และนำเอาเหล็กโบรอน อะลุมิเนียม มาใช้มากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้ 2015 Ford
F-150 ลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 317 กิโลกรัม เลยทีเดียว

ส่วนขุมพลัง ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ ด้วยการนำเอาขุมพลังเบนซิน พร้อมระบบเทอร์โบ EcoBoost มาใช้
มากขึ้นเริ่มต้นด้วยแบบ V6 ขนาด 2.7 ลิตร และแบบ V6 ขนาด 3.5 ลิตร ก่อนจะตามมาด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V6 ไร้
ระบบอัดอากาศขนาด 3.5 ลิตร และแรงกันสุดๆ กับเครื่องยนต์เบนซิน แบบ V8 Ti-VCT ขนาด 5.0 ลิตร โดยเครื่องยนต์
ทั้งหมดยังถูกอุบตัวเลขสมรรถนะเอาไว้


GMC


เมื่อสิ้นปีที่แล้ว Chevrolet ได้เปิดตัว Colorado U.S. Version ที่มีหน้าตาหล่อเรียบแตกต่างจากบ้านเรากันไปแล้ว
คราวนี้ก็น่าจะถึงเวลาของฝาแฝดออกมาอาละวาดในงาน Detroit Autoshow 2014 กับเขาบ้าง ถ้าใครคิดว่า
Colorado ใหม่หล่อแล้ว ต้องลองมาเจอคันนี้ดีกว่ากับ GMC Canyon โฉมใหม่

gmc1

gmc2

GMC Canyon โฉมใหม่ถือเป็นการพลิกโฉม Canyon ไปในทิศทางที่น่าสนใจมากขึ้นคือ มันมีขนาดที่ใหญ่โตขึ้น, มีดีไซน์
ภายนอกที่หล่อเท่ห์ราวกับถอดแบบมาจากรถกระบะ Full Size และการพยายามสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นกว่า
Colorado อันเป็นคู่แฝดร่วมกัน

GMC Canyon โฉมใหม่ถูกออกแบบให้ถอดแบบมาจาก GMC Sierra เกือบทุกกระเบียดนิ้วโดยเฉพาะด้านหน้าที่ย่อส่วน
มาจาก Sierra แบบเป๊ะ ๆ แต่ปรับปรุงรายละเอียดบางส่วนให้รู้สึกเหมาะกับคนรุ่นใหม่มากกว่า และแน่นอนว่า GMC ได้
ลงทุนขึ้นรูปโป่งล้อรอบคันให้เหมือนกับ GMC Sierra อีกด้วย

gmc3

ในเบื้องต้นจะเปิดตัว 2 เครื่องยนต์ก่อนได้แก่ เครื่องดีเซล 2.5 ลิตร 193 แรงม้า แรงบิด 253 นิวตันเมตร และ V6 3.2 ลิตร
302 แรงม้า แรงบิด 366 นิวตันเมตรหลังจากนั้นไม่นานนักก็จะแนะนำเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร

Honda



ใครจะไปคาดคิดล่ะว่า คนที่ได้ใช้ Honda Fit/Jazz โฉมใหม่เป็นประเทศที่ 2 ของโลกคือตลาดสหรัฐอเมริกาเสียอย่างนั้น
แต่เมื่อดูข้อมูลโดยรวมก็พอจะเดาได้ว่า Honda ตั้งความหวังกับตระกูลรถคอมแพคท์เล็กทั้ง 3 ตัวถังในตลาด
สหรัฐอเมริกาไว้สูงพอสมควร เพราะ Honda ตั้งใจจะขยายฐานยอดขายคอมแพคท์เล็กให้เติบโตและมีความสำคัญใน
ระดับเดียวกับ Civic และ Accord ให้ได้

honda1

honda2

ความแตกต่างระหว่าง Honda Fit โฉมญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาจะต่างกันในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อาทิ มุมไฟเลี้ยวสี
ส้ม, ลายล้ออัลลอย เป็นต้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลูกค้าชาวไทยคงต้องอิจฉาเพราะ Honda ได้ติดตั้งเครื่องยนต์เทคโนโลยี EarthDreams 1.5 ลิตร ฉีด
เชื้อเพลิงตรง ให้กำลัง 130 แรงม้า มากกว่ารุ่นเดิม 13 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 114 ปอนด์-ฟุต จับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ
และเกียร์ CVT ที่มีอัตราสิ้นเปลืองดีลำดับต้น ๆ ของกลุ่ม ในเมืองประหยัด 33 MPG นอกเมืองประหยัด 41 MPG เฉลี่ย
แล้วได้ 36 MPG

honda3

จุดขาย Honda Fit โฉมใหม่ก็ยังคือความกว้างขวางของห้องโดยสารที่มากที่สุดในตลาด, ห้องโดยสารโปร่งโล่ง และยังมี
การปรับปรุงประสิทธิภาพช่วงล่างเพื่อเน้นการขับขี่เป็นสำคัญ

Honda Fit รุ่นใหม่จะผลิตในโรงงานเม็กซิโกในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 สำหรับเมืองไทยก็จะได้เห็นในเดือนมีนาคม 2014
นี้

Hyundai


จุดเปลี่ยนสำคัญของ Hyundai ในปีนี้คือการพยายามยกระดับแบรนด์เนม Genesis ของตนเองให้สูงค่ามากยิ่งขึ้น
ถึงแม้ว่า Hyundai ยังไม่ใจกล้าใช้ชื่อ Genesis แบบเพียว ๆ แต่คุณภาพตัวรถก็กล้ายืนยันได้เลยว่ามันจะมาต่อกรกับค่าย
รถเยอรมันได้สบาย ๆ

hyundai1

hyundai2

งานออกแบบของ All New Hyundai Genesis ก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดที่จะเรียกว่า Form ของตัวรถไม่ได้มี
ความอ้างอิงอะไรกับตัวเก่าเลยแม้แต่น้อย มองเผิน ๆ นึกว่าค่ายรถเยอรมันมากห่วง ส่วนภายในห้องโดยสารก็จะพบกับ
ความสุขุมลุ่มลึกแบบยุโรป

hyundai3

สำหรับตลาดอเมริกันจะติดตั้งเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร Tau 420 แรงม้า แรงบิด 383 ปอนด์-ฟุตที่ 5,000 รอบต่อนาที มี
กำลังอัดสูงถึง 11.8 ต่อ 1 แต่ถ้าหากรู้สึกว่าเครื่องใหญ่ไปก็จงเลือกเครื่อง 3.8 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรง 311 แรงม้าที่ 6,000
รอบต่อนาที แรงบิด 293 ปอนด์-ฟุตที่ 5,000 รอบต่อนาที

Kia


Kia เร่งเดินหน้าปฏิวัติภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นแบรนด์ที่เน้นความสปอร์ตอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความแตกต่างจาก
Hyundai ให้มากที่สุด Kia ก็เลยเปิดตัวรถสปอร์ตต้นแบบ Kia GT4 Stinger Concept มาในมาดสปอร์ต 2+2 ที่นั่ง
ทำนองว่าซิ่งได้แต่ก็แอบพกเพื่อนติดรถได้ด้วย

kia1

Kia GT4 Stinger Concept ถูกออกแบบในสตูดิโอแคลิฟอร์เนียอันเป็นสถานที่กำเนิดรถต้นแบบ Track’ster concept
ซึ่ง Tom Kearns : Chief Design เปิดเผยว่าจุดมุ่งหมายของการออกแบบรถสปอร์ตคันนี้จะต้องเป็นรถที่ใช้งานได้ทุกวัน
จากบ้านจนไปถึงสนามแข่ง ตัวรถจะต้องบริสุทธิ์, เรียบง่ายและไร้กาลเวลา ให้ประสบการณ์เหมือนกลับไปย้อนสมัยที่ไม่มี
ระบบอิเล็กทรอนิคส์เข้ามาช่วยมากมายขนาดนี้

จากความสำเร็จของการส่ง Kia Optima เข้าไปลงแข่งในกลุ่ม Grand Touring Sport (GTS) ในการแข่งขัน Pirelli
World Challenge จนได้ที่ 2 ของการแข่งทำให้ทีมออกแบบสามารถประยุกต์ความรู้ในด้านการลดน้ำหนักตัวถัง, ฟังก์ชัน
และความสนุกในการขับขี่เข้ากับการออกแบบตัวรถให้มีบุคลิคแบบเดียวกับรถแนว GTS ได้ นั่นจึงทำให้ Kia ภาคภูมิใจได้
ว่าพวกเขาก็สามารถสร้างรถที่ให้โลกจดจำได้เช่นกัน

kia2

Kia GT4 Stinger Concept จะติดตั้งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ฉีดเชื้อเพลิงตรง ให้กำลัง 315 แรงม้า แต่ทว่า
เครื่องตัวนี้ก็น่าจะมีแนวโน้มทำให้แรงขึ้นได้อีกเพราะ Kia Optima ที่ลงแข่งในกลุ่ม GTS ก็ใช้เครื่องตัวเดียวกันนี้แต่ทำให้
แรงขึ้นถึง 400 แรงม้ากันเลยทีเดียว


ล้อหน้าใช้ยาง 235/35R-20 Pirelli P-Zeros และล้อหลังใช้ยาง 275/35R-20 Pirelli P-Zero พร้อมล้ออัลลอยขนาด
20 นิ้วที่แทรกวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ตรงกลางเพื่อช่วยลดน้ำหนัก

kia3

งานออกแบบในคราวนี้มาแปลกมาก แทนที่ Kia จะออกแบบให้หวือหวาได้มากกว่านี้กลับกลายมาแนวเรียบง่ายเสียอย่าง
นั้นซึ่ง Peter Schreyer : Chied Design Officer เปิดเผยว่างานออกแบบจะมาในลักษณะเหมือนเนื้อหุ้มกับแชสซีส์
แทนที่จะออกแบบกระดองแล้วมาครอบทับอีกที สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดคือกระจังหน้าที่จะแนบชิดกับพื้นถนนพร้อมกับแนว
ไฟ LED และที่เก๋ไก๋มากที่สุดคือเสา A แบบทะลุโปร่งตาได้พร้อมกับออกแบบมุมมองของกระจกบังลมหน้าให้สามารถมอง
ได้รอบ 270 องศาจากฝั่งผู้ขับขี่ได้

แนวโน้มที่ Kia จะคลอดรถต้นแบบคันนี้ให้กลายเป็นจริงก็น่าจะมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว


Lexus


Lexus ขออวดโฉม RC F เวอร์ชันแรงที่ Lexus เคลมว่านี่แหล่ะคือรถเครื่อง V8 ที่แรงที่สุดเท่าที่เคยทำมาเชียว

lexus1

lexus2

lexus3

หากใครที่คิดว่า Lexus RC รุ่นมาตรฐานดุดันแล้ว มาเจอหน้าตาแบบ Lexus RC F กันเสียทีเถอะรับรองว่ามันดุกว่า
ของเดิมอย่างแน่นอนด้วยลายกระจังหน้ารังผึ้งที่ยาวไปถึงจรดขอบกันชนหน้า อีกทั้งยังขนาบด้วยช่องดักลมคู่ซ้าย-ขวา
ขนาดยักษ์ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนรายละเอียดกันชนท้ายใหม่พอสมควร, เปลี่ยนวัสดุตัวถังบางชิ้นเป็นคาร์บอนไฟ
เบอร์, ติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายที่กางออกเมื่อวิ่งความเร็วมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและจะพับเก็บเมื่อความเร็วต่ำกว่า
40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ไฮไลต์สำคัญคือเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร 460 แรงม้า ทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.5 วินาที ทำ
ความเร็วสูงสุด 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


Mercedes-Benz


ใครที่รักความแรง คิดถูกแล้วครับที่เดินผ่านมาบูธนี้เพราะมีทั้งรถรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กแบบแรง ๆ มาอวดโฉมกันทั้งคู่ เริ่มจาก
Mercedes-Benz S600 งานนี้คงจะชูจุดขายความเป็นป๋า ทั้งขนาดใหญ่หรูหราสง่างามและความแรงที่มอบให้แก่นักขับ
มหาเศรษฐีทั้งหลายได้ในตัว เมื่อสังเกตตัวรถภายนอกรอบคันก็พบว่ามีการตกแต่งรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติม ได้แก่
ท่อไอเสีย 4 ท่อเพื่อให้เครื่อง V12 ได้ระบายไอเสียอย่างทันท่วงที

mb1

mb2

เครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz S600 จะติดตั้งเครื่องยนต์ V12 6.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 530 แรงม้า แรงบิด 830 นิวตัน
เมตร จับคู่เกียร์ 7G-Tronic Plus ทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 250
กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คันต่อมาคือ Mercedes-Benz GLA 45 AMG ที่ปรับลุคให้หล่อล่ำสันขึ้นด้วยชุดกระจังหน้าแบบ AMG ที่สปอร์ตกว่าเดิม
, ติดตั้ง Diffuser และสเกิร์ตรอบคัน, ล้ออัลลอยที่ใหญ่ขึ้นและท่อไอเสีย 4 ท่อ แต่ไฮไลต์สำคัญคงจะอยู่ที่ขุมพลังแรง
เครื่อง 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังมากกว่า 360 แรงม้า (HP) แรงบิด 450 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน
4Matic เกียร์ SpeedShift 7 จังหวะ ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 250
กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอัตราสิ้นเปลือง 7.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ปล่อยค่าไอเสีย CO2 175 กรัมต่อกิโลเมตร

mb3

mb4

ภายในห้องโดยสารก็ต้องมีการปรับปรุงให้รู้สึกสปอร์ตด้วยการเปลี่ยนชุดเบาะหนังใหม่หมด, เปลี่ยนสายเข็มขัดนิรภัยเป็น
สีแดง, ตกแต่งบางส่วนด้วยคาร์บอนไฟเบอร์

Mini


mini1

mini2

เพื่อเป็นการตอกย้ำกระแส Mini โฉมใหม่เป็นที่เลื่องลือไปไกล Mini จึงเปิดตัว Mini John Cooper Works Concept
เวอร์ชันแรงกว่าปกติก่อนที่จะเปิดตัวเวอร์ชันขายจริงในอีกไม่นานนัก ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือชุดกระจังหน้าและชุด
กันชนหน้าที่ดูสปอร์ตกว่าปกติ, ลายล้ออัลลอยที่ดูพิเศษกว่าปกติ ส่วนด้านขุมพลังนั้นยังไม่มีการเปิดเผย


Nissan


หลายคนคงกำลังสงสัยว่า Nissan กำลังทำอะไรกันอยู่ถึงได้ออกรถต้นแบบ Resonance Concept, Friend-Me
Concept ในปีก่อน และล่าสุดก็เผยโฉม Sport Sedan Concept ที่มีด้านหน้าและเส้นสายตัวถังด้านข้างเหมือนกันไป
หมด แต่เมื่ออ่านข้อมูลรวม ๆ ก็เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อสำเร็จกันแล้วว่า Nissan จะออกแบบรถเก๋งจนไปถึงครอสโอเวอร์ใหม่
ให้มีด้านหน้าเอกลักษณ์และเส้นสายด้านข้างให้มีความสอดคล้องหรือเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพราะรถเก๋งและครอสโอเวอร์
ทั้งหมดในปัจจุบันแทบไม่มีเอกภาพในภาพรวมจนมีสำนักวิเคราะห์ตลาดมองว่า Nissan ออกแบบรถแต่ละรุ่น
สะเปะสะปะเกินไปจนไม่สร้างภาพจำของแบรนด์ได้

nissan1

nissan2

Nissan Sport Sedan Concept เป็นสิ่งยืนยันว่ารถยนต์นั่งไปจนถึงรถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ทุกรุ่นจะต้องมีวิวัฒนาการใน
การออกแบบ ด้านหน้า V-Motion กระจังหน้าตัว V ที่มีช่องดักลมซ้อนกันอยู่, บุคลิคเส้นสายจะต้องดึงดูดทางอารมณ์
และดูมีพลังงานสูง, จะต้องมีการออกแบบแนวเส้นหลังคาที่ “ดูลอยได้”, ไฟบูมเมอร์แรงรอบคัน ส่วนภายในรถต้นแบบก็
จะเน้นความพรีเมี่ยมของวัสดุ

nissan3

Mamoru Aoki ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบยืนยันว่ารถ Nissan จะต้องออกแบบให้แตกต่างจาก Infiniti ชัดเจนที่สุด รถ
Infiniti ก็จะมีเส้นสายที่อ้างอิงกับธรรมชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากสวนสไตล์ Zen แต่ Nissan จะกล้าหาญกว่า, มีมุมมอง
และได้แรงบันดาลจากความล้ำอนาคต, เครื่องจักรกลและรูปร่างในสไตล์ญี่ปุ่นสมัยใหม่

หมายความว่ารถยนต์ Nissan รุ่นต่อไปทั้งหมดจะมีใบหน้าแบบนี้ เส้นแบบนี้นั่นเอง

Porsche


อย่าบังอาจเรียกเจ้า Porsche 911 Targa ว่าเป็นรถสปอร์ตตะกร้าผลไม้เป็นอันขาด! ถ้าหากไม่เคยคุ้นชินกับรถประเภท
Targa รถแนว Targa คืออะไร? มันก็คือตัวถังแบบเปิดประทุนที่เห็นโครงสร้างเสา B และมีโครงสร้างกระจกบังลมครอบ
ทับอีกทีซึ่งบางรุ่นก็อาจจะถอดกระจกหลังออกได้ คนที่กำเนิดตัวถังลักษณะแบบนี้ต้องยกให้ Porsche เท่านั้น เพียงแต่ว่า
Porsche ยุติการทำตลาดตัวถัง Targa มาตั้งแต่ปี 1995 แล้วจึงอาจทำให้บางคนหรือคนรุ่นใหม่ยังโหยหาตัวถังแบบนี้กัน
อยู่

porsche1

porsche2

ความเจ๋งของ Porsche 911 Targa รุ่นทศวรรษใหม่นี้จะมีฟีเจอร์ถอดเก็บหลังคาผ้าใบแบบพับซ่อนไฟฟ้าอัตโนมัติมาให้
ส่วนขุมพลังก็ยกมาจาก 911 รุ่นมาตรฐานได้แก่ เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3.4 ลิตร 350 แรงม้า จับคู่เกียร์ PDK และ
เกียร์ธรรมดา ทำอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.6 วินาทีในรุ่น 911 Targa4 ส่วนรุ่น 911 Targa 4S จะติดตั้ง
เครื่องยนต์ 3.8 ลิตร 400 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.2 วินาที

Subaru


Subaru WRX STI มาอวดโฉมเพื่อแสดงศักยภาพของความแรงเต็มพิกัด ภายนอกสิ่งที่แตกต่างจาก WRX แบบปกติก็คือ
ลายล้ออัลลอย, สปอยเลอร์ราวตากผ้าด้านหลัง, โลโก้ WRX STi แต่ที่ต้องมองเข้าไปลึก ๆ ก็ต้องเป็นขุมพลังจากภายใน
ด้วยเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรสูบนอน 305 แรงม้าจับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะเท่านั้น แรงกว่า WRX รุ่นมาตรฐานถึง 40
แรงม้า นอกจากนี้ยังมีการปรับจูนช่วงล่างให้รองรับการขับขี่ที่ดุดันมากกว่านี้

subaru1

subaru2


ฟีเจอร์พิเศษสำหรับ Subaru WRX STI นั่นก็คือระบบ Multi-Mode Driver Controlled Center Differential
(DCCD) ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีอัตราทดเกียร์ Differential ที่แตกต่างกันตามสภาพการขับขี่และความ
ต้องการของผู้ขับขี่ เอกสิทธิ์เดียวสำหรับ WRX STI

หากใครที่ยังลังเลกับ Subaru WRX STi ขอได้โปรดให้รีบสั่งจองเพราะมีจำนวนจำกัดแค่เพียง 1,000 คันเท่านั้น


Toyota



1 ในไฮไลต์สำคัญของงาน Detroit Autoshow 2014 นี้คงจะอยู่ที่ Toyota FT-1 Concept คันนี้ เพราะหลายคน
คาดคิดว่ารถต้นแบบคันนี้แหล่ะจะต้องมากลายร่างเป็น Supra ตัวต่อไปเพื่อมาต่อกรกับ Honda NSX ตัวต่อไปและ
Nissan GT-R โฉมใหม่โดยตรง

toyota1

Toyota FT-1 Concept มีชื่อย่อมาจาก “Future Toyota” ตามมาด้วยหมายเลข 1 ซึ่งถือเป็นรถคันแรกที่ถูกวิจัยและ
ออกแบบโดย Calty Design Research แรงบันดาลใจในการออกแบบก็ต้องเป็นรถ Toyota ทรงคูเป้ในอดีตนับตั้งแต่
สมัยรุ่น 2000GT, Celica, Supra, MR2 และยังนับรวมรถรุ่นใหม่อย่าง Toyota 86 อีกด้วย นอกจากนี้ยังนำแรงบันดาล
ใจจากเส้นสายจากรถต้นแบบ Toyota FT-HS (2007) และ Lexus LF-LC (2012).

Alex Shen : Chief Engineer แห่ง Calty Studio เปิดเผยว่าโครงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้วซึ่งรถคันนี้จะแสดงให้
ถึงความหลงใหลในรถยนต์ของทีมงานคนรุ่นใหม่ที่ต่างระดมความใฝ่ฝันในความชื่นชอบของตนเอง และทีมงานก็มีแรง
บันดาลใจอย่างมากมาจาก Celica และ Supra

toyota2

จุดเด่นของงานออกแบบ Toyota FT-1 Concept จะอยู่ที่นำสัดส่วนของรถสปอร์ตคลาสสิคมาใช้ด้วย อาทิ เสา A ถูกจับ
ร่นไปด้านหลังเหมือนกับรถยุคเก่าอย่าง 2000GT ทำให้มีทัศนวิสัยที่ดีและช่วยทำให้เข้าโค้งเสถียรขึ้น , ติดตั้งเครื่องยนต์
วางหน้า ขับหลัง ที่ออกแบบตำแหน่งห้องผู้ขับขี่ใกล้กับมุมล้อด้านหลัง เพื่อช่วยการกระจายน้ำหนักได้สมดุล, เส้นสายตัว
รถรอบคันจะยึดหลัก "Function-sculpting" ที่มีเส้นโค้ง, แนวมัดกล้าม ปีกท้ายสามารถขยับตัวได้เมื่อวิ่งด้วยความเร็ว
สูงขึ้น

toyota3

ภายในห้องโดยสารได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง F1 มีความตื่นเต้นและมีความเรียบง่าย พร้อมหน้าจอแสดงผลทรง 3
เหลี่ยมและมี Head Up Display ขนาดเขื่องเพื่อให้ผู้ขับขี่มองบนพื้นถนนตลอดเวลา การตกแต่งภายในห้องโดยสารจะมา
แนว minimalist ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา

Toyota ไม่ได้เปิดเผยว่ารถคันนี้จะใช้ขุมพลังแบบใด แต่ Toyota ระบุใน Press Release ว่ารถคันนี้มันทั้งไฮเทคและมี
เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ส่วน Toyota จะต่อยอดรถต้นแบบนี้ให้กลายเป็นรถคันจริงได้
เมื่อไร? คงต้องติดตามกันต่อไป


Volkswagen



Volkswagen Beetle Dune Concept มันคือ Beetle รุ่นปัจจุบันที่จับนำมาดัดแปลงและยกตัวถังให้สูงขึ้น รายละเอียด
ที่เปลี่ยนไปก็คือ โคมไฟหน้า LED เต็มรูปแบบ, เปลี่ยนกันชนหน้าใหม่หมดที่ติดตั้งไฟตัดหมอกหน้าทรงแปลก, ติดชุดกาบ
ล้อรอบคันและชายล่างอลูมิเนียม ส่วนบั้นท้ายก็ดูแปลกตาไปด้วยไฟท้าย LED เต็มรูปแบบ, กันชนท้ายใหม่, สปอยเลอร์
บนฝากระโปรงท้าย และสปอยเลอร์บริเวณกระจกบังลมท้าย

vw1

vw2

Volkswagen ถึงขั้นให้นิยามเจ้า Beetle Dune Concept คันนี้ว่ามันเป็น Baja Bug แห่งศตวรรษที่ 21 กันเลยทีเดียว
พร้อมกันนี้ยังได้นำเครื่องยนต์จาก Beetle-R 2.0 ลิตร 210 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ มาสวมเพื่อความแรง
สะใจ

หลายคนคิดว่า Volkswagen จะไม่เคยใช้มุขนี้มาก่อน แต่หารู้ไม่ Volkswagen ก็เคยจับนำ Beetle ตัวถังที่แล้วมายกสูง
อวดโฉมกันในปี 2000 สมัยนั้นกระแสครอสโอเวอร์ไม่ได้มาแรงมากเหมือนในปัจจุบันทำให้ตัวรถในสมัยนั้นมีระยะ gap
จากล้อถึงขอบซุ้มล้อสูงมากตามกระแสรถยกสูงในสมัยนั้นที่จะต้องใช้ลุยได้ด้วยนั่นเอง

Volvo


Volvo Concept XC Coupe มาพร้อมกับเอกลักษณ์ด้านหน้าใหม่ด้วยโคมไฟหน้า DRL รูปตัว T รวมทั้งเส้นสายของ
กระจังหน้า, ช่องดักลมกันชนหน้าที่มีการออกแบบที่สอดรับกันอย่างพอดี จุดเด่นของการออกแบบตัวถังที่มีความสูงตัวรถ
ไม่มากนัก, มีสัดส่วนที่ดูโฉบเฉี่ยว ถึงแม้ขนาดของมันจะพอ ๆ กับ XC60 แต่ทว่างานออกแบบโดยรวมจะบ่งบอกถึงดีไซน์
XC90 ตัวต่อไป

Thomas Ingenlath รองประธานฝ่ายงานออกแบบเปิดเผยว่า รถต้นแบบคันนี้จะมีความใกล้เคียงกับ Volvo XC90 โฉม
ต่อไป แต่จะมีขนาดใหญ่กว่ารถต้นแบบแน่นอน Volvo Concept XC Coupe มันเหมือนกับจับนำ Volvo Concept
Coupe มาต่อยอดกลายเป็นรถแนวสปอร์ตครอสโอเวอร์เสียมากกว่า

volvo1

volvo2

Thomas Ingenlath ยังใบ้ว่าภายในห้องโดยสารของ XC90 ใหม่จะติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาดเท่ากับ iPad พร้อม
ระบบปฏิบัติการ Android พร้อมอินเตอร์เฟซ Sensus นอกจากนี้มันก็ยังเอสยูวีที่มีความปลอดภัยสูงสุด

Volvo Concept XC Coupe ถูกสร้างขึ้นบนชุดโครงสร้างพื้นตัวถังและงานวิศวกรรมร่วม SPA ใหม่ล่าสุด ดังนั้นจึงมี
ความเป็นไปได้ว่าจะติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร ทั้งเบนซินและดีเซล โดยเฉพาะเครื่องเบนซินจะมีติดตั้งซูเปอร์ชาร์จ
และเทอร์โบชาร์จให้กำลัง 302 แรงม้า (BHP) ส่วนระบบ Hybrid จะมีกำลัง 400 แรงม้า (BHP) แรงบิด 600 นิวตันเมตร


ทั้งหมดคือบทสรุปของงาน Detroit Autoshow 2014 ที่คุณผู้อ่านต้องเชื่อเหลือเกินว่ามีแต่รถสปอร์ตและรถแรงมาอวดโฉมทั้งนั้นจริง ๆ

--------------------------------------------------------------

ที่มาของภาพ : Autoblog.com
 


20 และ 21 พฤศจิกายน 2013
8.30 น.

ภาพเดิมอันคุ้นตา ปรากฎตรงหน้าผม เหมือนเช่นเมื่อ 2 ปีก่อน

ผมกลับมายืนที่นี่อีกครั้งครับ Tokyo Big Sight สถานที่จัดงาน Tokyo Motor Show
ต่อเนื่องกันเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปี 2011

การย้ายสถานที่จัดงานมาอยู่ที่นี่ บนพื้นที่เมืองใหม่อันเกิดจากการเอาขยะมาถมทะเล
อย่าง Odaiba ทำให้การเดินทางจากใจกลางกรุง Tokyo ไปยังงานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่
เป็นอันดับ 2 ของโลก สะดวกง่ายดายกว่าเดิมเยอะ แค่ต่อรถไฟอะไรก็ตาม มาลงที่
สถานี Shimbashi แล้วออกมาขึ้นรถราง Mono-Rail สาย Yurikamome ข้ามสะพาน
Rainbow Bridge มาลงที่สถานี Kokusai-Tenjijo-Seimon ออกจากสถานีปุ๊บ คุณก็
มาถึงสถานที่จัดงานแล้วละ!

เพียงแต่คราวนี้ ผมเห็นภาพข้างล่างนี้ เหมือนกัน 2 วันติดเลย...เพราะจำเป็นต้อง
เข้า - ออก จากงาน ด้วยประตูหลักทางนี้



เหตุผลไม่มีอะไรมากครับ

อันที่จริง ผมร่วมคณะมากับกลุ่มสื่อมวลชนชาวไทย ที่เดินทางมาด้วยความอนุเคราะห์
โดยบริษัท Honda Automobile Thailand จำกัด แต่เนื่องจากว่า เช้าวันที่ 20 อันเป็น
รอบสื่อมวลชนวันแรกของงานนี้ ทางคณะเขามีกำหนดนั่งรถบัสเข้างานกันตอน
9.00 น.

แต่ผมเลือกจะขอแยกเดินทางมาถึงงานนี้ แต่เช้าด้วยตัวคนเดียวก่อน เพื่อมาจับจอง
ล็อกเกอร์สำหรับสัมภาระและเอกสาร ซึ่งทางผู้จัดงาน เตรียมไว้ให้แค่ 1,000 ตู้เท่านั้น
เมื่อเทียบกับปริมาณของสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานแล้ว ขืนไปสาย เห็นที่จะโดนแย่ง
ล็อกเกอร์ไปหมดแน่ๆ

แต่ในเมื่อปีนี้ ผู้จัดงาน ย้ายศูนย์ Press Center จากชั้นบนของอาคารทรงประหลาด
มาไว้ชั้นใต้ดินแทน หลายๆคน เลยหาไม่เจอ ดังนั้น ตู้ล็อกเกอร์จึงยังเหลือพอให้
ผมและน้องๆในทีม The Coup ของเรา ได้จับจองไว้ใช้งาน...

ใช่ครับ อ่านไม่ผิด...ปีก่อนๆ ผมมางานนี้ เพียงคนเดียว แต่ปีนี้พิเศษกว่าปีไหนๆ
ที่ผ่านมา เพราะนอกจากทาง Honda แล้ว คราวนี้ Headlighmtag.com ของเรา
ยังได้รับความอนุเคราะห์ จากทั้ง บริษัท Toyota Motor Thaland จำกัด และ
บริษัท  Nissan Motor Thailand ให้เรา ส่งสมาชิก The Coup Team อีก 2 คน
นั่นคือ น้อง Toyd จาก The Coup Channel และ HOMY DEMIO ผู้สื่อข่าว
ต่างประเทศของเรามาร่วมเข้าชมงาน Tokylo Motor Show ปีนี้ อีกด้วย!



ส่วนวันที่ 21 นั้น ตามกำหนดการของคณะจาก Honda จะไปพักผ่อนกัน
นอกกรุง Tokyo แต่ผมตัดสินใจจะอยู่ในเมืองต่อ เพื่อเข้าชมงานในรอบ
สำหรับสื่อมวลชน วันที่ 2 และเป็นรอบพิเศษ สำหรับผู้ทุพลภาพ กับแขก
รับเชิญพิเศษต่างๆ ร่วมกับ คุณผู้อ่านของเรา คุณ ขวัญ (User : Tonaka)
ซึ่งเรียนด้านวิศวกรรมยานยนต์ อยู่ที่ คิวชู มาช่วยเป็นล่ามให้อีกต่างหาก

จึงเก็บบรรยากาศต่างๆ มาฝากคุณผ้อ่านได้เยอะกว่าปกติพอสมควร
แม้จะนำเสนอล่าช้าไปสักหน่อย แต่เชื่อว่า หลายๆคน คงจะได้รับ
อรรถรสจากบทความนี้ เต็มอิ่มกันเช่นเคย จากการทำงานร่วมกัน
ของ ผมและน้องๆ The Coup Team

อย่ารอช้าเลย...เลื่อนลงไปอ่านต่อกันได้นับจากนี้เป็นต้นไป!



ALPINA

ปีนี้ สำนักแต่งเจ้าประจำสำหรับคนรัก BMW ส่งเวอร์ชันแรงพิเศษรุ่นใหม่ๆ มาเปิดตัว
กัน 3 รุ่นรวดแบบทั้ง World Premiere และแบบ Japan Premiere หลายรุ่น จนต้องทำ
บูธออกมาเป็น 2 ฝั่ง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เริ่มจาก ALPINA B4 BiTurbo Coupe บนพื้นฐานของ BMW 4-Series ซึ่งเปิดตัว
ครั้งแรกของโลกในงานนี้ ภายนอกปรับปรุงให้ดุดันขึ้น เปลี่ยนมาใช้ล้ออัลลอย
ลายเอกลักษณ์จาก ALPINA พร้อมยกระดับขุมพลัง เบนซิน 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว
3.0 ลิตร พ่วง Turbo คู่ แรงขึ้นเป็น 410 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร
ต่อเนื่องแบบ Flat Torque ตั้งแต่ 3,000-4,000 รอบ/นาที

ส่วนรุ่นที่เปิดตัวในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกคือ ALPINA D3 BiTurbo บนพื้นฐานของ
BMW 320d มาพร้อมความแรงในแบบฉบับดีเซล ด้วยเครื่องยนต์ Diesel 3.0 ลิตร
Turbo คู่ 350 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตัน-เมตร
มาในรอบต่ำตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาที ยาวไปจนถึง 3,000 รอบ/นาที

อีกรุ่นที่เหลือได้แก่ ALPINA B5 BiTurbo Touring บนพื้นฐาน BMW 5-Series
Touring (F11) วางขุมพลังฃเบนซิน V8 DOHC 32 วาล์ว 4.4 ลิคร Turbo คู่ แรง
สะใจถึง 550 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 - 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดมากถึง 730
นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 - 5,000 รอบ/นาที
-------------------------------



Audi

ค่ายรถยนต์ระดับ Premium จากเมือง Ingolstadt เยอรมันี ยังไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่ถอดด้ามชนิด
เปลี่ยนโฉมทั้งคัน หรือรถยนต์ต้นแบบมาอวดโฉมให้ชาวอาทิตย์อุทัย น้ำลายไหลเหมือนปีก่อนๆ
คราวนี้ เราจึงพบเห็นแค่ Audi A3 e-tron Concept จอดอยู่บนเวที ถือเป็นเวอร์ชันพลังไฟฟ้าล้วน
ที่ถูกนำมาจัดแสดงครั้งแรกในญี่ปุ่น

ส่วน Saloon คันเขื่องที่จอดอยู่ข้างกันนั้น คือ พี่ใหญ่ในตระกูลอย่าง Audi S8 รุ่นปรับโฉม
Minorchange ที่ถูกนำมาจัดแสดงในงานนี้เป็นครั้งแรก เพราะส่วนใหญ่ ในญี่ปุ่นแล้ว S8
มักจะได้รับความนิยมและขายดีกว่ารุ่น A8 ธรรมดา



แต่ไฮไลต์สำคัญของบูธ Audi อยู่ที่ S3 Sedan เวอร์ชันยกระดับความแรงขึ้น
ของรถยนต์คอมแพคท์ซีดานคันใหม่บนพื้นฐาน Audi A3 รุ่นล่าสุด เส้นสายของ
คันจริงถือว่ามีสัดส่วนที่ลงตัวมากกว่าจากที่เห็นในภาพ แต่พื้นที่โดยสารยังคง
คับแคบตามสไตล์ Audi เช่นเคย S3 วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC
16 วาล์ว 2.0 ลิตร พ่วง Turbo และ Intercooler TFSI 220 แรงม้า
(HP) แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร



นอกจากนี้ Audi ยังขนรถยนต์สมรรถนะสูง รุ่นใหม่ๆ ในตระกูล RS มาจัดแสดงโดยคัดเลือก
เฉพาะสีแดงเพลิง และสีขาว เท่านั้นไม่ว่าจะเป็น Audi RS4 Avant , Audi RS5 Cabriolet ,
Audi RS6 Avant , Audi RS7  รวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตอย่าง Audi R8 Spyder V10 และ
รถแข่ง พลังไฟฟ้า R18 e-tron Quattro ขับเคลื่อนสี่ล้อ ของ Audi ที่ใช้ประลองศึกในสนาม
Le Mans มาแล้ว

-------------------------------



BMW / MINI

ถือว่าเป็นบูธ ที่คึกคักเป็นพิเศษในปีนี้ เพราะอุดมไปด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ๆมาเปิดตัวในระดับ
ครั้งแรกในโลก และครั้งแรกในญี่ปุ่นหลายรุ่น

เริ่มต้นด้วยการนำเข้า BMW i ยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมเทคโนโลยีวิศวกรรมล้ำอนาคต ไปบุก
ตลาดญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ทั้งรุ่น i3 และ i8

เริ่มกันที่ BMW i8 รถสปอร์ตประตูปีกนกที่ BMW ตั้งใจทุ่มความพิถีพิถันลงไปในทุกๆ
รายละเอียดของตัวรถ การพยายามใส่ความล้ำยุคลงไปในงานวิศวกรรมถือว่าทำได้อย่างลงตัว
ทั้งการออกแบบครีบบริเวณด้านท้ายทั้ง 2 ข้างให้กลมกลืนกับชุดไฟท้าย รวมถึงภายในห้อง
โดยสาร โดดเด่นด้วย ชุดมาตรวัดดิจิตอลซึ่งถูกออกแบบเพื่อเอาใจนักขับเป็นหลัก

ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ Plug-in Hybrid ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร พ่วง Turbo
231 แรงม้า (HP) เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 131 แรงม้า (HP) จนมีกำลังสูงสุด 362 แรงม้า (HP)
อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในระยะเวลาเพียง 4.5 วินาที



ขณะที่ BMW i3 นั้นใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 170 แรงม้า (HP) ติดตั้งอยู่ระหว่างล้อคู่หลัง
เป็นพลังขับเคลื่อน สามารถแล่นได้ระยะทาง 160 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง  
อีกทั้งยังมีรุ่นขยายระยะทาง Extended Millege พ่วงเครื่องยนต์เบนซิน สำหรับ
ทำตลาดในญี่ปุ่นอีกด้วย

แม้รูปทรงของ BMW i3 อาจจะดูแปลกตา แต่การวาง Packaging ของตัวรถ ดีกว่าที่คิด
เพราะไม่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัดเลย โดยเฉพาะการโดยสารด้านหลังที่ให้ความรู้สึกโปร่ง
มากกว่าที่คิด รวมทั้งเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลในห้องโดยสารเป็นส่วนใหญ่ สร้างสัมผัสระดับ
Premium ล้ำยุคได้อย่างถึงกึ๋น แม้จะเจอว่างานประกอบบางจุดอาจไม่ค่อยเรียบร้อยนัก
และตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ยังไม่ค่อย User Friendly มากนัก ก็ตาม

แต่สิ่งที่ถือว่าล้ำหน้าที่สุดของรถคันนี้ อยู่ที่การใช้โครงสร้างตัวถัง แบบล้ำยุค ทั้ง Carbon
Fiber มาผสานกับ พลาสติกแบบแข็งแกร่งเป็นพิเศษ รวมทั้ง แผงพลาสติกแบบรังผึ้ง ที่ฐาน
เสาคู่หน้า A-Pillar เพื่อกระแทกจากการชน อีกต่างหาก



ด้านรถยนต์ต้นแบบ ชาวมิวนิค ส่ง BMW Concept Active Tourer Outdoor คันสีส้ม
(ชื่อรุ่นจะยาวกันไปถึงดาวอังคารเลยไหม?) มาอวดโฉม เพื่อบอกเป็นนัยๆว่า นี่ละ
พัฒนาการล่าสุดของ รถยนต์ที่คาดหมายว่า จะออกสู่ตลาดในนาม 1-Series GT เพื่อ
ต่อกรกับ Mercedes-Benz B-Class เอาใจลูกค้ากลุ่มครอบครัว ยุคใหม่ นั่นเอง

เวอร์ชันต้นแบบคันสีส้มนี้ จะวางเครื่องยนต์ แบบเบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร พ่วง Turbo
เหมอน BMW i3 แต่เชื่อมต่อด้วย ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมระบบเสียบปลั๊กเชื่อม
กับไฟฟ้าในบ้านได้ Plug-in Hybrid ให้กำลังในระบบรวม 188 แรงม้า (HP) ให้
อัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต่ำกว่า 8 วินาที

คาดหมายว่า รถคันนี้ จะสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง UKL1 (Unter Klass) ร่วมกับ 1-Series
และ 2-Series ที่ BMW ตั้งใจจะผลิตออกขายทั่วโลกให้ได้กว่า 900,000 คัน นับจากนี้



ด้านรถยนต์ สมรรถนะสูง ตระกูล M จาก BMW M GmbH. ปีนี้ พวกเขา ส่ง BMW M4
อันเป็นตัวตายตัวแทนที่สืบทอดตำนาน BMW M3 แบบ 2 ประตู ออกมาจัดแสดงกันก่อน
ที่เวอร์ชันขายจริง จะพร้อมส่งให้นักเลงรถทั่วโลกกระทืบคันเร่งได้ในช่วงปี 2014 นี้

นอกนั้น BMW M6 ทั้งตัวถัง Gran Coupe และ Cabriolet เปิดประทุน ก็มาอวดโฉม
พร้อมกับเครื่องยนต์ผ่าซีก ที่แสดงเทคโนโลยีภายในตัวเครื่อง ให้ได้ชมกันด้วย

ส่วนรถยนต์รุ่นที่ทำตลาดกันปกติทั่วไป BMW เปิดตัว BMW 4-Series Convertible ตัวถังเปิด
ประทุนบนพื้นฐานของ BMW 4-Series ซึ่งถูกออกแบบรูปลักษณ์เมื่อเปิด-ปิดประทุนได้ลงตัว
ไม่แพ้โฉมที่แล้ว โดยรุ่นที่นำมาเปิดตัวในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในโลกนั้นเป็นรุ่น 428i Convertible
จอดขนาบค้างและเคียงคู่กับ 4-Series Coupe ใหม่ล่าสุด ทั้ง 2 รุ่น ดัดแปลงขึ้นบนพื้นฐานของ
BMW 3-Series F30 รุ่นปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมี BMW X1 xDrive20d เปิดตลาด SUV รุ่นเล็ก พร้อมขุมพลัง Diesel Turbo
ในญี่ปุ่น ตามติดผู้ผลิตอย่าง Mitsubishi Nissan Mazda เรียบร้อยแล้ว



แถมให้เล็กน้อยสำหรับ BMW 3-Series GT ที่ผมเพิ่งมีโอกาสสัมผัสรถคันจริงเป็นครั้งแรก
ที่ญี่ปุ่น (ทั้งที่เปิดตัวในเมืองไทย ณ งาน BMW xPo 2013 ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาแล้ว

พื้นที่นั่งด้านหลัง สบายใช้การได้ เบาะนั่งแข็ง แบบเดียวกับ BMW คันอื่นๆ แต่ พื้นที่วางขา
โล่งสบายใช้ได้เลย ขณะที่ พื้นที่เหนือศีรษะ ค่อนข้างน้อย แถมยังออกแบบให้เพดานหลังคา
มีส่วนรองรับศีรษะผู้โดยสารด้านหลัง เป็นแป้นยื่นลงมานิดนึงอีกด้วย



ฝั่ง MINI เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี เพราะมีการเปิดตัว All New MINI
Hatchback โฉมใหม่ล่าสุด  เจเนอเรชันที่ 3 (นับตั้งแต่ MINI เข้ามาอยู่ในร่มชายคาของ BMW)
เป็นครั้งแรกในโลก ณ งานนี้ พร้อมกัน 2 รุ่นรวด ทั้ง MINI Cooper และ MINI Cooper S

ถึงจะมาพร้อมกับสโลแกน The New Original แต่ต้องยอมรับกันอยู่ดีว่า MINI โฉมใหม่นี้ ไป
ไกลจากอุดมคติของ MINI รุ่นแรกมากแล้ว เพราะขนาดตัวถังใหญ่โตขึ้นจากรุ่นปัจจุบันนิดนึง
ตัวรถดูพองมากขึ้นกว่าเดิมชัดเจน

รูปลักษณ์ด้านหน้าโดดเด่นด้วยโคมไฟหน้าพร้อมหลอดไฟ DRL แบบ LED ทรง(เกือบ)วงแหวน
และกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่ โดยรวมแล้วงานออกแบบรุ่นนี้ บางคนชอบ แต่
หลายคน บอกว่า ไม่สวย

อย่างไรก็ตาม เนื้อที่ภายในห้องโดยสารกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คาดไว้ อีกทั้งคราวนี้ BMW
ย้ายชุดมาตรวัดมาไว้เหนือคอพวงมาลัย และสงวนพื้นที่วงกลมบริเวณคอนโซลหน้าไว้สำหรับชุด
เครื่องเสียง และระบบ Infotainment ซึ่งเปลี่ยนมาใช้ปุ่มควบคุมพร้อม Touchpad ด้านบนเหมือน
ระบบ iDrive ของ BMW แล้วเรียบร้อย มีลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยขอบวงกลมบริเวณหน้าจอ
สามารถเปลี่ยนสีได้ เบาะนั่งภายในของรุ่นใหม่ แข็ง และนั่งไม่สบายเอาเสียเลย อาจจะแย่กว่า
รุ่นเก่าเสียด้วยซ้ำ!

เครื่องยนต์ของ MINI ใหม่ ในรุ่น Cooper นั้น เป็นแบบเบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร บล็อกใหม่
พ่วง Turbocharger 136 แรงม้า (HP) ที่ 4,500-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร
ที่ 1,250 รอบ/นาที

ส่วนรุ่น Cooper S เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น เป็นขุมพลังเบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร
พ่วงเทอร์โบ 192 แรงม้า (HP) ที่ 4,700 - 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร
ที่ 1,250 รอบ/นาที ทั้ง 2 ขุมพลัง จะจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

เวอร์ชันไทย รอเจอกันได้ในช่วงต้นปี 2015 ที่จะถึงนี้ ผ่านการนำเข้าของ BMW Thailand

ปล. อย่าแปลกใจว่า ทำไมตำแหน่งของรถในภาพ ถึงได้ไม่เหมือนกัน เพราะมีการสลับตำแหน่ง
ของ MINI ทั้ง 2 คัน ในรอบ สื่อมวลชนของงาน ทั้ง 2 วัน

-------------------------------



CITROEN

บูธ Citroen ในปีนี้ เงียบเหงากว่าปีก่อนๆ มีรถยนต์รุ่นใหม่เพียง 3 คัน ที่เข้ามา
อวดโฉมในงาน ไม่ว่าจะเป็น Citroen DS3 Cabrio เวอร์ชันเปิดหลังคาผ้าใบ
ของตระกูล DS3 ที่ถือว่า ขายดีสุด และสร้างรายได้ให้ Citroen มากสุดในยามนี้

รวมทั้ง Cotroen C3 Minorchange ที่จอดอยู่เงียบๆ ทางด้านหลังของบูธ ถือว่า
เป็นการปรับโฉมครั้งใหม่ จนดูดีขึ้น ลงตัวขึ้นกว่ารถรุ่นก่อนหน้านี้

ส่วนรถยนต์รุ่นใหม่ที่ถือว่าเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น ได้แก่ Citroen
Grand C4 Picasso รถยนต์มินิแวนขนาดใหญ่ทรงแปลก ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่องาน
Frankfurt Motor Show ไปหมาดๆ ความพิเศษของ Grand C4 Picasso อยู่ที่การ
ออกแบบกระจกบานหน้าใหญ่พิเศษ จนเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่มีกระจก
บานหน้าในสไตล์ Panoramic ขนาดใหญ่อย่างแท้จริง ทำให้ภายในห้องโดยสาร
ตัวรถให้ความโปร่งสบายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ เบาะนั่งคู่หน้ายังมาพร้อมกับ
ระบบนวดให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง

เวอร์ชันที่ทำตลาดในญี่ปุ่นนั้น จะมาพร้อมกับขุมพลังเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
1.6 ลิตร พ่วงเทอร์โบ 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่
1,400-3,500 รอบ/นาที เชื่อมต่อกำลังเข้ากับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เพียงแบบเดียว

----------------------------------------------



DAIHATSU

ไม่ว่างานนี้จะจัดขึ้นกี่ครั้งกี่ปีผ่านไป ตำแหน่งของบูธนี้ยังคงอยู่ใกล้กับบริษัทแม่คือ Toyota
ตามเคยอยู่ดี ปีนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่คราวนี้ การออกแบบบูธ มาในแบบ 2 ชั้น เพื่อให้ผู้เข้าชม
ได้ขึ้นไปมองบรียากาศของบูธ และรถยนต์ต้นแบบ ทั้ง 3 คัน ในมุมสูง จะได้เห็นทุกอย่าง
ครบตามแนวคิดในการจัดแสดงครั้งนี้ว่า PLAY Tomorrow  หรือ เล่นกับพรุ่งนี้ให้สนุก
กันไปเลย

รถยนต์ต้นแบบรุ่นแรก ที่ทำให้รู้สึกว่าอยากจะสนุกแล้วนะ นั่นคือ Daihatsu Kopen
Future Included RMX และ Daihatsu Kopen Future Included XMS  รถ Sport
Roadster คันจิ๋ว ที่ Daihatsu เล็งว่าจะนำกลับมาสร้างใหม่นานแล้ว เพื่อสืบทอดตำนาน
ของ Daihatsu Copen รุ่นเดิม

แต่คราวนี้ Kopen ถูกออกแบบให้พลิกโฉมหน้ากลายเป็นรถสปอร์ตคันจิ๋วที่เอาใจนักขับ
อย่างเต็มที่ พร้อมเส้นสายภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยว และใกล้เคียงกับการผลิตขายจริงมากๆ
ถึงแม้เส้นสายจะคล้ายคลึงกับรถ Sport เปิดประทุน ต้นแบบรุ่นก่อนๆ ของ พวกเขาก็ตาม

Daihatsu Kopen Future Included RMX จะมาแนวโรดสเตอร์จิ๋วท้าชนกับ Honda S660
Concept โดยตรง มีหน้าตาที่คมสัน ดูเผิน ๆ บ้างก็คล้าย Subaru BRZ แอบมาขัดเกลาบ้าง
ภายในห้องโดยสารก็แปลกตากับช่องแอร์กลางช่องเดียว ส่วน Daihatsu Kopen Future
Included XMS  จะมาในลุคครอสโอเวอร์หน่อย (แต่ลุยไม่ได้)

แต่สิ่งที่ทำให้หลายๆคน ชื่นชอบมากที่สุดคือ คุณสามารถถอดสลับเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถัง
ภายนอกที่ทำจากเรซินของเจ้า Daihatsu Kopen Future Included XMS ได้ตามสีที่
ต้องการ เหมือน รถ Smart ในปี 1999 และ รถยนต์ต้นแบบ Mazda MX-04 ในปี
1987

ความเป็นไปได้ในการผลิตจริงมีสูงมากเพราะงานออกแบบทั้งคู่ ดูราวกับว่าพร้อม
จะจำหน่ายจริงอีกไม่นานนัก



Daihatsu Deca Deca Concept

ถึงพวกเราจะรู้ว่าผู้ผลิตรถยนต์ K-Car ไม่เกิน 660 ซีซี ทุกยี่ห้อในญี่ปุ่น มักจะเล่นมุขสร้าง
เปลือกตัวถังใหม่ครอบทับกับพื้นตัวถังเดิมและเครื่องเดิมก็ตาม แต่ความน่าสนใจคงจะ
อยู่ที่ผู้ผลิตจะสรรหามุขในการนำเสนอรถยนต์รูปแบบใหม่ได้อย่างไร?

Daihatsu Deca Deca Concept ก็เป็นหนึ่งในความคิดสร้างสรรค์ที่อยากจะขยายตลาด
K-Car (ที่ตอนนี้แทบจะผลิตรถทุกประเภทตัวถังกันแล้ว) ให้แตกต่างออกไปเรื่อย ๆ  โดย
พวกเขาเรียกกันว่า Super Space มาในทรงกล่องเหลี่ยมมุมเป็นพร้อมบานประตูตู้กับข้าว
ขนาดยักษ์ ดูเผิน ๆ นึกถึง Daihatsu Naked บ้าง จุดเด่นของตัวรถคือมันสูงมากถึง 1,850
มิลลิเมตร พร้อมกับยกระดับความสูงของเบาะให้ใกล้เคียงกับ SUV อีกด้วย ภายในเน้น
เนื้อที่ห้องโดยสารสำหรับการใช้ชีวิต Outdoor

ดูรวม ๆ เหมือนกับว่า Daihatsu อยากจะจับตลาดรถที่พร้อมจะใช้ชีวิตนอกสถานที่ แต่
ยังไม่อยากได้รถยกพื้นสูงเหมือนครอสโอเวอร์ซะเท่าไรนัก ภายในห้องโดยสารก็จะ
มีอุปกรณ์สารพัดรองรับการใช้งานนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นตะขอตามจุดต่าง ๆ หรือ
จุดยึดสิ่งของ เป็นต้น

โอกาสที่จะปั๊มผลิตเป็นคันจริงก็ยังมีความเป็นไปได้สูง เพราะดีไซน์ทั้งคันดูไม่คล้าย
รถยนต์ต้นแบบ หลุดโลกเสียเท่าไรนัก หากคิดจะทำคงต้องรีบหน่อยล่ะ



Daihatsu Deco Desk รถบรรทุกจิ๋วหน้าตาแปลกที่ไม่ได้แสดงศักยภาพในการบรรทุกหนัก
อะไรเลย แต่กลับเป็นรถต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาระบบ Fuel Cell ต้นทุนการผลิตต่ำ
และใช้เนื้อที่ติดตั้ง Fuel Cell Stack ไว้ใต้พื้นรถทำให้กินเนื้อที่ประโยชน์ใช้สอยน้อย เหมาะ
สำหรับรถขนาดเคคาร์ตัวน้อย 660 ซีซีขนานแท้

นอกจากนี้ Daihatsu ก็ยังจัดแสดงอุปกรณ์พลังงานที่สร้างขึ้นด้วยแนวคิด Fuel Cell ต้นทุนต่ำ  
ได้แก่ FC. Dock 05c ตู้เก็บพลังงานขนาดเล็กและ FC.Deck 20c ที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้า
เข้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนได้

นี่คงจะเป็นแผนต่อไปของ Daihatsu ล่ะสินะ!!



ส่วนรถยนต์รุ่นใหม่ ที่เพิ่งออกสู่ตลาดนั้น ก็มีมาจัดแสดงในงานนี้ให้ทุกคนได้สัมผัสกัน เริ่มด้วย
Daihatsu Tanto โฉมใหม่ เปิดตัวได้ไม่นานนักก็นำมาอวดโฉมในงานนี้เช่นเดียวกัน ถือว่า 
มาถูกจังหวะ เพราะเริ่มมาในช่วงที่คู่แข่งเริ่มตีตื้นเข้ามาได้ อาวุธร้ายสำคัญของ Tanto ใหม่คือ
การเพิ่มความปลอดโปร่งในห้องโดยสารตอนหน้าด้วยการเลื่อนขอบกระจกบังลมร่นไปด้านหน้า
เพิ่มขึ้น งานออกแบบภายใน และการจัดวางอุปกรณ์ที่ดูทันสมัยขั้นและยังเลือกใช้การกัดลาย
วัสดุที่ดูดี

จุดขายสำคัญที่ยังคงมีคือ ไม่มีเสาหลังคาคู่กลาง B-Pillar ในฝั่งซ้าย (ตรงข้ามกับพวงมาลัยขวา)
และยังขยายความกว้างบานประตูหลังเพิ่มขึ้นทำให้การก้าวเข้าออกทำได้สะดวก นอกจากนี้ยัง
สาธิตวิธีการเข็นรถผู้ป่วย/ผู้พิการนั่งบนรถเข็นเข้าไปใน Tanto อีกด้วย เราก็ได้มองและพลาง
คิดในใจว่า ญี่ปุ่นเขาก็ใส่ใจกับคนทุกระดับและทุกคนจริง ๆ

Daihatsu Move เคคาร์แฮทช์แบคทรงหลังคาสูงขวัญใจสาว ๆ ก็เป็นรถที่นั่งสบายทั้งหน้าและ
หลัง มีที่เก็บของกว้างเกินพิกัด คันต่อมา Daihatsu Move Conte เน้นดีไซน์ทรงเหลี่ยมและ
ดีไซน์ที่ง่าย ๆ ไม่ล้ำสมัยเลยสักนิด ตำแหน่งเบาะนั่งไม่ต่างจาก Move เท่าไรนัก ใช้วัสดุที่มี
พื้นผิวถูกกัดลายค่อนข้างดี

Daihatsu Mira CoCoa แฮทช์แบคทรงมาตรฐานที่ออกแบบมาแนว Retro ดูรอบคันแล้วเอาใจ
หญิงสาววัยรุ่นมากกว่าคนหนุ่ม ไม่เชื่อลองหาหนังโฆษณาดูใน Youtube ได้เลย

Daihatsu Mira E:s หากใครคิดถึง Mira ในไทยเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ถ้าได้ลองนั่งคันนี้ก็น่าจะ
ให้อารมณ์ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะมันเป็นรถที่ราคาถูกที่สุดและประหยัดน้ำมันที่สุดของ
Daihatsu ดังนั้น ความหรูหราหรือน่ารักไม่มีให้เห็นในคันนี้แน่ ๆ เสียงปิดประตูทุกบานค่อน
ข้างกลวง ชิ้นงานวัสดุกัดลายด้อยที่สุดในบรรดาเคคาร์ทั้งหลาย แต่ถึงกระนั้นก็อย่าได้ดูถูก
เพราะออพชั่นมีให้เกินหน้าเกินตารถ

----------------------------------------------



HINO

ผู้ผลิตรถบรรทุกและรถบัส เพื่อการพาณิชย์ ในเครือของ Toyota เปิดพื้นที่กว้างให้
ผู้คนได้ขึ้นไปยลโฉม HINO Poncho Mini รถบัสขนาดเล็ก ในแบบ Community
Bus ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) ผ่านทางแบ็ตเตอรีแบบ
Lithium-ion วางอยู่บนพื้นเฟรมแชสซีแบบ Ultra Low Floor ซึ่งสร้างขึ้นบน
โครงสร้างของรถบรรทุกขนาดเล็ก เจเนเรชันต่อไป ที่ HINO นำมาจัดแสดง
ควบคู่กันไปด้วย คาดว่า รถบรรทุกคันขาวเผือกนั่น จะเป็นต้นแบบให้กับ
Hino Dutro / Toyota Dyna โฉมต่อไป อย่างแน่นอน

ไม่เพียงเท่านั้น Hino ยังนำรถบรรทุก 500 Series ที่ผ่านการแข่งขันรายการแรลลี
สุดหฤโหด Dakar Rally มาให้ได้ขึ้นไปลองนั่งกัน เช่นเดียวกับเทคโนโลยีของ
ระบบ Pre Crush Safety มีกล่องเรดาห์คอยอ่าน และวิเคราะห์ลักษณะสายตา
ของผู้ขับขี่ ว่ามีการเคลื่อนไหวช้าลงหรือไม่ มีอาการง่วงนอนหรือไม่ เพื่อเตือน
ไม่ให้คนขับหลับใน และจอดแวะพักตาม Service Area บนทางด่วนในญี่ปุ่น
ได้ทันท่วงที

---------------------------------



HONDA

บูธ Honda ในปีนี้ตกแต่งด้วยบรรยากาศเรียบง่ายเอามาก ๆ เรียกว่ามีแต่พื้นสีขาว ๆ และสีขาว
ถือว่าเป็นการลดโทนความฉูดฉาดจนน่าผิดสังเกต พอหันไปมุมซ้ายสุดของบูธจะพบภาพสกรีนตัว
น๊อตตัวเล็กตัวน้อยพร้อมโปรยประวัติร่ายยาวพอสมควร สรุปใจความว่าเป็นภาพสะท้อนถึงแนวคิด
ของบูธ (และแคมเปญโปรโมตแบรนด์ Corporate Brande ล่าสุด) ในปีนี้ “Live Outside
The Box” สื่อถึงการคิดค้นสิ่งใหม่ด้วยความสร้างสรรค์ที่สุดแม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ อันเป็นปรัชญา
ของคน Honda ทุกแผนก สินค้าของพวกทั้งหมดจะต้องมีพื้นรากของปรัชญาความคิดนอกกรอบ
เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ จักรยายนต์ เครื่องตัดหญ้า เครื่องยนต์เรือ หรือเครื่องบิน เป็นต้น
ปีนี้ Honda มีรถยนต์รุ่นใหม่และรถยนต์ต้นแบบมาให้เราได้ยลโฉมกันมากมายหลายรุ่น



เริ่มกันที่ Honda NSX Concept เวอร์ชันใหม่ ที่มาพร้อมกับประกาศเปลี่ยนแปลงขุมพลังใหม่
จากแผนเดิม คราวนี้ จะวางเครื่องยนต์ V6 DOHC ฉีดเชื้อเพลิงตรง Twin Turbo จับคู่กับ
มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ลูก  สองลูกแรกจะส่งกำลังอิสระล้อหน้าซ้ายและขวา ส่วนลูกสุดท้ายจะ
ผสานกำลังกับเครื่องยนต์เบนซิน  กำหนดออกสู่สายตาชาวโลก เป็นแห่งแรกที่สหรัฐอเมริกา
ในช่วงต้นปี 2015 เป็นต้นไปซึ่งในตอนนั้นก็เป็น จังหวะที่ Nissan GT-R Hybrid ส่งออกมา
ฟัดกันพอดี (แบบเหมาะเจาะจนเกินไป)

ถ้าใครอยากเห็นคันจริง ไปดูได้ที่งาน Motor Expo วันนี้ ถึง 10 ธันวาคม 2013 เพราะทาง
Honda Automobile Thailand สั่งรถต้นแบบรุ่นเดียวกัน อีกคันหนึ่ง เข้ามาอวดโฉมให้
ชาวไทยได้เก็บไปนอนฝันกลางวันกันเล่นๆแล้ว



คันถัดมาเป็น Honda S660 Concept ที่ Honda ประกาศกลางงานนี้แล้วว่า เวอร์ชันจำหน่ายจริง
จะพร้อมทำตลาดญี่ปุ่นแน่นอน ในปี 2015 เพื่อทำตลาดในกลุ่มรถ Sport K-Car ที่จะต้องชนกับ
Daihatsu Kopen รุ่นใหม่ในงานเดียวกันอีก ตัวรถยังคงรักษาเส้นสายต่อเนื่องจากรถต้นแบบ
คันเดียวกัน จาก Tokyo Motor Show 2011 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถเปิดประทุนคันจิ๋ว
อย่าง Honda Beat อีกครั้งหนึ่ง จุดเด่นอยู่ที่ภายในแบบ Super Cockpit เน้นการออกแบบ
โครงสร้างที่เบาโปร่งและเน้นเอาใจผู้ขับเป็นหลัก จอดเคียงคู่กันกับ Honda S360 รถยนต์
สปอร์ตเปิดประทุน คันจิ๋วที่ Honda ผลิตออกสู่สายตาชาวโลก เมื่อปี 1962



อีกไฮไลต์สำคัญที่สุดของงานนี้หนีไม่พ้น Honda Vezel เล่นเอาบรรดาสื่อมวลชนทั่วโลกเงิบกับ
ข่าวลือเรื่องชื่อก่อนหน้านั้นที่มีการปล่อยในชื่อ CR-U ไม่ว่าจะใช้ชื่อใดคงไม่สำคัญเท่ากับตัวรถ
เพราะเพียงแค่ HOMY DEMIO เผยภาพเจ้า Vezel เป็นครั้งแรกก่อนใครในเมืองไทย ผ่าน
Fan Page Headlightmag.com ของเราไม่ทันไร ก็มีเสียงตอบรับไปในทางบวกในฉับพลันไม่น้อย
และยิ่งเมื่อได้รู้ว่า Honda Vezel จะได้มีสิทธิ์ประกอบเมืองไทยก็ยิ่งเริ่มมีกระแสพูดถึงมากขึ้น
จนต้องเข้าไปทำความรู้จักกับรถคันนี้สักหน่อย

Honda Vezel เป็นครอสโอเวอร์เอสยูวีที่ผสมผสานคุณลักษณะของความเป็นรถเอสยูวีที่ถูกสร้าง
ขึ้นบนพื้นฐาน Honda Jazz และ City ตัวต่อไป เบาะที่นั่งสูง ใต้พื้นรถสูงและความเป็นคูเป้บั้น
ท้ายลาด บางคนพอได้ฟังว่ามีส่วนผสมความเป็นคูเป้ด้วยก็อาจจะร้องหากันเลยทีเดียว่า ด้าน
หลังมันจะนั่งสบายได้จริงตามที่ Honda เคลมไว้จริงหรือไม่? สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งลองคลำ

รูปลักษณ์ตัวรถก็แทบจะใกล้เคียงกับรถต้นแบบ Honda Urban SUV Concept ที่เคยอวดโฉม
ไปในงาน Detroit Autoshow ต้นปีนี้ (ราวกับว่ารถต้นแบบที่เห็นคือคันโปรโตไทป์ที่ใกล้เคียง
กับคันจริงมากที่สุดนั่นเอง)  ด้านหน้าก็จะมาแนว Exciting H Design!!! (ทำความเครื่องตกใจ
 3 ทีเท่านั้น เกินจากนี้ถือเป็นของเทียม) ที่มาพร้อมกับช่องดักลมขนาดค่อนข้างใหญ่พอสมควร

สิ่งที่น่าสงสัยมากที่สุดคือการวางตำแหน่งการตลาด ในเบื้องต้นใคร ๆ ก็รู้ว่ามันต้องเป็นรุ่นน้อง
CR-V แต่สำหรับการต่อกรกับคู่แข่งเองนั้น Honda ก็ไม่ได้สรุปอย่างตรง ๆ ว่าจะจัดอยู่ในกลุ่ม
รถ Crossover ระดับใด เพราะขนาดตัวถังดูเหมือนน่าจะเท่ากับ Mitsubishi RVR ซึ่งอยู่ใน
พิกัด C-Crossover มากกว่า

สัดส่วนตัวถังได้แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ Honda CR-V, Accord Crosstour มาบด ๆ ผสมๆกัน
คลุกเคล้าออกมากลายเป็นคันนี้ ในเมื่อท้ายลาดเทเสียขนาดนี้หลายคนคงจะกังวลว่านั่งสบาย
หรือเปล่า?

เมื่อทดลองเข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้ขับขี่ก็พอจะสังเกตได้ว่า มันให้อารมณ์เหมือนเรานั่งรถเก๋ง
แบบยกสูงประเภท Subaru XV มากกว่าที่จะเป็นรถที่ออกแบบมาสำหรับเป็น SUV โดยตรง

ดีไซน์และคุณภาพวัสดุภายในห้องโดยสารคือจุดขายสำคัญหลักที่อาจทำให้คู่แข่งในย่านราคา
เดียวกันกระอักเลือดได้บ้าง แผงคอนโซลดูแปลกตาด้วยช่องแอร์ฝั่งคนนั่ง 3 ช่องที่ดูแปลกตา
 เพิ่มความทันสมัยด้วยหน้าจอสัมผัสแบบ Built-in ที่ดูเรียบเนียนไปกับแผงพร้อมกับเรือนปุ่ม
กดแอร์อัตโนมัติแบบสัมผัสด้วยความร้อน ที่น่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของปุ่มกดยุคต่อไป แผงเรือน
เกียร์ไว้ในตำแหน่งสูงเหมือนกับพวกรถพรีเมี่ยม

งานนี้ Honda ลงทุนเพิ่มวัสดุบุนิ่มแผงข้างประตูครึ่งบานและบุวัสดุนิ่มบริเวณมือจับประตู
ทุกบาน สวนทางกับค่ายรถบางค่ายที่มักจะบุวัสดุนิ่มที่ประตูคู่หน้าเท่านั้น

เบาะหลังของ Vezel จัดวางเนื้อที่วางขาและเนื้อที่เหนือศีรษะได้ดีเกินคาด ความสูงระหว่าง
เนื้อที่เหนือศีรษะและเพดานจะมีประมาณ 1 กำปั้นโดยประมาณ อาจะเป็นเพราะว่า Honda
ออกแบบแนวเส้นหลังคาให้มีความโค้งแบบครึ่งวงรีด้วยส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ห้อง
เก็บสัมภาระเหลือเฟือ

Honda Vezel เวอร์ชันญี่ปุ่นจะ 2 ขุมพลังให้เลือก ได้แก่ Sport Hybrid i-DCD และ
เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว 1.5 ลิตร Direct Injection

กำหนดการเปิดตัวในญี่ปุ่นนั้น จะมีขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2013 นี้ แต่ในตลาดเมืองไทย
อาจต้องรอกันจนกระทั่งโรงงานแห่งใหม่ ที่ปราจีนบุรี เสร็จสมบูรณ์ ช่วงปลายปี 2014



Honda N-WGN

Honda ตั้งใจเปิดตัวครั้งแรกในงานนี้กันเลยกับเคคาร์ทรงแฮทช์แบคหลังคาสูงเพื่อมาแทนที่
Honda Life โดยเฉพาะ ดีไซน์ตัวรถจะเน้นทรงกล่องเหลี่ยมกันแทบจะทุกมุม แทบจะหาเส้นโค้ง
เว้ากันไม่เจอ แม้กระทั่งมุมสอบของเสาเมื่อมองจากด้านหน้าก็จะเป็นเส้นตรง l__l แบบนี้ เมื่อรู้
ตัวว่าจะต้องออกแบบรถให้เน้นแนวเหลี่ยมสุด ๆ เพื่อให้มีเนื้อที่ใช้สอยมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
จึงทำให้ต้องออกแบบรายละเอียดตัวรถที่ดูซับซ้อนและทันสมัยเพื่อชดเชยกับสัดส่วนตัวถังที่ดูเชย

จุดเด่นของรถคันนี้คือความโปร่งโล่งสบายในที่นั่งตอนหน้า ส่วนหนึ่งเกิดจากแผงคอนโซลฝั่ง
ผู้โดยสารหลบมุมเว้า ตำแหน่งการนั่งและตัวเบาะรองรับร่างกายได้สบายกว่าที่คิด แผงประตู
ข้างหนาค่อนข้างมากแต่ก็มีแอบหลบมุมเว้าให้วางข้อศอกได้

พื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังมีเนื้อที่วางขาชนิดเตะฟุตบอลกันได้เลย แต่ก็แอบสังเกตว่าพนักพิง
เบาะก็แทบจะชิดสุดมุมเสาไม่น้อยจนแอบคิดว่าเนื้อที่ห้องสัมภาระคงต้องน้อยตามแต่เมื่อเปิด
ฝาท้ายกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันกว้างกว่าที่คิดเยอะ

รายละเอียดเครื่องยนต์กลไก เหมือนกันกับ N One และ N Box ที่ออกขายก่อนหน้านี้
และพร้อมขึ้นโชว์รูมเฉพาะในญี่ปุ่นในทันที ที่อวดโฉมเปิดผ้าคลุมในงานนี้เสร็จแล้ว



รถยนต์อีกรุ่นที่คนไทยจับตามองอยู่ นั่นคือ Honda Fit/Jazz เจเนเรชั่นที่ 3 ที่พกพาความ
ทะมัดทะแมง, ความแข็งแกร่งพร้อมทั้งยกมาตรฐานใหม่ ๆ ให้กับวงการ B-Segment
Hatchback ในหลายด้าน

ภาพที่เห็นก็จะเป็นรุ่น RS ตัวแรงติดตั้งเครื่องยนต์รหัส L15B ขนาด 1.5 ลิตร DOHC
16 วาล์ว ฉีดเชื้อเพลิงตรง Direct Injection ให้กำลัง 132 แรงม้า (PS) ที่ 6,600 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 15.8 กิโลกรัมเมตรที่ 4,600 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมันถึง 21.8 กิโลเมตร/ลิตร
จากการทดสอบตามมาตรฐาน JC08 ของรัฐบาลญี่ปุ่น
 
ตัวรถมีความยาว 3,955 มิลลิเมตร (รุ่นเดิมยาว 3,900 มิลลิเมตร) กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง
1,525-1,550 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,530 มิลลิเมตร ยาวกว่าเดิม 30 มิลลิเมตร ความ
สูงจากพื้นถนนถึงตัวรถเหลือแค่เพียง 135-145 มิลลิเมตร (รุ่นเดิม 145-150 มิลลิเมตร)

มิติภายในห้องโดยสารใหญ่โตขึ้นทุก ยาว 1,935 มิลลิเมตร กว้าง 1,450 มิลลิเมตร สูง
1,260 มิลลิเมตร (รุ่นเดิมยาว 1,825 มิลลิเมตร กว้าง 1,415 มิลลิเมตร สูง 1,265-1,290
มิลลิเมตร)

เมื่อลองนั่งดูก็พบว่าเบาะนั่งหน้ามีตำแหน่งที่ต่ำกว่ารุ่นเดิมอย่างที่วิศวกรท่านหนึ่งเคย
พูดเอาไว้ อุปกรณ์รอบคันเหมือนจะถูกโอบล้อมเข้าหาผู้ขับขี่มากขึ้น (แต่คงไม่โอบล้อม
ประชิดตัวคนขับเหมือนรถยุโรปมากมายขนาดนั้น) เมื่อมองด้วยตาเปล่าก็จะพบว่านำ
เทคนิคการออกแบบจากรถพรีเมี่ยมมาบรรจุไว้ นั่นก็คือ ลายตะเข็บสังเคราะห์ขึ้นรูป
นั่นเอง และปริศนาธรรมของพวกเราก็เฉลยออกมาแล้วว่า Honda ใช้เทคนิคพิมพ์ขึ้น
ลายตะเข็บให้มีลวดลายเล็กมากที่สุด อีกทั้งได้บุวัสดุค่อนข้างนุ่มในแผงคอนโซลฝั่ง
ปู้โดยสารเพื่อสร้างความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

เบาะนั่งด้านหลังก็มีตำแหน่งการนั่งและมีบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับรุ่นเดิม แม้กระทั่ง
ความยาวของเบาะนั่ง ก็เพิ่มขึ้น เพื่อให้นั่งทางไกลได้สบายขึ้น แต่ยังคงรักษาความ
เป็นเอกลักษณ์ของเบาะนั่งหลังแบบ Ultra Seat พับเก็บได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตามคนนั่งชิดซ้ายและขวาอาจจะโดนบีบจากเสา C บ้างเล็กน้อย กำหนดการ
เปิดตัวเจอกันในเดือนมีนาคม 2013 เปิดตัวตามติด Honda City โฉมใหม่เพียงแค่
2 เดือนเท่านั้น งานนี้เป็นการวัดใจ Fit/Jazz โฉมนี้ที่ขายในไทยพอสมควร เพราะไป
เปิดตัวทีหลัง Honda City ที่คนไทยเริ่มได้รับการยอมรับมากกว่าค่อนข้างมากแล้ว

ความเห็นส่วนตัวสั้นๆจาก คุณ J!MMY คือ  :
"รถรุ่นใหม่ แก้ปัญหาเดิมได้หลายจุดมากๆ แต่มันต้องแลกมาด้วยบุคลิกตัวของตัวเอง
ของรถรุ่นก่อน ต้องถูกปรับลดทอน "เสน่ห์" ลงไปพอสมควรเลยทีเดียว"



ส่วนรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ๆคันอื่นๆ ก็มีมาจัดแสดงกัน เฉพาะรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2013 มานี้
รวมทั้งรุ่นที่ขายดี ทั้ง Honda Accord Hybrid และล่าสุดกับ Odyssey ใหม่ล่าสุด
ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนงานเริ่มได้ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ไปจนถึงรถยนต์สำหรับผู้ทุพลภาพ และ
บรรดาจักรยานยนต์รุ่นใหม่ มาจัดแสดงในงานนี้คับคั่ง

มีทั้ง ยานพาหนะส่วนบุคคล UNI-CUB B (beta) เจเนเรชั่นที่ 2 ต่อจาก UNI-CUB ดั้งเดิม
ที่เคยเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2012 สามารถบังคับควบคุมได้ด้วยน้ำหนักร่างกาย โดยใช้
ระบบขับเคลื่อนอิสระรอบทิศด้วยเทคโนโลยี Honda Omni Traction Drive System ซึ่ง
เป็นผลที่ต่อยอดจากการพัฒนาหุ่นยนต์ ASIMO

UNI-CUB  β ได้ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเจเนเรชั่นที่แล้วด้วยน้ำหนักที่เบาขึ้น, เล็กลง
มีตำแหน่งที่นั่งเตี้ยลงเหมาะสำหรับผู้ใช้หลากหลายวัยและอายุ มีการออกแบบที่ให้ความ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้ใช้และอุปกรณ์ บุด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่มกว่าเดิมเพื่อลดการเสียดสี
กับยานพาหนะ นอกจากนี้ยังออกแบบให้สามารถตั้งตรงได้เองแม้ไม่ได้ใช้งาน

ขณะที่ งานจัดแสดง ด้านรถไฟฟ้า Honda ก็ส่ง MC-β ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดจิ๋ววิ่ง
ระยะทางสั้นสำหรับคนเมืองแบบใหม่ล่าสุด มาจัดแสดง และเปิดโอกาสให้ผู้คนได้
ทดลองขับกันด้วย

Honda MC-β เป็นโครงการที่การพัฒนาที่ขึ้นอยู่ภายใต้กรอบการสนับสนุนโดยกระทรวง
ที่ดิน,โครงสร้างพื้นฐาน, คมนาคมและการท่องเที่ยว รัฐบาลญี่ปุ่น จะมีแผนทดสอบภาค
สนามจริงภายในเดือนนี้ที่อำเภอ Kumamoto , Saitama และ Miyagojima เพื่อสำรวจ
รูปแบบการใช้งานและต้องการให้รถ Micro car เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะช่วย
สนับสนุนการวางผังเมืองและแก้ปัญหาการคมนาคมในแต่ละชุมชน

Honda MC-β ถูกพัฒนาเพื่อเน้นให้ผู้อยู่ในรถมีพื้นที่กว้างขวางเป็นหลัก เหมาะสำหรับ
ผู้โดยสารผู้ใหญ่ 2 คนได้แบบสบาย ๆ มีขนาดกะทัดรัดมากเพราะสั้นกว่ารถยนต์ K-Car
660 ซีซี ทั่วไป ถึง 90 เซ็นติเมตร มีรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 3.3 เมตร โครงสร้างตัวถังเป็น
แบบ Pipeframe เทคโนโลยีเดียวกับรถจักรยานยนต์, ตัวถังภายนอกทำจากวัสดุพลาสติก
มีดีไซน์ทั้งคันที่เป็นมิตรกับผู้คน, ขุมพลังรองรับการชาร์จประจุ AC100V/AC200V
สามารถเข้าไปชาร์จในสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วไปได้

ในงานก็มีรถจักรยานยนต์ที่น่าสนใจมาอวดโฉม บนแท่นหมุนอันโดดเด่นก็จะเป็น
Scooter ขนาดกะทัดรัด Honda Dunk ที่มีชื่อรุ่นชวนให้นึกถึง Honda Life Dunk
ช่วงปี 2002

คันที่สร้างความฮือฮาพอสมควรคือ Honda Gold Wing F6C ติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบ
1.8 ลิตร ให้กำลัง 116 แรงม้า ดีไซน์ก็จะเป็นสไตล์ลูกครึ่งอเมริกันล้ำสมัยพอสมควร

นอกจากนี้ยังได้จัดแสดงรถจักรยานยนต์คันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถโปรโตไทป์ที่พร้อม
จะผลิต อาทิ CB1300 SUPER BOL D'OR, CB400 SUPER BOL D'OR,  CB400
SUPER FOUR และ  CBR250R ที่คิดว่าน่าจะถูกใจคนไทยไม่น้อย

เมื่อหันมองไปอีกฝั่งก็พบรถต้นแบบ Dunk Custom Concept, Cross Cub Custom
Concept โดยเฉพาะรายหลังนี้ คนไทยน่าจะคุ้นเคยเพราะมันคือนำ Honda Cub รุ่น
ปัจจุบัน (ที่คนไทยรู้จักในชื่อ Honda Dream) มาแต่งในสไตล์ตัวลุยดูแปลกตากว่าที่คิด

Honda ยังจัดรถจักรยานยนต์ที่มีชื่อเสียงด้านการแข่งขันจากทั่วโลกมาจัดแสดง อาทิ
RC142 รถจักรยานยนต์คันแรกที่เข้าร่วมการแข่งัน Isle of Man TT Race ในปี 1959,
RC213V ที่แข่งขันชนะในสนาม 2013 Road Racing World Championship
MotoGP Class, CRF450 RALLY จะเข้าร่วมแข่งในสนาม 2014 Dakar Rally-
Argentina, Bolivia, Chile และ CBR250R Sports base model ที่พร้อมลงแข่ง
ในสนามได้ทุกเมื่อ

-------------------------------



HYUNDAI

ในเมื่อ ชาวเกาหลีใต้ ถอนตัวจากการทำตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปตั้งแต่ช่วง
ปี 2011 แล้ว ดังนั้น กิจการในญี่ปุ่นของ Hyundai Motor ยักษ์ผลิตรถยนต์อันดับ
1 จากแดนโสม เกาหลีใต้ จึงเหลือเพียงแค่ การทำตลาด รถบัส Hyundai Universe
เป็นหลักเพียงเท่านั้น พวกเขา ยังอุตส่าห์ มีสปิริต นำรถบัสคันตัวอย่างมาจัดแสดง
ให้ขึ้นไปลองนั่งเปรียบเทียบกับ บรรดาคู่แข่งที่ตั้งบูธอยู่ใกล้ๆกัน

-------------------------------



ISUZU

พื้นที่ขนาดใหญ่ของค่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ปีนี้ ยังคงตกแต่งคล้ายคลึงกับ
งาน Tokyo Motor Show 2011 อยู่พอสมควร นอกเหนือจากการนำรถบรรทุก
และรถบัส หลายรุ่น รวมทั้ง เครื่องยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ๆ มาจัดแสดงแล้ว

ยังมีการนำ Isuzu MU-X จากประเทศไทย ไปจัดแสดงไว้ ด้านหน้าของบูธ
อีกด้วย ไหนๆก็ไหนๆ เมื่อรถยนต์ ยังส่งไปจากเมืองไทย ฉะนั้น สาวสวย
ที่ยืนข้างรถ ก็เลยต้องเป็นคนไทย!!  คุณภัทริดา ที่ยืนอยู่นี้ บอกกับเราว่า
จะต้อนรับผู้เข้าชมบูธ Isuzu จนถึงวันสุดท้ายของงานเลยทีเดียว!

ไม่เพียงแค่นั้น Isuzu ยังนำเสนอ ตำนานรถย้อนยุคในอดีตของตน ต่อเนื่อง
จากงาน Tokyo Motor Show ปี 2011 โดยนำรถบรรทุก Wolseley ที่ได้รับการ
บูรณะขึ้นมาใหม่บนเฟรมแชสซีเดิม มาจัดแสดงอีกด้วย

รถบรรทุกคันนี้ ผลิตโดย Ishikawajima Shipbuilding and Engineering
Co.,Ltd. ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Isuzu Motor Limited.ในภายหลัง ถือเป็น
รถบรรทุกคันแรกในญี่ปุ่น พวกเขาใช้วิธี ซื้อชิ้นส่วนจาก บริษัท Wolseley
ในอังกฤษ มาประกอบขายที่ญี่ปุ่นจนเริ่มชำนาญ และตัดสินใจ ทำรถบรรทุก
ในแบรนด์ Isuzu ของตนเอง

รถคันนี้มีตัวถังยาว 5,410 มิลลิเมตร กว้าง 1,830 มิลลิเมตร สูง 2,250 มิลลิเมตร
น้ำหนักรวมทั้งคัน เฉพาะหัวเก๋ง และแชสซี 2,000 กิโลกรัม รองรับงานบรรทุก
ได้ 1,500 กิโลกรัม วางเครื่องยนต์ แบบ CP ขนาด 3,079 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วย
คาร์บิวเรเตอร์ กำลังสูงสุด 26 แรงม้า (PS)

-------------------------------



JAGUAR

ค่ายเสือจากอังกฤษปีนี้ ยังคงรุกตลาดญี่ปุ่นด้วยการเน้นยานยนต์สมรรถนะสูง ทั้งการจัดเอา Jaguar XJR
 และ Jaguar XFR มาจัดแสดงเป็นหลัก (ซึ่งต้องขอชมการออกแบบเบาะคู่หน้าที่โอบกระชับเอาใจ
นักขับได้ดีทีเดียว)

แต่ไฮไลท์ที่ Jaguar เตรียมไว้ ซึ่งถือเป็นไม้เด็ดเลยก็ว่าได้ คือการเปิดตัว Jaguar F-Type Coupe
ครั้งแรกในโลกพร้อมกับ LA Autoshow 2013

Jaguar F-Type Coupe จะเป็นรถสปอร์ตตัวถังอลูมิเนียมทั้งคันที่ได้แรงบันดาลใจงาน
ออกแบบมาจากรถต้นแบบ Jaguar C-X16 concept และ F-TYPE Convertible ที่ซึ่งได้รับ
ตำแหน่ง World Car Design of the Year ประจำปี 2013 และพร้อมจะส่ง Jaguar F-Type
Coupe ทำตลาดอเมริกาเหนือภายในฤดูใบไม้ผลิตปี 2014

F-Type Coupe จะติดตั้งเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 340 แรงม้า (PS) มีอัตราเร่ง 0-100
กม./ชม. ภายใน 5.1 วินาที ในรุ่น F-Type มาตรฐาน V6 3.0 ลิตร 380 แรงม้า (PS) อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม. ภายใน 4.8 วินาที ในรุ่น F-Type S และเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร 495 แรงม้า
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.0 วินาทีในรุ่น F-Type R

-------------------------------

LAND ROVER

ฟากค่ายรถยนต์ร่วมชายคา TATA Motors อย่าง Land Rover ใช้พื้นที่ติดกันกับ Jaguar ในการ
แสดงรถยนต์เช่นเคย ในปีนี้ นอกจากจะนำเอา Land Rover Discovery รุ่นปรับโฉม และ
Range Rover Evoque รถยนต์ตรวจการณ์แนวแฟชั่นมาจัดแสดงกันแล้ว

ยังนำเอา Range Rover Sport รุ่นล่าสุด ขุมพลัง HYBRID มาเปิดตัวเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น พร้อม
กั้นรั้วเตี้ยๆ นัยว่าเป็นรถสำหรับการจัดแสดงและยังไม่พร้อมให้มีการขึ้นไปนั่งบนรถยนต์นั่นเอง

-------------------------------



Mazda

ปีนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Tokyo Motor Show ตั้งแต่ ปี 1981 ที่ Mazda 
ไม่ส่งรถยนต์ต้นแบบล้ำอนาคต ที่สร้างขึ้นจาก Mock-up จำลอง มูลค่าหลายสิบล้านบาท
มาอวดโฉมกัน เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Mazda มองว่า ยังไม่ถึงเวลาที่พวกเขาจะ
เริ่มเผยโฉม รถยนต์ต้นแบบจาก โครงการ SkyActiv เวอร์ชันต่อไป

แต่ปีนี้ ชาว Hiroshima ตัดสินใจ เดินหน้าลุย เผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ บนพื้นฐานของ
เทคโนโลยี SKYACTIV กันอย่างต่อเนื่อง มีตั้งแต่  Mazda 6 / Atenza ทั้งรุ่นปกติ
Sedan 2.2 Diesel 6MT (คันเกียร์ กระชับดีมากๆ Shift Feeling ใช้ได้เลย) รวมทั้งรุ่น
Wagon 6AT แถมยังมีรุ่น Sedan ที่ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย อีกมากมายใน
ฐานะรถยนต์ต้นแบบชื่อMazda Atenza ASV-5 (Advanced Safety Vehicle) มา
จัดแสดงอีกด้วย

นอกเหนือจากนั้น ยังมี Mazda 2 / Demio Special Edition ตกแต่งพิเศษ อีก 1 คัน
พร้อมออกสู่ตลาด เดือนธันวาคม 2013 นี้

ส่วนรถยนต์ ที่ขายกันอยู่แล้วในท้องตลาด มีมาจัดแสดง เต็มพื้นที่บูธ อาทิ  Mazda
Axela Sport (SKYACTIV-G เบนซิน 2.0 & 1.5 ลิตร) รวม 3 คัน ; Mazda Axela
Hybrid (SKYACTIV-HYBRID) รวม 2 คัน  Mazda Atenza Sedan and Wagon
รวม 2 คัน ; Mazda CX-5 อีก 2 คัน ; Mazda 5 / Premacy; Mazda Biante Granz
(special needs vehicle); Mazda Roadster (MX-5); and Mazda Flairwagon
Custom (OEM K-Car จาก Suzuki/Nissan) รวมทั้ง เครื่องยนต์ผ่าซีก ตระกูล
SKYACTIV และระบบ Infotainment ใหม่ๆ สำหรับตลาดญี่ปุ่นมาจัดแสดง
ในงานนี้ด้วย



แต่พระเอกของบูธ Mazda ปีนี้ นั่นคือ Mazda 3/Axela Modelchange หนึ่งในรถยนต์ที่ผู้อ่าน
ติดตามการรอคอยมากที่สุด และที่สำคัญมันเป็นรถ Mazda C-Segment ที่ใช้เวลารอคอยการ
เปิดตัวในบ้านเรา น้อยที่สุดในบรรดา Mazda ทุกรุ่นที่เคยทำตลาดในเมืองไทยเสียด้วย เพราะ
มีกำหนดจะเปิดตัวให้เห็นกันในเมืองไทยภายในเดือนมีนาคม 2014 ใครที่เป็นแฟน Mazda
คงจะสมหวังเสียที ใน Tokyo Motor Show ปีนี้ Mazda ขนกองทัพ Axela ใหม่ มาให้ทุกคน
ยลโฉมกันจุใจ แทบจะกินพื้นที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของบูธไปแล้ว

บนเวทีขนาดยักษ์ของ Mazda จึงมีแต่รถยนต์ที่หลายคนรอคอย Mazda 3 /Axela Sport
จอดเรียงกันอยู่ 3 คันรวด!แต่ถ้าพินิจดูดีๆจะพบว่า ทั้ง 3 รุ่น มีขุมพลังแตกต่างกัน

นอกจาก รุ่นเครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0 ลิตร เบนซินแล้ว บนเวทีใหญ่ ยังมี 2 รุ่นย่อยใหม่
ล่าสุด Mazda 3 / Axela SKYACTIV-D 2.2 และ HEV-SKYACTIV ถือเป็นการเปิดตัว
2 รุ่นย่อยใหม่ล่าสุด จากเดิมที่มีแค่เครื่องยนต์ 1.5 และ 2.0 ลิตร อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในตลาด
ญี่ปุ่น ที่ Mazda จะวางขุมพลัง Diesel Common-Rail Turbo และ Hybrid (เบนซิน + 
มอเตอร์ไฟฟ้า) ให้กับ ตระกูล 3 / Axela กำหนดเปิดตัว ในญี่ปุ่น เดือนมกราคม 2014 นี้

อีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งต้องจับตาให้ดีคือ Mazda 3 / Axela SKYACTIV-CNG Concept ถือเป็น
การเปิดตัวครั้งแรกในโลก (World premiere) อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ Mazda นำพลังงาน
ทางเลือก แบบก๊าซธรรมชาติอัด CNG (Compressed Natural Gas) มาผสมผสานร่วมกัน
กับเทคโนโลยี SKYACTIV

เหตุทีบอกให้จับตาดูให้ดี เพราะมีแนวโน้มสูงมาก ที่ รถคันนี้ จะถูกส่งเข้ามาประกอบ
และขายที่เมืองไทย ในฐานะ Mazda ขุมพลัง CNG จากโรงงาน คันแรก อย่างแท้จริง!
เพียงแต่ ณ ตอนนี้ Mazda ยังไม่กล้ายืนยันว่า เป็นไปได้หรือไม่



แต่ถ้าอยากดูเวอร์ชันที่ใกล้เคียงกับบ้านเรา คงต้องมาดูรุ่นธรรมดา ทั้ง 1.5 และ 2.0 ลิตร

เมื่อดูเส้นสายคันจริงแล้ว เราพูดได้เต็มปากว่า ในที่สุด Mazda ก็ดำเนินนโยบายปรับไส้กรอก
ให้มีหลายขนาดเหมือนกับค่ายรถยุโรปหลายค่ายเสียแล้ว เพราะ Mazda Axela/3  โฉมใหม่
เล่นถอดหน้ามาจาก Mazda 6/Atenza  โฉมใหม่มาราวกับจับถ่ายเอกสารย่อขนาดลง

แต่สิ่งที่สามารถสะท้อนถึงความเป็น Mazda Axela/3 ที่แตกต่างจากรุ่นพี่ได้ดีที่สุดคือการออกแบบ
เส้นตวัดเหนือซุ้มล้อหลัง ด้วยเส้นที่เปรี้ยวเช็ดพร้อมทั้งลากเส้นขอบกระจก (Waist Line) เฉียง
ตวัดขึ้นเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้ตัวรถดูทะมัดทะแมงขึ้นกว่ารุ่นปัจจุบันพอสมควร ดูเผิน ๆ ก็คล้าย
เสือชีตาร์กำลังวิ่งล่าเหยื่อ

ภายในห้องโดยสารแลดูคล้าย ๆ 6/Atenza อยู่บ้าง แต่มีการปรับเปลี่ยนงานออกแบบให้เหมาะสม
กับบุคลิกรถ ตำแหน่งการจัดอุปกรณ์และเบาะนั่งเหมือนรถยนต์ยุโรประดั Premium ใช้วัสดุชั้นดี
เหมือนกับ Mazda 6/Atenza ใหม่เปี๊ยบ รุ่น 2.0 จะมี Head-Up Display เน้นเอาใจผู้ขับขี่และ
จุดศูนย์ถ่วงต่ำเป็นหลัก จนผมขอบ่นดัง ๆ ว่ายังมีเนื้อที่ห้องโดยสารหลัง คับแคบและอึดอัด แถมยังมี
พื้นที่วางขา น้อย ไม่เคยเปลี่ยนกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาะนั่งคู่หน้าบดบังการมองเห็นของ
ผู้โดยสาร ด้านหลังไม่น้อย แถมการลุกเข้า - ออก (Ingres / egress) ยังทำได้ไม่ดีเท่าคู่แข่ง และ
พอกันกับรถรุ่นเดิมเสียด้วยซ้ำ

มีความเป็นไปได้สูงว่า เมืองไทยจะได้ใช้เครื่องยนต์เทคโนโลยี SkyActiv ขนาด 1.5 ลิตรและ
2.0 ลิตรเหมือนตลาดญี่ปุ่นทุกประการ ส่วนขุมพลัง CNG จะมีเข้ามาหรือไม่ ยังต้องรอดูกัน
ต่อไปอีกพักหนึ่ง อดใจรออีกแค่ 3 เดือนเท่านั้นครับ สำหรับเวอร์ชันประกอบในไทย

-------------------------------



Mercedes-Benz/Smart/AMG

ค่ายรถยนต์ตราดาวและพี่น้องในเครือ ได้รับพื้นที่การจัดบูธที่ค่อนข้างปลีกวิเวกจากบรรดารถยนต์
นอกประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด เพราะเป็นแบรนด์ยุโรปที่จัดสถานที่ในฝั่ง East Hall เพียงแบรนด์เดียว
แต่ก็ยังนำรถยนต์มาโชว์ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งแบบ World Premiere และ Japan Premiere

รถยนต์ที่ถูกนำมาเปิดตัวครั้งแรกในโลก ณ งานนี้ ได้แก่ Mercedes-Benz AMG Vision Gran
Turismo Concept ถูกผลิตขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 15 ปีของเกม Gran Turismo
(หรือ GT บนแพลตฟอร์ม PlayStation ที่หลายๆคนน่าจะคุ้นเคย) อีกทั้งยังพัฒนาเพื่อใส่เข้า
ไปเป็นรถยนต์ในเกม Gran Turismo 6 ภาคล่าสุดอีกด้วย (และมีการจัดบูธให้เล่นเกมนี้ใน
งานโดยเฉพาะนอกบริเวณ East Hall คนต่อแถวยาวพอควร)

รูปลักษณ์มาพร้อมกับทรงตัวถังแบนเตี้ยแบบคูเป้ 2 ประตู ใช้เส้นสายแบบสะอาดสะอ้านรอบคัน
จนดูแปลกตาไปจากรถยนต์ Mercedes-Benz ในยุคปัจจุบัน พกความแรงมาเต็มเปี่ยม ด้วย
การใช้ขุมพลังเบนซินแบบ V8 ขนาด 5.7 ลิตร สร้างกำลังได้ 577 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด
799 นิวตันเมตร และมีเสียงเครื่องยนต์ที่ Mercedes-Benz จำกัดความว่า เป็นเสียงที่หวาน
เพราะเสนาะหู ให้ความรู้สึกทรงพลังในแบบฉบับ V8

อีกคันหนึ่งที่นำมาจัดแสดงครั้งแรกในญี่ปุ่น ได้แก่ Mercedes-Benz S-Class Coupe Concept
รถยนต์ต้นแบบพรีวิวเวอร์ชันคูเป้ 2 ประตูของ Mercedes-Benz S-Class ที่เพิ่งจัดแสดงไปใน
Frankfurt Motor Show 2013 กันหมาดๆ ก็ถูกขนมาจัดแสดงกันที่ญี่ปุ่นด้วย เป็นการบอกทาง
อ้อมว่า รหัส CL-Class จะถูกยุติบทบาทไป และจะใช้ชื่อ S-Class Coupe แทน คาดว่า
Mercedes-Benz S-Class Coupe น่าจะมีการเผยโฉมเวอร์ชันทำตลาดจริงในปีหน้านี้
ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นต้นแบบมากนัก



ด้านรถยนต์ทำตลาดจริง Mercedes-Benz ก็จัด CLA45 AMG น้องเล็กพริกขี้หนูรุ่นล่าสุดของ
ค่ายมาโชว์เป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นเช่นกัน นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกจะดูดุดันและถูกปรับแต่งให้
เน้นความลู่ลม เพิ่มแรงกดบนท้องถนนแล้ว ขุมพลังใต้ฝากระโปรงยังนำเอาเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ
DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบ อัพความแรงให้แตะระดับ 360 แรงม้า (HP) ที่ 6,000
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร มาตั้งแต่รอบ 2,250 ยาวไปจนถึง 5,000 รอบ/นาที
เชื่อมต่อกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT
DCT 7 จังหวะ

นอกจากนี้ยังมี Mercedes-Benz S65 AMG Long มาโชว์ตัวครั้งแรกของโลกในงานนี้ กลาย
เป็นรถยนต์พรีเมี่ยมซาลูนฐานล้อยาวที่มีสมรรถนะสูงแห่งค่ายดาวสามแฉก ใช้ขุมพลังเบนซิน แบบ
V12 สูบ DOHC 48 วาล์ว 6.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ให้กำลังสูง 630 แรงม้า (HP) แรงบิด
สูงสุดถึง 1,000 นิวตันเมตร!! แรงกระชากวิญญาณกันแบบนุ่มๆเลยทีเดียว

ส่วนรถยนต์รุ่นอื่น Mercedes-Benz ก็นำมาจัดแสดงอย่างครบครัน ทั้ง A-Class, C-Class,
E-Class, ML-Class

แบรนด์ Smart ก็ยังคงทำตลาดในญี่ปุ่นแบบเรื่อยๆมาเรียงๆ แบ่งพื้นที่ในบูธ Mercedes-Benz
จัดแสดง Smart BRABUS electric drive เวอร์ชันพลังไฟฟ้าพร้อมแต่งสปอร์ตเข้มเต็มรูปแบบ
ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 80 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อคู่หลัง

อีกคันหนึ่งเป็น SMART BoConcept Edition การจับมือร่วมกันกับ BoConcept ผู้ผลิตสินค้า
เฟอร์นิเจอร์แนวโมเดิร์นชื่อดัง มาร่วมตกแต่ง เปลี่ยนแปลงให้ SMART กลายเป็นรถยนต์ที่ดู
เรียบง่าย ทันสมัย มากยิ่งขึ้น ทั้งจากการใช้สีตกแต่ง และเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่ดูเรียบหรูมากขึ้น
พร้อมกันนั้น BoConcept ยังผลิตเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก
รถยนต์ SMART ออกจำหน่ายอีกด้วย

-------------------------------



MITSUBISHI MOTORS

น่าสังเกตไม่น้อยว่าวันรอบ Press Media วันที่ 2 ผู้คนดูจะไม่หลั่งไหลมาบูธนี้กันมากมายเท่าไรนัก
ทั้งที่ใช้พื้นหลังสีแดงสดมาประชันกับบูธ Honda ที่อยู่ติดกันพอสมควร คงเป็นเพราะว่ารถยนต์
รุ่นใหม่ยังไม่มีการเปิดตัวในงานนี้มากเท่า Honda ก็เป็นไปได้ แต่อย่างน้อย Mitsubishi ในปีนี้
ก็ลงทุนเปิดตัวรถต้นแบบเอสยูวีและมินิแวนอเนกประสงค์พร้อมเพรียงกันถึง 3 คัน



คันแรก คือ Mitsubishi Concept GC-PHEV  รถยนต์ต้นแบบระดับ Full Size SUV รุ่นต่อไป
มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา เครื่องยนต์วางหน้าและขับเคลื่อนล้อหลังด้วยระบบ
Plug-in Hybrid PHEV จับคู่เครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ
8 จังหวะ เชื่อมด้วยกับมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลังและแบตเตอรี่ที่มีกำลังไฟเพียงพอต่อการใช้งาน

ไฮไลต์สำคัญคือรางแผงจอสัมผัสคอนโซลกลางจากเรือนเกียร์ที่ยาวต่อเนื่องจรดเบาะผู้โดยสาร
ตอนหลัง หมดปัญหาทุกการเชื่อมต่อและยังสามารถแชร์แผนที่ซึ่งกันและกันได้ด้วย

รถต้นแบบคันนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นรถรุ่นเปลี่ยนโฉมของ Mitsubishi Pajero ที่แซยิดจนเริ่ม
จะชราภาพเข้าไปกันทุกวัน



คันต่อมาเป็น Mitsubishi Concept XR-PHEVรถยนต์ต้นแบบ ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของ
Compact SUV เจเนเรชั่นต่อไปที่จะมาแทน RVR หรือ ASX ในตลาดโลก เน้นบุคลิกแนว
สปอร์ต โฉบเฉี่ยวเพื่อการขับขี่อีกระดับ ติดตั้งเครื่องวางหน้า ขับเคลื่อนล้อหน้าพร้อมขุมพลัง
PHEV ด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน 1.1 ลิตร MIVEC Direct Injection พ่วง Turbocharger และ
เชื่อมต่อกับ เทอร์โบชาร์จจับคู่ด้วยแบตเตอรี่ เสียบชาร์จกับไฟบ้านได้ในระบบ Plug-in
Hybrid เวอร์ชันผลิตขายจริง คงต้องรอกันจนถึงปี 2015 - 2016

คันจริงก็สวยดีตามอัตภาพ แต่ก็น่าสงสัยม่น้อยเลยว่า มีรายละเอียดบั้นท้ายที่ดูซับซ้อนมาก
ถ้ารถต้นแบบคันนี้จะต่อยอดให้กลายเป็น RVR/ASX ตัวต่อไป ก็อาจจะไม่ใช้ชิ้นส่วนตัวถัง
หรือโครงสร้างบางอย่างร่วมกับ Outlander โฉมใหม่ ถ้าคิดกันดี ๆ ก็คงเป็นไปได้ เพราะ
นับจากนี้ Mitsubishi ตั้งใจดันตลาด SUV และกระบะเป็นหลักอยู่แล้ว



คันที่ 3 คือ Mitsubishi Concept AR รถต้นแบบเอ็มพีวีเจเนเรชั่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีความ
ปลอดภัยล้ำหน้าและมีเทคโนโลยีเชื่อมต่อล้ำยุค ฟังก์ชันความปลอดภัยจะมีระบบตรวจจับ
วัตถุอันตรายและระบบตรวจจับสิ่งผิดปกติในตัวรถเพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่นำรถเข้ารับบริการ
และแก้ไข

สัดส่วนตัวรถเหมือนกับจะเป็นรถยนต์ Minivan กึ่ง Station Wagon คันเล็กที่จับมายกสูง
มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยว่ารถตระกูล Spacewagon และ Delica D:5 จะถูกยุบรวมกัน
เป็นรุ่นเดียวโดยผสมผสานข้อเด่นที่โดนใจตลาดรวมไว้ในคันเดียว และที่น่าสงสัยคือ
ดีไซน์โดยรวมจะดูมีกลิ่นรถยุโรปน้อยลงกว่านี้หรือไม่ เพราะเท่าที่ดูจากสายตาเหมือนกับ
รถ Renault ผสมกับ Peugeot พอสมควร



นอกจากนี้ Mitsubishi ยังนำรถต้นแบบ Concept GR-HEV มาอวดโฉมในงานนี้ด้วยก็ชัดเจน
แล้วว่ารถต้นแบบคันนี้คงต้องบ่งบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ Mitsubishi Triton โฉมถัดไป
อย่างน้อย ๆ ที่พอจะเดาทางออกได้คือการออกแบบเอกลักษณ์ด้านหน้าใหม่ นอกนั้นมันยังล้ำ
เกินกว่าจินตนาการถึงคันจริงได้ คำตอบของคำถามคงรอกันอีกไม่นานนัก รถต้นแบบคันนี้
เคยนำมาจัดแสดงในเมืองไทย เมื่องาน Bangkok International Motor Show เดือนมีนาคม
2013 ที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น Mitsubishi Motors ยังขนเทคโนโลยีรถยนต์พัลงไฟฟ้า หรือเกี่ยวข้องกับ
ระบบ เสียบปลั๊กชาร์จจากไฟบ้าน Plug-In-Hybrid และ EV หรือ PHEV ที่ออกขายอยู่แล้ว
ใน Mitsubishi Outlander ใหม่ล่าสุด ทั้งเวอร์ชันขายจริง และเวอร์ชันที่เพิ่งส่งมาแข่งแรลลี
ที่เมืองไทย ช่วงกลางปีที่ผ่านมา เพื่อทดสอบการทำงานของระบบขับเคลื่อน ว่าเป็นไปได้
ด้วยดี

Mitsubishi Outlander PHEV เอสยูวีคันใหม่ที่มาพร้อมจุดขายระบบ Plug-in Hybrid EV โดย
หลักการทำงานคร่าว ๆ ระบบจะเลือกสรรการขับเคลื่อน 3 โหมด อัตโนมัติเพื่อประสิทธิภาพ
ในการใช้งานและประหยัดน้ำมันสูงสุด

โหมด EV จะขับเคลื่อนโดยใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลดการ
ปล่อย
มลภาวะและมีแต่ความเงียบขณะขับเคลื่อน

โหมด Series Hybrid ระบบจะส่งกำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบจะตัดเข้าสู่
โหมดการขับเคลื่อนนี้ก็ต่อเมื่อประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่ลดต่ำตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือผู้ขับขี่
ต้องการพละกำลังที่มากกว่าสำหรับเร่งแซงหรือต้องเร่งเครื่องเพื่อขึ้นทางชัน เป็นต้น

โหมด Pararell Hybrid เน้นการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์เป็นหลักโดยมีมอเตอร์ช่วยบ้างใน
บางเวลา โหมดนี้จะทำงานอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูงคงที่ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้รีดประสิทธิ
ภาพความประหยัดของเครื่องยนต์สันดาปภายในได้ดีที่สุด

แบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออนมีอัตราการกินไฟ 12 กิโลวัตต์ชั่วโมงสามารถวิ่งในโหมดรถไฟฟ้าระยะ
ทางสูงสุด 55 กิโลเมตรตามมาตรฐานการทดสอบ JC08 ผู้ใช้สามารถเลือกขับเคลื่อนโหมด
EV ได้ตามต้องการ ระบบจะตรวจสอบพลังงานในแบตเตอรี่ หากไม่เพียงพอก็จะสั่งงานให้
เครื่องยนต์สันดาปภายในปั่นกำลังลงสู่แบตเตอรี่

ติดตั้งมอเตอร์ 2 ตัวไว้สำหรับส่งกำลังเพลาล้อคู่หน้าและคู่หลังก็จะทำให้ลดการสูญเสียกำลัง
ไปได้มาก ตอบสนองได้ดั่งใจกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำงานควบคู่กับระบบขับเคลื่อน S-AWD

เมื่อทดลองนั่งภายในก็พบว่าแม้หน้าตาที่ดูแข็งกระด้างเหมือนรถอเมริกันในช่วงหนึ่ง แต่ก็มีพื้นผิว
สัมผัสที่ให้ความยืดหยุ่นไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบริเวณเรืองแผงคอนโซลด้านบนทั้งหมด, แผงข้าง
ประตูด้านหน้า เป็นต้น ตำแหน่งการขับขี่ดูเหมือนจะเน้นให้ผู้หญิงขับขี่มันได้

การพับเบาะหลังก็ทำหน้าที่ไม่แตกต่างจากรุ่นเครื่องยนต์ปกติเลย คือตัวพนักพิงเบาะรองสะโพก
จะวางหลบบนพื้นรถ เมื่อพับพนักพิงหลังลงจะไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งยื่นเป็นติ่งออกมา

จนถึงรถแข่งพลังไฟฟ้า และรถตู่ พิกัด K-Car ที่จะเตรียมวางจำหน่ายอีกไม่นานนัก
คือ Mitsubishi Ek Space ทั้งแบบธรรมดาและ Custom แต่งสปอร์ต เป็นฝาแฝดโดยตรงกับ
Nissan Dayz Roox คู่แข่งของมันก็ต้องแข่งกับ Suzuki Spacia, Honda N-Box และ
Daihatsu Tanto

แม้จะเป็นรถที่เน้นขายในญี่ปุ่นเป็นหลักแต่ก็ให้ความรู้สึกถึงความเป็นสากลในหลายจุด ไม่ว่า
จะเป็นแผงคอนโซลทั้งหมดที่ดูบางมุมคล้ายกับ Outlander โฉมใหม่, การกัดลายพื้นผิวแบบ
เดียวกับรถเล็กในตลาดโลกสวนทางกับเคคาร์ค่ายอื่นที่กัดลายพื้นผิวละเอียดกว่า แม้กระทั่ง
ทัศนวิสัยด้านหน้าก็ยังให้ความรู้สึกติดสปอร์ตไม่น้อย ไม่ได้โปร่งสายตาอะไรมากนัก

Mitsubishi Ek และ Ek custom แฮทช์แบคทรงสูงที่มีดีไซน์ปราดเปรียวกว่าคู่แข่งเกินหน้าเกินตา
ความปลอดโปร่งด้านหน้าแพ้ Honda N-WGN อย่างชัดเจน ส่วนความโปร่งด้านหลังกำลังดีแต่
ยังเด่นน้อยกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันพอสมควร แต่จุดเด่นที่ขายได้ดีคือมันประหยัดน้ำมันที่สุดในกลุ่มนี้

-------------------------------



MITSUBISHI FUSO

หลังขจากที่ กลุ่ม Mitsubishi corporation ขายกิจการรถบรรทุกให้กับกลุ่ม Daimler AG
จากเยอรมันี ไปแล้ว FUSO ยังคงทำตลาดอยู่ในญี่ปุ่น และ ASEAN ต่อไปเรื่อยๆ ในงาน
Tokyo Motor Show ปีนี้ พวกเขาเน้นไปที่การสื่อสารกับกลุ่มเด็กๆ ถึงการมีส่วนร่วมใน
ชีวิตประจำวันทุกๆคน ของรถบรรทุก โดยใช้วิธี ทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้ผู้เข้าชมบูธ
เลือก และตกแต่งรถบรรทุกออกมาตามใจชอบ แล้วสั่ง Print ออกมา เพื่อตัดเป็น รถกระดาษ
หรือ Paper-Car ติดกาว แล้วเอาไปตั้งประดับบ้านตามใจชอบ

-------------------------------



NISSAN

บูธ Nissan เป็นบูธแรกที่เดินเข้าไปในวันงาน Press Media มันก็สามารถสะกดให้เราอยู่ได้ ไม่ใช่
เพราะการจัดตกแต่งบูธสวยงามขนาดนั้น แต่รอบบูธสามารถส่งกลิ่นหอมพิเศษออกแนวอโรมา
หอมหวานจนมีผึ้งมาแอบดอดเข้ามาในบูธได้ การจัดบูธปีนี้ทำออกมาเป็นแบบ ยกระดับ 3 ชั่้น
อุดมไปด้วยสารพัดรถรุ่นใหม่และรถต้นแบบมาอวดโฉมพร้อมกันในคราวเดียว โซนด้านล่าง
จะอวดโฉมรถตลาดและรถต้นแบบ, ชั้นสองจะโชว์ X-Trail ใหม่ (รอบสื่อวันที่สองจะเอา
Dayz Roox เข้าจอดโชว์ตัวด้วย) และชั้นบนเน้นหนักไปทาง Hi-Performance Vehicles กับ
GT-R และรถยนต์ตกแต่งพิเศษตระกูล Nismo ทั้งหลาย

Theme งานจัดแสดงจะเป็นการเฉลิมฉลองการก่อตั้งแบรนด์ Nissan ครบรอบ 80 ปีพอดี เราจึง
เห็นรถคันจิ๋วและภาพนิทรรศการอยู่ริมขอบบูธ รวมทั้ง การนำรถแข่ง Nissan (Prince) R380
และ Datsun Roadster ปี 1933 จาก พิพิธภัณฑ์ที่ Zama มาจัดแสดงให้ชมกัน



เริ่มจากรถยนต์ต้นแบบคันแรก ดาวเด่นของงานกันก่อน นั่นคือ Nissan BladeGlider Concept
รถต้นแบบสุดล้ำอนาคตที่ Nissan ยืนยันแล้วว่าจะพร้อมผลิตจริงในอีกไม่นานนัก ย้ำกันอีกทีว่า
มันจะถูกผลิตขึ้นจริง รูปทรงตัวรถได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินเจ็ตซึ่งเน้นหลักอากาศพลศาสตร์
ที่ดีสุด ๆ ลดความเสียดทานแทบจะทุกจุดจนให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เสมือนให้ความรู้สึกว่าเหมือน
มีแม่เหล็กที่ทำให้ตัวรถแนบประชิดไปกับพื้นถนน

Mr.Mamoru Aoki : Executive Design Director, Nissan Global Design Center,
Nissan Motor Co.,Ltd.ผู้อำนวยการบริหารงานออกแบบ แห่งศูนย์การออกแบบรถยนต์สำหรับ
ตลาดทั่วโลก บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัดได้เปิดเผยแรงบันดาลใจในการออกแบบ Nissan
BladeGlider คันนี้ว่า มันมีจุดเด่น 2 ประการ ที่นิสสันให้ความสำคัญ  

ประการแรก คือ รูปลักษณ์ที่ลู่ลม ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) Blade Glider
ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงที่ลูกลมเป็นอย่างมาก เคลื่อนที่ได้คล่องตัวประดุจลื่นไหลไปกับ
ถนน พร้อมๆกับมีแรงกด G-Force ให้ตัวรถอยู่ใกล้ชิดกับพื้นถนนมากที่สุด  และด้วยความที่
Blade Glider เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จึงเดินเงียบ ไม่มีเสียง ช่วยกระตุ้น
ความรู้สึกของผู้ขับขี่ รถคันนี้ให้รู้สึกเป็นอิสระ ปลอดโปร่ง (open-air)

ประการที่ 2 รูปทรงของเบลดไกลเดอร์ ในภาพรวมได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินเจ็ท มี
รูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม พร้อมด้วยที่นั่งคนขับสไตล์ค็อกพิท (คนขับนั่งอยู่ข้างหน้าคนเดียว
ผู้โดยสารนั่งด้านหลัง 2 คน) ก็ยิ่งเสริมความรู้สึกโปร่งโล่งสบายให้แก่คนขับมากขึ้นอีก

รายละเอียดทางเทคนิคในเบื้องต้นทราบแค่เพียงว่ามันจะขับเคลื่อนด้วยการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า
แบบ In-wheel ในล้อคู่หลัง พร้อมกับการใช้แบตเตอรี่ชนิด Li-ion ในการเก็บประจุออกแบบ
ให้ตัวรถมีการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังในอัตราส่วน 30:70 ลดน้ำหนักตัวรถด้วยแชสซีส์ที่ผลิต
จากพลาสติกคาร์บอนไฟเบอร์ และได้แรงบันดาลใจทางด้านงานวิศวกรรมมาจากรถแข่งไฟฟ้า
Nissan ZEOD RC ที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงพร้อมจะเข้าสู่สนาม
2014 Le Mans 24 Hours ด้วย



รถต้นแบบฝาแฝด คู่ต่อมาน่าจะยั่วน้ำลายแฟนพันธุ์แท้และพันธุ์เทียมได้มากที่สุดในงานนั่นคือ
Nissan IDx Freeflow Concept และ Nissan IDx Nismo Concept ยิ่งทันทีที่รถ
แล่นออกมาจอดบนแท่น พี่ J!MMY แกก็ยืนนิ่งปลาบปลื้มสักพักใหญ่เลย เพราะเจ้าตัวชื่นชอบ
รถตระกูล Nissan/Datsun รุ่นเก่า ๆ อยู่ ยิ่งพอมาตีความเป็นรถยุคใหม่ ด้วยด้านหน้าที่มีกลิ่น
ความเป็น Bluebird 510 และผสมผสานกับแนวทางการออกแบบรถยนต์ยุคต่อไป จึงเป็น
การตีโจทย์ที่คนรักรถ Nissan ถึงขั้นกรี๊ดลั่นบูธได้

ถึงดีไซน์รถจะอ้างอิงแนวทางการออกแบบยุคเก่าแต่เชื่อหรือไม่ว่า มันเป็นต้นแบบในกรรมวิธี
การสร้างสรรค์รถยนต์แบบใหม่เพื่อค้นหาความต้องการของคนหนุ่มสาวที่แท้จริง ทั้งความน่าตื่น
เต้น รวมถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์รถของพวกเขาด้วย

รถต้นแบบคันนี้จึงออกมาจับกลุ่มลูกค้าชาวดิจิตอลที่เกิดหลังปี 1990 เป็นต้นไปซึ่งจะเป็นการ
นำข้อมูลจากพวกเขามาเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์ กรรมวิธีคิดการพัฒนารถแบบใหม่นี้จะเริ่ม
นำไปใช้จริงในอนาคตอันใกล้ที่ Nissan เรียกกันว่า “Co-Creation” (ไม่ใช่ซันซิลแน่นอน) 
เพื่อค้นหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ถึงที่สุดจริงๆ

Nissan IDx Freeflow Concept จะมาแนว Retro Coupe ที่มีความล้ำสมัยในรายละเอียด
ด้วยการออกแบบเสา C แบบ Floating Roof  มีความยาว 4,100 มิลลิเมตร กว้าง 1,700 
มิลลิเมตร สูง 1,300 มิลลิมตร กลุ่มเป้าหมายของกระบวนการพัฒนาจะเน้นการขับขี่ที่ประหยัดน้ำมัน
จึงเลือกวางเครื่องยนต์ 1.2-1.5 ลิตรจับคู่เกียร์ CVT เป็นหลัก

แต่ Nissan IDx Nismo Concept จะมาในมาดสปอร์ตแบบชัดเจนซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากกลุ่มเป้า
หมาย (ที่สามารถนำข้อมูล ไปร่วมพัฒนา) ที่เกิดและเติบโตมากับเกมแข่งรถจำลองจนพวกเขาคิด
อยากจะมีรถแบบนี้ในชีวิตจริง ก็แน่นอนว่าต้องติดตั้งเครื่องยนต์แรงขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบชาร์จ
มีให้เลือกทั้งเกียร์ CVT และเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

สรุปว่ามันเป็นรถที่โชว์แนวคิดการพัฒนารถจากข้อมูลกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะลึกที่เรียกกันว่า
Co-Creation นั่นเอง แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า มันอาจจะกลายมาเป็น รถยนต์ ขับเคลื่อน
ล้อหลัง ที่เน้นเอาใจลูกค้าในระดับย่อมลงมากว่า Toyota 86 นิดเดียว....



เดินขึ้นไปดูชั้นบนสุดของบูธ อันเป็นสถานที่สิงสถิตของบรรดาเทพแห่งความแรงประจำค่าย
กันบ้าง รถที่แล่นออกมาจากด้านข้างของบูธเป็นคันแรก ก่อนจะขึ้นทางชันไปจอดบนแท่นหมุน
ในวันที่ 2 นั่นคือ Nissan GT-R Nismo ไฮไลต์เด่นบนแท่นหมุนชั้นบนสุดของบูธ รายละเอียด
เบื้องต้นจะยังคงติดตั้งเครื่องยนต์บล๊อก V6 ความจุ 3.8L Twin Turbo แต่ถูกปรับปรุงสมรรถนะ
ให้แรงขึ้น จากเดิม 545 แรงม้า (PS) ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิด 627 นิวตันเมตร เป็น 595 แรงม้า
(PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิด 650 นิวตันเมตร

จุดที่มีการปรับปรุงใหม่ ได้แก่ ระบบไอดี ไอเสีย โดยเปลี่ยนเทอร์โบลูกใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
ยกมาจากรุ่น GT3-Spec พร้อมระบบ Timing Control ควบคุมการจุดระเบิดในแต่ละลูกสูบให้
แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงระบบปั้มน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาทำให้การเผาไหม้
เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

ล่าสุด อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ทำได้เพียง 2.5 วินาที และยังทำลายสถิติวิ่งรอบสนาม
Nurburgring ชนะ Lexus LFA ไปอย่างฉิวเฉียด 7 นาที 8.679 วินาที!! ฟังแล้วน่าขนลุกไม่น้อย

บนชั้นเดียวกันก็ยังพบกว่า Nissan March Nismo ตัว 1.5 ลิตร เกียร์ธรรมดาที่มีการตกแต่ง
ภายในไปเยอะมาก แต่กลับไม่มีใครสนใจแม้แต่เพียงเดินเฉียดผ่านเลย (คันเกียร์ เข้าได้
กระชับกว่า March / Almera รุ่นมาตรฐาน นิดนึง เท่านั้น!) รวมทั้ง Nissan Juke Nismo
และ Fairlady Z / 370Z Nismo สำหรับตลาดญี่ปุ่น



คันต่อมาก็เป็นหนึ่งในรถที่คุณผู้อ่านรอคอยกันเยอะดูเลยนั่นก็คือ All New Nissan X-Trail
ก็อวดโฉมกันในรุ่น 5 ที่นั่ง ทั้งที่จริงแล้วตลาดญี่ปุ่นมีรุ่น 7 ที่นั่งให้เลือกด้วย แต่ก็ไม่ได้นำมา
จัดแสดงกัน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเวอร์ชันยุโรปคือลายล้ออัลลอยอีกลายหนึ่ง และรวม
ไปถึงเครื่องยนต์ที่จะใช้เครื่องบล็อก MR20DD 2.0 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรง

Nissan X-Trail โฉมใหม่ถูกสร้างขึ้นบนชุดโครงสร้างตัวถังและงานวิศวกรรมร่วม CMF เป็น
ครั้งแรกในกลุ่ม Renault-Nissan ก็ทำให้มีการแชร์ชิ้นส่วนร่วมกันในระหว่างรุ่นกันเยอะมาก
เมื่อเข้าไปสัมผัสก็พบว่า Nissan กล้ายกระดับคุณภาพภายในห้องโดยสารให้เทียบเท่ากับรถ
ในระดับ D-Segment กันเลยทีเดียว และหน้าตาแผงคอนโซลแบบนี้ก็ไปโผล่ใน Qashqai ตัว
ต่อไปด้วย

แผงคอนโซลหน้าชั้นบนบุด้วยวัสดุนิ่ม ดีไซน์ชิ้นส่วนภายในที่ดูมีมิติมากกว่า Teana เห็นได้จาก
ช่องแอร์ซ้ายขวาสุดที่จะเป็นช่องยื่นออกมา พวงมาลัยหน้าตาแบบนี้ก็นำมาจาก Teana นั่นเอง
แผงประตูหน้าหุ้มด้วยวัสดุนิ่ม แต่ถึงแผงประตูหลังแล้วกลับไม่ได้บุวัสดุนิ่มบริเวณด้านบนบาน
ประตู ยกเว้นมือจับที่ยังบุด้วยวัสดุนิ่มอยู่

ผม (J!MMY) ยืนยันว่า เบาะนั่งแถว 2 คือ เบาะนั่งแถวกลางที่นั่งสบายสุดในบรรดา SUV
ที่ทำตลาดอยู่ในเมืองไทยตอนนี้ทุกรุ่น แต่ก็เด่นกว่านไม่มากนัก แถมเบาะแถว 3 ดูแล้ว
ถ้าติดตั้งมาให้จริง มีแนวโน้มว่า หุ่นอย่างผม คงปีนเข้าไปนั่งไม่ได้แน่ๆ เพราะดูพื้นที่
ขนาดไม่มีติดตั้งมาให้ ยังเหมาะแค่ไว้เก็บสัมภาระได้เป็นหลักเท่านั้นเลย

ถึงแม้ X-Trail ใหม่จะมีหน้าตาที่ดูดีขึ้น แต่ก็ทำให้หลายคนไม่ค่อยจะเชื่อว่ามันสามารถ
ใช้งานได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ Nissan เลยแสดงโชว์ให้ดูเลยว่าห้องสัมภาระท้ายก็ยังเป็น
แบบ Dual Lid สองชั้นเหมือนเคยสามารถปรับเปลี่ยนยกได้ตามใจเรา ส่วนการพับเบาะ
เพื่อเพิ่มเนื้อที่ห้องสัมภาระยังเป็นแบบพับพนักพิงหลังลงเฉย ๆ ได้เท่านั้นทำให้ไม่
ราบเรียบเท่าไร

นอกจากนี้  Mr.Mamoru Aoki ยังยืนยันว่าได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวรถให้มีความ
สามารถในการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ไม่ได้ลดทอนแม้แต่น้อย

ถึงผู้บริหารชาวญี่ปุ่นจะไม่พูดถึงกำหนดการผลิตในไทย แต่เราก็ขอยืนยันว่าจะได้เห็น X-Trail
ใหม่ในช่วง ต้นปี 2014 ในานะ รถประกอบในประเทศไทย แน่นอน



ในบูธยังจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่สารพัดไม่ว่าจะเป็น Nissan Note ซับคอมแพคท์แฮทช์แบคที่
สร้างขึ้นบนพื้นฐาน V-Platform ลองสัมผัสคร่าว ๆ แล้วให้อารมณ์เหมือนนั่ง Almera ที่ปราด
เปรียวขึ้นเพราะตำแหน่งเบาะคู่หน้าเหมือนกับ March/Almera เปี๊ยบ รวมถึงการใช้วัสดุและ
การกัดเกรนผิวพลาสติกยังจะเหมือนกันอีก จะดีกว่าหน่อยตรงที่เบาะที่ใช้และแผงมาตรวัดที่มี
พื้นหลังสะท้อนสีช่วยทำให้รถดูมีอะไรมากขึ้น

ที่นั่งด้านหลังคือจุดขายสำคัญของ Nissan Note เพราะมีเนื้อที่ยืดแข้งยืดขาได้สบายไม่แพ้
Almera นอกจากนี้ยังมีเนื้อที่เหนือศีรษะโปร่งกว่า Honda Fit/Jazz ใหม่ระดับหนึ่ง แต่เบาะ
รองนั่งเจ้า Nissan Note ดูจะสั้นไปหน่อยถ้าเทียบกับพื้นที่วางขา

Nissan Note ที่เห็นในขณะนี้เป็นรุ่นปรับอุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยใหม่เพื่อมาฟัดกับ
Honda Fit/Jazz ใหม่โดยตรง ได้แก่ระบบเตือนการเปลี่ยนเลนและระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน

ถ้าใครอยากได้รุ่นนี้ต้องบอกว่าเสียใจเพราะไม่มีแผนจำหน่ายในไทย

ส่วน Nissan Teana คันสีแดง นั้น คือเวอร์ชันญี่ปุ่น ที่มีกำหนดจะเปิดตัวในญี่ปุ่น ช่วง
ปลายปี 2013 นี้ ตามหลังการเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา จีน และเมืองไทย ถูกล็อกประตู
ไม่ให้ขึ้นไปลองนั่ง ด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ

Nissan Dayz Roox HighwayStar เคคาร์ทรง Tall Boy จะเริ่มเปิดตัวในปีหน้าซึ่งเป็นฝาแฝด
Mitsubishi Ek Space ตัวรถจะเน้นความสปอร์ตเพื่อฟัดกับพวก Tall Boy แบบ Custom ทั้งหลาย
ส่วนจุดขายยังไม่ชัดเจนมากนักเพราะเนื้อที่ภายในก็กว้างตามอัตภาพ  ต้องรอสเปคเครื่องยนต์
และอัตราสิ้นเปลืองเท่านั้น, Nissan Teana โฉมใหม่มีหน้าตาเหมือนกับบ้านเราทุกประการ,
Nissan Serena Minorchange ปรับโฉมเพิ่มความทันสมัยด้วยไฟ DRL แบบ LED พร้อม
กระจังหน้าใหม่ เพิ่มฟีเจอร์ความปลอดภัยมากขึ้น ภายในปรับปรุงวัสดุหุ้มเบาะและแผงลายไม้
เทียม เพื่อรอต้อนรับการมาของ All New Toyota Voxy/Noah

นอกจากนี้ยังมีรถต้นแบบโปรโตไทป์รถไฟฟ้ามานำเสนอกันเริ่มจาก Nissan Leaf autonomous
drive โชว์เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติก่อนที่จะเปิดตัวในรถยนต์รุ่นจำหน่ายจริงในปี 2020,
Nissan New Mobility Concept ยานพาหนะส่วนบุคคลฝาแฝด Renault Twizy เหมาะ
สำหรับการใช้งาน Car Sharing ผ่านผู้ให้บริการ Choi-Nobi  เมื่อทดลองนั่งเข้าไปก็พบว่ารถ
ทั้งคันใช้วัสดุรีไซเคิลเยอะมาก และก็ไม่รู้สึกว่าล้ำสมัยเหมือนในรูปมากนัก เพราะสิ่งที่ดูไฮเทค
มากที่สุดคือรูปทรงและเทคโนโลยี EV เสียมากกว่า, Nissan e-NV200 รถตู้พลังไฟฟ้าสำหรับ
องค์กรที่อยากจะช่วยลดโลกร้อน ติดตั้งแผงแบตเตอรี่ใต้ท้องรถ เปลี่ยนชิ้นส่วนภายในห้อง
โดยสารเยอะมาก

เสียดายเรื่องเดียว ทั้งที่ Nissan เพิ่งเปิดตัว Skyline ใหม่ล่าสุด แต่กลับไม่มีมาจอดอวดโฉม
ให้เห็นกันเลย ต้องไปดูกันที่ โชว์รูม Nissan Gallery กลางสี่แยกใหญ่ย่าน Ginza ถึงจะ
ได้สัมผัสตัวจริงกันใกล้ๆ



Peugeot

ปีนี้ค่ายสิงโตผยองดูจะลำพองได้ไม่ออกนัก เพาะชาวญี่ปุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจกับ
บูธของพระเอกจากฝรั่งเศสรายนี้เท่าที่ควร แต่ Peugeot Citroen Japan ก็ไม่หวั่น นำ
รถยนต์มาเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นทั้งหมด โดยใช้พื้นที่จัดแสดงแบ่งฟากกันกับ ทาง
Citroen แบรนด์รถยนต์ร่วมกลุ่ม

รถยนต์รุ่นแรก เป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ระดับ Sub-Compact นั่นก็คือ Peugeot 2008 ที่เพิ่ง
เปิดตัวไปหมาดๆในงาน 2013 Geneva Motor Show ที่ผ่านมานำมาเปิดตัวด้วยเวอร์ชันพวง
มาลัยขวาแบบสายฟ้าแลบ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน EB2 แบบ 3 สูบ 1.6 ลิตร ให้กำลัง 82 แรงม้าที่
5,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตรที่ 2,750 รอบ/นาที ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ
5 จังหวะ ETG5 รุ่นใหม่ล่าสุด

ตัวรถนั้นต้องบอกว่ามีขนาดใหญ่พอๆกันกับ Nissan Juke เนื้อที่โดยสารตอนหลังถือว่า
ไม่อึดอัดอย่างที่คิดไว้ เพียงแต่เบาะนั่งแข็ง แถมเนื้อที่วางขามีไม่มากนัก โดยรวมแล้ว
งานออกแบบ วัสดุที่ใช้ และทัศนวิสัยของตัวรถ ไม่ได้ถึงกับน่าพิศมัยมากนัก

ส่วนอีกรุ่นหนึ่ง ได้แก่ Peugeot RCZ R เวอร์ชันแรงสุดของรถสปอร์ตรุ่นเดียวประจำค่าย
แม้จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร พร้อมเทอร์โบ THP เหมือนกับ
เวอร์ชันปกติ แต่ในรุ่น R ถูกปรับจูนใหม่จนมีกำลังถึง 270 แรงม้า (HP) ที่ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร ตั้งแต่รอบ 1,900 ไปจนถึง 5,500 รอบ/นาที

นอกจากนี้ยังมีการปรับสมรรถนะในด้านอื่นๆให้สูงขึ้น ทั้งการติดตั้งลิมิเต็ดสลิป ระบบเบรก
ที่ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่ พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบและระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะที่
ถูกปรับอัตราทดเกียร์เพื่อดึงสมรรถนะเครื่องยนต์ออกมาได้มากที่สุด

-------------------------------



Porsche

ปีนี้ค่ายรถสปอร์ตจาก Sttutgart และดูจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกมากเป็น
พิเศษ เพราะนอกจากขนเอา 911, Panamera, Cayenne มาโชว์อย่างครบครันแล้ว
งานนี้ Porsche ยังใช้เวทีในการเผยโฉม Porsche Macan สมาชิกคันล่าสุดในสไตล์
SUV ขนาดย่อมรองจาก Cayenne เป็นแห่งแรกของโลก

Porsche Macan ถือเป็นความพยายามและความคาดหวังของ Porsche ที่จะเพิ่มยอดขายรถ
ยนต์ของตนให้มากขึ้น โดยเล็งเห็นจากความสำเร็จของPorsche Cayenne ที่พิสูจน์ให้เห็นชัด
แล้วว่า ผู้บริโภคยังคงต้องการรถยนต์ตรวจการณ์ระดับพรีเมี่ยมอยู่มาก และยังมีแนวโน้มที่จะโตขึ้น
ได้อีก ในปัจจุบัน Cayenne ขึ้นแท่นรถยนต์ Porsche ที่ขายที่สุดของค่ายไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วน Macan นั้น พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานร่วมกันกับ Audi Q5 จึงไม่แปลกใจเลยว่าสัดส่วนโดยรวม
ของตัวรถจะทำให้นึกถึง Audi Q5 อยู่ค่อนข้างมากมีเพียงงานออกแบบของตัวรถที่ใช้เส้นสาย
โค้งมน ผสานความเฉียบคม ในสไตล์ Porsche จนให้ความรู้สึกเหมือน Cayenne ที่ย่อส่วน
แต่มีลุคหนุ่มแน่นมากกว่ากันมาก

Porsche Macan ทำตลาดด้วย 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Macan S ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ V6
ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบคู่ ให้กำลัง 340 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิด
สูงสุด 460 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,450 ถึง 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK แบบ 7 จังหวะ

อีกรุ่นหนึ่งคือ Macan Diesel นำเอาขุมพลังดีเซลแบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบมาติดตั้ง
จนสามารถสร้างกำลังได้ 258 แรงม้าที่รอบ 4,000 ถึง 4,250 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด
580 นิวตันเมตรที่ 1,750 ถึง 2,500 รอบ/นาที ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและระบบเกียร์อัตโนมัติ
คลัทช์คู่ PDK 7 จังหวะเช่นเดียวกัน

อีกรุ่นหนึ่งที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกแบบเงียบๆ ได้แก่ Porsche Panamera Turbo S รุ่นปรับ
โฉม ซึ่งกลายเป็นรุ่น Top of the line ของPanamera ไปในทันที ทรงพลังด้วยขุมพลังเบนซิน
V8 ขนาด 4.8 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ 570 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร
ตั้งแต่ 2,250 ถึง 5,000 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังอัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK แบบ 7 จังหวะ

-------------------------------



RENAULT

ปีนี้ อดีตรัฐวิสาหกิจผลิตรถยนต์จากฝรั่งเศส ยังคงตั้งบูธใกล้กับแบรนด์รถยนต์ในเครือสัญชาติ
เจ้าถิ่น อย่าง Nissan โดยมีพระเอกประจำบูธ 2 รุ่น ได้แก่ Sub-Compact SUV รุ่นล่าสุด อย่าง
Renault Captur พร้อมฟีเจอร์หลากอรรถประโยชน์ภายในห้องโดยสารทั้งเบาะนั่งหุ้มผ้าพร้อมซิป
ถอดออกไปซักได้ง่าย หรือแม้แต่การติดตั้งยางยืดยึดสิ่งของในบริเวณต่างๆ พร้อมลิ้นชักเก็บของ
ง่ายต่อการทำความสะอาด ทำตลาดด้วยรุ่น 1.2 TCe ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ 1.2 ลิตร Turbo 120
แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร



นอกจากนี้ยังนำเอา Renault DeZir Concept รถยนต์ต้นแบบที่เผยโฉมตั้งแต่ปี 2010 เอากลับ
มาโชว์แสดงทิศทางงานออกแบบอีกครั้ง อีกทั้งยังขนเอารถยนต์ที่ทำตลาดในญี่ปุ่นมาโชว์อย่าง
เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น Renault Lutecia (Clio ในยุโรป), Magane และ Kangoo รวมถึงรถยนต์
ในแบรนด์ RenaultSport ด้วย



SUBARU

บูธดาวลูกไก่ที่แอบมีของดีมาโชว์มากกว่าที่พวกเราคิดเสียอีก นอกเหนือจากนถ Subaru BRZ
รถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลังขุมพลัง Boxer เวอร์ชันลงแข่งในสนาม มาจอดเป็นนางกวักอยู่
หน้าบูธแล้ว บรรยากาศภายในบูธก็ดูเหมือนจะเน้นการนำ Subaru Levord รถยนต์ตรวจการ
Station Wagon รุ่นใหม่ล่าสุด จับมาหมุนเหมือนปิ้งบนไม้ย่างตามตู้กระจกไก่ย่างห้าดาว
คงกลัวไม่มีใครเชื่อว่า Subaru Levorg คือรถ Brand New ใหม่ล่าสุดจากค่ายนี้



Subaru Levorg เปิดตัวในงานนี้อย่างเป็นทางการและวางตำแหน่งการตลาดเป็น Sport Tourer
สายพันธุ์แท้  ดูเผิน ๆ เหมือนเป็น Impreza Wagon ที่จับมาโมหน้าและท้ายใหม่ แต่ถ้ามองกัน
ตามความจริง Subaru ก็ไม่มีการเปิดตัว Impreza Wagon แต่อย่างใด ถ้าหากพวกเขาคิดอยาก
จะทำรถแวกอนทัวริ่งทรงสมรรถนะขึ้นมาแล้วล่ะก็ พวกเขาก็ต้องนำพื้นฐานบางส่วนจาก
Impreza รุ่นปัจจุบันมาต่อยอดพร้อมทั้งตั้งชื่อใหม่ให้สะท้อนถึงบุคลิคใหม่ที่ต้องการสื่อ

ข้อเท็จจริงที่เราถามมาจากเจ้าหน้าที่ของ Subaru ก็คือ Levorg ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำตลาด
แทรกกลางระหว่าง Impreza และ Legacy พวกเขามองว่า ความต้องการรถยนต์แบบ
Sport Wagon ในญี่ปุ่น ยังมีอยู่มากพอให้ลงทุนทำ Levorg ออกขายกัน

มิติความยาว 4,690 มิลลิเมตร กว้าง 1,780 มิลลิเมตร สูง 1,485 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว
2,650 มิลลิเมตร มิติต่าง ๆ อยู่ในระดับ C-Segment ทั่วไป เมื่อลองนั่งคันจริงก็พบว่า
แผงคอนโซลหน้ามีการตกแต่งเพิ่มความพรีเมี่ยมมากกว่า Impreza  ส่วนเบาะนั่งหลัง
ก็จะยกระดับจากเบาะหน้า 10 มิลลิเมตร ทำให้นั่งได้สบายขึ้นโดยที่ยังมีเนื้อที่ศีรษะ
กว้างขวาง

เมื่อเรามองรายละเอียดตัวรถทั้งจากคันจริงและสเปคที่แจ้งมาก็จงอย่าไปเผลอไผลเรียกว่า
เป็น Impreza Wagon เป็นอันขาด เพราะนอกจากมันจะมีรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างลงตัวแล้ว
มันยังติดตั้งขุมพลังใหม่ล่าสุดที่จะทำให้การขับขี่เร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร สูบนอน
DIT (Direct Injection + Turbocharger + Intercooler) 170 แรงม้า (PS)
แรงบิด 25.5 กก.-ม.จับคู่เกียร์ CVT LinearTronic แต่ประหยัดมากถึง 17.4 กิโลเมตร/ลิตร

แต่ถ้าอยากแรงกว่านี้ต้องเลือกเครื่อง 2.0 ลิตร สูบนอน DIT นำเครื่องยนต์ รุ่น 1.6 ลิตร
มาขยายช่วงชัก ให้กำลังสูงสุด ถึง 300 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 40.8 กก.-ม.จับคู่เกียร์
อัตโนมัติ CVT Sport LinearTronic มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 13.2 กิโลเมตร/ลิตร

เราสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัว Subaru Levorg ก็ได้ความว่า รถคันนี้จะยังสงวน
การทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นไปก่อน เพราะตลาดแวกอนพลังแรงในที่อื่น ๆ ยังแคบอยู่มาก



ส่วนรถยนต์ต้นแบบนั้น Subaru ขนมาให้เราดูกัน 3 คัน เริ่มจาก Subaru Viviz Evolution
Concept แม้จะมีรูปลักษณ์ทั้งหมดเหมือนกับ Subaru Viviz Concept ที่เคยอวดโฉมมาแล้ว
ในงาน Geneva Motorshow 2012 ความแตกต่างของมันคือ Viviz Evolution Concept
จะติดตั้งเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร DIT เล็กลงกว่าตอน Viviz Concept โชว์โฉม แต่ก็ยังยืนยัน
ว่าแนวทางการออกแบบของ Subaru ยุคใหม่ก็ควรจะดูเจ้าคันนี้ไว้ด้วยเช่นกัน



Subaru Cross Sport Design Concept มองครั้งแรกอาจงุนงง เพราะนึกว่าเป็นรถต้นแบบ
ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ถ้ามองหน้ากันให้ลึกซึ้งก็จะพบว่านี่มันคือเจ้า BRZ/86 ที่ถูกจับมา
ต่อตูดขยายหลังคานี่นา!! แค่นั้นยังไม่พอ Subaru ยังจับยกสูงขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มบุคลิก
ทะมัดทะแมง ในแนวทางของ รถ Sport Shooting Break Crossover ที่สมบูรณ์แบบ

แนวทางการแตกรุ่นแตกหน่อให้กับ BRZ/86 นั้น เป็นแนวคิดที่น่าสนใจทีเดียว เพราะตัวรถ
โดยพื้นฐานเอง สามารถต่อยอดไปพัฒนาต่อเป็นรถยนต์รูปแบบอื่นได้ เช่น Shooting Brake
หรือรถแวกอน 3 ประตูที่เน้นความสปอร์ตเอามาก ๆ ดีไซน์ตัวถังผิดแผกไปจากแนวทางเดิม
ของ Subaru ไปพอสมควร  มันไม่เพียงแต่จะเข้า-ออกได้สะดวกเท่านั้น แต่มันยังมีเนื้อที่
ห้องโดยสารและห้องสัมภาระที่พอเพียงอีกด้วย  และรองรับการใช้งานในลักษณะรถแบบ
SUV อีกด้วย



Subaru Crossover 7 Concept นี่คือรถต้นแบบที่เราเชื่อว่าเป็นการดิ้นหนีตายครั้งสำคัญของ Subaru
Exiga ในตลาดญี่ปุ่นและ Tribeca ในตลาดสหรัฐอเมริกาใช่หรือไม่? เพราะ Subaru สหรัฐอเมริกา
ก็ยืนยันกับดีลเลอร์ที่นั่นแล้วว่า Subaru จะต้องมีรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งทำตลาดในอีกไม่นานนัก
แล้วยิ่งทางญี่ปุ่นก็อวดโฉมรถต้นแบบคันนี้ด้วยแล้วมันก็เหมือนมีคำตอบของคำถามเหล่านี้ไปในตัว

Subaru Crossover 7 Concept  จะเป็นการจับนำ Subaru Exiga มาปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ ตกแต่ง
ให้ดูทะมัดทะแมงพร้อมจับตัวรถให้ยกสูงขึ้นและสาดสีภายในห้องโดยสารให้แซมสีส้มเริงร่า
ดูแล้วมีแววว่าเจ้าคันนี้อาจจะส่งไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก

และท้ายสุด คือ Subaru BRZ Premium Sport Package มาพร้อมกับสีตัวถังเทาดำ แต่ภายใน
เป็นสีน้ำตาลเบจอ่อน สวยงาม และทำให้ตัวรถที่เคยดุๆดิบๆ กลับดู Premium ยิ่งขึ้นกว่าเดิม



SUZUKI

บูธ Suzuki ในปีนี้เน้นการเปิดตัวรถและโชว์รถต้นแบบที่พร้อมจะพัฒนาเป็นคันจริงได้ นัยว่า
Suzuki คงจะต้องการกลับมาครองตลาดเบอร์ 1 อีกครั้งให้จงได้ หลังจากเสียแชมป์ให้ Daihatsu
มาหลายปีด้วยการเปิดตัวรถในกลุ่มตลาดใหม่ล่าสุด บรรยากาศการตกแต่งบูธแทบจะไม่แตกต่าง
จาก Honda มากนัก คือจะเน้นการจัดแสดงรถเด่นแบบแถวเรียงหน้ากระดานและมีฉากพื้นหลัง
ที่เรียบง่ายเอามากๆ แต่เป็นจอยักษ์ขนาดยาวแทน



เรามาดูรถต้นแบบกันก่อน Suzuki Crosshiker ต้นแบบครอสโอเวอร์ขนาด A-Segment สุดสวย
ด้วยความยาวตัวถัง 3,650 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,540 มิลลิเมตร ติดตั้งเครื่องยนต์
3 สูบ 998 ซีซี Dual Jet Engine รถคันนี้จะเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยละทิ้งความสนุกสนาน

งานวิศวกรรมพื้นฐานจะเป็นการต่อยอดมาจากรถต้นแบบ Regina Concept ที่จะเน้นโครงสร้าง
น้ำหนักในระดับเดียวกับรถ K-Car คือเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง เราเชื่อลึก ๆ ว่า Suzuki น่าจะ
แอบซุ่มทำ Big Project บางอย่างที่จะปฏิวัติคุณค่าความเป็นรถ A-Segment ที่สามารถเข้ากับ
พฤติกรรมคนใช้รถยุคนี้ให้ได้ เห็นทีจะต้องติดตามกันต่อไป



คันต่อไป คือ Suzuki X-Lander รถต้นแบบจี๊ปขนาด A-Segment หน้าตาทันสมัย มีความยาว
3,600 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,700 มิลลิเมตร ติดตั้งเครื่องยนต์ 1,250 ซีซี แบบ
Dual Jet แนวคิดโดยรวมเหมือนกับนำ Suzuki Jimny มาต่อยอดใหม่ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น
และมีแนวโน้มที่จะได้เห็นเวอร์ชันผลิตขายจริงในฐานะ Jimy รุ่นต่อไป ราวๆอีก 2 ปีข้างหน้า



นอกเหนือจากบนเวทีแล้ว ด้านข้างบูธฝั่งขวามือ ยังมี รถยนต์ SUV ต้นแบบ
Suzuki IV-4 Concept ที่ส่งตรงมาจากงาน Frankfurt Motorshow
เมื่อเดือนก่อน การอวดโฉมครั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นการยืนยันแล้วว่า Suzuki
คงจะเอาจริงตลาดกลุ่ม B-SUV อย่างจริงจัง รูปโฉมคันจริงของ IV-4 นั้น
แอบชวนให้นึกถึง Suzuki Vitara โฉมแรกพอสมควร

Suzuki iV-4 Concept มาในแนวคิด "Grab your field" ที่สะท้อน
ประวัติศาสตร์ความเป็น Suzuki SUV สมัยก่อน กับเส้นสายภายนอกดุดัน
ทรงพลังรอบคัน ทุกสัดส่วนมีความบึกและถึก ด้านหน้าเป็นเอกลักษณ์ของ
Suzuki ชัดเจน ด้วยกระจังหน้าทรง 5 ช่องแนวตั้ง, ฝากระโปรงที่เน้น
เหลี่ยมสัน, เทคโนโลยีสำคัญที่ติดตั้งลงในรถยนต์ต้นแบบคันนี้คือระบบ
ขับเคลื่อน 4 ล้อ ALLGRIP ที่เตรียมเปิดตัวสู่ตลาดโลกในอนาคต

ตัวถังภายนอกยาว 4,215 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,665
มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,500 มิลลิเมตร



ส่วนคันนี้ เป็นรถยนต์รุ่นใหม่ ล่าสุด Suzuki Hustler ไม่ใช่ต้นแบบแต่เตรียมออกมาขายจริงแล้ว
ว่ากันตามตรงมันก็เปรียบเสมือนกับ Hummer จับมาย่อส่วนทำหน้าแอ๊บแบ๊ววิ่งเล่นแถวๆ ย่าน
Harajuku เพราะดีไซน์ได้แรงบันดาลใจจาก Hummer แต่ปรับภาพลักษณ์ให้กลายเป็นรถยนต์
แนว Mini Crossover SUV สำหรับใช้ชีวิตนอกเมืองหรือในเมืองเป็นประจำทุกวัน บ่งบอกถึง
Life Style ของคนที่ชอบอิสระ และมีความสุขในสิ่งที่ได้ทำ

Hustler คือ คำตอบที่ว่า ถ้า Suzuki ต้องการจะสร้าง Toyota FJ Cruiser ในเวอร์ชันคันเล็ก
ตามสไตล์ของตนเอง มันจะออกมาเป็นแบบนี้แหละ!

การเข้าออกตัวรถจะคล้าย ๆ กับรถยนต์ทรง Tall Boy พอสมควร เพราะตัวรถเป็นแบบ
Crossover ยกพื้นสูงนิดหน่อย แต่ตำแหน่งเบาะนั่งถือว่าอยู่ในระดับพอ ๆ กับรถยนต์
กลุ่ม K-Car Hatchback จุดเด่นของมันจะอยู่ที่งานออกแบบภายในห้องโดยสาร เน้น
ความทนทานในการใช้งานเป็นหลัก ยิ่งเห็นมือจับประตูหลังนี่ก็พอทำเนาได้ว่า กลุ่ม
ลูกค้าเป้าหมายของรถคันนี้ต้องใช้ชีวิตกลางแจ้งบ่อย

มิติตัวถัง ยาว 3,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,475 มิลลิเมตร สูง 1,665 มิลลิเมตร ติดตั้งเครื่องยนต์
เบนซิน 3 สูบ 660 ซีซี พร้อมระบบ ene-CHARGE และระบบ idle stop จับคู่เกียร์ CVT
น้ำหนักตัว 790 กิโลกรัม

กำหนดการเปิดตัวยังไม่ได้ระบุชัดเจน แต่คาดว่าจะได้เห็นในช่วงต้นปี 2014 อย่างแน่นอน



อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่ Hustler จะวางขายจริง Suzuki ก็ทำรุ่นตัวถังพิเศษ ออกมาสำรวจ
ตลาดกันต่อเนื่องอีกรุ่นเลย นั่นคือ Suzuki Hustler Coupe รถต้นแบบที่ดัดแปลงมาจากเจ้า
Hustler รุ่นใหม่ล่าสุด ชูเอกลักษณ์เด่น ด้วยบั้นท้ายลาดและหักลงมาทั้ง ๆ ที่ลุคออกแนว
ลุยเล็กน้อย เหมาะสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการ Crossover เท่ห์ ๆ ออกสปอร์ตนิด ๆ
ยังไม่มีกำหนดการผลิตขายขจริงออกมาในตอนนี้



ส่วนรถยนต์รุ่นต่างๆ ทั้งหมดที่ขายอยู่ในญี่ปุ่น ก็ถูกขนมาจัดแสดง
กันต็มพื้นที่บูธ ไม่ว่าจะเป็น Alto ECO เวอร์ชันประหยัดสุดๆ ของ
Alto 660 ซีซี ในญี่ปุ่น ที่รุดหน้านำเกมด้านประหยัดน้ำมัน โดยทำได้
ถึง 35 กิโลเมตร/ลิตร (ตามการทดสอบโหมด JC08 ของรัฐบาลญี่ปุ่น)
เกทับ Daihatsu Mira e:S แชมป์เก่า 32 กิโลเมตร/ลิตร ไปอย่างสบายๆ

Suzuki Swift รุ่นปรับโฉม Minorchange นอกจากติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่
Dual Jet 1.2 ลิตร พร้อมชุดเครื่องเสียงใหม่ OEM โดย Panasonic แล้ว
ยังติดตั้ง Cruise Control มาให้ด้วย คันจริง วัสดุก็เหมือนกับเวอร์ชันไทย

ส่วน Swift Sport นั้น ยังครองความเป็นเทพประจำพิกัด B-Segment
ด้วยความแรงระดับ 136 แรงม้า (PS) คันเกียร์ธรรมดา มาในสไตล์
รถแข่ง กระชับไม่แพ้คันเกียร์ธรรมดาของ Toyota 86 เลยทีเดียว

ในกลุ่ม K-Car คันจิ๋ว มีทั้ง Suzuki Spacia / Spacia Custom รถตู้
ทรง Tall Boy ที่ประกบกับ Daihatsu Tanto กันอยู่ Suzuki Wagon R
ไปจนถึง Suzuki Lapin Chocolat สีชมพู หวาน เอาใจสุภาพสตรีเต็มขั้น
ทั้งภายนอกและภายใน แถมชุดเครื่องเสียงต่อเชื่อมกับโทรศัพท์ Smart
phone พร้อมระบบนำทาง GPS Navigation System ได้อีกด้วย

ไปจนถึง Suzuki Jimny Mini Off road 660 ซีซี ที่ขายกันมาตั้งแต่
ปี 1998 และปรับโฉมมาเรื่อยๆ ตอนนี้ คันเกียร์ เป็นแบบ Gate Type
และเพิ่มชุดเครื่องเสียงชั้นดีมาให้ ในราคาสุดคุ้ม

แต่ที่หลายคนละเลย ทว่า ผมกลับสนใจ นั่นคือ Suzuki Carry
เวอร์ชันญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากรุ่น 1,300 ซีซี ของบ้านเราซึ่งนำเข้า
จากอินโดนีเซีย ตรงที่ ตัวถังเล็กกว่า ใช้เครื่องยนต์ 660 ซีซี
เพิ่มเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันในปี 2013 มานี้เอง มีเกียร์อัตโนมัติ
มาให้ มีห้องโดยสารที่ นั่งสบายขึ้นกว่ารุ่นก่อน และผลิตขาย
เฉพาะในญี่ปุ่น เท่านั้น

ที่เหลือ Suzuki จะมีจักรยานยนต์หลายรุ่นมาจัดแสดง ทั้งรุ่นต้นแบบ
และรุ่นจำหน่ายจริง อย่าง Hayabusa เวอร์ชันใหม่ สำหรับปี 2014
ก็ถูกนำมาปรากฎตัวในบูธกันแล้ว



TESLA MOTORS

แบรนด์รถยนต์ที่เกินความคาดหมาย ได้แก่ Tesla Motors ที่ใจกล้า ขอนำรถยนต์มาเบิกตลาด
รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมี่ยมให้กับชาวญี่ปุ่นโดยจัดแสดงบนพื้นที่ขนาดย่อมใกล้กับบูธของ Honda
และ Mercedes-Benz จัดเอา Tesla Model S ทั้งโครงสร้างพื้นตัวถัง และตัวรถคันจริง
มาโชว์

ตัวรถคันจริงนั้น ต้องบอกว่าแตะระดับพรีเมี่ยมอย่างแท้จริง ทั้งคุณภาพงานประกอบ และการจัด
แพคเกจจิ้งตัวรถที่ทำให้มีเนื้อที่สัมภาระมากอย่างน่าประหลาดใจส่วนภายในห้องโดยสารมี
ความไฮเทคแบบเต็มที่ เพราะแผงคอนโซลหน้าใช้หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และมีฟีเจอร์ควบคุม
ตัวรถต่างๆมากมาย และใช้ง่ายเสมือนสมาร์ทโฟน

แต่ปัญหาอยู่ที่เนื้อที่โดยสารตอนหลัง เมื่อหลังคาเทลาดอย่างมาก จนทำให้พื้นที่เหนือศรีษะ
อาจจะไม่เหลือมากเท่าที่ควร



TOYOTA / LEXUS

Toyota ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมคอนเซปท์การจัดแสดง ‘FUN TO DRIVE. AGAIN.’
ตอกย้ำเจตนารมณ์ที่รถยนต์ Toyota จะต้องมีความสนุกในการขับขี่ “ถ้ารถยนต์ Toyota ขับไม่สนุก
มันก็ไม่ใช่รถยนต์อีกต่อไป”

ดังนั้น การจัดแสดงรถยนต์ในครั้งนี้ จึงเน้นนวัตกรรมและการย้ำจุดยืนรถยนต์ควรเป็นหนึ่งเดียว
กับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ Toyota ยังเนรมิตส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงานให้กลายเป็น ‘TOYOTOWN’
อันเป็นแคมเปญโฆษณาในญีปุ่่น เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โชว์เรื่องราวสมมติในเมือง
ที่มีรถยนต์ Hybrid เป็นตัวเอก ประกอบด้วย ดารานักแสดงชื่อดังในญี่ปุ่น มากมายหลายคน ที่
เคยมาเป็น Presenter ให้กับ Toyota มาแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ Doraemon แมวหุ่นยนต์ขวัญใจเด็กๆ
ที่ยังคงรับหน้าที่เดียวกัน ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ นอกจากนั้นแล้ว ยังจัดการโชว์รถยนต์ต้นแบบ
รุ่นใหม่ล่าสุดถึง 3 รุ่น เปิดตัวครั้งแรกในโลกพร้อมกันในงานนี้



Toyota FCV Concept รถยนต์ซีดานแห่งอนาคต มาจากการตระหนักว่าท้ายที่สุดแล้ว รถยนต์
ในอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้า จะใช้พลังงานเซลล์เชื้อเพลิงเป็นพลังงานหลัก Toyota
จึงแสดงวิสัยทัศน์นั้นผ่าน Toyota FCV Concept รูปทรงของตัวรถ ดูคล้ายส่วนผสมระหว่าง
Toyota Vios โฉมปัจจุบัน และToyota Prius โดยเด่นด้วยช่องรับอากาศด้านหน้าขนาดใหญ่
และเส้นสายด้านข้างที่ชัดเจน ทำให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวและไดนามิกมากกว่า Toyota แบบเดิมๆ

ระบบขับเคลื่อนเซลล์เชื้อเพลิง ใช้ Toyota FC Stack ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ในการเก็บ
ประจุไฟฟ้า โดยสามารถเดินทางได้อย่างน้อย 500 กม.ต่อไฮโดรเจน 1 ถัง อีกทั้งยังมีความ
สามารถในการช่วยจ่ายไฟให้แก่บ้านเรือนได้อีกด้วย

อยากให้จับตาดูรถยนต์ต้นแบบรุ่นนี้ให้ดี เพราะถึงแม้จะถูกผลิตขึ้นมาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เรื่อง
รถยนต์ Fuel Cell  แต่ด้านงานดีไซน์แล้ว รถยนต์ต้นแบบคันนี้อาจกำลังบอกใบ้ทิศทางงาน
ออกแบบของ Toyota Prius โฉมใหม่ ก็เป็นได้



Toyota JPN TAXI Concept มาจากแนวคิดที่ตระหนักว่า ในหลายเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น รถยนต์
แท็กซี่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ของเมืองไปแล้วดังนั้น หากมีการพัฒนารถยนต์แท็กซี่
แนวใหม่ให้ทันสมัย สะดวกสบายกับผู้โดยสารทั้งเด็กเล็กไปจนถึงคนสูงอายุ และมีรูปทรงที่
สวยงาม ช่วยทำให้ภูมิทัศน์ของเมืองสวยงามไปด้วย

รถยนต์ต้นแบบรุ่นนี้ จึงมาพร้อมกับรูปทรงท้ายตัด หลังคาสูงโปร่ง พร้อมประตูแบบบานเลื่อนทำ
ให้ง่ายต่อการเข้า-ออกตัวรถ และเลือกใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติ (LPG)ทำให้มีความประหยัดใน
การใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่แนวโน้มที่รถยนต์ต้นแบบคันนี้จะถูกนำมาผลิตจริงเพื่อ
เป็นรถยนต์แท็กซี่นั้น ยังไม่มีการประกาศใดๆออกมาครับ



คันซ้ายสุดบนเวทีกลาง นั่นคือ Toyota 86 Open Concept เวอร์ชันต้นแบบของ 86 ที่ Toyota
อยากผลิตออกขายในลำดับถัดไป แต่ เจอผู้บริหารของ FHI Subaru ขวางไว้ว่า การลงทุนทำ
หลังคาด้านหลัง งบประมาณสูงจนไม่คุ้มถ้าต้องทำขาย...ไว้มารอดูกันต่อไปว่า Akio Toyoda
CEO ผู้บ้า(ชอบ)รถ ของเรา จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้?



Toyota FV2 Concept เป็นยานยนต์ต้นแบบที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแสดงแนวคิดว่ารถยนต์ควรเป็น
หนึ่งเดียวกันกับผู้ขับขี่ พร้อมกับผุด ‘Toyota HEART PROJECT’ โครงการวิจัยการสื่อสาร
ระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ โดยตัวรถจะทำการเข้าถึงอารมณ์ ความทรงจำ และความคิดของ
ผู้ขับขี่ ทำการวิเคราะห์และสื่อสารผ่าน เสียงและรูปภาพ อธิบายโดยเข้าใจง่ายคือ คล้าย
ระบบ Siri ที่สามารถสื่อสารโต้ตอบกับมนุษย์ได้ แต่คราวนี้มาอยู่ในรถยนต์และสื่อสารในเรื่อง
อารมณ์เป็นหลักนั่นเอง

โดยงานนี้ Toyota ลงทุนผลิตแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ‘Toyota FV2’ เพื่อทำให้หลายๆคน
ได้เข้าถึงแนวคิดนี้ได้ง่ายๆ พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วผ่าน iOS App Store และ Google Play
Store บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

ส่วนคันสีขาวที่จอดอยู่ใกล้ๆกัน นั่นคือ Toyota i-Road ยานยนต์แบบ Personal
Communicator ที่ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ รุ่น PM ในปี 2003 จนถึง i-Real ใน
ปี 2011 มาวันนี้ i-Road อยุ่ในระดับที่สามารถขับขี่ได้จริงบนถนนญี่ปุ่นได้แล้ว

มิติตัวถังของ I-Road มีความยาว 2,350 มิลลิเมตร กว้าง 850 มิลลิเมตร สูง 1,445
มิลลิเมตร น้ำหนักตัวของ Toyota I-Road รวมแบตเตอรี่แล้วจะอยู่ที่ 300 กิโลกรับ
เท่านั้น

จุดเด่นอยู่ที่ นั่งได้ เพียงคนเดียว ขับขี่ง่ายเหมือนรถยนต์เกียร์อัตโนมัติทั่วไป
แต่มีแค่ 3 ล้อ โดยล้อหลัง จะเป็นล้อหมุนทิศทาง หมายความว่า ถ้าหมุนพวงมาลัย
ทางใด ล้อหลังจะหันทิศไปในทางตรงกันข้าม เพื่อบังคับให้รถ เลี้ยวได้ตามทิศที่
คนขับต้องการ เช่นเลี้ยวพวงมาลัยทางซ้าย ล้อจะหมุนไปทางขวา

ขุมพลังของ Toyota I-Road คือมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ถูกติดตั้งอยู่ที่ล้อคู่หน้า มอเตอร์
แต่ละตัวให้แรงม้าสูงสุด 3 แรงม้า (PS) หรือ 2 กิโลวัตต์ ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 45
กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง

แบตเตอรี่ของ I-Road เป็นแบบ Lithium-Ion ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ในการชาร์ตไฟเข้า
แบตเตอรี่จนเต็ม ตัวแบตเตอรี่ถูกติดตั้งไว้ใต้เบาะหน้า โดยที่ทางโรงงานเคลมไว้
ว่าสามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลที่สุด 50 กิโลเมตร หรือ 31 ไมล์ แต่ในด้านการ
ใช้งานจริงบนท้องถนน ทาง Toyota คาดว่าระยะทางจะเหลือเพียง 40 กิโลเมตร

เตรียมรออ่านประสบการสั้นๆ หลังการลองขับ i-Road ได้ ในบทความที่นี่ เร็วๆนี้



รถยนต์ต้นแบบยังไม่หมดเท่านี้ เพราะ Toyota เล่นแปลกด้วยการส่ง NOAH Concept และ
VOXY Concept 2 คู่หู Minivan รุ่นยอดนิยม คู่แข่งกับ Honda StepWGN และ Nissan
Serena มาจัดแสดงให้ดูกันก่อนเปิดตัวขายจริง

จุดเด่นอยู่ที่รูปลักษณ์ที่ลดความอนุรักษ์นิยมลง อีกทั้งห้องโดยสารยังถูกออกแบบให้โปร่งและ
นั่งสบายมากกว่ารุ่นปัจจุบัน รวมถึงเลือกใช้ขุมพลังไฮบริด 1.8 ลิตร บล็อกเดียวกันกับ Prius
แต่ก็ยังมีเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรให้เลือกใช้ด้วยเช่นกัน รถตู้ทั้ง 2 รุ่นจะพร้อมเปิดตัว
เวอร์ชันขายจริงในช่วงต้นปีหน้านี้ และทำตลาดในญี่ปุ่นทันที

จากสัมผัสที่ได้ขึ้นไปลองนั่งสั้นๆ บอกเลยว่า เบาะนั่งคู่หน้า นั่งไม่สบายนัก เพราะแม้ว่า
ปีกข้างจะกระชับลำตัวขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่พนักพิงหลังตรงกลาง ค่อนข้างจมลงไปมาก
ต่อให้นั่งขับไม่นาน ก็อาจปวดหลังได้ ดังนั้น อาจต้องหาหมอนมารองบริเวณกลางหลัง
สักหน่อย จึงจะช่วยให้นั่งขับได้นานๆ



ส่วน Toyota Aqua รถยนต์ Sub-Compact Hybrid 1.5 ลิตร ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ก็ถูกนำมา
ดัดแปลงกัน หลากหลายเวอร์ชัน ภายใต้ฝีมทือของบริษัท Kanto Auto Works ในเครือของ
Toyota เอง ไม่ว่าจะเป็น Toyota Aqua Air เวอร์ชันเปิดประทุนสีชมพูแสบสันต์, Toyota
Aqua Cross โชว์แนวคิดยก Aqua ให้สูงขึ้นเล็กน้อยในสไตล์ Crossover Hybrid รวมทั้ง
Toyota PremiAqua แต่งหน้าใหม่ด้วยลุคหรูหรา และ Toyota Aqua G Sport  (ไม่ใช่
G Spot) โชว์ศักยภาพการแต่งสปอร์ตโดยสำนักแต่ง G’s มาให้ดูเป็นอาหารตา



นอกจากนี้ยังมีรถยนต์รุ่นใหม่ที่นำมาโชว์ตัวในงานนี้เป็นครั้งแรก ยังมี Toyota HARRIER SUV
เคยได้รับความนิยมอย่างสูงแต่ต้องจำกัดการทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ 2008 - 2012 วันนี้
Toyota ตัดสินใจพัฒนา SUV รุ่นนี้กลับมาทำตลาดอีกครั้ง และเปิดตัวโฉมใหม่ ในชื่อ Harrier
Hybrid เน้นความหรูหราเป็นหลัก

มิติตัวถังความยาว 4,720 มิลลิเมตร กว้าง 1,835 มิลลเมตร สูง 1,660-1,690 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,660 มิลลิเมตร มีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ 3ZR-FAE บล็อก 4 สูบ
DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร Dual VVT-I Valvematic 151 แรงม้า (PS)ที่ 6,100  
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.7 กก.ม.ที่ 3,800 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผัน 
Super-CVT รุ่นขับเคลื่อนสองล้อมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 16 กิโลเมตร/ลิตร รุ่นขับเคลื่อน
4 ล้อ อัตราสิ้นเปลือง 15.2 กิโลเมตร/ลิตร (ตามมาตรฐานการทดสอบ JC08 ของญี่ปุ่น)

ขุมพลัง Hybrid จับคู่เครื่องยนต์สันดาปภายใน 2AR-FXE บล็อก 4 สูบแบบ Atkinson Cycle  
DOHC 16 วาล์ว 2.5 ลิตร Dual VVT-I Valvematic 152 แรงม้า (PS)ที่ 5,700 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 21.0 กก.ม.ที่ 4,400-4,800 รอบ/นาที ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ลูกรุ่น 2JM 143
แรงม้า (PS) แรงบิด 27.5 กก.ม. และรุ่น 2FM 68 แรงม้า (PS) แรงบิด 14.2 กก.ม.มีเฉพาะรุ่น
ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-Four เชื่อมเกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผัน E-CVT มีอัตราสิ้นเปลือง
21.8 กิโลเมตร/ลิตร (JC08)

บรรยากาศในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุชั้นดี ระดับเดียวกันกับ Lexus RX รุ่นปัจจุบัน
การใช้หนังสีแดงไวน์มาช่วย ยิ่งเพิ่มความหรูล้ำขึ้นไปอีกระดับ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เบาะนั่ง
ด้านหน้า ออกแบบมาได้สบายกำลังดี ส่วนเบาะหลัง ทำได้ดีไม่แพ้กันเลย แต่เบาะรองนั่ง
แถวหลัง ยังสั้นไปนิดนึงเท่านั้น ตำแหน่งวางแขน ทำได้ดีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

การออกแบบภายในก็จะเริ่มเข้าสู่ยุค Layer ที่มีความซับซ้อนด้วยความเว้า, ความโค้ง
จนน่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของการออกแบบภายในห้องโดยสาร โดยรวมแล้วเชื่อว่า Celeb.
และบรรดาเศรษฐีเมืองไทย ก็อาจจะแลมองมันอีกครั้งก็ได้ 

ถือเป็น Crossover SUV ที่น่าจับตาดูมากๆ เพราะคนญี่ปุ่นเองก็ให้การตอบรับดีตามคาด



หันไปมองอีกมุมหนึ่งก็เห็น Toyota SAI Minorchange ยิ่งเพ่งก็ยิ่งเห็นถึงความพยายาม
ของ Toyota ในการปรับปรุงให้มันดีขึ้นพอสมควร เมื่อทดลองนั่งภายในห้องโดยสาร
ก็พบว่าเบาะนั่งหน้า ถูกปาดซะแอ่นโค้งเอามิใช่น้อยเลย น้อง Toyd แห่ง The Coup
Channel ของเรา ได้ไปลองขับมาแล้ว ติดตามอ่านรายละเอียดของรถคันนี้ได้ คลิกที่นี่



ส่วนของแปลกในบูธ Toyota นั้น ยังไม่หมดแค่รถยนต์ต้นแบบ และรถยนต์รุ่นใหม่ๆ
เพราะคราวนี้ Toyota ตัดสินใจ นำ Crown Athlete รุ่นล่าสุด ที่พ่นสีชมพู Metallic
สีเดียวกับประตูวิเศษ Dokodemo-Door ของ Doraemon เพื่อใช้ถ่ายภาพยนตร์โฆษณา
รถยนต์รุ่นนี้ เมื่อปลายปี 2012 จนสร้างความฮือฮาไปทั่ว เกาะญี่ปุ่น มาออกขายจริงกันเสียที
ภายในใช้เบาะหนังสีครีม แผงหน้าปัดสีดำ แต่โลโก้มงกุฎประจำรุ่นบนพวงมาลัย สัญลักษณ์
Crown ที่พรมปูพื้น และสวิชต์ติดเครื่องยนต์ ถูกพ่นเป็นสีชมพู Momotaro Pink ล้วนๆ!
ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ครับ..แค่ 6,000,000 เยน เท่านั้นเอง!!!



แต่ถ้าคิดว่า Pink Crown นั้นแปลกแล้ว ขอยืนยันว่า นั่นยังไม่พอ เพราะ Toyota ยังนำ
Toyota Corolla Fielder HYBRID Jeans มาจอดอยู่ใกล้ๆกัน นี่คือรถคันเดียวกับที่ใช้
ถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา ชุดล่าสุดที่มี Takuya Kimura เป็น Presenter (อีกตามเคย)
นอกเหนือจาก ความแปลกใหม่ ในฐานะ Corolla รุ่นแรก ที่วางขุมพลัง Hybrid 1.5 ลิตร
จากรุ่น Aqua แล้ว ยังแปลกตาด้วยการกรุผ้ายีนส์รอบคัน! อันที่จริง ถ้าคนไทยเราทำแบบนี้
ก็ไม่ยากครับ ดูจากขอบประตูต่างๆ ที่ผมถ่ายรูปมาให้ดู จะพบว่า ใช้วิธีแปะผ้ายีนส์ ขึงให้ตึง
แล้วติดรั้งด้วยเทปกาวเท่านั้น! แต่...ถ้าฝนตกแล้วผ้าเปียกโคลน...จะถอดมาซักคงไม่ง่ายแน่ๆ



ด้านบูธ Lexus ปูแนวคิด ‘Amazing in Motion’ เน้นอารมณ์และความประณีตในงานศิลปะ ยกเอา
หุ่นกระบอกไม้ขนาดโต ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตแบบเดียวกันกับที่อยู่ในแคมเปญโฆษณาทาง
โทรทัศน์ในญี่ปุ่น เอามาเป็นส่วนประกอบของบูธในปีนี้อีกด้วย

ส่วนรถยนต์นั้น นำมาเผยโฉมเป็นที่แรกในโลกถึง 2 รุ่น เริ่มจากรุ่นแรกที่เป็นกระแสฮือฮาในกลุ่ม
สื่อมวลชน ได้แก่ Lexus RC หรือตัวถังคูเป้ 2 ประตู บนพื้นฐานของ Lexus IS งานนี้ถือว่า
ชนกับ BMW 4-Series ใหม่ ที่จัดแสดงอยู่ในบูธถัดไปเข้าอย่างจงใจ

รูปลักษณ์คันจริง ถือว่าออกแบบมาได้ลงตัวกว่าที่คาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า Spindle Grille
ที่มีความลงตัวมากกว่ารุ่นอื่นๆ รวมทั้งโคมไฟหน้า LED ที่ออกแบบรายละเอียดภายในโคม
ได้สวยงามราวกับรถยนต์ต้นแบบ แต่กรอบไฟหน้ายังดูแปลกๆ พยายามทำออกมาให้สอดรับ
กับเส้นสายเหนือซุ้มล้อคู่หน้า แต่ยังดูขาดเกินไปสักหน่อย แต่ในภาพรวมแล้ว ถือว่าเป็น
รถยนต์ Coupe ที่มีสัดส่วนสวยงาม ลงตัว มากที่สุดรุ่นหนึ่ง

ในระยะแรก จะทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ 2 บล็อก ได้แก่ Lexus RC350 เครื่องยนต์เบนซินแบบ
V6 DOHC 24 วาล์ว 3.5 ลิตร 310 แรงม้า (PS) ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร
ที่ 4,800 รอบ/นาที และ Lexus RC300h เป็นขุมพลังไฮบริดผสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน
4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.5 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า จนมีกำลังสูงสุด 220 แรงม้า (PS) ยกมา
จาก Lexus IS ใหม่ ทั้งคู่ ให้เลือกใช้กัน



อีกคันหนึ่งได้แก่ Lexus LF-NX Concept เป็นร่างจำแลง ของรถยนต์ Premium Compact
Crossover SUV ที่ใกล้จะเปิดตัวในเร็วๆนี้ ถือว่าพัฒนาต่อยอดจากการเผยโฉมครั้งแรกในงาน
Frankfurt Motor Show เดือนกันยายนที่ผ่านมา Toyota แย้มออกมาแล้วว่า จะใช้ขุมพลังแบบ
4 สูบ DOHC 2.0 ลิตร พ่วง Turbocharger ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ และถือเป็นครั้งแรกที่
Lexus หันมาจริงจังกับเครื่องยนต์ ที่พ่วงระบบอัดอากาศหลังเน้นเครื่องยนต์ Hybrid
อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน



UD TRUCK (Nissan Diesel)

ตั้งแต่ Nissan Diesel ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ชื่อ UD Truck และรับเอาเทคโนโลยีจากพันธมิตร
ผู้เชี่ยวชาญด้านรถบรรทุก อย่าง Scania มาช่วย ก็ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งในการบุกตลาดกลุ่ม
รถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น แต่ในงานปีนี้ หลักๆแล้ว เน้นการโชว์เทคโนโลยีของ
รถบรรทุกรุ่นใหม่ๆ และ เครื่องยนต์ Diesel Turbo เจเนอเรชันต่อไปเป็นหลัก

Staff ในบูธ ทุกคน ตั้งแต่ระดับสูง จนถึงพนักงานแนะนำสินค้า ถูกจับแต่งตัวเป็นนักฟุตบอล
นัยว่า เพื่อสื่อถึงการเป็น Teamwork ร่วมกันกับลูกค้า และสร้างความเป็นหนึ่งในองค์กร



VOLKSWAGEN

Volkswagen ดูจะเอาใจใส่กับตลาดญี่ปุ่นไปไม่น้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในภาพรวมของรถยนต์
ต่างชาติ Volkswagen ก็เป็น 1 ในแบรนด์รถยนต์ที่ชาวญี่ปุ่นให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเสมอมา

ปีนี้บูธ Volkswagen มาพร้อมกับแนวคิด ‘Find Your E-Motion’ ขนเอายานยนต์พลังไฟฟ้า
มาโชว์เต็มๆ จึงจัดการเปิดตัว Volkswagen TwinUp! เป็นครั้งแรกของโลกต่อยอด VW Up!
รถเล็กรุ่นดังอีกครั้ง หลังจากจับเอาขุมพลังไฟฟ้ามาใส่จนกลายเป็น Volkswagen e-Up! มาแล้ว
(นำมาจัดแสดงในงานนี้เป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นเช่นกัน)



ครั้งนี้ Volkswagen เล่นง่ายด้วยการยกชุดขุมพลังจาก Volkswagen XL1 รถยนต์ประหยัด
สุดยอดด้วยสถิติ 111 กม./ลิตร มายัดลง Volkswagen TwinUp! โดยชื่อ TwinUp! มา
จากการมี 2 ขุมพลัง ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 2 สูบ 0.9 ลิตร TDI พร้อมเทอร์โบ ผนวกเข้ากับ
มอเตอร์ไฟฟ้า จนสามารถสร้างอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยได้ 90.9 กม./ลิตร ใกล้ๆกันกับ
 XL1 เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถแล่นด้วยพลังไฟฟ้าได้ไกลถึง 50 กม.อีกด้วย

ในเมื่อ e-Up ก็คือการนำ Up รุ่นมาตรฐาน มาเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็นไฟฟ้า นั่นแปลว่า
ขนาดตัวถัง และภายในห้องโดยสาร ย่อมไม่แตกต่างจาก Up รุ่นเครื่องยนต์สันดาป จึงต้อง
ขอทดลองนั่งกันสักหน่อย เพื่อที่จะพบว่า ภายในนั้น ประกอบด้วยแผ่นเหล็ก พ่นสีเดียวกับ
ตัวถังรถ เหมือนยุคสมัยของ VE Beetle รุ่นแรก อยู่มาก ทั้งหน้าปัด และบานประตู เหมือนกัน
เบาะหลังมีพื้นที่ Leg Room ไม่เยอะนัก แต่เบาะนั่งด้านหน้า ถือว่า นั่งพอสบายตามอัตภาพ
เบาะรองนั่งคู่หน้า สั้น แต่พื้นที่เหนือศีรษะค่อนข้างโปร่ง น่าเสียดายที่ VW ใจไม่กล้าพอที่จะ
ส่ง Up มาลุยตลาด ECO Car เมืองไทย ตั้งแต่ 3 ปีก่อน



และเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว Volkswagen จึงยกเอา XL1 มาจัดแสดง และเปิดโอกาสให้ชาวญี่ปุ่น
ได้ทดลองนั่งกันด้วย ยอมรับเลยว่า การเข้า - ออกรถคันนี้ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะประตู
เป็นแบบปีกนกยกขึ้นมาทั้งบาน ตอนมุดลงไปนั่งหนะ ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ตอนลุกขึ้น
ต้องระวังหัวไปโขกกับบขอบด้านล่างของานประตู กันอย่างจริงจังเลยทีเดียว เพราะตัวรถ
เบามาก การที่คุณลงไปนั่ง หรือลุกขึ้นยืน ก็จะส่งผลต่อตัวรถได้ชัดเจน

ขณะเดียวกัน ทัศนวิสัย รอบคัน ก็ถือว่า พอรับได้ กระจกมองข้าง ใช้กล้องที่ติดตั้งอยู่
ด้านข้างลำตัวรถ ส่งภาพมายังจอมอนิเตอร์ขนาดเล็ก ที่บานประตูทั้ง 2 ฝั่งแทน เหมือน
รถยนต์ต้นแบบเลยทีเดียว ถือเป็นรถยนต์ผลิตขายจริงรุ่นแรก ที่ใช้กล้องแทนกระจก
มองข้างแบบนี้



นอกจากนี้ยังมี Volkswagen Golf R เวอร์ชันแรงที่สุดของ Golf  รวมทั้ง Golf GTi ใหม่
และ Golf Variant ตัวถังแวกอน  มาเปิดตัวพร้อมทำตลาดครั้งแรกในญี่ปุ่น รวมถึงรุ่น
e-Golf  เวอร์ชันไฟฟ้าล้วนมาโชว์เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

จากความรู้สึกที่ได้สัมผัส VW Golf โฉมใหม่แล้ว เนื้อที่โดยสารภายในยังคงใกล้เคียง
กับรุ่นปัจจุบันแต่รายละเอียดการตกแต่งต่างๆถูกปรับปรุงขึ้นชัดเจนจนเนี้ยบใกล้เคียงกับ
รถยนต์ระดับ Premium แล้ว แต่ข้อเสียที่ถือว่าน่าเสียดายนั่นคือ การวางตำแหน่งเสาหลังคา
คู่หน้า A-Pillar โน้มไปข้างหน้ามากขึ้น ทำให้ต้องติดตั้งกระจกหูช้าง เพิ่มเข้ามา และทำให้
ทัศนวิสัย บริเวณกระจกมองข้าง เกิดมุมอับสายตาเพิ่มข้นโดยไม่จำเป็น



ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ Volkswagen ยังนำเอา CrossUp! มาเปิดตัวและทำตลาดครั้งแรกใน
ญี่ปุ่นเช่นกัน ซึ่งถึงแม้ตัวถังจะมีขนาดเล็ก แต่เนื้อที่โดยสารตอนหลังถือว่าพอใช้ได้ และน่าจะ
อยู่ตรงกลางระหว่าง Honda Brio และ Nissan March อย่างไรก็ตาม การยกสูงขึ้นเล็กน้อย
แม้จะทำให้ทัศนวิสัยดีขึ้น แต่ก็ไม่มากเท่าไรนัก



Volkswagen Beetle ยังมีมาอวดโฉมในงานนี้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งเวอร์ชันเปิดประทุน
ในชื่อ Cabriolet 50’s ตกแต่งตัวถังด้วยสีดำขลับพร้อมกับล้ออัลลอยสีดำและฝาครอบล้อ
สีโครเมี่ยม ให้ความรู้สึกของรถยนต์ย้อนยุคได้เป็นอย่างดี



ส่วนบริเวณด้านในสุด จัดแสดง Volkswagen Polo WRC ตัวแข่งที่ดัดแปลงมาจาก Polo GTi
เพื่อลงทำศึก ในการแข่งขัน World Rally Cross ฤดุกาล 2014 สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดคือ แม่สาว
พริตตี้ ที่คอยเดินมาโพสต์ท่า อยู่รอบคันรถ บดบังมุมถ่ายรูปอยู่ตลอดเวลา อย่างน่ารำคาญ
ขนาดขอให้เธอช่วยหลบไปนิดหน่อย เธอยังไม่ยอมหลบ ยังคงไปยืนอยู่ด้านหลังรถ
สงสัยคงอยากปรากฎตัวในรูป บนนิตยสารในเมืองนอกเยอะๆกระมัง

----------------------------------



Volvo

ผู้ผลิตรถยนต์จากสวีเดินที่เหลืออยู่เพียงรายเดียว ยังคงตกแต่งบูธของตน
ให้ดูเรียบง่ายแต่มีชั้นเชิงในสไตล์ Scandinavian Design ได้เป็นอย่างดี

แม้ยังไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่ที่วางแผนทำตลาดในญี่ปุ่น แต่ Volvo นำเอา
รถยนต์ที่ขายอยู่ในญี่ปุ่น ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น S60, V40, V40 XC,
V60 และ XC60 มาตกแต่งด้วยอุปกรณ์ R-Design จอดอวดโฉม ด้วย
สีแดงเพลิงกันอย่างครบครัน

แต่ไฮไลต์สำคัญ อยู่ที่ การนำ Volvo Concept Coupe รถยนต์ต้นแบบ
2 ประตู ที่เพิ่งอวดโฉมสู่สายตาชาวโลกไปในงาน Frankfurt Motor
Show ที่เยอรมันี เมื่อ เดือนกันยายน 2013 มาให้ชาวอาทิตย์อุทัยได้ชม
ถึงทิศทางงานออกแบบยุคต่อไปของพวกเขา



Volvo Turcks

ไม่มีอะไรแตกต่างไปจาก Tokyo Motor Show ปี 2011 พวกเขายังคงนำรถบรรทุกรุ่นใหญ่ยักษ์
และขุมพลังตระกูลปัจจุบัน มาให้ดู และปีนขึ้นไปลองนั่ง กับประสบการณ์หลังรถบรรทุกกัน
เหมือนเช่นเคย



YAMAHA

ตามปกติแล้ว บูธของผ้ผลิตรถจักรยานยนต์อันดับ 2 และผู้ผลิตเครื่องดนตรี อันดับ 1 ของญี่ปุน
รายนี้ ไม่เคยมีรถยนต์ 4 ล้อ มาจัดแสดง นับตั้งแต่พวกเขาลองทำรถสปอร์ตรุ่นพิเศษ ในช่วง
ปี 1989

แต่ปีนี้ Yamaha มีรถคันจิ๋ว ที่เรียกเสียงฮือฮาจากสื่อมวลชนฝรั่งอั้งม้อได้อย่างดี เพราะ
เจ้า MOTIV.e ผลงานรถยนต์ขนาดจิ๋ว ของ Gordon Murray วิศวกรรถแข่ง Formular 1
ผู้โด่งดังจากสหราชอาณาจักร ที่เห็นอยู่นี้ มาปรากฎตัวอยู่ในบูธของ Yamaha ได้ ด้วย
เหตุผลเดียวนั่นคือ มันถูกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าจาก Yamaha เข้าไป นั่นเอง

มอเตอร์ ขนาด 15 กิโลวัตต์ สามารถทำงานได้สูงสุดถึง 25 กิโลวัตต์ ให้แรงบิดสูงสุด
ส่งตรงยังล้อคู่หลัง ที่ 658 นิวตันเมตร และสามารถลากให้พีคสุดได้ถึง 896 นิวตันเมตร
ใช้แบ็ตเตอรี ที่ลดเวลาชาร์จจนเต็มเปี่ยม เหลือแค่ 3 ชั่วโมง จากปลั๊กชาร์จทั่วไปในญี่ปุ่น
เพื่อเดินทางได้ประมาณ 100 ไมล์ ให้อัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต่ำกว่า 15 วินาที



Tokyo Motor Show ปีนี้ ปิดฉากลงไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2013 ที่ผ่านมา ด้วยยอด
ผู้เข้าชมงาน รวม 902,800 คน ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปี 2011 (842,600 คน) ประมาณ 7%
ผู้จัดงานมองว่า ประสบความสำเร็จอย่างดี และช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการ
ใช้รถยนต์ กลับมาสู่ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ๆ อีกครั้ง

การพึ่งพากระแสของ Tokyo Motor Show ที่จะช่วยฉุดรั้งให้ญี่ปุ่น ยังคงรักษาตัวเลข
ทั้งยอดขาย การเจริญเติบโต และภาพลักษณ์ อุตสาหกรรมยานยนต์ ในประเทศตน
คือเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะอุตสาหกรรมนี้ เคยเป็นหนึ่งในแห่งรายได้สำคัญ ที่ค้ำจุน
ให้ระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น รุดหน้า และประคองตัวอยู่ได้ ท่ามกลางปัญหาต่างๆที่
รุมเร้าเกาะเล็กๆ แต่อัดแน่นด้วยประชากรนับร้อยล้านคนอย่างตอนนี้

ตลอดช่วงตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา Tokyo Motor Show อาจจะดูเหมือนลดขนาดงานลง
ตามสภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่น แต่งานนี้ ยังคงอุดมไปด้วยความฝันของผู้คนในแวดวง
อย่างเต็มเปี่ยม

ฝันที่จะเห็นการพัฒนารถยนต์ ไปสู่ยุคต่อไป ปลอดภัยขึ้น เป็นมิตรต่อโลกและสังคมมากขึ้น
ฝันที่จะเห็นการเติบโตอีกครั้งของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนก่อน
และ ฝันที่คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ จะเติบโตไปพร้อมกับรถยนต์ ในทศวรรษหน้า

ฝันของพวกเขาเหล่านี้ เป็นฝันที่เราควรแก่การเดินทางกลับมาดูความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

ในอีก 2 ปีข้างหน้า....2015

----------------------------///-------------------------



ขอขอบคุณ / Special Thanks to

Honda Motor Co.,Ltd.
Honda Automobile (Thailand) Co.,ltd.

Nissan Motor Company
Nissan Motor (Thailand) Co.,ltd.

Toyota Motor Corporation
Toyota Motor (Thailand) Co.,Ltd.

เอื้อเฟื้อการเดินทางให้กับ เรา ทั้ง 3 คน เป็นอย่างดียิ่ง

-------------------------------------------------------

J!MMY , TOYD , HOMY DEMIO
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน ทั้ง 3 คน
ภาพถ่ายทั้งหมด เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
8 ธันวาคม 2013

Copyright (c) 2013 Text & Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
December 8th,2013

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE!






งาน Los Angelis Autoshow 2013 ในปีนี้เป็นงานที่จะต้องจัดชนกับงานแสดงรถยนต์
ระดับ Big Name พร้อมกันถึง 2 งาน ได้แก่ งานช้างอย่าง Tokyo Motorshow 2013
และงานแสดงรองลงมาคือ Guangzhou Autoshow 2013 แต่งานหนักของ LA Autoshow
คือการต้องไปประจันหน้ากับงาน Tokyo Motorshow เสียมากกว่า ส่วนงานแสดงรถที่จีน
ยังไม่มีรถไฮไลต์มากมายอย่างที่คิด

la2013

แต่ปีนี้โชคดีหน่อยตรงที่ผู้ผลิตรถสามารถจัดการลำดับให้ความสำคัญกับ LA Autoshow 2013 ใน
ระดับหนึ่ง หลายค่ายถึงกับต้องสร้างรถโปรโตไทป์สำหรับอวดโฉมกันแบบข้ามสองฟากโลกกันเลย
ทีเดียว คงจะมีเพียงค่ายรถญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะไม่ส่งท่านประธานมาเปิดบูธในปีนี้ เพียงแค่นั้นเอง

ดังนั้นสีสันในงาน LA Autoshow 2013 ปีนี้จึงยังมีความครึกครื้นให้ได้เห็นบ้าง

Cadillac


งานนี้ขอขน Cadillac Escalade เอสยูวันพันธุ์ยักษ์รุ่นใหม่ล่าสุดขวัญใจเจ้าพ่อ, มาเฟียและ
นักการค้าของดำ (ไม่ใช่ของดำสำหรับถวายพระราหู 10 อย่างแน่นอน) เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย
เหล่านั้นได้มาสัมผัสและเตรียมตัวจับจองกันได้เลย บุคลิกตัวรถต้องบอกได้เลยว่าใหญ่และ
ยาวไม่ยำเกรงใครในโลกหล้า ถึงแม้มันจะเป็นฝาแฝดกับ Chevrolet Tahoe รุ่นใหม่ แต่นี่คือ
Cadillac มันก็รู้สึกว่ายังมีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกันพอสมควร

cadillac1

ภายในห้องโดยสารถือว่าปฏิวัติ Cadillac Escalade การออกแบบภายในพอสมควร เพราะมัน
เริ่มไปสู่ความหรูหราและพรีเมี่ยมในแบบรถราคาแพงควรจะมีกัน คอนโซลหน้าโดดเด่นด้วยหน้าจอ
ระบบอินโฟเทนเมนต์ CUE ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว พร้อมการตกแต่งด้วยลายไม้แท้ และระบบ
ไฟสร้างบรรยากาศรอบคัน

ขุมพลังที่ใช้ใน Escalade โฉมใหม่นี้ เป็นเครื่องยนต์เบนซิน EcoTec3 แบบ V8 ขนาด 6.2 ลิตร
ที่สามารถสร้างกำลังได้ 420 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 623 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อกำลังผ่านล้อ
คู่หลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และมีออพชั่นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เลือกติดตั้งด้วยเช่นกัน

cadillac2

cadillac3

เห็นใหญ่ ๆ ไฮโซขนาดนี้ เขาก็กล้าอัดแน่นทัพเทคโนโลยีช่วยเหลือด้านความปลอดภัยแบบใหม่
ให้มากเป็นพิเศษ เริ่มต้นด้วยระบบถุงลมนิรภัยฝั่งด้านในเบาะหน้า ระบบเตือนมุมอับ ระบบช่วย
เบรกอัตโนมัติ เบาะนั่งพร้อมระบบสั่นเตือน ระบบป้องกันการเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ ไปจนถึง
ระบบ Full Speed Range Adaptive Cruise Control และระบบ Automatic Collision Preparation


Chevrolet


เรามาดูกระบะฉลองครบรอบความแกร่ง 102 ปีกันดีกว่ากับ Chevrolet Colorado US Version
อย่าฟังชื่อแล้วเบือนหน้าหนีไปก่อนนะ เพราะหน้าตา Colorado ไม่เหมือนกับ Colorado บ้านเรา
ซะนิด ยกเว้นเรือนร่างโครงตัวถังที่เหมือนกับบ้านเราเป๊ะ

chevy1

chevy2

Chevrlet Colorado US Version ถึงจะใช้โครงสร้างตัวถังและกระบะหลักร่วมกับ Colorado
เมืองไทย แต่รายละเอียดร้อยละ 70% จะไม่เหมือนกับเมืองไทยเลยสักนิด เอาแค่ง่าย ๆ เลยเมื่อ
เรามองซุ้มล้อทั้งหมดก็ต่างกันพอสมควรเลย

ด้านหน้ามาในแบบ Chevrolet เจเนเรชั่นใหม่ที่มีความคมสัน, มีความเรียบ ๆ สไตล์อเมริกัน ส่วน
ภายในห้องโดยสารไม่มีชิ้นส่วนใดใช้ร่วมกับ Colorado เวอร์ชันไทยได้เลย แค่มองจากภาพก็รู้เลย
ว่าเอาใจตลาดอเมริกัน 100% เพราะดูหรูน้อยกว่าและดูหรรษาน้อยกว่าเมืองไทย

chevy3

chevy4

Chevrlet Colorado US Version มีเครื่องให้เลือก 2 เครื่อง ได้แก่เครื่อง 2.5 ลิตร 193 แรงม้า
แรงบิด 253 นิวตันเมตร ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 90% ตั้งแต่รอบ 2,000 – 6,200 รอบ/นาที และ
เครื่องยนต์ 3.6 ลิตร 302 แรงม้า แรงบิด 366 นิวตันเมตร

ไม่แน่ใจว่า Chevrolet Colorado โฉมปรับปรุงจะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกว่านี้หรือไม่ เห็นทีต้องลุ้น!?

chevy5

chevy6

ไหน ๆ Cadillac เปิดตัว Escalade แล้ว Chevrolet ควรจะต้องเปิดตัวรถคู่แฝดของตัวเองบ้าง
นั่นก็คือ Chevrolet Suburban ตัวถังยาวและ Tahoe ซึ่งก็คือ Suburban เวอร์ชันท้ายสั้นกว่า
รูปร่างหน้าตาไม่ต้องเพ่งนาน ไม่ต้องคิดมากเพราะหน้าตามันเหมือนกัน ต่างกันที่ความยาวของ
ตัวถังเท่านั้น แต่ที่เด่นมาก ๆ คือโคมไฟหน้าทรงคล้ายสัญลักษณ์ ] ดูแปลก ๆ ดี

chevy7

chevy8

เห็นเป็นคู่แฝด Cadillac Escalade แต่อย่านึกว่าจะใช้ข้าวของร่วมกันเป็นอันขาดเพราะ รถคู่นี้
กลับติดตั้งเครื่องยนต์ V8 5.3 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรงติดตั้งเทคโนโลยีพักลูกสูบอัตโนมัติ 355 แรงม้า
แรงบิด 519 นิวตัน-เมตรจับคู่เกียร์อัตโนมัต 6 จังหวะ Hydra-Matic 6L80


Ford


มาดูเอสยูวีคันใหญ่คันนี้ถึงแม้ชื่อจะดูตกยุคใหม่ ก็ชื่อ Edge นี่มันเป็นเทคโนโลยีคมนาคมไร้สาย
2.75G ล้าหลังกว่า 3G/3.75G และ 4G ตั้งเยอะ!!!

เอาล่ะถ้าเราไม่เล่นมุขแล้วแปลความหมายชื่อ Ford Edge ตามพจนานุกรมแล้วล่ะก็มันจะมี
ความหมายว่า ความเฉียบคม และหานำไปประกบกับคำว่า cutting-edge ก็หมายความว่า
ความล้ำหน้า ล้ำสมัยอะไรทำนองนี้ และเมื่อมองตัวรถก็สมชื่อครับมีทั้งความคมและความล้ำ
แต่เรื่องความล้ำว่ากันไม่ได้เพราะมันคือ Ford Edge Concept รถต้นแบบก็ต้องล้ำเป็นธรรมดา

ford1

ford2

Ford Edge Concept เป็นเอสยูวีที่มีขนาดและภาพลักษณ์ที่เหนือกว่า Ford Escape หากใคร
ยังนึกไม่ออกอีกก็ลองคิดว่านะครับว่า Ford Edge ก็น่าจะเป็นขั้นหม่อมเจ้า ส่วน Ford Ecosport
ก็คงเป็นหม่อมหลวง อะไรทำนองนี้ นอกจากนี้ Ford ยังวางแผนให้ Edge รุ่นใหม่กลายเป็นรถ
ระดับโลกขายทั่วโลกแน่นอน

สไตลิ่งดูจะฉีกแนวไปจาก Ford Edge รุ่นเดิมและ Ford SUV หลายคันมากเพราะมันมีบั้นท้ายที่
สั้นพอสมควร สังเกตจากช่องกระจกโอเปร่าท้ายที่เล็กลีบดูเผิน ๆ คล้ายรถแฮทช์แบคไม่น้อย

ford3

ford4

จุดเด่นบันลือโลกนั่นก็คือ Ford ได้ติดตั้งระบบช่วยการขับขี่อัตโนมัติที่มีเซนเซอร์รอบคันคอยตรวจจับ
วัตถุเพื่อรองรับการช่วยเหลือที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยจอดที่รองรับการจอดแบบคู่
ขนานหรือหักศอก, เตือนการเปลี่ยนเลน, ระบบเบรกฉุกเฉิน, ระบบ Blind Spot

Ford Edge Concept คงใกล้จะแนะนำในเร็ววันนี้ แต่สำหรับเมืองไทยเห็นจะต้องพูดคำว่า Say No สวัสดี


GMC


ผ่านมาสองแฝดไปแล้วทั้ง Cadillac Escalade และ Chevrolet Tahoe/Suburban คราวนี้มา
ถึงแฝดที่สาม(แต่ไม่สยอง)กับ GMC Yukon และ Yukon XL ต่างกันที่ความยาวตัวถังเท่านั้น
เห็นแค่หน้าอย่าเพิ่งนึกว่า D-Max ตัวที่แล้วนะครับ ลองสังเกตดี ๆ ว่านี่คือ GMC ที่มีดีไซน์เป็นยุคใหม่
ไฟหน้าก็จะมีหยดย้อยบ้าง แต่ดูแล้วก็แอบทันสมัยไม่น้อยเลยทีเดียว

gmc1

gmc2

เครื่องยนต์กลไกไม่ต้องคิดมากยกมาจาก Chevrolet Tahoe/Suburban และ Cadillac Escalade
จับมารวมกัน ได้แก่เครื่อง V8 6.3 ลิตร 420 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 623 นิวตัน-เมตรและ
V8 5.3 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรงติดตั้งเทคโนโลยีพักลูกสูบอัตโนมัติ 355 แรงม้า แรงบิด 519 นิวตัน-เมตร
จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ


gmc3


ฟีเจอร์หลายอย่างก็แทบจะเคาะเหมือนกับ Chevrolet Tahoe/Suburban และ Cadillac Escalade
โดยเฉพาะหน้าจอสัมผัส 8 นิ้วเพื่อความบันเทิงและข้อมูลข่าวสารนั้น GMC เขาก็ตั้งชื่อว่า IntelliLink


Honda


เอาจริง! ใช่ Honda เขาเอาจริง! กับตลาดรถ Fuel Cell อย่างแรงกล้าไม่แพ้ Toyota เช่นกัน
Honda ถึงกับส่งรถต้นแบบหน้าสุดล้ำ Honda FCEV Concept มาให้ชาวมะกันได้อวดโฉมกัน
ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงในปี 2015 เอาล่ะสิงานนี้ชนกับ Toyota FCEV ในปีเดียวกันเต็ม ๆ

honda1

honda2

หน้าตาตัวรถยังนึกไม่ออกเลยว่าเวอร์ชันคันขายจริงจะล้ำหลุดโลกกันแบบนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ
รถต้นแบบคันนี้ก็ยังเน้นหลักอากาศพลศาสตร์อย่างรุนแรงน่าดู

นวัตกรรมใหม่ที่ Honda ภูมิใจนำเสนอคือรถต้นแบบคันนี้จะติดตั้งขุมพลัง Fuel Cell เจเนเรชั่นใหม่
ไว้ภายในเนื้อที่ใต้ฝากระโปรงหน้าทั้งหมดซึ่งจะช่วยจัดสรรเนื้อที่ห้องโดยสารได้กว้างขวางและ
เหมาะสำหรับการพัฒนารถยนต์ในหลากรูปแบบขึ้น

honda3

honda4

Fuel Cell Stack แบบใหม่จะช่วยเพิ่มกำลังมากกว่า 60% แต่มีขนาดเล็กลง 33% เมื่อเทียบ
กับ Honda FCX Clarity มีระยะทางวิ่งสูงสุดมากกว่า 480 กิโลเมตร ใช้เวลาเติมก๊าซ
ให้เต็มภายใน 3 นาที


Jaguar

ถึงแม้ในช่วงนี้มีงานแสดงรถยนต์พร้อมกันถึง 3 งานชนกัน แต่สำหรับค่าย Jaguar ก็บ่ยั่น เพราะ
พวกเขา Control ได้เทพมาก พวกเขาจัดการส่งรถรุ่นใหม่อวดงาน Guangzhou Autoshow 2013
ด้วย C-X17 แบบใกล้เคียงคันผลิตจริงและส่ง F-Type Coupe เข้าโชว์พร้อมกันในงาน Tokyo
Motorshow 2013 และ LA Autoshow 2013

jaguar1

jaguar2

ดีไซน์โดยรวมไม่แตกต่างจาก Jaguar F-Type เวอร์ชันเปิดหลังคาที่เปิดตัวไปก่อนหน้านั้นมากนัก
แต่พอมีหลังคาก็ทำให้ตัวรถดู Smooth มากขึ้นเพราะมีแนวเส้นหลังคาที่สอดรับกับตัวถังและกระจก
บานท้ายที่ถูกเพิ่มเข้ามา

jaguar3

เครื่องยนต์ก็จัดเต็มด้วยเครื่องยนต์ 3 แบบได้แก่ V6 3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 340 แรงม้า (PS) มีอัตราเร่ง 0-100
กม./ชม. ภายใน 5.1 วินาที ในรุ่น F-Type มาตรฐาน V6 3.0 ลิตร 380 แรงม้า (PS) อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม. ภายใน 4.8 วินาที ในรุ่น F-Type S และเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร 495 แรงม้า
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.0 วินาทีในรุ่น F-Type R

Lexus


Lexus CT200h Minorchange ได้อวดโฉมหน้าสวย ๆ ทั้งงานใน Tokyo Motorshow 2013,
Guangzhou Motor Show และ LA Autoshow 2013 พร้อมกัน อันเป็นการประกาศศักดาว่า
Lexus ก็ยังไม่ทิ้ง CT200h แต่อย่างใด

lexus1

lexus2

lexus3

จุดเด่นของ Lexus CT200h คือการยกหน้าใหม่ที่ดู Aggressive ไม่แพ้ Lexus IS Sedan กันเลย
ทีเดียว ยกเว้น DRL ทรงโลโก้รองเท้า Nike ที่ยังไม่ติดตั้งมาให้ อันนี้คงต้องให้รุ่นพี่ได้ใช้เสียก่อน
เดี๋ยวรุ่นน้องจะดูเด่นมากเกินไป ส่วนภายในห้องโดยสารก็จะเปลี่ยนแค่เกจ์วัดแสดงผลต่าง ๆ
และหน้าจอสีที่เป็นแบบยึดตายตัว (รุ่นก่อนจะพับได้) ส่วนขุมพลังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย


Lincoln



Lincoln อยากจะเปิดหน้าใหม่ให้กับตลาดรถหรูด้วยการเปิดตัว Lincoln MKC เวอร์ชันขึ้นสายการ
ผลิตจริงเสียที กะจะกวาดตลาดเอสยูวีคอมแพคท์ระดับหรูที่เริ่มจะมีการเติบโตในตลาดสหรัฐอเมริกา
ขึ้นเรื่อย ๆ เอาล่ะเรามาส่องคันจริงกันว่าแตกต่างจากเวอร์ชันต้นแบบยังไงกัน

lincoln1

lincoln2

Lincoln MKC เวอร์ชันขึ้นสายการผลิตจริงแตกต่างจากเวอร์ชันต้นแบบระดับหนึ่ง เอาเป็นว่ามันมี
ดีไซน์ด้านท้ายที่ใกล้เคียงกัน แต่คันจริงจะไม่ปราดเปรียวเฟี้ยวฟ้าวเท่าต้นแบบก็แค่นั้นเอง ฝากระโปรง
นำเทรนด์ใหม่แบบเดียวกับ Citroen C4 Picasso คือฝังไฟท้ายลงในฝากระโปรงท้ายเต็ม ๆ

ขุมพลังก็ยกมาจาก Ford Escape โฉมใหม่ที่ทำตลาดในอเมริกา (แต่ไม่ทำตลาดในไทย) ด้วย
เครื่องยนต์เทคโนโลยี Ecoboost 2.3 ลิตร 275 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 406 นิวตันเมตรที่
3,000 รอบ/นาที แต่ถ้าใครอยากจะสวย เริด เชิด หยิ่งในราคาประหยัดก็จงเลือกเครื่อง
Ecoboost 2.0 ลิตร 240 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 366 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที

lincoln3

lincoln4

จุดขายสำคัญของมันคือระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ระบบจะช่วยปรับแดมเปอร์ตามโหมด 3 โหมด
ได้แก่ Sport, Comfort, Normal พร้อมใช้กล้อง CCD จับสภาพถนนเพื่อให้ระบบเปลี่ยนแปลง
ช่วงล่างให้เหมาะสมภายในไม่ถึง 20 มิลลิวินาที

Lincoln ค่อนข้างหวังกับเอสยูวีหรูคันนี้พอสมควร


Mini


หนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญในงานนี้คือการอวดโฉม All New Mini เจเนเรชั่นใหม่ คุณล่ะคาดหวังความ
ใหม่อะไรจาก Mini คันนี้ คุณคงหวังได้ในหลาย ๆ เรื่องอยู่ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่มีการพัฒนาไป
ในทางทันสมัยขึ้นด้วยการใช้ไฟ LED อ้อ เครื่องยนต์กลไกไม่ต้องพูดถึงมันใหม่จริงอะไรจริงแน่นอน
แต่ถ้าจะให้พลิกโฉมรูปลักษณ์ชนิดที่จำของเดิมไม่ได้คงจะยากมากทีเดียว

mini1

mini2

Mini เจเนเรชั่นใหม่จะได้แรงบันดาลใจงานออกแบบจากรถต้นแบบ Mini Rocketman ไม่น้อย
ขนาดตัวถังยังคงมีความกะทัดรัดเหมือนเช่นเคย ภายในห้องโดยสารต้องบอกได้เลยว่ามีกลิ่นของ
ความทันสมัยมากกว่าความย้อนยุคพอสมควร ในเมื่อทุกอย่างต้องเดินหน้าจึงได้ย้ายแผงมาตรวัด
ความเร็วมาอยู่หลังพวงมาลัยแทน แล้วปล่อยให้จอกลมตรงกลางติดตั้งหน้าจอสีแบบสัมผัสได้แทน
หากใครคิดถึงภายในที่เห็นสีตัวรถภายนอกเห็นทีจะต้องซื้อรุ่นเก่าเท่านั้น

Mini Cooper จะติดตั้งเครื่องยนต์บล็อก 3 สูบ 1.5 ลิตร 134 แรงม้า (BHP) ที่ 4,500 – 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 219 นิวตันเมตร (หาก overboost ก็จะมีแรงบิดถึง 230 นิวตันเมตร)ที่ 1,250 รอบ/นาที
ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.4 วินาทีในเกียร์ธรรมดา ภายใน 7.3 วินาทีในเกียร์อัตโนมัติ

mini3

Mini Cooper S ติดตั้งเครื่อง 4 สูบ 2.0 ลิตร 189 แรงม้า (BHP) ที่ 4,700 -6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,250 รอบ/นาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.5
วินาทีในเกียร์ธรรมดา ภายใน 6.4 วินาทีในเกียร์อัตโนมัติ

และฟีเจอร์ยอดฮิตที่จะต้องติดมาในรถพรีเมี่ยมทุกวันนี้คือระบบ Dynamic Damper Control
ปรับแดมเปอร์ตามสภาพถนน

Mini รุ่นใหม่อีกไม่นานน่าจะมาไทย


Nissan

เล่นเอาซะงงเมื่อ Nissan จับเรือนร่าง Sentra/Sylphy มาสวมวิญญาณซิ่ง Nismo กันหน้าตาเฉย
ถ้าไม่คิดอะไรมากก็ถือเป็นการขยายซับแบรนด์ Nismo ให้มีลักษณะคล้าย ๆ กับ AMG ของ
ฝั่ง Mercedes-Benz ไม่น้อยเลย ดังนั้น ถ้ารถตลาดหลายรุ่นจะสวม Nismo ก็คงจะไม่แปลกใจอะไรมากนัก

nissan1

nissan2

nissan3

หน้าตาถือว่า Nismo พยายาม Keep Look ของความเป็น Sentra รุ่นใหม่คือ ไม่ซิ่งสปอร์ตมาก
แต่ก็ไม่ได้ดูคล้ายรุ่นดั้งเดิมจนมากเกินไป ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ใต้ฝากระโปรงนั่นก็คือเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร
ฉีดเชื้อเพลิงตรงเทอร์โบชาร์จ DIG-T ที่ผ่านการจูนจาก Nismo จนได้กำลังมากกว่า 240 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 325 นิวตันเมตรจับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและ Limited Slip

Sylphy บ้านเราอยากจะซิ่งกันไหม?


Porsche

บูธ Porsche ปีนี้แค่เปิดตัวรถออกมาก็สามารถฆ่าบูธอื่นให้ตายได้ด้วย Porsche Macan เอสยูวี
คอมแพคท์ที่เล็กกว่า Cayenne งานนี้บรรดาไฮโซทั่วโลกต่างพากันจ้องตาเขม็งไม่น้อย ก็แน่นอน
ว่าบรรดาผู้มีอันจะกินในเมืองไทยคงต้องไม่พลาดที่จะได้เป็นเจ้าของ Macan หรือไอ้เจ้าเสือน้อย

porsche1

porsche2

รูปลักษณ์คือจุดขายของมันเพราะรู้เลยว่า Porsche พยายามนำ DNA แบบรถสปอร์ตของตัวเอง
มาจับใส่กับรถคันนี้มากกว่า Cayenne เสียอีก ภายในห้องโดยสารถ้าไม่บอกว่าเป็นเอสยูวีก็
คงนึกว่ารถสปอร์ตกันเลยทีเดียว พร้อมชูจุดเด่นฟีเจอร์ระบบ Porsche Traction Management
(PTM) ช่วยให้รถผลิตระบบขับเคลื่อนที่เต็มไปด้วยพละกำลัง

porsche3

porsche4

Porsche Macan ทำตลาดด้วย 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Macan S ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ V6
ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบคู่ 
ให้กำลัง 340 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสู
งสุด 460 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,450 ถึง 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อผ่าน
ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK แบบ 7 จังหวะ

อีกรุ่นหนึ่งคือ Macan Diesel นำเอาขุมพลัง
ดีเซลแบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบมาติดตั้ง จนสามารถสร้างกำลังได้ 258 แรงม้า
ที่รอบ 4,000 ถึง 4,250 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 580 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 ถึง 2,500 รอบ/นาที
ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK 7 จังหวะเช่นเดียวกัน


Subaru




แปลกมาก! ปีนี้แปลกมากที่ Subaru มีไฮไลต์รถรุ่นใหม่และรถต้นแบบสำคัญมาอวดโฉมในงาน
LA Autoshow 2013 โดยไม่ทิ้งไฮไลต์สำคัญในงาน Tokyo Motorshow 2013 อีกด้วย
แต่เมื่อดูยอดขาย Subaru ในตลาดสหรัฐอเมริกาแล้วก็คงไม่แปลกใจนักว่าทำไม Subaru
ถึงให้ความสำคัญกับตลาดนี้เป็นอย่างมาก

subaru1

subaru2

subaru3

Subaru Legacy Concept 2013 ที่ผู้เขียนต้องใส่เลข 2013 เพราะ Subaru เคยเล่นมุข
Legacy Concept ในปี 2009 มาก่อนแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไม Subaru ถึงตั้งชื่อ Legacy Concept
ซ้ำกันอีกครั้ง

ดีไซน์ทั้งหมดจะแสดงให้เห็นถึงทิศทางการออกแบบ Subaru Legacy Sedan ตัวถัดไปซึ่งก็
เฟี้ยวฟ้าวทั้งสัดส่วนตัวถังและเส้นสายบนตัวถัง ไฟท้าย, กระจังหน้าและไฟท้ายคือสัญลักษณ์
ที่แสดงออกได้ชัดเจนว่านี่แหล่ะคือ Subaru ยุคใหม่

ดังนั้น พวกเราจึงควรทำใจเป็นกลางแล้วรอ Legacy โฉมใหม่ตัวจริงปีหน้าดีกว่า

subaru4

subaru5

ส่วนอีกคันหนึ่งคือ Subaru WRX เวอร์ชันขึ้นสายการผลิตจริง งานนี้ไม่ต้องคิดมากเพราะมัน
คือ Impreza Sedan ที่ดัดแปลงตัวถังใหม่นั่นเอง ติดตั้งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรสูบนอน Boxer
ฉีดตรง เทอร์โบแบบ Twin Scroll พร้อมวาล์วแปรผันพิเศษ(D-AVCS) กำลังอัดสูงมากที่
10.6:1 ให้กำลัง 268 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 349 นิวตันเมตรที่
2,000 – 5,200 รอบ/นาที

บ้านเราน่าจะพอมีลุ้น


-----------






สวัสดีท้ายปีที่รักและสวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ

เป็นธรรมดาของวัฏจักรชีวิตที่มีขึ้นมีลง วงการรถยนต์ของพวกเราก็มีวันรุ่งและร่วงเหมือนกัน แต่กระนั้น
ในช่วงเวลาที่ได้ชื่อว่าเป็น "ยามลำบาก" อย่างที่ผู้คนในแวดวงรถยนต์ต่างเผชิญกันอยู่นี้ เราก็ยังมีโอกาส
ได้เห็นความพยายามในการฮึดสู้ของค่ายรถยนต์ โดยการนำเสนอรถรุ่นใหม่ๆสู่ตลาดให้ผู้บริโภคอย่างเรา
เลือกกันอย่างจุใจ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น จะสังเกตได้ว่างานโชว์รถมักให้ความสำคัญไปที่รถยนต์ซึ่งเป็นเป้าหมายของลูกค้า
หมู่มากอย่างเช่นรถยนต์นั่งระดับ Eco car และรถกระบะ 1 ตัน แต่ในขณะที่โครงการรถคันแรก (ซึ่งอาจจะเป็น
คันแรกของลูกสาวแต่คันที่ยี่สิบของบ้าน) เริ่มออกอาการ "Backfire" ซึ่งมีนิยามคล้ายกับรายการบ่ายนี้ขี้เป็นไฟ
ซึ่งใครก็ตามที่..บริโภคอะไรสักอย่างจนเกินควรในยามกลางวันโดยที่มิได้ประเมินความสามารถท้องไส้ตนเอง
จักต้องพบกับจุดจบ..ที่ไหนและหนักหนาแค่ไหนก็คงนึกออกกันนะครับ..เมื่ออัตราการบริโภค"รถยนต์"ของเรา
ในช่วงที่ผ่านมาสูงและขาดการประเมินที่ดีพอ ผลลัพธ์ออกมาจึงกลายเป็นการเสียสมดุลย์ในช่วงเวลาของ
การทำยอดขายอย่างที่เห็น



สภาพการณ์แบบนี้ แม้จะเป็นที่น่าอึดอัดใจ และบางค่ายก็ต้องลุ้นกันตัวโก่งว่าทำยอดขายได้มากน้อยแค่ไหน
แต่นับว่าคนเล่นรถชาวไทยยังโชคดี ที่ในปีนี้ ยังมีบริษัทรถยนต์มาเข้าร่วมแสดงยนตรกรรมของตนในงาน
Motor Expo 2013 นี้ถึง 38 ค่าย และนอกจากนั้นเมื่อผมลองนับด้วยนิ้วตัวเองดูว่ามีรถรุ่นใหม่ๆมาเปิดตัวกี่รุ่น
ในงานนี้ ก็คาดว่าจะมี 11 รุ่นหรืออาจจะมากกว่านั้นเสียอีก และในแต่ละ Segment ก็จะมีรถใหม่มาให้ชมกัน
อย่างน้อย 1-2 รุ่น ดังนั้นโอกาสจึงเป็นของคนที่พร้อมแล้วในด้านการเงิน และได้เวลาเหมาะสมที่จะหารถใหม่
ให้กับตัวเอง ให้กับคนในบ้าน หรือให้กับจุดเปลี่ยนในชีวิตของคุณ

และเช่นเคย ต้องขอบคุณทีมงาน Motor Expo ของน้าขวัญชัย ที่ได้จัดงานมอเตอร์โชว์แบบนี้ให้พวกเราสามารถ
เดินดูเดินดมชมทุกอย่างได้ภายใต้บริเวณเดียวและมีส่วนช่วยในการตัดสินใจซื้อรถของประชาชนหลากชั้น
จนเผลอลืมเวลาไปแป๊บเดียว นี่ก็ครบวาระ 30 ปี MotorExpo ของสื่อสากลแล้วหรือเนี่ย!

เอาล่ะ ถ้าพวกเราพร้อมที่จะเป็นหนี้กันต่อไปอีก 4-5 ปีแล้วล่ะก็..
ตามผมมาเลยครับ! ใครมีอะไร เอาออกมาโชว์ให้หมด!


Bentley

ไม่รู้ว่าเปิดตัวมาก็เอาอัครยานยนต์ 20.9ล้านบาทมาเปิดบทความเลยนี่จะขวัญกระเจิงกันหรือเปล่า

Bentley เปิดตัวรถใหม่ The New Flying Spur ซึ่งถูกสร้างมาให้เป็นซาลูนยักษ์ยาว 5.2 เมตรที่
มีความหรูหราเหนือชั้นด้วยหนังแท้ชั้นดีและไม้จริงที่ภายในรถ แต่ภายใต้ฝากระโปรงนั้นมีขุมพลัง
ที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเครื่อง 6.0 ลิตร W12 สูบ เทอร์โบ ที่สร้างแรงม้าได้สูงถึง 616 แรงม้า และมีแรงบิด
ชนิดกระแทกคันเร่งทีโลกแทบหมุนกลับทิศ 800Nm ทำให้ถึงแม้ว่าตัวรถจะหนักถึง 2.47 ตัน
(Porsche Cayenne ยังอาย) แต่ยังทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายในเวลาแค่ 9.5 วินาทีเท่านั้น



ทำไมหรือ..อ้อ.ลืมบอกว่า 100 ที่ว่าน่ะ 100 ไมล์/ช.ม.นะ ..บ่แม่นกิโลเมตรเด้อ
ส่วนความเร็วสูงสุด ก็อยู่ที่ 320 ก.ม./ช.ม. อย่าคิดเลย ไม่ดีหรอกลูก รักเมืองไทยวิ่งร้อยยี่ฉิบพอ


BMW/MINI


งานนี้ดูเหมือน BMW จะไม่ยอมอยู่เฉยๆ ในเมื่อคู่แข่งชาติเดียวกันอย่าง Mercedes-Benz แทงด้วย
กลยุทธ์ราคา BMW ก็ตอบกลับด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ถอดด้ามหลายรุ่น



BMW 3-Series Gran Turismo สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวซาลูนนั้นดาษดื่นเกินไปก็อาจจะชอบรูปทรง
แฮทช์แบ็คอย่างเจ้าตัวนี้ ที่ทำไปทำมากลับเน้นความสบายของเบาะหลังเอนได้เป็นจุดขายเสียด้วย
ประตูเป็นแบบไร้ขอบ (Frameless) และมีสปอยเลอร์หลังที่ยกและลดระดับอัตโนมัติ สเปคบ้านเราในวันนี้
ก็มีเครื่องเดียวคือรุ่น 320d Gran Turismo แต่มีการตกแต่งสองแบบคือ Luxury และ Sport
ตั้งราคาขายเอาไว้ 3.199 ล้านเท่ากัน



ตามหลังเมืองนอกอยู่ไม่กี่เดือน สำหรับบอดี้คูเป้ของ 3-Series ที่ปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้ชื่อ 4-Series เพื่อให้มี
ความเป็นเอกเทศชัดเจนจากรุ่น 4 ประตู รุ่นที่เอามาโชว์นี้เป็น 420d M Sport รุ่นท้อปที่ได้ช่วงล่างโช้คอัพปรับไฟฟ้า
และล้อขนาดใหญ่ 19 นิ้ว ทำให้ราคาไปอยู่ที่ 4.09 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากใครคิดว่าแพงไป สามารถเลือกรุ่นรองลงมา
คือ 320d Sport ราคาจะหล่นมาเหลือ 3 ล้านค่อนปลายๆ

บางคนอาจชอบตัวเล็กสีแสบสันต์อย่าง BMW 116i M Sport ที่พกพลังเทอร์โบ 1.6 ลิตร 136 แรงม้า ซึ่งถึงแม้
อาจจะดูธรรมดาสำหรับรถสมัยนี้แล้วแต่ความที่ราคา 1.99 ล้านบาท แถมด้วยออพชั่น M Sport Package
ซึ่งมีเบาะหน้าที่ ดึงน่อง ดันหลัง ยกหน้า ยกหลัง กระชับปีก ภาษานักเลงรถแถวนั้นเขาบอกว่าเทพราวกับ
Recaro รถซิ่ง

นอกจากนี้ยังมี X5มาเปิดตัวใหม่ มีขุมพลังให้เลือก2 แบบคือ XDrive20d และ XDrive30d แต่ราคานั้น
ณ วันที่จัดงาน ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะทำให้ M-Class และ Lexus RX
หนาวได้หรือไม่ ส่วนรถรุ่นอื่นๆเช่น 3,5,6 และ 7Series ก็ขนกันมาครบ และถ้ามีโอกาส ไปลองฟังชุดเครื่องเสียง
16 ลำโพงของ Bang & Olufsen ใน 7-Series ดู ไม่บอกว่าดีหรือไม่ดีล่ะ แต่เล่าให้ฟังแค่นี้


ส่วนทาง MINI ยังไม่มีอะไรใหม่ รถที่ใหม่ที่สุดตอนนี้คือ Cooper D ตระกูล Countryman ที่เพิ่งเปิดสายการผลิต
ในประเทศ เป็นความพยายามในการพารถทรงชิคไปให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ MINI ได้ง่ายขึ้น




Chevrolet

New DuraMax Engine 2.8 และ 2.5 ลิตร ได้เวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังจากที่มีการ
เชิญสื่อมวลชนไปประกอบเมื่อหลายเดือนก่อน รุ่น 2.8 นั้นให้พลัง 200 แรงม้า ทำมาเพื่อเล่นกับ
3.2 ลิตรของ Ford ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ



ที่สำคัญคืองานนี้ยังมีการเปิดตัวสีใหม่ Rock สีส้มสะท้านใจ และข่าวดีก็คือถ้าใครอยากได้สีนี้
ไม่ต้องเพิ่มเงิน สามารถสั่งได้เลยถ้าต้องการ เพียงแต่ว่ารุ่นซิงเกิ้ลแค็บจะไม่มีให้เลือกสีนี้เท่านั้น


รถโชว์ในงานอีกคัน คือ Chevrolet SS ซึ่งก็คือ Holden Commodore ตัวใหม่นั่นเอง คันที่มาโชว์
ในงานจะเป็นเครื่อง V8 6.2 ลิตร แต่เมื่อถามว่าจะเอามาขายหรือเปล่า คุณวีโจ้ วาร์จีส แห่ง Chevrolet
บอกว่าต้องดูว่ามหาชนตอบรับต่อรถรุ่นนี้อย่างไร แต่ถึงนำเข้ามาจริงๆก็อาจใช้เครื่องบล็อค
ที่เล็กกว่านี้ให้เหมาะสำหรับประเทศไทย

หวังว่าคงไม่แห้วแบบ Chevrolet Lumina จากเมื่อราว 10 ปีที่แล้วก็พอ (อันนี้ผมพูดเองนะ)


Citroen

เด่นที่สุดชนิดใครเดินผ่านก็ยกมือถือถ่ายภาพกันเป็นว่าเล่น แอบได้ยินน้าๆบางท่านบอกว่านึกว่าเป็น
รถต้นแบบมาโชว์ตัวเฉยๆ หาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะว่านี่คือ Citroen DS5 ที่ขายจริง!



DS5 มีความยาวลำตัวประมาณ 4.5 เมตร แต่กว้างถึง 1.87 เมตร ทำให้มีขนาดค่อนไปทางรถ
C-Segment มีการออกแบบที่เน้นความล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร
เทอร์โบ 155 แรงม้า แต่อย่าพึ่งนึกว่ามันจะปรู๊ดปร๊าดเหมือน MINI เพราะตัวถังที่สวยงามนี้
หนัก 1,587 ก.ก. ราคาขายอย่างเป็นทางการคือ 2.39 ล้านบาท พร้อมฟรีบำรุงรักษา 3 ปี/100,000ก.ม.

รถอีกรุ่นที่ควรได้มาโชว์ตัวแต่มาไม่ทันงานในวันนี้คือ Citroen C5 รถขนาดกลางของค่ายที่
การออกแบบจะไม่หลุดโลกเท่า DS5 แถมยังตั้งราคาขายเอาไว้ 1.98 ล้านบาทเท่านั้น เสียทีที่ไม่ได้เห็นตัว
ไม่เช่นนั้นลูกค้าจะตัดสินใจได้ระดับหนึ่งว่าเม็ดเงินที่เท่าๆกับ 116i M Sport กับ Volvo V40 นั้นจะให้
ความแตกต่างในสายตาส่งไปถึงสายใจได้ขนาดไหน


Ford
มาตามนัดอย่างที่คาดกับ 2 รุ่นใหม่



Fiesta Ecoboost 1.0L ที่เจ้าของเว็บเพิ่งไปขับมาไม่นานมานี้ และถือเป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์ที่
เปลี่ยนกระจังหน้าไปคล้าย Aston Martin และปรับเปลี่ยนไฟท้ายอีกนิด (รุ่น 4 ประตูภาพท้ายรถดูสวย
กว่าเดิม) ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ 1.0ลิตร 125 แรงม้า แรงบิดราว 17 ก.ก.ม. พอๆกับเครื่อง MR18DE
หรือ MRA8DE ของ Nissan เลยทีเดียว อัตราส่วนแรงม้าต่อซี.ซี.ขนาดนี้จัดว่าไม่เบา แถมเมื่อก้มดู
ข้างใต้รถพบว่าอินเตอร์คูลเลอร์ใบเท่ากระดาษ A4 นั้น มีพัดลมระบายความร้อนติดอินเตอร์มาให้ด้วย
นับว่า "ใจ" มาก Fiesta Ecoboost มีให้เลือก 2 แบบคือรุ่น 4 ประตู Titanium และ 5 ประตู Sport
และตั้งราคาเอาไว้ที่..779,000 บาททั้งคู่



ส่วนนี่ EcoSport เครื่อง 1.5 ลิตร มาโชว์ตัวให้สัมผัสให้ลองนั่งได้แล้ว พร้อมทั้งเผยรายนามรุ่น
และราคาเรียบร้อย รุ่นถูกที่สุดคือ 1.5L Ambiente เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ราคา 669,000 บาท
และรุ่นแพงที่สุดคือ 1.5 Titanium 6AT ราคา 829,000 บาท โดยมีอีกสองรุ่น ราคา 709,000และ
759,000บาทคั่นกลางไว้ ตำแหน่งการขับขี่และการโดยสารนั้น คล้าย Fiesta ที่ยกระดับเบาะสูงขึ้น
เบาะหลังนั้นผมลองนั่งดูแล้ว สบายกว่าที่คิด อย่างน้อยก็เป็นที่ที่น่าอยู่กว่าเบาะหลังของ Juke ครับ

โปรโมชั่น? Fiesta 1.5 โฉมเก่าทุกรุ่น ผ่อนดอก 0% 48-72 เดือน!



Honda

ผิดหวังเล็กน้อยเพราะในที่สุด City โฉมใหม่ก็ไม่มาให้เห็นทันงานนี้ แต่ทันทีที่คิดจะเดินผ่านก็เห็นรถ
อะไรที่หน้าตาไม่คุ้นในประเทศไทยแต่คุ้นจากบทความอันใหม่ที่ชายชุดดำเจ้าของเว็บเพิ่งเขียนไปสดๆ


ใช่แล้วครับ! Honda ใช้งาน Motor Expo นี้ในการเปิดตัว Odyssey MPV ขนาดกลางโมเดลเชนจ์ใหม่
สดแบบเพิ่งฉกมาจากอวน พร้อมตั้งราคาขายเอาไว้ 2 รุ่น รุ่น 2.4E ราคา 2.75 ล้านบาท และรุ่น 2.4EL
ราคา 2.95 ล้านบาท ทั้งสองรุ่นใช้เครื่อง 2.4ลิตร DOHC i-VTEC 175 แรงม้า ระบบส่งกำลังก็มีแบบเดียวคือ..
CVT แต่สองรุ่นที่ราคาต่างกันสองแสนนี้จะต่างกันตรงที่เบาะตอนสอง ซึ่งรุ่นแพงกว่าจะเป็นเบาะแบบ
เครื่องบินชั้นFirst Class สองตัว พนักพิงบุมาอู้ฟู่กว่าปกติ มีคานรองรับน่องยืดและพับเก็บได้อีกต่างหาก
ในขณะที่รุ่นรองจะเป็นแบบแถวแบบนั่งได้ 3 คน นอกจากนี้ส่วนที่ต่างกันยังมีไฟหน้า ตัว EL ใช้แบบ LED
ส่วน E เป็นProjector นอกจากนั้นรุ่นที่แพงกว่ายังมีระบบช่วยจอด Smart Parking Assist กล้องมองรอบทิศ
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา



ส่วนรถต้นแบบที่เด่นเป็นสง่าอยู่บนแท่นนั่นก็คือ NSX Concept ที่ใช้เครื่องยนต์วางกลางลำ 3.5ลิตร
ผนวกกับมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ล้อหน้าแบบแยกข้างละชุด รวมแล้วทำให้เป็นระบบ Super SH-AWD ขับเคลื่อน
สี่ล้อที่สามารถวิ่งในเมืองได้อย่างประหยัดและเงียบเชียบ แต่พร้อมหาเรื่องทุกครั้งที่ลงสนาม


นอกจากนี้หากใครมองหาโปรโมชั่นดอกเบี้ยถูก (Civic FB ดอก 0%) และโปรโมชั่นครู ข้าราชการ
ลองแวะไปสอบถามดูได้ครับ



Hyundai
มาพร้อมกับรถ Veloster ตกแต่งอย่างสวย เรียกความสนใจวัยรุ่นได้ดีทีเดียว



ส่วนรถใหม่ในงานนี้จริงๆเห็นจะไม่มี นอกจาก H-1 รุ่น Elite ที่มาแบบงงๆว่ามายังไง ต้องไปถามจาก
เซลส์เอาว่ามันต่างจากรุ่นอื่นอย่างไร ก็ได้ความว่าเป็นรุ่นที่มาแทนรุ่นรองท้อปของเดิม
ให้อุปกรณ์มากกว่า แต่ราคาถูกลง เหลือ 1.449 ล้านบาท ส่วนสาเหตุว่าทำไมถูกลง ก็คือเพราะ
นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ในขณะที่รุ่นอื่นจะนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบในไทย (อันนี้ขอหาข้อมูล
เพิ่มอีกหน่อยนะครับ ได้ถามเซลส์มาคนเดียว)



ส่วนรถต้นแบบที่ล้ำยุคคันนี้คือ HND6 ซึ่งเป็นรถที่ใช้พลัง Fuel Cell ในการขับเคลื่อน
หน้าตาเกือบจะทำให้นึกถึง Chrysler Portofino จาก 20 ปีก่อนเลย


Isuzu
แน่นอนว่ามางานนี้ต้องพบกับ MU-X ซึ่งเป็น PPV คันใหม่ของทางค่าย



รายละเอียดต่างๆนั้นน้อง Moo Cnoe ทำเป็นบทความ First Impression อยู่ในเว็บนี้แล้วครับ
คลิกอ่านได้เลยแบบครบๆ


ส่วนรถกระบะ D-Max ก็เป็นไปตามคาด เปิดตัวรุ่น Super Daylight ฟังชื่อก็รู้แล้วว่ามี DRL เพิ่มเข้ามาให้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากกว่านั้นคือรายละเอียดภายในของไฟหน้า เส้นแบ่งภาคไฟตอนบนจะยาวกว่ารุ่นเดิม
ตัวโคมจะเป็นแบบรมดำ และไฟท้ายมีลวดลายที่เปลี่ยนใหม่เป็นเส้นๆ นอกจากนี้แม้สเป็คเครื่องยนต์
จะดูเหมือนเดิม แต่เครื่องยนต์ใหม่ก็ได้รับการปรับปรุงมาตรฐานมลภาวะเป็น EURO4 แล้ว

โดยรถรุ่นเดิมที่เป็น EURO3 จะยังมีขายอยู่ต่อควบคู่กันไปสักระยะ แต่จะได้รับของแถมและส่วนลด
เยอะกว่ารุ่น Super Daylight ที่มีแค่ส่วนลด 10,000 บาทเท่านั้น (แต่ถ้าพูดถึงราคาตัวรถอย่างเดียว
รุ่นใหม่แพงกว่าเดิมนิดเดียวครับ)


Jaguar/Land Rover

มางานนี้จะพลาดไม่ได้กับการยลโฉม F-Type ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งการหวนคืนสู่วิถีทางในการสร้าง
รถสปอร์ต ที่เป็นสปอร์ตกระทัดรัด สองที่นั่ง ไม่ใช่รถ Grand Tourer อย่าง XK ที่ผ่านมา ซึ่งนี่ก็จะครึ่ง
ศตวรรษแล้วที่ Jaguar ห่างหายจากการทำรถสปอร์ตแท้ๆออกมาสักคัน



F-Type มีระบบส่งกำลังเพียงแบบเดียวคือเกียร์อัตโนมัติ แต่มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบ คือรุ่น V6
3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 340 แรงม้า รุ่น V6S ซูเปอร์ชาร์จพลังสูง 380 แรงม้า และแรงสุดขั้วกับรุ่น V8S
495 แรงม้าจากเครื่อง 5.0 ลิตรซูเปอร์ชาร์จอีกเหมือนกัน ส่วนราคาก็คิดตามแรงม้า รุ่นถูกสุด
8.75 ล้านบาท รุ่น V6S 9.75 ล้านบาท และรุ่น V8S 10.75 ล้านบาท


ส่วนทางค่าย Land Rover นั้นก็มีเซอร์ไพรส์เหมือนกัน
Range Rover Sport ตัวใหม่ เพิ่งเปิดตัวในเมืองนอกชนิดกลิ่นควันยางยังไม่ทันหายเหม็น ก็ยกทัพ
มาถึงเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อย



Range Rover Sport ใหม่ มีธีมการออกแบบที่ทันสมัยสอดคล้องกันกับรุ่นอื่นในค่ายเช่น Range Rover
(สอดคล้องกันมากจนหลายคนแยกไม่ออก ต้องบอกให้สังเกตความต่างที่มี/ไม่มีหูช้างกระจกประตูหลัง
นั่นแหละ) สำหรับรุ่นใหม่นี้มีการปรับขยายความยาวฐานล้อออกไปอีก 178 ม.ม. เพื่อเพิ่มความสบาย
ให้กับผู้โดยสารด้านหลัง ใช้โครงสร้างอลูมิเนียมแบบใหม่ที่พัฒนาให้ตัวโครงมีน้ำหนักเบาลง แทนที่
ของรุ่นเดิมซึ่งยกแพลทฟอร์มของ Land Rover Discovery มาใช้ พร้อมทั้งติดตั้งระบบ
Terrarin Response 2 Auto ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่และระบบ Radar Cruise Control กับระบบถอยจอดอัตโนมัติ

Range Rover Sport ใหม่ตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 7.75 ล้านบาทสำหรับรุ่น SDV6 3.0 ลิตรดีเซล258แรงม้า
ซึ่งก็พอแล้วสำหรับการใช้งานในประเทศไทยโดยไม่ต้องไปจูนกล่องดันรางกันอีก (ใครจะกล้า) แต่ในกรณี
ที่เศรษฐีท่านใดมีงานอดิเรกเป็นการขับรถตามถ่ายซูเปอร์คาร์บนทางด่วนเป็นประจำ ผมขอแนะนำรุ่น
LR-V8 5.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 510 แรงม้า ซึ่งเคลมว่าสามารถเร่ง 0-100 ได้ใน 5 วินาที แต่ต้องยอมจ่าย
เงินแลกมา 10,050,000 บาท



Mazda
แน่นอนที่สุดงานนี้ CX-5 คือพระเอกจริงยิ่งกว่าเอเจ



CX-5เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่กี่วัน และมีขุมพลังให้เลือก 3 แบบ ถ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ก็จะมี 2.0 ลิตร
165 แรงม้า และ 2.5 ลิตร 192 แรงม้า ทั้งคู่เป็นเครื่องเบนซิน Skyactiv-G ส่วนถ้าใครอยากได้
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ คุณมีทางเดียวกับตัวท้อป ซึ่งใช้เครื่องดีเซล Skyactiv-D 2.2 ลิตร 175แรงม้า
CX-5 เป็นรถ SUV ขนาดไม่ใหญ่ ออกแบบให้เป็นคู่แข่งกับ CRV โดยตรง และเหมือนจะเป็นคู่แข่ง
กับ Subaru XV ด้วยเช่นกัน สำหรับคนที่ชอบรถขับสนุก แต่ไม่ซื้อ XV เพราะไม่ชอบเกียร์ CVT
สงสัยงานนี้ต้องไปขอลองขับ CX-5 ดีเซลดู อาจจะโอเคก็ได้ แต่ขออย่างเดียวนะครับ
อย่าไปโยกพลาสติกตรงแป้นเกียร์ 



ส่วน Mazda รุ่นอื่น ยังเหมือนเดิม Mazda 2 มีโปรโมชั่นฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปี ส่วน Mazda 3 มี
โปรแกรมผ่อนดอกเบี้ย 0% 72 เดือน


Mercedes-Benz

แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีรถใหม่ แต่อย่าเพิ่งรีบเดินผ่านไป เพราะใครที่เคยบ่นว่า Benz ราคาแพงเวอร์
ตอนนี้ควรลองหันกลับมาดูอีกครั้ง ในงานนี้มีการเปิดตัว GL-Class ซึ่งเป็นรถ SUV ขนาดใหญ่เต็มตัว
ซึ่งเมืองไทยขณะนี้จะมีจำหน่ายสเป็คเดียวคือ GL350 BlueTEC AMG Premium ใช้เครื่องยนต์ดีเซล
V6 3.0 ลิตรเทอร์โบ 258 แรงม้ากับแรงบิดชนิดหมุนโลกได้ 620Nm ตั้งแต่ 1,600-2,400 รอบต่อนาที
ตั้งราคาไว้ที่ 8,990,000 บาท โดยมีหมายเหตุท้ายตารางไว้ว่า "เป็นราคาจำหน่ายโดยประมาณ"



ถ้าเงินเก้าล้านทอนหมื่นเดียวแพงไป งั้นลองดู E-Class มาตรฐานรถยนต์พรีเมียมสืบทอดมาจาก
โบราณกาลหน่อยเป็นไร สำหรับคนที่ยังหลงใหลสไตล์สเตชั่นแวก้อน ต้องเจอกับ E300 Estate
BlueTEC Hybrid AMG Dynamic (ชื่อยาวชะมัด) ใช้ขุมพลังดีเซล 2.1 ลิตรเทอร์โบ 204 แรงม้า
พ่วงกับมอเตอร์ไฟฟ้าเช่นเดียวกับ E300 BlueTEC ตัวซาลูนที่เปิดตัวจำหน่ายมานานแล้ว และยัง
ได้หลังคา Panoramic Glass roof เหมือนกันอีกด้วย ตั้งราคาจำหน่ายเอาไว้ 4.19 ล้านบาท
ส่วนตัวซาลูนนั้น หากเป็นรุ่น AMG Dynamic เหมือนกันจะถูกลงอีก 1 แสนบาท และถ้าชอบรถมาด
ไม่ซิ่ง แต่ขอเน้นหรูๆ รุ่น E300 Executive อาจจะเหมาะกว่าด้วยการตกแต่งภายในโทนสีเบจและ
ลายไม้ Walnut ขัดเงา ราคาจะถูกลงเหลือ 3.69 ล้านบาท ส่วน E200 Executive เครื่องเบนซิน
2.0 เทอร์โบ 184 แรงม้า ตอนนี้ตั้งราคาเอาไว้ 3.39 ล้านบาท


ส่วน C-Class ซึ่งเข้าใกล้ปลายอายุตลาดของบอดี้นี้ ก็ขยับสู้ด้วยการปรับรุ่นและราคาใหม่
C200 Edition C ตั้งราคาเอาไว้ 2.29 ล้านบาท (ไม่มีระบบ PRE-SAFE และถุงลมด้านข้าง
จะมี 2 ใบ ไฟหน้าเป็นฮาโลเจน เป็นต้น) ในขณะที่รุ่น C250 AMG Plus จะมาพร้อมชุดแต่งล้อลาย
7ก้านคู่ขอบ 18 นิ้ว และออพชั่นครบครัน เครื่อง 1.8ลิตร 204 แรงม้า ราคา 2.99 ล้านบาท
รถรุ่นอื่นที่ยังค่อนข้างใหม่ ก็มีเช่น CLA250 AMG Sport ราคา 2.64 ล้าน แต่ช่วยลองถามเซลส์
ด้วยว่าถ้าจองตอนนี้ต้องบินไปเรียนโทเมืองนอกให้จบก่อนหรือเปล่าแล้วค่อยรับรถ


รถต้นแบบที่นำมาโชว์ในบูธ ก็คือ GLA Concept ซึ่งเป็นรถต้นแบบของ GLA-Class ที่จะนำ
เข้ามาขายเมื่อถึงเวลา


MG
แถลงเปิดแบรนด์ MG อย่างเป็นทางการในไทยอีกครั้งภายใต้การเป็นหุ้นส่วนกับ SAIC Motor จากจีน
แผ่นดินใหญ่ แบรนด์ MG สมัยก่อนเคยทำตลาดในไทยอยู่สั้นๆด้วยรุ่น MGF 1.8ลิตรเปิดประทุนก่อนจะ
หายไปจากตลาดอย่างเงียบๆ



ในงานนี้ นำรถต้นแบบ MG iCon ซึ่งประยุกต์เอาดีไซน์ของรถคลาสสิคอย่าง MGA และ MGB มาทำเป็น
รถแบบครอสโอเวอร์ทรงเฉี่ยวมาโชว์



และยังมี E50 ซึ่งเป็นรถต้นแบบจากฝีมือของ SAIC Motor เพื่อโชว์พลังในการสร้างสรรค์รถไฟฟ้า
ที่ออกแบบโครงสร้างมาเพื่อเป็นรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ และไม่ใช่การเอารถทั่วไปในสายการผลิตมาดัดแปลง

น่าเสียดายที่ผมรอชมโฉม MG6 และ MG3 Cross Over ซึ่งกำลังวิ่งทดสอบกันอยู่ทั่วประเทศไทยในขณะนี้
แต่ก็ไม่เห็นเงาของรถทั้งสองรุ่นแต่ประการใด


Mitsubishi

คิตตี้...คิตตี้เต็มไปหมดเลย



ไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายมาอย่างไรดี ในสายตาของผม Mirage Meets Hello Kitty ที่อยู่บนบูธก็
ไม่ใช่สไตล์คนอย่างผมแน่นอน แต่ทันทีที่ถ่ายภาพรถคันนี้แล้ว Twitter ส่งออกไป มันถูก Retweet ไปนับร้อยครั้ง
โดยบรรดาสาวๆวัยกระเตาะทั้งนั้น หรือว่ามิตซูบิชิจะตัดสินใจถูกที่เลือก Hello Kitty เป็น Brand Ambassador?
ไม่เชื่อดูในโบรชัวร์ก็ได้ คิตตี้อยู่กับนิชคุณ..คิตตี้อยู่กับพี่ตูนบอดี้สแลม..คิตตี้อยู่แม่มทุกที่..



ส่วนรถใหม่เปิดตัวในงาน ไม่มีนะครับ แต่มีการเอา Attrage มาตกแต่งเพิ่มไฟ Daytime Running Light
ราคาประมาณ 4,000 บาท แต่ถ้าจะติดตั้ง มันต้องเข้าชุดกันกับกันชนหน้า และชุดอื่นๆอีก สรุปเห็นตาบอล
จาก Autodeft.comบอกว่าน่าจะ2-3หมื่นบาท แลกกับความเท่ห์ ส่วนกระบะ Triton 2014 ก็มีการเพิ่ม
iPod/USB Connectivity เข้าสู่ระบบบันเทิงในรถด้วย



โปรโมชั่น? มีโปรดอกเบี้ย 0% ทุกอนุกรม แล้วแต่ชอบ แต่ต้องวางเงินดาวน์ 25% และผ่อน 48 เดือน ยกเว้น
Pajero Sport เบนซิน V6 ที่วางเงินดาวน์ 15%ได้และผ่อนได้นาน 60 เดือน ทุกรุ่นฟรีประกันชั้น 1
จองในงานนี้ เฉพาะในงานนี้ฟรีคูปองน้ำมัน 4,000 บาท

 แต่ไม่รู้ว่าตอนผ่อนคิตตี้จะช่วยส่งเงินได้งวดละเท่าไหร่


Nissan
งานนี้นับว่าทุกคนมุ่งเข้าบูธมาก็เพื่อจะได้สัมผัส Juke ตัวใหม่กับ Teana นับว่าเป็นดาวเด่น
ของค่ายในงานนี้เลยก็ว่าได้



Juke นั้นเป็นรถครอสโอเวอร์ขนาดตัวถังสั้นกว่า Pulsar แต่ยกสูงหนีน้ำ ไม่ได้เอาไว้ใช้ลุยเพราะ
ขับเคลื่อนล้อหน้าอย่างเดียว โดดเด่นด้วยหน้าตาที่เหมือนหลุดมาจากหนัง Sci-fi และมีภายในที่
ทันสมัยด้วยจอหลากสีสัน สามารถถอดจอตรงกลางออกมาได้ (กางเงี่ยงเล็กๆด้านล่างขวาออก
แล้วกดตรงนั้น มันจะเด้งออกมา อย่าไปงัดมั่ว ของเขาเสีย) เครื่องยนต์ที่ใช้ก็เป็น HR16DE 1.6 ลิตร
หัวฉีดคู่บล็อคเดียวกับ Sylphy/Pulsar ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT เช่นเดียวกัน นับเป็นความพยายาม
ของทีมNissan ไทยที่อยากให้คนไทยได้ใช้ Jukeเครื่อง 1.6 จนกระทั่งต้องลงทุนประกอบเครื่อง 1.6
ส่งไปให้ทีมที่อินโดติดตั้งใส่รถแล้วส่งมาขายอีกที เพราะที่อินโดนีเซียมีแต่รุ่น 1.5 ลิตร

Juke มี 2 รุ่นคือรุ่น 1.6E ราคา 819,000 บาท เบาะผ้า คอนโซลสีเงิน ไม่มีสปอยเลอร์หลัง ไม่มี
เซ็นเซอร์และกล้องมองหลัง ส่วนรุ่น 1.6V ราคา 858,000 จะให้อุปกรณ์ต่างๆมาครบพร้อมกับ
เบาะหนังสีดำ มีเรื่องที่จะต้องอย่างนึงคือถ้าใครสังกัดลัทธินิยมดิสค์เบรก 4 ล้อ ให้คิดก่อน เพราะ
เบรกหลัง Juke เป็นดรัม..มันไม่ได้ตายหรอกเบรกหลังดรัมเนี่ยหลายคนที่อยากได้ดิสค์หลังนี่ไม่เคย
ทำผ้าเบรกไหม้สักกะชุดด้วยซ้ำ



ส่วนรถต้นแบบที่มาโชว์ก็คือ Nissan Friend-ME ซึ่งออกแบบโดยใช้แนวคิด "จะนั่งหน้าหรือนั่งหลัง
ก็ได้ความสบายและพื้นที่เท่าๆกัน" ถ้าเอาใจใส่กันขนาดนี้สงสัยคงยากที่จะUnfriend แล้วมั้ง

ส่วนรุ่นอื่นๆที่มาโชว์ก็เช่น Teana 2.0 และ 2.5 ที่เพิ่งเปิดตัวไป กระแสความนิยมยังอยู่ในขาขึ้นอยู่
ส่วน Sylphy ที่ออกมานานปีแล้ว ก็ได้เวลาเพิ่มยอดขาย เอ้ย เพิ่มความน่าสนใจด้วยการเพิ่มรุ่น
CNG ติดแก๊ส รับประกันโดยนิสสันเข้ามาให้เลือก โดยเอารุ่น 1.6E มาทำ และยังมีรุ่น 1.6SV ที่นำเอา
ตัว 1.6V มาใส่ภายในสีดำ แต่งแบบ Pulsar ใส่ล้อ 16 นิ้วของ Pulsar SV มาให้พร้อมชุดแต่ง ในราคา
ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่น 1.6V นิดเดียวและยังถูกกว่ารุ่น 1.6CNG ด้วยซ้ำ

โปรที่น่าสนใจ? นึกไม่ออก แต่คนที่ซื้อ March กับ Almera (รุ่น1.2Eเท่านั้น)สามารถจ่ายเพิ่มแค่ 3,500 บาทเพื่อเอา
เซ็นเซอร์หลัง และชุดแต่งอื่นมูลค่า 10,000 บาทได้ (จำกัด 700 คัน)  และ Sylphy กับ Pulsar สามารถ
จ่ายเพิ่ม 18,000 บาทเพื่อเอา DVD/Navi พร้อม Bluetooth และกล้องมองหลังและชุดแต่งจิปาถะ
มูลค่ารวม 42,000บาทได้ ก็คือเทศกาลลดราคาชุดแต่งกลายๆนั่นล่ะ


Peugeot
งานนี้รถที่เด่นๆก็มี 3008 Crossover ราคา 2.39 ล้านบาท เครื่อง 1.6ลิตร เทอร์โบ 156 แรงม้า
และ 408 รุ่นพิเศษ "Sportium" แต่งไฟโคมดำ ล้อรมดำ และสปอยเลอร์หลัง ราคา 1.39 ล้านบาท




Porsche
เปิดตัว Panamera S E-Hybrid ซึ่งเป็นรถแบบ Plug-in สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้



รุ่นนี้ใช้พลังเครื่อง 3.0ลิตร V6 ซูเปอร์ชาร์จ บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า สร้างพลังรวมได้ 416 แรงม้า และแรงบิด
590Nm ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic S 8 จังหวะ (ไม่ใช่คลัตช์คู่นะจ๊ะ) ดังนั้น E-Hybrid จึงสามารถ
คลานเงียบง่อยไปในเมืองได้อย่างประหยัดน้ำมันและเร่งได้เร็วอย่างรถสปอร์ต เป็นทางเลือกใหม่ที่
น่าสนใจสำหรับราคา 9,600,000 บาท โดยรับประกันตัวรถ 9 ปี และรับประกันอายุแบตเตอรี่ 6 ปี


ส่วนอีกคันคือ 911 50 ซึ่งสร้างมาเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี รถรุ่น 911 โดยจะใช้เครื่องยนต์
แบบเดียวกับ Carrera S คือ 3.8 ลิตร 400 แรงม้า มีระบบส่งกำลังให้เลือกทั้งธรรมดา 7 จังหวะและ
คลัตช์คู่ PDK 7 จังหวะ (ปัจจุบัน Porsche 911 เกียร์ธรรมดาจะเริ่มหายาก เพราะขนาด GT3 ยังไม่มี
รุ่นเกียร์ธรรมดาให้เลือกแล้ว) รุ่น 911 50 นี้จะได้เบรกเซรามิก PCCB และช่วงล่างที่ปรับเตี้ยลงกว่าปกติ
อีก 20 ม.ม. ด้วย รับประกัน 9 ปีเช่นเดียวกับ Panamera คันบน


Proton
รถที่มาโชว์ประกอบไปด้วย Exora Turbo รถครอบครัวพลังไม่ธรรมดา Preve รถสี่ประตูขุมพลังเดียวกัน
คือ CFE TURBO 1.6 ลิตร 138 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT Protonic ที่ล็อคพูลเลย์ได้7จังหวะ
และมีรถรุ่นเก่าอย่าง Gen 2 Highline ที่ยังทำตลาดอยู่ด้วยราคา 629,000 บาท



แต่ของใหม่ซิงสำหรับงานนี้คือ Suprima S ซึ่งก็คือ Preve ในรูปแบบแฮทช์แบ็ค 5 ประตูท้ายตัด
มีขายแต่เครื่องเทอร์โบเพียวๆ โดยมีให้เลือก 2 รุ่นคือ EXECUTIVE ล้อ 16 นิ้ว ราคา  779,000 บาท และรุ่น
PREMIUM ที่ใส่ล้อ 17 นิ้วสีไทเทเนียม เพิ่มเบาะหนัง ลำโพงทวีตเตอร์ ไฟหน้า DRL และอุปกรณ์ปลีกย่อย
อื่นๆ ขายอยู่ที่ 829,000 บาท โดยที่ทั้งสองรุ่น มี ABS และถุงลมนิรภัย 6 ใบ (พิมพ์ไม่ผิด) อีกทั้งยังมี
ระบบควบคุมการทรงตัว ESC และระบบความคุมการลื่นไถล TCL มาให้ทั้งสองรุ่นเช่นกัน



นับว่าในราคาไม่เกิน 800,000 บาท หารถที่ให้ออพชั่นด้านความปลอดภัยแบบนี้ได้ยากยิ่งนัก
และสมรรถณะการขับขี่หากทำได้ดีแบบ Preve ก็ถือว่าใช้ได้ เพียงแต่ต้องเสริมสร้างความมั่นใจ
ในบริการหลังการขาย เพราะตัวรถ Proton นั้นเริ่มพัฒนามาถูกทางแล้ว


Skoda/MTM/DEVA
น่าเสียดายที่รถ Octavia Estate ตัวใหม่มาไม่ทันงานวันสื่อ แต่หลัง 2 พ.ย. ได้เจอกัน

Octavia Estate สเป็คที่มาไทย ตั้งราคาไว้ 1,690,000 บาท ซึ่งใกล้กับรถใหญ่อย่าง Superb แต่อุปกรณ์ที่
มีมาให้นั้นเล่นแบบจัดเต็ม ระบบถอยจอดอัตโนมัติก็จะเป็น Generation 2 แล้ว แต่เครื่องยนต์ที่มีมาให้
จะเป็นแบบดีเซล 2.0 ลิตร 143 แรงม้า TDi พ่วงกับเกียร์คลัตช์คู่ตัวเก่งนั่นเอง



ส่วนรุ่นอื่นที่มาโชว์ในงานยังเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็น Yeti, Superb หรือ Fabia รับประกัน 5 ปี 100,000ก.ม.
เหมือนเดิม


ส่วน MTM มีรถโมเดลใหม่เพียงรุ่นเดียวคือ A8L Hybrid ที่ใช้เครื่อง 2.0ลิตร TFSI 4 สูบ
บวกกับพลังมอเตอร์ไฟฟ้า ราคา 5.99ล้านบน และยังมีการเปิดตัวล้อลายใหม่ของ MTM โดยติดตั้งกับรถ
A5 MTM ซึ่งเป็นลายที่มีหน้าตากระเดียดไปทางญี่ปุ่น นี่ผม Quote จากคำพูดคุณโตเลยนะครับ


Ssangyong
ถือเป็นวาระพิเศษของค่ายนี้ ที่ฉลองครบรอบ 10ปี (2003-2013) ในบ้านเรา ยังจำได้ว่าผม
และเจ้าของเว็บนี้ก็ได้นั่งรถพร้อมๆกันครั้งแรกบนเจ้าหนูยักษ์ Stavic เมื่อราว 10 ปีก่อนเช่นกัน
แต่ถ้า 10 ปีจริง แล้ว Ssangyong Musso ที่มาทำตลาดในยุค 90s นั่นคืออะไร?



แต่ช่างมันก่อนเถอะครับ ในงานนี้ รถที่มาโชว์ก็ยังเป็นรุ่นเดิมๆ เช่น Stavic รถ MPV ขนาดใหญ่
ที่ได้รับการปรับหน้าตาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก มีรุ่น 2.0 ลิตรเทอร์โบดีเซล ถ้าขับเคลื่อน
สองล้อ ราคาจะอยู่ที่ 1.78 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.95 ล้านบาทสำหรับรุ่นขับสี่ ส่วน Korando
รถกึ่งๆระหว่าง Cross Over และ SUV ขนาดเล็ก ใช้เครื่อง 2.0 ลิตรเทอร์โบดีเซล 175 แรงม้า
พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้น ตั้งราคาไว้ 1.68 ล้านบาท ส่วน Rexton SUV ขับสี่ เครื่องยนต์
5 สูบดีเซล 2.7 ลิตรจาก Mercedes-Benz นั้นตั้งราคาไว้ 2.78 ล้านบาท

Ssangyong เป็นรถอีกค่ายหนึ่งที่ทำตลาดมาแบบเงียบๆ ครั้นมีรถรุ่นใหม่ก็ไม่ได้โด่งดัง Popular
แต่การที่อยู่กันมาได้นานถึงขนาดนี้และมีลูกค้าเก่ามาแวะเวียนถามไถ่กันในบูธมากพอสมควร
ย่อมบ่งบอกได้ว่าในสิ่งที่หลายคนมองข้าม อาจมีส่วนที่เราคาดไม่ถึง



Subaru

คราวที่แล้ว หลายคนบ่นว่า XV น่าจะมีสีส้มมาให้เลือก..



คราวนี้นับว่าได้สมใจอยากกันเสียทีนะครับ แต่ถ้าต้องการสีนี้ ก็ต้องควักกระเป๋าเพิ่ม 10,000 บาท
นอกนั้น XV ยังไม่มีอะไรใหม่ ถึงแม้กระแส CX5 จะมาแรง แต่ยอดขายของ Subaru XV ก็ยังเดินได้อย่างต่อเนื่อง
สร้างความแรงชนิดทำลายสถิติของทางค่ายเองเดือนแล้วเดือนเล่าจนต้องทยอยเปิดศูนย์ใหม่ๆตามหัวเมือง
ต่างๆเพื่อรองรับลูกค้าที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในอดีต

รถที่เปิดตัวได้สักพักและยังถือว่าใหม่อยู่ ก็ได้แก่ Forester ซึ่งมีทั้งรุ่นธรรมดา 2.0iL ราคา 1,890,000บาท
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแพงกว่า XV มาก นั่นก็เพราะว่า Forester นำเข้าจากญี่ปุ่นในขณะที่XV นั้น
ได้สิทธิ์ภาษีASEAN เพราะนำเข้าจะมาเลย์เซีย เครื่องยนต์บล็อคเดียวกันแต่ Forester จะมีวาล์วแปรผัน
ทั้งด้านไอดีและไอเสีย และเกียร์ CVT นั้นเมื่อล็อคอัตราทดแล้วจะซอยได้ 8 จังหวะ ในขณะที่ XV ได้ 6 จังหวะ

ส่วนถ้าใครเท้าหนักหน่อยก็ต้องเล่นกับ Forester XT Turbo 240 แรงม้า ที่ตั้งราคาไว้ 2.42 ล้านบาท




Suzuki
งานนี้หากนับแค่รถที่มีจำหน่ายซื้อหาได้จริง ก็คงไม่มีอะไรใหม่นอกจาก Swift สีเขียวตาวิเศษ
(ใครรู้ว่าหมายถึงอะไร..แปลว่าแก่) และ Ertiga รถ MPV ขนาดเล็กที่ได้รับกระแสตอบรับดีพอสมควร



แต่สิ่งถ้าน่าสนใจคือรถต้นแบบ A:Wind สองคันที่นำมาจัดแสดงในงาน


เนื่องจาก A:Wind คันนี้ คือรถที่ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตขายจริงในประเทศไทย และจะส่งออกไป
ขายในต่างประเทศด้วย โดยจัดเป็นรถกลุ่ม A-Segment ขนาด 1.0 ลิตร ที่รองรับตลาดลูกค้าที่
ต้องการความประหยัดยิ่งกว่า Eco car เข้าไปอีก  โดยสเป็คตัวถังที่ Suzuki แจ้งมานั้นคือ
ยาว 3,600 ม.ม. กว้าง 1,600 ม.ม. สูง 1,540 ม.ม. ฐานล้อยาว 2,425 ม.ม. ใช้เครื่องยนต์ 996 ซี.ซี.
ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า

และถ้าเป็นจริงได้ตามที่ Suzuki แจ้งในเอกสาร Press Kit พวกเขาจะเริ่มเดินสายการผลิตเจ้ารถรุ่นนี้
ในปีหน้า!



Tata
ขนเอามาโชว์ทั้ง SUV ทรงแปลกอย่าง STORME และรถเก๋งอย่าง Indigo ที่นั่งเบาะหน้าแล้ว
ยังงงกับเรือนหน้าปัดที่ความเร็วกับวัดรอบเล็กมาก แต่มีเบาะหลังที่ใหญ่ใช้ได้เลย



สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังความคิดของ Tata ในวันนี้คือรถ Nano ที่ไม่ได้ใหม่อะไร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์
แสดงขีดความสามารถ ทำรถเล็กนิดเดียวให้นั่งได้สี่คนโดยการจัดพื้นที่ห้องโดยสารอย่างฉลาด
และนอกจากนั้น Tata Aria ที่จอดอยู่ด้านหลังก็เป็นรถตู้ที่มีดีไซน์เข้าตากรรมการอย่างแรง
ถ้าเทียบกับผลงานช่วงก่อนอย่าง STORME หรือรถเก๋งรุ่นเก่า



Tata อาจยังไม่ใช่รถในสายตาคนไทยส่วนมาก แต่เชื่อว่าหากมีคำสั่งอนุมัติให้ศึกษาและสร้างรถ
ที่จะสามารถทำให้คนไทยพึงพอใจได้โดยไม่ต้องยึดนโยบายและรสนิยมของอินเดียเมื่อไหร่
ผมเชื่อว่าพวกเขาจะมีฝีมือในการสร้างรถที่อาจทำให้พวกเราแปลกใจ



Toyota/Lexus
งานนี้ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ Yaris ตัวใหม่มากที่สุดตามฟอร์ม



Yaris ใหม่ คือรถ Eco car ที่ขนาดค่อนข้างโตกว่าใครเพื่อนในกลุ่ม 5 ประตูท้ายตัด ใช้เครื่อง 3NR-FE
1.2 ลิตร กับเกียร์ Super CVTi วางลงบนโครงสร้างที่มีพื้นฐานเดียวกันกับ Vios และวางราคาจำหน่าย
เอาไว้ที่ 469,000-599,000 บาท ซึ่งถ้าหากใครที่ไม่ได้นิยมรถแรงแซงระห่ำ ชอบรถท้ายตัด แต่ไม่ได้
ซื้อ Swift หรือ Mirage เพราะต้องการตัวถังที่ใหญ่กว่านั้น ก็น่าลองมานั่ง Yaris ดู เพราะผมได้ลองนั่งมาแล้ว
ขอบอกว่าเบาะหลังนั่งสบายจนคิดไปว่าโล่งสบายกว่า Vios นิดๆด้วยซ้ำ ถ้าต้องนั่งไกลๆก็คงไม่บ่น
ประโยคนี้จริงแท้แค่ไหน มาให้เห็นด้วยตาตัวคุณเอง ส่วนด้านหน้า..มันก็คือ Vios นั่นแหละครับต่างกันนิดเดียว



สำหรับโปรโมชั่นในงานนี้ของ Toyota แน่นอนครับว่ามีแคมเปญจองรถลุ้นสิทธิ์ชิงรถ 50 วัน 50 คัน
ตามแคมเปญหลักของค่าย และ Camry 2.0, Prius มีโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% 36 เดือนให้ลองศึกษาดู
และถ้าจำไม่ผิด เกือบทุกโมเดลมีฟรีประกันชั้นหนึ่งครับ

Note: สำหรับ Yaris ที่ใส่ยางติดรถให้มาเป็น Goodyear แบบยางประหยัด แต่ยางอะไหล่กลับเป็น
Bridgestone Ecopia นั้น...ถ้าทำได้ผมอยากให้ทำกลับกัน..จะไหวป่าว หุหุ




Lexus ในงานนี้ รถที่ใหม่สดที่สุดก็เห็นจะเป็น GS300h ซึ่งก็คือบอดี้ GS ที่ใช้ขุมพลังขับเคลื่อนตัวเดียว
กับ IS300h นั่นเอง โดยเป็นแบบ 4 สูบ 2.5 ลิตร 181 แรงม้า เสริมพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มี
แรงม้ารวมของทั้งสองระบบเป็น 223 แรงม้า ออพชั่นการตกแต่งจะไม่มีรุ่น F-Sport ให้เลือก
แต่จะแบ่งออกเป็นรุ่น Luxury ราคา 4,090,000 บาท และรุ่น Premium 4,290,000 บาท
และรุ่น Premium พร้อม Moonroof ราคาจะเพิ่มไปเป็น 4,490,000 บาท (มีระบบNaviทุกรุ่น แต่
ใช้จอกลางคอนโซลขนาด 8 นิ้ว เท่ากับ GS250F-Sport ซึ่งจะเล็กกว่าของ GS350และ450h)
และไม่มีระบบ Lexus Dynamic Handling Control มาให้

แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรเด่น แต่อย่าเพิ่งดูถูกพลังขับ Hybrid 2.5 ลิตร เพราะในบอดี้ IS-Series
นั้นเราพบว่ามันให้อัตราเร่งดีกว่าเครื่อง 2.5 ลิตรใน IS250 เสียอีก และการที่เป็น Hybrid ก็ทำให้
สามารถตั้งราคาได้ถูกลงจากส่วนลดภาษี ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเสียเวลาคิดก่อนซื้อน้อยลง


Volkswagen

มีแค่รุ่น Caravelle รถตู้หรู 8 ที่นั่ง ลำตัวยาว 5,292 ม.ม. เครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ 2.0 ลิตร 180แรงม้า
ขายในราคา 3.45 ล้าน และ Multivan ที่ลำตัวสั้นกว่า แต่ราคา 3.98 ล้านบาท



งานนี้ไร้วี่แววของ Golf Mk.7 ทำให้บรรยากาศของบูธจะมีผู้สนใจที่เป็นระดับนักธุรกิจมองหารถครอบครัว
เป็นส่วนมาก แต่สิงห์เท้าหนักทั้งหลายจะไม่อุ่นหนาฝาคั่งเหมือนสมัยที่มี Golf/Scirocco เป็นตัวเอก

อย่างไรก็ตามถ้าจองรถตู้สองรุ่นดังกล่าวข้างต้น ก็มีสิทธิ์ลุ้นได้ขับ Scirocco ฟรี 1 คันนะครับ



Volvo
หลังจากที่ปรับทัพปรับรุ่น รวมทั้งเอา V40 เข้ามาเสริมตลาดCHICK ให้กับแบรนด์และได้รับความสนใจ
มากพอควร ในวันนี้ Volvo ก็สานต่อสำหรับคนชอบรถใต้ท้องสูงด้วยการนำรุ่น V40 Cross Country
เข้ามาขาย



Volvo V40 Cross Country ยกตัวถังสูงกว่ารุ่นธรรมดา 40 ม.ม. เหมาะกับสภาพถนนกึ่งคลองของ
กทม.ในช่วงหน้าฝนมากยิ่งขึ้น แต่ระบบขับเคลื่อนยังเป็นแบบ 2 ล้อหน้า (บางคนเข้าใจว่าขับสี่..ไม่ใช่นะครับ)
ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 5 สูบ 2.0 ลิตรเทอร์โบ 213 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ รองรับน้ำมันเบนซินตั้งแต่
95 ถึง E20 (ในเอกสารชุดหนึ่งไม่ได้บอกว่ารองรับ E85 ส่วนใบราคาดันเขียนว่า Flexifuel แหล่งข่าว
ก็มาจากVolvo เองทั้งคู่ ดิชั้นไม่รู้จะเชื่อใคร) ราคาขายในปัจจุบันตั้งเอาไว้ที่ 1.92 ล้านบาท

ส่วนรถรุ่นอื่นเช่น S60 และ S80 ก็ได้รับการปรับโฉม เช่นเปลี่ยนกันชนหน้า-หลัง เปลี่ยนรายละเอียดไฟหน้า
เพิ่ม Daytime Running Light (DRL) โดย S60T4F ตัวถูกสุดอยู่ที่ 1,929,000 บาท และตัว S จะตั้งราคาไว้
2,199,000 บาท ส่วน S80 จะมีสามเครื่องยนต์คือ S80T4F 1.6 ลิตร 180 แรงม้า ราคา 2,575,000 บาท
S80T4 2.0ลิตร 203 แรงม้า ราคา 2,899,000 บาท และ S80D4 2.0 ลิตรดีเซลเทอร์โบ 163 แรงม้า
ราคา 2,799,000 บาท

ในภาพรวม ณ ปัจจุบัน Volvo จึงนับเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ให้ความปลอดภัยครบครันและราคาค่อนข้าง
ถูกกว่าคู่แข่งจากเยอรมัน แต่เราไม่แน่ใจว่าจะใช้ความได้เปรียบจุดนี้ได้อีกนานแค่ไหนเพราะอย่างที่เห็น
ว่า Mercedes-Benz ในวันนี้ก็เริ่มทำราคาสู้เกรย์แล้วเหมือนกัน



--------------------------------------------------------------------------------

เป็นอันว่าเสร็จบทความ สรุปไฮไลท์ในงาน Motor Expo 2013 แล้ว
ปีนี้ เป็นปีที่มีความหลากหลายของยนตรกรรมมากที่สุดอีกครั้งนึง และรับรองว่า
ไม่ว่าคุณจะมองรถ Segment ไหนอยู่ ก็จะมีรถให้ดูกันอิ่มถ้วนหน้า

แต่อย่าลืมนะครับ เห็นรถแล้ว ลองจับคลำดูแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ขับ ก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ
ซื้อรถคันนึงไม่ใช้เงินน้อยๆ บางคนต้องผ่อนกันไปอีกนาน จากลูกเรียน ม.1
ก็ผ่อนกันจนลูกเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นการเลือกรถนี่ ถึงแม้ไม่ร้ายแรง
เหมือนเลือกคู่สมรส แต่ก็ควรใช้เวลากับมันมากกว่าการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์นะครับ

ขอให้ใช้ข้อมูล ใช้การลอง การคำนวณยอดต่างๆ รวมถึงคาดการณ์รูปแบบ
การใช้งานของตัวเอง จากวันนี้ ไปจนถึงวันที่ผ่อนหมด ว่ารถคันนั้นๆสามารถรองรับการใช้งาน
ของเราได้นานแค่ไหน

มีโอกาสคิด จัดเลย ก่อนเสียเงิน..และขอให้ความสุขมีแก่ทุกท่านนะครับ








Commander CHENG! / พันธุ์สวัสดิ์ ไพฑูรย์พงษ์
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และภาพถ่าย โดยผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
29 พ.ย. 2013

Copyright (c) 2013 Text and Pictures
Use of such content either in part
or in whole without permission is prohibited.
First published in www.Headlightmag.com
November 29, 2013
บทความ อื่นๆ ...