PR News Motor Show Reports
งาน Los Angelis Autoshow 2013 ในปีนี้เป็นงานที่จะต้องจัดชนกับงานแสดงรถยนต์
ระดับ Big Name พร้อมกันถึง 2 งาน ได้แก่ งานช้างอย่าง Tokyo Motorshow 2013
และงานแสดงรองลงมาคือ Guangzhou Autoshow 2013 แต่งานหนักของ LA Autoshow
คือการต้องไปประจันหน้ากับงาน Tokyo Motorshow เสียมากกว่า ส่วนงานแสดงรถที่จีน
ยังไม่มีรถไฮไลต์มากมายอย่างที่คิด

la2013

แต่ปีนี้โชคดีหน่อยตรงที่ผู้ผลิตรถสามารถจัดการลำดับให้ความสำคัญกับ LA Autoshow 2013 ใน
ระดับหนึ่ง หลายค่ายถึงกับต้องสร้างรถโปรโตไทป์สำหรับอวดโฉมกันแบบข้ามสองฟากโลกกันเลย
ทีเดียว คงจะมีเพียงค่ายรถญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะไม่ส่งท่านประธานมาเปิดบูธในปีนี้ เพียงแค่นั้นเอง

ดังนั้นสีสันในงาน LA Autoshow 2013 ปีนี้จึงยังมีความครึกครื้นให้ได้เห็นบ้าง

Cadillac


งานนี้ขอขน Cadillac Escalade เอสยูวันพันธุ์ยักษ์รุ่นใหม่ล่าสุดขวัญใจเจ้าพ่อ, มาเฟียและ
นักการค้าของดำ (ไม่ใช่ของดำสำหรับถวายพระราหู 10 อย่างแน่นอน) เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย
เหล่านั้นได้มาสัมผัสและเตรียมตัวจับจองกันได้เลย บุคลิกตัวรถต้องบอกได้เลยว่าใหญ่และ
ยาวไม่ยำเกรงใครในโลกหล้า ถึงแม้มันจะเป็นฝาแฝดกับ Chevrolet Tahoe รุ่นใหม่ แต่นี่คือ
Cadillac มันก็รู้สึกว่ายังมีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกันพอสมควร

cadillac1

ภายในห้องโดยสารถือว่าปฏิวัติ Cadillac Escalade การออกแบบภายในพอสมควร เพราะมัน
เริ่มไปสู่ความหรูหราและพรีเมี่ยมในแบบรถราคาแพงควรจะมีกัน คอนโซลหน้าโดดเด่นด้วยหน้าจอ
ระบบอินโฟเทนเมนต์ CUE ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว พร้อมการตกแต่งด้วยลายไม้แท้ และระบบ
ไฟสร้างบรรยากาศรอบคัน

ขุมพลังที่ใช้ใน Escalade โฉมใหม่นี้ เป็นเครื่องยนต์เบนซิน EcoTec3 แบบ V8 ขนาด 6.2 ลิตร
ที่สามารถสร้างกำลังได้ 420 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 623 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อกำลังผ่านล้อ
คู่หลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และมีออพชั่นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เลือกติดตั้งด้วยเช่นกัน

cadillac2

cadillac3

เห็นใหญ่ ๆ ไฮโซขนาดนี้ เขาก็กล้าอัดแน่นทัพเทคโนโลยีช่วยเหลือด้านความปลอดภัยแบบใหม่
ให้มากเป็นพิเศษ เริ่มต้นด้วยระบบถุงลมนิรภัยฝั่งด้านในเบาะหน้า ระบบเตือนมุมอับ ระบบช่วย
เบรกอัตโนมัติ เบาะนั่งพร้อมระบบสั่นเตือน ระบบป้องกันการเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ ไปจนถึง
ระบบ Full Speed Range Adaptive Cruise Control และระบบ Automatic Collision Preparation


Chevrolet


เรามาดูกระบะฉลองครบรอบความแกร่ง 102 ปีกันดีกว่ากับ Chevrolet Colorado US Version
อย่าฟังชื่อแล้วเบือนหน้าหนีไปก่อนนะ เพราะหน้าตา Colorado ไม่เหมือนกับ Colorado บ้านเรา
ซะนิด ยกเว้นเรือนร่างโครงตัวถังที่เหมือนกับบ้านเราเป๊ะ

chevy1

chevy2

Chevrlet Colorado US Version ถึงจะใช้โครงสร้างตัวถังและกระบะหลักร่วมกับ Colorado
เมืองไทย แต่รายละเอียดร้อยละ 70% จะไม่เหมือนกับเมืองไทยเลยสักนิด เอาแค่ง่าย ๆ เลยเมื่อ
เรามองซุ้มล้อทั้งหมดก็ต่างกันพอสมควรเลย

ด้านหน้ามาในแบบ Chevrolet เจเนเรชั่นใหม่ที่มีความคมสัน, มีความเรียบ ๆ สไตล์อเมริกัน ส่วน
ภายในห้องโดยสารไม่มีชิ้นส่วนใดใช้ร่วมกับ Colorado เวอร์ชันไทยได้เลย แค่มองจากภาพก็รู้เลย
ว่าเอาใจตลาดอเมริกัน 100% เพราะดูหรูน้อยกว่าและดูหรรษาน้อยกว่าเมืองไทย

chevy3

chevy4

Chevrlet Colorado US Version มีเครื่องให้เลือก 2 เครื่อง ได้แก่เครื่อง 2.5 ลิตร 193 แรงม้า
แรงบิด 253 นิวตันเมตร ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 90% ตั้งแต่รอบ 2,000 – 6,200 รอบ/นาที และ
เครื่องยนต์ 3.6 ลิตร 302 แรงม้า แรงบิด 366 นิวตันเมตร

ไม่แน่ใจว่า Chevrolet Colorado โฉมปรับปรุงจะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกว่านี้หรือไม่ เห็นทีต้องลุ้น!?

chevy5

chevy6

ไหน ๆ Cadillac เปิดตัว Escalade แล้ว Chevrolet ควรจะต้องเปิดตัวรถคู่แฝดของตัวเองบ้าง
นั่นก็คือ Chevrolet Suburban ตัวถังยาวและ Tahoe ซึ่งก็คือ Suburban เวอร์ชันท้ายสั้นกว่า
รูปร่างหน้าตาไม่ต้องเพ่งนาน ไม่ต้องคิดมากเพราะหน้าตามันเหมือนกัน ต่างกันที่ความยาวของ
ตัวถังเท่านั้น แต่ที่เด่นมาก ๆ คือโคมไฟหน้าทรงคล้ายสัญลักษณ์ ] ดูแปลก ๆ ดี

chevy7

chevy8

เห็นเป็นคู่แฝด Cadillac Escalade แต่อย่านึกว่าจะใช้ข้าวของร่วมกันเป็นอันขาดเพราะ รถคู่นี้
กลับติดตั้งเครื่องยนต์ V8 5.3 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรงติดตั้งเทคโนโลยีพักลูกสูบอัตโนมัติ 355 แรงม้า
แรงบิด 519 นิวตัน-เมตรจับคู่เกียร์อัตโนมัต 6 จังหวะ Hydra-Matic 6L80


Ford


มาดูเอสยูวีคันใหญ่คันนี้ถึงแม้ชื่อจะดูตกยุคใหม่ ก็ชื่อ Edge นี่มันเป็นเทคโนโลยีคมนาคมไร้สาย
2.75G ล้าหลังกว่า 3G/3.75G และ 4G ตั้งเยอะ!!!

เอาล่ะถ้าเราไม่เล่นมุขแล้วแปลความหมายชื่อ Ford Edge ตามพจนานุกรมแล้วล่ะก็มันจะมี
ความหมายว่า ความเฉียบคม และหานำไปประกบกับคำว่า cutting-edge ก็หมายความว่า
ความล้ำหน้า ล้ำสมัยอะไรทำนองนี้ และเมื่อมองตัวรถก็สมชื่อครับมีทั้งความคมและความล้ำ
แต่เรื่องความล้ำว่ากันไม่ได้เพราะมันคือ Ford Edge Concept รถต้นแบบก็ต้องล้ำเป็นธรรมดา

ford1

ford2

Ford Edge Concept เป็นเอสยูวีที่มีขนาดและภาพลักษณ์ที่เหนือกว่า Ford Escape หากใคร
ยังนึกไม่ออกอีกก็ลองคิดว่านะครับว่า Ford Edge ก็น่าจะเป็นขั้นหม่อมเจ้า ส่วน Ford Ecosport
ก็คงเป็นหม่อมหลวง อะไรทำนองนี้ นอกจากนี้ Ford ยังวางแผนให้ Edge รุ่นใหม่กลายเป็นรถ
ระดับโลกขายทั่วโลกแน่นอน

สไตลิ่งดูจะฉีกแนวไปจาก Ford Edge รุ่นเดิมและ Ford SUV หลายคันมากเพราะมันมีบั้นท้ายที่
สั้นพอสมควร สังเกตจากช่องกระจกโอเปร่าท้ายที่เล็กลีบดูเผิน ๆ คล้ายรถแฮทช์แบคไม่น้อย

ford3

ford4

จุดเด่นบันลือโลกนั่นก็คือ Ford ได้ติดตั้งระบบช่วยการขับขี่อัตโนมัติที่มีเซนเซอร์รอบคันคอยตรวจจับ
วัตถุเพื่อรองรับการช่วยเหลือที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยจอดที่รองรับการจอดแบบคู่
ขนานหรือหักศอก, เตือนการเปลี่ยนเลน, ระบบเบรกฉุกเฉิน, ระบบ Blind Spot

Ford Edge Concept คงใกล้จะแนะนำในเร็ววันนี้ แต่สำหรับเมืองไทยเห็นจะต้องพูดคำว่า Say No สวัสดี


GMC


ผ่านมาสองแฝดไปแล้วทั้ง Cadillac Escalade และ Chevrolet Tahoe/Suburban คราวนี้มา
ถึงแฝดที่สาม(แต่ไม่สยอง)กับ GMC Yukon และ Yukon XL ต่างกันที่ความยาวตัวถังเท่านั้น
เห็นแค่หน้าอย่าเพิ่งนึกว่า D-Max ตัวที่แล้วนะครับ ลองสังเกตดี ๆ ว่านี่คือ GMC ที่มีดีไซน์เป็นยุคใหม่
ไฟหน้าก็จะมีหยดย้อยบ้าง แต่ดูแล้วก็แอบทันสมัยไม่น้อยเลยทีเดียว

gmc1

gmc2

เครื่องยนต์กลไกไม่ต้องคิดมากยกมาจาก Chevrolet Tahoe/Suburban และ Cadillac Escalade
จับมารวมกัน ได้แก่เครื่อง V8 6.3 ลิตร 420 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 623 นิวตัน-เมตรและ
V8 5.3 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรงติดตั้งเทคโนโลยีพักลูกสูบอัตโนมัติ 355 แรงม้า แรงบิด 519 นิวตัน-เมตร
จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ


gmc3


ฟีเจอร์หลายอย่างก็แทบจะเคาะเหมือนกับ Chevrolet Tahoe/Suburban และ Cadillac Escalade
โดยเฉพาะหน้าจอสัมผัส 8 นิ้วเพื่อความบันเทิงและข้อมูลข่าวสารนั้น GMC เขาก็ตั้งชื่อว่า IntelliLink


Honda


เอาจริง! ใช่ Honda เขาเอาจริง! กับตลาดรถ Fuel Cell อย่างแรงกล้าไม่แพ้ Toyota เช่นกัน
Honda ถึงกับส่งรถต้นแบบหน้าสุดล้ำ Honda FCEV Concept มาให้ชาวมะกันได้อวดโฉมกัน
ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงในปี 2015 เอาล่ะสิงานนี้ชนกับ Toyota FCEV ในปีเดียวกันเต็ม ๆ

honda1

honda2

หน้าตาตัวรถยังนึกไม่ออกเลยว่าเวอร์ชันคันขายจริงจะล้ำหลุดโลกกันแบบนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ
รถต้นแบบคันนี้ก็ยังเน้นหลักอากาศพลศาสตร์อย่างรุนแรงน่าดู

นวัตกรรมใหม่ที่ Honda ภูมิใจนำเสนอคือรถต้นแบบคันนี้จะติดตั้งขุมพลัง Fuel Cell เจเนเรชั่นใหม่
ไว้ภายในเนื้อที่ใต้ฝากระโปรงหน้าทั้งหมดซึ่งจะช่วยจัดสรรเนื้อที่ห้องโดยสารได้กว้างขวางและ
เหมาะสำหรับการพัฒนารถยนต์ในหลากรูปแบบขึ้น

honda3

honda4

Fuel Cell Stack แบบใหม่จะช่วยเพิ่มกำลังมากกว่า 60% แต่มีขนาดเล็กลง 33% เมื่อเทียบ
กับ Honda FCX Clarity มีระยะทางวิ่งสูงสุดมากกว่า 480 กิโลเมตร ใช้เวลาเติมก๊าซ
ให้เต็มภายใน 3 นาที


Jaguar

ถึงแม้ในช่วงนี้มีงานแสดงรถยนต์พร้อมกันถึง 3 งานชนกัน แต่สำหรับค่าย Jaguar ก็บ่ยั่น เพราะ
พวกเขา Control ได้เทพมาก พวกเขาจัดการส่งรถรุ่นใหม่อวดงาน Guangzhou Autoshow 2013
ด้วย C-X17 แบบใกล้เคียงคันผลิตจริงและส่ง F-Type Coupe เข้าโชว์พร้อมกันในงาน Tokyo
Motorshow 2013 และ LA Autoshow 2013

jaguar1

jaguar2

ดีไซน์โดยรวมไม่แตกต่างจาก Jaguar F-Type เวอร์ชันเปิดหลังคาที่เปิดตัวไปก่อนหน้านั้นมากนัก
แต่พอมีหลังคาก็ทำให้ตัวรถดู Smooth มากขึ้นเพราะมีแนวเส้นหลังคาที่สอดรับกับตัวถังและกระจก
บานท้ายที่ถูกเพิ่มเข้ามา

jaguar3

เครื่องยนต์ก็จัดเต็มด้วยเครื่องยนต์ 3 แบบได้แก่ V6 3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 340 แรงม้า (PS) มีอัตราเร่ง 0-100
กม./ชม. ภายใน 5.1 วินาที ในรุ่น F-Type มาตรฐาน V6 3.0 ลิตร 380 แรงม้า (PS) อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม. ภายใน 4.8 วินาที ในรุ่น F-Type S และเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร 495 แรงม้า
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.0 วินาทีในรุ่น F-Type R

Lexus


Lexus CT200h Minorchange ได้อวดโฉมหน้าสวย ๆ ทั้งงานใน Tokyo Motorshow 2013,
Guangzhou Motor Show และ LA Autoshow 2013 พร้อมกัน อันเป็นการประกาศศักดาว่า
Lexus ก็ยังไม่ทิ้ง CT200h แต่อย่างใด

lexus1

lexus2

lexus3

จุดเด่นของ Lexus CT200h คือการยกหน้าใหม่ที่ดู Aggressive ไม่แพ้ Lexus IS Sedan กันเลย
ทีเดียว ยกเว้น DRL ทรงโลโก้รองเท้า Nike ที่ยังไม่ติดตั้งมาให้ อันนี้คงต้องให้รุ่นพี่ได้ใช้เสียก่อน
เดี๋ยวรุ่นน้องจะดูเด่นมากเกินไป ส่วนภายในห้องโดยสารก็จะเปลี่ยนแค่เกจ์วัดแสดงผลต่าง ๆ
และหน้าจอสีที่เป็นแบบยึดตายตัว (รุ่นก่อนจะพับได้) ส่วนขุมพลังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย


Lincoln



Lincoln อยากจะเปิดหน้าใหม่ให้กับตลาดรถหรูด้วยการเปิดตัว Lincoln MKC เวอร์ชันขึ้นสายการ
ผลิตจริงเสียที กะจะกวาดตลาดเอสยูวีคอมแพคท์ระดับหรูที่เริ่มจะมีการเติบโตในตลาดสหรัฐอเมริกา
ขึ้นเรื่อย ๆ เอาล่ะเรามาส่องคันจริงกันว่าแตกต่างจากเวอร์ชันต้นแบบยังไงกัน

lincoln1

lincoln2

Lincoln MKC เวอร์ชันขึ้นสายการผลิตจริงแตกต่างจากเวอร์ชันต้นแบบระดับหนึ่ง เอาเป็นว่ามันมี
ดีไซน์ด้านท้ายที่ใกล้เคียงกัน แต่คันจริงจะไม่ปราดเปรียวเฟี้ยวฟ้าวเท่าต้นแบบก็แค่นั้นเอง ฝากระโปรง
นำเทรนด์ใหม่แบบเดียวกับ Citroen C4 Picasso คือฝังไฟท้ายลงในฝากระโปรงท้ายเต็ม ๆ

ขุมพลังก็ยกมาจาก Ford Escape โฉมใหม่ที่ทำตลาดในอเมริกา (แต่ไม่ทำตลาดในไทย) ด้วย
เครื่องยนต์เทคโนโลยี Ecoboost 2.3 ลิตร 275 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 406 นิวตันเมตรที่
3,000 รอบ/นาที แต่ถ้าใครอยากจะสวย เริด เชิด หยิ่งในราคาประหยัดก็จงเลือกเครื่อง
Ecoboost 2.0 ลิตร 240 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 366 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที

lincoln3

lincoln4

จุดขายสำคัญของมันคือระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ระบบจะช่วยปรับแดมเปอร์ตามโหมด 3 โหมด
ได้แก่ Sport, Comfort, Normal พร้อมใช้กล้อง CCD จับสภาพถนนเพื่อให้ระบบเปลี่ยนแปลง
ช่วงล่างให้เหมาะสมภายในไม่ถึง 20 มิลลิวินาที

Lincoln ค่อนข้างหวังกับเอสยูวีหรูคันนี้พอสมควร


Mini


หนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญในงานนี้คือการอวดโฉม All New Mini เจเนเรชั่นใหม่ คุณล่ะคาดหวังความ
ใหม่อะไรจาก Mini คันนี้ คุณคงหวังได้ในหลาย ๆ เรื่องอยู่ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่มีการพัฒนาไป
ในทางทันสมัยขึ้นด้วยการใช้ไฟ LED อ้อ เครื่องยนต์กลไกไม่ต้องพูดถึงมันใหม่จริงอะไรจริงแน่นอน
แต่ถ้าจะให้พลิกโฉมรูปลักษณ์ชนิดที่จำของเดิมไม่ได้คงจะยากมากทีเดียว

mini1

mini2

Mini เจเนเรชั่นใหม่จะได้แรงบันดาลใจงานออกแบบจากรถต้นแบบ Mini Rocketman ไม่น้อย
ขนาดตัวถังยังคงมีความกะทัดรัดเหมือนเช่นเคย ภายในห้องโดยสารต้องบอกได้เลยว่ามีกลิ่นของ
ความทันสมัยมากกว่าความย้อนยุคพอสมควร ในเมื่อทุกอย่างต้องเดินหน้าจึงได้ย้ายแผงมาตรวัด
ความเร็วมาอยู่หลังพวงมาลัยแทน แล้วปล่อยให้จอกลมตรงกลางติดตั้งหน้าจอสีแบบสัมผัสได้แทน
หากใครคิดถึงภายในที่เห็นสีตัวรถภายนอกเห็นทีจะต้องซื้อรุ่นเก่าเท่านั้น

Mini Cooper จะติดตั้งเครื่องยนต์บล็อก 3 สูบ 1.5 ลิตร 134 แรงม้า (BHP) ที่ 4,500 – 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 219 นิวตันเมตร (หาก overboost ก็จะมีแรงบิดถึง 230 นิวตันเมตร)ที่ 1,250 รอบ/นาที
ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.4 วินาทีในเกียร์ธรรมดา ภายใน 7.3 วินาทีในเกียร์อัตโนมัติ

mini3

Mini Cooper S ติดตั้งเครื่อง 4 สูบ 2.0 ลิตร 189 แรงม้า (BHP) ที่ 4,700 -6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,250 รอบ/นาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.5
วินาทีในเกียร์ธรรมดา ภายใน 6.4 วินาทีในเกียร์อัตโนมัติ

และฟีเจอร์ยอดฮิตที่จะต้องติดมาในรถพรีเมี่ยมทุกวันนี้คือระบบ Dynamic Damper Control
ปรับแดมเปอร์ตามสภาพถนน

Mini รุ่นใหม่อีกไม่นานน่าจะมาไทย


Nissan

เล่นเอาซะงงเมื่อ Nissan จับเรือนร่าง Sentra/Sylphy มาสวมวิญญาณซิ่ง Nismo กันหน้าตาเฉย
ถ้าไม่คิดอะไรมากก็ถือเป็นการขยายซับแบรนด์ Nismo ให้มีลักษณะคล้าย ๆ กับ AMG ของ
ฝั่ง Mercedes-Benz ไม่น้อยเลย ดังนั้น ถ้ารถตลาดหลายรุ่นจะสวม Nismo ก็คงจะไม่แปลกใจอะไรมากนัก

nissan1

nissan2

nissan3

หน้าตาถือว่า Nismo พยายาม Keep Look ของความเป็น Sentra รุ่นใหม่คือ ไม่ซิ่งสปอร์ตมาก
แต่ก็ไม่ได้ดูคล้ายรุ่นดั้งเดิมจนมากเกินไป ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ใต้ฝากระโปรงนั่นก็คือเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร
ฉีดเชื้อเพลิงตรงเทอร์โบชาร์จ DIG-T ที่ผ่านการจูนจาก Nismo จนได้กำลังมากกว่า 240 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 325 นิวตันเมตรจับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและ Limited Slip

Sylphy บ้านเราอยากจะซิ่งกันไหม?


Porsche

บูธ Porsche ปีนี้แค่เปิดตัวรถออกมาก็สามารถฆ่าบูธอื่นให้ตายได้ด้วย Porsche Macan เอสยูวี
คอมแพคท์ที่เล็กกว่า Cayenne งานนี้บรรดาไฮโซทั่วโลกต่างพากันจ้องตาเขม็งไม่น้อย ก็แน่นอน
ว่าบรรดาผู้มีอันจะกินในเมืองไทยคงต้องไม่พลาดที่จะได้เป็นเจ้าของ Macan หรือไอ้เจ้าเสือน้อย

porsche1

porsche2

รูปลักษณ์คือจุดขายของมันเพราะรู้เลยว่า Porsche พยายามนำ DNA แบบรถสปอร์ตของตัวเอง
มาจับใส่กับรถคันนี้มากกว่า Cayenne เสียอีก ภายในห้องโดยสารถ้าไม่บอกว่าเป็นเอสยูวีก็
คงนึกว่ารถสปอร์ตกันเลยทีเดียว พร้อมชูจุดเด่นฟีเจอร์ระบบ Porsche Traction Management
(PTM) ช่วยให้รถผลิตระบบขับเคลื่อนที่เต็มไปด้วยพละกำลัง

porsche3

porsche4

Porsche Macan ทำตลาดด้วย 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Macan S ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ V6
ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบคู่ 
ให้กำลัง 340 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสู
งสุด 460 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,450 ถึง 5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อผ่าน
ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK แบบ 7 จังหวะ

อีกรุ่นหนึ่งคือ Macan Diesel นำเอาขุมพลัง
ดีเซลแบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบมาติดตั้ง จนสามารถสร้างกำลังได้ 258 แรงม้า
ที่รอบ 4,000 ถึง 4,250 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 580 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 ถึง 2,500 รอบ/นาที
ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK 7 จังหวะเช่นเดียวกัน


Subaru




แปลกมาก! ปีนี้แปลกมากที่ Subaru มีไฮไลต์รถรุ่นใหม่และรถต้นแบบสำคัญมาอวดโฉมในงาน
LA Autoshow 2013 โดยไม่ทิ้งไฮไลต์สำคัญในงาน Tokyo Motorshow 2013 อีกด้วย
แต่เมื่อดูยอดขาย Subaru ในตลาดสหรัฐอเมริกาแล้วก็คงไม่แปลกใจนักว่าทำไม Subaru
ถึงให้ความสำคัญกับตลาดนี้เป็นอย่างมาก

subaru1

subaru2

subaru3

Subaru Legacy Concept 2013 ที่ผู้เขียนต้องใส่เลข 2013 เพราะ Subaru เคยเล่นมุข
Legacy Concept ในปี 2009 มาก่อนแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไม Subaru ถึงตั้งชื่อ Legacy Concept
ซ้ำกันอีกครั้ง

ดีไซน์ทั้งหมดจะแสดงให้เห็นถึงทิศทางการออกแบบ Subaru Legacy Sedan ตัวถัดไปซึ่งก็
เฟี้ยวฟ้าวทั้งสัดส่วนตัวถังและเส้นสายบนตัวถัง ไฟท้าย, กระจังหน้าและไฟท้ายคือสัญลักษณ์
ที่แสดงออกได้ชัดเจนว่านี่แหล่ะคือ Subaru ยุคใหม่

ดังนั้น พวกเราจึงควรทำใจเป็นกลางแล้วรอ Legacy โฉมใหม่ตัวจริงปีหน้าดีกว่า

subaru4

subaru5

ส่วนอีกคันหนึ่งคือ Subaru WRX เวอร์ชันขึ้นสายการผลิตจริง งานนี้ไม่ต้องคิดมากเพราะมัน
คือ Impreza Sedan ที่ดัดแปลงตัวถังใหม่นั่นเอง ติดตั้งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรสูบนอน Boxer
ฉีดตรง เทอร์โบแบบ Twin Scroll พร้อมวาล์วแปรผันพิเศษ(D-AVCS) กำลังอัดสูงมากที่
10.6:1 ให้กำลัง 268 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 349 นิวตันเมตรที่
2,000 – 5,200 รอบ/นาที

บ้านเราน่าจะพอมีลุ้น


-----------






สวัสดีท้ายปีที่รักและสวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ

เป็นธรรมดาของวัฏจักรชีวิตที่มีขึ้นมีลง วงการรถยนต์ของพวกเราก็มีวันรุ่งและร่วงเหมือนกัน แต่กระนั้น
ในช่วงเวลาที่ได้ชื่อว่าเป็น "ยามลำบาก" อย่างที่ผู้คนในแวดวงรถยนต์ต่างเผชิญกันอยู่นี้ เราก็ยังมีโอกาส
ได้เห็นความพยายามในการฮึดสู้ของค่ายรถยนต์ โดยการนำเสนอรถรุ่นใหม่ๆสู่ตลาดให้ผู้บริโภคอย่างเรา
เลือกกันอย่างจุใจ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น จะสังเกตได้ว่างานโชว์รถมักให้ความสำคัญไปที่รถยนต์ซึ่งเป็นเป้าหมายของลูกค้า
หมู่มากอย่างเช่นรถยนต์นั่งระดับ Eco car และรถกระบะ 1 ตัน แต่ในขณะที่โครงการรถคันแรก (ซึ่งอาจจะเป็น
คันแรกของลูกสาวแต่คันที่ยี่สิบของบ้าน) เริ่มออกอาการ "Backfire" ซึ่งมีนิยามคล้ายกับรายการบ่ายนี้ขี้เป็นไฟ
ซึ่งใครก็ตามที่..บริโภคอะไรสักอย่างจนเกินควรในยามกลางวันโดยที่มิได้ประเมินความสามารถท้องไส้ตนเอง
จักต้องพบกับจุดจบ..ที่ไหนและหนักหนาแค่ไหนก็คงนึกออกกันนะครับ..เมื่ออัตราการบริโภค"รถยนต์"ของเรา
ในช่วงที่ผ่านมาสูงและขาดการประเมินที่ดีพอ ผลลัพธ์ออกมาจึงกลายเป็นการเสียสมดุลย์ในช่วงเวลาของ
การทำยอดขายอย่างที่เห็น



สภาพการณ์แบบนี้ แม้จะเป็นที่น่าอึดอัดใจ และบางค่ายก็ต้องลุ้นกันตัวโก่งว่าทำยอดขายได้มากน้อยแค่ไหน
แต่นับว่าคนเล่นรถชาวไทยยังโชคดี ที่ในปีนี้ ยังมีบริษัทรถยนต์มาเข้าร่วมแสดงยนตรกรรมของตนในงาน
Motor Expo 2013 นี้ถึง 38 ค่าย และนอกจากนั้นเมื่อผมลองนับด้วยนิ้วตัวเองดูว่ามีรถรุ่นใหม่ๆมาเปิดตัวกี่รุ่น
ในงานนี้ ก็คาดว่าจะมี 11 รุ่นหรืออาจจะมากกว่านั้นเสียอีก และในแต่ละ Segment ก็จะมีรถใหม่มาให้ชมกัน
อย่างน้อย 1-2 รุ่น ดังนั้นโอกาสจึงเป็นของคนที่พร้อมแล้วในด้านการเงิน และได้เวลาเหมาะสมที่จะหารถใหม่
ให้กับตัวเอง ให้กับคนในบ้าน หรือให้กับจุดเปลี่ยนในชีวิตของคุณ

และเช่นเคย ต้องขอบคุณทีมงาน Motor Expo ของน้าขวัญชัย ที่ได้จัดงานมอเตอร์โชว์แบบนี้ให้พวกเราสามารถ
เดินดูเดินดมชมทุกอย่างได้ภายใต้บริเวณเดียวและมีส่วนช่วยในการตัดสินใจซื้อรถของประชาชนหลากชั้น
จนเผลอลืมเวลาไปแป๊บเดียว นี่ก็ครบวาระ 30 ปี MotorExpo ของสื่อสากลแล้วหรือเนี่ย!

เอาล่ะ ถ้าพวกเราพร้อมที่จะเป็นหนี้กันต่อไปอีก 4-5 ปีแล้วล่ะก็..
ตามผมมาเลยครับ! ใครมีอะไร เอาออกมาโชว์ให้หมด!


Bentley

ไม่รู้ว่าเปิดตัวมาก็เอาอัครยานยนต์ 20.9ล้านบาทมาเปิดบทความเลยนี่จะขวัญกระเจิงกันหรือเปล่า

Bentley เปิดตัวรถใหม่ The New Flying Spur ซึ่งถูกสร้างมาให้เป็นซาลูนยักษ์ยาว 5.2 เมตรที่
มีความหรูหราเหนือชั้นด้วยหนังแท้ชั้นดีและไม้จริงที่ภายในรถ แต่ภายใต้ฝากระโปรงนั้นมีขุมพลัง
ที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเครื่อง 6.0 ลิตร W12 สูบ เทอร์โบ ที่สร้างแรงม้าได้สูงถึง 616 แรงม้า และมีแรงบิด
ชนิดกระแทกคันเร่งทีโลกแทบหมุนกลับทิศ 800Nm ทำให้ถึงแม้ว่าตัวรถจะหนักถึง 2.47 ตัน
(Porsche Cayenne ยังอาย) แต่ยังทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายในเวลาแค่ 9.5 วินาทีเท่านั้น



ทำไมหรือ..อ้อ.ลืมบอกว่า 100 ที่ว่าน่ะ 100 ไมล์/ช.ม.นะ ..บ่แม่นกิโลเมตรเด้อ
ส่วนความเร็วสูงสุด ก็อยู่ที่ 320 ก.ม./ช.ม. อย่าคิดเลย ไม่ดีหรอกลูก รักเมืองไทยวิ่งร้อยยี่ฉิบพอ


BMW/MINI


งานนี้ดูเหมือน BMW จะไม่ยอมอยู่เฉยๆ ในเมื่อคู่แข่งชาติเดียวกันอย่าง Mercedes-Benz แทงด้วย
กลยุทธ์ราคา BMW ก็ตอบกลับด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ถอดด้ามหลายรุ่น



BMW 3-Series Gran Turismo สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวซาลูนนั้นดาษดื่นเกินไปก็อาจจะชอบรูปทรง
แฮทช์แบ็คอย่างเจ้าตัวนี้ ที่ทำไปทำมากลับเน้นความสบายของเบาะหลังเอนได้เป็นจุดขายเสียด้วย
ประตูเป็นแบบไร้ขอบ (Frameless) และมีสปอยเลอร์หลังที่ยกและลดระดับอัตโนมัติ สเปคบ้านเราในวันนี้
ก็มีเครื่องเดียวคือรุ่น 320d Gran Turismo แต่มีการตกแต่งสองแบบคือ Luxury และ Sport
ตั้งราคาขายเอาไว้ 3.199 ล้านเท่ากัน



ตามหลังเมืองนอกอยู่ไม่กี่เดือน สำหรับบอดี้คูเป้ของ 3-Series ที่ปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้ชื่อ 4-Series เพื่อให้มี
ความเป็นเอกเทศชัดเจนจากรุ่น 4 ประตู รุ่นที่เอามาโชว์นี้เป็น 420d M Sport รุ่นท้อปที่ได้ช่วงล่างโช้คอัพปรับไฟฟ้า
และล้อขนาดใหญ่ 19 นิ้ว ทำให้ราคาไปอยู่ที่ 4.09 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากใครคิดว่าแพงไป สามารถเลือกรุ่นรองลงมา
คือ 320d Sport ราคาจะหล่นมาเหลือ 3 ล้านค่อนปลายๆ

บางคนอาจชอบตัวเล็กสีแสบสันต์อย่าง BMW 116i M Sport ที่พกพลังเทอร์โบ 1.6 ลิตร 136 แรงม้า ซึ่งถึงแม้
อาจจะดูธรรมดาสำหรับรถสมัยนี้แล้วแต่ความที่ราคา 1.99 ล้านบาท แถมด้วยออพชั่น M Sport Package
ซึ่งมีเบาะหน้าที่ ดึงน่อง ดันหลัง ยกหน้า ยกหลัง กระชับปีก ภาษานักเลงรถแถวนั้นเขาบอกว่าเทพราวกับ
Recaro รถซิ่ง

นอกจากนี้ยังมี X5มาเปิดตัวใหม่ มีขุมพลังให้เลือก2 แบบคือ XDrive20d และ XDrive30d แต่ราคานั้น
ณ วันที่จัดงาน ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะทำให้ M-Class และ Lexus RX
หนาวได้หรือไม่ ส่วนรถรุ่นอื่นๆเช่น 3,5,6 และ 7Series ก็ขนกันมาครบ และถ้ามีโอกาส ไปลองฟังชุดเครื่องเสียง
16 ลำโพงของ Bang & Olufsen ใน 7-Series ดู ไม่บอกว่าดีหรือไม่ดีล่ะ แต่เล่าให้ฟังแค่นี้


ส่วนทาง MINI ยังไม่มีอะไรใหม่ รถที่ใหม่ที่สุดตอนนี้คือ Cooper D ตระกูล Countryman ที่เพิ่งเปิดสายการผลิต
ในประเทศ เป็นความพยายามในการพารถทรงชิคไปให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ MINI ได้ง่ายขึ้น




Chevrolet

New DuraMax Engine 2.8 และ 2.5 ลิตร ได้เวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังจากที่มีการ
เชิญสื่อมวลชนไปประกอบเมื่อหลายเดือนก่อน รุ่น 2.8 นั้นให้พลัง 200 แรงม้า ทำมาเพื่อเล่นกับ
3.2 ลิตรของ Ford ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ



ที่สำคัญคืองานนี้ยังมีการเปิดตัวสีใหม่ Rock สีส้มสะท้านใจ และข่าวดีก็คือถ้าใครอยากได้สีนี้
ไม่ต้องเพิ่มเงิน สามารถสั่งได้เลยถ้าต้องการ เพียงแต่ว่ารุ่นซิงเกิ้ลแค็บจะไม่มีให้เลือกสีนี้เท่านั้น


รถโชว์ในงานอีกคัน คือ Chevrolet SS ซึ่งก็คือ Holden Commodore ตัวใหม่นั่นเอง คันที่มาโชว์
ในงานจะเป็นเครื่อง V8 6.2 ลิตร แต่เมื่อถามว่าจะเอามาขายหรือเปล่า คุณวีโจ้ วาร์จีส แห่ง Chevrolet
บอกว่าต้องดูว่ามหาชนตอบรับต่อรถรุ่นนี้อย่างไร แต่ถึงนำเข้ามาจริงๆก็อาจใช้เครื่องบล็อค
ที่เล็กกว่านี้ให้เหมาะสำหรับประเทศไทย

หวังว่าคงไม่แห้วแบบ Chevrolet Lumina จากเมื่อราว 10 ปีที่แล้วก็พอ (อันนี้ผมพูดเองนะ)


Citroen

เด่นที่สุดชนิดใครเดินผ่านก็ยกมือถือถ่ายภาพกันเป็นว่าเล่น แอบได้ยินน้าๆบางท่านบอกว่านึกว่าเป็น
รถต้นแบบมาโชว์ตัวเฉยๆ หาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะว่านี่คือ Citroen DS5 ที่ขายจริง!



DS5 มีความยาวลำตัวประมาณ 4.5 เมตร แต่กว้างถึง 1.87 เมตร ทำให้มีขนาดค่อนไปทางรถ
C-Segment มีการออกแบบที่เน้นความล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร
เทอร์โบ 155 แรงม้า แต่อย่าพึ่งนึกว่ามันจะปรู๊ดปร๊าดเหมือน MINI เพราะตัวถังที่สวยงามนี้
หนัก 1,587 ก.ก. ราคาขายอย่างเป็นทางการคือ 2.39 ล้านบาท พร้อมฟรีบำรุงรักษา 3 ปี/100,000ก.ม.

รถอีกรุ่นที่ควรได้มาโชว์ตัวแต่มาไม่ทันงานในวันนี้คือ Citroen C5 รถขนาดกลางของค่ายที่
การออกแบบจะไม่หลุดโลกเท่า DS5 แถมยังตั้งราคาขายเอาไว้ 1.98 ล้านบาทเท่านั้น เสียทีที่ไม่ได้เห็นตัว
ไม่เช่นนั้นลูกค้าจะตัดสินใจได้ระดับหนึ่งว่าเม็ดเงินที่เท่าๆกับ 116i M Sport กับ Volvo V40 นั้นจะให้
ความแตกต่างในสายตาส่งไปถึงสายใจได้ขนาดไหน


Ford
มาตามนัดอย่างที่คาดกับ 2 รุ่นใหม่



Fiesta Ecoboost 1.0L ที่เจ้าของเว็บเพิ่งไปขับมาไม่นานมานี้ และถือเป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์ที่
เปลี่ยนกระจังหน้าไปคล้าย Aston Martin และปรับเปลี่ยนไฟท้ายอีกนิด (รุ่น 4 ประตูภาพท้ายรถดูสวย
กว่าเดิม) ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ 1.0ลิตร 125 แรงม้า แรงบิดราว 17 ก.ก.ม. พอๆกับเครื่อง MR18DE
หรือ MRA8DE ของ Nissan เลยทีเดียว อัตราส่วนแรงม้าต่อซี.ซี.ขนาดนี้จัดว่าไม่เบา แถมเมื่อก้มดู
ข้างใต้รถพบว่าอินเตอร์คูลเลอร์ใบเท่ากระดาษ A4 นั้น มีพัดลมระบายความร้อนติดอินเตอร์มาให้ด้วย
นับว่า "ใจ" มาก Fiesta Ecoboost มีให้เลือก 2 แบบคือรุ่น 4 ประตู Titanium และ 5 ประตู Sport
และตั้งราคาเอาไว้ที่..779,000 บาททั้งคู่



ส่วนนี่ EcoSport เครื่อง 1.5 ลิตร มาโชว์ตัวให้สัมผัสให้ลองนั่งได้แล้ว พร้อมทั้งเผยรายนามรุ่น
และราคาเรียบร้อย รุ่นถูกที่สุดคือ 1.5L Ambiente เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ราคา 669,000 บาท
และรุ่นแพงที่สุดคือ 1.5 Titanium 6AT ราคา 829,000 บาท โดยมีอีกสองรุ่น ราคา 709,000และ
759,000บาทคั่นกลางไว้ ตำแหน่งการขับขี่และการโดยสารนั้น คล้าย Fiesta ที่ยกระดับเบาะสูงขึ้น
เบาะหลังนั้นผมลองนั่งดูแล้ว สบายกว่าที่คิด อย่างน้อยก็เป็นที่ที่น่าอยู่กว่าเบาะหลังของ Juke ครับ

โปรโมชั่น? Fiesta 1.5 โฉมเก่าทุกรุ่น ผ่อนดอก 0% 48-72 เดือน!



Honda

ผิดหวังเล็กน้อยเพราะในที่สุด City โฉมใหม่ก็ไม่มาให้เห็นทันงานนี้ แต่ทันทีที่คิดจะเดินผ่านก็เห็นรถ
อะไรที่หน้าตาไม่คุ้นในประเทศไทยแต่คุ้นจากบทความอันใหม่ที่ชายชุดดำเจ้าของเว็บเพิ่งเขียนไปสดๆ


ใช่แล้วครับ! Honda ใช้งาน Motor Expo นี้ในการเปิดตัว Odyssey MPV ขนาดกลางโมเดลเชนจ์ใหม่
สดแบบเพิ่งฉกมาจากอวน พร้อมตั้งราคาขายเอาไว้ 2 รุ่น รุ่น 2.4E ราคา 2.75 ล้านบาท และรุ่น 2.4EL
ราคา 2.95 ล้านบาท ทั้งสองรุ่นใช้เครื่อง 2.4ลิตร DOHC i-VTEC 175 แรงม้า ระบบส่งกำลังก็มีแบบเดียวคือ..
CVT แต่สองรุ่นที่ราคาต่างกันสองแสนนี้จะต่างกันตรงที่เบาะตอนสอง ซึ่งรุ่นแพงกว่าจะเป็นเบาะแบบ
เครื่องบินชั้นFirst Class สองตัว พนักพิงบุมาอู้ฟู่กว่าปกติ มีคานรองรับน่องยืดและพับเก็บได้อีกต่างหาก
ในขณะที่รุ่นรองจะเป็นแบบแถวแบบนั่งได้ 3 คน นอกจากนี้ส่วนที่ต่างกันยังมีไฟหน้า ตัว EL ใช้แบบ LED
ส่วน E เป็นProjector นอกจากนั้นรุ่นที่แพงกว่ายังมีระบบช่วยจอด Smart Parking Assist กล้องมองรอบทิศ
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา



ส่วนรถต้นแบบที่เด่นเป็นสง่าอยู่บนแท่นนั่นก็คือ NSX Concept ที่ใช้เครื่องยนต์วางกลางลำ 3.5ลิตร
ผนวกกับมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ล้อหน้าแบบแยกข้างละชุด รวมแล้วทำให้เป็นระบบ Super SH-AWD ขับเคลื่อน
สี่ล้อที่สามารถวิ่งในเมืองได้อย่างประหยัดและเงียบเชียบ แต่พร้อมหาเรื่องทุกครั้งที่ลงสนาม


นอกจากนี้หากใครมองหาโปรโมชั่นดอกเบี้ยถูก (Civic FB ดอก 0%) และโปรโมชั่นครู ข้าราชการ
ลองแวะไปสอบถามดูได้ครับ



Hyundai
มาพร้อมกับรถ Veloster ตกแต่งอย่างสวย เรียกความสนใจวัยรุ่นได้ดีทีเดียว



ส่วนรถใหม่ในงานนี้จริงๆเห็นจะไม่มี นอกจาก H-1 รุ่น Elite ที่มาแบบงงๆว่ามายังไง ต้องไปถามจาก
เซลส์เอาว่ามันต่างจากรุ่นอื่นอย่างไร ก็ได้ความว่าเป็นรุ่นที่มาแทนรุ่นรองท้อปของเดิม
ให้อุปกรณ์มากกว่า แต่ราคาถูกลง เหลือ 1.449 ล้านบาท ส่วนสาเหตุว่าทำไมถูกลง ก็คือเพราะ
นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ในขณะที่รุ่นอื่นจะนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบในไทย (อันนี้ขอหาข้อมูล
เพิ่มอีกหน่อยนะครับ ได้ถามเซลส์มาคนเดียว)



ส่วนรถต้นแบบที่ล้ำยุคคันนี้คือ HND6 ซึ่งเป็นรถที่ใช้พลัง Fuel Cell ในการขับเคลื่อน
หน้าตาเกือบจะทำให้นึกถึง Chrysler Portofino จาก 20 ปีก่อนเลย


Isuzu
แน่นอนว่ามางานนี้ต้องพบกับ MU-X ซึ่งเป็น PPV คันใหม่ของทางค่าย



รายละเอียดต่างๆนั้นน้อง Moo Cnoe ทำเป็นบทความ First Impression อยู่ในเว็บนี้แล้วครับ
คลิกอ่านได้เลยแบบครบๆ


ส่วนรถกระบะ D-Max ก็เป็นไปตามคาด เปิดตัวรุ่น Super Daylight ฟังชื่อก็รู้แล้วว่ามี DRL เพิ่มเข้ามาให้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากกว่านั้นคือรายละเอียดภายในของไฟหน้า เส้นแบ่งภาคไฟตอนบนจะยาวกว่ารุ่นเดิม
ตัวโคมจะเป็นแบบรมดำ และไฟท้ายมีลวดลายที่เปลี่ยนใหม่เป็นเส้นๆ นอกจากนี้แม้สเป็คเครื่องยนต์
จะดูเหมือนเดิม แต่เครื่องยนต์ใหม่ก็ได้รับการปรับปรุงมาตรฐานมลภาวะเป็น EURO4 แล้ว

โดยรถรุ่นเดิมที่เป็น EURO3 จะยังมีขายอยู่ต่อควบคู่กันไปสักระยะ แต่จะได้รับของแถมและส่วนลด
เยอะกว่ารุ่น Super Daylight ที่มีแค่ส่วนลด 10,000 บาทเท่านั้น (แต่ถ้าพูดถึงราคาตัวรถอย่างเดียว
รุ่นใหม่แพงกว่าเดิมนิดเดียวครับ)


Jaguar/Land Rover

มางานนี้จะพลาดไม่ได้กับการยลโฉม F-Type ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งการหวนคืนสู่วิถีทางในการสร้าง
รถสปอร์ต ที่เป็นสปอร์ตกระทัดรัด สองที่นั่ง ไม่ใช่รถ Grand Tourer อย่าง XK ที่ผ่านมา ซึ่งนี่ก็จะครึ่ง
ศตวรรษแล้วที่ Jaguar ห่างหายจากการทำรถสปอร์ตแท้ๆออกมาสักคัน



F-Type มีระบบส่งกำลังเพียงแบบเดียวคือเกียร์อัตโนมัติ แต่มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบ คือรุ่น V6
3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 340 แรงม้า รุ่น V6S ซูเปอร์ชาร์จพลังสูง 380 แรงม้า และแรงสุดขั้วกับรุ่น V8S
495 แรงม้าจากเครื่อง 5.0 ลิตรซูเปอร์ชาร์จอีกเหมือนกัน ส่วนราคาก็คิดตามแรงม้า รุ่นถูกสุด
8.75 ล้านบาท รุ่น V6S 9.75 ล้านบาท และรุ่น V8S 10.75 ล้านบาท


ส่วนทางค่าย Land Rover นั้นก็มีเซอร์ไพรส์เหมือนกัน
Range Rover Sport ตัวใหม่ เพิ่งเปิดตัวในเมืองนอกชนิดกลิ่นควันยางยังไม่ทันหายเหม็น ก็ยกทัพ
มาถึงเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อย



Range Rover Sport ใหม่ มีธีมการออกแบบที่ทันสมัยสอดคล้องกันกับรุ่นอื่นในค่ายเช่น Range Rover
(สอดคล้องกันมากจนหลายคนแยกไม่ออก ต้องบอกให้สังเกตความต่างที่มี/ไม่มีหูช้างกระจกประตูหลัง
นั่นแหละ) สำหรับรุ่นใหม่นี้มีการปรับขยายความยาวฐานล้อออกไปอีก 178 ม.ม. เพื่อเพิ่มความสบาย
ให้กับผู้โดยสารด้านหลัง ใช้โครงสร้างอลูมิเนียมแบบใหม่ที่พัฒนาให้ตัวโครงมีน้ำหนักเบาลง แทนที่
ของรุ่นเดิมซึ่งยกแพลทฟอร์มของ Land Rover Discovery มาใช้ พร้อมทั้งติดตั้งระบบ
Terrarin Response 2 Auto ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่และระบบ Radar Cruise Control กับระบบถอยจอดอัตโนมัติ

Range Rover Sport ใหม่ตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 7.75 ล้านบาทสำหรับรุ่น SDV6 3.0 ลิตรดีเซล258แรงม้า
ซึ่งก็พอแล้วสำหรับการใช้งานในประเทศไทยโดยไม่ต้องไปจูนกล่องดันรางกันอีก (ใครจะกล้า) แต่ในกรณี
ที่เศรษฐีท่านใดมีงานอดิเรกเป็นการขับรถตามถ่ายซูเปอร์คาร์บนทางด่วนเป็นประจำ ผมขอแนะนำรุ่น
LR-V8 5.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 510 แรงม้า ซึ่งเคลมว่าสามารถเร่ง 0-100 ได้ใน 5 วินาที แต่ต้องยอมจ่าย
เงินแลกมา 10,050,000 บาท



Mazda
แน่นอนที่สุดงานนี้ CX-5 คือพระเอกจริงยิ่งกว่าเอเจ



CX-5เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่กี่วัน และมีขุมพลังให้เลือก 3 แบบ ถ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ก็จะมี 2.0 ลิตร
165 แรงม้า และ 2.5 ลิตร 192 แรงม้า ทั้งคู่เป็นเครื่องเบนซิน Skyactiv-G ส่วนถ้าใครอยากได้
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ คุณมีทางเดียวกับตัวท้อป ซึ่งใช้เครื่องดีเซล Skyactiv-D 2.2 ลิตร 175แรงม้า
CX-5 เป็นรถ SUV ขนาดไม่ใหญ่ ออกแบบให้เป็นคู่แข่งกับ CRV โดยตรง และเหมือนจะเป็นคู่แข่ง
กับ Subaru XV ด้วยเช่นกัน สำหรับคนที่ชอบรถขับสนุก แต่ไม่ซื้อ XV เพราะไม่ชอบเกียร์ CVT
สงสัยงานนี้ต้องไปขอลองขับ CX-5 ดีเซลดู อาจจะโอเคก็ได้ แต่ขออย่างเดียวนะครับ
อย่าไปโยกพลาสติกตรงแป้นเกียร์ 



ส่วน Mazda รุ่นอื่น ยังเหมือนเดิม Mazda 2 มีโปรโมชั่นฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปี ส่วน Mazda 3 มี
โปรแกรมผ่อนดอกเบี้ย 0% 72 เดือน


Mercedes-Benz

แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีรถใหม่ แต่อย่าเพิ่งรีบเดินผ่านไป เพราะใครที่เคยบ่นว่า Benz ราคาแพงเวอร์
ตอนนี้ควรลองหันกลับมาดูอีกครั้ง ในงานนี้มีการเปิดตัว GL-Class ซึ่งเป็นรถ SUV ขนาดใหญ่เต็มตัว
ซึ่งเมืองไทยขณะนี้จะมีจำหน่ายสเป็คเดียวคือ GL350 BlueTEC AMG Premium ใช้เครื่องยนต์ดีเซล
V6 3.0 ลิตรเทอร์โบ 258 แรงม้ากับแรงบิดชนิดหมุนโลกได้ 620Nm ตั้งแต่ 1,600-2,400 รอบต่อนาที
ตั้งราคาไว้ที่ 8,990,000 บาท โดยมีหมายเหตุท้ายตารางไว้ว่า "เป็นราคาจำหน่ายโดยประมาณ"



ถ้าเงินเก้าล้านทอนหมื่นเดียวแพงไป งั้นลองดู E-Class มาตรฐานรถยนต์พรีเมียมสืบทอดมาจาก
โบราณกาลหน่อยเป็นไร สำหรับคนที่ยังหลงใหลสไตล์สเตชั่นแวก้อน ต้องเจอกับ E300 Estate
BlueTEC Hybrid AMG Dynamic (ชื่อยาวชะมัด) ใช้ขุมพลังดีเซล 2.1 ลิตรเทอร์โบ 204 แรงม้า
พ่วงกับมอเตอร์ไฟฟ้าเช่นเดียวกับ E300 BlueTEC ตัวซาลูนที่เปิดตัวจำหน่ายมานานแล้ว และยัง
ได้หลังคา Panoramic Glass roof เหมือนกันอีกด้วย ตั้งราคาจำหน่ายเอาไว้ 4.19 ล้านบาท
ส่วนตัวซาลูนนั้น หากเป็นรุ่น AMG Dynamic เหมือนกันจะถูกลงอีก 1 แสนบาท และถ้าชอบรถมาด
ไม่ซิ่ง แต่ขอเน้นหรูๆ รุ่น E300 Executive อาจจะเหมาะกว่าด้วยการตกแต่งภายในโทนสีเบจและ
ลายไม้ Walnut ขัดเงา ราคาจะถูกลงเหลือ 3.69 ล้านบาท ส่วน E200 Executive เครื่องเบนซิน
2.0 เทอร์โบ 184 แรงม้า ตอนนี้ตั้งราคาเอาไว้ 3.39 ล้านบาท


ส่วน C-Class ซึ่งเข้าใกล้ปลายอายุตลาดของบอดี้นี้ ก็ขยับสู้ด้วยการปรับรุ่นและราคาใหม่
C200 Edition C ตั้งราคาเอาไว้ 2.29 ล้านบาท (ไม่มีระบบ PRE-SAFE และถุงลมด้านข้าง
จะมี 2 ใบ ไฟหน้าเป็นฮาโลเจน เป็นต้น) ในขณะที่รุ่น C250 AMG Plus จะมาพร้อมชุดแต่งล้อลาย
7ก้านคู่ขอบ 18 นิ้ว และออพชั่นครบครัน เครื่อง 1.8ลิตร 204 แรงม้า ราคา 2.99 ล้านบาท
รถรุ่นอื่นที่ยังค่อนข้างใหม่ ก็มีเช่น CLA250 AMG Sport ราคา 2.64 ล้าน แต่ช่วยลองถามเซลส์
ด้วยว่าถ้าจองตอนนี้ต้องบินไปเรียนโทเมืองนอกให้จบก่อนหรือเปล่าแล้วค่อยรับรถ


รถต้นแบบที่นำมาโชว์ในบูธ ก็คือ GLA Concept ซึ่งเป็นรถต้นแบบของ GLA-Class ที่จะนำ
เข้ามาขายเมื่อถึงเวลา


MG
แถลงเปิดแบรนด์ MG อย่างเป็นทางการในไทยอีกครั้งภายใต้การเป็นหุ้นส่วนกับ SAIC Motor จากจีน
แผ่นดินใหญ่ แบรนด์ MG สมัยก่อนเคยทำตลาดในไทยอยู่สั้นๆด้วยรุ่น MGF 1.8ลิตรเปิดประทุนก่อนจะ
หายไปจากตลาดอย่างเงียบๆ



ในงานนี้ นำรถต้นแบบ MG iCon ซึ่งประยุกต์เอาดีไซน์ของรถคลาสสิคอย่าง MGA และ MGB มาทำเป็น
รถแบบครอสโอเวอร์ทรงเฉี่ยวมาโชว์



และยังมี E50 ซึ่งเป็นรถต้นแบบจากฝีมือของ SAIC Motor เพื่อโชว์พลังในการสร้างสรรค์รถไฟฟ้า
ที่ออกแบบโครงสร้างมาเพื่อเป็นรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ และไม่ใช่การเอารถทั่วไปในสายการผลิตมาดัดแปลง

น่าเสียดายที่ผมรอชมโฉม MG6 และ MG3 Cross Over ซึ่งกำลังวิ่งทดสอบกันอยู่ทั่วประเทศไทยในขณะนี้
แต่ก็ไม่เห็นเงาของรถทั้งสองรุ่นแต่ประการใด


Mitsubishi

คิตตี้...คิตตี้เต็มไปหมดเลย



ไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายมาอย่างไรดี ในสายตาของผม Mirage Meets Hello Kitty ที่อยู่บนบูธก็
ไม่ใช่สไตล์คนอย่างผมแน่นอน แต่ทันทีที่ถ่ายภาพรถคันนี้แล้ว Twitter ส่งออกไป มันถูก Retweet ไปนับร้อยครั้ง
โดยบรรดาสาวๆวัยกระเตาะทั้งนั้น หรือว่ามิตซูบิชิจะตัดสินใจถูกที่เลือก Hello Kitty เป็น Brand Ambassador?
ไม่เชื่อดูในโบรชัวร์ก็ได้ คิตตี้อยู่กับนิชคุณ..คิตตี้อยู่กับพี่ตูนบอดี้สแลม..คิตตี้อยู่แม่มทุกที่..



ส่วนรถใหม่เปิดตัวในงาน ไม่มีนะครับ แต่มีการเอา Attrage มาตกแต่งเพิ่มไฟ Daytime Running Light
ราคาประมาณ 4,000 บาท แต่ถ้าจะติดตั้ง มันต้องเข้าชุดกันกับกันชนหน้า และชุดอื่นๆอีก สรุปเห็นตาบอล
จาก Autodeft.comบอกว่าน่าจะ2-3หมื่นบาท แลกกับความเท่ห์ ส่วนกระบะ Triton 2014 ก็มีการเพิ่ม
iPod/USB Connectivity เข้าสู่ระบบบันเทิงในรถด้วย



โปรโมชั่น? มีโปรดอกเบี้ย 0% ทุกอนุกรม แล้วแต่ชอบ แต่ต้องวางเงินดาวน์ 25% และผ่อน 48 เดือน ยกเว้น
Pajero Sport เบนซิน V6 ที่วางเงินดาวน์ 15%ได้และผ่อนได้นาน 60 เดือน ทุกรุ่นฟรีประกันชั้น 1
จองในงานนี้ เฉพาะในงานนี้ฟรีคูปองน้ำมัน 4,000 บาท

 แต่ไม่รู้ว่าตอนผ่อนคิตตี้จะช่วยส่งเงินได้งวดละเท่าไหร่


Nissan
งานนี้นับว่าทุกคนมุ่งเข้าบูธมาก็เพื่อจะได้สัมผัส Juke ตัวใหม่กับ Teana นับว่าเป็นดาวเด่น
ของค่ายในงานนี้เลยก็ว่าได้



Juke นั้นเป็นรถครอสโอเวอร์ขนาดตัวถังสั้นกว่า Pulsar แต่ยกสูงหนีน้ำ ไม่ได้เอาไว้ใช้ลุยเพราะ
ขับเคลื่อนล้อหน้าอย่างเดียว โดดเด่นด้วยหน้าตาที่เหมือนหลุดมาจากหนัง Sci-fi และมีภายในที่
ทันสมัยด้วยจอหลากสีสัน สามารถถอดจอตรงกลางออกมาได้ (กางเงี่ยงเล็กๆด้านล่างขวาออก
แล้วกดตรงนั้น มันจะเด้งออกมา อย่าไปงัดมั่ว ของเขาเสีย) เครื่องยนต์ที่ใช้ก็เป็น HR16DE 1.6 ลิตร
หัวฉีดคู่บล็อคเดียวกับ Sylphy/Pulsar ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT เช่นเดียวกัน นับเป็นความพยายาม
ของทีมNissan ไทยที่อยากให้คนไทยได้ใช้ Jukeเครื่อง 1.6 จนกระทั่งต้องลงทุนประกอบเครื่อง 1.6
ส่งไปให้ทีมที่อินโดติดตั้งใส่รถแล้วส่งมาขายอีกที เพราะที่อินโดนีเซียมีแต่รุ่น 1.5 ลิตร

Juke มี 2 รุ่นคือรุ่น 1.6E ราคา 819,000 บาท เบาะผ้า คอนโซลสีเงิน ไม่มีสปอยเลอร์หลัง ไม่มี
เซ็นเซอร์และกล้องมองหลัง ส่วนรุ่น 1.6V ราคา 858,000 จะให้อุปกรณ์ต่างๆมาครบพร้อมกับ
เบาะหนังสีดำ มีเรื่องที่จะต้องอย่างนึงคือถ้าใครสังกัดลัทธินิยมดิสค์เบรก 4 ล้อ ให้คิดก่อน เพราะ
เบรกหลัง Juke เป็นดรัม..มันไม่ได้ตายหรอกเบรกหลังดรัมเนี่ยหลายคนที่อยากได้ดิสค์หลังนี่ไม่เคย
ทำผ้าเบรกไหม้สักกะชุดด้วยซ้ำ



ส่วนรถต้นแบบที่มาโชว์ก็คือ Nissan Friend-ME ซึ่งออกแบบโดยใช้แนวคิด "จะนั่งหน้าหรือนั่งหลัง
ก็ได้ความสบายและพื้นที่เท่าๆกัน" ถ้าเอาใจใส่กันขนาดนี้สงสัยคงยากที่จะUnfriend แล้วมั้ง

ส่วนรุ่นอื่นๆที่มาโชว์ก็เช่น Teana 2.0 และ 2.5 ที่เพิ่งเปิดตัวไป กระแสความนิยมยังอยู่ในขาขึ้นอยู่
ส่วน Sylphy ที่ออกมานานปีแล้ว ก็ได้เวลาเพิ่มยอดขาย เอ้ย เพิ่มความน่าสนใจด้วยการเพิ่มรุ่น
CNG ติดแก๊ส รับประกันโดยนิสสันเข้ามาให้เลือก โดยเอารุ่น 1.6E มาทำ และยังมีรุ่น 1.6SV ที่นำเอา
ตัว 1.6V มาใส่ภายในสีดำ แต่งแบบ Pulsar ใส่ล้อ 16 นิ้วของ Pulsar SV มาให้พร้อมชุดแต่ง ในราคา
ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่น 1.6V นิดเดียวและยังถูกกว่ารุ่น 1.6CNG ด้วยซ้ำ

โปรที่น่าสนใจ? นึกไม่ออก แต่คนที่ซื้อ March กับ Almera (รุ่น1.2Eเท่านั้น)สามารถจ่ายเพิ่มแค่ 3,500 บาทเพื่อเอา
เซ็นเซอร์หลัง และชุดแต่งอื่นมูลค่า 10,000 บาทได้ (จำกัด 700 คัน)  และ Sylphy กับ Pulsar สามารถ
จ่ายเพิ่ม 18,000 บาทเพื่อเอา DVD/Navi พร้อม Bluetooth และกล้องมองหลังและชุดแต่งจิปาถะ
มูลค่ารวม 42,000บาทได้ ก็คือเทศกาลลดราคาชุดแต่งกลายๆนั่นล่ะ


Peugeot
งานนี้รถที่เด่นๆก็มี 3008 Crossover ราคา 2.39 ล้านบาท เครื่อง 1.6ลิตร เทอร์โบ 156 แรงม้า
และ 408 รุ่นพิเศษ "Sportium" แต่งไฟโคมดำ ล้อรมดำ และสปอยเลอร์หลัง ราคา 1.39 ล้านบาท




Porsche
เปิดตัว Panamera S E-Hybrid ซึ่งเป็นรถแบบ Plug-in สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้



รุ่นนี้ใช้พลังเครื่อง 3.0ลิตร V6 ซูเปอร์ชาร์จ บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า สร้างพลังรวมได้ 416 แรงม้า และแรงบิด
590Nm ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic S 8 จังหวะ (ไม่ใช่คลัตช์คู่นะจ๊ะ) ดังนั้น E-Hybrid จึงสามารถ
คลานเงียบง่อยไปในเมืองได้อย่างประหยัดน้ำมันและเร่งได้เร็วอย่างรถสปอร์ต เป็นทางเลือกใหม่ที่
น่าสนใจสำหรับราคา 9,600,000 บาท โดยรับประกันตัวรถ 9 ปี และรับประกันอายุแบตเตอรี่ 6 ปี


ส่วนอีกคันคือ 911 50 ซึ่งสร้างมาเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี รถรุ่น 911 โดยจะใช้เครื่องยนต์
แบบเดียวกับ Carrera S คือ 3.8 ลิตร 400 แรงม้า มีระบบส่งกำลังให้เลือกทั้งธรรมดา 7 จังหวะและ
คลัตช์คู่ PDK 7 จังหวะ (ปัจจุบัน Porsche 911 เกียร์ธรรมดาจะเริ่มหายาก เพราะขนาด GT3 ยังไม่มี
รุ่นเกียร์ธรรมดาให้เลือกแล้ว) รุ่น 911 50 นี้จะได้เบรกเซรามิก PCCB และช่วงล่างที่ปรับเตี้ยลงกว่าปกติ
อีก 20 ม.ม. ด้วย รับประกัน 9 ปีเช่นเดียวกับ Panamera คันบน


Proton
รถที่มาโชว์ประกอบไปด้วย Exora Turbo รถครอบครัวพลังไม่ธรรมดา Preve รถสี่ประตูขุมพลังเดียวกัน
คือ CFE TURBO 1.6 ลิตร 138 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT Protonic ที่ล็อคพูลเลย์ได้7จังหวะ
และมีรถรุ่นเก่าอย่าง Gen 2 Highline ที่ยังทำตลาดอยู่ด้วยราคา 629,000 บาท



แต่ของใหม่ซิงสำหรับงานนี้คือ Suprima S ซึ่งก็คือ Preve ในรูปแบบแฮทช์แบ็ค 5 ประตูท้ายตัด
มีขายแต่เครื่องเทอร์โบเพียวๆ โดยมีให้เลือก 2 รุ่นคือ EXECUTIVE ล้อ 16 นิ้ว ราคา  779,000 บาท และรุ่น
PREMIUM ที่ใส่ล้อ 17 นิ้วสีไทเทเนียม เพิ่มเบาะหนัง ลำโพงทวีตเตอร์ ไฟหน้า DRL และอุปกรณ์ปลีกย่อย
อื่นๆ ขายอยู่ที่ 829,000 บาท โดยที่ทั้งสองรุ่น มี ABS และถุงลมนิรภัย 6 ใบ (พิมพ์ไม่ผิด) อีกทั้งยังมี
ระบบควบคุมการทรงตัว ESC และระบบความคุมการลื่นไถล TCL มาให้ทั้งสองรุ่นเช่นกัน



นับว่าในราคาไม่เกิน 800,000 บาท หารถที่ให้ออพชั่นด้านความปลอดภัยแบบนี้ได้ยากยิ่งนัก
และสมรรถณะการขับขี่หากทำได้ดีแบบ Preve ก็ถือว่าใช้ได้ เพียงแต่ต้องเสริมสร้างความมั่นใจ
ในบริการหลังการขาย เพราะตัวรถ Proton นั้นเริ่มพัฒนามาถูกทางแล้ว


Skoda/MTM/DEVA
น่าเสียดายที่รถ Octavia Estate ตัวใหม่มาไม่ทันงานวันสื่อ แต่หลัง 2 พ.ย. ได้เจอกัน

Octavia Estate สเป็คที่มาไทย ตั้งราคาไว้ 1,690,000 บาท ซึ่งใกล้กับรถใหญ่อย่าง Superb แต่อุปกรณ์ที่
มีมาให้นั้นเล่นแบบจัดเต็ม ระบบถอยจอดอัตโนมัติก็จะเป็น Generation 2 แล้ว แต่เครื่องยนต์ที่มีมาให้
จะเป็นแบบดีเซล 2.0 ลิตร 143 แรงม้า TDi พ่วงกับเกียร์คลัตช์คู่ตัวเก่งนั่นเอง



ส่วนรุ่นอื่นที่มาโชว์ในงานยังเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็น Yeti, Superb หรือ Fabia รับประกัน 5 ปี 100,000ก.ม.
เหมือนเดิม


ส่วน MTM มีรถโมเดลใหม่เพียงรุ่นเดียวคือ A8L Hybrid ที่ใช้เครื่อง 2.0ลิตร TFSI 4 สูบ
บวกกับพลังมอเตอร์ไฟฟ้า ราคา 5.99ล้านบน และยังมีการเปิดตัวล้อลายใหม่ของ MTM โดยติดตั้งกับรถ
A5 MTM ซึ่งเป็นลายที่มีหน้าตากระเดียดไปทางญี่ปุ่น นี่ผม Quote จากคำพูดคุณโตเลยนะครับ


Ssangyong
ถือเป็นวาระพิเศษของค่ายนี้ ที่ฉลองครบรอบ 10ปี (2003-2013) ในบ้านเรา ยังจำได้ว่าผม
และเจ้าของเว็บนี้ก็ได้นั่งรถพร้อมๆกันครั้งแรกบนเจ้าหนูยักษ์ Stavic เมื่อราว 10 ปีก่อนเช่นกัน
แต่ถ้า 10 ปีจริง แล้ว Ssangyong Musso ที่มาทำตลาดในยุค 90s นั่นคืออะไร?



แต่ช่างมันก่อนเถอะครับ ในงานนี้ รถที่มาโชว์ก็ยังเป็นรุ่นเดิมๆ เช่น Stavic รถ MPV ขนาดใหญ่
ที่ได้รับการปรับหน้าตาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก มีรุ่น 2.0 ลิตรเทอร์โบดีเซล ถ้าขับเคลื่อน
สองล้อ ราคาจะอยู่ที่ 1.78 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.95 ล้านบาทสำหรับรุ่นขับสี่ ส่วน Korando
รถกึ่งๆระหว่าง Cross Over และ SUV ขนาดเล็ก ใช้เครื่อง 2.0 ลิตรเทอร์โบดีเซล 175 แรงม้า
พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้น ตั้งราคาไว้ 1.68 ล้านบาท ส่วน Rexton SUV ขับสี่ เครื่องยนต์
5 สูบดีเซล 2.7 ลิตรจาก Mercedes-Benz นั้นตั้งราคาไว้ 2.78 ล้านบาท

Ssangyong เป็นรถอีกค่ายหนึ่งที่ทำตลาดมาแบบเงียบๆ ครั้นมีรถรุ่นใหม่ก็ไม่ได้โด่งดัง Popular
แต่การที่อยู่กันมาได้นานถึงขนาดนี้และมีลูกค้าเก่ามาแวะเวียนถามไถ่กันในบูธมากพอสมควร
ย่อมบ่งบอกได้ว่าในสิ่งที่หลายคนมองข้าม อาจมีส่วนที่เราคาดไม่ถึง



Subaru

คราวที่แล้ว หลายคนบ่นว่า XV น่าจะมีสีส้มมาให้เลือก..



คราวนี้นับว่าได้สมใจอยากกันเสียทีนะครับ แต่ถ้าต้องการสีนี้ ก็ต้องควักกระเป๋าเพิ่ม 10,000 บาท
นอกนั้น XV ยังไม่มีอะไรใหม่ ถึงแม้กระแส CX5 จะมาแรง แต่ยอดขายของ Subaru XV ก็ยังเดินได้อย่างต่อเนื่อง
สร้างความแรงชนิดทำลายสถิติของทางค่ายเองเดือนแล้วเดือนเล่าจนต้องทยอยเปิดศูนย์ใหม่ๆตามหัวเมือง
ต่างๆเพื่อรองรับลูกค้าที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในอดีต

รถที่เปิดตัวได้สักพักและยังถือว่าใหม่อยู่ ก็ได้แก่ Forester ซึ่งมีทั้งรุ่นธรรมดา 2.0iL ราคา 1,890,000บาท
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแพงกว่า XV มาก นั่นก็เพราะว่า Forester นำเข้าจากญี่ปุ่นในขณะที่XV นั้น
ได้สิทธิ์ภาษีASEAN เพราะนำเข้าจะมาเลย์เซีย เครื่องยนต์บล็อคเดียวกันแต่ Forester จะมีวาล์วแปรผัน
ทั้งด้านไอดีและไอเสีย และเกียร์ CVT นั้นเมื่อล็อคอัตราทดแล้วจะซอยได้ 8 จังหวะ ในขณะที่ XV ได้ 6 จังหวะ

ส่วนถ้าใครเท้าหนักหน่อยก็ต้องเล่นกับ Forester XT Turbo 240 แรงม้า ที่ตั้งราคาไว้ 2.42 ล้านบาท




Suzuki
งานนี้หากนับแค่รถที่มีจำหน่ายซื้อหาได้จริง ก็คงไม่มีอะไรใหม่นอกจาก Swift สีเขียวตาวิเศษ
(ใครรู้ว่าหมายถึงอะไร..แปลว่าแก่) และ Ertiga รถ MPV ขนาดเล็กที่ได้รับกระแสตอบรับดีพอสมควร



แต่สิ่งถ้าน่าสนใจคือรถต้นแบบ A:Wind สองคันที่นำมาจัดแสดงในงาน


เนื่องจาก A:Wind คันนี้ คือรถที่ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตขายจริงในประเทศไทย และจะส่งออกไป
ขายในต่างประเทศด้วย โดยจัดเป็นรถกลุ่ม A-Segment ขนาด 1.0 ลิตร ที่รองรับตลาดลูกค้าที่
ต้องการความประหยัดยิ่งกว่า Eco car เข้าไปอีก  โดยสเป็คตัวถังที่ Suzuki แจ้งมานั้นคือ
ยาว 3,600 ม.ม. กว้าง 1,600 ม.ม. สูง 1,540 ม.ม. ฐานล้อยาว 2,425 ม.ม. ใช้เครื่องยนต์ 996 ซี.ซี.
ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า

และถ้าเป็นจริงได้ตามที่ Suzuki แจ้งในเอกสาร Press Kit พวกเขาจะเริ่มเดินสายการผลิตเจ้ารถรุ่นนี้
ในปีหน้า!



Tata
ขนเอามาโชว์ทั้ง SUV ทรงแปลกอย่าง STORME และรถเก๋งอย่าง Indigo ที่นั่งเบาะหน้าแล้ว
ยังงงกับเรือนหน้าปัดที่ความเร็วกับวัดรอบเล็กมาก แต่มีเบาะหลังที่ใหญ่ใช้ได้เลย



สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังความคิดของ Tata ในวันนี้คือรถ Nano ที่ไม่ได้ใหม่อะไร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์
แสดงขีดความสามารถ ทำรถเล็กนิดเดียวให้นั่งได้สี่คนโดยการจัดพื้นที่ห้องโดยสารอย่างฉลาด
และนอกจากนั้น Tata Aria ที่จอดอยู่ด้านหลังก็เป็นรถตู้ที่มีดีไซน์เข้าตากรรมการอย่างแรง
ถ้าเทียบกับผลงานช่วงก่อนอย่าง STORME หรือรถเก๋งรุ่นเก่า



Tata อาจยังไม่ใช่รถในสายตาคนไทยส่วนมาก แต่เชื่อว่าหากมีคำสั่งอนุมัติให้ศึกษาและสร้างรถ
ที่จะสามารถทำให้คนไทยพึงพอใจได้โดยไม่ต้องยึดนโยบายและรสนิยมของอินเดียเมื่อไหร่
ผมเชื่อว่าพวกเขาจะมีฝีมือในการสร้างรถที่อาจทำให้พวกเราแปลกใจ



Toyota/Lexus
งานนี้ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ Yaris ตัวใหม่มากที่สุดตามฟอร์ม



Yaris ใหม่ คือรถ Eco car ที่ขนาดค่อนข้างโตกว่าใครเพื่อนในกลุ่ม 5 ประตูท้ายตัด ใช้เครื่อง 3NR-FE
1.2 ลิตร กับเกียร์ Super CVTi วางลงบนโครงสร้างที่มีพื้นฐานเดียวกันกับ Vios และวางราคาจำหน่าย
เอาไว้ที่ 469,000-599,000 บาท ซึ่งถ้าหากใครที่ไม่ได้นิยมรถแรงแซงระห่ำ ชอบรถท้ายตัด แต่ไม่ได้
ซื้อ Swift หรือ Mirage เพราะต้องการตัวถังที่ใหญ่กว่านั้น ก็น่าลองมานั่ง Yaris ดู เพราะผมได้ลองนั่งมาแล้ว
ขอบอกว่าเบาะหลังนั่งสบายจนคิดไปว่าโล่งสบายกว่า Vios นิดๆด้วยซ้ำ ถ้าต้องนั่งไกลๆก็คงไม่บ่น
ประโยคนี้จริงแท้แค่ไหน มาให้เห็นด้วยตาตัวคุณเอง ส่วนด้านหน้า..มันก็คือ Vios นั่นแหละครับต่างกันนิดเดียว



สำหรับโปรโมชั่นในงานนี้ของ Toyota แน่นอนครับว่ามีแคมเปญจองรถลุ้นสิทธิ์ชิงรถ 50 วัน 50 คัน
ตามแคมเปญหลักของค่าย และ Camry 2.0, Prius มีโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% 36 เดือนให้ลองศึกษาดู
และถ้าจำไม่ผิด เกือบทุกโมเดลมีฟรีประกันชั้นหนึ่งครับ

Note: สำหรับ Yaris ที่ใส่ยางติดรถให้มาเป็น Goodyear แบบยางประหยัด แต่ยางอะไหล่กลับเป็น
Bridgestone Ecopia นั้น...ถ้าทำได้ผมอยากให้ทำกลับกัน..จะไหวป่าว หุหุ




Lexus ในงานนี้ รถที่ใหม่สดที่สุดก็เห็นจะเป็น GS300h ซึ่งก็คือบอดี้ GS ที่ใช้ขุมพลังขับเคลื่อนตัวเดียว
กับ IS300h นั่นเอง โดยเป็นแบบ 4 สูบ 2.5 ลิตร 181 แรงม้า เสริมพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มี
แรงม้ารวมของทั้งสองระบบเป็น 223 แรงม้า ออพชั่นการตกแต่งจะไม่มีรุ่น F-Sport ให้เลือก
แต่จะแบ่งออกเป็นรุ่น Luxury ราคา 4,090,000 บาท และรุ่น Premium 4,290,000 บาท
และรุ่น Premium พร้อม Moonroof ราคาจะเพิ่มไปเป็น 4,490,000 บาท (มีระบบNaviทุกรุ่น แต่
ใช้จอกลางคอนโซลขนาด 8 นิ้ว เท่ากับ GS250F-Sport ซึ่งจะเล็กกว่าของ GS350และ450h)
และไม่มีระบบ Lexus Dynamic Handling Control มาให้

แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรเด่น แต่อย่าเพิ่งดูถูกพลังขับ Hybrid 2.5 ลิตร เพราะในบอดี้ IS-Series
นั้นเราพบว่ามันให้อัตราเร่งดีกว่าเครื่อง 2.5 ลิตรใน IS250 เสียอีก และการที่เป็น Hybrid ก็ทำให้
สามารถตั้งราคาได้ถูกลงจากส่วนลดภาษี ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเสียเวลาคิดก่อนซื้อน้อยลง


Volkswagen

มีแค่รุ่น Caravelle รถตู้หรู 8 ที่นั่ง ลำตัวยาว 5,292 ม.ม. เครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ 2.0 ลิตร 180แรงม้า
ขายในราคา 3.45 ล้าน และ Multivan ที่ลำตัวสั้นกว่า แต่ราคา 3.98 ล้านบาท



งานนี้ไร้วี่แววของ Golf Mk.7 ทำให้บรรยากาศของบูธจะมีผู้สนใจที่เป็นระดับนักธุรกิจมองหารถครอบครัว
เป็นส่วนมาก แต่สิงห์เท้าหนักทั้งหลายจะไม่อุ่นหนาฝาคั่งเหมือนสมัยที่มี Golf/Scirocco เป็นตัวเอก

อย่างไรก็ตามถ้าจองรถตู้สองรุ่นดังกล่าวข้างต้น ก็มีสิทธิ์ลุ้นได้ขับ Scirocco ฟรี 1 คันนะครับ



Volvo
หลังจากที่ปรับทัพปรับรุ่น รวมทั้งเอา V40 เข้ามาเสริมตลาดCHICK ให้กับแบรนด์และได้รับความสนใจ
มากพอควร ในวันนี้ Volvo ก็สานต่อสำหรับคนชอบรถใต้ท้องสูงด้วยการนำรุ่น V40 Cross Country
เข้ามาขาย



Volvo V40 Cross Country ยกตัวถังสูงกว่ารุ่นธรรมดา 40 ม.ม. เหมาะกับสภาพถนนกึ่งคลองของ
กทม.ในช่วงหน้าฝนมากยิ่งขึ้น แต่ระบบขับเคลื่อนยังเป็นแบบ 2 ล้อหน้า (บางคนเข้าใจว่าขับสี่..ไม่ใช่นะครับ)
ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 5 สูบ 2.0 ลิตรเทอร์โบ 213 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ รองรับน้ำมันเบนซินตั้งแต่
95 ถึง E20 (ในเอกสารชุดหนึ่งไม่ได้บอกว่ารองรับ E85 ส่วนใบราคาดันเขียนว่า Flexifuel แหล่งข่าว
ก็มาจากVolvo เองทั้งคู่ ดิชั้นไม่รู้จะเชื่อใคร) ราคาขายในปัจจุบันตั้งเอาไว้ที่ 1.92 ล้านบาท

ส่วนรถรุ่นอื่นเช่น S60 และ S80 ก็ได้รับการปรับโฉม เช่นเปลี่ยนกันชนหน้า-หลัง เปลี่ยนรายละเอียดไฟหน้า
เพิ่ม Daytime Running Light (DRL) โดย S60T4F ตัวถูกสุดอยู่ที่ 1,929,000 บาท และตัว S จะตั้งราคาไว้
2,199,000 บาท ส่วน S80 จะมีสามเครื่องยนต์คือ S80T4F 1.6 ลิตร 180 แรงม้า ราคา 2,575,000 บาท
S80T4 2.0ลิตร 203 แรงม้า ราคา 2,899,000 บาท และ S80D4 2.0 ลิตรดีเซลเทอร์โบ 163 แรงม้า
ราคา 2,799,000 บาท

ในภาพรวม ณ ปัจจุบัน Volvo จึงนับเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ให้ความปลอดภัยครบครันและราคาค่อนข้าง
ถูกกว่าคู่แข่งจากเยอรมัน แต่เราไม่แน่ใจว่าจะใช้ความได้เปรียบจุดนี้ได้อีกนานแค่ไหนเพราะอย่างที่เห็น
ว่า Mercedes-Benz ในวันนี้ก็เริ่มทำราคาสู้เกรย์แล้วเหมือนกัน



--------------------------------------------------------------------------------

เป็นอันว่าเสร็จบทความ สรุปไฮไลท์ในงาน Motor Expo 2013 แล้ว
ปีนี้ เป็นปีที่มีความหลากหลายของยนตรกรรมมากที่สุดอีกครั้งนึง และรับรองว่า
ไม่ว่าคุณจะมองรถ Segment ไหนอยู่ ก็จะมีรถให้ดูกันอิ่มถ้วนหน้า

แต่อย่าลืมนะครับ เห็นรถแล้ว ลองจับคลำดูแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ขับ ก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ
ซื้อรถคันนึงไม่ใช้เงินน้อยๆ บางคนต้องผ่อนกันไปอีกนาน จากลูกเรียน ม.1
ก็ผ่อนกันจนลูกเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นการเลือกรถนี่ ถึงแม้ไม่ร้ายแรง
เหมือนเลือกคู่สมรส แต่ก็ควรใช้เวลากับมันมากกว่าการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์นะครับ

ขอให้ใช้ข้อมูล ใช้การลอง การคำนวณยอดต่างๆ รวมถึงคาดการณ์รูปแบบ
การใช้งานของตัวเอง จากวันนี้ ไปจนถึงวันที่ผ่อนหมด ว่ารถคันนั้นๆสามารถรองรับการใช้งาน
ของเราได้นานแค่ไหน

มีโอกาสคิด จัดเลย ก่อนเสียเงิน..และขอให้ความสุขมีแก่ทุกท่านนะครับ








Commander CHENG! / พันธุ์สวัสดิ์ ไพฑูรย์พงษ์
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และภาพถ่าย โดยผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
29 พ.ย. 2013

Copyright (c) 2013 Text and Pictures
Use of such content either in part
or in whole without permission is prohibited.
First published in www.Headlightmag.com
November 29, 2013
เราเคยรู้สึกเบื่อเอียนและเลี่ยนกับข่าวเกี่ยวกับสภาวะตลาดรถยนต์ในยุโรปตกต่ำพร้อมประดังประเดโหมทับด้วยข่าว
เศรษฐกิจตกต่ำสารพัดชนิด พร้อมทั้งแอบคิดในใจเบา ๆ ว่าสรุปสิ่งที่ได้ยินนี้มันจะมีทางแก้ไขหรืออุโมงค์ปลายทางให้พวก
เขาได้เจอทางออกกันอย่างจริงจังหรือไม่ เพราะบางเหตุการณ์ก็เป็นการพายเรือวนในอ่าง รู้แล้วก็รู้อีก และท้ายที่สุดก็ต้อง
รอเวลาให้มันแก้ปัญหาด้วยตัวของมันเอง ตามหลักธรรมชาติอย่างนั้น เปรียบเสมือนนำชะนีพันธุ์หายากกลับคลืนเข้าคืนสู่
ป่ารังเมื่อมนุษย์สำนึกได้เสียทีว่าจะต้องอนุรักษ์

alt

และเวลาที่เนิ่นนานถึง 2 ปีมันก็นำพาให้พวกเราได้ยลโฉมรถรุ่นใหม่จากงานมหกรรมรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 2013
Frankfurt Motorshow 2013 เมื่อได้ยินชื่องานบางคนก็รู้สึกเฉย ๆ ว่ามันก็แค่นำรถรุ่นใหม่และรถต้นแบบมาอวดโฉม
แต่สำหรับค่ายรถที่ทำธุรกิจในยุโรปต่างพากันพนมมือ, กุมมือ, ภาวนา (ตามแต่ละศาสนา) เพื่อให้สถานการณ์ในยุโรปดี
วันดีคืนทีเถิด หากมีเหตุเกิดไม่คาดฝันก็อาจทำให้บางค่ายเกิดจุดสะดุดจนถึงขั้นปิดกิจการเลยก็เป็นได้ มันร้ายแรงขนาดนี้
กันเลยทีเดียว

ผู้ผลิตหลายค่ายจึงรอระดมไฮไลต์สำคัญที่จะทำให้ตลาดรถยุโรปผงกหัวขึ้นแบบเด่นชัดมากกว่านี้ เพราะอาศัยแค่รอ
จังหวะฟลุคลุ้นให้ตลาดขาขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ไม่สาแก่ใจพอแน่นอน เราจึงไม่แปลกใจว่างาน Frankfurt ปีนี้จึงมีขบวน
พาเหรดรถทุกประเภทให้เห็นหน้าตากันในงานนี้แบบนับไม่ถ้วน

งานนี้ผู้บริโภคถือว่าโชคดีได้รถรุ่นรุ่นใหม่แบบตะลึงลาน (คนละลานบินจอดหรือลานเกรียนบนหนังศีรษะที่ขึ้นบน
กระหม่อมบาง ๆ เพื่อเตรียมรองรับกระแทกโดยฝ่ามือผู้มีพระคุณ เมื่อทำกริยาไม่งามหน้า) แต่สำหรับสื่อมวลชนเห็นที
จะต้องดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยจัดลำดับความคิดรสชาติคล้ายถั่วต้มผสม M-150 มารับประทานบ้าง เพราะมันเยอะจนไม่รู้ว่า
จะนำเสนออะไรกันดี และกว่าจะเสนอหมดเห็นทีคงจะหมดพลังงานเสียก่อน

จนบางทีก็แอบคิดว่าค่ายรถแอบนัดหมายกันตูมเดียวกันหรือเปล่า? เราก็นั่งกรอกตา ขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้ายขวา ๆ บี เอ ซีเลคท์
สตาร์ท พร้อมหยิบประโยคเก๋จากพี่โน๊ต เดี่ยว 10 ว่า “ก็ไม่รู้สิเนาะ”


Audi




แค่ค่ายแรกก็จัดเต็มอย่างตื่นเต้นกันแล้วด้วยการอวดโฉม Audi Nanuk Quattro Concept ฟังเผิน ๆ เหมือนยาเสพติด
“นุ๊ค” ในภาพยนต์ Robocop ช่วงต้นยุค 90s แต่รถคันนี้ก็น่าจะเป็นยาเสพติดได้เหมือนกัน แต่วิธีเสพคงไม่มีใครบ้าจะนำ
คาร์บอนไฟเบอร์จากรถต้นแบบคันนี้มาฉีดเข้าเส้น (หากท่านมีบุตรหลานที่อ่านรีวิวมอเตอร์โชว์นี้ โปรดชี้แนะด้วย
วิจารณญาณ) วิธีการเสพง่าย ๆ แค่ปล่อยใจและกาย และเพิ่งสายตามองที่มันอย่าช้า ๆ และเพ่งจิตพิจารณาว่ามันดี
อย่างไร

audi2

Audi Nanuk Quattro Concept เป็นรถต้นแบบสปอร์ตที่มีลุคแปลก ๆ เสียหน่อย คือมันเป็นรถที่กลิ่นสัดส่วน Retro
เตะจมูกและยังยกสูงพื้นตัวถังให้สูงเพื่อหนีสรรพสิ่งใต้ท้องรถ โปรดอย่าสงสัยเลยว่าทำไมกลิ่นมันไม่คุ้นความเป็น Audi
เพราะรถคันนี้ Audi ร่วมมือออกแบบกับ Italdesign Giugiaro ชื่อก้องโลก จุดเด่นสำคัญคือมันเป็นรถสปอร์ตคูเป้ที่ลุยได้
และว่ากันว่ารถต้นแบบคันนี้จะเป็นการต่อยอดมาจาก ItalDesign Giugiaro Parcour นั่นเอง

เพื่อมิให้เสียเวลา ไหน ๆ ก็เป็นเครือเดียวกันแล้ว Audi จึงขอหยิบยืมเครื่องดีเซลจาก Lamborghini V10 5.2 ลิตร เทอร์
โบคู่ 544 แรงม้า แรงบิดสูงสุดสะท้านโลกที่ 1,000 นิวตันเมตรที่รอบต่ำกว่าอีโคคาร์เพียง 1,500 รอบเท่านั้น ฟังแล้ว โอ้
โหว เห็นทีพวกเราจะต้องกราบเบญจางคประดิษฐ์กับเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง Audi Valve System และระบบคอมเมนเรล
ที่มีแรงดัน 2,500 บาร์ ทำอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในไม่ต่ำกว่า 4 วินาที ความประหยัดที่ได้ยินแล้วตกใจ
มากแค่เพียง 30 MPG หรือ 12.75 กิโลเมตรต่อลิตร

audi3

ฟีเจอร์ที่หวนรำลึก Citroen Xantia เบา ๆ คือช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับใด ถามว่านึกถึง Xantia อย่างไร ก็คือมัน
สามารถปรับระดับความสูงของตัวรถเพื่อหนีถึง 3 มม. ซึ่งเป็นความสูงแค่น้ำกระฉอกจากท่าเรือพรานนกเท่านั้น ดังนั้นถ้า
คิดจะเอารถคันนี้หนีน้ำท่วมใหญ่เห็นทีจะไม่รอด

audi4

เมื่อเมียงมองรถที่อยู่ข้างเคียงกันก็รู้สึกว่า Audi น่าจะเป็นพวกเก็บกดไว้ในเบื้องจิต เพราะมีรถต้นแบบอีกคันหนึ่งจอดรอ
ท่าเพื่อให้สะดุดสายตานั่นก็คือ Audi Sport Quattro Concept รุ่นปี 2013 สีเหลืองมัสตาร์ดเคลือบแลคเกอร์ เอาล่ะ นี่
คือคำถาม? รถคันนี้มีความแตกต่างจากรุ่นปี 2010 อย่างไร

audi5

ได้เวลาหาคำตอบกันคือ Audi Sport Quattro Concept รุ่นปี 2010 เป็นการกำเนิดเพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 25 ปีของ
ระบบ Quattro อันทรงพลัง เพียงแต่รุ่นปี 2013 ก็จะถูกขัดเกลาเพื่อให้พร้อมออกโรงผลิตจริงได้ในอีกไม่ช้า และคาดว่าจะ
ให้ทันอายุครึ่งแซยิดของ Quattro ค่อนข้างแน่นอน

2013 Audi Sport Quattro Concept จะเปลี่ยนรายละเอียดงานออกแบบใหม่หมด จุดหลัก ๆ ก็เปลี่ยนช่องดักลมไฟตัด
หมอกหน้าใหญ่มาก, รายละเอียดโคมไฟหน้าสุดล้ำ, ส่วนด้านท้ายถูกออกแบบโคมไฟท้ายใหม่ทำให้สลัดภาพความเก่า
ออก และทำการออกแบบช่องดักอากาศด้านข้างใหม่ ให้กลมกลืนและลงตัวมากกว่าเดิม รวมถึงการเปลี่ยนล้ออัลลอย
ขนาดโต 21 นิ้วลายใหม่

Audi ยังคงใส่ใจในรายละเอียดการใช้วัสดุเช่นเคยและเหมือนเคย ทั้งการใช้วัสดุอะลุมิเนียมในซุ้มล้อหน้าและประตูคู่หน้า
รวมถึงการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิท (CFRP) อันเป็นวัสดุจากเทคโนโลยีใหม่ที่เริ่มนิยมใช้ในวงการรถยนต์ในแผ่น
หลังคาฝากระโปรงหน้าและท้ายของรถยนต์ต้นแบบคันนี้ ส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 1,850 กก.

ส่วนรูปลักษณ์ภายใน มีการออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน โดยเป็นการออกแบบที่ลดโทนให้ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น
เน้นความเรียบง่าย และความชัดเจนของข้อมูล ด้วยการใช้มาตรวัดแบบดิจิตอล คอนโซลกลางเอียงเข้าหาผู้ขับขี่
และออกแบบให้มีปุ่มควบคุมน้อยชิ้น เน้นการควบคุมการทำงานผ่านระบบอินโฟเทนเมนต์ MMI

audi6

ขุมพลังที่ใช้ในรถยนต์ต้นแบบรุ่นนี้ ได้แก่ขุมพลังไฮบริด ผสมผสานเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 พร้อมเทอร์โบคู่ TFSI
ขนาด 4.0 ลิตร 560 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 700 นิวตัน-เมตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 150 แรงม้า ส่งผลให้
มีกำลังรวมสูงมากถึง 700 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดสะใจ 800 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
Quattro ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ จนทำให้สามารถทำตัวเลข 0-100 กม./ชม. ภายในระยะเวลาเพียง 3.7 วินาที
ในขณะที่จิบน้ำมันเฉลี่ยได้ต่ำเพียง 40 กม./ลิตร ความประหยัดที่เรียกว่าอีโคคาร์ยังต้องกราบเข้ามาสวัสดี

เอียงคอมุมซ้าย 45 องศาก็เจอะของดีเข้าแล้ว นั่นก็คือ Audi A3/S3 Cabriolet รถตากอากาศสำหรับเศรษฐีวัยเยาว์ที่มี
เบี้ยหอยเยอะเกินกว่าคนปกติเขาจะมีกันและต้องการระบายเงินลงมาเล่นกับรถประเภทแปลก ๆ บ้าง และเราต้องยอมรับ
ในความกล้าของ Audi ที่กล้านำ A3 รุ่นตากอากาศมาเปิดตัวอีกครั้งในรถรุ่นใหม่

audi7

Audi A3/S3 Cabriolet ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานตัวถังซีดาน ทำให้มิติตัวถังที่ใหญ่ขึ้นในเกือบทุกมิติ ตัวรถมีความยาวอยู่ที่
4.42 ม.(เพิ่มจากเดิม 18 ซม.) กว้าง 1.79 ม. (เพิ่มจากเดิม 2 ซม.) ที่สำคัญคือการขยายระยะฐานล้อหน้า-หลังเป็น 2.6 ม.
ทำให้มีเนื้อที่วางขาสำหรับผู้โดยสาร ตอนหลังที่กว้างขึ้น และเพิ่มพื้นที่สัมภาระมากขึ้นอีก 60 ลิตร เช่นกัน แต่ใน
ขณะเดียวกัน กลับมีน้ำหนักน้อยลงถึง 50 กก.เมื่อเทียบกับโฉมที่แล้ว และมีความสูงน้อยลง 15 มม. เรียกว่ามาทั้งทีของให้
ได้ใหญ่ยาวก็พอ

ด้านรูปลักษณ์ภายนอก ใช้ชิ้นส่วนครึ่งคันหน้าร่วมกับตัวถังแฮตช์แบกและซีดาน เพียงแต่สัดส่วนของตัวรถจะดูเป็น
เหมือนกันผสานความยาวในแบบซีดานเข้ากับประตู 2 บานแบบแฮตช์แบก และมีการเสริมเส้นโครเมี่ยมจากเสา A-Pillar
ลากยาวจรดปลายแนวกระจกด้านข้างตัวรถ เสริมความรู้สึกหรูหราในสไตล์รถเปิดประทุน ในขณะที่ด้านท้ายเป็นการ
ออกแบบให้คล้ายคลึงกับตัวถังอื่นๆด้วยเช่นกัน


2014 Audi A3 Cabriolet ยังมาพร้อมกับหลังคาผ้าใบที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ จนสามารถพับ-กางออกมาในระยะเวลาต่ำ
กว่า 18 วินาที และสามารถทำงานได้ภายใต้ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม. และ Audi ยังคิดค้นออพชั่นเสริม 'Acoustic
Top' หลังคาผ้าใบพิเศษ ที่เสริมความหนาของตัวผ้า จนทำให้สามารถเก็บเสียงภายนอกไม่ให้รบกวนภายในห้องโดยสาร
ได้เป็นอย่างดี

ส่วนขุมพลัง เป็นการใช้ร่วมกันกับ A3 ตัวถังอื่นๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทัพเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ TFSI ทั้ง
ขนาด 1.4 ลิตร 140 แรงม้า และ1.8 ลิตร 180 แรงม้า รวมไปถึงเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ TDI ขนาด 1.6 ลิตร 110
แรงม้า และ 2.0 ลิตร 150 แรงม้า ส่วนขาซิ่งต้องหันไปคบกับS3 Cabriolet ซึ่งเป็นการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อม
เทอร์โบ TFSI ขนาด 2.0 ลิตร 300 แรงม้า ช่วยสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในระยะเวลาเพียง 5.4 วินาที

audi8

คันสุดท้าย ท้ายสุดคือ Audi A8 Minorchange ปรับโฉมเพื่อเอามาต้านกับ Mercedes-Benz S-Class โฉมใหม่ที่มี
กระแสมาแรงมาก (ดังในหมู่เศรษฐีระดับพันล้าน แต่เงียบเป็นเป่าสากในกลุ่มอื่น) ไหน ๆ Audi ก็รู้ตัวว่า A8 มีบอดี้ที่เก่า
เสียแล้วจึงหันมาประโคมสุดยอดเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อมาหักล้างกับเรือนร่างที่ไม่สะโอดองค์เสียแล้ว

รูปลักษณ์ด้านหน้า ที่มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนทั้งหมด ตั้งแต่กันชนหน้าพร้อมกระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยมแบบใหม่ ใช้เส้นสายที่
สะอาดตา ลดความยุ่งเหยิง เน้นความหรูหราด้วยแถบโครเมี่ยม ฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบใหม่ให้เพิ่มมิติและเฉียบคม
กว่าเดิม ส่วนโคมไฟหน้าเป็นครั้งแรกที่ Audi นำเทคโนโลยี Matrix LED มาให้เลือกเป็นออพชั่นเสริม โดยประกอบไปด้วย
หลอดไฟ LED 25 ดวง ที่แต่ละดวงจะมีการคำนวณการทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อการส่องสว่างที่เหมาะสมในแต่ละสภาพ
การขับขี่

ส่วนระบบไฟเลี้ยว Audi นำเอาระบบหลอดไฟที่ทำงานจากด้านในไล่ไปยังด้านนอกของตัวรถ ทั้งในไฟเลี้ยวด้านหน้าและ
ด้านท้าย
ซึ่ง Audi กล่าวว่าจะช่วยทำให้เกิดความชัดเจนของสัญญาณไฟเลี้ยวแก่ผู้ร่วมถนนมากขึ้น ส่วนรูปลักษณ์ด้านท้ายมีความ
เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน ทั้งกันชนหลังที่ออกแบบใหม่ เสริมความเรียบง่ายมากกว่าเดิม โดยถูกออกแบบให้เข้ากับ
ปลายท่อไอเสียทรงเหลี่ยมสันนอกจากนี้ 2014 Audi A8 ยังมีสีตัวถังใหม่ให้เพิ่มเติมถึง 5 สีด้วยกัน และมีออพชั่นล้ออัล
ลอยให้เลือกถึงขนาด 21 นิ้ว


ส่วนขุมพลังที่ Audi เตรียมมาใส่ให้กับ A8/S8 ก็ล้วนเป็นเครื่องยนต์ทรงพลังทั้งสิ้น เริ่มต้นด้วยบล็อกเล็กที่สุด เครื่องยนต์
เบนซินแบบ V6 พร้อมเทอร์โบ TFSI ขนาด 3.0 310 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล V6 พร้อมเทอร์โบ TDI ขนาด 3.0 ลิตร
258 แรงม้าขยับมาเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ TFSI ขนาด 4.0 ลิตร 435 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล V8 พร้อม
เทอร์โบ TDIขนาด 4.2 ลิตร 385 แรงม้า โดยทำการตัดเครื่องยนต์เบนซิน V8 4.2 ลิตรทิ้งไป ส่วนในรุ่น A8 L มาพร้อมกับ
เครื่องยนต์เบนซินบล็อกโตแบบ W12 สูบ ขนาด 6.3 ลิตร สร้างกำลังได้ 500 แรงม้า ในขณะที่รุ่น S8 จะได้ขุมพลังที่แรง
ที่สุดไป ได้แก่เครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 พร้อมเทอร์โบ TFSI ขนาด 4.0 ลิตร 520 แรงม้า ที่สามารถทำตัวเลข 0-100 กม./
ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.2 วินาที

นอกจากนี้ A8 ยังมาพร้อมกับขุมพลังไฮบริดให้เลือกใช้กันด้วย โดยเป็นการใช้เครื่องยนต์เบนซินพร้อมเทอร์โบ TFSI ขนาด
2.0 ลิตรผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า จนได้กำลังรวม 245 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร โดยระบบ Hybrid
ของ A8 จะแบ่งการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินไว้ที่ล้อหน้า และมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหลัง และ
สามารถแล่นด้วยพลังไฟฟ้าล้วนได้ไกล 3 กม. ทำความประหยัดน้ำมันเฉลี่ยได้ 15.8 กม./ลิตร


audi9

ส่วนภายในห้องโดยสาร เป็นการปรับปรุงการตกแต่งเป็นส่วนใหญ่ โดยไร้การเปลี่ยนแปลงรูปทรงของคอนโซลหน้าแต่
อย่างใดและยังคงอัดแน่นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันเหมือนเดิม ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนังแท้พร้อมฟังก์ชั่นนวด เบาะ
นั่งด้านหลังปรับระดับได้หรือระบบปรับอากาศแบบ 4 โซน และการมีออพชั่นระบบความบันเทิงในรถจาก Bang &
Olufsen นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมากมาย ทั้งระบบช่วยควบคุมเลน ระบบ Head-up Display
พร้อมระบบช่วยมองในสภาพกลางคืน เป็นต้น

ก็เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับตัวตามวิถีของยานยนต์โลก

BMW


bmw1

เราเริ่มได้ยินเสียงจากผู้ที่ติดตามข่าวสารรถยนต์หลายท่านว่าเริ่มมีความรู้สึกว่าหนักสะโพกเหลือเกิน ถามไปถามมาก็ได้
ใจความว่า พวกเขาต้องใช้ความอดทนใหนการรอคอยรถยนต์ตระกูล BMW i-Series มานานแสนนานเป็นอย่างมากเลย
เข้าทำนองว่านั่งนานจนรากงอกเสียอย่างนั้นไป เอาเป็นว่าในงานนี้ BMW ก็ได้เปิดตัว i8 เวอร์ชันขึ้นสายการผลิตจริงไม่
ติงนัง เพื่อเป็นการเสริมทัพให้กับรถนาครไฟฟ้า i3 ซึ่ง i3 ก็พยายามสร้างจุดขายเหนือกว่าแบรนด์รถพื้น ๆ ทั่วไป แต่ขายใน
ราคาสุดคุ้มจนต้องชำเลืองมองอีกทีว่ามันคือ BMW แท้หรือตัวปลอมกันแน่ เพราะขาย i3 แทบจะเสนอฟีเจอร์และของ
แถมเหมือน TV Direct โอ้ ซาร่า จอร์จจะมาช่วยแก้ปัญหากันเลยทีเดียว

bmw2

bmw3

BMW i8 เวอร์ชันขึ้นสายการผลิตจริงมีเส้นสายตัวรถไม่แตกต่างจาก i8 Concept มากนัก เพียงแค่ปรับกระชับสัดส่วน
เพื่อให้มนุษย์เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถใช้งานได้จริง ดีไซน์ต่าง ๆ ก็ยังถือว่าเป็นสุดยอดรถสายพันธุ์สปอร์ต Supercar แต่พ่น
ไอเสียแบบปุ๋ย ๆ เท่านั้น ดื่มน้ำมันแบบจิ๊บ ๆ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ขุมพลัง Hybrid ที่จับคู่เครื่องยนต์สันดาปภายใน 1.5 ลิตร!!! ถึงบรรทัดนี้กรุณาอย่าเพิ่งช๊อกซีเนม่า ตี
อกชมลมพร้อมทั้งดิ้นลงไปกับพื้นว่าซื้อรถซะแพงมาก แต่ทำไมได้ความจุแค่เท่ากับเครื่อง Vios… เราจะต้องร้องเพลง
กรุณาฟังให้จบกันเสียก่อน คือเครื่องตัวนี้เป็นบล๊อกใหม่ 3 สูบ เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังไม่แบเบาะ 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด
320 นิวตันเมตร ฟังแล้วใจชื้นขึ้นมาบ้าง เมื่อผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 131 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร เมื่อรวม
พลังกันแล้วก็จะแรงถึง 362 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 570 นิวตันเมตร ตบหน้าผู้ที่ปรามาสเครื่อง Hybrid แบบ 360 องศากัน
เลยทีเดียว ส่วนความประหยัดน่ะหรือ BMW i8 ก็สมควรเตรียมหัวเราะหึหึใส่รถอีโคคาร์ทั้งหลายด้วยอัตราสิ้นเปลืองแค่
เพียง 2.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรเท่านั้น

bmw4

ราคาจำหน่าย BMW i8 ก็แค่ 135,700 ดอลลาร์แพงที่สุดในสายการผลิตของ BMW ยุคนี้เลยก็ว่าได้ หากใครมีเงินเหลือ
ก็ลองซื้อมาให้แล้วนำให้พวกเรามารีวิวกันได้ครับ

bmw5

BMW X5 eDrive Concept ก็ออกมายั่วน้ำลายเศรษฐีที่รักความอเนกประสงค์แต่ทว่าก็ต้องการความประหยัดด้วย
เช่นกัน มันเป็นรถ Plug-in Hybrid ที่จับคู่เครื่องยนต์สันดาปภายใน 4 สูบเทอร์โบชาร์จจับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้า
ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถวิ่งในโหมดรถไฟฟ้าเพียวได้แค่ 30 กิโลเมตร ทำอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมงภายใน 7 วินาที ส่วนความประหยัดนั้นก็หัวเราะหึหึกันได้เลยเพราะประหยัดถึง 3.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร แต่
กว่าจะผลิตขายจริงคงต้องรอกันสักหน่อย

ตอนแรกก็คิดว่าจะปิดบูธ BMW สวย ๆ ด้วย BMW i8 แต่มีความรู้สึกว่าต้องมีของฝากนักแวนซ์กันเสียหน่อย เพื่อให้
ครอบคลุมกับผู้อ่านผู้มีพระคุณทุกกลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ นั่นคือ BMW Bring C Evolution ที่หน้าตาเหมือน
Honda MSX125 ผสมพันธุ์กับรถแนวออโต้ทัวริ่งออะไรสักอย่าง

bmw6

BMW Bring C Evolution จะเป็นสกูตเตอร์ไฟฟ้า (ถ้าเรียกตามศัพท์การตลาดของบ้านเราคือ รถจักรยานยนต์เกียร์
อัตโนมัติ) ที่ให้คุณสมบัติการขับขี่เป็นยอด และมีความคล่องตัวในแบบสกูตเตอร์ มันมีกำลัง 15 แรงม้า แต่ถ้าอยากจะแรง
ขึ้นอีกมอเตอร์จะสามารถปั่นได้ถึง 45 แรงม้า นำพาเรือนร่างไปได้สูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วในการแวนซ์
0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.2 วินาที สามารถเทียบชั้นพละกำลังกับรถจักรยานยนต์ที่มีความจุ 600 ซีซีได้ไม่ยาก
เลย

แต่รถไฟฟ้าก็คือรถไฟฟ้าวันยังค่ำ มันมีระยะทางวิ่งสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชาร์จประจุจากไฟบ้าน 4 ชั่วโมง มีระบบ
เก็บพลังงานจลน์จากการเบรค ก็สรุปว่ารถคันนี้น่าจะรอการพัฒนาต่อยอดกันต่อไป บรรดาแวนซ์ไฮโซอาจจะต้องรอสัก
ระยะหนึ่ง

Chevrolet


chevy1

chevy2

Bumblebee ออกโรงแล้ว! GM ยุโรปยกพลขึ้นบกยึดใจคนยุโรปด้วยการแนะนำ Chevrolet Camaro ตัวถังมาตรฐาน
และใหม่ล่าสุดที่ลงทุน Debut ในยุโรปด้วยตัวถังเปิดประทุนเพื่อให้รู้กันว่า Camaro ไม่ใช่ความฝันในโรงหนังอีกต่อไป แต่
มันนำพาให้พวกเขาเสียเงินซื้อความเท่และเก๋าของมันได้

chevy3


จุดสายตาจะต้องอยู่ที่ Chevrolet Camaro Convertible ก่อนใครเพื่อน มันก็มีความเท่และเก๋าตามแบบฉบับ Camaro
ตัวหลังคาพับเปิดปิดได้จะเป็นแบบผ้าใบเพื่อช่วยลดน้ำหนักตัวถัง ส่วนภายในห้องโดยสารก็ติดตั้งระบบ ส่วนพวงมาลัยก็
สหกรณ์กันหมด ใครชอบเรียกร้องสิทธิ์ความเท่าเทียมกัน Chevrolet เขาจัดให้แล้วครับ

Ford


ford2


ปีนี้ Ford อาจไม่จัดหนักจัดเต็มกับงานนี้มากนัก แต่อย่างน้อยก็เปิดตัวรถต้นแบบมินิแวนรุ่นใหม่ล่าสุด Ford S-Max
Concept ไม่ต้องมานั่งมโนภาพเลยว่ามันจะเป็นตัวตายตัวแทนของรถรุ่นใดกันแน่ มันก็คือร่างทรง(แบบไม่ต้องอัญเชิญ)
ของ S-Max ตัวต่อไปนั่นเอง

ford3

งานนี้ Ford S-Max Concept เน้นขายดีไซน์อย่างจริงจังด้วยการนำเสนอเทรนด์ใหม่ของรถมินิแวนอเนกประสงค์ ด้วย
การออกแบบโครงสร้างตัวถังให้มีความสปอร์ตปราดเปรียวราวกับเป็นแวกอนแนวสปอร์ต เมื่อเจาะรายละเอียดต่าง ๆ ก็
พบว่าด้านหน้ามีระยะยื่นมาก มีกรอบกระจกหน้าต่างที่เรียวแคบกว่ารถอเนกประสงค์ทั่วไปมาก ส่วนภายในห้องโดยสารก็
จะติดตั้ง FordSync เวอร์ชันใหม่ที่สามารถวัดการเต้นหัวใจของผู้ขับขี่ได้ หากการเต้นหัวใจล้มเหลวระบบก็จะเรียก
หน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือได้ทันเวลา

ford4

เครื่องยนต์กลไกลจะติดตั้งเครื่อง 1.5 ลิตร Ecoboost ไม่ได้บอกแรงม้า แต่ความแรงคงแรงกว่าซิตี้ 1.5 ลิตรอย่างมาก
แน่นอน ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเรือเกลือยี่ห้อ Ford ไป

ford1

ความพยายามครั้งล่าสุดของ Ford Motor ที่จะจับกลุ่มลูกค้า Upper กว่า Mondeo ด้วยการจับจำ Mondeo มา
โมดิฟายด์ดุจดั่งเข้าวุฒิศักดิ์/นิติพล จนออกมา “เป๊ะ” ความเป๊ะที่ว่าคงไม่ใช่แค่ว่าสวยเป๊ะเท่านั้น เพราะ Mondeo ถือ
เป็นรถที่มีพื้นฐานการออกแบบมาดี แต่ความเป๊ะที่ว่าคงจะเป็นความหรูหราที่คุณรู้สึกสัมผัสได้ จากการปรับเปลี่ยน
รายละเอียดตัวถังภายนอก ประดุจดั่งขับ Aston Martin Wanna Be และภายในห้องโดยสารที่บุด้วยหนังลายตาราง
หมากรุกและผ้าขาวม้า

อ้อชื่อรถต้นแบบคันนี้คือ Ford Mondeo Vignale Concept ความหรูหราที่หวังว่าจะไม่กลับมาซ้ำรอย Edsel อีก
แน่นอน

Honda


honda1

honda2

และแล้วก็มาถึงค่าย H ตัวตั้งตรงจิตวิทยาคมกัน อย่าเพิ่งนึกว่า All New Honda Fit/Jazz จะมาโผล่ที่งานนี้ คงคิดผิด
เสียแล้วล่ะ เพราะ Honda กะจะเน้นขาย Civic Tourer โฉมใหม่ แม้เราจะมองเป็นรถแวกอนที่มีความสวยงามปราด
เปรียวมากที่สุดในตลาดยุโรป แต่เราก็ต้องซูฮกให้กับการออกแบบภายในที่ชาญฉลาดมาก ไม่ว่าจะเป็นเบาะหลังที่
สามารถพับเต็มรูปแบบได้เหมือน Honda Jazz เมื่อมองแพคเกจภายนอกก็พบว่าประตูคู่หลังใช้ร่วมกับรุ่น 5 ประตูไม่ได้
เลย และยังมีลูกเล่นหลังคาลอยได้ให้ช่ำสายตากันอีกด้วย แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าคันนี้ไม่มาไทยแน่นอน

Hyundai


hyundai1

hyundai2

ค่ายรถตัว H เอียง ๆ ที่เปิดตัวรถสวนทางกับค่ายรถ H ตรง ๆ นั่นก็คือ All New Hyundai i10 รุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมา
สำหรับตลาดยุโรปโดยเฉพาะ ถ้าเป็นตลาดพี่อินเดียเขาจะมาในชื่อ Grand i10 ที่มีบั้นท้ายไม่เหมือนกันเลย เรามาดู i10
ตัวใหม่สำหรับยุโรปกันดีกว่า ด้านหน้าก็ยังแบ๊ว ๆ ตามสไตล์ A-Segment แต่มีความโฉบเฉี่ยวที่เส้นสายด้านข้างทั้งหมด
โดยเฉพาะบานประตูหลังที่โฉบเฉี่ยวมาก ๆ จนไม่แน่ใจว่ามันจะอึดอัดเมื่อนั่งหลังหรือไม่

ส่วนภายในห้องโดยสารคงจะไม่ได้ล้ำแหกลูกตาเหมือนรุ่นพี่ มันจะมาในแนวแบ๊วเท่านั้นที่ครองโลก สิ่งที่ประเสริฐเลิศล้ำ
กว่ารถราคาถูกเกือบทั้งหมดคือการเล่นสีสันและใช้วัสดุที่มีพื้นสัมผัสที่มีราคามาก และที่สำคัญเบาะคู่หน้า/หมอนหนุนจะ
ไม่อัตคัตอดสูเหมือนกับเวอร์ชันอินเดียแน่นอน

แว่ว ๆ ว่า Hyundai มีแผนการจะเขี่ยบัลลังก์อันดับ 3 A-Segment จาก VW Up! ลง ถ้า Hyundai คิดจะโยนกระปุกกิม
จิอาละวาดใส่คู่แข่งแล้วล่ะก็ เห็นที VW อาจจะต้องกอดที่นั่งให้ดี ๆ อย่ามัวแต่เพลินรับประทานไส้กรอกเยอรมันเลย
ทีเดียว

hyundai3

ลูกค้าชาวไทยคนไหนที่อยากได้ต้องสวดมนต์เช้าเย็นเป็นประจำหลังอาหารทุกมื้อ เพื่อให้ Hyundai ดลจิตดลใจนำเจ้านี่
มา CKD ในประเทศไทย หากมาแล้วควรจะแก้บนสามเวลาอีกเช่นกัน

Infiniti

infiniti1

infiniti2

นาน ๆ จะมีการเผยโฉมรถรุ่นใหม่ระดับ Word Premier ในยุโรป มาครั้งนี้ไม่ธรรมดากับ infiniti Q30 Concept แค่ชื่อก็
บ่งบอกว่ามันจะต้องมาสู้กับพวก BMW 1-Series, Audi A3 และ Mercedes-Benz A-Class แต่จะมาทั้งทีถ้าขืนวันนา
บีเจ้าตลาดทั้งหลาย เห็นทีจะต้องเป็นไก่รองบ่อนที่โดนจิกตายคาสนามรถระดับหรูแน่นอน

infiniti3

ความโดดเด่นของ inifiniti Q30 คือการผสมพันธุ์เทียมของรถหลากตัวถัง ไม่ว่าจะเป็นรถแนวครอสโอเวอร์, คูเป้และ
แฮทช์แบค หลายคนฟังแล้วคงจะส่ายหน้าทันทีว่านั่นมันผสมกันเสร็จแล้วหรอ แต่ถ้านึกให้ดี ๆ ก็พบว่าพวกเขาเคยทำ
มาแล้วกับ Nissan Qashqai และ Juke เพียงแต่ว่ารถคันนี้ไม่ได้ยกพื้นสูงหนีน้ำท่วมอะไรมากมายนัก

ภายในห้องโดยสารที่น่าจะเป็นดีไซน์ใหม่ dissymmetric มีเส้นสายภายในที่ย้อนกันไปมาดูมีความสลับซับซ้อนยิ่งนัก แต่
ขอบอกไว้อย่างหนึ่งว่ารถคันนี้จะใช้พื้นตัวถังร่วมกับ Mercedes-Benz A-Class รุ่นใหม่

Jaguar


jaguar1

ความพยายามของ Jaguar คือการสร้างพื้นที่ใหม่ในตลาดรถหรูระดับโลก ถึงแม้บางรุ่นพยายามไม่วันนาบีกับเจ้าตลาด
โดยตรงแต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จอะไรมากมายนัก แต่เราก็ต้องยกน้ำชาชงเจือจางคารวะ 1 จอกที่ Jaguar ไม่ยอม
แพ้กับโชคชะตาที่มาเล่นงานได้ วันนี้ พวกเขาได้ออกรถต้นแบบเอสยูวีหรูใหม่ที่มีชื่อว่า Jaguar C-X17 Concept ความ
พยายามครั้งใหม่ในการเจาะกลุ่มเอสยูวีระดับหรู

jaguar2

สไตล์ลิ่งของมันจะเป็นการผสมผสานความเป็น Jaguar ยุคใหม่ และด้านท้ายจะนำดีไซน์ 2014 F-Type มาประกบเข้า
ด้วยกัน แต่มองบั้นท้ายอาจจะได้กลิ่นรถบางยี่ห้อก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะโชว์ในรถคันนี้คือพื้นตัวถังอลูมิเนียมใหม่ล่าสุด แต่
รถคันแรกที่จะเปิดตัวที่ใช้พื้นตัวถังนี้กลับเป็นรถซีดานรุ่นใหม่ในปี 2015 (ว่ากันว่าจะมาท้าชนกับ BMW 3-Series)

Kia


kia1

แค่ฟังชื่อรถต้นแบบ Kia Niro Concept ก็พาลทำให้นึกถึงชื่อดาราระดับออสการ์และชื่อเมืองต่าง ๆ ระคนกันไป หากจะ
เปรียบเทียบรถกับบุคลิคของคนคงจะเป็นดาราระดับดาวยั่วเสียมากกว่า เพราะงานดีไซน์ของ Kia Niro Concept มี
ความกร้าวกร้านในตัวของมัน ถึงแม้จะมีเส้นสายรวม ๆ เรียบ ๆ ไม่มีเส้นสะดุดสายตานักก็ตาม

kia2

Kia เปิดเผยแค่ว่ารถคันนี้มีความสำคัญในการกำหนดทิศทางของ B-Segment คันต่อไปซึ่งเราไม่แน่ใจว่ามันจะกลายร่าง
เป็นรถรุ่นอะไรกันแน่ แต่คิดว่าคงมาในแนวทางที่โหดขึ้นและมีบุคลิคเป็นตัวของตัวเองมากกว่าเดิม ที่แน่ ๆ วัสดุตัวถังมัน
วาวแบบสแตนเลสตราหัวม้าลายและประตูปีกนกที่ฝรั่งเรียกประตูขากรรไกรคงไม่ได้เห็นในรถคันจริงแน่นอน

Lexus


lexus1

ความรู้สึกแรกที่ Lexus ได้เปิดเผยโฉมรถต้นแบบ Lexus LF-NX Concept ว่ามันสายไปหรือเปล่ากับการเตรียมเปิดตัว
เอสยูวีพื้นฐานเก๋งรุ่นที่ 2 เพราะสมัยก่อน Lexus เคยเป็นหนึ่งในผู้นำเอสยูวีระดับหรู แต่พักหลังเริ่มเฟดตัวเองลงแล้วไป
บรรเลงเพลงรักกับกลุ่มรถซีดานทั้งนั้น จนปล่อยให้คู่แข่งรายอื่น ๆ ต่างพากันชิงเปิดตัวเอสยูวีสุดเจ๋งแย่งซีนจนทำให้
Lexus ตกขอบไป อย่างไรก็ตาม การกลับมาของ Lexus SUV ครั้งนี้ต้องไม่ธรรมดาระดับภัทราวดีเธียเตอร์อาจจะต้องอาย
ม้วนกันบ้าง

lexus2

lexus3

Lexus LF-NX Concept ต้นแบบครอสโอเวอร์ที่เกิดมาแย่งซีนความเด่นจากเอสยูวีระดับคอมแพคท์ด้วยกัน การออกแบบ
จะเน้นความ Aggressive ที่ยิ่งกว่า IS ทีเดียว เส้นสายด้านข้างจะมาในแบบ overstyle บ้างเพราะรถคันจริงจะไม่มีเส้นที่
คมสันชัดจริงขนาดนี้แน่นอน และแน่นอนว่าต้องชูประเด็นความเป็น Hybrid ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มจุดเด่นในการแข่งขันกับ
ตลาดที่ระอุขึ้นทุกวัน

สรุปรถคันนี้มีแนวโน้มที่จะเปิดตัวภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ถ้าใครชื่นชอบดีไซน์แบบผ้ายับพับไว้ก็ควรค่าแก่การรอคอยยิ่งนัก

Mercedes-Benz


mb1

บูธที่น่าจะทำให้งานนี้สั่นระริกหลายริกเตอร์คงหนีไม่พ้นบูธค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ที่ใจกล้านำ Concept S-
Class Coupe มาอวดโฉมวัดใจเศรษฐีกันว่าใครจะพร้อมควักเงินจ่ายเร็วที่สุดเมื่อมันเปิดตัว ดีไซน์ภายนอกขอยืนยันเลย
ว่าแตกต่างจาก S-Class Sedan พอสมควร นั่นก็อย่าลืมว่ามันจะต้องเป็นตัวตายตัวแทนของ Cl-Class อยู่

mb2

mb3

สไตลด์ด้านหน้าก็จะเป็น Benz สปอร์ตหลาย ๆ รุ่น ใบหน้าไม่มีอ้างอิงความเป็น S-Class Sedan แต่อย่างใด บางมุมทำ
ให้นึกถึง SLS AMG Gullwing ที่มีช่องดักลมหน้า แต่สิ่งที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับเรานั่นก็คือดีไซน์ภายในเหมือนกับ
S-Class Sedan แต่ดูแพคเกจโดยรวมแล้วก็ไม่ขาดเกินแต่อย่างใด

เครื่องยนต์กลไกก็จะนำเครื่อง V8 4.6 ลิตร 449 แรงม้า พร้อมไฮไลต์เทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยในการขับขี่หลายอย่างพร้อม
กัน

mb4

Mercedes-Benz GLA พูดกันง่าย ๆ มันก็คือ A-Class มายกสูงแล้วดัดแปลงบั้นท้ายเอา ฟังเผิน ๆ เหมือนเป็นจุดด้อยที่มี
ลุคสู้เอสยูวีแท้ไม่ได้ แต่ Mercedes-Benz ฉลาดมากที่ชูประเด็นของความคล่องตัว, แอโร่ไดนามิคและความประหยัด
น้ำมันเป็นจุดขายสำคัญ นักการตลาดค่ายนี้ฉลาดหลักแหลมที่สุดจริง ๆ

จุดขายสำคัญคือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา 4Matic ที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7G-DCT ที่สามารถ
กระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลังแบบแปรผันเต็มที่ผ่านตัวดิสก์คลัทช์หลายชั้น แถมยังมีน้ำหนักระบบ
เบากว่าคู่แข่งอีกด้วย

mb5

mb6

ถึงแม้จะใช้ช่วงล่างจาก A-Class แต่ด้วยประสบการณ์การทำรถเอสยูวีมาอย่างยาวนานจึงมีการปรับปรุงช่วงล่างให้
เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ตั้งแต่ขับรถในเมืองจนไปถึงขั้นบุกพื้นทราย, ตะลุยทางไม่เรียบได้

ออพชั่นความปลอดภัยพิเศษ Distronic Plus ที่ทำงานร่วมกับ COLLISION PREVENTION ASSIST PLUS ระบบจะ
เบรคให้เอง(รองรับความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เมื่อคำนวณแล้วว่าจะมีการชนเกิดขึ้นแน่

Mercedes-Benz GLA น่าจะมีแนวโน้มที่จะขายในบ้านเราสูงเพราะใช้ชิ้นส่วนร่วมกับ A-Class และ CLA เยอะมาก ๆ ๆ

Nissan


nissan1

nissan2

บูธนี้น่าจะเป็นบูธรถตลาดเพลน ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับบ้านเราพอสมควรกับการเปิดตัว All New Nissan X-Trail ที่งาน
นี้เปิดตัวพร้อมกันกับอเมริกาที่ขายในชื่อ Nissan Rogue ซึ่งมันเป็นการผสมผสานของรถทั้ง 3 รุ่นรวมกัน ได้แก่
Qashqai+7, X-Trail และ Rogue รวมร่างมาเป็นคันนี้ สไตล์ลิ่งจะเป็นครอสโอเวอร์ยุคใหม่ตามที่ Nissan ถนัด แต่ก็มี
กลิ่น X-Trailness บางจุดให้พอรู้ว่ามีความเหลี่ยม ๆ บ้าง

nissan3

Nissan X-Trail โฉมใหม่จะถูกสร้างขึ้นบนชุดโครงสร้างพื้นตัวถังและงานวิศวกรรมร่วม CMF เข้าใจว่าน่าจะช่วยลดต้นทุน
จนนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาประโคมใส่เอาไว้เยอะมากพอสมควร ประเภท Active Ride Control ที่จะช่วยตรวจสอบพื้น
ถนนข้างหน้าพร้อมกับปรับช่วงล่างให้รองรับกัน อีกทั้งยังมีระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติให้ด้วย

สำหรับเวอร์ชันบ้านเราคาดว่าจะใช้เครื่องเบนซิน 2.0 ลิตรและ 2.5 ลิตร ประกบคู่กับ CVT เจอกันมีนาคม 2014

Opel


opel1

opel2

opel3

Opel ลงทุนขุดหลุมชื่อเก่า Monza มาประทับบนเรือนร่างของรถต้นแบบสุดล้ำที่พวกเขาบอกกันว่าจะเป็นแนวทางการ
ออกแบบใหม่ของ Opel ไม่ว่าจะเป็นสไตล์, เทคโนโลยีและขุมพลัง หน้าตาที่มองแล้วมีตำแหน่งกระจังหน้าและไฟหน้านึก
ถึง Opel Adam แต่เกลาหน้าให้เฉียบคมขึ้น สิ่งที่น่าค้นหามากที่สุดก็คือการต้องจินตนาการล่วงหน้าว่ารถ Opel รุ่นใหม่
จะมีเส้นสายอย่างไรมากกว่า

Porsche


porsche1

porsche2

porsche3

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญในงานนี้ก็คงหนีไม่พ้น Porsche 918 Spyder คันจริงเปิดตัวในงานนี้ด้วย พร้อมกันนี้ยังสร้างสถิติ
ใหม่ด้วยการวิ่งรอบสนาม Nürburgring แค่ภายใน 6 นาที 57 วินาที เราต้องซูฮกให้กับขุมพลัง Hybrid ทรงพลังของมัน
แถมยังจิบน้ำมันแค่เพียง 3.3-3.0 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สเปคขุมพลังค่อนข้างฮาร์ดคอร์กับภาพลักษณ์รถ Hybrid ด้วย
เครื่องยนต์เบนซิน V8 4.6 ลิตร 608 แรงม้า ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ลูก 286 แรงม้า รวมกันก็ได้ 887 แรงม้า!
สนนราคาที่ 845,000 ดอลลาร์เท่านั้นเอง


Renault


renault1

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจรถยนต์ครั้งสำคัญถึง 2 เรื่อง ได้แก่
การตัดสินใจสร้างซับแบรนด์ Intiale Paris รถระดับแมสไฮเอนด์ที่น่าจะมาในลักษณะคล้าย ๆ กับ Citroen DS Series
และการเปลี่ยนตำแหน่งการตลาด Espace โฉมใหม่จากมินิแวนรุ่นเดอะให้กลายเป็นครอสโอเวอร์ที่สามารถบรรทุกคน 7

ที่นั่งได้


renault2

เราก็มีข่าวล่าสุดเกี่ยวกับย่อหน้าข้างบนมารายงานให้ทราบกัน งานนี้เป็นการจับรวม 2 กลยุทธ์ดังกล่าวมาปั่นเป็นคัน
เดียวกันนั่นก็คือ Renault Intiale Paris Concept

Renault Initiale Paris Concept คือการแสดงวิสัยทัศน์ใหม่ล่าสุดในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่จากค่ายข้าว
หลามตัด รูปร่างหน้าตาจะมาแนวครอสโอเวอร์รุ่นเดอะที่ทันสมัยแต่ไม่ล้ำสมัยจนหลุดโลก สัดส่วนของตัวรถดูเหมือนจะ
เน้นความอเนกประสงค์ของภายในห้องโดยสารค่อนข้างมาก ส่วนหน้าตาภายนอกก็จะได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนต์
Renault ยุคใหม่


มีความเป็นไปได้สูงมากว่ารถคันนี้จะกลายร่างเป็น Renault Espace โฉมใหม่ที่ Renault ยืนยันว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์
ใหม่จากมินิแวนใหญ่กลายเป็นครอสโอเวอร์รุ่นเดอะ เพราะนับวันยอดขายมินิแวนขนาดใหญ่ในยุโรปหดตัวลงจนไม่รู้จัก
จบจักสิ้น

Skoda


skoda1

หลังจากเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2009 เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่ Skoda จะเพิ่มความสดใหม่ให้กับ Yeti
รถยนต์ SUV รุ่นดังของตน ด้วยการเปิดตัวรุ่นปรับโฉม 2014 Skoda Yeti ออกมา เปลี่ยนหน้าตาให้เข้าธีมงานออกแบบ
เดียวกันกับพี่น้องร่วมค่ายอย่าง Rapid และ Octavia ก่อนจะนำไปโชว์โฉมอย่างเป็นทางการ ณ งานแสดงรถยนต์
Frankfurt Motor Show 2013 เดือนกันยายนนี้


รูปลักษณ์ด้านหน้าถูกปรับให้มีความโฉบเฉี่ยว เน้นเหลี่ยมสันมากขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยการถอดไฟตัดหมอกทรงกลมดวงใหญ่
พร้อมไฟหน้าจากรุ่นต้นแบบทิ้งไป แทนที่ด้วยไฟหน้า Bi-Xenon พร้อม LED ทรงเหลี่ยมสัน เน้นตัดมุมที่ขอบ ฝากระโปรงหน้า
ถูกออกแบบใหม่เน้นความโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่เฉียบคมมากขึ้น และเปลี่ยนมาใช้กระจังหน้าที่เน้นคมสันมากขึ้นแทน อันเป็นเอกลักษณ์
งานออกแบบของสโกด้าในยุคปัจจุบัน ส่วนไฟตัดหมอกถูกย้ายตำแหน่งมาติดตั้งด้านล่างของกันชนหน้าเหมือนรถยนต์ทั่วไปแทน 
ในขณะที่ด้านท้ายเน้นไปที่การออกแบบโคมไฟท้ายใหม่ พร้อมหลอดไฟแบบ LED และออกแบบฝากระโปรงท้ายและกันชนท้าย
ใหม่ เพิ่มความเฉียบคมมากขึ้นเช่นกัน

smart2

นอกจากนี้ Skoda ยังปรับให้ Yeti มีคาแรคเตอร์ที่หลากหลายมากขึ้น ด้วยการตกแต่งแบ่งลุคให้ตัวรถมี 2 บุคลิก ทั้งแบบ
เน้นขับขี่ในเมือง (คันสีขาว) และการลุยบนถนนออฟโรด (คันสีเขียว) โดยทั้ง 2 การตกแต่งไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงในงาน
วิศวกรรมตัวถังหรือระบบขับเคลื่อน แต่แตกต่างที่รูปโฉมล้วนๆ เช่น การกาบตัวถังสีดำ/สีเดียวกับตัวรถ กันชนหน้า-หลัง
สีดำ/สีเดียวกับตัวรถ เป็นต้น

skoda3

Skoda Rapid Spaceback รถแวกอนท้ายสั้นที่ยังพอบรรทุกของได้ เด่นที่หลังคากระจกสีชาแบบ Panaramic พร้อมกับ
การเปลี่ยนชิ้นกระจกฝาท้ายให้มีสีชาและยาวต่อเนื่องลงมาถึงขอบช่องทะเบียน ส่วนตัวถังสั้นป้อมแค่เพียง 4,303 มม. 
เกือบจะเท่ากับรถ B-Segment Sedan ส่วนใหญ่ของตลาด โดยรวมแพคเกจรถน่าสนใจทีเดียว แต่คงไม่ขายในบ้านเรา
ตามเคย

Smart


smart1

smart2

skoda3

Daimler AG ส่ง Smart FourJoy Concept ต้นแบบรถหน้าตาแบบเฟอร์บี้แต่นั่งได้ 4 คนไม่ประตูและหน้าต่างให้
อารมณ์เหมือนนั่งตุ๊ก ๆ บ้านเราเล็กน้อย ว่ากันว่ามันน่าจะเป็นร่างทรงของ Smart Forfour โฉมใหม่ ส่วนขุมพลังก็ไป
หยิบยืมจากรถต้นแบบ Fortwo Electric Drive ส่วนงานวิศวกรรมก็ยืนยันว่าจะเป็นรถขับหลังเครื่องวางหลังเช่นเคย ไม่
อุตริมาทำเป็นรถขับหน้าเหมือนรุ่นก่อนอีกต่อไป

Toyota


toyota1

มาถึงค่ายเจ้าตลาดเมืองไทยและเจ้าตลาดระดับโลก (แต่เป็นมวยรองบ่อนในยุโรป) อย่าง Toyota กันบ้าง คราวนี้ก็
เปิดตัว Toyota Yaris-R Hybrid Concept โปรดอย่าคิดว่ามันจะเป็นรูปโฉมเดียวกับ Yaris-L ในจีนและบ้านเราแต่มัน
เป็น Yaris โฉมระดับโลกที่เปิดตัวในปี 2010 มาแล้ว หากใครสังเกตไม่ออกเราก็จะบอก Hint ให้ว่า Yaris ใหม่บ้านเรา
ใหญ่ ยาว และมีหนวด

Toyota Yaris Hybrid-R Concept จะมาสยบพวกที่ชอบเมาท์มอยว่า Hybrid ไม่จี๊ดเท่ากับเทอร์โบเพียว ๆ หรอกนะ
Toyota จึงออกมาแสดงศักยภาพของพลัง Hybrid โดยหัวใจของความแรงในครั้งนี้ เป็นการผสานเอาเครื่องยนต์เบนซิน 4
สูบเรียง พร้อมเทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร ที่สร้างกำลังได้มากถึง 300 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร มาใช้
ขับเคลื่อนล้อหน้า ส่วนล้อคู่หลัง เป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 60 แรงม้า 2 ลูกที่ติดตั้งในดุมล้อหลังทั้ง 2 ล้อ ซึ่ง
สามารถเพิ่มพละกำลังของตัวรถให้แตะระดับ420 แรงม้าเลยทีเดียว ซึ่งหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ลูกนี้ คือการช่วยเพิ่ม
อัตราเร่งให้กับตัวรถเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าลูกที่ 3 ขนาด 60 แรงม้า ติดตั้งระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและระบบส่งกำลัง โดยมอเตอร์
ไฟฟ้าลูกนี้จะทำหน้าที่ช่วยปั่นกระแสไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ ในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้่าที่เสมือนระบบ Traction Control
ให้กับตัวรถไปในตัวเพราะในระหว่างการเร่งทำความเร็ว มอเตอร์ลูกนี้ก็จะช่วยส่งกระแสไฟไปยังมอเตอร์ของล้อคู่หลังอีกด้วย

ใครที่ยังคิดปรามาสรถคันนี้อีก เห็นทีจะต้องโดนสั่งสอนโดย Yaris-R Hybrid กันแล้ว

Volkswagen


vw1

vw2

vw3

Volkswagen Golf Sportvan มาในคราบรถต้นแบบโปรโตไทป์ร่างทรงของ VW Golf Plus แต่จะว่าไปถ้าใช้ชื่อนี้ในการ
ทำตลาดก็น่าจะเก๋ไก๋กว่าเดิมไม่น้อย ความเปลี่ยนแปลงของมันแน่นอนว่าเปลี่ยนทั้งหมดทั้งมวลไม่ให้เหลือเค้าเดิม แทบ
จะเรียกว่าไปจุติใหม่ขึ้นบนชุดโครงสร้างพื้นตัวถังและงานวิศวกรรมร่วม MQB ใหม่ล่าสุด สิ่งที่ VW สวนทางการออกแบบ
รถอเนกประสงค์คือการออกแบบกรอบกระจกหน้าต่างให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม จนทำให้ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง
กว่าเดิมพอสมควร อัดนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาให้พอเป็นกระษัย แต่จะมาบ้านเราไหม? คงยากมากพอกับบอลไทย
ไปบอลโลกนั่นแหล่ะ

vw4

คันต่อมา e-Golf อืม โปรดอย่ามองหน้าผู้เขียนว่าทำไมต้องหยาบคายขึ้นต้นด้วยอี แต่มันเป็นชื่อรถว่า VW e-Golf จริง ๆ
ครับท่านผู้อ่าน เพื่อบ่งบอกว่านี่แหล่ะคือ VW Golf เวอร์ชันรถไฟฟ้าที่มีกำลัง 115 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร
มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 10.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทางวิ่งสูงสุด
189 กิโลเมตร พร้อมวางจำหน่ายแน่ในปี 2015

Volvo


volvo1

Volvo Concept Coupe ถูกออกแบบด้วยแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย ปลุกเส้นสายในอดีตมาประยุกต์เข้ากับรถยุค
ปัจจุบัน และที่สำคัญมันเป็น 1 ใน 3 รถต้นแบบที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง Scalable Product Architecture (SPA) ใหม่
ล่าสุด ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่ารถต้นแบบคันนี้จะถูกขัดเกลาให้กลายเป็น Volvo C70 ตัวต่อไปได้


Thomas Ingenlath รองประธานอาวุโสฝ่ายออกแบบกล่าวว่า Volvo Concept Coupe ไม่ใช่รถแห่งความฝันล้ำอนาคต 
แต่มันเป็นรถที่ถูกออกแบบเพื่อแสดงออกถึงคุณลักษณะพื้นตัวถังใหม่ที่สามารถรองรับการออกแบบอันโดดเด่นและเป็น
เอกลักษณ์ได้

จุดเด่นของการออกแบบ Volvo Concept Coupe คือมีสัดส่วนที่มีพลังเร้าใจ ด้วยการเลื่อนสัดส่วนกรอบกระจกหน้าต่าง
ทั้งหมดร่นไปด้านหลังทำให้ดูเหมือนรถขับเคลื่อนล้อหลัง ผนวกกับบริเวณฝากระโปรงที่เตี้ยแบนและมีเส้นบ่าข้างที่ดูสง่า
งาม




volvo2


เอกลักษณ์ใหม่ของ Volvo Concept Coupe และน่าจะมีทีท่าว่าจะเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ Volvo รุ่นต่อไปคือการ
ออกแบบไฟ Daylight แบบ T-Shape, กระจังหน้าใหมที่ออกแบบให้ดูเสมือยว่าลอยได้และกรอบไฟท้ายทรงใหม่ซึ่ง
Thomas Ingenlath ก็ยืนยันว่าหน้าตาแบบนี้จะได้เห็นใน Volvo XC90 รุ่นใหม่

แรงบันดาลใจในการออกแบบรถต้นแบบคันนี้คงหนีไม่พ้น Volvo P1800 อันเป็นรถมรดกตกทอดความเป็น Volvo มา
จนถึงทุกวันนี้ ทีมดีไซน์จำเป็นต้องตกผลึกคุณค่าของ P1800 แล้วนำมาตีความใหม่ให้กลายเป็นรถรุ่นใหม่ แต่ไม่ได้
หมายความว่าจะออกแบบแนวเรโทรอย่างที่บางคนเข้าใจผิดกัน

ดีไซน์แบบนี้เจอกันแน่ในรถยนต์ Volvo รุ่นใหม่นับตั้งแต่บัดนี้




สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

อากาศที่ร้อนตับแตกอย่างผิดปกติในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจทำให้หลายครัวเรือนต้องเจียดเงินเตรียม
ไว้สำหรับค่าไฟค่าแอร์ที่พุ่งขึ้นสูงลิ่ว วันนี้ Headlightmag.com ขอเสนอวิธีคลายร้อนโดยไม่เปลืองค่าไฟ
นั่นก็คือการยกเพื่อนยกฝูงเกี่ยวก้อยแฟนมาเดินชมงาน Bangkok International Motorshow ครั้งที่ 34
บัตรฟรีกรุณาค้นๆและเขย่าๆเอาตามนิตยสารชื่อดังและหนังสือพิมพ์บางฉบับ ถ้าโชคดีจะมีหล่น
มาให้เก็บมากกว่าหนึ่งใบ หรือถ้าขี้เกียจหาก็ซื้อตั๋วเสียค่าเข้าชมตามธรรมเนียม อุดหนุนเป็นกำลังใจ
ให้กับคนวงการรถยนต์ในการจัดงานมหกรรมแบบนี้ให้กับเราไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

ในหลายครั้งที่ผ่านมา เราจะเห็นการเน้นยุทธวิธีการต่อกรกับคู่แข่งโดยเน้นไปที่ Segment อันใดอันหนึ่ง
อย่างที่เราจะสังเกตได้ว่าช่วงหลังน้ำท่วมนั้น รถปิคอัพยกสูงจะได้รับความสนใจ ต่อมาเมื่อเรามี
โครงการรถคันแรก ที่อานิสงส์ขยายภาคไปจนถึงรถระดับ B-Segment ก็ทำให้ตลาดในบ้านเรา มุ่งเน้น
เสนอแต่รถยนต์อีโคคาร์ รถขนาดต่ำกว่า 1.5 ลิตร และรถกระบะกันมาตลอด ..นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี
เพียงแต่หลายคนที่ไม่ได้มองหารถ Segment นั้นอยู่ ก็อยากจะมีทางเลือกกับเขาบ้าง ถ้าเช่นนั้นผมขอบอกว่า
งานครั้งนี้ มาครั้งเดียว ทุกระดับชน ทุก Segment มีรถให้ช้อปให้เลือกกันอย่างจุใจ

รถที่ไม่มาในงานนี้ ก็คือ Subaru, Skoda/MTM, Audi, Proton ดังนั้นถ้าใครมองหารถจากค่ายเหล่านี้อยู่
เชิญที่โชว์รูมก่อนเถิดนะครับ

ส่วนจะมีอะไรบ้าง เรามาชมกันแบบหอมปากหอมคอ ท่านจะได้วางแผนกันถูกว่าควรจะเดินบูธไหน
และสำหรับผู้มีอาชีพเป็นสามีบางราย..มันอาจจะช่วยให้ท่านเลี่ยงบูธที่จะเกิดการงอนง้อล้อเถียง
กับภรรยาของท่านได้ ดูให้ดีแล้วกันครับ


BENTLEY



Continental GT Speed สีขาวเด่น ใช้เครื่องยนต์ W12 6.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์ 616 แรงม้า
สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 330 ก.ม./ช.ม. ส่วนใครที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องไปซิ่งแข่งกับ F16
ขนาดนั้น อาจจะชอบเสียงคำรามลั่นๆ ของ Continental GT V8 ที่จอดอยู่ข้างหลังมากกว่า นอกจากนี้ก็ยังมี
ซาลูนหรูของค่าย Bentley Mulsanne มาให้จบครบพิธี ส่วนรถ SUV ของ Bentley ไม่ต้องไปถามเซลส์ให้
เสียเวลา เพราะที่เมืองนอก โครงการโดนดึงกลับไปออกแบบใหม่ อีกนานกว่าจะมา กรุณาเรียนป.เอก
รอไปก่อน




BMW / MINI

มีตั้งแต่รุ่นเล็กยันใหญ่ สำหรับคนที่ชอบรถเล็ก น่าจะลองไปดู BMW 116i ซึ่งเป็นรถที่มีขนาดตัวพอๆกับ
A-Class ของ Mercedes-Benz แต่ยังใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังอยู่ 116i นั้นใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 1.6 ลิตร
TwinPower Turbo ให้พลัง 136 แรงม้า แรงบิด 220 Nm สนนราคายังไม่ทราบ ถามเจ้าหน้าที่ ราคา?ไม่รู้
โบรชัวร์? ไม่มี แล้วจะมีมาไหม? ไม่แน่ งั้นเราก็เลยบอก "ไม่เป็นไร" เดี๋ยวก็มีกุมารอลูมินั่มมากระซิบเองแหละ

แต่ที่น่าซู้ดปากที่สุด คงหนีเจ้า ActiveHybrid3 ไม่พ้น เพราะนี่คือรถใช้เครื่องยนต์ผสานกำลังกับมอเตอร์
อีกคันที่มีสมรรถณะไม่ธรรมดา ตัวเครื่องเป็นแบบ 6 สูบเรียง TwinPower Turbo 3.0 ลิตร 306 แรงม้า
เมื่อรวมกำลังขับกับมอเตอร์ไฟฟ้าแล้วจะมีแรงถึง 340 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ สนนราคา
เริ่มต้น "แค่" 4.199 ล้านบาท แต่ถ้าอยากได้ชุดแต่ง M-Sport ด้วย ก็ต้องเพิ่มเป็น 4.399 ล้านบาท งานนี้
กะเอาม้ามาฆ่าคู่แข่งให้ราบพนาสูรเลยทีเดียว ส่วนใครที่ชอบรถใหญ่ขึ้น แต่แรงเท่ากัน ก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็น
5.399 ล้านแล้วไปเล่น ActiveHybrid 5 แทน

ทางด้าน  Mini ก็ใช้งานนี้เป็นเวทีเปิดตัวรุ่น Paceman Cooper/Cooper S ซึ่งมีลักษณะกึ่งกลางระหว่าง
Mini Original กับ Countryman ที่มีขนาดใหญ่สุดของค่าย นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่คิดว่ารูปแบบ
รถที่มีอยู่บนถนนมัน mix กันได้ไม่ถึงใจพอ






CHEVROLET



สำหรับตลาดรถบ้าน ค่ายโบว์ไทก็มี Chevrolet Spin เพิ่งเปิดตัว ไปช่วงกลางเดือนมีนาคม แต่ ณ วันงานนี่
มีมาจอดแค่คันเดียว ไม่รู้จะรับกระแสมหาชนได้ขนาดไหน Spin นั้นถูกออกแบบโดย Chevrolet ที่บราซิล
เป็นแม่เรือใหญ่ และประกอบในโรงงานที่อินโดนีเซียก่อนจะส่งมาขายเมืองไทย มีให้เลือกเพียงรุ่นเดียวคือ
LTZ เครื่อง 1.5 ลิตร 107 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หากใครที่ชอบหน้าปัดของ Sonic
แต่ที่บ้านมีสมาชิก 5 คนขึ้นไป..อย่าลืมแวะเยี่ยมชม Spin ได้



ไฮไลท์ในงานที่บูธนี้ก็ยังมี 2 รถต้นแบบอย่าง Code 130 R และ TRU 140S ซึ่งแม้ชื่อจะฟัง
ดูแล้วนึกถึงเราทเตอร์กับบริการอินเทอร์เน็ต แต่เดี๋ยวก่อน นี่คือต้นแบบรถสปอร์ตคูเป้
สำหรับคนวัยมันส์ต่างหากล่ะ




Code 130R เป็นรถคูเป้แบบ 4 ที่นั่งขับเคลื่อนล้อหลัง ใช้เครื่องยนต์เครื่องยนต์อีโคเทค
(Ecotec) 1.4 ลิตร เทอร์โบ DOHC พร้อมระบบอีแอสซิสต์ (eAssist ) 1,364 ซีซี 150 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตร

ส่วน TRU 140S นั้นจะเปลี่ยนรูปแบบการวางเครื่องยนต์จากขับหลัง มาเป็นขับหน้า แต่ยัง
ใช้ขุมพลัง Ecotec พ่วงกับระบบ eAssist เช่นเดียวกัน และมีตัวเลขแรงม้ากับแรงบิดเท่ากันกับ
Code130R

รถทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดย GM North America Advanced Design studio ในนครลอสแองเจลิส
และนับเป็นการโชว์ตัวครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของรถทั้งสองรุ่นนี้

นอกเหนือไปจากนี้ ยังมี Chevrolet Cruze ไมเนอร์เชนจ์ เปลี่ยนกระจังหน้า ระบบส่งกำลังและ
พัฒนาให้รองรับการเติมน้ำมัน E85


FORD

ตอนแรกพอทราบว่า Ecosport จะเปิดตัวในงานนี้ก็ยกมือทาบอกนางสาวแป้นว่าเซอร์ไพรส์กันจริงๆ
แต่กลายเป็นว่างานนี้ หล่อนแค่ "มาโชว์ตัว" ให้น้ำลายสอเล่นๆ ก่อนที่จะเปิดตัวขายกันอย่างจริงจัง
ในช่วงหลังของปี ทราบว่าในช่วงแรกจะมีทางเลือกขุมพลังแบบเดียวคือ 1.5 ลิตร 109 แรงม้า แล้วจากนั้น
ค่อยตลบหลังด้วยบล็อค 1.0 ลิตร Ecoboost 125 แรงม้าอีกที




ในรอบสื่อมวลชนนี้ ยังมีการนำ Fiesta Minorchange ที่หน้าตาเหมือนเป็นบุตรที่ไปคลอดกับ Aston Martin
มาจอดยั่วสร้างกระแสให้แฟนๆ Ford กุมสมุดบัญชีเอาไว้แน่นๆก่อน ในเอกสารประกอบของ Ford บอกไว้ว่า
รถรุ่นนี้จะใช้เครื่อง 3 สูบ 1.0 ลิตร EcoBoost มาแน่! แต่อย่าถามว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่
เพราะยังไม่มีกำหนดที่แน่ชัด แต่ดูแล้วเสร็จก่อนรถไฟความเร็วสูงในบ้านเราอย่างแน่นอนจ้า




นอกจากนี้ รถรุ่นอื่นที่มีขาย ไม่ว่าจะเป็น Ranger กระบะพันธุ์เท่ห์ หรือ Territory SUV เครื่องดีเซลเทอร์โบ
ก็มาจอดโชว์เช่นกัน เคียงข้างไปด้วย Focus ซึ่งนับเป็นรถ C-Segment ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีท่วมคัน
และมี Fiesta โฉมปัจจุบันด้วย





Great Wall / HAVAL

ค่ายรถยนต์จากเมืองจีน ยังคงมองหาช่องทางมาเปิดตัวในบ้านเราเพื่อขยายฐานตลาดอยู่เรื่อยๆ
แม้จะมีหลายเจ้า พยายามเข้ามา แล้วก็ต้องม้วนเสื่อกลับไป แต่ดูเหมือนว่า อีกหลายค่าย ก็ยัง
มองเห็นตลาดรถยนต์เมืองไทย หอมหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า ผสมน้ำตาลวังขนาย!

Great Wall เป็นอีกค่ายหนึ่ง ที่เคยมีข่าวหลุดมาในช่วงปลายปีที่แล้วว่า ดอดเข้ามาเจรจากับ
ทาง Grand Prix ซึ่งเป็นผู้จัดงานนี้ ว่าอยากขอนำรถยนต์มาจัดแสดง และเปิดตัวแบรนด์
Great Wall ให้คนไทยได้รู้จัก

และคราวนี้ พวกเขาก็ยกโขยงตระกูล SUV มาอวดโฉมรวมทั้งหมด 3 รุ่น รถแข่ง ที่ดัดแปลง
มาจาก Isuzu Axiom  แล้วคว้าที่ 4 ในรายการแข่งขัน Rally Dakar รวมทั้งรถยนต์ต้นแบบ
รถยนต์ทุกคันทั้งหมดนี้ พะยี่ห้อว่า HAVAL !



Haval H6 เป็น Suv ขนาดกลาง ไซส์ประมาณ CR-V มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งแบบ
เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบ 150 แรงม้า และดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 150 แรงม้าเท่ากัน
ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ


Haval H8 เป็น SUV ขนาดใหญ่ ตัวยาว 4.8 เมตร ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเบนซิน
พ่วงเทอร์โบ ให้กำลัง 218 แรงม้า แรงบิด 324Nm ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

Haval M4 เป็น SUV ตัวเล็ก ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 106 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์
ธรรมดา 5 จังหวะ



เครื่องยนต์ของ Haval ทั้งหมด ก็ผลิตโดย Mitsubishi นั่นเอง และนอกจากนี้ก็ยังมีรถต้นแบบ
Haval E มาโชว์อีกด้วย ยังไม่มีการบอกว่าแบรนด์ Haval จะเริ่มทำตลาดจริงจังเมื่อใด
แต่คาดว่าหากปฏิกิริยาตอบสนองจากลูกค้าในงานมอเตอร์โชว์ดี เราอาจได้เห็นแบรนด์จีน
ที่จิมมี่จะยอมทำรีวิวขึ้นมาจริงๆก็เป็นได้


HONDA

วินาทีนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าตลาด D-Segment ร้อนเป็นไฟด้วย Honda  Accord ที่เพิ่งเปิดตัว
เล่นเอา Jazz และ Brio ที่จอดอยู่ข้างซ้ายของบูธแทบจะไร้ผู้คนไปเลย Accord ใหม่ มีเครื่องยนต์ให้เลือก
ทั้งรุ่น 2.0 ลิตร และ 2.4 ลิตร ทั้งคู่ต่างอัดอุปกรณ์มาให้เต็มพิกัดชนิดที่ Camry และ Teana ต้องกุมขมับ
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1.299 ล้านบาท แต่ถ้าต้องการของเล่นแบบครบชนิดที่เอาไปอวดคนใช้รถยุโรปได้ ต้องเป็น
รุ่นท้อป 2.4 TECH ราคาล้านแปดมีทอน



Civic Hybrid ก็ยังถือว่าเป็นรถใหม่ แต่มางานนี้โดนพี่ใหญ่กลบความดังไปเสียหมด แต่ถ้าใครยังสนใจ
รถไฮบริด กิน 18.9 กิโลลิตร (ทดสอบโดย headlightmag.com) และมีอัตราเร่งที่ถือว่าดีกว่า Civic Hybrid
ตัวถัง FD รุ่นเดิมในระดับที่พึ่งพาได้ ก็ลองไปแวะถามไถ่กันดู


HYUNDAI

ตัวเด่นในงาน ต้องเป็นVeloster/Veloster Turbo ที่เพิ่งแตะแผ่นดินไทยอย่างไม่ต้องสืบ หลังจากที่แย้มไต๋
มานานแล้วว่าจะเอาเข้ามา มีให้เลือกกัน 2 รุ่นตามระดับความหนักของเท้า ได้แก่  Veloster 1.6 MPi
หายใจธรรมดา130 แรงม้า ราคา 1,299,000 บาท ส่วนรุ่น Sport Turbo 1.6 186 แรงม้า ราคา 1,739,000บาท
สัดส่วนความหนักของกระเป๋าต้องหนักไปตามเท้าด้วยเช่นกัน



พิเศษสุดคือถ้าอยากได้สีเทาเข้มด้าน
คุณสามารถสั่งจากโรงงานเกาหลีให้พ่นสีนี้มาให้เลย โดยจ่ายเพิ่มแค่ 10,000 บาทเท่านั้น นับเป็นรถยนต์นั่ง
ที่ "คนทั่วๆไปซื้อหาได้" รายแรกในไทยที่มีออพชั่นสีด้านจากโรงงาน ก่อนหน้านี้ Mercedes-Benz SL เคยมีให้เลือก
แต่นั่นก็ไม่ใช่ราคาถูกๆ





ISUZU




มีคนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย ดูเหมือนรถรุ่นเดิมแบบเดิม และตระกูล X-Series จะยังขายได้ดี
คงต้องรอกันอีกพักใหญ่ๆก่อนที่จะมีการ Big Minorchange และเปลี่ยนเครื่องยนต์ ส่วนถ้าใครถามว่าเมื่อไหร่
ก็คงต้องถามกลับว่าได้อ่านบทความรวมรถใหม่ 2013-2016 ของเจ้าของเว็บนี้แล้วหรือยัง? จัดไปครับพี่น้อง


JAGUAR/LAND ROVER



นำมาโชว์ครบทั้ง XF, XK, และ XJ ช่วงนี้จะยังไม่มีรถใหม่ไปสักพักสำหรับค่ายเสือเผ่น แต่อีกไม่นานเราจะได้เห็น
คู่แข่งของ 3-Series ที่ผลิตโดยฝีมือ Jaguar ซึ่งเราคงรอหลังจากเมืองนอกเปิดตัวกันไม่นาน เพราะ Jaguar
ในประเทศไทยก็พยายามจะนำเสนอรถรุ่น XF ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อขยายตลาดลงมาแย่งปันส่วนลูกค้าจาก
Mercedes-Benz และ BMW มาแล้ว


LAMBORGHINI



Aventador, Gallardo Super Leggera และ Gallardo Minorchange มาโชว์ โดยตัวหลังนั้นได้มีการ
เปลี่ยนทรวดทรงด้านหน้าของรถเพื่อให้มีความสัมพันธ์กับธีมดีไซน์ที่ปรากฏใน Aventador มากขึ้น น่าจะเป็นการ
ดิ้นอีกไม่กี่ครั้งก่อนที่รถรุ่นใหม่ตัวตายตัวแทนของ Gallardo จะเปิดตัว เพราะรุ่นปัจจุบันนี่นับอายุแล้วใจหาย
ทำตลาดมาอย่างองอาจเป็นเวลาร่วมทศวรรษแล้ว ไม่เชื่อนับดู




LOTUS

ยังคงทำตลาดกับ Evora, Elise, Exige เช่นเดิมอย่างเลือกไม่ได้ ในเมื่อเรื่องราวต่างๆของบริษัท
ที่อังกฤษกับบริษัทแม่ DRB-HiCom ยังไม่ลงตัวแบบ 100% ความรวดเร็วในการดำเนินโครงการต่างๆ
สำหรับรถรุ่นใหม่ๆนั้นก็ย่อมช้าเป็นเงาตามตัว




แต่ยังไม่ถอดใจ อย่างน้อยดีลเลอร์ Lotus Thailand ก็หมั่นจัดกิจกรรมต่างๆให้
เจ้าของ Lotus และผู้ที่สนใจได้นำรถคันโปรดไปยืดเส้นยืดสายอยู่เสมอ ไม่ให้แบรนด์
อังกฤษที่มีความเป็นมายาวนานนี้ต้องเหงาเกินไปนัก


MAZDA



บอกกันตามตรงว่ามองเห็นแค่ Mazda 2 Limited Edition สีแดงช้ำๆอยู่บนแท่นโชว์แล้วนึกว่าจะไม่มีอะไร
แต่บังเอิญ headlightmag.com โชคดีที่มีกุมารอลูมินั่มคอยส่งข่าวมาบอกล่วงหน้าว่า CX-5 จะมาแน่
แล้วก็มาจริงๆ แต่งานนี้แค่มาโชว์ตัวเฉยๆ (พี่ติดโรคอะไรจาก Ford มาหรือเปล่าฮัฟ)



CX-5 เป็นรถที่มีคุณลักษณะคล้ายกับ CR-V ของ Honda แต่มีขนาดตัวที่สั้นกระทัดรัดกว่า เลยมีบางคน
เทียบชั้นให้ประหมัดกับ Subaru XV หากใครคิดว่ารอถึงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2013 ไหว ก็ควรรอ
และที่น่าดีใจก็คือจะมีทางเลือกเครื่องยนต์ให้ครบสองแบบ คือ เบนซิน 2.0 ลิตร SkyActive และดีเซล
2.2 ลิตร SkyActive-D

นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีรถรุ่นอื่นที่จำหน่ายมาโชว์ ทั้ง Mazda BT50 Pro และ Mazda 3 S+


MERCEDES-BENZ



ทีเด็ดของงานนี้อยู่ที่การเผยโฉม New E-Class Minorchange อันประกอบไปด้วยรุ่น E200 Executive,
E300 BlueTec Hybrid Executive และ E300 BlueTec Hybrid AMG Dynamic ซึ่งการเปิดตัวที่เมืองไทยนั้น
นับได้ว่าเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ รุ่น E200 จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน
4 สูบเรียง 2.0 ลิตร 184 แรงม้า (จากเดิมเป็นเครื่อง 1.8 ลิตร) ในขณะที่ E300 BlueTec จะใช้เครื่องยนต์
ดีเซล Commonrail Turbo 2.1 ลิตร 204 แรงม้าบวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 27 แรงม้า สนนราคาเริ่มต้น
รุ่น E200 ราคา 3.49 ล้านบาท ไปจนถึง E300 BlueTec AMG ราคา 4.49 ล้าน



อีกไฮไลท์หนึ่งของบูธค่ายดาวสามแฉกคือ Concept Style Coupe รถต้นแบบ 4 ประตูคูเป้ที่มาพร้อมกับ
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมระบบไดเรคอินเจคชั่นและเทอร์โบ 211 แรงม้า ใช้ระบบ
ส่งกำลังแบบคลัตช์คู่เดินหน้า 7 จังหวะและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยรถคันนี้ก็เพิ่งจะได้รับ
รางวัล “iF product design award 2013” ซึ่งเป็นรางวัลดีไซน์ยอดเยี่ยมระดับโลกไปไม่นานมานี้


MITSUBISHI MOTORS

ยังไม่มีรถใหม่เปิดตัวในงานนี้ แต่เพื่อไม่ให้ดูขาดรสชาติ Mitsubishi ก็เล่นไม้ตายเดิมคือนำรถต้นแบบ
อันเป็นตัวแทนแห่งรถโมเดลใหม่ที่จะนำมาเปิดตัวลงสู่ตลาดในอนาคต ซึ่งได้แก่ MITSUBISHI Concept G4
หรือที่เราควรจะเรียกว่าเป็น "ร่างจำแลงของ Mirage Sedan" ที่จะเปิดตัวในอนาคตนี้ เครื่องยนต์และระบบ
ส่งกำลังจึงไม่ต้องสืบว่าเป็นเครื่องและเกียร์ตัวเดียวกันกับ Mirage ที่ขายอยู่ทุกวันนี้ แต่ความพิเศษนั้นจะอยู่ที่
Concept G4 นั้นมาเผยโฉมที่นี่ ในงานนี้เป็นครั้งแรกในโลก



ส่วน MITSUBISHI Concept GR-HEV ก็คงจะนับเป็นกุมารทองให้กับ Triton เจนเนอเรชั่นถัดไป เรียกว่า
เอามาดูปฏิกิริยาของผู้คนที่มีต่อเส้นสายของตัวรถ เผื่อจะนำไปปรับรายละเอียดต่อได้อีก GR-HEV นี้ทาง
Mitsubishi เรียกว่าเป็น Sport Utility Truck (SUT) ใช้ขุมพลังดีเซลไฮบริด ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนา
ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD ที่มีชื่อมาตั้งแต่รุ่น Pajero



ตบท้ายด้วย Mirage รุ่นพิเศษ Bloom Edition มาพร้อมกับสีม่วงจอมขโมยซีน
แบบสุดๆ จำนวนจำกัด





NISSAN




งานนี้รถที่เพิ่งเปิดตัวใหม่แบบสดๆร้อนๆก็เห็นจะเป็นคันอื่นไปไม่ได้นอกจาก Nissan March Minorchange
เปลี่ยนกันชนหน้า กระจังหน้าไปจากเดิม เปลี่ยนทรงแดชบอร์ดตรงคอนโซลกลางมาใช้ช่องแอร์แบบเหลี่ยม
ในบางรุ่นย่อยจะได้ไฟท้ายแบบ LED ไปใช้อีกต่างหาก นับเป็นการกระตุ้นตลาดช่วงวัยกลางคนของรุ่นที่
ทำให้หลายคนปลื้มกับออพชั่นในรุ่นสูงๆ แถมถ้าใครชอบสไตล์ซิ่งๆ ก็มีรถโชว์เป็น March สไตล์Widebody
และ Almera แต่งแบบรถแข่งทางเรียบมาโชว์ ดูแล้วชื่นใจถึงแม้จะรู้ว่าคนส่วนมากไม่ได้ซื้อไปแต่งเลยก็ตาม



Nissan NV350 Big Urvan รถตู้ใหม่ ใหญ่สะใจจริงๆ เน้นทำตลาดด้วยขุมพลัง 2.5 ลิตรดีเซลเทอร์โบ 129
แรงม้า กับเกียร์ธรรมดาเพียงแบบเดียวเท่านั้น ภายในมีหน้าปัดที่ Nissan บรรจงจัดมามอบให้รถตู้วิน
ได้ใช้กันเสียที ราคา 1.158 ล้านบาท และเป็นรถนำเข้าจากญี่ปุ่นนะครับ

Nissan Pulsar ยานยนต์เอกสิทธิ์สำหรับชีวิตเคียงนกกระจอกเทศ เพิ่งเปิดตัวไปช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ก็ขนมาเรียกลูกค้ากันหลายรุ่นหลายแบบ เคียงข้างไปกับ Nissan Sylphy และ Almera ส่วน Teana นั้น
ดูเหมือนรังสีจะเริ่มอ่อนลงแล้วหลังจากที่ Camry และ Accord ทยอยเปิดตัวเจนเนอเรชั่นใหม่ คงต้องรอ
ทีเด็ดที่จะมาช่วงปลายปี ถึงเวลานั้นค่อยเอาคืน



รถต้นแบบที่นำมาโชว์ ก็มี Nissan Ellure Concept ซึ่งเผยโฉมออกมานานเป็นปีแล้ว จะไม่ให้นานได้อย่างไร
ก็นี่ล่ะคือรถที่เป็นต้นแบบให้กับ Nissan Sylphy ไง..อะไรนะ.ไม่เชื่อเหรอ..ดูสิ..เหมือนออก..เหมือนมะ
#ท้อปเจริญช่วยด้วย


PEUGEOT




408 2.0, 408 Turbo, 508 ยังคงเป็นรถที่ใช้โชว์เรียกลูกค้าอย่างต่อเนื่อง วันนี้มีรถตู้ใหม่ Peugeot Expert
มาเสริมทัพอีกคัน เครื่องยนต์ HDi ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 163 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ
Porsche Tiptronic 6 จังหวะ


PORSCHE


Cayman S มาเปิดตัวแล้วในงานนี้ ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบนอนยันวางกลางลำ ความจุ 3,436 ซี.ซี.
325 แรงม้า/7,400 รอบต่อนาที และแรงบิด 370Nm/4,500-5,800 รอบต่อนาที รุ่นที่ใช้เกียร์ PDK
(Porsche Doppelkupplung) คลัตช์คู่ ทำอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม.ได้ภายใน 4.9 วินาที และทำ
ความเร็วสูงสุดได้ 281 ก.ม./ช.ม.



นอกจากนี้ ก็ยังขนรุ่นอื่นมาทั้งตระกูล ไม่ว่าจะเป็น Boxster, 911 Carrera 4, 911 Carrera, 911 Carrera
S Cabriolet, Panamera S Hybrid, และ SUV ยักษ์รักโลก Cayenne S Hybrid



ROLLS-ROYCE



Rolls Royce ปีนี้ Phantom ตัวยักษ์ ครองสถิติ รถแพงสดในงาน 42.5 ล้านบาท ส่วนคันสีขาวในรูป
คือรุ่น Ghost Special Edition "Art Deco" มีเพียง 35 คันในโลก เท่านั้น!! ราคา 27.5 ล้านบาท
ถ้าคุณรู้สึกว่า S-Class/7Series ของคุณมีเพื่อนแชร์หน้าตาบนถนนเยอะเกินไป โอกาสของคุณมาถึงแล้ว


SSANGYONG

บูธนี้บอกตามตรงว่าเงียบเหงาเช่นเคย (ยกเว้นเวลาที่พริตตี้ออกโรง) แต่ยังไม่ใช่ค่ายที่น่าจะมองข้ามไปง่ายๆนัก
เพราะรถอย่าง Korando ที่ออกขายมาได้หลายปี ก็เริ่มจับทางดีไซน์ถูกแล้ว เข้าตากรรมการมากขึ้น
Drive Different และ Look admirably different ไปพร้อมๆกัน ในงานนี้ ก็มีรุ่น Big Minorchange ของเจ้า
หนูยักษ์ Ssangyong Stavic มาโชว์อีกด้วย




SUZUKI

Swift ทั้งหลายในบูธคงจะดีใจมากที่ Motorshow ครั้งนี้ไม่ต้องฉายเดี่ยว มี Minivan 7 ที่นั่งอย่าง Ertiga
มาเป็นเพื่อนแล้ว นับเป็นคู่ฟัดตรงรุ่นกับ Honda Freed,Proton Exora และ Chevrolet Spin แม้จะใช้เครื่องยนต์
ขนาด 1.4 ลิตรซึ่งเล็กกว่าคู่แข่ง แต่ก็ประกอบจากอินโดนีเซียเหมือนกันทั้งหมด ที่สำคัญคือราคา
เปิดมารุ่นเกียร์ธรรมดาเริ่มที่ 544,000 บาท และรุ่นท้อป GX A/T ตั้งเอาไว้ที่ 689,000 บาท




TOYOTA/LEXUS



เปิดตัวกันในงานเลยทีเดียวสำหรับ New Vios โฉมใหม่ รุ่นท้อปสุดคือรุ่น S A/T เล่นตั้งราคาเอาไว้
734,000 บาท หลายคนบอกเซ็งเป็ดกับเครื่องเดิมเกียร์เดิม แต่อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไป ลองมาดู
ภายในของคันจริงก่อน หลายคนอาจจะยอมหยวนเรื่องเครื่องให้บ้าง อย่างน้อยหน้าปัดก็กลับมาอยู่
ตรงหน้าคนขับแล้ว และดีไซน์พลาสติกบนคอนโซลที่อุตส่าห์ลงทุนกัดลายจนนึกว่าเป็นหนังเย็บด้ายจริงๆ
หลายคนคงได้เห็นรูปตัวสีแดงที่โปรโมทอยู่ไปแล้ว ก็ลองดูคันที่ถูกนำมาแต่งแบบ One-Make Race
ดูบ้างเผื่อวัยโจ๋อาจจะเปลี่ยนใจ




Lexus IS มาแบบเซอร์ไพรส์ ไม่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้เลยว่าจะเปิดตัวกันในงานมอเตอร์โชว์
เพิ่มทางเลือกขุมพลังไฮบริด 2AR-FSE 2.5 ลิตรที่แชร์กันกับ Camry Hybrid แต่จับนำมาวางตามยาว
แล้วส่งกำลังขับเคลื่อนล้อหลัง ราคาเริ่มต้นรุ่นที่ถูกที่สุด 2.99 ล้านบาท แต่ถ้าอยากได้สุ้มเสียง V6 นิ้งๆ
และมาดดุๆของรุ่น IS250 F-Sport ก็ไม่ยาก เก็บเงินเพิ่มอีกล้านกลางๆ ไหวไหม?


VOLVO

V40..หลังจากที่ช่วงเปิดตัวมีกระแสความสับสนเรื่องเครื่องยนต์กับอุปกรณ์พอสมควร วันนี้ได้ฤกษ์
เปิดตัวแบบเต็มอิ่มพร้อมสเป็คใน Motorshow โดยเครื่องยนต์นั้น ยืนยันว่าเป็นแบบ T5 5 สูบ 2.0 ลิตร
213 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ส่วนเรื่องเชื้อเพลิงนั้น รองรับถึงแค่ E20 นะครับ
ไม่ใช่เติม E85 ได้แบบ S60 แต่มีระบบ City Safety ซึ่งจากเดิมจะทำงานได้ถึงความเร็ว 30 ก.ม./ช.ม.
รุ่นใหม่นี้จะเพิ่มเป็น 50 ก.ม./ช.ม. อีกทั้งยังมีระบบ Lane Keeping Assistance และ BLIS ไฟเตือน
รถมาในจุดบอดกระจกมองหลัง ราคารุ่น V40 B เริ่มที่ 1.68 ล้านบาท และ V40 S ราคา 1.79 ล้านบาท




VOLKSWAGEN

ยังไม่มี Golf Mk.7 บอดี้ใหม่มาเผยโฉมแต่อย่างใด แต่สำหรับคนที่กำลังเตรียมเงินซื้อตัวแรง จะบอกว่า
Golf GTi ในงานนี้ปะราคาเอาไว้ 2.359 ล้านบาท ซื้อรถแถมทอง 10 บาท ส่วน Scirocco นั้นไม่มีแถม
ทองคำหรือทองม้วนแต่ให้ชุดแต่ง R-Line พร้อมบำรุงรักษาฟรี 3 ปี 75,000 ก.ม. (ราคา 2.395ล้านบาท)



ทั้งหมดก็ที่ได้เผยไปนั้นก็คือบรรดารายละเอียดคร่าวๆของรถที่มาให้ท่านได้ยลโฉมกันในงาน
Bangkok International Motorshow ครั้งที่ 34 หากท่านใดสนใจ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมไปชม
ไม่ได้คิดจะซื้อรถ ไปส่องพริตตี้ก็ยังดี หรือจะส่องหนุ่มหล่อก็ได้ (เอาให้ได้เอ็นจอยเท่ากันเลยทั้ง
สาวๆหนุ่มๆ) ขอให้มีความสุขกับการดูรถ Happy Motoring ครับทุกท่าน







ปีนี้เราก็จะได้พบเห็นกับรถที่เป็นสุดยอดกันเยอะมาก ๆ อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะรถสปอร์ตระดับพระกาฬที่ไม่ได้หากัน
ได้ง่าย ๆ (และหาซื้อกันไม่ได้ง่ายด้วยเพราะบางรุ่นจำนวนจำกัด) และรวมไปถึงสุดยอดรถยนต์เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม
ด้วยเช่นกัน กลับกันรถตลาดที่โดดเด่นสุด ๆ ในงานกลับไม่ค่อยเห็นเด่นชัดเท่าไรนัก เชื่อว่าปีนี้คงจะเน้นรถแปลก ๆ เป็น
สีสันเสียมากกว่า

geneva2013logo



Audi


audi1


audi2

Audi ค่ายรถยนต์ 4 ห่วงจากเยอรมนี ได้ฤกษ์เผยโฉม 2013 Audi A3 e-tron เวอร์ชันล่าสุดของ Audi A3 เจเนอเรชั่น
ที่ 3 โดยถึงแม้ว่าจะยังไม่มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในตอนนี้ แต่ A3 e-tron ก็มาในรูปแบบรถยนต์ plug-in Hybrid
ที่มีความน่าสนใจไม่น้อ

รูปลักษณ์ภายนอก เป็นการนำเอา Audi A3 ตัวถัง Sportback 5 ประตูมาใช้ โดยแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ
นอกจากกระจังหน้าแบบใหม่ ที่ดูเรียบหรูขึ้น และล้ออัลลอยลายใหม่ ที่กลับทำให้ A3 e-tron ดูสปอร์ตมากขึ้นไปอีก

ขุมพลัง plug-in Hybrid ที่ Audi พัฒนาสำหรับ A3 e-tron เป็นการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ TFSI
ขนาด 1.4 ลิตร ปรับจูนกำลังใหม่ จนเพิ่มกำลังได้ 150 แรงม้า ผนวกเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 102 แรงม้า
เมื่อรวมพลังของ 2 ขุมพลังนี้ จะสร้างแรงม้าได้มากถึง 204 ตัว พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่าน
ล้อคู่หน้า ด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ e-S Tronic หรือเกียร์คลัทช์คู่กึ่งไฟฟ้า แบบ 6 จังหวะ (ไม่ใช่ CVT)

สมรรถนะที่ได้ ถือว่าน่าพึงพอใจมาก เพราะมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.6 วินาที และแล่นได้เร็วสูงสุด
ถึง 222 กม./ชม. ในขณะที่มีความประหยัดน้ำมันมากถึง 66.6 กม./ลิตร และปล่อยก๊าซไอเสียออกมาต่ำเพียง 35 กรัม/กม. เท่านั้น!



นอกจากนี้ 2013 Audi A3 e-tron ยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ คือ โหมดเครื่องยนต์เบนซิน โหมดมอเตอร์
ไฟฟ้าหรือโหมดลูกผสม โดย Audi กล่าวว่า A3 e-tron สามารถแล่นได้ไกล 50 กม. และแล่นได้สูงสุด 80 กม./ชม.
ในโหมดมอเตอร์ไฟฟ้า เลยทีเดียว



ในขณะที่การเผยโฉมอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในเดือนหน้านี้แล้ว แต่ Audi ก็ยังไม่ประกาศออกมาว่า A3 e-tron
จะเริ่มทำตลาดที่ใดเป็นแห่งแรก และจะเริ่มจำหน่ายในช่วงไหนของปีครับ แต่ที่แน่ๆคือ สำหรับคนไทยที่สนใจรถยนต์
รุ่นนี้ คงไม่มีโอกาสได้หาซื้อกันจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการแน่นอนครับ

audi3

audi4

นอกจากนี้ Audi ยังส่ง A3 G-Tron รถยนต์พลังงานทางเลือกที่ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ CNG คือมีคุณสมบัติ ๆ
คล้ายรถ Audi e-Gas แต่ Audi ได้ลงทุนพยายามลดน้ำหนักตัวถังให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เช่น การลดน้ำหนักถัง
บรรจุก๊าซ, การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แทรกเข้ามาในแต่ละจุด ทำให้มีระยะทางวิ่งต่อการเติมก๊าซครั้งเดียวได้ถึง 1,300
กิโลเมตรเลยทีเดียว น่าจะส่งมาขายในบ้านเราคงจะดีไม่น้อยเลย

Alfa Romeo


alfa1

Alfa Romeo แบรนด์รถยนต์งูกินคนจากอิตาลี พร้อมเผยโฉมรถยนต์สปอร์ตคันใหม่ของตนเรียบร้อยแล้ว ในชื่อ
2013 Alfa Romeo 4C หลังจากพรีวิวในเวอร์ชันต้นแบบกันไปแล้วก่อนหน้านี้ พร้อมภาพทีเซอร์เรียกน้ำย่อยชาว
อัลฟิสติโมได้ไม่น้อย โดยถือว่ารถยนต์รุ่นนี้ เป็นการเจริญรอยตาม 8C Competizione รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ
ในระดับหนึ่ง โดยอัลฟ่าหวังว่า 4C จะช่วยอุดช่องว่างตลาดรถยนต์สปอร์ตขนาดเล็ก พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์
ได้อีกครั้ง



รถยนต์คันนี้ ถูกออกแบบให้เครื่องยนต์วางกลางลำตัวรถ ดังนั้นสัดส่วนของตัวรถจึงถอดแบบมาจาก 8C Competizione 
จนดูเหมือนเป็นการย่อส่วนของรถสปอร์ตรุ่นพี่ลงมา โดยด้านงานดีไซน์จะเห็นได้ว่ามีความเซ็กซี่ เร้าใจ เจืออยู่ทั่วทั้ง
คันรถไม่น้อย โดดเด่นด้วยกระจังหน้าสามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Alfa Romeo พร้อมเส้นสายตัวรถที่ใส่เข้ามา
ไม่มากจนเกินไป แต่เน้นไปที่ความอ่อนช้อย แต่ให้ความแข็งแกร่ง คล้ายมัดกล้ามบนลำตัวมนุษย์ โดยตัวรถถือว่า
มีความกะทัดรัดไม่น้อย เพราะมีมิติตัวถัง ความยาวตัวรถเพียง 4,000 มม. กว้าง 2,000 มม. มีระยะฐานล้อ 2,400 มม.
แต่มีความเตี้ยเรี่ยพื้น เพียง 1.18 ม.เท่านั้น

งานวิศวกรรมตัวถัง เป็นการใช้โครงสร้างแบบโมโนคอกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งทั่วไป แต่มีการเปลี่ยนมาใช้วัสดุ Carbon 
Fiber ส่งผลให้รถคันนี้มีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 1,000 กก. 

นั่นทำให้การใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จ ที่ให้กำลัง 237 แรงม้า ช่วยฉุด 4C
จากจุดหยุดนิ่ง ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาต่ำเพียง 4.5 วินาทีเท่านั้น ก่อนความเร็วสูงสุดจะหยุดที่ 250 กม./ชม.
อันเป็นความเร็วที่กล่อง ECU ล็อกไว้

alfa2

สำหรับใครที่คิดว่านี่ยังเร็วไม่พอ ในปีหน้า Alfa Romeo เตรียมเปิดตัวเวอร์ชัน Racing และ Stradale ที่จะมาพร้อม
เครื่องยนต์กำลัง 266 แรงม้า ออกมาตอบสนองความต้องการ นอกจากนี้ยังมีตัวถังเปิดประทุนเตรียมเปิดตัวตามมา
อีกด้วย ซึ่ง Alfa Romeo 4C ทุกเวอร์ชัน จะถูกผลิตขึ้นในโรงงาน Modena ของ Maserati ซึ่งจะเริ่มเดินสายการผลิต
ช่วงฤดูร้อนนี้

Alfa Romeo 4C มีราคาเริ่มต้นที่ 56,000 ยูโร หรือประมาณ 2.2 ล้านบาท ถือว่าเป็นการประกาศสงครามรถยนต์
สมรรถนะสูงขนาดเล็กจาก Alfa Romeo เลยทีเดียว

Bentley




Bentley ประสบความสำเร็จกับ Continental Flying Spur พอสมควรนับตั้งแต่มันเปิดตัวโฉมแรกในปี 2005 ซึ่งถือเป็น
เวอร์ชัน 4 ประตูของ Bentley Continental GT coupé โดยชูจุดเด่นความเป็นรถทรงสมรรถนะในแทบทุกด้านแต่ใน
ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งมาดหรูหราและความสะดวกสบายในการใช้งานซึ่งหาได้ยากจากรถแนวสปอร์ตซีดานระดับบน ๆ


bentley1


Bentley เตรียมสานต่อความสำเร็จครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว Flying Spur โฉมใหม่สำหรับรุ่นปี 2014 ถือเป็นการแยกชื่อ 
Flying Spur ออกมาต่างหากเพื่อสร้างความแตกต่างจากรถตระกูล Continental ในระดับหนึ่งซึ่งตั้งเป้าให้รถคันนี้เป็นรถ
ที่มีประสิทธิภาพในการขับขี่สูงสุด, ความหรูเต็มพิกัด, มีเทคโนโลยีล้ำหน้า 

งานออกแบบก็จะผสมผสานดีไซน์จาก Continental GT และ Mulsanne ที่ดูคลาสสิคแต่ก็ดูสปอร์ตมีประสิทธิภาพสูง 
สัดส่วนตัวรถดูกว้างขึ้นและเตี้ยลง หากเทียบกับโฉมเดิมก็พบว่าโฉมใหม่จะมีเส้นสายกลมมนและมีเส้นมัดกล้าที่ชัดเจน
มากกว่า นอกจากนี้สัดส่วนโครงสร้างตัวถังก็แลดูเพรียวบางและสง่างามกว่าด้วย

โครงสร้างตัวถังทนต่อการบิดตัวมากถึง 36,500 นิวตันเมตรหรือดีขึ้น 4% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม อีกทั้งมีน้ำหนักตัวถังเบา
กว่ารุ่นเดิม 50 กิโลกรัม 



bentley2



ภายในห้องโดยสารแค่มองครั้งแรกก็แทบไม่แตกต่างจากโฉมแรกสักเท่าไรนัก แต่ Bentley บอกว่า Flying Spur โฉมใหม่
จะมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่มากถึง 600 ชิ้น คงมีเพียงแค่แผงกันแดด, มือจับประตู, ที่ท้าวแขนและชิ้นส่วนคอนโซลหน้าที่
ใช้ร่วมกับรุ่นเดิมได้

ในความหรูหราก็ไม่ทิ้งความไฮเทคอย่างแน่นอนเพราะผู้โดยสารตอนหลังจะสามารถใช้งานอุปกรณ์มัลติมีเดียด้วยการ
เชื่อมต่อ Wi-Fi พร้อมฮาร์ดดิสก์ 64 GB, หูฟังไร้สายและหน้าจอขนาด 10 นิ้ว เพิ่มความสะดวกด้วยระบบการสั่งงาน
ควบคุมอุปกรณ์ภายในรถด้วยหน้าจอสัมผัสที่สามารถสั่งให้ควบคุมแอร์หรืออุ่นเบาะนั่งได้


bentley3


ติดตั้งเครื่องยนต์ W12 6.0 ลิตร 48 วาล์ว ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วย Boshch ME17 ให้กำลัง 625 แรงม้า 
(PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่รอบแค่เพียง 2,000 รอบต่อนาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติ ZF 8 
จังหวะ ขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา ทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 322 
กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ปล่อยค่าไอเสีย CO2 343 กรัมต่อกิโลเมตร

BMW


BMW เดินหน้าเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มพรี่เมี่ยมคอมแพคท์ ด้วยการเปิดตัว 2013 BMW 3-Series GT หรือ Gran 
Turismo เป็นครั้งแรกของตระกูล 3-Series หวังเพิ่มทางเลือกการใช้งานให้กับผู้บริโภคที่ต้องการความแปลกใหม่ 
และความอเนกประสงค์ ด้วยตัวถังที่ผสมผสานหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งยังใช้ชื่อชั้นของ 3-Series เพื่อช่วยให้
ผู้บริโภคเข้าถึงรูปแบบตัวถังนี้ได้ง่ายมากขึ้น หลัง 5-Series GT ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดไว้

bmw1


ตัวถังรูปแบบ Gran Turismo ของ BMW คือการหยิบเอาข้อดีของรถยนต์แต่ละรูปแบบมารวบรวมไว้ในตัวถังนี้ เพื่อสร้าง
ประสบการณ์การใช้งานได้ดีที่สุดในทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการจับเอาความคล่องตัวจากรถยนต์ซีดาน ความปราด
เปรียวจากรถยนต์คูเป้ และความอเนกประสงค์จากรถยนต์แวกอน และภาพรวมของตัวถังที่คล้ายกับรถยนต์แฮตช์แบก 
รวมถึงเพิ่มความสูงตัวถังจากพื้นถนนขึ้นเล็กน้อย ทั้งหมดนี้ช่วยให้ 3-Series GT มาดีไซน์ที่เป็นตัวของตัวเอง
และไม่เหมือนกับรถยนต์พรีเมี่ยมคอมแพคท์คันอื่นๆ โดยภาพรวมของ 3-Series GT จะมีตัวถังที่ยาวกว่ารุ่น Touring
200 มม. และสูงขึ้น 81 มม. พร้อมกับขยายระยะฐานล้อหน้า-หลังเพิ่มขึ้น 110 มม.


bmw2

ส่วนรายละเอียดด้านการออกแบบ เป็นการดัดแปลงมาจาก 3-Series ตัวถังซีดานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ด้านหน้า
ที่มาพร้อมกับกระจังหน้าไตคู่ขนาดเขื่อง พร้อมโคมไฟหน้าที่ใหญ่โตขึ้นกว่ารุ่นซีดาน แต่ยังคงมีการเชื่อมต่อเข้ากับ
กระจังหน้าของตัวรถ นอกจากนี้เส้นสายด้านข้างยังคงความคล้ายคลึงกับรุ่นซีดานเอาไว้ แต่เปลี่ยนมาใช้ประตูแบบ
ไร้กรอบกระจกพร้อมกับแนวเส้นหลังคาที่ลาดเทเฉกเช่นรถยนต์คูเป้ นอกจากนี้ด้านท้ายยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สปอยเลอร์
หลังแบบยกตัวอัตโนมัติเมื่อความเร็วสูงกว่า 100 กม./ชม. และจะลดเก็บลงเมื่อความเร็วต่ำกว่า 70 กม./ชม.

ระดับการตกแต่ง ยังคงมี Sport Line, Luxury Line และ Modern Line ให้เลือกเช่นเดียวกันกับ BMW รุ่นใหม่ทุกรุ่น
อีกทั้งยังมีแพคเกจ M Sport ที่จะใส่ชุดบอดี้คิทแบบสปอร์ตทั่วคันรถ พร้อมกับปรับแต่งระบบช่วงล่างแบบสปอร์ต
และสวมล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 18 นิ้ว ให้เลือกใช้กัน

bmw3


ด้านขุมพลัง เป็นการหยิบยกมาจาก 3-Series ตัวถังซีดานทั้งสิ้น แต่เลือกมาเฉพาะขุมพลังที่มีพละกำลังมากเท่านั้น
จึงมีเพียงเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตร ทั้ง 184 และ 245 แรงม้า 
เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตร ทั้ง 143 และ 184 แรงม้า และแรงสุดขีด
กับบล็อกเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง พร้อมเทอร์โบ TwinPower Turbo ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลัง 306 แรงม้า
มาให้เลือกใช้กัน เชื่อมกำลังผ่านล้อคู่หลัง ด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

bmw4

การอวดโฉมอย่างเป็นทางการของ 2013 BMW 3-Series GT จะเกิดขึ้นในงาน Geneva Motor Show 2013 
ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเดือนมีนาคมนี้ ส่วนชาวไทยต้องลุ้นกันว่า บีเอ็มดับเบิ้ลยู ประเทศไทย จะลองสั่งเข้ามา
หยั่งเชิงคนไทยหรือไม่

Chevolet


หลังจากที่ GM ได้เปิดตัว Chevrolet Corvette Stingray ตัวถังคูเป้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนไปแล้ว คราวนี้ GM ก็เตรียม
วางแผนสร้างความฮือฮาอย่างต่อเนื่องด้วยการเตรียมเปิดตัวถังเปิดประทุนหลังคาผ้าใบชนิดสายฟ้าแลบในงาน Geneva
Motorshow 2013 ถือว่าเป็นการเปิดตัวรถยนต์ตระกูล Corvette ออกนอกตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกด้วย


chevy1

chevy2


chevy3

Chevrolet Corvette Stingray Convertible จะใช้พื้นฐานงานวิศวกรรมร่วมกับตัวถังดั้งเดิมเพียงแต่ดัดแปลงหลังคา
และคาดว่าจะต้องติดตั้งเครื่องยนต์ V8 6.2 ลิตร 450 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 609 นิวตันเมตร ส่วนความเร็วในช่วง 0-100
กิโลเมตรต่อชั่วโมงน่าจะช้ากว่าตัวถังธรรมดาเล็กน้อย

Citroen


Citroen เริ่มสร้างความแปลกประหลาดให้กับพวกเราอีกแล้ว เพราะ Citroen ดันเปิดตัว C3 โฉม Minorchange สู่
ตลาดบราซิลและอเมริกาใต้ก่อนใครในโลกจนเราไม่แน่ใจว่าโฉมหน้าแบบนั้นจะเป็นโฉมหน้าสำหรับทำตลาดในระดับโลก
หรือไม่ แต่แล้ววันนี้คำตอบที่แท้จริงก็ปรากฏมาแล้ว


citroen1

citroen2


Citroen ได้เปิดเผยภาพ C3 Minorchange สำหรับทำตลาดยุโรปมาแล้ว แค่ดูจากภาพก็รู้เลยว่ามันเป็นโฉมเดียวกับ C3
ในบราซิล การปรับโฉมหลักก็มีการเปลี่ยนแปลงชุดกระจังหน้าและกันชนหน้าให้ดูสวยสดใสมากขึ้นพร้อมกันนี้ยังติดตั้งไฟ
Daylight LED เพื่อความทันสมัย ส่วนภายในห้องโดยสารก็เพิ่มวัสดุโครเมี่ยมในบางจุด, เพิ่มจุดบุวัสดุอ่อนนุ่มดูเลอค่าขึ้น
ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานก็จะติดตั้ง เซนเซอร์ถอยจอดและกล้องส่องถอยหลัง

เครื่องยนต์มีให้เลือก 3 สูบ 1.0 ลิตร 68 แรงม้าและ 1.2 ลิตร 82 แรงม้า และเครื่องยนต์ VTi 120 แรงม้า

Dacia


Dacia เสือปืนไวเร่งเปิดตัว Dacia Logan MCV ต่อจาก Logan และ Sandero อย่างรวดเร็ว คงเพราะต้องการขยายส่วน
แบ่งการตลาดที่รวดเร็วในยุโรปเข้าทำนองตีเหล็กต้องตีให้ร้อน (เท่าที่จำความได้ Logan MCV รุ่นที่แล้วเปิดตัวตามหลัง
Logan ซีดานราว 2 ปีกว่าซึ่งถือว่าทิ้งห่างนานเกินไปสำหรับการแข่งขันในยุคปัจจุบัน) อีกทั้งในปัจจุบันตลาดรถแวกอนรา
คาไม่แพงก็ยังไม่มีคู่แข่งเลย


dacia1




All New Dacia Logan MCV จะใช้โครงสร้างตัวถังครึ่งคันหน้าร่วมกับ Logan/Sandero แต่ออกแบบครึ่งคันหลังใหม่
ทั้งหมด มีความยาวตัวถังมากถึง 4.49 เมตร มีเนื้อที่ห้องสัมภาระ 573 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังก็จะมีเนื้อที่ถึง 1,518 ลิตร
และภายในห้องโดยสารก็มีช่องเก็บของเบ็ดเตล็ดรวม 16 ลิตร

dacia2


ติดตั้งเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 16 วาล์ว 75 แรงม้า, 3 สูบ 90 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร 90 แรงม้า

Dacia เตรียมอวดโฉม All New Dacia Logan MCV ในงาน Geneva Motorshow 2013 นี้และพร้อมขึ้นโชว์รูมใน

เดือนหน้า

Ferrari


ไฮไลต์เด็ดสุดต้องมาบูธนี้โดยด่วนเพื่อให้ได้สัมผัสกับ Ferrari รุ่น LaFerrari รถยนต์ที่จะทำตลาดแทน Enzo Ferrari ที่
ได้กลายเป็น 1 ในตำนานรถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์ไปแล้ว เพราะ Ferrari ค่ายรถยนต์ม้าพยศจากอิตาลี พร้อมเปิดตัว
2013 LaFerrari หรือ Ferrari F70 ที่ถูกพัฒนาขึ้นให้เป็น Enzo Ferrari II นั่นเอง

ferrari1

รูปลักษณ์ภายนอก คล้ายคลึงกับภาพตกแต่งทางคอมพิวเตอร์ก่อนหน้านี้ไม่น้อย แต่ก็มีหลายรายละเอียดที่รถคันจริง
ดูลงตัวกว่า ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ด้านข้างที่ลดทอนเส้นสายอันแข็งทื่อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งสูตร 1 ลง
และใส่ความโค้งมน โป่งนูน จนดูมีความอ่อนช้อยอันทรงพลังมากกว่า

LaFerrari มีความยาวถึง 4.7 ม. และกว้าง 1.9 ม. ในขณะที่เตี้ยเพียง 1.1 ม.เท่านั้น โดยมีระยะฐานล้อหน้า-หลัง
อยู่ที่ 2,665 มม. และมีน้ำหนักรวมเพียง 1,255 กก. ถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังในอัตราส่วน
41:59 ทำให้รถยนต์คันนี้มีความสมดุลแทบจะสมบูรณ์

ferrari2

หัวใจหลักของ LaFerrari คือระบบขับเคลื่อน HY-KERS อันประกอบไปด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V12 ความจุ 6.2 ลิตร
ที่สร้างกำลังได้มากถึง 800 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์ 9,000 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร อีกทั้ง
ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 163 แรงม้า เข้ามาช่วยอีกแรง ทำให้ LaFerrari มีกำลังรวมสูงถึง 963 แรงม้า ส่งกำลังผ่าน
เกียร์อัตโนมัติคลัชท์คู่ DCT 7 จังหวะ สร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.เร็วถึง 2.5 วินาที และทำความเร็ว 0-300 กม./ชม.
ในเวลาเพียง 15 วินาที ก่อนจบความเร็วสูงสุดที่ 350 กม./ชม. ซึ่งระบบ HY-KERS มีน้ำหนัก 140 กก. โดย
Ferrari ได้เลือกติดตั้งแบตเตอรี่ลูกหลักไว้กลางลำตัวรถ เพื่อช่วยสร้างสมดุล

ferrari3

ระบบช่วงล่างที่นำมาใช้ใน LaFerrari ใช้ระบบ Double Wishbone ในล้อคู่หน้า และ Multi-Link สำหรับล้อคู่หลัง
และสวมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วในล้อคู่หน้า และ 20 นิ้วในล้อคู่หลัง นอกจากนี้ Ferrari ยังอัดสารพัดเทคโนโลยี
ที่จะช่วยให้การขับขี่สุดยอดซูเปอร์คาร์คันนี้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ เช่น ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกจาก Brembo
ระบบ ESC ช่วยรักษาเสถียรภาพของตัวรถ ระบบ EF1-TRAC ระบบแทรกชันคอนโทรลที่นำมาจากรถแข่งสูตร 1
ผสานเข้ากับระบบไฮบริดของตัวรถ รวมไปถึงช๊อกอัพแม่เหล็กไฟฟ้าและระบบเฟืองท้ายที่พัฒนาขึ้นมาใหม่

2013 LaFerrari จะถูกผลิตออกมาเพียง 499 คันเท่านั้น โดยการส่งมอบจะเริ่มขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ครับ

Ford


ชื่อของ Courier สำหรับยี่ห้อ Ford แล้วถือว่าเป็นชื่อที่ผูกพันธ์กับ Ford มาพอสมควร (ถึงแม้ว่าชื่อ Courier จะถูก
นำไปใช้กับรถเพื่อการพาณิชย์หลากหลายขนาดเอามาก ๆ ก็ตาม) หากดูจากประวัติศาสตร์ก็พบว่าชื่อ Ford Courier ถูก
กำเนิดในปี 1952 สำหรับรถแวนขนาดใหญ่ในตลาดสหรัฐอเมริกา ต่อจากนั้นชื่อนี้ก็นำไปใส่ไว้ในรถ Ford หลากขนาด
หลากตัวถังเอามาก ๆ จนกระทั่งล่าสุดได้กลายเป็นชื่อของกระบะขนาดเล็กที่สร้างขึ้นบนพื้นฐาน Fiesta รุ่นเก่าไปแล้ว



ford1


หากจะดูเฉพาะชื่อ Courier ในยุคปัจจุบันก็ถือว่าเป็นชื่อที่น่าจะอยู่ในหมวดของรถเพื่อการพาณิชย์พิกัด B-Segment
หากจะหวนกลับมาใช้อีกครั้งก็คงจะต้องเป็นรถขนาดเล็กเสียหน่อยถึงจะดูดี

ล่าสุด Ford ก็ได้เปิดตัวรถเพื่อการพาณิชย์น้องเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Ford Tourneo Courier แต่ดูเหมือนว่า Ford
Europe จะพยายามวางตำแหน่งรถคันนี้ให้เป็นรถขนคนที่มีเนื้อที่ห้องโดยสารกว้างกว่ากว่ารถตระกูล Max ทั้งหลาย

Barb Samardzich รองประธานฝ่ายพัฒนารถยนต์ Ford Europe กล่าวว่าพวกเขาพัฒนา Ford Tourneo Courier ให้
กลายเป็นรถของคนชาญฉลาดที่ใช้ชีวิตการขนของ ทุกคนก็จะพบกับความภายในที่กว้างขวางทุกสัดส่วน สามารถใช้งาน
ได้ตั้งแต่ขนเพื่อนพร้อมจักรยานหรือพาลูกหลานติดรถมาด้วย เป็นต้น

Ford Tourneo Courier ถือเป็นรถตู้ที่เล็กที่สุดในตระกูล Tourneo แต่มาพร้อมกับคุณสมบัติเด่นทั้งประหยัดน้ำมัน,
คุ้มค่าเงิน, มีเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยขั้นสุดยอด ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐาน Global Small
Platform แบบเดียวกับ Ford Fiesta มีความยาวแค่เพียง 4.16 เมตรแต่ก็รองรับสัมภาระและผู้โดยสารรวม 5 คนได้
สบาย ๆ (มีรุ่น 4 ที่นั่งสำหรับตลาดตุรกีอีกด้วย)



ford2



อุปกรณ์มาตรฐานก็มี Ford Sync พร้อมระบบเตือนภัย, Ford Sync Applink, กล้องส่องถอยหลัง, ตัวจำกัดความเร็ว
ส่วนความปลอดภัยก็จัดเต็มทั้งถุงลมด้านข้าง, ม่านนิรภัยและถุงลมหัวเข่าพร้อมระบบเตือนรัดเข็มขัดนิรภัยตอนหลัง


เครื่องยนต์ดีเซลมีให้เลือก 2 รุ่นได้แก่ 1.5 ลิตร TDCI 75 แรงม้าและ 1.6 ลิตร TDCI 95 แรงม้า และยังมีเครื่องยนต์
เบนซิน 1.0 ลิตร Ecoboost ให้เลือกด้วย

กำหนดวางจำหน่าย Ford Tourneo Courier จะต้องรอกันถึงปี 2014 จากโรงงานที่ตุรกีครับ

Honda


รูปลักษณ์ของ Honda Civic Wagon Concept จะอาศัยโครงสร้างตัวถังครึ่งคันหน้าร่วมกับ Honda Civic European
แต่ออกแบบครึ่งคันหลังใหม่ให้เป็นรถแวกอนที่มีความสปอร์ตอย่างสูงสุด (มีความเป็นไปได้สูงว่าบานประตูห้องโดยสาร
หลังอาจจะใช้ร่วมกับรุ่น 5 ประตูได้ด้วย)

จุดเด่นของ Honda Civic Wagon Concept คือการตกแต่งตัวรถรอบคันให้ดูล้ำสมัยและมีบั้นท้ายที่ลาดเอียงพร้อมทั้ง
ออกแบบไฟท้ายใหม่ที่ดูสวยเหนือชั้นกว่ารถแวกอนคอมแพคท์ทั่ว ๆ ไป


honda1

honda2

honda3


เครื่องยนต์กลไกคาดว่าจะเน้นขายเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร EarthDreams Technology 120 แรงม้า (PS) ที่ 4,000
รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที

Hyundai


ใครที่คิดว่า Hyundai ix35/Tucson Minorchange มันน่าจะมีรูปโฉมเดียวกับ ix35/Tucson FCEV หรือ Hyundai
Santa Fe รุ่นใหม่แล้วล่ะก็ เห็นทีจะผิดคาดเสียแล้ว เพราะงานนี้ Hyundai เลือกที่ปรับปรุงรูปลักษณ์ Hyundai
ix35/Tucson Minorchange ไม่ให้ต่างจากเดิมมากนักซึ่งทำเอาหลายคนผิดคาดกันพอสมควร

hyundai1

รูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไปของ Hyundai ix35/Tucson Minorchange ก็จะเห็นได้จากโคมไฟหน้าที่ติดตั้ง Daylight
LED ฝังในตัวพร้อมกับหลอด Bi-Xenon, ปรับปรุงซี่กระจังหน้า นอกนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย คงมีเพียงแค่
เปลี่ยนลายล้ออัลลอยใหม่

hyundai2

จุดที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดกลับกลายเป็นภายในห้องโดยสารที่ติดตั้งหน้าจอสัมผัส TFT , ปรับปรุงวัสดุภายในให้มี
คุณภาพขึ้นและเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง เวอร์ชันยุโรปจะติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่รหัส Nu 2.0 ลิตร GDI ที่ Hyundai
ยืนยันว่าทั้งแรงและประหยัดกว่าเครื่องยนต์เก่า Theta II ไฮไลต์คงจะอยู่ที่ระบบพวงมาลัย Flex Steer ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการบังคับทั้งแบบธรรมดา, สบายและสปอร์ต

Kia


kia1
kia2

kia3

Kia Provo Concept ถือว่าเป็นรถต้นแบบที่มาแปลก ๆ เหมือนกันเพราะเอาแน่ชัดไม่ได้ว่าจะเป็นรถแนวไหนกันแน่ จุดที่
โดดเด่นที่สุดคือด้านหน้าที่แปลกตาจากรถ Kia ทุกรุ่น คือแนวกระจังหน้าจะมีความสูงเท่ากับขนาดไฟหน้า ภายในห้อง
โดยสารจะมีกลิ่นของความเป็นรถย้อนยุคด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายแทบจะทั้งหมด แต่ก็ล้ำสมัยด้วยรายละเอียด

Lamborghini


เมื่อต้นเดือนที่แล้ว เคยได้มีข่าวออกมาว่า Lamborghini กำลังซุ่มพัฒนารถยนต์สุดพิเศษ ที่เร็วที่สุดเท่าที่ตัวเองเคย
ผลิตมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของ Lamborghini และจะทำให้ทุกคนได้ช็อกกับผลงานชิ้นนี้
และดูเหมือนคำกล่าวนั้นจะเป็นจริงไม่น้อย เมื่อ Lamborghini เปิดผ้าคลุม Veneno รถยนต์ระดับสุดยอดซูเปอร์คาร์
ที่มีการผลิตเพียง 3 คันในโลก เท่านั้น

Veneno ถูกตั้งชื่อตามกระทิงที่พุ่งชน José Sánchez Rodríguez นักสู้กระทิงชื่อดังในปี 2014 จนทำให้เขา
บาดเจ็บสาหัส ตัวรถ Lamborghini Veneno นั้น ถือเป็นงานศิลปะคาร์บอนไฟเบอร์ชิ้นเอกเลยทีเดียว
เพราะมีการใช้คาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุหลักของตัวรถ ที่จะช่วยเพิ่มความคล่องแคล่วให้กับตัวรถ ด้วยความแข็งแกร่ง
ในน้ำหนักที่เบา อีกทั้งยังถูกออกแบบให้ช่วยเพิ่มแรงกดและลดแรงต้านระหว่างขับขี่อีกด้วย

lambo1

งานดีไซน์ของตัวรถ มาพร้อมกับเส้นสายเน้นความเฉียบคม พร้อมช่องรับอากาศขนาดใหญ่หลายจุด ช่วยเพิ่ม
ความลู่ลม และโดดเด่นด้วยโคมไฟหน้าทรงตัว Y พร้อมประตูแบบกรรไกร ด้านท้ายมาพร้อมกับครีบรีดอากาศ
ขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมปีกสปอยเลอร์ที่ปรับอัตโนมัติตามความเร็วของตัวรถ รวมถึงระบบท่อไอเสียแบบ 4 ท่อ

การออกแบบฝากระโปรงท้ายสำหรับเครื่องยนต์ ถูกออกแบบเป็นพิเศษโดยคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์
ด้วยการออกแบบครีบรีดอากาศคล้ายครีบของปลาฉลาม เพื่อช่วยเพิ่มการทรงตัวและเพิ่มแรงกดให้กับตัวรถใน
ย่านความเร็วสูง นอกจากนี้ล้ออัลลอยยังถูกออกแบบใหม่ ให้มีความพิเศษ เฉพาะตัวและไม่เหมือนใคร


lambo2

ตัวถังภายนอกทั้งหมด จะมาในสีเทา Metallic Grey พร้อมการเผยให้เห็นเนื้อวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในบางจุด
และจะมีการตกแต่งในโทนสีธงชาติอิตาลี เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ประเทศบ้านของ Lamborghini ส่วนภายในห้อง
โดยสาร มีการออกแบบมาตรวัดใหม่ พร้อมกับเบาะนั่งที่ใช้โครงสร้างเบาะแบบ Forged Composite และ
ตกแต่งด้วย CarbonSkin

ขุมพลังแห่งความพิเศษนี้ เป็นการยกชุดขุมพลังจาก Lamborghini Aventador มาใช้ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน
แบบ V12 ขนาด 6.5 ลิตร แต่มีการปรับจูนกำลังใหม่ จนเพิ่มขึ้นสูงเป็น 750 แรงม้า เชื่อมต่อกำลังสู่ล้อทั้ง 4
ด้วยเกียร์ ISR 7 จังหวะ ฉุดรถยนต์น้ำหนัก 1,450 กก.คันนี้ จากจุดหยุดนิ่งถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.8 วินาที
เท่านั้น! ก่อนจะจบความเร็วสูงสุดที่ 355 กม./ชม.

lambo3

lambo4

Lamborghini Veneno จะถูกผลิตในจำนวนจำกัด 3 คันในโลกเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่คันละ 3 ล้านยูโร
หรือประมาณ 120 ล้านบาท และรถยนต์ทั้ง 3 คันได้ถูกจำหน่ายออกไปเรียบร้อยแล้วครับ

Mercedes-Benz

หลังจากมีข่าวซุ่มพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีพลังแรงสยบคู่แข่งของแผนก AMG เพื่อนำมาติดตั้งใน
Mercedes-Benz A45 AMG วันนี้ผลงานนั้นได้ถูกเปิดตัวสู่สาธารณชนเรียบร้อยแล้ว กลางงาน
Geneva Motor Show 2013 ซึ่งงานนี้ค่ายดาวสามแฉกดึง Usher นักร้องอาร์แอนด์บีชื่อดังจาก
สหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยสื่อความแรงมีสไตล์ในแบบเบนซ์ได้ชัดเจนมากขึ้น

mb1
การโชว์โฉมในงานเจนีวาครั้งนี้ Mercedes-Benz เลือกนำเอารุ่นตกแต่ง Edition 1 มาจัดแสดง
ซึ่งมีการตกแต่งภายนอกให้มีความโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น รวมถึงเปลี่ยนเบาะนั่งใหม่ ให้เป็นเบาะนั่ง AMG Performance
รวมถึงพวงมาลัยแบบสปอร์ตที่นำมาหุ้มหนัง Nappa พร้อมแปะป้าย Edition 1 แสดงความพิเศษ

mb2

mb3

แต่ทั้งเวอร์ชัน AMG ปกติ และ AMG Edition 1 จะมาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดุดันขึ้นกว่า
A-Class รุ่นปกติอย่างแน่นอน เห็นได้ชัดจากชุดกันชนหน้าแบบใหม่ พร้อมช่องดักอากาศขนาดเขื่อง
เพื่อสอดรับกับเครื่องยนต์ที่สมรรถนะสูงมากขึ้น พร้อมกับการติดตั้งปีกสปอยเลอร์หลังใหม่เพื่อเพิ่มแรงกด
ขณะขับขี่ในความเร็วสูง และสวมล้ออัลลอยสีดำ ดุมล้อแดง ขนาด 19 นิ้ว

ขุมพลังที่นำมาใช้ในฮอตแฮทช์คันล่าสุดจาก Mercedes-Benz คันนี้ คือขุมพลังเบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร
เช่นเดียวกับรุ่น A250 แต่มีการปรับจูนใหม่ จนมีกำลังมหาศาลถึง 360 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด
450 นิวตัน-เมตรเลยทีเดียว



การออกจำหน่ายน่าจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากงานเจนีวาจบลง โดยรุ่น Edition 1 จะนำออกมาจำหน่ายจนถึง
เดือนมีนาคมปีหน้าเท่านั้น

Miitsubishi


ในที่สุด Mitsubishi ก็ได้เผยภาพรถต้นแบบคันจริงผ่านสื่อออกมาแล้วทั้ง Mitsubishi CA-MiEV และ GR-HEV
concept (ว่าที่ Triton ใหม่) ก่อนอื่นเราต้องขอไปดู GR-HEV concept ก่อนเพราะว่ากันว่ารถต้นแบบคันนี้คือต้นแบบ
ของ Triton โฉมต่อไปนั่นเอง



mitsubishi4



ทรวดทรงองค์เอวของ GR-HEV concept จะใกล้เคียงกับ Triton เจเนเรชั่นเดิมเพียงแต่ปรับปรุงงานดีไซน์ให้ดูแข็งแกร่ง
และคมสันขึ้น ด้านหน้าจะได้รับอิทธิพลมาจาก Mitsubishi Pajero และ Outlander ซึ่งจะใช้กระจังหน้าแบบบานเกล็ด
ธรรมดา ส่วนด้านข้างก็จะเพิ่มเส้นสันเอวที่ดูแข็งแกร่ง และได้ต่อเติมบั้นท้ายให้ดูยาวกว่าเดิมมากแต่ก็ดูล้ำสมัยด้วยการ
ออกแบบไฟท้ายสุดล้ำ (เพิ่มเติม : คาดว่ารถคันขายจริงจะต้องลดความยาวตัวถังลงบ้าง มิเช่นนั้นคงจะดูเกะกะมาก
เกินไป)



mitsubishi5
mitsubishi6

จุดเด่นของ GR-HEV concept คือ การติดตั้งขุมพลัง Diesel-Hybrid ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แค่เพียง 149 กรัม
ต่อกิโลเมตรและติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select ผนวกกับระบบ S-AWC ที่ติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัวไว้ใน
แต่ละล้อทำให้การขับขี่มั่นคงในทุกสภาพถนน

mitsubishi1

mitsubishi2

mitsubishi3

Mitsubishi CA-MiEV ก็ชัดเจนแล้วว่าเป็นต้นแบบของ i-Miev เจเนเรชั่นถัดไปสำหรับตลาดโลก ดีไซน์ในเบื้องต้นก็จะมี
กลิ่นของความเป็น Smart บ้าง (ทั้งที่ปัจจุบันทั้ง Mitsubishi และ Smart ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันแล้ว) สัดส่วนตัวรถ
จะออกแนวสปอร์ตแฮทช์แบคที่เน้นหลักการอากาศพลศาสตร์เพราะสังเกตจากบั้นท้ายที่ถูกออกแบบให้ลดแรงกดด้าน
ท้าย

จุดเด่นของมันคือ นเทคโนโลยีรถ EV สำหรับเจเนเรชั่นต่อไปที่ทำให้มีระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 300 กิโลเมตรเลยทีเดียว


Porsche


งานนี้ Porsche ตั้งใจพัฒนา 911 GT3 ใหม่ ให้เป็น GT3 ที่เร้าใจ แรง และเร็วที่สุดเท่าที่ได้เคยผลิตมา โดยมีการ
กล่าวว่า GT3 ใหม่ จะมีรอบเครื่องยนต์สูงสุดถึง 10,000 รอบ/นาที โดยเริ่มขีดแดงที่ 9,000 รอบ/นาที ซึ่งเครื่องยนต์
ดังกล่าวเป็นเครื่อง 6 สูบนอน 3.8 ลิตร พร้อมกำลังสูงถึง 450 แรงม้าเลยทีเดียว

porsche1


porsche2

ตัวรถ จะเป็นนำแชสซีส์จากรุ่น 911 Carrera 4 มาดัดแปลงใช้ พร้อมกับการสวมยางหน้ากว้างพิเศษ ด้วยซีรีส์ 245/20
ในล้อคู่หน้า และ 305/20 ในล้อคู่หลัง โดย Porsche ได้เตรียมเวอร์ชัน Clubsport ให้กับ GT3 ใหม่ สำหรับ
ผู้ที่ต้องการนำ GT3 ที่สมรรถนะสูงขึ้นไปอีกหรือไว้ขับในสนาม


Rolls-Royce


ค่าย Rolls-Royce ได้สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจภายในงาน Geneva Motorshow 2013 ด้วยการอวดโฉม Rolls-
Royce Wraith หรือ Ghost Coupe ที่มีข่าวให้ติดตามมานานก่อนเปิดตัวร่วมปีเลยทีเดียว เมื่อมองที่ตัวรถก็พบว่ามัน
สร้างความตะลึงในด้านความงามพอสมควรและยังรวมไปถึงคุณค่าของงานวิศวกรรมที่อยู่ในระดับ The State of The
Art และที่สำคัญ Rolls-Royce ก็ภาคภูมิใจว่ามันเป็นรถยนต์ที่แรงและสมรรถนะดีที่สุดเท่าที่เคยผลิตกันมา


rr1




รูปลักษณ์ของ Rolls-Royce Wraith จะใช้โครงสร้างตัวถังด้านหน้าร่วมกับ Ghost เพียงแต่ปรับปรุงรายละเอียดกันชน
หน้าเล็กน้อยเท่านั้น แต่ตั้งแต่เสา A เป็นต้นไปจะไม่เหมือนกับ Ghost เลย เพราะ Rolls-Royce Wraith มันเป็นรถที่มี
สัดส่วนเตี้ยกว่า Ghost อย่างเห็นได้ชัด สัดส่วนด้านท้ายก็จะมาแนว Fastback ที่ตัดกับเส้นขอบผ่านที่ขนานกับพื้น มิติ
ตัวถังก็จะสั้นกว่า Ghost 130 มม. กว้างกว่า 40 มม. เตี้ยกว่า 43 มม. ส่วนฐานล้อก็หดสั้นลงราว 183 มม.




rr2



ภายในห้องโดยสารก็ยกชุดมาจาก Ghost เพียงแต่เปลี่ยนวัสดุหุ้มหนังใหม่, เพิ่มแถบเมทัลลิคและติดตั้งหลอดไฟขนาด
เล็กแบบไฟเบอร์ออพติค 1,340 ดวงให้บรรยากาศเหมือนกับดวงดาวบนท้องฟ้า (Starlight Headliner)

ขุมพลังจะติดตั้งเครื่องยนต์ V12 624 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 1,500 รอบต่อนาทีจับคู่เกียร์ ZF 8 จังหวะ
ทำให้มีอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.4 วินาที

หากเศรษฐีท่านใดสนใจก็สามารถสั่งซื้อได้เลย เพราะรถกว่าจะประกอบสำหรับส่งลูกค้าก็ต้องรอช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
นี้ครับ


Subaru


subaru1

subaru2

subaru3

Suzuki Viviz Concept รถต้นแบบครอสโอเวอร์ 3 ประตูที่เราไม่แน่ใจว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกันอยู่ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า
ตลาดรถครอสโอเวอร์กำลังมาแรงเอามาก ๆ เลยทีเดียว ติดตั้งขุมพลัง 2.0 ลิตร ดีเซล Hybrid SI-DRIVE โดยมีมอเตอร์
ไฟฟ้าช่วยในการวิ่งความเร็วต่ำจนถึงปานกลาง ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลจะเน้นกำลังขับในความเร็วสูง

Toyota

ในที่สุด Toyota ก็หวนกลับมาเล่นรถยนต์ในกลุ่มตลาดคอมแพคท์แวกอนสำหรับตลาดยุโรปอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายกัน
ไปนานเหลือเกิน มาคราวนี้ก็มาในมาดใหม่ที่ทำให้ทุกคนลืมภาพพจน์เก่า ๆ ของ Corolla Wagon ในอดีตได้นั่นก็คือ
Toyota Auris Touring Sports


toyota1


Toyota Auris Touring Sports จะใช้ครึ่งคันหน้าและบานประตูผู้โดยสารตอนหลังร่วมกับ Toyota Auris รุ่นใหม่ที่เพิ่ง
เปิดตัวไปหมาด ๆ แล้วออกบั้นท้ายให้ยื่นยาวในสไตล์รถสปอร์ตแวกอน ส่วนบานฝากระโปรงท้ายก็ออกแบบเน้นการใช้
งานเป็นหลัก

Toyota Auris Touring Sports จะมีความยาวตัวถังมากกว่ารุ่นแฮทช์แบค 285 มม. แต่ยังคงรักษาระยะความยาวฐาน
ล้อที่ 2,600 มม. ทำให้มีเนื้อที่ห้องสัมภาระ 550 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงแล้วจะมีเนื้อที่มากถึง 1,658 ลิตร และที่น่าทึ่ง
คือขอบพื้นห้องสัมภาระจะเตี้ยกว่ารุ่นแฮทช์แบคถึง 100 มม. เลยทีเดียวก็เรียกได้ว่าเห็นหน้าตาสปอร์ตแบบนี้ก็ใช่ว่าจะ
อเนกประสงค์เหมือนคนอื่นไม่ได้ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบพับเบาะหลังแบบสัมผัสปุ่มกดแค่ครั้งเดียว เบาะหลังก็จะพับให้
ทันที


toyota2

toyota3

เครื่องยนต์กลไกก็มีให้เลือกทั้งเบนซิน 1.33 ลิตรและ 1.6 ลิตร, ดีเซล 1.4 ลิตรและ 1.8 ลิตร ปล่อยมลพิษต่ำแค่เพียง 86
กรัมต่อกิโลเมตร ส่วนขุมพลัง Hybrid ต้องอดทนรอสักพักไปก่อน

Toyota มั่นใจว่า Auris Touring Sports จะทำให้ Toyota รักษาส่วนแบ่งการตลาดยอดขายในกลุ่มตลาด C-Segment
ในยุโรป 5% ได้แน่นอน

toyota4

Toyota FT-86 Open Concept มีรูปลักษณ์ภายนอก คล้ายคลึงกับรุ่นตัวถังคูเป้เกือบทุกประการ มีเพียงส่วนหลังคา
และเสา C-Pillar ที่หายไปถูกแทนที่ด้วยชุดหลังคาผ้าใบ ควบคุมการเปิด-ปิดหลังคาด้วยไฟฟ้า แม้อาจต้องมีการสูญเสีย
ความอเนกประสงค์ในการบรรทุกสัมภาระด้วยการพับเบาะอย่างเช่นในรุ่นตัวถังคูเป้ แต่ Toyota กล่าวว่า ในเวอร์ชันเปิด
ประทุนนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสประสบการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แต่ยังคงมีความสนุกและอรรถรสในการขับขี่

อย่างเต็มเปี่ยม อันเป็นจุดเด่นของ Toyota 86

ส่วนภายในห้องโดยสาร มีการตกแต่งใหม่ ให้ดูแตกต่างและดูสว่างมากขึ้น โดยการใช้โทนสีขาวเป็นหลัก ตัด
กับสีน้ำเงิน Navy และปูพรมห้องโดยสารด้วยโทนสีขาว-ทอง รวมถึงการเปลี่ยนอุปกรณ์บนคอนโซลหน้าเล็กน้อย
ด้วยการตัดระบบอินโฟเทนเมนท์ออกไป และแทนที่ด้วยระบบเครื่องเสียงพร้อมมาตรวัดรายละเอียดต่างๆของเครื่องยนต์

toyota5

แม้จะยังไม่มีการประกาศตัวเลขสมรรถนะของตัวรถต้นแบบคันนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นไปได้สูงว่า
Toyota FT-86 Open Concept ยังคงใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับในรุ่นตัวถังคูเป้ ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน
แบบ 4 สูบเรียง ขนาด 2.0 ลิตร D4S กำลัง 200 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร

toyota6

toyota7

Toyota i-Road Concept รถต้นแบบสามล้อยุค Hi Tech เห็นคำว่าสามล้อก็กรุณาอย่าไปคิดถึงรถตุ๊กตุ๊กเมืองไทย
เรา เพราะรถต้นแบบคันนี้มันเข้ายุคสมัยกว่าเยอะด้วยการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 กิโลวัตต์สองลูกสำหรับการขับเคลื่อนไป
ยังล้อคู่หน้าและล้อหลัง จัดเก็บประจุไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน มีระยะทางวิ่งสูงสุดเพียง 48 กิโลเมตร

เลย์เอาท์ของยานพาหนะคันนี้จะดูคล้ายกับรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่มากเพียงแต่มีหลังคา,ประตูและกระจกเหมือนกับ
รถยนต์ มันมีความยาวแค่เพียง 2,350 มม. สูง 1,445 มม. ฐานล้อยาว 1,700 มม.

toyota8

หากใครกลัวเข้าโค้งแล้วเสียวหลุดโค้งคงไม่ต้องห่วงครับเพราะ Toyota ติดตั้งระบบ Active Lean ซึ่ง ECU จะคำนวณ
องศาการเอนสำหรับการเข้าโค้งให้เหมาะสมกับความเร็วตัวรถและการขยับเขยื้อนพวงมาลัย


Volkswagen


Volkswagen Golf Variant ถือเป็นรูปแบบตัวถังที่สำคัญพอๆกับตัวถังแฮตช์แบกเลยทีเดียว จากการตอบรับของ
ผู้บริโภคชาวยุโรปที่ชื่นชอบตัวถังแวกอนอันเอนกประสงค์ ประกอบกับตัวรถ Golf ที่มีคุณภาพในราคาย่อมเยา จึงถูก
นำมาเปิดตัวเป็นตัวถังแบบที่ 2 ต่อจากตัวถังแฮตช์แบกกันเลย และ Golf Variant ใหม่นี้ได้กลับมาพร้อมภาพลักษณ์ที่
สปอร์ตเฉียบคม ไม่ต่างจาก Golf ตัวถังแฮตช์แบก โดยรูปลักษณ์ด้านท้ายก็ยืดความยาวออกมาได้ถูกออกแบบโดยอิงเส้น
สายหลักจากตัวถังแฮตช์แบกเช่นกัน แต่มีการออกแบบฝากระโปรงท้ายและโคมไฟท้ายใหม่ พร้อมกับการติดตั้งราวหลังคา
สีเงิน ส่วนรูปลักษณ์ด้านหน้าอิงงานดีไซน์จากรุ่นแฮตช์แบก ไร้การเปลี่ยนแปลงใดๆ

vw1


vw2

ด้านขุมพลัง เป็นการยกชุดมาจากรุ่นแฮตช์แบกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ TSI ทั้ง 2 บล็อก
1.2 ลิตร (85 และ 105 แรงม้า) และ 1.4 ลิตร (122 และ 140 แรงม้า) รวมถึงขุมพลังดีเซลเทอร์โบ TDI ขนาด 1.6 ลิตร
105 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 150 แรงม้า โดยไร้แผนการผลิตเวอร์ชัน GTI หรือ GTD สำหรับรุ่นตัวถังแวกอน

vw5

หลังจากเริ่มต้นโครงการ '1-Litre Car' หรือ รถยนต์ 1 ลิตร แล่นได้ 100 กม. เมื่อปี 2002 วันนี้ ถือเป็นวันที่
Volkswagen ค่ายรถยนต์เพื่อประชาชน ประสบความสำเร็จในการเข็นผลงานจากโครงการนี้ออกมาผลิตและขายจริง
ในชื่อ 2013 Volkswagen XL1 โดยเตรียมโชว์ตัวอย่างเป็นทางการในงาน Geneva Motor Show 2013 และขาย
แบบสั่งผลิตโดยเฉพาะ



รูปลักษณ์ภายนอก ถูกออกแบบให้มีความลู่ลมมากที่สุด Volkswagen เลือกที่จะใช้รูปแบบตัวถังแบบคูเป้ 2 ประตู 2 ที่
นั่งพร้อมการปิดซุ้มล้อหลัง และใช้ประตูแบบปีกนก และกระจกมองข้างแบบดิจิตอล ด้วยเหตุผลด้านน้ำหนักและความลู่
ลมผลที่ออกมา ทำให้ XL1 ดูยาวแปลกตา (แต่จริงๆแล้วตัวรถสั้นกว่า VW Polo) และมีสัดส่วนที่ไม่เหมือนรถยนต์ทั่วไป
โดยสามารถสร้างค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศได้ต่ำเพียง 0.189 ถือเป็นรถยนต์ขายจริงที่มีค่า Cd ต่ำที่สุด
ในขณะนี้




ภายในห้องโดยสาร มีการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พลาสติก CFRP เป็นส่วนใหญ่ เพื่อช่วยลดน้ำหนักตัวรถ ถึงแม้ว่า
จะถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักตัวรถน้อยที่สุด แต่บรรดาอุปกรณ์ไฮเทคก็ไม่ได้ถูกลดทอนลงไป โดยยังมีพวงมาลัย
คาร์บอนไฟเบอร์พร้อมหุ้มหนังแท้ ระบบนำทาง GPS ระบบปรับอากาศ Climatic พร้อมหน้าจอแสดงภาพแทนกระจกมอง
ข้างบนแผงประตูทั้ง 2 ข้าง



ด้านงานวิศวกรรมตัวถัง เป็นการออกแบบเพื่อสร้างความแข็งแรง แต่ก็ต้องมีน้ำหนักที่เบาอย่างสุดขีดเช่นกัน ดังนั้น
ทีมวิศวกรจึงเลือกออกแบบโครงสร้างโมโนค็อกให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด โดยหันมาใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ CFRP และ
แม็กนีเซียมอัลลอยเป็นหลัก ดังนั้น ตัวถังรถจะมีน้ำหนักเพียง 230 กก. และเมื่อรวมกับระบบขับเคลื่อนและอุปกรณ์
ทั้งหมด ตัวรถจะมีน้ำหนักเพียง 795 กก.เท่านั้น

vw6


อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้ Volkswagen XL1 จิบน้ำมัน 1 ลิตร แล่นได้ 100 กม. คือขุมพลังที่ Volkswagen คิดใหม่
ทั้งหมดโดยเป็นขุมพลังดีเซลไฮบริด ควบรวมเครื่องยนต์ดีเซล TDI พร้อมเทอร์โบ แบบ 2 สูบ ขนาด 800 ซีซี กำลัง 47
แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลัง 27 แรงม้า เก็บประจุไฟผ่านแบตเตอรี่ Li-ion ขนาดกำลัง 55 kWh เชื่อมต่อกำลังผ่าน
ล้อคู่หลัง ด้วยเกียร์อัตโนมัติ DSG 7 จังหวะ ช่วยสร้างอัตราเร่ง0-100 กม./ชม. ในเวลา 12.7 วินาที และประหยัด
น้ำมันได้มากถึง 111 กม./ลิตร ปล่อยก๊าซไอเสียออกมาต่ำเพียง 21 กรัม/กม. โดยเครื่องยนต์จะถูกติดตั้งกลางลำตัวรถ
เพื่อสร้างความสมดุลให้ได้มากที่สุด ในขณะที่แบตเตอรี่จะถูกติดตั้งด้านหน้ารถ

การขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วน จะสามารถแล่นได้ 50 กม. และเมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่หมด เครื่องยนต์ดีเซล
จะช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งได้อีก 499 กม. โดย XL1 มีถังน้ำมันขนาดเล็กเพียง 10 ลิตรเท่านั้น



2013 Volkswagen XL1 จะถูกผลิตขึ้นพร้อมให้ลูกค้าชาวยุโรปจับจองเป็นเจ้าของเป็นจำนวน 50 คัน ก่อนจะสั่ง
ผลิตตามออเดอร์เป็นรายคันไป โดยการส่งมอบน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีครับ

vw7

หลังจากปล่อยให้แฟนๆ Volkswagen ชะเง้อคอรอกันมานาน  Volkswagen ก็ได้ส่ง
ภาพชุดแรกพร้อมรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ของ 2013 Volkswagen Golf GTI รหัสแรงของ Golf รุ่นที่ 7 โดย
เป็นการเปิดตัวตามหลังเวอร์ชัน GTD เพียงสัปดาห์เดียว ก่อนจะเปิดให้ชาวยุโรปจับจองกันเดือนมีนาคมนี้ พร้อมกับ
การนำเสนอรุ่น GTI Performance เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Golf



รูปลักษณ์ภายนอก เป็นเหมือนกับที่ได้คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชุดกันชนหน้า-หลังให้
มีความแตกต่างจากรุ่นธรรมดา และมีคล้ายคลึงกับรุ่น GTD เช่น ช่องดักอากาศขนาดใหญ่ พร้อมกระจังหน้าลายรังผึ้ง
ให้ความสปอร์ตดุดันมากขึ้นชัดเจน รวมไปถึงการคาดขอบแดง ยาวตั้งแต่โคมไฟหน้าซ้ายไปจนถึงโคมไฟหน้าขวา
เน้นรูปลักษณ์ในแบบ GTI ให้ชัดเจนขึ้น

ส่วนด้านข้างมาพร้อมชายล่างทรงสปอร์ต และด้านท้ายมาพร้อมชุดกันชนหลังทรงสปอร์ตพร้อมครีบรีดอากาศ และชุดไฟ
ท้ายLED ที่มีรายละเอียดภายในโคมแตกต่างจากรุ่นธรรมดา เสริมความสปอร์ตมากขึ้นด้วยท่อไปเสียโครเมี่ยมคู่ และสวม
ล้ออัลลอยลายมาตรฐาน 'Brooklyn' ขนาด 17 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง

vw4

ห้องโดยสารมีความคล้ายคลึงกับรุ่น GTD ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งบัคเกตซีท ทรงสปอร์ต หุ้มด้วยผ้า 'Clark' อันเป็น
เอกลักษณ์ของ GTI และตกแต่งแสงสว่างภายในห้องโดยสารด้วยแสงสีแดง เปลี่ยนพวงมาลัย 3 ก้านให้เป็นทรงสปอร์ต
มากขึ้นกว่า GTI รุ่นเดิม พร้อมกับหัวเกียร์หุ้มหนังและหน้าจอมาตรวัดที่มีโลโก้ GTI ตกแต่งห้องโดยสารให้มีความสปอร์ต
ในแบบ GTI เป็นพิเศษ รวมถึงแป้นคันเร่ง-เบรกแบบสเตนเลสสตีล

หัวใจของความแรงครั้งนี้ ยังคงเลือกใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส EA888 ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TSI ที่มี
การปรับปรุงจนมีพละกำลังมากขึ้นจากรุ่นเดิม 10 แรงม้า เป็น 220 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อ
กำลังสู่ล้อคู่หน้า ด้วยเกียร์ธรรมดาหรืออัตโนมัติ DSG แบบ 6 จังหวะ

และเป็นครั้งแรกที่ Volkswagen ตั้งใจพัฒนารุ่น GTI Performance เพิ่มขึ้นมา โดยจะมีความพิเศษที่มีการเพิ่มพละ
กำลังของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 350 แรงม้า แต่มีแรงบิดเท่ากัน และมีการเพิ่มขนาดจานดิสก์เบรกให้ใหญ่ขึ้นทั้งล้อคู่หน้าและหลัง

vw8

โดยในรุ่น GTI จะมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.5 วินาที ในขณะที่รุ่น GTI Performance จะทำได้เร็วกว่าที่
6.4 วินาที ในขณะเดียวกัน ในรุ่น GTI เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ จะสามารถสร้างความประหยัดได้ถึง 16.6 กม./ลิตร
ถือว่าประหยัดขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 18% ในขณะที่รุ่นเกียร์อัตโนมัติ DSG จะทำได้ 15.6 กม./ลิตร ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น
รุ่น GTI จะอยู่ที่ 246 กม./ชม. และรุ่น GTI Performance อยู่ที่ 250 กม./ชม.


vw9

vw10

vw11

Volkswagen e-Co-Motion Concept จะเป็นรถตู้ต้นแบบขนาดเล็กที่มีความคล่องแคล่วสูง, ทัศนวิสัยเยี่ยมและ
ออกแบบเบาะนั่งตามหลักสรีระศาสตร์พร้อมทั้งจัดวางตำแหน่งเบาะให้ลุกเข้า/ลุกออก/เดินเข้าหากันได้อย่างสะดวก อีกทั้ง
ยังออกแบบให้พื้นตัวรถเตี้ยตลอดทั้งคันจึงทำให้การขนของเป็นเรื่องที่ง่ายดาย

มิติตัวถังภายนอกมีความยาว 4.55 เมตร กว้าง 1.90 เมตร สูง 1.96 เมตร มีเนื้อที่ภายในห้องสัมภาระ 4.6 ลูกบาศก์เมตร
หรือรองรับน้ำหนักบรรทุก 800 กิโลกรัม

จุดเด่นของรถต้นแบบคันนี้มีคือพื้นตัวถังแบบ 2 ชั้น ชั้นล่างสุดจะติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับระบบส่งกำลังได้แก่ แบตเตอรี่
และเกียร์ เป็นต้น ส่วนชั้นบนก็จะเป็นพื้นที่บรรทุกของ


Volvo


ตอนแรกเราดู Volvo ว่าน่าจะเป็นค่ายรถหรูที่ติ๋ม ๆ หงิม ๆ ค่อย ๆ เปิดตัวทีละเล็กละน้อยตามประสาค่ายรถที่ทุนไม่หนา
มาก แต่กาลกลับกลายเป็นว่า Volvo กลับเร่งแผนธุรกิจของตนเองให้มาแนว Aggressive มากยิ่งขึ้น คงเพราะ Geely
ต้นสังกัด Volvo ยุคใหม่เริ่มอัดฉีดเงินมากขึ้นประกอบกับสำนักงานใหญ่ในสวีเดนก็ต้องเริ่มกระตุ้นตัวเองมากยิ่งขึ้น(มิ
เช่นนั้นอาจจะเป็นเหมือนอย่าง Saab) และถ้ามองให้ลึกมากกว่านั้น ชื่อชั้น Volvo ในตลาดโลกไม่ได้ขี้เหร่มากนักเมื่อ
เทียบกับเพื่อนร่วมสัญชาติอย่าง Saab ยังไง ๆ แบรนด์ Volvo ก็ยังเป็นที่น่าจดจำอยู่อีกมากโดยเฉพาะจุดเด่นด้านความ
ปลอดภัย


volvo1


ล่าสุด Volvo ก็ถล่มอาวุธลูกเล็กลูกล่าสุดด้วยการอวดโฉมรถยนต์รุ่นปรับโฉม Minorchange หมดยกแผง (เฉพาะรถที่มี
อายุการตลาดมากและไม่รวม C30 ที่เลิกประกอบไปแล้ว) ได้แก่ S60, V60, XC60, V70, XC70 และ S80

การเปลี่ยนรูปลักษณ์ในครั้งนี้จะสะท้อนความเป็น Volvo ยุคใหม่ที่มีความเรียบหรู, มีเส้นสายที่สะอาดตามากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันมันก็ยังดูดีในแบบ Scandinavia design ไว้เช่นเคยซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลักจะอยู่ตรงที่ชุดกระจังที่มีลาย
บานเกล็ดที่ดูหรูขึ้นและกันชนหน้าที่ดูเรียบง่ายขึ้นพร้อมทั้งเน้นลูกเล่นกรอบไฟตัดหมอก



volvo2



เมื่อพิจารณาในแต่ละรุ่นก็พบว่า Volvo S60/V60/XC60 จะมีความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมตรงชุดกระจังหน้า, เปลี่ยน
โคมไฟหน้าจาก 4 ดวงก็เปลี่ยนเป็นโคม 2 ดวงที่ดูโฉบเฉี่ยวเร้าใจน้อยลง, กันชนหน้าขึ้นโมลด์ใหม่หมดซึ่งลดเส้นสายที่
ซับซ้อนจากรุ่นเดิมพอสมควร

Volvo S60/V60 จะติดตั้งระบบ active Four-C ที่สามารถปรับเปลี่ยนช่วงล่างได้ตามใจผู้ขับขี่ ส่วน XC60 จะติดตั้ง
ระบบ Corner Traction Control




volvo3


volvo4

Volvo XC70 จะเปลี่ยนกระจังหน้าที่มีลายตะแกรงรังผึ้งพร้อมกันชนหน้าใหม่และเปลี่ยนรายละเอียดไฟท้ายใหม่, V70/S80
จะเปลี่ยนด้านหน้าให้ดูเรียบหรูมากยิ่งขึ้น
บทความ อื่นๆ ...