PR News
เพิ่งจะเปิดตัว 2014 Chevrolet Corvette Stingray ซูเปอร์คาร์ทรงเฉี่ยวรุ่นล่าสุดของตระกูล Corvette
มาหยกๆ แต่ในขณะนี้ Chevrolet ค่ายรถยนต์โบว์ไทจากสหรัฐอเมริกา เตรียมเปิดไฟเขียว พัฒนา Corvette
ราคาเป็นมิตรต่อกระเป๋าเงิน เพื่อเปิดตัวภายในปี 2015 นี้แล้ว

alt

Motor Trend สื่อรถยนต์ชื่อดังในแดนมะกัน รายงานว่า Chevrolet หมายมั่นให้ Corvette มีเวอร์ชันราคา
ต่ำกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) เพื่อเอาใจขาซิ่งที่ต้องการทางเลือกถนอมเงิน
โดย Corvette เวอร์ชันราคาถูก จะมาพร้อมกับด้านหน้าใหม่ พร้อมซุ้มล้อและครีบรีดอากาศที่ได้รับการดัดแปลง
ให้แตกต่างจากรุ่น Stingray รวมถึงการปลดชื่อ Stingray ออกจากชื่อรุ่นด้วยเช่นกัน

ด้านขุมพลังก็มีการเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังย่อมเยาลงตามราคารถด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะเป็นการใช้เครื่องยนต์
เบนซินแบบ V8 ขนาด 5.3 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ บล็อกเดียวกับที่ใช้ใน 2014 Chevrolet Silverado/
GMC Sierra รถยนต์กระบะ Full-size รุ่นใหม่ที่เพิ่งเผยโฉมออกไป โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้จะสร้างกำลังได้
ประมาณ 400 แรงม้า ซึ่งถือว่าต่ำกว่ารุ่น Stingray ถึง 50 แรงม้าเลยทีเดียว

การเปิดตัวจะมีขึ้นในปี 2015 ดังนั้นจับตาดู Corvette เวอร์ชันราคาย่อมเยาให้ดีครับ เพราะเชื่อว่าน่าจะช่วย
เพิ่มความนิยม Corvette รุ่นใหม่ในแดนมะกันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มา : Motor Trend



ถึงแม้ว่าจะ Honda Civic รุ่นที่ 9 จะเจอคำครหาและข้อตำหนิในสหรัฐอเมริกา (รวมถึงบางส่วนในไทย) แต่สำหรับดินแดน
ต้นเมเปิ้ลอย่างประเทศแคนาดาแล้ว Civic กลับยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง จนได้ครองตำแหน่งรถยนต์นั่งที่ดีที่สุดติดต่อ
กันเป็นปีที่ 15 แล้ว

alt

ในปีที่ผ่านมา Honda ในประเทศแคนาดา สามารถขายรถยนต์ของตนทั้งหมดได้ 64,962 คัน โดย Civic สามารถ
สร้างยอดขายทิ้งห่างคู่แข่งได้มากถึง 14,012 คัน และตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา Honda Civic ได้รับความนิยม
ในแคนาดาเป็นจำนวนสูงถึง 1.7 ล้านคันเลยทีเดียว

โดย Honda Civic ที่จำหน่ายในแคนาดา ถูกผลิตขึ้น ณ โรงงานในเมือง Alliston กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดาเช่นเดียวกัน
ซึ่งล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์นี้ Honda ได้เปิดตัว Civic รุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่สู่ประเทศแคนาดาเป็นที่เรียบร้อย
ในงาน Canadian International Autoshow ณ กรุงโตรอนโต ตามหลังการเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อ
ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ที่มา : Worldcarfans


McLaren แบรนด์รถยนต์ซูเปอร์คาร์จากแดนอังกฤษ เปิดผ้าคลุม 2013 McLaren P1 รถยนต์ซูเปอร์คาร์รุ่นสูงสุด
ของตนรุ่นใหม่ หลังจากซุ่มพัฒนามานานหลายปี พร้อมกับสมรรถนะที่สร้างความฮือฮา และป้ายราคาที่แพงจับใจ
ผลิตในจำนวนจำกัดเท่านั้น เตรียมนำไปจัดแสดงในงาน Geneva Motor Show 2013 นี้ด้วยเช่นเดียวกัน

alt

รูปลักษณ์ภายนอก มาพร้อมดีไซน์ที่เน้นความลื่นไหลของกระแสลม และสร้างความดุดันทั้งนั้น ด้านหน้ามาพร้อมดีไซน์
ที่คล้ายกับใบหน้าคนกำลังแสยะยิ้ม โดยรอบตัวรถตกแต่งในแนวทูโทน จากการเผยโครงสร้างตัวถังหลักที่สร้างจาก
คาร์บอนไฟเบอร์ ตัดกับสีตัวถังของรถ ซึ่งโครงสร้างแชสซีส์คาร์บอนไฟเบอร์นี้มีน้ำหนักเบาเพียง 100 กก. ถือว่าเป็น
แชสซีส์คาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่เคยผลิตในรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนน ด้านมิติตัวถัง P1 มีความยาว
มากกว่า McLaren F1 300 มม. รวมถึงยาวและกว้างกว่า MP4-12C โดยมีน้ำหนักตัวรถรวมเพียง 1,400 กก.

alt
alt
ความพิเศษของ McLaren P1 อยู่ที่การใช้ขุมพลังไฮบริด ผสานพละกำลังจากเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 ขนาด 3.8 ลิตร
พร้อมเทอร์โบคู่ ติดตั้งกลางลำตัวรถ ผลิตกำลังแรงม้า 737 ตัว พร้อมแรงบิดสูงสุด 720 นิวตัน-เมตร ผสานเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า
กำลัง 179 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร เมื่อทำงานร่วมกัน ทั้งคู่จะช่วยผลิตกำลังได้สูงถึง 916 แรงม้า
และแรงบิดสูงสุดมหาศาล 900 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ Graziano 7 จังหวะ

McLaren P1 ยังมาพร้อมกับระบบ Instant Power Assist System หรือ IPAS อันเป็นระบบเปิดทำงานมอเตอร์ไฟฟ้า
ในทันที แต่ให้อรรถรสในการขับขี่เหมือนเครื่องยนต์เบนซินทั่วๆไป ซึ่งเมื่อเปิดระบบนี้ด้วยปุ่มบนพวงมาลัยจะช่วยให้ P1
ออกตัวจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที และทำอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 7 วินาที
และใช้เวลา 17 วินาที ในการทำความเร็ว 0-300 กม./ชม.! ก่อนจะสุดความเร็วที่ 350 กม./ชม. อันเป็นการล็อก
จากกล่องควบคุม ECU เครื่องยนต์

อีกฟีเจอร์พิเศษที่ McLaren บรรจงพัฒนามาให้ P1 อยู่ที่บริเวณด้านท้ายของตัวรถ เรียกว่า Drag Reduction System
หรือปีกเพิ่มแรงกดด้านท้าย ที่จะกางขึ้นมาเมื่อเปิดระบบนี้ โดยสามารถเพิ่มแรงกดได้มากถึง 23% โดยสามารถปลดการทำงาน
ด้วยการเหยียบแป้นเบรกหรือทำการกดปุ่มอีกครั้ง

alt

แม้ว่าจะมีการเน้นในเรื่องของขุมพลัง ระบบขับเคลื่อน และการลดน้ำหนักตัวรถให้ได้มากที่สุดจากการเลือกใช้วัสดุในการผลิต
และการออกแบบแชสซีส์น้ำหนักเบา แต่ในห้องโดยสาร McLaren P1 ก็ไม่ละทิ้งความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวย
ความสะดวกครบครัน เช่น ระบบนำทาง GPS ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และระบบเครื่องเสียงคุณภาพสูง ในขณะที่
ตำแหน่งคนขับ ถูกออกแบบเยี่ยงห้องคนขับในรถแข่ง และเน้นอรรถรสในการขับขี่เป็นหลัก ด้วยการออกแบบหน้าจอมาตรวัด
แบบดิจิตอล ที่ให้ข้อมูลเหมือนกับในรถแข่งเลยทีเดียว

alt

2013 McLaren P1 พร้อมออกจำหน่ายแล้ว ในจำนวนจำกัด 375 คันทั่วโลกเท่านั้น โดยสนนป้ายราคาเริ่มต้นที่ 866,000 ปอนด์
หรือประมาณ 40.1 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษี)

ที่มา : Worldcarfans


ท่าทางความแรงระดับ 545 แรงม้าจาก Nissan GT-R ยังไม่สาแก่ใจขาซิ่งเท่าไหร่นัก Nissan จึงประกาศไฟเขียว
ให้แผนก Nismo ที่ช่ำชองการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงของตน เดินหน้าพัฒนา GT-R ในแบบ Nismo ในทันที
โดยจะมาพร้อมกับความแรงที่มากขึ้น เตรียมเปิดตัวในปีหน้านี้

alt

ข้อมูลนี้ ถูกเปิดเผยออกมาจาก Carlos Ghosn ประธานบริหารจอมเขียมชื่อดังเองเลยทีเดียว โดย Ghosn ได้กล่าวว่า
GT-R Nismo จะเป็นรถยนต์ที่พิเศษมากแน่ๆ โดยที่เขาไม่ได้ปริปากแย้มถึงตัวเลขสมรรถนะคร่าวๆเลยแม้แต่น้อย
โดย GT-R จะกลายเป็นสมาชิกลำดับที่ 3 ของไลน์รถยนต์ที่พัฒนาโดย Nismo และจำหน่ายในขณะนี้ ตามหลัง 370Z
และ SUV ทรงแหวกแนวที่ไม่เข้าไทยอย่างเป็นทางการเสียทีอย่าง Juke

มีการคาดกันว่า Nissan GT-R Nismo จะยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.8 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ เหมือนรุ่น
GT-R รุ่นธรรมดา แต่มีการปรับจูนใหม่จนมีพละกำลังสูงกว่า 545 แรงม้า นอกจากนี้ด้านรูปลักษณ์ภายนอก ยังคาดว่า
จะมาพร้อมกับชุดบอดี้คิทใหม่ เพื่อรองรับพละกำลังที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงภายในห้องโดยสาร ที่จะถูกตกแต่งให้มี
ความสปอร์ตพิเศษ แตกต่างจากรุ่นปกติ

alt

ในขณะเดียวกัน Nissan ได้ประกาศเปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของสำนักแต่ง Nismo โดยเฉพาะ ณ เมืองโยโกฮามา
ประเทศญี่ปุ่น โดยสำนักงานใหญ่แห่งนี้จะเป็นทั้งออฟฟิศหลักและศูนย์พัฒนารถยนต์ Nismo ใหม่ๆเลยทีเดียว โดยรองรับ
พนักงานในแผนก Nismo เป็นจำนวน 180 คนในขณะนี้

โดย Nismo วางแผนว่าจะพัฒนารถยนต์นิสสันให้มีความแรงในแบบ Nismo อย่างน้อย 1 รุ่น/ปี ซึ่งจะมีตั้งแต่รถยนต์
รุ่นเล็กไปจนถึงรถยนต์รุ่นสูงสุดอย่าง GT-R ดังเช่นที่กล่าวไว้ข้างต้น ในสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Nismo นี้ จะมีทั้ง
ห้องเวิร์กชอป ส่วนผลิตและประกอบเครื่องยนต์ สถานที่เพื่อทำขั้นตอนการขัด กลึง และประกอบชิ้นส่วนต่างๆ รวมไปถึง
โชว์รูมของ Nismo แห่งใหม่ ซึ่งใหญ่กว่าโชว์รูมเดิมในพื้นที่โรงงาน Omori ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

ที่มา : Worldcarfans


หลังจากปล่อยให้แฟนๆ Volkswagen ชะเง้อคอรอกันมานาน วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2013) Volkswagen ก็ได้ส่ง
ภาพชุดแรกพร้อมรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ของ 2013 Volkswagen Golf GTI รหัสแรงของ Golf รุ่นที่ 7 โดย
เป็นการเปิดตัวตามหลังเวอร์ชัน GTD เพียงสัปดาห์เดียว ก่อนจะเปิดให้ชาวยุโรปจับจองกันเดือนมีนาคมนี้ พร้อมกับ
การนำเสนอรุ่น GTI Performance เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Golf

alt

รูปลักษณ์ภายนอก เป็นเหมือนกับที่ได้คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชุดกันชนหน้า-หลังให้
มีความแตกต่างจากรุ่นธรรมดา และมีคล้ายคลึงกับรุ่น GTD เช่น ช่องดักอากาศขนาดใหญ่ พร้อมกระจังหน้าลายรังผึ้ง
ให้ความสปอร์ตดุดันมากขึ้นชัดเจน รวมไปถึงการคาดขอบแดง ยาวตั้งแต่โคมไฟหน้าซ้ายไปจนถึงโคมไฟหน้าขวา
เน้นรูปลักษณ์ในแบบ GTI ให้ชัดเจนขึ้น

ส่วนด้านข้างมาพร้อมชายล่างทรงสปอร์ต และด้านท้ายมาพร้อมชุดกันชนหลังทรงสปอร์ตพร้อมครีบรีดอากาศ และชุดไฟท้าย
LED ที่มีรายละเอียดภายในโคมแตกต่างจากรุ่นธรรมดา เสริมความสปอร์ตมากขึ้นด้วยท่อไปเสียโครเมี่ยมคู่ และสวม
ล้ออัลลอยลายมาตรฐาน 'Brooklyn' ขนาด 17 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง

alt

ห้องโดยสารมีความคล้ายคลึงกับรุ่น GTD ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งบัคเกตซีท ทรงสปอร์ต หุ้มด้วยผ้า 'Clark' อันเป็น
เอกลักษณ์ของ GTI และตกแต่งแสงสว่างภายในห้องโดยสารด้วยแสงสีแดง เปลี่ยนพวงมาลัย 3 ก้านให้เป็นทรงสปอร์ต
มากขึ้นกว่า GTI รุ่นเดิม พร้อมกับหัวเกียร์หุ้มหนังและหน้าจอมาตรวัดที่มีโลโก้ GTI ตกแต่งห้องโดยสารให้มีความสปอร์ต
ในแบบ GTI เป็นพิเศษ รวมถึงแป้นคันเร่ง-เบรกแบบสเตนเลสสตีล

หัวใจของความแรงครั้งนี้ ยังคงเลือกใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส EA888 ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TSI ที่มี
การปรับปรุงจนมีพละกำลังมากขึ้นจากรุ่นเดิม 10 แรงม้า เป็น 220 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อ
กำลังสู่ล้อคู่หน้า ด้วยเกียร์ธรรมดาหรืออัตโนมัติ DSG แบบ 6 จังหวะ

และเป็นครั้งแรกที่ Volkswagen ตั้งใจพัฒนารุ่น GTI Performance เพิ่มขึ้นมา โดยจะมีความพิเศษที่มีการเพิ่มพละ
กำลังของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 350 แรงม้า แต่มีแรงบิดเท่ากัน และมีการเพิ่มขนาดจานดิสก์เบรกให้ใหญ่ขึ้นทั้งล้อคู่หน้าและหลัง

โดยในรุ่น GTI จะมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.5 วินาที ในขณะที่รุ่น GTI Performance จะทำได้เร็วกว่าที่
6.4 วินาที ในขณะเดียวกัน ในรุ่น GTI เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ จะสามารถสร้างความประหยัดได้ถึง 16.6 กม./ลิตร
ถือว่าประหยัดขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 18% ในขณะที่รุ่นเกียร์อัตโนมัติ DSG จะทำได้ 15.6 กม./ลิตร ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น
รุ่น GTI จะอยู่ที่ 246 กม./ชม. และรุ่น GTI Performance อยู่ที่ 250 กม./ชม.

alt

2013 Volkswagen Golf GTI จะมีสีตัวถังให้เลือกกัน 3 สี ได้แก่ สีแดง Tornado Red สีดำ Black และสีขาว Pure White
โดยการเปิดจองจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคมนี้ ก่อนส่งในเดือนพฤษภาคม สำหรับลูกค้าชาวไทยมีสิทธิ์เจอกันอย่างเป็นทาง
การได้อย่างเร็วที่สุดปลายปีนี้ครับ

ที่มา : Volkswagen


บทความ อื่นๆ ...