PR News
ถึงจะเปิดตัวไปได้เพียงปีเดียว และยังคงครองแท่นอันดับ 1 รถยนต์ขนาดกลางที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่ Toyota
ก็ยังเดินหน้าอัพเกรดอุปกรณ์ให้กับ Camry รุ่นปี 2013 ที่จะจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เพื่อมัดใจผู้บริโภคต่อไป

โดยในรุ่นปี 2013 นี้ เป็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของรายละเอียดเสียส่วนใหญ่ เช่นการใช้ที่ท้าวแขนสีเดียวกัน
กับเบาะนั่ง และปรับแผงข้างประตูให้มีวัสดุบุนิ่ม พร้อมเดินด้ายบริเวณแผงข้างประตูให้เหมือนกับบนคอนโซลหน้า

alt

นอกจากนี้ระบบเครื่องเสียงยังมีการอัพเกรดให้ใช้หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่สะใจ 6.1 นิ้ว พร้อมกับการเพิ่มระบบเตือน
การจราจรด้านท้ายรถเข้าไปในระบบ Blind Spot Monitor ส่วนขุมพลังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ยังคงมี
เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 180 แรงม้า เครื่องยนต์ไฮบริด 2.5 ลิตร 200 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซิน V6
3.5 ลิตร 268 แรงม้าให้เลือกใช้เช่นเคย

alt

2013 Toyota Camry พร้อมจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาแล้ว ส่วนการปรับปรุงภายในพร้อมระบบไฮเทคต่างๆ
ของ Toyota Camry ในเมืองไทย อาจต้องรอกันจนถึงรุ่นปรับโฉมที่จะเกิดขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้ครับ

ที่มา : Worldcarfans


เมื่อตลาดรถยนต์ไฮบริดร้อนแรงขึ้นทั่วโลก และบรรดาคู่แข่งในคลาสรถยนต์ไฮบริดระดับกลางเริ่มมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
Hyundai จึงทำการปรับปรุง Sonata Hybrid รถยนต์ซีดานไฮบริดรุ่นเดียวของตน ให้มีพละกำลังและสร้างความประหยัด
ได้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อต่อกรกับบรรดาคู่แข่งได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

alt

แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะดูคล้ายรุ่นก่อนปรับปรุง แต่งานวิศวกรรมเครื่องยนต์ทั้งหมด ถูกปรับปรุงเป็นส่วนใหญ่
ได้ว่าจะเป็น Hybrid Starter Generator หรือมอเตอร์ปั่นไฟของระบบ ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น จนมีกำลังที่ 10.5 กิโลวัตต์
ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าหลักที่ใช้ขับเคลื่อน ก็ถูกเพิ่มกำลังเป็น 47 แรงม้าเช่นกัน ในขณะที่เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร
ที่นำมาใช้ ก็ถูกปรับจูนให้มีความประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ส่วนระบบเบรกนั้น ได้มีการปรับปรุงระบบชาร์จพลังไฟจากระบบเบรกให้ดีขึ้น และเปลี่ยนแบตเตอรี่ Li-polymer ให้
มีน้ำหนักน้อยลง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเก็บประจุไฟได้มากขึ้น และยังมีขนาดเล็กลงอีกด้วย จนทำให้เพิ่มพื้นที่
สัมภาระด้านท้ายเป็น 343 ลิตร จากเดิม 303 ลิตร

จากการปรับปรุงทั้งหมด ส่งผลให้ 2013 Hyundai Sonata Hybrid มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 16.1 กม./ลิตร
ดีขึ้นจากรุ่นก่อนปรับปรุง 0.85 กม./ลิตร

การออกจำหน่าย จะเริ่มขึ้นทันทีในสหรัฐอเมริกา ในระดับราคา 25,650 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าถูกกว่า Toyota Camry Hybrid
และ Honda Accord Plug-in Hybrid ครับ

ที่มา : Worldcarfans


แม้จะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และได้รับความนิยมในยุโรประดับหนึ่ง แต่ Fiat ก็ยังไม่อยู่เฉย เพิ่ม 2 ขุมพลังเข้าประจำการ
ใน 500L เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ก่อนส่งเข้าจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางปีนี้

alt

โดยขุมพลังบล็อกแรก เป็นบล็อกจิ๋วที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Fiat 500 มาแล้ว ได้แก่ขุมพลังเบนซิน 2 สูบเรียง ขนาด
900 ซีซี พร้อมเทอร์โบ TwinAir สร้างแรงม้าได้มากถึง 105 แรงม้า(!) และแรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-เมตร
ซึ่งถึงแม้ว่า Fiat 500L จะมีน้ำหนักและขนาดใหญ่กว่า 500 ก็ตาม แต่ขุมพลังจิ๋วนี้ก็สามารถลากตัวรถจาก 0-100 กม./ชม.
ได้ในเวลาเพียง 12.3 วินาที และสร้างความประหยัดน้ำมันมากถึง 20.8 กม./ลิตร

ส่วนอีกขุมพลัง น่าจะถูกใจชาวยุโรปกันมากกว่า เพราะเป็นขุมพลังดีเซลที่ให้ความประหยัดและแรงบิดมากเป็นหลัก
เป็นบล็อกเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบเรียง ขนาด 1.6 ลิตร ให้แรงม้าได้ 105 แรงม้าเท่ากัน แต่มีแรงบิดสูงสุด
สูงกว่าชัดเจน ที่ 320 นิวตัน-เมตร และสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้เร็วกว่า ที่ 11.3 วินาที ในขณะที่ความประหยัด
น้ำมันทำได้ดีกว่าเล็กน้อย คือ 22.2 กม./ลิตร

ทั้ง 2 ขุมพลังจะพร้อมให้เลือกติดตั้งใน Fiat 500L ในเดือนมีนาคมนี้ โดยมีแนวโน้มว่า เครื่องยนต์เบนซิน TwinAir
0.9 ลิตร น่าจะมีโอกาสได้เข้าไปทำตลาดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ที่มา : Worldcarfans



หลังจากผลุบๆโผล่ๆ มีความเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ และแอบให้สื่อบางเจ้าได้ไปทดสอบ Golf ระลอกสอง ทั้งรุ่น Varient
GTi, GTD, R และ e-Golf ไปเมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศเยอรมนี วันนี้ Volkswagen พร้อมแล้วที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ของ Golf เวอร์ชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ 2013 Volkswagen e-Golf รถยนต์ Golf ขุมพลังไฟฟ้า และ 2013 Volkswagen
Golf GTD รหัสความแรงจากขุมพลังดีเซล พลิกความคาดหมายที่คาดกันว่ารุ่น GTi จะได้รับการเผยโฉมออกมาก่อน

alt
alt

สำหรับ Golf GTD นั้น มีรูปลักษณ์ไม่ต่างจาก Golf GTi Concept ที่ได้เห็นกันเมื่อปีที่แล้วเท่าไหร่นัก โดยมาพร้อม
กับกันชนหน้าและหลังที่ออกแบบให้ดูสปอร์ตมากขึ้นกว่ารุ่นปกติ และมาพร้อมกับกระจังหน้าขลิบเส้นแดง ให้ความรู้สึก
ร้อนแรง รวมไปถึงด้านข้างมีชายประตูที่ยื่นใหญ่ออกมามากขึ้น ด้านท้ายมาพร้อมกับสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ และครีบรีด
อากาศบริเวณชายล่างกันชน พร้อมท่อไอเสียโครเมี่ยม สวมล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 17 นิ้ว

ขุมพลังเป็นการหยิบเอาเครื่องยนต์ดีเซลที่ทรงพลังที่สุดของ Golf ให้เลือกใช้ ได้แก่เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบเรียง
พร้อมเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดมากถึง 379 นิวตัน-เมตร ถึงว่ามากกว่า
รุ่นที่แล้ว 13 แรงม้า และ 29.7 นิวตัน-เมตรเลยทีเดียว ทรงกำลังผ่านล้อคู่หน้าผ่านเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์อัตโนมัติ DSG
แบบ 6 จังหวะ สร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 7.5 วินาที เร็วกว่ารุ่นเดิม 0.6 วินาที

แม้จะเป็นขุมพลังดีเซลที่แรงมากที่สุด แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งความประหยัดน้ำมันและการปล่อยก๊าซไอเสียต่ำออกไป เพราะสามารถ
สร้างอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ต่ำเพียง 24.3 กม./ลิตร และปล่อยก๊าซไอเสียลดน้อยลงเหลือ 109 กรัม/กม.
จากรุ่นเดิมที่ทำได้ 139 กรัม/กม.

alt

ด้านห้องโดยสาร ยังคงใช้เบาะนั่งทรงบัคเกต พร้อมการหุ้มผ้าลาย Tartan อันเป็นเอกลักษณ์ของ GTi/GTD เช่นเคย
พร้อมกับการเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยทรงใหม่ แต่ยังคงตัดตรงด้านล่างของพวงมาลัยเช่นเคย และมีการใช้แป้นเท้าที่ผลิต
จากสเตนเลสสตีล เพื่อสร้างความสปอร์ตและความแตกต่างจากรุ่นปกติ

ส่วน 2013 Volkswagen e-Golf เป็นการกลับมาของรถยนต์ไฟฟ้าในตระกูล Golf หลังพยายามพัฒนาและผลิต
ในช่วงยุคปี 1970 ในจำนวนจำกัด แต่ก็ต้องพับโครงการไปด้วยความไม่พร้อมของเทคโนโลยี การกลับมาครั้งนี้ ถือ
เป็นความมุ่งมั่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดคอมแพคท์ เพื่อต่อกรกับบรรดาคู่แข่งจาก Nissan/Renault อย่างแท้จริง
โดยซุ่มพัฒนาและศึกษามาตั้งแต่ปี 2008

alt

รูปลักษณ์ภายนอก ไม่มีความแตกต่างจากรุ่นปกติมากนัก มีเพียงเปลือกกันชนหน้า-หลัง ที่มีการออกแบบช่องรับอากาศ
ใหม่เท่านั้น รวมถึงภายในมีการอัพเดทจอมาตรวัดและระบบอินโฟเทนเมนต์พร้อมหน้าจอสัมผัส ที่จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ
การใช้งานพลังไฟฟ้าได้ชัดเจนขึ้น

ขุมพลังที่นำมาใช้ เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งบริเวณด้านหน้าตัวรถเพื่อขับเคลื่อนล้อหน้า มีกำลังสูงสุด 115 แรงม้า และ
มีแรงบิด 270 นิวตัน-เมตร ช่วยสร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 11.8 วินาที และถูกจำกัดความเร็วเพื่อรักษา
มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ไว้ที่ 135 กม./ชม.

alt
alt

แบตเตอรี่ เป็นแบตเตอรี่ชนิด Li-ion ขนาดกำลัง 26.5 kWh ช่วยส่ง e-Golf ให้แล่นได้ไกล 175 กม.ในการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง
ถือว่ายังด้อยกว่า Nissan Leaf ที่ปรับปรุงจนแล่นได้ถึง 228 กม.ต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง และการชาร์จไฟ ทำได้โดยการเสียบปลั๊ก
กับไฟบ้าน โดยใช้เวลา 5 ชม.เป็นอย่างต่ำ โดยเครื่องเคราสำหรับขุมพลังไฟฟ้าทั้งหมด ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ Golf ถึง 250 กก.

2013 Volkswagen e-Golf จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบด้วยกัน คือ Normal (ธรรมดา) Eco (ประหยัด)
และ Range (ประหยัดที่สุด) โดยในโหมด Eco จะถูกล็อกกำลังมอเตอร์เหลือ 95 แรงม้า และจำกัดความเร็วสูงสุดเหลือ
120 กม./ชม. ในขณะที่โหมด Range จะตัดการทำงานของระบบปรับอากาศ และจำกัดความเร็วสูงสุดเหลือ 95 กม./ชม.
เพื่อรักษาประจุไฟในแบตเตอรี่ให้ได้มากที่สุด

alt

ทั้ง 2013 Volkswagen Golf GTD และ e-Golf จะพร้อมอวดโฉมต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในงาน Geneva
Motor Show 2013 ที่จะถึงนี้ ก่อนที่ Golf GTD จะออกจำหน่ายจริงในยุโรปช่วงฤดูร้อนนี้ ส่วน e-Golf ยังไม่เปิดเผย
รายละเอียดการจำหน่ายออกมาในตอนนี้ครับ

ที่มา : Worldcarfans


ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สำหรับประเทศที่มีรถยนต์สัญชาติตนเองและได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 มานาน กลับถูกโค่นบัลลังก์
ด้วยรถยนต์จากชาติอื่น แต่ก็เป็นไปแล้วสำหรับประเทศเกาหลีใต้ ที่แนวโน้มผู้บริโภคมีความเปลี่ยนแปลง หลังจาก
Hyundai ครองตำแหน่งรถยนต์ที่ชาวเกาหลีใต้นิยมที่สุดกว่า 20 ปีและยกย่องให้เป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดมาเป็นเวลานาน
กลับถูก Toyota กับรถยนต์รุ่น Camry แย่งส่วนแบ่งความนิยม และสื่อรถยนต์ในเกาหลีใต้ยกรางวัลรถยนต์แห่งปี
ไปให้ในที่สุด โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ไม่ใช่รถยนต์เกาหลีและได้รับรางวัลนี้ไป

alt

ข่าวคราวเกี่ยวกับกรณีนี้ ถือว่าเป็นเรื่องน่าฉุกคิดมากทีเดียว เพราะชาวเกาหลีใต้มักมีนิสัยผูกติด ไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย
การใช้ข้าวของง่ายๆ แต่ล่าสุดทั้งผู้สื่อข่าวสายรถยนต์ และผู้บริโภค กลับให้ความนิยม Toyota Camry รถยนต์จาก
ประเทศใกล้ๆบ้านสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

Takeshi Miyao นักวิจัยตลาดรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น แสดงความเห็นว่ากรณีนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายด้าน
เช่น รสนิยมของคนเกาหลีใต้ที่เปลี่ยนไปหาของนำเข้าคุณภาพดีมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นยุคใหม่ ที่ไม่ยึดติดกับเสื้อผ้า
ข้าวของ และรถยนต์ที่ผลิตโดยคนเกาหลีใต้อีกต่อไป รวมไปถึงค่าเงินเยนที่แข็งตัวขึ้นและสิทธิการค้าเสรีระหว่างญี่ปุ่น
และเกาหลีใต้ ทำให้ง่ายต่อการคิดจะเปลี่ยนไปหาของนำเข้าจากญี่ปุ่นมากขึ้น

อดีตที่ผ่านมา Hyundai ครองตลาดรถยนต์เกาหลีใต้มากถึง 99% ของรถยนต์ทั้งหมด จากการเริ่มจำหน่าย Hyundai Pony
หรือรถยนต์ต้นตระกูลของ Hyundai Excel ในปี 1975 และได้รับความนิยมสูงสุดจากคนเกาหลีใต้เรื่อยมา และสร้าง
ยอดขายรวมกว่า 4 ล้านคัน/ปี โดยในปี 2012 ที่ผ่านมา Hyundai มีรายได้สูงถึง 78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรสนิยมการซื้อข้าวของของคนเกาหลีใต้ เกิดขึ้นในช่วงปี 1998 ในยุคเศรษฐกิจเอเชีย
ฟองสบู่แตก และต้องกู้ยืมเงินจาก IMF กัน ช่วงนั้นคนเกาหลีใต้ถูกรณรงค์ให้ใช้ข้าวของที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ไม่ว่า
จะเป็นเสื้อผ้า สื่อบันเทิง เช่น ภาพยนตร์เกาหลี เพลงเกาหลี งดการเสพสื่อต่างประเทศ รวมไปถึงวงการรถยนต์ ที่ผู้คน
ต้องซื้อเฉพาะรถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้เท่านั้น เพื่องดการรั่วไหลของเม็ดเงินออกนอกประเทศให้ได้มากที่สุด

แต่รสนิยมดังกล่าวถูกเปลี่ยนไป เริ่มต้นจากการเข้าจำหน่ายของ iPhone 3GS สมาร์ทโฟนจากค่าย Apple เมื่อปี 2009
ทำให้ชาวเกาหลีใต้เริ่มหันไปหาของนำเข้าที่มีคุณภาพดีกว่าของในบ้านตนเองมากขึ้น นอกจากนี้บรรดาเครื่องดื่นเบียร์
และไวน์นำเข้า ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ระหว่างปี 2007 ถึง 2011 และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถิติ
ชี้ให้เห็นว่า รถยนต์นำเข้ามียอดขายเพิ่มขึ้น 10% และในปี 2012 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์เกาหลีใต้ลดน้อยลง 2.9%
เป็นครั้งแรก

นอกจากรสนิยมการซื้อของนำเข้าจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งมาจากในปัจจุบันคนเกาหลีใต้มองหารถยนต์
ที่ดูหรูหรา ภูมิฐานมากขึ้น จนทำให้ Toyota/Lexus สร้างยอดขายได้มากถึง 15,771 คันในปีที่ผ่านมา กลายเป็น
แบรนด์รถยนต์นำเข้าที่สร้างยอดขายได้เป็นอันดับที่ 4 โดย 4,976 คันในนั้นเป็นรถยนต์จากแบรนด์ Lexus ซึ่งถือว่า
เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน ในขณะเดียวกันรถยนต์รุ่นหรูของ Hyundai ทั้ง 3 รุ่น คือ Equus Genesis และ Grandeur
มียอดขายลดลงถึง 20% เลยทีเดียว

มากไปกว่านั้น นอกจาก Hyundai จะเสียยอดขายรถยนต์ในประเทศบ้านเกิดของตนให้คู่แข่งจากญี่ปุ่นแล้ว ในตลาดสหรัฐอเมริกา
เอง Hyundai ก็มียอดขายรถยนต์ที่น้อยลงด้วยเช่นกัน โดยในปี 2012 ที่ผ่านมา Hyundai มียอดขายลดลง 0.2%
ทำให้เหลือส่วนแบ่งในตลาดแดนมะกันที่ 4.9% ในขณะที่ Toyota เพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 14.4% และสร้าง
ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 9.75 ล้านคัน จากในปี 2011 ที่ขายได้เพียง 7.95 ล้านคัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเร่ง
ทำตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น หลังจากวิกฤตแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา

แนวโน้มของตลาดรถยนต์เกาหลีใต้ คาดว่าจะมีการหันไปหารถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นงานหนักของ
ทั้ง Hyundai และ Kia ที่ต้องเร่งพิสูจน์ตนเองให้คนเกาหลีใต้เห็น ว่าแท้จริงแล้วคุณภาพรถยนต์ของเกาหลีใต้ ก็ไม่ได้
ด้อยไปกว่ารถยนต์ของญี่ปุ่น และสร้างความจูงใจในการซื้อรถยนต์เกาหลีใต้กลับมาครับ

ที่มา : Bloomburg


บทความ อื่นๆ ...