PR News
ในช่วงปี 2007 Nissan ได้แนะนำรถยนต์ Hybrid แบบขับเคลื่อนล้อหน้าอย่างเป็นทางการในรุ่น Altima โดยใช้
เทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Toyota (ยกเว้นเครื่องยนต์สันดาปภายในและโปรแกรมการทำงาน
ว่ากันว่าโปรแกรมเมอร์เป็นชาวไทยเสียด้วย และที่ฮากว่านั้นเคยมีผู้ไม่รู้จริงมาบอกว่า Toyota จะซื้อกิจการ Nissan
อย่างน่าหัวเราะ) แต่ใช่ว่า Nissan จะเป็นปลิงเกาะดูดเทคโนโลยีจาก Toyota เพื่อลดต้นทุนการพัฒนาอย่างเดียว แต่
Nissan ก็ต้องลงทุนหันมาพัฒนาระบบ Hybrid ของตนเองบ้าง โดยเริ่มจากระบบ Hybrid สำหรับระบบขับเคลื่อนล้อ
หลังดั่งที่เห็นจากรถยนต์ infiniti หลายรุ่น

ส่วนระบบ Hybrid ขับเคลื่อนล้อหน้านั้นยังคงเก็บเงียบเอาไว้จนถึงบัดนี้

alt



ล่าสุด Nissan ก็ได้เปิดเผยโฉม Pathfinder Hybrid ระบบ Hybrid ขับเคลื่อนล้อหน้าคันแรกจาก Nissan ดังนั้น
เครื่องเคราภายในของรถคันนี้มันก็จะเป็นไส้ในเดียวกับ Teana/Altima Hybrid ที่จะเปิดตัวภายไม่เกิน 12 เดือน
ข้างหน้านั่นเอง

ไฮไลต์สำคัญคือระบบ Pure Drive Hybrid รุ่นใหม่จะจับคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน 4 สูบ 2.5 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ 230
แรงม้า แรงบิดสูงสุด 329 นิวตันเมตร จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้า 20 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 40 นิวตันเมตร ซ่อนแบตเตอรี่ลิเธี่ยม
ไอออนใต้พื้นห้องโดยสารตอนที่ 3 ทำให้ไม่เกะกะมากนัก







หลักการ Hybrid ของ Nissan จะเป็นแบบ 1 มอเตอร์กับ 2 คลัทช์ Parallel ทำให้มีพละกำลังเทียบเท่ากับเครื่องยนต์
ขนาด V6 3.5 ลิตร มีอัตราสิ้นเปลืองในเมือง 25 MPG นอกเมือง 27 MPG เฉลี่ยแล้วทำได้ 26 MPG

สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นธรรมดาก็คือการเปลี่ยนไฟท้าย LED, ป้ายสัญลักษณ์, หน้าจอแสดงการทำงานระบบ Hybrid เป็นต้น

ระบบ Hybrid ที่เห็นอยู่ในขณะนี้ก็จะเตรียมจับนำมาใส่ลงใน Teana/Altima รุ่นใหม่ในเร็ว ๆ นี้
เราต้องยอมรับชื่อ WRX ของ Subaru เป็นที่โด่งดังในหมู่คนเล่นรถเป็นอย่างมาก เพราะ WRX เป็นชื่อบ่งบอกถึง
สมรรถนะที่เป็นขึ้นกว่าของ STI อย่างเห็นได้ชัด ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องปรับปรุงให้รู้สึกถึงความโดดเด่นในการขับขี่มากที่สุด
และในปัจจุบันชื่อ WRX ยังคงสิงอยู่ในเรือนร่างของ Subaru Impreza อยู่

แต่ดูเหมือนว่า Subaru เริ่มคิดการณ์ใหญ่ด้วยการแยกตระกูล WRX ออกมาเป็นรถรุ่นต่างหากจาก Impreza ก็แน่นอน
ว่า WRX ย่อมมีตำแหน่งการตลาดที่โดดเด่นเอามาก ๆ มิใช่เป็นเพียงแค่การทำให้มันพรีเมี่ยมกว่ารถตลาดเท่านั้น

alt



Subaru ได้เปิดเผยโฉมรถต้นแบบ WRX Concept อย่างเป็นทางการในงาน New York Autoshow 2013 เรียบร้อย
แล้ว

Subaru WRX Concept จะเป็นรถต้นแบบของซีรีส์รถทรงประสิทธิภาพสูงสุดหรือว่าง่าย ๆ คือมันคือ WRX รุ่นต่อไปที่ไม่
มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Impreza ดีไซน์โดยรวมไม่ทำให้แฟนดาวลูกไก่ผิดหวังเหมือนกับเปิดตัว Impreza ในพักหลังแน่นอน
ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดุดันเสียเหลือเกิน



ด้านหน้าจะได้รับอิทธิพลจากรถต้นแบบ Viviz อันเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของ Subaru สัดส่วนตัวถังจะมาแนวซีดานคูเป้
หลังคาเตี้ย วัสดุหลังคาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อช่วยลดน้ำหนัก ฝากระโปรงท้ายจะเป็นสปอยเลอร์ตูดเป็ดในตัวตาม
หลักแอโรไดนามิค

รายละเอียดเพิ่มเติมจะค่อย ๆ รายงานเพิ่มเติมกันต่อไป



Kia ในช่วงนี้แลดู Aggressive ในการทำตลาดในอเมริกาเหนือเป็นอย่างมาก เมื่อเดือนก่อนก็เปิดเผยโฉม Cerato Hatch
ไปแล้วคราวนี้ก็ถึงคิวของ Kia Forte Koup โฉมใหม่ที่เพิ่มความสวยสดใสมากยิ่งขึ้นพร้อมอวดโฉมในงาน NewYork
Autoshow 2013

alt



All New Kia Forte Koup กลายเป็นผลผลิตที่ดูแปลก ๆ พอสมควรเพราะ Kia ได้ยกหน้า Cerato Hatch มาสวมทับ ดู
เผิน ๆ ก็ถือว่ามีกลิ่นความเป็นรถอเมริกันไม่น้อยเลย ส่วนโครงสร้างตัวถังก็ยังมาแนวเตี้ยและแบนเหมือนกับรุ่นเดิม
เพียงแต่ปรับปรุงสัดส่วนบางอย่างให้ลงตัวขึ้น เช่น เพิ่มความลาดของกระจกหลังให้มากขึ้น, บั้นท้ายก็ออกแบบให้ดู
สปอร์ตกว่าเดิม

All New Kia Forte Koup ถือเป็นความหวังที่จะทำให้แบรนด์ Kia เป็นแบรนด์ที่ดูสปอร์ตและมีความเหนือระดับไปอีกขั้น
เพราะถึงขั้นลงทุนออกแบบในสตูดิโอแคลิฟอร์เนีย

ภายใน Kia Forte Koup โฉมใหม่จะใช้วัสดุพรีเมี่ยมและวัสดุนุ่มนิ่มในหลายจุด, แผงมาตรวัดอ่านง่าย แต่ก็ยังไม่ทิ้งลาย
ความสปอร์ต





ไหน ๆ ดีไซน์ก็โฉบเฉี่ยวซะขนาดนี้ Kia จึงจัดเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับดีไซน์เสียหน่อยเริ่มจากเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร GDI
เทอร์โบ 201 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 264 นิวตันเมตรที่ 1,750-4,500 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร
GDI 173 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 209 นิวตันเมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที

Kia Forte Koup รุ่นใหม่อวดโฉมแล้วในงาน NewYork Autoshow 2013
กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2013 - บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด เปิดตัวรถยนต์รุ่นโกสต์ อาร์ต เดคโค คันแรกที่จะขายในประเทศไทย ณ งาน บางกอก
อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34  ยนตกรรมหรูที่งดงามคันนี้สะท้อนถึงคุณลักษณะและการลงรายละเอียดของบริการสั่งทำพิเศษ และเป็นหนึ่งในรถยนต์อาร์ต เดคโค
ลิมิเตด เอดิชั่น ซึ่งมีเพียง 35 คันทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์โรลส์-รอยซ์อีก 3 รุ่นที่เป็นผลงานอันโดดเด่นของตราสินค้า (แบรนด์) ได้แก่ แฟนธอม แฟนธอมรุ่นขยายฐานล้อ และโกสต์รุ่นขยายฐานล้อ
ได้ถูกนำมาจัดแสดงโดยโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก (บริษัท มิลเลียนแนร์ ออโต้ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด) ผู้จำหน่ายรถยนต์โรลส์-รอยซ์
อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยหลังการเปิดตัวโชว์รูมโรลส์-รอยซ์แห่งแรกในประเทศไทยบนถนนพระราม 3 ที่ผ่านมา โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก
จะเปิดโรลส์-รอยซ์บูติคในศูนย์การค้าสยามพารากอนภายในปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของโรลส์-รอยซ์ในการชมและสั่งทำรถยนต์เฉพาะบุคคล

alt

มร.เฮอร์ฟรีด ฮัสนัล ผู้จัดการทั่วไปตลาดใหม่ประจำภาคพื้นเอเซีย บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะนำเสนอรถยนต์รุ่นลิมิเตด
เอดิชั่นเป็นครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ รถยนต์โรลส์-รอยซ์ของเราเป็นสุดยอดแห่งยนตรกรรมแบบสั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคล และด้วย
การออกแบบในสไตล์อาร์ต เดคโค ซึ่งสะท้อนให้เห็นศิลปวัฒนธรรมของไทยและในภูมิภาคเอเซีย รถยนต์อาร์ต เดคโค เป็นเครื่องหมายของความสามารถของ
บริการสั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคลที่ไร้ข้อจำกัดเมื่อคุณสั่งซื้อรถยนต์โรลส์-รอยซ์ เรามีความภาคภูมิใจที่จะจัดแสดงรถยนต์คันนี้ภายในงานแสดงยานยนต์ที่โด่งดัง
ที่สุดงานหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้”

“ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นในบริการสั่งทำพิเศษของโรลส์-รอยซ์ และการเปิดตัวของรถยนต์รุ่นเรธเมื่อไม่นานมานี้  เราหวังว่าจะได้รับการตอบรับและมีความต้องการ
ที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์โรลส์-รอยซ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” มร. ฮัสนัล กล่าวเสริม

นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ ผู้จัดการทั่วไป โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก กล่าวว่า “นับเป็นช่วงเวลาที่น่ายินดีของบริษัทฯ เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปีที่สองของ
การดำเนินงานในฐานะผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถยนต์โรลส์-รอยซ์ในกรุงเทพฯ  เรายังคงไว้ซึ่งคุณภาพของการบริการเพื่อตอบสนองต่อการคาดหวังในด้านมาตรฐาน
ของแบรนด์ รถยนต์อาร์ต เดคโคจึงเป็นทางหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถในการให้บริการสั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคลของโรลส์-รอยซ์ เพื่อสร้างสรรค์ยนตกรรมที่มีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวให้แก่ลูกค้าของเรา”
 
รถยนต์อาร์ต เดคโค คอลเลคชั่น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระแสความเคลื่อนไหวในศิลปะด้านการออกแบบแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นการระลึกถึงงานนิทรรศการ
ในกรุงปารีส ปีค.ศ. 1925 หรือที่ชื่องาน Exposition Internationale des Arts Décoratifs et Industriels Modernes ซึ่งเป็นสถานที่ให้กำเนิดชื่อศิลปะ
ด้านการออกแบบในแนวอาร์ต เดคโค  

“อาร์ต เดคโค” เป็นสไตล์แห่งศิลปะที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างลวดลายกระจกแก้วคริสตัลอันล้ำสมัยที่สื่อถึงความคลาสสิกของกรีก และโบราณวัตถุของอียิปต์
กับยุคแห่งเครื่องจักรกล และการปรับรูปลักษณ์ยานยนต์ให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งมีอิทธิพลต่องานออกแบบแขนงต่างๆ อาทิ สถาปัตยกรรม การออกแบบยานยนต์ การตลาด
งานเซรามิคและการผลิตเฟอร์นิเจอร์

อาร์ต เดคโค ในประเทศไทยมีให้เห็นทั่วไปโดยรอบ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ  ที่มีสถานที่และอาคารที่ได้รับอิทธิพลด้านการออกแบบจากอาร์ต เดคโคที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
ได้แก่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และโรงละครศาลาเฉลิมกรุง เป็นต้น


แนวคิดการสร้างชุดพื้นตัวถังและงานวิศวกรรมพื้นฐานที่สามารถใช้ได้ร่วมกันได้หลายรุ่นเริ่มจะกลายเป็นเทรนด์
อุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ล่าสุด โดยเฉพาะค่ายรถฝั่งยุโรปก็ได้กลายเป็นต้นแบบการคิดค้นนวัตกรรมชุดพื้นตัวถังชนิดนี้
เพราะค่ายรถยุโรปมักมีจุดอ่อนด้านการควบคุมต้นทุนสู้ค่ายรถญี่ปุ่นหรือค่ายรถเอเชียแทบจะไม่ค่อยได้

ค่ายที่เริ่มใช้แนวคิดชุดพื้นตัวถังและงานวิศวกรรมพื้นฐานร่วมก็คือค่าย Volkswagen Group ในนาม MQB Platform
ที่สามารถแชร์พื้นฐานหลาย ๆ ส่วนร่วมกันตั้งแต่รุ่นเล็กจนไปถึงรุ่นกลางแบบ Passat จึงทำให้รถยนต์ในเครือสามารถทำ
รถได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนถูกลง

alt

ล่าสุด Nissan ได้พัฒนาชุดพื้นตัวถังและงานวิศวกรรมร่วมพื้นฐานกับ Renault ที่มาในชื่อ CMF (Common Module
Family) Platform ซึ่งถือเป็นค่ายรถญี่ปุ่นค่ายแรกที่ใช้แนวคิดนี้อย่างจริงจัง แนวคิดดังกล่าวจะมาในรูปแบบชุดโมดูล 4
ชุดที่สามารถแปรเปลี่ยนตามรูปแบบของรถยนต์ ได้แก่ จุดยึดเครื่องยนต์, พื้นห้องโดยสาร, โครงสร้างตัวถังหน้าและ
โครงสร้างด้านหลัง ที่สามารถแชร์ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคไฮเทคกับรถยนต์ Nissan หลายรุ่นเอามาก ๆ ได้อย่าง
ง่ายดาย

การแบ่งออกเป็นชุดโมดูล 4 ชุดก็ทำให้สามารถลดต้นทุนและวางแผนการผลิตได้อย่างรวดเร็วซึ่ง Nissan เชื่อว่าจะ
สามารถลดต้นทุนได้มากถึง 30% และสามารถลดการสั่งชิ้นส่วนลงได้เยอะ

สำนักข่าว Nikkei ก็รายงานเพิ่มเติมว่าจากเดิม Nissan มีพวงมาลัยถึง 7 แบบ และต้องสั่งแบบละ 150,000 ชิ้น แต่ถ้าใช้
กลยุทธ์ CMF Platform ก็จะมีพวงมาลัยเพียงแค่แบบเดียวแต่สามารถสั่งจำนวนมากถึง 1.55 ล้านชิ้น

ภายใต้กลยุทธ์ CMF Nissan จะทำงานอย่างกับซัพพลายเออร์ในช่วงแรกของการพัฒนาเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตในแต่
ละชิ้นส่วน วิธีนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนจากการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สำนักข่าวยัง
บอกเพิ่มอีกว่ากลยุทธ์ CMF ก็น่าจะช่วยลดข้อบกพร่องของชิ้นส่วนได้

รถยนต์ Nissan รุ่นแรกที่จะเริ่มใช้กลยุทธ์ CMF Platform คือ All New Nissan X-Trail ที่จะเปิดตัวภายในปลายปีนี้
และจะผลิตในประเทศไทยปี 2014 และหลังจากนั้นรถยนต์รุ่นโฉมใหม่ที่เปิดตัวในปี 2014 จะต้องเป็น CMF Platform ทั้งหมด

ที่มา : http://www.just-auto.com/news/nissan-rolls-out-new-platform-strategy_id132948.aspx



บทความ อื่นๆ ...