PR News
ปัจจุบัน แบรนด์ Peugeot และ Citroen ในสายตาของลูกค้าชาวยุโรปเริ่มมีความรู้สึกว่ามันเป็นรถเกรดเดียวกันมากขึ้น
หรือเป็นแบรนด์รถราคาตลาด ๆ ทั่วไปของเขา ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองแบรนด์ก็มีความแตกต่างในจุดยืนพอสมควร ไม่ว่าจะ
เป็นดีไซน์, การวางตำแหน่งรุ่น ที่ไม่ต่างกันมากคือเทคโนโลยี แต่ผลสุดท้ายคือทั้งสองแบรนด์กลับมีฐานลูกค้าอยู่กลุ่ม
เดียวกันทำให้มันแย่งตลาดกันเองโดยไม่จำเป็น

alt

แต่ในอนาคต PSA Group ก็จะเปลี่ยนแปลงจุดยืนของแบรนด์ Peugeot และ Citroen ให้แตกต่างกันสิ้นเชิง เพื่อแยก
ฐานลูกค้าออกจากกันแบบเด็ดขาด ซึ่ง Philippe Varin ซีอีโอแห่ง PSA Group ก็ออกมายอมรับว่า ทั้งสองแบรนด์มันดู
ใกล้กันมากเกินไป

PSA Group จะวางให้ Peugeot กลายเป็นแบรนด์ที่จับตลาดบนมากขึ้นที่มีรูปลักษณ์ไม่ได้ฉีกแนวมาก ดั่งที่เราเห็นจาก
การเปิดตัว Peugeot 208 GTI และ 2008 ซึ่งทำให้กลายเป็นแบรนด์ที่กำไรสูง

ส่วน Citroen ก็จะขยายไลน์ตระกูล DS สำหรับจับตลาดบน แต่สำหรับตระกูลรถตลาดอย่าง C1-C5 จะวางตำแหน่ง
การตลาดให้ต่ำกว่ารถรุ่นปัจจุบันทั้งหมดเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ยังรถตระกูล Entry Level เข้ามาเสริมทัพด้วย

เขาก็ยืนยันว่าไม่ได้วางแบรนด์ Citroen ให้เป็นแบรนด์ Low Cost แต่อย่างใด เพียงแต่จะเน้นให้ Citroen มีความคุ้มต่อ
เม็ดเงินมากที่สุดที่มาด้วยแนวคิด Cheap Premium เริ่มจาก C-Elysee ซีดานระดับ Entry, C4 Picasso โฉมใหม่ที่มี
หน้าตาแปลกล้ำมาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่น่าจะเป็นการตอกย้ำรถตระกูล C ว่าจะมีค่าบำรุงรักษาถูก, ให้อุปกรณ์
มาตรฐานต่อเม็ดเงินคุ้มค่า, ใช้งานง่ายและเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง แต่ก็ไม่ซับซ้อนในด้านเทคนิคหรือมีพละกำลังแรง
มากอะไร

ดังนั้นรถตลาดของแบรนด์ Peugeot ทั้งหมด (ยกเว้นรุ่น 301) จะวางตำแหน่งการตลาดแทรกกลางระหว่าง Citroen DS
และ C-Series


ที่มา : autonews.com
ปทุมธานี : 13  มีนาคม 2556  - มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย แจ้งยอดขายมิราจในไทย 1 ปี  49,296 คัน ในขณะที่ตลาดต่างประเทศตอบรับเยี่ยม พร้อมส่ง Mirage
รุ่นตกแต่งพิเศษ “บลูม เอดิชั่น (Bloom Edition)” ฉลองครบรอบ 1 ปี มิราจในไทย เป็นอีกทางเลือกสำหรับลูกค้า หวังเจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

alt

มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงความสำเร็จอย่างสูงของการแนะนำรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ ในเมืองไทยว่า
นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นรถยนต์อีโค คาร์ รุ่น 5 ประตู ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจาก
ลูกค้าด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 49% (ณ เดือนมกราคม 2556) ในขณะที่ยอดขายรวมนับจากเปิดตัวสูงถึง 49,296 คัน (ณ กุมภาพันธ์ 2556) โดยในปัจจุบันบริษัทฯ
มียอดขายมิราจขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 คัน ต่อเดือน หรือคิดเป็น 40-50% ของยอดขายรถยนต์รวมของบริษัท สำหรับในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าการจำหน่ายมิราจในประเทศ
ไว้ที่ 4,000 คัน ต่อเดือน

ในส่วนของการผลิตนั้น มิตซูบิชิ มิราจ เป็นรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานภายใต้โครงการโกลบอล สมอลล์ รุ่นแรกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ถูกผลิตจากโรงงานใหม่แห่งที่ 3
ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ซึ่งนอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้วไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยยอดการผลิต
รวมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ทำการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ ไปแล้วกว่า 109,300 คัน  สำหรับเพื่อขายในประเทศ 54%  หรือ ประมาณ 58,800 คัน
และเพื่อส่งออกอีก 46% หรือ ประมาณ 50,500 คัน   จากยอดการผลิตดังกล่าวยังสามารถสะท้อนศักยภาพการผลิตของบริษัทฯ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถบรรลุเงื่อนไขของคณะกรรมการ
ส่งเสริมการลงทุน BOI ที่ระบุว่าจะต้องมีการผลิตจริงไม่น้อยกว่า 100,000 คันต่อปีภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากเปิดไลน์การผลิตได้อย่างแน่นอน  ทั้งนี้เพื่อให้สามารถตอบสนอง
ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นบริษัทฯ ยังได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้สามารถส่งมอบรถที่มียอดค้างส่งมอบซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10,000 คัน ได้เร็วยิ่งขึ้น
โดยลูกค้าสามารถรับรถได้ภายใน 1-2 เดือนเท่านั้น

ในส่วนของการตอบรับจากตลาดต่างประเทศ มร.มูราฮาชิ กล่าวว่าภายหลังจากการเปิดตัวในประเทศไทย  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เริ่มทยอยเปิดตัว มิราจ ในภูมิภาคต่างๆ
โดยเปิดตัวในบรูไนในเดือนมิถุนายน ประเทศญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม อินโดนีเซียในเดือนกันยายน ฟิลิปปินส์และมาเลเซียในเดือนพฤศจิกายน บังกลาเทศและออสเตรเลียในเดือนมกราคม 
และล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้มีการแนะนำมิราจใหม่ในประเทศนิวซีแลนด์ รวมทั้งยังมีแผนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ในภูมิภาคยุโรปในลำดับต่อไป สำหรับยอดการ
ส่งออกล่าสุดอยู่ที่กว่า 46,000 คัน โดยตลาดหลักในปัจจุบันเป็นประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งมิราจถูกส่งออกไปแล้วกว่า 21,500 คัน  ตามมาด้วยประเทศในแถบอาเซียนและโอเชียเนีย

alt
alt

ทั้งนี้ มร.มูราฮาชิ กล่าวว่าเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปีของมิราจ ในประเทศไทย ทางบริษัท ได้แนะนำมิราจ รุ่นตกแต่งพิเศษ “บลูม เอดิชั่น (Bloom Edition)” เพื่อเป็นอีกหนึ่ง
ทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งมาพร้อมเบาะผ้าแบบพรีเมียม พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมการตกแต่งสีเงิน แบบซิลเวอร์ เดคคอเรชั่น และ สัญลักษ์ Bloom Edition ที่ประตูท้าย โดยมี 2 สีให้เลือก
คือ สีม่วง Blossom Purple มีราคาขายอยู่ที่ 549,000 บาท  และสีขาวมุก White Pearl ซึ่งมีราคาขายอยู่ที่  554,000 บาท โดยจะจำหน่ายที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ 15 มีนาคมนี้
เป็นต้นไป และจะจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 7 เมษายนนี้ ที่เมืองทองธานี


กรุงเทพฯ – เชฟโรเลต เผยโฉม สปิน รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุดให้สื่อมวลชนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ก่อนหน้าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานบางกอก
อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ สปิน ซึ่งเป็นรถซับคอมแพ็กต์ระดับโลกของเชฟโรเลต จะออกทำตลาดรถบีเซกเมนท์ในประเทศไทย เพียบพร้อมด้วยความอเนกประสงค์
ในแบบรถเอ็มพีวี 7 ที่นั่ง ออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบาย เนื้อที่ใช้สอยกว้างขวาง รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ประหยัดเชื้อเพลิง สมรรถนะการขับขี่และ
การควบคุมที่เหนือชั้น อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่ร่วมสมัยและบึกบึน เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว ณ ร้าน Flow House ย่านสุขุมวิท เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา

เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เชฟโรเลต เปิดตัวรถเอ็มพีวีรุ่นแรกในเมืองไทยอย่างซาฟิร่า นับเป็นการบุกเบิกเซกเมนท์ใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ ซาฟิรา ประสบความสำเร็จ
อย่างมากโดยได้รับรางวัล “รถเอ็มพีวียอดเยี่ยมแห่งปี” ในประเทศไทยสามปีซ้อน ลูกค้ามีความประทับใจในซาฟิร่าอย่างมาก ในปัจจุบันยังคงเห็นซาฟิร่า โลดแล่นอยู่บน
ท้องถนนเมืองไทยมากมาย ทั้งนี้สปิน รุ่นใหม่ไม่ได้เป็นตัวแทนของซาฟิร่า แต่เดินตามรากฐานความเป็นเอ็มพีวีคุณภาพเยี่ยมที่สร้างสรรค์โดยเชฟโรเลต

alt

สปิน มีเป้าหมายเจาะกลุ่มคนไทยร่วมสมัย เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถที่มีความสะดวกสบาย กว้างขวาง มีขนาด
พอเหมาะและมีราคาไม่สูงเกินไป ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ในเมืองที่ต้องการรถสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูงหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วง
วันหยุดสุดสัปดาห์ สปิน อัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่แบ่งออกเป็นสองรุ่นย่อย เป็นรถที่ใครก็เป็นเจ้าของได้หากพิจารณาถึงราคาจำหน่ายและค่าใช้จ่าย
การดูแลรักษา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถของคนที่กำลังสร้างครอบครัวและคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในเมืองใหญ่ของประเทศไทย

สปิน ขึ้นสายการผลิตในศูนย์การผลิตแห่งใหม่ของจีเอ็ม อินโดนีเซีย ในเมืองเบกาซี โดยนอกจากทำตลาดในประเทศไทยและอินโดนีเซียแล้ว สปิน ยังถูกส่งออกไป
จำหน่ายในฟิลิปปินส์อีกด้วย โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาบนแพลทฟอร์มของเชฟโรเลต ในระดับโลก โดยได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์จากทีมวิศวกรของเชฟโรเลต
ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ ซึ่งนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาตั้งแต่เริ่มโครงการไปจนถึงขั้นตอนการออกแบบและการผลิต  

เส้นสายของสปิน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดูอัลพอร์ทเอกลักษณ์เฉพาะของเชฟโรเลต ให้ภาพลักษณ์ความร่วมสมัย และเน้นย้ำว่ารถเอ็มพีวีขนาดเล็กไม่จำเป็นต้อง
มีรูปลักษณ์แบบดั้งเดิมเสมอไป

ทีมนักออกแบบของเจนเนอรัล มอเตอร์ส บราซิล เป็นผู้นำในการดีไซน์สปิน ซึ่งเอาใจใส่ในการออกแบบภายนอกเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้สปิน ดูเหมือนเป็น
‘รถเอ็มพีวีธรรมดาอีกคันหนึ่งในตลาด’ เส้นสายที่บึกบึนและชัดเจนทำให้รูปลักษณ์ของสปินมีความโดดเด่นและทันสมัย สัดส่วนตัวถังที่คมคายจากช่วงสันไหล่ด้านข้างตัวรถ
ที่สูงทำให้ตัวรถดูใหญ่กว่าที่เป็นและสะดุดตาขึ้น สะท้อนตัวตนความเป็นแบรนด์เชฟโรเลต ขนานแท้

alt
 
ห้องโดยสารของสปิน มีรายละเอียดอันพิถีพิถันเช่นกัน เป้าหมายอันดับแรกคือการพัฒนาพื้นที่อันกว้างขวางรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่งอย่างสะดวกสบาย พร้อมกับคง
ความยืดหยุ่นสูงในการใช้งาน การออกแบบภายในมีความอเนกประสงค์ ทันสมัย และมีกลิ่นอายความสปอร์ต ขณะเดียวกัน ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกที่นั่งยังสัมผัส
ได้ถึงความกว้างขวางเมื่อนั่งอยู่ในสปิน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว พื้นที่ในห้องโดยสารของสปิน ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งรวมถึงการย้ายเบรกมือเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับ
ช่องวางแก้ว ถึงแม้จะมีเนื้อที่อันกว้างขวางแต่ยังคำนึงถึงหลักสรีระศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้งานสวิทช์ต่างๆ ยังคงให้ความสะดวกอย่างเต็มเปี่ยม นอกจากเบาะที่นั่งที่
สามารถพับได้ 23 รูปแบบแล้ว สปิน ยังมีช่องเก็บของในห้องโดยสารมากถึง 32 ช่อง มีเนื้อที่ความจุอยู่ที่ 162 ลิตรเมื่อใช้เบาะ 7 ที่นั่ง โดยจะเพิ่มเป็น 864 ลิตร
หากพับเบาะแถวหลังลง และจะมีเนื้อที่สูงถึง 1,608 ลิตรหากพับเบาะแถวกลางลง

ตำแหน่งเบาะนั่งที่ค่อนข้างสูงทำให้เกิดมุมมองแบบโรงภาพยนตร์ เปิดทัศนียภาพรอบด้านให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งและสามารถสัมผัสได้ถึงความกว้างขวาง ขณะที่ตำแหน่ง
เบาะผู้ขับขี่ที่สูงช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและลดความเมื่อยล้า ห้องโดยสารของสปิน ยังมาพร้อมเอกลักษณ์ของเชฟโรเลต นั่นคือดีไซน์แบบดูอัล-ค็อกพิท แผงคอนโซลแบบทูโทน
ที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถันช่วยสร้างบรรยากาศระดับพรีเมียม มาตรวัดความเร็วของสปิน เป็นแบบดิจิตอล ส่วนมาตรวัดรอบเครื่องยนต์เป็นแบบเข็มอนาล็อกช่วยเพิ่มความสปอร์ต
อีกระดับ หากเข้าในที่มีแสงน้อยแผงมาตรวัดของเชฟโรเลต เรืองแสงโทนสีฟ้าไอซ์บลู เอกลักษณ์เฉพาะที่โด่งดังของเชฟโรเลต

อีกหนึ่งความโดดเด่นภายในห้องโดยสารของสปิน คือความเงียบ ด้วยการบุวัสดุเก็บเสียงเป็นอย่างดีซึ่งช่วยลดทั้งเสียงรบกวน แรงสั่นสะเทือน และความกระด้าง
ทำให้การขับขี่มีความเงียบสะดวกสบายอย่างมาก

เพื่อเติมความสมบูรณ์แบบให้การขับขี่ที่เงียบสงบและสร้างบรรยากาศแบบรถยนต์นั่ง สปิน มาพร้อมระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระและด้านหลังแบบกึ่งอิสระ ปรับแต่ง
เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่และควบคุมที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน ตอบสนองได้ทั้งการขับขี่ในเมืองและเสถียรภาพอันมั่นคงในช่วงความเร็วสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในรถระดับนี้ ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างแม่นยำโดยไม่สูญเสียความสะดวกสบายแม้แต่น้อย โดยสปิน มาพร้อมคอยล์สปริงทั้งสี่ล้อ

alt

สปิน จะออกจำหน่ายในตลาดประเทศไทยคือรุ่น LTZ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร เพลาราวลิ้นคู่เหนือฝาสูบ DOHC 16 วาล์วพร้อม
ระบบวาล์วแปรผันคู่ Dual-VVT (Dual Variable Valve Timing)  หัวฉีดเชื้อเพลิงมัลติพอยท์ (Multi-Point Fuel Injection) ให้พละกำลังสูงสุดที่ 107 แรงม้า
ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 148 นิวตัน-เมตรที่ 3,800 รอบ/นาที

ถ่ายพละกำลังลงพื้นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ขณะที่ระบบส่งกำลังมาตรฐานเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบ Driver Shift Control ให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์
ได้เองแบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถระดับนี้ อัตราทดเกียร์และเฟืองท้ายถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับการทำงานของเครื่องยนต์บล็อกนี้เพื่อสมรรถนะและ
ความประหยัดน้ำมันสูงสุด

alt

ทั้งนี้เชฟโรเลต สปิน มาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานอย่างระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน (หน้า/หลัง) เครื่องเสียงซีดี/เอ็มพี3 ลำโพงสี่ตัว พร้อมระบบเชื่อมต่อยูเอสบีและบลูทูธ
ช่องเสียบต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยไฟหน้าส่องสว่าง Follow-Me-Home และระบบกันขโมย สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกระหว่างสองรุ่นย่อยจะแตกต่างกันเล็กน้อย
รุ่น LTZ จะมาพร้อมระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติและราวหลังคา

เชฟโรเลต มีความเชื่อมั่นว่าเชฟโรเลต สปิน จะดึงดูดความสนใจของลูกค้าอย่างมาก ทั้งในด้านราคาจำหน่ายและอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน โดยสปิน 1.5 ลิตร LTZ จะเปิดตัว
อย่างเป็นทางการพร้อมเปิดให้ลูกค้าจับจองภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่กำลังจะถึงนี้


วอลโว่สานต่อความสำเร็จการเจาะตลาดรถหรู ส่งวอลโว่ V40 รุ่นใหม่ล่าสุดชิงเจ้าตลาดรถ 5 ประตูแฮทช์แบค ระดับพรีเมี่ยม ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นปราดเปรียว
แบบรถ 5 ประตูซึ่งมาพร้อมคุณสมบัติและบุคลิกรถหรูรุ่นใหญ่ ออกแบบตามแนวคิด “Designed Around You” ที่จะเปิดมิติใหม่แห่งการใช้ชีวิตในรถพรีเมี่ยม
พร้อมเปิดให้จองครั้งแรกในงานมอเตอร์โชว์ 25 มีนาคม - 7 เมษายนนี้ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี  โดยมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา

นางฉันทนา วัฒนารมย์ ประธานบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2555 ที่ผ่านมา วอลโว่ประสบความสำเร็จกับยอดขาย 1,854 คัน
ซึ่งสูงกว่าปี 2554 ถึงประมาณ 55% เพราะเรามีรถยนต์ที่มีคุณภาพครบทุกเซ็กเมนต์ ซึ่งออกแบบในแนวคิด “Designed Around You” ที่เน้นการให้ “คน”
เป็นจุดศูนย์กลางในการออกแบบ โดยนำความคิดของลูกค้ามาผสมผสานเพื่อออกแบบรถที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจสำหรับแต่ละบุคคล จึงทำให้สนองได้ทุก
ความต้องการของลูกค้า  และโดดเด่นด้วยนวัตกรรมมากมายทั้งในด้านรูปลักษณ์ การใช้งาน และความปลอดภัย   การนำเสนอรถยนต์พรีเมี่ยมคุณภาพสูงที่ตอบสนอง
ทุกมิติในการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์จะยังคงเป็นแกนหลักในการขยายตลาดในปีนี้

alt
 
“จากกระแสความต้องการและความนิยมรถยนต์ 5 ประตูที่ยังคงมาแรง รถพรีเมี่ยมแฮทช์แบคจะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หัวหอกของเราในปีนี้ นำโดย V40 รุ่นใหม่ซึ่ง
เรามั่นใจว่าเป็นรถที่ดีที่สุดในตลาดรถยนต์ 5 ประตูแฮทช์แบคระดับพรีเมี่ยม เมื่อรวมกับความเป็นผู้นำในตลาดรถเอสเตทที่วอลโว่ V50 และ V60 ครองตลาดอยู่
วอลโว่จะสามารถรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน” นางฉันทนากล่าว

การออกแบบมาในแนวคิดปรับตัวให้เข้ากับคนขับ แทนที่จะให้คนขับปรับตัวเข้ากับรถ และให้ผู้ขับได้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ตามแนวคิด
“Designed around You” จึงโดดเด่นมากใน 3 ด้าน ได้แก่ รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวมีสไตล์สะดุดตา  การสร้างประสบการณ์ใหม่โดยให้อิสระกับผู้ขับขี่ในการเลือกสร้าง
บรรยากาศและแสดงข้อมูลตามอารมณ์ในการขับขี่ เช่น ไฟ LED การจัดแสงภายในห้องโดยสารแบบเดียวกับในโรงละคร สามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 7 โทนสีตามอารมณ์ ฯลฯ
และความเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือกว่า ซึ่งทำให้ วอลโว่ V40 ใหม่เป็นรถ IntelliSafe หรือรถอัจฉริยะและปลอดภัยที่สุดในตลาดเดียวกัน ทั้งยังเป็นมิตร
ต่อสิ่งแวดล้อมโดยผ่านมาตรฐานยูโร 5

alt

Volvo V40 ใหม่ มีเครื่องยนต์เพียงแบบเดียวให้เลือก ได้แก่เครื่องยนต์เบนซิน T5 แบบ 5 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ให้พลังแรง 213 แรงม้า และแรงบิด 300 นิวตัน-เมตร 
ติดตั้งเกียร์ออโตเมติก 6 สปีด ที่ตอบสนองทันใจเปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวล สามารถเปลี่ยนเป็นการขับขี่แบบสปอร์ตเพิ่มความเร้าใจในการเดินทาง และสามารถรองรับน้ำมัน
ได้หลากหลายทั้งเบนซิน 95, E10 และ E20 ได้  มีอัตราสิ้นเปลือง 9.6 กม./ลิตรเมื่อขับขี่ในเมือง หรือ 17.2 กม./ลิตรเมื่อขับขี่นอกเมือง และเฉลี่ยในเมืองและ
นอกเมือง 13.3 กิโลเมตร/ลิตร

วอลโว่ V40 ใหม่ พรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู มีรูปลักษณ์หรูหราสง่างาม ด้วยการผสานความกะทัดรัดและปราดเปรียวของรถยนต์คอมแพคกับคุณสมบัติและบุคลิก
ของรถหรูรุ่นใหญ่ การออกแบบที่ชาญฉลาดทั้งภายในและภายนอกทำให้วอลโว่ V40 รุ่นใหม่เป็นรถพรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู ที่แตกต่างด้วยบุคลิกที่มีสไตล์ 
ภายในไม่เหมือนใครด้วยเบาะนั่งที่โอบอุ้มรับสรีระผู้นั่งในทุกที่นั่ง กระจกมองหลังแบบไร้กรอบสุดเท่ ธีมของไฟภายในห้องโดยสารที่ปรับเปลี่ยนได้ถึง 7 สี ตามบรรยากาศ
และอารมณ์ ไม่ว่าจะเตรียมตัวไปดินเนอร์สุดหรู เดินทางไปทำงานธรรมดา หรือเตรียมไปปาร์ตี้สุดฮิป

alt
alt

นอกจากนี้ วอลโว่ V40 ใหม่ ยังเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ให้อิสระกับผู้ขับ สามารถ ปรับหน้าจอข้อมูลให้เป็นสไตล์ของตัวเอง เพียงโยกคันบังคับที่อยู่หลังพวงมาลัย หน้าปัด
แบบดิจิตอลของวอลโว่ V40 แสดงผลได้ถึง 3 แบบตามอารมณ์ในการขับขี่ คือ แบบ Elegance แสดงผลด้วยโทนสีเหลืองในรูปแบบดั้งเดิม คือ มีมาตรวัดความเร็วอยู่ตรงกลาง
มาตรด้านซ้ายแสดงอุณหภูมิเครื่องยนต์และระดับน้ำมันในถัง และด้านขวาแสดงรอบเครื่องยนต์แบบ Performance แสดงผลด้วยโทนสีแดงอารมณ์สปอร์ต มีมาตรวัดรอบ
เครื่องอยู่ตรงกลาง และแสดงความเร็วเป็นตัวเลขดิจิตอล ด้านขวาแสดงกำลังของรถ ช่วยคำนวณกำลังของรถได้แบบวินาทีต่อวินาที และ Eco แสดงผลด้วยโทนสีเขียว
มี Eco Guide ที่วัดความเร็วรถ ความเร็วรอบเครื่อง ตำแหน่งวาล์วปีกผีเสื้อ (Throttle) และการเบรกเพื่อประเมินความประหยัดของเชื้อเพลิง และแนะแนวทางให้ผู้ขับ
ขับขี่ประหยัดมากยิ่งขึ้น  ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างประหยัดสูงสุด

ด้วยระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ทำให้วอลโว่ V40 ใหม่รถยนต์พรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู ได้รับการจัดอันดับระดับ 5 ดาวในการทดสอบการชนของ Euro NCAP ที่เข้มข้น
สามารถทำคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในทุกหัวข้อของการทดสอบ ทั้งการปกป้องผู้ใหญ่ การปกป้องเด็ก ระบบเพิ่มความปลอดภัย และการปกป้องคนเดินถนน โดยผ่าน
การทดสอบการปกป้องผู้ใหญ่ (Adult Protection) ด้วยคะแนน 98% ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดตั้งแต่เคยมีมาของ Euro NCAP  และผ่านการทดสอบด้านระบบเพิ่มความปลอดภัย
(Safety Assist) ด้วยคะแนน 100% เนื่องจากมีเทคโนโลยีมากมาย อาทิ ระบบตรวจจับคนเดินเท้า  ระบบ Lane Keeping Aid และ ระบบเตือนจุดอับสายตารุ่นใหม่ (BLIS)
เป็นต้น รวมทั้งสร้างสถิติใหม่ในด้านการปกป้องคนเดินถนนอีกด้วย

นอกจากนี้ วอลโว่ V40 ใหม่ พรีเมี่ยมแฮทช์แบค 5 ประตู ยังมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ได้แก่ เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำ (City Safety)
เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งในวอลโว่ V40 ทุกรุ่น โดยปรับปรุงใหม่ให้ทำงานครอบคลุมถึงความเร็วไม่เกิน 50 กม./ช.ม. (จากเดิม 30 กม./ช.ม.) ระบบนี้จะหยุดรถให้เองหาก
คนขับไม่แตะเบรกขณะที่รถคันหน้าชะลอความเร็วหรือหยุด  หรือเมื่อรถพุ่งเข้าหารถคันหน้าที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยความเร็วสูงเกินไป ส่วนระบบ Lane Keeping Aid ช่วยให้รถ
อยู่ในเลนของตัวเอง หากหัวรถเบนออกนอกแนวที่ควรจะเป็น ระบบจะทำงานทันที โดยส่งสัญญาณทำให้พวงมาลัยสั่นเพื่อเตือนให้คนขับดึงให้รถกลับเข้ามาในแนวที่ควรจะเป็นระบบนี้
ทำงานในขณะที่รถกำลังขับขี่ด้วยความเร็วระหว่าง 65-200 กม./ชม. ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Park Assist Pilot) ช่วยให้จอดแบบขนานขอบทางได้อย่างง่ายดาย โดยที่ระบบอัจฉริยะ
จะควบคุมการบังคับเลี้ยวของรถเอง ผู้ขับขี่เพียงกำหนดความเร็วและเกียร์เท่านั้น ระบบกล้องและสัญญาณเตือนมุมอับสายตารุ่นใหม่ (BLIS) ที่ใช้เรดาร์ช่วยในการติดตามและแจ้งเตือน
ผู้ขับขี่เมื่อมีรถขับมาทางด้านหลังในจุดที่อับสายตาทั้งด้านซ้ายและขวาห่างไปในระยะ 70 เมตร จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเลน และระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทาง
ด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert) เมื่อถอยรถออกจากช่องจอดรถ เรดาร์จะส่งเสียงและแสดงภาพเตือนหากมีรถวิ่งอยู่ในระยะ 30 เมตรทั้งสองด้าน

แม้การเปิดตัวจะยังไม่เปิดเผยราคาออกมา แต่คาดว่า Volvo V40 ใหม่ จะมีราคาเริ่มต้นที่ 1.79 ล้านบาท ตามที่มีข้อมูลหลุดออกมาก่อนหน้านี้ครับ


เพิ่งจะเปิดตัว 3-Series GT ในฐานะรถยนต์รูปแบบใหม่ และ 4-Series รหัสรุ่นใหม่ แตกหน่อโมเดลคูเป้และ
เปิดประทุนออกมาจาก 3-Series แต่ดูเหมือนว่า BMW จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะล่าสุดช่างภาพในยุโรป
ได้จับภาพรถโปรโตไทป์ของ BMW 4-Series GranCoupe รุ่นใหม่ ขณะพรางตัวซุ่มทดสอบในยุโรปตอนเหนือ

alt

เรียกได้ว่า BMW จัดเต็มกับ 3-Series โมเดลนี้จริงๆ เพราะนี่จะเป็น 3-Series ที่มีรูปแบบตัวถังมากที่สุด
ซึ่งหลายคนอาจจะมีข้อกังขาว่า 3-Series GT และ 4-Series GranCoupe จะทับไลน์กันเองหรือไม่ ขอบอกว่า
งานนี้ BMW แยกจุดเด่นกันชัดเจน เพราะถึงแม้ 3-Series GT จะมีจุดเด่นจากรถยนต์คูเป้อยู่ไม่น้อย แต่ก็เน้น
ความอเนกประสงค์และความสะดวกสบายในห้องโดยสารมากกว่า ในขณะที่ 4-Series GranCoupe จะเน้น
รูปลักษณ์ของรถยนต์ซีดานคูเป้แท้ๆ เจริญรอยตามรุ่นพี่อย่าง 6-Series GranCoupe เพื่ออุดช่องว่างตลาดคอมแพคท์
ซีดานคูเป้ที่ BMW ยังไม่เคยมี

alt

และ 4-Series GranCoupe นี้ BMW ตั้งใจพัฒนามาสะกัดดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง Mercedes-Benz CLA-Class
ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดย 4-Series GranCoupe จะมีระยะฐานล้อหน้า-หลังที่ยาวกว่ารุ่นคูเป้ 2 ประตู
รวมไปถึงการออกแบบเบาะนั่งด้านหลังให้นั่งได้สบายมากขึ้น โดยรูปลักษณ์ภายนอกจะคล้ายคลึงกับ 3-Series
อยู่ไม่น้อย แต่มีแนวเส้นหลังคาที่ลาดเอียงมากกว่า และมีการเพิ่มครีบระบายอากาศข้างซุ้มล้อหน้าเช่นเดียวกับ
ที่พบใน 4-Series คูเป้

alt

ด้านขุมพลัง คาดว่าจะเป็นการยกชุดมาจาก BMW 4-Series ทั้งหมด อันได้แก่ขุมพลังเบนซิน 2 บล็อก และ
ขุมพลังดีเซลอีก 2 บล็อก โดยเครื่องยนต์ที่มีความแรงมากที่สุด จะมาพร้อมกับรหัส 435i ที่พกแรงม้ามาถึง
306 ตัว นอกจากนี้ BMW ยังมีแผนส่ง M4 GranCoupe ที่มาพร้อมกับขุมพลัง 6 สูบ เทอร์โบ 450 แรงม้า
ลงตลาดตามมาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับ BMW 4-Series GranCoupe จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ครับ

ที่มา : Automedia Group


บทความ อื่นๆ ...