PR News
ขอบอกไว้เลยว่าช่วงนี้ข่าววงการรถยนต์แซบมาก และความแซบแบบนี้ก็ดันเกี่ยวข้องกับวงการรถยนต์ในเมืองไทยโดยตรง
เสียด้วย ซึ่งล่าสุดเราก็ได้ยินข่าวมาว่า Mazda ยังคงเดินหน้าพัฒนา CX-3 กันต่อจนใกล้จะถึงเวลาเปิดตัวในช่วงปลายปี
นี้!!! รวดเร็วทันมาก เมื่อฟังข่าวดีก็ฟังข่าวร้ายกันต่อ Mazda อาจจะไม่คิดทำ Mazda 1 รถขนาดเล็กกว่า Mazda 2 จน
ทำให้พวกเราแอบขบคิดไม่ได้ว่า Mazda จะทำอย่างไรกับตลาดอีโคคาร์ในเมืองไทย?

2014 06 06 Mazda

Seita Kanai ว่าที่ประธานบริษัท (Chairman) แห่งบริษัท Mazda Motor Corporation ที่จะเตรียมขึ้นรับตำแหน่ง
ภายในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ก็กล้าเปิดเผยวิสัยทัศน์ระยะสั้นให้แก่สื่อมวลชนชาวออสเตรเลียให้ได้ยินกันว่า Mazda ยัง
เดินหน้าแผนการพัฒนา CX-3 เอสยูวีขนาดซับคอมแพคท์แน่นอน โดยเอสยูวีคันเก่งดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐาน
เดียวกับ Mazda 2 รุ่นใหม่

Kanai ใบ้กำหนดการเปิดตัว Mazda CX-3 ว่าจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับบุคคลอื่นที่บอกว่า Mazda CX-3 จะมี
กำหนดการเผยโฉมภายในปลายปีนี้ ก่อนที่จะเปิดตัวจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายในปี 2015

แต่ข่าวร้าย Kanai ได้ยืนยันว่า Mazda จะไม่คิดทำ Mazda 1 ว่าที่รถ A-Segment/Sub-B Segment เพราะว่าไม่มีอยู่
ในแบบแผนการพัฒนา แล้วเขายังตอกย้ำอีกว่า ถ้ามีใครกล้าถามว่า Mazda จะประสบความสำเร็จในการส่งรถ Micro
car เข้าสู่ตลาดหรือไม่? เขาก็ตอบว่า “ไม่” เพราะ Mazda มองว่ารถเล็กแบบนี้ไม่ทำเงิน พวกเขาจึงไม่มีความคิดที่จะสร้าง
รถที่เล็กกว่า Mazda 2 แต่อย่างใด

หลังจบบทความนี้แล้วก็ทำให้พวกเราขบคิดกันว่าแล้ว Mazda จะเอารถรุ่นไหนมาชิงชัยในตลาดอีโคคาร์เฟส 2 กันล่ะ?


ที่มา : motoring.com.au


ช่วงนี้ข่าวเทคโนโลยีใหม่จาก Ford Motor เยอะมากและมีมาให้นำเสนอกันทุกวันด้วย ล่าสุดพวกเขาก็ได้นำเสนอ
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แบตเตอรี่แบบ 2 ผสานระหว่างลิเธี่ยมไอออนและแบตเตอรี่น้ำกรดดั้งเดิมเข้าไว้ด้วยกันสำหรับ
รถยนต์ที่ไม่ใช้ขุมพลัง Hybrid แต่ก็นำเอาข้อดีของระบบ Hybrid มาใช้ด้วยนี่สิ คือจุดที่น่าสนใจมาก และที่สำคัญ
แบตเตอรี่ชนิดใหม่นี้เป็นความร่วมมือกันพัฒนาระหว่าง Ford Motor และ Samsung SDI เสียด้วย

2014 06 06 Ford

Ford และ Samsung SDI ได้เปิดตัวแบตเตอรี่ชนิด 2 ผสานระหว่างส่วนผสมลิเธี่ยมไอออนและแบบน้ำกรดดั้งเดิมจะ
สามารถกักเก็บพลังงานจลน์จากการเบรคได้เหมือนกับรถระบบ Hybrid ได้ เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ไม่ได้เป็นรถพลัง
Hybrid อันเป็นผลมาจากการวิจัยมายาวนานถึง 10 ปี

หลักการง่าย ๆ คือแบตเตอรี่ตัวนี้จะทำงานร่วมกับระบบ Auto Start Stop หากเมื่อรถจอดนิ่งอยู่กับที่ พลังงานแบตเตอรี่
ก็จะจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายในรถชั่วคราวจนกว่าจะติดเครื่องอีกครั้ง และแน่นอนว่าพลังงานสำรองก็มาจากการเก็บ
พลังงานจลน์จากการเบรคอีกทอดหนึ่งนั่นเอง

แต่ใช่ว่าทั้งคู่จะจมปลักกับแบตเตอรี่ดั้งเดิมไปจนตาย พวกเขาก็ยังมีการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออนที่จะมา
แทนที่แบตเตอรี่น้ำกรด 12 โวลต์สำหรับอนาคตระยะยาวร่วมกันอีกด้วย นั่นเป็นเพราะว่าแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออนคือ
อนาคตของแบตเตอรี่ที่มีความโดดเด่นด้านน้ำหนักที่เบาและมีการเก็บประจุไฟที่ดีกว่าแบตเตอรี่แบบอื่น ๆ จึงไม่แปลกใจ
เลยว่าอนาคตแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออนจะมาแทนที่แบตเตอรี่น้ำกรด 12 โวลต์แน่นอน

ในอนาคตแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออนจะมีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 40% หรือราว 12 ปอนด์ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการ
ลดน้ำหนักตัวถังภายใต้กลยุทธ์การพัฒนารถยนต์น้ำหนักเบา

อนาคตเป็นสิ่งไม่ไกลเกินเอื้อมจริง ๆ


ที่มา : Worldcarfans


ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือนดี Audi ค่ายรถยนต์หรูจากเยอรมนีเดินหน้าเปิดตัว RS7 Sportback รุ่นปรับโฉมตาม
A7/S7 Sportback ตามออกมาติดๆ แม้ว่าจะอยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่ด้วยความแรงระดับท้อปของรหัส RS
ทำให้ต้องมีความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจาก A7/S7 อยู่บ้าง

alt

เริ่มต้นที่กระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยม ที่ถูกออกแบบใหม่ เน้นขอบสันที่คมกว่ารุ่น A7/S7 Sportback พร้อมกับการ
เลือกใช้ลายกระจังหน้าแบบรังผึ้ง นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมแพคเกจการตกแต่งเพิ่มด้วยวัสดุอะลุมิเนียมแบบด้าน วัสดุดำเงา
หรือวัสดุคาร์บอนเพื่อพิ่มความดุพิเศษ ส่วนกันชนหน้า ถูกออกแบบช่องรับอากาศแบบใหม่ เน้นขนาดที่ใหญ่โต คมสัน
และความดุดันมากกว่าปกติ ด้านสีตัวถังภายนอกมีการเพิ่มเฉดสีไม่ว่าจะเป็น สีฟ้า Sepang, สีดำ Mythos, สีขาว Glacier
และสีบรอนซ์เงิน Floret

จุดเด่นของการปรับโฉมครั้งนี้ หนีไม่พ้นดวงตาคู่หน้าอันล้ำยุค กับเทคโนโลยโคมไฟคู่หน้าแบบ Matrix LED ที่มีให้เลือกติดตั้ง
เป็นอุปกรณ์พิเศษ ตามรอย Audi A8/S8 และ A7/S7 Sportback รุ่นปรับโฉม แต่ใน Audi RS7 Sportback นี้ จะเป็นการ
ใช้โคมไฟแบบรมดำพิเศษ ให้ความรู้สึกสปอร์ต ส่วนภายในห้องโดยสาร ปรับปรุงหน้าจอมาตรวัด รายละเอียดช่องแอร์
ออกแบบแพดเดิลชิฟท์ใหม่ และอัพเดทระบบอินโฟเทนเมนต์ MMI ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

alt
alt

ขุมพลังยังคงเลือกใช้เครื่องยนต์เบนซินบล็อกโต แบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงตรง TFSI
และระบบพักลูกสูบ Cylinder-on-demand สร้างกำลังได้ 560 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ
แบบ 8 จังหวะ สู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา Quattro สร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในระยะเวลาต่ำเพียง 3.9 วินาที

alt

Audi RS7 Sportback รุ่นปรับโฉม จะพร้อมทำตลาดในทวีปยุโรปกันก่อนในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และน่าจะทำยอดขายในหมู่
เศรษฐีเท้าหนักผู้ต้องการความแตกต่างได้ไม่น้อย


แนวคิดในการทำตลาดที่น่าสนใจมากของค่ายรถฝั่งยุโรปคือการผลักดันความหรูหราในรถยนต์ระดับกลางถึงบนให้มีจิต
วิญญาณความพรีเมี่ยมเหมือนรถแบรนด์พรีเมี่ยม แต่อาศัยจุดขายราคาขายที่ถูกกว่ารถแบรนด์พรีเมี่ยม (อย่างเห็นได้ชัด)
และทิศทางดังกล่าวก็กลายเป็นแนวคิดใหม่ของค่ายรถแมสที่ต้องการอยากจะยกระดับภาพลักษณ์และผลกำไรไปในตัวได้
ด้วย

2014 06 05 Renault

ล่าสุด Renault ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเปิดตัวรถในกลุ่ม Initiale Paris สำหรับดึงดูดลูกค้าคนรวยที่ต้องการรถยนต์หรูหรา
จริงที่ไม่อยากจะจ่ายเงินให้กับ Mercedes-Benz, Audi และ BMW เพราะรู้สึกว่ามันแพงเกินไป อันที่จริงชื่อ Initiale
Paris ก็เกือบจะได้เป็นซับแบรนด์ที่แตกตัวภายใต้แบรนด์ Renault แล้ว แต่เนื่องจาก Carlos Tavares อดีตผู้บริหารได้
ย้ายเข้าไปทำงาน PSA Peugeot-Citroen จึงทำให้แผนยกระดับเป็นซับแบรนด์ต้องถูกยกเลิกไป (แต่มิวายก็นำโปรเจคท์
แตกซับแบรนด์มาใช้กับ DS ในฝั่งแบรนด์ Citroen ที่จากเดิมเป็นเพียงแค่ไลน์อัพไลน์หนึ่งเท่านั้น)

Renault จะเตรียมเปิดตัวรถยนต์ Initiale Paris ในงาน Paris Motorshow 2014 นี้ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ
Initiale Paris Concept

Initiale Paris ไม่ได้เป็นเพียงรถผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่มันจะสร้างความหรูหราในรถยนต์รุ่นที่มีจำนวนผลิตที่แน่นอน


ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Renault ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้คือการเปิดตัวรถในระดับ C-Segment ในช่วงปี 2016 และ
D-Segment ในปี 2016 แล้วก็แผนการพัฒนารถขนาดใหญ่สำหรับตลาดจีน


ที่มา : Autonews


ตั้งแต่เปิดตัวในปี 1959 MINI รถยนต์จิ๋วเพื่อคนเมืองของอังกฤษ ก็ยืนยันทำตลาดด้วยตัวถัง 3 ประตูมาตลอด
(ไม่นับรวมตัวถัง Countryman ที่ตั้งใจทำเป็นรถยนต์ตรวจการณ์แบบ 5 ประตู) วันนี้ หลังเติบโตภายในชายคา BMW Group
มานานกว่าสิบปี MINI ขอแตกไลน์ เปิดตัวถังแฮตช์แบก 5 ประตูเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของตนเอง

alt

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่เพียงแค่เพิ่มจำนวนประตูคู่หลังให้กับงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ MINI Hatchback โฉมล่าสุดเท่านั้น
เพราะ MINI ตั้งใจขยายระยะฐานล้อหน้า-หลังให้ยาวขึ้นอีก 72 มิลลิเมตร (อยู่ที่ 2,567 มิลลิเมตร) ส่งผลให้ตัวรถมีความยาว
มากขึ้นอีก 161 มิลลิเมตร (3,982 มิลลิเมตร) นอกจากนี้ผู้โดยสารตอนหลังยังมีความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีการเพิ่ม
เนื้อที่ศรีษะเพิ่มขึ้นอีก 15 มิลลิเมตรเช่นกัน พื้นที่สัมภาระยังถูกเพิ่มขึ้นจากรุ่น 3 ประตูถึง 67 ลิตร

alt

ด้านฟังก์ชั่นถูกคำนึงเพื่อประโยชน์ใช้สอยและความสบายในการโดยสาร แต่ก็ไม่ส่งผลให้งานออกแบบสูญเสียเอกลักษณ์ไปเลย
เพราะ MINI ยังคงตั้งใจออกแบบ MINI ตัวถัง 5 ประตูให้คงสัดส่วนความเป็น”มินิ”เอาไว้อย่างมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแนวหลังคา
ที่ยังคงเน้นความขนานกับพื้น ส่วนงานออกแบบส่วนหน้านั้นยังคงใช้ร่วมกับ MINI โฉมล่าสุด (F56) ประตูคู่หลังที่เพิ่มเข้ามา
ยังถูกออกแบบให้ดูเรียบง่ายและเข้ากับทรงประตูหน้ามากที่สุด เพื่อให้คงความใกล้เคียงกับ MINI ตัวถัง 3 ประตู ที่สำคัญ
คือความพยายามคงมิติตัวถังให้กะทัดรัดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำให้การขับขี่ยังคงความสนุกและคล่องตัวในแบบมินิ

ส่วนห้องโดยสาร ยังคงออกแบบให้ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันกับ MINI ตัวถัง 3 ประตู ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย 3 ก้านดีไซน์ใหม่
พร้อมกับแผงแดชบอร์ดที่เปลี่ยนแปลงเอกลักษณ์ของมินิ ให้ส่วนวงกลมตรงกลางกลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิง ทั้งหน้าจอ
อินโฟเทนเมนต์ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมกับขอบไฟ LED แสดงสีสำหรับลูกเล่นต่างๆ เช่น ระบบช่วยถอยหลัง แสดงโหมดการขับขี่
ฯลฯ เป็นต้น

alt
alt

สำหรับหน้าจอมาตรวัดที่เคยอยู่ตรงกลางในโฉมที่แล้ว กลับถูกย้ายมาไว้บริเวณหลังพวงมาลัยเหมือนรถยนต์ปกติแทน อันเป็นผล
จากการที่ MINI โฉมใหม่ ใช้แพลตฟอร์มร่วมกับรถยนต์ BMW รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า จนทำให้การออกแบบชุดสายไฟและระบบ
แสดงผลให้อยู่หลังพวงมาลัยร่วมกัน ดูจะเป็นเรื่องง่าย ประหยัด และเหมาะสมมากกว่า

ขุมพลังที่ MINI ตัวถัง 5 ประตูได้ใช้ ยังคงเหมือนกับ MINI ตัวถัง 3 ประตูเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Cooper ที่หันมาใช้ขุมพลังเบนซิน
ที่ BMW เดินหน้าพัฒนาเอง แบบ 3 สูบ พร้อมเทอร์โบ TwinPower Turbo ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลัง 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร
รุ่น Cooper S ขยับมาใช้เครื่องยนต์เบนซินบล็อกใหญ่ขึ้น แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TwinPower Turbo
192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ฟากดีเซล รุ่น Cooper D ได้เครื่องยนต์ 3 สูบ พร้อมเทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร
รีดแรงม้าได้ 116 ตัว แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ส่วนรุ่น Cooper SD ได้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ
170 แรงม้าไปใช้ ซึ่งเรียกแรงบิดสูงสุดได้มากถึง 360 นิวตัน-เมตร

เครื่องยนต์ทั้งหมด จะถูกส่งกำลังผ่านล้อคู่หน้า ด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และอัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งมาพร้อมกับโหมดการขับขี่
3 รูปแบบ ตอบสนองการขับขี่ทั้งแบบประหยัด ไปจนถึงแบบสปอร์ตเร้าใจ ซึ่งสอดรับกับระบบช่วงล่างที่ยังคงปรับจูนมาให้ฟีลการขับขี่
ในแบบรถยนต์โกคาร์ทที่คล่องตัวและสนุกสนาน

ด้านความปลอดภัยยังคงให้มาแบบจัดเต็ม ทั้งบรรดาระบบอิเล็ดทรอนิกส์และโปรแกรมช่วยควบคุมการทรงตัว ไปจนถึงหลากเซนเซอร์
ทั่วคันรถ เพื่อช่วยตักเตือนผู้ขับขี่ เช่น ระบบ Head-up Display, ระบบ Speed Limit Info และ No Passing Info ระบบ Driving Assistant
ไปจนถึงระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติในความเร็วต่ำ เพื่อความปลอดภัยต่อผู้อื่นและคนเดินถนน

alt
alt

MINI ตัวถัง 5 ประตู จะตะลุยตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกากันก่อนในช่วงเดือนกันยายนนี้ มุ่งบุกกลุ่มวัยรุ่นและครอบครัวขนาดเล็กเป็นหลัก
โดยน่าจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าให้กับ MINI ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนที่ตัวถัง Clubman โฉมใหม่ และตัวถังซีดาน 4 ประตู จะตาม
ออกมาในอีกไม่นานนี้


บทความ อื่นๆ ...