PR News
Nissan ค่ายรถยนต์ชื่อดังจากญี่ปุ่น เปิดตัว Nissan Patrol รถยนต์ตรวจการณ์รุ่นดังยอดนิยมในออสเตรเลีย
ในเวอร์ชันพิเศษ Titanium ได้ Pat Callinan พิธีกรดังจากรายการเชิงผจญภัย 4X4 Adventures มาช่วยแต่งรถ
ให้พร้อมลุยมากขึ้น ผลิตจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น

alt

จากความโด่งดังของตัวพิธีกร และตัวรถที่ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าแดนจิงโจ้อยู่เรื่อยๆ ทำให้ Nissan ตัดสินใจ
สร้างเวอร์ชันพิเศษนี้ ซึ่งแตกต่างด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ Off-road หลายชิ้น มูลค่ากว่า 3 แสนบาท

ตั้งแต่ด้านหน้า ตัวรถถูกติดตั้งกันชนหน้าโครงเหล็กกล้าแบบแข็งแรงพิเศษ ซึ่งมาพร้อมกับไฟส่องสว่างหลายตำแหน่ง
และรอกฉุดลากแบบไฟฟ้า ส่วนบนตัวถังรถนั้น ติดตั้งท่อหายใจเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อการลุยน้ำได้มากขึ้น ติดตั้งแรคหลังคา
เพื่อการบรรทุกของ รวมไปถึงตะขอลากจูงท้ายรถ และฝาครอบยางอะไหล่แบบใหม่

ส่วนภายในห้องโดยสาร เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทันสมัยมากขึ้น ทั้งกล้องมองหลัง และระบบนำทาง GPS
เพื่อช่วยในการลุย รวมไปถึงติดตั้งพรมยางพิเศษ ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีพวงกุญแจ Titanium Edition
แบบพิเศษ และสิทธิ์ในการรับนิตยสาร 4X4 Adventure ฟรีอีกด้วย

Nissan Patrol Titanium ออกจำหน่ายให้ชาวออสเตรเลียได้จับจองกันแล้ว โดยสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การใช้วัสดุชั้นสูงในรถยนต์ยุคปัจจุบัน มีส่วนช่วยลดน้ำหนักอย่างมาก ทำให้เปิดโอกาส
สำหรับความเป็นไปได้ทางวิศวกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่แล่นได้เร็วขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมไปถึง
แข็งแรงมากขึ้น และทำให้ควบคุมตัวรถได้ดีขึ้น

alt

วัสดุ Carbon Fiber เอง ก็เป็นหนึ่งในวัสดุชั้นสูงที่ถูกนำมาใช้ในรถยนต์ยุคใหม่อย่างกว้างขวาง แต่กำแพงชิ้นใหญ่
ที่มาขวางให้ไม่มีการนำมาใช้มากเท่าที่ควร อยู่ที่กำลังการผลิตและต้นทุนที่สูงจนถูกจำกัดอยู่ที่รถยนต์ไฟฟ้าล้ำอนาคต
กับรถยนต์สมรรถนะสูงเท่านั้น

เร็วๆนี้ ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป จากการบอกเล่าของ MAI Carbon Cluster Management GmbH บริษัท
พาร์ทเนอร์รายใหญ่ของค่าย BMW และ Audi ที่ช่วยผลิตคาร์บอนไฟเบอร์ ป้อนสู่รถยนต์ทั้ง 2 แบรนด์ กล่าวว่า
ในอนาคตอันใกล้นี้ ต้นทุนการผลิตอาจถูกลดลงถึง 90% จากปัจจุบันที่มีราคาต้นทุนประมาณ 700 บาท/กิโลกรัม

งานนี้ เป็นผลมาจากการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนีและสถาบันวิจัยต่างๆ ที่ช่วยกันลงทุนกว่า 102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เพื่อผลักดันให้มีการใช้ Carbon Fiber ได้กว้างขวางกว่าเดิม และถูกนำไปใช้ในรถยนต์เจเนอเรชั่นต่อไปได้อีกมาก

ไม่เพียงแต่แบรนด์รถยนต์ที่สนับสนุนการลงทุนนี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงวงการวิศวกรรมอื่นๆ อีกกว่า 70 แบรนด์
เช่น Airbus และ Siemens ที่อยากเห็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์มีราคาถูกลงเช่นกัน จากปัจจุบันที่นับว่ามีราคาแพง
เมื่อเทียบกับเหล็กกล้าซึ่งมีราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 33 บาท/กิโลกรัม

โดย BMW ได้เปิดเผยในงาน 2014 Paris Motor Show ว่า นอกจาก BMW i3 และ i8 ที่นำคาร์บอนไฟเบอร์
มาใช้เป็นวัสดุหลักของตัวรถแล้ว BMW 7-Series โฉมใหม่ ก็จะถูกนำเอาคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ด้วย ร่วมกับวัสดุ
ยุคใหม่อื่นๆที่จะช่วยหั่นน้ำหนักออกจากรุ่นปัจจุบันไปถึง 200 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นการลดน้ำหนักได้มากเลยทีเดียว

ที่มา : Automotive News


ข่าวคราวของ Mazda รุ่นใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ Rotary ยังคงวนเวียน หวนมาให้ยินกันเรื่อยๆ เมื่อเร็วๆนี้
เพิ่งมีข่าวว่าหัวหน้าทีมออกแบบช่วยดันให้มีการพัฒนา Mazda RX รุ่นใหม่ วันนี้มีข่าวจากผู้บริหารอีกคนหนึ่งว่า
Mazda กำลังซุ่มทำรถต้นแบบพลัง Rotary จริง แต่จะถูกนำไปพัฒนาต่อเป็นเวอร์ชันขายจริงหรือไม่?

alt

การพัฒนารถต้นแบบพลัง Rotary คันใหม่นี้ จะถูกเปิดตัวในปี 2017 ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อ
การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของรถยนต์ Mazda Cosmo Sport 110S รถสปอร์ตพลังเครื่องยนต์ Rotary
คันแรกของมาสด้า ที่ถูกเปิดตัวในปี 2017

แต่ผู้บริหารคนดังกล่าว ยังแย้มออกมาเล็กน้อย ว่ารถต้นแบบคันนี้ จะเป็นมากกว่ารถต้นแบบเพื่อการเฉลิมฉลองแน่นอน
เพราะจะถูกนำมาพรีวิว Mazda RX-9 รถสปอร์ตโรตารีรุ่นใหม่ ที่จะมีกำหนดเปิดตัวในปี 2020 และจะใช้
เครื่องยนต์ Rotary บล็อกใหม่ รหัส 16X แทนที่เครื่องยนต์ตระกูล Renesis เดิม และจะให้กำลังสูงถึง 450 แรงม้า
พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบ 2 สเตจและเทอร์โบไฟฟ้า

ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 2 มีส่วนช่วยกำจัดปัญหาหลักที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของเครื่องยนต์โรตารี่ ได้แก่ ความเปลืองน้ำมัน
ปล่อยมลพิษสูง และแรงบิดช่วงกลางที่ไม่ดีนัก นอกจากนี้ Mazda RX-9 ยังถูกใช้เทคโนโลยีตัวถังจาก MX-5
โฉมล่าสุด และพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ จนอาจเหลือน้ำหนักเพียง 1,280 กิโลกรัมเท่านั้น

งานนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับมาสด้า และแฟนๆมาสด้าเสียที ที่สามารถหาหนทางกลบข้อด้อยของขุมพลัง Rotary ได้
และคาดว่าจะทำให้ขุมพลังรูปแบบนี้ กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งแน่นอน

ที่มา : Worldcarfans


คลายปริศนาที่ค้างใจกันเสียที ว่ารหัส D ที่เผยในภาพทีเซอร์คืออะไรกันแน่ โดย Elon Musk ประธานบริหารค่าย
Tesla Motors ได้เปิดเผยออกมาแล้วด้วยตนเอง ว่ารถยนต์รหัส D ดังกล่าว คือ 2014 Tesla Model S P85D
เวอร์ชันมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวตามข่าวลือ ซึ่งตัว D ย่อมาจากคำว่า ‘Dual’

alt

รุ่น P85D ของ Model S นี้ เป็นเสมือนการเปิดตัวระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Tesla ไปในตัว เพื่อให้ลูกค้าได้ชิมลางกัน
ก่อนที่จะเปิดตัวใน Tesla Model X รถยนต์ SUV พลังไฟฟ้าเบอร์แรกของค่าย เป็นลำดับถัดมา โดยรูปลักษณ์ภายนอก
ยังคงเหมือนกับ Model S เป็นส่วนใหญ่ โดยมีแค่รายละอียดไฟท้าย และด้านหน้าบางจุด ที่ถูกอัพเดทให้ดูสดใหม่ขึ้นเล็กน้อย
พร้อมกับป้ายแสดงชื่อรุ่น P85D ท้ายรถแสดงความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้น

งานนี้พระเอกจึงอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนล้วนๆ ด้วยการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 211 แรงม้าในเพลาล้อคู่หน้า และ
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 470 แรงม้าในล้อคู่หลัง ส่งให้มีกำลังรวมมหาศาลถึง 691 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด
930 นิวตัน-เมตร ที่มาทันทีตั้งแต่แตะคันเร่ง ทำให้สร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในระยะเวลาเพียง 3.2 วินาที เท่านั้น!
ถือว่าแรงพอๆกันกับ Lamborghini Huracán LP 610-4 และ Porsche 911 Turbo เลยทีเดียว และแรงแซงหน้า
Porsche Panamera Turbo S (3.6 วินาที) และ Audi RS7 (3.7 วินาที) ไปแล้ว

alt

ด้านสถิติอื่นๆ Tesla Model S P85D ทำเวลาควอเตอร์ไมล์ได้ 11.8 วินาที สร้างความเร็วสูงสุดแบบล็อกความเร็ว
ที่ 250 กม./ชม. นอกจากสถิติด้านความแรงแล้ว ด้านระยะทางวิ่งต่อการชาร์จยังเพิ่มขึ้นจากรุ่น P85 ด้วย โดย
สามารถแล่นได้สูงสุด 443 กิโลเมตร มากกว่ารุ่น P85 อยู่ 16 กิโลเมตร

นอกจากรุ่น P85D แล้ว Elon Musk ยังถือโอกาสเผยโฉมรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่กำลังน้อยลงมาอย่าง 60D และ 85D
มาด้วย เพื่อช่วยตีตลาดผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ ในราคาที่ย่อมเยาลงมา และไม่ต้องการกำลังที่
มหาศาลจนเกินไป

รุ่น 60D และ 85D นั้น จะได้รับการเสริมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 188 แรงม้า เข้าที่ล้อคู่หน้า โดยรุ่น 60D สามารถ
ทำตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 5.7 วินาที และ 5.2 วินาที สำหรับรุ่น 85D และทั้งคู่ ยังมีระยะแล่นต่อการชาร์จ
เพิ่มขึ้น 16 กิโลเมตร จากเวอร์ชันขับหลัง เช่นกัน อยู่ที่ 362 กิโลเมตร ในรุ่น 60D และ 475 กิโลเมตร ในรุ่น 85D

alt

เวทมนตร์ที่ค่าย Tesla Motors เปิดเผยออกมา ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะยังมีอีกหมัดเด็ด นั่นคือการเปิดเผยระบบ
ช่วยขับกึ่งอัตโนมัติของตน ที่ใช้กล้องด้านหน้าตัวรถ สแกนและตรวจสอบสภาพถนนด้านหน้า ร่วมกับระบบโซนาร์
แบบ 360 รอบคันรถ ช่วยตรวจจับสภาพจราจรรอบๆตัวรถ และสามารถหยุดรถได้อัตโนมัติเมื่อพบว่าสภาพการจราจร
นั้นติดขัด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า จะพร้อมติดตั้งกับ Model S เลยทันทีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม Elon Musk ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ทุกคนจะได้เห็น และใช้ระบบขับรถอัตโนมัติแบบสมบูรณ์ได้ภายใน
5-6 ปีข้างหน้านี้แล้วแน่นอน


เป็นประเด็นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ที่กำลังไปได้สวยอย่าง BMW i3 เพราะล่าสุด
นิตยสาร Consumer Reports จากแดนมะกัน ที่มีบทบาททดสอบสินค้าต่างๆเพื่อช่วยผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ
พบว่า BMW i3 Range Extender หรือเวอร์ชันขยายระยะทาง มีปัญหาใหญ่ ที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่

alt

ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาต่อระบบขับเคลื่อนโดยตรง โดย Consumer Report พบว่า BMW i3 REx สามารถ
สูญเสียกำลังอย่างฉับพลัน เมื่อแบตเตอรี่ของตัวรถใกล้จะหมด แม้จะมีเครื่องยนต์เบนซินมาช่วยปั่นกระแสไฟเข้าแบตเตอรี่
ก็ไม่สามารถช่วยให้ตัวรถมีกำลังเท่าเดิมได้

ซึ่งหนึ่งในนักทดสอบของ Consumer Reports ได้พบกับประสบการณ์ตรง เมื่อเขาทดสอบ BMW i3 REx บน
ถนนไฮเวย์ 2 เลนสวนกัน ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินชันเล็กน้อย เขาพยายามเร่งแซงรถบรรทุกด้านหน้าของเขา
แต่ในขณะนั้นเอง BMW i3 REx กลับสูญเสียกำลังอย่างมาก และเกือบเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นโอกาสในการเกิด
อุบัติเหตุอย่างสูง เมื่อต้องการกำลังทั้งหมดของตัวรถในยามขับขันแบบนี้

หลังจากพบปัญหาดังกล่าว Consumer Reports ได้ทดสอบในกรณีนี้อีกครั้ง ด้วยการขับรถทางไกลด้วยความเร็ว
คงที่ และพบว่าเมื่อแบตเตอรี่ของตัวรถใกล้จะหมดนั้น รถยนต์ได้สูญเสียกำลังอย่างมากจริง จนทำให้มีอัตราเร่ง
0-100 กม./ชม. ในระยะเวลานานถึง 27-40 วินาที ซึ่งแตกต่างจากตัวเลข 7.5 วินาที เมื่อแบตเตอรี่ยังพอจะมีกระแสไฟอย่างชัดเจน

งานนี้ Consumer Reports จึงออกตัวให้ BMW รีบแก้ไขถึงปัญหานี้ ซึ่ง Matthew Russel ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร
ผลิตภัณฑ์ของ BMW USA ได้รีบออกมาชี้แจงว่า ทางค่ายรับรู้ถึงปัญหานี้แล้ว และกำลังเร่งแก้ไขปัญหา พร้อมกับ
ปรับปรุงระบบขับเคลื่อน Range Extender ของ BMW อยู่ ซึ่งน่าจะพร้อมให้อัพเดทกันภายในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

สำหรับหนทางการแก้ไขปัญหานี้ คือการเพิ่มมาตรวัดการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ และระบบเตือนผู้ขับขี่ถึงความเป็นไปได้
ในการสูญเสียกำลังที่อาจเกิดขึ้น และที่สำคัญ คือการเพิ่มความสามารถในการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ให้มากเป็นพิเศษ
เมื่อพบว่าจะต้องขับบนเส้นทางที่เป็นลักษณะเนินเขานั่นเอง

ที่มา : BMW Blog


บทความ อื่นๆ ...