PR News
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 กรุงเทพฯ ประเทศไทย

นับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อปี 2552 รถยนต์รุ่น โกสต์ ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุด
สำหรับผู้ประกอบการชั้นนำทั่วโลกและในประเทศไทย โดยได้รับความสนใจจากลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จซึ่งเป็นผู้สร้างการเติบโตและความคล่องตัวให้กับเศรษฐกิจในประเทศไทย

รถยนต์ รุ่น โกสต์ ซีรีส์ II ต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว และได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยคุณลักษณะด้านเทคโนโลยี ดีไซน์
และระบบวิศวกรรมใหม่ๆ หรูหราและทันสมัยสำหรับการเดินทางของผู้บริหาร ในบรรยากาศที่เงียบสงบ

มร. ไมเคิล เอ. ชไนเดอร์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายประจำภาคพื้นเอเซียแปซิฟิก โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส กล่าวว่า
“ลูกค้าชาวไทยจะพบว่ารถยนต์ รุ่น โกสต์ ซีรีส์ II มีความพิเศษเฉพาะตัว คุณภาพ และความสมบูรณ์แบบในระดับเดียวกับ
ที่ยนตรกรรมโรลส์-รอยซ์ คันหนึ่งพึงมี ลูกค้าจะต้องชื่นชอบกับข่าวดีของการเปิดตัวตัวเลือกพื้นผิวสุดพิเศษ ล้อ
และไม้วีเนียร์ตกแต่งภายในใหม่ๆ ทั้งนี้เพื่อแสดงตัวตนที่ไม่เหมือนใครของลูกค้าแแต่ละราย โดยลูกค้าสามารถสั่งทำรถ
ได้ตามใจชอบที่บูติค โชว์รูมของเราที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน”

นับตั้งแต่การแต่งตั้ง บริษัท มิลเลียนแนร์ ออโต้ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จํากัด ในเครือบริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น(เอเชีย) จำกัด
เป็นผู้จำหน่ายที่ได้รับอนุญาตของโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2555 โรลส์-รอยซ์ ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ
ในประเทศไทยนี้ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดเพียงไม่กี่แห่งในภูมิภาคที่มีโชว์รูมเปิดให้บริการถึงสองแห่ง ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพ
ในการเติบโตของตลาดในประเทศไทย ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 3 ปี ประเทศไทยได้กลายเป็นตลาดที่ทำผลงานได้ดีที่สุดติดหนึ่งในสามของ
ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากภูมิภาคนี้มีสถิติจำนวนประชากรที่ร่ำรวยเพิ่มสูงขึ้นมาก

alt 


ข้อมูลทางเทคนิค
รถยนต์รุ่น โกสต์ ซีรีส์ II ฐานล้อมาตรฐาน

ขนาด
ความยาว 5399 mm
ความกว้าง 1948 mm
ความสูง (เมื่อไม่มีผู้โดยสาร) 1550 mm
ช่วงล้อ 3295 mm
วงเลี้ยว 13.4 m
ความจุสัมภาระด้านท้าย (DIN) 490 ltr


เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ / กระบอกสูบ / valves V / 12 / 48
การจ่ายเชื้อเพลิง Direct injection
กำลังสูงสุด  563 bhp @ 5,250 rpm
แรงบิดสูงสุด 780 Nm @ 1,500 rpm


รถยนต์รุ่น โกสต์ ซีรีส์ II ฐานล้อยาว

ขนาด
ความยาว 5569 mm
ความกว้าง 1948 mm
ความสูง (เมื่อไม่มีผู้โดยสาร) 1550 mm
ช่วงล้อ 3465 mm
วงเลี้ยว 14 m
ความจุสัมภาระด้านท้าย (DIN) 490 ltr

เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ / กระบอกสูบ / valves V / 12 / 48
การจ่ายเชื้อเพลิง Direct injection
กำลังสูงสุด  563 bhp @ 5,250 rpm
แรงบิดสูงสุด 780 Nm @ 1,500 rpm 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับผู้จำหน่ายจัดทำโครงการขับขี่ปลอดภัย “Mitsubishi Smart Drive 2014”
โดยเชิญชวนลูกค้ามิตซูบิชิที่สนใจเข้ารับการอบรมการขับขี่ปลอดภัย มารยาทในการขับรถ
การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น และการขับรถอย่างประหยัดน้ำมัน จากทีมวิทยากรและครูฝึกผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง รวมทั้งใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย
พร้อมรับเกียรติบัตรผ่านการฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัยและของที่ระลึกจากมิตซูบิชิ

สำหรับลูกค้ามิตซูบิชิที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิใกล้บ้าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

กำหนดการอบรมขับขี่ปลอดภัย ‘Mitsubishi Smart Drive 2014’ 
วันที่ 19-20 ธันวาคม 2557 จังหวัดสุโขทัย 
วันที่ 10-11 มกราคม 2557 จังหวัดกาญจนบุรี 
วันที่ 24-25 มกราคม 2558 จังหวัดภูเก็ต 
วันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2558 จังหวัดอุดรธานี


alt


กรุงเทพฯ – ประเทศไทย – 6 พฤศจิกายน 2557, มาสด้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น
ร่วมกับโรงงานผลิตรถยนต์มาสด้า ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) ส่งความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศไทย
ด้วยเงินลงทุนหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท เพื่อเริ่มสายการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2
ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเต็มคัน และเครื่องยนต์คลีนดีเซล
พร้อมทั้งเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องยนต์ใหม่ โดยสามารถเริ่มสายการผลิตในไตรมาสที่ 4
ของปี พ.ศ. 2558 ส่งเสริมประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์มาสด้าที่ใหญ่สุดในอาเซียน
พร้อมส่งออกรถยนต์คุณภาพเยี่ยมจากฝีมือคนไทยไปยังตลาดโลก

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมฉลองพิธีเปิดสายการผลิตรถยนต์
ในโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 หรือโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 เป็นรายแรก
โดยได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ผู้แทนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช
เป็นประธานพิธีเปิดงานฯ อย่างเป็นทางการ ร่วมด้วย ฯพณฯ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย มร. ซิเกะคะสุ ซะโต
รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย,
มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดสายการผลิตรถยนต์นั่งมาสด้า2
อย่างเป็นทางการ ณ โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จ.ระยอง


alt


มร. ยูจิ นากามิเน่ ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า
รถยนต์ “Mazda2” เป็นอีโคคาร์ที่มีลักษณะเด่น 2 ประการ คือ 1) เป็นรถยนต์นั่งเครื่องยนต์ดีเซลคันแรกที่จะใช้เครื่องยนต์ดีเซล
ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ซึ่งพบว่า เครื่องยนต์ดีเซล
เทคโนโลยีชั้นสูง (Advanced Diesel) มีแนวโน้มจะเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์เบนซินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และ 2) เป็นรถยนต์นั่งคันแรกที่มาพร้อมกับคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety)
โดยมีระบบห้ามล้อแบบป้องกันการล็อก (ABS) ซึ่งได้ติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ESC)
ตามข้อกำหนดทางเทคนิค UN Reg.13H

alt

alt

“Mazda2” เป็นอีโคคาร์ รุ่นที่ 2 ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าอีโคคาร์รุ่นแรก และรถยนต์นั่งแบบ B ในทุกด้าน
ทั้งในด้านการประหยัดพลังงานที่เหนือกว่า (มีอัตราการใช้พลังงาน 4.3 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือ 23 กิโลเมตรต่อลิตร)
ด้านการปล่อยมลพิษที่น้อยลง (มาตรฐานมลพิษระดับ ยูโร 5 โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 100 กรัมต่อกิโลเมตร)
และด้านความปลอดภัยระดับสากลที่สูงกว่า โดยเป็นมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเดียวกับที่บังคับใช้ในสหภาพยุโรป ได้แก่
คุณสมบัติการป้องกันอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้าและการชนด้านข้าง รวมทั้ง คุณสมบัติด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ
(Active Safety) ดังที่กล่าวมาแล้ว

alt













ในยุคที่รถยนต์ต้องกำเนิดมาในยุคสารสนเทศพกพาได้ บริษัทรถยนต์ก็ต้องเร่งปรับตัวพัฒนาฟีเจอร์ระบบสารสนเทศในรถ
จำพวกหน้าจอที่ให้ข้อมูลความบันเทิง (Infotainment) และระบบนำทาง (Navigator) ให้ทันตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
แต่อย่างน้อยยุคนี้ก็โชคดีที่บริษัทรถไม่จำเป็นต้องพัฒนาระบบปฏิบัติการเองแล้ว เพียงแค่ร่วมมือยักษ์ใหญ่ด้านไอที แค่นี้ก็
สามารถลดความซ้ำซ้อนในการทำงานได้แล้ว

2014 11 07 GM

ล่าสุด Dinesh Paliwal ซีอีโอประจำ Harman ยืนยันว่าระบบ Infotainment และระบบนำทางเจเนเรชั่นต่อไปที่จะผลิต
ให้สำหรับ GM จะต้องรันระบบปฏิบัติการ Android และที่สำคัญทาง Harman ได้ทำงานร่วมกับ Google อย่างใกล้ชิด
เพื่อปรับจูนระบบปฏิบัติการ Android ที่เหมาะสมกับการใช้งานในรถยนต์มากที่สุด ระบบแทบจะถูกรัน (Boost Up)
ทันทีที่สตาร์ทเครื่องยนต์

โดยระบบ Infotainment เจเนเรชั่นใหม่จะเริ่มใช้ได้จริงภายในปี 2016 ซึ่ง Paliwal ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีผู้ผลิตรายใดชิงตัด
หน้าเปิดตัวใช้งานก่อน

ฟีเจอร์สำคัญที่จะได้เห็นกันแน่ ๆ คือ App Store ที่ถูกพัฒนาโดย GM, Harman และกลุ่มผู้พัฒนาระดับ 3rd Party
ทั้งหลายซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ Google และ Apple แน่นอน

รถยนต์ GM ปัจจุบัน ต่างใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ปะปนกันไป อย่างเช่น ใช้ระบบ QNX (Blackbery) สำหรับรถยนต์ซี
ดานและเอสยูวีบางรุ่น, Linux สำหรับ Cadillac CUE, Microsoft สำหรับติดตั้งใน Chevrolet Spark และ Sonic
สาเหตุที่หันมาใช้ Android เนื่องจากบริษัทต้องการแก้ไขปัญหาความน่าเชื่อถือในการใช้งานที่ยังมีปัญหาสำหรับลูกค้า
หลายคน

ที่มา : Caradvice

ปัจจุบัน Mazda CX-5 ก็จะเป็นรถที่มีอายุการตลาดยาวนานถึง 3 ปีที่หลาย ๆ คนคอยจับตาว่ามันจะมีความเปลี่ยนแปลง
ในรุ่น Minorchange มากแค่ไหน เพราะบางคนรู้สึกว่า CX-5 ยังสามารถ “เป๊ะ” มากกว่านี้ในด้านรูปร่างหน้าตา
โดยเฉพาะห้องโดยสารที่มีหลายเสียงลงความเห็นว่าควรจะพัฒนาขึ้นบ้างเล็กน้อย

2014 11 08 Mazda CX5

ในที่สุดเราก็มีภาพหลุดของ Mazda CX-5 Minorchange ออกมาให้แฟนปีกนกได้ยลโฉมอย่างเต็มตา ก็แน่นอนว่าความ
เปลี่ยนแปลงประการแรกคือการเปลี่ยนชุดกระจังหน้าใหม่แลดูหรูหรามีราคาขึ้นคล้าย ๆ กับ Mazda 6 Minorchange ที่
เพิ่งมีภาพหลุดไปไม่นานนี้

Mazda CX-5 Minorchange ก็มีการเปลี่ยนรายละเอียดบานเกล็ดกระจังหน้าจากแบบรังผึ้งมาตรฐานเปลี่ยนเป็นช่อง
บานเกล็ดชุบโครเมี่ยมลายซี่แนวนอนถี่ พร้อมกันนี้ Mazda ยังได้ปรับปรุงรายละเอียดกันชนหน้าใหม่ทั้งหมดให้ดู
รายละเอียดที่สวยงามเพิ่มขึ้น และไฮไลต์สำคัญคืองานนี้ Mazda ลงทุนติดตั้งโคมไฟหน้าและไฟท้าย LED ที่สะท้อนถึง
ความทันสมัยอีกด้วย

สำหรับรายละเอียดอื่นยังต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา : Worldscoop.forumpro.fr


บทความ อื่นๆ ...