PR News
ภาพพจน์ของ Nissan Navara ในเมืองไทยยังถือว่าได้รับคำนิยมในเรื่องของการบรรทุกที่สมบุกสมบันมากที่สุด สำหรับ
ด้านคุณภาพตัวรถก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนว่ามันสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ได้แค่ไหน แต่สำหรับตลาดออสเตรเลียซึ่งถือ
เป็นตลาดยาขมของ Nissan ในวันนี้ ผู้ใช้ชาวออสซี่กลับมองว่า Navara รุ่นเก่านั้นด้อยทั้งความน่าเชื่อถือและคุณภาพจน
Nissan Motor ออกมายอมรับว่า NP300 Navara จะต้องเป็นรถที่ดีกว่าเดิมให้ได้

Keno Kato ผู้บริหารฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ระดับโลกของ Nissan Motor กล่าวว่าทางบริษัทตั้งใจพัฒนา NP300
Navara รหัสตัวถัง D23 เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เพราะคุณภาพคือหัวใจสำคัญสูงสุดในการพัฒนาเพราะบริษัทได้
ตระหนักถึงปัญหาด้านคุณภาพใน Navara รุ่นที่แล้ว

2014 08 01 Nissan


เพียงแต่ปัญหาของ Navara D40 รุ่นเก่าไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงมากหรือเป็นปัญหาสำคัญ แต่มันคือปัญหาเล็กน้อยที่สร้าง
ความรำคาญให้แก่ชาวออสซี่ จากปัญหาการทำงานของเกียร์และคลัทช์ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรถรุ่นนี้

Keno Kato ยังย้ำอีกว่าความน่าเชื่อถือและคุณภาพสำคัญสำหรับรถกระบะ คุณภาพคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ Nissan
ต้องเปลี่ยนวิธีการพัฒนา

สำหรับกระบะ NP300 Navara พวกเขาจะต้องทดสอบกันทุกพื้นที่ถึงแม้มีกระบวนการทางดิจิตอลเพื่อตรวจสอบคุณภาพ
ในระดับหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องลงสนามจริงในพื้น ๆ ที่หฤโหดมาก ๆ อย่างเม็กซิโก, ประเทศไทยและออสเตรเลียที่ทั้งร้อน
และวิ่งกันด้วยความเร็วสูง

Kato กล่าวว่าการรับรู้ความรู้สึกด้านคุณภาพก็สำคัญ Nissan จึงใช้พลาสติกชนิดใหม่สำหรับการตกแต่งภายในห้อง
โดยสาร, เพิ่มอุปกรณ์ความบันเทิงและเปลี่ยนเบาะนั่งใหม่ นี่ยังไม่รวมไปถึงการปรับปรุงความปลอดภัยที่จะพลิกคะแนน
ทดสอบความปลอดภัยจากแค่ 3 ดาวที่จะเพิ่มเป็น 5 ดาวเต็ม

Kato เสริมว่าความปลอดภัยถือเป็นส่วนหนึ่งด้านคุณภาพ ดังนั้นหัวใจหลักของ NP300 Navara คือคุณภาพ, ความ
ปลอดภัย, ความทนทานและความน่าเชื่อถือ พร้อมกับเสริมความรู้สึกทางด้านคุณภาพเพิ่มเข้ามาด้วยซึ่งค่อนข้างสำคัญ
เพราะลูกค้าล้วนไม่ประทับใจในด้านความรู้สึกถึงคุณภาพเลยจากผลสำรวจไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม

และอีกประเด็นสำคัญก็คือ Kato ยืนยันว่า Navara PPV กำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนาและมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะ
เปิดตัวในปี 2015 และที่แน่ ๆ มันมาพร้อมกับช่วงล่างหลังแบบ MultiLink 5 จุด

ฟังแล้วมันมีเบื้องลึกกว่าที่หลายคนคิดมากครับ


ที่มา : Caradvice 1/2



ใครที่ยังรู้สึกไม่คุ้นชินหรือรับไม่ได้ที่ BMW จะทำรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าบ้าง? ถ้าจะให้พูดตรง ๆ เราก็คงไม่สามารถ
ปลอบประโลมผู้ที่ผิดหวังได้หรอก กลับกันเราควรจะต้องยอมรับความจริงว่าธุรกิจรถยนต์ต้องมีการพัฒนาและมีการ
แข่งขันที่สูงมาก (บางครั้งสูงจนเกินไปด้วยซ้ำ) ก็ทำให้ค่ายรถต้องไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่
เปลี่ยนไปทุกวัน

BMW ก็เหมือนค่ายรถอื่น ๆ ที่ต้องเน้นการทำตลาดรถระดับคอมแพคท์มากขึ้น แต่ถ้ามัวยึดติดว่ารถเล็กของ BMW ต้อง
ขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้น เห็นทีคงไม่ทันกิน เพราะรถเล็กระดับนี้อาจไม่จำเป็นจะต้องขับหลังเพื่อให้เปลืองต้นทุนและ
เปลืองเนื้อที่ห้องโดยสารก็ได้ กลับกันประหยัดงบเอาไว้เพื่อทำรถให้มันดีมาก ๆ และชดเชยด้วยการปรับปรุงคุณภาพการ
ขับขี่ตามเอกลักษณ์ของแบรนด์น่าจะดีกว่า

2014 08 01 BMW

Kai Lichte โฆษกประจำหน่วยประสานงานองค์กรและภาครัฐจาก BMW ได้เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ BMW Group
ภายในปี 2020 จะต้องมาจากรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าในสัดส่วนมากกว่า 40% โดยรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทั้งหมด
จะต้องถูกพัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม UKL1 ที่รองรับการพัฒนารถยนต์ที่มีความยาวระหว่าง 3.8 เมตรจนถึง 4.5 เมตร

สำหรับรถยนต์ BMW รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าทั้งหมดจะต้องเป็นรถตระกูลที่เล็กกว่า 3-Series เท่านั้น และมีความเป็นไปได้
ว่ารถขับเคลื่อนล้อหน้าจาก BMW จะมีให้เลือกมากถึง 12 รุ่นส่วน Mini มีให้เลือก 10 รุ่น

แผนการเบื้องต้นของ BMW คือการเปิดตัว BMW 2-Series Active Tourer รถขับเคลื่อนล้อหน้าคันแรกจาก BMW
ต่อจากนั้นก็จะถึงคิวของ X1 และ 1-Series โฉมใหม่ ถัดจากนั้นก็จะเปิดตัว X2 เวอร์ชันสปอร์ตของ X1 และ 0-Series ซับ
คอมแพคท์คันใหม่ที่มีขนาดเดียวกับ Mini

เหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรดารถเล็กจาก BMW สามารถเปลี่ยนมาใช้แพลทฟอร์มขับเคลื่อนล้อหน้าโดยไม่ต้องคิดมากก็คือ
ลูกค้าที่ซื้อ 1-Series ส่วนใหญ่ไม่ได้แคร์เรื่องคุณภาพการขับขี่เป็นหลัก แต่จะแคร์เรื่องเนื้อที่ภายในห้องโดยสารมากกว่า
นอกจากรถขับเคลื่อนล้อหน้าก็มีอัตราการปล่อยค่าไอเสียต่ำกว่ารถ BMW ที่ขายโดยส่วนใหญ่ก็ทำให้มีโอกาสเก็บเกี่ยว
ลูกค้าด้วยเหตุผลจุดนี้

ส่วนใครที่ฝันว่าอยากจะเห็น BMW 3-Series ตัวต่อไปแบบขับเคลื่อนล้อหน้า เห็นทีจะต้องฝันสลายเพราะ BMW มองว่า
3-Series มีภาพพจน์แบรนด์ด้านสมรรถนะที่แข็งแรง การใช้พื้นตัวถังขับเคลื่อนล้อหลังมันก็เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์และ
สมรรถนะการขับขี่โดยตรง

และข่าวถัดมา BMW คิดจะเฉลิมฉลองครบรอบแบรนด์ 100 ปีด้วยการออกรถยนต์ตระกูล I รุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมา
ก่อน อาจจะเป็น i9 รถ HyperCar ที่นำขุมพลังจาก i8 มาโมดิฟายด์ใหม่ให้แรงสะใจขึ้นมากโดยได้รับอิทธิพลการพัฒนา
มาจาก M1 ส่วน i5 หรือ i3 เวอร์ชันเจาะตลาดครอบครัวก็พอมีโอกาสเป็นรถฉลองครบรอบแบรนด์ได้เช่นกัน



ที่มา : Car Advicemotoring.com.au

Nissan Juke เป็นครอสโอเวอร์ที่คนไม่รักก็เกลียดเลย บ้างก็ยังสงสัยว่า Nissan คิดทำออกมาได้อย่างไร แต่ผลตอบรับใน
วันนี้ก็พอทำให้รู้ว่าลูกค้าคนทั่วไปก็เริ่มมองหารถยนต์ที่มีปัจเจกเป็นของตนเองมากขึ้น คงเป็นเพราะแต่ละค่ายรถยนต์ก็
ต้องพัฒนาตนเองในด้านการออกแบบให้สวยงามและมีเอกลักษณ์ของตนเองที่น่าค้นหามากขึ้นอันมีผลต่อเนื่องของการ
รับรู้แบรนด์อีกด้วย

Hyundai เจ้าพ่อยานยนต์ประจำเกาหลีใต้ก็มีแผนที่คิดอยากจะทำรถแนวครอสโอเวอร์ซับคอมแพคท์ท้าชน Nissan Juke
แต่กว่าจะส่งลงโชว์รูมก็ต้องรอในปี 2017 เป็นอย่างเร็ว (ทำให้ผู้เขียนประเมินว่าอาจจะเป็นครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ที่ไม่ใช่
ix25)

2014 08 01 Hyundai

Dave Zuchowski ประธาน Hyundai อเมริกาเหนือให้สัมภาษณ์ว่ารถครอสโอเวอร์ซับคอมแพคท์ท้าชน Nissan Juke
ถูกออกแบบมาเพื่อจับตลาดกลุ่มคน Gen-Y สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งซื้อรถยนต์เป็นคันแรก ซึ่งก็อาจจะมาในสไตล์แบบ
เดียวกับ Nissan Juke หรือมีความเฉี่ยวหรือความเฉียบคมบางอย่าง

เขาก็ยอมรับว่า Hyundai Tucson ในวันนี้ถือเป็นรถที่สวยแต่เขาก็ไม่อยากจะให้ครอสโอเวอร์รุ่นเยาว์เป็นเพียงแค่
Tucson รุ่นย่อส่วนเท่านั้นเพราะลูกค้า Gen-Y ไม่ยอมรับมันแน่

นอกจากนี้เขายังพูดถึง All New Tucson อีกว่ามันจะมีวิวัฒนาการทั้งความหรูหราสง่างาม, ล่ำสัน, ดุดันจนทำให้โดยรวม
มันดึงดูดมาก ๆ ตัวรถเหมือนจะดูใหญ่ขึ้นแต่ที่จริงไม่ใช่ มันเป็นสไตล์ที่หลอกสายตามากกว่า มีการปรับปรุงการขับขี่, เพิ่ม
ฟีเจอร์ภายในให้มากขึ้น

ส่วน Hyundai Elantra โฉมใหม่ก็จะมีกำหนดการเปิดตัวภายในปีหน้า โดยให้คำนิยามการออกแบบว่า Audiesque
หรือมีความเป็นรถ Audi หรือดูมีความเป็นรถยุโรปสูง มันดูสวยงามจนดูไม่ใช่รถคอมแพคท์เลย มันเหมือนรถที่ดูสูงค่าข้าม
เซกเมนต์ มีทั้งความหรูหราและพรีเมี่ยมกกว่า Elantra รุ่นปัจจุบัน

สำหรับครอสโอเวอร์คู่แข่ง Nissan Juke รอไปเลยปี 2017


ที่มา : edmunds.com


กลยุทธ์สะท้านใจของ Honda นอกเหนือจะต้องพัฒนารถขนาดเล็กกลุ่มเคคาร์ให้เป็นที่นิยมในตลาดญี่ปุ่นได้สำเร็จแล้ว
และอีกความหวังหนึ่งที่น่าจะกู้ชื่อ Honda ให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้งนั่นก็คือการซุ่มพัฒนารถสปอร์ต Honda 3 รุ่น 3
ขนาดตัวถังที่เหมือนมากันเป็นแพ๊คชนิดที่น่าจะเรียกเสียงฮือฮาได้แน่นอน

2014 08 01 Honda

และหนึ่งในนั้นที่หลายคนสนใจกันมากก็คงต้องเป็นรถสปอร์ตตัวตายตัวแทน S2000 อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นรถ
สปอร์ตที่มีขนาดเหมาะและมีราคาพอรับได้บ้างสำหรับลูกค้าทั่วโลก (แม้จะนำเข้าแล้วเสียภาษีสูงโด่งก็ตาม แต่ก็ถือว่า
สมน้ำสมเนื้อกับข้าวของที่ให้มา)

วันนี้ เรามีข่าวดีจะมาบอกนั่นก็คือ Honda ได้เปิดไฟเขียวให้รถสปอร์ตตัวตายตัวแทน S2000 แล้ว! สาเหตุสำคัญที่
Honda ไม่อยากจะให้พวกเราบอกว่ามันคือ S2000 โฉมใหม่ เพราะรถสปอร์ตคันใหม่นี้มันจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง
ขับเคลื่อนล้อหลังและวางเครื่องกลางลำ ผิดกับ S2000 ที่เป็นรถขับหน้าและเครื่องวางหน้า

งานออกแบบคาดว่าน่าจะหยิบยืมสไตล์บางอย่างจาก Honda NSX และ S660 มาผสมกันโดยมีจุดเด่นอยู่ที่ซุ้มโป่งล้อ
แนวเฉียบ, มีไฟหน้าที่เฉียบคม ส่วนเครื่องยนต์ก็อาจจะหยิบยืมจาก Civic Type-R มาดัดแปลงผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าจน
มีพลังถึง 272 กิโลวัตต์ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ

รถสปอร์ตตัวตายตัวแทน Honda S2000 จะได้รับเทคโนโลยีการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และอลูมิเนียมจาก NSX จนทำ
ให้มีน้ำหนักตัวเพียงแค่ 1,300 กิโลกรัม

จากการที่รถโปรโตไทป์ Honda NSX ใหม่มีประเด็นปัญหาที่มอเตอร์ไฟฟ้าระเบิดก็ทำให้ Honda ต้องเลื่อนการเปิดตัว
NSX ใหม่ออกไปอีกครึ่งปีจนถึง 1 ปีนั่นก็ทำให้ตัวตายตัวแทน Honda S2000 อาจจะเจอกันในช่วงปลายปี 2017 กันเลย
ทีเดียว

แม้จะนานแต่ก็น่ารอ


ที่มา : Motoring


กลายเป็นว่าแบรนด์ Alfa Romeo เป็นแบรนด์ในเครือ Fiat Chrysler Automobiles ที่มีความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด
เนื่องจากทีมผู้บริหารมองว่าแบรนด์ Alfa Romeo มีที่ยืนในตลาดรถหรูด้วยการวางตำแหน่งเป็นแบรนด์น้องชาย Ferrari
หรือเป็นทายาทอสูรที่ได้รับเทคโนโลยีจาก Ferrari โดยตรง

2014 07 31 Alfa

Alfa Romeo ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์รถระดับหรูที่เห็นความสำคัญของตลาดเอสยูวีเหมือนกับยี่ห้ออื่นเพียงแต่ถ้าจะมาทั้งที
ควรจะต้องมีของดีเพียงพอที่จะถล่มคู่แข่ง เพราะ Alfa Romeo เป็นแบรนด์ที่เพิ่งจะเห็นความสำคัญของตลาดนี้ทีหลัง
เพื่อน ๆ

งานนี้ Alfa Romeo ถึงขั้นซุ่มทำรถเอสยูวีถึง 2 รุ่นที่จะเปิดตัวภายในปี 2018 คันแรกจะเป็นเอสยูวีที่เป็นคู่แข่ง Audi Q5
ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดและมีความเป็นไปได้ว่า Alfa Romeo จะมีเวอร์ชันพลังแรงเพื่อต่อกรกับ Audi
SQ5 และ Porsche Macan โดยเฉพาะที่ว่ากันว่าถึงขั้นลงทุนพัฒนาเครื่องยนต์บล็อกใหม่ V6 ที่ให้กำลัง 500 แรงม้า มี
กำหนดการเปิดตัวภายในปี 2016

เอสยูวีคันที่สองคือรถที่มีขนาดเท่ากับ Volvo XC90 ส่วนรายละเอียดเบื้องต้นยังไม่ทราบ ทราบแค่เพียงเอสยูวีทั้งสองคันนี้
จะต้องถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถังขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใหม่ล่าสุด มีการกระจายน้ำหนักตัวถัง 50:50
และจะนำบุคลิกความเป็น Hot Hatch เข้ามาสวมใส่อีกด้วย

งานออกแบบคราวนี้หมดห่วง Alfa Romeo จะเน้นสัดส่วนความงามแบบอิตาลีที่มีความเปรียวสปอร์ต, หลังคาลาดเตี้ย,
ด้านหน้าเน้นความเฉี่ยวและเน้นซุ้มโป่งล้อขนาดใหญ่

ทั้งหมดนี้ถือเป็นแผนที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

ที่มา : autoexpress.co.uk


 
บทความ อื่นๆ ...