PR News
หากคุณนึกถึงรถไฟฟ้าเมื่อใดคุณก็มักจะนึกถึงรถที่มีภาพลักษณ์โลกสวย ไม่ได้มีภาพของความสปอร์ตอันใดเลย (แม้ว่า
อัตราเร่งจริงหรือการขับขี่เข้าข่ายรถบ้านขับสนุกก็ตาม) แต่จะดีกว่าไหมถ้ามีค่ายรถหนึ่งที่จะมาขอฉีกภาพลักษณ์รถไฟฟ้า
“รถโลกสวย” ออกไป

2014 07 09 Exagon Furtive eGT 1

2014 07 09 Exagon Furtive eGT 2

2014 07 09 Exagon Furtive eGT 3

ล่าสุดก็มีหน่วยกล้าตายที่จะมาช่วยสร้างภาพลักษณ์รถไฟฟ้าให้กลายเป็นรถสุดยอดด้านความแรงได้นั่นก็คือ Exagon
Furtive-eGT รถสปอร์ต SuperCar อินดี้จากประเทศฝรั่งเศส จุดเด่นของมันนอกเหนือจากดีไซน์แล้ว วัสดุตัวถังก็ยังใช้
คาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักแค่เพียง 124 กิโลกรัมเท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือการออกแบบร่องหลังคาให้มีการเว้าร่องตรงกลางและมีการออกแบบบั้นท้ายที่มี Diffuser ในตัว

ขุมพลังแห่งความแรงก็ต้องมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ให้กำลังรวม 402 แรงม้า (BHP) แรงบิดสูงสุด 516 นิวตันเมตร
ส่งกำลังยังล้อคู่หลังเท่านั้น สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 250
กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2014 07 09 Exagon Furtive eGT 4

2014 07 09 Exagon Furtive eGT 5

ที่น่าทึ่งก็คือหากลูกค้าซื้อเวอร์ชันมอเตอร์ไฟฟ้าปกติ ตัวรถก็จะมีระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 310 กิโลเมตรต่อการชาร์จประจุไฟ
ให้เต็มครั้งเดียว แต่ถ้าลูกค้ารู้สึกว่าแค่นี้ยังไม่พอก็สามารถซื้อรุ่นเวอร์ชันขยายระยะทางวิ่งได้ซึ่งจะทำให้มีระยะทางวิ่ง
สูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 734 กิโลเมตร

Exagon Furtive-eGT จะอวดโฉมคันจริงภายในงาน Salute to Style สหราชอาณาจักรในระหว่างวันที่ 16-19
กรกฎาคม 2014


ที่มา : Worldcarfans

Opel Corsa รุ่นปัจจุบันเริ่มเปิดตัวเมื่อช่วงปี 2006 อันเป็นช่วงที่ Ford Fiesta โฉมปัจจุบันยังไม่เปิดตัวและถือเป็นรถที่
ช่วยยอดขาย, ชื่อเสียงและกำไรให้แก่ GM ยุโรปตลอดมาจนแทบจะกลายเป็นรถยนต์มหัศจรรย์ประจำ Opel กันไปเลย
เพราะอย่าลืมว่า Opel Corsa เป็นรถที่เก่าค่อนข้างมากแต่ก็สามารถทำยอดขายติดอันดับ 3 ในยุโรปมาอย่างยาวนาน
ชนิดตุ๊กแกยังต้องยอมแพ้

2014 07 09 Opel Corsa 1

แผนการเดิมของ GM ยุโรปคือพวกเขาจะต้องเปิดตัว All New Opel Corsa ภายในปี 2018 แต่กว่าจะถึงวันนั้นถ้าไม่ทำ
อะไรเลยพวกเขาก็คงจะต้องตกที่นั่งลำบากกันแน่นอน ดังนั้นในปีหน้าพวกเขาจึงต้องเปิดตัว Opel Corsa Big
Minorchange ออกมาฆ่าเวลากันก่อน

ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็นด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจจาก Opel Adam ซิตี้คาร์สุดฮิตที่กลับมา
พลิกชีวิต(และกำไร)ให้ Opel พอจะแข็งแรงขึ้นมาอีกครั้ง จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงมีทรงไฟหน้าที่เฉี่ยวคมและ
มีตำแหน่งกระจังหน้าที่ต่ำเตี้ยขนาดนั้น

2014 07 09 Opel Corsa 2

นอกจากนี้ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนตัวถังหลายจุดมาก อาทิ การขึ้นลวดลายบนบานประตูรวมถึงดัดแปลงเส้นกรอบ
กระจกหน้าต่างให้แตกต่างมากขึ้นและงานนี้ก็ลงทุนเปลี่ยนแปลงบั้นท้ายให้รู้สึกว่ามันทันสมัยขึ้นซึ่งมันก็มาพร้อมกับ
สปอยเลอร์ท้ายในตัวด้วย

ไฮไลต์สำคัญคือการยกเครื่องภายในห้องโดยสารใหม่หมดจนไม่คิดว่านี่คือรุ่น Big Minorchange เพราะมันเปลี่ยนใน
ระดับ Modelchange กันเลยคือไม่มีชิ้นส่วนใดใช้ร่วมกับรุ่นเดิมได้เลย!! งานนี้ถึงขั้นลงทุนขึ้นโมลด์แผงแดชบอร์ดใหม่
หมดจดด้วยการนำแรงบันดาลใจในเส้นสายมาจาก Opel Adam แต่ปรับลุคให้ดูโตและเรียบร้อยมากขึ้น

2014 07 09 Opel Corsa 3

2014 07 09 Opel Corsa 4

เครื่องยนต์ที่มาประจำการ Opel Corsa Big Minorchange ก็จะเป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน
3 สูบ 1.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 90 แรงม้าและ 115 แรงม้า, เครื่องยนต์เบนซิน 1.4 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 100 แรงม้า แรงบิด
200 นิวตันเมตร

ถ้าใครคิดว่ายังแรงเกินไปก็โปรดจงเลือกเครื่องยนต์เบนซินไร้ระบบอัดอากาศใด ๆ บล็อก 1.2 ลิตรและ 1.4 ลิตร และ
เครื่องดีเซล 1.3 ลิตร CDTi

2014 07 09 Opel Corsa 5

ใช่ว่าภายนอกสวยสดใสขึ้นแล้ว GM จะไม่แคร์เรื่องการขับขี่ พวกเขาลงทุนปรับปรุงโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ให้มีการขับขี่ที่
เฉียบคมขึ้นซึ่งจะมาพร้อมกับพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วแบบใหม่และลดจุดศูนย์ถ่วงตัวถังลงอีก 50
มิลลิเมตร

ลูกค้าชาวยุโรปจะเตรียมสัมผัสรถคันจริงได้ในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน

เราเชื่อแล้วล่ะว่านี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ

ที่มา : Worldcarfans

คุณผู้อ่านหลายคนคงจะสงสัยว่าทำไมพักนี้พวกเราถึงใช้คำว่า Design Language กันบ่อยนักโดยเฉพาะบรรดาค่ายรถ
ญี่ปุ่นทั้งหลายก็เริ่มค้นหาแนวทางการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์กันอย่างหนักหน่วงเอามาก ๆ แม้แต่ Mitsubishi ก็ต้อง
ติดร่างกระแสการค้นหาเอกลักษณ์ไปกับเขาด้วยเหมือนกัน

2014 07 09 Mitsubishi

เหตุผลสำคัญที่ทำให้รถญี่ปุ่นทุกค่ายต้องการค้นหาเอกลักษณ์งานออกแบบอย่างจริงจังก็เพราะว่าอุตสาหกรรมยานยนต์
ในวันนี้นอกจากจะต้องแข่งขันกันขายของแล้ว ก็ยังต้องมานั่งสร้างแบรนด์และความยั่งยืนในระยะยาวให้ได้ ไม่เหมือน
สมัยก่อนที่การแข่งขันยังไม่เปิดกว้างเหมือนวันนี้ ขืนใช้สูตรสำเร็จเดิม ๆ เห็นทีค่ายรถอาจจะต้องโดนกลืนโดยผู้ที่สร้าง
เอกลักษณ์ใหม่ได้โดนใจลูกค้ามากกว่าได้ง่ายมาก

Don Swearingen ประธาน Mitsubishi อเมริกาเหนือและ Alex Fedorak หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้ร่วมกันเปิดเผย
ข้อมูลว่า Mitsubishi จะเตรียมเปิดตัว Outlander PHEV รุ่นปี 2016 “ที่แตกต่าง(จากปัจจุบัน)อย่างสิ้นเชิง” ตั้งแต่ปี
2016 เป็นต้นไป โดยรถยนต์รุ่นเปลี่ยนโฉมจะต้องอ้างอิงงานออกแบบ Design Language ใหม่เพื่อสะท้อนความเป็นแบ
รนด์ที่มุ่งเน้นการทำตลาดรถครอสโอเวอร์, มีระบบ Hybrid ที่ดีและมีการปรับปรุงภายในใหม่ให้ดูมีราคาด้วย

และเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า Mitsubishi จะเป็นบริษัทรถที่มุ่งเน้นผลิตแต่รถแนวครอสโอเวอร์และเอสยูวี พวกเขาก็จะ
เตรียมเปิดตัว Pajero เจเนเรชั่นใหม่ภายในช่วงปลายปี 2015 ซึ่งแนวการออกแบบจะมี Design Language ด้านหน้า
แบบใหม่เหมือนกับรถต้นแบบ GC-PHEV และ XR-PHEV concept

สำหรับรถยนต์นั่งแล้ว Mitsubishi ก็ให้คำตอบว่าจะหยิบยืม Design Language จากรถครอสโอเวอร์มาใส่ไว้ในรถยนต์
นั่ง ในเบื้องต้นพวกเขาก็เปิดเผยว่า Mitsubishi Mirage รุ่นโฉมปี 2016 ก็จะต้องมีดีไซน์ที่เพรียว, ปราดเปรียว เพียงแต่
ผู้เขียนก็ไม่อาจมโนได้ว่ามันจะเพรียวลมมากน้อยแค่ไหน?

และนี่ก็คือความเคลื่อนไหวของ Mitsubishi ในระยะเวลาอันใกล้นี้


ที่มา : Autoblog


หลังเผยภาพห้องโดยสารภายใน 2015 Volvo XC90 โฉมใหม่ออกมาได้พักหนึ่ง และเรียกเสียงฮือฮา
ในหมู่คนรักรถยนต์ไม่น้อย เพราะเห็นได้ชัดว่า Volvo จัดเต็มให้กับการกลับมาของ XC90 อย่างหนัก
หลังลากยาวขายมานานกว่า 10 ปี และเป็นการประกาศศักดาว่า Volvo พร้อมจะเดินหน้าปะฉะดะตลาดพรีเมี่ยม
อย่างจริงจัง

ก่อนจะได้เห็นรูปโฉมภายนอกกัน Volvo ขอเผยทัพขุมพลังที่จะใช้ใน 2015 Volvo XC90 ทั้งหมด
ซึ่งมีข่าวมานานมากแล้วว่า Volvo ซุ่มพัฒนาขุมพลังไซส์เล็กแต่ทรงพลัง และเน้นความประหยัดน้ำมัน
เป็นพิเศษ เพื่อสอดคล้องกับทิศทางรถยนต์ SUV ที่เน้นความประหยัดกันมากขึ้น

alt
alt

งานนี้ Volvo ภูมิใจ จนถึงขั้นประกาศว่า Volvo XC90 จะเป็นรถ SUV ขนาดใหญ่ ที่ทรงพลังและ
รักษ์โลกมากที่สุด โดยขุมพลังที่ใช้ ล้วนเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ พร้อมระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงตรงและ
เทอร์โบชาร์จ ตระกูล Drive-E ทั้งสิ้น แต่ยังไม่ประกาศตัวเลขความจุเครื่องยนต์ออกมาในตอนนี้

โดยฝั่งดีเซล นำทีมด้วยรุ่น D4 ให้กำลัง 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร
ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 20 กม./ลิตร ส่วนอีกรุ่นหนึ่ง D5 เป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบเทอร์โบคู่
ให้กำลังสูงถึง 225 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ซึ่ง Volvo กล่าวว่า สามารถให้
ความประหยัดน้ำมันเฉลี่ยไม่น้อยทีเดียว ที่ 16 กม./ลิตร

ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน เริ่มต้นด้วยรุ่น T5 พร้อมแรงม้า 254 ตัว และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร
ขยับความแรงเพิ่มขึ้นด้วยรุ่น T6 ที่ผสานเทอร์โบชาร์จเข้ากับระบบซูเปอร์ชาร์จ ช่วยกันสร้างกำลังได้
320 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร

alt
alt

พิเศษสุด กับครั้งแรกของ Volvo ที่ซุ่มพัฒนาระบบ Plug-in Hybrid มาอย่างยาวนาน พร้อมเปิดตัว
เป็นครั้งแรกใน Volvo XC90 โดย Volvo เรียกระบบนี้ว่าเทคโนโลยี ‘Twin Engine’ ใช้ชื่อรุ่น
T8 ในการทำตลาด

เป็นการผสานเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบและซูเปอร์ชาร์จ ใช้ขับเคลื่อน
ล้อคู่หน้า และมีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 80 แรงม้าขับเคลื่อนล้อคู่หลัง โดยสามารถผสานกำลังได้ถึง 400 แรงม้า
พร้อมแรงบิดสูงสุดสะใจ 640 นิวตัน-เมตร และสามารถแล่นได้ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกล
40 กิโลเมตร

ขุมพลังตระกูล Drive-E และเทคโนโลยี Twin Engine นี้ เป็นผลจากการใช้แพลตฟอร์ม Scalable
Product Architecture ที่มีความยืดหยุ่นและออกแบบมาเพื่อรองรับขุมพลังหลายๆรูปแบบ อีกทั้งยัง
ช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ซึ่งการเปิดตัว 2015 Volvo XC90 แบบเต็มๆ จะเกิดขึ้นในเดือนหน้านี้แล้ว
ต้องติดตามกันให้ดีนะครับ


Mercedes-Benz ค่ายดาวสามแฉกขอรุกตลาดหัวรถบรรทุก อันเป็นอีกหนึ่งประเภทรถยนต์ที่ตนเอง
ประสบความสำเร็จไม่น้อย ด้วยการเปิดตัวรถต้นแบบ Mercedes-Benz Future Truck 2025
ซึ่งไม่ได้เน้นไปที่ความล้ำยุคของงานออกแบบ แต่เน้นไปที่เทคโนโลยีเพื่ออนาคตล้วนๆ ตัดสินใจใส่
ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่คาดว่าจะนิยมในอนาคตมากขึ้น

เหตุผลของการให้เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ มาเป็นวิสัยทัศน์ของหัวรถบรรทุกในอนาคต เป็นเพราะ
มีการวิเคราะห์ว่า การขนส่งทางรถบรรทุก จะถูกเพิ่มขึ้นอีก 20% ในเขต EU ภายในปี 2025 ดังนั้น
อนาคตของหัวรถบรรทุก จึงอยู่ที่ความปลอดภัยในการเคลื่อนที่ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อ
แล่นพร้อมกับรถยนต์คันอื่นๆ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความประหยัดทั้งด้านเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่าย ซึ่งระบบ
ขับเคลื่อนอัตโนมัติสามารถตอบโจทย์ปัจจัยทั้ง 2 ข้อได้เป็นอย่างดี

alt

Mercedes-Benz Future Truck 2025 ถูกติดตั้งระบบ Highway Pilot Assistance ซึ่งจะช่วย
ขับขี่รถยนต์โดยอัตโนมัติบนถนนทางยาวได้เร็วสูงสุดถึง 85 กม./ชม. แม้ว่าจะฟังดูอาจไม่ใช่ความเร็ว
ที่สูงนักในปัจจุบัน แต่ก็น่าจะเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางได้เป็นอย่างดี โดยทีมวิศวกรได้ซุ่มเงียบ
ทดสอบระบบนี้ในถนนออโต้บาห์นได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังมีระบบ Predictive Powertrain Control เป็นระบบที่จะวิเคราะห์ลักษณะของถนน
ทั้งจำนวนโค้ง และความลาดชัน เพื่อสามารถปรับตั้งกำลังของเครื่องยนต์ได้ตามลักษณะถนนที่กำลังขับอยู่
ช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันในการเดินทางให้ได้มากที่สุด รถบรรทุกคันนี้ยังสามารถวิเคราะห์ลักษณะการจราจร
เพื่อทำให้มีการเร่งออกตัว และการชะลอความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความประหยัดน้ำมันสูงสุด
และสามารถติดต่อกับรถบรรทุกคันอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง เพื่อจับกลุ่มเดินทางด้วยกัน สามารถประหยัด
พื้นที่บนท้องถนน

การมาของระบบช่วยขับขี่ทั้งหมดนี้ สามารถทำให้คนขับรถยนต์บรรทุกในอนาคต สามารถมีเวลาว่าง
ระหว่างการขับขี่มากขึ้น เพื่อใช้เวลาเหล่านั้นในการทำงานเอกสารบนรถได้มากกว่าเดิม โดย
Dr. Wolfgang Bernhard หัวเรือใหญ่ของแผนกรถยนต์บรรทุกและรถบัสค่ายดาวสามแฉก กล่าวว่า
รถยนต์ต้นแบบคันนี้ สามารถแสดงวิสัยทัศน์รถบรรทุกแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี และจะช่วยทำให้
Mercedes-Benz ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอให้มีการออกกฏหมายสำหรับรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนได้อัตโนมัติ ออกมาเรียบร้อยเสียก่อน
จึงจะสามารถจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติได้ ซึ่งนั่นอาจทำให้ Mercedes-Benz Future Truck 2025
ได้จำหน่ายอย่างเร็วที่สุดในปี 2025 ตามชื่อรุ่นเลยครับ


บทความ อื่นๆ ...