J!MMY'S REVIEW
ทดลองขับ Nissan ALMERA 1.2 L CVT & 5MT : Sunny FF B11 และ Lancer CHAMP แห่งปี 2011 - 2012 พิมพ์
Review by J!MMY - sub B-segment 1000-1300 cc (Eco Car)
วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฏาคม 2012 เวลา 15:00 น.

คุณยังจำรถคันแรกในบ้าน คันแรกในครอบครัวของคุณได้อยู่ไหมครับ?

บางคนจำได้ดี บางคนบอกว่า ไม่เคยมี ก็ฉันเพิ่งซื้อรถคันแรกกับเขา ก็ตอนที่รัฐบาลเจ๊ปู เพิ่ง
คลอดโครงการ "รถคันแรก" ยกเว้นภาษี เป็นส่วนลด 100,000 บาท สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรถ
มาก่อน ในชีวิต นั่นแหละ!

รถคันแรกของบางคน อาจเป็นรถเก๋งคันกระเปี๊ยก บางบ้าน อาจเป็นรถกระบะ ตอนเดียว แถม
มีหลังคาไฟเบอร์ Carry Boy หรือ สามมิตร แปะไว้ด้านหลัง ไว้ขนครอบครัว ยกโขยงกลับบ้าน
ช่วงเที่ยวสงกรานต์ บางบ้าน อาจเป็นรถตู้สักคัน ที่ซื้อไว้ใช้ทำกิจการ บางบ้าน ก็ซื้อรถเก๋งมาทำ
รถแท็กซี่ แล้วใช้เป็นรถครอบครัวไปด้วยเลย คันเดียวเสร็จสรรพ ทั้งหากิน ทั้งหาความสุขเล็กๆ
ในครอบครัว

สำหรับครอบครัวชนชั้นกลาง ที่มีพ่อบ้านหรือแม่บ้านเป็นพนักงานบริษัท หน่วยงานราชการ
เป็นลูกจ้าง รับเงินเดือน ทำงานหนัก ขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบ จนพอจะมีเงินดาวน์ซื้อ
รถเก๋งมาขับใช้งานได้สักคัน นั่นไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่ แต่มันหมายถึง รางวัลชิ้นโตสำหรับชีวิต
ที่ผ่านมาอย่างยากลำบาก ของแต่ละบ้านเลยทีเดียว

เพราะการมีรถคันหนึ่ง สำหรับบริษัทรถยนต์ มันอาจหมายถึง แค่ผลกำไรจ๊อบจ๊อย ที่เพิ่มขึ้นมา
ในบัญชีของบริษัท แต่สำหรับครอบครัวเล็กๆ เหล่านี้ การมีรถสักคัน มันเปี่ยมด้วยความหมาย
ยิ่งใหญ่เหลือคณา มากเกินกว่าที่พวกผู้บริหารชาวต่างชาติผู้คร่ำหวอด จะมีเวลาเก็บมาใคร่ครวญ
เพราะมันหมายถึง อิสระ ในการเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนใด ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องปล่อย
ให้ตัวเองและครอบครัว ไปฝากชีวิต ผูกติดไว้กับความเฮงซวยห่วยแตกสุนัขไม่แดก ของระบบ
ขนส่งหมูมวลชนในบ้านเรา (สมัยก่อน คุณวานิช จรุงกิตอนันต์ เคยเขียนล้อ ขสมก. ในนิยาย
เรื่องสั้น ของหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คที่ตนเขียน ว่า เป็น "องค์การขนส่งหมูมากาไก่"...ทำไงได้ครับ
ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ และทุกวันนี้ต่อให้ พวกเขาจะบอกว่า ได้พยามปรับปรุงพัฒนาขึ้นมา
มากแล้ว แต่ยืนยันว่า กี่ปีผ่านไป ทุกอย่างก็ยังมีสภาพตามเดิม เหมือนใครสักคน ยกเอาองค์การ
ขสมก. ไปแช่ในตู้เย็น ช่อง Freeze ไว้อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว)

ยิ่งเดี๋ยวนี้ สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น การขึ้นรถเมล์ มันไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิต
ไปแขวนไว้บนเส้นด้าย ไม่มีใครรู้หรอกว่า วันใด พวกเด็กช่างกล จะลุกขึ้นมา เอาปืนปากกา
วิ่งขึ้นมาบนรถเมล์คันที่คุณนั่ง ไล่กราดยิงคู่อริ จนตัวคุณถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิตกัน
ไปเมื่อใด?

จะพึ่งพา มอเตอร์ไซค์รับจ้าง? จะไหวเหรอ แว๊นฝ่าไฟแดงบ้างละ เอาเนื้อตัวเราไปครูดถูไถกับ
รถคันข้างๆที่ติดขัดอยู่บ้างละ ล้มที สมองกับหมวกกันน็อก กระจายไปคนละทางบ้างละ พอจะ
ใช้บริการรถตู้ ก็ห่วงสวัสดิภาพตัวเอง ว่าจะโดนพวกซิ่งนรกมันพาไปตกน้ำตกคูหัวคว่ำคะมำ
หงายตายหยังเขียดที่ไหนหรือเปล่า? จะขึ้นแท็กซี่ เดี๋ยวนี้ทั้งคนขับกับผู้โดยสาร ต่างคนต่างก็
ระแวงว่าใครจะเริ่มออกลายเสือ(โจร) ก่อนใคร หรือใครมันจะเริ่มลวนลามข่มขืนใครก่อนกัน
ระหว่างคนขับ หรือผู้โดยสาร (มีจริงๆนะเออ ไม่ได้เขียนเล่นๆ!)



ผมเกิดไม่ทัน รถคันแรกในครอบครัวหรอกครับ เพราะคุณพ่อผม ทำงานหนัก ทั้งในภัตตาคาร
ที่ชื่อว่า สิงห์ทอง ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ (ปัจจุบัน เจ๊งไปเป็นชาติแล้ว) ตามด้วยการทำงานบริษัท
ประกันชีวิต แล้วก็ยังเรียนปริญญาตรี ภาคค่ำ คณะบัญชี ธรรมศาสตร์ แถมยังรับจ๊อบขายสินค้า
เครื่องไฟฟ้า และจิปาถะ ในฐานะ เซลส์แมน พอเริ่มมีเงินบ้าง ก็เริ่มมองหารถคันแรกให้ครอบครัว
และรถคันนั้น ก็คือ Toyota 800 หรือที่ในญี่ปุ่น ก็คือ Toyota Publica ต้นกำเนิดของ Starlet
Vios และ Yaris ในปัจจุบันนั่นเอง

วันที่ผมลืมตาดูโลก ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน คุณพ่อตัดสินใจ เปลี่ยนรถใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม
เล็กน้อย เป็นรถมือสอง อย่าง Datsun 120Y (ซึ่งก็คือ Nissan Sunny รุ่นปี 1974 นั่นเอง)
จากคำบอกเล่า เช้าวันที่ออกจากโรงพยาบาล เจ้า 120Y สีฟ้า ก็วนมารับหน้าประตูทางเข้า - ออก
ของโรงพยาบาล ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผมเติบโตมาจนเข้าเรียน ประถม 1 ที่กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
(อยากรู้จัง มีใครอีกไหม ที่เกิดจากโรงพยาบาลนี้ แถมนยังเข้าเรียนโรงเรียนที่ใช้ชื่อเหมือนกับ โรง-
พยาบาล อย่างผม ชักอยากรู้จริงๆแหะ!) สารพัดเรื่องราวต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย ผมอาจมีความทรงจำ
กับรถคันนี้อยู่บ้าง แม้จะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก รู้แต่ว่า ซ่อมบ่อยชะมัด

ปี 1988 บ่าย 3 โมงครึ่ง วันหนึ่ง หลังจากที่ผมได้เห็น โฆษณา 1 หน้าเต็ม ของ Nissan Sunny
FF (B11) รุ่นปรับโฉมครั้งสุดท้าย เคาะราคาที่ 365,000 บาท ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และเก็บ
ไปพูดคุยกันในบ้าน B11 สีเงินคันหนึ่ง ป้ายแดง ก็แล่นเข้ามาจอดใต้ถุนอาคาร 4 ชั้นเก่าๆในโรงเรียน
(ซึ่งปัจจุบันนี้ กลายสภาพเป็นห้องพักครูไปแล้ว) ผมยังจำรอยยิ้มของคุณพ่อและคุณแม่ ที่นั่งมาในรถ
ได้อย่างดี เย็นนั้น เราไปกินข้าวกันอย่างมีความสุข

เรื่องราวต่างๆ ดำเนินต่อไป แม้ว่า จะมีเพื่อนร่วมรุ่นบางคน ชอบเอาเก็บไปพูดจาในทำนองที่ว่า
ว่า "โอ้ย ไอ้จิม พ่อมันขับ Sunny เก่าๆ" สำหรับเด็กๆแล้ว บางที คำพูดเหล่านั้นมันก็บาดจิตบ้างนะ
แต่อย่างน้อย ผมก็แอบภูมิใจ ว่า คุณพ่อของผมทำงานเก็บเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง ไม่ได้ไป
โกงใครแล้วรวย เหมือนอย่างบางครอบครัว...(ที่ตลกไปกว่านั้น คือ คนที่ปากหมาพูดจาเหน็บแนม
แบบนี้ สุดท้าย มันก็มีจังหวะชีวิต ให้ต้องมาขับ Sunny FF รุ่นเดียวกันนี่แหละ! ทีนี้ เจ้าตัวเลย
ยอมรับได้อย่างเต็มปากว่า รถมันดีสมราคาของมัน!)

และแน่นอน ผมยังจำได้ ถึงวันที่ เราตัดสินใจขายรถคันนี้ออกไป เพื่อแลกเปลี่ยนมาเป็น Sunny
B14 รุ่นที่คุณ เจ มณฑล จิรา เป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา ชุด อาทิตย์ดวงที่ 2 คืนก่อนนั้น
เราช่วยกันเก็บของออกจากรถ เก็บทุกความทรงจำออกมาจากรถ ถอดผ้าคลุมเบาะที่คุณแม่เย็บเอง
กับมือ ทั้งเบาะหน้าและหลัง ผมใช้เวลาอยู่ในรถนานพอดู ก่อนจะตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วพากัน
ไปที่โชว์รูม Nissan ใกล้บ้าน ทำเอกสารซื้อขายแลกเปลี่ยน ขับ Sunny B14 สีฟ้า ออกมา และ
จำใจต้องทิ้งเจ้า B11 สีเงินคันนั้น ไว้ที่โชว์รูมนั้น เราค่อยๆขับรถออกห่างมาเรื่อยๆ และผมยังคงหัน
ไปมองรถใหม่ป้ายแดงคันแรกของครอบครัว ด้วยความรู้สึกนึกเสียดาย ที่ไม่อาจเก็บมันไว้ได้  และ
หวังไว้ลึกๆว่า เจ้าของใหม่ คงจะพามันไปใช้ชีวิตด้วยกันดีๆ...เวลาผ่านเนิ่นนานมาถึงทุกวันนี้ ผม
ไม่เคยได้ข่าวคราวของรถสีเงินคันนั้น และไม่เคยเห็นมันโลดแล่นบนท้องถนนอีกเลย

ทีนี้ คุณคงรู้แล้วใช่ไหมครับว่า ทำไม ผมถึงเคยบอกว่า ผมผูกพันกับรถยี่ห้อนี้มานาน...มากกกก



ดังนั้น วันที่ Nissan เปิดตัว Almera ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ มันจึงไม่ใช่แค่เพียงการเปิดตัว
รถยนต์รุ่นใหม่เพียงคันหนึ่ง เพราะผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความหวัง ของทั้ง Nissan ที่อยาก
ยกระดับยอดขายให้ดีขึ้นกว่านี้ เช่นเดียวกับความหวังของลูกค้า ที่อยากได้รถยนต์ คันแรกในชีวิต ที่
ต้องถึงพร้อมด้วยความสะดวกสบายในแบบพื้นฐาน รวมไปถึงความคึกคัก ของผู้คน ชวนให้ผมนึก
ย้อนกลับไปเปิดกล่องความทรงจำ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในวัยเด็กของผมที่เคยลั่นกลอน ปิดตายไป
นานแล้ว ให้กลับขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว จนเผลอพลางคิดหวนคำนึงไปถึงว่า คงจะมีสักครอบครัว
ณ ที่แห่งใดสักแห่ง น่าจะกำลังมีช่วงชีวิตที่คล้ายคลึงกับเรื่องราวของผมอยู่บ้าง

ยิ่งการเปิดตัว เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลของ คุณปู ยิ่งลักษณ์ ได้ทำคลอดโครงการสิทธิพิเศษให้
ส่วนลดทางภาษี กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก ตามโครงการที่เรียกว่า "รถคันแรก" ก็ยิ่งน่าจะทำให้มี
ประชาชนคนไทยมากมาย ที่จะได้มีโอกาส เริ่มต้นมีเรื่องราวความทรงจำกับรถยนต์คันแรกของตน
อย่างที่ผมเคยมี ได้ง่ายขึ้น (ถ้าผ่อนกันไหว ไม่โดนไฟแนนซ์ตามไปยึดเสียก่อน อย่างเช่นตอนนี้
ที่ได้ยินว่า เยอะมาก จนไฟแนนซ์ และธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มกุมขมับ)

คำถามก็คือ Almera ใหม่ ในวันนี้ จะทำหน้าที่ เฉกเช่นที่บรรพบุรุษ "ต่างตระกูล" ของมัน อย่างเจ้า
Sunny FF B11 เคยทำเอาไว้หรือเปล่า? มันพร้อมจะทำหน้าที่รถคันแรกของครอบครัว ได้ดีแค่ไหน
ด้อยอย่างไร รอการปรับปรุงต่อไปตรงไหน?

คำตอบ รอคุณอยู่ข้างล่าง ไม่ยาวมาก และไม่สั้นมาก กำลังดี ในแบบที่อยากให้คุณใช้เวลานั่งลงอ่าน
อย่างสบายๆ ไม่รีบร้อน

และแน่นอน ต้องเริ่มจากการทำความรู้จัก ที่มาที่ไป ว่าทำไม Nissan ถึงคิดจะทำ Almera ออกมาขาย
ในตอนนี้ แทนที่จะเป็นเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน??



ย้อนกลับไปยังช่วงปี 1995 ในขณะที่ โครงการพัฒนารถยนต์นั่งขนาดเล็ก เพื่อตลาด ASEAN ทั้ง Honda City และ
และ Toyota Soluna รุ่นแรก ดำเนินไป Nissan เอง ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มองเห็นลู่ทางการทำตลาดรถยนต์นั่งขนาด
เล็ก เพียงแต่ Nissan เลือกใช้วิธีที่ไม่ค่อยกล้าเสี่ยงเหมือนชาวบ้านเขา (เพราะตอนนั้น เศรษฐกิจญี่ปุ่น เพิ่งจะเจอปัญหา
ฟองสบู่แตก และ Nissan เองก็เริ่มขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ) ก็เลยคุยกับสยามกลการว่า จะทำโครงการรถยนต์
เพื่อ ตลาดกลุ่ม ASEAN ที่เมืองไทย แต่พวกเขากลับเริ่มด้วยการนำ Nissan Sunny California หรือ AD Wagon
อันเป็นตัวถัง Station Wagon ของ Sunny/Sentra B13 ปี 1990 มาขึ้นไลน์ประกอบในเมืองไทย โดยใช้ชื่อว่า
Nissan NV (A) ก่อนจะตามด้วยตัวถังกระบะ ที่เรียกว่า Nissan NV Pickup (NV B)

ผลลัพธ์หนะหรือ? ใช่ ยอดขายพอไปได้ แต่ประเทศของเราดันมาเจอวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จากการประกาศลดค่าเงินบาท
ของ รัฐบาล  พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ทำให้นับจากนั้นเป็นต้นมา เศรษฐกิจของไทยก็ดิ่งลงเหว
กว่าจะเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้อีกครั้ง ก็ปาเข้าไปหลังปี 1999 แล้ว ส่งผลให้ ยอดขายของ NV ทั้ง 2 รุ่น ย่ำแย่ในช่วงกลาง
อายุตลาด แถม Nissan ที่ญี่ปุ่นเอง ก็แทบจะประสบกับภาวะล้มละลาย จน Renault ตัดสินใจมาร่วมเป็นพันธมิตรด้วย
แล้วส่ง Carlos Ghosn เจ้าของฉายา Le cost killer มานั่งคุมบังเหียน จนถึงปัจจุบัน

เมื่อ Carlos Ghosn เข้ามา สิ่งแรกที่เขาทำคือ ต้องจัดการกับสารพัดโครงการที่ไม่ทำกำไรลงถังขยะไปให้หมด
ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่โครงการรถยนต์สำหรับตลาด ASEAN เอง ก็ไม่มีการสานต่อด้วย ปล่อยให้ Honda City และ
Toyota Soluna คลอดรุ่นใหม่ออกมากอบโกยยอดขายในช่วงปี 2002 อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน

Nissan เพิ่งจะเริ่มกลับมาคิดสร้างรถยนต์ B-Segment Sedan อย่างจริงจัง เมื่อช่วงปี 2007 - 2008 นี่เอง หลัง
พบว่า ตลาดประเทศกำลังพัฒนา ทั้งใน จีน อินเดีย รวมทั้งตลาดเกิดใหม่ อย่างยุโรปตะวันออก ไปจนถึงตลาดเดิมที่เริ่ม
ฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจ ใน ASEAN ต่างมีกำลังซื้อมหาศาล ที่รอต้อนรับรถยนต์ประเภทนี้อยู่

ขณะเดียวกัน Nissan เอง ก็ต้องเตรียมพัฒนา March เจเนอเรชันที่ 4 เพื่อให้ทันกำหนดคลอดในปี 2010 ดังนั้น
Nissan เลยมองการณ์ไกลในระดับสากล สั่งให้ทีมวิศวกร ออกแบบ และสร้าง พื้นตัวถังสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กในกลุ่ม
B-Segment ที่เรียกว่า V-Platform โดยในช่วงแรก ก็เพื่อที่จะรองรับโครงการพัฒนารถยนต์ 3 รุ่น คือ March
รวมทั้ง รุ่นปลี่ยนโฉมของ Note (เวอร์ชันต้นแบบคลอดแล้วใรนชื่อ Nissan Invitation) และ Sedan คันที่คุณเห็นนี้
รถยนต์ทั้ง 3 รุ่น จะใช้โครงสร้างพื้นตัวถัง และงานวิศวกรรมร่วมกัน เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดชิ้นส่วน แต่ต้องรักษาคุณภาพ
ที่ดีในแบบของ Nissan ที่เคยเป็นมา เอาไว้ให้ได้

สำหรับตัวถัง Sedan นั่น มีรหัสโครงการพัฒนา L02B และมีรหัสรุ่นที่เรียกใช้เป็นการภายในว่า N17 เป้าหมายหลัก
ของ Nissan ก็คิอ สร้างรถยนต์ Sedan คันนี้ เพื่อบุกตลาดทั่วโลก มันจะต้องเป็นรถยนต์คันที่ 2 ในบ้านของชาว
อเมริกัน เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก พิกัด 5 Number สำหรับครัวเรือนชาวญี่ปุ่น (รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ 660 - 2,000 ซีซี
มีความกว้างตัวถังไม่เกิน 1,700 มิลลิเมตร กำลังสูงสุด ไม่เกิน 200 แรงม้า PS จะถูกจัดเก็บภาษีในพิกัดรถยนต์ขนาดเล็ก
ที่เรียกในญี่ปุ่นว่า พิกัด 5 Number) และที่สำคัญก็คือ มันจะเป็นรถยนต์ที่สามารถบ่งบอกสถานะและสร้างความภูมิใจ
ให้กับครอบครัวในประเทศกำลังพัฒนา (เช่น ไทย จีน อินเดีย) พูดง่ายๆก็คือ มันเป็นรถยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สอดรับกับ
ความต้องการอันหลากหลาย ที่ Nissan ตั้งใจจะผลิตจากโรงงานต่างๆ ทั้งในเมืองไทย จีน อินเดีย และอีกหลายประเทศ
เพื่อส่งเข้าไปจำหน่าย ให้ับผู้คนกว่า 170 ประเทศทั่วโลก !!



Makoto YAMANE ตำแหน่ง Associate Product Chief Designer ผู้ซึ่งเริ่มงานกับ Nissan เมื่อปี 1988
และเคยมีส่วนร่วมในการออกแบบ Nissan Silvia S14 กับ Nissan Presea เจเนอเรชัน 2 Nissan March
รุ่นล่าสุด และ Sedan N17 ใหม่คันนี้ เล่าว่า "จุดประสงค์หลักในงานออกแบบ N17 ก็คือ ต้องเป็นรถยนต์ที่
แสดงออกถึงความเป็น "Sedan" ที่ชัดเจน เพราะในกลุ่มตลาดเป้าหมายเช่น จีนและอินเดีย รถเก๋ง Sedan
เป็นเครื่องบ่งบอกฐานะชั้นสูงทางสังคม หรือใช้รับส่งนักธุรกิจ ทีมออกแบบจึงตั้งใจให้รถคันนี้ เป็นรถ Sedan
ที่สะดวกสบาย ห้องโดยสารกว้างขวาง มีดีไซน์ที่หรูหราภายใต้ข้อจำกัดด้านขนาดตัว แต่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ "

(เดี่ยวนะ เปี่ยมด้วยสมรรถนะเหรอ? ถ้าในแง่การประหยัดน้ำมันละก็ ใช่ แต่ถ้าเรื่องการขับขี่หนะ อ่านรีวิวนี้ให้จบก่อนไหม)

Mitsunori MORITA Expert Designer ซึ่งเคยทำงานที่บริษัทรถยนต์ค่ายอื่น ร่วมงานกับ Nissan เมื่อปี 2002
และเคยทำงานออกแบบรุ่นปรับโฉมของ Stagea (Station Wagon บนพื้นฐานของ Skyline V35) และรถยนต์
ต้นแบบ Town Pod สำหรับงาน Paris Auto Salon 2010 (และเพิ่งเคยมาอวดโฉมที่เมืองไทย งาน Motor Expo
ธันวาคม 2011 กับ BOI Fair ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา) เล่าว่า "ถึงจะรู้ความต้องการของตลาดรถยนต์อื่นๆ ทั้งใน
สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นกันอยู่แล้ว แต่ถ้าจะต้องออกแบบรถยนต์ให้กับลูกค้าในประเทศกำลังพัฒนา ก็ต้องรู้ถึง
ความต้องการของพวกเขาให้มากกว่านี้ ดังนั้น พวกเขาจึงบินไปยังตลาดหลักแห่งหนึ่งของ Sedan รุ่นนี้ นั่นคือ อินเดีย!

"ไม่ว่าจะเป็นกรุง New Delhi หรือ Mumbai ถนนหนทางในอินเดียนั้น เต็มไปด้วยความว่นวาย รถยนต์ต้องแทรกตัว
ไปตามฝูงชน ซึ่งยังรวมถึง จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถเข็น หาบเร่ แผงลอย ช้าง ม้า วัว ควาย ของชาวบ้านอีกด้วย แถม
ถนนยังสกปรกอย่างมากจากการก่อสร้างทุกหนแห่ง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการออกแบบขึ้นมา นั่นคือ N17 จะต้อง
โดดเด่นภายใต้สถานการณ์อันไม่น่าอภิรมณ์เหล่านั้น แนวคิดการออกแบบจึงเปลี่ยนจากการสร้างรถยนตฺ์ที่สวยโดดเด่น
เมื่อสะอาดเงาวับ ให้กลายเป็นรถเก๋ง Sedan ที่สวยและโดดเด่นแม้ว่าจะมอมแมมเลอะเทอ เขลอะไปด้วยฝุ่นโคลน
ทั้งคัน หรือวิ่งแทรกตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มฝูงชนจำนวนมากก็ตาม!!" Morita-san เล่าไว้ตามนี้

(โห คิดได้ไงเนี่ย!)

Morita-san และทีมงาน เลยใช้เส้นสายแบบเฉียบคมในการออกแบบ พร้อมทั้งลากเส้นตรงใต้ขอบหน้าต่างตลอดคัน
เพื่อเสริมความหรูหรา ส่วนด้านข้างได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้ามเนื้อของคน ที่แสดงออกถึงความบึกบึนและเปี่ยมด้วย
กำลัง จะเห็นว่า เส้นที่ลากมาจากด้านหน้าและท้าย แต่กลืนหายไปตรงกลางตัวรถคือ highlight เพราะเปรียบเหมือนกับ
กล้ามเนื้อมนุษย์ที่แข็งแรงบึกบึน แต่แฝงอยู่ภายใต้ผิวหนังที่เรียบเนียน (เหมือนใช้ซิตร้ามั้ง - กล้วย BnN ขอเสริม) และ
ต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกัน

นอกจากนี้ บั้นท้ายยังได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่คนจะเห็นบ่อยและนานสุด ดังนั้นจึงใช้วิธีออกแบบให้
ด้านท้ายไม่แคบหนีบลง เพื่อให้คงภาพลักษณ์ความเป็น Sedan ราคาแพงอย่างชัดเจน ต่างจากรถยนต์คันอื่นใน
พิกัดเดียวกันที่ใช้เส้นสายด้านข้างแบบกระดกขึ้นในด้านท้าย และทำท้ายแคบลง ซึ่งทำให้รถดูแคบ และเล็กลงไปอีก
รวมทั้งความเป็น Sedan ที่ดูภูมิฐานก็หายไปด้วย...

แม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อย ก็ยังต้องใส่ใจ "มือจับเปิดประตูด้านนอก ที่เห็น ไม่ใช่ว่าคิดลดต้นทุนด้วยการหยิบเอา
มือเปิดประตูของ Nissan Cube มาใช้ แต่หากผ่านกระบวนการทางความคิดมาแล้วว่า จะเพิ่มรอยบุ๋มบนมือจับ
เปิดประตูเพราะจะทำให้ผู้ใช้รถคันนี้สามารถคว้าหมับ จับมือเปิดประตูได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะคว้าด้วยความอ่อนระโหย
โรยแรงแค่ไหนก็เปิดประตูรถได้ ไม่พลาด"



เมื่องานอกแบบเสร็จสิ้น การทดสอบความทนทาน และการเตรียมงานผลิตเสร็จตามมา ก็ถึงช่วงเวลาสำคัญ
คือการเปิดตัว ออกสู่สายตาชาวโลก กันเสียที

Nissan เปิดตัว N17 Sedan เป็นครั้งแรกในโลก ณ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2011
แต่ใช้ชื่อ Versa Sedan เข้าทำตลาดแทนรถยนต์รุ่นเดียวกัน แต่ใช้ร่าง TIIDA Latio ทำมาหากิน
ตลอดช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ โดย N17 ต้องทำตลาดควบคู่ไปกับ TIIDA Hatchback ที่ขาย
ในชื่อ Versa Hatchback และยังลากขายไปอีก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเปิดตัว ประกาศราคา แต่รถจะยังไม่พร้อมออกขายในเขตอเมริกาเหนือ!

เพราะต้องรอให้ เปิดตัวในประเทศจีน กลางงาน China (Guangzhou) International Automobile
Exhibition เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2010 โดยใช้ชื่อ SUNNY และเริ่มส่งขึ้นโชว์รูมในเดือน มกราคม 2011
กันเสียก่อน ทวีปอเมริกาเหฯ์อ จึงจะเริ่มออกสู่ตลาดเป็นลำดับ 2

เหตุผลของการใช้ชื่อ Sunny สำหรับตลาดเมืองจีน ทั้งที่ N17 ไม่ได้มีความเกี่ยวดองในสายเลือดใดๆ
กับตระกูล Sunny / Sentra เดิมเลยนั่น ก็เพราะว่า ในเมืองจีน ชื่อ Sunny เป็นที่รู้จักของชาวจีน
ในฐานะ รถยนต์ราคาประหยัด ไว้ใจได้ ใช้งานง่าย มาตั้งแต่รุ่น N16 หรือ Sunny NEO ในบ้านเราแล้ว

ประเทศไทย ถือเป็น ประเทศที่ 3 ในโลก ที่มีการเปิดตัวรถยนต์รหัส N17 งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2011
ทั้งที่โรงแรม Four Season และในช่วงเย็นที่ลานหน้า Siam Paragon ช่วงที่เริ่มมีรายการน้ำท่วมภาคกลาง
กันบ้างแล้ว

สำหรับเมืองไทย ชื่อในการทำตลาด ก็คือ Almera อันเป็นชื่อที่ Nissan ในยุคสยามกลการ เคยยกชื่อนี้
จาก Nissan Pulsar สำหรับตลาดยุโรป ช่วงยุคปี 1996 - 1997 มาใช้กับรถเก๋ง Sunny Neo รุ่นที่วาง
เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร แล้วเรียกมันว่า Sunny Almera เปิดตัวในช่วงกลาง ปี 2002

เป็นไงครับ มึนงงกันไปเลยใช่ไหม เรื่องชื่อรุ่นนี่เป็นเรื่องที่น่าปวดกบาลมากมาย รถยนต์รุ่นเดียวมีชื่อรุ่น
ปาเข้าไป 3 ชื่อ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Nissan ทำแบบนี้เพราะสมัยก่อนนี้ เมามันส์และมึนงงกว่านี้ ก็เคย
มีมาแล้ว เช่น การนำ Skyline R31 ไปผลิตขายในออสเตรเลีย ด้วยชื่อ Pintara พอถึงปี 1988 ก็นำ
Bluebird ATTESA U12 ทำตัวถัง Hatchback เป็นพิเศษ มาสวมป้ายชื่อ Pintara ขายต่อ

หรือ ตระกูลรถยนต์ Compact Hatchback เพื่อตลาดยุโรป อย่าง Pulsar ก็เคยขายทั้งในชื่อ Sunny
และ Cherry มาแล้วก่อนหน้านี้ ยังไม่นับรุ่นพิเศษ 2 ประตู ที่ชื่อว่า EXA อีกนะ

ตัวอย่างสุดท้ายก็คือชื่อ Laurel อันเป็นรถยนต์ขนาดกลางขับล้อหลัง ที่ยกระดับความหรูจากตระกูล
Bluebird อีกนิด ปี 1982 Nissan อยากเพิ่มเวอร์ชันหรู ให้กับ Sunny FF B11 เลยตกแต่งซะ
พิสดาร เบาะกำมะหยี่อย่างแพง แล้วใช้ชื่อรุ่นว่า Nissan Laurel Spirit (เคยมีเข้ามาประกอบขาย
ในเมืองไทย เป็นรุ่นพิเศ 300 คัน ษด้วยนะ!) พอทำขายรวม 2 เจเนอเรชัน ขายไม่ค่อยดี เลยเลิกไป
แต่ Nissan ยังไม่เข็ด ยังนำชื่อ Laurel ไปสวมให้กับ  Nissan Cefiro A31 สำหรับตลาดในแถบ
ตะวันออกกลางในชื่อ Nissan Laurel Ultima อีกด้วย!!!

เอาแค่นี้ก็พอละกันนะครับ ไม่ใช่แค่คุณผู้อ่านหรอกที่มึน คนเขียนอย่างผมก็ปวดกบาลมากพอแล้วด้วยเถอะ!



ตัวถังของ Almera มีความยาว 4,426 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,500 มิลลิเมตร และมี
ระยะฐานล้อ 2,600 มิลลิเมตร (นึกถึง Toyota Corolla ALTIS ปี 2001 รุ่น Brad Pitt เข้าไว้ครับ)
หากพินิจดูจากตัวเลข และขนาดตัวรถคันจริงแล้ว เราควรจัดให้ Almera อยู่ในพิกัดรถยนต์นั่ง Sedan 
กลุ่ม B-Segment ขนาดเครื่องยนต์ ไม่เกิน 1.5 ลิตร เพราะ Almera มีระยะฐานล้อที่ยาวที่สุดในตลาด
ทำให้มีตัวถังยาวที่สุดในตลาดกลุ่มนี้เช่นกัน ยาวกว่าคู่แข่งทั้ง Toyota Soluna Vios, Honda City
Mazda 2 Sedan , Ford Fiesta Sedan รวมทั้ง Chevrolet Aveo รุ่นปัจจุบัน แถมยังเลยเถิด
ไปจนถึง Chevrolet Sonic ซึ่งเปิดตัวในเมืองไทยช่วงไตรมาส 3 ปี 2012 นี้อีกด้วย

แม้ว่า การจัดวาง Packaging ของตัวรถจะสมส่วน และแต่ละชิ้น อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว
แต่ถ้าดูจากแนวเส้นสายที่ทีมออกแบบได้สร้างสรรค์ขึ้นมานั้น กลับดูหลอกตา จนทำให้หลายคน
มองว่า Almera ดูมีบั้นท้ายยาวยื่นออกไปมากเกินเหตุ จนอ้วนเผละ ทางแก้ของ Nissan Motor
Thailand ก็คือ การติดตั้งสปอยเลอร์ด้านหลัง แบบลิ้น เป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับทุกรุ่นย่อย
ตั้งแต่รุ่นถูกสุดไปจนถึงรุ่นแพงสุด ถือเป็นครั้งแรกในตลาดรถยนต์ขนาดเล็กของเมืองไทย



รายละเอียดการตกแต่งภายนอก ไม่มีอะไรมากนัก ทุกรุ่นจะติดตั้งไฟหน้า ฮาโลเจน ไฟเลี้ยว
ด้านข้างตัวถัง (แผง Fender ซุ้มล้อคู่หน้า) สปอยเลอร์หลัง กระจกไล่ฝ้าหลัง มาให้เป็นอุปกรณ์
มาตรฐาน กระจกมองข้าง ใช้สีเดียวกับตัวถัง กระจังหน้า และมือจับประตูจะเป็นแบบโครเมียม
ทั้งหมด แทบจะครบทุกรุ่น ซึ่งถือว่าเพิ่มความรู้สึกที่ดีให้กับลูกค้าได้มากเลยทีเดียว เพราะปกติ
มือจับประตูของรถยนต์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักเป็นแบบสีเดียวกับตัวถัง

แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ก็คือ เฉพาะรุ่น S เกียร์ธรรมดา อันเป็นรุ่นถูกสุด เท่านั้น ที่จะติดตั้งกระจก
มองข้างสีดำ กระจังหน้าสีดำ และมือจับประตูพลาสติกสีดำ มาให้จากโรงงาน เพื่อทำราคาถูก เอาใจ
กลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการความหรูหราอะไรมากนัก ต้องการแค่รถยนต์ไว้ขับใช้งานเท่านั้นจริงๆ

รุ่น 1.2 VL ตัวท็อป (คันสีเงิน) จะเป็นเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ที่จะติดตั้งไฟตัดหมอกหน้ามาให้ การ
เปิด - ปิด ใช้วิธีหมุนวงแหวนตรงก้านสวิชต์ไฟเลี้ยว และไฟหน้ารถ ฝั่งขวามือบนคอพวงมาลัย

รุ่น 1.2 V และ VL จะสวมล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว x 5.5 J มาพร้อมยาง ขนาด 185/65 R15
ส่วนรุ่น 1.2 S , E และ ES จะใช้กระทะล้อเหล็ก 14 นิ้ว x 5.5 J พร้อมยางขนาด 175/70 R14 
รุ่น E และ ES ให้ฝาครอบล้อ Full Wheel Cover ส่วนรุ่น S ถูกสุด ให้มาแค่ฝาครอบดุมล้อเท่านั้น

ยางติดรถแทบทุกรุ่น เป็นยาง Bridgestone B250 ซึ่งถนัดในการทำหน้าที่ กลิ้งกล่กๆ ไปตามเรื่อง
ตามราว ไม่ต้องไปสนใจเรื่องการเกาะถนนมากนัก แต่ถือว่าดีกว่า ยาง Maxxis รุ่นล่างๆ ที่ติดตั้ง
มากับ March ก็แล้วกัน



การเปิด - ปิดประตูเพื่อเข้าออกจากรถนั้น ขึ้นอยู่กับรุ่นรถที่คุณเลือก รุ่น 1.2 VL เป็นรุ่นเดียวที่จะมี
กุญแจรีโมทคอนโทรลทรงเมล็ดข้าวสาร ขยายร่าง แบบเดียวกับที่ใช้ในรถรุ่นอื่นๆของ Nissan ตั้งแต่
March ยัน 370Z มีสวิชต์ปลด และสั่งล็อก แยกจากกัน ฝังกุญแจขนาดเล็กแอบซ่อนเอาไว้ในตัว
รีโมท และมีสวิชต์สีดำบนมือจับประตู สำหรับระบบเซ็นทรัลล็อก กดเพื่อสั่งปลดหรือสั่งล็อกรถได้ 
พร้อมกันทั้ง 4 บาน (อันที่จริง น่าจะสามารถตั้งค่า เลือกได้ว่าให้สั่งปลดล็อกเฉพาะบานคนขับ เพิ่ม
อีกฟังก์ชัน เพื่อช่วยป้องกันพวกมิจฉาชีพ จะจู่โจมเข้ามาขึ้นรถในยามค่ำคืน)

การติดเครื่องยนต์ ไม่ต้องเสียบกุญแจใดๆ จะเห็นว่ามีการนำพลาสติกวงกลม มาแปะเอาไว้บริเวณที่
เคยเป็นรูเสียบกุญแจของรุ่นอื่นๆ เพราะรุ่นนี้ กดปุ่ม Start ติดเครื่องยนต์ได้เลย แต่ต้องเหยียบเบรก
ควบคู่ไปด้วยเพื่อความปลอดภัย มีระบบกันขโมย Immobilizer มาให้ด้วย ปุ่มติดเครื่องยนต์ จะติดตั้ง
อยู่ฝั่งซ้ายทางตอนใต้ของชุดมาตรวัดความเร็ว

แต่ถ้าหากเป็นรุ่นมาตรฐาน ก็จะใช้กุญแจหน้าตาบ้านๆ คล้ายกับ กุญแจลิ้นชักตู้เก็บเอกสาร อันเป็น
กุญแจสหกรณ์ที่ใช้ในรถยนต์ Nissan ระดับต่ำกว่า 800,000 บาท หลายรุ่นโดยเฉพาะ TIIDA 
กับ March แน่นอนว่า มือจับประตู ของทุกรุ่น ก็สามารถยกชุดถอดใส่กับ Nissan March ได้เลย



การเข้า - ออก จากตำแหน่งเบาะคู่หน้า ทำได้ดีไม่ต่างไปจาก Nissan March เพราะขนาดของช่องทางเข้า
พอกันเลย ไม่ต้องย่อตัวลงไปมาก ไม่ต้องก้มหัวมาก เพราะตำแหน่งเบาะนั่งติดตั้งไว้สูงไล่เลี่ยกับ Nissan
TIIDA

แผงประตูด้านข้าง ในรุ่น VL ตกแต่งด้วยผ้า ในบริเวณติดกับพื้นที่วางแขน ซึ่งก็วางแขนได้ดีไม่มีปัญหา
มีช่องใส่ขวดน้ำ และใส่ข้าวของจุกจิก ซึ่งสามารถใส่ กล่อง CD หรือหนังสือแผนที่สักเล่มสบายๆ

ที่สำคัญ ใครซื้อ Almera มาใช้ ต้องขอแสดงความยินดีด้วย ที่คุณจะได้มีโอกาสสัมผัสกับบุคลิกของรถสปอร์ต
รุ่นดังระดับดลกอย่าง Nissan Fairlady Z หรือ 370Z ใหม่ ในตลาดโลก ผ่านทางมือจับเปิดประตูภายในรถ
ทั้ง 4 บาน ที่ถอดยกชุดมาจาก 370Z เลยทั้งดุ้นนั่นแหละ มีเฉพาะรุ่น 1.2V และ VL เท่านั้นที่จะใช้โครเมียม

Nissan ก็ทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วครับ สมัย 350Z ใหม่ ยังมีการนำเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ
ไปปรับเปลี่ยนวัสดุชิ้นส่วนข้างในเล็กน้อย แล้วจับไปประกอบอยู่ใน รถกระบะ Nissan Navara รุ่นปัจจุบันนี้!



ภายในห้องโดยสารของ Almera เวอร์ชันไทย ทุกรุ่นจะตกแต่งด้วยโทนสีดำ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน
และการทำความสะอาดของลูกค้า แถมลายผ้าเบาะก็ยังเหมือนกันแทบไม่ผิดเพี้ยน ทั้งที่ เวอร์ชันส่งออก
ไปยังตลาดอื่นๆ จะมีโทนสีภายในรถให้เลือกอีก 2-3 สี!

เบาะนั่งคู่หน้า ยกชุดมาจาก March ทั้งดุ้น แบบไม่ต้องคิดออกแบบกันใหม่ให้มากมายและวุ่นวายด้าน
การจัดการต้นทุน ทั้งการออกแบบและการผลิต ดังนั้น มันจึงให้สัมผัสไม่แตกต่างไปจากเบาะนั่งคู่หน้า
ของ March เลย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าสากๆ หุ้มเบาะ ซึ่งถือว่า น่าจะถูกใจชาวยุโรปอยู่ไม่น้อย พนักพิง
ด้านหลังมีส่วนรองรับช่วงเอว และสีข้าง ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับมากนัก ส่วนเบาะรองนั่ง สั้นไป
นิดหน่อย ขณะที่พนักศีรษะขนาดใหญ่ ปรับสูง - ต่ำได้ สำหรับผมแล้ว ต้องยกขึ้น 1-2 จังหวะ จึงจะ
ใช้งานได้ดี

ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะ สำหรับผู้โดยสารด้านหน้า ยังคงโล่งโปร่งสบาย เหมือนกับ March ศีรษะไม่ติด
เพดานหลังคาแน่ๆ แม้ว่าสรีระร่างของคุณจะสูงถึง 185 เซ็นติเมตรเลยก็ตาม ขณะที่พื้นที่วางขา นั้น
ขึ้นอยู่กับคุณจะปรับเบาะนั่งให้เข้าใกล้ - ห่างจากแผงหน้าปัดมากน้อยแค่ไหน

ผมยังขอยืนยันความเห็นเดิมว่า เบาะคู่หน้า มีหน้าที่รองรับได้แค่เพียงการเดินทางในระยะใกล้ๆ ใน
ตัวเมืองใหญ่ หากจะต้องเดินทางไกลๆ ก็คงไม่ถึงกับสบายนัก อาจต้องลงมายืดเส้นยืดสายดื่มกาแฟ
ทุกๆ 150 กิโลเมตร หรือถ้าใครคิดจะขับไปเที่ยว ไปเยี่ยมญาติ จากกรุงเทพฯ ไปตราด อาจต้องแวะ
เข้าห้องน้ำ แถวๆ หนองมน หรือ ศรีราชา และอาจต้องแวะอีกครั้งที่ระยอง ไม่งั้นเมื่อยแน่ๆ

ที่ผมเซ็งก็คือ เข็มขัดนิรภัย สำหรับผู้โดยสารและผู้ขับขี่ ด้านหน้า เป็นแบบ ELR 3 จุด แต่ปรับระดับ
สูง-ต่ำ ไม่ได้ ซึ่ง แม้ว่าจะเหมือนกับ รถยุโรป ระดับพรีเมียม ทั้ง BMW และ Volvo หลายๆรุ่น แต่ถ้า
หากคุณต้องการจะปรับเข็มขัดนิรภัยให้เข้ากับสรีระ ก็ต้องใช้วิธี ปรับระดับ สูง -ต่ำ ของเบาะนั่ง กัน
เป็นการทดแทน ซึ่งในความจริงแล้ว ผมมองว่า รุ่นท็อป 1.2 VL คันสีเงินนี้ เข็มขัดนิรภัยก็ควรจะติดตั้ง
แบบปรับระดับสูง - ต่ำได้ มาให้ได้แล้ว ไม่เข้าใจว่า จะกั๊กเอาไว้ รอรุ่น Minorchange จึงจะใส่มาให้
หรือเปล่า? สมัยนี้เข็มขัดนิรภัย ปรับระดับสูง-ต่ำได้ แทบจะกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งผู้ผลิตรถยนต์
ทุกราย ควรใส่มาให้กับรถยนต์ทุกคัน ทุกรุ่นย่อย ของตน แล้วด้วยซ้ำ



ส่วนการเข้าออก จากประตูคู่หลังนั้น เนื่องจาก การออกแบบขอบประตูด้านบน มีความลาดเอียง และ
ไหลลื่นต่อเนื่องจากหลังคาเป็นหยดน้ำ ทำให้ คุณอาจจะเจอปัญหา หัวชนขอบทางเข้าด้านบนได้ง่าย
ดังนั้น อาจต้องก้มหัวลงไปให้มากกว่าปกติพอสมควร จึงจะ เข้าไปนั่งในรถได้อย่างปลอดภัย หัวไม่
โขกกับขอบหลังคา

กระจกหน้าต่างของบานประตูคู่หลัง เปิดเลื่อนลงไปได้จนสุดพอดี แผงประตูด้านหลังมีพื้นที่วางแขน
ที่พอจะสบาย และใช้งานได้จริง ไม่มีปัญหาอะไร และมีเส้นขอบล่างของกระจก หรือเส้นสะเอวรถ
ไล่ระดับต่ำไปสูง แต่กลับไม่รู้สึกถึงความอึดอัดจากการมองเห็นภาพภายนอก ระหว่างนั่งบนเบาะหลัง
เลยแม้แต่น้อย...



เพราะความอึดอัดที่ว่า มันย้ายตำแหน่งมาอยู่บนหัวผมนี่แหละ! นี่คือ รถยนต์นั่ง Sedan ที่ผลิตขายใน
เมืองไทย 1 ในไม่กี่รุ่น ซึ่งมีปัญหาพื้นที่เหนือศีรษะ ไม่พอสำหรับหัวของผม

ทันทีที่ผมนั่งลงไป หัวของผม ก็ติดเพดานด้านหลังทันที ทางเดียวที่ผมจะนั่งเบาะหลังรถคันนี้ได้ คือ
ต้องนั่งแบบ คนทั่วไปเขานั่ง คือ ตัวจะไหลเลื้อยลงไปทางด้านล่างของเบาะเล็กน้อย ซึ่งก็จะก่ออาการ
ปวดหลังให้ผมตามมาได้ในภายหลังอยู่ดี

สรุปว่า หัวของผม ใหญ่ไปสำหรับ รถคันนี้งั้นหรือ? ผมต้องเอาหัวไปเข้าโรงกลึง ให้เขาเหลากบาลทิ้ง
ไปางส่วน เพื่อจะนั่งเบาะหลังรถคันนี้ได้ ใช่หรือเปล่าเนี่ย?

นี่คือผลจากการออกแบบ ให้หลังคาลาดลงมามากเกินไป คืออยากเน้นเส้นสายภายนอกรถ ให้มีบั้นท้าย
ดูใหญ่โต ผลก็คือ ออกมาเป็นแบบนี้ จริงๆแล้ว เรื่องน่าแปลกก็คือ Mazda 2 มีแนวหลังคาคล้ายคลึงกัน
แต่หัวผมยังนั่งแล้วไม่ติด ยังเหลือพื้นที่เหนือศีรษะอีกนิดเดียวก็จริง แต่นั่นเพียงพอสำหรับคนที่มีสรีระ
สู 170 เซ็นติเมตร ผิดกับ Almera เพราะเบาะหลังแบบนี้ พื้นที่เหนือศีรษะแค่นี้ เหมาะกับ ผู้สูงอายุ หรือ
เด็กๆ ที่มีความสูง ไม่เกิน 170 เซ็นติเมตร นี่คือจุดด้อยสำคัญของรถรุ่นนี้ ที่ควรปรับปรุงในรุ่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นนี้แล้ว พื้นที่โดยสารด้านหลัง ซึ่งแตกต่างจาก March โดยสิ้นเชิง
ถือว่าเป็นจุดขายสำคัญของ Almera เพราะด้วยการยืดระยะฐานล้อให้ยาวสะใจถึง 2,600 มิลลิเมตร นั่น
ช่วยเพิ่มให้พื้นที่วางขา ให้ยาวใหญ่สะใจที่สุดในบรรดารถยนต์นั่งกลุ่ม B-Segment Sedan ทุกคันใน
ตลาดเลยทีเดียว เผลอๆ อาจข้ามไปทาบรัศมี พื้นที่วางขาด้านหลังของรถยนต์นั่ง C-Segment บางรุ่น
ได้อีกด้วย

พนักพิงเบาะหลังจะใช้ฟองน้ำที่ดี และพิงหลังสบาย สำหรับการเดินทางไกล ส่วนเบาะรองนั่งยังคง
สั้น แต่มีฟองน้ำที่นุ่มแน่น กว่า Mirage ชัดเจน มีที่วางแขนแบบพับเก็บได้ พร้อมช่องใส่แก้วน้ำมาให้
และมีเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 2 ฝั่ง ซ้าย - ขวา รวมทั้ง เข็มขัดนิรภัย ELR 2 จุด คาดเอว เพื่อผู้โดยสาร
ตรงกลางมาให้แม้แต่รุ่นเกียร์ธรรมดา ซึ่งข้อนี้ต้องขอชมเชย เพราะออกแบบมาให้ใช้งานได้จริง ไม่เลว
เลยทีเดียว เพราะออพชันนี้ รถยนต์ขนาดเล็กหลายรุ่น ยังไม่ยอมติดตั้งมาให้ แสดงว่า Nissan ต้องการ
เอาใจผู้โดยสารตอนหลัง แต่ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ก็ช่วยไปเพิ่มความสูงของเพดานหลังคาด้านหลัง ให้มัน
ไหลเทลาดลงน้อยกว่านี้ ตั้งชันเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกนิดนึงเถอะ!



อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เบาะหลัง ไม่สามารถแบ่งพับได้ เพื่อเปิดทะลุไปยังพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ดังนั้น
เมื่อเปิดฝากระโปรงหลังขึ้นมา คุณจะพบว่า มี Future Board แปะไว้ กั้นระหว่างเบาะหลังกับห้องเก็บของ
เพื่อให้ดูเรียบร้อย

Nissan แอบรับไอเดีย ของ Toyota สมัยทำ Vios มาใช้กับเขาด้วยเหรอเนี่ย? รายนั้น ต้นตำรับการใช้
Future Board ในบริเวณเดียวกันนี้เลยนะ ฮ่าๆๆ

พื้นที่ห้องก็บของมีความจุ 490 ลิตร ขนาดใหญ่มากกว่าที่ใครจะคาดคิด ใส่กระเป๋าเดินทางได้อย่างน้อย
3 ใบแน่ๆละ เมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้นมา จะพบยางอะไหล่แบบเต็ม ล้อกระทะเหล็ก มีเครื่องมือ
ประจำรถ ทั้งแม่แรง และประแจมาให้ ตามสไตล์ Nissan แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว

ที่สำคัญ อยากให้ดูบริเวณฝากระโปรงหลัง มีการติดตั้งแผงซับเสียงมาให้ เพื่อความเรียบร้อยสวยงาม
อีกด้วย นี่เป็นสิ่งที่หาได้ยากสำหรับ รถยนต์ประกอบในประเทศไทย!



แผงหน้าปัดถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ทั้งในแง่ความรู้สึกของลูกค้า และในแง่ของการจัดการด้าน
การผลิต เพราะว่า สิ่งที่คุณเห็นอยู่ในรูปทั้งหมดนี้ สามารถถอดสลับสับเปลี่ยนใส่กับ Nissan March ได้
แทบจะทั้งหมด เพราะมันคือแผงหน้าปัดชุดเดียวกันเลยนั่นเอง!

แต่ความต่าง มันอยู่ที่ การออกแบบแผงควบคุมตรงกลาง ให้เหมาะสมกับรสนิยมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ซึ่งต้องการภาพลักษณ์ความลงตัว ดูดี ในแบบที่รถยนต์ Sedan ควรเป็น ดังนั้น การเปลี่ยนช่องแอร์และ
แผงควบคุมวิทยุ จากรูปแบบ นกฮูก มาเป็น ช่องแอร์แบบสี่เหลี่ยม กับชุดวิทยุ 2 DIN อย่างที่เห็นอยู่นี้
แม้จะไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม แต่ก็ดูราวกับว่า เป็นแผงหน้าปัดคนละชุดกับ March ทั้งที่ถอดเปลี่ยนใส่
แทนกันได้เลยด้วยซ้ำ

มองขึ้นไปบนเพดานหลังคา แผงบังแดดของรุ่นท็อป VL จะมีกระจกแต่งหน้าฝั่งคนขับมาให้ ส่วนรุ่น
E เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ จะไม่มีกระจกมาให้เลย กระจกมองหลังของทุกรุ่นเป็นแบบตัดแสงได้ด้วย
ก้านโยกเล็กๆด้านใต้ ส่วนไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า มีมาให้ครบ สวิชต์ดูป๊อกแป๊กมาก บอบบาง ควรใช้
อย่างระมัดระวัง เพราะมันเป็นชุดเดียวกับ ไฟส่องสว่างกลางเพดานหลังคา แต่แค่เพิ่มตำแหน่งติดตั้ง
มาไว้ด้านหน้ารถอีกจุดแค่นั้น



พวงมาลัยทุกรุ่น เป็นแบบยูริเทน 3 ก้าน ปรับระดับสูง - ต่ำ ได้ นิดหน่อย ยกชุดมาจาก Nissan March
ก็จริงอยู่ แต่เฉพาะในรุ่น 1.2 V กับ 1.2 VL จะตกแต่งด้วย Trim สีเงิน และเฉพาะรุ่นท็อป 1.2 VL จะมี
สวิชต์ ควบคุมชุดเครื่องเสียง บนพวงมาลัย หน้าตา กลมๆ ใช้งานง่ายๆ มาให้ ติดตั้งทางฝั่งซ้าย ส่วนรุ่น
1.2 S 1.2 E และ 1.2 ES จะเป็นพวงมาลัย แบบ 3 ก้านธรรมดาๆ อย่างที่เห็น

ทุกรุ่น (ยกเว้นรุ่นถูกสุด 1.2 S) ติดตั้งระบบ เซ็นทรัลล็อก พร้อมสวิชต์สั่งปลด-ล็อก ทั้ง 4 บานประตูมาให้
กระจกหน้าต่างของทุกรุ่น (ยกเว้น รุ่นถูกสุด 1.2 S) เลื่อนขึ้น - ลง ได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า เฉพาะฝั่งคนขับ
มีสวิชต์ One-Touch เลื่อนขึ้น - ลงได้ด้วยการกดสวิชต์จนสุดเพียงครั้งเดียว แต่ที่เด็ดก็คือ มีระบบป้องกัน
สิ่งกีดขวาง Jam Protection แถมมาให้เฉพาะฝั่งคนขับอีกด้วย!

กระจกมองข้าง ปรับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า มีมาให้ทุกรุ่น ยกเว้น 1.2 S ตัวถูกสุด ที่ยังต้องปรับด้วยมือ แต่สำหรับ
ระบบพับกระจกมองข้างด้วยสวิชต์ไฟฟ้า จะมีเฉพาะรุ่น 1.2 ES 1.2 V และ 1.2 VL ใบปัดน้ำฝนคู่หน้า
เป็นแบบ หน่วงเวลา 1 จังหวะ ได้ทุกรุ่น แต่ในรุ่น 1.2 VL จะเป็นแบบตั้งเวลาหน่วงได้



ชุดมาตรวัดของ Almera นั้น หากเป็นรุ่นมาตรฐาน (รูป 2 จากข้างบน) ก็จะมีมาตรวัดรอบมาให้ และเป็นเพียง
การนำ Fontตัวเลข พิมพ์ลายสีขาว สกรีนลงไปบนพื้นดำ แถม จอแสดงข้อมูล อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบคร่าวๆ
พอแค่นั้น

แต่สำหรับรุ่นท็อป 1.2 VL คันนี้ คุณจะเห็นงานออกแบบที่ต่างออกไป มันดูไฮโซขึ้นมาก หน้าจอตรงกลาง
จะมาในทางของรถยนต์ยุโรป แต่ใช้พื้นสีดำ ตัวเลข Digital สีแดง แสดงทั้งอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทั่้ง
แบบเฉลี่ย และ Real Time ระยะทางที่เหลือพอให้รถแล่นไปได้ถึงจากน้ำมันในถังที่มีอยู่ มีนาฬิกา และ
เข็มวัดอุณหภูมิความร้อนแบบ แถบ Digital ซึ่ง ขอชมว่า ดีมากแล้วที่ใส่มาให้ด้วย แต่น่าจะใส่มาให้กับ
รุ่นมาตรฐานที่มีราคาถูกกว่านี้ด้วย จะดีมากๆ

Hiroyuki AMAGI ตำแหน่งInterior Designer ที่เริ่มงานกับ Nissan มาตั้งแต่ปี 1999
และเคยรับงานออกแบบภายนอก ของ Nissan Pathfinder รุ่นปัจจุบันในสหรัฐฯ และรถกระบะ Frontier
รุ่น Minorchange รวมทั้ง Maxima กับ Altima รุ่นปัจจุบัน (ที่เพิ่งตกรุ่นไปในสหรัฐฯ) เล่าว่า

"มาตรวัดความเร็วในรถยนต์ เป็นสิ่งที่ต้องอยู่ในสายตา ขณะขับขี่ เกือบตลอดเวลา แถมยังเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง
ที่จะทำให้ผูคน เกิดแรงจูงใจเพื่อซื้อรถคันนี้ ฉะนั้นงั้นทางเราจึงต้องออกแบบให้สวยงาม"

"มีอยู่วันนึง ผมได้ไปเดินช้อปปิ้ง พอเดินผ่านร้าน Jewelry ปรากฎว่าเครื่องเพชรที่ตั้งโชว์อยู่ ส่องประกาย
ระยิบระยับจนเตะตามากๆ รู้สึกว่ามันสวยมากกกก อยากจะจับจูบลูบคลำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมีกล่องปิดเอาไว้อยู่
(แหงละสิ) ณ เวลานั้นก็เลยคิดในใจว่า เนี่ยแหละ มาตรวัดของ Almera มันต้องสวยเหมือนเครื่องเพชร สุดท้าย
ด้วยความช่วยเหลือของ ซัพพลายเออร์ ตัวมาตรวัดก็เลยทำออกมาเหมือนกับเครื่องเพชรที่มีกล่องปิดด้านนอกอีกที
แลดูสวยงาม และก็จัดการออกแบบลวดลายต่างๆในหน้าปัดให้เหมือนเครื่องเพชรที่ส่องประกายยามต้องแสงไฟ



นอกจากนี้ แม้ว่า Amagi-san จะใส่ใจในการตกแต่งด้วยชิ้นส่วนสีเงินภายในห้องโดยสาร แต่ด้วยต้นทุนในการ
พัฒนารถยนต์รุ่นนี้ที่จำกัด ทำให้นางถึงกับกุมขมับว่าจะทำอย่างไรให้ห้องโดยสารถูกตกแต่งด้วยความสวยงาม และ
ดูมีคุณภาพสูงภายใต้งบประมาณอันน้อยนี้ Amagi เลยมุ่งศึกษาเครื่องประดับ เครื่องเงิน รวมไปถึงงานฝีมือสมัย
โบราณอย่างหนัก จนไปถูกใจกับผิวเคลือบเงาสีเข้มของหม้อเงิน Amagi เลยปิ๊ง นำจุดนี้มาใช้ในชิ้นส่วนเล็กๆ
ในห้องโดยสารที่คนขับและผู้โดยสารมักจะสัมผัสบ่อยๆ โดยเพิ่มความวิบวับเข้าไป พื่อสร้างความโดดเด่นของ
ชิ้นส่วนนี้ เพื่อให้ผู้ใช้รถคันนี้สังเกตได้อย่างง่ายอีกด้วย

ชุดเครื่องเสียง ของทุกรุ่น (ยกเว้น 1.2 S อีกตามเคย) จะเหมือนกันหมด เป็นวิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น
CD/MP3 1 แผ่น และมีช่องเสียบ AUX สำหรับต่อพ่วงเครื่องเล่นเพลงอื่นๆ หน้าตา เหมือนกับวิทยุที่อยู่ใน
Nissan Navara พิกล แน่นอนว่า คุณภาพเสียงไม่ถึงกับเลวร้ายอย่างที่คิด เสียงพอใช้ได้ สำหรับรถยนต์
ระดับราคาเท่านี้ แต่อย่าไปคาดหวังมากนัก มันไม่ได้เทพเกินราคาค่าตัวของรถหรอกครับ

ถัดลงไป เป็น เครื่องปรับอากาศ มีเพียงรุ่น 1.2 VL เท่านั้น ที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Digital
ซึ่งมีหน้าตาเหมือน Donut ยกชุดมาจาก Nissan March และ Nissan Cube ไม่ผิดพิมพ์เขียว ใช้งาน
ค่อนข้างไม่สะดวก ยิ่งถ้าขับรถอยู่ ต้องการจะลดความแรงพัดลมแอร์ลงมา ต้องละสายตาจากพื้นถนน
มองลงมาหาว่า สวิชต์พัดลมอยู่ตรงไหน

กลับกลายเป็นว่า สวิชต์ เครื่องปรับอากาศแบบมาตรฐาน หน้าตาเหมือน ด่านเจดีย์สามองค์ ในรุ่นทั่วไป
กลับสามารถทำหน้าที่ของมันได้ดียิ่งกว่า เหมาะสมกับการขับขี่มากกว่า ไม่ต้องละสายตา แค่เอามือ
ลงมาคลำหาสวิชต์ที่ต้องการ ก็ปรับเปลี่ยนแอร์ได้ง่ายดายกว่ากันเยอะ!

ถัดลงมา เป็นช่องวางแก้วน้ำ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า รวม 2 ช่อง ซึ่งการใช้งานจริง อาจ
ต้องใส่ขวดน้ำที่มีทรงสูง นิดหน่อย เพื่อให้สะดวกต่อการหยิบจับมาดื่มขณะขับขี่ ถ้าใช้ใส่กระป๋อง
น้ำอัดลม อาจจะไม่เหมาะนัก



ไมว่าคุณจะซื้อ Almera รุ่นย่อยใด มองไปข้างลำตัวผู้ขับขี่ ก็จะเจอ ช่องวางแก้ว อีก 2 ตำแหน่ง สำหรับ
ผู้โดยสารด้านหน้า หรือหลังก็ได้ เบรกมือ และช่องเสียบกล่อง CD ได้ ไม่เกิน 3 กล่อง อย่างนี้ทุกคัน แม้ว่า
จะมีช่องวางแก้ว เพิ่มจาก แผงถาดพลาสติกแบบเดียวกันนี้ ที่ติดตั้งใน March แต่อันที่จริง ในรุ่นท็อป
1.2 VL น่าจะให้มาเป็นกล่องคอนโซลกลาง เพื่อสร้างความแตกต่างจาก March สักหน่อยก็ยังดี



ทัศนวิสัย การมองเห็นจากด้านหน้ารถนั้น ชัดเจนดี คราวนี้ แตกต่างจาก March เล็กน้อย เพราะนั่ง
บนเบาะคนขับแล้ว พอจะมองเห็นฝากระโปรงฟหน้าอยู่นิดนึง ซึ่งน่าจะถูกใจผู้ขับขี่ สูงวัย ที่ยัง
อยากเห็นฝากระโปรงหน้าขณะขับรถ เพื่อควยามอุ่นใจในการกะระยะจากรถคันข้างหน้า หรือ
ขณะขับรถเอาหน้าทิ่มเข้าช่องจอด



เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา แอบมีการบดบังรถที่แล่นสวนมาจากทางโค้งขวา บนถนนแบบ
สวนกันสองเลนพอสมควร ส่วนกระจกมองข้างนั้น ควรจะกว้างกว่านี้อีกสักหน่อย ขณะที่ความสูง
อยู่ในระดับพอดีแล้ว



เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งซ้าย มีการบดบังรถที่แล่นสวนทางมา ขณะจะเลี้ยวกลับรถ อยู่เล็กน้อย
แต่ยังพอจะแก้ปัยหาได้ ด้วยการ เคลื่อนรถขณะเลี้ยวกลับ ขยับไปข้างหน้าอีกนิดเดียว ก็มองเห็น
รถคันที่แล่นสวนมาได้ชัดเจน เช่นเดียวกัน กระจกมองข้าง ควรมีความกว้างเพิ่มจากนี้อีกนิดนึง
น่าจะช่วยเพิ่มการมองเห็นรถคันข้างหลั ได้ถนัดกว่านี้อีกพอสมควร



ส่วนทัศนวิสัยด้านหลังนั้น เหมือนจะแคบ แต่จริงๆแล้ว มองเห็นรถคันที่แล่นตามหลังมาจากทาง
ด้านซ้าย ได้ชัดเจนพอสมควร เพราะเสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar มีขนาดเล็ก มาจนถึงตรงกลาง จึงจะ
เริ่ม ทำมุมเฉียง ไปตามแนวเส้นสายของตัวรถ อาจบดบัง เด็กตัวเล็กๆบ้าง ดังนั้น การถอยเข้าจอด
อาจต้องระมัดระวัง ส่วนการเปลี่ยนเลนเข้าช่องคู่ขนาน ใช้ความระมัดระวัง แค่ในระดับปกติ ยัง
ไม่ต้องเพิ่มการระวังมากกว่าปกติแต่อย่างใด



********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

ในตลาดโลก Nissan ติดตั้งเครื่องยนต์ ให้กับ Almera แตกต่างกันไปตามความจำเป็นในแต่ละประเทศ

หากเป็นเวอร์ชันอเมริกาเหนือ ในชื่อ Versa ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ใหญ่ขึ้นกว่าตลาดอื่นๆเล็กน้อย
เพื่อให้สามารถแล่นไปตามทางหลวงข้ามรัฐ เส้นยาวๆ ได้สบายสักหน่อย Nissan จะใส่เครื่องยนต์รหัส
HR16DE บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,598 ซีซี หัวฉีด EGI 109 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 
รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.7 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีใน TIIDA 1.6 ลิตร

สำหรับตลาดเมืองจีน ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่นัก ขุมพลัง รหัส HR15DE บล็อก 4 สูบ
DOHC 16 วาล์ว 1,500 ซีซี หัวฉีด EGI และระบบแปรผันวาล์ว Dual C-VTC กำลังสูงสุด 112 แรงม้า
(PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 139 นิวตันเมตร หรือ 14.1 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ก็พอ
ต่อการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว



แต่สำหรับเมืองไทย เนื่องจาก Nissan ต้องการผลักดันให้ Almera แทรกตัวเข้าไปอยู่ในตลาดกลุ่ม ECO-Car
ซึ่งต้องใช้เครื่องยนต์ เบนซิน ไม่เกิน 1,200 ซีซี ทำให้ พวกเขาตัดสินใจ วางเครื่องยนต์ HR12DE หรือรหัส
XH5 ตามการเรียกของ พันธมิตรดั้งเดิมอย่าง Renault ฝรั่งเศส เป็นเครื่องยนต์บล็อก 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว
1,198 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 78.0 x 83.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.2 : 1 หัวฉีด Multi-Point ควบคุม
ด้วยกล่องอีเล็กโทรนิคส์ ECCS 32 Bit ระบบขับวาล์ว ใช้โซ่ตอนเดียว เรียงลำดับการจุดระเบิด 1 - 2 - 3 พร้อม
ระบบแปรผันวาล์ว CVTC (Vontinuously Valve-Timing Control) ยกชุดมาจาก March มาใส่ห้องเครื่องยนต์
ของ N17 Sedan เวอร์ชันไทยคันนี้

พละกำลังสูงสุด 79 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.8 กก.-ม.ที่ 4,400 รอบ/นาที ปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดกออกไซด์ ออกมาในระดับต่ำ ประมาณ 120 กรัม/ ระยะทาง 1 กิโลเมตร

และแน่นอน มันคือเครื่องยนต์เดียวกับกับ Nissan March ดังนั้น รายละเอียดงานวิศวกรรม และการปรับปรุง
เครื่องยนต์จากตระกูล HR บล็อก 4 สูบเดิม รวมทั้งเรื่องอะไหล่ ในระยะยาว จึงสบายใจหายห่วง เพราะแทบ
ไม่ต่างอะไรจากเครืองยนต์ของ March เลย ซึ่งคุณสามารถหาอ่านรายละเอียดของเครื่องยนต์นี้เพิ่มเติมได้
จากบทความ Full Review ของ Nissan March ควบคู่กันไปด้วย (คลิกที่นี่ Click Here!)



สิ่งที่แตกต่างไปจาก March ในรุ่นแรกๆ (ซึ่งหลังจากนี้ ก็คงจะไม่ต่างกันแล้วละ) คือ มีการติดตั้งระบบ
Idling Stop หรือระบบดับเครื่องยนต์เอง เมื่อเหยียบเบรกจอดรอรถติดไฟแดง และติดเครื่องยนต์ขึ้น
เองได้ใหม่ทันที ที่ถอนเท้าจากแป้นเบรก ไฟสีเขียวบนหน้าปัดที่เห็นนี้ แสดงว่าระบบทำงานอยู่

เพราะใน March นั้น เงื่อนไขการทำงานค่อนข้างวุ่นวายซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยิ่งกว่านั่งดู CSI ซะอีก
ที่สำคัญคือ ต้องปิดสวิชต์ A/C ไปที่ตำแหน่ง Off ระบบจึงจะทำงาน พอเอามาใช้จริง ลูกค้าก็บ่นยับ
ว่า เมืองไทย ร้อนจะตายห่า มึมจะให้กรู ขับรถโดยปิด A/C Off เนี่ยนะ?

Nissan เลยจัดการ นำระบบเดียวกันนี้ แต่เป็นเวอร์ชันที่ใส่ในรถรุ่นส่งออกไปญี่ปุ่น มาติดตั้งให้ใน
Almera ก่อน เป็นประเดิม (แล้วค่อยตามด้วย March ในภายหลัง) คราวนี้ ไมต้องกดปุ่ม A/C Off
เครื่องปรับอากาศในรถก็จะทำงานไปได้เรื่อยๆ กระนั้น พอคุณเหยียบเบรกจนรถหยุด และเครื่องยนต์ดับ
คอมเพรสเซอร์แอร์ ก็จะตัดการทำงาน เหลือแต่พัดลมเท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่
แต่อย่างน้อย ยังพอจะเหลือ ไอเย็น ให้คุณได้คลายร้อน ระหว่างรอให้รถเคลื่อนตัว นิดๆหน่อยๆ พอรับได้

ที่สำคัญ Nissan ติดตั้งปุ่มสวิชต์ กดสั่งเปิด หรือปิด ระบบนี้ ได้ด้วยตัวคุณเอง ดังนั้น ถ้าต้องการขับประหยัดๆ
ก็สั่งให้ระบบทำงานได้ แต่ถ้าเริ่มรู้สึกรำคาญกับอาการติดๆดับๆ ที่บ่อยครั้งเกินไป สั่งปิดระบบไปเลยก็ได้
สวิชต์ ติดตั้ง อยู่ใต้ สวิชต์ปรับกระจกมองข้างไฟฟ้านั่นละครับ อยู่ฝั่งขวามือของคนขับ มีเฉพาะรุ่น 1.2 VL



เครื่องยนต์ 3 สูบ นี้จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า ด้วย เกียร์ธรรมดา
รุ่น RS5F91R ผลิตจากญี่ปุ่น เกียร์ลูกนี้ มีอัตราทดเกียร์ ดังนี้

เกียร์ 1                3.727
เกียร์ 2                2.048
เกียร์ 3                1.393
เกียร์ 4                1.029
เกียร์ 5                0.821
เกียร์ R                3.546
อัตราทดเฟืองท้าย    4.067



ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ นั้น Nissan เลือกที่จะพัฒนาเกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผัน CVT ลูกใหม่ขึ้นมา
แล้วให้ทาง JATCO ตั้งโรงงานในเมืองไทย แล้วผลิตให้ เป็นเกียร์รุ่น RE0F11A ถือเป็นเกียร์ CVT
ลูกแรกในโลก ที่มีการติดตั้ง Sub Planetary Gear มาให้ ในพูเลย์ขับเคลื่อน

อัตราทดเกียร์ ขับเคลื่อน หรือเกียร์ D อยู่ที่    4.006 - 0.550
เกียร์ R  หรือเกียร์ถอยหลัง อยู่ที่                3.546
อัตราทดเฟืองท้าย                                4.067

รายละเอียดต่างๆ ของเกียร์ลูกนี้ อยู่ในบทความรีวิว Nissan March แล้วครับ ลองหาอ่านกันได้
แต่อยากจะแจ้งข้อมูลให้ทราบเพิ่มเติมอีกสักหน่อยว่า เกียร์ CVT ของ Jatco ลูกที่คุณเห็นอยู่นี้ 
เป็นเกียร์ลูกเดียวกับที่ใช้อยู่ในทั้ง Nissan March Mitsubishi Mirage และ Suzuki Swift !!
แตกต่างกันแค่เพียง สมองกลเกียร์ ที่แต่ละค่ราย โปรแกรมออกมาในลักษณะเฉพาะของรถแต่ละรุ่น

เรายังคงทำการทดลองขับเวลา ด้วยมาตรฐานเดิม คือใช้เวลากลางคืน เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า
และนั่ง 2 คน ผู้ที่ช่วยจับเวลา ก็ยังคงเป็น คุณกล้วย BnN จาก The Coup Channel
ในทีมเว็บของเราเช่นเคย ตัวเลขที่ได้ เมื่เปรียบเทียบคู่แข่งทุกคันในตลาดกลุ่ม ECO Car
ผลลัพธ์ออกมา มีดังนี้



เห็นตัวเลขแล้ว ต้องบอกเลยว่า เป็นไปตามความคาดหมายครับ "อีดที่สุดในกลุ่มจริงๆด้วย ในรุ่น CVT"

ในเมื่อ เครื่องยนต์ที่ติดตั้งอยู่ใน Almera เป็นเครื่องเดียวกันกับ March ซึ่งต้องลาก
น้ำหนักตัวถังที่เพิ่มขึ้น ขนาดตัวรถใหญ่โตขึ้น ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องทำใจกับตัวเลขอัตราเร่งที่ออกมา

ถือว่า รุ่นเกียร์อัตโนมัติ CVT นั้น อืดกว่าคู่แข่งทุกคันในกลุ่มนี้ อย่างไม่ต้องสงสัย และผมคงไม่ต้อง
อธิบาย สาธยาย ให้เห็นภาพเพิ่มเติมกันอีก ตัวเลข 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปาเข้าไป 16 วินาที
แบบนี้ คงต้องทำใจเวลาขับขี่ แถมรุ่นเกียร์ธรรมดา ก็ยังทำตัวเลขดีที่สุดได้แค่ 13 วินาที ต้นๆ ส่วน
อัตราเร่งแซง เมื่อวัดจากนาฬิกาจับเวลา ก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก ทั้ง 2 รุ่นย่อย



แต่ถ้าไม่นับการจับเวลา ในการใช้งานจริง อัตราเร่งที่ Almera มีมาให้ ก็จะเพียงพอสำหรับ คุณครู
หัวหน้าหมวดวิชาภาษาไทย สังคมศึกษา หรือเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร รวมทั้ง พนักงานกินเงินเดือน
ระดับ Junior Manager ที่คิดอยากมีรถคันแรกในชีวิต ได้ขับใช้งาน เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ ส่วนใหญ่
เท้าขวาไม่ค่อยหนัก ชอบขับรถเรื่อยๆ สบายๆ  เน้นขับช้าๆ เอาปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ค่อยขับเร็ว
หรือ เร่งแซงใครเขา มันพาคุณเดินทางข้ามจังหวัดได้แน่ๆ แต่การขับขี่ขึ้นเขาลงห้วยต่างๆนั้น มันจะ
ขึ้นอยู่ับน้ำหนักบรรทุกสัมภาระกับจำนวนผู้โดยสารด้วย ถ้านั่งกันไปสัก 2-3 คน กระเป๋าเดินทางขนาด
เล็ก หรือกลาง สัก 2 ใบ สบายครับ ขับเรื่อยๆ เร่งขึ้นทางชันได้ไร้ปัญหา

แต่ถ้า นั่งกันเต็มแน่นเอียด 7 คน กระเป๋าเต็มหลังรถ คิดจะขับขึ้นทางชันระดับดอยอ่างขาง หรืออาจ
เป็นเขาพับผ้า ขอแนะนำว่า ขับรุ่นเกียร์ธรรมดา จะเหมาะกว่า CVT

เพราะในความเป็นจริง อัตราเร่งแบบนี้ กว่าจะเร่งแซงแต่ละที ผมต้องกดคันเร่งลงไปมากกว่า ครึ่งหนึ่ง
และถ้าวันไหนรีบร้อนเดินทาง ผมต้องเหยียบคันเร่งจมมิด แล้วรอให้เข็มวัดรอบ มันกวาดขึ้นไปจนถึง
4.500 รอบ/นาที ขึ้นไป แรงบิดที่มีอยู่ จึงจะเริ่มบิดขี้เกียจ และลุกขึ้นมาทำงานอย่างเต็มที่ ถ้าเหยียบ
แค่ 3.000 รอบ/นาทื แรงบิดจะทำงานให้คุณอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ไมค่อยสบอารมณ์นัก

ต่อให้เป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา ซึ่งมีอัตราเร่งภาพรวม ดีกว่ารุ่นเกียร์ CVT ราวๆ 2 วินาที แล้วก็ตาม
งานนี้ยังถือว่า แพ้ Mirage ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า แม้แรงม้า น้อยกว่ากันแค่ตัวเดียว แต่จะให้
อัตราเร่งที่พุ่งกว่าชัดเจน อยู่ดี ผมต้องลากรอบเครื่องยนต์ไปอยู่ในช่วงสูงๆ เพื่อดึงศักยภาพของ
เครื่องยนต์ HR12DE ออกมาลุ้นกันชนิดใจหายใจคว่ำ ในบางจังหวะ ขณะที่รุ่น CVT นั้น ไม่ต้อง
นั่งลุ้น ไม่ต้องแซง ไม่ต้องคิดแรงไปแข่งับใครเขา ขับช้าๆเรื่อยๆ ในสไตล์เรา สบายใจกว่าเยอะ

แต่ความเร็วสูงสุดนั้น งานนี้ Almera เกียร์ธรรมดา ชนะชาวบ้านเขาไปเลย ในแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
ดัวยตัวเลขจากมาตรวัด บันทึกภาพ แล้วมานั่งเพ่ง วัดสเกลความถี่ของช่องห่างระหว่างแต่ละขีดความเร็ว
ทำได้ 182 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ขอแนะนำให้ไปทดลองเองอีกแล้วนะครับ มันหวาดเสียวมาก อันตราย
ทั้งต่อเพื่อนร่วมทาง และตัวคุณเอง (ผมลองให้แล้ว ในตอนกลางดึก ไม่มีรถบนถนนเลย) อย่าไปลองเอง!

การเก็บเสียงในห้องโดยสารนั้น จะยังทำได้ดี จนถึงความเร็วช่วง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง หลังจากนั้น
เสียวงจะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพ้นความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป ทีนี้ เสียงลมไหลผ่านตัวรถ
ก็จะดังขึ้นชัดเจน และจะดังขึ้นมากถ้าขับผ่านช่วง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไปจนสุดเข็มวัด 



พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPS(Electronics
Power Steering) ยกชุดมาจาก March แต่มีรัศมีวงเลี้ยวกว้างขึ้นเล็กน้อย ตาม
ความยาวของตัวรถ จาก 4.5 เมตร เป็น 5.2 เมตร

การตอบสนอง ในภาพรวม ไม่แตกต่างจาก March ในล็อตหลังๆ คือ มีน้ำหนักเบา หมุนง่าย แต่
ยังสัมผัสได้ถึงการควบคุมของระบบไฟฟ้าที่มาช่วยผ่อนแรง ข้อดีของพวงมาลัย Almera ก็คือ
ถ้าในช่วงความเร็วต่ำ ขณะเดินทางในเมืองแล้วละก็ พวงมาลัยจะเบาแรง หมุนง่าย คล่อง ควบคุมรถได้
สบายๆ ไม่มีปัยหาอะไร ใครๆ ก็ขับขี่ใช้งานได้

และถ้าหากคุณใช้ความเร็วสูงถึงระดับ 160 - 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากไม่มีกระแสลมมาปะทะด้านข้าง
แม้แต่นิดเดียว พวงมาลัยจะนิ่ง และควบคุมรถให้ตรงทิศทางไปด้วยตัวของมันเอง อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะนิ่ง
ได้ถึงขนาดนี้

แต่ถ้าคุณกำลังขับขี่อยู่บนทางด่วน หรือทางหลวงแผ่นดินเส้นใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดอยุ่ อย่าได้คิดจะมุด
หรือเปลี่ยนเลนกระทันหัน เชียวนะครับ คุณจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์อันน่าประหวั่นพรั่นพรึง จาก
ความไม่เป็นธรรมชาติ ปราศจากแรงต้าน หรือความตึงมือขณะเริ่มหักเลี้ยว แถมยังยังไม่แม่นยำเท่าที่
ควรจะเป็น

ทางแก้ ก็ไม่ต่างจาก March ครับ คือ อยากให้ทีมวิสวกรของ Nissan ที่ญี่ปุ่น หาซื้อ Suzuki
Swift รุ่นใหม่ กับ Honda Brio มาศึกษา เพราะแม้ว่าข้อเสียของพวงมาลัย Brio
อยู่ที่น้ำหนักในช่่วงความเร็วสูงเบาเกินไป ไม่หนืดมือขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันก็คล่องแคล่ว ละยัง
ให้การตอบสนองที่เป็นธรรมชาติกว่าพวงมาลัยของ March / Almera ชัดเจน ยิ่งถ้าต้อง
เปรียบเทียบกับพวงมาลัยของ Swift ด้วยแล้ว ต้องปล่อยรายนั้นเขาเป็นเทพประจำรุ่นไปเลยจริงๆ

หรืออย่างน้อย ขอให้เพิ่มความหนืดในช่วงความเร็วสูงมากกว่านี้ ลดความช่วยเหลือจากระบบผ่อนแรง
ด้วยไฟฟ้า ในช่วงความเร็วตั้งแต่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลงไป ให้พวงมาลัยหนืดขึ้นกว่านี้อีกหน่อย พอกัน
กับ พวงมาลัยของ Mirage ได้ ก็ยังดี แค่นี้ ผมว่า การตอบสนองเพื่อการขับขี่ ก็จะดีขึ้นได้อีกครับ



ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชันบีม พร้อมเหล็กกันโคลง
มาให้ครบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สัมผัสได้เลยว่า มีการตอบสนองภาพรวม ที่นุ่มนวลใกล้เคียงกันกับ
March อยู่นิดนึง ในช่วงความเร็วต่ำ ขับไปตามตรอกซอกซอย ช่วงล่าง จะตึงตัง กลายเป็นว่า ให้
แก้มยางที่หนา ช่วยซับแรงสะเทือนแทน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเติมลมยางของคุณ ถ้าเติมแข็งไป ความ
ตึงตัง จะชัดเจนมากๆ แต่ถ้าเติมให้อยู่ในค่ามาตรฐานตามที่โรงงานกำหนด ความตึงตังจะลดทอนลงไป
ในระดับที่ แข็งกว่า Mirage พอกันกับ March เรียกได้ว่า เซ็ตช่วงล่างมาให้ด้านหน้าแอบแข็งพอกัน
กับ March ส่วนด้านหลัง ก็จะนุ่มกว่าชัดเจน

แต่ถ้าใช้ความเร็วสูง บนทางด่วน หรือทางยกระดับต่างๆ การยุบและโยนตัวเล็กๆ จากคอสะพานแบบ
เตี้ยๆ หรือ บนพื้นผิวลอนคลื่น ที่ค่อนข้างห่าง ไม่ถี่นัก ช่วงล่างจะฟ้องตัวเองเลยว่า ถูกเซ็ตมาเพื่อให้
เน้นความนุ่มสบายในการเดินทางไกลเป็นหลัก ซึ่งตามปกติ ช่วงล่างแบบนี้ ถูกออกแบบมาเอาใจกลุ่ม
ลูกค้าทั่วๆไป ไม่ได้ชอบรถ และไม่ได้รู้สึกสนุกในการขับรถมากนัก ต้องการแค่ รถที่ขับจากจุด A
ไยังจุด B ได้อย่างสบาย ตามอรรถภาพ และราคาที่จ่ายออกไป

การเข้าโค้ง ไม่ว่ารูปแบบใด คุณควรจะถอนเท้า และแตะเบรกชะลอรถลงก่อนหน้าโค้ง ตามปกติ หาก
คิดจะพารถ สาดเข้าโค้งไปเลยนั่น ตัวรถจะเอียงกะเทเร่ ขณะอยู่ในโค้งชัดเจนมาก กระนั้น บนโค้งของ
ทางด่วน ผมยังสามารถพา Almera แล่นเข้าโค้ง แล้วเลี้ยงรถไว้จนออกจากโค้ง ด้วยความเร็วระดับ
85 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้อยู่อย่างสบายๆ แต่ไม่ควรเกินกว่านี้เท่าใดนัก เหตุเพราะ สงสารยางติดรถ
Bridgestone B250 ซึ่งปกติ ก็ทำหน้าที่ กลิ้ง กล่กๆ ไปตามเรื่องตามราวของมันเท่านั้น เกรงว่า
จะแหก จะปลิ้น จะร้องเอี๊ยดจนสิ้นใจ ก่อนออกจากโค้ง ทั้งที่จริงๆแล้ว ตัวโครงสร้างยาง ก็ออกแบบ
มาพอดี และเผื่อวันหนักๆ อย่างนี้บ้างอยู่แล้วก็ตาม

เรื่องน่าแปลกก็คือ ผมมีอาการแอบวิงเวียนเล็กๆ ขณะขับ Almera ไปตามท้องถนนละแวกบ้าน
ย่านบางนา ทั้งศรีนครินทร์ ซอยลาซาล แบริ่ง อาการวิงเวียนนิดๆนี้ เกิดจากการทำงานของช็อกอัพ และ
สปริง ที่มีจังหวะยุบตัวน้อยมากๆ ในช่วงความเร็วต่ำ เมื่อเจอพื้นผิวถนนแบบลอนคลื่น ตัวรถจะโคลงเล็กๆ
ไม่มากนัก แต่ก่ออาการมึนให้เกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้านอนน้อย นอนไม่พอ แล้วต้องมาขับรถคันนี้ ผมว่้า อาจมี
โอกาสเมารถ ได้สูง (แต่ถ้าแล่นบนทางด่วน ในวันที่ไม่มีกระแสลม รถจะนิ่งใช้ได้ในระดับของรถยนต์
ขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะต้องพยายามฝืนกระแสลมที่พยายามจะช้อนด้านหน้ารถให้ลอยขึ้นนิดๆเป็นปกติ)

ผมมั่นใจและยืนยันได้ว่า ผมไม่ได้รู้สึกนึกคิดไปเองคนเดียว ขนาด คุณพ่อคุณแม่ของผม ซึ่งไม่เคยมี
ปัญหาใดๆกับรถยนต์ทดลองขับ ทุกคันที่ลูกชาย ยืมมาทำรีวิว พอได้นั่งไปกินข้าวเย็นกัน ในวันอาทิตย์
คุณพ่อถึงกับบ่นว่า ลงจากรถแล้วเกิดอาการมึนๆ คุณแม่เอง ที่บอกว่า ชอบพื้นที่นั่งด้านหลัง นั่งสบายดี
ยังบ่นว่า เวียนหัวนิดๆ อยู่เหมือนกัน

ดังนั้น คำแนะนำของผมก็คือ หากคิดจะซื้อ Almera ควรจะทดลองขับก่อน และนำญาติโกโหติกา
ร่วมบ้านชายคา มาร่วมลองขับ และนั่งไปกับคุณ ควรจะแล่นในระยะทางยาวสักหน่อย และมีพื้นผิวถนน
ที่มีลักษณะต่างกันไปให้ได้มากที่สดเท่าที่เวลา และใบหน้าของพนักงานขาย จะเอื้ออำนวย

ถ้าไม่มีใครในรถ บ่นว่า วิงเวียน หรือมึนหัว แสดงว่า คุณและครอบครัว ไม่มีปัญหากับช่วงล่างของเจ้า
Almera และก้สามารถลงชื่เอเซ็นใบจองกันได้เลยครับ



ระบบห้ามล้อ ด้านหน้าเป็นแบบ ดิสก์เบรก แบบมีรูระบายความร้อน ส่วนด้านหลังเป็นแบบ ดรัมเบรก
พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS มาพร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเพิ่มแรงเบรก
ในภาวะฉุกเฉิน Brake Assist มาให้เฉพาะในรุ่น 1.2V และ VL เท่านั้น เช่นเดียว
กับ March ไม่มีผิดเพี้ยน

การตอบสนองในภาพรวมถือว่าทำได้ดีสมราคา ถือว่าพอไว้ใจได้ การหน่วงความเร็วลงมาจากระดับ เกิน
120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลงมา หากไม่กระทันหันเกินไป ก็ใช้งานได้ดี แต่ถ้าจะเหยียบกันแบบปัจจุบันทันด่วน
อาจต้องใช้ความระมัดระวังกันสักหน่อย เพราะระบบเบรกชุดนี้ ถูกออกแบบมาให้ีรองรับการใช้งานในเมือง
เป็นหลัก เน้นความนุ่มในการเหยียบเบรก นิสัยคล้ายกับแป้นเบรกของ March คือ ถ้าจะชะลอรถลงมา
ให้เหยียบแป้นเบรกลงไปได้เลย ไม่ต้องไปเหยียบแตะๆ แช่ทิ้งไว้เพื่อเลียเบรก เพราะรถจะชะลอลง น้อยกว่า
ที่คุณต้องการได้ ระบบเบรกจะตอบสนองได้ดี เมื่อคุณเหยียบแป้นลึกลงไปราวๆ เกือบครึ่งหนึ่ง ของระยะ
เหยียบ (Pedal Travel) ทั้งหมด



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

นอกเหนือจากตัวเลขสมรรถนะแล้ว อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ก็คืออีกประเด็นหนึ่งที่หลายคน
มักจะถามไถ่กันเข้ามา ว่าคัวเลขที่เราเคยทำการทดลองเอาไว้ เป็นอย่างไรบ้าง ยิ่งรถยนต์อย่าง
Almera ผู้บริโภค ลูกค้า หรือคุณผู้อ่าน ก็จะยิ่งให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ

เราจึงยังคงใช้มาตรฐานการทดลองเดิม ที่ยึดถือกันมาตลอดหลายปี นั่นคือ การนำรถยนต์ทั้งรุ่น
เกียร์อัตโนมัติ CVT และเกียร์ธรรมดา ไปเติมน้ำมันที่ สถานีบริการน้ำมัน Caltex ถนนพหลโยธิน
ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ฝั่งตรงข้ามปากซอยอารีย์สัมพันธ์ โดยเราใช้น้ำมันเบนซิน 95 Techron
หัวจ่ายเดิม เหมือนเช่นเดิม ทุกครั้งที่ผ่านมา



สำหรับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และมีเครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,000 ซีซี เช่นนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของ
Headlightmag.com ที่จะต้องเพิ่มเงื่อนไขพิเศษในการทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเข้าไปทุกครั้ง
และครั้งนี้ ก็ไม่มีข้อยกเว้น

นั่นคือ การเขย่า / ขย่มรถ นั่นเอง!



ทำไมเราต้องเขย่ารถ? ก็เพราะต้องการเติมน้ำมันอัดกรอกลงไปในถังให้เต็มแน่นที่สุด จนถึงปากคอถัง
อย่างที่เห็นในภาพข้างบนนี้ เพื่อให้น้ำมัน ไหลเข้าไปแทนที่อากาศในถัง ซึ่งถูกดันออกมา นั่นเอง

แล้วทำไมพวกรถเก๋งคันใหญ่ๆ ถึงไม่เห็นคุณ J!MMY จะเขย่ารถบ้างเลย?

ใครถามข้างบนนี้มาจริงๆ ผมจะตอบให้เลยว่า "งั้น ลองมาช่วยผมเขย่าดู หรือไม่ พี่ก็ลองไปเขย่าเจ้า
Fortuner หรือ Pajero Sport ดูครับ แล้วพี่จะค้นพับสัจธรรมเอง"

Almera เติม แก็สโซฮอลล์ E20 ได้ แต่ผมไม่สนใจ เพราะเราใช้น้ำมันเบนซิน 95 ในการทดลองมา
อย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว และต้องการให้ข้อมุลในการทดลอง อยู่บนพื้นฐานตัวแปรเหมือนกัน



เมื่อเติมน้ำมันเสร็จแล้ว เราก็คาดเข็มขัดนิรภัย ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ แล้ว ออกรถ จากปั้ม มุ่งหน้า
ไปเลี้ยวกลับบนถนนพหลโยธิน เข้าซอยอารีย์ ทะลุไปยังซอยข้างโรงเรียนเรวดี เลี้ยวซ้ายเข้าสู่
ถนนพระราม 6 เลี้ยวขวา ขึ้นทางด่วนสายเชียงราก ไปลงปลายสุดทาง ที่ด่านบางปะอิน แล้วค่อย
เลี้ยวกลับ ย้อนมาขึ้นทางด่วนสายเดิม มุ่งหน้าย้อนกลับมาทางเดิม

ความเร็วไม่เกิน 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และ นั่ง 2 คน ยังคงเป็นมาตรฐานดั้งเดิมที่เรา
ยึดถืออย่างเคร่งครัด เพื่อให้การทดลอง ไม่ผิดเพี้ยนไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา



เมื่อลงทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราเลี้ยวซ้าย กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธินอีกครั้ง มุ่งหน้าไป
เลี้ยวกลับ บริเวณ หน้าโชว์รูม เบนซ์ราชครู แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าสถานีบริการน้ำมัน Caltex เพื่อเติม
น้ำมันเบนซิน Techron 95 อีกครั้ง ที่ปั้มเดิม และใช้หัวจ่ายเดิม เช่นเคย



แน่นอนว่า การเติมน้ำมันครั้งแรก และครั้งหลัง ต้องเติมในแบบเดียวกัน เราจึงต้องมานั่งขย่มและ
เขย่ารถ กันอีกคันละกว่าครึ่งชั่วโมง เพื่อให้น้ำมันถูกอัดกรอกลงไปเต็มถังกันจริงๆ โดยไม่เหลือ
พื้นที่ให้อากาศอยู่ในถัง หรือถ้ามี ก็ต้องน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จนน้ำมันเอ่อขึ้นมาถึงคอถังแบบนี้



มาดูผลการทดลองกันดีกว่า

รุ่น 1.2 VL เกียร์อัตโนมัติ CVT
ระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด บนมาตรวัด Trip Meter A อยู่ที่ 93.0 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.35 ลิตร
หารออกมาแล้ว ด้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.38 กิโลเมตร/ลิตร

ถือว่าทำตัวเลขออกมาได้ ประหยัดกว่า March เกียร์อัตโนมัติ 1.2 VL เพียงแค่ 0.1 กิโลเมตร/ลิตร เท่านั้น



ส่วนรุ่น 1.2 E เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
ระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด บนมาตรวัด Trip Meter A อยู่ที่ 93.4 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.23 ลิตร
หารออกมาแล้ว ด้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.85 กิโลเมตร/ลิตร



ถ้าเปรียบเทียบกับบรรดา ECO Car พิกัดเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรด้วยกัน ซึ่งเคยผ่านมือเรามาทั้งหมดแล้วนั้น
Almera ยังถือว่าทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ได้ประหยัดในอันดับต้นๆ ของตารางกันเลยทีเดียว จะพ่าย
ก็แค่เพียง Mitsubishi Mirage เท่านั้น ที่เหลือ เอาชนะมาได้หมด ไม่เว้นแม้แต่ Nissan March พี่น้อง
ร่วมแพล็ตฟอร์ม ด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขที่แตกต่างกันเพียงหลักทศนิยม นั่นเท่ากับว่า ความประหยัดน้ำมัน
จะแตกต่างกันไม่มาก ถ้าใช้รูปแบบการขับขี่ที่เหมือนกัน ทุกคัน



ส่วนคำถามที่ว่า ถ้าเติมน้ำมัน 1 ถัง รถจะแล่นได้ไกลแค่ไหน? นั้น

ผมหาคำตอบมาให้แล้วครับ  สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา กว่าที่คุณจะใช้น้ำมันจนต่ำลงเหลือขีด E  ถึงให้
เติมน้ำมัน ไฟสัญญาณเตือน ก็คงจะร้องดังลันออกมาก่อน ละครับ และระยะทางบน Trip Meter A
ที่เซ็ตไว้ตั้งแต่เติมน้ำมันเพื่อทดลองอัตราสิ้นเปลือง ทำได้ 592 กิโลเมตร! หรือราวๆ 600 กิโลเมตร
ขณะที่รุ่นเกียร์ CVT นั้น แล่นไปทั้งหด  359 กิโลเมตร เข็มยังเพิ่งจะแตะขีดกลาง แสดงว่าน่าจะ
ยังวิ่งได้อีกยาว หรือกว่า 50% เลยทีเดียว เท่ากับว่า ความประหยัดเป็นอีกจุดเด่นของ Almera จริงๆ



********** สรุป **********
รถเก๋งคันเล็ก สำหรับเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ในศตวรรษ 21 ขับไม่สนุกเลย แต่ประหยัด แน่ๆ

ถ้าคุณมองหารถไว้สักคันขับช้าๆ เรื่อยๆ เพื่อครอบครัว และไม่สนใจคำว่า "ขับสนุก" นี่คือรถสำหรับคุณ

การเปิดตัว Almera นอกจากจะทำให้ผมย้อนกลับไปคิดคำนึงถึงอดีตในวัยเด็กของตัวเองแล้ว ยังชวนให้
นึกถึงบรรยากาศของตลาดรถยนต์ในเมืองไทย ช่วงปี 1988 - 1989 ได้ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ใครที่เกิดทันปี 1988 ก็คงพอจะจำได้นะครับ ว่าในสมัยนั้น Nissan Sunny B11 และ Mitsubishi Lancer
CHAMP เกิดมาด้วยจุดประสงค์อะไร?

ทั้ง 2 รุ่น ต่างเป็นรถยนต์ ตกรุ่นค้างปี ที่ทั้ง Nissan และ Mitsubishi Motors ตัดสินใจผลิตขายในบ้านเรา
ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ด้วยเหตุผลต่างกัน

Mitsubishi Motors จำเป็นต้อง ลากผลิต CHAMP เพราะได้ลงทุนเครื่องจักรครั้งใหญ่ หวังจะประกอบ
รถยนต์รุ่นนี้ ส่งออกไปยังตลาดแคนาดา ไซปรัส ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้คุ้มทุน จึงจำเป็นต้องผลิตรถรุ่นนี้
ลากขายกันมาจนถึง ปี 1996 โดยเว้นวรรค ไม่นำ Lancer รุ่นปี 1987 - 1991 มาทำตลาดในบ้านเรา

แต่สำหรับ Nissan แล้ว เหตุผลที่ยังลากขาย Sunny FF B11 เรื่อยมาจนถึงราวๆ ปี 1996 ก็เพราะว่า ในเมื่อ
ตลาดยังต้องการรถยนต์ครอบครัวคันเล็ก ราคาประหยัด คุ้มค่า ไว้ใจได้ และในเมื่อ Mitsubishi มี CHAMP
อยู่ แล้วไฉน พวกเขาจะต้องเลิกผลิต B11 กันด้วยละ ในเมื่อยังขายได้เดือนละ หลายร้อยคันอยู่ดี ก็ทำขาย
กันไปก่อนสิ

พอล่วงเข้ากลางทศวรรษ 1990 มาตรการด้านมลพิษ ที่เข้มงวดขึ้นของประเทศไทย บังคับให้รถยนต์ต้อง
ติดตั้งระบบฟอกอากาศจากไอเสีย Catalytic Converter ขณะที่ Mitsubishi Motors ยอมติดตั้งระบบดังกล่าว
ให้กับ CHAMP แต่ Nissan ในยุคสมัยของ สยามกลการ ตัดสินใจ ปลด Sunny FF B11 ออกจากสายการผลิต
ช่วงราวๆ ปี 1996 ในที่สุด

ดังนั้น ผมจึงมองว่า การเปิดตัว Almera ถือเป็นการกลับเข้าสู่สังเวียนรถยนต์ Sedan 4 ประตู ราคาประหยัด
อีกครั้ง หลังจากที่ Nissan เคยทิ้งร้างไปเมื่อช่วงปี 1996  การวางตัวเองให้เป็นรถยนต์ Sedan ขนาดเล็กๆบ้านๆ
ขับใช้งานในชีวิตประจำวัน อำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ และสะตุ้งสตางค์
ยังไม่ค่อยมากนัก ใช้รถยนต์เป็นพาหนะ ขับไปทำงาน ขับไปรับ-ส่ง บุตรหลาน เอื้ออำนวยการเดินทาง
ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เท่ากับว่า Almera ได้รับช่วงทำหน้าที่ต่อจาก Nissan Sunny FF B11 อย่างเต็มตัว

เพียงแต่ว่า ความแตกต่าง ก็คือ Almera มีเทคโนโลยีในการสร้างรถที่ดีขึ้น เครื่องยนต์ขนาดเล็กลง แต่แรงขึ้น
แถมยังประหยัดขึ้น สูญเสียกำลังโดยเปล่าประโยชน์น้อยลง ความสิ้นเปลือง ความสึกหรอดีขึ้น ประหยัดขึ้น
ช่วยลดมลพิษได้ดี มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่เข้มงวดขึ้น
ตามยุคสมัย ติดตั้งมาให้ ห้องโดยสารก็ใหญ่พอกับรถรุ่นใหญ่กว่า ช่วยให้คุณภาพชีวิตของลูกค้า ดีขึ้น



Almera เป็นรถที่เหมาะกับ พ่อบ้าน หัวหน้าครอบครัว อาจจะเป็นข้าราชการ เป็นครู หรือเจ้าหน้าที่ระดับกลางๆ
ของรัฐ ที่อยากมีรถเก๋งสักคัน (และต้องเป็น Sedan 4 ประตู เพราะเจ้าของเงิน ไม่ชอบรถท้ายตัด) เอาไว้ขับไป
รับ-ส่งลูก ที่โรงเรียน ไปรับแม่บ้าน แล้วก็ขับรถกลับบ้านกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด แน่นอน
ว่ามันใช้งานได้ดี พอตัว สมราคา ขับเรื่อยๆแล้วสบายใจ

และแค่นั้น...พอ!

เพราะมันไม่ใช่รถที่เหมาะกับคนบ้ารถ หรือรักความแรง รักความสนุกเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ต้องไปคาดหวังกับเรื่อง
สมรรถนะจาก รถรุ่นนี้แต่อย่างใด คุณอาจจะคาดหวังได้เฉพาะเรื่องความประหยัดน้ำมันที่ดีเลิศที่สุดในบรรดา
รถยนต์ Sedan ระดับราคาต่ำกว่า 800,000 บาท และขนาดความยาวห้องโดยสาร ที่ยาวสะใจ แต่นั่นก็ดูเหมือนจะ
เป็น 2 ประเด็นเท่านั้น อันถือเป็นจุดเด่นของ Almera

ยังไงๆ ก็หนีความจริงไปไม่พ้น ว่ามันคือ Nissan March ในเวอร์ชันต่อบั้นท้ายออกไปเป็น Sedan 4 ประตู
ที่ต้องการเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี และการเซ็ตพวงมาลัย กับช่วงล่าง ให้ดีกว่าทีเป็นอยู่นี้ อีกพอสมควร ยิ่งในเรื่อง
การขับขี่ และการทรงตัวในย่านความเร็วเดินทาง กับความเร็วสูงแล้ว ผมยังไม่มั่นใจกับ Almera แบบเดิมๆจาก
โรงงานเท่าไหร่เลย ยังต้องปรับกันอีกพอสมควร ถ้าจะทำให้ตัวรถมีการตอบสนองที่ดีขึ้น และควบคุมได้ดีขึ้น

อย่างว่าละครับ Nissan เลือกจะวางเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เพื่อที่จะให้รถคันนี้ สามารถผ่านมาตรฐาน ECO Car
ของรัฐบาลไทยได้ เพื่อที่จะได้เสียภาษีลดลง และตั้งราคาขายได้ถูกลงกว่าเดิม นิดนึง คุ้มต่อการลงทุนกว่่า
การนำเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร มาวางให้ ถือว่าเป็นรายการ ตีตั๋วเด็ก รอบสอง ของ Nissan กับโครงการนี้

แต่ผมยังอยากเห็น Sub-Compact Sedan จาก Nissan ที่มี Driving Dynamic ดีกว่านี้ ขับสนุกกว่านี้ และ
เป็นรถที่ทำให้ผม ต้องการจะขับมันในทุกๆวัน ด้วยความเริงร่า ไม่ใช่แค่ว่า ต้องขับไปตามงบที่มีอยู่แค่ซื้อหาได้

อีกประการก็คือ ช่วยออกแบบห้องโดยสาร ให้มีพื้นที่ Headroom สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สูงกว่านี้อีกนิดเถอะ
นั่งแล้วหัวชนเพดาน จนต้องนั่งแบบไม่เต็มก้น นี่มันทรมาณ และไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ไหนๆ อยากจะทำ
รถยนต์ที่มีห้องโดยสาร ยาวสุด จนตั้งเป็นสโลแกนว่า "ความสุขที่กว้างขึ้น" ก็ควรจะช่วยทำ Headroom ให้มัน
รองรับความสุขของผู้โดยสารมากกว่านี้สักหน่อยเถอะ!



ถ้ามองหาคู่แข่งในตลาดตอนนี้? หากไม่นับบรรดา Hatchback 5 ประตู พิกัด ECO Car 1.2 ลิตร ทั้ง Honda Brio
Mitsubishi Mirage Nissan March และ Suzuki Swift แล้ว ต้องถือว่าโชคดีที่ Almera จะยังทำตลาดได้ตามลำพัง
ไปอีกพักใหญ่จนถึงปี 2014 โดยไร้คู่แข่งโดยตรง อย่างสิ้นเชิง ก่อนที่ Honda Brio Sedan และ Suzuki New Sedan
จะคลอดออกมาในเมืองไทย

หรือถ้าจะต้องเทียบกับบรรดา B-Segment Sub-Compact Sedan ทั้ง Toyota Vios Honda City Mazda 2 Sedan
Ford Fiesta Sedan Chevrolet Sonic Notchback บอกได้เลยครับว่า Almera จะด้อยกว่า ทุกคันในตลาดเฉพาะ
ประเด็น สมรรถนะ อัตราเร่ง ที่จะอืดกว่าชาวบ้านทั้งหมด แน่นอน เพราะใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร เล็กกว่าทุกคัน
แถมด้วยช่วงล่าง กับพวงมาลัยที่ยังต้องปรับแต่งให้เข้าที่กว่านี้อีกสักหน่อย

และถ้าจะถามว่า Almera หรือ March เอาคันไหนดี? ต้องถามต่อว่า คุณอยากขับมุดคล่องขึ้นนิดหน่อย หรือว่า
อยากได้ พื้นที่ห้องโดยสารมากกว่ากันละ? คำตอบในใจคุณ จะนำพาไปสู่ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าได้เอง

แต่ถ้าในเรื่องความประหยัดน้ำมัน กับพื้นที่ห้องโดยสาร และความภูมิฐานจากขนาดตัวรถที่ยาวกว่าชาวบ้านเขา
แล้วละก็ Almera จะเอาชนะ หลายๆคันในกลุ่มนี้ไปได้ แบบสบายๆ ฉิวๆ ชิลๆ เลยทีเดียว!!

ทีนี้ ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะเลือก Almera รุ่นย่อยไหนที่คิดว่า น่าจะคุ้มค่าสุด?

ถ้าคุณอยากได้ออพชันเต็มพิกัด แน่นอนว่ารุ่นแพงสุด 1.2 VL 599,000 บาท ตอบโจทย์คุณได้แน่ เพราะรุ่น 1.2 V
563,000 บาท สิ่งที่หายไปจากรุ่นท็อป มีเพียงแค่ ช่องวางแก้ว คอนโซลกลางที่เหลือเพียง 1 ตำแหน่ง ไฟในห้อง
เก็บของด้านหลัง กุยแจรีโมท Keyless Entry และปุ่ม Push Start แค่นั้น มันช่างไม่คุ้มกันเท่าไห่เลย

แต่ถ้างบไม่พอ และยังอยากได้อุปกรณ์มากพอสมควร มองรุ่น 1.2 ES 523,000 บาท เอาไว้  อาจไม่มีสวิชต์ควบคุม
เครื่องเสียงบนพวงมาลัย ไม่มีกุญแจรีโมทมาให้ เปลี่ยนมาใช้ล้อเหล็ก 5.5J x 14 นิ้ว พร้อมยางขนาด 175/70 R14
ไม่มีแถบสีดำบริเวณเสากรอบประตูตรงกลาง ไม่มีมาตรวัด MID ใช้หน้าปัดแบบมาตรฐาน และตัดถุงลมนิรภัย
ฝั่งผู้โดยสารด้านซ้ายออกไป 1 ใบ ค่าตัวก็เริ่มน่าคบขึ้น แต่ยังไม่สุด

ในระดับราคาต่ำกว่า 500,000 บาทลงมา Almera ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าใช้ได้มากๆ ทั้งรุ่น 1.2 E เกียร์ธรรมดา
455,000 บาท และรุ่น 1.2 E CVT 489,000 บาท เลือกรุ่นไหน ออพชันก็เหมือนกันทั้งนั้น อาจจะตัดถุงลมนิรภัย
ฝั่งผู้โดยสารออก เหมือนกับ 1.2 ES  และตัดระบบ ABS EBD กับ Brake Assist ออกไปด้วย กระนั้น มองข้าม
รุ่น 1.2 S ไปได้เลย 425,000 บาท ควรติดตั้งข้าวของมาให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยซะเหี้ยนเตียนโล่ง แบบ March
1.2 ลิตรตัวถูกสุด เยี่ยงนี้

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อระดับราคาเริ่มต้นของรถยนต์ 1.5 ลิตร สมัยนี้ ป้วนเปี้ยนที่ 520,000 บาทขึ้นไป ดังนั้น
คุณอาจต้องคิดให้ดีๆ ว่า ออพชันที่ได้มา ความประหยัดน้ำมันที่รออยู่ กับอัตราเร่งที่อืดไปหน่อย เมื่อมอง
จากในกระดาษ (ความจริง ไม่ถึงกับแย่อย่างที่คิด แต่ก็เป็นไปตามตัวเลขสเป็กนั่นแหละ) คุณยอมรับได้ไหม?
ถ้าได้ ก็เดินเข้าโชว์รูม Nissan ไปจอง Almera ได้เลยครับ



ก่อนจากกัน ผมมีบางสิ่งอยากจะฝากถึง ชาวตึกนันทวันชั้น 15 อันเป็นนิวาสถานสำนักงานใหญ่ของ Nissan
Motor Thailand กันสักหน่อย...

ผมรู้ว่า Full Review ฉบับนี้ มันยาวมาก และหลายๆคน อ่านข้ามช่วงต้นๆมาทั้งหมด เพื่อมาอ่านในช่วงสรุป
ผมแค่หวังเพียงเล็กๆว่า จะมีใครสักคนที่นั่น จะช่วยแปล ช่วงแรกของบทความ ที่ผมพรรณนาไปยาวเฟื้อย
เรื่องความผูกพันของผม ต่อแบรนด์อย่าง Nissan ให้ประธานชาวญี่ปุ่นคนใหม่ รวมถึงบรรดาทีมงานใหม่
ของ Nissan (แต่เก่าจาก Honda , Toyota หรือว่าบริษัทอื่นๆ) ให้เขาได้อ่านด้วยก็จะดี

ที่อยากให้อ่าน ก็เพราะอยากให้รู้ว่าสมัยก่อน Nissan ในยุคสยามกลการ ที่ใครหลายๆคนเคยด่าโน่นด่านี่
ไว้ตั้งเยอะแยะนั้น ยังมีข้อดีอยู่ 2 ประการ ที่ทำให้ลูกค้าแฟนพันธ์แท้ ยังรักจนหมดใจ และหวังจะกลับมา
ซื้อ Nissan ไปขับกันอีกสักครั้งหนึ่ง

ข้อแรก แน่นอนว่า เป็นเรืองบริการหลังการขาย ปัญหาสุดแสนจะคลาสสิกที่ทุกค่ายทุกยี่ห้อ ต่างก็เคยเจอ
และปวดหัวกุมขมับกันมานักต่อนักแล้ว แต่ในสมัยนั้น Nissan มีสโลแกน You Come First หรือ คุณเป็น
ที่หนึ่ง ซึ่งก็เป็นจริงตามคำโฆษณานั้น เพราะบริการถือว่าใช้ได้ อาจยังไม่ดีเท่า Toyota กับ Honda แต่ก็
ไม่ขี้เหร่ แถมยังมีการฝึกอบรมช่างเก่งๆ ไว้เยอะแยะมากมาย ศูนย์บริการทั้งในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด
มีช่างฝีมือดี และวิเคราะห์ปัญหาได้ทะลุ หลายคน วันเวลาผ่านไป ช่างเหล่านี้ เกษียณไปบ้าง แก่ไปบ้าง
จากไปแล้วบ้าง ลาออกไปเปิดอู่เองบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ในระยะหลังๆมานี้ Nissan เอง แม้จะพยายาม
แก้ปัญหานี้อยู่ แต่ยังไม่ถึงกับดีนัก

ขอเพียงแค่ว่า พยายามยกระดับความเก่งของช่าง อยู่เสมอๆ ฝึกอบรมบ่อยๆ จัดแข่งขันระหว่างดีลเลอร์
อยู่เรื่อยๆ จับมือกับดีลเลอร์ ช่วยกันสร้างแรงจูงใจให้กับช่างในศูนย์บริการดีๆ ทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้นเอง

แต่ข้อ 2 นี่ ผมว่าต้องใช้เวลากันนานหน่อย...การสร้างแบรนด์

สมัยก่อน ยุค 1990 แบรนด์ Nissan แข็งมาก ลูกค้าไม่ค่อยเลือกมาก ถ้าไม่ซื้อ Toyota ก็หันไปซื้อ Nissan
สมัยก่อน Honda ยังไม่เกิด Toyota กับ Nissan ฟาดฟันกันสนุกใช้ได้ แต่พอช่วง ทวรรษ 1990 Honda
เริ่มเข้ามาครองใจคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ จนแน่นปึ๊กอย่างในปัจจุบัน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Nissan เริ่มกลายเป็น
รถยนต์ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจอยากจะซื้อ ยกเว้นแต่ลูกค้าที่รู้คุณค่าความดีงามของงานด้านวิศวกรรม ที่เหนือกว่า
รถญี่ปุ่นตามท้องตลาดทั่วไปพอสมควร ทว่า ตั้งแต่ บริษัทแม่จากญี่ปุ่น รับช่วงต่อจากสยามกลการ มาดูแลตลาด
บ้านเรา กลับไม่ค่อยพบเห็นการสื่อสารเรื่องแบรนด์ในเมืองไทยมากนักอาจมีบ้าง ประปราย แต่ไม่ดีพอ

ต่อให้ Nissan จะบอกว่า เคยพยายามสร้างแบรนด์ แต่ผู้บริหารยุคที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นความสำคัญใน
ประเด็นนี้เลย ต่างพากันคิดว่า ถ้าตัวรถยนต์ ดีขึ้น ภาพลักษณ์จะดีขึ้นตามมาเอง ซึ่งมันก็จริงแค่เพียง
ส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งสำคัญคือ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทำงานของตนให้มีประสิทธิภาพขึ้น ใส่ใจขึ้น
ยิ้มรับทุกปัญหาให้ดีขึ้น และคิดหาไอเดียที่แปลกใหม่ตลอดเวลา รวมทั้งยังต้องกล้าคิดนอกกรอบ
ยิ่งกว่านี้ ทุกอย่างจะดีขึ้น

แต่ข้อที่ผม ให้ความสำคัญกว่า 2 ข้อข้างบนคือ Nissan ยังขาดรถยนต์ที่สร้างแรงจูงใจให้วัยรุ่น
รักในแบรนด์ Nissan ด้วยราคาที่พวกเขาเป็นเจ้าของได้ ง่ายกว่า 370Z และ GT-R !!

ในอดีต Nissan หลายรุ่น ขายได้ เพราะ ทำให้ลูกค้า มี Passion กับมัน ทั้งจากงานโฆษณาหรือคำบอกเล่า
ปากต่อปาก จากคนข้างใน สู่ข้างนอก การสร้างประสบการณ์ อันพึงพอใจ ให้เกิดขึ้นจนฝังใจลูกค้าหนะ
มันไม่ง่าย และทั้งหมดนั้น มันหาใช่เพียงแค่เกิดขึ้นจาก รูปลักษณ์ ผนวกเข้ากับคุณงามความดีของตัวรถ
ที่ออกแบบมาเพื่อหวังแค่ "ขายได้" แต่ต้องทำรถยนต์ที่เปิดผ้าคลุม หรือเห็นรูปแรกในอินเตอร์เน็ตแล้ว
ผู้คนต้อง "กรี๊ดลั่น สนั่นเมือง" ทันทีในแรกเห็น

ในยุค 1980 - 1990 รถยนต์อย่าง Sunny Sentra RZ-1 .Pulsar GTi-R ,Bluebird ATTESA U12
Silvia S13 แม้จะไม่สร้างยอดขายมากมายนัก แต่มันคือรถยนต์สมรรถนะดี ในราคาที่สมเหตุสมผล ที่ใครก็เป็น
เจ้าของได้ ไม่ยากนัก มาวันนี้ ถ้าใครอยากได้รถยนต์แบบนั้น จาก Nissan รุ่นถูกสุดที่หาได้คงเป็น 370Z
ราคาในบ้านเรา ปาเข้าไป 5.2 ล้านบาท ไม่ต้องไปคิดถึง GT-R ที่แพงกว่ากันอีกเท่าตัวนั่นเลย

เรื่องน่าแปลกก็คือ ทุกวันนี้ Nissan เริ่มใช้ นักวิ่งลมกรด ยูเซ็น โบลต์ ในงานโฆษณา สื่อสารเรื่องแบรนด์
ระดับโลก โดยใช้ GT-R ที่นักวิ่งชื่อดังรายนี้ เป็นเจ้าของอยู่ มาสื่อสารให้บรรดาวัยรุ่น หรือคนเริ่มต้น
ทำงาน ที่มีเงินพอจะเก็บตังค์ซื้อรถสปอร์ตเปิดประทุนขนาดเล็กอย่าง Mazda MX-5 ให้เดินเข้า
โชว์รูม Nissan เชื้อเชิญพวกเขาให้ซื้อรถเล็กๆ ที่น่าใช้ แต่ไม่น่าตื่นเต้นของ Nissan เนี่ยนะ?

ทำโฆษณาออกมาซะเจ๋ง จะสื่อสารว่า Nissan เป็นเจ้าพ่อเทคโนโลยีสมรรถนะ เทคโนโลยีสะอาด
และรักโลก แต่กลับไม่นำความเร้าใจ มาวางลงในรถยนต์ราคาประหยัด แล้วทำราคาให้ง่ายต่อการเป็น
เจ้าของซะที

แค่ Juke เครื่องยนต์ 1.6 DDT 190 แรงม้า (PS) ป่านนี้ ก็ยังติดปัญหาสารพัดมากมาย ชาติอื่นเขาขาย
กันจนจะปรับโฉม Minochange แล้ว บ้านเราก็ต้องรอเหงือกแห้งต่อไป หรือรถบางรุ่น อ้างว่า ทำวิจัย
ตลาดแล้ว ลูกค้าไม่ซื้อ เพราะแพงไป

ยิ่งเป็น Almera แม้จะได้ใจลูกค้ากลุ่มใหญ่ แต่เรื่องที่ชวนให้ขบคิดต่อไปก็คือ ในเมื่อ Toyota Vios
กับ Honda City และ Mazda 2 หรือ Ford Fiesta ต่างก็เป็นรถยนต์สำหรับชนกลุ่มใหญ่ของโลก
ทว่า พวกเขากลับสร้างรถออกมาให้มี Driving Dynamic ที่ดี และแตกต่างกันตามบุคลิกแต่ละค่าย
ได้อย่างสบายๆ แล้วทำไม Nissan ต้อง ทำ Almera ออกมา เอาใจลูกค้ากลุ่มใหญ่เหมือนกัน แต่
กลับทำรถที่ขับออกมาแล้ว เหมาะแค่ขับไปจ่ายกับข้าว รับส่งลูก-เมีย แบบพื้นฐาน มากกว่าละ?

สรุปความที่อยากจะบอกทั้งหมด ข้างบนนี้ ออกมาได้ 5 บรรทัดข้างล่าง ก็คือ...

"อย่าทำรถออกมา เพื่อหวังแต่จะชนะใจลูกค้า แค่ตอนซื้อ อย่าเน้นแค่ว่า ต้องทำรถที่ขายได้และขายดี
แต่จงทำรถออกมา "ขับดี" เพื่อให้ลูกค้ารักอย่างหมดใจ รักอย่างเข้าใจ และรักแบบไม่หลง ตั้งแต่วินาทีแรก
ที่ออกจากโชว์รูม ดูแลลูกค้าให้ดี บริการหลังการขายต้องน่าชื่นชม ช่างต้องซ่อมเป็นวิเคราะห์เก่ง เจ๋งพอ
ให้ทุกคนประทับใจในเชิงบวก จนถึงวันสุดท้าย ที่ต้องลาจากกัน! เพื่อเดินกลับเข้าโชว์รูม แล้วซื้อ Nissan
คันใหม่ คันต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า"

ผมยังหวังว่า Nissan จะทำ Sub-Compact Sedan สักคัน ที่จะชนะใจผม ให้ได้สักที เหมือนที่พวกเขา
ทำสำเร็จได้แล้ว กับ Nissan Slyphy และ TIIDA รุ่นต่อไป เพราะผมยังอยากอุดหนุน Nissan อีกครั้ง

ผมยังรอวันนั้นอยู่...แม้จะรู้ว่า ริบหรี่ เหลือเกิน...ก็ตาม...

อย่างว่า ผลกำไรทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 8%
เป็นภาระใหญ่สุดสำหรับชายที่ชื่อ Carlos Ghosn ในตอนนี้นี่เนาะ!

---------------------------------///---------------------------------



ขอขอบคุณ / Spacial Thanks to :
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท Nissan Motors (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถยนต์ทดลองขับ และอำนวยความสะดวกด้านต่างๆอย่างดียิ่ง

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และลิขสิทธิ์ภาพถ่ายในไทย เป็นผลงานของ ผู้เขียน
ภาพวาด หรือ ภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิค Illustration เป็นของ Nissan Motor Co.Ltd.
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
19 กรกฎาคม 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
July 19th,2012


แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! Click Here!

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 21 กรกฏาคม 2012 เวลา 03:48 น.
 
ทดลองขับ Toyota AVANZA 1.5 S 4AT MY 2012 : เวอร์ชันใหม่ที่ดูดีขึ้น ของรถรับส่ง อากงและอาม่า พิมพ์
Review by J!MMY - Compact Mini Van
วันอังคารที่ 17 กรกฏาคม 2012 เวลา 03:10 น.

15.40 น. วันที่ 12 กรกฎาคม 2012

ลิฟต์ ความเร็วสูง พาผมขึ้นมาถึงชั้น 41 ของอาคาร All Season ถนนวิทยุ พอประตูลิฟต์เปิดออก นอกจาก
จะพบ น้องในฝ่ายการตลาดคนหนึ่งของ Toyota แฟนประจำบทความของ Headlightmag.com ที่รู้จักมักจี่
กันดี บังเอิญ เดินมาปะหน้ากันในจังหวะที่เหมาะเหม็งพอดีแล้ว "พี่ป๊อก" จาก Lexus Division ก็เดินออกมา
สมทบกันโดยมิได้นัดหมายในจังหวะนั้นพอดีเป๊ะ! ราวกับว่าเป็น มาฆฤกษ์ (ฤกษ์ที่ทำให้พระสงค์ประชุมร่วมกัน
1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย)

ผมส่งคืนกุญแจของ Lexus GS450h ให้พี่ป๊อกไป ตามกำหนด เมื่อถูกถามว่า "แล้วคิวต่อไปที่จะรีวิว
เป็นรถอะไร ผมก็ตอบไปเลยว่า "Avanza ครับพี่"

ทั้ง 2 คน ก็ยิ้มเลย แน่ละ ขับรถคันละ 7 ล้าน 7 แสน กว่าบาทอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนมาขับรถที่มีราคาถูกกว่าเหลือ
เพียงแค่ 7 แสน บาท เท่านั้น มันช่างเป็นเรื่องที่ทำให้ผมบรรลุสัจธรรมชีวิตไปอีกขั้นกันเลยทีเดียว (ฮา)



การกลับไปขับ Avanza อีกครั้ง นั่นทำให้ผมนึกถึงสมัยที่ผม พบเจอพี่ป๊อก เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่
11 ตุลาคม 2006 ไม่ต้องถามหรอกครับว่า ทำไมผมจำได้ละเอียดขนาดนั้น มันแค่เป็นเรื่องโชคดี ที่ผม
บันทึกวันดังกล่าวไว้ ในบทความ Full Review ของ Avanza รุ่นแรก โฉม Minor Change
ที่ อัมพวา ในทริปซึ่ง Toyota จัดขึ้น ณ ตอนนั้น

วันเวลาผ่านไป พี่ป๊อก ก็ถูกชักชวนไปอยู่แผนก Lexus Division ซึ่งทำให้ห่างหายจากการข้องเกี่ยว
กับรถยนต์รุ่นเล็ก ผลิตผลนำเข้าจากโรงงานของ Toyota และ Daihatsu ในอินโดนีเซียคันนี้ไป

แต่สำหรับผม ยังมีเหตุให้ต้องมาข้องแวะกับ เจ้าหวังซ่า รุ่นใหม่ล่าสุดนี้อยู่ เช่นในตอนนี้ ที่จะต้องรีบขึ้น
รถไฟฟ้าไปลงสถานี BTS แบริ่ง แล้วจับ Taxi พุ่งไปยังสำนักงานใหญ่ของ Toyota ที่สำโรง ให้ทันก่อน
5 โมงเย็น เพื่อที่จะรับรถจาก พี่เอก ฝ่าย PR ที่นั่น มาลองขับ และทำรีวิวให้คุณๆได้อ่านกัน



เพราะเชื่อว่า ไม่ใช่แค่ผมหรอก แต่น่าจะยังมีคุณผู้อ่านอีกหลายคนที่อยากรู้ว่า 6 ปีผ่านไป นับจากวันแรกที่ผม
มีโอกาสลองขับ รถรุ่นแรก มาวันนี้ พัฒนาการของ เจ้าหวังซ่า มันจะดีขึ้นกว่าเดิมมากน้อยแค่ไหน ยังคงความ
เป็นรถยนต์สำหรับบรรทุก อากง อาม่า ไปที่ยว หรือไปหาหมอ ทุกสัปดาห์ อยู่หรือเปล่า และมันจะทำหน้าที่
ได้ดีแค่ไหน หากต้องบรรทุก บรรดา หมีควายหลายๆตัว น้ำหนักรวมกันแล้ว 681 กิโลกรัม เดินทางไกล ไป
ตามทางหลวงแผ่นดินของบ้านเรา ด้วยกัน (เช่นที่คุณควรจะรอดูได้จากใน คลิป ของเรา)

แต่ก่อนอื่น...เช่นเคย...เรามาย้อนกลับไปดูอดีตกันสักหน่อยว่า 10 ปี ที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นบนกระดาษเปล่า
Avanza เดินทางมาอย่างไร จนสามารถทำยอดผลิตและขาย สะสมได้มากถึง 1 ล้าน คัน ทั่วโลก!!!!!!!!



Toyota Avanza รุ่นแรก เป็นรถยนต์นั่งแนวใหม่ Compact Multi Purpose Vehicle สร้างขึ้นภายใต้
โครงการ U-IMV  (Under IMV) อันเป็นชื่อย่อของ โครงการพัฒนารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งมี
ขนาดตัวรถทั้งคันเล็กกว่า รถยนต์ 7 ที่นั่งจากโครงการรถกระบะ และรถยนต์อเนกประสงค์ IMV 1 (Hilux)
ซึ่งก็คือ KIJANG รุ่นใหม่ ที่ต้องถูกยกระดับขึ้นมาเป็น INNOVA ในปัจจุบันนั่นเอง)

เหตุผลที่ Avanza ถือกำเนิดมา ไม่มีอะไรมากครับ ในเมื่อ Kijang จะต้องถูกยกระดับไปเป็น INNOVA
ค่าตัวจะต้องแพงกว่าเดิมไปพอสมควร ดังนั้น ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ราคาถูกใน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาด
กลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด จะเกิดสูญญากาศ ดังนั้น Toyota จึงต้องหาทางผลิตรถยนต์ขึ้นมาสักรุ่น เพื่อ
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวอินโดฯ กลุ่มใหญ่นี้

ดังนั้น Toyota จึงเริ่มต้นเดินหน้าโครงการนี้ ในช่วงประมาณ ปี 2000 - 2001 โดยชวนให้ บริษัทลูก
ของตนซึ่งชำนาญการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก อย่าง Daihatsu มารับหน้าที่ในฐานะ แม่งานหลัก ของ
โครงการ พวกเขา เลือกใช้พื้นตัวถัง และโครงสร้างวิศวกรรมแบบรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง จาก Daihatsu
Terios ซึ่งต้องถือว่าเป็นแนวทางแปลกๆ ที่ผู้ผลิตจอมลดต้นทุนอย่าง Toyota ตัดสินใจยอม พัฒนารถยนต์
รุ่นนี้ ในรูปแบบเครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง ครั้งแรกในรอบเกินกว่า 10 ปี

และในที่สุด พวกเขาได้เลือกใช้ชื่อรุ่นว่า Avanza ซึ่งมีที่มาจากคำว่า Avanzato ในภาษาอิตาเลียน แปล 
เป็นภาษาอังกฤษว่า Advance หรือความล้ำหน้า ล้ำไปข้างหน้า ล่วงไปข้างหน้า  เป็นชื่อที Daihatsu เคย
ใช้มาแล้ว กับ รถยนต์ Hatchback 3 ประตู พิกัด K-Car 660 ซีซี Turbo 64 แรงม้า (PS) ตัวเจ็บ 
Daihatsu Mira TR-XX Avanzato สำหรับตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ในช่วงรุ่นปี 1990 - 1997

ยังจำได้ว่า ในครั้งนั้น ข้าพเจ้านี่แหละ ที่มีโอกาสได้เผยแพร่ข่าวความคืบหน้า และรูปโฉมในแบบกราฟฟิก
ของรถรุ่นแรก ลงในนิตยสาร THAIDRiVER ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2003 เป็นรายแรกในไทย

และหลังจากนิตยสารฉบับนั้น วางแผงไปยังไม่ทันจะพ้น 1 สัปดาห์ Toyota ก็จัดการปล่อยภาพถ่ายชุดแรก
ของ Avanza ครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2003 โดยขึ้นสายการผลิต ที่โรงงาน
P.T.Astra Toyota ในอินโดนีเซียเองนั่นแหละ

ในเมื่อผลิตออกมาแล้ว จะขายแค่ในประเทศของเขาเอง ก็คงไม่ค่อยคุ้มค่า Jig และ Mold ชิ้นส่วนเท่าไหร่
อีกทั้งในเมื่อ Toyota Motor Thailand ส่งออก สารพัดรถยนต์นั่ง และรถกระบะที่ประกอบในเมืองไทย
ไปขายยังตลาดต่างๆทั่วโลก รวมถึง อินโดนีเซีย แล้ว เพื่อให้ยังคงมิตรภาพกันดีกับทาง P.T. Toyota Astra
และเพื่อใช้ประโยชน์จากเตการค้าเสรีอาเซียน AFTA ในตอนนั้น ให้เต็มที่

Toyota บ้านเรา จึงต้องสั่งนำเข้า Avanza มาขายในเมืองไทย โดยจัดงานเปิดตัวครั้งแรก เมื่อวันที่
13 กรกฎาคม 2004 โดยมี ดาราหน้าใหม่ จีน มหาสมุทร บุญญะรัตพันธ์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์
โฆษณา ที่ไปถ่ายทำกันถึงเมืองจีน

แต่ก่อนจะเปิดตัวในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ Toyota ก็เลือกใช้วิธีเรียกน้ำย่อย ด้วยการนำไป
อวดโฉม ในงาน Bangkok International Motor Show เดือนมีนาคม 2004 แต่ดันกั้นคอก
ไม่ยอมให้ลูกค้าเข้าไปเปิดดู

ผมจำความเรื่องนี้ได้ดี เพราะการที่ผม อธิบาย เล่าสาเหตุว่า ทำไม Toyota ถึงไม่อาจเปิดให้ดูได้
กลายเป็นว่า ผมโดนพวก คนเล่น Pantip.com ห้องรัชดา ในยุคสมัยนั้น ด่าเปิงเละเทะ ทั้งที่
ผมเอง ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด และนั่นคืออีกสาเหตุหนึ่งที่สะสมกันเข้า หลายปีเข้า จนทำให้ผม เบื่อ
และต้องออกมาจากสังคมคุณตะพาบแบบนั้น ในปี 2009 เพื่อมาเปิดเว้บไซต์แห่งนี้เอง ในทุกวันนี้



ตลอดอายุตลาด 7 ปี Avanza โดยได้รับความนิยมจากลูกค้า มียอดขายสะสมจนกระทั่งปัจจุบันอยู่ที่
24,133 คัน (ยอดจำหน่ายตั้งแต่เปิดตัวปี 2004 – เดือนพฤศจิกายน 2011) แม้จะต้องใช้เวลานาน
กว่า 7 ปีในการทำตัวเลขยอดขายได้ถึงระดับนี้ และทำได้เพียงเท่าที่เห็น

แต่ในอินโดนีเซีย Avanza (และฝาแฝดร่วมโครงการในชื่อ Daihatsu Xenia) ควงแขนกันครองแชมป์
รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ขายดีที่สุดในอินโดนีเซีย แบบไม่ต้องคิดมาก (เมื่อรวมยอดขายสะสมตลอด
อายุตลาด) เพราะรถถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าชาวอินโดนีเซีย ซึ่งมักเดินทางไปไหน
มาไหนกันทั้งครอบครัวอย่างแท้จริง แถมมีราคาถูก ใครๆก็ซื้อหามาขับใช้งานได้

ถ้านึกภาพไม่ออกว่า รถแบบนี้ มันขายในไทยยังขายไม่ค่อยจะออกเลย มันจะขายดีในประเทศอื่นได้อย่างไร?
เอาอย่างนี้ดีกว่า มาดูข้อมูลในโลกความจริงที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนกันเถิด ในเดือนตุลาคม 2011 ที่
ผ่านมา ขณะที่ หลายคน กำลังหนีน้ำท่วม หาที่อยู่ ตุนเสบียงกันจ้าละหวั่นนั้น P.T.Astra Toyota ที่อินโดฯ
เขาฉลองยอดผลิตและจำหน่าย Avanza รุ่นแรกครบ 1 ล้านคัน!!!! (รวมตัวเลขยอดส่งออก 113,000 คัน
ไปยัง Brunei, Bangladesh, Egypt, Lebanon, Mexico, Pakistan, Philippines, South Africa,
Sri Lanka และประเทศไทยของเรา

พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่า นี่มันเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเลยนะ!



คราวนี้ เมื่อถึงเวลาที่้ต้อง พัฒนาเจเนอเรชันใหม่ Toyota ยังคงเลือกที่จะสร้าง Avanza บนโครงสร้างงาน
วิศวกรรม ของรถรุ่นเดิม เพื่อให้ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อันจะช่วยให้ลดต้นทุน
ทั้งในการพัฒนา และการผลิตลง จนสามารถขายในราคาถูกอย่างนี้ต่อไปได้ และนั่นจึงทำให้ เรายังไม่อาจ
เรียก Avanza ว่าเป็นรถยนต์รุ่นใหม่แบบ Full Model Change ได้เต็มปากนัก แม้แต่คนใน Toyota
ยังเรียก Avanza ใหม่ว่าเป็นรุ่น ปรับโฉมขนานใหญ่ Big Minor Change

Avanza เจเนอเรชัน 2 เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในกรุง Jakarta นครหลวงของ Indonesia
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมา และได้รับกระแสเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม จากชาวเมืองอิเหนา



สำหรับตลาดบ้านเรานั้น ในตอนแรก Toyota Motor Thailand เตรียมสั่งเข้ามาเปิดตัวกลางงานแสดง
รถยนต์ Motor Expo ที่ Challenger hall เมืองทองธานี เดือนธันวาคม 2011 แต่เนื่องจากเมืองไทย
เกิดเหตุมหาอุทกภัยในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่อยู่ใน
สภาพพร้อมซื้อรถยนต์ ทำการตลาดไปก้ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น การเปิดตัวจึงถูกเลื่อนออกไป

จนกระทั่ง ล่วงเข้าปีใหม่ ได้ 10 วัน Toyota จึง ส่งแถลงข่าว มาถึงเรา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2012
ว่าได้สั่ง Avanza ใหม่เข้ามาขายแล้วนะ เพียงแต่คราวนี้ ออกจะมาในมาดแปลกหูแปลกตาไปสักหน่อย
เพราะไม่จัดงานเปิดตัว อย่างยิ่งใหญ่ เหมือนสมัยร่นแรกอีกแล้ว มากสุดที่จะมีก็คือ ทำกิจกรรมการตลาด
ในระดับ "พอเป็นพิธี"

ด้วยเหตุที่ Toyota เองก็รู้ดีว่า ข้อเสียของรถรุ่นที่แล้ว มีตั้งแต่เรื่องคุณภาพงานประกอบที่ไม่ได้เรือง ทำให้
Toyota ต้องปรับคุณภาพ รถนำเข้าจากอินโดนีเซียทุกคัน ก่อนส่งมอบรถให้กับดีลเลอร์ รวมทั้งสมรรถนะ
การเกาะถนนขณะแล่นด้วยความเร็วสูงที่ไม่ดีเท่าที่ควร ฯลฯ อีกมากมาย

ในรุ่นใหม่นี้ Toyota เลยพยายามแก้จุดบกพร่องเหล่านั้น ให้ลดลงเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้
Avanza ใหม่ ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าหลักของ Avanza ใหม่ ซึ่งยังคงเป็นลูกค้ากลุ่มดั้งเดิม นั่นคือ
คนหนุ่มสาว ช่วงอายุประมาณ 25-35 ปี เพิ่งเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ใช้เหตุผลในการใช้จ่าย และมองหาความ
คุ้มค่าเป็นหลัก มากยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายยอดขายช่วงเปิดตัว 3 เดือนแรก รวม
500 คัน ให้ได้

มาวันนี้ ตัวเลขดังกล่าว มันเลยเถิดไปไกลกว่านั้นมากแล้วครับ



Avanza ใหม่ มีความยาวทั้งคัน 4,140 มิลลิเมตร กว้าง 1,660 มิลลิเมตร สูง 1,695 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,655 มิลลิเมตร หากเปรียบเทียบกับรถรุ่นเดิมแล้ว จะพบว่า ตัวรถมีความยาวเพิ่มจาก
รุ่นเดิม 20 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 30 มิลลิเมตร แต่ยังคงความสูง และระยะฐานล้อเอาไว้เท่าเดิม

รูปลักษณ์ภายนอก ออกแบบขึ้นใหม่ เน้นให้เส้นสายตัวถังมีลวดลายกราฟฟิกเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อน
เพื่อสร้างความแตกต่าง ในบุคลิกที่โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิม ไม่เว้นแม้แต่บริเวณมือจับประตู ซึ่งก็
เปลี่ยนมาเป็นแบบ Grip Type ยังมีการเล่นลวดลายลงบนตัวถังให้ดูอีกด้วย



ทุกรุ่น ติดตั้งโคมไฟหน้าและชุดไฟท้ายแบบ Multi Reflector และกระจังหน้าสีเดียวกับตัวรถ
ตกแต่งด้วยโครเมี่ยม ชวนให้นึกถึง Toyota Camry Hybrid พิกล ในรุ่น 1.5 S ตันที่นำมา
ทดลองขับ จะติดตั้งเปลือกกันชนหน้า-หลังและ สเกิร์ตข้าง แนวสปอร์ต สีเดียวกับตัวรถ เพิ่ม
ไฟตัดหมอกหน้า  และสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก LED

ล้ออัลลอยติดรถทุกรุ่น มีขนาด 5Jx15 นิ้ว 4 รู สวมเข้ากับยาง Bridgestne B250 ขนาด
185 / 65 R15 ซึ่งเหมาะสมกับสมรรถนะของ Avanza เพราะยางรุ่นนี้ มีไว้แค่ กลิ้ง กล่กๆ ไป 
ตามเรื่องตามราวของมันเท่านั้น ถ้าอยากได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้น และยางชื่นชอบใน Bridgestone
คงต้องหันไปหา Turanza AR10 ซึ่งถ้าจำไม่ผิด จะมีขนาดยางที่เข้ากับ Avanza ได้



ในรุ่น 1.5 S คันที่มาทดลองขับนั้น นอกจากจะใช้กุญแจไขเข้ารถ เหมือนเช่นรถยนต์รุ่นเก่าๆแล้ว
ยังมีรีโมทคอนโทรล สั่ง ปลด หรือล็อกประตูทั้ง 5 บาน (รวมประตูห้องเก็บของ) พร้อมระบบล็อก
การติดเครื่องยนต์ ถ้ารหัสไม่ตรงกัน Immobilizer มาให้อีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้ว ควรจะติดตั้งกุญแจ
แบบฝังรีโมทคอนโทรในตัว มาให้จากโรงงานในอินโดนีเซีย ตั้งแต่แรก ก็สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องมานั่ง
แยกกุญแจ แยกรีโมท ออกจากกัน แล้วมาห้อยรวมกันเป็นพวงแบบนี้



การเข้า-ออกจากประตูคู่หน้า ยังคงก่อปัญหาให้ผมเหมือนรุ่นก่อน เพราะถ้าไม่ก้มหัวลงไปมากกว่าปกติ
หัวของผม จะโขกกับโครงเสาหลังคา ดัง "โป๊ก" เนื่องจาก เสาหลังคามีความลาดเอียง เป็นแนวเส้นสาย
เกือบเป็น One-Motion Form เพื่อให้ตัวรถ ดูมีบุคลิกเป็นรถเก๋ง มากกว่าจะเป็นรถตู้ขนคน

ตั้งแต่รับรถคันนี้มาอยู่ด้วย หัวของผม โดนไปแล้ว 2 โป๊ก! และคาดว่าจะมีอีกสัก 2 โป๊ก! ก่อนคืนรถ
โดนเข้าไปแต่ละทีนี่ เป็นช่วงเล่นทีเผลอทั้งนั้น เลยเจ็บหัวมากหน่อย...

แผงประตูด้านข้าง ตกแต่งด้วย ผ้าสีดำ สากๆ และ แผ่นพลาสติกลวดลาย ประหลาด แต่สวย ซึ่งเป็น
ลวดลายที่ผมชื่นชอบมากๆ เพราะมันดูเท่ และช่วยให้ทั้งแผงประตูด้านข้าง กับแผงหน้าปัดดูดีขึ้น
จากเดิมมาก ส่วนด้านล่างของแผงประตูคู่หน้า จะมีช่องใส่ของอเนกประสงค์ ใส่ได้ทั้งขวดน้ำ หรือ
สมุด หนังสือ แผนที่ มีขนาดใหญ่โตพอสมควร ชวนให้นึกถึง แผงประตูของรถตู้ยุคใหม่ๆ บางรุ่น



เบาะนั่งคู่หน้า ผมว่ามีพนักพิงที่เล็กไปหน่อย สำหรับคนสรีระใหญ่ปานกลางอย่างผม มันรองรับ
แผ่นหลังพอใช้ได้ แต่มันไม่รองรับไหล่ของผมเอาเสียเลย กลายเป็นว่า ไหล่นั้น เป็นพื้นที่เปิดโล่ง
ไปโดยปริยาย และถ้าผมต้องการให้พนักศีรษะ รองรับหัวของผมพอดี ผมต้องยกพนักที่ว่านี้ขึ้น
มาจากเดิม (ติดพนักพิงหลัง) อีกราวๆ 2-3 แกร๊ก จึงจะพอใช้งานได้

ส่วนเบาะรองนั่ง ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป สำหรับคนที่มีช่วงขาพอดีๆอย่างผม ถือว่า รองรับใช้ได้
เพราะมันก็ยาวพอกันกับเบาะนั่งของ Toyota รุ่นใหม่ๆคันอื่นๆ นั่นแหละ แต่ถ้าคนที่มีช่วง
ต้นขายาว อาจจะมองว่า เบารองนั่งสั้นไปหน่อย อยากให่้ลองนั่งแล้วตัดสินใจกันเอาเอง ว่าคุณ
ชอบมันหรือไม่?

ใต้เบาะนั่งฝั่งซ้าย จะเป็นที่หลบซ่อนตัวของทั้งแม่แรงยกรถ และเครื่องมือประจำรถสำหรับ
ถอดเปลี่ยนยางอะไหล่ (ส่วนยางอะไหล่ ติดตั้งไว้ ใต้ท้องรถ แบบรถกระบะ)

อีกปัญหาหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจเลยก็คือว่า ทำไมเบาะคนขับจึงไม่สามารถปรับระดับสูง - ต่ำได้
เสียที เพราะมันคือสาเหตุที่ทำให้หัวของผม โขกกับขอบประตูรถ บ่อยๆ อีกทั้งตำแหน่งนั่งขับ
มันสูงจนชวนให้นึกถึงเบาะหน้าของ Honda FREED จนต้องเตือนตัวเองว่า กำลังขับรถตู้
ไม่ใช่รถเก๋ง

เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร ไม่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ ดังนั้น
มันจึงล็อกตายตัว ให้พอดักับตำแหน่งเบาะคนขับทื่ไม่อาจปรับสูง-ต่ำได้เช่นกัน

พื้นที่เหนือศีรษะนั้น ไม่ใช่ปัญหาของรถรุ่นนี้ มาตั้งแต่รุ่นที่แล้ว มาถึงรุ่นใหม่นี้ ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
ต่อใหคุณจะตัวสูงระดับยีราฟเรียกพี่ หรือเตี้ยม่อต้อ ระดับตอม่อ เรียกอาซิ่ม คุณจงมั่นใจได้เลยว่า
พื้นที่เหนือศีรษะของ Avanza รองรับได้อย่างสบาย โปร่งโล่ง ไม่มีอะไรมาติดขัดใจทั้งสิ้น



การเข้า-ออกจากประตูคู่หลังนั้น กลับเป้นเรื่องสบาย ง่ายดายยิ่งกว่าเบาะคู่หน้า เพราะบานประตู
ยาวกำลังดี เปิดโล่ง และช่วยให้การเข้า ออก ทำได้สะดวกมากๆ เหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในรุ่นก่อน

แผงประตูคู่หลัง ตกแต่งทิศทางเดียวกับบานประตูคู่หน้า พื้นที่วางแขน ยังวางได้สบายและถูกหลัก
สรีระศาสตร์ มีช่องใส่ขวดน้ำขนาดใหญ่ และหนังสือขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ค ใช้งานได้อเนกประสงค์
ไม่แพ้กัน กระนั้น กระจกหน้าต่าง จะเลื่อนลง ไปได้ไม่สุดบานประตู. เหมือนกับรถรุ่นเดิมนั่นละ



เบาะแถว 2 มีพนักพิงที่แบนราบเสียจนแทบไม่เหลือการรองรับซัพพอร์ตแผ่นหลังกับหัวไหล่
เอาเสียเลย แต่มันยังคงนั่งสบายพอใช้ได้ ฟองน้ำนุ่มๆนิ่มๆ หยุ่นๆ ส่วนเบาะรองนั่ง ก็ไม่ได้
แตกต่างไปจากรุ่นก่อนเลย คือ นั่งได้ แม้จะสั้น และอาจต้องนั่งชันขานิดๆ ก็ตาม ยังคงเป็น
ตำแหน่งเบาะนั่งสบายที่สุด ในบรรดา 3 แถวของรถคันนี้

นอกจากนี้ เบาะแถวสองยังสามารถปรับเลื่อนถอยหลัง และเลื่อนขึ้นหน้าได้ในระดับที่เห็นอยู่นี้
พนักพิงสามารถพับลงไปได้อีกจนสุด เหมือนเช่นรูปข้างล่าง ปรับเอนลงไปได้มากพอให้นอน
สบายๆ พนักพิงศีรษะ ก็ต้องยกขึ้นมาใช้งานอยู่ดี ถ้าไม่อยากให้ทิ่มตำต้นคอกัน เข็มขัดนิรภัย
เป็นแบบ ELR 3 จุด 2 ฝั่ง ซ้าย - ขวา ส่วนตรงกลางจะเป็นแบบ NR 2 จุด คาดเอว



การเข้า - ออก เบาะแถว 3 จะใช้วิธี ดันก้านปรับที่ข้างพนักพิง เพื่อพับพนักพิงหลังลงมา ก่อนจะ
ยกชุดเบาะหงายไปข้างหนย้าอย่างที่เห็นในรูป เป็นกลไกการพับเบาะที่ลูกค้าในรถรุ่นก่อน คุ้นเคย
กันมาแล้วอย่างดี นี่คือ รูปแบบมาตรฐานสำหรับการเข้า - ออกจากเบาะแถว 3 ของรถยนต์ที่ถูก
ออกแบบมาในลักษระนี้อยูู่แล้ว การขึ้น - ลง ถือว่า ทำได้สะดวกสมขนาดตัว



เบาะนั่งแถวหลังสุด ยังคงเป็นพื้นที่ ซึ่งพอจะพึ่งพาได้สำหรับคนที่มีความสูงไม่เกิน 170 เซ็นติเมตร
ถ้าคุณนั่งแบบไม่เต็มก้น หัวของคุณจะไม่ชนเพดาน แต่ถ้า คิดจะนั่งเต็มก้น บั้นท้ายชิดพนักพิงเบาะ
(ซึ่งมันก็แบนราบพอกับพนักพิงเบาะแถว 2 นั่นแหละ) หัวผมก็จะชนติดกับเพดานพอดีเป๊ะ

พนักศีรษะ สามารถยกขึ้นมาได้แค่เพียงจังหวะเดียว และถึงแม้จะอยู่สูงแล้ว แต่ขอบล่างสุด ยังคง
ทิ่มต้นคอผมอยู่ดี พอจะวางศีรษะได้ แต่ยังไม่สบายดีเท่าที่ควร

ส่วนพื้นที่วางขา มีเยอะกว่าที่คิด ไม่แตกต่างไปจาก Avanza รุ่นเเดิม เอาขาสอดเข้าไปใต้
ชุดเบาะแถว 2 ก็ได้อีก นั่งชันขาไม่มาก พอไหว พอให้เดินทางได้ในระยะทางไม่ไกลมาก ถ้าหาก
เกินกว่า 100 กิโลเมตร ก็ควรจะหยุดพักกล่างทางกันบ้าง ไม่เช่นนั้น คงต้องใช้รถตัก Caterpillar
งัดออกมาจากรถ

ยืนยันว่า เบาะแถว 3 เป็นสถานที่ ซึ่งเหมาะกับเด็ก และพี่เลี้ยงเป็นหลัก พอจะเดินทางได้ในระยะทาง
ไม่ไกลนัก มีเข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด มาให้ทั้ง 2 ฝั่ง และมีช่องวางแก้ว ขนาดใหญ่ แต่ไม่มี
พื้นที่วางแขนที่ดีพอ มีเพียงแค่ ที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ในรูปแบบ มือจับเหนือกระจกหน้าต่าง มีทั้ง แถว
2 และแถว 3



และเช่นเดียวกันกับเบาะแถว 2 เบาะแถวหลังสุด สามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 50 : 50 เพื่อเพิ่ม
พื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ถือเป็นอีกการปรับปรุงที่เพิ่มเข้ามา จากเดิมที่ต้องพับพนักพิงทั้งชิ้นลงไป
ตอนนี้ แบ่งแยกพับได้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่น่าเสียดาย ที่ชุดเบาะรองนั่ง ยังต้องยกขึ้นพร้อมกันหมดทั้งชิ้น
หากต้องการเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลังให้มากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้ออกแบบมาให้ถอดยก
เบาะแถว 3 ออกจากรถได้ หากไม่พึ่งพาเครื่องมือถอดยกออกมาทั้งชิ้น ซึ่งก็ยากจะติดตั้งกลับเข้าไป
ใหม่อีกต่างหาก เห็นพรมปูพื้นถอดออกได้ ที่เซาะร่องเอาไว้ สำหรับสลักยึดเบาะกับพื้นรถแล้ว เซ็งมาก



ประตูบานหลังสุด เปิดยกขึ่้นจนสุดด้วยช็อกอัพค้ำยัน 2 ชิ้น ไม่มีมือจับสำหรับดึงฝาปิดลงมา บริเวณ
กระจกบังลมด้านหลัง มีทั้งใบปัดน้ำฝน จังหวะเดียว พร้อมที่ฉีดน้ำล้างกระจก จากด้านบนสุดเหนือ
กระจกบังลมลงมา และมีไล่ฝ้าไฟฟ้า มาให้

หากบรรทุกผู้โดยสาร 7 คนเต็มพิกัด ยังพอจะเหลือพื้นที่วางกระเป๋าเดินทางแบบ กระเป๋านักกีฬา
เทนนิส ได้อีก ราวๆ 2-3 ใบ ซ้อนกัน ดังนั้น สูตรสำเร็จในการเดินทางไกล ที่เหมาะกับ Avanza
นั่นคือ เดินทางกันไปไม่ควรเกิน ผู้ใหญ่ 4 หรือ 5 คน กับ เด็ก 1 หรือ 2 คน แล้วพับพนักพิงเบาะ
แถวหลังสุด ลงมาสักฝั่งหนึ่ง ไว้เป็นพื้นที่วางกระเป๋าสัมภาระล้วนๆ



การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ งานออกแบบแผงพาสติกภายในทั้งหมด โดยเฉพาะ แผงหน้าปัด ซึ่งมี
ความร่วมสมัยมากขึ้น และใช้พลาสติกที่ดูดีขึ้น เพียงแต่ อย่าได้ไปเคาะแผงควบคุมกลางเลยละ
เพราะเสียงมันยังคงให้สัมผัสได้ว่า เป็นพลาสติกแบบบาง ใกล้เคียงกับ ที่ใช้ทำกล่องใส่แผ่น CD

มองขึ้นไปบนเพดานหลังคา มีการเปลี่ยนวัสดุบุเพดานใหม่หมด จากเดิมที่ใช้ไวนีล ขึงพืดจนโดนผม
ด่าไว้ว่า มันช่างเหมือนกับ Corolla KE-30 ปี 1974 ไม่มีผิด

มาคราวนี้ Toyota  ถอดมันทิ้งซะ แล้วออกแบบเพดานหลังคา ขึ้นรูปด้วยวัสดุ Recycle ซึ่งดูดี
ร่วมสมัย ติดตั้งเข้าไปให้ทดแทน แต่แผงบังแดด ยังคงใช้หนังสังเคราะห์หยาบๆ หุ้มฟองน้ำบางๆ
ตามเคย การใช้งานต้องระวังมือจะไปกดจนมันบุ๋มเสียรูป มีกระจกแต่งหน้ามาให้เฉพาะฝั่งผู้โดยสาร
ด้านญซ้าย และไม่มีฝาปิดกระจกมาให้ ส่วนไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร มี 2 ตำแหน่ง ซึ่งสว่างแค่
พอประมาณเท่านั้น คือ บริเวณ เหนือกระจกมองหลัง และกลางเพดานหลังคา เหนือศีรษะผู้โดยสาร
แถว 2



พวงมาลัยเป็นแบบยูริเทน 3 ก้าน ออกแบบใหม่ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมการตกแต่ง
ภายในห้องโดยสาร ในรุ่น 1.5 S คันนี้ พิเศษกว่ารุ่นอื่น ตรงที่ มีสวิชต์ควบคุมชุดเครื่องเสียง และ
พลาสติก Trim สีเงิน เมทัลลิก ติดตั้งมาให้จากโรงงาน ที่บริเวณก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย ปรับระดับ
สูง - ต่ำ ได้ไม่มาก แต่แกนพวงมาลัยนั้น ยุบตัวได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ก้านสวิชต์ชุดไฟหน้า ไฟสูง ไฟเลี้ยว และไฟตัดหมอก อยู่ฝั่งขวา ก้านสวิชต์ใบปัดน้ำฝนอยู่ฝั่งซ้ายของ
คอพวงมาลัย สวิชต์ เปิด-ปิด ใบปัดน้ำฝนหลัง เป็นแบบหมุน อยู่ที่ก้านสวิชต์ฝั่งซ้ายนั่นแหละ

แป้นคันเหล็กเป็นแบบเหล็ก ติดตั้งไว้ในตำแหน่ง่ที่ผมอยากให้เลื้่อนไปทางขวาอีกนิด ส่วนแป้นเบรก
ติดตั้งตรงกลางพอดี เมื่อยบ้างเหมือนกัน ถ้าจะต้องสลับจากแป้นเบรกกับคันเร่ง บ่อยๆ ขณะรถติด

ตำแหน่งนั่งขับอยู่สูง และทำให้พวงมาลัยอยู่ในมุมเงยแบบแปลกๆ ที่คนขับรถเก๋งทั่วไปจะไม่คุ้นนัก
อย่างไรก็ตาม การออกแบบให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาตร์ คือสิ่งที่ Toyota และ Daihatsu
พยายามกันอย่างเต็มที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การออกแบบให้ แผงควบคุมกลาง ใกล้ผู้ขับขี่มากขึ้น
และสามารถเอื้อมไปกดสวิชต์ต่างๆได้ ขณะขับชี่ ใกล้เพียง 1 คืบเท่านั้น สะดวกต่อการใช้งาน



มาตรวัดความเร็ว และมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด พื้นสีดำ เล่นกราฟฟิกสีแดง
แต่แสงสว่างยามค่ำคืน กลับเป็นสีเหลืองอำพัน ชวนงงงัน ว่าคิดไดอย่างไร เพิ่มจอแสดงผลข้อมูลการ
ขับขี่ (Multi Information Display) แสดงข้อมูล ทั้ง ระยะทางรวมที่ยังแล่นได้อีก จากน้ำมันที่
เหลือในถัง อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย และความเร็วเฉลี่ย อ่านง่าย ลดเวลาในการละสายตา
จากถนน มาอ่านข้อมูลได้นิดนึง

สิ่งที่คงต้องตำหนิก็คือ อุตส่าห์มีไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย กับไฟเตือนปิดประตูไม่สนิทมาให้ แต่
ดันไม่ทำสัญญาณร้องเตือนลืมปิดไฟหน้า สิ่งที่เกิดขึ้น็คือ ผมไปกินข้าวกับ The Coup Team
นานกว่า 2 ชั่วโมง โดยที่ลืมปิดไฟหน้า กลับมา รถสตาร์ตไม่ติด และต้องพ่วงแบ็ตเตอรีกันเลยทีเดียว
จึงจะติดเครื่องยนต์กันได้อีกครั้ง ถือว่าแย่นะครับ เรื่องพื้นฐานแบบนี้ ไม่ควรละเลยนะ



แผงควบคุมกลาง ยังคงวางตำแหน่ง ช่องแอร์ วิทยุ  และสวิชต์เครื่องปรับอากาศ ไว้เหมือนรุ่นก่อน
ไม่มีผิดเพี้ยน ยกเว้นสวิชต์ไฟฉุกเฉิน  ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และติดตั้งในตำแหน่งที่สะดวกต่อการหา
เพื่อใช้งานในยามฉุกเฉินจริงๆมากขึ้น

ชุดเครื่องเสียง เป็นวิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น CD/ MP3/WMA 1 แผ่น และมี
ช่องเสียบ AUX กับ USB มาให้ที่ช่องวางของ ใกล้คันเกียร์ พร้อมลำโพง 4 ชิ้น คุณภาพเสียง
พอไปวัดไปวาได้ไม่เลวร้าย เสียงเบสบวมแน่นอน ถ้าแผ่น CD ถูก ปรับแต่ง Mix มาให้มี
เสียงเบสหนากว่าปกติ เสียงใส ถือว่ากำลังดี เสาอากาศยังเป็นเสา เก็บได้ แปะไว้เหนือเสาหน้าฝั่งขวา

สวิชต์เครื่องปรับอากาศ มีมให้เท่าที่จำเป็น เหมือนเช่นรุ่นก่อน คือ มีแค่ สวิชต์พัดลมฝั่งซ้าย และ
สวิชต์ปรับคอมเพรสเซอร์ แบบมือบิด และสวิต์ ปรับเปิด-ปิดช่องรับอากาศจากภายนอกรถ ซึ่ง
เป็นแบบมือหมุนขนาดใหญ่ ซ้อนกับมือบิดตรงกลางอีกที

ขนาดของสวิชต์ ชวนให้นึกถึง ฝากระบอกน้ำในตู้เย็น หรือสวิชต์เครื่องซักผ้ารุ่นโบราณๆ ขนาดใหญ่
แต่แน่นอนว่า มี Toyota รุ่นไหนบ้าง ที่แอร์ไม่เย็น ถ้ามันไม่เสีย? Avanza ก็เช่นกัน แอร์เย็นฉ่ำ
สะใจมาก จนกล้องถ่านรูปของผมนี่ ฝ้าขึ้นแล้วขึ้นอีก ขนาดปรับแค่พัดลมเบอร์ 1 กับคอมเพรสเซอร์
แอร์ มาทางฝั่งซ้ายสุดแล้วนะ ก็ยังอุตส่าห์จะเย็นยะเยือกอีก

ถัดลงไป เป็น ช่องเขี่ยบุหรี่ พร้อมฝาปิด และไฟส่องสว่างสีเหลืองอำพัน เหมือนไฟแผงมาตรวัด
ฝาปิด ดึงออกยากมาก เกือบทำเอามือผมไปกระแทกกับคันเกียร์อยู่ 2-3 หน จะพับเก็บ ก็ต้อง
ออกแรง และต้องระมัดระวัง กลัวจะหนีบมือเลือดกระฉูดเอาได้ดื้อๆ

กล่องเก็บของ บนแผงหน้าปัด บริเวณผู้โดยสารฝั่งซ้าย (Glove compartment)
มีขนาดพอดีๆ สำหรับใส่คู่มือการใช้รถ และเอกสารประจำรถต่างๆ แต่ยังมีขนาดไม่ใหญ่พอให้
ใส่สารพัดข้าวของจุกจิกลงไปโดยไม่จำเป็น



ด้านข้างลำตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า แทนที่จะทำกล่องคอนโซลมาให้ กลับมีเบรกมือแบบ
ม่าตรฐาน พร้อม ถาดอเนกประสงค์แบบเปิดโล่ง ในตัว จะวาง CD ในแนวตั้งก็ย่อมได้ น่าจะมี
ที่วางแขน แบบพับเก็บได้ ติดตั้งข้างเบาะคนขับ มาให้ เหมือนอย่างใน Honda Jazz น่าจะ
ช่วยให้ผู้ขับขี่ สบายขึ้นได้มากกว่านี้

มองขึ้นไปบนเพดาน มีเครื่องปรับอากาศแยกชุด สำหรับผู้โดยสารแถวกลางและหลังมาให้เช่นกัน
คอนเฟิร์มเลยว่า เย็นฉ่ำสะใจมากๆ เย็นจนหนาวสั่นกันไปข้างหนึ่ง แค่เพียงเปิดพัดลมเบอร์ 1
ก็หนาวจนต้องถามว่า นี่ตูนั่งอยู่ใน Avanza หรือ Alaska กันแน่? ยกชุดมาจากรุ่นเดิมนั่นละ



สำหรับใครที่ยังคุ้นชินกับการขับรถแบบที่ต้องเห็นฝากระโปรงหน้าสักนิดแล้วจะสบายใจละก็ ข่าวดีก็คือ
ทัศนวิสัยด้านหน้า มองเห็นพื้นที่ด้านหน้ารถได้อย่างดี และยังพอมองเห็นฝากระโปรงหน้าเป็นบางส่วน
แต่ต้องทำใจกับระดับของชุดมาตรวัด ซึ่งต่ำไปหน่อย ทำใจเพราะตำแหน่งของพวงมาลัย ก็มีมุมองศา ที่
เงยในแบบรถตู้ ดังนั้น ตำแหน่งพวงมาลัย และชุดมาตรวัด จึงจำเป็นต้องติดตั้งในระดับที่เห็นอยู่นี้



มองไปทางขวามือ เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ไม่ก่อให้เกิดจุดบอดในการมองเห็นมากนัก
ยังพอจะเห็นรถคันที่แล่นสวนมา จากทางโค้งขวา บนถนนแบบสวนกัน 2 เลนได้อยู่



มองไปทางซ้าย เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ก็ไม่มีการบดบังในขณะเลี้ยวกลับรถ ตำแหน่งของ
กระจกมองข้งทั้ง 2 ฝั่ง ติดตั้งไว้ เหมาะสมดีแล้ว และไม่มีการบดบังอะไรมากนัก



ส่วนทัศนวิสัยด้านหลัง ค่อนข้างกว้าง และเปิดโล่งกว่ารถรุ่นเดิมนิดนึง การกะระยะขณะถอยหลัง ไม่ใชี่
เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมุมมองกระจกหน้าต่างรอบคัน ช่วยให้ถอยรถเข้าซองได้ง่ายๆ แถมยังมีการ
ติดตั้ง เซ็นเซอร์กะระยะถอยหลังมาให้ ในรุ่น 1.5 S อีกด้วย ทีนี้คุณผู้หญิง ก็ไม่ต้องกลัวเวลาถอยจอด
กันอีกต่อไป



********** รายละอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

แม้ในตลาดส่งออก และ อินโดนีเซียเอง Avanza จะมีเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร กับ 1.3 ลิตรให้เลือกด้วย
แต่หลังจากที่ยอดขายรุ่นแรก ในบ้านเรา ย่ำแย่ เข็นกันแทบกระอักเลือด Toyota เลยเปลี่ยนมาใช้
เครื่องยนต์ 3SZ-FE 1.5 ลิตร ที่มีขนาดใหญ่โตขึ้น และช่วยเรียกลูกค้า เดินเข้าโชว์รูม Toyota
มาดูรถคันนี้มากขึ้นพอสมควร

นั่นจึงทำให้ ขุมพลังของ Avanza ใหม่ เวอร์ชันไทย จึงมีให้เลือกเพียงแบบเดียว ต่อเนื่องจากรุ่นก่อน
นั่นคือ ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดิม รหัส 3SZ-FE บล็อก 4 ส บ DOHC 16 วาล์ว 1,495 ซีซี ความสูง
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 72.0 x 91.8 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0 : 1 หัวฉีดอีเล็กโทรนิกส์ 
EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์วที่หัวแคชาฟท์ ฝั่งไอดี VVT-i  

ตัวเลขพละกำลังสูงสุด ลดลงนิดหน่อยเหลือ 101 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดก็
ลดลงเหลือ 133 นิวตันเมตร  หรือ 13.5 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที เพราะ ต้องเซ็ตและปรับจูน 
เครื่องยนต์ให้ผ่านมาตรฐานมลพิษ Euro-IV ที่จะเริ่มบังคับใช้ในบ้านเรา ปีนี้เป็นปีแรก



ส่งกำลังขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ECT พร้อมระบบอิเล็กโทรนิกส์ ให้ความนุ่มนวล
ระหว่างเปลี่ยนเกียร์ (ในรุ่น 1.5S A/T และ 1.5G A/T) และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (ในรุ่น 1.5E M/T)
โดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไส้ในทั้งหมดข้างในแต่อย่างใด อัตราทดเกียร์ ก็ยังเหมือนรุ่น Minorchange 
ที่เพิ่งตกรุ่นไป ดังนี้
               
                    อัตโนมัติ            ธรรมดา
เกียร์ 1              2.731            3.769
เกียร์ 2              1.526            2.045
เกียร์ 3              1.000            1.376
เกียร์ 4              0.696            1.000
เกียร์ 5                 -                0.838
เกียร์ถอยหลัง       2.290            4.128
เฟืองท้าย            5.125            4.625

เรายังคงจับเวลา หาตัวเลขอัตราเร่งกันในตอนกลางคืน เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า และนั่ง 2 คน โดยมีผม 
และคุณกล้วย BnN จาก The Coup Channel ของเรา มาช่วยจับเวลาให้ตามเคย ผลการทดลอง
เมื่อเปรียบเทียบกับรถรุ่นก่อน มีดังนี้

0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง

                    MY2012          MY2006        

ครั้งที่ 1             13.34            15.67    วินาที
ครั้งที่ 2             13.26            15.35    วินาที
ครั้งที่ 3             13.26            15.55    วินาที
ครั้งที่ 4             13.50            15.53    วินาที

เฉลี่ย                13.34            15.52    วินาที

80-120 กิโลเมตร / ชั่วโมง

                    MY2012          MY2006        

ครั้งที่ 1             10.91            13.44    วินาที
ครั้งที่ 2             10.99            13.35    วินาที
ครั้งที่ 3             10.99            13.25    วินาที
ครั้งที่ 4             10.84            13.06    วินาที

เฉลี่ย                10.93            13.27    วินาที

ความเร็วที่เกียร์ 4 อันเป็นเกียร์สูงสุด (กิโลเมตร/ชั่วโมง @ รอบ/นาที)

                                        MY2012                MY2006        

  80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่       2,500 รอบ/นาที       2,500 รอบ/นาที
100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่       2,900 รอบ/นาที       3,100 รอบ/นาที
110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่       3,200 รอบ/นาที       3,400 รอบ/นาที

ความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์ (กิโลเมตร/ชั่วโมง @ รอบ/นาที)
(รุ่นเดิม MY2006 มีโอกาสวัดมาได้แค่เกียร์ 1 และ 2)

                           MY2012              MY2006   

เกียร์ 1                50 @ 6,300         50 @ 6,500
เกียร์ 2                92 @ 6,300         90 @ 6,500
เกียร์ 3              142 @ 6,300
เกียร์ 4              161 @ 4,800

ความเร็วสูงสุด  161 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ 6,000 รอบ/นาที ที่เกียร์ 4

ตัวเลขที่ออกมา อาจเป็นเหมือน เรื่องประหลาด ในสายตาของคุณผู้อ่าน...
แตสำหรับผม มันไม่ใช่เรื่องแปลกครับ

สงสัยใช่ไหมละ ว่าทำไม เครื่องยนต์ ก็เหมือนกัน เกียร์ลูกเดียวกัน อัตราทดเหมือนกัน แต่ทำไมตัวเลข
อัตราเร่งที่ทดลองได้ มันต่างกัน?

สาเหตุที่ผมพอจะบอกได้ก็คือ สภาพการทดลองเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เราใช้น้ำมันเบนซิน 95 ของ Esso ใน
การทดลองครังนั้น แต่เราไม่รู้ว่า ในในถังของรถคันสีเขียวที่เรายืมมาทอดลองนั้น เป็นน้ำมันอะไรกันแน่?
และเป็นการทดลองที่ต้องทำต่อเนื่องจากทริปทดลองขับของสื่อมวลชน เวลาทุกอย่าง กระชั้นชิด ทำให้ได้
ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็น และกลายเป็นว่า มันแย่กว่าความจริงที่คาดว่าน่าจะเป็น

ประการต่อมา การทดลองในรถรุ่นเดิม เมื่อ 6 ปีก่อน ครั้งนั้น ทำในช่วงบ่ายโมงกว่าๆ ซึ่งอุณหภูมิร้อนมาก
และรถเอง ก็ติดเครื่องยนต์ แล่นมาตั้งแต่ช่วงเช้า ไม่ได้พักเลย ผิดกับการทดลองในรถรุ่นใหม่ ซึ่งเราใช้เวลา
กลางคืนในการทดลอง ตัวแปรต่างๆ เป็นไปตามมาตรฐานการทดลองที่เราทำกันมาตลอดอย่างแท้จริง อีกทั้ง
น้ำมันในถัง เป็นเบนซิน 95 Techron ของ Caltex ล้วนๆ เพราะทาง Toyota ทำตามความประสงค์ของผม
ว่า ไม่ต้องเติมน้ำมันมาให้ทางพี่เอก PR ของ Toyota เลยส่งรถมาให้ โดยมีน้ำมันอยู่ 3 ขีด และผมเองก็
ใช้งานไปจนเหลือแค่ ขีดล่างขีดเดียว ก่อนจะเริ่มเติมน้ำมัน ดังนั้น ปริมาณของน้ำมันในถัง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน
อะไรก็ตาม นั่นจะไทม่มีผลกระทบต่อตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้ แต่อย่างใด ดังนั้น ตัวเลขที่ได้ จึงสะท้อน
ภาพที่แท้จริงของสมรรถนะที่ควรเป็นออกมาให้เราได้เห็น

อัตราเร่งจาก 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของ Avanza ใหม่ อยู่ที่ 13.2 -13.3 วินาทีนั้น ถือว่า "อืด"
ถ้าเทียบกับรถยนต์ทั่วไปในพิกัดเดียวกัน แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงออกตัว จาก 0 - 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น
เครื่องยนต์พยายามทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดแล้ว คือเร่งเค้นจนเสียงดังสนั่น ลอดเข้ามาในห้องโดยสาร
และการทะยานออกรถนั้น พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วตามสมควร การได้อัตราทดเฟืองท้ายที่ค่อนข้างจัด
ถึงระดับ 5.125 : 1 มาช่วยนั้น ก็เพื่อให้ตัวรถยังมีกำลังในช่วงออกตัว แต่ก็ต้องแลกกับความประหยัดน้ำมัน
ที่จำเป็นต้องหดหายไปด้วย



ส่วนตัวเลขอัตราเร่งแซง 80-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ทำได้ 10.9 วินาที ก็ต้องถือว่า แม้จะอืดอาด แต่ก็
ไม่เลวพอจะยอมรับได้ เพราะตัวเลขก็ไล่เลี่ยพอกันกับ ECO Car 1.2 ลิตร บางคัน ที่มีน้ำหนักตัวเบากว่า
อีกทั้งขึ้นอยู่กับว่า ในจังหวะนั้น สมองกลของเกียร์ เลือกจะตัดเปลี่ยนเกียร์อะไรให้คุณ ระหว่างเกียร์ 2 หรือ 3

ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น ไม่ต้องสืบครับ เหยีบบจมมิด เค้นให้ตาย เข็มวัดความเร็ว ก็ขึ้นมาได้เพียงแค่นี้ คือ
161 กิโลเมตร/ชั่วโมง  ไม่ขึ้นไปมากกว่านีแล้ว ไม่แนะนำให้ไปลองทำนะครับ อันตรายมาก ไม่ควรเสี่ยง
ชีวิตมาทำแบบผม เด็ดขาด ผิดกฎหมาย อีกด้วย

ในการใช้งานจริง อัตราเร่งที่มีมาให้นั้น ไม่เพียงพอเท่าไหร่ ผมต้องเหยียบคันเร่งจมมิด เพื่อจะเร่งแซงใน
ภาวะปัจจุบันทันด่วน อยู่เสมอ โชคดีที่ คันเร่งตอบสนองไว ในช่วงออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง จนถึงช่วงความเร็ว
ปานกลาง ทำให้ แม้จะอืดอาด เมื่อดูนาฬิกาจับเวลา แต่ความรู้สึกขณะขับขี่ บอกว่า ยังพอทน พอรับได้

แต่การออกตัวนั้น คันเร่งที่ตอบสนองไว บางครั้งก็ทำให้ผมหน่ายได้เหมือนกัน เพราะบางครั้ง แค่ต้องการ
แตะให้รถค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปเบาๆ แต่เอาเข้าจริง Avanza กลับออกอาการพร้อมพุ่งไปข้างหน้า
อยู่ตลอเวลา ทั้งที่ตัวของมันเองก็รู้อยู่่ว่า ตนก็ไม่ได้แรงพอจะซัดกับใครเขาได้นัก

อีกประเด็นที่อยากจะบันทึกเอาไว้ก็คือ การทำงานของเกียร์นั้น น่ารำคาญ พอกับเกียร์อัตโนมัติของเจ้า
Ford Fiesta ตอนที่ยังไม่ได้ Update Firmware ของสมองกลเกียร์ กันเลยทีเดียว คือต้องลากรอบ
ไปจนถึง 2,000 รอบ/นาที ก่อนที่เกียร์จะยอมเปลี่ยนขึ้นเป็นเกียร์ 2 ให้ และนี่จะเป็นอีกเหตุผล ที่ทำให้
กินน้ำมัน ขณะขับขี่ในเมืองโดยไม่จำเป็น เพร่าะถ้าคุณต้องการขับในเมืองให้ประหยัด ต้องใช้ความเร็ว
30 กิโลเมตร/ ชั่วโมง คือ ต้องขึ้นเกียร์ 2 ไปแล้ว รอบเครื่องยนต์ จึงจะลงมาเหลือ 1,200 รอบ/นาที
กลายเป็นว่า ถ้าต้องการประหยัดน้ำมันในเมือง ขณะคลานๆ ไปตามสภาพการจราจร คุณต้องใช้ความเร็วแถวๆ
30 กิโลเมตร/ชัวโมง ต่อเนื่อง เลยนะนั่น! ใครมันจะไปทำได้ในสภาพรถติดกลางกรุง ตอน 5 โมงเย็นกันละ?

เอาน่า อย่างน้อย อัตราเร่ง ก็ไม่ได้อืดอาดอย่าง ECO Car 1.2 ลิตร บางรุ่น ก็แล้วกัน แค่ว่าไม่ได้ดังใจ
แต่ก็ไม่ถึงกับน่ารำคาญ ถ้าไม่ใช่คนที่เท้าขวาหนักตลอดเวลา คุณก็ใช้ชีวิตกับรถคันนี้ได้อยู่แล้ว

กระนั้น เรื่องที่ผมว่า น่าอัศจรรย์ก็คือ ในวันที่เรา ถ่ายทำคลิปวีดีโอ Check Check Out กันนั้น เราแบก
ผู้โดยสารไปด้วยกันมากถึง 7 คน แต่น้ำหนักที่แบกนั้น ปาเข้าไปถึง 681 กิโลกรัม! หุ่นระดับน้องๆหมีควาย
ทั้งนั้น และ Avanza ก็ยังแบกน้ำหนักบรรทุกดังกล่าว ทะยานขึ้นไปอย่างช้าๆ ถึงความเร็ว 140 กิโลเมตร/
ชั่วโมง ได้อย่างสบายๆ ไม่มีติดขัด!! ถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดเลยทีเดียว เครื่องยนต์มีเรี่ยวแรงพอจะทำเช่นนี้ได้

การเก็บเสียงลมนั้น ทำได้ดีจนถึงความเร็ว 80 - 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง หลังจากนั้น เสียงลม เสียงเครื่อง
และสารพัดสรรพเสียง จากยางบดกับพื้นถนน ฯลฯ จะเริ่มดังเข้ามาเรื่อยๆ ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น ยิ่งไปอยู่
ในช่วง 140 - 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสียงก็จะยิ่งดังกระหึ่มเอาเรืองเลยทีเดียว เป็นเรื่องปกติของรถยนต์
ประเภทนี้



ระบบบังคับเลี้ยวมีการเปลี่ยนแปลง แม้จะอยู่บนพื้นฐานของ พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน ฟันเฟืองตัวหนอน
อยู่เช่นเดิม แต่มีการเปลี่ยนระบบผ่อนแรงเพาเวอร์ จากไฮโดรลิกล้วน มาเป็นแบบ ไฮโดรลิก ควบคุมด้วย
ไฟฟ้า EPS (Electronics Power Steering) ดังนั้น การบังคับเลี้ยว ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยจะ
หนืดขึ้น มีน้ำหนักดี มั่นใจได้ ในแบบที่ผมชอบ แต่สุภาพสตรีหลายๆคน คงต้องออกแรงเพิ่มขึ้นมาก เพราะ
ความหนืดของพวงมาลัยนั้น มันใกล้เคียงกับพวงมาลัยของ Chevrolet Optra ที่เคยได้ชื่อว่า หนืดและ
หนืดสุดในตลาด ดังนั้น การจอดรถ หรือเลี้ยวไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ จะเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น สำหรับ
ผู้ชายที่ชอบขับรถ แต่จะเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ได้เข้าฟิตเนสเป็นประจำ

แต่ในช่วงความเร็วสูง แม้ว่าพวงมาลัยจะมีความนิ่ง ใช้ได้ แถมน้ำหนักกำลังดี ระยะฟรี ก็เหมาะสม ทว่า
หากเจอกระแสลมมปะทะด้านข้าง ตัวรถก็จะยังมีอาการวูบวาบให้เห็นอยู่ดี ปัญหานี้ ยังไม่อาจดีขึ้นได้
เพราะ Avanza ใหม่ ยังคงสร้างขึ้นจากโครงสร้างวิศวกรรมของรถรุ่นเดิม ในแนวทาง ที่เรียกว่า
Re-Engineering ใหม่ทั้งคัน ดังนั้น แม้จะขยายความกว้างช่วงล่อหน้าเพิ่มขึ้นนิดนึง แต่ในเมื่อ
ความกว้างตัวถังยังคงอยู่ที่ 1,660 มิลลิเมตร เท่าเดิม กอปรกับ พืนที่ด้านหน้ารถค่อนข้างสั้น เพราะ
ล้อคู่หน้าถูกดันเข้ามาให้อยู่ใกล้กับมุมตัวรถค่อนข้างมาก ทำให้ Down Force ค่อนข้างน้อย และ
ส่งผลต่อการทรงตัวของรถ ขณะแล่นด้วยความเร็วเกินกว่า 110 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไปชัดเจน
และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวรถมีอาการวูบวาบไปมาบ้างเล้กน้อย ถ้าลมปะทะไม่เยอะ แต่ถ้าคุณจะขับรถคันนี้
บนทางยกระดับบูรพาวิถี ในช่วงกลางวัน บ่าย ขอแนะนำว่า ไม่ควรใช้ความเร็วเกิน  100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
จะปลอดภัยที่สุด และไม่ควรแล่นบนทางยกระดับบูรพาวิถี ในวันที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกรรโชกแรง



ระบบกันสะเทือน ด้านหน้า เป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็น
แบบ โฟร์ลิงค์คอยล์สปริง พร้อมคานควบคุมการบิดตัวแนวขวาง พยายามช่วยเหลือให้ Avanza
ทรงตัวได้ดีสุดความสามารถของมันแล้ว แต่ด้วยการออกแบบให้เน้นความนุ่มสบายขณะเดินทางไกล
ทว่า มีระยะยุบตัวช่วง Short Storke ส้ั้น ขณะขับขี่ผ่าน หลุมบ่อ เนินลูกระยาด หรือแม้แต่รอยต่อถนน
บนทางด่วน ค่อนข้างน้อยมาก ทำให้สัมผัสได้ถึงอาการกระเด้ง อย่างชัดเจน แข็งในความเร็วต่ำ แต่
นุ่มในความเร็วสูง แม้จะมีแก้มยางติดรถ Bridgestone B250 รับหน้าที่ ซับแรงสะเทือนให้แล้ว
ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังแข็งกระเด้งไปอยู่ดี ยิ่งถ้าเจอถนนเป็นลอนคลื่น รถจะยวบยาบตามพื้นถนนชัดเจน

อย่างว่าครับ รถยนต์ประเภท People Mover จะเซ็ตช่วงล่างให้แข็งมาก มันก็ไม่ได้ เพราะลูกค้า
คงจะบ่นกันหูตูบ หนักหนากว่านี้ การเซ็ต่วงล่าง เลยจำใจต้องปล่อยออกมาให้เป็นแบบนี้กัน กระนั้น
ถือว่า หากเทียบกับ Avanza ตัวเก่า ผมสัมผัสได้ว่า มันดีขึ้นกว่าเดิมนะ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
เพียงแต่ มันยังดีไม่พอให้ผมมีความสุขที่จะใช้ความเร็วบนทางด่วนเกินกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ระบบห้ามล้อ ยังคงเป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม เหมือนเดิม แต่เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ทั้ง S และ G
ที่จะติดตั้งระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรง
เบรกตามน้ำหนักบรรทุก EBD (Electronic Brake Force Distributor) มาให้จากโรงงาน
อันที่จริงแล้ว น่าจะติดตั้งมาให้กับรุ่นถูกสุด เกียร์ธรรมดาด้วยได้แล้ว ส่วนจานเบรกคู่หน้า และ
ดุมเบรกล้อหลัง ก็มีขนาดกระทัดรัดจริงๆ เมื่อมองด้วยสายตาเปล่าๆ

การตอบสนองของแป้นเบรก Linear ต่อเนื่องดีขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่ คุณอาจต้องเหยียบเบรก
ลงไปถึงเกือบครึ่งหนึ่งของระยะแป้นเบรก เพื่อจะสัมผัสถึงการทำงานในระดับที่ทำให้รถ เริ่มหน่วง
ความเร็วลงมาอย่างชัดเจน น้ำหนักของแป้นเบรก ทำได้ดีขึ้น การชะลอรถให้หยุดในขณะคลานไป
ตามสภาพการจราจร นุ่มนวลดี แต่ถ้าจะหน่วงความเร็วลงมา จากระดับ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไป
อาจต้องใช้ความระมัดระวัง และไม่ควรเหยียบเบรกกระทันหัน เพราะอาจเสียการทรงตัวได้ แต่ควร
ค่อยๆพิ่มน้ำหนักการเหยียบเบรกลงไป จะเหมาะม และปลอดภัยกว่า



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

Toyota เคลมว่า หลังจากปรับปรุงเครื่องยนต์ 3SZ-FE ใหม่แล้ว อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจะดีขึ้น
(ว่าง่ายๆคือ ประหยัดขึ้น) กว่า Avanza รุ่นเดิมน้ำมันเชื้อเพลิง เติมได้ทั้งน้ำมัน เบนซิน 95 เบนซิน 91
แก็สโซฮอลล์ ทั้ง 95 กับ 91 และ รองรับถึงแก็สโซฮอลล์ได้ถึงระดับ E20

แต่มันจะเป็นจริงหรือไม่ ได้เวลาที่เราจะมาพิสูจน์กันละครับ



เรายังคงทำการทดลองกัน ตามมาตรฐานดั้งเดิม คือ นำรถไปเติมน้ำมันเบนซิน Techron 95 ที่สถานีบริการ
น้ำมัน Caltex ถนนพหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ เหมือนเช่นทุกคันที่เรานำมาทำบทความรีวิว



แต่ในคราวนี้ ในเมื่อ Avanza เป็นรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เบนซิน ต่ำกว่า 2,000 ซีซี ราคาอยู่ในระดับ
ที่ประชาชน ซื้อหามาขับได้ และตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มักเป็นคำถามแรกๆ ที่เราได้ยินเมื่อพูดถึงรถยนต์
ในลุ่มนี้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องมานั่งขย่ม และเขย่ารถกันอีกแล้ว อัดกรอกน้ำมันลงไป เพื่อให้น้ำมันไหลเข้าไป
แทนที่อากาศในถังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำเช่นนี้ ทั้งขาไป และขากลับ

สักขีพยาน ยังคงเป็น น้อง โจ๊ก V10ThLnD หนึ่งในผู้ช่วยของผม จาก The Coup team ของเราตามเคย



เมื่อเติมน้ำมันเสร็จแล้ว เราก็คาดเข็มขัดนิรภัย ติดเครื่องยนต์ ออกรถ มุ่งหน้าไปเลี้ยวกลับ หน้าปากซอย
อารีสัมพันธ์ เลี้ยวซ้ายเข้าซอยอารีย์ ลัดเลาะไปออกปากซอยโรงเรียนเรวดี เลี้ยวขวาขึ้นทางด่วน สาย
อุตราภิมุข หรือเส้น เชียงรากไปจนถึงปลายสุดด่านบางปะอิน แล้วเลี้ยวกลับ ย้อนมาขึ้นทางด่วนเส้นเดิม

ตลอดเส้นทาง ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และนั่ง 2 คน ตามมาตรฐานเดิม เป๊ะ!



พอลงทางด่วน ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราเลี้ยวซ้าย กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน อีกครั้ง เลี้ยวกลับที่หน้า
โชว์รูมเบนซ์ ราชครู แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปเติมน้ำมัน เบนซิน 95 Techron ที่สถานีบริการน้ำมัน Caltex
ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม เหมือนเช่นเคย



และเราก็ยังต้องเขย่า ขย่ม รถ เพื่ออัดกรอกน้ำมันให้ไหลลงไปจนแน่นได้ขนาดนี้



เอาละ มาดูตัวเลขผลลัพธ์กันดีกว่าครับ
ระยะทางที่แล่นไปทั้้งหมด บนมาตรวัด Trip Meter A อยูที่ 93.9 กิโลเมตร



ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.24 ลิตร



หลังหารตัวเลขออกมาแล้ว อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.96 กิโลเมตร/ลิตร

หากเปรียบเทียบตัวเลขกับ Avanza 1.5 ลิตร รุ่นเดิม ซึ่งแล่นไปทั้งหมด 90.2 กิโลเมตร
เติมน้ำมันกลับเข้าไป 7.252 ลิตร และได้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.43 กิโลเมตร/ลิตร นั้น
ดูเพียงผิวเผิน ก็เหมือนว่า Avanza ใหม่ จะประหยัดขึ้นนิดนึง เป็นไปตามที่ Toyota แจ้งมา

แต่ถ้าพิจาณากันให้ดีๆ จะพบว่า ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เติมกลับเข้าไปนั้น มันก็พอกันกับรถรุ่นเดิม
เพียงแต่ว่า เราใช้ระยะทางที่ไกลขึ้นจากเดิมอีกราวๆ 2 กิโลเมตร เลยทำให้ตัวเลขอัตราสิ้นปลืองเชื้อเพลิง
เฉลี่ย ออกมาดีขึ้นกว่าเดิมนิดนึง

แต่ ถ้าสงสัยว่า แล้วการใช้งานจริง มันจะกินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ดูรูปข้างบนนี้
ก็แล้วกัน ผมใช้ระยะทางแล่นไปทั้งหมด 374 กิโลเมตร น้ำมันยังเหลือ 2 ขีด ดังนั้น คาดว่า น้ำมัน 1 ถัง
ความจุ ตามสเป็ก ลิตร ไม่รวมคอถัง น่าจะแล่นได้ราวๆ 450 -500 กิโลเมตร ไม่เกินนี้ ผมถือว่า จัดอยู่
ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป พอกันกับรถกระบะรุ่นใหม่ๆ และ SUV ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานรถเก๋ง



********** สรุป **********
ถึงจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังคงเป็น Avanza คันเดิม ที่เหมาะจะพาอากงอาม่า ไป รพ.อยู่ดี

ผมเคยเขียนไว้ในที่แห่งหนึ่ง นานมาแล้วว่า ความจริง Toyota Avanza เป็นรถที่มีอนาคตสดใสมากๆ
และอย่างแน่นอน เพราะถูกสร้างขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในภูมิภาค ASEAN ซึ่ง
ต้องการรถยนต์ Sub-Compact Minivan 7 ที่นั่ง ราคาประหยัด เพื่อเป็นพาหนะประจำบ้าน ในการ
เดินทางเป็นหมู่คณะ ได้อย่างดี

เพียงแต่ว่า ในรุ่นก่อน การสร้างรถอย่างลวกๆ โดยใช้งานวิศวกรรมของ Daihatsu Terios Mini-SUV
รุ่นเดิม มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับต้นทุน ทำให้ตัวรถออกมาเต็มไปด้วยจุดบกพร่องมากมายก่ายกอง

มาวันนี้ ด้วยการปรับปรุงทุกข้อด้อย ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ ผลงานที่ออกมา ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนแล้ว
ว่า ถ้า Toyota คิดจะทำ Avanza ให้มันดีเด่นไปเลยนั้น พวกเขาก็ทำได้ แม้ในต้นทุนและอุปสรรค
ที่มีอยู่จะขัดขวางแค่ไหนก็ตาม

รถรุ่นใหม่ ออกมา บังคับควบคุมได้มั่นใจขึ้นมาอีกนิด ให้บรรยากาศการเดินทางที่ดูดีมีสไตล์ขึ้น เพิ่ม
อุปกรณ์ชั้นดีเข้าไป ร่วมสมัย จนตัวรถ ดูน่าใช้ยิ่งกว่าเดิมมาก และกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มราคาในระดีบ
ที่มันควรเป็น

โดยเฉพาะ สำหรับครอบครัวในชุมชนเมือง ที่ มีสมาชิกราวๆ 4 - 5 คน พ่อบ้าน หรือแม่บ้าน เป็นผู้นำ
มีอากง หรือ อาม่า ที่ต้องพาไปพบหมอที่โรงพยาบาล ทุกสัปดาห์ มีบุตรหลาน ที่ต้องไปรับ - ส่ง จาก
โรงเรียนอนุบาล แถวบ้าน ในบางครา อาจอยากไปเที่ยว บางแสน หรือหัวหิน ขับรถกินลม ไปเรื่อยๆ
ไม่เร่งร้อน เป็นคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องรถมากนัก แต่ต้องการ รถป้ายแดง 7 ที่นั่ง หรือมีพื้นที่มากพอ
ให้ใช้งานอเนกประสงค์ คุ้มกับเงินที่จ่ายออกไป

Avanza คือรถที่เกิดมาเพื่อลูกค้ากลุ่มนี้อย่างไม่ต้องสงสัย



แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาจากรถรุ่นเดิม ที่ยังปรากฎอยู่ในรถรุ่นนี้ ยังคงมีให้เห็น และเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ
เพราะในเมื่อ Avanza รุ่นที่ 2 ถือเป็นการปรับปรุง แบบ Big-Minorchange
หาใช่การเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน Full Model Change แบบที่เราเข้าใจกันตั้งแต่แรกไม่

อาการวูบไปมา ซ้าย - ขวา ขณะใช้ความเร็วแล้วมีลมปะทะด้านข้าง อันเกิดจาก มี Down Force
บริเวณพื้นที่ด้านหน้ารถ ไม่พอจะกดให้หน้ารถทิ่มลง เพื่อช่วยเพิ่มให้การทรงตัวดีขึ้นกว่านี้ ตัวรถสูง แต่
ไม่กว้างพอ ทั้งที่ความกว้าง น่าจะอยู่ในระดับ 1,695 มิลลิเมตร เท่าๆกับความสูงของตัวรถ (ซึ่งก็สูงไป
สักหน่อย) ได้แล้ว รวมทั้งระบบกันสะเทือนที่ยังมีอาการกระเด้งกระเทือน จากสภาพพื้นผิวถนนทุกแบบ
ช็อกอัพ ทำงานได้ราวกับว่า ไม่ครบ Loop วงจรของมัน โครงสร้างตัวถังยังไม่แน่นหนาพอ ยังพบ
อาการ Body Roll อยู่ รวมทั้งเครื่องยนตฺ์ที่ควรมีพละกำลังมากกว่านี้ และทำอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน
ประหยัดกว่านี้ ทั้งหมดนี้ เป็นปัญหา ซึ่งอาจต้องรอการแก้ไข ในรถรุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน ต่อไป

และนั่นคงจะไม่ใช่ปี 2014 หรือ 2015 แต่อาจต้องรอกันไปไกลถึงปี 2016 เลยด้วยซ้ำ เท่ากับว่า 
ซื้อตอนนี้ ยังไม่ต้องกลัวตกรุ่นไปอีกหลายปีแน่ๆ



นอกเหนือจาก Avanza แล้ว มีตัวเลือกอื่นที่เหมาะสมอีกไหม ในระดับราคราพอๆกัน?

คำตอบก็คือ "ไม่มี"  Your Choice is "NO CHOICE"

ถ้ามีเงินไม่เกิน 7 แสนบาท แต่อยากได้รถยนต์ 7 ที่นั่ง และไม่อยากได้รถมือสอง นี่คือตัวเลือก
เพียงรุ่นเดียว ที่เหลืออยู่ในตลาดตอนนี้ ไม่มีคู่แข่งตรงๆโดยสิ้นเชิง เว้นเสียแต่ว่า คุณจะยอม
เพิ่มงบประมาณขึ้นไปเป็น ช่วงไม่เกิน 850,000 บาท มี Honda FREED ที่ให้พื้นที่ของ
ห้องโดยสาร ยาวสบาย เด็กเดินในรถพอได้ และเหมาะกับการขับขี่ในเมือง แถมยังประหยัด
น้ำมันกว่า ในค่าตัว 820,000 บาท แต่ออพชัน ก็ตัดซะแทบไม่เหลือไว้เท่าไหร่เลย

หรือจะให้หันไปหา Proton Exora ก็ยังไม่น่าไว้ใจ แม้รุ่นปรับโฉมใหม่ Minor Chenge
จะมีเครื่องยนต์ Turbo 136 แรงม้า (PS) ส่งมาให้ได้สัมผัสกันแล้ว แต่การบริการหลัง
การขาย ยังน่าเป็นห่วงอยู่ ถ้าตราบใดที่ Proton Thailand ยังไม่เข้ามาดูแลเองเต็มตัวเสียที

แต่ถ้าคิดว่ายังไม่รีบ และรอได้ คู่แข่งที่แท้จริงของ Avanza คลอดออกมาแล้วในต่างประเทศ
ทั้ง Chevrolet Spin และ Chevrolet Ertiga และทั้งคู่ มีกำหนดจะเข้ามาเปิดตัวในเมืองไทย
ช่วงปี 2013 นี้ ถือเป็นเคร่ื่องยืนยันได้ว่า ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ Sub-Compact Minivan
7 ที่นั่ง ราคาถูก กำลังจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ทั้งในเมืองไทย และ ASEAN

แล้วถ้าถามว่า จะเลือก Avanza รุ่นย่อยไหนจึงจะคุ้มค่ากว่ากันละ?

ในเมืองไทย Avanza เจเนอเรชัน 2 มีให้เลือกเป็นเจ้าของทั้งหมด 3 รุ่นย่อย เริ่มจาก
รุ่นถูกสุด 1.5 E เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ 569,000 บาท แน่นอนว่าเป็นเพียงทางเลือกเดียว
สำหรับใครที่ยังรักในสัมผัสของการเขปลี่ยนเกียร์เอง บนเส้นทางลาดชัน เพื่อลากกำลังเครื่อง
ส่งให้รถพุ่งขึ้นเขาต่อไปได้ง่ายขึ้น เหมาะกับลูกค้าในต่างจังหวัด ที่ต้องการแค่รถใช้งานขำขำ
ไว้รับส่ง อากงอาม่า ไปเที่ยว ไปโรงพยาบาล แต่ยังไม่คุ้นเคยกับการขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ

สิ่งที่คุณจะต้องทำใจว่ามันจะขาดหายไปแน่ๆ คือ จอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID สเกิร์ตข้าง
สปอยเลอร์หลัง ไฟตัดหมอกหน้า ไฟเบรกดวงที่ 3 ถุงลมนิรภัยคู่หน้า และระบบ ABS กับ EBD
รวมทั้งสัญญาณกะระยะถอยหลัง ซึ่งผมมองว่า รถยนต์สมัยนี้ ถุงลมนิรภัยกับ ABS + EBD
ควรติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกคันได้แล้ว ความน่าใช้จึงขาดหายไปอย่างช่วยไม่ได้

ส่วนรุ่นกลาง 1.5 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 659,000 บาท ได้ถุงลมนิรภัยเพิ่มเฉพาะฝั่งคนขับ
และได้ข้าวของที่ขาดหายไปแทบทั้งหมดจากรุ่น E กลับคืนมา (ยกเว้นถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสาร
กับสัญญาณกะระยะถอยหลัง และสปอยเลอร์หลัง ) จึงทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นรุ่นที่คุ้มค่าพอรับได้

ส่วนรุ่นท็อป 1.5 S เกียร์อัตโนมัติ ราคา 699,000 บาท ถึงจะดูน่าสนใจที่สุด เพราะการจ่ายเงิน
เพิ่มอีก 40,000 บาท แล้วได้ ถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารเพิ่ม กับสัญญาณกะระยะตอนถอยหลัง และ
เปลือกกันชนหน้า กับสเกิร์ตข้าง แบบสปอร์ต เฉพาะรุ่นย่อย กลับเข้ามาด้วย ดูจะเป็นอีกรุ่นที่ได้รับ
ความนิยมสูงสุด

อย่างไรก็ตาม การคำนวนเงินผ่อนแต่ละเดือนนั้น คือตัวแปรสำคัญ ดูให้ดีๆ สำหรับใครที่คิดจะเลือก
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ ถ้าคุณรับภาระการผ่อนส่งต่อเดือนเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยได้ คุณจะได้รถรุ่นท็อป
ที่ดูดีกว่า แต่ถ้าคิดว่า ทั้งหมดทื่เพิ่มมา มันไม่จำเป็น ก็เล่นรุ่น 1.5 G ไป เพียงพอแล้ว ส่วนพวก
เซ็นเซอร์กะระยะถอยหลังนั้น ให้ขอเป็นของแถมจากพนักงานขายยังได้เลย



ท้ายสุด สิ่งที่อยากจะฝากไว้ให้กับ ชาว Toyota ผู้เกี่ยวข้องกับ Avanza ได้รับฟังกัน
สักหน่อย คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่า กำลังใจที่อยากมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรืออินโดฯ

มันไม่เข้าข่ายตบหัวแล้วลูบหลังหรอกครับ เพราะรู้ว่า การทำงานภายใต้ข้อกำหนดที่กดทับไว้อยู่
มันยาก เอาเรื่องเลยแหละ และไอ้ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ ติเพื่อก่อ ล้วนๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง

ผมยังเชื่อว่า Avanza เป็นรถที่ยังมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่ ได้แต่ฝากความหวังไว้ว่า ใน
รุ่นต่อไป ช่วยสร้างให้ดีๆ ไปเลย เพราะในต้นทุนที่จำกัด พวกคุณได้พิสูจน์แล้วว่า ทำ Avanza
ใหม่ ให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าได้ และทำได้ดีสมตัวซะด้วย

ดังนั้น รุ่นต่อไป ก็ได้เวลาจัดเต็ม เพื่อรักษาฐานที่มั่น ความเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์กลุ่มนี้ มิให้
ทั้ง Suzuki Ertiga และ Chevrolet Spin มาแย่งชิงไปได้ง่ายๆ

2 คันนั้น เขาพร้อมจะท้าชิงตำแหน่งจากคุณอยู่นะ!

---------------///----------------



ขอขอบคุณ
คุณบุญชวน วิภูษณวนิช , คุณสมบูรณ์ มูลหลวง , คุณมหาสมุทร สายสวรรค์
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท Toyota Motor (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ และอำนวยความสะดวกด้านต่างๆเป็นอย่างดียิ่ง

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
18 กรกฎาคม 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole
without permission is prohibited.

First publish in www.Headlightmag.com
July 18th,2012  



แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are welcome! please Click here!


แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฏาคม 2012 เวลา 03:24 น.
 
ทดลองขับ Mitsubishi MIRAGE : ECO Car ที่แรงสุด และประหยัดสุดในไทย แต่ช่วงล่าง นิ่มไปนะ พิมพ์
Review by J!MMY - sub B-segment 1000-1300 cc (Eco Car)
วันเสาร์ที่ 14 กรกฏาคม 2012 เวลา 02:00 น.

ช่วงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2012 ที่่ผ่านมา ผมเชื่อว่า น่าจะต้องมีใครบ้างสักคนแหละ ที่อาจจะรู้สึกเหมือนผม
อยู่ในตอนนี้...

ตื่นเช้าขึ้นมา เปิดเว็บ Headlightmag.com....ก็เจอหน้า ผู้ชายคนหนึ่ง...พร้อมกับรถคันเล็กสีเหลืองๆ
กางหนังสือพิมพ์อ่าน บางวัน ก็จะเจอผู้ชายคนเดิม คนนี้ มายืนเต๊ะท่า แล้วบอกว่า "Be More"

อาบน้ำ ออกจากบ้าน มาขึ้นรถไฟฟ้า โอ้โห! หน้าพี่แก เบ้อเร่อเบ้อร่า หราเต็มขบวนทั้ง 3 โบกี้เลยก็มี!
บางวัน กำลังเดินไปกินข้าวเที่ยงแถวสีลม ก็มีขบวนแห่ โฆษณาเจ้ารถคันกระเปี๊ยกเนี่ย มายืนแจกใบปลิว

พอนั่งรถผ่าน สยามสแควร์ แม่เจ้าโว้ยยยย! หน้าพี่เค้าแปะอยู่บนตึกมาบุญครอง มันจะใหญ่โตบานทะโร่
โถ่ถังไปถึงหนายยยยยยย

คือการโดนผู้ชายคนนี้จ้องมาที่เรา และบรรดาผู้คนที่สัญจรในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ ตอนนี้ มันให้
ความรู้สึกที่ แปลกๆ พิลึกๆ จะว่าเขินก็คงไม่ใช่ จะว่าชอบ ก็คงไม่เชิง จะเกลียด หรือก็เปล่า อาจจะมีอาการ
เริ่มเบื่อหน้า กันบ้างนิดๆ (เพราะว่าเห็นเยอะจัด และบ่อยถี่ยิบ) แต่ก็ได้แค่คิด และต้องทนเห็นหน้าชายคนนี้
กันต่อไป

แน่นอนว่าทุกครั้งที่เราเห็น เขาจะปรากฎกาย พร้อมกับ รถคันเล็ก ที่ดูเหมือนจะเป็นของเขา ทั้งที่จริงๆแล้ว
มันเป็นรถที่ ผู้ชายคนนี้ ถูกจ้างมาสวมบทบาทเป็นพรีเซ็นเตอร์....

ครับ..จะเป็นใครอื่นไกลไปไมได้แน่ๆ....ผมหมายถึง "นิชคุณ"



ทั้งหมดที่เขียนมาหนะ มันเป็นแค่บางส่วนจากงบประมาณราวๆ 85 ล้านบาท ที่ถูกใช้ไปในช่วงนี้ เพื่อทำให้
คุณผู้อ่านและประชาชนทั่วไป ได้รับรู้ และจดจำการมาถึงของ รถยนต์คันเล็ก ซึ่งต้องแบกความหวังอันยิ่งใหญ่
ของคนทั้งบริษัท ไว้แน่นเต็มคันรถ

แน่ละ รถคันกระเปี๊ยกนี้ มันไม่ใช่แค่ความอยู่รอดของบริษัทในระยะยาว แต่มันหมายถึง ศักดิ์ศรีของผู้ผลิต
รถยนต์ อันดับ 5 ของญี่ปุ่น ในร่มเงาของบริษัทอุตสาหกรรมและเทรดดิงคัมพานี รายใหญ่ที่สุดของแดน
อาทิตย์อุทัย กันเลยทีเดียว

คำถามก็คือ งบโฆษณา ที่ทุ่มทุนไปขนาดนั้น ให้ผลตอบรับกลับมาอย่างไรบ้าง? หลักๆเลยก็คือ ยอดจอง
ที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามา นับตั้งแต่การเปิดราคารุ่นถูกสุดไว้ที่ 380,000 บาท จนถึงรุ่นท็อป 549,000 บาท ก่อน
วันเปิดตัวจริงๆ ราวๆ 20 วัน จนกระทั่งหมดสิ้นงาน Motor Show และผ่านพ้นเทศกาล สงกรานต์ไปแล้ว
สรุปตัวเลขได้ที่กว่า 20,000 คัน ซึ่งเราไม่รู้ว่า ตัวเลขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่เท่าไหร่ และมียอดจองเยอะมาก
ขนาดนี้ จริงหรือไม่

แต่จากปริมาณของ Mirage ที่เริ่มแล่นบนถนนในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
พอกันกับปริมาณของ Suzuki Swift ใหม่ และ Honda Brio ป้ายแดง ก็น่าจะเป็นคำตอบให้เราได้รู้
แล้วว่า คราวนี้ Mitsubishi Motors ก็น่าจะใจชื้นขึ้นมาพอสมควร



แล้วในแง่การรับรู้ และจดจำของผู้บริโภคละ?

Case Study ที่ผมรวบรวมได้จากคนรอบข้าง ก็คงจะมี 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

1. เริ่มมีคำถามจากกลุ่มลูกค้าผู้หญิง ว่า จะเลือกซื้ออะไรดีกว่ากัน ระหว่าง Mirage กับ March เพิ่มขึ้น
ตามด้วยคำถามที่ว่า จะซื้ออะไรระหว่าง Mirage กับ Swift ส่วนคำถามที่ว่า ระหว่าง Mirage กับ Brio
ควรเลือกคันไหนนั้น ไม่ค่อยมีคนถามเข้ามาที่ผมเลย

2. จากรายงานปากเปล่าของ ผู้การแพน Commander CHENG ของเว็บเรา ระบุว่า ในอาคารสำนักงานใหญ่
ของ ธนาคาร ทหารไทย หรือ TMB ชาวแบงค์ที่เป็นผู้หญิง ต่างพูดถึง และให้ความสนใจ Mirage กันมาก
เกินกว่าที่คิด เพราะส่วนใหญ่ ซื้อรถมา ใช้งานธรรมดา ไม่คิดจะขับเร็วอยู่แล้ว

3. ในเชียงใหม่ นายพี เจ้าของฉายา "พ่อเลี้ยง 5 ยก" เพื่อนสนิทของผู้การจอมเกิน แพน Commander CHENG
เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้ บนถนนในตัวเมือง เราจะพบเห็น Mirage ป้ายแดง ได้เยอะกว่า Almera ป้ายแดง แม้ว่า
ชาวบ้านจะจำชื่อรุ่นไม่ค่อยได้ แต่พวกเขาก็พากันเรียกมันว่า "รถนิชคุณ"...!

เอาแค่ 3 ตัวอย่างนี้ ผมว่า ก็น่าจะพอแล้วมั้งครับ ที่เราจะได้เห็นว่า กระแสของ Mirage นอก Internet นั้น
มีการตอบรับที่จัดว่า "ใช้ได้" สำหรับรถยนต์ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ไปหมาดๆ ไม่กี่เดือน และเพิงเริ่มส่งมอบรถ
กันได้ไม่เกิน 2 เดือน

ส่วนหนึ่ง แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจาก แรงกระตุ้น ของพรีเซ็นเตอร์ อย่าง นิชคุณ กระนั้น ความจริงก็คือ
รถยนต์ ใหม่ จะขายได้หรือไม่ ผู้บริโภค ที่ขึ้นไปลองนั่งครั้งแรก เขาจะประทับใจหรือไม่ นั่นต่างหาก
ที่จะเป็นตัวตัดสินในระยะยาว

แล้ว Mirage เอง จะมีคุณงามความดีมากน้อยแค่ไหน เพียงพอให้ชนะใจบรรดาสาวน้อยคอยราชรถ ตาม
อาคารสำนักงานต่างๆ ที่รอรับรถอยู่อย่างใจจดจ่อหรือเปล่า? หรือมีข้อด้อย ข้อเสียอะไรที่ควรรับรู้และ
ทำความเข้าใจกันก่อนจะเซ็นชื่อลงในใบจอง บทความรีวิวนี้ จะเผยให้เห็นความจริงในทุกๆด้าน ที่
รถคันนี้ มันเป็นในแบบของมันเอง

เพียงแต่ว่า ตามธรรมเนียม...ผมอาจต้องพาคณไปรู้จักกับที่มาที่ไป กันเสียก่อน ว่า กว่าจะเป็น Mirage
กันได้นั้น เวลาที่ผ่านมา มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นกันบ้าง



จุดเริ่มต้นของโครงการนี้?

แม้ Mitsubishi Motors ไม่ได้แถลงเอาไว้อย่างชัดเจนนัก แต่ผมก็พอจะรู้ว่า มันเริ่มขึ้นเมื่อราวๆ ปี 2007 เมื่อ
บรรดารถยนต์รุ่นต่างๆ ที่เคยแถลงเอาไว้ ในแผนธุรกิจเพื่อฟื้นฟูกู้ชื่อเสียงให้กลับมา จากวิกฤติศรัทธาด้านคุณภาพ
จนอื้อฉาว และต้องมีการ Recall รถยนต์แทบทุกรุ่น ครั้งใหญ่ทั่วโลก เมื่อเดือนสิงหาคม 2000 เริ่มทะยอยออก
จำหน่ายกันไปตามแผนแล้ว ทั้ง eK Wagon / eK Sport , i , Delica D:5 , Pajero / Montero ใหม่ 
ไปจนึง Galant Fortis / Lancer / Lancer EX และ Lancer Evolution X คราวนี้ ก็ได้เวลาต้องต่อภาพ
จิ๊กซอร์ให้ครบ ด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา ผลิต และสร้างรถยนต์ที่พวกเขายังไม่เคยทำและจำเป็น
ต้องทำในอนาคต กันได้แล้ว ซึ่งนอกเหนือจากรถยนต์ประเภท Compact Crossover SUV ที่ต่อมากลายเป็นรุ่น
RVR / ASX แล้ว พวกเขาก็ยังขาด รถยนต์นั่งขนาดเล็ก ระดับ B-Segment Sub-Compact ที่จะต้องทำตลาด
แทน Colt ซึ่งอยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่ปี 2002

หลังการวิเคราะห์กันมาอย่างหนัก Mitsubishi Motors ก็พบว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของรถยนต์ขนาดเล็กคันนี้
จะใกล้เคียงกับ ลูกค้าเป้าหมายของรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นอื่นๆ คือ อายุระหว่าง 25 - 39 ปี ทั้งโสด และแต่งงาน
มีครอบครัวแล้ว อาจมีลูกชาย หรือลูกสาว 1 คน แต่มีสมาชิกในครอบครัวตั้งแต่ 3 - 5 คน จบการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี รายได้ของสมาชิกทั้งครอบครัว อยู่ที่เดือนละ 40,000 - 60,000 บาท แต่รายได้ส่วนบุคคล ของผู้ซื้อ
หรือขับรถคันนี้ อยู่ที่ราวๆ เดือนละ 20,000 - 39,000 บาท อาชีพส่วนใหญ่จะเป็น พนักงานบริษัทห้างร้านทั่วไป
หรือเจ้าของกิจการขนาดเล็ก

สิ่งที่น่าสังเกตคือผลการวิจัย ยังระบุว่า ลูกค้าที่คาดว่าจะซื้อ Mirage นั้น น่าจะเป็นกลุ่มที่ตั้งใจซื้อรถยนต์ เพิ่ม
อีก 1 คัน มากกว่าจะซื้อเป็นรถยนต์คันแรกในชีวิต และให้ความสำคัญกับเรื่องของ ความประหยัดน้ำมันเป็น
อันดับแรก ตามด้วย การขับขี่ที่คล่องแคล่วสะดวกสบาย ในราคาที่ง่ายต่อการเป็นเจ้าของ ซื้อหาได้สะดวก และ
ต้องคุ้มค่า แต่ให้ความสำคัญเรื่องรูปลักษณ์ เป็นอันดับรองๆลงไป

ขณะเดียวกัน เป็นจังหวะประจวบเหมาะกับช่วงที่รัฐบาลไทย เริ่มประกาศจุดยืนแล้วว่า จะสนับสนุนให้เกิด
โครงการ ECO Car และผลักดันรถยนต์ขนาดเล็ก ประหยัดพลังงาน ให้เป็น สินค้าหลักหมายเลข 2 ในกลุ่ม
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ทำให้ Mitsubishi Motors สนใจที่จะลงทุนทำโครงการนี้ โดยให้ไทยเป็น
ฐานการผลิตหลัก เพื่อส่งออกสู่ตลาดทั่วโลก เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยทำมาแล้ว ในโครงการ รถกระบะ L200
ทั้ง Strada และ Triton

ในที่สุด พวกเขาก็ได้ตั้งโจทย์ ในการพัฒนารถคันนี้ไว้ โดยมีแนวคิดหลักก็คือ รถยนต์ขนาดเล็กที่เป็นมิตร...
กับทั้งสิ่งแวดล้อม คุ้มค่า คุ้มราคา และใช้งานสะดวกสบาย สำหรับผู้คน "ทั่วโลก" และใช้ชื่อโครงการว่า
Globall Small Project โดยมีรหัสการพัฒนารถรุ่นนี้ว่า " 3V44x " และเรียกชื่อเป็นการภายในว่า "EL"

แต่สำหรับชื่อรุ่น เพื่อการทำตลาดจริง พวกเขาเลือกใช้ชื่อ MIRAGE ด้วยเหตุผลที่ว่า มันเคยเป็นชื่อที่ใช้ใน
รถยนต์ Compact Hatchback ที่ Mitsubishi Motors เคยผลิตออกขายในช่วงปี 1978 - 2000 
ชื่อ Mirage อันแปลว่า "ภาพลวงตา" นั้น สื่อความหมาย ว่า เป็นรถที่มีคุณสมบัติเด่นๆ หลายอย่าง เหนือกว่า
สิ่งที่สายตาของคุณกำลังมองเห็น ทั้งในด้านความประหยัดน้ำมัน ความคล่องแคล่ว กระทัดรัด สะดวกสบาย
ภายใต้พื้นที่และประสิทธิภาพของรถยนต์นั่งขนาดเล็กเท่าที่จะทำได้

ดังนั้น การนำชื่อ Mirage กลับมาใช้ ก็เพราะว่า รถเล็กคันใหม่นี้ ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้
สืบทอดคุณสมบัติเด่น ของ Mirage รุ่นแรก ทั้ง สมรรถนะ และฟังก์ชั่นการใช้งานครบครันแม้จะเป็น
รถยนต์ขนาดเล็ก นั่นเอง

ถึงจุดนี้ Mitsubishi Motors ตัดสินใจ ยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนการลงทุนในโครงการ ECO Car กับทาง
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน( BOI) ของไทย ในช่วงปี 2008 ก่อนจะได้รับการอนุมัติแบบการ
ผลิต รวมทั้งการพิจารณาอนุมัติการผลิตจากกระทรวงอุตสาหกรรมในที่สุด



และเพื่อให้เป็นการยืนยันว่า Mitsubishi Motors กำลังคิดการใหญ่ กับรถเล็กคันนี้ ประธานใหญ่ของบริษัท
Osamu Masuko ก็สั่งให้ทีมงานฝั่งไทย จัดงานแถลงข่าว ประกาศความพร้อม และถือเป็นการเปิดตัวโครงการ
นี้อย่างเต็มตัว เมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม 2010 โดยในงาน มีการนำภาพ Video แบบสั้นๆ มาให้ทุกคนได้เห็นถึง
เส้นสายของตัวรถที่ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว รวมทั้ง เผยแพร่ ภาพ Sketch ของตัวรถ ที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด

นั่นเป็นเพียงแค่ ออร์เดิร์ฟ เพราะหลังจากนั้น ข้ามพ้นปีใหม่ 2011 ยังไม่ถึงเดือน จู่ๆ Mitsubishi Motors
ก็ทำเซอร์ไพรส์ ต่อเนื่อง เผยภาพเวอร์ชันต้นแบบ ของรถยนต์ในโครงการ ในชื่อ Mitsubishi Global Small
Concept เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2011 พร้อมกับส่งขึ้นอวดโฉมครั้งแรกในโลก ที่งาน Geneva Auto Salon
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2011 เป็นการเผยให้เห็นแนวทางของ รถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่จะคลอดสู่ตลาดใน
อีก 1 ปีต่อมา

ด้านหน้าของรถ เอกลักษณ์ของรถยนต์ Mitsubishi ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินรบ Jet Fighter ถูกลดทอน
ความดุดันลงมา ด้วยขนาดของกระจังหน้าที่เล็กลง เส้นสายตัวรถสวยงาม อย่างเรียบง่ายมากขึ้น ในแบบ Clear and
Soft Design แต่ก็ยังต้องมีบุคลิกทะมัดทะแมง ส่วนด้านข้าง Yoshimine ฝ่ายออกแบบของ Mitsubishi Motors
ให้คำจำกัดความว่า เป็นความสวยงามในแบบ Function of  Beauty และเน้นความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์

จากนั้น ในอีกไม่เกิน 1 สัปดาห์ รถคันนี้ ก็ถูกแพ็คใส่กล่อง ข้ามทวีปมายังเมืองไทย เพื่อจัดแสดงในงาน Bangkok
International Motor Show ที่ Challenger Hall Impact เมืองทองธานี เมื่อ ปลายเดือน ธันวาคม 2011 
ดักคอ Honda Brio (ที่เพิ่งเปิดตัวในงานเดียวกันนี้) และ Nissan March (เปิดตัวล่วงหน้าไปแล้วก่อนใคร 1 ปี)
ว่าค่ายสามเพชรเตรียมพร้อมจะบุกตลาดประชิดตัวพวกเขาในปี 2012



สำหรับ ค่ายสามเพชร แล้ว โครงการนี้ ถือเป็นหนึ่งในการเดิมพันครั้งสำคัญของพวกเขา เพราะนี่คือความหวัง
หนึ่งในอีกไม่กี่ครั้งที่เหลืออยู่นับจากนี้ ที่จะทำให้แบรนด์ Mitsubishi กลับมามีชื่อเสียงในกลุ่มตลาดรถยนต์นั่ง
ให้ได้ มันคือการขยายตลาดไปสู่ กลุ่มรถยนต์นั่งราคาประหยัด ที่ Mitsubishi Motors เอง ก็ว่างเว้นจากการร่วม
ประลองยุทธในกลุ่มตลาดนี้ ไปนานมาก ตั้งแต่วันที่ พวกเขาเลิกผลิต Lancer Champ ไปเมื่อปี 1996 อีกทั้งต้อง
เป็นโครงการที่จะช่วยกู้หน้า หลังจากที่ ไม่ประสบความสำเร็จในการ ดัน Lancer EX อย่างที่คิดเอาไว้

คราวนี้ พวกเขาเลยทุ่มทุนสร้างมหาศาลถึงกว่า 1 หมื่น 5 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งของงบก้อนใหญ่ดังกล่าว ถูกใช้
ไปในการสร้างโรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 3 ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อันเป็นการซื้อที่ดินจาก
โรงงานค้างเคียง ที่ปิดกิจการไป เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่นี้โดยเฉพาะ

โรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 3 นี้ ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งปัจจุบันของโรงงานแห่งที่ 1 และ 2 มีแผน
เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2012 โรงงานแห่งใหม่นี้ ในเบื้องต้นจะอยู่ที่ระดับ 150,000 คัน/ปี
และในอนาคตสามารถขยายเพิ่มได้จนถึงระดับ 200,000 คันต่อปี ปัจจุบันมีอัตราการจ้างงานเพิ่มสำหรับโรงงาน
แห่งนี้ อีกประมาณ 3,000 คน  และพวกเขาตั้งใจจะขายรถยนต์ขนาดเล็กนี้ให้ได้ราวๆ 80,000 คัน/ปี ในช่วงแรก
ที่ออกสู่ตลาด

แม้จะมีการเริ่มทดลองประกอบรถยนต์ล็อตแรกๆ ไปหลายสิบคัน แต่ พิธีเปิดสายการผลิต อย่างเป็นทางการ
ก็เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2012 หลังการเปิดตัวประมาณ 1 เดือน



หลังการเปิดตัว อย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2012 และงานทดลองขับ
ในสนาม Bira International Circuit ที่พัทยา ในอีก 1-2 วันถัดมา รวมทั้งนำไปจัดแสดงในงาน Bangkok
International Motor Show ปลายเดือนมีนาคม 2012 โรงงานแห่งที่ 3 ที่แหลมฉบัง ก็เริ่มทะยอยเดินหน้า
ผลิต Mirage รุ่นทดลองประกอบออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพร้อมเริ่มผลิตออกมา ส่งมอบให้ลูกค้าที่สั่งจอง
กันไว้แล้ว ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายยอดผลิต 9,000 คัน/เดือน ทั้งเพื่อป้อนตลาดใน
เมืองไทย และเตรียมสต็อกไว้สำหรับตลาดส่งออก ทั้งในญี่ปุ่น ที่ต้องเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2012 เป็นต้นไป
จากนั้น ตามด้วยทวีปยุโรป ซึ่งน่าจะเริ่มเปิดตัวได้ เร็วที่สุด ในงาน Paris Auto Salon ช่วงเดือนกันยายน
2012 ที่จะถึงนี้ ก่อนจะทะยอยเปิดตัวในทวีปต่างๆ ทั่วโลก ตามลำดับ

ในตลาดโลก หน้าที่ของ Mirage คือการรับช่วงไม้ต่อจาก Colt รุ่นสุดท้ายในการบุกตลาดรถยนต์นั่งกลุ่ม
B-Segment Hatchback ขนาดพิกัดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1.0 - 1.2 ลิตร นอกจากนี้ ยังจะมีเวอร์ชัน EV ที่จะ
ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และแบ็ตเตอรี โดยไร้เงาของเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งน่าจะคลอดออกมาได้
ราวๆ ปี 2013 - 2014 และ...ครับ...Mirage EV ก็คงจะต้องผลิตขึ้นจากโรงงานที่แหลมฉบัง เหมือนกับ
Mirage รุ่นปกตินี่แหละ

แต่ในตอนนี้ ที่เมืองไทย หน้าที่ของ Mirage คือการฟาดฟันกับบรรดา ECO-Car แบบ Hatchback 5 ประตู
ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Nissan March ซึ่งเป็นผู้นำตลาดกลุ่มนี้ มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2010 กับ Honda Brio
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าติดล้อคันจิ๋วผู้น่ารักน่าชัง (ถ้าไม่เหลือบไปเห็นบั้นท้ายอันน่ากังวลเสียก่อน) และ
น้องใหม่ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึง อย่าง Suzuki Swift จากฝีมือ เจ้ายุทธจักรรถเล็ก แห่งเมือง Hamamatsu
ที่เปิดตัวตามมาติดๆ เพียง 1 วันให้หลัง และสร้างกระแสฮิตไปอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย



ตัวรถมีความยาว 3,710 มิลลิเมตร กว้าง 1,665 มิลลิเมตร สูง 1,490 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อ อยู่ที่
2,450 มิลลิเมตร (เท่า Honda Fit / Jazz) อาจมีเส้นสายไม่โดนสายตาผู้คนทั่วไปเท่าใดนัก มันดูจืดชืด
Conservative ไม่กล้าฉีกแนวไปมากนัก บางคนถึงขั้นบอกว่า มันเหมือนแมวอารมณ์เสีย! (ว่าไปนั่น!)

เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ Mirage มีเส้นสายอย่างนี้ เพราะเหล่าบรรดาทีมออกแบบ และทีมวิศวกรของ
Mitsubishi Motors จะต้องหาทางวาดเส้นสายบนตัวถึงของ Mirage ใหม่ โดยคำนึง และเน้นในเรื่อง
การไหลผ่านของอากาศ ตามหลัก อากาศพลศาสตร์ ให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อช่วยเพิ่มความ
ประหยัดน้ำมันในทางอ้อม จนมีค่า Cd ต่ำเพียง 0.29 เท่านั้น ถือว่าลู่ลมที่สุดในกลุ่มรถยนต์ ECO Car
แบบ Hatchback ทั้ง 4 รุ่นในตลาดเมืองไทยตอนนี้ และนั่นเลยทำให้ เส้นสายต้องเล่นกับความลู่ลม
เป็นหลักอย่างที่เห็นอยู่นี้

อีกประการหนึ่งก็คือ การตอบรับของผู้บริโภคทั่วโลก จากเส้นสายของ Mitsubishi COLT ซึ่งเป็นรถยนต์
Sub-Compact Hatchback เครื่องยนต์ 1.3 และ 1.5 ลิตร ที่ทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่นกับยุโรป เพราะ
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2002 แม้ว่าเส้นสายของมันจะสวยในบางมุม และสัมผัสได้ถึงความกล้าในการออกแบบ
แต่ผลกลับกลายเป็นว่า ผู้บริโภค ต่างยังไม่ค่อยคุ้นชินกับแนวเส้นตัวถังแบบ One Motion Form ที่เล่น
ลากเส้นตรง ยาวจากไฟหน้าจนถึงหลังคา กันสักเท่าไหร่ ผลก็คือ ยอดขายอยู่ในระดับต้องประคับประคองให้
อยู่รอดมาได้อย่างยากเย็น แม้กระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังลากขายกันอยู่ในญี่ปุ่น มาจนครบ 10 ปีแล้ว กลายเป็น
ภาพฝังใจสำหรับ Mitsubishi Motors ไปแล้วว่า การออกแบบให้ฉีกแนวกว่ารถยนต์ทั่วไป คือความเสี่ยง
ทางธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้าผู้บริโภคไม่ยอมรับกันอีก คราวนี้ มีหวังขาดทุนย่อยยับ กว่าจะคืนทุนก็นาน
ผลประกอบการตกอับอีกเป็นแน่ ยิ่งโครงการพัฒนารถยนต์ขนาดเล็กแบบนี้ ต้นทุนสูง กำไรต่อคันก็น้อย แถม
ราคาขายต้องถูกแข่งกับชาวบ้านเขาได้อีก ว่าแล้ว พวกเขาก็เลยต้องร่างเส้นสายของ Mirage ใหม่ ให้ดู
ไม่หวือหวาเกินไป และต้องเอาใจลูกค้ากลุ่มผู้หญิงมาก ยิ่งกว่า Mitsubishi ทุกรุ่นที่ผลิตออกขาย
ในช่วงตั้งแต่ 2005 เป็นต้นมา เลยทำให้ Mirage มีเส้นสายตัวถังแนว "อนุรักษ์นิยม"อย่างที่เห็น



และสิ่งที่จะช่วยเสริมให้ตัวรถดูเด่นขึ้นมาได้ แม้จะมีเส้นสายเรียบชืดจืดสนิทแบบนี้ นั่นคือ การมีสีให้เลือกซื้อ
มากถึง 8 สี แบ่งเป็นสีสันแนวฉูดฉาด แปลกตา ได้แก่ สีเหลือง Y25 (Lemonade Yellow Metallic)
อันเป็นสีโปรโมท สีเขียว F24 (Pop Green Metallic) สีฟ้า T69 (Cerulean Blue สีเดียวกับใน 
Lancer EX ใหม่ และ RVR/ASX ในเมืองนอก) กับ สีแดง P19 (Red Metallic)

ส่วน สีมาตรฐานที่คนไทยชอบกันนักกันหนา คราวนี้ Mitsubishi Motors เลิกกั๊ก สีขาวมุก W54 (White
Pearl) ปล่อยออกมาพร้อมกันในวันเปิดตัวเลยทีเดียว ตามด้วยสีเงิน A66 (Cool Siver Metallic) สีเทาเข้ม
A02 (Eisen Grey Mica) และสีดำ X06 (Pyeness Black)

การตกแต่งพื้นฐานของทุกรุ่นจะเหมือนกันตรงที่ ใช้ไฟหน้าแบบ Halogen เปนอุปกรณ์มาตรฐาน มีมือจับ
เปิดประตูแบบงัดขึ้น สีเดียวกับตัวถัง หน้าตาเชยๆ เพราหวังจะ ควบคุมต้นทุนการผลิตลงมา ทั้งที่ชาวบ้าน
เขาเปลี่ยนมาเป็นแบบ Grip Type กันไปหมดแล้ว มีเสียงไม่เห็นด้วยกับการใช้มือจับประตูแบบนี้มากมาย
กระจกมองข้าง พร้อมกรอบนอกสีเดียวกับตัวรถ และเสาอากาศแบบหนวดกุ้งยาวๆ ยืดหยุ่นหรือถอดเก็บได้

หากมองหาความแตกต่างภายนอก ตามแต่ละรุ่นย่อย คุณจะพบว่า รุ่น GLS และ GLS Limited จะถูกตกแต่ง
ภายนอกครบถ้วน แต่ก็ไม่ได้มากเกินไปกว่ารุ่นมาตรฐานอย่าง GLX มากนัก มีทั้ง แถบสีดำคาดเสาประตู
เพื่อเชื่อมให้กระจกหน้าต่างคู่หน้า และคู่หลัง เกิดความต่อเนื่องในเส้นสาย รวมทั้ง ล้ออัลลอย 14 นิ้ว ลาย
บ้านๆ ธรรมดาๆ เบสิกๆ ไฟตัดหมอกคู่หน้า และสปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 เหนือบานประตู
ห้องเก็บของด้านหลัง



ส่วนรุ่น GLX ทั้งเกียร์ธรรมดา และอัตโนมัติ จะไม่มีแถบสีดำ เชื่อมขอบประตูคู่หน้าและหลังมาให้ ไม่มี
ไฟตัดหมอกหน้า ล้ออัลลอย ก็กลายสภาพเหลือเพียง ล้อกระทะเหล็ก พร้อมฝาครอบแบบเต็มวงล้อ (Full
Wheel Cover) รวมทั้งไม่มีสปอยเลอร์หลังมาให้ กระนั้ ก็ยังมีอุปกรณ์ต่างๆ เพียงพอต่อการใช้งาน เพราะ
ยังมีไฟเบรกดวงที่ 3 เหนือบานประตูหลัง ติดตั้งเสริมให้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี ที่รถระดับนี้ ควรจะมีอุปกรณ์
แบบนี้มาให้เป็นมาตรฐานได้แล้ว

รุ่น GLS กับ GLS Limited และ GLX ทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ จะติดตั้ง ชุดใบปัดน้ำฝน พร้อมระบบ
ตั้งหน่วงเวลาในการปัดได้ (Intermittent Wipers) ทั้งที่กระจกบังลมหน้า และกระจกหลัง รวมทั้งติดตั้ง
ไล่ฝ้า มาให้ด้วย โดยรุ่นถูกสุดอย่าง GL จะไม่มีใบปัดน้ำฝนหลัง และไล่ฝ้าแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอย หรือกระทะล้อเหล็ก พร้อมฝาครอบ ทุกรุ่นจะใช้ล้อขนาดเดียวกัน คือ 14 x 4 1/2 J
และยาง Bridgestone ECOPIA ขนาด 165/65 R14 79S ซึ่งเน้นสมรรถนะด้านการลดแรงเสียดทาน ขณะ
หมุน (Low Rolling Resistant) เหมือนกันหมด

ที่สำคัญ การใช้โครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง และใช้ถังน้ำมันที่มีความจุแค่ 35 ลิตร ทำให้น้ำหนัก
ตัวรถเปล่าๆ ของ Mirage เบาเพียง 830 - 865 กิโลกรัม เบากว่าคู่แข่งตัวฉกาจในพิกัดเดียวกัน อย่าง Nissan
March, Honda Brio และ Suzuki Swift ร่วม 100 กิโลกรัม ซึ่งมีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และการขับขี่
อย่างชัดเจน



การเปิดประตูรถนั้น หากเป็นรุ่นมาตรฐาน ทุกรุ่น จะใช้กุญแจพร้อมสวิชต์รีโมทคอนโทรลในตัว เพื่อกดปุ่ม
สั่งล็อก หรือปลดล็อก เปิดประตู เข้าไปนั่ง เสียบกุญแจลงไปในรู ก่อนจะบิดสตาร์ท เหมือนรถยนต์ทั่วๆไป  
หน้าตาดอกกุญแจ ก็เหมือนกับ ที่ใช้อยู่ใน Triton PLUS และ Pajero Sport นั่นแหละ! ไม่มีผิดเพี้ยน!
เป็นกุญแจสหกรณ์ไปแล้ว

แต่ถ้าเป็นรุ่นท็อป 1.2 GLS กับ GLS Limited กุญแจที่ให้มากับรถ จะเป็นรีโมท ที่เรียกกันซะเก๋ไก๋ ว่า
KOS (Keyless Operation System) แค่พกรีโมทกุญแจนี้ไว้กับตัว เดินเข้าใกล้บานประตูคนขับ หรือ
ฝาประตูของห้องเก็บของด้านหลังรถ ในระยะรัศมี 70 เซนติเมตร ก็สามารถ ดึงมือจับเปิดประตูบานใดก็ตาม
จากทั้ง 2 บานข้างต้น ได้เลย หรือถ้าจะล็อกรถ เมื่อปิดประตูแล้ว ก็กดปุ่มล็อก ที่บานประตูทั้งคู่ บานใด
บานหนึ่ง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ในกรณีที่แบ็ตเตอรีของรีโมทหมด ยังสามารถ ถอดลูกกุญแจในตัวรีโมท ออกมาไขเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร
ด้านซ้าย ได้ หมุนซ้ายครั้งขวาครั้ง เป็นอันปลดล็อก เมื่อเข้าไปนั่งในรถได้แล้ว ก็ควรจะเอารีโมท KOS
เสียบไว้ในช่องเสียบ ใค้แผงหน้าปัด เหนือช่องวางแก้ว ตรงกลาง และถ้าลืมกุญแจในรถ เมื่อปิดประตู
รถจะส่งเสียงเตือนออกมาเอง



เมื่อเปิดประตูคู่หน้า ออกมาจะพบว่า บานประตู จะกางออกโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ในลักษณะ
คล้ายคลึงกับบานประตูคู่หน้าของ Honda FREED วิธีนี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า
เข้าออก จากตัวรถได้สบายขึ้น อีกทั้งยังส่งผลอ้อมๆ ทางจิตวิทยา ให้เกิดความรู้สึกว่า Mirage  มี
บานประตูและช่องทางเข้าที่กว้างมาก

แผงประตูด้านข้าง ถูกออกแบบมาให้ ใส่ได้ทั้ง เอกสารขนาด กระดาษ A4 กล่อง CD รวมทั้งขวดน้ำ
ซึ่งจะมีสัญลักษณ์เอาไว้เลยว่า ไม่เหมาะแก่การวางแก้วกระดาษใส่น้ำอัดลม จากร้าน Fast Food
ทั้งหลาย เพราะอาจทำให้ หกเลอะเทอะได้ บริเวณพื้นที่วางแขน ออกแบบมาได้ดี วางแขนได้สบาย
พอสมควร แต่จะดีกว่านี้ ถ้าช่วงแขนของคุณยาว เพราะสำหรับผม มันเตี้ยไปนิดสำหรับตำแหน่ง
การวางข้อศอก แต่



การตกแต่งภายในห้องโดยสาร เป็นสีดำ ไม่ว่าคุณจะเลือกรุ่นถูกสุด หรือแพงสุด ผ้าหุ้มเบาะที่คุณ
จะได้รับ ก็เป็นสีดำ และลายเดียวกัน ทั้งหมด ถือเป็นข้อดี ในการบริหารจัดการด้านการผลิต ลด
ความซ้ำซ้อน ในการจัดสต็อกอะไหล่ และช่วยลดขั้นตอนในการดำเนินงานต่างๆ ลงได้เยอะ
แถมลูกค้าก็ยังจะรู้สึกดีด้วย ว่า ซื้อรุ่นไหน ก็ได้ของที่เท่าเทียมกัน ต่างกันแค่ออพชันเท่านั้น

เบาะนั่งคู่หน้า ใช้ฟองน้ำในการขึ้นรูปกับโครงสร้างเบาะ ที่นิ่มกว่ามาก อันที่จริง มันนิ่มพอๆ กัน
กับ March และมีโครงสร้างเบาะค่อนข้างเล็กอยู่ ถ้าเป็นคุณสุภาพสตรี ผมว่า น่าจะชอบเบาะนั่งของ
Mirage แบบนี้ แม้จะให้การรองรับสรีระของผู้ขับขี่ และผู้โดยสารได้ดีกว่า March ก็จริง แต่ต่างกัน
ไม่มากนัก เพราะถึงแม้จะ มีการออกแบบให้มีส่วนนูน รองรับ บริเวณกลางแผ่นหลัง ของผู้ขับขี่ได้
ดีกว่านิดหน่อย มีปีกข้างที่แอบจะโอบกระชับร่างของผู้ขับขี่ดีกว่านิดนึง

แต่ ขอแนะนำให้ ปรับเลื่อนเบาะนั่งให้ดีๆ เพราะนี่เป็นรถเก๋ง Mitsubishi หนึ่งในหลายๆ รุ่น ที่
เปลี่ยนมาใช้ แท่งเหล็กยกเลื่อนชุดรางเบาะ ขึ้นหน้า - ถอยหลัง (จากสมัยก่อนที่เป็นแบบมือจับ
ดึงโยกเล็กๆ ด้านข้างฐานรองเบาะ) แม้ว่า จะมีการนำมาใช้ในรถรุ่นอื่นๆ ของพวกเขาก่อนแล้ว
แต่กับรถเก๋งประกอบในเมืองไทย นี่น่าจะเป็นรุ่นที่ 2 ที่เปลี่ยนมาใช้รางเลื่อนแบบนี้ เหมือน
ชาวบ้านชาวช่องเขา

ประเด็นก็คือ ผมตั้งข้อสังเกตว่า รถทดลองขับของ Mirage แทบทุกคัน จะมีปัญหาเรื่องการปรับ
พนักพิงเบาะ ที่เอียงออกไปทางขวามากไป และก่อความเมื่อยล้าในการขับขี่ ทำให้เกิดอาการ
ปวดแปลบ บริเวณ แผ่นหลัง ฝั่งซ้ายมือ เยื้องจากกระดูกสันหลังตรงกลางมานิดๆ

แต่ผมกลับมาค้นพบในภายหลังว่า จริงๆแล้ว ผมเองนั่นแหละ ที่เลื่อนเบาะนั่งไม่เข้าที่ ไม่ลงล็อก
ดังนั้น ถ้าขึ้นไปนั่ง Mirage คันไหนแล้วพบว่า เบาะมันเอียง ลองปรับเลื่อนเบาะขึ้นหน้า - ถอยหลัง
กันก่อนนะครับ

มันอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมเองก็เกือบจะพลาดในการตัดสินเรื่องเบาะนั่งของรถรุ่นนี้ไปแล้ว!

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนั่งขับ ของเบาะนั่ง ก็ยังเยื้องไปทางขวา ของพวงมาลัยกับชุดมาตรวัดอยู่ดี
เบาะรองนั่ง ก็สั้น ในแบบเดียวกับรถยนต์ขนาดเล็กจากญี่ปุ่นคันอื่นๆ ถ้านั่งขับขี่ไปเรื่อย ก็พอได้
แต่ถ้าขับกันยาวๆ หลายร้อยกิโลเมตร ยังไงๆ ก็ต้องลงมาจอดพักกันบ้างอยู่ดี

ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะจริงๆแล้ว ก็เหลือในระดับพอประมาณ อาจไม่ถึงกับโปร่งมาก และมีแผง
บังแดดด้านหน้า อยู่ใกล้ระดับสายตาไปหน่อย อันป็นผลมาจากการออกแบบแนวหลังคา ให้ลู่ลม
ตามหลักอากาศพลศาสตร์มันเลยจำเป็นต้องมีแนวหลังคาแบบนี้ จนทำให้ การติดตั้งแผงบังแดด
อยู่ใกล้สายตาอย่างที่เป็น แต่ถาพรวม ก็ไม่ได้บดบังทัศนวิสัยแต่อย่างใด



ส่วนการเข้า - ออก จากประตูคู่หลังนั้น ผมยังคงมีความเห็นเหมือนเดิม เพราะถึงแม้ทีมวิศวกรจะพยายาม
ออกแบบให้มีช่องประตูที่กว้าง และสูงที่สุดเท่าที่พอจะเป็นไปได้แล้ว แต่ มันก็ยังเล็กไปนิดนึงอยู่ดี เมื่อ
เทียบกับคู่แข่ง แม้ว่าช่องทางเข้าของ Brio เล็กสุด แต่ Mirage เอง ก็ใหญ่กว่ากันแค่นิดหน่อย เท่านั้น
ยังดีที่ กระจกหน้าต่าง สามารถเลื่อนเปิดลงได้จนสุดกรอบหน้าต่างด้านล่าง

การวางแขน บนแผงประตูด้านข้าง ถือว่าพอจะวางได้ แต่ ไม่ดีนัก เนื่องจาก ตำแหน่งพื้นที่วางแขน ค่อนข้าง
สั้นไปหน่อย แถมไม่มีมือจับเหนือบานประตูบริเวณเพดานหลังคา อีกด้วย ซึ่งเป็นปัญหาเหมือนกับ Mazda 2
และ Ford Fiesta ไม่มีผิด! จนอยากจะถามว่า ใจคอนี่ ไม่คิดจะให้ผู้โดยสารด้านหลังเขามีที่ยึดเหนี่ยวอะไรไว้
บ้างสักหน่อยเลยหรืออย่างไร? ของแค่นี้ ควรมีมาให้นะ!



เบาะรองนั่งแถวหลัง ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่เตี้ยกว่ารถยนต์ทั่วไป จนเกือบจะเท่ากับในรถยนต์นั่ง ขนาดเล็ก
เมื่อ 15 ปีก่อน เหตุผล และเป็นข้อดีไปด้วยในตัวของการจัดวาง Packaging แบบนี้ ก็คือ ในเมื่อ จำเป็น
ต้องทำหลังคาให้ลาดลง เพื่อให้ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น พื้นที่เหนือ
ศีรษะ ก็ต้องถูกเฉือนออกไปด้วยช่วยเพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะ ทำให้ตัวรถดูโปร่ง ในสายตาของผู้โดยสารด้านหลัง
แต่ ในทางกลับกัน เบาะรองนั่งที่เตี้ยนั้น สำหรับ บางคนที่ตัวสูงกว่ามนุษย์มนาทั่วไปเขา อาจทำให้การเดินทาง
ไกลๆ เมื่อยล้าได้ เพราะต้องนั่งชันเข่า อยู่แทบจะตลอดเวลาที่นั่งบนเบาะหลัง เว้นเสียแต่ผู้โดยสารด้านหลัง
จะเป็นบุตรหลานของคุณ ส่วนฟองน้ำที่ใช้่ขึ้นรูปเบาะ ก็นิ่มพอกันกับเบาะคู่หน้านั่นละครับ

พนักศีรษะด้านหลัง ต้องยกขึ้นมาใช้งาน จึงจะรองรับศีรษะของคุณได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อย่างน้อย ยังดีกว่า
 Honda Brio แน่ๆ คู่นั้น เขาไม่มีพนักศีรษะเบาะหลังนะครับ ถึงมี ก็ออกแบบฉีดขึ้นรูป
เป็นชุดเดียวกัน และใช้งานจริงแทบไม่ได้เลย ส่วนพื้นที่วางขานั้น มีเหลือประมาณ 1 กำปั้น ถ้าคุณถอยเบาะหน้า
ร่นลงมาจนสุด ถือว่า เรื่องพื้นที่วางขา ไม่ใช่ปรเะเด็นน่าเป็นห่วงนักสำหรับ Mirage

ส่วน พนักศีรษะหลังนั้น Marchใหม่ รุ่นปรับโฉม ก็มีมาให้แล้ว ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อผมไปลอง
นั่งมาแล้ว กลับพบว่า มันก็ยังทำได้ไม่ดีสุดอยู่เช่นเคย ขอบล่างของพนักศีรษะทิ่มต้นคอผมอีกจนได้
นั่นละ สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดของพนักศีรษะทุกค่ายเลย แถมปรับยกขึ้นได้แค่จังหวะเดียว

เข็มขัดนิรภัย มีมาให้ ทั้งแบบ ELR 3 จุด ฝั่งซ้าย และขวา ส่วนตรงกลาง ยังคงเป็นแบบ ELR 2 จุด คาดเอว
ทุกรุ่น ทุกคัน

ภาพรวม ถือว่า การโดยสารบนเบาะหลังของ Mirage อาจมีพื้นที่เหลือพอสำหรับคนตัวสูง เข้าไปนั่งในยาม
จำเป็นได้อยู่ แต่อย่าไปคาดหวังความสบายจากเบาะหลังขอวรถยนต์ประเภทนี้ทุกรุ่นมากนักครับ มันทำได้
ดีแค่ในระดับที่มันพอจะเป็นนั่นละ

ขอแนะนำและย้ำอย่างยิ่งว่า หากสมาชิกในครอบครัวของคุณ จำเป็นต้องนั่งบนเบาะหลังของ Hatchback
ECO Car แบบนี้ ขอให้พาไปดูรถคันจริงบนโชว์รูมด้วย ก่อนตัดสินใจ ให้เขาลองนั่งจนพอใจ เพื่อให้
การตัดสินใจเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันในบ้านเรือนภายหลัง



เบาะนั่งแถวหลังสามารถแยกพับเก็บได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ให้ยาวขึ้น
กว่าเดิม มีช่องเสียบหัวเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ติดตั้งไว้ที่แผงพลาสติกบุด้านข้างเบาะหลังทั้ง 2 ฝั่ง ในกรณีที่
พับเบาะหลัง ก็สามารถเอาหัวเข็มขัดนิรภัย เสียบยึดเอาไว้ในรูดังกล่าวได้เลย เพื่อไม่ให้เข็มขัดขยับไปมา
จนก่อเสียงน่ารำคาญขณะขับขี่

การพับเบาะแถวหลังนั้น คุณต้องเดินไปเปิดฝาประตูห้องเก็บของด้านหลังเสียก่อน แล้วมองไปที่ด้านหลัง
ของพนักพิงเบาะ จะเห็นมีเชือกแบบห่วง ผูกเอาไว้ที่ด้านหลังพนักพิงให้ดึงเพื่อปลดล็อก แล้วก็พับพนักพิง
ลงไปได้เลยทันที เมื่อพับแล้ว ก็จะมีหน้าตาแบบในรูปนี้ ไม่ได้แบนราบลงไปกับพื้นห้องโดยสารแต่อย่างใด
ที่สำคัญ เบาะหลังของ Mirage แยกพับแบบนี้ ได้ครบแทบทุกรุ่นย่อย



เมื่อเปิดยกฝาประตูห้องเก็บสัมภาระด้านหลังขึ้นมา จะพบว่า มีช็อกอัพไฮโดรลิก ค้ำยันมาให้ 2 ต้น ในขณะที่
Brio มีมาให้แค่ ต้นเดียว สามารถเปิดยกขึ้นไปได้สูงโดยไม่ต้องกังวลว่าจะติดศีรษะ มีมือจับดึงปิดลงมา
ซ่อนไว้ให้ ใช้กลอนไฟฟ้า แต่ไม่มีก้านดึงเปิดฝาประตูหลัง จากในห้องโดยสารมาให้ หากต้องการเก็บ
ของไว้หลังรถ คุณต้องลงจากรถ มาเปิดบานประตูหลังยกขึ้นด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ ยังมีไล่ฝ้าที่กระจกบังลมหลังมาให้ ที่สำคัญ มีใบปัดน้ำฝน พร้อมหัวฉีดน้ำล้างกระจกมาให้ทุกรุ่น
ยกเว้นรุ่น GL เกียร์ธรรมดา อันเป็นรุ่นล่างสุด ถูกสุด

แหม! ไหนๆ จะใส่มาให้ทั้งที น่าจะใส่มาให้ครบทุกรุ่นไปเลย จะได้ถือเป็นจุดขายไปด้วยยังไงละ! แม้จะ
พอเข้าใจว่า มีลูกค้าในต่างจังหวัดบางกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มที่คิดจะซื้อ Mirage ไปตกแต่ง เพื่อลงแข่งขันต่อ หรือ
อยากได้รถยนต์ที่ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์อะไรมากมายนัก เพราะสุดท้าย อุปกรณ์เหล่านี้ ก็จะถูกพวกเขา ถอดยก
ออกไปเองอยู่ดี แต่ อย่าลืมว่าสภาพถนนเมืองไทยนั้น ฝุ่นเยอะ ยิ่งฝนตก ล้อหลัง และกระแสลม ก็จะพัดพา
ให้ฝุ่นละออง เข้ามาแปะกับกระจกบังลมหลังกันง่ายดาย ดังนั้น ใบปัดน้ำฝนหลัง กับหัวฉีดน้ำ ก็ยังน่าจะ
เป็นสิ่งที่ถูกติดตั้งมาให้ครบทุกรุ่นไปเลยก็ดีเหมือนกัน



ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง มีขนาดความจุ 235 ลิตร เมื่อยังไม่ได้พับเบาะลงมา มีแผงรีไซเคิลบังสัมภาระไว้
จากสายตาของผู้คนภายนอก สามารถยกถอดเก็บออกได้ หรือจะใช้เชือกเส้นเล็กๆ ที่ติดมาให้ เกี่ยวไว้กับ ขอยึด
บริเวณบานประตูหลัง เพื่อให้ยกขึ้นพร้อมกันตอนเปิดฝาประตูห้องเก็บของก็ได้

และเมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้นมา จะพบว่า มีหลุมใส่ยางอะไหล่ พร้อมซองเครื่องมือติดรถแถมมาให้ มีประแจ
ขันน็อตล้อ ตะขอเหล็ก และ ตะขอลากรถ ส่วนแม่แรงยกรถ ถ้าหาไม่เจอไม่ต้องตกใจ มันถูกนำไปติดตั้งซ่อนไว้
ที่ใต้เบาะผู้โดยสารด้านหน้าฝั่งซ้าย วิธีนำแม่แรงไปใช้งาน ก็แค่เลื่อนเบาะขึ้นไปทางด้านหน้าจนสุด จากนั้น จับ
แม่แรง หมุนลง แล้วดึงออกไปทางด้านหลังของเบาะ

ที่ต้องเขียนบอกเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าจะมีใครอีกหลายคนมากมายื ปล่อยไก่ในเรื่องนี้ยามฉุกเฉิน ขึ้นมาแล้วจะยุ่ง
ผมไม่รับรู้ด้วยนะเออ!

และถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า มีการบุพลาสติกกันกระแทกมาให้บริเวณล่างสุดของกรอบช่องทางประตูห้องเก็บของ
ในขณะที่ March และ Brio เลือกจะลดต้นทุนในส่วนนี้ โดยปล่อยให้เห็นเนื้อเหล็กสีเดียวกับตัวรถ เปลือยเปล่า
อยู่อย่างนั้น สำหรับคนที่จะต้องยกข้าวของ เข้า-ออกจากห้องเก็บของด้านหลังบ่อยๆแล้ว การบุพลาสติกแบบนี้
ถือเป็นเรื่องที่พบได้ในรถยนต์ ท้ายตัด Hatchback แทบทุกรุ่นทั่วไปในสากลโลก และควรจะมีมาให้ในรถยนต์
ประเภทนี้ทุกคันได้แล้ว



แผงหน้าปัด มาในรูปแบบพื้นฐาน เรียบง่าย แต่กลับให้ความสะดวกใช้งานได้ดี แผงควบคุมตรงกลาง พื้นผิวสีดำ
มันเงาแบบ Piano Black (ซึ่งพร้อมจะเป็นรอยขนแมวได้ง่าย โปรดระวังในการดูแลรักษาให้เหมือนกับสีรถด้าน
นอก นิดนึง ก็ดีครับ) เลือกติดตั้งแผงสวิชต์ ที่ใช้งานบ่อยๆ ให้อยู่ใกล้มือ แต่ขนาดของปุ่ม ก็ใหญ่พอจะทำให้
ลูกค้า รู้สึกว่า มีปุ่มให้กดเยอะดี คุ้มกับเงินที่เสียไป มันเป็นผลทางจิตวิทยานิดหน่อยหนะครับ

มองขึ้นไปบนเพดาน แผงบังแดดมีขนาดใหญ่พอประมาณ แต่มีกระจกแต่งหน้ามาให้เฉพาะฝั่งคนขับ หนำซ้ำ
ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร ก็ยังมีอยู่ในตำแหน่งเดียว คือ ตรงกลางระหว่าง แผงบังแดดทั้ง 2 ฝั่ง และที่
หนักกว่านั้นก็คือ มีขนาดเล็ก และไม่ค่อยสว่างพอเท่าที่ควร ยิ่งถ้าทำของตกบนพื้นเบาะหลัง ตอนดึกๆ ไม่ต้อง
คิดจะควานหาเลย สงสัยคงต้องพกไฟฉายติดรถเอาไว้ด้วยแน่ๆ



พวงมาลัยของทุกรุ่นเป็นแบบ ยูรีเทน 3 ก้าน ออกแบบขึ้นใหม่ มีขนาดเส้นรอบวงกำลังดี ไม่เล็กหรือใหญ่
จนเกินไป ฝังถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับเอาไว้ข้างใน Grip สำหรับจับพวงมาลัย ถือว่า อยู่ในระดับมาตรฐาน
ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป เช่นเดียวกัน

มองไปทางขวามือ กระจกหน้าต่างเปิด - ปิดได้ ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า ทั้ง 4 บาน มีเฉพาะฝั่งคนขับที่จะเป็นแบบ
One - Touch กด หรือยกสวิชต์ ครั้งเดียว กระจกหน้าต่าง จะเลื่อน ลง หรือขึ้น จนสุดได้เอง แต่ในรุ่น GL
จะมีกระจกหน้าต่างไฟฟ้ามาให้เฉพาะบานประตูคู่หน้าเท่านั้น

สวิชต์ ปรับ และพับกระจกมองข้างด้วยไฟฟ้า อยู่ทางขวามือ ใต้ช่องแอร์ฝั่งขวาสุดของแผงหน้าปัด คราวนี้
Mitsubishi บอกว่า จะไม่ยอมพลาดแบบ Lancer EX อีกต่อไปแล้ว ตอนนั้น ฝั่งญี่ปุ่น ไม่ยอมใส่กระจก
มองข้าง พับไฟฟ้ามาให้แต่แรก จนโดนด่ายับ เละเทะ ทั้งจากลูกค้า และเว็บของเรา (ฮา) คราวนี้ ในรุ่น
GLX GLS และ GLS Limited แค่ผู้ขับขี่ล็อกประตู ด้วยวิธีการใดก็ตาม กระจกมองข้าง ก็จะพับเก็บเอง
โดยอัตโนมัติ และเมื่อปลดล็อก มันก็จะกางออกเองโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกัน

การติดเครื่องยนต์ ในรุ่น GL และ GLX ใช้กุญแจ เสียบเข้าไปในรู ตรงคอพวงมาลัยฝั่งขวา แล้วบิดสตาร์ต
ตามปกติ ส่วนรุ่น GLS และ GLS Limited มีปุ่มติดเครื่องยนต์แบบ Push Start มาให้ ถ้าไฟสีแสดขึ้น แสดงว่า
เตรียมพร้อมให้กดปุ่มแล้ว และเมื่อกดเข้าไป ไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว แสดงว่า กำลังติดเครื่องยนต์แล้ว

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ที่ Mitsubishi นำมาติดตั้งเอาไว้ใน Mirage ด้วย นั่นคือ ระบบควบคุมลูกเล่นไฟฟ้าต่างๆ
ภายในห้องโดยสาร เรียกว่า ETACS (Electronic Time And Alarm Control System) ซึ่งเป็นลูกเล่นที่
ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ Mitsubishi รุ่นที่ผลิตขายในเมืองไทย มาตั้งแต่สมัย Galant Sigma ปี 1984 แล้วมีการ
ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน แต่กลับไม่ค่อยจะโฆษณาให้ผู้คนเขารับทราบสรรพคุณอย่างจริงจัง
มากเกินไปกว่า การปรากฎข้อมูลบนแค็ตตาล็อก หรือเอกสารประชาสัมพันธ์ แล้วมันก็ถูกลืมหายไป  คราวนี้
ฝ่ายการตลาดก็ถึงพึ่งจะนึกออกได้ และเริ่มโฆษณาให้รับรู้ถึงรูหูของผู้บริโภคกันจริงจังเสียที เพราะลูกเล่น
เล็กๆน้อยๆ เหล่าเนี่ย ลูกค้าสุภาพสตรี ที่ไม่รู้จักรถยนต์ Mitsubishi มาก่อน น่าจะชื่นชอบกัน!

ลูกเล่นที่ว่านี้ มีตั้งแต่
- กุญแจรีโมทพร้อมระบบควบคุมการพับและกางกระจกมองข้างอัตโนมัติ
- ไฟหน้าปิดได้เองโดยอัตโนมัติ โดยระบบจะตัดการทำงานของไฟหน้ารถโดยอัตโนมัติหลังจากดับเครื่องยนต์
   แล้วเปิดประตู ช่วยให้ไฟในแบตเตอรี่ไม่หมด
- ใบปัดน้ำฝนปรับความเร็วอัตโนมัติ ในกรณีที่ฝนตกหากผู้ขับเปิดที่ปัดน้ำฝนในตำแหน่งปัดเป็นจังหวะเมื่อ
   รถถึงความเร็วที่กำหนดที่ปัดน้ำฝนจะเปลี่ยนเป็นจังหวะที่ 1 โดยอัตโนมัติ และจะกลับมาที่ตำแหน่งปัดเป็น
   จังหวะเหมือนเดิมเมื่อความเร็วลดลงหรือหยุดรถ
- ใบปัดน้ำฝนหลังเปลี่ยนเป็นปัดต่อเนื่องในกรณีเปิดใบปัดน้ำฝนหลังในตำแหน่งปัดหยุด เมื่อผู้ขับเข้าเกียร์ใน
  ตำแหน่งเกียร์ R ใบปัดจะเปลี่ยนเป็นปัดต่อเนื่อง 2 ครั้งอัตโนมัติเพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้นในขณะขับถอยหลัง
- ระบบล็อคประตูซ้ำอัตโนมัติ โดยระบบจะสั่งล็อคประตูทุกบานโดยอัตโนมัติหากไม่มีการเปิดประตูใน 30 วินาที
  หลังจากกดปุ่มปลดล็อคประตูรีโมท
- ระบบสัญญาณไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลน เพียงขยับก้านไฟเลี้ยวเพียงเล็กน้อยสัญญาณไฟเลี้ยวและสัญญาณ
  ไฟเตือนบนหน้าปัดจะกระพริบ 3 ครั้ง (แบบรถยนต์ยุโรปชั้นดี)
- ระบบหน่วงเวลาปิดไฟในห้องโดยสารภายใน 15 วินาที เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบสัมภาระภายในรถ
- ระบบหน่วงเวลาเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้าหลังจากดับเครื่องยนต์ กระจกไฟฟ้ายังสามารถเปิด-ปิดได้อีกใน 30 วินาที



มาตรวัดเป็นแบบ Combination Meter 3 วางกลม ซ้อนกัน ตรงกลางเป็นมาตรวัดความเร็ว ฝั่งซ้ายเป็นมาตรวัดรอบ
และแสดงสัญญาณไฟเตือนในระบบสำคัญๆ ฝั่งขวา แสดงสัญญาณไฟเตือนในระบบที่สำคัญรองลงมา รวมทั้งมีไฟ ECO
สีเขียว จะติดสว่างขึ้น เมือ่ใช้ความเร็ว กับรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสม และคอมพิวเตอร์ของเครื่องยนต์ คำนวนว่า ขับรถ
แบบเนี้ย จะช่วยให้ประหยัดน้ำมัน เวลาขับๆไป อย่ามองไฟ ECO นานเกินไปนะครับ คุณจะขับช้าลง จนรถคันข้างหลัง
บีบแตรก่นด่า หรือขับจี้ตูดก็เป็นได้

ในรุ่น GLS และ GLS Limited มาตรัดความเร็วจะมีกรอบมาตรวัดสีเงินมาให้ ส่วนรุ่น GLX และ GL จะเป็น
กรอบมาตรวัดความเร็วสีดำ และเฉพาะรุ่น GL ถูกสุดเท่านั้น ที่จะไม่มีมาตรวัดรอบมาให้

หน้าจอตรงกลาง ใต้มาตรวัดความเร็ว เป็นหน้าจอ Multi-Information Display คุณสามารถเลือกอ่านข้อมูลได้
ทั้งระยะทางที่รถแล่นมาทั้งหมด Odo Meter ระยะทางที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าได้เอง ทั้ง Trip Meter A และ B ปรับความ
สว่างของมาตรวัดทั้งหมด ระยะทางที่น้ำมันในถัง เหลือพอให้รถแล่นต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลือง
เชื้อเพลิงเฉลี่ย (พร้อมแถบวัดค่าแบบ Real-Time) และแจ้งเตือนการบำรุงรักษา ด้วยการกด-ปล่อย ที่สวิชต์ปรับตั้ง
บนมาตรวัด

การมองเห็นตัวเลข ในขณะขับขี่ ทำได้ดี แต่ถ้าคุณต้องการอ่านรอบเครื่องยนต์ อาจต้องละสายตา และเพ่ง
ไปที่มาตรวัดรอบนานนิดนึง พอกันกับ Honda StepWGN หรือบรรดารถยนต์ ที่มีมาตรวัดรอบขนาดเล็ก
กว่ามาตรวัดวามเร็วนั่นละครับ

ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า มาตรวัดของ Mirage เหมือนถูกทำมาเตรียมไว้ รองรับ การติดตั้ง ระบบ ควบคุมความเร็ว
คงที่ Cruise Control ระบบช่วยลดโอกาสการลื่นไถล หรือล้อหมุนฟรี จำพวก Traction Control หรือ VSC
ที่สำคัญ ยังแอบรองรับสัญญาณไฟเตือน เมื่อใช้ความเร็วเกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง รวมทั้งไฟเตือนระบบ
ดับเรื่องเองเมื่อจอดติดไฟแดง และติดเครื่องเองอีกครั้งเมื่อออกรถ Auto Stop&Go มาให้ด้วย! แต่เสียดาย
ว่าระบบทั้งหมดในย่อหน้านี้ จะไม่ถูกติดตั้งกับ Mirage ที่จำหน่ายในเมืองไทยเลย..เฮ้อ!



มองไปทางซ้ายมือ ช่องเก็บของฝั่งผู้โดยสาร มีขนาดใหญ่พอประมาณ แต่น่าเสียดายว่า ออกแบบให้
เป็นกล่องสี่เหลี่ยมธรรมดาเลยไม่ได้หรืออย่างไร เพราะการออกแบบให้มีฝั่งซ้ายของกล่องด้านใน
ให้เว้าแบบที่เป็นอยู่นี้ มันเผยให้เห็นถึงสายไฟระโยงระยาง ที่ซ่อนอยู่หลังแผงหน้าปัด มันดูไม่ค่อย
เรียบร้อยเท่าไหร่ ในความรู้สึกของผู้บริโภคทั่วไป

ส่วนช่องเสียบ USB สำหรับเชื่อมต่อกับวิทยุ หรือชุดเครื่องเสียงนั้น น่าจะติดตั้งไว้บนแผงควบคุม
มากกว่าที่จะซ่อนอยู่ในกล่องเก็บของ แล้วต้องใช้สาย ดึงขั้วเสียบ ออกมาใช้งาน แม้ว่าจะทำ รูเล็กๆ
ให้สายเสียบ โผล่ออกมา อยู่นอกกล่อง แล้วเสียบกับ Flash Drive หรือขั้วต่อสำหร้ับ โทรศัพท์มือถือ
Smart Phone ทั้งหลาย แต่ยังดีที่ มีการออกแบบ ร่องวางของแนวยาว บนแผงหน้าปัดฝั่งซ้าย สำหรับ
การวางข้าวของจุกจิกต่างๆ ซึ่งจุดนี้ ลูกค้าผู้หญิง หลายๆคนจะชื่นชอบมาก

ใต้แผงควบคุมกลาง จะมีช่องเสียบกุญแจ KOS (เฉพาะรุ่น GLS Limited) หรือช่องวางของจุกจิก
ขนาดใหญ่พอประมาณ พอให้วางกระเป๋าสตางค์ได้ (ในรุ่น GL GLX และ GLS) รวมทั้งช่องวาง
แก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง ที่ใช้งานได้จริง

ในรุ่น GL GLX และ GLS นั้น เครื่องปรับอากาศ จะเป็นแบบ มือบิด พร้อมกับก้านเลื่อนเปิด - ปิด
ช่องรับอากาศจากภายนอกรถ ซึ่งก็ถือว่า เย็นเร็วในระดับใช้ได้ เช่นเดียวกัน  รวมทั้งยังติดตั้ง วิทยุ
AM/FM เล่นแผ่น CD/MP3 ได้แค่แผ่นเดียว พร้อมลำโพง 4 ชิ้น เสียงเบส ออกมาดี แต่เสียงใส
ยังอู้อี้ ไม่ใสกังวาล แต่ก็ไม่เลวร้าย ไว้พอฟังข่าวขำขำ ได้ ระหว่างรถติด ปุ่มใหญ่โต ใช้งานง่ายมาก

รุ่น 1.2 GLX Limited จะเป็นรุ่นเดียวที่ได้ใช้เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ ถูกออกแบบมาให้มีแผง
ควบคุมสวิชต์ ใช้งานง่ายดาย และคลำหาปุ่มต่างๆ แล้วเจอแทบทันที ไม่ยากจนมึนหัว



นอกจากนี้ จุดขายสำคัญของ Mirage รุ่นท็อป 1.2 GLS Limited อยู่ที่ การเป็นรถยนต์ระดับราคาต่ำกว่า
700,000 บาท เป็นรายแรก ในเมืองไทยการติดตั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System
เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จากโรงงาน (มีเฉพาะรุ่นนี้เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น)

มาพร้อมกับเครื่องเสียง รุ่นใหม่ ใช้หน้าจอ Monitor แบบ Touch Screen ขนาด 7 นิ้ว จาก Clarion พร้อม
วิทยุ AM/FM และ เครื่องเล่น CD/DVD/MP3 1 แผ่น มาพร้อมระบบเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ Bluetooth

การแสดงผลบนหน้าจอนั้น กราฟฟิกสวยงามดีก็จริง แสดงภาพหน้าจอได้พร้อมกัน ทั้งโหมดเครื่องเสียง
และหน้าจอของระบบนำทาง แสดงข้อมูลได้ ทั้งภาคกลางวัน และกลางคืน แจ้งชื่อเพลง อัลบั้ม ศิลปิน
จากไฟล์เพลงทั้งในแผ่น และจาก Flash Drive USB ก็ได้

คุณภาพเสียงนั้น ให้เสียงเบสที่ ดีในเพลงบางรูปแบบ แต่หากเพิ่มบูสต์ของ เสียงเบส เข้าไป ก็จะบวมจน
เกินเหตุ ส่วนเสียงใส ถือว่าทำได้ระดับปานกลางค่อนข้างดีแต่ถ้าคิดถึง รถยนต์ในระดับราคา 550,000 บาท
แล้ว อาจถือได้ว่า Mirage เป็นรถยนต์ที่มีชุดเครื่องเสียง ดีที่สุด ทัดเทียมเท่ากับ Swift  

เพียงแต่ Clarion ทำตัวจนทำให้ผมเข้าใจผิดไปในตอนแรก ว่าเป็นเครื่องเสียงจาก ALPINE เพราะการ
ออกแบบปุ่ม และตำแหน่งของสวิชต์ หรือ User Interface ที่ใช้งานค่อนข้างยาก โดยเฉพาะ หากคิดจะ
ปรับเสียงกันแต่ละที นั่งจิ้มหน้าจอกันตาเหลือกเลย เฮ้ย ตรงนี้มันคืออะไรหว่า เอ๊ะ ตรงนี้ทำไมปรับแล้ว
เสียงไม่ออก (แน่ละ มี SubWoofer Function มาให้ ทั้งที่ตัวรถไม่ได้ติดตั้ง Sub Woofer มาเลยนี่หว่า กด
แล้วเสียงจะเปลี่ยนไปได้ยังไงกันละนั่น)

ไม่เข้าใจว่า ไหนๆ ทำเครื่องเสียงออกมาซะ คุณภาพเสียง ดี๊ดี ทำไม ไม่ออกแบบปุ่มและตำแหน่งของปุ่มบน
หน้าจอให้มันใช้งานง่ายกว่านี้สักหน่อยกันละ เห็นเป็นแบบนี้ มาตั้งแต่ Pajero Sport, Triton PLUS, Lancer EX
แล้ว นี่ยังจะต้องมาเจอการปรับ Equalizer ที่ต้องเป็นคนฟัง หูเทพๆ เท่านั้นหรือ ถึงจะรู้เรื่องว่า ควรปรับอะไร
เท่าไหร่ และอย่างไร ฝาก Clarion ช่วยเอาไปปรับปรุงกันสักหน่อยเถอะนะครับ ถ้าแก้ไม่ออกละก็ ทำหมวด
Equalizer แล้ว ก็มีภาพกราฟฟิก ให้ผู้ใช้งานเห็นเลยว่า หากเป็น กราฟแท่ง สูง - ต่ำ จะทำให้เสียงเปลี่ยนไป
มากน้อยแค่ไหน และอย่างไร นั่นจะง่ายต่อการใช้งานของคนทั่วไปขึ้นอีกพอสมควร



ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อ Mirage รุ่นใดก็ตาม บริเวณพื้นห้องโดยสารตรงกลาง จะเหมือนกันหมด
คือมีเบรกมือแบบมาตรฐาน ยกขึ้น ยกลง มาให้ พร้อมกับช่องวางแก้วน้ำ สำหรับผู้โดยสาร
ด้านหลัง 1 ช่อง และ...แค่นี้! ซึ่งก็พอกันกับ ทั้ง March และ Brio นั่นแหละ



จากตำแหน่งเบาะนั่งคนขับ ในการใช้งานจริง ทัศนวิสัยด้านหน้า มองเห็นภาพถนนและสภาพ
การจราจรข้างหน้าได้อย่างดี ไม่มีอะไรผิดปกติ ฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบให้ลาดต่ำก็จริง แต่
อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ต้องพอจะมองเห็นพื้นที่โค้งนูน ทั้ง 2 ฝั่งของฝากระโปรงด้านหน้าได้อยู่



มองมาทางขวาเล็กน้อย เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา ออกแบบมาให้แคบลงกว่าคู่แข่ง
เล็กน้อย และมีเส้นสะเอว (BeltLine : เส้นขอบกระจกหน้าต่าง ด้านล่าง) เริ่มต้นค่อนข้างต่ำ
ทำให้มองเห็นขณะเข้าจอด จะเลี้ยวขวาเข้าซอย  หรือ เลี้ยงโค้งขวา บนถนนสวนกันสองเลน
ยังเห็นรถที่แล่นสวนมาได้ชัดเจน แม้จะแอบมีการบดบังบ้างในบางจังหวะ แต่ก็น้อยมาก

กระจกมองข้างมีขนาดใหญ่กำลังดี และเมื่อปรับกระจกออกไปจนมองเห็นตัวถังรถนิดเดียว
พื้นที่ด้านข้าง ฝั่งขวาสุด ก็ถูก กรอบพลาสติกด้านใน บดบังกินพื้นที่เข้ามาน้อยมากๆ จนแทบ
ไม่มีผลต่อการมองเห็นรถคันที่แล่นสวนมาทางด้านข้างขวาเลย



ฝั่งซ้ายก็เช่นกัน เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งซ้าย ที่ออกแบบให้ลดความกว้างลง ช่วยให้การ
มองเห็นขณะเลี้ยวซ้าย ทั้งคนเดินข้ามถนน หรือรถที่แล่นมา จนถึงขณะเลี้ยวกลับรถ ทำได้
อย่างดี รวมทั้งกระจกมองข้างก็ทำหน้าที่ได้แบบไม่มีอะไรให้ตำหนิ



อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปทางด้านหลังรถ ฝั่งซ้าย เสาหลังคา C-Pillar หลังสุด ค่อนข้างหนา
ดังนั้น จะบดบังทัศนวิสัยไปพอสมควร โดยเฉพาะ การบดบังรถจักรยานยนต์ ได้ 1 คันเต็มๆ
ยังดีที่มีการออกแบบกระจกบังลมหลัง และกระจกหน้าต่างบานประตูหลัง ให้โล่ง ปลอดโปร่ง
จึงพอลดจุดบอดตรงนี้ได้พอสมควร อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเลนทางซ้าย หรือถอยเข้าจอด
ฝั่งซ้าย ควรใช้ความระมัดระวังนิดนึง



********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

เครื่องยนต์ ของ Mirage สำหรับตลาดเมืองไทย ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักสำหรับตลาดส่งออกทั่วโลก
ไปด้วยเหมือนกันนั้น มีรหัสว่า 3A92 ซึ่งอาจแตกต่าง และไม่คุ้นตาคนไทยเท่าใดนัก เพราะปกติรหัส
ของเครื่องยนต์ Mitsubishi Motors มันต้องขึ้นต้นด้วย 4 หรือ 6 แล้วตามด้วย G หมายถึง Gasoline
ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน หรือ D ซึ่งก็คือ เครื่องยนต์ Diesel แต่ในเมื่อรหัส 3A92 นั้น ขึ้นต้นด้วยเลข
3 มันก็หมายความว่า เป็นเครื่องยนต์ เบนซิน บล็อก 3 สูบ นั่นเอง

เครื่องยนต์ 3A92 เป็นขุมพลัง บล็อก 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว ขนาด 1,193 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก
75.0 X 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิง ด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-Multi
(Electronically Controlled Multi-Point Fuel injection) ควบคุมด้วยสมองกลคอมพิวเตอร์ 32 Bit
พร้อมระบบแปรผันวาล์ว ที่หัวแคมชาฟต์ฝั่งวาล์วไอดี MIVEC (Mitsubishi Innovative Valve timing
Electronic Control system)



ชิ้นส่วนหลายชิ้น ในเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ ถูกออกแบบขึ้น เพื่อให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ได้ดีขึ้น ไม่แพ้เครื่องยนต์ 4 สูบทั่วไป อาทิ ท่อรับอากาศจากภายนอก ทำจากพลาสติกทนความร้อน
ถูกออกแบบให้ตรงยาว ไปโค้งขวาที่ ทางเข้าไส้กรองอากาศแบบสี่เหลี่ยม ออกแบบให้เบา และถอด
เปลี่ยนได้ง่าย

เสื้อสูบเป็นแบบ Aluminium Alloy น้ำหนักเบา แต่แข็งแรง และระบายความร้อนได้ดี พร้อมกันนี้
ลูกสูบก็ยังถูกออกแบบขึ้นใหม่ ให้เบาแต่แข็งแรง เพิ่มช่องสำหรับรับน้ำมันเครื่อง ไปหล่อลื่นลูกสูบ
รวมทั้งยังออกแบบหัวลูกสูบ ให้มีด้านข้างแบบ อสมมาตร (Asymetry Skirt) เพื่อลดแรงเสียดทาน
และเคลือบสาร Resin Coating ที่ลูกสูบ ช่วยลดการเสียดสีระหว่าง ลูกสูบ กับผนังกระบอกสูบ

ทั้งหมดนี้ ช่วยรีดกำลังสูงสุดออกมาได้ 78 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด อยู่ที่
100 นิวตันเมตร หรือ 10.2 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

ดูตัวเลขแล้วจะเห็นว่า แรงม้า จะด้อยกว่า Nissan March แค่เพียง 1 ตัวเท่านั้น แม้จะถือว่าเป็นตัวเลข
แรงม้า ที่ต่ำที่สุดในตลาดก็ตาม แต่การมีแรงบิดสูงสุดเท่ากับ March พอดีๆ ก็พอจะช่วยให้ผม ใจชื้น
ขึ้นมาว่า..เอาน่า หวังว่า อย่างน้อย อัตราเร่งก็ น่าจะพอๆ กับ March บ้างแหละ! ดังนั้น อย่าเพิ่งไป
ดูถูกเรื่องพละกำลัง จนกว่าจะอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายของบทความนี้!

การดูแลรักษา ใช้น้ำมันเครื่อง เกรด 0W20 (เช่นเดียวกับ ECO Car คันอื่นๆในตลาดตอนนี้ทุกรุ่น)
ปริมาณในอ่างน้ำมันเครื่อง 2.8 ลิตร ในไส้กรอง 0.2 ลิตร (ถ้าคุณเข้าศูนย์บริการ Mitsubishi ตอนนี้
เขาควรจะจับเปลี่ยนน้ำมันเครื่องให้ โดยเป็น Castrol Edge หรือ Magnatech เกรดพิเศษ ที่ไม่มี
วางขายตามท้องตลาด เพราะเขาดีลพันธมิตรกันอยู่)



เครื่องยนต์จะส่งแรงบิดมายังระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วย 2 รูปแบบของระบบส่งกำลัง มีทั้ง
เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มีเฉพาะรุ่น GL 5MT และ GLX 5MT ใช้น้ำมันเกียร์ API GL4 หรือ
SAE 75 W 80 อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1..........................3.545
เกียร์ 2..........................1.913
เกียร์ 3..........................1.310
เกียร์ 4..........................0.973
เกียร์ 5..........................0.804
เกียร์ถอยหลัง..................3.214
อัตราทดเฟืองท้าย.............4.055



ส่วนรุ่นอื่นที่เหลือ จะใช้เกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผัน CVT (Continous Variable Transmission)
ของ Jatco รุ่น CVT 7 ซึ่งเป็นเกียร์แบบ สายพานคล้องกับพูเลย์ รุ่นเดียวกัน กับที่ติดตั้งอยู่แล้ว ทั้ง
ใน Nissan March กับ Suzuki Swift ใหม่ 1.2 ลิตร เพียงแต่ว่า ใช้กล่องสมองกลคอมพิวเตอร์ สำหรับ
ควบคุมเกียร์ที่ Mitsubishi Motors พัฒนาขึ้นเองนั่นคือระบบ INVECS-III (Intelligent & Innovative
Vehicle Electrics Control System) เจเนอเรชัน ที่ 3 ระบบนี้ แบ่งการทำงานเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ

1. เปลี่ยนเกียร์ตาม "สภาพการขับขี่"  (Optimum Shift Control)
กล่องคอมพิวเตอร์ จะวิเคราะห์ องศาการเปิดของลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า (การเหยียบคันเร่ง) การเบรก
หักเลี้ยวพวงมาลัย และความเร็วของรถในขณะนั้น เพื่อให้ได้ตำแหน่งเกียร์ ที่เหมาะกับสภาพ
เส้นทาง และการขับขี่ในช่วงเวลานั้นๆมากที่สุด

2. เปลี่ยนเกียร์ตาม "พฤติกรรมผู้ขับขี่" (Adaptive Shift Control)
กล่องคอมพิวเตอร์ จะศึกษาพฤติกรรมการขับขี่ แล้วเปลี่ยนเกียร์ไปตามนิสัยคนขับ เช่น ถ้าเป็นคน
ชอบเหยียบคันเร่งจมมิด เรียกอัตราเร่งแซงตลอดเวลา กล่องคอมพิวเตอร์จะสั่งให้เปลี่ยนตำแหน่ง
พูเลย์ บีบถ่าง ในชุดเกียร์ช้าลง ลากรอบเครื่องยนต์ ไปสู่รอบสูงๆ นานขึ้น แต่ถ้าเป้นคุณลุงคุณป้า
ขับช้าๆ สบายๆ ชิลๆ กล่องระบบก็จะสั่งให้เปลี่ยนตำแหน่งพูเลย์ ในชุดเกียร์ เร็วขึ้น เพื่อให้ใช้
รอบเครื่องยนต์ต่ำลง โดยเร็ว กว่าปกติเล็กน้อย

นอกจากนี้ เกียร์ลูกนี้ มีระบบ Idle Neutral Control โดยเป็นชุด Forward Clutch ทำหน้าที่ตัดการส่ง
แรงบิดจากเครื่องยนต์ ไปยังล้อขับเคลื่อนคู่หน้า ขณะเหยียบเบรก ติดไฟแดง แล้วเข้าเกียร์ D ทิ้งไว้ เพื่อช่วย
ลดภาระของ Torque Converter ไม่ให้หนักเกินไป ใช้น้ำมันเกียร์ CVTF-J4 มีอัตราทดเกียร์ดังต่อไปนี้

เกียร์สูงสุด.........................4.007
เกียร์ต่ำสุด.........................0.550
เกียร์ถอยหลัง.....................3.771
อัตราทดเฟืองท้าย................3.757

มาถึงตอนนี้ ถ้าอยากรู้ว่า ตัวเลขสมรรถนะของ Mirage เป็นอย่างไร เราได้ทดลองจับเวลากันในตอน
กลางคืน เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า นั่ง 2 คน มีผม เป็นผู้ขับขี่ และน้องกล้วย BnN แห่งThe Coup Channel
มาช่วยจับเวลาให้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ที่จับเวลาด้วยวิธีและมาตรฐานเดียวกัน "ทั้งหมด
ทุกคัน" มีดังต่อไปนี้



เป็นไงครับ เห็นตัวเลขแล้ว อ้าปากค้างกันไปบ้างไหมครับ?

ใครจะไปเชื่อละ ว่า Mitsubishi นอกจากจะทำเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร VG-Turbo ให้ Pajero Sport
กับ Triton PLUS แรงที่สุดในบรรดารถกระบะ และ SUV พื้นฐานรถกระบะ ของเมืองไทยแล้ว ยังทำ
เครื่องยนต์ 3 สูบ 1.2 ลิตร ให้แรงที่สุดในตลาด เช่นเดียวกัน ทั้งที่มีตัวเลขแรงม้า น้อยที่สุดในตาราง!

มันตลกมาก เหลือเชื่อมาก แต่มันก็เป็นความจริง ที่ทุกคน ไม่ว่าใครก็เถียงไม่ออกครับ ตัวเลขจากนาฬิกา
จับเวลา มันฟ้องออกมาชัดเจนขนาดนี้ ตัวเลขออกมาดีกว่า Swift ใหม่ ตามคาดหมาย ทั้งที่ Swift มีกำลัง
แรงม้า มากที่สุดในกลุ่ม คือ 91 ตัว (PS) แถมยังดีกว่า Brio CVT ซึ่งมีแรงม้า 90 ตัว (PS) และแน่นอนว่า
ดีกว่า March CVT ชนิดไม่ต้องสืบ

ยิ่งถ้าเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา คุณจะยิ่งถึงขั้นประหลาดใจ ว่าตัวเลขที่ออกมานั้น มันดีจนรถยนต์นั่งระดับ Compact
C-Segment ด้วยกัน ยังต้องหันขวับกลับมามองกันเป็นทิวแถว ไม่ต้องอื่นไกลหรอก แค่ พี่ชายร่วมค่ายอย่าง
Mitsubishi Lancer EX 1.8 ลิตร เพียงรุ่นเดียว เจ้า Mirage เกียร์ธรรมดา คันกระเปี๊ยก ก็ทำตัวเลขได้
พุ่งพรวด แซงหน้ากัน ตั้งแต่ออกตัวเลยทีเดียว! ตัวเลขนี้ ยังทาบรัศมี Mazda 3 เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ได้ด้วย!

แถมด้วยเหตุที่ผมกับกล้วย ไม่เชื่อว่า Mirage CVT จะทำตัวเลขนี้ได้จริง เราเลยลองจับเวลาช่วง 0 - 100
กิโลเมตร/ชั่วโมง กันขำๆ อีกสักครั้ง ก่อนเสร็จสิ้นการทดลอง ผลปรากฎว่า มีตัวเลข 13.90 วินาที ปรากฎขึ้น
ในนาฬิกาจับเวลาของเรา!! และนั่นเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในบรรดารถยนต์กลุ่ม ECO Car แบบ Hatchback
5 ประตู 1.2 ลิตร ทุกคัน

ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น เหมือนเช่นเคยที่จะต้อง ขอเตือนคุณผู้อ่านกันไว้นะครับว่า อย่าไปทดลอง
ทำกันเองเด็ดขาด เราไม่สนับสนุนให้ทำการทดลองความเร็วสูงสุดกันเอง เพราะอาจเกิดอันตราย
ต่อตัวคุณเอง และเพื่อนผู้ร่วมเส้นทางได้ ผมได้ทดลองมาให้คุณเรียบร้อยแล้ว และใช้เวลาไม่นาน
คือ ไม่แช่ ทันทีที่เข็ทความเร็ว ถึงจุดนิ่งสนิท ผมจะเหยียบค้างไว้แค่ 5 - 10 วินาที จนมั่นใจว่า
เข็มความเร็วไม่กระดิกอีกต่อไปแล้ว จึงรีบถอนเท้าจากคันเร่ง ลดความเร็วลงมาเหลือระดับเดินทาง
ตามกฎหมายกำหนดทันที คือ 110 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทั้ง 2 รุ่น เร็วสุด ก็ได้แค่นี้ละครับ

บอกได้เลยครับว่า หวาดเสียว และ หวิว ตามคาด แม้ว่าในวันที่ผมทดลองนั้น กระแสลมจะนิ่ง สงบ
ก็ตาม ส่วหนึ่งเป็นเพราะพื้นถนนที่เราใช้ทำการทดลองนั้น มีบางช่วงเป็นลอนคลื่น ห่างๆกัน และ
ต้องใช้สมาธิอย่างมาก มในการบังคับพวงมาลัยให้นิ่ง สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กแบบนี้ น้ำหนักที่เบา
แม้จะช่วยให้รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การออกแบบให้มีแรงกดของลมที่ด้านหน้ารถ หรือ
Down Foerce อย่างเหมาะสม จะช่วยให้รถสามารถทรงตัวในช่วงความเร็วสูงได้นิ่ง และไว้ใจได้
มากกว่านี้....

เพียงแต่ ต้องเสริมไว้นิดนึงว่า ในวันที่ผม กับ ผู้การ แพน Commander CHENG ของเรา ถ่ายทำคลิป
ผมอยากจะ Re-Check ตัวเลขกันอีกาสักครั้ง เพราะยังคาใจ ว่าจริงๆแล้ว Mirage เกียร์ธรรมดาน่าจะ
ไต่ไปได้มากกว่านั้นอีกนิดหน่อย เราจึงทำการทดลองอีกครั้ง โดยไม่ได้บันทึกภาพใดๆไว้ และผล
ก็ออกมาว่า ความเร็วสูงสุดของ รุ่นเกียร์ธรรมดา ตามมาตรวัด จะอยู่ที่ 182 กิโลเมตร/ชั่วโมง และไป
สุดที่เกียร์ 5 คือ พอถึง 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่เกียร์ 4 แล้ว ความเร็วไม่ไหลต่อเนื่องไปกว่านี้ ผมจึง
เข้าเกียร์ 5 แล้วจากนั้น ปาฏิหารย์ก็บังเกิด รถก็ไหลเร็วขึ้นไปอีกนิดหน่อย ได้ตัวเลขมาอย่างที่เห็น
เป็นอันต้องถอนเท้าจากคันเร่ง เพราะกลัวตาย



ในการใช้งานจริง หากเป็นรุ่นเกียร์ CVT อัตราเร่ง ในจังหวะออกตัว คุณอาจจะรู้สึกว่ามันน่าจะอืด
แต่จริงๆแล้ว มันพุ่งออกไปอย่างต่อเนื่องมากกว่า ทั้ง March Brio และ Swift  ต่อให้คุณจะต้องเร่ง
ความเร็ว เพื่อแซงรถบรรทุกสิบล้อข้างหน้า Mirage CVT ก็จะใช้เวลาน้อยกว่า คู่แข่งทั้ง 3 คันอย่าง
ไม่ต้องสงสัยอื่นใดนอกจากนี้ เพียงแต่ว่า ถ้าคุณเหยียบครึ่งคันเร่ง สมองกลของเกียร์ ก็อาจจะช่วย
ให้คุณเรียกอัตราเร่งมาได้ในระดับเท่าที่สมองกลมันคิดว่า คุณน่าจะต้องการแค่เท่าที่เหยียบคันเร่ง

แต่ถ้าหากเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดาละก็ หากคุณเจอใครมาขับรถจี้ตูดอยู่ข้างหลัง บนทางด่วน ในสภาพ
การจราจรที่พอให้รถเคลื่อนตัวไปได้ ระดับ 80 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง คุณไม่ต้องทำอะไรมากไป
เกินกว่า ค้างตำแหน่งไว้ที่เกียร์ 5 แล้วเหยียบคันเร่งจมมิด รอให้รอบเครื่องยนต์ ค่อยๆไต่ขึ้นไป
จนถึง 3,000 รอบ/นาที คุณจะเริ่มพบว่า รถจะเริ่มพุ่งไปข้างหนา อย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะ
เหี่ยวหดในช่วงปลายเอาง่ายๆ จนกว่าจะถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง หลังจากนั้น การไต่ขึ้นไปถึง
ระดับ 150 160 และ 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะเริ่มช้าลง ยิ่งความเร็วเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งเพิ่มช้า แต่ถือว่า
เร็วกว่า ECO Car แทบจะทุกคันในตลาด ยกเว้น Swift CVT ถือได้ว่า อัตราเร่ง มีชีวิตชีวามาก และ
เสียงเครื่องยนต์ในช่วงรอบกลาๆง ถึงรอบปลายๆ ก็ยังเสนาะหู แม้ว่าในช่วงรอบเดินเบา เสียง
เครื่องยนต์จะครางกระเส่า ฟังน่าเกลียด เหมือนผีซอมบี้ กำลังเรอ และหาวนอน พร้อมๆกัน ก็ตาม

รุ่นเกียร์ธรรมดา แม้ว่าระยะเข้าเกียร์จะกระชับ แต่ Shift Feeling ยังไม่ดีพอ การเข้าเกียร์ ถอยหลัง
จะเข้ายาก แม้ว่าจะจอดอยู่ในปากซอยหน้าบ้าน ถ้าเข้าเกียร์ 1 ให้รถขยับขึ้นนิดเดียว พอเข้าเกียร์
ถอยหลังปุ๊บ แม้ว่าจะเหยียบคลัชต์จมมิดติดพื้นรถ ก็จะได้ยินเสียงเฟืองมันชอบครูดกัน ไม่รู้ว่า
เป็นอะไร ดีแต่ว่า คันที่ผมยืมมาขับใช้งานที่บ้าน เป็นรถทดลองประกอบ ล็อตแรกๆ ได้แต่หวังว่า
รถคันขายจริง ไม่น่าจะมีอาการแบบนี้หลงเหลืออยู่นะครับ

ส่วนแป้นคลัชต์นั้น ประเด็นนี้ ผมขอ แก้ไขความเข้าใจผิดของผมเอง ในรีวิว First Impression
นะครับ ตอนแรกเขียนไปว่า ระยะแป้นคลัชต์ สั้น และ การจับตัว ยาว แต่ความจริงแล้ว ระยะของ
แป้นเหยียบ อยู่ในระดับที่เหมาะสมดีแล้ว แต่สิ่งที่ควรปรับปรุงก็คือ ระยะ Friction Point หรือจุด
ตัดต่อกำลัง ที่ยังไม่ลงตัว ยาวเกินไป กว่าที่ คลัชต์ จะจับตัวกับเฟืองท้าย Flywheel ก็ต้องถอนเท้า
ออกจากแป้นคลัชต์กันจนเกือบจะสุด รถจึงจะเริ่มเคลื่อนตัว 

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกำลังใช้ความเร็วในช่วง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนทางด่วน จู่ๆ มีรถซิ่ง
มาขับปาดหน้า แถมด้วยการทำสันดานยียวนกวนบาทาคุณแล้วละก็ จริงอยู่ว่า การอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้
พวกคนเกรียนๆ เหล่านี้ ไปหาที่ตายเอาดาบหน้า คือสิ่งที่คุณควรจะทำเป็นที่สุด

แต่ถ้าคุณเกิดอดทนไม่ไหว และคิดจะพุ่งทะยาน หนีไปให้พ้น โดยอาศัยจังหวะ และช่องว่าง
ในการ มุดๆบนทางด่วนแล้วละก็ คุณอาจจำเป็นต้องสับเกียร์ 4 หรือบางครั้งอาจต้องถึงเกียร์ 3
ลงมา เพื่อเรียกอัตราเร่ง ซึ่งมันมารออยู่ที่เท้าคุณ เร็วกว่าที่คุณจะคาดหวังจากรถระดับ ECO Car
แต่ถ้าเป็นเกียร์ CVT ละก็ การเหยียบคันเร่ง อาจไม่พอ คุณอาจต้องลากลงมาที่ตำแหน่ง L ซึ่ง
อันที่จริง ก็ไม่ควรทำบ่อยๆ เพราะต้องไม่ลืมว่า เกียร์ CVT ชอบให้คุณ ปรนนิบัติกับมันอย่าง
ละมุนละไมละม่อม เหมือนเอาแป้งเท้ายายม่อมละเลงลงไปบนชุดเกียร์

เรื่องที่ผมเองไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว นั่นคือ Mirage  เครื่องยนต์ 3 สูบ 1.2 ลิตร พร้อม
เกียร์ CVT นี่แหละ พาผมไล่ตาม รถ แวเรียนท์ สีน้ำเงิน คาด Strip บนตัวถัง ลาย 2 เส้นสีขาว
ซึ่งน่าจะแต่งซิ่งและวางเครื่องยนต์ใหม่มา บนทางด่วนยามดึก ตี 1 กว่าๆ หลังจากที่แวเรียนท์คันนั้น
โดน Honda Prelude สีเขียว แต่งซิ่ง ไล่ตามจิกกันแบบไม่เกรงอันตรายเท่าไหร่  

พอถึงโค้งโรงแรม เมอเคียว Prelude คันนั้น พยายามจะตาม แวเรียนท์ แต่ผมก็รำคาญคู่นี้เต็มทน
ตัดสินใจ ฉีกตัวออกเลนขวาสุด (ดูกระจกหลังแล้วว่า รถโล่งสนิท) เหยียบคันเร่งจมมิด เพื่อหวังจะ
แซง ทั้งคู่ แต่พอจะแซงขึ้นไป แวเรียนท์ ก็เบนหัวรถมาอยู่ในเลนขวา ข้างหน้าผม จะแซงก็แซง
ไม่ได้ เอาอย่างนี้แล้วกัน ไล่ตาม แบบเว้นระยะห่างไว้สักหน่อย กันดีกว่าได้ชนิดที่ ไม่ได้หนีห่าง
กันมากมายอย่างที่คิด เพียงแต่ คุณอาจต้อง ลากเกียร์ลงมาเป็น L เพื่อเร่งให้เครื่องยนต์ ลากขึ้นไป
ถึง  5,500 - 6,000 รอบ/นาที ให้พร้อมสำหรับการไล่ตาม สักนิดหน่อย พอเริ่มอยู่ตัว ก็ผลักคันเกียร์
กลับเข้ามายังตำแหน่ง D แล้วก็ใช้สมาธิ พารถพุ่งตาม แวเรียนท์ คันสีน้ำเงินไปเรื่อยๆ กดดันให้
เขาต้องหนี พอสนุก ในช่วงสั้นๆ ด้วยความเร็ว 140 - 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง จนกระทั่ง มองไปยัง
กระจกหลัง Prelude ตัดสินใจ เลิกไล่ตาม ไปตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้ ผมเลยคิดว่า แค่นี้พอดีกว่า
ถอนเท้าขวาจากคันเร่ง เพราะขี้เกียจไล่ตาม กลับลงมาอยู่ในความเร็ว 100 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ตามเดิม ปล่อยให้ แวเรียนท์ คันนั้น เลี้ยวขวา มุดหนีหายไปทางฝั่งพระราม 3 สบายๆ

ออกจะบ้าระห่ำไปหน่อย และไม่ควรเอาไปทดลองทำกัน หรือเลียนแบบเด็ดขาดนะครับ แต่ก็
ทำให้ผมได้รู้ในสมรรถนะของ Mirage ว่า เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ของ Mitsubishi นั้น มันไม่ใด้
กระจอกงอกง่อย ไก่กาอาราเร่แต่อย่างใด!

ทีนี้ก็เหลือเพียงแต่ว่า ใจของคุณ จะกล้าพอไหม กับการพารถไปถึง Limit สูงสุด เท่าที่ช่วงล่าง
จะยังคงประคับประคองให้รถ ทรงตัวไปตามพื้นผิวทางด่วนที่ไมได้ราบเรียบ เหมือนอย่างบน
ทางด่วนในบ้านอื่นเมืองอื่นเขาได้อย่าง ยากลำบาก (หากไม่ยอมเปลี่ยนช็อกอัพทั้ง 4 ต้น)

เพราะ อัตราเร่งแซง ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงสำหรับ Mirage หรือ ECO Car รุ่นใหม่ๆ คันไหนๆ แต่
สิ่งที่ผมคิดว่ายังควรจะต้องปรับปรุงกันต่อไป เห็นจะได้แก่ เรื่องการเก็บเสียง ระบบบังคับเลี้ยว
และระบบกันสะเทือน

ระบบบังคับเลี้ยว เป็นพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า รัศมีวงเลี้ยวที่ล้ออยู่ที่ 4.4
เมตร (แต่ถ้าวัดที่มุมตัวถังรถแล้ว จะอยู่ที่ 4.7 เมตร) จุดที่ทำให้ Mirage แตกต่างจากทั้ง March
และ Brio นั่นคือ พวงมาลัยจะหนืดขึ้นไปตามความเร็วของรถ นั่นทำให้การบังคับเลี้ยว ในช่วง
ความเร็วต่ำ ขณะหาที่จอด หรือคลานไปตามสภาพการจราจรอันแสนน่าเบื่อหน่ายของ กรุงเทพฯ
เป็นไปด้วยความง่ายดาย คล่องแคล่ว คิดจะเลี้ยว หรือแทรกตัว ก็ทำได้อย่างไม่มีติดขัดเคอะเขิน
วงเลี้ยวแคบได้อย่างน่าอัศจรรย์กันเลยทีเดียว แม้ในทางเลี้ยวกลับ บังคับแคบๆ ช่วงที่เราลองขับกัน
ในสนาม Bira เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คนที่กลัวพื้นที่แคบๆ อย่าง Commander CHENG ก็ยัง
สามารถเลี้ยวกลับรถได้ครั้งเดียวจบ โดยไม่ชนกรวยไพลอนล้มเลยแม้แต่อันเดียว

ในช่วงความเร็วสูง พวงมาลัยของ Mirage จะหยืดขึ้นจนสัมผัสได้ชัดเจน และนั่นช่วยเพิ่มความ
มั่นใจในการควบคุมรถที่ความเร็วระดับ 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นมาได้อีกพอสมควรเลยทีเดียว
มีระยะฟรีไม่ถึงกับมากนัก และเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า ที่ยังพอ จะมีอาการใกล้เคียงกับพวงมาลัยที่ใช้
ระบบผ่อนแรง ด้วยไฮโดรลิก ปกติ อยู่บ้าง ถึงจะไม่มากนัก ความแม่นยำและความไวในการเลี้ยว
ตามคำสั่งผู้ขับขี่ได้ดีในระดับ ใช้ได้

อย่างไรก็ตาม Mirage จะเป็นรถที่ให้ความสบาย และไม่เครียดในการขับขี่ ได้จนถึงความเร็วระดับ
120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น บนทางด่วน มอเตอร์เวย์ หรือ ทางยกระดับในวันที่มีกระแสลมปะทะ
ด้านข้าง สงบๆ เพราะถ้ามีกระแสลมด้านข้างปะทะ ตัวรถจะเริ่มออกอาการวูบวาบไปมา ตามด้วย
อาการ ที่มักพบได้ในรถยนต์ซึ่งใช้ระบบ พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า คือ ดิ้นซ้ายนิด ขวาหน่อย
ไปตามสภาพพื้นผิวถนนซึ่งเป็นลอนคลื่น เรียกได้ว่า On-Center feeling ที่นิ่งใช้ได้ดีในช่วงลมสงบ
จะเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อกระแสลมแรงขึ้น ทั้งสองปัจจัย จะทำให้ยากต่อการควบคุมรถ และต้องเริ่ม
ชะลอความเร็วลงมาอยู่ในระดับไม่เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งมันก็เป็นอาการเดียวกับที่คุณจะ
พบได้ในทั้ง March Almera และ Brio (ส่วนใน Swift ก็มีอาการนี้เช่นเดียวกัน แต่น้อยกว่าชัดเจน)

เพียงแต่ว่า ในกรณีของ Mirage นั้น ไม่ต้องให้มีกระแสลมมาปะทะด้านข้างหรอกครับ แค่คุณใช้
ความเร็วเกินกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป คุณก็จะเริ่มพบว่า ช่วงล่าง ดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะ
ร่วมสนุกไปกับคุณเท่าไหร่แล้วละ

ทำไมเป็นเช่นนั้น?

มันมีอยู่ 2 ปัจจัย ครับ



ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังแบบคานบิดทอร์ชันบีม ไม่มีเหล็กกันโคลง
มาให้ คือประเด็นแรก ที่เราควรดูกัน เพื่อแก้ปัญหานี้

แม้ว่าผมกับตาแพน Commander CHENG ค้นพบกันระหว่างลองขับหลายๆรอบ บนสนามพีระฯ ก็คือ
มันเป็นรถที่พร้อมจะเล่นสนุกไปกับคุณ มาโดยกำเนิด ยิ่งโดยเฉพาะบนสนามทางเรียบด้วยแล้ว Mirage
จะมีบุคลิกการเข้าโค้ง ที่ดีกว่า ทั้ง March และ Brio กล่าวคือ ถ้าคุณเริ่มเห็นแล้วว่ากำลังจะหลุดจากโค้ง
ก็แค่เติมพวงมาลัยหักเลี้ยวเพิ่มขึ้นเข้าไปนิดเดียว รถก็จะพาคุณจิกเข้าโค้งได้อย่างสบายๆ แนบเนียน
ไม่ยากเลย

เหมือนอย่างที่ตาแพน ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า

""ถ้าอยู่ในโค้ง อาการของ Mirage จะบอกว่า "มึงแน่ใจนะว่า มึงจะเล่น ถ้ามึงเอา กูก็เอาด้วย"
ถ้าเป็น Brio อาการของรถจะบอกว่า " ลุยแหลกเว้ยยย" แต่พอจวนตัว กูก็ทิ้งมึงเลยนะ
ถ้าเป็น March อาการของรถจะบอกว่า "อย่าเลย เธอ อย่า อย่า โอ้ว อ้า อู้ววววว" (ก่อนที่จะ
ทะแล็ด แพร่ด แพร่ด แพร่ด แพร่ด เพราะอาการเลี้ยวแล้วไม่ค่อยจะยอมเข้าโค้ง)

แต่ตอนนี้ เรากำลังอยู่บนถนนสาธารณะกันจริงๆ ขับขี่ใช้งานกันจริงๆ จนทำให้เราค้นพบจุดด้อย
ของ Mirage อีกจุดหนึ่ง เพราะมีการเซ็ตช็อกอัพ และสปริงมาให้ "นิ่ม และเน้นความสบายเพื่อ
การขับขี่ในเมือง" มากไปหน่อย คือสิ่งที่ทำให้ Mirage มีการทรงตัวที่พอรับได้ ในช่วงที่ใช้
ความเร็วเดินทาง ทั่วไป แต่จะเริ่มน่าหวั่นใจถ้าเร็วขึ้นกว่าปกติ

การขับขี่ไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ จะมีความตึงตังเล็กๆ พอเป็นพิธี แต่สัมผัสได้ว่าช็อกอัพยุบตัว
พอสมควร เวลาขับผ่านเนินลูกระนาดต่างๆ ขึ้นอยู่กับขนาด และความแข็ง ของแนวสันลูกระนาด
เหล่านั้น  การขับผ่านหลุมบ่อต่างๆ ก็พอมีอาการตึงตังให้เห็นอยู่ ไม่ได้ถึงกับนุ่มนัก แต่ถือว่าช่วย
ดูดซับแรงสะเทือนไว้ได้ในระดับหนึ่ง ยังไม่ถึงกับดีเด่นนัก

พอขึ้นทางด่วน การขับขี่ในย่านความเร็วสูงตั้งแต่ 100 - 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะพบว่า ในช่วงไม่เกิน
120 กิโลเมตร/ชั่วโมง การทำงานของช่วงล่าง ถือว่าทรงตัวดีใช้การได้ สำหรับรถเล็กๆ ระดับ ECO Car

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณขับเกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป หรือในวันที่มีแม้เพียงกระแสลมไหลอ่อนๆ
พอให้โชยมานิดๆ คุณจะเริ่มสัมผัสได้ ถึงอาการวูบวาบ ซ้ายๆ ขวาๆ ของตัวรถ ได้ชัดเจนขึ่น คุณจะ
พบว่า ช็อกอัพ กับสปริง เริ่มแสดงความนิ่มนวล และเริ่มย้วย ออกมาให้เห็น ในช่วงนั้น การขับขี่บน
ทางด่วน ขั้นที่ 2 มุ่งหน้าจากยมราช เข้าสู่ ถนนพระราม 3 คุณแทบจะสัมผัสกับผิวถนนที่เป็นลอน
คลื่นแบบห่างๆ ได้ชัดเจนมากๆ และมันก็ส่งอาการขึ้นมาให้รถไม่อาจรักษาความนิ่งอย่างที่เคยเป็น
ในช่วงต่ำกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงไว้ได้ กระแสลมที่เริ่มปะทะไหลผ่าตัวรถ เริ่มส่งผลกับการทรงตัว
ของรถชัดเจนขึ้น แม้ว่า พวงมาลัยจะหนืดขึ้นช่วยให้ผู้ขับขี่ยังพอจะเชื่อมั่นในตัวรถอยู่ แต่การเอียงตัว
ในช่วงทางโค้งยาวๆ ต่อเนื่อง ก็ชวนให้หวาดเสียวได้เหมือนกัน

ยิ่งถ้าสภาพอากาศในช่วงนั้น เริ่มมีกระแสลมพัดมาทางด้านข้าง มากขึ้นแค่ไหน รถจะเริ่มวูบวาบ
ไป-มา มากขึ้นเท่านั้น ใช่ว่า Nissan March Honda Brio กับ Suzuki Swift จะไม่เจอปัญหา
ดังกล่าวเพราะคู่แข่งทุกคัน ก็ล้วนเจอเรื่องนี้เช่นกัน แต่อาการวูบวาบไปตามกระแสลมของ Mirage นั้น
ถือว่าพอกันกับ Nissan March เลย ซึ่งผมถือว่า นั่นไม่น่าจะใช่เรื่องดีนัก

สรุปกันอย่างตรงไปตรงมาคือ ช่วงล่างแบบเดิมๆ ของ Mirage ใช้งานได้ดีสมตัว ในช่วงความเร็ว
ต่ำกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้าเร็วกว่านั้น ช่วงล่างจะเริ่มออกอาการยวบยาบมาให้พบมากขึ้น

นอกจากนี้ การจัดการด้าน Aero Dynamic นั้น คืออีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีผลต่อการทรงตัวของ Mirage

จริงอยู่ว่า  การออกแบบ จำเป็นต้องเน้นความลู่ลมให้ได้มากที่สุด เพื่อผลทางด้านความประหยัดน้ำมัน
มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในทางตรงกันข้าม รถยนต์ที่ถูกออกแบบให้เน้นความลู่ลม หลายๆรุ่น มักมีปัญหา
เรื่อง Down Force หรือ แรงกดที่จะช่วยให้รถต้านกระแสลมที่ไหลผ่านไว้ในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอ
ทำให้กระแสลมที่ไหลผ่านใต้ท้องรถด้านหน้า ก่อให้เกิดแรงยกด้านหน้าให้ลอยขึ้นจากขณะจอดนิ่ง
เล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอจะทำให้ผู้ขับขี่ รับรู้ได้ถึงอาการหน้าลอย ของรถ ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนสุดใน
ประเด็นนี้ ก็คือ Mercedes-Benz E-Class Coupe ที่เราเคยทำรีวิวกันไปแล้วไงครับ

ถ้าวิศวกรชาวญี่ปุ่นคนไหนจะเถียงมาบอกว่า เราออกแบบรถรุ่นนี้ ให้ใช้งานได้ดีในความเร็วระดับ
ไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผมก็คงต้องถามกันตรงๆว่า ปกติ เวลานั่งรถจากสำนักงานใหญ่ที่ทุ่ง
รังสิต ไปยังโรงงานแหลมฉบังเนี่ย ใช้ทางหลวง บางนา-บางปะอิน ไปมอเตอร์เวย์ กันเป็นประจำ
ใช่ไหม? ถึงได้ไม่ค่อยเห็นเลยว่า ยังมีคนบ้าความเร็วบางพวก ใช้ทางยกระดับบูรพาวิถี และทาง
ยกระดับโทลเวลย์ ดอนเมือง พุ่งเข้า - ออกจากเมือง ด้วยความเร็วบ้าระห่ำ เต็มไปหมด? แน่นอน
ว่าพวกเขาต้องการรถเล็ก ที่นิ่งเท่าที่เป็นไปได้ อย่างน้อยรถมันควรจะนิ่งกว่านี้อีกสักหน่อยก็ยังดี

หรือไม่เช่นนั้น ก็คงต้องถามเลยว่า เคยนั่งรถไปดูสภาพการขับขี่ของลูกค้าในต่างจังหวัดกันบ้างไหม?
เคยเห็น Nissan March คันกระเปี๊ยก ไล่แซงรถพ่วงเทรลเลอร์ ด้วยความเร็วท้านรก 140 -150 
กิโลเมตร/ชั่วโมง กันบ้างไหม?

แสดงว่ายังไม่เคยเห็นละสิ เลยเซ็ตช่วงล่างมาแบบเนี้ย?

แล้วเราจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไรดีละ? สำหรับ Mitsubishi Motors แล้ว ถ้าจะจัดการให้เรื่องนี้จบ
ไปเลย ขอแนะนำให้ปรับปรุงช็อกอัพ กับสปริงใหม่ คือ ควรจะมีออพชันของช่วงล่าง สั่งพิเศษ สำหรับ
ลูกค้าที่อยากได้ความหนึบแน่น มั่นใจยิ่งขึ้น หรือโดยเฉพาะลูกค้าที่อยากนำรถไปปรับแต่งสมรรถนะ

นอกจากนี้ ลูกค้าที่อยากขับเร็ว ควรเปลี่ยนยางและล้ออัลลอยใหม่ ถ้างบไม่เยอะนัก เอาสัก 15 นิ้ว
ก็พอ เพราะหายางเปลี่ยนได้ง่าย ต้นทุนถูก แต่การเกาะถนนจะดีกว่ากันชัดเจนมาก ถ้าหากมีงบเพียง
พอ จะจัดล้ออัลลอย 16 - 17 นิ้วมาใช้ ก็ย่อมได้ ถ้ามั่นใจว่า ไม่ติดซุ้มล้อซะอย่าง

อีกทางแก้หนึ่งที่น่าจะพอช่วยได้บ้าง คือการมองหา ลิ้นสปอยเลอร์ด้านหน้า ที่ทำขึ้นเพื่อ Mirage
โดยเฉพาะ มาติดตั้งเพิมเติมเข้าไป ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มแรงกด Down Force ให้กับด้านหน้าของรถ
ได้เพิ่มขึ้นอีกนิดนึง

ระบบห้ามล้อ เป็นแบบ ดิสก์เบรก คู่หน้า แบบมีรูระบายความร้อน ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ ดรัมเบรก
อันเป็นรูปแบบมาตรฐานของรถยนต์ขนาดเล็กทั่วๆไป แต่มีการติดตั้งระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก
กระทันหัน ABS (Anti-Lock Braking System) และระบบกระจายแรงเบรกให้สมดุลกับน้ำหนัก
บรรทุก EBD (Electronics Brake-Force Distribution) มาให้ "ครบทุกรุ่นจากโรงงาน 
ยกเว้นรุ่นถูกสุด 1.2 GL เกียร์ธรรมดา" น้ำมันเบรก ใช้เกรด DOT 3 หรือ DOT 4

การตอบสนองของแป้นเบรกนั้น ทำได้ดีมาก ต้งการให้รถชะลอแค่ไหน ก็เหยียบลงไปเพียงแค่นั้น ใน
ภาวะการขับขี่ปกติ แป้นเบรกมีน้ำหนักค่อนข้างดีสมกับขนาดของตัวรถ ให้สัมผัสที่แน่นและแม่นยำ
ใช้การได้ จะค่อยๆเลียเบรกให้รถชะลอจนหยุดนิ่ง ณ สี่แยกไฟแดง หรือจะเหยียบเบรกเพื่อไม่ให้ชน
รถคันที่แล่นตัดหน้าออกมาจากตรอก ซอก ซอย ทำได้ดี เหมาะสมกับขนาดและน้ำหนักของตัวรถ แต่ว่า
อาจต้องเหยียบลงไปประมาณ ครึ่งหนึ่งถึงจะเริ่มพบว่า ระบบห้ามล้อกำลังทำงานของมันอยู่นะ

ขณะที่การหน่วงความเร็วสูงๆ ลงมาจนถึงเกือบหยุดนิ่งนั้น รถคันที่ผมลองขับมาแล้ว มีทั้งรถใหม่ป้ายแดง
ที่ยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาลิ้มลอง ไปจนถึง รถทดลองประกอบที่ผ่านมือผ่านตีน มาหลายต่อหลายคนแล้ว
Mirage ยังคงทำผลงานในโจทย์ข้อนี้ได้ดีไม่แพ้คู่แข่งในตลาดทุกคัน เพียงแต่ ต้องเข้าใจว่า มันเป็นความดี
ในระดับที่สมเหตุสมผล กับราคาของรถ ไม่ใช่ดีเลิศ เป็นเทพขั้นเซียน ขนาดไปเทียบกับชุดจานเบรกพร้อม
คาลิเปอร์ 6 POT จาก Brembo อันนั้น ก็ดูจะโอเวอร์ไปหน่อย

ส่วนการเก็บเสียงในห้องโดยสารนั้น ทำได้แค่ในระดับ สมตัว สมราคา คือเงียบใช้การได้ ในช่วง
ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้าเร็วกว่านั้น ขึ้นไป บอกได้เลยว่า เสียงเครื่องยนต์
และเสียงของกระแสลมที่ไหลผ่านตัวรถนั้น ค่อนข้างดังเอาเรื่อง เลยแหละ!

ถ้าลองเปิดฝากระโปรงหน้า จะพบว่า แผ่นวัสดุซับเสียง ที่ควรจะปิดทึบบริเวณผนังกั้นระหว่าง
ห้องเครื่องยนต์และแผงหน้าปัด อันเป็นจุดที่จะทำให้เสียงเครื่องยนต์ เล็ดรอดเข้าห้องโดยสาร
ได้มากที่สุดนั้น กลับปิดแผ่นซับเสียงมาให้ ไม่เต็มพื้นที่ ยังปล่อยเปลือยเอาไว้บ้างในบางจุด ซึ่ง
ขณะเดียวกัน เสียงจากบริเวณซุ้มล้อคู่หลัง ดังขึ้นมาถึงผู้โดยสารด้านหลังค่อนข้างมาก ไม่แพ้
Brio และ March เลย ควรแก้ไขปรับปรุงในจุดนี้ด้วย ในล็อตที่ประกอบขายลูกค้าจริงๆ นะครับ



จุดขายสำคัญของ Mirage อยู่ที่การออกแบบโครงสร้างตัวถัง ให้เบา และต้องปลอดภัย ไปพร้อมกัน
มันไม่ใช่งานง่ายๆ แต่ ทีมวิศวกรญี่ปุ่น ก็ทำได้ ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวถังภายใต้แนวทาง
RISE (Reinforced Impact Safety Evolution Body) โดยใช้เหล็กเกรดเบา และทนทานพิเศษ อย่าง
High Tensile Steel ที่เริ่มนำมาใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในระยะ 2 - 3 ปีมานี้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยชิ้นส่วนตัวถังบริเวณ พื้นรถ ทั้งส่วนล่างของกรอบประตู 4 บาน ทั้ง 2 ฝั่ง รวมทั้งจุดยึดเบาะนั่ง
คู่หน้า จะใช้เหล็กที่มีความแข็งแรงสูง ทนแรงอัดกระแทกได้ถึง 980 MPa (เมกกะปาสคาล) ซึ่งเป็น
เกรดสูงสุดของเหล็กรีดร้อนที่นำมาใช้กับรถยนต์ในระยะนี้ และเป็นรถยนต์ ECO Car เพียงรุ่นเดียว
ในเมืองไทย ที่ใช้เหล็กเกรดนี้ กับรถยนต์ที่ผลิตและขายในบ้านเรา

ส่วนโครงสร้างที่ซ่อนอยู่หลังเปลือกนอกของชุดกรอบประตูทั้ง 4 บาน และคาน Cross Member บริเวณ
จุดยึดแท่นเครื่อง ทั้ง 2 ท่อนใหญ่ ใช้เหล็กที่ทนแรงอัดกระแทกระดับ 590 MPa อันเป็นเหล็กในระดับ
มาตรฐานของรถยนต์ยุคใหม่ในตอนนี้ เพราะพื้นที่ของเหล็กเหล่านี้ จะต้องยุบตัวได้อย่างเหมาะสม
คือ ไม่ยุบจนแหลกเหลว แต่ก็ต้องเสียรูปในระดับที่ควบคุมได้ เพื่อส่งกระจายแรงกระแทกไปยังเสา
หลังคาคู่หน้า A-Pillar และ โครงสร้างพื้นตัวถังรูปส้อม ใต้พื้นคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า  ทั้ง 2 ฝั่ง

นอกจากนี้ สำหรับการชนในความเร็วต่ำ ทีมวิศวกรได้ออกแบบให้มี ชิ้นส่วน ที่เรียกว่า Crush Box
หากดูจากภาพข้างบน ก็คือ คานสี่เหลี่ยม บริเวณหม้อน้ำ พร้อมคานกันชน แบบดูดซุบแรงกระแทก
ที่เชื่อมต่อเข้ากับ เฟรม Cross member ที่เชื่อมต่อกับพื้นตัวถัง นั่นเอง ข้อดีของเฟรมชุดนี้ก็คือ หาก
เกิดการชนในความเร็วต่ำ ไม่ว่าจะชนกับรถด้วยกัน หรือ คน สัตว์ สิ่งของ ชุด Crush Box นี้ สามารถ
ถอดเปลี่ยนและเชื่อมต่อได้อย่างง่ายดาย

ถัดขึ้นไป บริเวณพื้นที่เหล็กสีเขียว จะใช้เหล็กที่ทนแรงอัดกระแทกได้ 440 MPa โดยบริเวณของ
ห้องเครื่องยนต์ จะมีพื้นที่รองรับการชนกับคนเดินถนน Crushable Front Fender และ แผ่นเหล็ก
ด้านบนบริเวณ ผนังกั้นห้องเครื่องยนต์กับห้องโดยสาร  ส่วนแผ่นเหล็กสำหรับเปลือกนอกตัวถัง
ที่หลายคนชอบใช้ มะเหงกเคาะ แบบที่เราเรียกว่า Knock Knock Measurement แล้วพบว่ามันเบา
หรือกลวงนั้น แท้จริงแล้ว ใช้เหล็กแบบ 270 MPa เพื่อหุ้มโครงเหล็กที่แข็งแรงกว่า ไว้ข้างใน แถม
ยังเสริม คานกันกระแทกนิรภัยที่ประตูทั้ง 4 บานมาให้ แบบ 2 ชั้น ต่อบาน

ด้านความปลอดภัย มีการติดตั้ง ถุงลมนิรภัย ทั้งฝั่งคนขับ และผู้โดยสารด้านหน้าฝั่งซ้าย ตามแต่ละ
รุ่นย่อย รวมทั้งเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัตื Pre tensioner เฉพาะฝั่งคนขับ

การออกแบบโครงสร้างต่างๆเหล่านี้ ทำให้ Mirage สามารถผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนทั้งแบบ
เต็มหน้า และครึ่งคันหน้า ที่ความเร็ว 55 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไปจนถึง การถูกชนด้านข้างด้วยความเร็ว
50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามมาตรฐานของฝั่งญี่ปุ่น ได้สบายๆ



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

ค่ำวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2012 ก่อนวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Mirage 2 สัปดาห์

ทีมของ Mitsubishi Motors Thailand โทรมาบอกว่า อยากจะทำการทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ของ เจ้าเปี๊ยก MIRAGE ใหม่ ในรูปแบบการใช้งานจริง และพวกเขาก็เลือกแล้วว่า "จะทำการทดลอง
โดยยึดตามมาตรฐานของ J!MMY และ Headlightmag.com ของเรา คือเติมน้ำมันเบนซิน 95 เต็มถัง
แบบหยอดและเขย่าจนเต็ม ทั้งขาไป และขากลับ ขึ้นทางด่วน ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง แถม
เปิดแอร์ และ นั่ง 2 คน...

ผมก็เลย อาสา บอกไปว่า รู้เส้นทางหรือเปล่า? ถ้าไม่ ก็จะไปขับนำขบวนให้

ทาง MMTh บอกว่า "แต่ พี่ไม่อาจให้จิมมี่ ลองขับรถรุ่นนี้ได้นะ เพราะนายญี่ปุ่นยังไม่อนุญาต"

ผมก็ตอบว่า "ตกลง ไม่มีปัญหา เพราะผมแค่ อยากรู้ เหมือนกับคุณผู้อ่าน นั่นละครับว่า MIRAGE
จะทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชืิ้อเพลิงได้แค่ไหน? ครั้งนี้ ขอเป็นสักขีพยานอยู่ห่างๆ พอ"

ผมก็เลยขับรถตัวเอง ไปจอดรออยู่ที่ ปั้ม Caltex ถนนพหลโยธิน ฝั่งตรงข้ามปากซอยอารีสัมพันธ์ นั่นละ
รอจน 3 ทุ่ม จึงได้เห็น MIRAGE 2 คัน Brio CVT 1 คัน และ March CVT อีก 1 คัน แล่นเข้ามาในปั้ม

ผมบอก เจ้าโต้ กับเจ้ากอล์ฟ น้องเด็กปั้ม ทั้ง 2 คน ว่า ช่วยเติมและเขย่ารถให้พวกพี่เขาด้วย ส่วนผม ทำได้
แค่เพียงยืนดูอยู่ห่างๆ จากระยะไกล จากใน Mini Mart ของปั้ม เพราะทาง MMTh เอง ก็ขอร้องเอาไว้ว่า
อย่าเพิ่ง เข้าใกล้รถ เหตุผลก็เพราะ ต้องการจะให้การทดลองครั้งนี้ เป็นการทดลองที่พวกเขาทำกันเอง แต่
ยึดมาตรฐาน ของเว็บเรา เป็นหลัก

น้ำมันที่ใช้ ก็เป็น เบนซิน 95 Techron ไม่ใช่ แก็สโซฮอลล์ เป็นไปตามวิธีที่เราทำ การเติมน้ำมันนั้น ใช้วิธี
เขย่า จนเอ่อขึ้นมาถึงปากคอถัง เหมือนกับที่เว็บเราทำเป๊ะ จากปากคำของ ทั้ง โต้และกอล์ฟ น้องเด็กปั้ม ทั้ง
2 คน ที่ผมฝากให้สังเกตช่วยดูด้วย ตอนเติมน้ำมันและเขย่ารถ แต่การเขย่านั้น ยังอาจจะไม่ละเอียดเป๊ะใน
ระดับที่เราทำการทดลองตามปกติ

ผม ในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์ อยู่ห่างๆ" นั่งแทะมันฝรั่งทอด กับน้ำเปล่า รอพวกเขาเติมน้ำมันจนเสร็จ แล้วก็
ขึ้นไปนั่งประจำที่ รถตัวเอง แล้งขับนำขบวน ทั้ง 4 คัน ออกจากปั้ม

ผมขับรถนำขบวน รถทั้ง 4 คัน ออกไป โดย ใช้รถตัวเอง ค่าน้ำมันก็ของตัวเอง ขับก็ขับเอง ถามว่าทำทำไม?
เหมือนจะไปช่วยเขาหรือเปล่า?

เปล่า คำตอบก็คือ ผมดีใจนะ ที่บริษัทรถยนต์ เลือกใช้มาตรฐานการทดลองของเรา ในการทดลองของเขา ดังนั้น
เพื่อคุมรูปแบบการทดลอง ให้เหมือนกับสิ่งที่ผมทำมากที่สุด ผมก็เลยคิดว่า อยากดูการทดลองนี้ ให้เห็นด้วยตา
ของตัวเองไปเลยจะดีกว่า

พาไปขึ้นทางด่วนพระราม 6 ขับไปจนถึงปลายด่านทางด่วน สายเชียงราก ที่บางปะอิน แล้วย้อนกลับมา ลง
ทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วย้อนกลับเข้าไปที่ปั้ม Caltex แห่งเดิม (พงศ์สวัสดิ์บริการ) กลับไปเติม
น้ำมันที่หัวจ่ายเดิม

พอเติมน้ำมันกันเสร็จ ผมบอกเลยว่า ไม่เชื่อ และกลัวว่าพวกเขาจะเติมพลาด เลยตัดสินใจว่า เดินเข้าไปดู
ใกล้ๆ แล้วบอกให้ทางทีมงานของ MMTh เปิดฝาถังให้ผมดู ปรากฎว่า ยังพอจะเติมกรอกได้อีกนิดหน่อย
คันละ ราวๆ 0.5 ลิตร ก็เติมไม่ลงอีกต่อไปแล้ว

หลักฐานเดียวที่ผมเก็บมาได้ (เพราะแน่นอน เขาเองก็ไม่ต้อบงการให้ผมถ่ายรูปการทดลองนี้เก็บไว้
แต่ ก็มีเจ้าหน้าที่ของ MMTh ถ่ายรูปในกล้องของพวกเขาเองเรียบร้อยแล้ว จากที่ผมยืนมองดูอยู่ห่างๆ
จากใน Mini Mart ตั้งแต่แรก) ก็คือ ใบเสร็จรับเงิน / สลิปเติมน้ำมัน ซึ่งทุกวันนี้มันก็ยังคงอยู่บนโต๊ะ
ทำงานของผมนี่แหละ...แต่คงไม่ขอโพสต์ลงมาให้ดู เพราะแค่นี้ คุณก็โหลดรูปจากบทความรีวิวนี้
กันมาเยอะแล้ว (และข้างหลังยังมีอีกหลายรูป ไฟล์ใหญ่ทั้งนั้น)

รายละเอียด ทั้งหมดมีดังนี้

รุ่น เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
ระยะทางบนมาตรวัด  91.9 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 3.60 ลิตร
ผมบอกให้เติมเพิ่มอีก 0.55 ลิตร จนเต็มเอ่อ
รวมแล้ว เติมกลับเข้าไป 4.15 ลิตร
ดังนั้น คำนวนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ได้ 22.16 กิโลเมตร/ลิตร!!!!!

รุ่นเกียร์อัตโนมัติ CVT ตัวท็อป มี Navigation System และสีขาวมุก
ระยะทางบนมาตรวัด  91.8 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 3.85 ลิตร
ผมบอกให้เติมเพิ่มอีก 0.58 ลิตร จนเต็มเอ่อ
รวมแล้ว เติมกลับเข้าไป 4.43 ลิตร
ดังนั้น คำนวนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ได้ 20.72 กิโลเมตร/ลิตร!!!!!

ถ้ามองจากตัวเลขคร่าวๆ บอกได้เลยว่า ตอนนี้ MIRAGE จะกลายเป็นรถยนต์นั่งประกอบในเมืองไทย
ที่ทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ "ประหยัดน้ำมันมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา ตามมาตรฐานของ เว็บเรา คือ
วิ่ง 110 ขึ้นทางด่วน เปิดแอร์ นั่ง 2 คน และเติมน้ำมันเบนซิน 95 "

แสดงว่า ตัวเลข อัตราสิ้นเปลือง 22 กิโลเมตร/ลิตร ตามมาตรฐานของ สหประชาชาติ UNECE
ที่ Mitsubishi ตั้งใจจะเคลมไว้ มันดันทำได้ ในชีวิตจริง ในการขับขี่ทางไกลจริงๆด้วยแหละ!!

ถามว่า ผมเชื่อไหม? ตอบเลยว่า "เชื่อว่าทำได้จริง แต่ยังไม่เชื่อสนิทใจ!"
ต่อให้ผมจะอึ้งกับตัวเลขนี้ แต่ผมยังไม่เชื่อสนิทใจ



เวลาผ่านไปหลังจากวันเปิดตัว ราวๆ 2 สัปดาห์ คราวนี้ ทาง Mitsubishi Motors ก็พร้อมแล้ว ที่จะให้ผม
ได้ทดลองขับ และทำการทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง อย่างละเอียดยิบ ในแบบที่เราทำกันทุกครั้ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และวันเวลาที่เราต่างสะดวก ก็คือวันที่ 31 มีนาคม 2012 ช่วงตั้งแต่หัวค่ำ เป็นต้นไป

คราวนี้ เพื่อยืนยันว่า เราได้ทำการทดลอง ตามมาตรฐานของเราอย่างแท้จริง ผมขับเอง เติมจริง เขย่าจริง
และไม่มีการโอนอ่อนผ่อนกฎ ใดๆทั้งสิ้น นอกจาก น้องต๊อบ อธิป มีสุขมาก หนึ่งใน The Coup Team
จากเว็บ Headlightmag.com ของเรา ที่มาเป็นสักขีพยานแล้ว

เรายังมี แขกรับเชิญพิเศษ อีก 1 คน เป็นคุณผู้อ่านของเว็บเรามานานแล้ว ซึ่งผมก็เพิ่งมาทราบตอนจัด
กิจกรรม Skoda Czech it out เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2012 ที่ผ่านมานี่แหละ เจ้าตัวก็เข้าร่วมงานในรอบเช้า

คุณสุวินิต ปัญจมะวัต หรือ คุณ หนุ่ม จันดารา นั่นเอง....!

คุณหนุ่ม อยากรู้ว่า Mirage จะประหยัดได้แค่ไหน เพราะพี่สาว กำลังสนใจว่าจะซื้อมาใช้งานสักคัน
ผมก็เลยชวนมาลองให้รู้แจ้งเห็นจริง ด้วยตาตนเองไปเลยดีกว่า โอกาสแบบนี้ มีไม่บ่อยนัก คุณหนุ่ม
เองก็นึกสนุก อยากมาลองด้วย เลยตอบตกลง แถมพอวันจริง ก็เตรียมกล้องถ่ายรูปมาอย่างดี



ขณะเดียวกัน ทาง Mitsubishi Motors ก็จัดเจ้าหน้าที่มาช่วยอำนวยความสะดวก ในการนำรถ (ซึ่ง
ในช่วงนั้น ยังไม่พร้อมจะปล่อยรถให้สื่อมวลชนได้ยืมกลับบ้านไปลองขับ) จาก สำนักงานใหญ่ ณ 
ทุ่งรังสิต มาให้พวกเราถึงสถานีบริการน้ำมัน Caltex ถนนพหลโยธิน กันเลย รวมทั้งหมด 4 คน

ไปๆมาๆ  เจ้าหน้าที่ของทาง Mitsubishi เอง นอกจากจะร่วมเป็นสักขีพยานแล้ว ก็ยังมาช่วยผม
เขย่าและโขยกรถไปด้วย และในระหว่างที่ผม ขับรถคันใด ทางทีมงานของเขา ก็จะใช้รถคันที่เหลือ
ขับตามเรามาด้วย เพื่อเป็นการ Re-Check ไปในตัว

เราเริ่มต้นเติมน้ำมันเบนซิน 95 TECHRON ที่สถานีบริการน้ำมัน Caltex กันจนเต็มถัง ก่อนหน้านี้
ทาง Mitsubishi Motors สูบน้ำมันที่เหลือค้างอยู่ในถัง ของรถทั้ง 2 คัน ออกทั้งหมด จนเหลือราวๆ
2 ขีด ให้เพียงพอแค่ขับมาถึงปั้มได้เท่านั้น เพื่อให้การเติมน้ำมันครั้งนี้ เป็นไปอย่างโปร่งใสแท้จริง



พอเติมกันจนหัวจ่ายตัดแล้ว ทีนี้แหละ เข้าสู่งานหนัก ผมกับน้องต๊อบ ก็เขย่ารถ ทางทีมงาน Mitsubishi
ก็มาช่วยเขย่าด้วย และไปๆมาๆ คุณหนุ่ม ก็ลงมือ มาช่วยขย่ม เขย่ารถกับเราอีกแรง!

การเติมน้ำมันแบบหยอดและเขย่านั้น แม้ในชีวิตจริง คงจะไม่มีใครมานั่งบ้าทำอะไรแบบนี้ แต่ถ้าคุณ
ต้องการรู้ว่า ความจริง รถแต่ละคัน ทำอัตราสิ้นเปลืองได้เท่าไหร่ นี่คือวิธีการที่จะช่วยให้ผลการทดลอง
ใกล้เคียงกับความจริงที่รถทำได้จริงมากที่สุด ผมจึงสงวนไว้ใช้ สำหรับรถยนต์รุ่นใด ที่คุณผู้อ่าน อยากรู้
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกันเยอะมากๆ ซึ่งมักเป็นรถเก๋ง ไม่เกิน 2,000 ซีซี ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท
หรือกลุ่ม C-Segment ลงไป จนถึงกลุ่มรถกระบะ

ใครอยากจะทำการทดลองกันไปแบบไหน ก็ตามใจ ตามสะดวก แต่ผมยืนยันว่า ผมก็จะยังทำการทดลอง
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้วยวิธีการแบบนี้ต่อไป...ใครจะทำไม?



เราเติมน้ำมันกันจนเอ่อขึ้นมาถึงคอถังขนาดนี้ บอกได้เลยว่า Mirage เป็นรถที่เราต้องใช้เวลาในการ
เขย่า ขย่มรถ นานที่สุดรุ่นหนึ่งเท่าที่เคยทำมา ขย่มทีละนิด อัดกรอกน้ำมันลงไปทีละนิด ใช้เวลา
เติมน้ำมัน ครั้งละ เกือบ 1 ชั่วโมง และในรุ่นเกียร์ธรรมดา เราเติมกันถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง! ต่อครั้ง



เมื่อเติมน้ำมันเสร็จแล้ว เราก็ขึ้นรถ คาดเข็มขัดนิรภัย เซ็ต 0 บน Trip Meter ติดเครื่องยนต์ แล้วออกรถ
มุ่งหน้าไปขึ้นทางด่วน พระราม 6 ขับไปจนถึงปลายสุดทางด่วนศรีรัช ที่ด่านบางปะอิน แล้วเลี้ยวกลับ
มาขึ้นทางด่วน ที่ด่านฝั่งตรงข้าม แล้วขับมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯกันอีกครั้ง เวลาในขณะนั้น เป็นช่วง
หลัง 5 ทุ่มไปแล้ว รถเริ่มโล่ง ขับสบาย เรารักษาความเร็วไว้ที่ระดับ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และ
นั่ง 2คน (ผมกับคุณหนุ่ม) ส่วนรถอีกคัน ที่ขับตามหลังเพื่อ Re-Check ผลตัวเลขเฉยๆ มีเจ้าหน้าที่ของ
ทาง Mitsubishi Motors กับน้องต๊อบ นั่งไปด้วยกัน

เราทำเช่นนี้กับรถทั้ง 2 คัน โดยเริ่มทดลองกับรุ่นเกียร์ CVT ก่อน และตามด้วยรุ่นเกียร์ธรรมดา ในเวลา
ห่างกันราวๆ 1 ชั่วโมง ต่อคัน (เพราะการเติมน้ำมัน ใช้เวลานานมากกว่าที่เราประเมินไว้ในตอนแรก)



เมื่อกลับเข้า กรุงเทพฯ แล้ว เราลงทางด่วนกันที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนพหลโยธิน
เลี้ยวกลับที่หน้าโชว์รูม เบนซ์ ราชครู ตรงใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าปั้ม Caltex
พงษ์สวัสดิ์บริการ อีกครั้ง เติมน้ำมันเบนซิน 95 TECHRON จนเต็มถัง....



และเมื่อหัวจ่ายตัด เราก็เริ่มปฏิบัติการณ์ กรอก เขย่า หยอด ขย่ม กันไปเรื่อยๆ จนทำให้ได้พบความจริง
ว่า แม้ถังน้ำมันของ Mirage จะระบุตัวเลขไว้ในแค็ตตาล็อกว่า มีความจุ 35 ลิตร แต่ในความจริงแล้ว
คอถังที่ยาวพอสมควร ทำให้เราสามารถเติมหยอดลงไปเพิ่มได้อีกจนถึง 41 เกือบ 42 ลิตร...!



กว่าน้ำมันในรถคันสีเทาดำ (เกียร์ธรรมดา) จะเอ่อขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ ต้องใช้เวลานานถึงคันละ 1 ชั่วโมง
กันเลยทีเดียว! โดยเฉพาะรุ่นเกียร์ธรรมดา  เราขับกลับมาถึงปั้มตอน ตี 2 กว่า เกือบ ตี 3 และใช้เวลาเขย่า
กันจนถึง ตี 4 15 นาที...! กว่าจะสรุปผลต่างๆ ล่อเข้าไป ตี 4 ครึ่ง!



จากนี้ มาสรุปตัวเลขกันดีกว่า

รุ่นเกียร์อัตโนมัติ CVT คันสีขาว
ระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด บนมาตรวัด Trip Meter อยู่ที่ 91.7 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.21 ลิตร
หารแล้ว ได้ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.61 กิโลเมตร/ลิตร

ซึ่งถือเป็นตัวเลข อัตราสิ้นเปลืองที่ประหยัดมากที่สุดในบรรดารถยนต์กลุ่ม ECO Car Hatchback และ
ใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT เหมือนกัน ตัวเลขอาจจะดร็อปลงมา เพราะความซีเรียสในการทดลองครั้งนี้
เข้มข้นกว่าครั้งก่อน ดังนั้น ผมจึงมองว่า นี่แหละ คือตัวเลขที่ควรจะได้



ที่นี้ มาดูตัวเลขในรุ่นเกียร์ธรรมดา คันสีเทา ดำ กันบ้าง
ระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด บนมาตรวัด Trip Meter อยู่ที่ 91.8 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 4.87 ลิตร
หารแล้ว ได้ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 18.85 กิโลเมตร/ลิตร

ชัดเจน หมดข้อกังขานะครับ?



ตัวเลขทั้งหมดนี้ คือผลการทดลอง โดยมีสักขีพยาน บันทึกภาพร่วมกันส่งท้าย ก่อนแยกย้ายกลับไป
บ้านใครบ้านมัน ตอนตี 4 ครึ่ง ในเช้าวันถัดมา และเป็นการทดลองที่เกิดขึ้น ก่อนผมจะได้มีโอกาส
นำ Swift มาทดลองแบบเดียวกันนี้ ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมา ในตารางข้างล่างนี้



เมื่อสรุปข้อมูลจากการทดลองทั้งหมด ผมจึงประกาศได้เต็มปากว่า ตอนนี้ Mirage กลายเป็นรถยนต์
ในพิกัด ECO Car 1.2 ลิตร ที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในเมืองไทย เอาชนะทั้ง แชมป์เก่าอย่าง March
แซงหน้า Brio ไปขาดลอย รวมทั้งยังป้องกันแชมป์จากผู้ท้าชิงอย่าง Swift ได้สบายๆ



********** สรุป **********
แรงพลิกล็อก และประหยัดขั้นเทพ ตัวเลขดีที่สุดในกลุ่ม ECO Car แต่ ช่วงล่างนิ่มไป
ลองเปลี่ยนช็อกอัพกับสปริง และล้อยางให้ใหญ่โตขึ้น จะน่าใช้ชีวิตด้วยกว่านี้

ผมไม่แน่ใจว่า คุณสุภาพสตรี และคุณสุภาพบุรุษทั้งหลาย ที่ได้ลงชื่อเซ็นใบจอง Mirage กับทาง
โชว์รูม Mitsubishi Motors ไว้ พอได้อ่านบทความ Full Review นี้จนจบลง คุณอาจจะรู้สึก
แตกต่างไปจากเดิม กับ Mirage มากน้อยแค่ไหน?

ถ้าเป็นความรู้สึกที่ดีขึ้น หลังได้รับรู้ว่า Mirage คือ ECO Car ที่ทำตัวเลขอัตราเร่งได้ดีที่สุดในกลุ่ม
แถมยังทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ประหยัดที่สุดในกลุ่มอีกเช่นกัน (เพราะน้ำหนักตัวรถ
ทั้งคันที่เบากว่า มีส่วนช่วยด้วยอย่างมาก) รวมทั้งได้เห็นถึงคุณงามความดีในด้านต่างๆ ทั้งการขับขี่
ที่ง่ายดาย สบายๆ คล่องตัวพอประมาณ วิ่งรับส่งลูกหลาน จากบ้านไปโรงเรียน แล้วไปทำงานต่อ
ในระยะทางใกล้ๆ Mirage คือ รถยนต์ที่เหมาะมาก สำหรับการใช้งานของลูกค้าทั่วไป ทั้งที่คิดจะ
ซื้อรถมาขับใช้งานชีวิตประจำวัน หรือคิดจะเอาไปโมดิฟายต่อยอดเพิ่มความแรง เสริมความดิบ
Mirage เป็นรถที่พร้อมรองรับลูกค้าได้ทั้ง 2 แนวทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างน่าประหลาด
นั่นก็เป็นเรื่องดี

เพราะผมไม่คิดมาก่อนว่า Mitsubishi Motors จะทำรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันได้เป็นกับเขาด้วย
เห็นปกติทำออกมาก็แต่รถแรง เครื่องแรง หรืไม่ก็ลุยๆหนักๆ กันมาตลอด ทั้ง Lancer Evolution
galant VR-4 Pajero ฯลฯ อีกมากมาย

ถ้าใครจะมั่นใจขึ้นว่า ทั้งที่ตัวรถนั้น ดูน่าจะเบาหวิว ไม่แข็งแรง แต่ดันเลือกใช้เหล็ก ชั้นดีระดับ
High Strength Steel ที่ทนแรงดันกระแทกสูงสุดได้ถึง 980 เมกกะปาสคาล มาทำโครงสร้าง 
ตัวถังจนแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่คิด ก็ยังไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรื่องของโครงสร้างตัวถังแล้ว ค่ายนี้เขามี
เทคโนโลยีขั้นสูงอยู่ และไว้ใจได้กันมาตลอด

ถ้าใครจะชื่นชอบการขับขี่ และแผงหน้าปัด รวมทั้งระบบนำทาง ที่สามารถแสดงผลได้พร้อมกัน
ทั้งชุดเครื่องเสียง และหน้าจอระบบนำทางผ่านดาวเทียม นี่ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

แต่ในทางตรงกันข้าม ผมก็ไม่คิดมาก่อนเหมือนกันแหละว่า Mitsubishi Motors จะทำรถยนต์
ที่มีช่วงล่าง นิ่มๆ ขนาดนี้ออกมากับเขาได้ด้วยแหนะ! มันนิ่มเสียจนกลายเป็นจุดด้อยสำคัญ
ของรถไปเลย ถือว่ายังโชคดี ที่ช้อกอัพ กับสปริง เป็นอะไหล่ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย
ไม่ยากเย็นมากมายนัก ดังนั้น ทางแก้สำหรับใครก็ตามที่ซื้อรถไปแล้ว และคิดว่าช่วงล่าง
อาจ "เอาไม่อยู่" ก็อาจต้องหาซื้อ โชคอัพ ไปช่วย "เอาให้มันอยู่"

น้องเอก Backseat Driver หนึ่งในสมาชิก The Coup Team ของเว็บเรา ตั้งข้อสังเกตในฐานะ
ที่เคยใช้ G-Wagon 2.8 ลิตร มาก่อน ว่า Mitsubishi Motors มักจะออกแบบรถมาให้มีช่วงล่าง
ที่สัมพันธ์กับเครื่องยนต์ หมายความว่า ทำเครื่องอกมาแรงไว้ระดับไหน ก็ทำช่วงล่างมาให้
ทำงานได้ดี จนถึงความแรงในระดับนั้น เหมือนจะไม่ได้เผื่อความเร็วที่สูงกว่าปกติชนเขา
ขับขี่กันเท่าใดนัก

เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ฟังดูน่าสนใจ แต่ผมจำได้ว่า Mitsubishi Motors เอง ก็เคยทำรถที่มี
ช่วงล่างเจ๋งๆ ทั้งตระกูล Lancer Galant Diamante และ Pajero มาแล้ว ดังนั้น หากจะบอก
ว่าทำรถออกมาให้มีช่วงล่าง เอาใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่คาดว่าไม่น่าขับรถเร็วมากนัก น่าจะ
เหมาะสมกว่าเหมือนกันนะ



ผมไม่แน่ใจนักว่า ในวันที่โครงการนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อหลายปีก่อน Mitsubishi Motors จะรู้บ้าง
หรือเปล่าว่า คู่แข่งในตลาด ECO Car บ้านเรา นอกเหนือจาก March และ Brio รวมทั้ง 
Suzuki ที่คิดจะเอาเจ้าเปี๊ยก Alto เข้ามาทำขายในบ้านเรา (อีก 2 ปีเจอกันในเวอร์ชันพิเศษ
ต่างจากในญี่ปุ่น) ด้วยแล้ว ชาว Hamamatsu ยังคิดจะส่ง Swift มาแปลงร่าง ตีตั๋วเด็ก เพื่อ
ลงมาเล่นกับ ตลาดกลุ่ม ECO Car เหมือนอย่างที่ Nissan เคยใช้วิธีการนี้กับ March มาแล้ว

ผมเชื่อ เป็นการส่วนตัวว่า "ไม่รู้"

เพราะถ้ารู้ Mirage ยุคปี 2012 อาจจะออกสู่ตลาดด้วยบุคลิกที่แตกต่างไปจากรถคันที่เราเห็นใน
ทุกวันนี้แน่ๆ มันอาจดูล้ำอนาคต Futuristic กว่านี้ อาจจะดูหรูหรากว่านี้ และขับขี่ได้เยี่ยมกว่านี้
แต่แน่นอนว่า ราคาก็จะไม่ถูกได้เท่าปัจจุบันนี้ และก็จะกลายเป็นรถที่หลุดไปจากโจทย์ที่ทาง
ทีมวิศวกรได้วางเอาไว้ตั้งแต่แรกแน่ๆ

ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ Mirage ออกมาในลักษณะของรถยนต์ Hatchback คันเล็กๆ เน้นการใช้งาน
ในเมืองใหญ่ ขับเรื่อยๆ สบายๆ ไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง มากกว่าจะเน้นสมรรถนะดุดัน
เพราะนี่คือแนวทาของการสร้างรถยนต์สำหรับผู้คนทั่วไปในศตวรรษที่ 21 นี้อยู่แล้ว คุณต้องทำ
รถที่ประหยดน้ำมันมากขึ้น บำรุงรักษาง่ายขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น ขับขี่ง่ายขึ้น เป็นมิตรกับเจ้าของ
และเงินทองในกระเป๋าของเขา รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เพราะมันคือแนวทาง เดียวกับที่ Mitsubishi เคยทำเอาไว้ กับ Mirage รุ่นแรก เมื่อปี 1978 นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงต้องออกความเห็นกับ Mirage เอาไว้ เหมือนเดิมว่า หากมองในภาพรวม
ทั้งคัน ตั้งแต่ วัสดุที่ใช้ คุณภาพในการขับขี่ ขนาดของตัวรถ ความสบายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะ
ส่วนครึ่งคันหน้า ยังไงๆ ทั้ง Mirage March และ Brio ไม่มีใครสู้ Swift ได้หรอกครับ นี่พูดกันตรงๆ
ไม่ได้อวยให้ Suzuki นะ เพราะ แทบจะทุกคนที่สงสัยในคำพูดของผม พอได้สัมผัส Swift คันจริง
ก็จะรู้ว่า สิ่งที่ผมพูดมา "มันคือความจริง อันยากจะเถียงและหักล้างเหลือเกิน"

ข้อนี้ คนของ Mitsubishi Motors เอง ก็รับรู้ และทำใจเอาไว้แล้วละ!

ยังไงๆ Mirage ก็ให้การขับขี่ในภาพรวม ที่ดีเด่น เท่า Suzuki Swift ไม่ได้หรอก แต่...Mirage
ก็ยังเป็น รถยนต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในด้านความแรง และความประหยัดได้ดีที่สุดในกลุ่ม ECO Car 
สำหรับตลาดเมืองไทย เช่นเดิม อยู่ดี



ถ้าหากต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดตอนนี้ ละ? Mirage สู้เขาได้ไหม หรือด้อยกว่าที่จุดไหน?

เรียงตามตัวอักษรชื่อยี่ห้อกันเลย ก็คงต้องเริ่มจาก Honda BRIO เจ้าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาติดล้อของเรา
แม้จะเป็นรถเล็กท้ายตัดอัตคัตบั้นท้าย แต่ Brio ยังมีความคล่องตัว มุดไปมา ตามสภาพการจราจรที่สาหัส
ได้ดี ช่วงล่างที่ได้วิศวกรชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีงานอดิเรกเป็นนักแข่งรถประเภท Sunday Racing มาเซ็ตช่วงล่าง
รวมทั้งการตอบสนองของพวงมาลัย ทำให้กลายเป็นรถซึ่ง เน้นบุคลิกขับสนุก และมั่นใจได้ แต่ต้องปรับ
ความหนืดของพวงมาลัยในช่วงความเร็วสูงให้เพิ่มขึ้น เทียบเท่ากับ พวงมาลัย ของ Mirage และไปเพิ่ม
บั้นท้าย ให้ยาวขึ้นกว่านี้อีกนิดเดียว เสริมความปลอดภัยให้โครงสร้างด้านหลังดีกว่านี้อีกเยอะ และต้อง
ปรับปรุงภายในห้องโดยสาร ให้ดูน่าใช้เท่าๆ Mirage นั่นละ คือสิ่งที่จะทำให้ Brio ยังคงยืนหยัดในตลาด
ต่อไปได้อีกพักใหญ่ จนกว่า Brio Sedan จะมาถึงราวๆ ปี 2014

Nissan March พี่เบิ้ม ตีตั๋วเด็ก ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆในตลาด แม้ว่าสมรรถนะในภาพรวม ช่วง
ความเร็วต่ำกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะยังให้ความมั่นใจ ได้ไม่ดีเท่า Mirage แต่พอพ้นจากความเร็ว
ระดับดังกล่าวขึ้นไปแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้ Mirage ยังน่าไว้วางใจกว่า March คือ พวงมาลัยที่หนืดกว่า
ในช่วงความเร็วสูง On-Center feeling ดีกว่า March นิดเดียว รวมทั้ง มีเครื่องยนต์ ซึ่งให้อัตราเร่งแซง
ทันใจเกินหน้า March ซึ่งมีแรงม้า มากกว่ากัน 1 ตัว แต่แรงบิดเท่ากัน งานนี้ ต้องยกประโยชน์ให้กับ
ความพยายามในการลดน้ำหนักทุกสัดส่วน จนได้ตัวถังออกมาเบาขนาดนี้ และทำให้อัตราเร่งกับ
ความประหยัด มาประสบพบรักกันได้อย่างลงตัว จน March เองยังต้องแอบค้อน

กระนั้น พื้นที่เหนือศีรษะ และการนั่งบนเบาะหลังของ Mirage เอง ยังด้อยกว่า March นิดหน่อยใน
แง่ความสบาย เพาะเบาะหลัง เตี้ยกว่า March ถึงจะทำให้มี Headroom เยอะ แต่ ถ้าต้องนั่งชันขาไป
นานๆ หลายร้อยกิโลเมตร เกรงว่า อาจต้องใช้เครื่องช่วยงัดถ่าง ดึงร่างของคุณลุกขึ้นจากเบาะ เพราะ
ขยับไม่ได้จากอาการเหน็บชา

Nissan Almera เป็นคู่แข่งกึ่งตรงกึ่งอ้อม...คืออยู่ในพิกัดเดียวกัน แต่ดันเกิดมาเป็น Sedan คันเดียวใน
กลุ่มตลาดนี้ ณ ช่วงเวลาปี 2011 - 2014 ดังนั้น เรื่องพื้นที่ห้องโดยสาร ยังไงๆต้องยกให้ Almera เขาไป
แต่ Mirage ก็สามารถ งัดข้อ ซัดกลับ Almera ได้ด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ และความมั่นใจในการ
ขับขี่ ที่ความเร็วต่ำกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แถมด้วยความประหยัดน้ำมันที่ยังไงๆ Mirage ก็ชนะเลิศ
เกินหน้าเกินตาชาวบ้านเขาไปหมด

และท้ายที่สุด Suzuki Swift ม้ามืดที่โผล่มาดื้อๆ เล่นเอาคู่แข่งทุกค่าย งุนงงกันไปเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่
Mitsubishi Motors ที่ถึงกับงง ว่ามาได้ไง ต้องพลิกตำรา หาทางสะกัดการบุกกันแทบทุกทิศทาง เพราะ
ตัวรถดีกว่าชาวบ้านเขาเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กับอัตราเร่ง ที่จัดอยู่ในกลุ่มรอง
ลงมา แต่ยังถือว่าทำได้ดี ไม่น่าเกลียด กระนั้น เรื่องน่าเสียดาย ก็คือ ใครจองวันนี้ รอรับรถได้เลย ช้าสุด
คือปี 2013 ดังนั้น ถ้าใครอยากได้ Mirage การส่งมอบรถ น่าจะทำได้เร็วกกว่า  เพราะกำลังการผลิตของ
โรงงานที่แหลมฉบัง สูงกว่า ของโรงงาน Suzuki ปลวกแดง อยู่หลายพันคัน

ทีนี้ ถ้ามั่นใจแล้วว่า จะเลือก Mirage รุ่นย่อยไหนถึงจะเหมาะกับคุณ?

หากคุณคิดว่า การซื้อรถทั้งที คันแรกในชีวิต ฉันขอจัดเต็ม ฟูลออพชัน เน้นๆ ใช้งานสบายๆ และขายต่อ
อาจจะได้ราคาสูงกว่ารุ่นอื่นๆเขาสักหน่อย แน่นอนครับ รุ่นแพงสุด GLS Limited กับราคา 546,000 บาท
จะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะคุณจะได้ทั้ง ระบบนำทาง GPS Navigation System พร้อมชุดเครื่องเสียงที่
ฟังแล้วรื่นหูกว่านิดหน่อย และหน้าจอ Monitor ที่เชื่อมกับระบบ Bluetooth ในโทรศัพท์มือถือของคุณได้
และเสียบต่อ USB ได้อีก แถมด้วยเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ (Automatic Climate Control) นี่คือข้าวของ
ที่คุณจะได้รับเพิ่มเข้ามา

แต่ถ้าคิดว่า การจ่ายเงินเพิ่มอีก 40,000 บาท เพื่อแค่ระบบนำทาง ชุดเครื่องเสียง และ แอร์ออโต้ เป็นเรื่อง
ไม่จำเป็น รุ่น Well-Equiped อย่าง GLS มาตรฐาน ซึ่งมีค่าตัวอยู่ที่ 506,000 บาท นั่นก็พอจะทำให้คุณ
ใช้รถ ในชีวิตประจำวันได้ปลอดภัยขึ้น เทียบเท่ารุ่นท็อป ด้วยกุญแจ KOS พร้อมสวิชต์ติดเครื่องยนต์
สปอยเลอร์พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ไฟตัดหมอกคู่หน้า ล้ออัลลอย 14 นิ้ว เครื่องปรับอากาศแบบมือบิด
และวิทยุ AM/FM/CD/MP3 มาให้ และที่สำคัญสุดคือ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เพียงแต่ว่า คุณควรนั่งคำนวน
การผ่อนชำระต่อเดือนให้ดีๆ เพราะ ไม่ว่าคุณจะวางเงินดาวน์เท่าไหร่ คำนวนอัตราการผ่อนชำระ รวม
ดอกเบี้ย ไว้ที่ระดับเท่าไหร่ เงินที่คุณจ่ายถูกกว่าการผ่อนรุ่นท็อปในแต่ละเดือน จะไม่เกิน 800 -900 บาท
และในบางรูปแบบการคำนวน คุณจ่ายถูกกว่ากันแค่ 500 บาท ต่อเดือน เท่านั้น! ดังนั้น ถ้าคิดจะเล่นรุ่น
GLS ผมมองว่า เล่นรุ่นท็อป GLS Limited ไปเลยดีกว่า

ต่อมา ถ้าคุณคิดว่า ข้าวของข้างบนนี้ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับคุณเลย แต่ต้องการรถที่มีอุปกรณ์เพียงพอ
ต่อการใช้งาน เครืองปรับอากาศ ก็เป็นสวิชต์ธรรมดาก็ได้ ไม่เห็นจะแคร์ วิทยุ มีมาให้ก็ดี มีรถไว้ขับออก
จากบ้านไปที่ทำงาน ไม่จำเป็นต้องหรูเริ่ดอลังการมากนัก เอาแค่ว่า ฉันพอจะผ่อนส่งต่อเดือนไหวอยู่ รุ่น
GLX ทั้งเกียร์ธรรมดา (426,000 บาท) และ เกียร์ CVT (460,000 บาท) จะตอบโจทย์การใช้งาน
ของคุณได้ดี เพียงแต่ คุณอาจต้องทำใจว่า การตกแต่งภายนอก อาจด้อยกว่ารุ่น GLS สักหน่อย กระทะล้อ
ก็จะกลายเป็นล้อเหล็ก (ซึ่งทนทานใช้ได้) พร้อมฝาครอบล้อแบบเต็มวง (ถ้าใช้ไปนานๆ โอกาสหลุดหล่น
กลิ้งหลุนๆ ลงข้างทางไปเอง ก็เป็นไปได้อยู่ (เคยมีมาแล้วในรถยี่ห้ออื่น รุ่นอื่น) กรอบประตูบริเวณเสา
หลังคากลาง B-Pillar จะไม่มีการแปะสติ๊กเกอร์สีดำ เพื่อเชื่อมต่อแนวขอบกระจกให้ต่อเนื่องกันมาให้
ภายในก็จะมี วิทยุ และเครื่องปรับอากาศ มาให้เหมือนรุ่น GLS นั่นละ แถมยังมี ระบบป้องกันล้อล็อก
AS และระบบกระจายแรงเบรก EBD มาให้ด้วย แต่ถุงลมนิรภัย ก็จะเหลือแค่ใบเดียว มีเฉพาะฝั่งคนขับ
เท่านั้น ถ้าแค่นี้ เพียงต่อการใช้งาน ก็วางเงินจองไปได้เลย

แต่ถ้าคุณคิดว่า ต้องการแค่ใช้งานรถยนต์ ขั้นพื้นฐาน ไม่ต้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอะไรเลย
เอาแค่ว่า มีแอร์เย็นๆ ก็พอ หรือว่า คิดจะซื้อรถเปล่าๆ เปลือยๆ สักคัน เอาไปแต่งต่อ ไปโมดิฟาย
เอาไปทำรถแข่ง หรือรถโชว์เคริ่องเสียง กะว่าจะ Wrap รอบคัน หรือทำอะไรมันส์ๆต่อยอดกว่านั้น
รุ่นถูกสุด GL เกียร์ธรรมดา (380,000 บาท) คือรุ่นที่คุณควรจะมองไว้แต่แรก มันอาจไม่มีมาตรวัดรอบ
ไม่มี ABS/EBD แต่อย่างน้อย ก็ยังมีกระจกหน้าต่างไฟฟ้า เฉพาะประตูคู่หน้ามาให้ ส่วนถุงลมนิรภัย
ก็ยังมีให้ แม้ว่าจะลดเหลือแค่แค่ฝั่งคนขับเพียงใบเดียว ก็ตาม



และสำหรับ Mitsubishi Motors แล้ว สิ่งที่จะฝากไว้หลังจากนี้ สำหรับผู้เกี่ยวข้องในโครงการพัฒนา
Mirage ได้เอาไปขบคิดและทำงานกันต่อ มีอยู่ 2-3 ประเด็น

1. Mirage เป็นรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิด เน้นความประหยัด แต่มันดันทะลึ่งมีอัตราเร่งแซง
แรงกว่าชาวบ้าน แถมยังมี บุคลิกของโครงสร้าง และตำแหน่งการจัดวางต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการนำ
รถไปตกแต่งแข่งขันเพิ่มเติม ดังนั้น การส่งเสริมด้านกิจกรรม Motor Sport น่าจะเป็นอีกทางหนึ่ง
ที่ช่วยรักษากลุ่มลูกค้าที่รักใน Mitsubishi Motors แต่ เบี้ยน้อยหอยน้อย มิให้ต้องปันใจไปค่ายอื่น

ขณะเดียวกัน การปรับแต่งช่วงล่าง นั้น ควรจะมีทางเลือกของช็อกอัพ กับสปริง ในแบบ After Market
ที่ได้รับการรับรอง จาก MMTh โดยตรง เพื่อเป็น Option ให้กับลูกค้าที่อยากได้ช่วงล่างสมรรถนะดีขึ้น
อาจจะให้เพิ่มเงินราวๆ 15,000 บาท จากค่าตัวปกติ เพื่อให้การเกาะถนนในย่านความเร็วสูงเกินกว่า
120 กิโลเมตร/ชั่วดมง มั่นใจยิ่งขึ้น

หรือไม่ ก็ทำเป็น เวอร์ชัน Sport ออกมาขาย จับใส่ชุดพ Aero Part รอบคัน ให้ดูพอดีๆ ไม่ต้อง over
เกินเหตุ ใส่ออพชันแบบจัดเต็ม ขายในราคาที่แพงกว่ารุ่นปกติราวๆ ไม่เกิน 30,000 บาท เพราะว่า
ถ้าเกินกว่านั้น โอกาสจะขายออก คงยากมาก เพราะลูกค้าจะถามว่า ถ้ามันดีกว่านนิดเดียว ทำไมฉัน
จะต้องจ่ายเพิ่มอีกตั้ง 30,000 เพื่อรถรุ่นพิเศษนี้ด้วยละ?

อย่าลืมนะจ้ะ ผู้บริโภค มักจะมี "ราคาในใจ" สำหรับสิ่งที่ตนกำลังจะจ่าย ตรงหน้า เสมอ!

2. MIRAGE MiEV หรือ เวอร์ชันขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และแบ็ตเตอรี ไร้เครื่องยนต์สันดาป
ที่เคยมีข่าวปล่อยมาจากสำนักข่าวในต่างประเทศกันมาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว ถึงจะรู้กันอยู่ว่า MMTh
อยากจะเอาเข้ามาผลิตในโรงงานของตน ณ แหลมฉบัง ใจจะขาด ทว่า คงได้แต่หวังพึ่งภาครัฐบาล
(ซึ่งปกติ ก็พึ่งพาห่าอะไรไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่นัก) ให้ช่วยดูในเรื่องการยกเว้นภาษีให้เฉพาะกับ
แบ็ตเตอรี เพื่อรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ Hybrid เป็นเวลา 4 - 5 ปี จนกว่าการใช้รถยนต์พลังไฟฟ้า
จะแพร่หลายมากขึ้นในเมืองไทย ค่อยกลับมาจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราเดิม รวมทั้งส่งเสริมให้
ผู้ประกอบการด้านแบ็ตเตอรี จากต่างชาติ มาลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบ็ตเตอรีในเมืองไทย โดยให้
สิทธิพิเศษ อย่างจริงจัง มีข้อแม้ว่า ต่างชาติก็ต้องยกเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มาไว้ที่เมืองไทยด้วยเช่นกัน หากทำได้ตามนี้ ไม่ใช่แค่ MMTh หรอกที่จะยินดี ทั้ง Nissan BMW
และ Toyota ก็น่าจะ Happy ด้วยเช่นกัน ในการลดทอนความเสี่ยงเพื่อการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า
ให้กลายเป็น Product Champion ตัวที่ 3 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต่อจาก รถกระบะ และ
ECO car  ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าทำทุกอย่างได้ตามนี้ ต้นทุนที่ถูกลง จะช่วยให้ราคารถยนต์ EV ถูกลง
จนผู้คนทั่วไป สามารถซื้อหามาขับใช้งานได้มากขึ้น (แม้จะยังมีเรื่องของปริมาณไฟฟ้าที่จะต้อง
ส่งมารองรับการใช้งานของรถ จนอาจต้องตั้งโรงไฟฟ้า พลังงานสะอาดขึ้นอีกแห่งในประเทศ
ของเราก็ตาม)

และข้อ 3 อันเป็นข้อสำคัญที่สุด นั่นคือ ทำอย่างไร ที่จะเข้มงวด กับบรรดาผู้จำหน่ายทั่วประเทศไทย
ให้สามารถดูแลลูกค้าได้ตามมาตรฐานที่ดีเหมือนๆ กัน เพื่อให้ลูกค้าที่ออกรถไป รู้สึกสบายใจ และ
อยากกลับมาซื้อ Mitsubishi ไปใช้อีก

นี่คือปัญหาที่ผมเองก็เริ่มเบื่อจะเขียนกันแล้ว เพราะต่อให้ทางสำนักงานใหญ่ของ Mitsubishi Motors
แห่งทุ่งรังสิต เขาพยายามจะผลักดันแก้ไขปัญหากันอย่างหนักมาตลอด ทว่า ผมยังคงได้รับคำร้องเรียน
จากลูกค้ามาเรื่อยๆแม้จะไม่บ่อย ถี่ยิบ จนน่าปวดกบาลเท่า ค่ายอื่นๆ ยี่ห้ออื่นๆ กระนั้น ข้อดีอย่างหนึ่ง
ของ Mitsubishi Motors ก็คือ จากที่เคยรับเคสร้องเรียนของรถยี่ห้อนี้มาหลายปี ถ้าเรื่องร้องเรียนไหน
ผ่านมาทางผม และส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ปัญหาจะถูกติดตามแก้ไข Follow Up ให้อย่างต่อเนื่อง
และอย่างดี จนจบลง Happy Ending ทุกฝ่าย ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทางฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์
และรวมไปถึงผู้บริหารระดับสูง ที่ยังคงรับฟังเสียงเล็กๆจากลูกค้า และจากผมอยู่อย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งที่ลูกค้าส่งเข้ามา หาใช่แค่เพียงบริการหลังการขาย ที่ดูแลลูกค้าไม่ดี ซ่อมไม่หาย ลืมโน่น ลืมนี่
ทำไม่ครบคำสั่ง หรือบางทีก็มีรายการ กวนบาทาตีหน้าใสซื่อกับลูกค้า จนหน้าแดงควันออกหู กันมาแล้ว
แต่ยังรวมถึงขั้นตอนการสั่งซื้อจากโชว์รูมด้วย บางทีรับรถได้ไม่ทันตามสัญญา พอขอเงินจองคืน บาง
โชว์รูม กลับดึงเช็ค ยึกยัก ลากยาวกันไปทำไมก็ไม่รู้ บางที ก็หมกเม็ดบ้าง เซลส์พูดอย่าง ผู้จัดการโชว์รูม
พูดอีกอย่าง

จริงอยู่ว่า ทุกยี่ห้อ ก็มีปัญหาเช่นเดียวกันนี้ เหมือนกันหมด ความมากน้อยของปัญหา ขึ้นอยู่กับปริมาณ
ของรถที่ขายออกไป มีเยอะแค่ไหน แต่สำหรับ Mitsubishi Motors แล้ว ถ้าต้องการจะก้าวขึ้นมาอยู่ใน
ระดับหัวแถว จากบรรดา 10 แบรนด์รถยนต์ ที่ผู้คนนึกถึง และอยากเป็นเจ้าของ ก็ต้องหาทางปรับปรุง
งานบริการหลังการขาย กันแบบยกเครื่องเสียที มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด และการให้รางวัลพิเศษ
กรณีมีจดหมายชื่นชมจากลูกค้าไปถึงสำนักงานใหญ่ ก็น่าจะช่วยเพิ่มความตื่นตัวของเจ้าหน้าที่ ใน
แต่ละโชว์รูมผู้จำหน่ายกันได้บ้าง

เอาง่ายๆ My Opinion ถ้าโชว์รูมใด เดือนนั้น มีจดหมายร้องเรียน มาถึง J!MMY (ซึ่งจะถูกส่งต่อไป
ยังผู้เกี่ยวข้องทั้ง PR ลูกค้าสัมพันธ์ และในบางครั้ง จะถูกรายงานขึ้นตรงไปยังประธานใหญ่ชาวญี่ปุ่น)
โชว์รูมนั้น โดนหัก โควต้ารถ หรือ Incentive ต่างๆ หนักกว่าปกติ คาดโทษ และถ้าหนักมากขึ้น ก็อาจสั่ง
ปลดออกจากการเป็นผู้จำหน่ายไปเลย และถ้าโชว์รูมไหน มีจดหมาย E-Mail ส่งมาชมเชย ถึง ผม ก็ต้อง
เจ้าหน้าที่คนนั้น หรือในโชว์รูมนั้น จะได้รางวัลพิเศษจากสำนักงานใหญ่ ในเดือนนั้น อัดฉีดกันเข้าไป
เป็นวิธีที่ผมว่า สำนักงานใหญ่เอง จะช่วยลงไปดูความเรียบร้อยของดีลเลอร์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติ
ก็ต้องมานั่งคิดหาหนทางปิดจุดรั่วจุดบอดที่อาจเกิดขึ้นได้ ต่อไป

ขอย้ำว่า บริการหลังการขายของ Mitsubishi ในทุกวันนี้นั้น แม้ไม่เลวร้ายเท่า ค่ายอื่นๆ แต่ถ้าภายใน
ปีนี้ และปีหน้า มันยังไม่ดีขึ้นไปกว่านี้อีก ข้าพเจ้า ก็จะเขียนกระทุ้งอย่างนี้ ใส่ลงในท้ายบทความทดลอง
รถใหม่ของ Mitsubishi ทุกรุ่นหลังจากนี้ ต่อไป เหมือนเดิม! จนกว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

เพราะรู้ดีว่า เขียนกระทุ้งเรื่อยๆ แบบนี้แหละ มันจะได้ผลในระยะยาว! ชาวญี่ปุ่น เขาไม่ยอมปล่อยให้
แบรนด์ของพวกเขา ตกอยู่ในมือของคนห่วยๆ ที่สนใจแต่ความอยู่รอดของตัวเองไปวันๆ เท่านั้น หรอก!

-------------------------------------------------------------------



ขอขอบคุณ
คุณผกามาศ ผดุงศิลป์ (พี่แตน)
คุณธิราภร ย้อยแสง (พี่จิม)
และคุณภควดี ละอองศรี (พี่มุ่ย)
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
รวมทั้ง Mr.Hideyuki Hattori และทีมงานฝ่าย Product Planning
บริษัท Mitsubishi Motors (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ และการประสานงานในด้านต่างๆ อย่างดียิ่ง  

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพ Illustration ทั้งหมด เป็นของ
Mitsubishi Motors Corporation ประเทศญี่ปุ่น
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
11 กรกฎาคม 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part
or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
July 11th,2011

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome, Click Here!



แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฏาคม 2012 เวลา 17:54 น.
 
First Impression : ทดลองขับ Ford FOCUS ใหม่ 2.0 GDI Ti-VCT : หลังพวงมาลัย 1 วัน รอบกระบี่ กับ C-Segment ช่วงล่างดีสุดในตอนนี้? พิมพ์
Review by J!MMY - C-segment 1600-2000 cc
วันศุกร์ที่ 06 กรกฏาคม 2012 เวลา 14:30 น.
เครื่องบิน Airbus A300-400 เที่ยวบิน TG241 ของสายการบินไทย ค่อยๆถอยหลัง เคลื่อนตัวออกจาก
Gate B6 ของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อไปตามแถวตามคิวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า นำพาผม และบรรดา
สื่อมวลชนอีก 24 ชีวิต มุ่งหน้าสู่สนามบินจังหวัดกระบี่..ตามหน้าที่ประจำของมันในทุกวัน

1 ชั่วโมงบนที่นั่งแถว 43F แฮมเบอร์เกอร์ปลา จากกล่องอาหารว่าง ค่อยๆถูกกัดกร้วมๆ ลงกระเพาะ
สมองผมก็เริ่มทำงาน...อีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งจะนอนได้แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ความสงสัยต่างๆนาๆ ยังคง
วนเวียนมาจนถึงตอนนี้ ตอนที่ผมยังนั่งเขียนต้นฉบับอยู่ในห้องพัก ช่วงเย็นๆ

กระบี่อีกแล้วเหรอ? วันพุธ-พฤหัสบดี ที่แล้ว (28 - 29 มิถุนายน 2012) ก็เพิ่งจะมาขับ BMW 3-Series
ใหม่กันหมาดๆ มานอนพักที่โรงแรม Sheraton กระบี่ ยังนอนไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่ แต่นี่ยังไม่ทันจะข้าม
พ้น 1 สัปดาห์ไปเลย ผมก็ต้องกลับมานอนที่โรงแรมแห่งเดิมอีกครั้ง แม้จะเป็นคนละห้องก็ตาม

ฟังดูเหมือนจะดีนะ แต่เหนื่อยชะมัด...



ผมไม่เข้าใจว่า ทำไม Ford จะต้องนัดให้ผมตื่นเช้า และไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ให้ทันในเวลา 6.30 น.
ทั้งที่เมื่อดูในตารางกำหนดการแล้ว เราแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจาก ไปไหว้พระ 1 วัด กินข้าวเที่ยง
แล้วก็ตรงดิ่งเข้าโรงแรม Sheraton กระบี่ แถวๆ อ่าวนาง ตอนบ่ายโมง อยู่ที่นั่นตลอดจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมจะต้องวางตารางเวลา Brief เรื่องราวของ Ford Focus ใหม่ ให้ยาวนานมากมาย
ก่ายกองขนาดนี้ ทั้งที่รายละเอียดทั้งหมด ผมก็สามารถหาอ่านได้จากในเว็บไซต์สื่อมวลชนของ Ford
ด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะ Ford เอง ก็เปิดตัวรถรุ่นนี้ สู่ตลาดโลกมาตั้งแต่ปี 2010 แต่เพิ่งจะมาเปิดตัวใน
ภูมิภาคอาเซียน อย่างเป็นทางการ ก็วันนี้ (2 กรกฎาคม 2012) นี่แหละ

ผมไม่เข้าใจว่า ไหนๆ จะมา Brief กันทั้งที ทำไมเหล่าบรรดาวิศวกรทั้งหลาย ต่างก็ บรรยายด้วยวิธีการ
"อ่านโพย" กันแทบทุกคน ทำตัวเป็น คุณปู ยิ่งลักษณ์ ของเราไปได้! กลัวจะบรรยายพลาดกันหรือไง?
อ่านไป คนฟังนี่แทบจะไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ อย่างที่พี่โฉ สาโรช เกียรติเฟื่องฟู ผู้บริหารคนไทยของ
Ford Sales Thailand เอง ก็รู้ดีอยู่ (แม้ว่า ในช่วง Party ตอนเย็น วิศวกรทุกคนก็เป็นกันเองกับข้าพเจ้า
เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ คุณ Graham

ผมไม่เข้าใจว่า ทำไม บรรยายไปครึ่งทาง จู่ๆ ก็ต้อนพวกเราให้ออกจากห้องประชุม ไปยืนเหงื่อแตก
พลั่กๆ แขนเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมา ปุดๆ เพื่อดูความสวยงามของรถคันสีแดงที่จอดอยู่บริเวณ
หน้าล็อบบี้โรงแรม ทั้งที่ท้ายสุด ก็ต้องกลับเข้ามานั่งฟัง Brief ต่ออยู่ดี

แถมยังต้องยกวิศวกรจาก Microsoft มาอธิบายเรื่องระบบ SYNC ซึ่งถูกนำมาติดตั้งเป็นครั้งแรกในไทย
โดยเฉพาะ (ซึ่งคุณ Chris ก็มีอัธยาศัยดี) แต่สุดท้าย พี่โฉ ก็รับหน้าที่บรรยายการใช้งานด้วยตัวเอง
ตามเคย (ทั้งที่เพิ่งจะลองเล่นระบบนี้ ในตอนเช้าวันงาน ระหว่างที่ผมยังนั่งบนเครื่องบินมาที่นี่นั่นแหละ)

โอ้ย มันจะอะไรกันนักกันหนา (วะ)!



ถึงแม้ว่าเหตุผลลึกๆ มันก็เป็นเพราะว่า อยากให้สื่อมวลชน ไม่เหนื่อยมาก เดินทางสบายๆ มาพัก
ให้ผ่อนคลาย แล้วค่อยเริ่มลองขับ Focus ใหม่ ในเช้าวันรุ่งขึ้น บนเส้นทาง รอบๆจังหวัดกระบี่
ที่ต้องขอชมคนเลือกเส้นทางว่า สามารถดึงศักยภาพของรถออกมาได้เป็นอย่างดี

แต่...พอได้ลองขับรถคันนี้ในเช้าวันรุ่งขึ้น สัมผัสต่างๆที่ตัวรถ ถ่ายทอดมาอย่างสรีระร่างของผม
ก็มากพอจะตอบคำถามทุกข้อ ว่าทำไม Ford ถึงต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างข้างต้น มาตั้งแต่แรก
พวกเขาเพียงแค่ต้องการจะบอกว่า Ford Focus ใหม่เนี่ย มันอุดมไปด้วยความตั้งใจในการ
พัฒนา อัดแน่นไปด้วยสารพัดเทคโนโลยี ความปลอดภัย ความสบายในการขับขี่ และเป็นมิตร
ต่อทั้งสิ่งแวดล้อม และต่อกระเป๋าสตางค์ของคุณเวลาจ่ายค่าน้ำมันมากขึ้น ก็แค่นั้นเอง

แต่ในความอุดมสมบูรณ์นั้น ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แล้วมันมีข้อดีข้อเสีย (ในเบื้องต้น) อย่างไร
มากน้อยแค่ไหน ผมก็คงต้องมานั่งแกะ เลคเชอร์ เท่าที่นั่งฟังแล้วจดมาให้ได้อ่านกันก็ตอนนี้ละครับ



Ford Focus ใหม่ ถือเป็นเจเนอเรชันที่ 3 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในโลก เมื่องาน Geneva Motor Show
เดือนมีนาคม 1998 เพื่อทำตลาดแทนที่ ตระกูล Ford Escort ที่เคยได้รับความนิยมมาช้านานในยุโรป
เจเนอเรชันล่าสุดนี้ เปิดตัวครั้งแรกในงาน North American International Auto Show หรือ Detroit
Auto Show เมื่อเดือนมกราคม 2010 และเริ่มทะยอยเปิดตัวออกสู่ตลาดยุโรป กับสหรัฐอเมริกาในปี
2011 ที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่ม บินมาเผยโฉมอย่างเป็นทางการในบ้านเรา เมื่องาน Bangkok International
Motor Show วันที่ 26 มีนาคม 2012 ที่ผ่านมา และเมืองไทย ถือเป็นประเทศแรกใน Asean ที่เปิดตัว
รถยนต์รุ่นนี้

Mr.Graham Pearson : Assistant Vehicle Line Director, C-Car ของ Ford Asia Pacific & 
Africa บอกเล่าว่า โครงการพัฒนา Focus ใหม่ เริ่มขึ้นราวๆ ปลายปี 2007 ถึงช่วงต้นปี 2008 โดย Ford
ทุ่มเทการพัฒนาพื้นตัวถัง C-Platform ขึ้นมาใหม่ บนพื้นฐานงานวิศวกรรมเดิม โดยตั้งเป้าให้มีรถยนต์อีกถึง
10 แบบ ที่ใช้พื้นตัวถังเดียวันนี้ ผลิตขึ้นรวมกัน 2 ล้านคัน/ปี โดย Focus ใหม่จะมีจำนวน 850,000 คัน
จาก 2 ล้านคันดังกล่าว

เป้าหมายในการพัฒนา Focus ใหม่นั้น มุ่งเน้นไปที่คุณภาพการขับขี่ ความประหยัดน้ำมันที่ต้องทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม
มีเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อีกทั้งต้องยกระดับความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกัน และ
เชิงปกป้อง (Actice & passive Safety) ให้ดียิ่งขึ้น



Focus ใหม่ ถูกผลิตขึ้นในโรงงานทั้งหมด 5 แห่งทั่วโลก แต่สำหรับเวอร์ชันไทย Focus ใหม่จะถูก
ผลิตขึ้นที่โรงงาน แห่งใหม่ Ford Thailand Manufacturing  ณ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่ง
ใช้เงินลงทุนไปกว่า 450 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 14,000 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานที่มีพื้นที่
220,000 ตารางเมตร มีกำลังการผลิต 150,000 คัน/ปี และยังมีระบบจัดการด้านมลภาวะ ดีเยี่ยม จน
กลายเป็นโรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งของ Ford ทั่วโลก ทำให้ Ford เป็น
นักลงทุน ที่อัดฉีดงบเข้ามาในเมืองไทย มากเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และถือ
เป็นโครงการลงทุนที่มีเม็ดเงินลงทุนมากสุดของกลุ่มยานยนต์ นับตั้บแต่ปี 2007 เป็นต้นมา โดย
ในปี 2012 นี้ Ford ต้องลงทุน ต้องลงทุนซื้อชิ้นส่วนอะไหล่และเหล็ก เพื่อการประกอบ Focus
ใหม่ มากถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 26,000 ล้านบาท จ้างพนักงานทั้งกลุ่ม Ford ในกรุงเทพ
และที่ระยอง รวมถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ และดีลเลอร์ ที่ต้องมาร่วมงานทั้งทางตรง
และทางอ้อม มากถึง 11,000 คน

เป็นไงครับ ทุ่มทุนสร้างมโหฬารเลยมะ?

และเพื่อให้เป็นรถยนต์ระดับโลก หรือ The Real Global Car อย่างแท้จริง Ford จึงออกแบบ และ
พัฒนา Focus ใหม่ โดยใช้ทีมวิศวกรจากทั่วโลก โดยเฉพาะ ใน สหรัฐอเมริกา เยอรมันี ออสเตรเลีย
จีน และรวมทั้งในประเทศไทย เพื่อสร้าง ให้ Focus ใหม่ มีชิ้นส่วนอะไหล่ที่สามารถใช้ร่วมกันได้
ในทุกเวอร์ชัน สำหรับทุกตลาด มากถึง 80% จากทั้งคันรถ อย่างไรก็ตาม  Mr. Trevor Worthington ,
Product Program Director ของ Ford Asia Pacific & Africa บอกว่า ชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ใช้ร่วมกับ
Focus รุ่นเดิมน้อยมากๆ โครงสร้างตัวถังและเปลือกนอก ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันไม่ได้เลย ส่วนช่วงล่าง
แม้จะออกแบบมาให้คล้ายกัน แต่ชิ้นส่วนต่างกัน ถ้าคิดเป็นเปอร์เซนต์ก็คงเป็น ร้อยละ 5 จากทั้งคันรถ

ตัวถังมีความยาว 4,534 มิลลิเมตร กว้าง 1,823 มิลลิเมตร สูง 1,484 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,648
มิลลิเมตร (พอกันกับ Mazda 3 ) สังเกตได้ชัดเจนว่า Focus ใหม่ จะใหญ่ขึ้น ยาวขึ้น เตี้ยลง
และกว้างข้นกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้ขนาดของห้องโดยสาร ควรจะใหญ่โตขึ้น
ตามไปด้วย...แต่ เมื่อเข้าไปนั่งภายในรถแล้ว ผมกลับยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอึดอัดพอกันกับ
Focus รุ่นเดิมอยู่ดี



ทันทีที่เปิดประตูจะก้าวเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร พลันที่ผมหย่อนก้นลงไป หัวผมก็โขกโป๊ก
กับขอบช่องทางเข้าด้านบนพอดี! ก็เจ็บสิครับ ช่องทางเข้าประตูคู่หน้า มีพื้นที่สำหรับให้ศีรษะ
ลอดเข้าไปได้ ไม่เยอะนัก เมื่อเทียบกับรถยนต์อื่นๆ ผมเข้าใจดีกว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องเลือกว่า
จะยอมให้รถมีเส้นสายตัวถังภายนอกที่สวย แต่เข้า-ออกยากกว่าปกตินิดหน่อย หรือยอมให้
เสาหลังคาคู่หน้าตั้งชันขึ้น เพื่อรองรับการเข้า - ออก ที่ดีกว่าแทน? คือมันกลายเป็นเรื่องที่ต้อง
ยอม Trade-off กัน ระหว่าง การออกแบบตัวรถให้สวยงาม กับการเข้า-ออกได้สะดวก ทั้งที่
จริงๆแล้ว ไม่เห็นต้องเป็นเช่นนี้เลยก็ได้

วัสดุหุ้มเบาะ ในรุ่น 1.6 Ambiente และ 1.6 Trend ทั้ง 2 ตัวถัง เป็นเบาะผ้า ส่วนรุ่น Sedan
Titanium กับ Titanium Plus ตกแต่งด้วยโทนสีเบจ พร้อมหนังแท้สีเบจ ขณะที่รุ่น Sport กับ
Sport Plus จะตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ และหุ้มเบาะด้วยเบาะผ้ากึ่งหนัง ลายพิเศษ

เบาะนั่งฝั่งคนขับทุกรุ่น ปรับระดับสูง - ต่ำ เลื่อนขึ้นหน้า - ถอยหลังและปรับเอน รวมแล้ว
ได้ 6 ทิศทาง ด้วยก้านโยกมือจับต่างๆ แต่ในรุ่น Titanium และ Titanium Plus เท่านั้น ที่จะ
มีสวิชต์ปรับตำแหน่งเบาะนั่งคนขับมาให้ 8 ทิศทาง

เบาะหน้านั่งพอได้ เบาะรองนั่งสั้นไปหน่อย พนักพิงมาในแนวแน่นมากกว่านุ่มสบาย
การวางแขนทั้งบน แผงประตูด้านข้าง หรือฝาปิดกล่องคอนโซลกลาง ทำได้ค่อนข้างดี
แต่บรรยากาศภายในรถ ชวนให้เกิดความรู้สึกอึดอัด จากความแน่นหนาไปเสียทุกส่วน

เบาะหน้าฝั่งผู้โดยสารด้านซ้าย ขึ้นไปนั่งแล้ว สังเกตว่า ตำแหน่งความสูงของเบาะ และ
ตำแหน่งอื่นๆ มันช่างใกล้เคียงกับเบาะผู้โดยสารฝั่งซ้าย ของ Toyota Corolla ALTIS
รุ่น Minorchange มากๆ ราวกับแกะแม่พิมพ์กันมาเลย



ขณะที่การเข้า - ออกจาก พื้นที่ผู้โดยสารด้านหลัง ก็ยังให้ประสบการณ์ที่พอกันกับรถรุ่นก่อน
แม้ว่า ช่องทางเข้าจะกว้างขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยก็ตาม แต่การนั่งบนเบาะหลัง ที่หนา และมี
พนักศีรษะรูปตัว L ซึ่งต้องยกขึ้นมาใช้งาน จึงจะไม่โดนปลายล่างของพนักศีรษะดันต้นคอ
ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ผมยกขึ้นเป็นประเด็นเสมอมา

เบาะรองนั่ง ดีขึ้น นั่งได้สบายขึ้น แต่บรรยากาศกลับคงไว้ซึ่งความอึดอัด จากความเบียดเสียด
เยียดยัด ของทั้ง เบาะคู่หน้า ที่หนาเกินไป ซึ่งถ้าทำพนักพิงเบาะหน้าให้บางลงอีกนิด แต่คง
ความปลอดภัยไว้เท่ากัน จะได้พื้นที่วางขา ที่โปร่งโล่งกว่านี้ ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะ ก็เพิ่มขึ้น
จากเดิมไม่มากนัก ดีที่ว่า เข็มขัดนิรภัย ให้มาเป็นแบบ ELR 3 จุด ทุกที่นั่ง



แผงหน้าปัดออกแบบขึ้นใหม่ ใช้วัสดุต่างๆที่ดีขึ้นกว่าเดิมก็จริง และตั้งใจออกแบบให้คล้ายคลึงกับ
Cockpit เครื่องบิน แต่ผมก็พบว่า การออกแบบให้มันดู พราวพร่างพรายราวกับดวงดาวเต็มท้องฟ้า
ยามค่ำคืน กันขนาดนี้ มันใช้งานยากลำบากมาก และผมต้องใช้เวลา ในการละสายตาจากพื้นถนน
เกินกว่า 2 วินาที จนถึง 5-6 วินาที เพื่อที่จะคลำหาว่า ผมจะเปลี่ยน Folder เพลง ด้วยสวิชต์บน
ชุดเครื่องเสียง Premium จาก SONY กันอย่างไร? ยังไม่นับกับการมองหา แลเลือกใช้สารพัดปุ่ม
บนพวงมาลัย ที่ผมต้องมาเรียนรู้ใหม่ว่า สวิชต์ เพิ่มหรือลดเสียงวิทยุ ติดต่างอยู่ด้านข้างแป้นแตร
ฝั่งซ้าย ซึ่งใช้งานไม่สะดวก แล้วจะต้องมีปุ่ม เลือกเมนู ที่ก้านด้านบนทั้ง 2 ฝั่งของพวงมาลัย เยอะ
มากมายอะไรกันขนาดนี้? นี่ถือเป็นเรื่องที่ผมขอตำหนิเลยว่า ควรหาทางออกแบบให้แผงหน้าปัด
ดูเหมือนมีปุ่มเยอะ แต่จริงๆแล้ว มีปุ่มน้อยๆกำลังดี และใช้งานง่าย ให้มัน "More User Friendly
than this one" กว่านี้จะดีกว่า

ต่อให้ Ford จะติดตั้ง ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร และสั่งการด้วยเสียงพูดแบบ Voice Recognition
ในชื่อ Ford SYNC By Microsoft ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ ออกคำสั่งด้วยเสียงพูด ให้โทรศัพท์เคลื่อนที่
และเครื่องเสียง เล่นเพลง หรือเปลี่ยนคลื่นวิทยุ รวมทั้ง อ่าน ข้อความ Message จากโทรศัพท์
เคลื่อนที่ ซึ่งมีระบบ Bluetooth อัจฉริยะ หาสัญญาณ แล้วจับ Pair เชื่อมต่อให้เองทันที พร้อม
กับใช้งานพูดคุย ด้วยระบบ Hands-free (ติดตั้งเฉพาะรุ่น Titanium Plus และ Sport Plus) แต่
นั่นก็มิได้ช่วยให้ใช้งานระบบนี้ง่ายขึ้น เพราะคุณจำเป็นจะต้องนึกคำสั่งให้ออก

Ford บอกว่า กำลังอบรมพนักงานขาย ให้สอนลูกค้า ใช้งานระบบนี้ ในวันส่งมอบรถ ซึงจะ
รวมคำสั่ง Top Hit 10 รายการ ตั้งแต่ Radio USB CD Call อะไรต่อมิอะไร แต่ในวันทดลองขับ
ผมไม่ได้รับการอบรมว่า ต้องเรียกใช้ระบบนี้อย่างไร ก็เลยไม่รู้จะใช้งานมันยังไง นอกจาก
จจับเสียบ iPod ของพี่ฉ่าง อาคม รวมสุวรรณ แห่ง ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งเต็มไปด้วยเพลงแนว
Trance และดนตรีเต้นรำมากมาย เข้ากับช่องเสียบ USB ซึ่งซ่อนอยู่ในช่องเก็บของพร้อมฝาปิด
และต้องใช้เวลาคลำหาพักหนึ่ง ถึงจะเจอ ตำแหน่งติดตั้ง USB นี่ผมว่า หายากลำบาก พอกันกับ
Mitsubishi หลายๆรุ่น เลยทีเดียว
       
แต่อย่างน้อย ถ้าคุณปรับระดับพวงมาลัย (ซึ่งปรับสูง -ต่ำ และระยะใกล้ - ห่าง จากตัวเราได้) จน
มีบางส่วนของพวงมาลัย ไปซ้อนเหลื่อมล้ำกับบางส่วนของชุดมาตรวัด แสดงว่า คุณปรับพวงมาลัย
ผิดตำแหน่งปจากที่ควรจะเป็นแล้ว

ส่วนอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้กับ Focus เวอร์ชันไทยนั้น ทุกรุ่นย่อย มีสัญญาณ
เตือนคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะคู่หน้า กุญแจนิรภัย Immobilizer ระบบเปิดไฟฉุกเฉิน
เองโดยอัตโนมัติ ทันทีที่ผู้ขับขี่กระทืบเบรกกระทันหัน และถุงลมนิรภัยคู่หน้า (ฝั่งคนขับ
และผู้โดยสารด้านหน้าซ้าย) มาให้ ถุงลมนิรภัยด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง มีตั้งแต่รุ่นTitanium กับ
Titanium Plus และ Sport กับ Sport Plus ขณะที่ม่านลมนิรภัย ทำงานเร็วกว่าเดิม 30% จะ
มีเฉพาะรุ่น Titanium Plus และ Sport Plus เซ็นเซอร์กะระยะสำหรับถอยเข้าจอดที่กันชน
หลัง มีมาให้ตั้งแต่ Titanium กับ Titanium Plus และ Sport กับ Sport Plus แต่ถ้าอยากได้
เซ็นเซอร์ที่เปลือกกันชนด้านหน้าด้วย ต้องมองรุ่น Titanium Plus และ Sport Plus เข้าไว้

โดยรุ่นท็อป ของทั้ง 2 ตัวถัง ก็จะติดตั้ง 3 ระบบสุดไฮเทค ที่เหมือนกับระบบใน Volvo รุ่นใหม่ๆ
รุ่นใหม่ๆ ทั้งระบบสัญญาณเตือนที่กระจกมองข้าง หากมีรถแล่นมาจากด้านข้าง BLIS (Blind
Spot Information System มีเฉพาะรุ่น Sedan Titanium Plus เท่านั้น) ระบบช่วย
ถอยหลังเข้าจอดตามแนวยาวอัจฉริยะ Auto Park Assist ซึ่งมีหลักการทำงานไม่ต่างไป
จากระบบที่เราเคยลองใน Skoda Superb กันเลยแม้แต้น้อย คือ เปิดสวิชต์ของระบบไว้
ขับเดินหน้าไปตามริมถนน เซ็นเซอร์ จะคำนวนว่า ถ้ามีพื้นที่ว่างมากพอ ก็จะบอกให้ผู้ขับขี่
เดินหน้าไปอีกแป๊บนึง ก่อนจะบอกหยุด เข้าเกียร์ R เพื่อปล่อยให้รถถอยหลัง แล้วต้องคุม
แป้นเบรกกันอย่างไม่ต้องรีบร้อน พวงมาลัยผีสิงจะหมุนเอง รถจะค่อยๆ ถอยเข้าจอดในแนว
Pararell Parking อย่างปลอดภัย แต่คุณต้องเหยียบเบรกเสมอ (มีครบทั้งรุ่น Sport Plus
และ Titanium Plus) และระบบ Active city Stop ช่วยเบรกเองได้ในความเร็วต่ำกว่า
15 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากเรดาห์ตรวจจับการขัดขวางของรถคันข้างหน้า (Volvo ทำได้
ที่ 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง)



สำหรับขุมพลังของ Focus ใหม่เวอร์ชันไทย ในช่วงแรกที่เปิดตัว ต้องขอแสดงความเสียใจ
กับใครก็ตาม ที่กำลังรอเครื่องยนต์ Diesel TDCi ด้วยเหตุผลที่ว่า ในตลาดโลก ยังไม่อาจหา
เกียร์อัตโนมัติ ที่จะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ TDCi รุ่นใหม่ล่าสุดได้ ในยุโรปเอง ก็ขายพ่วง
เฉพาะเกียร์ธรรมดาเท่านั้น อาจต้องรอกันสักพัก

(แต่ถ้าเป็นไปตามคำกล่าวอ้างนี้จริง ทำไมในเว็บไซต์ www.Ford.com.au อันเป็นเว็บไซต์
สำหรับตลาดออสเตรเลีย ถึงได้ระบุในช่องสเป็กว่า เครื่องยนต์ 2.0 TDCi จึงมีเกียร์อัตโนมัติ
PowerShift 6 จังหวะมาให้เลือกด้วยละเนี่ย? หรือจะบอกว่า เป็นเครื่อง TDCi ตัวเก่า จับคู่
กับเกียร์ลูกเดิมที่ใส่ในรุ่นปัจจุบัน?

แล้วใครจะตอบคำถามนี้กับผมได้ละเนี่ย?)

ดังนั้น ลูกค้าชาวไทย จึงมีทางเลือกในแบบเบนซิน แค่เพียง 2 ทาง ทั้งเครื่องยนต์ Duratec
4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,998 ซีซี ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ด้วยเทคโนโลยี GDi
(Gasoline Direct Injection) พร้อมระบบแปรผันหัวแคมชาฟต์อิสระ Ti-VCT (แปรผันทั้งฝั่ง
ไอดี และไอเสีย) ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า (PS) ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 202
นิวตันเมตร หรือ 20.5 กก.-ม. ที่ 4,450 รอบ/นาที เครื่องยนต์นี้ นำเข้าจาก สหราชอาณาจักร

ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ PowerShift ลูกใหม่ ชุดคลัชชต์เป็นแบบแห้ง
พร้อมปุ่มบวก - ลบ ที่ติดตั้ง บนคันเกียร์ SelectShift Automatic เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกเกียร์ได้เอง
วางอยู่ในรุ่น Sedan Titanium กับ Titanium Plus และ Hatchback 5 ประตู Sport กับ 
Sport Plus

เรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Ford เคลมว่า ทำได้ 14.9 กิโลเมตร/ลิตร แต่ไม่ได้บอกว่า ใช้การ
ทดสอบแบบไหน คาดว่าน่าจะเป็นแบบ EU Mode (ทดสอบในห้องแล็ป วน Loop ตามรูปแบบ
การขับขี่ที่กำหนดไว้ บน Dynamo Meter ตามเคย)

แต่ถ้าคิดว่า เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร มันเกินจำเป็น Ford ก็มีทางเลือกมาให้ โดยจับเอาเครื่องยนต์
Duratec บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,598 ซีซี พร้อมระบบแปรผันวาล์ว Ti-VCT จากน้องเล็ก
รุ่น Fiesta มายกระดับความแรงเพิ่มขึ้นเป็น 125 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด
159 นิวตันเมตร หรือ 16.2 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ผลิตจากโรงงานในอินเดีย

ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วย 2 ระบบส่งกำลังให้เลือก หากเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ PowerShift
(ลูกเดียวกันกับ Fiesta คนละลุกกับ Focus 2.0 แต่มีเปลือกนอก และใช้ไส้ในบางชิ้นร่วมกัน) ทั้ง
รุ่น Ambiente กับ Trend Ford ระบุมาว่าจะมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 15.4 กิโลเมตร/ลิตร ถ้า
เป็นรุ่นเกียร์ ธรรมดา 5 จังหวะ ในรุ่น Ambiente จะประหยัดน้ำมันได้ถึง 16.1 กิโลเมตร/ลิตร
อ้างอิงตามตัวเลขจากทางโรงงานผู้ผลิต)

ที่สำคัญ ยังมีการออกแบบ กระจังหน้า ให้สามารถเปิด-ปิดอัตโนมัติ โดยใช้ช่องลมควบคุมการ
ไหลเวียนของอากาศแบบอัตโนมัติ ผ่านกระจังหน้าไปยังระบบทำความเย็นและเครื่องยนต์
ช่วยลดแรงเสียดทานและเสียงรบกวนจากลม และเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน
ในทางอ้อม



อย่างไรก็ตาม Focus รุ่นใหม่ที่ Ford จัดมาให้เราลองขับกันนั้น เป็นรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทั้งหมด
ดังนั้น เราจึงยังไม่มีโอกาสทดลองขับรุ่น 1.6 ลิตร กันจนกว่าจะถึงเวลาที่ Ford จะจัดปล่อยรถรุ่นนี้
ให้สื่อมวลชน แยกย้ายกันไปติดต่อขอยืมทำการทดลองขับกัน หลังจากเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้น
ผมคงจะพอเล่าให้อ่านกันได้แค่เฉพาะ ความรู้สึก 1 วัน หลังพวงมาลัย

ทันทีที่ออกรถ พวงมาลัยเแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS (Electronic
Power Assist Steering) ก็ทำหน้าที่ของมันในช่วงเริ่มต้นได้อย่างดี การขับขี่ด้วยความเร็วต่ำในเมือง
บังคับง่าย เบา และเลี้ยวได้คล่องมือ กระชับกำลังดี คือ หนืดกว่า Mazda 3 ใหม่ นิดนึง แต่เบาพอกัน
เมื่เทียบกับรถยุโรป ที่ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า คันอื่นๆ ถือว่า เบาดีในความเร็วต่ำ และหนืดมั่นใจ
ในย่านความเร็วสูง ยังพอให้สัมผัสได้ว่าเป็นพวงมาลัยไฟฟ้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าเกลียด เหมือนบรรดา
พวงมาลัยไฟฟ้า แบบเก่าๆ แล้ว





ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัต มีปีกนก Lower Control Arm พร้อม
ซับเฟรมแบบ มีบุชยาง hydro-bushing isolated subframe และเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบ
Control-Blade Multi-Link พร้อซับเฟรม และเหล็กกันโคลง ที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ แม้จะ
คล้ายคลึงกับเดิม แต่ชิ้นส่วนไม่อาจใช้ร่วมกับรถรุ่นเดิมได้อย่างแน่นอน

บนทางหลวงลาดยางมะตอย Focus ใหม่ทั้ง Sedan และ Hatchback นิ่ง แน่น หนึบ มั่นใจ ขับสบาย
ดูดซับแรงสะเทือนได้ดีมากเกินกว่าที่รถรุ่นเดิมเคยทำผลงานเอาไว้ ยิ่งประสานการทำงานกับระบบ
พวงมาลัย EPAS ที่รับส่งหน้าที่กันอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มความคล่องแคล่วในการบังคับรถกว่าเดิม
ขณะขับผ่านรอยต่อถนนที่ค่อนข้างสาหัส ช่วงล่าง และยาง ก็พยายามจะเก็บแรงสะเทือน ให้เข้ามา
ยังห้องโดยสารน้อยที่สุด พอให้รู้ว่าคุณกำลังขับผ่านเส้นทางที่พื้นผิวไม่เรียบ

ช่วงล่าง หนึบแน่น มั่นใจ แม้ว่าทางโค้ง ช่วง เขานางหงส์  ที่เต็มไปด้วยเขาแบบพับผ้า เป็นทางโค้ง
ที่คดเคี้ยว แฝงอันตรายทั้งจากพื้นยางมะตอยที่เสื่อมสภาพ โชคดีที่ฝนไม่ตก ไม่เช่นนั้น คงลื่นกว่านี้
แถมก่อนหน้าวันที่เราจะเดินทางมาถึง มีดินถล่มรวมแล้ว 8 จุด ต้องใช้รถเกลี่ยดิน มาช่วยเคลียร์พื้น
เส้นทาง จนเรียบร้อย ถึงขั้นที่ว่า บางช่วงที่ผมเข้าโค้งเร็วไป จนพบว่าในโค้งนั้น ยังต่อเนื่อง แถมมี
องศาโค้งเล็กและแคบลงจนเกือบจะหลุด และยางก็เริ่มร้องเอี๊ยดดังกว่าปกติแล้ว แต่ Focus ทั้งตัวถัง
Sedan และ Hatchback ก็ยัง "ช่วยเหลือตัวเอง" ให้เรา "เอาอยู่"  ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย โดยเฉพาะ
รุ่น Hatchback Sport Plus ที่ใส่ยางล้อ 17 นิ้วจากโรงงาน ยิ่งช่วยให้การขับขี่ มี Dynamic ที่ดีขึ้นอีก

เรียกได้ว่า ช่วงล่างของ Focus ใหม่ ทั้งนุ่มนวล และหนึบแน่น รวมทั้งซับแรงสะเทือนได้ดีสุด แถม
ยังให้ความมั่นใจในการขับขี่ มากที่สุด ในบรรดารถยนต์ Compact C-Segment ประกอบในบ้านเรา
ไปเรียบร้อยแล้ว (เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ณ เดือนกรกฎาคม 2012 ซึ่ง Nissan Sylphy ยังไม่
เปิดตัวในบ้านเรา) เพียงแต่ ขณะขับขี่ ไปทางเส้นทางคดเคี้ยว ผมอาจจะมีอาการมึนหัวนิดๆ ซึ่ง
ก็หวังว่า คงจะมาจากอาการนอนไม่พอ เพราะสื่อมวลชนหลายคนที่ร่วมทริปไปด้วยกัน ก็บ่นว่า
รู้สึกเวียนหัวเล็กๆ แม้จะไม่มากนักก็ตาม

ส่วนการตอบสนองของระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ ที่ทำงานร่วมกับ ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti
Lock Braking System มีให้ครบทุกรุ่นย่อย) ระบบกระจายแรงเบรกตามน้ำหนักบรรทุก EBD
(Electronic Brake Force Distribution) กับระบบ เพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน EBA (Emergency
Brake Assist  มีทุกรุ่นย่อย ยกเว้น 1.6 S เกียร์ธรรมดา) และระบบ ควบคุมเสถียรภาพขณะเข้า
โค้ง หรืออยุ่บนถนนลื่น ESP (Electronic Stability Program มีทุกรุ่นย่อย ยกเว้นเกียร์ธรรมดา)  
ถือว่าทำได้ดีมาก หน่วงความเร็วได้อย่างดี แป้นเบรก ตอบสนองได้ต่อเนื่อง Linear ดี ไม่ว่าจะ
ใช้ความเร็วในย่านไหน และต้องการชะลอ หรือหน่วงความเร็วลงมาเท่าใด จะสั่งให้ชะลอรถ
หยุดอย่างนุ่มนวลก็เป็นเรื่องง่ายดายขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีระบบ HLA (Hill Launch
Assist) ช่วยออกตัวขณะจอดบนทางชัน เมื่อถอนเบรกแล้ว รถยังค้างบนทางลาดอีกราวๆ
2 วินาที เพื่อให้ผู้ขับออกรถต่อไปได้ โดยไม่ไหลลงจากทางลาดชัน อีกด้วย

อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างมั่นใจขึ้น และหนักแน่นขึ้น อยู่ที่การเลือกใช้โครงสร้าง ตัวถัง
ที่ใช้เหล็กแบบ High Strength Steel มากถึง 55% ของ โครงสร้างทั้งคัน รวมทั้งการเลือกใช้เหล็ก
Boron ที่หลายคนคงได้สัมผัสมาแล้วในน้องเล็กรุ่น Fiesta ให้กับโครงสร้างเสาหลังคากลาง B-Pillar
และตามจุดต่างๆ ทำให้โครงสร้างตัวถังที่ใหญ่โตขึ้น ยิ่งแน่นหนาขึ้นไปอีก



********** สรุป (เบื้องต้น) **********
ถึงจะขับสนุกขึ้นในแบบผู้ใหญ่ ช่วงล่างดีสุดในกลุ่ม แต่ผมยังถวิลหา TDCi อยู่นะ

16.00 น. โดยประมาณ เรากลับมาถึงโรงแรมที่พัก Sheraton กระบี่ กันอีกครั้ง และนั่นคือเวลาที่เรา
ต้องลาจาก Ford Focus และทีมงานของ Ford เพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบิน ของการบินไทย กลับ
มายังสนามบินสุวรรณภูมิ...ไฟลต์หัวค่ำวันนั้น...

ผมนั่งพักอยู่บนเบาะนั่ง ใน Martini Lounge ได้พักใหญ่ คุณ Trevor และ คุณ Graham พาผองเพื่อน
ร่วมทีมวิศวกร เดินเข้ามาสบายๆ ตรงเข้ามาหาผม และ พวกเขาก็เริ่มอยากรู้ถึง Feedback ของผม ที่
มีต่อ  ผลงานล่าสุดของพวกเขา ลูกรักที่ทุกคนฟูมฟักปลุกปั้นด้วยความยากลำบากเหน็ดเหนื่อยกันมา
โดยตลอด บางช่วง ผมเกิดนึกศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ออกดื้อๆ ก็ได้ พี่เดือน PR จาก Hill & Knowlton
Agency ที่ Ford ว่าจ้างมาแบ่งเบาภาระนี่ละครับ ช่วยรับมือ ในฐานะล่าม ให้

แล้วผมก็เริ่มบรรเลง...

พวงมาลัยเป็นสิ่งแรกที่ผมเป็นห่วงว่า พวกเขาจะทำได้ดีหรืไม่ จากการเปลี่ยนมาใช้ระบบเพาเวอร์
ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS และการขับขี่ตลอดทั้วัน ก็เห็นได้ชัดว่า ทีมวิศวกรของ Ford ขจัดความ
กังวลของผมในประเด็นนี้หมดไปเสียเกือบหมดสิ้น คือยังพอมีบางอาการให้รับรู้อยู่ว่า มันคือ
พวงมาลัยไฟฟ้า แต่ สัมผัสได้เจือจางมากๆ จนเกือบจะเนียนและกลายเป็นสัมผัสที่ใกล้เคียง
กับพวงมาลัยของ Volkswagen Golf GTi และ Scirocco ที่ผมเคยขับมา เลยทีเดียว (คู่นี้ ยังไง
ก็ต้องยกเขาไว้ในฐานะ เทพ ละครับ ขนาด วิศวกรของ Ford ยังพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับผม
ในเรื่องนี้เลยแหละ) สรปว่า สอบผ่านละ มีคะแนน 9 ต้นๆ เต็ม 10 โผล่มา

เรื่องอัตราเร่ง ผมยืนยันไปกับ Mr. Trevor ว่า ยังไงๆ ผมก็ยังขอเครื่องยนต์ TDCi อยู่ดี เพราะว่า
แม้ในช่วงรอบกลาง และรอบปลาย จะสามารถเรียกพละกำลังออกมาได้ไหลลื่น และต่อเนื่องดี
แถมเกียร์อัตโนมัติ PowerShift 6 จังหวะ ลูกใหม่ ก็ยังทำงานราบรื่น ฉลาด และ ทันต่อเท้าขวา
ของผม กระนั้น แรงดึงในช่วงออกตัว รวมทั้ง อัตราเร่ง ในช่วง ออกตัว จนถึงราวๆ 3,000 รอบ/
นาที ยังไม่เร้าใจผมมากพอ เมื่อเทียบกับ TDCi (แต่ถ้าวัดตัวเลขกัน เผลอๆ2.0 ลิตร GDI อาจจะ
ทำตัวเลขได้ดีกว่า 2.0 TDCi เดิมก็ได้ ใครจะไปรู้?) ผมยังให้คะแนนแถวๆ 8 ต้นๆ เต็ม 10

ช่วงล่าง ประเสริฐมาก! เอาไป 9 กลางๆ เต็ม 10 เลย มันให้ทั้งความมั่นใจ ความนุ่มสบายสำหรับ
การเดินทางไกลที่ดีมาก และในความเร็วต่ำ มันก็แทบไม่ค่อยจะตึงตังเลย ซับแรงสะเทือนดีมาก
จากหลุมบ่อ และพื้นผิวไม่เรียบในทุกกรณี ไม่มีข้อยกเว้น ยืนยันได้เลยว่า นี่คือช่วงล่างของ
รถเก๋งระดับ C-Segment Compact Class ประกอบในเมืองไทย ที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ (กรกฎาคม
2012)

การตอบสนองของเบรก ก็ถือว่าทำได้ดี Linear ดี และในบางโค้ง การกระจายแรงบิด ของระบบ
Torque Vector Conering ช่วยส่งให้ผมสามารถรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกา จาการหลุดโค้งไปได้
แบบสบายๆ ตรงนี้เอาไป 9 คะแนนต้นๆ

แต่ในเรื่องห้องโดยสารนั้น ผมยืนยันว่า ถึงจะกระชับ แต่นั่งแล้วอึดอัด ตำแหน่งเบาะฝั่งซ้าย
คู่หน้า  ติดตั้งมาในตำแหน่งที่เหมือนกับ Toyota Corolla Altis เลยด้วยซ้ำ (แหงละ พวกเขา
ใช้ Corolla เป็นหนึ่งในรถยนต์ Benchmark ร่วมกับ VW Golf และ Honda Civic ในระหว่าง
การพัฒนา Focus รุ่นนี้ นี่หว่า)

อีกทั้งแผงหน้าปัด ก็ยังใช้งานยากลำบาก Less User friendly ผมต้องละสายตาจากพื้นถนนมาก
เกินกว่า 2 วินาที ซึ่งถือว่า ไม่ผ่านในประเด็นนี้ แม้ว่าจะมีระบบ SYNC By Microsoft ซึ่งใช้งาน
ง่ายดาย และฉลาดกว่าระบบ Voice recognition แบบเดิมที่มีอยู่ใน Fiesta กับ Ranger บ้านเรา
ก็ตาม แต่ผมก็ยังไม่รู้วิธีใช้คำสั่งของระบบเท่าไหร่  กลุ้มจริงๆ คือภายในร ไฮเทคมากเกินไป
จนตาสี ตาสา ยายมา ยายมี ใช้งานคงจะไม่ได้ นี่มันยากใกล้เคียงกับระบบ i-Drive ของ BMW
และ COMMAND ของ Mercedes-Benz กันแล้วเลยนะ! ข้อนี้ ผมไม่แฮปปี้

แต่สรุป รวมแล้ว ผมให้คะแนน Focus ใหม่ ในด้านการขับขี่ภาพรวมทั้งคัน อยู่ที่ 9.1 เต็ม 10 คะแนน

ว่ากันแต่ตัวรถล้วนๆ อย่างเดียว ไม่นับประเด็นศูนย์บริการ (ไม่เช่นนั้น คะแนนจะดร็อปกว่านี้เยอะแน่ๆ)

คือมันจะไม่ใช่รถที่จะให้ความสนุกกับคุณในแบบเด็กวัยรุ่นที่เคยเป็นมา แต่เป็นความสนุกในแบบ
ผู้ใหญ่ อายุ 30 กลางๆ ถึง 40 ต้นๆ มากกว่า เพราะนั่นคือแนวทางที่รถยนต์ C-Segment ทุกคัน จำเป็น
ต้องมุ่งไปเพื่อจะรองรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีอายุเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ส่วนเรื่องค่าบำรุงรักษา ตลอดอายุการรับประกัน 100,000 กิโลเมตรนั้น Ford มั่นใจว่า Focusใหม่
จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า Civic และ Altis ใหม่ ซึ่งเขาบอกว่าจะมีตารางเปรียบเทียบให้ดูกันที่โชว์รูม

เรื่องนั้นหนะ ไม่น่าห่วงเท่าไหร่หรอก แต่ที่น่ากังวลมากกว่าก็คือ ผมได้เห็นความพยายามของ
ทีมวิศวกรชาวต่างชาติ ที่ตั้งใจ และพยายามพัฒนา Focus ใหม่ อย่างหนักมาก ตั้งใจทำรถออกมา
ให้ดีขึ้นกว่าเดิม และเหนือกว่าคู่แข่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งความพยายามทุ่มทุนของ
Ford เพื่อให้ Focus ใหม่ กลายเป็นรถยนต์ระดับ Global Car ที่สามารถครองใจคนทั่วโลก รวมทั้ง
คนไทย ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทีมการตลาดเอง กวางแผนมาถูกทาง อัดออพชันใส่ทุกรุ่น
มาซะแน่นเปรี๊ยะ และวางราคายขายปลีกต่อคันไว้อย่างเหมาะสมแล้ว (อาจจะมีบ้างก็แค่ว่า ทำไม
ไม่ยอมใส่ระบบ BLIS มาให้ในรุ่นท็อป Sport Plus แค่นั้น ที่ผมยังกังขา?)

ราคาขายของ Ford Focus ใหม่ ทั้ง 9 รุ่นย่อย มีดังนี้
- 4 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Ambiente เกียร์ธรรมดา  759,000 บาท
- 4 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Ambiente เกียร์อัตโนมัติ 799,000 บาท
- 4 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Trend เกียร์อัตโนมัติ       829,000 บาท
- 5 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Ambient เกียร์อัตโนมัติ   809,000 บาท
- 5 ประตู 1.6 ลิตร Ti-VCT Trend เกียร์อัตโนมัติ       839,000 บาท
- 4 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Titanium              959,000 บาท
- 5 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Sport                   969,000 บาท
- 4 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Titanium Plus   1,069,000 บาท
- 5 ประตู 2.0 ลิตร Ti-VCT GDi Sport Plus        1,079,000 บาท

ดังนั้น ผมจึงได้แต่หวังว่า ทีมลูกค้าสัมพันธ์ ฝ่ายบริการ และฝ่ายเทคนิค ทั้งของสำนักงานใหญ่
และผู้จำหน่ายในแต่ละราย จะช่วยกันสร้างความพึงพอใจสูงสุดใก้แก่ลูกค้า ด้วยความเต็มใจ
เพื่อจะให้แนวทาง One Ford บรรลุเป้าหมาย ในเมืองไทย อย่างที่มันควรจะเป็นกันเสียที
ไม่ใช่ทำแต่เรื่องแย่ๆ ออกมาให้ผมต้องได้ยิน และมานั่งกุมขมับและปวดกบาล แทนลูกค้า
กันอยู่อย่างทุกวันนี้

เพราะปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันไมได้อยู่ที่รถ เพราะตัวรถ เจ๋งขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก
แต่อยู่ที่ Attitude ของคนทำงานในองค์กรของคุณแล้วละ! ผู้บริหารใหญ่เองก็รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
ก็ได้แต่หวังว่าจะรีบปรับเปลี่ยนกันซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ส่วนคำถามที่เกี่ยวข้องว่า อัตราเร่ง เป็นอย่างไร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง จะดีแค่ไหน สมดังที่
Ford แจ้งตัวเลขจากการทดสอบของทางโรงงานเอาไว้หรือเปล่า?

รออ่าน Full Review เช่นเคยครับ...คาดว่า ไม่น่าจะนานเกิน 3 เดือนนับจากนี้

เผลอๆ Full Review ของ Focus อาจเสร็จก่อน Full Review ของ Ranger ด้วยซ้ำ เพราะป่านนี้
รถรุ่น 3.2 ลิตร เพิ่งจะถูกตัดออกมาให้ลองขับแบบ Individual ได้สำเร็จซะที ทั้งที่รถเปิดตัวมา
ปาเข้าไป จะครบขวบปีแล้วมั้ง

นี่แหละครับ Ford !

----------------------------------///------------------------------------

ขอขอบคุณ / Spacial Thanks to :
ทีมวิศวกรจาก Ford Motor Company / Ford Asia pacific & Africa
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท Ford Sales (Thailand) จำกัด
และบริษัท Hill & Knowlton Thailand จำกัด
รวมทั้งทีมงานของ พี่โด่ง ผู้จัดเส้นทาง
เอื้อเฟื้อการเดินทาง และการต้อนรับที่ดียิ่งในครั้งนี้

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และลิขสิทธิ์ภาพถ่ายในไทย เป็นผลงานของ ผู้เขียน
และช่างภาพของทาง Ford (คุณนก และทีมงาน)
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
12 มิถุนายน 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
June 12th,2012

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome Click Here!




แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 กรกฏาคม 2012 เวลา 14:35 น.
 
First Impression : ทดลองขับ Porsche 911 Carrera S PDK : More Power,More Civilized & More Everyday use. พิมพ์
Review by J!MMY - Sport & specialty
วันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2012 เวลา 14:53 น.

หลังจากที่รีวิวฉบับรวบรัด First Impression ของ Porsche Panamera Hybrid ออกเผยแพร่บน 
Headlightmag.com ของเรา จนถึงวันนี้ มีคุณผู้อ่านคลิกเข้าไปดูแล้ว 22,840 ครั้ง ถือว่าเป็นตัวเลขที่
พอไหว แม้จะถือว่ามีความนิยมแค่เทียบเท่ากับรถยนต์ Premium คันอื่นๆ ก็ตาม

เป็นเรื่องหนักใจของผมเหมือนกัน เวลาทำรีวิวรถยนต์ระดับ Premium ขึ้นไป ปรากฎว่า การตอบรับ
น้อยกว่าที่คิดไว้สักหน่อย จริงอยู่ว่า กลุ่มคนที่สนใจ ก็มี กลุ่มคนที่อยากรู้ข้อมูล เพื่อจะซื้อจริงก็มี
หรือกลุ่มที่อยากอ่านเพื่อประดับความรู้ ก็มี แต่ความจริงก็คือความจริง คนที่สนใจรีวิวรถประเภทนี้
ก็มีไม่มากนัก เขาอาจมองว่า หาอ่านตามเว็บอื่นได้อยู่แล้ว ก็ไม่มากเท่า และมองอีกมุมหนึ่ง คนที่
เป็นเศรษฐีส่วนใหญ่ ถ้าชอบอะไรสักอย่างขึ้นมาละก็ "ฉันมีเงิน ฉันซื้อเลย รีวงรีวิวอะไร กูไมอ่าน
ให้เปลืองสายตาหรอก! จิมมี่ มันเป็นใคร ม้ันจะมารู้ดีกว่ากูได้ไง? ไอ้เด็กเมือวานซืนนั่นหนะนะ"

เขาคิดกันอย่างนี้จริงๆนะ



ผมก็ได้แต่ส่ายหัว ด้วยความวิงเวียน และก็ได้แต่คิดว่า สำหรับ Porsche แล้ว รีวิวนั้น คงเป็นครั้งเดียว
ที่ผมจะได้สัมผัสกับรถยนต์ระดับนี้

และแม้ว่า โดยส่วนตัว ผมจะไม่ได้โปรดปรานรถ Super Car เป็นพิเศษ แต่ สำหรับ Porsche แล้ว
หนึ่งในรถยนต์ที่ผมเคยคิดอยากลองขับสักครั้ง ก็คงไม่น่าจะเป็นรุ่นอื่นใดไปได้นอกจาก 911

พูดกันตามตรง สำหรับคนอื่นๆ การได้มีโอกาสลองขับ 911 มันก็อาจจะเป็นเรื่องที่พวกเขาเคยชิน
กันมา แต่สำหรับผมแล้ว มองว่ามันเป็น Milestone ในชีวิต ที่สำคัญครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่า คุณผู้อ่าน
บางคน ที่ชอบรถ มาตั้งแต่เด็ก และมีโอกาสได้ขับ 911 กันครั้งแรก ต่อให้คุณจะชอบมัน หรือเกลียด
ในความดิบจากรถขับเคลื่อนล้อหลัง แถมเครื่องยนต์ยังวางข้างหลัง ของมัน ก็คงปฏิเสธไม่ลงหรอก
ว่า จำวินาทีแรกสุด ที่ได้เริ่มเปิดประตู หย่อนก้นเข้าไปนั่ง แล้วก้เหยียบคันเร่ง พารถพุ่งออกไปสู่
ถนนเบื้องหน้า ได้ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ใครจะไปนึกละ ว่า อีก 4 เดือนให้หลัง คือวันที่ 11 มิถุนายน 2012 ผมก็ได้กลับมายืนตากแดดอยู่บน
ลานอเนกประสงค์ของ กองพลทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ย่านหลักสี่ เพื่อมาลองขับรถที่ผมเคย
คิดฝันไว้ว่า อยากลองขับ อีกรุ่นหนึ่งของ Porsche และนั่นก็คือ 911

(ตัวเลขย่อหน้าข้างบน ลงท้ายด้วยเลข 11 เยอะดีจัง จะว่าไปแล้ว เราเหมือนขาดตัวเลข 11 ไปอย่างนึง

7-11 ไง !!! ใน ราบ 11 ยังไม่มีให้เห็นเลยแหะ หรือว่าผมยังหาไม่เจอ?)



พอกลับถึงบ้าน แค่ลองปล่อย Teaser รูปข้างบนนี้ ยั่วน้ำลายคุณผู้อ่าน ใน Webboard ของเรา ก็ได้เรื่อง
เลยทันที คุณผู้อ่านหลายๆคนบอกว่า "อยากอ่าน" ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า รีวิวรถ Premium คงไม่ค่อยเกิด
ใน Headlightmag.com นั้น ผมขอยืนยันว่า ไม่จริง! มันขึ้นอยู่กับว่า รถคันนั้น คุณผู้อ่านของเรากำลัง
สนใจกันอยู่หรือไม่ต่างหาก

แม้จะเป็นเพียงแค่ การทดลองขับ 3 รอบสั้นๆ ไม่มีการจับตัวเลขอัตราเร่ง 0 - 100 กับ 80 - 120 กิโลเมตร/
ชั่วโมง มาให้ ไม่มีการจับความเร็วสูงสุดมาให้ (ไม่อยากจะไปมุดท้าย Fortuner คันอื่นเข้า) และไม่ต้อง
มีการเขย่ารถกรอกน้ำมันกันดึกดื่นปาเข้าไป ตี 4 ครึ่ง เหมือนตอนทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของเจ้า
เปี๊ยกน้อยนิชคุณ อย่าง Mirage แค่ สัมผัสแบบ Toch & Feel แค่นี้ ก็น่าจะดับกระหาย ได้เยอะ ถือว่า
ได้ทำตามสัญญา ว่าจะต้องมีรีวิว 911 มาให้คุณได้อ่านกันในปีนี้

ดังนั้น ในเมื่อมีคุณผู้อ่านอยากรู้เรื่องราวของ 911 ใหม่กันมากขนาดนี้ ก็คงต้องรีบจัดเสิร์ฟให้อย่างด่วน!



ประวัติของ 911 ผมคงไม่ต้องเขียนท้าวความให้ยาวยืดนะครับ คุณสามารถหาอ่านได้ในทุกเว็บไซต์
บน Internet และคราวนี้ ขอเลือกจะพูดถึงเฉพาะ 911 ใหม่ล่าสุดนี้เท่านั้น

รุ่นปัจจุบัน ของ 911 ใหม่ มีรหัสรุ่นว่า 991 อาจเป็นเรื่องแปลก ในการตั้งรหัสรุ่น ย้อนหลังไป ทั้งที่
ก่อนหน้านี้ ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาตลอด และถือเป็นเจเนอเรชันที่ 6 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ
งาน Frankfurt Motor Show ปี 1963 (เท่ากับว่า ปี 2013 ก็จะครบรอบ 50 ปีในการกำเนิด 911)

การเปิดเผยโฉมหน้าเป็นครั้งแรกในโลก มีขึ้นด้วยการร่อนภาพถ่าย กระจายไปทั่วโลก Internet เมื่อวันที่
23 สิงหาคม 2011 และส่งขึ้นไปอวดโฉมคันจริงครั้งแรก ในงาน Frankfurt Motor Show เดือนกันยายน
2011 ที่ผ่านมา และนับเป็น 911 รุ่นแรก ที่นำโครงสร้างแบบอะลูมีเนียม มาใช้ร่วมกัน ดังนั้น แม้จะเพิ่ม
ขนาดตัวถังให้ใหญ่โต และยาวขึ้น แต่กลับมีความพยายามในการลดน้ำหนักตัวลงไปได้มากถึง ระดับ
40 - 50 กิโลกรัม เลยทีเดียว!!

911 ใหม่ มีความยาวตลอดคัน 4,491 มิลลิเมตร กว้าง 1,808 มิลลิเมตร สูงเพียง 1,303 มิลลิเมตร และมีระยะ
ฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร (เท่ากับ Honda Jazz) น้ำหนักรถเปล่า ตามมาตรฐาน DIN ในรุ่นเกียร์ธรรมดา อยู่ที่
1,380 กิโลกรัม รุ่นเกียร์ PDK อยู่ที่ 1,400 กิโลกรัม ถ้าเป็นน้ำหนักรถเปล่า ตามมาตรฐาน EC รุ่นเกียรธรรมดา
จะอยู่ที่ 1,455 กิโลกรัม และรุ่นเกียร์ PDK จะอยู่ที่ 1,475 กิโลกรัม ถ้ารวมน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด แบบ Gross
weight รุ่นเกียร์ธรรมดาจะอยู่ที่  1,795 กิโลกรัม และรุ่นเกียร์ PDK จะอยู่ที่ 1,815 กิโลกรัม



เส้นสายตัวถังยังคงรักษาแนวทางการออกแบบดั้งเดิมของ 911 รุ่นแรก ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่เห็น
ได้ชัดเจนคือระยะฐานล้อที่ยาวกว่าเดิมถึง 100 มิลลิเมตร ตัวรถโดยรวมยาวขึ้น 56 มิลลิเมตร ระยะยื่นจากล้อ
ถึงปลายกันชน (Overhang) สั้นลง 32 มิลลิเมตรทางด้านหน้า Front Overhang) และ 12 มิลลิเมตรที่
ด้านหลัง (Rear Overhang) เส้นโครงหลังคาของรุ่น Carrera มาตรฐานจะต่ำลง 7 มิลลิเมตร หากเทียบ
กับรุ่นเดิม และ 6 มิลลิเมตร ในรุ่น Carrera S ช่องว่างเหนือศีรษะถึงหลังคายังเท่าเดิม สำหรับตัวถัง Coupe
ระบบหลังคา SunRoof  เลื่อนเปิด – ปิดและยกเปิดแบบลาดเอียงขึ้นด้วยระบบไฟฟ้า (electric slide/tilt 
SunRoof) ถูกออกแบบให้มีมีช่องว่างเหนือศรีษะถึงหลังคาเพิ่มขึ้นอีก 15 มิลลิเมตร

ขณะเดียวกัน กระจกรอบคันจะมีความโค้งนูนมากขึ้น เพิ่มบุคลิกความเป็นรถ Coupe 2 ประตูมากขึ้นกว่าเดิม
ด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้กว้างขึ้น ติดตั้งไฟหน้า Bi-Xenon เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เสริมความกว้าง
ด้วยช่องดักอากาศด้านข้างที่ใหญ่ขึ้น สปอยเลอร์ด้านหลังมีขนาดกว้างขึ้นเช่นเดียวกัน เพื่อการเน้นย้ำ ว่ามี
ขุมพลังสุดแสนจะแรง ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงหลัง ส่วนชุดไฟท้ายจะเป็นแบบ LED อีกทั้งยังมี สปอยเลอร์
หลังที่ยกตัวได้เมื่อใช้ความเร็วสูงอีกด้วย และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรถยนต์ให้ลู่ลม ด้วยค่าสัมประสิทธิ์
แรงเสียดทานอากาศ Cd 0.29

อีกจุดเด่นสำคัญของงานออกแบบ 911 ใหม่ นอกจากอยู่ที่ชุดไฟท้ายลายเรียบ แต่ปลายดูโฉบเฉี่ยวแล้ว
ยังอยู่ที่ สปอยเลอร์ด้านหลังแบบใหม่ ทำจากอลูมิเนียมแบบ Die-Cast bracket ที่บางและมีน้ำหนักเบา
ปลายของสปอยเลอร์ประกอบไปด้วยส่วนที่มองเห็น เป็นโพลิเมอร์ติดบนใยแก้วเพื่อการเสริมแรง
ซึ่งมีขนาดกว้างขึ้น จาก 898 มิลลิเมตร เป็น 1,137 มิลลิเมตร จะเริ่มยกตัวขึ้น ในความสูงและองศาที่
แตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลังคาซันรูฟเช่นกัน ด้วยการออกแบบที่เน้นการไหลผ่านของอากาศ
ที่ถูกควบคุมด้วยกลไกการเคลื่อนไหว หรือหมุนยก แบบพิเศษด้านหลังของตัวรถ จะมีแรงกดมหาศาล
มากถึง 880 นิวตัน เมื่ออยู่ในความเร็วสูงสุด และจะยกตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ ทันทีที่ใช้ความเร็วแตะระดับ
120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นไปและจะพับเก็บเมื่อรถอยู่ในความเร็วระดับ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้าอยาก
ให้สปอยเลอร์หลังกางออกยกตัวขึ้นทั้งที่ความเร็วยังไม่ถึงก็สามารถกดปุ่มในห้องโดยสาร สั่งการได้เอง



บานประตู ยังคงเป็นแบบ ไร้เสากรอบ Frameless Door เปิดกางออกได้กว้างเหมือนเดิม สิ่งที่หลายคน
ไม่รู้ และคาดไม่ถึงก็คือ บานประตูทำจากอะลูมีเนียม เช่นเดียวกับโครงสร้างตัวถังหลายชิ้นส่วน โดยใช้เทคนิค
ความดันในการหล่อแผ่นโลหะ ทำให้ประตูเบาขึ้น แต่ทนทานยิ่งขึ้นด้วย แถมยังช่วยลดน้ำหนักตัวถังลงได้
ส่วนหนึ่ง มือจับเปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์

กระจกมองข้าง ปรับตำแหน่งได้ด้สวยสวิชต์ไฟฟ้า ถูกติดตั้งโดยตรงเข้ากับส่วนบนของบานประตู ดังนั้น
กระจกโอเปรา หูช้าง สามเหลี่ยมในรถรุ่น 997 ก่อนหน้านี้ จึงถูกกำจัดออกไปให้พ้นหูพ้นตาซะที ทำให้
การไหลผ่านของอากาศดียิ่งขึ้น ลดเสียงกระแสลมออกไป แถมยังออกแบบให้ช่วยลดการสั่นสะเทือนของ
กระจกมองข้าง และป้องกันสิ่งสกปรกบดบังทัศนวิสัยออกไปด้วย นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งระบบ
พับเก็บกระจกมองข้างอัตโนมัติ ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า ได้ด้วยเช่นกัน



การเข้า - ออกจากรถ ต้องนึกเอาไว้ตลอดว่า เป็นรถสปอร์ต อาจต้องย่อเข่า เข้าไปนั่ง และใช้หัวเข่าช่วยใน
การลุกยืนขึ้น บ่อยหน่อย แต่พื้นที่เหนือศีรษะ ถือว่าทำได้โปร่งในระดับที่ พอจะเป็นปได้กับรถสปอร์ต
แบบนี้ ถ้าคุณเป็นคนตัวสูง ควรปรับเบาะให้เตี้ยลงมาจนสุดเท่าที่จะปรับได้ ขณะเดียวกัน พวงมาลัย
ก็เป็นแบบ สปอร์ต 3 ก้าน ปรับระดับสูง - ต่ำ และระยะใกล้ - ห่าง จากตัวได้ ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า ใต้คอ
พวงมาลัย

เบาะนั่งมาตรฐาน จะเป็นแบบสปอร์ต ปรับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า 4 ทิศทาง ที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ แต่ถ้าไม่พอใจ
ก็สั่งติดตั้งเบาะไฟฟ้าสปอร์ตแบบปรับได้ 14 ทิศทาง หรือ แบบปรับได้ 18 ทิศทาง (จะเยอะไปไหน?)

ตำแหน่งนั่งของเบาะนั่น สามารถเลือกปรับได้หลากหลาย รองรับสรีระของผมได้ดีพอสมควร คาดการณ์แล้ว
ต่อให้นั่งขับเป็นเวลานานๆ ก็ไม่น่าจะเมื่อย เพราะสามารถปรับเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ได้ละเอียดมากๆ และ
เบาะรองนั่ง ก็ยาวในระดับกำลังดี ไม่มากไปหรือสั่นไป



การเข้า - ออก จากเบาะแถวหลัง ก็ต้องใช้วิธีมาตรฐานของรถยนต์แบบ 2 ประตู คือ มีก้านโยกเล็กๆ ที่ด้านข้าง
ของพนักพิงเบาะคู่หน้า ทั้ง 2 ฝั่ง ยกขึ้นแล้วโน้มพนักพิงเบาะขึ้นมาข้างหน้า ให้เบาะเลื่อนขึ้นไปข้างหน้า
ก็สามารถเข้าไปนั่งได้แล้ว

เบาะนั่งด้านหลัง มีพื้นที่สำหรับเด็กตัวเล็กๆ เพียง 2 คน กระนั้น วันนี้ก็ยังอุตส่าห์มีช่างภาพรายการโทรทัศน์
2-3 คน พยายามจะปีนเข้าไปนั่งถ่ายทำด้านหลัง ซึ่งก็ต้องขดตัวอย่างทุกลักทุเลนิดนึงเป็นธรรมดา ไม่รู้ว่าจะ
วางขากันได้หรือเปล่า แต่ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่า มีจุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก มาตรฐาน ISOFIX มาให้จาก
โรงงานด้วยนะ!!

การยืดระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น ช่วยให้ 911 ใหม่ กลายเป็นรถสปอร์ตแบบ 2+2 Seater หรือ 2 ที่นั่ง บวกเบาะ
Dog Seat อีก 2 ตำแหน่ง ที่มีเบาะหลัง พอจะใช้โดยสารชั่วคราวได้ขึ้นมาจริงๆ มีข้อแม้แค่ว่า คนที่จะนั่ง
บนเบาะหลัง ต้องไม่ใช่ผม เท่านั้น!



ภายในห้องโดยสารของ 911 ใหม่ ออกแบบขึ้นใหม่ยกชุด โดยได้แรงบันดาลใจจากภายในห้องโดยสารของ
Porsche Carrera GT

บนแผงหน้าปัด ตำแหน่งของคันเกียร์ถูกยกระดับให้สูงขึ้น และอยู่ใกล้กับพวงมาลัยมากขึ้น ปุ่มควบคุมต่างๆ
ที่ใช้งานกันบ่อยๆ ถูกติดตั้งรวมตัวกันที่คอนโซลกลาง เพื่อความสะดวกนต่อการใช้งาน เครื่องปรับอากาศ เป็น
แบบอัตโนมัติ แยกฝั่งซ้าย - ขวา 2 Zone Automatic Climate Control ช่องเสียบกุญแจเพื่อติดเครื่องยนต์
อยู่ทางด้านซ้ายของพวงมาลัย แบบ 3 ก้าน ทรงสปอร์ต หน้าตาคล้ายพวงมาลัยของ Panamera ด้านหลังของ
วงพวงมาลัย มีแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift มาให้ เฉพาะในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ PDK

ชุดเครื่องเสียง CD/MP3 มาพร้อมระบบนำทาง และจอมอนิเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 7 นิ้ว และเป็นแบบ
Touch Screen ถ้าไม่พอใจคุณภาพเสียง จะสั่งติดตั้ง ชุดเครื่องเสียงจาก BOSE เพิ่มเติมก็ได้



ชุดมาตรวัด คราวนี้ ติดตั้งให้อยู่ตรงกลางมากขึ้น ยังคงเป็นแบบ 5 วงกลม ตรงกลาง ใหญ่สุด เป็นมาตรวัดรอบ
และมีจอแสดงตัวเลขความเร็วแบบ Digital มาให้ด้วย นอกจากมาตรวัดเข็มความเร็วปกติ จอฝั่งขวาสุดของรุ่น
911 Carrera จะมีมาตรวัดรอบเป็นสีเงิน ส่วน 911 Carrera S จะเป็นจอสี TFT Multi Information 
4.8 นิ้ว ความละเอียดสูงและแสดงการทำงานของระบบต่างๆ แสดงสถานะของระบบต่างๆในตัวรถ เครื่องเสียง
โทรศัพท์ ระบบนำทาง การแสดงผลของแผนที่ คอมพิวเตอร์ on-board และการวัดระดับของลมยาง ผู้ขับขี่
จะเลือกใช้งานฟังก์ชันต่างๆนี้ได้จากปุ่มต่างๆ ฝั่งขวามือของพวงมาลัย นอกจากนี้ยังแสดงหน้าจอของมาตรวัด
แรง G หรือ G-Force วัดแรงดึงจากอัตราเร่งทางตรงและการเหวี่ยงออกด้านข้าง รวมไปถึง Sport Chrono
Package ที่สามารถเรียกดูได้จากจอแสดงผลเช่นกัน หากรถติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดานั้นจะมีการแสดงผลของ
Shift assistant มาให้ด้วยเช่นกัน

ด้านอุปกรณ์ความปลอดภัย มีทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าแบบ Dual Stage ทำงาน 2 จังหวะ ตามความรุนแรง
ของอุบัติเหตุ มีเซนเซอร์ในตัวควบคุมถุงลมนิรภัย และตัวเซนเซอร์ 2 ตัวทางด้านหน้ารถจ ตรวจจับ
 แรงกระแทก และวิเคราะห์ ว่าจะปล่อยให้ถุงลมพองออกมาแค่ไหนดี ในเวลาเสี้ยววินาที รวมทั้งยังมี
ระบบป้องกันการกระทบทางด้านข้าง  Porsche Side Impact Protection System (POSIP) 
เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ประกอบด้วยถุงลมนิรภัยด้านข้าง คู่หน้า ถุงลมนิรภัยสำหหรับศีรษะ ติดตั้งซ่อนใน
แผงประตู เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ทุกตำแหน่ง และโครงสร้างการดูดซับแรงกระแทกบริเวณด้านหน้ารถอีกด้วย



ถึงเวลาเปิดฝากระโปรงกันแล้ว อย่าลืมว่า 911 เป็นรถสปอร์ต ขับเคลื่อนล้อหลัง แถมยังวางเครื่องยนต์ไว้ที่
ด้านหลังรถ ดังนั้น อย่าแปลกใจเลย ถ้าจะเปิดฝาขึ้นมาเพื่อวางของ แล้วตกใจว่า ทำไมเจอแต่พัดลมระบาย
ความร้อนของเครื่องยนต์ ขนาดจิ๋ว 2 ตัวนี้ เพราะ 911 ยุคใหม่ ไม่ต้องการการบำรุงรักษาจากเจ้าของรถมาก
เหมือนก่อน ภาระที่เหลือยกให้กับศูนย์บริการ อย่างเป็นทางการของ AAS ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือเพียบพร้อม
และคอมพิวเตอร์ ต่างๆ จากเยอรมัน ที่จะช่วยในการซ่อมบำรุงได้ดี

พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระมีขนาด 135 ลิตร แต่มันไปอยู่ที่หน้ารถ ส่วนถังน้ำมันมีความจุ 64 ลิตร




เครื่องยนต์ ของ 911 ใหม่ เป็นแบบ 6 สูบนอน BOXER DOHC 24 วาล์ว รุ่น Carrera มาตรฐานมีความจุอยู่ที่
3,436 ซีซี ส่วนรุ่น Carrera S ความจุกระบอกสูบอยู่ที่ 3,800 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดตรงสู่ห้องเผาไหม้
DFI (Direct Fuel Injection) พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VarioCam ถือเป็นครั้งแรกที่ Porsche ลดขนาด
ความจุกระบอกสูบ ในรุ่น Carrera มาตรฐานลงมา ด้วยการลดระยะชัก ซึ่งเป็นจังหวะการเคลื่อนลูกสูบจนสุดระยะ
ของช่วงขึ้นและลงในกระบอกลูกสูบ 4 มิลลิเมตร พร้อมด้วยการลดขนาดความจุลงจาก 3.6 ลิตรให้เหลือแค่
3.4 ลิตร ในขณะที่รุ่นคาร์เรร่า เอส (Carrera S) ยังคงมีความจุของกระบอกสูบไว้ที่ 3.8 ลิตร เท่าเดิม

ในรุ่น Carrera มาตรฐาน จะมีกำลังสูงสุด 350 แรงม้า (HP) ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 390 นิวตันเมตร
หรือ 39.74 กก.-ม. ที่ 5,600 รอบ/นาที

แต่ในรุ่น Carrera S ที่เราลองขับกันวันนี้ จะมีกำลังสูงสุด แรงขึ้นจากเดิม 385 แรงม้า (HP) ที่ 6,500 รอบ/นาที
เป็น 400 แรงม้า (HP) ที่ 7,400 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 420 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที
เป็น 440 นิวตันเมตร หรือ 44.83 กก.-ม. ที่ 5,600 รอบ/นาที

คราวนี้ นอกจากปรับปรุงสมรรถนะให้แรงขึ้นแล้ว วิศวกรของ Porsche ได้พัฒนาระบบเสียงของเครื่องยนต์
เรียกว่า Sound Symposer พร้อมติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับทั้ง 2 รุ่น ระบบนี้จะสร้างเสียงเร่งของ
เครื่องยนต์ให้เร้าใจขึ้น ควบคุมการทำงานโดยการใช้งานร่วมกับปุ่มสปอร์ต (Sport button) ถือได้ว่าเป็นระบบ
แบบ Passive System ซึ่งเป็นการผลักดันให้เสียงของเครื่องยนต์แบบสูบนอน Boxer เปล่งเสียงโดยตรงผ่าน
เข้าสู่ภายในห้องโดยสารของตัวรถเพียงแค่กดปุ่ม ช่องทางของเสียงอะคูสติก มาจากการสั่นสะเทือนของท่อ
ระหว่างวาล์วลิ้นปีกผีเสื้อ (Throttle valve) และตัวกรองอากาศ (air filter) ช่องของเสียงนี้จะถูกรวมเข้าไว้กับ
เยื่อบุผิวที่ทำการส่งสัญญาณเข้าสู่ภายในห้องโดยสารในส่วนของที่เก็บของกระจกด้านหลัง วาล์วที่สามารถ
ควบคุมได้ทางด้านหน้าของเยื่อบุผิวจะทำให้ระบบ Sound Symposer นั้นเปิดและปิดการทำงานโดยการกด
ปุ่ม Sport เมื่อผู้ขับขี่ต้องการ

เฉพาะรุ่น Carrera มาตรฐาน จะมีระบบ Auto Start/Stop เพื่อช่วยดับเครื่องยนต์ขณะจอดติดไฟแดง
และจะติดเครื่องอีกครั้ง เมื่อออกรถ ถือเป็นรถสปอร์ตระดับ Super Car แบบแรกที่ติดตั้งระบบนี้ ซึ่ง
ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ 0.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามพื้นฐานวงจรขับขี่เพื่อวัดอัตราสิ้นเปลือง
แบบ NEDC) และติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในรถที่ติดตั้งทั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK หรือระบบเกียร์
ธรรมดา

อีกทั้งยังมีระบบการจัดการความร้อน (Thermal Management System) สำหรับเครื่องยนต์และระบบ
ส่งกำลังหรือเกียร์ รวมทั้งระบบหมุนเวียนไฟฟ้า (electrical system recuperation) จะทำงานร่วมกัน
เพื่อให้ 911 ใหม่ ลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงได้ 0.35 ลิตร/100 กิโลเมตร และด้วยการออกแบบระบบ
ระบายความร้อนใหม่ โดยเสริมช่องระบายอากาศเพิ่มทางด้านล่าง ช่วยให้ตัวรถมีคุณสมบัติถูกต้องตาม
หลักอากาศพลศาสตร์มากขึ้นและยังส่งผลต่อสมรรถนะของรถให้เพิ่มมากขึ้นในทางอ้อมอีกด้วย



ระบบส่งกำลังมีให้เลือก 2 แบบ โดยถือเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการติดตั้งเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ มาให้จาก
โรงงาน แต่รุ่นที่เราลองขับในวันนี้ จะเป็นเกียร์อัตโนมัติ PDK (Porsche Doppelkupplung) 7 จังหวะ

ตัวเลขสมรรถนะจากโรงงานระบุว่า ในรุ่น Carrera มาตรฐานนั้น อัตราเร่ง จาก 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
เกียร์ธรรมดา อยู่ที่ 4.8 วินาที เกียร์อัตโนมัติ PDK 4.6 วินาที (รุ่น Sport Chrono Package 4.4 วินาที) อัตรา
เร่งแซง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้เพียง 6.4 วินาที (ที่เกียร์ 5) อัตราเร่งจาก 0 - 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ใช้เวลาแค่ 10.4 วินาที! แต่รุ่นเกียร์ PDK จะเร็วกว่าเกียร์ธรรมดา อยู่ที่ 10.0 วินาที และจะเร็วขึ้นเหลือเพียง
9.7 วินาที ในโหมด Sport + ความเร็วสูงสุด รุ่นเกียร์ธรรมดา 289 กิโลเมตร/ชั่วโมง รุ่นเกียร์อัตโนมัติ PDK
287 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มาตรฐาน NEDC รุ่นเกียร์ธรรมดา 9.0 ลิตร/100 กิโลเมตร
รุ่นเกียร์ PDK ประหยัดกว่าเป็น 8.2 ลิตร/100 กิโลเมตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ รุ่นเกียร์ธรรมดา
212 กรัม/กม รุ่นเกียร์ PDK 194 กรัม/กิโลเมตร  

ส่วนรุ่น Carrera S นั้น อัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ 4.5 วินาที และจะเร็วขึ้นเป็น 4.3 วินาที
ในรุ่นเกียร์ PDK และถ้าเป็นรุ่น Sport Chrono Package จะเหลือแค่ 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด รุ่นเกียร์
ธรรมดา 304 กิโลเมตร/ชั่วโมง รุ่นเกียร์อัตโนมัติ PDK 302 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ตามมาตรฐาน NEDC รุ่นเกียร์ธรรมดา 9.5 ลิตร/100 กิโลเมตร รุ่นเกียร์ PDK ประหยัดกว่าเป็น 8.7 ลิตร/
100 กิโลเมตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ รุ่นเกียร์ธรรมดา 224 กรัม/กม รุ่นเกียร์ PDK 205 กรัม/
กิโลเมตร 



ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต พร้อมปีกนก ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ติดตั้งระบบ
ควบคุมช็อกอัพไฟฟ้า PASM (Porsche Active Suspension Management) ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น
ระบบนี้จะทำงานด้วยการตรวจจับอาการของตัวรถ ทั้ง แรงเหวี่ยงออกด้านข้าง องศาของพวงมาลัย
แรงดันของระบบเบรก แรงบิดเครื่องยนต์ และความเร็วที่ใช้อยู่ จากเซ็นเซอร์รอบคันรถ มาประมวลผล
ที่สมองกลของระบบในเสี้ยววินาที เพื่อปรับแรงดันของช็อกอัพให้เหมาะสมกับการขับขี่ในตอนนั้น
เช่น ปรับให้อยู่ในค่ากลาง เมื่อขับรถอยู่บนทางด่วน และปรับให้ช็อกอัพลดความแข็ง เมื่อใช้ความเร็วต่ำ
หรือถ้าต้องการจะเปลี่ยนให้ช็อกอัพแข็งหรืออ่อน ก็ทำได้เอง เพียงกดปุ่มรูปช็อกอัพ บนแผงคอนโซล
กลาง ถัดจากปุ่ม Sport + อยู่ฝั่งซ้ายมือ ถัดจากคันเกียร์ ลงมา และในรุ่น Carrera มาตรฐานจะมีระบบ
PASM sports chassis ช่วยลดความสูงใต้ท้องรถลงมา 20 มิลลิเมตร เพิมแรงกดบนช็อกอัพคู่หน้าและ
คู่หลัง ที่มาพร้อมกับแรงกดบนเพลาหลัง ทำให้ลดแรงกด เหลือ 0 ช่วยให้รถจิกเกาะถนนได้ดีขึ้นไปอีก

ระบบห้ามล้อ เป็นเบรกดิสก์แบบมีรูระบายความร้อนครบทั้ง 4 ล้อ คาลิเปอร์จานเบรกคู่หน้ามี 6 Port ส่วน
จานเบรกคู่หลัง มี 4 Port พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และยังสามารถ
เลือกสั่งซื้อระบบเบรกเซรามิก PCCB (Porsche Ceramic Composite Brake) คาลิเปอร์ 6 Port น้ำหนัก
เบากว่าเดิมถึง 50% และแข็งแรงแถมยังลดแรงเสียดทานได้ดีกว่าจานเบรกปกติ เป็นออพชันได้อีกด้วย



นอกจากนี้ 911 ใหม่ ยังถือเป็นรุ่นแรก ที่มีระบบการกระจายแรงบิดหรือ Porsche Torque Vectoring (PTV)
เป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับ 911 Carrera S (และเป็นออพชันสำหรับ 911 Carrera มาตรฐาน) ระบบนี้จะ
ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ และประกอบไปด้วยกลไกของระบบเฟืองท้าย Mechanical
rear differential lock และระบบ Variable Torque Distribution ที่ล้อด้านหลังด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้
ล้อหมุนเท่ากันทั้ง 2 ฝั่ง

ระบบ PTV จะกลายเป็นระบบ PTV Plus ที่มีการควบคุมด้วยไฟฟ้าโดยทันที หากเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติ
PDK จะเพิ่มความคล่องตัวให้กับรถ ให้ความแม่นยำของพวงมาลัย เพื่อการเข้าโค้ง โดยช่วยเบรกที่
ล้อหลังด้านในโค้ง เพื่อเพิ่มการทรงตัว การรักษาเสถียรภาพของรถ

เฉพาะในรุ่น Carrera S ยังสามารถสั่งติดตั้งระบบ การควบคุมการโคลงของตัวถัง PDCC (Porsche Dynamic
Chassis Control) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นระบบ Active roll compensation system โดยจะทำการตรวจจับ
และช่วยเหลือการทรงตัวขณะเข้าโค้ง



ทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องของตัวเลข ที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ ไปพร้อมกับความสับสนเวียนหัว ได้เวลามาเรียนรู้
และสนุกไปกับ Carrera S คันนี้กันดีกว่า!

พี่แมน วราวุธ มานิตย์ Instructor ของเราคราวนี้ ขึ้นขับสาธิตก่อนในรอบแรก พาผมออกตัว โจนทะยานไป
ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นช่วยให้ผม เกร็งและเสียวท้องน้อย (นานแล้วที่ไม่มีใครมาขับรถเร็วๆ ให้นั่ง
และเสียวเล่น แบบนี้) เพื่อให้ผมสัมผัสกับอัตราเร่งที่แรง และกระชากอย่างรวดเร็ว ตื่นตัวทุกโสตประสาท

พอถึงเวลาที่ผมต้องเปลี่ยนจากผู้โดยสาร มาเป็นผู้ขับขี่ บอกเลยว่า มันเป็นความน่าตื่นเต้นเล็กๆ เพราะ
คราวนี้มันไม่เหมือนกับ Panamera Hybrid ซึ่งมีเครื่องยนต์อยู่ด้านหน้า คราวนี้ ขุมพลังอยู่ด้านหลังรถ
และเสียงเครื่องยนต์ ก็หวาน น่าฟัง พอใช้ได้เลยทีเดียว

แน่นอนครับว่า อัตราเร่ง จากจุดหยุดนิ่ง ทำได้ดีอย่างสะใจ แรงดึงระดับ จาก มาตรวัด G-Force บนมาตรวัด
ฝั่งขวา อยู่ที่ 0.5 - 0.7 G ดึงให้อะดรินาลีนหลั่งจนต้องแอบเกร็งกระเพาะปัสสาวะกันบ้างเหมือนกัน ช่วง
เวลาเพียงประมาณ 5 วินาที ตัวเลข Digital บอกความเร็วตัวเลขบนมาตรวัด ก็ขึ้นไปอยู่ที่ 120 กิโลเมตร/
ชั่วโมง โดยไม่ทันตั้งตัวเลย

คันเร่ง ตอบสนองไว ทั้งที่เป็นไฟฟ้า Drive-By-Wire ไม่ว่าจะเหยียบเต็มมิดลงไปทันที หรือจะเหยียบแค่
ครึ่งคันเร่ง ทำงานไว ไม่อืดอาด ไม่มีมานั่งคิดเหม่อๆว่า "ขอคิดดูก่อนนะว่าฉันควรจะทำอย่างไรกับชีวิต
ของฉันดี" แบบคันเร่งไฟฟ้า ในรถอื่นๆ หลายๆคันที่ผมเคยเจอมา ต้องการเรียกแรงบิดออกมาหมุนล้อ
เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็กดลงไปแค่เพียงเท่าที่ต้องการ มันจะส่งแรงบิดมหาศาลมาประเคนถึงเท้าคุณอย่าง
ฉับไวมาก

การเปลี่ยนเกียร์ของ PDK นั้น หากเป็นโหมดปกติ ก็ถือว่า ทำได้ราบรื่น และพอให้สัมผัสได้นิดๆว่ามีการ
เปลี่ยนเกียร์เกิดขึ้น ซึ่งดีแล้ว แต่ถ้าในโหมด Sport + เกียร์จะเปลี่ยนกระชากขึ้นอย่างจงใจจนสัมผัสได้
อย่างชัดเจน ไม่อ้อมค้อม มาให้เจอแบบเต็มๆ สร้างอรรถรสในการขับขี่ได้ดี

อย่างไรก็ตาม คุณจำเป็นต้องเลือกโหมดการขับขี่เอง ว่า ต้องการเน้นขับประหยัด หรือจะขับแบบเค้น
สมรรถนะของรถ ไม่มีโหมดตรงกลางให้เลือก ประเภทว่า อยากได้ความแรงสะใจ แต่ขอความประหยัด
ควบคู่กันไปด้วย แบบนั้น ขอแนะนำว่า เชิญไปคบหากับ Toyota Camry HYBRID ติดแก็ส LPG 
ถังโดนัท กันเอาเองแล้วกันนะครับ



สิ่งที่เป็นเป้าหมายของผมในการลองขับครั้งนี้ อยู่ที่การตอบสนองของ พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน
ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบผ่อนแรงเพาเวอร์ แบบไฟฟ้า (Electro-Mechanical Power Steering) ซึ่งเป็น
ประเด็นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของ 911 ใหม่ครั้งนี้

หลักการทำงานก็คือ เมื่อผู้ขับขี่หมุนพวงมาลัย เซนเซอร์ Steering Gear Ratio Sensor บนพวงมาลัย
จะจับสัญญาณ และส่งข้อมูลผ่าน คันส่ง Tie Rods ที่ทำจากอลูมีเนียม น้ำหนักเบา ไปยังสมองกลควบคุม
ทั้งองศาพวงมาลัย ความเร็วของรถ ระบบจะคำนวนหาค่าว่าต้องการแรงหมุนพวงมาลัยเท่าไหร่ ก่อนส่งต่อ
ให้มอเตอร์ไฟฟ้า ทำงานและสร้างแรงหมุนพวงมาลัยส่งไปยังเฟืองสะพานเกียร์แบบแรงดัน ตามแนวแกน

Porsche บอกว่าระบบนี้ต้องการพลังงานเฉพาะตอนที่คุณหมุนพวงมาลัยเท่านั้น แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แถม
ยังเคลมว่า มีการตอบสนองแม่นยำอย่างที่ลูกค้า Porsche ทุกคนคาดหวัง แถมยังช่วยประหยัดน้ำมันไปได้
อีก 0.1 ลิตรทุกๆ 100 กิโลเมตร หากเทียบกับการใช้ระบบพวงมาลัยแบบไฮดรอลิก ในรถรุ่นเดิม



ยอมรับว่า ในรอบแรก ผมตั้งใจ กระชากพวงมาลัยอย่างรวดเร็วเล็กน้อย เพือดูความไวในการตอบสนอง
การไม่มีแรงต้านของไฮโดรลิกในระบบ ช่วยให้การตอบสนองของพวงมาลัยที่ผมพบมานั้น ง่ายขึ้น คล่องขึ้น
และรถก็เริ่มออกอาการนิดหน่อย ก่อนจะกลับมามุ่งหน้าตรงไปตามทางต่อ

พี่แมนก็รู้ดีว่า สิ่งที่ผมทำไปหนะ มันไม่ถูก แต่ก็เข้าใจว่า ผมจงใจจะลองหักเปลี่ยนเลนตอนตกใจ ในกรณีที่
คนขับ เกิดเจอสถานการณ์คับขันข้างหน้า ก็เลยคุยกันรู้เรื่อง คุยกันสนุกสนานดี

ถ้าในกรณีหักหลบรถตัดหน้ากระทันหัน ที่ความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่เกินกว่านี้ ตัวรถอาจจะ
มีอาการบั้นท้ายออกบ้างนิดๆ แอบเสียการทรงตัวเล็กๆ แต่ด้วยการออกแบบตัวรถยาวขึ้น ความกว้างทื่เพิ่มขึ้น
และมีความตั้งใจเซ็ตรถออกมาให้ควบคุมง่ายมากขึ้นกว่าเก่า คราวนี้ 911 เลยกลายเป็นรถที่ขับง่ายขึ้น คล่องมือ
ยิ่งขึ้น ขับไม่ยากเหมือนที่ผมเคยคิดไว้ว่าจะต้องพบเจอเหมือน 911 รุ่นก่อนๆ

ปัญหาก็คือ ผมยังไม่เคยลองขับ 911 มาก่อนหน้านี้ และนี่คือ 911 คันแรกที่ลองขับ ผมจึงไม่อาจเปรียบเทียบ
ให้คุณผู้อ่านเห็นได้ว่า พวงมาลัยไฟฟ้า แบบใหม่ มันดีขึ้น หรือแย่ลงกว่าแบบเดิมอย่างไร คงต้องรอให้ผู้เมตตา
ให้ผมยืม 911 รุ่นก่อนหน้านี้ มาลองขับสั้นๆ สัก 1 ชั่วโมง ผมจึงจะพอบอกได้ว่า มันต่างกันมากน้อยแค่ไหน?

แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่สื่อมวลชนในต่างประเทศพากันก่นด่าว่า มันตอบสนองคมเหมือนเดิม แต่ไร้รสชาติ นั้น ผมยืนยัน
ให้คนนึงละว่า มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย และมันก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้ด้วยซ้ำ น้ำหนักมันดี
ไม่เบาโหวง แต่เบาเป็นธรรมชาติ กำลังดี ไม่หนืดไป หรือไม่เบาเกินไป





การตอบสนองของช่วงล่างนั้น ผมคาดไว้ล่วงหน้าว่า น่าจะมาในแนวปรับช่วงล่างได้ แต่โดยพื้นฐาน น่าจะดิบ
และแข็งพอสมควร พอลองนั่งในรอบแรก ผมก็เริ่มสังเกตว่า มันก็ไม่ได้แข็งอย่างที่คิดไว้แหะ มันเฟิร์มกำลังดี
มากกว่า ตัวถังมีความแน่นหนา และทนต่อการบิดตัวขณะเลี้ยวหักหลบไปมา ได้ดีมากๆ ถ้ามองว่าเป็นรถบ้าน

ในโหมดธรรมดา ไม่ได้เปิดระบบควบคุมใดๆ การเลี้ยวรถซ้าย-ขวา ทำให้ผมได้พบว่า ตัวรถเฟิร์มมาก แต่ยัง
สัมผัสได้ว่ามีการซับแรงสะเทือนจากพื้นถนนปูนซีเมนต์ เอาไว้นิดหน่อย ตึงตังพอเป็นพิธี พอมีการเอียง
ของตัวรถระหว่างหลบกรวยไพลอนให้พบนิดๆ

แต่พอเปิดโหมด Sport + พร้อมกับช็อกอัพให้แข็งขึ้น เท่านั้นแหละครับ ความตึงตังแบบที่หลายคนอยากให้เป็น
ก็เริ่มมาเยือน แต่ก็ไม่ได้ตึงตังจนสะเทือนเลื่อนลั่น ยังเก็บอาการอยู่ ช็อกอัพ แข็งขึ้นชัดเจน และการหลบหลีก
กรวยไพลอน ก็ทำได้ กระชับ และนิ่งกว่ากันชัดเจนขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แทบไม่พบการเอียงตัวของรถเลย

ทีนี้ ถ้าลองเอาโหมด Sport + ออก เหลือไว้แต่ช่วงล่างโหมดแข็งเอาไว้ละ? ก็เป็นไปตามคาดละครับ ในช่วงที่
ต้องหักหลบกรวยไพลอน แม้จะสัมผัสได้ถึงความแข็งจากช่วงล่างเท่าเดิม ตึงตังพอกันกับโหมด Sport + นั่นเลย
แต่ก็พบได้ว่ามันลดความมั่นใจลงจากโหมด Sport + ลงมา นิดเดียวจริงๆ ผมคงยังไม่อาจบอกอะไรได้มากนัก
เพราะความเร็วที่เหวี่ยงหลบกรวยไพลอนนั้น ก็แค่ราวๆ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนพื้นปูน ซึ่งยังเรียนรู้ได้
ไม่เยอะนัก

แม้ว่ารถคันที่เราทดลองขับนี้ ไม่มีระบบ PTV และ PDDC แต่ก็ถือว่า ทำหน้าที่รับมือกับการขับขี่ที่แตกต่างกันของ
นักขับแต่ละคนได้ดีพอสมควร

ส่วนการตอบสนองของเบรก แน่นอนครับ ทำได้ดี ไม่มีปัญหา ผมไม่ได้กระแทกแป้นเบรกรุนแรงนัก แต่จาก
ความเร็วช่วง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง หน่วงความเร็วลงมาอยู่ในระดับคลานๆ ก็ทำได้รวดเร็วดี และมั่นใจมากๆ



********** สรุป (เบื้องต้น) **********
กว้างขึ้น ยาวขึ้น เตี้ยลง ขับง่ายขึ้น แรงขึ้น แถมยังนุ่มขึ้นนิดๆ แต่อยู่ด้วยกัน สั้นไปหน่อยนะ

การได้ลองขับ 911 Carrera S สักครั้ง เป็นประสบการณ์ที่ดี น่าประทับใจ  เสียดายว่า เวลาที่อยู่ด้วยกันกับรถคันนี้
น้อยไปสักหน่อย แต่ต่อให้คุณลงจาก 911 แล้ว เปิดประตูขึ้นขับ ECO Car ต่อในบ่ายวันเดียวกัน (อย่างที่ผมกำลัง
ทำอยู่ตอนเขียนบทความนี้) ประสาทสัมผัสของผิวหนังคุณทุกส่วน ก็จะยังจดจำความรู้สึกบนหลังพวงมาลัยของ
911 ได้อยู่ดี

เพราะมันเป็นรถที่มีความ Unique มีบุคลิกเฉพาะตัวบางอย่าง ที่แตกต่างไปจากรถยนต์ทั่วๆไป ทั้งเป็นผลมาจาก
รูปแบบการจัดวางเครื่องยนต์ไว้ด้านหลัง และขับเคลื่อนล้อหลัง รวมทั้งความพยายามของ Porsche ที่จะปรับปรุง
ให้ Carrera S เป็นรถสปอร์ต ที่ขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น นุ่มแน่นขึ้น

ถ้ามองแบบ ถอดกิเลส หรือความรู้สึกต่างๆในห้วงความคิดออกไป และพูดกันแต่เฉพาะตัวรถล้วนๆ โดยเทียบกับ
ข้อมูลบนกระดาษ สัมผัสจากผู้ที่เคยลองขับรถรุ่นก่อน รวมทั้ง นำประสบการณ์ที่เพิ่งลุกขึ้นจากเบาะนั่งฝั่งคนขับมา
หมาดๆ คงต้องบอกว่า 911 Carrera S ใหม่ คือความพยายามของ Porsche ที่จะลดข้อด้อยต่างๆ ในรถรุ่นก่อนๆ ลง
ทั้งการขยายตัวถังให้กว้างขึ้น ยาวขึ้นนิดๆ เพิ่มระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น เพิ่มความกว้างช่วงล่อทั้งหน้าและหลังให้
มากขึ้น ลดจุดศนย์ถ่วงลง เพิ่มความสบายในการโดยสารมากขึ้น ลดทอนความอึดอัดออกไปได้เยอะ แต่อัดแน่น
ด้วยสารพัดระบบอีเล็กโทรนิคส์มากมายก่ายกองเต็มคันรถไปหมด เพิ่มความแรงขึ้นกว่าเดิม โดยยังไม่ต้องพึ่งพา
ระบบอัดอากาศอย่าง Turbocharger  แต่ลดน้ำหนักตัวลงไปได้ถึง 40 กิโลกรัม เพื่อหวังความประหยัดน้ำมันที่เพิ่ม
ขึ้นมาได้อีก นิดๆหน่อยๆ พอให้พวกนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ลดเสียงก่นด่าลงไปบ้าง

ที่สำคัญ การควบคุมบังคับรถ ไม่ยากเย็นอย่างที่คิด หรือยากอย่างที่มันเคยเป็นในรถรุ่นก่อน ในวันทำงาน คุณจะ
ขับรถคันนี้ไปกลับสำนักงานส่วนตัวของคุณได้สบายๆ พอๆกับ การขับรถคันนี้ ไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้ง และส้มตำ
หน้าปากซอยทองหล่อ ก่อนจะออกไปเข้าฟิตเนสตอนบ่าย และไปล่อสาวๆ ในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ได้ โดยใช้
น้ำมันน้อยลง และกับความสบายขณะการขับขี่ในเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ลดความตึงตัง แข็งกระด้างโป้กเป้ก ลงไป
มันกลายเป็น Porsche 911 ที่ขับง่ายขึ้น คล่องแคล่วขึ้น และใช้ชีวิตอยู่ด้วยง่ายขึ้น (ถ้าไม่นับเรื่องการซ่อมบำรุง
ด้านอีเล็กโทรนิคส์ ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไปเกินกว่า 5 ปี)

ผมกลับชื่นชอบความรู้สึกนี้แหะ ลดทอนความดิบเถื่อน ศิวิไลซ์ขึ้น พูดคุยสื่อสารกับตัวรถผ่านทางการควบคุม
ได้ง่ายขึ้น และมันเป็น 911 ที่ไม่ทำให้ผมผิดหวัง สร้างประสบการณ์แรกพบของพบ กับสุดยอดรถสปอร์ต
ตลอดกาลรุ่นสำคัญของโลกรุ่นนี้ ไว้ได้อย่างดี โดยไม่มีเรื่องน่าขัดเคืองใจใดๆทั้งสิ้น



อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่ชอบความดิบเถื่อน แข็งสะใจ อย่างที่ 911 รุ่นก่อนๆ เคยเป็นมา คงต้องขอแสดงความ
เสียใจด้วย เมื่อโลกเปลี่ยนไป ผู้คนที่อยากขับ Porsche มาตั้งแต่เด็ก เริ่มโตขึ้น และเพิ่มจำนวนมากขึ้น ถ้าขืนยัง
ทำรถออกมาให้ดิบเถื่อนบังคับยากอยู่เหมือนเดิม ลูกค้าใหม่ๆ ที่ได้ยินกิติศัพท์ ก็คงเข็ดขยาด ไม่กล้าเดินเข้ามา
ยังโชว์รูม Porsche จึงจำเป็นต้องลดทอนความดิบเถื่อนของรถรุ่นมาตรฐานลง และต้องปรับปรุงให้ขับง่ายขึ้น
ใช้ชีวิตด้วยง่ายขึ้น และสามารถขับใช้งานในวันธรรมดาด้วย ได้อย่างไร้กังวล เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ข้างต้น
เพราะไม่อย่างนั้น ความเสี่ยงต่อยอดขาย และการขาดทุน ในแง่ของการดำเนินธุรกิจก็คงจะหวนกลับมาเยือน
Porsche อีกครั้งแแน่ๆ
 
อย่างไรก็ตาม ยังไงๆ 911 Carrera S ก็ยังไม่ทิ้งบุคลิกแบบเดิมๆไปเสียทั้งหมด วิศวกรชาวเมือง Stuttgart
รู้ดีว่า พวกเขาควร และไม่ควรจะทำอะไร ดังนั้น มันจึงยังคงความแรง ดึงกระชากออกตัวอย่างสะใจ และบุคลิกการ
ทรงตัวในแบบของรถสปอร์ตเครื่องวางหลัง ขับเคลื่อนล้อหลัง มันยังให้ความสะใจกับคุณได้ชัวร์ๆ

เว้นเสียแต่ว่า ถ้าคุณยังอยากได้ความ ดิบเถื่อนมากกว่านี้ เห็นทีจะต้องรอรุ่น Turbo รุ่น GT3 GT2 และบรรดา
ลูกหลานพันธุ์กระชากจิตวิญญาณ ที่พร้อมจะออกมากระชากเศษแบงค์ออกจากกระเป๋าเงินของมหาเศรษฐี
ตลอดช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

แล้วเก็บรถรุ่น Carrera S นี้ ไว้ให้เป็น Everyday 911 ของคุณ ก็แล้วกัน!

-----------------------------///----------------------------

EDITOR's NOTE!
ราคา ขาย ในเมืองไทย โดย AAS มีดังนี้
911 Carrera มาตรฐาน      เริ่มต้นที่ 12,650,000 บาท
911 Carrera เปิดประทุน    เริ่มต้นที่ 14,300,000 บาท
911 Carrera S               เริ่มต้นที่ 14,500,000 บาท
911 Carrera S เปิดประทุน เริ่มต้นที่ 16,200,000 บาท



ขอขอบคุณ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์  
บริษัท AAS Auto Service จำกัด
ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ Porsche อย่างเป็นทางการ
แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และลิขสิทธิ์ภาพถ่ายในไทย เป็นผลงานของ ผู้เขียน
และช่างภาพของทาง Porsche (คุณนก และคุณ Sattaphan Kantha)
ลิขสิทธิ์ภาพ Illustration ทั้งหมด เป็นของ Porsche AG เยอรมันี
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com 
12 มิถุนายน 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
June 12th,2012


แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! Click Here!



แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2012 เวลา 15:23 น.
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 13 จาก 39