J!MMY'S REVIEW
ทดลองขับ Mercedes-Benz SLK 200 BlueEFFICIENCY Sport AMG (R172) : แรงขึ้น ประหยัดขึ้น บังคับเลี้ยวดีขึ้น แต่......... พิมพ์
Review by J!MMY - Sport & specialty
วันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2013 เวลา 16:14 น.

เที่ยงคืนวันหนึ่ง ต้นเดือนมกราคม 2013

SLK สีเงิน กำลังแล่นอย่างสบายๆ อยู่บนถนน ขนาบข้างสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยความเร็ว
แค่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไร้ซึ่งรถแล่นข้างหน้า ส่วนรถที่ขับตามมา ก็แล่นช้าๆ อยู่ห่างๆไกลๆ

แน่นอนครับ หลังคา VARIO-Roof ถูกเปิดกางออก เพื่อรับบรรยากาศปลายฤดูหนาว ที่ยัง
หลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ ย่านชานเมือง อุณหภูมิ บนมาตรวัด บอกว่า 24.5 องศาเซลเซียส

ผมกับ แบม เพื่อนเก่าแก่สมัยเรียนด้วยกัน ที่ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มานั่งรถกัน คุยถึง
เรื่องราวเก่าๆ มากมายก่ายกอง หลังจากภาระกิจทดลองขับ รถสปอร์ตเปิดประทุนคันนี้ จบ
เสร็จสิ้นหมดลงแล้ว ในทุกหัวข้อ

พูดตามตรง ผมไม่ได้ขับรถแบบ สบายๆ ตามใจตัวเอง เพื่อรับสัมผัสจากรถที่ให้ความสุข
ในการขับขี่ อย่างนี้มานานแล้ว



ตาแพน Commander CHENG! ของเรา เพิ่งบอกกับผมว่า ปี 2012 ผมขับรถไปทั้งหมดถึง
56 คัน! เฉลี่ย สัปดาห์ละ 1 คัน หรืออาจจะมากกว่า และแน่นอนว่า การขับรถส่วนใหญ่
ก็เพื่อ เก็บข้อมูล บรรยากาศ ความรู้สึก เอามาถ่ายทอดให้คุณๆได้อ่านกันในเว็บไซต์
Headlightmag.com ของเรานี่ละครับ

พอมันเป็นการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ความสุขในการขับรถ ก็เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
เพราะคุณต้องใช่สมาธิกับรถแต่ละคัน มากกว่าการขับรถตามปกติทั่วไป ที่อาจแค่เพียง
ประคองรถ ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ขับไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการ แต่พอเป็นงานแบบผม
คุณต้องจับสัมผัส ทุกอย่าง ที่ตัวรถถ่ายทอดส่งมาให้คุณรับรู้ทางผิวหนัง ผ่านประสาท
สัมผัส เข้าสู่การตีความโดยสมอง ต้องจดจำเพื่อกลั่นกรอง ออกมาเป็นตัวหนังสือ

แต่...วันนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ผมได้ปลดปล่อยตัวเอง ไปกับบรรยากาศ
สบายๆ ขับรถกินลมเย็นๆยามดึก นั่งคุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆ มันเป็นการพักผ่อนเล็กๆ
ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง ชั่วโมง เท่าที่ผมพอจะทำได้ ก่อนจะกลับสู่โลกความจริง

มันทำให้ผมย้อนกลับไปนึกถึง วันที่ได้ลองขับ SLK ครั้งแรก เมื่อปี 2009 วันที่ผม
ยังมองว่า การใช้ชีวิตกับ SLK รุ่นที่ 2 รหัส R171 เปรียบได้กับการเดินควงดาราสาว
ชื่อดัง อย่าง อั้ม พัชราภา ไปเดินช้อปปิง กลางสยามเซ็นเตอร์ ผมได้แต่เป็นเบ๊ คอย
ช่วยถือถุงให้ รองรับอารมณ์ยามถือวีน หรือเหวี่ยง หากไม่พอใจ

ผมได้แต่หวังว่า รถรุ่นต่อไป เราคงจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่านี้.....

3 ปีผ่านไป ในที่สุด ผมก็มานั่งอยู่ใน SLK ใหม่ เจเนอเรชันที่ 3 กันเสียที และตอนนี้
คุณก็คงอยากรู้กันแล้วใช่ไหมละครับว่า รถรุ่นนี้ จะคุยกับผม รู้เรื่องมากขึ้นกว่าเดิม
หรือเปล่า?

ก่อนจะไปหาคำตอบกัน มันก็ต้องเข้าสู่ช่วงธรรมเนียมปฏิบัติกันเล็กน้อยตามเดิม
ครับ...ผมจะพาคุณย้อนอดีตอย่างรวบรัด ไปพบกับประวัติความเป็นมา ในแบบสั้นๆ
ที่จะทำให้คุณรู้ว่า ต้นกำเนิดที่แท้จริงของ SLK นั้น มันเริ่มต้นเมื่อใดกันแน่



จุดเริ่มต้นของรถสปอร์ตเปิดประทุนขนาดเล็ก หรือ Roadster ของ Mercedes-Benz นั้น ต้องนับ
ย้อนหลังกลับไปถึงยุคที่ Maximilian Edwin Hoffman พ่อค้าชาวอเมริกันเชื้อสายออสเตรเลียน
เป็นผู้นำเข้ารถยนต์ยุโรป ไปขายในสหรัฐอเมริการายใหญ่ มาตั้งแต่ปี 1946 ตัดสินใจบอกกับ
คณะกรรมการบริหารของ Daimler-Benz ในปี 1953 ว่า พวกเขาควรจะสร้างรถสปอร์ตราคาถูก
ที่ผู้คนสามารถซื้อหาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพื่อขายร่วมกับ 300 SL ในตลาดอเมริกาเหนือ

หลังใช้เวลาในการพัฒนาเพียง 5 เดือนเท่านั้น ในที่สุด งานเปิดตัว 190 SL ก็ถูกจัดขึ้นที่มหานคร
New York เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1954 เคียงข้างกับ 300 SL ตัวถังใหม่ Gullwing (รุ่นประตูปีกนก
อันโด่งดัง) 190 SL ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นรถสปอร์ตดิบๆ ที่เอาใจนักขับ มากเท่า 300 SL แต่
ถูกสร้างขึ้นให้เป็นรถสปอร์ต แนวหรู 2 ที่นั่ง ที่สามารถขับขี่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น จึง
มีการดัดแปลง นำอะไหล่ จากรถยนต์หลายๆรุ่น มาประกอบเข้าไปใน 190 SL อาทิ เฟรมแชสซีของ
Mercedes-Benz 180 Saloon ถูกนำมาตัดย่อลง ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบ Single-joint swing axle
ที่ใช้ในรุ่น 220 ส่วนระบบันสะเทือนหน้า พร้อมซับเฟรม ก็ยกชุดมาจากรุ่น 180 / 180 D วางขุมพลัง
4 สูบ SOHC 8 วาล์ว 1.9 ลิตร 105 แรงม้า (HP) ทำความเร็วสงสุดได้ 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง และทำ
อัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ใน 14 วินาที (เกียร์ธรรมดา)

การผลิตออกสู่ตลาดจริง เริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1955 โดยมีให้เลือกทั้งตัวถังเปิดประทุนแบบ
Roadster หลังคาผ้าใบ รวมทั้งตัวถัง Coupe แบบหลังคาแข็งยกออกได้ ซึ่งเลือกได้ว่าต้องการให้มี
หรือไม่มีหลังคาผ้าใบ ซ่อนเผื่อไว้อีกชั้นหนึ่ง

190 SL ได้รับความนิยมอย่างดีในตลาดอเมริกัน และถูกนำไปใช้ในฐานะรถสปอร์ตชั้นหรู ไม่เว้น
แม้แต่ภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Ten Thousand Bedrooms ก็ยังมีฉากที่ ดาราสุดสวยผู้ล่วงลับ
อย่าง Grace Kelly กับ นักร้องระดับตำนาน Frank Sinatra (ที่เพิ่งจากไปเมื่อไม่กีปีมานี้) ขับรถ
190 SL ปรากฎในของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อนับยอดผลิตตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 1953 ถึงวันสุดท้ายในสายการผลิต คือเดือน
กุมภาพันธ์ 1963 โรงงานที่ Sindelfingen ผลิต 190 SL ออกมาทั้งหมด 25,881 คัน ซึ่งเท่ากับว่า ราวๆ
8 ปีในอายุตลาด รถสปอร์ต ที่ขายได้ในระดับนี้ อาจฟังดูน้อยมาก ในปัจจุบัน แต่สำหรับยุคที่รถยนต์
Mercedes-Benz คือเครื่องบ่งบอกสถานทางสังคมที่สำคัญมากของผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็คง
ต้องบอกว่า ขายดีพอใช้ได้เลยทีเดียว

ด้วยความนิยมที่ลดลง หลังจากยุติการผลิตไปแล้ว Daimler-Benz AG ก็ดูจะไม่อยากหวนกลับไปทำ
รถสปอร์ตเปิดประทุนขนาดเล็กอีกเลย



30 ปีผ่านไป เมื่อตลาดรถสปอร์ตเปิดประทุนขนาดใหญ่รุ่น SL เริ่มเข้าที่เข้าทาง Daimler-Benz AG
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 - 1990 ก็เริ่มคิดแผนขยายแตกไลน์สายพันธุ์ มิให้จำกัดแค่ รถยนต์นั่ง
C-Class , E-Class , S-Class Saloon,S-class Coupe และ SL-Class กับ SUV พันธุ์ถึก 
G-Class อีกต่อไป

พวกเขาเริ่มถามว่า "เราควรจะมี น้องชายของ SL กันได้หรือยัง?"

ใช่ ได้เวลาแล้วละ! ผู้บริโภค เริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น เศรษฐกิจโลก กำลังดีวันดีคืน (ยกเว้นญี่ปุ่น
ช่วงปี 1992 ที่ฟองสบู่แตก ก่อนจะตามด้วย ไทย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 และ เกาหลีใต้ใน
ช่วงเวลาต่อมา) ความต้องการรถสปอร์ตขนาดเล็ก กำลังเริ่มต้นขึ้น ความสำเร็จของ Mazda
MX-5 (เปิดตัวในปี 1990) คือสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป BMW ก็กำลังเริ่มงานพัฒนา
รถสปอร์ตเปิดประทุน Z3 กันอย่างขมักเขม้น เราไม่รู้หรอกว่า ความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง
มีผลต่อการตัดสินใจของบอร์ดผู้บริหารหรืไม่ แต่ทั้งหมดนั้น มันก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดอีกแล้ว
ที่ Daimler-Benz จะไม่กระโดดลงมาร่วมวงในตลาดกลุ่มนี้กับเขาด้วย

แล้วจะใช้ชื่ออะไรกันดีละ?

SLK ไง ตัวอักษรทั้ง 3 ตัวนี่ละ สะท้อนบุคลิกของรถรุ่นนี้ได้ดีที่สุด เพราะในภาษาเยอรมัน
ทั้ง 3 อักษรนี้ ย่อมาจากคำว่า Sport Leicht และ Kurze ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า 
Sporty, lightweight และ Short (Small)

พวกเขาเริ่มหยั่งเสียงผู้คน ด้วยการเผยโฉม รถยนต์ต้นแบบ SLK Study คันสีเงิน ในงานแสดง
รถยนต์ Turin Motor Show เดือนเมษายน 1994 ถึงปฏิกิริยาตอบรับจากผู้เข้าชมงานจะดีมาก
แต่ Daimler-Benz ก็ยังไม่แน่ใจ ดังนั้น ในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน พวกเขาจึงสร้างรถต้นแบบ
SLK Study คันที่ 2 เป็นสีน้ำเงิน มาพร้อมหลังคาแข็งพับได้ด้วยไฟฟ้า Vario-Roof  เครื่องเสียง
Hi-Fi และเกียร์อัตโนมัติ มาจัดแสดงในงาน Paris Auto Salon และปฏิกิริยาที่ตามมา นอกจาก
จะเห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคพร้อมจะซื้อมีจำนวนมากแล้ว ยังถือเป็นการประกาศกลายๆว่า ชาว
เยอรมัน เขาจะสร้างมันออกขายจริงกันละคราวนี้!

เมื่อ SLK รหัสรุ่น R170 ออกสู่ตลาดยุโรป เป็นครั้งแรก เมื่อ 14 กันยายน 1996 มันก็กลายเป็น
รถสปอร์ตขนาดเล็กเปิดประทุน สไตล์ Roadster ทีได้รับความนิยมอย่างสูง ต่อเนื่องไปจนถึงรุ่น
ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2000 ท้ายสุด นับจนถึงปี 2004 มี SLK คลอดออกจาก
โรงงาน Bremen ในเยอรมันี มากถึงกว่า 308,000 คัน

ความสำเร็จดังกล่าว ส่งต่อมายัง SLK รุ่นที่ 2 รหัสรุ่น R171 ซึ่งเผยโฉมสู่สายตาชาวโลกครั้งแรก
เมื่อ ต้นปี 2004 และออกแสดงสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อ 15 มีนาคม 2004 ใน
งาน Geneva Auto Salon ก่อนออกสู่ตลาดยุโรปทันที ในวันที่ 27 มีนาคม 2004 หลายข้อด้อยใน
รถรุ่นที่แล้ว ถูกปรับปรุง แก้ไข จนดีขึ้นเยอะ ทำให้ SLK ใหม่ ได้รับสารพัดถ้วยรางวัลมาครอง
อาทิ รางวัล พวงมาลัยทองคำ "Goldenes Lenkrad" [golden steering wheel] โดยนิตยสาร
"Bild am Sonntag" ของเยอรมัน ในเดือนพฤศจิกายน 2004 และรางวัล Car and Driver's
Ten Best list ในปี 2005 โดยนิตยสาร Car and Driver ในสหรัฐอเมริกา

กระนั้น การกระตุ้นตลาด ก็ยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากรุ่น SLK280 พร้อมเครื่องยนต์ V6
231 แรงม้า (HP) ในเดือนมิถุนายน 2005 ตามด้วย SLK 55 AMG Black Series ตกแต่งด้วยสีดำ
ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2006 มาพร้อมขุมพลัง V8 DOHC 24 วาล์ว (3 วาล์ว / สูบ) 5,439 ซีซี ยกระดับ
ให้แรงขึ้นเป็น 400 แรงม้า

จากนั้น มีการออกชุด New Sports package พร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้ว ระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ต
และอุปกรณ์อื่นๆ อีกเล็กน้อย ในเดือนกันยายน 2006 รวมทั้งรถรุ่นพิเสษ ที่ไม่ได้มีขายที่ไหน
ทั้ง SLK 55 Track Sport ,SLK 55 Asia Cup และ SLK 55 'F1 Safety Car' สำหรับสนามแข่ง

ตามด้วย SLK-Class “Edition 10” เวอร์ชันพิเศษ ฉลองครบรอบ 10 ปี ของ SLK และยอดขาย
459,000 คัน อวดโฉมครั้งแรกเมื่อ 28 กันยายน 2006 บนเวที Paris Auto Salon และออกสู่ตลาด
เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2006

21 ธันวาคม 2007 รุ่นปรับโฉม Minorchange หรือ Facelift ที่ภถูกปรับปรุงชิ้นส่วนใหม่กว่า 650 ชิ้น
เปิดตัวอย่างเป็นทางการ จากนั้น ไม่กี่เดือนให้หลัง 5 พฤษภาคม 2008 Mercedes-Benz แถลงว่า ได้
ส่งมอบรถ SLK คันที่ 500,000 ไปหมาดๆ ถือเป็นความสำเร็จของค่ายดาวสามแฉก ที่ใช้เวลา 12 ปี
ในการผลิตรถสปอร์ต ขนาดเล็ก เปิดประทุน ออกขายได้มากถึงขนาดนี้ และท้ายที่สุด รุ่น 2LOOK
Edition เป็นรุ่นพิเศษ ตกแต่งด้วย สีขาว-ดำ ออกสู่ตลาดเมื่อ 3 มีนาคม 2009 ถือเป็นรุ่นสั่งลาของ
SLK R171

เพราะนับจากนี้ ก็จะได้เวลาที่ R172 ต้องเตรียมแต่งองค์ทรงเครื่อง รอวันอวดโฉมสู่โลกกว้างเสียที



งานออกแบบ SLK ใหม่ รหัสรุ่น R172 เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2005 หลังจากรถรุ่นที่ 2 ออกสู่ตลาด
ไปได้ราวๆ 3 ปี แต่พวกเขาก็ไม่ได้เร่งรีบอะไรนัก กว่าที่งานออกแบบที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จะถูก
เลือกขึ้นมา เพื่ออนุมัติ สู่การผลิตจริง เวลาก็ล่วงเลยมาถึงปี 2008

Prof. Dr. Gorden Wagener, Head of Design หรือหัวหน้าฝ่ายออกแบบ ของ Mercedes-Benz เล่าว่า
"เราออกแบบ SLK ใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก แนวคิดที่จะสืมทอดมรดกทางเส้นสายของ
รถสปอร์ต Mercedes-Benz ที่เคยโด่งดังในอดีต ทั้ง 190 SL รวมไปถึง 300 SL Gullwing เรานำ
เส้นสายเหล่านั้น กลับมาใช้กับ SLK ใหม่ โดยผสมผสานเส้นสายสมัยใหม่เข้าไป เพื่อสืบทอด
ตำนานรถสปอร์ตเหล่านั้น ให้ก้าวไปสู่อนาคต ของการเป็นรถสปอร์ตที่สวยงาม ร่วมสมัย แต่ยัง
สะท้อนถึง บุคลิกโดดเด่นของรถสปอร์ตจาก Mercedes-Benz



หลังการออกแบบเสร็จสิ้นลง รายละเอียดการตกแต่งทั้งภายนอก และภายใน จะถูกคัดเลือก
อย่างพิถีพิถัน ทุกชิ้นส่วนจะถูกถอดแบบ จัดสร้าง และนำมาประกอบเข้าด้วยกัน เป็นรถยนต์
ทดลองประกอบ ในช่วงนี้ ทุกปัญหา ที่เกิดขึ้จขณะทดลองประกอบ จะถูกค้นพบ วิเคราะห์
และหาหนทางแก้ไข เพื่อให้การประกอบในสายการผลิตจริงแบบ Mass Production ราบรื่น

เมื่อประกอบเสร็จหมดแล้ว และติดเครื่องยนต์ได้สำเร็จ รถยนต์ Prototype เหล่านี้ จะต้องแล่น
ให้ได้ระยะทางรวมกันว่า 7 ล้านกิโลเมตร ในสภาพการทดสอบที่หฤโหดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการ
ทดสอบช่วงฤดูหนาว ใกล้ขั้วโลกเหนือ ที่ประเทศสวิเดน สนามทดสอบของ Daimler AG เอง
ที่นั่น ปัญหาในการขับขี่จริง จะเกิดขึ้น ถูกค้นพบ และนำไปแก้ไขปรับปรุง ท่ามกลางสภาพ
อากาศ - 40 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ ที่เยอรมัน ยังมีห้องทดลองสร้างสภาพอากาศจำลอง อุณหภูมิ -30 องศา เพื่อทดลอง
สภาพการติดเครื่องยนต์ การขับขี่ ในช่วงอากาศเย็นจัด การเกาะตัวเป็นน้ำแข็งของของเหลว
ในจุดต่างๆ รวมทั้งการทดสอบ ด้านกระแสลมที่ไหลผ่านผู้ขับขี่ ขณะเปิดประทุน การทดสอบ
หารอยรั่วด้วยการฉีดน้ำด้วยหัวฉีดแรงดันสูง พุ่งเข้าใส่ตัวรถรอบทิศทาง แม้เพียงรอยรั่วเดียว
ก็ไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นได้ ฯลฯ อีกมากมาย รวมทั้งการทดสอบด้านอากาศพลศาสตร์ จนได้
ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ Cd 0.30 ต่ำลงจากรถรุ่นเดิม 0.02

ส่วนการทดสอบในสภาพอากาศร้อน เกิดขึ้นที่ ดูไบ ท่ามกลางอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส
ทั้งแดดร้อน ทั้งฝุ่นและลม จะโหมกระหน่ำไปที่ตัวรถ ซึ่งต้องทนทานต่อการขับขี่ในสภาพดังกล่าว
ได้เหมือนกับที่ทนต่อสภาพอากาศหนาวเช่นกัน

และนี่ยังไม่นับการทดสอบ นำรถไปเขย่าบนแท่นทดสอบความทนทาน นำเครื่องยนต์ไปทดสอบ
เร่งเครื่องยนต์ที่รอบสูงสุดนานๆต่อเนื่องๆ ไปจนถึงการทดสอบระบบอีเล็กโทรนิคส์ต่างๆอีกมาก
ก่อนที่รถจะพร้อมออกสู่ตลาดจริง

ที่สำคัญ นอกเหนือจากการทดสอบในสนาม ฮ็อกเคนไฮม์ ที่เยอรมันีแล้ว Mercedes-Benz
ยังส่ง SLK ใหม่ ไปทดสอบกันที่ สนามของตนใน Orlando มลรัญ Texas สหรัฐอเมริกา
ที่นั่น วิศวกรถึงขั้นตรวจสอบหาเสียงรบกวนจากการสั่นสะเทือนในฝากระโปรงหลัง ด้วย
วิธี ลงไปนอนในห้องเก็บของด้านท้ายรถ แล้วให้นักทดสอบ ขับรถไปตามสภาพถนน
ขรุขระ เพื่อหาต้นตอของเสียงรบกวนด้วยตัวเอง !!!

ทุ่มทุนสร้างกันจริงๆ



เมื่อการพัฒนาเสร็จสิ้นลง การเตรียมงานด้านอะไหล่ และบริการหลังการขายเริ่มต้น
ควบคู่กันไป Daimler AG เริ่มปูพื้นสู่การเปิดตัว ด้วย การเปิดเผยรายละเอียดด้านความ
ปลอดภัยของ SLK ใหม่ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2010 และหลังจากนั้น
ก็เริ่มส่งภาพถ่าย Official Pictures ชุดแรก ถึงมือสื่อมวลชนทั่วโลก ทาง Internet เมื่อ
วันที่ 13 มกราคม 2011 พร้อมประกาศเปิดรับจองครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2011

ตามด้วยการจัดงาน เปิดตัวครั้งแรกในโลก ที่เมือง Sindelfingen ในเยอรมันี เมื่อวันที่
29 มกราคม 2011 แต่รถยังไม่พร้อมออกจำหน่าย ต้องรอจนถึงช่วงเวลาที่งานแสดง
รถยนต์ครั้งใหญ่ประจำปีอย่าง Geneva Motor Show กำลังจะเริ่มขึ้น Daimler AG
ก็ทะยอยส่งข้อมูลของ SLK ใหม่ "เวอร์ชันละเอียดยิบ" เต็มรูปแบบ ให้สื่อมวลชน
ทั่วโลก อีกครั้ง เมื่อวันที่ 1 และ 8 มีนาคม 2011 ก่อนจะนำไปจัดแสดงสู่สายตาของ
สาธารณชน ในงานดังกล่าว แต่วันที่ถือว่าเป็น Market Launch Date หรือวันเปิดตัว
ออกสู่ตลาดที่แท้จริง ในสหพันธรัฐเยอรมันี คือวันที่ 26 มีนาคม 2011

ถึงแม้จะเปิดตัวและออกสู่ตลาดแล้ว แต่หลังจากนั้น Mercedes-Benz ยังส่งรุ่นย่อยใหม่
ออกมาให้เป็นทางเลือกสำหรับบรรดา ผู้ชื่นชอบรถสปอร์ตเปิดประทุนคันเล็ก Roadster
แต่อยากได้ความแรงเพิ่มขึ้นกว่านี้

เริ่มจากรุ่น SLK 250 CDI เปิดเผยโฉมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2011 และพร้อมเปิดรับจอง
ในยุโรป เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2011 ก่อนจะเริ่มส่งขึ้นโชว์รูมออกขายอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2011 ถือเป็นครั้งแรกของตระกูล SLK ที่มีขุมพลัง Turbo diesel
พร้อมระบบ Common-Rail 4th Genertion มาประจำการ พร้อมระบบดับและติดเครื่องเอง
Auto Stop & Go แปะป้ายราคา 72,590 Euro



อีกเพียงแค่ไม่กี่วันให้หลัง Mercedes-Benz ก็ส่งรุ่นร้อนแรงที่สุด SLK 55 AMG ตามมา
เผยโฉมครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2011 และเริ่มประโคมข่าว เพื่อเตรียมการออกสู่
ตลาดครั้งแรก ในเดือน มกราคม 2012 ที่ผ่านมา แน่นอนว่า จุดเด่นอยู่ที่การติดตั้งขุมพลัง
V8 DOHC 32 วาล์ว แบบ หายใจได้เอง ไม่ต้องพึ่งพา Turbocharger แต่ กลับมีกำลังสูง
ถึง 421 แรงม้า (BHP) แรกว่า เครื่องยนต์ Bi-Turbo เสียอีก ฯลฯ อีกมากมาย เปิดตัวใน
ราคา 72,590 Euro (รุ่น Edition 1 ตกแต่งพิเศษ เพิ่มเป็น 85,520 Euro และถ้าอยากเพิ่ม
ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน AMG Handling Package
ต้องเพิ่มเงินอีก 4,641 Euro)

จนถึงตอนนี้ ในยุโรป ยังไม่มีรุ่นใหม่ หรือรุ่นพิเศษใดๆ ออกมาเพิ่มเติม และกว่าจะ
ปรับโฉม Minorchange หรือ Facelift อาจต้องรอกันจนถึงปี 2014 เป็นอย่างเร็วที่สุด
ถ้าช้าอีกหน่อย ก็คงเป็นปี 2015 และกว่าจะเปลี่ยนตัวถังกันอีกที คงต้องรอถึงปี 2017
หรือไม่ก็เป็นปี 2018 กันไปเลย!

สำหรับตลาดเมืองไทย Mercedes-Benz Thailand ประกาศเปิดรับจอง SLK 200 ใหม่
อย่างเป็นทางการ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2011 ตั้งแต่ก่อนมหาอุทกภัยครั้งใหญ่
ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศ จะเกิดขึ้นราวๆ 4 เดือน โดยในตอนนั้น นำเข้า
มาเป็นรุ่น SLK 200 พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งแบบ AMG Sport Package ตั้งราคา
ขายปลีกไว้สูงถึง 4,399,000 บาท แต่หลังจากนั้น ราคาก็ลดลงมาเหลือ 4,299,000 บาท
และในตอนนี้ หลังจากที่ SLK 200 AMG Sport ล็อตใหม่ๆ สามารถเติมน้ำมันเบนซิน
Gasohol E20 ได้ (รายละเอียดตามใบราคา ฉบับล่าสุด เดือนพฤศจิกายน 2012) ทำให้
ค่าตัวของ SLK 200 AMG Dynamic Package ถูกหั่นลงมาเหลือแค่ 3,490,000 บาท
เท่านั้น!!!!

ถูกกว่าเดิมเยอะมาก ชนิดที่ลูกค้าเก่าซื้อไป น้ำตาไหลอาบแก้ม ปาดทิ้งแทบไม่ทัน!



SLK ใหม่ มีขนาดตัวถังยาว 4,134 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร สูง 1,310 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อยาว 2,430 มิลลิเมตร น้ำหนักรถเปล่า 1,470 กิโลกรัม น้ำหนักที่บรรทุกได้
315 กิโลกรัม หมายความว่า น้ำหนักรวมทั้งของเหลว สัมภาระ และผู้โดยสารกับผู้ขับขี่
ของรถคันนี้ จะอยู่ที่ 1,785 กิโลกรัม

เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นที่แล้ว (ยาว 4,103 มิลลิเมตร กว้าง 1,777 มิลลิเมตร สูง 1,296
มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อยาว 2,430 มิลลิเมตร) จะพบว่า ตัวรถยาวขึ้นกว่าเดิม
27 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 33 มิลลิเมตร สูงขึ้น 14 มิลลิเมตร แต่ระยะฐานล้อยาวเท่าเดิม

เส้นสายภายนอก ยังคงอยู่บนพื้นฐานโครงสร้างจากรถรุ่นเดิม (R171) เพียงแต่มีการปรับ
แนวเส้น ให้รับอิทธิพลแนวสันเหลี่ยม จากรถสปอร์ต SLS AMG มามากขึ้นอย่างชัดเจน
ทั้งคัน จากหน้า จรดหลัง ลดความโค้งมน กลมกลึงจากรุ่นก่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัดว่า
ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้



ชุดไฟหน้าแบบ Xenon พร้อมโคมปรับลำแสงอัตโนมัติ Intelligent Light System ช่วยเพิ่ม
ความสว่าง เมื่อหมุนพวงมาลัยเตรียมเลี้ยวรถ โคมไฟจะส่องพื้นที่ด้านข้างให้ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยวรถ
ทั้งฝั่งซ้ายและขวา (Cornering light function) ส่วน country mode ใช้ขับขี่บนถนน
ต่างจังหวัดสวนกันสองเลน Motorway mode ให้ลำแสงเต็มที่เพื่อการขับขี่บนเส้นทางด่วน
หรือทางหลวง และ Active light function เพิ่มไฟตัดหมอกหน้า ในภาวะที่สภาพทัศนวิสัย
ด้านหน้า มีหมอกลงจัด แถมยังมีระบบเปิดไฟหน้าอัตโนมัติมาให้อีกด้วย

กระจกมองข้าง ย้ายตำแหน่งจากมุมสามเหลี่ยมบริเวณขอบประตูติดกับเสาหลังคาคู่หน้า
A-Pillar เปลี่ยนมาติดตั้งที่แผงประตูแทน เพื่อเพิ่มบุคลิกแบบสปอร์ตให้มากขึ้นกว่าเดิม
แต่กระนั้น ก็ไม่เห็นจะต้องทำกระจกสามเหลี่ยม Opera Window ขึ้นมาโดยไม่จำเป็น
อย่างเช่นที่เห็นใน Toyota 86 แต่อย่างใด

ชุดไฟท้ายเป็นหลอด LED ทั้งไฟเบรกและไฟเลี้ยว มีปลายท่อไอเสียหลังแบบ 2 ท่อ เพื่อ
เพิ่มบุคลิกแนวสปอร์ตให้ดุดันขึ้น และมีไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ฝังไว้ที่ฝากระโปรง
ด้านหลัง เหนือช่องติดแผ่นป้ายทะเบียน

ล้อติดรถ เป็นล้ออัลลอย AMG แท้ๆ ขนาด 18 นิ้ว สวมยาง Continental รุ่น Sport 
Contact 5 ขนาดยางคู่หน้า 225 / 40 R18 ส่วนคู่หลัง เป็นขนาด 245 / 35 R18



ระบบล็อกประตู ยังคงเป็น กุญแจแบบ KEYLESS-GO พร้อมระบบกันขโมย Immobilizer
หน้าตาเหมือนกับกุญแจของ Mercedes-Benz รุ่นใหม่ๆ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถ้าคิดจะ
ติดเครื่องยนต์ ก็เสียบกุญแจไขเข้าไปหมุนที่ ช่องเสียบ  บริเวณคอพวงมาลัยฝั่งขวา เหมือน
รถยนต์ปกติทั่วๆไป แต่ถ้าจะเอาพลาสติกครอบช่องดังกล่าวไว้ แล้วกดปุ่ม ก็เป็นสวิชต์สำหรับ
ติดเครื่องยนต์ แบบ Push Start ได้เช่นกัน

ถ้าคุณพกกุญแจมากับตัว ทันทีที่เดินเข้าใกล้รถ ดึงมือจับประตูเข้าหาตัวได้ทันที ไฟเลี้ยวทั้ง
2 ฝั่ง จะกระพริบ เปิดบานประตูกางออกได้เลย และเช่นเดียวกัน เมื่อปิดประตูแล้ว เอานิ้วแตะ
ที่ร่องสี่เหลี่ยม บนมือจับประตูระบบจะสั่งล็อกประตูทั้ง 2 บาน กับฝาห้องเก็บของด้านหลัง

นอกจากนี้ ยังมีไฟส่องสว่างพื้นที่รอบข้างบานประตู ติดตั้งที่ใต้กระจกมองข้างทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อ
ช่วยให้คุณเห็น พื้นที่รอบๆตัวรถยามค่ำคืน ก่อนก้าวขึ้นรถไป



การเข้า - ออกจากตัวรถนั้น แม้ว่า จะเป็นรถที่มีตำแหน่งเบาะนั่งเตี้ย แต่ผมกลับพบว่า การหย่อน
บั้นท้ายลงไปนั่งใน SLK นั้น แค่เล็งตำแหน่งขาให้ดีๆ ก็สามารถเข้าไปนั่ง และลุกออกจากรถ
ได้สะดวกกว่า Toyota 86 ชัดเจน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ ความสูงจากพื้นถนนจนถึงพื้น
เบาะรองนั่ง ของ SLK อาจจะสูงกว่า 86 นิดนึง ก็เป็นไปได้

บานประตูของรถรุ่นเก่าและรุ่นใหม่นั้น แตกต่างกัน ใช้แทนกันไม่ได้อย่างแน่นอน ส่วน
พนักวางแขนบนแผงประตูด้านข้างนั้น ออกแบบมาให้วางแขนได้พอดี ไม่ว่าคุณจะปรับเบาะ
ให้ต่ำลงไปจนถึงตำแหน่งต่ำที่สุด หรือสูงขึ้นมาอีกสักหน่อยก็ตาม

กาบบันไดด้านข้าง ทำจาก Stainless ที่สวยสะดุดตาคือ สัญลักษณ์คำว่า Mercedes-Benz นั้น
ออกแบบมาให้เรืองแสงได้ในยามค่ำคืน เพื่อความสวยงาม และเพื่อให้คุณได้รู้ว่า ควรก้าวข้าม
สัญลักษณ์นี้เข้าไปนั่ง ไม่เช่นนั้น ก้าวพลาด เสียท่า ล้มคะมำไม่รู้ด้วยนะเออ!



เบาะนั่งทั้ง 2 ฝั่ง ถูกออกแบบขึ้นใหม่ ให้รวมเข้าเป็นชุดเดียวกัน พนักศีรษะมีองศามุมเอียง
เงยขึ้นเล็กน้อย รองรับต้นคอของผู้ขับขี่ได้พอดีๆ มากกว่ารุ่นเดิมนิดนึง ขณะที่ พนักพิงหลัง
พร้อมกับปีกเบาะด้านข้าง มีขนาดกำลังดี โอบและรองรับกับตัวผู้ขับขี่ได้สบายๆ ไม่ว่าสรีระ
ของคุณจะเล็กจิ๋ว เป็นกล้วยไข่  หรือใหญ่โต เป็นตาแพน Commander CHENG ของเว็บเรา
(145 กิโลกรัม) ก็ยังนั่งได้แบบ ที่ไม่ค่อยมีใครบ่น เช่นเดียวกับเบาะรองนั่ง ซึ่งถูกออกแบบมา
ใหม่ ให้มีส่วนโป่งนูนเพิ่มขึ้นจากเบาะของรุ่นเดิม นิดนึง รองรับต้นขาในระดับ กำลังดี และ
นั่งสบายกว่ารุ่นก่อน

เบาะนั่งทั้ง 2 ฝั่ง ปรับตำแหน่งได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำตำแหน่งเบาะ ตำแหน่ง
ของกระจกมองข้าง ปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า กับท ตำแหน่งของพวงมาลัยปรับระดับ สูง - ต่ำ
และใกล้ - ห่าง ด้วยไฟฟ้า ได้มากถึง 3 ตำแหน่ง

พื้นที่เหนือศีรษะ เป็นอีกจุดที่ผมว่า งานนี้ทีมออกแบบทำงานมาดี เพราะต่อให้คุณจะสูงเท่าไหร่
ถ้ายังไม่เกินกว่า 190 เซ็นติเมตร คุณนั่งใน SLK ได้แน่ๆ โดยที่ศีรษะของคุณจะไม่ติดกับเพดาน





ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง สามารถสั่งปลดล็อกได้จากสวิชต์บนกุญแจรีโมทคอนโทรล เปิดยก
ขึ้นมา จะมีช็อกอัพไฮโดรลิก 2 ต้น ค้ำยันอยู่ รวมทั้ง มีช่องสำหรับสอดมือเอื้อมปิดฝาประตูห้อง
เก็บของด้านหลัง ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า มีการออกแบบช่องและท่อรับน้ำฝน หรือน้ำจากการล้างรถ
รอไว้แล้ว ในกรณีที่ต้องเปิดฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง เพื่อให้น้ำไหลลงสู่พื้นถนนได้ง่ายขึ้น
และไม่ทิ้งน้ำขังไว้ที่ห้องเก็บของด้านหลังอีกต่อไป ถือเป็นการออกแบบที่ดีมาก และควรมีมาได้
ตั้งนานแล้ว

นอกจากนี้ ยังมี ไฟสัญญาณสีแดง ที่จะติดขึ้นมา เพื่อให้รถคันที่ขับตามมาในตอนกลางคืน
รับรู้ว่า คุณกำลังจอดเปิดฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง อยู่ริมไหล่ทาง เพื่อความปลอดภัย
ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นอีกอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ที่ควรมีมาให้ในรถยนต์สมัยใหม่ยี่ห้ออื่นๆได้แล้ว



พื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง มีขนาด 225 หรือ 335 ลิตร ตามมาตรฐาน VDA เยอรมัน แม้จะมี
ขนาดเพิ่มขึ้นจากรถรุ่นเดิมนิดหน่อย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณกำลังเปิดหลังคาพับเก็บลงมา
ในห้องเก็บของหรือไม่ ถ้าต้องการพับหลังคาลงมา ต้องดึงถาดพลาสติกแบบคว่ำ ให้เลื่อนมา
ลงล็อกอย่างที่เห็นในภาพแรกด้านบนนี้ มิเช่นนั้น หลังคาจะเปิดพับไม่ได้ เพราะไม่มีที่เก็บ
(ในความเป็นจริง ถาดที่ว่า อาจจะเด้งกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมของมันได้ ถ้ารถตกหลุม หรือ
ตัวล็อกเริ่มเสื่อมสภาพ)

เมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้นมา จะพบยางอะไหล่ขนาดเล็ก หน้าตาเหมือนกับที่พบใน SLK
รุ่นเดิม และมีเครื่องมือประจำรถแถมมาให้ ตามมาตรฐานของรถเยอรมัน แต่คราวนี้ แผง
พลาสติกสามารถยกขึ้นมาเก็บไว้ข้างนอกได้ ทั้งชิ้น



ภายในห้องโดยสาร เลือกได้ว่า อยากได้เบาะหนังสีดำ เย็บด้วยด้ายสีแดง อย่างที่เห็นอยู่นี้
หรือ เบาะสีเทา กับเบาะสีเบจ แผงประตูทั้ง 2 ฝั่ง ติดตั้ง สวิชต์สั่งล็อก และปลดล็อกประตู
ทั้ง 2 บานได้ ฝั่งคนขับ จะมีสวิตช์ปรับและพับกระจกมองข้างไฟฟ้า พร้อมไล่ฝ้าในตัว
กระจกหน้าต่างไฟฟ้า ทั้ง 2 บาน เป็นแบบ One Touch เลื่อนขึ้น-ลงได้ โดยกดหรือยกปุ่ม
สวิชต์ขึ้นครั้งเดียว การประดับตกแต่งภายใน ใช้ทั้ง Trim อะลูมีเนียมสีเงิน ด้ายแดง ตัด
สลับกับโทนสีดำ ทั้งหมด

สวิชต์ เปิด-ปิด ไฟหน้า และไฟตัดหมอก แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งดั้งเดิม คือใต้ช่องแอร์
ฝั่งขวา แต่ติดตั้งค่อนข้างลึกไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับ Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆ เหมือน
คันโยก เปิดฝากระโปรงหน้า อยู่ฝั่งขวา ที่ต้องล้วงลงไปใต้แผงหน้าปัด ลึกเหมือนกัน

แผงหน้าปัดออกแบบมาได้ดีขึ้น สวยงามขึ้น วางตำแหน่งอุปกรณ์ และการใช้งานต่างๆ
ได้อย่างเหมาะสมกว่าเดิม ทั้งตำแหน่งมาตรวัด หน้าจอมอนิเตอร์สี ไปจนถึง แผงควบคุม
ตรงกลาง ที่อยูใกล้มือผู้ขับขี่มากขึ้น ใช้งานง่าย สะดวก และไม่ต้องเหยียดมือไปจนสุด
แขนซ้าย แม้ว่าจำนวนสวิชต์จะใกล้เคียงกับ SLK รุ่นเดิมก็ตาม



การเลือกใช้ช่องแอร์แบบวงกลม คลาสสิกร่วมกันกับทั้ง A-Class , B-Class และ CLA-Class
นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้มากแล้ว ยังช่วยเพิ่มบุคลิกสปอร์ต แถมเมื่อติดตั้ง
ในรถเปิดประทุน ยังช่วยสะท้อนบรรยากาศของการขับรถเะปิดประทุนในยุคทศวรรษ 1960
ให้หวนกลับมาในห้วงคำนึงของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย งานนี้ ยิงนกนัดเดียว ได้ 3 ตัวรวดเลยนะ!

ในรถคันทดลองขับนั้น ไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร และไฟอ่านแผนที่ ดันพร้อมใจกัน
"เสียครับ" ยังดีที่ ไฟแต่งหน้า ซ่อนอยู่ที่เพดาน เหนือแผงบังแดดแบบพลาสติกแข็ง พร้อม
กระจกแต่งหน้าฝังในตัว (คั่นกลางด้วย ช่องเก็บแว่นตาบุผ้ากำมะหยี่) ยังส่องสว่างทดแทน
ได้ ทำให้ผมกับ ตาแพน Commander CHENG! ของเรา ยังพอถ่ายทำคลิปทดลองขับ
Check Check Out! กันมาได้ ไม่เช่นนั้น คงปวดกบาลมากกว่านี้แหงๆ

ในยามค่ำคืน จะมีแสงไฟ Ambient Light สีแดง หรือ "ไฟไดหมึก" บริเวณขอบทั้ง 2 ฝั่ง
ของแผงประตู ใต้พื้นที่วางแขน และขอบทั้ง 2 ฝั่งของแผงควบคุมกลาง รวมทั้ง ไฟส่อง
พื้นที่วางขา จะสว่างขึ้นมา เพื่อสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ให้ดู "วาบหวาม" ขึ้น
เหมือนอยู่ใน Lounge นิดนึง

แถบโค้ง ทรงเหมือน ทากดูดเลื่อนในป่า ที่โผล่ขึ้นมาทางกลางแผงหน้าปัด และอยู่ตรงกลาง
ระหว่าง เสาค่ำยันเหนือเบาะนั่งทั้ง 2 ฝั่ง เป็น สัญญาณไฟแจ้งเตือนของระบบเซ็นเซอร์
ช่วยการจอด Parktronic ว่า เข้าใกล้วัตถุแค่ไหนแล้ว เหมือนเช่น Mercedes-Benz คันอื่นๆ



พวงมาลัยแบบ 3 ก้านออกแบบใหม่ (อ่านไม่ผิด แบบนี้ให้ถือเป็น 3 ก้านครับ) ออกแบบให้
มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 375 มิลลิเมตร หุ้มด้วยหนังสีดำ มีส่วนกระชับมือ พร้อมลายจุด ให้สาก
มือกว่าปกตินิดๆ บริเวณตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา เย็บด้วยด้ายสีแดง ขนาดกระชับมือ และ
น่าใช้ขึ้นกว่า SLK รุ่นเดิม แม้จะดูคล้ายกับ พวงมาลัยของ C-Class Coupe คันที่เราเคยนำ
มาทำรีวิว แต่ พวงมาลัย SLK คันนี้ ต่างกัน ตรงที่ พื้นที่ประดับ Trim สีเงินนั้น ล้อมรอบ
ไปถึงสวิชต์ควบคุมชุดหน้าจอและเครื่องเสียงบนพวงมาลัย แถมขอบโค้งด้านล่าง ยังถูก
ตัดกึ่งตรง ให้ดูคล้ายพวงมาลัยรถแข่งมากขึ้นอีกนิดหน่อย

คอพวงมาลัยฝั่งซ้าย ยังคงเป็นตำแหน่งที่อยู่อาศัยของทั้ง ก้านสวิชต์ไฟเลี้ยว ไฟสูง และ
ระบบบังคับใบปัดน้ำฝน (หมุนที่หัวก้านสวิชต์) ใบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ พร้อมยังมี
Rain Sensor วัดปริมาณน้ำฝน เพื่อเพิ่มหรือลดการปัดให้เหมาะสมจากโรงงาน

เหนือขึ้นไปเล็กน้อย ยังคงเป้น ก้านสวิชต์ ของทั้งระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise
Control การใช้งานคือ ยกก้านสวิชต์ล็อกความเร็วที่ต้องการได้ทันที เพิ่มความเร็วได้
ด้วยการกระดกสวิชต์ ครั้งละ 1 ที ก็เพิ่มทีละ 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้ากระดกจนสุด
จะเพิ่มทีละ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถ้าต้องการลดความเร็ว ก็กดก้านสวิชต์ลง โดยจะ
ทำงานลดความเร็วแบบเดียวกัน คือลดทีละ 1 หรือ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถ้าต้องการ
ยกเลิก ให้ดันสวิชต์ไปทางแผงมาตรวัด

อีกทั้งยังมีระบบ ล็อกความเร็ว ตามต้องการ Speed Limit Assist ในตัว เช่นเดียวกันกับ
Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆ การใช้งานก็คือ ถ้าต้องการขับด้วยความเร็ว บนทางด่วน ไม่
ให้เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็กดก้านสวิชต์ลงไปให้ไฟสีเหลืองอำพันติดสว่างขึ้นมา
แล้วยกก้านสวิชต์ กระดกขึ้นไปจนสุด 1 ครั้ง เพียงเท่านี้ ต่อให้เหยียบคันเร่งจมมิด
ความเร็วของรถ ก็จะอยู่ที่แค่ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือที่เราตั้งค่าไว้เท่านั้น เหมาะ
กับการขับขี่ในพื้นที่ เข้มงวดเรื่องความเร็ว เช่นทางด่วนวงแหวนบางพลี - สุขสวัสดิ์
ที่อนุโลมให้เร็วได้ไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ถ้าต้องการยกเลิก กดที่หัว
ก้านสวิชต์ ให้ไฟสีอำพันดับลง



มาตรวัดยังคงแบ่งเป็น 2 วงกลม เหมือนรุ่นเดิม เพียงแต่ ในตอนกลางวัน จะใช้พื้นสีขาว
แต่ยามค่ำคืน เมื่อเปิดไฟหน้า ตัวอักษรจะเรืองแสงสีขาวนวลขึ้นมาแทน ไฟสัญญาณเตือน
มีเท่าที่จำเป็น ไม่มากมายนัก อ่านข้อมูลง่าย แม้ในยามขับขี่ช่วงกลางคืน ใช้เข็มสีแดง
เรืองแสงเมื่อเปิดไฟหน้า และมีมาตรวัดอุณหภูมิน้ำในหม้อน้ำ กับมาตรวัดน้ำมันมาให้
2 อย่าง ก็เพียงพอ มีนาฬิกา และระบบแจ้งเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ทางไกล หรือ
ATTENTION ASSIST ถ้าขับรถทางไกลมานานเกินไป รถจะแสดงถ้วยกาแฟขึ้นมา
บนหน้าปัด บอกว่า พักสักหน่อยไหมจ้ะโยม!

นอกจากนี้ ยังเว้นพื้นที่ตรงกลาง เพิ่มให้กับ จอ Multi Information ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
ควบคุม ใช้สวิชต์ บนฝั่งซ้ายของพวงมาลัยเลือกดูได้ตั้งแต่มาตรวัดระยะทาง Odo Meter
มาตรวัดแบบ Trip Meter มีเพียง Trip A ให้ เพียง Trip เดียว ตามเดิม มาตรวัดอัตราสิ้นเปลือง
เชื้อเพลิง ทั้งแบบ เฉลี่ยกับแบบ Real-time หรือจะเข้าไปปรับตั้งค่าของระบบต่างๆในตัวรถ
เช่นสัญญาณเตือนต่างๆ ไฟหน้า ไฟในห้องโดยสาร ระบบแจ้งเตือนให้นำรถเข้าศูนย์บริการ
ASSYST PLUS และมีไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ กับมาตรวัดอุหภูมิภายนอกรถ เช่นรุ่นก่อน

นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ เป็นหน้าจอ แสดงผลให้กับทั้งชุดเครื่องเสียง และเชื่อมต่อกับระบบ
โทรศัพท์ พร้อมระบบ Bluetooth ในตัว อีกด้วย การปรับความสว่างของชุดมาตรวัด มองไป
ที่สวิชต์หมุน ฝั่งซ้าย ใต้มาตรวัด ยื่นออกมา ให้หมุนเลือกปรับได้ตรงนั้น



ชุดเครื่องเสียง เป็นแบบ Harman Kardon Logic 7 ยกตัวท็อปกันมาเลยคราวนี้ เล่นได้ทั้ง
CD / MP3 / WMA พร้อมช่องเชื่อมต่อ Media Interface ทั้ง USB AUX และ iPhone 
รองรับการใช้งานหลากหลาย ทั้งการโทรศัพท์ หรือฟังเพลงแบบไร้สาย ผ่านระบบ Bluetooth
มีระบบการโอนย้ายสมุดโทรศัพท์ ไปไว้ให้ใช้งานได้ที่ตัวรถ เชื่อมต่อกับระบบ Multimedia
แบบใหม่ COMAND Online ซึ่งสามารถเชื่อมต่อ Internet ได้ ขึ้นอยู่กับรุ่นของโทรศัพท์
มือถือที่คุณใช้ เป็นครั้งแรก พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบสามมิติ และระบบสั่งการด้วยเสียง
จากสวิชต์บนพวงมาลัย LINGUATRONIC อีกด้วย จอ Monitor สี ยังแสดงข้อมูลหน้าจอ
ของระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS Navigation System ติดตั้งสำเร็จรูปมาจากโรงงาน
ยกชุดมาเหมือนกับใน C-Class Coupe C250 Edition 1 เลยนั่นแหละ!

การควบคุมต่างๆ ก็ยังคงต้องทำผ่านสวิชต์วงกลมแบบหมุนและกดได้ อยู่ดี ลักษณะของ Menu
ก็ยังต้องใช้วิธี เลื่อนจากบน ลงล่าง ตามเคย ใช้งานยาก ต้องทำความคุ้นเคยอยู่พอสมควรจน
ใช้งานได้คล่องขึ้น

การแสดงข้อมูลไฟล์เพลงทั้งจาก CD และจาก USB บนหน้าจอมอนิเตอร์สี และหน้าจอแสดง
ข้อมูลบนมาตรวัดนั้น สามารถแสดงได้ทั้งภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่นได้ แต่แสดงภาษาเกาหลีกับ
ภาษาไทยไม่ได้

คุณภาพเสียง จัดอยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้ ให้ความรื่นรมณ์ได้แน่ๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นดีเยี่ยม ถ้าฟังเพลง
จากแผ่น CD หรือไฟล์เพลงส่งผ่าน Bluetooth จากโทรศัพท์มือถือนั้น ขอแนะนำให้เปิดโหมด
Logic 7 ไว้ เพื่อช่วยให้ได้ยินรายละเอียดเสียง เล็กๆน้อยๆ ต่างๆ ได้กระจ่างชัดขึ้น ภาพรวม ต้อง
ถือว่า ทำได้ดีพอสมควร และเพียงพอที่จะทำให้คุณไม่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องเสียงเองในภายหลัง

เครื่องปรับอากาศ เป็นแบบอัตโนมัติ แต่ไม่แยกฝั่งซ้าย - ขวา มาให้ แสดงการทำงานบนจอ
มอนิเตอร์สีตรงกลางแทน และแน่นอนว่า ต้องมีระบบเปิดหน้ากากรับอากาศข้างนอกเอง ทุกๆ
ครึ่งชั่วโมง มาให้รำคาญใจกันเหมือนเคย คราวนี้ เนื่องจากรถผ่านการใช้งานมาหนักหน่วง
จึงทำให้ผมได้กลิ่นฝุ่นละออง ไม่สะอาดนัก เข้ามาค่อนข้างมากกว่ารถคันอื่นๆ แม้ว่าแอร์จะ
ทำความเย็นได้ดีก็ตาม

ถัดลงมา เป็นช่องเขี่ยบุหรี่ และจุดไฟ สำหรับชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์มือถือ หรือ Gadget ต่างๆ
มีฝาปิดสีเงิน ออกแบบมาให้เป็นหนึ่งเดียวกับแผงควบคุมกลาง ส่วนกล่องเก็บของฝั่งซ้าย
ด้านผู้โดยสาร Glove Compartment แบ่งเป็น 2 ชั้น แต่ก็ลึกมาก ใส่ซากแมวตายได้ตัวนึงแน่ๆ!



ออพชันสำคัญที่ขาดไม่ได้ของรถเปิดประทุนก็คือ หลังคา ใน SLK นั้น เลือกใช้หลังคาแข็ง และใช้
กลไกการพับหลังคาแบบ Electro Hydraulic VARIO-Roof สามารถพับเก็บ หรือยกขึ้นปิดได้ ด้วย
สวิชต์ไฟฟ้าที่ออกแบบใหม่ ให้ดูเท่กว่าเดิม คือมีฝาปิด (เหมือนสวิชต์ควบคุมใน S-Class ใหม่ ) ถ้า
จะเปิดหรือปิดหลังคา ต้องเปิดฝาสวิชต์ก่อน เปิดหลังคา ให้ดึงสวิชต์ขึ้น ปิดหลังคา ให้กดสวิชต์ลง

โดยปกติ หลังคาจะใช้เวลา 20 วินาที ในการพับเก็บ หรือยกขึ้นมาปิด ส่วนสวิชต์กระจกหน้าต่าง
ไฟฟ้า ที่ติดตั้งมาให้อยู่ใต้ฝาพับเดียวกันนั้น ก็สามารถเลื่อนกระจกขึ้น-ลง รวดเดียว ทั้ง 4 บาน
ได้พร้อมกัน การทำงานทั้งหมด จะแสดงบนหน้าจอ Multi Information Display บนมาตรวัด
ของตัวรถ

ส่วนใครที่อยากได้ อุปกรณ์พิเศษของ SLK ใหม่ นั่นคือ หลังคากระจกแบบ MAGIC SKY ROOF
ซึ่งเป็นหลังคากระจกแบบที่สามารถปรับความเข้ม-สว่าง ได้ในทันทีโดยอัตโนมัติ และไม่ต้องพึ่งพา
ม่านบังแดดอีกต่อไป คงต้องสั่งเป็น Option พิเศษ กันเอาเอง และไม่ได้รวมอยู่ในรถคันที่เรานำมา
ทดลองขับคันนี้ด้วย



และในขณะที่คุณกำลังขับรถกินลมชมวิว แล้วรำคาญกระแสลม ที่พัดเข้ามาจนทำให้ผมเสียทรง
ขอแนะนำให้เลื่อนแผ่นกันลม Plexiglaass AIRGUIDE ออกมาใช้ บังคมกระแสลม ให้ไหล
วกกลับเข้ามายังห้องโดยสาร บริเวณคอนโซลกลาง แทนที่จะกระจายไปไม่รูทิศรู้ทาง จนทำให้
เส้นผมของคุณ พันกันไปมาอีรุงตุงนัง เป็น แม่มด เมดูซ่า ไปในที่สุด

แผ่น Plexiglass หน้าตาเหมือน หน้ากากกันละอองสเปรย์ฉีดผม ที่ใช้ในร้านทำผมของสุภาพสตรี
ติดตั้งอยู่กับ เสาโครงคุ้มกันผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ขณะเกิดการพลิกคว่ำ เคลือบด้วยอะลูมีเนียม



ด้านข้างลำตัวผู้ขับขี่ และสวิชต์เปิดปิดหลังคา (ซ่อนอยู่ในฝาที่เห็นในภาพข้างบนนี้) จะมีช่อง
วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง พร้อมฝาเลื่อนปิดได้ และมีช่องต่อเชื่อม USB กับ AUX ซ่อนมาให้ใน
กล่องเก็บของ ข้างลำตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งมีฝาปิด เป็นที่วางแขนในตัว วางแขนในระดับ
กำลังดี และยังไม่มีอะไรให้ต้องแก้ไข เพียงแต่เสียดายอยู่บ้าง ที่กล่องเก็บของแนวตั้ง ชิดกับ
ผนังด้านหลังจะถูกตัดออกไปในรถรุ่นนี้



ทัศนวิสัยด้านหน้า ยังคงไม่แตกต่างจากรุ่นเดิมนัก คือมองเห็นรถคตันข้างหน้า และถนนอีกไกล
ได้อย่างดี และต่อให้ปรับเบาะลงในตำแหน่งต่ำสุด ผมก็ไม่มีปัญหาในการขับขี่ SLK ใหม่เลย



เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา ยังคงมีความหนา เท่าๆ กันกับรุ่นเดิม การบดบังรถที่แล่นสวนมา
ขณะเลี้ยวขวา บนทางโค้ง สวนกันสองเลน มีอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก การย้ายตำแหน่งกระจกมองข้าง
ไปไว้ที่บานประตู แทนที่จะติดตั้งไว้ที่มุมสามเหลี่ยมของกรอบกระจกหน้าต่างด้านข้าง กลับแสดง
ให้เราเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำกระจกหูช้าง Opera ทรง สามเหลี่ยม ขึ้นมา เพิ่มเติมเพื่อให้
รองรับกับบานประตูแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นตัวอย่างให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ได้เห็นแล้วว่า การ
ติดตั้งกระจกมองข้าง บนบานประตู ไม่จำเป็นต้องมีกระจกหูช้างเพิ่มเข้ามาก็ได้ แต่อาจต้องเพิ่ม
ความยาวของสายไฟสำหรับ กระจกมองข้างพับและปรับด้วยไฟฟ้า มากขึ้นอีกหน่อย แค่นั้นเอง

กรอบด้านในของกระจกมองข้าง ยังคงกินพื้นที่บดบังเข้ามาพอสมควาร ดังนั้น การมองเห็นรถยนต์
หรือจักรยานยนต์ ที่แล่นตามมาทางฝั่งขวา อาจทำได้ไม่ถึงกับดีนัก ควรเหลียวหันไปมองเพิ่มเติม
สักแว่บหนึ่งสั้นๆ ก่อนจะเลี้ยวรถ เพื่อความปลอดภัย



เสาหลังคาด้านหน้า A-Pillar ฝั่งซ้าย ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับผมว่า เสาหลังคาคู่หน้า และบานกระจก
บังลมด้านหน้าของ SLK ใหม่ น่าจะยกชุดมาจาก SLK รุ่นที่แล้ว เพื่อให้ต้นทุนการผลิต และพัฒนา
ถูกลง ดังนั้น การองเห็นรถคันที่แล่นสวนทางมา ขณะเลี้ยวกลับรถ จึงยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม ส่วน
กระจกมองข้างฝั่งซ้าย ไม่มีปัญหาในการมองรถยนต์ และจักรยานยนต์ที่แล่นสวนมาทางซ้าย



และเมื่อหันเหลียวไปมองด้านหลัง พบว่า แม้ขนาดของพนักศีรษะ จะบดบังจนทำให้พื้นที่กระจก
ในระยะสายตาผู้ขับขี่ลดลงจากรุ่นเดิม แต่ SLK ก็ยังถือว่าเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนที่มีทัศนวิสัย
โปร่งตามากที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดอยู่ดี



********** รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

ในตลาดต่างประเทศ SLK จะมีขุมพลังให้เลือกมากถึง 5 ขนาด ด้วยกัน โดยในช่วงเปิดตัว จะวาง
เครื่องยนต์เบนซิน ทั้ง 3 รุ่น ก่อนที่รุ่น Diesel Turbo CDI และ SLK 55 AMG จะตามมาในภายหลัง
รายละเอียดเครื่องยนต์คร่าวๆ แทบจะยกมาจาก C-Class Coupe (C204) เลยก็ว่าได้ ดังนี้

- SLK 200 BlueEFFICIENCY เครื่องยนต์ M271 บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,796 ซีซี หัวฉีด
อีเล็กโทรนิกส์ พ่วง Turbo 115 กิโลวัตต์ /156 แรงม้า (HP) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิด 25.47 กก.-ม.
/ 250 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ แบบ
7 จังหวะ 7G-TRONICS PLUS

- SLK 250 BlueEFFICIENCY เครื่องยนต์ M271 บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,796 ซีซี หัวฉีด
อีเล็กโทรนิกส์ พ่วง Turbo 150 กิโลวัตต์ /204 แรงม้า (HP) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 31.58 กก.-ม.
/ 310 นิวตันเมตร ที่ 2,000 - 4,300 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ
7 จังหวะ 7G-TRONICS PLUS

- SLK 350 BlueEFFICIENCY เครื่องยนต์ V6 สูบ DOHC 24 วาล์ว 3,498 ซีซี หัวฉีดอีเล็กโทรนิกส์
225 กิโลวัตต์ / 306 แรงม้า (HP) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร / 37.70 กก.-ม. ที่
3,500 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-TRONICS PLUS

- SLK 55 AMG เครื่องยนต์ V8 สูบ DOHC 32 วาล์ว 5,461 ซีซี หัวฉีดอีเล็กโทรนิกส์ 310 กิโลวัตต์
/ 421 แรงม้า (HP) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 55.02 กก.-ม. / 540 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที
มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ AMG Speedshift PLUS 7G-TRONIC

- SLK 250 CDI BlueEFFICIENCY เครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,143 ซีซี หัวฉีด
Common Rail Turbo 150 กิโลวัตต์ / 204 แรงม้า (HP) ที่ 4,200 รอบ/นาที แรงบิด 50.95 กก.-ม. /
500 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ
7 จังหวะ 7G-TRONICS PLUS



แต่สำหรับเวอร์ชันไทย SLK มีขุมพลังให้เลือกเพียงแบบเดียว เป็นเครื่องยนต์ รหัส M271 บล็อก
4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,796 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 82.0 x 85.0 มิลลิเมตร กำลังอัด
9.3 : 1 ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้วใน E-Class รุ่น E200 CGI BlueEFFICIENCY รวมทั้ง
C-Class C200 CGI BlueEFFICIENCY นั่นเอง 

นั่นหมายความว่า ในรายละเอียดเบื้องลึก ก็แทบจะไม่แตกต่างอะไรกับ E200 CGI มากมาย
อย่างที่คิดนัก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสูบทำจากอะลูมีเนียมหล่อขึ้นรูป เช่นเดียวกับฝาสูบ ที่ทำจาก
อะลูมีเนียม แบบ High-Strength หล่อขึ้นรูป มาพร้อมเทคโนโลยี ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรง
เข้าห้องเผาไหม้ Direct Injection ด้วยหัวฉีดที่ถูกติดตั้งทำมุม 30 องศา กับห้องเผาไหม้ เพิ่ม
แรงดันสูงสุดได้ถึง 140 บาร์ และ เป็นหัวฉีดแบบมีหลายรูในหัวเดียว หรือ Multi-hole และ
คราวนี้ ก็ถอด Supercharge ออก แล้วติดตั้ง Turbocharger เพียงลูกเดียว เข้าไปทำหน้าที่แทน
โดยมีการปรับบูสต์ของ Turbo เอาไว้ที่ 0.85 Bar

พละกำลังสูงสุด อยู่ที่ 184 แรงม้า (PS) ที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด อยู่ที่ 270 นิวตันเมตร
(27.51 กก.-ม.) ที่ 1,800 – 4,600 รอบ/นาที โดยแรงบิดสูงสุดมาในแบบ Flat Torque ต่อเนื่อง
ปล่อนก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ 142 กรัม / 1 กิโลเมตร



ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะลูกใหม่ 7G-TRONICS PLUS
ที่มีการเปลี่ยนมาใช้ Torque Converter Lock-up Clutch รุ่นใหม่ กับชุด Hydraulic circuit ใหม่
ให้การตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทนทานและลดระดับเสียงรบกวนให้น้อยลง ซึ่งเป็นเกียร์
ลูกเดียวกับที่ผมเคยพบเจอมาแล้วใน C-Class Coupe C 250 Edition 1 สุดเลิฟของผมนั่นเอง

อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1.................4.38
เกียร์ 2.................2.86
เกียร์ 3.................1.92
เกียร์ 4.................1.37
เกียร์ 5.................1.00
เกียร์ 6.................0.82
เกียร์ 7.................0.73
ถอยหลัง R1...........3.42
ถอยหลัง R2...........2.23
เฟืองท้าย..............3.066

ในเมื่อเป็นเกียร์ลูกเดียวกัน ก็คงต้องขอยกข้อมูลมาบอกกล่าวกันไว้อีกครั้งว่า เกียร์ลูกนี้
จะต้องเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเกียร์ชนิดใหม่ FE-ATF ซึ่งมีการลดความหนืด และมีการใส่
สารเพิ่มประสิทธิภาพเข้าไป ทำให้การใช้งาน ยาวนานขึ้น และมีอายุการเปลี่ยนถ่าย
น้ำมันเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่นี้ ที่ระดับทุกๆ 125,000 กิโลเมตร

ตัวเลขของโรงงานผู้ผลิต ในเยอรมัน บอกมาว่า ทำอัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ได้ในเวลา 7.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.5 - 7.0
ลิตร / 100 กิโลเมตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 152 - 163 กรัม / กิโลเมตร

ตัวเลขเหล่านี้ ทำการทดลองกันที่เยอรมัน แต่ถ้าเป็นสภาพถนนและอากาศในเมืองไทย จะยัง
ทำได้ตามนี้หรือไม่ มากน้อยอย่างไร เราจึงลองจับเวลา ทำอัตราเร่งในตอนกลางคืน เปิดแอร์
เปิดไฟหน้า นั่ง 2 คน ตามเคย ตัวเลขที่ได้ออกมา เมื่อเทียบกับตัวเลขของคู่แข่ง มีดังต่อไปนี้...



จากตัวเลขในตารางจะเห็นได้ว่า เพียงแค่วิศวกรของ Daimler AG ปรับปรุงเครื่องยนต์ M271 เดิม
ให้ดีขึ้น ตัด Supercharger ออก เปลี่ยนเอา Turbocharger มาใส่แทน แถมเปลี่ยนมาใช้เกียร์ลูกใหม่
7G-Tronics ผลก็คือ อัตราเร่ง เร็วขึ้นกว่า SLK 200 Kompressor รุ่นเดิม อย่างชัดเจน

ในช่วง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตัวเลขเฉลี่ย ออกมา รถรุ่นใหม่เร็วกว่าเดิม ถึง 1.1 วินาที ขณะที่
อัตราเร่งแซงช่วง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น กลับเร็วกว่ากันมากถึง 2 วินาที!!! ดังนั้น ถ้าเทียบ
กับตัวเลขของบรรดารถสปอร์ตขนาดเล็กแบบหลังคาแข็งพับเก็บเปิดประทุนได้ ทุกคันที่เราเคย
ทดลองและเก็บตัวเลขอัตราเร่งกันมา เท่ากับว่า SLK 200 ใหม่ ทำตัวเลขออกมาได้ดีที่สุดในกลุ่ม
ทั้งอัตราเร่งตั้งแต่ช่วงออกตัว จนถึงช่วงเร่งแซง

ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น ตัวเลขจากโรงงานระบุว่า ทำได้ 237 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ในการทดลอง
ของเรา แค่เหยียบให้ถึง 230 กิโลเมตร/ชั่วโมง และล่อยให้เข็มความเร็วค้างไว้ตรงนั้น 5 วินาที
เป็นเรื่องที่ยากลำบาก และต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาก อีกครั้งหนึ่งเท่าที่เราเคยเจอมา เพราะว่า
รถที่นำมาทดลองขับนั้น สภาพช่วงล่างไม่ค่อยสมบูรณ์นัก รถจึงมีอาการดิ้นไปมา ซ้ายๆขวาๆ
ตามสภาพพื้นผิวถนน และต้องใช้สมาธิในการควบคุมมากกว่าปกติเหลือเกิน พอถึงช่วงหมด
เกียร์ 5 เข้าสู่เกียร์ 6 เข็มความเร็วยังคงเท่าเดิม แต่เข็มวัดรอบ ตัดลงมาอยู่ที่ 4,900 รอบ/นาที
ดังนั้น ความเร็วสูงสุด จึงต้องอยู่ที่เกียร์ 5 ตามที่เห็นในตารางนั้น ถูกต้องแล้ว



ดังนั้น ในการขับขี่จริง อัตราเร่งที่มีมาให้ เพียงพอที่จะสร้างความสนุกและตื่นใจ หรือพาคุณพ้น
จากสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ทั้งหลายได้ดีมาก มันเพียงพอ และเหลือเฟือสำหรับ นักขับทั่วไป
ที่เน้นการใช้รถในเมืองเป็นหลักมากกว่า หรือเป็นคนที่ชอบ ขับรถกินลมชมวิว บนเขาใหญ่ หรือ
ริมชายทะเล

คันเร่งไฟฟ้า ของ SLK 200 ใหม่ ก็ยังคงตอบสนองในแบบเดียวกับ Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆ คือ
ต้านเท้ามาก ต้องออกแรงเหยียบเยอะกว่ารถยนต์ทั่วไป แถมยังตอบสนองตามอารมณ์ของมัน ถ้า
ต้องการอัตราเร่งแบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รีบเร่งมากนัก แค่เติมน้ำหนักเท้าขวาลงบนคันเร่ง
จากเดิมอีกสักราวๆ ครึ่งหนึ่ง ของระยะเหยียบทั้งหมด รถก็จะพุ่งทะยานไต่ความเร็วขึ้นไปอย่าง
ทันอกทันใจพอสมควร แต่ถ้าต้องการอัตราเร่งชนิดหลังติดเบาะ ดึงกระชาก คุณควรจะเหยียบ
คันเร่งลงไปจนจมมิด ให้ด้านหลังของคันเร่ง ไปแตะกับสวิชต์ ดัง "ติ๊ก" เพื่อให้สมองกลรู้ว่า
คุณต้องการพุ่งพรวดออกไปอย่างฉับไว รอบเครื่องยนต์จะสนองตอบทันที ส่งพละกำลังลงสู่
ล้อคู่หลังอย่างต่อเนื่อง

ถ้าคุณเหยียบคันเร่งจากจุดหยุดนิ่ง ให้จมพรวดลงไปติดพื้นรถทันทีเพื่อให้รถออกตัวฉับพลัน
คันเร่งจะออกอาการ Lack กว่าที่ควรจะเป็น ราวๆ 0.5 วินาที แต่ถ้ากำลังใช้ความเร็วบนทางด่วน
ประมาณ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เกิดอยากจะเร่งแซงรถหัวลากคันข้างหน้า หากใช้เกียร์ในโหมด
E (Economy Mode) คันเร่งจะใช้เวลา สั่งการไปยังสมองกลของเครื่องยนต์ราวๆ 0.5-0.7 วินาที
ว่าจะต้องเร่งรถ เพื่อให้พุ่งแซงอย่างด่วนแล้วนะ

และต่อให้กดปุ่มโปรแกรมเกียร์เป็นแบบ S (Sport Mode) คันเร่งจะตอบสนองพอๆกัน ไม่ต่าง
อะไรมากนัก เพราะโหมด S มีขึ้นมาเพื่อให้คุณยังคงลากรอบเครื่องยนต์ได้ต่อเนื่อง อีกนิดหน่อย
แค่นั้นเลย

แต่ถ้าอยากให้เกียร์ เปลี่ยนขึ้น หรือลง ไวอย่างใจต้องการ ให้กดปุ่มไปที่ M หรือ Manual Mode
ซึ่งเกียร์จะยอมให้คุณ เลือกสั่งเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์เอาเองตามใจชอบ โดยมีโปรแกรมควบคุม
ป้องกันการเปลี่ยนเกียร์ลงไปอยู่ในตำแหน่งต่ำเกินกว่าที่ควรเป็น ช่วยดูแลให้ นั่นแปลว่า ถ้าคุณ
ใช้ความเร็ว ราวๆ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เกิดต้องเร่งแซงรถเทรลเลอร์คันข้างหน้า

ในภาพรวมแล้ว พละกำลังของ SLK 200 ไม่อืด และยังมีอัตราเร่งดีเพียงพอ เหลือเฟือสำหรับ
การใช้งานทั้งในชีวิตประจำวัน หรือขับออกต่างจังหวัด เดินทางไกล ไม่ต้องกลัวว่ามันจะอืด
เพราะมันไม่อืด แถมยังแรงกว่าที่คิดไว้นิดหน่อยเสียด้วย เว้นแต่คุณต้องการความแรงที่มาก
เกินกว่านี้ ก็คงต้องขอให้หันไปมองรุ่นย่อยอื่น ซึ่งยังไม่มีสั่งเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา

การเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกนั้น ถือว่าทำได้ดีในระดับพอกันกับรถรุ่นก่อน และอาจมี
เสียงอากาศไหลผ่าน ลอดเข้ามาให้ได้ยินจากทางด้านหลังของตัวรถเพิ่มขึ้นตามความเร็ว
ของรถ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ สำหรับการขับรถยนต์เปิดประทุน ซึ่งจะต้องมีรอยต่อ
ของหลังคา มากกว่ารถยนต์ปกติทั่วไป




พวงมาลัย เป็นแบบ แร็ค แอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง ซึ่งยังดีที่ เป็นแบบ ไฮโดรลิก
และยังไม่เปลี่ยนมาใช้เพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้าแต่อย่างใด รัศมีวงเลี้ยวเต็มวง 10.52 เมตร
หมุนพวงมาลัยจากซ้ายสุด ไปขวาซุด Lock to Lock ได้ ใน 2.6 รอบ เพิ่มจากเดิม 2.8 รอบ
นอกจากจะมีระบบ Direct Steer เพื่อช่วยเพิ่มน้หนัก และความแม่นยำในการบังคับรถให้
เหมาะสมกับความเร็วในระดับต่างๆ เหมือนเช่น Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆแล้ว ยังมีระบบ
ปั้ม ECO steering servo pump ติดตั้งมาให้ในทุกรุ่น ทุกคัน ด้วยการควบคุม โซลินอยด์ 
วาล์ว ด้วยอีเล็กโทรนิคส์ ทำให้การส่งแรงดันน้ำมันเพาเวอร์ไปยังเฟืองพวงมาลัย ทำได้เหมาะสม
ถ้าพวงมาลัยไม่ได้ทำงานมากไปกว่า บังคับรถไปตรงๆ เท่ากับว่า ต้องการกำลังฉุดในระบบน้อย
แรงดันในระบบพวงมาลัย ก็จะลดน้อยลง เพื่อช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น

ถึงจะมีอัตราทดที่ดีขึ้น น้ำหนักดีขึ้น (คือทั้งหนืดขึ้น และหนักขึ้นตามความเร็วรถที่เพิ่มขึ้น)
ตอบสนองไวขึ้น และแม่นยำมากขึ้น สั่งให้เลี้ยวแค่ไหน ก็เลี้ยวไปตามนั้น ไม่มีอิดออด
เหมือนพวงมาลัยของรถรุ่นเก่า การเข้าโค้ง ยังคงนิ่งพอประมาณ และมั่นใจได้อย่างที่ควร
ไม่ใช่เลี้ยวแล้ว ไม่พอ ต้องเลี้ยวเพิ่มจนกลายเป็นว่าเลี้ยวมากไป อย่างเช่น SLK รุ่นที่แล้ว
ซึ่งมองในภาพรวม ถือว่ามีการปรับปรุงให้พวงมาลัยตอบสนองได้ดีขี้น แต่ดูเหมือนว่า
ควยามพยายามดังกล่าว ยังไม่เพียงพอ เพราะกลับกลายเป็นว่า แอบไม่มีชีวิตชีวามากเท่าที่
ควรและเคยมี

ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยที่เหมือนจะไม่มีระยะฟรี (แต่จรีงๆแล้ว มี ถึงไม่มากนักก็เถอะ)
ดิ้นไปตามประสา ในแทบทุกพื้นผิวถนนที่ขรุขระ พวงมาลัย เหมือนจะหลวม ไปตามสภาพ
ของรถที่ผ่านการใช้งานมากหนักหน่วง ในช่วงเลี้ยวพวงมาลัย 5-10 องศาแรก จะไร้น้ำหนัก
หน่วงใดๆทั้งสิ้น ซึ่งจริงๆแล้ว ควรจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ พอเริ่มเลี้ยวมากกว่านั้น น้ำหนัก
ก็จะมาถึงแบบกำลังดี ในช่วงความเร็วต่ำ ช่วยให้เลี้ยวเข้าจอด ได้ง่าย โดยไม่ต้องออกแรงมาก

ในช่วงความเร็วสูง พวงมาลัย จะหนืดขึ้น หนักขึ้นนิดนึงก็จริง และเป็นน้ำหนักที่ดีเพียงพอ
สำหรับการใช้งานแล้ว แต่ปัญหาก็คือ การรักษาเสถียรภาพ รักษาพวงมาลัยตั้งตรงๆ อยู่นิ่งๆ
เฉยๆ แม้จะเจอรอยต่อของผิวถนน ขรุขระ ไม่ดิ้นไปมาตามสภาพพื้นถนน เป็นเรื่องยาก



ระบบกันสะเทือนของ SLK นั้น แม้ว่าจะมีตำแหน่งการวางล้อเหมือนกันหมด แต่มีให้เลือก
3 รูปแบบ ยืนอยู่บนพื้นฐานของระบบกันสะเทือนหน้า ที่เปลี่ยนจากแม็คเฟอร์สันสตรัต มา
เป็นแบบ 3 จุดยึด (แต่ในใบตารางสเป็กของเยอรมัน เขียนว่าเป็นแบบ (Multi-Link) ช็อกอัพ
คู่หน้า เป็นแบบ Gas ,Double-Tube ส่วนด้านหลัง ยังคงเป็นแบบ MB Multi-Link อยู่ ช็อกอัพ
คู่หลัง เป็นแบบ Gas เหมือนกัน แต่เป็น Single-Tube

ในรุ่นมาตรฐาน ช่วงล่างจะใช้เหล็กกล้าในทุกจุดเหมือนเดิม แต่มีออพชันให้เลือกเป็นช่วงล่าง
แบบ Sport Suspension ซึ่งจะมีช็อกอัพที่แข็งและหนึบขึ้น สปริงมีระยะยุบตัวน้อยกว่าปกติ
และมีเหล็กกันโคลงแบบ Torsion Bar ปรับลดความสูงของตัวรถลง 10 มิลลิเมตร

และระบบที่ติดตั้งมาในรถคันที่เราทดลองขับกันนี้ เป็นแบบ Dynamic Handling Package
เป็นช็อกอัพไฟฟ้า ใช้อีเล็กโทรนิกส์ ควบคุมการทำงาน เพียงกดปุ่มบนแผงควบคุมกลาง
ให้ไฟสีแดง ที่ปุ่มรูปช็อกอัพ พร้อมคำว่า Sport ติดขึ้นมา ในเวลาเพียง 10/1000 วินาที
ช่วงล่างจะปรับความแข็งขึ้นให้ตึงตังได้อย่างชัดเจนขึ้น โดย SLK ที่ติดตั้ง ช็อกอัพไฟฟ้า
ชุดนี้ จะถูกลดความสูงลงมา 10 มิลลิเมตร เหมือนรุ่นช่วงล่าง Sport

ต้องบอกกล่าวกันไว้ก่อนว่า SLK คันที่ส่งมาให้ผมได้ทดลองขับกันครั้งนี้ ผ่านศึกมาโชกโชนแล้ว
อาการที่เกิดขึ้นคือ  ท้ายรถดิ้นออกแนวระนาบซ้าย-ขวา ไปตามรอยต่อ และพื้นผิวถนนอยู่บ้าง
ในบางจังหวะ คล้ายกับตูดเป็ด Donald Duck แม้จะเป็น "อาการเฉพาะรถคันนี้คันเดียวเท่านั้น"
แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า จะยังพบอาการนี้ ในรถคันที่ มีสภาพสมบูรณ์ สดใหม่ ป้ายแดง กว่านี้
หรือไม่ ซึ่งถ้ามีโอกาส คงต้องขออัพเดทกันอีกครั้ง ถ้าหากได้มีโอกาสทดลองขับรถรุ่นเดียวกัน
แต่เป็นคันอื่น

กระนั้น ถ้าไม่นับอาการเฉพาะรถคันนี้แล้ว บอกได้เลยว่า ระบบกันสะเทือนถูกปรับปรุงมาจนถือว่า
เข้าที่เข้าทางมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน ลดทอนความดิบลงไปเยอะ ในโหมด Comfort (ปิดสวิชต์ Sport ทิ้ง)
ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลแทบจะพอๆกันกับบรรดารถยนต์ Sedan ขนาดใหญ่ เลยทีเดียว การเคลื่อน
ตัวผ่านพื้นผิวขรุขระ และเนินลูกระนาดต่างๆ ทำได้อย่างนุ่มนวล แทบไม่มีความตึงตังมาให้สัมผัส
กันเลย จนสงสัยว่า นี่ผมกำลังขับ SLK หรือ E-Class Saloon กันแน่ (วะ)

พอกดปุ่ม เปลี่ยนเป็นโหมด Sport ช่วงล่างแข็งขึ้นในฉับพลัน ชัดเจน และเพิ่มความมั่นใจในการ
พารถเข้าโค้ง มากขึ้นอีกพอสมควร จับอาการแล้ว เหมือนว่ารถจะเลี้ยวได้คล่องขึ้นนิดหน่อย แต่
ความจริงแล้ว เมื่อเข้าโค้งเดียวกัน ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (โค้งขวา จากสุวรรณภูมิ บน
สะพานทางลง เพื่อกลับเข้าสู่บางนา-ตราด ชัดเจนเลยว่า เห็นความแตกต่างครับ การเข้าโค้ง ทำได้ดี
อาการหน้ารถไว และท้ายรถค่อยตามมา ลดน้อยลงนิดหน่อย

น่าเสียดาย ที่สภาพช่วงล่างค่อนข้างแอบโทรมฝังใน จากการใช้งานที่ไม่ทะนุถนอม และขาดการ
ดูแลระหว่างใช้งาน ทำให้อาการดิ้นซ้ายทีขวาที มาปรากฎให้เกิดความน่ารำคาญใจ ลองนึกดูว่า
คุณกำลังจะกินข้าวขาหมู หรือ บะหมี่เกี้ยวน้ำ แล้วพบว่า คนปรุง ดันใส่ถั่วงอกลงมา มันก็เป็น
นิ่วทางอารมณ์ได้เหมือนกันนะ!

ระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ จานเบรกคู่หน้ามีรูระบายความร้อน เส้นผ่าศูนย์กลาง 295 มิลลิเมตร
หนา 28 มิลลิเมตร ส่วนจานเบรกคู่หลัง ธรรมดา เส้นผ่าศูนย์กลาง 300 มิลลิเมตร หนา 10 มิลลิเมตร
มีระบบป้องกันล้อล็อก  ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรกตามน้ำหนัก
บรรทุก EBD (Electronic Brake Force Distribution) และระบบเพิ่มแรงดันเบรกกระทันหัน
BAS (Break Assist) ทำงานร่วมกับระบบ ADAPTIVE BRAKE เสริมมาให้

ระบบ ADAPTIVE BRAKE จะรวมการทำงานของ ABS ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (หรือ
Acceleration skid control system) และเซ็นเซอร์ตรวจจับ Active Yaw Control (GMR)
เพื่อให้ทำงานในกรณีต่อไปนี้

- ถ้าขับขึ้นเขา แล้วต้องเหยียบเบรก ระบบจะช่วยให้รถไม่ไหลถอยหลัง เมื่อถอนแป้นเบรกทันที
- ทำงานร่วมกับ สวิชต์เบรกมือไฟฟ้า เพื่อช่วยให้รถยังคงหยุดนิ่ง ขณะจอดติดไฟแดง หรือบนทาง
   ลาดชัน ด้วยโหมด HOLD แสดงขึ้นมาบนหน้าปัด
- ถ้าผู้ขับขี่ถอนเท้าจากคันเร่งเมื่อไหร่ ผ้าเบรกจะถูกสั่งให้เตรียมทำงาน โดยสัมผัสกับจานเบรก
  เบาๆก่อน เพื่อช่วยเพิ่มให้ระบบเบรก ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อต้องเบรกกระทันหัน
- และบนพื้นถนนเปียกลื่น ผ้าเบรก ก็จะสัมผัสกับจานเบรก เบาๆ เพื่อทำให้ผ้าเบรกแห้งพอ และ
  พร้อมรับงานหนักหากต้องเบรกกระทันหัน
- และถ้าต้องเหยียบเบรกฉับพลันทันที เพื่อหยุดรถกระทันหัน ก็จะกระพริบไฟเบรกเตือนรถคันที่
  ขับตามหลังมา ให้ระมัดระวัง และลดความเสี่ยงในการชนบั้นท้ายของ SLK

การตอบสนองของระบบห้ามล้อ ยังคงทำงานได้ดี หน่วงความเร็วลงได้ ค่อนข้างไว น้ำหนักของ
แป้นเบรก เซ็ตมาในสไตล์รถยุโรป แต่หนึบแน่น และตื้น แต่ เมื่อเหยียบลงไปแล้ว ก็ต่อเนื่อง
Linear ไม่แข็งทื่อ มากเกินไป และ ไว้ใจได้พอสมควร ในการชะลอความเร็วกระทันหัน ระยะ
เหยียบของแป้นเบรก มาในแบบนุ่มแน่น ไม่เบาโหวง ดังนั้น การชะลอรถไปตามสภาพการ
จราจร ติดขัด ก็ยังทำได้นุ่มนวล ยกเว้นตอนที่รถหยุดสนิท ต่อให้เบรกมานุ่มแค่ไหน ยังไงๆก็จะ
มีอาการ สะดุด "กึก" นิดนึง ให้พบอยู่ดี



SLK ใหม่ ทุกคัน เป็น Mercedes-Benz อีกรุ่นหนึ่ง ที่ถูกติดตั้งระบบ PRE-SAFE มาให้จากโรงงาน
หลักการทำงานก็คือ เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์คับขัน จนเซ็นเซอร์ของระบบช่วยเบรก BAS (Brake Assist)
รับรู้ว่า มีการเหยียบเบรกกระทันหัน หรือเมื่อระบบควบคุมเสถียรภาพลดการลื่นไถลทั้งในโค้ง ขณะ
ออกตัว หรือเมื่ออยู่บนพื้นลื่น ESP (Electronic Stability Program) ตรวจจับได้ว่ารถเริ่มสูญเสียการ
ทรงตัว การทำงานของระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุต่างๆ จะเริ่มขึ้นทันที ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

ขั้นแรกเข็มขัดนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า แบบ Pretensioner & Load Limiter ผ่อนแรง
และดึงรั้งกลับอัตโนมัติ จะปรับตัวกระชับเข้ากับร่างกาย ผู้ขับขี่ จากนั้น พนักพิงเบาะนั่งคู่หน้า จะถูก
ปรับให้ตั้งตรงขึ้น ซันรูฟและกระจกหน้าต่างทุกบานจะเลื่อนขึ้นปิดเองทันทีอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกัน
การหลุดกระเด็นของผู้ขับขี่และผู้โดยสารออกไปนอกตัวรถ พร้อมกันนี้ พนักศีรษะของเบาะคู่หน้า
NECK-PRO จะเตรียมพร้อมรองรับศีรษะของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารตอนหน้า ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นอย่าง
ฉับพลันภายในเสี้ยววินาที

หากรถหยุดนิ่งสนิท ไฟฉุกเฉิน Hazzard Light ในชุดไฟเลี้ยวทั้ง 2 ฝั่ง จะติดขั้นเองโดยอัตโนมัติ เพื่อ
เตือนให้รถคันข้างหลังที่ขับตามมา รู้ว่า คุณเพิ่งจะหยุดกระทันหัน

แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างตัวถังนิรภัย Crumple Zone ของ SLK R172 ที่ถูกปรับปรุงใหม่ โดยชิ้นส่วน
ตัวถัง ทั้งฝากระโปงหน้า และโป่งข้างเหนือซุ้มล้อคู่หน้า เปลี่ยนมาใช้ อะลูมีเนียมแทน จะดูดซับและส่ง
กระจายแรงปะทะ ไปตามแนวโครงสร้างที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะจากด้านหน้า หรือด้านข้าง
ก็ตาม ถุงลมนิรภัย คู่หน้า (หรือด้านข้าง หากเป็นการชนด้านข้าง) และม่านลมนิรภัยด้านข้าง รวม 6 ใบ
จะพองตัวออกมาอย่างฉับพลันด้วยความเร็วในระดับ 1/1000 วินาที พนักพิงศีรษะแบบ NECK-PRO จะ
ยกตัวขึ้นรองรับศีรษะ พร้อมกับแกนพวงมาลัยสามารถยุบตัวได้ เพื่อลดการบาดเจ็บของผู้ขับขี่ รวมถึง
อุปกรณ์นิรภัยต่าง ๆ จะทำงานร่วมกันอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อลดการบาดเจ็บของผู้ขับขี่และ
ผู้โดยสารทุกคน

หลังเกิดอุบัติเหตุ หากร้ายแรงมาก ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของชุดควบคุมจะตัดการจ่ายเชื้อเพลิงโดยอัตโนมัติ
พร้อมๆ กับสั่งให้เครื่องยนต์หยุดทำงานในทันที ขณะเดียวกันประตูทุกบาน จะถูกปลดล็อกโดยอัตโนมัติ
เช่นเดียวกับกระจกหน้าต่างจะถูกปรับเลื่อนลงเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ ฝุ่นควันจากถุงลมนิรภัยระบายออก
ได้รวดเร็ว ช่วยให้อากาศภายในห้องโดยสารถ่ายเทได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ ถ้าเกิดอุบัติเหตุกับคนเดินข้ามถนน ฝากระโปรงหน้าจะดีดตัวเด้งขึ้น 85 มิลลิเมตร เพื่อรองรับ
การล้มตัวลงปะทะของร่างกายมนุษย์ และลดทอนความเสียหายที่จะเกิดกับห้องเครื่องยนต์ ไปด้วยในตัว

และถ้าเกิดการพลิกคว่ำ เสาโครงสร้างค้ำยันรูปตัว U เหนือเบาะนั่ง ทั้ง 2 ฝั่ง จะค้ำยันเพื่อลดการบาดเจ็บ
ของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

ในรีวิว SLK เมื่อปี 2009 ผมมีปัญหากับการเติมน้ำมันของ ปั้ม Shell ปากซอยอารีย์ แต่ใครมันจะไปนึกกันละว่า
เหตุการณ์ครั้งนั้น จะหวนกลับมาเกิดขึ้นกับผมอีก ในรถรุ่นเดียวกัน เพียงแต่ ต่างสถานการณ์นิดหน่อย

นับตั้งแต่ช่วงที่น้มันเบนซิน 95 ลดราคาลงมาช่วงสั้นๆ ปรากฎว่า มันขายดีมากจนน้ำมันถึงกับหมดปั้ม ต้อง
สั่งน้ำมันล็อตใหม่ มาลงขายในปั้มกันเลย และมีบ้างเหมือนกัน ที่เกิดปัญหาว่า พอจะทดลองอัตราสิ้นเปลือง
ของรถยนต์ในรีวิวก่อนๆ ปรากฎว่า น้ำมันเบนซิน 95 หรือแม้แต่ Diesel หมด!

ผมกับ เจ้าโต้ น้องเด็กปั้ม ในสถานีบริการน้ำมันของ Caltex บนถนนพหลโยธิน ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS
อารีย เราจะตกลงกันเอาไว้ว่า ก่อนที่ผมจะเข้าไปใช้บริการ จะต้องโทรแจ้ง เพื่อให้โต้ เช็คดูว่า ยังมีน้ำมันเหลือ
อยู่ในปั้ม ปริมาณเพียงอที่ผมจะใช้ทำการทดลองหรือไม่ หรือถ้าผมบอกล่วงหน้า ว่า จะเข้าไปในอีกกี่วันถัดมา
พอถึงวันนั้นจริง น้ำมันที่ผมต้องการใช้ เกิดหมดปั้ม "โต้" จะโทรบอกกับผมว่า วันนี้ น้ำมันตัวนี้หมด เพื่อที่ผม
จะได้ยกเลิก หรือเปลี่ยนแผนการทดลอง ไปใช้แผนสำรองทดแทน (ขอย้ำ นี่ไม่ใช่การกั๊กน้ำมันไว้ใช้เองทั้งสิ้น)

แต่คราวนี้ เกิดเรื่องจนได้ วันจันทร์ก่อนหน้านั้น ผมบอกกับ เจ้าดิน น้องเด็กปั้มคนใหม่ไว้ว่า จะเข้ามาอีกทีราวๆ
วันพฤหัสบดี พอถึงวันจริง ในวันที่รับรถมา และต้องทำการทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง นายโต้ เด็กปั้ม
ในสถานีบริการน้ำมัน Caltex ถนนพหลโยธิน มาบอกกับผมว่า น้ำมัน เบนซิน 95 Techron ในปั้ม หมด!

"เฮ้ย! เป็นอย่างนี้ได้ยังไง! ปกติแล้ว ถ้าพี่จะเข้ามาทำการทดลองวันไหน พี่จะต้องบอกก่อนใช่ไหม?"
"ก็วันนี้พี่ไม่โทรมาบอกผมก่อน" โต้พยายามเถียงกลับ
"แต่พี่ก็บอกไว้แล้วนะว่า พี่จะเข้ามาเติมในวันพฤหัส"
เจ้าดิน น้องเด็กปั้มคนใหม่ ยืนยันกับโต้ว่า "พี่เค้าบอกไว้แล้วว่าจะเข้ามาวันนี้หวะ!"

ถึงกับหน้าเจื่อนไปตามๆกัน ทั้งลูกพี่ลูกน้องเลยทีเดียว

ที่สำคัญที่สุด....น้ำมันหมดแล้ว ไม่พอขาย....
"แล้วทำไมไม่ปิดป้ายบอกลูกค้าว่าน้ำมันเบนซิน 95 หมด???

เจ้าโต้ เงียบ

ผมก็เลยระเบิดบึ้ม กลางปั้ม Caltex อารีย์ ไปครั้งนึง เป็นระเบิดแบบเบาะๆ แบบมีสติ  (ผมไม่รู้ ไม่แคร์
และไม่สนใจว่าเสียงด่าของผม มันจะดังลั่นแค่ไหน แต่น่าจะดังพอควร จนเจ้าโต้ ไม่กล้าเข้าหน้าผมอีก)

ถ้าผมรู้ล่วงหน้าว่าน้ำมันหมด ผมก็จะได้เปลี่ยนแผนการทดลองเลย จะได้ไม่ต้องแวะเข้าปั้มนี้ให้เสียเวลา
ถ้าเสร็จแล้ว จะแวะกลับมากินน้ำกินท่า พักรถ พักคน ตามปกติ อันนั้น ก็อีกเรื่อง

สุดท้าย น้อง Joke V10ThLnD สมาชิก The Coup Team ของเรา ผู้ร่วมทดลอง อัตราสิ้นเปลือง ระยะหลังๆ
มาตลอด ก็คิดหาแผนสำรองให้เสร็จสรรพ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผม ต้องรีบ ออกรถ บึ่งมายัง สถานี
บริการน้ำมัน Caltex อีกแห่ง ที่ประชานุกูล เพื่อเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron กันเต็มถัง ชนิดหัวจ่ายตัด
เพื่อไม่ให้เวลาเดินเข้าสู่ช่วงดึกไปเกินกว่า 5 ทุ่ม มากกว่านี้ (ก่อนหน้านี้ เสียเวลาไปแล้วชั่วโมงนึงเต็มๆ)



เมื่อเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron จนเต็มถังน้ำมันขนาด 60 ลิตร (ลดขนาดลงมาจากรุ่นเดิม ซึ่งเคยอยู่ที่
70 ลิตร) เราก็เซ็ต 0 บน Trip Meter (มีมาให้แค่ Trip เดียว ตามเคยนะ Mercedes-Benz เป็นทุกรุ่นเลย)
คาดเข็มขัดนิรภัย ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ ออกรถ มุ่งหน้าออกจากปั้ม Caltex ไปตามเส้นทางเดิม และยัง
ใช้มาตรฐานเดิม คือ ความเร็วสูงสุด 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ เบอร์ 1 อุณหภูมิราวๆ 24-25 องศาฯ
และนั่ง 2 คน แต่คราวนี้ ที่มีการปรับแผน เปลี่ยนเส้นทางกันเล็กน้อย ในช่วงจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด



นั่นคือ พอออกจากปั้มปุ๊บ เรามุ่งหน้าไปเลี้ยวกลับ ใต้สะพานข้ามแยกรัชวิภา มุ่งหน้าย้อนกลับมาที่สี่แยก
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น เลี้ยวขวา แล้วเลี้ยวซ้ายข้นทางด่วน ที่ด่านประชาชื่น จ่าย 15 บาท แล้ว
มุ่งหน้าไปตามทางด่วนสายอุดรรัถยา หรือเส้นเชียงราก เส้นเดิม ไปจ่ายค่าผ่านทาง 55 บาท ณ ปลายสุดทาง
ที่่ด่านบางปะอิน แล้วเลี้ยวกลับ จ่ายค่าทางด่วนอีก 55 บาท ย้อนกลับเข้ากรุงเทพ กลับมาจ่ายค่าผ่านทางที่ด่าน
ประชาชื่น ขาเข้าเมือง อีก 55 บาท แล้วมุ่งหน้าไปลงยัง อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากนั้น เลี้ยวกลับที่วินรถตู้
แล้วขึ้นทางด่วนเส้นเดิม อีก 45 บาท มาลงทางด่วนประชาชื่นอีกครั้ง (รวมค่าทางด่วนอย่างเดียว 225 บาท
ในเวลาเพียงแค่ชั่วโมงเศษๆ!!)

จากนั้น เลี้ยวกลับที่สี่แยก โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เพื่อมุ่งหน้ากลับสถานีบริการน้ำมัน Clatex ประชานุกูล
อีกครั้ง ย้อนกลับมาเติมน้ำมัน เบนซิน 95 Techron ที่หัวจ่ายเดิม ณ ตู้หมายเลข 9 เหมือนเช่นตอนเริ่มต้น
และเติมน้ำมันแบบ หัวจ่ายตัด เหมือนตอนแรกเริ่ม เช่นเดียวกัน



ต่อไปนี้ คือตัวเลขที่เราทำออกมาได้

ระยะทางบนมาตรวัด Trip Meter 92.8 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.33 ลิตร
หารออกมาแล้ว ได้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 14.66 กิโลเมตร/ลิตร



ชัดเจนครับว่า แม้ ทีมวิศวกรจะเลือกใช้ถังน้ำมันให้มีขนาดเล็กลง จาก 70 เหลือแค่ 60 ลิตร
แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับการใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ M271 เวอร์ชันใหม่ พ่วงด้วยเกียร์
ลูกใหม่ 7G-TRONIC PLUS ทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงประหยัดขึ้นได้มากถึงระดับ
3.61 ลิตร เมื่อเทียบกับตัวเลขที่หารออกมาแล้ว ของรถรุ่นเดิม

แต่ถ้าเทียบระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด ตีซะว่า เท่ากัน คือ 92.8 กิโลเมตร (แม้ว่า รุ่นก่อน
จะทำได้ระยะทางสั้นกว่าคือ 91.9 กิโลเมตร ก็ตาม) และเติมน้ำมันกลับในระดับเท่ากัน
คือ 8.30 ลิตร ในรุ่นก่อน และ 6.33 ลิตร ในรุ่นใหม่ รถรุ่นเดิม ก็จะยังทำตัวเลขได้แค่
11.18 กิโลเมตร/ลิตร อยู่ดี

กลายเป็นว่า SLK 200 จะเป็นรถเปิดประทุนขนาดเล็กที่ทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงดีที่สุด
ในตลาด? พูดกันตามตรงว่า ผมก็ยังสองจิตสองใจที่จะยืนยันเช่นนั้น เนื่องจาก การทดลอง
ในครั้งนี้ มีการเปลี่ยนเส้นทาง และเปลี่ยนจุดเริ่มต้น กับจุดสิ้นสุด แม้ระยะทางจะพอกัน
กับการทดลองตามปกติ แต่เส้นทางมันต่างไปจากปกตินิดหน่อย

ถ้าคุณผู้อ่านคิดว่า ตัวเลขที่ได้มานี้ ยอมรับได้ นั่นก็โอเคครับ เพราะถึงจะยอมรับไม่ได้
และอยากให้มีการทดลองซ้ำอีกครั้ง ผมก็คงต้องบอกว่า มี 2 ทางเลือกแล้วนะ นั่นคือ โปรด
หา SLK 200 คันใหม่ มาให้ผมทดลองที หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องติดต่อ ยืมรถจากทาง MBTh
ให้ผมใหม่อีกสักรอบครับ!



อย่างไรก็ตาม ความประหยัดที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตา แต่มันคือเรื่องจริง
เพราะจากที่ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันราวๆ 5 วัน 4 คืน นี่คือตัวเลขก่อนที่ผมจะตัดสินใจเติม
น้ำมันเบนซิน 95 Techron กลับเข้าไป เพื่อให้แล่นใช้งานต่อได้จนถึงวันส่งคืนรถ

เห็นไหมครับ ยังเหลืออีกราวๆ 100 กิโลเมตร เข็มน้ำมันน่าจะเตือนไฟสัญญาณ
ให้ผู้ขับขี่รับทราบ ตั้งแต่ระยะประมาณ 630 -640 กิโลเมตร เป็นต้นไป

589 กิโลเมตร และยังมีน้ำมันเหลืออีกเกือบ 1 ใน 4 ของถังเนี่ยนะ! ประหยัดใช้ได้เลยละ!!



********** สรุป **********
คุยกันรู้เรื่องขึ้น แต่น่าเสียดาย ที่แอบโทรมมาก่อน อยู่สักหน่อย

ตี 1 กว่าๆ ผมมาส่งแม ถึงหน้าปากซอย หมู่บ้าน เลคไซด์ วิลลา ซึ่งมันก็อยู่ไม่ห่างไกล
จากบ้านผมเท่าใดนักหรอก

แบมขอบคุณผม บอกว่า เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในการนั่งรถเปิดประทุน ท่ามกลาง
สภาพอากาศสบายๆ กำลังดี บรรยากาศดีๆ

ผมก็อยากจะขอบคุณด้วยเช่นกัน ที่ SLK ยังคงเป็นรถเปิดประทุน ที่ให้ความรื่นรมณ์
ในแบบที่มันควรจะเป็น ได้อย่างดี แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่อยู่ด้วยกัน แต่ผมก็
แฮปปีดี ที่คราวนี้ SLK ใหม่ พูดคุยสื่อสารกับผม รู้เรื่องมากขึ้น ไม่เอาแต่ใจตัวเอง
มากเท่ากับรถรุ่นก่อน

อัตราเร่งที่แรงขึ้นชัดเจน ประหยัดน้ำมันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมยังทำตัวเลขออกมา
ได้แรงสุด และประหยัดสุดในกลุ่มอีกด้วย นี่ถือเป็นเรื่องน่าชมเชยมากๆ นอกเหนือจาก
การออกแบบให้ภายในห้องโดยสาร ใช้งานได้ดีขึ้น นั่งขับนานๆ ก็สบาย ไม่ปวดเมื่อย
หรือเหนื่อยล้าอะไรเลย ระบบกันสะเทือนที่เลือกได้ 2 ระดับความแข็งอ่อน ตามใจชอบ
นี่ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่ผมชื่นชอบ เพราะทำให้ SLK ขับสบายขึ้นเวลาคลานไปตาม
พื้นขรุขระในเมือง หรือ จะต้องซัดเข้าโค้งแรงๆ บนทางด่วน ผมมั่นใจขึ้น และหมด
ความกลัว เรื่องการตอบสนองพวงมาลัย ไปเลย เพราะ เลี้ยวได้แม่นยำขึ้น น้ำหนักดีขึ้น
ส่วนเรื่องระบบเบรก ก็ยังคงทำได้ดีขึ้นอีกนิดหน่อย

ใครที่ห่วงเรื่องน้ำรั่วซึ้มนั้น บอกเลยว่า ต่อให้ฉีดน้ำล้างรถกันอย่างเต็มที่ ผมก็ยังไม่เจอ
ปัญหา น้ำก็ไม่รั่วซึมเข้ารถเลย ซึ่งก็ถือว่า ทำได้ดี (เพราะ SLK รุ่นแรกนี่ ขึ้นชื่อลือชา
เรื่องปัญหาน้ำเข้าค่อนข้างมาก)

แต่แน่นอนครับ ไม่มีรถคันใดที่ดีไปหมดทุกสิ่ง ประเสริฐไปหมดทุกอย่าง



จุดที่ยังต้องปรับปรุงของ SLK ใหม่นั้น มีไม่เยอะอย่างที่คิด อาจจะมีน้ำหนักคันเร่ง ซึ่งยัง
ถือว่าหนืดไปนิดนึง ถ้าปรับให้หนืดน้อยลงกว่านี้ได้ ก็จะดีขึ้น ไม่ต้องเกร็งน่องมากนัก และ
อยากให้ตอบสนองไวขึ้นกว่านี้ เพราะการเหยียบเต็มมิด แล้ว Lack หายไปเลย 1 วินาทีนั่น
ในโหมด E ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆถ้าคุณใช้รถบนถนนบางนา-ตราด เป็นประจำ ผมกลัวโดนรถ
สิบล้อ มันสอยผมเอาไปกินเหลือเกิน

นอกจากนี้ การทำงานของเกียร์ ในโหมด E กับ S ที่ยังต้องการความไว มากกว่านี้ คือควรจะ
ไวเทียบเท่ากับโหมด M ที่ให้คนขับเปลี่ยนเกียร์เล่นเองได้ เพราะการเซ็ตให้เกียร์เปลี่ยนไว
แต่เปลี่ยนได้นุ่มนวลกำลังดี มีอาการกระตุกนิดๆ แผ่วๆ ไม่ใช่กระตุกแบบ สะเทือนทั้งคัน นั่
นคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าซึ่งอยากซื้อรถสปอร์ตเปิดประทุน จะมีความสุขในการขับขี่ มากกว่า การ
ตอบสนองที่ช้าพอกันกับเกียร์อัตโนมัติ ในรถเก๋งรุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า

รวมทั้งระบบ COMMAND ที่ควรไปปรับปรุงให้ใช้งานง่ายกว่านี้อีกสักหน่อย เสียที

แต่......สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด สำหรับรถคันนี้ในสายตาของผมก็คือ การที่รถคันนี้ ถูกใช้งานมา
อย่างหนักหน่วง ทั้งจากลูกค้า สื่อมวลชน และผู้คนอีกมากมาย ในหลายครั้ง ก่อนที่รถจะมา
ถึงมือผม นั่นทำให้ระบบกันสะเทือนหลังออกอาการดิ้นซ้าย-ขวา ทุกครั้งที่เจอรอยต่อบนผิว
ทางด่วน หรือพื้นผิวขรุขระ ทั้งๆที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น ดิ้นกันจนเป็น Donald Duck ส่าย
สะโพกโยกสะเอว เต้นระบำฮาวาย กันเลยทีเดียว!

แถมพวงมาลัยยังหาระยะฟรีตรงกลางแทบไม่เจอ มันโหวงไปในช่วงหักเลี้ยวไม่เกิน 10 องศา
แม้จะหนืดดีแล้วในช่วงอื่นๆก็ตาม อีกทั้งยังคงกินซ้ายอย่างหนัก ทั้งที่ผมได้รับแจ้งมาแล้วว่า
มีการส่งไปตั้งศูนย์แล้ว แต่ทาง ศูนย์บริการ (เบนซ์ พระราม 3 ) บอกว่า รถรุ่นนี้ตั้งศูนย์ไม่ได้
เลยส่งรถกลับมาทั้งที่เป็นแบบนี้

เฮ้ย! ตัวเองไม่มีเครื่องตั้งศูนย์ หรือตั้งไม่เป็น ก็บอกมาตรงๆดิ! มาบอกว่าตั้งไม่ได้นี่มันไม่ใช้แล้ว!

แถมไฟส่องสว่างในรถ รวมทั้งไฟส่องแผนที่ ก็ดันใช้การไม่ได้เสียอย่างนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้
คุณกล้วย BnN แห่ง The Coup Team ของเรา เคยมีโอกาสลองขับรถคันนี้ ในช่วงเดือนธันวาคม
ปี 2012 ก็ยืนยันว่า ไฟในห้องโดยสาร ติดสว่างดีตามปกติ

สรุปว่า ความไม่สมบูรณ์ของรถคันนี้ เฉพาะคันนี้ เท่านั้นนั่นแหละ ที่ผมไม่ประทับใจ ที่เหลือ มันโอเคนะ



เมื่อเทียบกับคู่แข่งละ? SLK น่าสนใจไหม?

ผมต้องถามคุณก่อนว่า อยากได้รถสปอร์ตเปิดประทุน มากน้อยแค่ไหน และเพื่ออะไร?

ถ้าแค่ต้องการรถคันที่ 2 ไว้ขับโฉบไปรับสาวๆ แถวทองหล่อ ไปพร้อมๆ กับการใช้งานในชีวิต
ประจำวัน จะทั้ง SLK หรือ BMW Z4 คู่แข่งตัวฉกาจ ก็ตอบโจทย์นี้ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า
ถ้าคุณนั่งอยู่ใน SLK โอกาสที่คุณจะถูกมองว่าเป็น ลูกอาเสี่ยก็มีอยู่บ้าง (ผมโดนมาแล้วกับตัว!)
มันขึ้นอยู่กับมาด ท่วงท่า หน้าตา และลีลาของคุณในการปรากฎตัวให้ผู้คนเขาเห็นมากกว่า

แต่ถ้าต้องการ รถสปอร์ตเปิดประทุน ที่ใช้งานในเมืองได้ ประหยัดน้ำมัน แต่ก็แรงได้ ซ่าส์ได้
พอประมาณ SLK คือคำตอบที่ผมว่า เหมาะสมที่สุดในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณต้องการ รถเปิดประทุน ขับดิบนิดๆ กำลังดี และรับได้กับด้านหน้าของรถ
ที่ยาวเป็นพิเศษ BMW Z4 ก็เป็นอีกทางเลือกที่ไม่เลวเลย

แต่อันที่จริง ถ้าต้องการรถขับสนุก ไว้ลัดเลาะตามเขาใหญ่ วังน้ำเขียว หรือภาคเหนือ จะว่าไปแล้ว
Mazda MX-5 ก็ให้คุณได้เพียงพอแล้ว ยิ่งถ้าเลือกเกียร์ธรรมดาได้ คุณจะยิ่งสนุกไปกับความดิบ
กำลังดี เป็นเนื้อสเต็กโกเบ แบบ Medium Rare กันเลยด้วยซ้ำ แต่จ่ายในราคาที่ถูกกว่ากัน เกือบ
1 ล้านบาท เพียงแต่ อัตราเร่ง ก็อาจสู้ใครเขาไม่ได้ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ต้องทำใจ



อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเลือกซื้อ SLK ก็คงมีเพียงรุ่นเดียว คือ SLK 200 AMG Dynamic Package
ซึ่งจะมีอุปกรณ์มาให้พอประมาณ ในราคา 3,549,000 บาท คุณต้องไปสอบถามกันเอาเองที่
โชว์รูม "ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Mercedes-Benz Thailand" กันเอาเอง

มาถึงจุดนี้ ก็คงต้องย้ำกันอีกสักที เพราะหลายคนชอบพูดว่า ซื้อรถจากเกรย์ ดีกว่า ซึ่งในวันนี้
ก็อยากจะถามเหลือเกินว่า S.E.C ที่ปิดบริษัทหนีไปนั่น ถามตรงๆเถอะ ยังไม่เข็ดกันอีกเหรอ?

แน่นอนว่า ถ้าคุณซื้อรถจากผู้ค้ารายย่อย Grey Market รายใดก็ตาม คุณอาจได้อุปกรณ์มากกว่า
แต่บอกไว้ด้วยว่า ผมไม่แน่ใจ ในเรื่องการซ่อมบำรุง ว่าพวกเขาทำได้ดีแค่ไหน เครื่องมือต่างๆ
ที่อ้างว่า สามารถตรวจเช็คได้ อันนั้น ใครก็สั่งซื้อจากจีน ได้ครับ แต่คนที่ทำเป็น วิเคราะห์
ปัญหาเป็น และแก้ปัญหาให้คุณได้นั้น จะมีอยู่ที่ไหนกันบ้าง? ผมไม่ทราบนะครับ
แหล่งที่มาของรถ เป็นอย่างไร การเข้ามาของรถ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ไม่มีใคร
บอกคุณได้หมดแน่ๆ

ดังนั้น ผมคงต้อบงขอย้ำกันตรงนี้ว่า ซื้อรถ Benz จาก MBTh ถ้ารถคุณมีปัญหา ผมยังพอจะ
ตามเช็คให้คุณต่อได้ ยังพอจะโวยให้ได้ แต่ซื้อรถจากเกรย์ ผมช่วยคุณไม่ได้นะครับ ผมไม่มี
คอนเนคชันใดๆกับพวกเขานะ

นั่นเป็นเรื่องที่คุณต้อง "บริหารจัดการความเสี่ยงในชีวิต กันเอาเอง!"

--------------------------------------------///-------------------------------------------------



ขอขอบคุณ / Special Thanks to :
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท Mercedes-Benz (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ
-------------------------------------------------------------

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขวิทธิ์ภาพถ่ายต่างประเทศ และภาพ Illustration ทั้งหมด
ในบทความนี้ เป็นของ Daimler AG.
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ในเมืองไทย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
25 มกราคม 2013

J!MMY
Copyright (c) 2013
Text and Pictures
All Illustration is Copyright of Daimler AG.
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
January 25th,2013

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are welcome! CLICK HERE!



แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 09 มิถุนายน 2013 เวลา 20:17 น.
 
ทดลองขับ Proton PREVE 1.6 CFE TURBO CVT-7 : Let's Drive it to Believe it !!! (0-100 km/h in 9.82 Sec. / Top Speed 210 Km/h.!!) พิมพ์
Review by J!MMY - C-segment 1600-2000 cc
วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2013 เวลา 14:07 น.

คืนวันหนึ่ง หลังจากทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ของรถรุ่นหนึ่ง เสร็จสิ้น ผมก็นัดหมาย
ตารางงานล่วงหน้า ที่ผมกับ น้องโจ๊ก V10ThLnD แห่ง The Coup Team ของเรา จะต้องมา
เจอกัน เพื่อทำการทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง.....ตามปกติ

แต่พอรู้ว่าเป็น Proton Preve ใหม่...โจ๊กพูดทันที...

"เอ่อ คันนี้ ขอบายละกันนะพี่จิม โจ๊กไม่ว่างพอดีเลย"

เอ้า..โอเค ไม่เป็นไร.....ไม่ว่ากัน งานยุ่ง หรือติดขัด ก็เป็นเรื่องปกติ

แต่...พอลองเอาคำถามเดียวกันไปถาม ต๊อบ Philozophy น้องใน The Coup Team อีกคนหนึ่ง
เจ้าตัวก็ตอบด้วยเสียงเรียบๆง่ายๆ ว่า...

"เอ่อ ขอเป็นคันอื่นได้ปะ?"

ผมชักสงสัย...นี่น้องๆในทีมเว็บผม รังเกียจรังงอนอะไร Proton กันขนาดนี้เลยเหรอ?



เที่ยงวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2013
ชั้น 8 อาคาร มณียา ชิดลม ราชประสงค์

เป็นครั้งแรกที่ผมมาเยือนถึงออฟฟิศ Proton Motors (Thailand) ของพวกเขา คุณหม่อน และ
Mr.Choo ออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี เพราะนี่คือ ครั้งแรกที่เราจะมีรีวิว Proton คันแรก ใน
Headlightmag.com

"ผมคงไม่ขอพูดอะไรมากไปกว่า จะบอกคุณว่า ไปลองขับดู จะหนักหน่วงแค่ไหนอย่างไร
เอาให้เต็มที่ได้เลย แค่ว่า ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุก็พอ"

สีหน้าและแววตา ของผู้บริหาร Proton Thailand ดูมั่นอกมั่นใจกับรถเก๋ง Compact C-Segment
รุ่นใหม่ล่าสุดของพวกเขาอย่างมาก จนผมสัมผัสได้ ถึงขั้นกล้าตั้งสโลแกนของ Sedan ใหม่
รุ่นนี้ ว่า Drive it to believe it!

มันจะเป็นไปได้หรือ? ที่บริษัทรถยนต์ ซึ่งพึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1983 และยังมีภาพลักษณ์ฝังหัวคนไทย
ว่าพึ่งพาเทคโนโลยีจาก Mitsubishi Motors จะสามารถสลัดภาพเดิมๆ ที่ผุ้คนเคยมองว่าเป็นรถยนต์
ราคาถูก เน้นความคุ้มค่า แต่สมรรถนะก็ห่วยได้ใจ อย่าไปคาดหวังอะไรมาก พลิกสู่การเป็นผู้ผลิต
รถยนต์ราคาคุ้มค่า แต่สมรรถนะ ดีเกินกว่าทุกความคาดหมาย?

บริษัทที่ผมเคยเขียนคอมเมนท์ รถยนต์ของพวกเขาไปอย่างรุนแรง สมัยยังทำอยู่ที่เว็บเก่า เมื่อปี
2008 ว่า "กลับไปทำรถมาใหม่เถอะ" เนี่ยนะ!?

ผมไม่เชื่อ...จนกระทั่งทันทีที่ขึ้นไปนั่งบนรถคันสีขาว ที่เห็นอยู่นี้ แล้วค่อยๆ ออกรถไปช้าๆ
ผมเริ่มพบความเปลี่ยนแปลงจาก รถรุ่นก่อนๆของพวกเขาอย่างชัดเจน ไม่ใช่ ดีขึ้นใน 10 วัน
แบบโฆษณาแชมพู หรือครีมบำรุงหนังหน้าหรอกนะ...แต่พบว่ามันดีขึ้นทันทีที่ขึ้นขับเลยละ!

ยิ่งเมื่อทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ผมก็มองว่า เฮ้ย ไม่เลว...เกิน 13 กิโลเมตร/ลิตรมาได้ ก็จัดว่า
อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแล้วละ...ยิ่งติด Turbo ด้วย ก็ถือว่าทำได้ดีกว่าคาดไว้

แต่ที่ทำเอาผม Shock สุดขีด...ก็ตอนทำ Top Speed นั่นละ...

เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร พ่วง Turbo ลูกเล็กของ Borg Warner พา Preve คันนี้ ทะยานขึ้นไป
อย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงบิดแบบ Flat Torque ของมัน จนเข็มความเร็วที่เรืองแสง เหมือน
ปลายดาบของ Dark Vader ใน Star War ไปหยุดนิ่งสนิท ที่ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่
เข็มวัดรอบเครื่องยนต์ ก็หยุดนิ่งสนิทเช่นกัน ณ ระดับ  5,500 รอบ/นาที มาตั้งแต่ออกตัว

ครับ คุณอ่านไม่ผิดแน่ๆ แถมตัวรถยังคงนิ่งสนิท เหมือนเข็มบนมาตรวัดเลยนั่นแหละ
แม้ว่า จะใช้ความเร็วสูงขนาดนั้นด้วยเนี่ยสิ!!



กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!
ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!
โว้ววววววววววววววววววววววววววววววๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เช็ดโด้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
Ahhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhh

บ้าไปแล้ว ของจริง!

ผมกับ คุณผู้อ่านของเรา ตา Besthuafoo ที่มาลองรถด้วยกัน ถึงกับ กรีดร้องลั่นรถทั้งคู่!....

เราเหวอไปแล้วครับคุณผู้อ่าน...สโลแกนของรถรุ่นนี้ ที่ว่า Drive it to believe it นั้น
มันจริงของเขาเลยหวะ!!! ผมต้องถามย้ำกับตัวเองให้ว่า แน่ใจนะ ว่าเนี่ย รถยนต์นั่งจาก
ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย?? ยี่ห้อที่เราเคยร้องยี้ เพราะรถยนต์นั่งรุ่นก่อนๆ ของ
พวกเขา มันยังทำผลงานได้ไม่ดีขนาดนี้ เนี่ยนะ? มาวันนี้ เขาพัฒนาตัวเองไปมากขึ้นจน
เข้าสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับ World Class กับเขาได้สักทีแล้วเนี่ยนะ!

ครับ ใช่ Proton เนี่ยแหละ!!

ทำไมพวกเขาถึงเปลี่ยนแปลงรถยนต์ของตนไปได้มากมายถึงเพียงนี้ อะไรคือเบื้องหลัง
ของความเปลี่ยนแปลงที่ผมถือว่า พลิกโฉมครั้งใหญ่ของพวกเขาในครั้งนี้ แล้วสมรรถนะ
ของตัวรถ กับออพชันที่มีมาให้ มันจะคุ้มกับการจ่ายเงินเพียง 759,000 บาท แลกกับการ
เป็นเจ้าของหรือไม่ บรรทัดต่อไปข้างล่างนี้ มีคำตอบให้คุณแน่ๆ ครับ 

แต่ก่อนอื่น..คุณควรจะรู้จัก Proton กันเสียก่อน ว่า กว่าที่พวกเขาจะมายืนอยู่ในวันนี้
พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง จากประวัติของ Proton คร่าวๆ ไม่ยาวหรอกครับ สั้นและ
เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คั้นเอาแต่เนื้อๆเน้นๆล้วนๆ



"There's only one choice for Proton...is the sucess! , Failure is not an object!"

คำพูดของ Dr. Mahathir Mohamad (ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด) อดีตนายกรัฐมนตรี ของ
มาเลเซีย เคยกล่าวไว้ในสุนทรพจน์ครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตวามตั้งใจแน่วแน่
ในแนวคิดและความฝันที่อยากจะเห็นรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย สำเร็จเป็นรูปร่าง
ขึ้นมาให้จงได้

บริษัท EON หรือ Edoran Otomobil Nasional (ต่อมาเปลี่ยนชื่อในภายหลังเป็นบริษัท
Perusahaan Otomobil Nasional หรือ National Automobile Enterprise).ก่อตั้งขึ้น
เมื่อ วันที่ 7 พฤษภาคม 1983 จากดำริของ ดร.มหาเธร์ ด้วยความร่วมมือ ในฐานะทั้งหุ้นส่วน
และพันธมิตรผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและประสบการณ์ให้อย่าง Mitsubishi Corporation
และ Mitsubishi Motors Corporation ใช้วิธีการนำ Mitsubishi Lancer Fiore ขับล้อหน้า
(หรือรุ่นที่บ้านเราเรียกว่า Lancer Champ) มาดัดแปลง เปลี่ยนหน้าตาเสียใหม่ ให้ต่าง
ไปจากรุ่นดั้งเดิม และมีเอกลักษณ์ในแบบของ Proton มากขึ้น พวกเขาเริ่มสร้างโรงงาน
ไปพร้อมกับกาลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนา หรือ R&D (Research & Development)
แม้กระทั่งการลงทุนตั้งโรงงานขึ้นรูปชิ้นส่วนตัวถังกับสนามทดสอบรถยนต์ของตนเอง
ที่ Shah Alam บนพื้นที่กว่า 923,900 ตารางเมตร เพื่อให้สามารถผลิตรถยนต์ได้ระดับ
80,000 คัน/ปี

และแน่นอน จะผลิตรถยนต์ทั้งที มันควรจะมีชื่อเรียกให้ง่าย ในการทำตลาด พวกเขา
จึงจัดให้มีการประกวดตั้งชื่อรถขึ้น และผุ้ชนะ ได้แก่ ชายที่ชื่อ Ismail Jaafar ซึ่งตั้งชื่อ
รถยนต์แห่งชาติมาเลเซีย คันแรก ว่า "Proton Saga"

9 กรกฎาคม 1985 Proton Saga ก็ถูกเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ สู่ตลาดมาเลเซีย โดยในงาน
แถลงข่าว ดร.มหาเธร์ ก็เป็นประธานร่วมแสดงความยินดีด้วย..แน่ละ ฝันของเขาเลยนี่
ด้วยมาตรการส่งเสริมด้านภาษีเป็นพิเศษ ทำให้ Proton Saga มีราคาถูกมาก ใครๆ ก็
ซื้อหาไปขับขี่กันได้ ขณะที่รถยนต์นำเข้าแบรน์ญี่ปุ่นหรือยุโรป จะมีค่าตัวรวมภาษี
แพงกว่า Proton นั่นจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ Proton ขายดีขึ้น จนกระทั่ง พวกเขา
ผลิตรถยนต์ คันที่ 100,000 ออกมาในเดือนมกราคม 1989

จากวันนั้นเป็นต้นมา Proton ก็เริ่มต้นสั่งสมเทคโนโลยีการพัฒนารถยนต์ในแบบ
ของตนเอง โดยอาศัยองค์ความรู้พื้นฐาน และเทคโนโลยีจาก Mitsubishi Motors
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รถยนต์ของ Proton ในช่วงก่อนปี 2000 แทบทุกรุ่น ทั้งรุ่น Wira
Satria และ Putra จะใช้พื้นฐานงานวิศวกรรมร่วมกันกับ Mitsubishi Lancer และ
Mirage กับ Mirage Asti รุ่น E-Car ปี 1991 ถึง1995 ด้วยกันทั้งสิ้น ยกเว้นเฉพาะ
รุ่นสูงสุด Perdana ที่จะใช้พื้นฐานของ Mitsubishi Eterna รุ่นปี 1992 - 1996 ที่
ถูกนำมาประกอบขายในชื่อ Proton เมื่อปี 1995 รวมทั้ง Proton Tiara ซึ่งเป็นการ
นำรถยนต์นั่งขนาดกระทัดรัดอย่าง Citroen AX มาปรับหน้าตาเสียใหม่ ผลิต
ออกขาย ในช่วงปี 1996 - 2000

Proton เริ่มทำรถยนต์ทั้งคันด้วยตัวเองครั้งแรก คือ Proton Waja ออกสู่ตลาดเมื่อ
ปี 2000 งานวิวกรรม แชร์ร่วมกับ Mitsubishi Motors ตามเคย ทว่า ใช้เครื่องยนต์
1.8 ลิตร สำเร็จรูปจาก Renault ฝรั่งเศส และพอจะมียอดขายได้อยู่เรื่อยๆ

ปัจจุบัน แม้ว่า Proton จะถูกกลุ่มบริษัท DRB-HICOM ซึ่งเป็นบริษัทขนาดยักษ์
เจ้าของกิจการใหญ่ๆเช่นอู่ต่อเรือ ซื้อกิจการไปอยู่ในเครือแล้ว หลังจากที่ Proton
ต้องดิ้นรนสารพัดรูปแบบ ทั้งการมองหาพันธมิตร ในการร่วมงานต่อไป (ตอนแรก
เป็น Volkswagen และล่าสุด ก็เป็น Honda) รวมทั้งการหาหนทางใช้บริการบริษัท
ที่ตนไปซื้อมา อย่าง Lotus ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เท่าที่ทำได้ แต่นั่นยิ่งทำให้
Proton แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด โรงงานใน Shah Alam มีกำลังการผลิตเพิม
เป็น 240,000 คัน/ปี เรียบร้อยแล้ว

คนไทยรู้จัก Proton มาช้านานแล้ว เพราะชาวมาเลเซีย พาเจ้า Saga เข้ามาวิ่งเล่นใน
บ้านเราอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่ง กลุ่มพระนครยนตรการ (PNA) ตัดสินใจ เป็นผู้แทนจำหน่าย
อย่างเป็นทางการ และจัดงานเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมกัน ทั้ง Savvy Persona และ
Satria NEO ขึ้นในเมืองไทยครั้งแรก ที่ งาน Motor Expo ปลายเดือนพฤศจิกายน
2007 และในช่วงแรก ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าอยู่มาก จนกระทั่งพักหลังมานี้
ยอดขายเริ่มลดลง เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างของลูกค้่าที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ เรื่อง
บริการหลังการขาย ในหลายรูปแบบ รวมทั้งเคสที่โพสต์ลงในเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง
Pantip.com เรื่อง ราคาอะไหล่ของ Savvy บางชิ้นที่แพงหูฉี่ ในความเข้าใจของ
ลูกค้า ถึงขั้นยอมลงทุนเดินทางไปเที่ยวมาเลเซีย และซื้ออะไหล่ชิ้นนี้เอง จน
ทำให้ภาพลักษณ์เริ่มติดลบในใจลูกค้าไปมาก แม้ว่า PNA จะพยายามปรับปรุงอยู่
แต่ก็ยังต้องใช้เวลามากกว่านี้อีกสักพัก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบัน Proton จะผลิตรถยนต์ ส่งออกไปขายมากถึง 50 ประเทศ
ทั่วโลก แต่ Proton ก็ยังคงมีปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกมาช้านาน นั่นคือ ความฝังใจใน
ประเด็นด้านคุณภาพ ของทั้งตัวรถ การประกอบ และในด้านต่างๆ จริงอยูว่า Proton
ถือเป็นแบรนด์รถยนต์ ที่เน้นความคุ้มค่า คุ้มราคามาแต่ไหนแต่ไร แต่ถ้าตราบใดที่
ยังคงยึดติดอยู่กับภาพลักษณ์เดิมๆแบบนี้ และยังไม่ปรับปรุง ยกรดับด้านคุณภาพกัน
เสียที Proton ก็จะยืนหยัดอยู่ในเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์โลกได้อย่างลำบากยิ่ง
พวกเขา จำเป็นต้องมีรถยนต์รุ่นใหม่สักรุ่น ที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงพัฒนาการ
ของ Proton ที่พร้อมจะกระโจนสู่ตลาดโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ยิ่งกว่าที่เคยเป็น เพื่อ
ให้ผู้บริโภค ยอมซื้อรถยนต์ Proton เพราะคุณภาพการขับขี่ และการประกอบที่ดี
ทัดเทียมกับบค่ายรถยนต์ข้ามชาติอื่นๆ แทนที่จะซื้อ Proton เพราะราคาถูกเพียง
อย่างเดียว เหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต

ปี 2009 Proton ก็เริ่มคิดเรืองนี้ได้อย่างจริงจังกันเสียที และเริ่มทำงานกันอย่างลับๆ
เพื่อก่อกำเนิดโครงการพัฒนารถยนต์ขนาดกลางรุ่นใหม่ ในรหัส P3-21A



Dato Sri Haji Syed Zainal Abidin : Managing Director ของ Proton เล่าว่า " โครงการ
พัฒนารถยนต์นั่งรุ่นใหม่ รหัส P3-21A ถือเป็นรถยนต์นั่งระดับโลกคันแรกของ Proton (Proton First
Global Car) เราเริ่มต้นโครงการนี้ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (2009) ด้วยวิสัยทัศน์ ด้วยจิตวิญญาณ และ
คำสัญญาที่จะมุ่งไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพื่อที่จะพิสูจน์ให้โลกได้รู้ว่า รถยนต์ Proton รถยนต์จากมาเลเซีย
นี่แหละ ที่จะเป็นรถยนต์ระดับ Global Car ให้ได้"

เพื่อเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า Proton กำลังพัฒนารถยนต์นั่ง C-Segment Compact Class
รุ่นใหม่ ที่พวกเขาตั้งใจจะทำคลอดออกมาต่อกรกับ Toyota Corolla ALTIS , Honda Civic
Nissan Sylphy , Volkswagen Jetta , Ford Focus , Mazda 3 รวมถึง Mitsubishi Lancer EX
ซึ่งวางขายในมาเลเซีย ด้วยชื่อ Proton Inspira

Proton ก็เลยร่วมงานกับสำนักออกแบบรถยนต์ Italdesign Giugiaro แห่งอิตาลี รังสรรค์รถยนต์
ต้นแบบ Sedan คันสีขาว ที่เห็นอยู่นี้ ออกแสดงในงาน Kuala Lumpur International Motor Show
เมื่อปลายปี 2010 ในชื่อ Proton TUAH

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวรถ จะดูสวยจบทั้งคัน แต่มันยังขาดเอกลักษณ์บางอย่างที่จะทำให้ผู้คน
จำได้ว่ามันคือ Proton ทีมออกแบบของ Proton ก็เลยไปจัดการขัดเกลางานออกแบบใหม่อีก
โดยเฉพาะครึ่งคันด้านหลังของตัวรถ



Proton วางตำแหน่งการตลาดของ Preve ในเมืองไทยให้เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก
เป็นคู่แต่งงานอายุระหว่าง 20 - 40 ปี มีเป้าหมายในการซื้อรถยนต์คันใหม่ เพื่อใช้งาน
ทดแทนรถยนต์คันเดิม หรือซื้อรถยนต์ เพิ่มเติม รายได้เฉลี่ยต่อครอบครัวอยู่ในระดับ
40,000 - 80,000 บาท/เดือน เลือกซื้อรถยนต์เพราะถูกใจรูปทรงการออกแบบ การขับขี่
นุ่มนวล ความปลอดภัย และต้องมีคุณภาพดี ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่เปลี่ยน
รถยนต์คันเดิม จาก Savvy หรือ Saga รวมทั้ง ลูกค้าเก่าของ Proton Persona

ส่วนกลุ่มเป้าหมายรอง เป็นคนโสดในช่วง อายุ 20 ปีกว่าๆ ขึ้นไป ตั้งใจซื้อรถยนต์
คันแรก หรือทดแทนรถยนต์คันเดิม ของตนเองหรือของครอบครัว รายได้เฉลี่ยอยู่ใน
ระดับ 40,000 - 60,000 บาท/เดือน เป็นนักธุรกิจ ผู้บริหารรุ่นใหม่ ชอบความสนุกสนาน
ตื่นตัว ชอบทำกิจกรรมต่างๆ และสนในจด้านสมรรถนะของตัวรถ กลุ่มนี้จะอัพเกรด
ตัวเอง จากลูกค้า Honda City , Toyota Vios รวมทั้ง อัพเกรดตัวเองจากรถยนต์ ในกลุ่ม
ECO Car 1.2 ลิตร

Hazrin Fazail Bin Haroon , General Manager . Product Planing (ผู้จัดการทั่วไป 
ฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์) เล่าว่า "เรากำลังสร้างรถยนต์ ด้วยความรู้สึกอยากให้ผู้คนรัก ให้ผู้บริโภค
ได้รู้ว่า เราทุ่มเทกับรถคันนี้ลงไปอย่างมาก และเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีความสุขยามได้เป็นเจ้าของ"

Azalan Othman หัวหน้าทีมออกแบบ เล่าว่า "โครงการนี้ เป็นโครงการใหญ่และมีความสำคัญ
สิ่งที่เราต้องการคือ บางสิ่งบางอย่างที่ สด และใหม่ ที่จะสื่อสารออกไป มันไม่ใช่แค่การพัฒนา
งานวิศวกรรมด้านผลิตภัณฑ์ แต่มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการออกแบบทุกชิ้นส่วน

และเพื่อสะท้อนให้เห็นความตั้งใจในการทำรถยนต์รุ่นนี้ ของทุกคนใน Proton ท้ายที่สุด พวกเขา
ก็เลือกใช้ชื่อ Preve ให้เป็นชื่อรุ่นของรถยนต์คันใหม่นี้ ซึ่งอ่านออกเสียงในภาษาไทยว่า "เพรเว่"
(Preve': Pray-vay) เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษ ให้ความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "Prove" 
หมายถึง"การพิสูจน์" Proton ประกาศสู่สาธารณชนว่าจะใช้ชื่อนี้กับรถยนต์รุ่นใหม่ของพวกเขาใน
เดือน มีนาคม 2012 หรือเพียง 1 เดือน ก่อนกำหนดออกสู่ตลาดจริง



Proton เปิดตัว Preve ออกสู่ตลาดอย่างป็นทางการ ที่โรงงาน Tanjung Malim เมื่อวันที่
16 เมษายน 2012 ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของมาเลเซีย Najib Abdul
Razak มาร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นปกติของการเปิดตัวรถยนต์ Proton ในมาเลเซียทุกรุ่น
ที่ผ่านมาอยู่แล้ว ว่า นายกรัฐมนตรี คือแขกคนสำคัญของงานเสมอ เพราะนี่คือรถยนต์
แห่งชาติของมาเลเซีย

Preve สำหรับตลาดมาเลเซียนั้น มี 3 ระดับการตกแต่ง และมีค่าตัวตั้งแต่ 59,540 ถึง
72,990 ริงกิต และในงานวันนั้น ก็มีการเผยโฉมเวอร์ชัน "แต่งเต็มยศ หรูเต็มพิกัด"
ในชื่อ Proton Preve Sapphire ให้ได้ชมกันอีกด้วย แต่ยังไม่ใช่รุ่นที่จะจำหน่ายจริง
ในเร็ววันนี้

ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่ Proton เลือกให้เป็น ดินแดนที่ 2 ในการนำ Preve ไปบุก
ตลาด เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ในงาน Australian International Motor
Show ส่วนประเทศไทย เป็นประเทศที่ 3 ในโลก ที่ได้สัมผัสกับ Preve โดยเพิ่งจะมี
การเปิดตัว กลางงาน Motor Expo เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2012 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ

Preve ในเมืองไทย จะมีให้เลือก 2 ขุมพลัง 3 ระดับการตกแต่ง ทั้งรุ่น Standard กับ
Executive เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,597 ซีซี 108 แรงม้า (PS) จากรุ่น
Persona มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและอัตโนมัติ CVT รวม 4 รุ่นย่อย ส่วนคันที่นำมา
ลองขับในรีวิวนี้ จะเป็นรุ่น Premium เครื่องยนต์ CFE Turbo 138 แรงม้า PS) มีเฉพาะ
เกยร์อัตโนมติอัตราทดแปรผัน CVT เท่านั้น

หลังจากนี้ต่อไป Proton จะส่ง Preve เข้าไปบุกตลาด สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย
และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ส่วนรถยนต์พวงมาลัยซ้าย สำหรับตลาดตะวันออกกลาง และ
เมืองจีน ก็จะตามมาในปี 2013 นี้



Preve มีความยาวทั้งคัน  4,543 มิลลิเมตร กว้าง 1,786 มิลลิเมตร สูง 1,524 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า (Front Track) และความกว้าง
ช่วงล้อหลัง (Rear Track) เท่ากันเป๊ะ ที่ระดับ 1,542 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้นถนน
จนถึงใต้ท้องรถ 155 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถเปล่า 1,340 มิลลิเมตร ถือว่าหนักกว่า
ชาวบ้านทั้งหลายทั้งปวง ทุกรุ่นกันเลยลู่ลมด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ
(Aero Dynamic) อยู่ที่ Cd 0.30

เมื่อเทียบขนาดกับ Proton รุ่นก่อนๆ ทั้ง Persona และ Waja จะพบว่า Preve ยาวขึ้น
70 - 73 มิลลิเมตร ตามลำดับ กว้างขึ้น 60 และ 45 มิลลิเมตร ตามลำดับ สูงขึ้น 86 และ
104 มิลลิเมตร ตามลำดับ ส่วนระยะฐานล้อ ยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร แต่ก็มีน้ำหนักเพิ่ม
จากเดิม 95 และ 85 กิโลกรัม ตามลำดับ

แต่เมื่อเทียบขนาดกับคู่แข่ง จะพบว่า Preve สั้นกว่า Nissan Sylphy ใหม่ ซึ่งยาวสุด
ในตลาดตอนนี้ 72 มิลลิเมตร กว้างน้อยกว่า Chevrolet Cruze ที่ถือว่ากว้างสุดในกลุ่ม
เพียง 2 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ สั้นกว่า Nissan Sylphy , Chevrolet Cruze
และ Honda Civic FB ใหม่ 50 , 35 และ 20 มิลลิเมตร ตามลำดับ นอกนั้น ถือว่า
มีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งในกลุ่มนี้ที่กล่าวมาทั้งหมด (โดยตัวเลขเหล่านี้ ยังไม่ได้
เปรียบเทียบกับ Ford Focus ใหม่ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่สุดในตลาดอย่างแท้จริง)



เส้นสายภายนอกนั้น แม้จะเป็นผลงานบางส่วนที่ดัดแปลงต่อเนื่องจากรถยนต์ต้นแบบ
รุ่น Tuah กระนั้น ดูเผินๆ ก็เหมือนจะพบว่า Preve ได้รับอิทธิพล รูปลักษณ์ จากคู่แข่ง
ทั้ง Honda City , Honda Civic (เวอร์ชัน อเมริกาเหนือ) และ  Mazda 3 ไม่น้อยเลย

ชุดไฟหน้าเป็นแบบ Projector มาพร้อมระบบเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ด้วยเซ็นเซอร์
มีไฟตัดหมอกหน้ามาให้ พร้อมไฟหรี่แบบ LED ช่องสีดำบริเวณไฟตัดหมอกฝั่งซ้าย
ของตัวรถ จะเจาะช่องเอาไว้ เปิดรับอากาศเข้าสู่ Intercooler

ฝากระโปงหน้ามีแนวสันรูปลิ่ม เพื่อเพิ่มแรงกดของอากาศ ขณะที่รถแล่นด้วยความเร็วสูง
ช่วยให้หน้ารถจิกอยู่กับพื้นถนนได้ดีขึ้น เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ลาดเอียว และลากยาว
เป็นเส้นโค้งต่อเนื่องไปจนถึงฝากระโปรงท้าย มีแนวครีบด้านข้างเพื่อควบคุมการไหลของ
อากาศผ่านตัวรถ และเพิ่มบุคลิกให้ตัวรถดูหนาขึ้น กระจกมองข้างมีกรอบพลาสติกพร้อม
ไฟเลี้ยว LED จะพับเก็บทันทีเมื่อสั่งล็อกรถ และกางออกทันทีที่รถเริ่มแล่นด้วยความเร็ว
เกิน 5 กิโลเมตร/ชั่วโมง

บั้นท้าย มีชุดไฟท้าย LED และไฟตัดหมอกหลังมาให้ แถมด้วยครีบสปอยเลอร์หลัง
และแผ่นทับทิมสะท้อนแสง ที่เปลือกกันชนด้านหลังทั้ง 2 ฝั่ง รวมทั้งยังมีท่อไอเสียที่
ถูกออกแบบให้ซ่อนปลายท่อไว้อีกด้วย เสาอากาศ เป็นแบบครีบ กึ่งหางหนู รวมเสา
รับสัญญาณระบบนำทาง GPS ไปในตัว



การเปิดประตู ใช้รีโมทกุญแจ แบบพับดอกกุญแจเก็บได้ แต่ยังต้องกดปุ่มสั่งปลดล็อก
และสั่งล็อก เหมือนรีโมทปกติ  แถมยังมีปุ่ม Alarm สำหรับกดปุ่มไล่ผูัไม่พึงประสงค์
ด้วยเสียงของระบบกันขโมยในรถ Immobilizer จากโรงงาน แต่ไม่มีสวิชต์ เปิดฝา
ประตูห้องเก็บของด้านหลัง ถ้าความเร็ว เกิน 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถจะล็อกเองอัตโนมัติ

กุญแจแบบนี้ มักทำให้ผม เผลอตัว กดปุ่ม ดึงดอกกุญแจออกมาเตรียมเสียบเข้าไปในรู
แล้วบิดเพื่อติดเครื่อง ทั้งที่ความจริงแล้ว Preve 1.6 CFE Turbo ใช้ปุ่ม Push Start แต่
ยังต้องมีลูกกุญแจมาให้ สำรองในกรณีฉุกเฉิน เช่นแบ็ตเตอรีอ่อน จนต้องใช้กุญแจไข
เข้าไปในรถ



การลุกเข้า-ออกจากตัวรถ ทำได้สบายๆ เพราะการติดตั้งเบาะนั่งไว้ในระดับสูงกว่า
รถยนต์ปกติทั่วไปนิดหน่อย ไม่ต้องก้มหัวมาก และไม่ต้องออกแรงกดที่หัวเข่าตอน
ยกตัวขึ้นยืนมากเหมือนรถยนต์สมัยก่อน

พื้นที่วางแขนบนแผงประตู อยู่ในระดับเหมาะสมพอดี วางแขนได้จริง มีช่องวางของ
เล็กๆ ติดมาให้ด้วย วัสดุที่ใช้่นั้น กัดลายได้ใกล้เคียงกับ ลายของพื้นผิววัสดุใน Toyota
Prius อยู่เหมือนกัน มีช่องใส่ขวดน้ำขนาด 7 บาท ที่แผงประตูมาให้

ทันทีที่เข้าไปนั่ง สัมผัสได้ถึง "กลิ่นของห้องโดยสาร ที่สะอาด ดมแล้วลื่นจมูกชมัด"
นี่คือกลิ่นของรถใหม่ในแบบที่ผมชอบ และไม่แสบจมูกมากจนเกินไป อยากให้
Proton รักษากลิ่นแบบนี้เอาไว้ ใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่หลังจากนี้ นานๆ



เบาะนั่งติดตั้งมาในตำแหน่งที่ผมว่า สูงไปสักหน่อย แม้ว่า จะมีก้านปรับระดับสูง -ต่ำ
ฝั่งคนขับมาให้แล้ว แต่ต่อให้ปรับเบาะจนต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ ตำแหน่งนั่ง ก็ยังสูงไป
อยู่ดี เมื่อเทียบกับรถยนต์นั่งในระดับเดียวกันจากค่ายญี่ปุ่น มันสูงจนทำให้ผมเข้าใจ
ว่ากำลังขับรถยนต์ Minivan มากกว่าที่จะนั่งขับรถเก๋ง Sedan ยินยันว่า ตำแหน่งเบาะ
ที่ต่ำที่สุด ควรจะต่ำลงกว่านี้ได้อีกสัก 2 - 3 จังหวะ

ยิ่งถ้าเป็นเบาะฝั่งผู้โดยสารแล้ว ตำแหน่งของเบาะ สูงไป แม้จะเข้า-ออกจากรถง่าย
แต่ เมื่อนั่งเดินทางแล้ว มันให้ประสบการณ์คล้ยกับนั่งอยู่บนเบาะหน้าฝั่งซ้ายของ
Toyota Corolla ALTIS คือ เบาะสูงไปจนเหมือนตัวเราจะลอยจากพื้น และเกิด
ความไม่มั่นใจในการโดยสารอยู่บ้างเหมือนกัน

ดังนั้น ใครที่จะเริ่มสัมผัส Preve ครั้งแรก อย่าขึ้นไปนั่งบนเบาะหน้าฝั่งซ้าย แต่ให้
เริ่มจากการขึ้นไปนั่งบนเบาะคนขับไปเลย แล้วปรับตำแหน่งให้ต่ำสุด คุณจะพบว่า
มันเป็นตำแหน่งนั่งที่ยอมรับได้ สบายใจกว่าเบาะหน้าฝั่งซ้าย

พนักพิง แม้จะมีการดันหลังในระดับที่กำลังดีสำหรับผม แต่ปีกด้านข้าง แทบไม่
เกิดประโยชน์ในการรั้งตัวผู้ขับขี่ขณะเข้าโค้งเอาเสียเลย ยังคงแบนเกือบเท่ากับ
ไม้กระดานแต่แค่ว่ามีการดันหลังเพิ่มขึ้นเท่านั้น นั่งนานๆ ไม่ค่อยสบายเท่าที่ควร
คือรู้ว่าตั้งใจปรับปรุงจาก Presona และ Gen2 รุ่นเดิม ที่ถือว่าเลวร้ายมาก แต่ทว่า
ยังดีขึ้นไม่เพียงพอ แถมยังแข็งไปอีกต่างหาก ถ้ามีฟองน้ำที่นุ่มกว่านี้ จะช่วยลด
เสียงบ่นของผู้โดยสารลงได้มากกว่านี้

เข็มขัดนิรภัย แม้จะเป็นแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบผ่อนแรงปะทะ และดึงกลับแบบ
อัตโนมัติ Pre-tensioner & Load Limiter แต่ กลับไม่สามารถปรับระดับสูง - ต่ำ
ได้ ไม่แน่ใจว่า นี่เป็นคำแนะนำจาก วิศวกร BMW ที่ Proton ดึงมาร่วมทีมด้วยหรือไม่
แต่ขอบอกว่า แม้จะเป็นไอเดียที่ถูกต้อง ว่า ผู้ขับขี่ ควรปรับตัวเองบนเบาะในระดับที่
เหมาะสม ไม่ใช่ให้เขมขัดนิรภัยปรับตาม แต่ในความเป็นจริง คนเอเซีย ไม่มองเรื่องนี้
และคุณจำเป็นต้องปรับตำแหน่งเข็มขัดนิรภัยให้สูงต่ำได้ เพราะสรีระของชาวเอเซียนั้น
แตกต่างหลากหลายมากมายกว่าชาวยุโรปเหลือเกิน



การเข้า - ออก จากบานประตูคู่หลัง ทำได้ดี เพียงแต่อาจต้องก้มศีรษะเพิ่มจากที่เคยทำ
กับรถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกนิดหน่อย มิเช่นนั้น ศีรษะของคุณ จะโขกกับขอบหลังคาได้
ส่วนการลุกออกจากรถ ทำได้สบายๆ ไม่ลำบากยากเข็น แถม ขาก็ยังไม่แกว่งไปโดน
พลาสติกบริเวณฐานของเสาหลังคากลาง B-Pillar อีกด้วย

แผงประตูด้านข้าง วางแขนได้สบายพอดีๆ แต่กระจกหน้าต่างไฟฟ้า เลื่อนลงได้ไม่สุด
ด้านหลังของกล่องคอนโซลกลาง จะพบว่า มีช่องเสียบจ่ายไฟ ให้กับ โทรศัพท์ หรือ
คอมพิวเตอร์ Notebook จนถึงเครื่องเล่นเกมต่างๆ เพิ่มจากบริเวณด้านหน้า



เบาะหลัง มีพนักพิงศีรษะที่แข็งพอสมควรมาให้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา แต่ไม่มีสำหรับ
ผู้โดยสารตรงกลาง ทั้งที่เข็มขัดนิรภัยทั้งซ้าย กลาง และขวา เป็นแบบ ELR 3 จุด
ทุกตำแหน่ง พนักพิงแม้จะเป็นฟองน้ำ แต่ค่อนข้างแข็ง จนชวนให้นึกถึงเบาะ
ของ Chevrolet Aveo รุ่นเดิม แข็งได้ใกล้เคียงกันเลย ขณะที่เบาะรองนั่ง จะนุ่ม
กว่ากันชัดเจน แต่ความยาวยังไม่พอ สั้นไปนิดนึง กระนั้น ยังถือว่า พอรองรับ
สรีระของคนทั่วๆไปได้ นั่งทางไกล พอได้ ยังไม่เลวร้ายเท่ากับเบาะรองนั่งสั้นๆ
ของรถยนต์อีกหลายๆคันที่เราเคยเจอมา  

ที่ต้องขอชมคือ พื้นที่วางขา สำหรับผู้โดยสารตอนหลังนั้น ยาวใหญ่กว่าที่คิด และ
แน่นอนว่า หัวเข่าของคุณจะไม่มีทางติดกับช่องใส่หนังสือด้านหลังเบาะคู่หน้า
แน่ๆ ถ้าคนขับ ไม่ปรับเบาะถอยหลังจนสุดรางเลื่อน แถมยังมีจุดยึดเบาะนิรภัย
สำหรับเด็ก มาตรฐาน ISOFIX มาให้ทั้งฝั่งซ้ายและขวาของพนักพิงเบาะ ตาม
มาตรฐานของยุโรปเลยทีเดียว

พนักวางแขน พับเก็บได้ตรงกลาง มีช่องวางแก้วน้ำมาให้ 2 ตำแหน่ง ใช้วางแขนได้
จริง ระดับความสูงเหมาะสมมาก ตำแหน่งเดียวกับพื้นที่วางแขนบนแผงประตูหลัง
ทั้ง 2 ฝั่งพอดีเป๊ะ พื้นที่เหนือศีรษะ สำหรับคันตัวสูง 171 เซ็นติเมตร อย่างผม ยังมี
เหลืออีก 3 นิ้วมือ สอดแทรกลางในแนวนอน ระหว่างศีรษะของผม กับเพดานรถ

เพดานหลังคา เป็นอีกจุดที่ต้องขอกล่าวถึงนิดนึง เพราะ เมื่อกดลงไปปุ๊บ ก็เจอกับ
คานเหล็กและแผ่นเหล็กหลังคากันอย่างไม่ทันตั้งตัว...ยังไม่อยากนึกเลยว่า ถ้าเจอ
ช่วงฝนตก เสียงหลังคา จะฟังแล้วกุ๊งกิ๊งอร่อยเหาะ ขนาดไหน? แต่ที่แน่ๆ งานนี้
Proton เขาแถม "ศาสดา" (มือจับยึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงที่คนขับซิ่งเกินเหตุ) มาให้
ครบทั้ง 4 ตำแหน่งเลยทีเดียว



นอกจากนี้ เบาหลังยังสามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บ
สัมภาระด้านหลัง การออกแบบมาในสไตล์เบาะรถยุโรป คือ จะต้องดึงเบาะรองนั่ง
ออกมาจากตำแหน่งล็อก แล้วยกหงายขึ้นไปข้างหน้าก่อน จากนั้น ค่อยกดปุ่ม ปลด
ล็อกพนักพิงเบาะ ที่บริเวณไหล่ ด้านใน ติดกับ พนักศีรษะ ของทั้ง 2 ฝั่ง แล้วค่อย
พับเบาลงมา พร้อมกับ กดปุ่มล็อก ถอดพนักศีรษะออก จึงจะพับเบาะลงมาได้ราบ
เรียบสนิทเป็นแนวเดียวกับพื้นห้องเก็บของด้านหลัง

ข้อดีก็คือ ในกรณีที่คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนปั้มติ๊ก (ปั้มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสู่เครื่องยนต์
ที่ติดตั้งอยู่ในถังน้ำมัน) คุณไม่จำเป็นต้องรื้อเบาะออกมา แค่เพียงยกเบาะรองนั่งแล้ว
หงายมันไปข้างหน้า ก็สามารถเข้าถึงบริเวณถังน้ำมันของรถ ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลัง
ได้โดยง่ายดาย



ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง เปิดจากก้านโยกที่พื้นรถฝั่งผู้ขับขี่ (ตำแหน่งเดียวกับ
ฝาเปิดภังน้ำมัน เหมือนรถยนต์ทั่วๆไป) หรือ ต้องไขกุญแจเปิดเอาเอง ซึ่งจริงๆแล้ว
น่าจะให้กลอนไฟฟ้า และสวิชต์สั่งปลดล็อกได้จากรีโมทกุญแจ มาให้ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้คู่แข่งทั้งหลาย กรุณา ศึกษาดูด่วน ก็คือ การปิดฝาประตูหลัง
ที่ไม่ต้องออกแรงเยอะ แค่กดฝากระโปรงหลังลงมาเบาๆ กลอนก็งับดัง "ฉึบ" อยู่หมัด!
เห็นได้ชัดว่า งานนี้ Proton ใส่ใจในรายละเอียดใช้ได้ ไม่เว้นแม้แต่เสียงปิดฝาประตู
ห้องเก็บขงด้านหลัง ที่ผมว่า ดีกว่า Mercedes-Benz E-Class รุ่นปัจจุบัน เสียอีก!!!!
แม้จะเสียดายว่า ไม่มีช็อกอัพไฮโดรลิกค้ำยันมาให้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่เมื่อใช้งานจริง ผมกลับ
มองว่า นั่นไม่จำเป็นสำหรับ Preve เลย!



ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง มีขนาดใหญ่ถึง 506 ลิตร ใหญ่กว่า Toyota Corolla Altis รุ่น
ปัจจุบัน (475 ลิตร) และ Honda Civic FB 2012 (464 ลิตร) เป็นรองแค่ Volkswagen
Jetta (510 ลิตร) ซึ่งไม่มีขายในเมืองไทย ที่สำคัญ มีไฟส่องสว่างในห้องเก็บของมาให้อีกด้วย!

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ซุ้มล้อ เบียดบังเข้ามาในห้องเก็บของด้านหลังค่อนข้างเยอะ ดังนั้น
แม้จะมีพื้นที่ใหญ่โต แต่การจัดวางสัมภาระก็ต้องใช้ความคิดกันอยู่ไม่น้อย

เมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้น จะพบ ยางอะไหล่ขนาด T135-70D16 สวมกับล้อกระทะเหล็ก
4T x 16 พร้อมชุดเครื่องมือประจำรถ และแม่แรงยกรถ ผมมองหาช่องเกี่ยวพื้นเก็บของกับ
ชิ้นส่วนตัวรถ แต่ก็ยังหาไม่เจอ ซึ่งอาจไม่ค่อยสะดวก สำหรับการยกยางอะไหล่ออกมาใน
ช่วงเวลาจำเป็น จะว่าไป รถเก๋งประกอบในบ้านเราส่วนใหญ่ ก็มักละเลยเรื่องนี้กันอยู่แล้ว



แผงหน้าปัดนั้น ออกแบบมาให้เน้นการใช้งานง่ายๆเป็นหลัก แต่ยอมรับเลยว่า มันดูย้อนยุค
ไปถึงรถยนต์นั่งในยุคปี 2000 ชวนให้แอบนึกถึงแผงหน้าปัดของ Chevrolet Optra อยุ่ไม่น้อย

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ในภาพสเก็ตช์ตอนแรก เห็นได้ชัดว่า ทีมออกแบบของ Proton ตั้งใจจะ
างตำแหน่งชุดเครื่องเสียงไว้ด้านบน โดยย้ายช่องแอร์ ไปวางขนาบชุดเครื่องเสียงทั้ง 2 ฝั่ง แต่
ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่อาจทราบได้ ท้ายที่สุด ในรุ่นผลิตขายจริง ชุดเครื่องเสียงต้องลดระดับ
ลงมาอยู่ใต้ช่องแอร์กันอย่างที่เห็น

วัสดุของแผงหน้าปัด ครึ่งท่อนบนนั้น ทำได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่ารถยุโรปบางคันด้วยซ้ำ
ด้านบนสุด แม้จะแข็ง แต่แอบมีฟองน้ำบุไว้ใต้วัสดุที่กัดลายแบบ Modern อย่างที่เห็น
แถมลาย Trip ประดับ ก็เป็น ลายไม้สีน้ำตาลเข้ม ดูมีระดับ หรูหรามาก เสริมด้วย ลาย
สีเงิน ขนาบข้าง ชุดเครื่องปรับอากาศ แต่พลาสติดบริเวณครึ่งท่อนล่างของแผงหน้าปัด
ยัง Look Cheap อยู่ และเป็นบริเวณที่ผู้ใช้รถจะสัมผัสถึงมากที่สุด

แผงบังแดด ด้านบน มีกระจกแต่งหน้ามาให้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่ไม่มีไฟแต่งหน้ามาให้ ต้องอาศัย
ไฟอ่านแผนที่ ตรงกลาง ช่วยแทน มีไฟส่องสว่าง กลางเพดานหลังคาอีก 1 ตำแหน่งมาให้
ส่วนกระจกมองหลัง เป็นแบบ ตัดแสงด้วยระบบอัตโนมือของคนขับ โทนสีเพดานและ
เสาหลังคา เป็นสีสว่าง ช่วยให้ภายในรถดูโปร่งขึ้นอีกมิติหนึ่ง



จากขวา ไปซ้าย สวิชต์ กระจกหน้าต่างเลื่อนขึ้น - ลงด้วยไฟฟ้า ทั้ง 4 บาน ยกเว้นฝั่งคนขับ
ที่จะกดหรือยกสวิชต์ขึ้นแบบ AUTO One Touch เลื่อนขึ้น - ลงเพียงครั้งเดียว พร้อมระบบ
jam Protection ดีดกลับเมื่อมีสิ่งกีดขวาง

กระจกมองข้าง ปรับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า และยังสั่งพับได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า อยากให้ลองสังเกต
สัมผัสขณะกดลงไปบนปุ่มพับกระจกมองข้างครับ คุณจะพบว่า มัน Smooth มาก ระดับที่
รถยุโรปบางค่าย ยังทำไม่ได้ขนาดนี้! ต้องค่อยๆ กดลงไปครับ จึงจะพบความแตกต่าง!

การติดเครื่องยนต์ ต้องเสียบรีโมทกุญแจเข้าไปในช่องด้านข้างก่อน แล้วค่อยกดปุ่มติดเครื่อง
แบบเดียวกับยุคของ Volvo S80 ใหม่ ล็อตแรกๆ ซึ่งถือเป็นวิธีแก้ปัญหาการลืมคืนกุญแรถ
ของผม กับ PR ค่ายรถต่างๆ ได้อย่างดีมาก!

แต่ใต้สวิชต์ติดเครื่องยนต์ลงมา เป็นช่องเก็บของขนาดยักษ์ พอจะใส่ขวดน้ำได้ ปัญหาคือ
เมื่อดึงออกมา คุณจะพบว่า มัน"คลอน และร่วงผล็อยลงมา" ติดตั้งมาไม่ดี โยกไปมา อย่าง
น่ากลัวว่ามันจะหลุดติดมือผมขึ้นมาเลยเนี่ยสิ! ปรับปรุงด่วนครับข้อนี้!

ก้านสวิชต์บนคอพวงมาลัยนั้น ฝั่งขวา จะเป็นชุดใบปัดน้ำฝน พร้อมระบบปัดอัตโนมัติ และมี
Rain Sensor อยู่เหนือกระจกมองหลังตรงกลาง พร้อมปุ่มกดหน้าจอ SID ซึ่งจะพูดถึงใน
ย่อหน้าถัดไป ก้านสวิชต์ฝั่งซ้าย จะเป็นชุดไฟหน้าแบบเปิดอัตโนมัติจากเซนเซอร์ (ไฟหน้า
Auto) ส่วนไฟเลี้ยวและไฟสูง ทำตัวเหมือน ก้านสวิชต์ของ Mitsubishi Motors ไม่มีผิด
ไม่สามารถกระดิกเพื่อกระพริบไฟสูงได้ ต้อง ดึงกลับให้ก้านสวิชต์ถอยกลับมาเอง การใช้งาน 
แบบนี้ ทำให้ผู้ร่วมสัญจรเข้าใจผิดได้ว่า คุณเปิดไฟสูงแช่ยาวเพื่อด่าพวกเขา อันเป็นเหตุให้
ผู้ขับขี่ โดนลูกปืนยิงสวนมาได้โดยไม่คาดฝัน ข้อนี้ ปรับปรุงหน่อยก็ดีนะครับ ส่วนสวิชต์ของ
ไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ย้ายไปไว้ด้านข้าง สวิชต์ไฟฉุกเฉิน Hazzard Light ใต้ชุด
เครื่องเสียง

พวงมาลัย 3 ก้าน หุ้มด้วยยูรีเทน ปรับระดับสูง -ต่ำได้ แต่ปรับระยะใกล้ - ห่าง Telescopic
ไม่ได้  มีแป้นแตรที่ดูแล้ว Look Cheap เหมือนเช่น Proton รุ่นก่อนๆ มีสวิชต์ควบคุมชุด
เครื่องเสียง บนก้านพวงมาลัยทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนสวิชต์ระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise
Control ติดตั้งมาให้เป็นก้านเล็กๆ ด้านข้างพวงมาลัยฝั่งขวา เหมือนของ Toyota ทั่วไป



ชุดมาตรวัดเป็นแบบ Analog 2 วงกลม กรอบสีขาว พื้นสีดำ ตัวเลขสีขาว และแดง ซึ่งใช้
Font ตัวอักษรที่เล็กและตีบแบน อ่านค่อนข้างยากในยามค่ำคืน ต้องละสายตาจากพื้นถนน
เพื่อมองความเร็ว และรอบเครื่องยนต์ นานกว่าที่ควรเป็นไปสักหน่อย

ช่องตรงกลางเป็นจอ Smart Information Display system (SID) กเรืองแสงสีแดงเข้มๆ เพื่อ
แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย และแบบ Real Time (Instant) ปริมาณไฟใน
แบตเตอรี่ แสดงระยะทางที่น้ำมัน 1 ถังยังแล่นต่อไปได้ แสดงตำแหน่งเกียร์ นาฬิกา ปรอท
วัดอุณหภูมิภายนอก แสดงไฟเตือนลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ลืมเปิดประตูรถทิ้งไว้ เตือนให้
เหยียบเบรกก่อนกดปุ่มติดเครื่องยนต์

ส่วนการปรับความสว่างของมาตรวัด ให้กดปุ่มที่หัวก้านสวิชต์ใบปัดน้ำฝน (ฝั่งขวาของคอ
พวงมาลัย)



เครื่องปรับอากาศ เป็นแบบอัตโนมัติ ข้อดีคือ เย็นฉ่ำสบาย รวดเร็วทันใจ จนแทบจะบอกว่า
Preve หนาวมาก! แต่ก็มีข้อให้ต้องปรับปรุง นั่นคือ การออกแบบสวิชต์ของมัน ที่ควรดูดีกว่านี้
เรียบร้อย ไฮโซกว่านี้ เพราะพลาสติกบริเวณสวิชต์เครื่องปรับอากาศ มีพื้นผิวดูราวกับว่า เพิ่ง
โดน อาม่า เผลอทำยาล้างเล็บหกใส่! (สำนวนเจ้าต๊อบ Philozophy ใน The Coup Team ของเรา
เขา Comment ไว้ซะฮาส้วมแตกเลยทีเดียว!)

ถ้าจะใส่สวิชต์แบบกดปุ่ม พร้อมหน้าจอแสดงตัวเลขแบบ Digital มาให้เลย แบบ Nissan Sylphy
ผมว่าจะช่วยให้แผงหน้าปัดของรถ ดูดียิ่งขึ้นกว่านี้ได้อีก

ช่องแอร์ตรงกลาง ถ้าคิดจะออกแบบมาให้ชวนระลึกถึง รถยนต์ Sedan ยุคปี 2000 มากขนาดนี้
ก็ควรจะแก้ไข ด้วยการ ล้อมกรอบโครเมียม แถบบางๆ รอบช่องแอร์ ทุกตำแหน่งสักหน่อย เพื่อ
ให้ดูหรูหรา และสอดคล้องกับลายไม้สีน้ำตาลเข้มที่ดูดีมีระดับมากๆ กว่าที่เป็นอยู่

ชุดเครื่องเสียงเป็นของ BLAUPUNKT จากเยอรมัน เป็นวิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่นแผ่น
CD/MP3 1 แผ่น ปรับ Equalizer ได้เมามัน มีระบบนำทางผ่านดาวเทียม Navigation System
แสดงผลบนหน้าจอมอนิเตอร์สี แบบสัมผัส Touch Screen มาให้ ที่เด็ดก็คือ มีช่องเสียบ USB
ให้ถึง 2 จุด คือที่ตัวเครื่อง และที่คอนโซลกลาง ใกล้กับช่องเสียบปลั๊กไฟ ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์
Gadget ต่างๆ มีลำโพงมาให้ 4 ชิ้นทุกรุ่นย่อย พร้อมเชื่อมต่อกับ Bluetooth ได้อีกด้วย!

คุณภาพเสียง จัดอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ไม่เลวร้าย ฟังได้ดี โดยเฉพาะ เพลงแนว Jazz หรือ
Bossa Nova ทั้งหลาย แต่ข้อที่ต้องปรับปรุง คือ Software ของตัวเครื่องที่ทำงานช้ามากกกกก!
อืดอาดยืดยาด ผิดกับอัตราเร่งของตัวรถลิบลับ ยิ่งถ้าจะเรียกระบบนำทาง ขึ้นมาดูแผนที่ ยิ่ง
ต้องทำใจ รอไปเลยสิ กว่าจะเรียกขึ้นมาได้ หลับไปตื่นนึง พึ่งจะแสดงหน้าจอเสร็จ! แถม
ถ้าเล่นเพลงจาก iPod หรือ iPhone อยู่ แล้วเรียกระบบนำทางขึ้นมา พี่แก "เอ๋อ" ครับ! ทะลึ่ง
ตัดเสียงเพลงจาก เครื่องเล่น iPhone ทิ้วงกันดื้อๆ Mute หายไปเลยซะงั้น!

สรุป ไปเปลี่ยน Software ประมวลผลในชุดเครื่องเสียงมาใหม่เถอะ! มิเช่นนั้น ผมว่า ไม่ต้อง
ไปช้งไปใช้มันหรอก ระบบนำทาง แค่ฟังเพลงจากเครื่องเสียง BLAUPUNKT อย่างเดียวก็
รื่นรมณ์เพียงพอแล้ว



ด้านข้างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า มีช่องใส่แก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง และกล่องเก็บของ พร้อม
ฝาปิด ที่บุผ้าแบบเดียวกับผ้าหุ้มเบาะ เพื่อเป็นพื้นที่วางแขนในตัว ใช้งานได้จริง วางแขนได้
สบายพอดีๆ ในตำแหน่งที่ถูกต้องและเหมาะสม ส่วนขนาดของกล่องเก็บของนั้น จุกล่อง
CD ได้เยอะอยู่ แอบซ่อนข้าวของได้ดี แถมยังมีช่องใส่เหรียญมาให้ ซึ่งต้องขอแนะนำว่า
ควรจะบีบเศษเหรียญแน่นๆ แล้วค่อยยัดใส่ไปทีเดียว จะได้ไม่ก่อเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งชวนให้
หงุดหงิดใจระหว่างเดินทาง



ทัศนิวิสัยด้านหน้า ถือว่า ปลอดโปร่งพอประมาณ สำหรับคนที่มีปัญหาในการกะระยะ แล้ว
การออกแบบตำแหน่งเบาะนั่งให้สูง กว่ารถยนต์ทั่วไป ช่วยให้ผู้ขับขี่ มองเห็นฝากระโปรง
ด้านหน้าได้ดีขึ้น แต่สำหรับผม ซึ่งปรับเบาะนั่งให้เตี้ยสุดอยู่ตลอดเวลา พบว่า พื้นที่ของ
กระจกบังลมหน้า เมื่อมองจากมุมผู้ขับขี่ ไม่สูงมาก และอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของรถยนต์
ยุคใหม่ทั่วไป



เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา มีความหนา พอกับรถยุโรป ดังนั้น การเลี้ยวเข้าโค้งขวา
บนถนนแบบสวนกันเลนเดียว อาจพบการบดบังรถที่แล่นสวนทางมาในโค้งได้ ต้องใช้
ความระมัดระวังอยู่บ้างเหมือนกันในบางจังหวะ

กระจกมองข้าง มีขนาดกำลังดี แต่พื้นที่ด้านริมนอกสุด ถูกกรอบพลาสติกบังพื้นที่เข้ามา
เล็กน้อย การเปลี่ยนเลนทางขวา ของรถคันนี้ ขอแนะนำว่า หันเหลือบไปมองรถคันที่
แล่นขนาบข้างมาจากด้านหลังด้วยอีกทาง จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นกว่าปกติ



เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งซ้าย มีขนาดหนา เท่ากันกับฝั่งขวา ดังนั้น การบดบังรถที่
แล่นสวนทางมา ขณะเลี้ยวกลับรถ จึงม่ีอยู่บ้างในบางจังหวะ แต่ไม่ได้เป็นในทุกจุดที่
จะต้องเลี้ยวกลับแต่อย่างใด กระจกมองข้างฝั่งซ้าย ก็มีปัญหาแบบเดียวกับฝั่งขวา คือ
กรอบกระจกด้านนอก เบียดบังพื้นที่กระจกมองข้างเข้ามานิดหน่อย ทำให้มองเห็น
รถคันที่แล่นมาด้านหลังฝั่งซ้ายได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ถือว่า ทำได้ในระดับมาตรฐาน



ส่วนเสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar ฝั่งซ้ายของตัวรถ บดบังรถมอเตอร์ไซค์ที่แล่นสวนทางมา
ในระดับที่ พอกันกับ Mazda 3 รุ่น Sedan เพียงแต่ พื้นที่กระจกดูจะโปร่งกว่ากันนิดนึง
เมื่อมองด้วยตาเปล่า การถอยหลังเข้าจอด อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นด้วย อย่าคิด
พึ่งพาแค่เพียงเซนเซอร์กะระยะ ที่ติดตั้งอยู่บนเปลือกกันชนหลัง มาจากผู้จำหน่าย
ซึ่งจะทำงานทุกครั้งที่เข้าเกียร์ R ถอยหลัง เพียงอย่างเดียว



********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

ขุมพลังที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้าของ Preve 1.6 CFE Turbo เป็นเครื่องยนต์ CamPro CFE
(ย่อมาจาก Charged Fuel Efficiency หรือเน้นการเพิ่มความประหยัดน้ำมันเป็นหลักนั่นเอง)
รหัส S4P-CFE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,561 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 76.0 x 86.0
มิลลิเมตร กำลังอัด 8.9 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิกส์ ดูหน้าตาเหมือนเครื่องยนต์
ธรรมดาๆ บ้านๆ แต่ความจริงแล้ว เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในนั้น มันไม่ธรรมดาอย่างที่คิด!

อันที่จริง มันเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้พื้นฐานมาจาก รุ่น S4P เดิม แต่ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์นั้น ถูก
ปรับปรุงขึ้นใหม่กว่า 90% ด้วยฝีมือของ ทีมวิศวกรกว่า 30 คนของทั้ง Lotus และ Proton
โดยในช่วงแรก  Lotus Technical Centre นอกเมือง Norwich สหราชอาณาจักร เป็น
หัวหน้าโครงการทั้งหมด ก่อนจะมีการโอนย้ายมาอยู่ในการดูแลของ ศูนย์ Proton Technical
Center ที่เมือง Shah Alam ในมาเลเซีย การทำงานร่วมกัน อยู่บนพื้นฐานการประชุมผ่าน
เครือข่าย Web Conferencing ข้ามทวีป ซึ่งมีการร่วมงานและถ่ายทอด เทคโนโลยีใหม่ๆ
ในการผลิตเคริ่องยนต์ลูกนี้กับทั้ง ผู้ผลิตชิ้นส่วน ฝ่ายควบคุมคุณภาพ ทั้งแผนก Supplier
Quality Assurance (SQA) และ Advanced product quality Planing (APQP)
อีกด้วย เพียง 7 เดือน หลังจากเริ่มโครงการ เครื่องยนต์ต้นแบบ ก็พร้อมส่งเข้าไปทดสอบ
บนแท่น Dynamometer มีทั้งที่ Lotus UK และที่ Proton ในมาเลเซีย นอกจากนี้
ยังมีการทดสอบทั้งในสภาพอากาศหนาวสุดขั้ว ที่ Sweden รวมทั้ง อากาศร้อนสุดติ่ง ใน
Spain และ Malaysia อีกต่างหาก! ส่วนโรงงานผลิตเครื่องยนต์นี้ อยู่ที่ Shah Alam




การปรับปรุงเครื่องยนต์บล็อกเดิม ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น มีตั้งแต่การลดช่วงชักลง
จาก 88 มิลลิเมตร เหลือ 86 มิลลิเมตร ทำให้ความจุกระบอกสูบ ลดลงจาก 1,597 ซีซี เหลือ
1,561 ซีซี ลดกำลังอัดลง จาก 10.0 : 1 เหลือ 8.9 : 1 ลดความสูงของเสื้อสูบแบบ Iron Cast
(เหล็กหล่อ) อีกทั้งยังมีการออกแบบทางเดินของน้ำหล่อเย็นใหม่ รวมทั้งใช้ปั้มน้ำมันเครื่อง
และปั้มน้ำหล่อเย็นที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น ปรับ
ตำแหน่งของแคมชาฟท์ (เพลาราวลิ้น ควบคุมการเปิด-ปิด ของวาล์ว ทั้งฝั่งไอดี และไอเสีย)
กันใหม่ ปรับปรุงฝาสูบใหม่ ให้ทนทาน และรองรับแรงดันของ Turbo ได้ มีระบบแปรผัน
วาล์ว VVT (Varialble Valve Timing) ก้านสูบ และลูกสูบ เปลี่ยนมาใช้เหล็กที่เหนียว และ
ทนทานเป็นพิเศษ เพลาข้อเหวี่ยงออกแบบขึ้นใหม่ให้ ทนต่อการหมุนของเครื่องยนต์ใน
ช่วงรอบสูงๆ ได้ดียิ่งขึ้น

รวมทั้งมีการใช้ Software ควบคุมเครื่องยนต์แบบใหม่ ที่ชื่อ Torque based engine
management system (EMS) เพื่อให้การทำงานร่วมกับทั้งระบบเกียร์ CVT และระบบ
ควบคุมเสถียรภาพ ESP เป็นไปอย่างราบอื่นมากขึ้น โดยผู้ผลิตทั้งกล่องสมองกลของ
เครื่องยนต์ ECU (Engine Control Unit) และ โปรแกรม EMS นั้น คือ Continental SA

ที่สำคัญก็คือ เพิมระบบอัดอากาศ เป็น Turbocharger ของ Borg Warner รุ่น KP39 ซึ่งถูก
ออกแบบมาให้เน้นแรงบิดรอบต่ำ และลดอากาศรอรอบเครื่องยนต์ที่ Turbo จะเริ่มทำงาน
(หรืออากาศ Turbo Lag) ให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ มี Waste Gate ไฟฟ้า ชุดควบคุม
Boost ของ Turbo แบบไฟฟ้า หล่อลื่นแกน Turbo ด้วยน้ำมันเครื่อง ผ่ายบุชทองเหลือง มี
ปั้มน้ำหมุนเวียนทำงานด้วยไฟฟ้า ทันทีที่ดับเครื่องยนต์ ปั้มตัวนี้จะทำงานต่อเนื่องไปอีก
6 นาที เพื่อระบายความร้อยของแกน Turbo ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Turbo Timer
เพื่อชะลอการดับเครื่องยนต์ออกไป โดยไม่จำเป็น ปรับตั้งแรงดัน Boost ของ Turbo ไว้ที่
0.8 - 1.1 Bar ความเร็วรอบการทำงานสูงสุด 220,000 รอบ/นาที! ถือว่าเป็น Light-Turbo ที่
ทำงานได้ประสิทธิภาพสงสุดลูกหนึ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องยนต์ S4P-CFE นี้ ยังต้องรองรับการใช้น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน
88 RON ได้  แม้ในสภาพอากาศร้อนระอุ โดยต้องไม่มีปัญหาในการทำงานระยะยาวด้วย
เช่นเดียวกันที่ เวอร์ชันไทย จะต้องออกแบบให้รองรับการใช้น้ำมันเบนซิน Gasohol 95
ได้ถึงระดับ E20 (ปริมาณ เอทานอล ไม่เดิน 20% จากเนื้อน้ำมันทั้งหมด)



ทั้งหมดนี้ ช่วยให้ เครื่องยนต์ CamPro CFE Light Turbo มีกำลังสูงสุด 138 แรงม้า (PS) ที่
5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตันเมตร (20.88 กก.-ม.) ที่รอบเครื่องยนต์ระหว่าง
2,000 - 4,000 รอบ/นาที แรงบิดที่ได้ มาในแบบ Flat Torque คือ แรงบิดสูงสุดจะมาพบคุณ
ตั้งแต่เข็มวัดรอบ ชี้ไปที่เลข 2 แล้วต่อเนื่องไปจนถึง เลข 4 ก่อนจะเริ่มค่อยๆเหี่ยวปลาย
สุดที่ระดับ 5,500 รอบ/นาที เหยียบคันเร่งยังไง รอบเครื่องยนต์ ก็จะไม่กวาดขึ้นไปถึง
6,000 รอบ/นาที หรือเลข 6 บนมาตรวัดรอบแน่ๆ

เครื่องยนต์ลูกนี้ ถูกนำมาติดตั้งครั้งแรกใน Proton Exora Bold (หรือที่มีขายในบ้านเรา
โดยใช้ชื่อ Proton Exora Turbo) เปิดตัวในเมืองไทย เมื่อปี 2011 ที่ผ่านมานี่เอง



เครื่องยนต์ CamPro CFE จะส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ
อัตราทดแปรผัน CVT 7 จังหวะ ProTronic พร้อมโหมด + / - ที่คันเกียร์ และแป้นเปลี่ยน
เกียร์ Paddle Shift ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหลังของพวงมาลัย

น้ำมันเกียร์ CVT ตามสเป็กระบุว่า ใช้ของ ESSO EZL 799 (A) ประมาณ 4.1 - 4.3 ลิตร
ส่วนน้ำมันชุดคลัชต์ ใช้ร่วมกับน้ำมันเบรกได้ ทั้งแบบ DOT3 และ DOT4 อัตราทดเกียร์
เมื่อแบ่งย่อยตามตำแหน่งล็อกอัตราทด (โหมด บวก/ลบ) บนพูเลย์แล้ว มีดังนี

เกียร์ 1 .............................2.41
เกียร์ 2 .............................1.56
เกียร์ 3 .............................1.07
เกียร์ 4 .............................0.81
เกียร์ 5 .............................0.64
เกียร์ 6 .............................0.54
เกียร์ 6 .............................0.45
เกียร์ถอยหลัง .....................2.68
อัตราทดเฟืองท้าย ..............5.76

แป้น Paddle Shift แม้จะมีการใช้งานที่เหมือนๆกับของ Honda City กับ Civic แต่พลาสติก
ที่ขึ้นรูปนั้น ดูป๋องแป๋งมาก ถ้าออกแบบให้ดีๆ และไม่ดู Look Cheap อย่างนี้ จะช่วยเพิ่ม
มูลค่าของรถในสายตาลูกค้าขึ้นได้อีก

แจ้งไว้ให้ทราบเพิ่มเติมเป็นข้อมูล (เผื่อใครจะซ่อมบำรุงเองในอนาคต) ว่าชิ้นส่วนอะไหล่ที่ใช้
ของ BOSCH ได้แก่ TMAP Sensor , CAM Sensor , หัวฉีด ระบบเบรก ABS + EBD
พร้อม Sensor ,สมองกล ECU และเซ็นเซอร์ ของถุงลมนิรภัย ,พัดลมหมอน้ำปั้มน้ำ และ
สายพานของเกียร์ CVT

นอกนั้น หัวเทียน ใช้ของ NGK แบบ Iridium เบอร์ ILKAR7G7 แบ็ตเตอรี มีขนาด 12 V 48 Ah.
แบบ 55D23L Maintenance Free ส่วน Alternator มีขนาด 12 V  90 A. ส่วนมอเตอร์สตาร์ต
เป็นแบบ 12 V  1.2 กิโลวัตต์ น้ำมันเครื่อง เกรด SAE 10W 30 เกรด API SL ขึ้นไป ประมาณ
3.75 ลิตร (ไม่รวมอีก 0.5 ลิตร ในไส้กรองน้ำมันเครื่อง) สรุปว่า ใช้ทั้งหมด 4 ลิตร

ดูจากข้อมูลทางวิศวกรรมแล้ว คราวนี้ Proton จัดเต็มกว่าเดิมมากๆ จนผมสงสัยว่า สมรรถนะ
จะดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน เรายังคงทดลองจับเวลาหาอัตราเร่งในช่วงเวลากลางคืน เปิดแอร์
นั่ง 2 คน เปิดไฟหน้า และผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อเทียบกับรถยนต์ C-Segment Compact 
Class คันอื่นๆ มีดังนี้











เป็นไงครับ..เห็นตัวเลขแล้ว เหวอไปเลยไหมครับ?

แม้แต่ผมเองก็นึกไม่ถึงว่า เพียงแค่การเปลี่ยนไส้ในเครื่องยนต์ใหม่ แถมยังติดตั้ง Turbo
จากโรงงาน ให้กับเครื่องยนต์ธรรมดาๆ หน้าตาบ้านๆ จะทำให้ Preve 1./6 CFE Turbo
ทำอัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ดีที่สุด จะด้อยกว่าก็แค่เพียง Toyota Corolla Altis
2.0 CVT (9.56 วินาที) เท่านั้น ที่เหลือ ถูกทิ้งหายไปในกระจกมองหลัง

ไม่ใช่แค่อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งเพียงอย่างเดียว ทว่า อัตราเร่งแซง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง
คราวนี้ทำได้ดีที่สุดในตลาด และถือเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ที่รถเก๋งเครื่องยนต์ แค่เพียงบล็อก
1,600 ซีซี จะทำตัวเลขอัตราเร่งแซง ได้ต่ำกว่า 7 วินาทีลงมา  แทบไม่เหลืออะไรให้ผมพูดต่อ
นอกจากนั่งดูภาพตารางนี้กันเอาเอง

เพราะผมแทบไม่เชื่อกับตาตัวเองว่า เนี่ยแหละ Proton ...เฮ้ย! ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ!
เป็นไปได้ และเป็นไปแล้วด้วยเถอะ!



ในการขับขี่จริง อัตราเร่ง ช่วงออกตัว ยังต้องรอรอบการทำงานของ Turbo อยู่บ้าง ในช่วง
1,000 - 2,000 รอบ/นาที ยังไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น จนกว่าเขมวัดรอบเครื่องยนต์จะกวาดขึ้น
ผ่านหลัก 2,000 รอบ/นาที ขึ้นไป จึงจะเริ่มพบว่า ตัวรถ พุ่งทะยานไปข้างหน้า อย่างนุ่มๆ
ลื่นๆ แรงดึงที่เกิดขึ้น ดึงพอให้รู้ว่ารถกำลังพุ่งออกไป แต่ไม่ได้ดึงแบบกระชากลากฉุด
แค่ดึงแบบสุภาพๆ เหมือน ผู้บริหารไฟแรง แนวสุขุมนุ่มลึก กำลังเริ่มจะฉะใครบ้างคน
กลางที่ประชุมอย่างผู้ดี ค่อยๆขึ้นเสียงตำหนิลูกน้อง แต่ไม่ได้เกรี้ยวกราดผรุสวาท จน
สัตว์ทั้งเขาดินเพ่นพ่านเต็มห้องประชุม....

ด้วยการพัฒนาให้เครื่องยนต์ มีแรงบิดสูงสุดไหลมาอย่างต่อเนื่องเท่าเทียมกันเป็นแบบ
Flat Torque ตั้งแต่ระดับ 2,000 - 4,500 รอบ/นาที ช่วยเพิ่มอรรถรสในระหว่างเดินทาง
ได้อย่างน่าพิศมัย รื่นเริงบันเทิงใจเป็นอย่างดี ใครมาขับรถจี้ตูด ผมก็แค่ยิ้มๆ คิดในใจ
ว่า "เดี๋ยวรู้จัก Proton"...แล้วก็เหยียบคันเร่งส่งลงไป สัก 70% ของระยะเหยียบทั้งหมด
ปล่อยให้ Turbo ของ Borg Warner ทำงานปั่นจี๋ ส่งเสียงดังวี๊ดดดดด เป็นคลื่นความถี่
เสียงแหลม ลอดเข้ามาในห้องโดยสาร พา Preve พุ่งทะยาน ไปข้างหน้า แซงผ่าน
บรรดารถเก๋ง ECO Car มือใหม่ ที่ชอบขับช้าวิ่งขวา รวมทั้งบรรดา Taxi Meter กับ
Taxi สนามบินบ้าพลัง รวมทั้ง Fortuner กับ Vigo จนถึง Altis 1.6 และ Camry 2.0 ที่
ขับรถทุเรศทุรัง จี้ตูดชาวบ้านไม่บันยะบันยัง หายลับไปในกระจกมองหลัง เพียงแค่
คุณหายใจเข้า - ออก  2 - 3 ครั้ง!!

แถมการทำงานของ แป้น Paddle Shit บวก'ลบ นั้น ค่อนข้างเร็ว และฉับไวต่อความ
ต้องการของผู้ขับขี่มาก สั่งเปลี่ยนเกียร์ปุ่ม ไม่เกิน 0.4 วินาที เปลี่ยนเกียร์ให้ทันที
ถือว่า ทำได้ดีมากเกินกว่าที่คาดคิด

คันเร่ง เซ็ตมาในแบบรถเก๋งทั่วๆไป ที่ใช้คันเร่งไฟฟ้า คือไม่ได้ไวขนาดเหยียบปุ๊บ
มาปั๊บ แบบ คันเร่งไฟฟ้าของ Toyota 86 หรือ Altis แต่ น้ำหนักคันเร่ง และระยะ
การตอบสนอง พอกันกับคันเร่งของ Honda City 2008 คันที่บ้านผมตอนนี้เลย
คืออาจต้องเหยียบลึกอีกนิดนึง แต่ไม่มากนัก รถก็พร้อมจะเรียกอัตราเร่งมาให้
ทันท่วงที

การเก็บเสียง ทำได้ดีกว่าที่คิด แม้กระทั่งช่วงความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ผมแทบไม่ต้องเพิ่มเสียงพูดคุยไปจากเดิมมากนัก เว้นแต่เจอสภาพถนนที่ขรุขระ
หรือพื้นซีเมนต์เสียหายมากกว่าปกติ นั่นก็อีกเรื่อง แต่ยังถือว่า เบากว่ารถญี่ปุ่น
รุ่นใหม่ ป้ายแดงอยู่หลายคัน



ระบบบังคับเลี้ยว เป็นพวงมาลัย แร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง แบบไฮโดรลิก
รัศมีวงเลี้ยว 5.3 เมตร ระยะฟรีปรับตั้งมาที่ 30 มิลลิเมตร น้ำมันเฟืองพวงมาลัย ให้ใช้ ATF
DEXRON หรือ DEXRON II ขนาด 0.8 ลิตร

พวงมาลัยหนืด และหนักค่อนข้างมากในความเร็วต่ำ หรือขณะขับคลานๆ แม้จะไม่หนัก
เท่ากับ Proton รุ่นก่อนๆ แต่ก็ยังถือว่า หนืดและหนักพอกันกับ Chevrolet Optra เลยทีเดียว
อย่าว่าแต่คุณสุภาพสตรีเลย เพราะงานนี้คุณสุภาพบุรุษ ทั้งหลาย ก็อาจต้องออกแรงหมุน
พวงมาลัยเยอะขึ้นนิดนึงหากต้องถอยรถเข้าจอด หรือเลี้ยวกลับรถ แถมในจังหวะ เลี้ยว
และคืนพวงมาลัยเร็วๆ ยังได้ยินเสียงกระทบกันดัง "แต๊ก" จากชุดก้านไฟเลี้ยวด้วย เสียงนี้
ยิ่งได้ยินชัดเจน ถ้าคุณจะเปิดไฟเลี้ยว พอหมุนพวงมาลัยคืนกลับมาในตำแหน่งล้อตรงอย่าง
รวดเร็วๆ เสียง"แต๊ก" จะดังชัดเจน ราวกับทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ถึงการประกอบชิ้นส่วนข้างใน
ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่น่าจะเรียบร้อย

แต่ในช่วงความเร็วสูง พวงมาลัยกลับตอบสนองเบาขึ้นอย่างชัดเจน แถมยังไวขึ้นอีกด้วย
แม้จะนิ่ง และมั่นใจได้ในย่านความเรวสูง กระนั้น ถ้าต้องเลี้ยวเข้าโค้ง พวงมาลัยจะไว
ไปสักหน่อย ระยะฟรี ไม่ได้เยอะอย่างที่คิด ช่วงที่หมุนพวงมาลัยเลี้ยว จาก ตั้งล้อตรง
ถึง 45 องศา จะพบอาการเบาโหวงแบบรถญี่ปุ่นสมัยก่อนอยู่มาก ก่อนที่จะเริ่มพบความ
หนืดเพิ่มขึ้น ถ้าต้องหักเลี้ยวแบบ 90 องศา ซึ่งอันที่จริงแล้ว พวงมาลัยควรจะเบาในช่วง
ความเร็วต่ำ และหนืดในช่วงความเร็วสูง ทว่า พวงมาลัยของ Preve นั้น มาในแนวทาง
กลับกัน คือหนืดหนักมั่นใจในความเร็วต่ำ แต่เบาเกือบจะโหวง ในย่านความเร็วสูง



ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต ส่วนด้านหลังนั้น แตกต่างจาก
บรรดารถยนต์ในพิกัดเดียวกัน เพราะใช้ระบบ Multi-Link แบบรถยนต์ชั้นดีกันไปเลย
มาพร้อมเหล็กกันโคลง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกร
ของ Lotus อีกเช่นกัน

การตอบสนอง ถือว่าซับแรงสะเทือนได้ดีมากในช่วงความเร็วต่ำ ทั้งในจังหวะคลาน
ไปตามหลุมบ่อต่างๆ หรือแม้แต่เนินลูกระนาด จะพบได้ถึงความนุ่มนวลกำลังดี แต่
ยังแอบมีอาการตึงตังเล็กๆ เล็ดรอดมานิดนึง ในบางรูปแบบของพื้นผิวถนนที่ขรุขระ
ต่อเนื่องกัน กล้าพูดเลยว่า ดีกว่ารถญี่ปุ่นหลายๆคันในเมืองไทยตอนนี้ด้วยซ้ำ!

ส่วนในย่านความเร็วสูง การทรงตัว ทำได้ดีมากๆ ตัวรถนิ่งมาก แม้จะใช้ความเร็วถึง
210 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่แทบไม่มีอาการส่ายของบั้นท้าย หรืออาการหน้ารถลอยจาก
แรงยกของกระแสลม แต่อย่างใดทั้งสิ้น ยกเว้น ช่วงที่เจอรถบรรทุกแล่นสวน อาจมี
อาการวูบเกิดขึ้นทางขวา นิดหน่อย เพราะกระแสลมที่แรง แต่ถือว่า ทำได้ดีมากๆ
เกินคาดคิด

ยิ่งในช่วงเข้าโค้ง ผมสามารถ พา Preve ซัดเข้าโค้งไปได้อย่างดี บางโค้งบนทางด่วน
เช่น โค้งขวารูปตัว U จาก ทางแยกดินแดง มุ่งหน้าย้อนเข้ามาทางโรงแรมเมอเคียว
ผมพา Preve เข้าโค้งนี้ไปด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้สบายๆ แบบไม่มี
ความหวาดเสียวใดๆทั้งสิ้น! เช่นเดียวับ โค้งรูปเคียว บริเวณต่างระดับโรงเรียน
พระห"ทัยคอนแวนท์ จากนางลิ่นจี่ มุ่งหน้าไปบางนา โค้งนั้น ผมใส่เข้าโค้งซ้าย
ด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมงสบายๆ และพารถเข้าไปอยู่ในโค้งขวาทันที
ด้วยความเร็ว 85 ก่อนจะเร่งเป็น 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง สบายๆ หรือต่อให้เป็น
สะพานทางโค้งรูปเคียว ซ้าย-ขวาจากมอเตอร์เวย์ เข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ผม
ก็พา Preve ใส่เข้าไปที่ 90 - 95 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวว่ารถ
จะหลุดออกจากโค้งแค่อย่างใด!!

ส่วนหนึ่ง ต้องขอยกความดีให้กับยางติดรถ ยี่ห้อ GT Radial ขนาด 205/55 R16 ที่
สวมเข้ากับล้ออัลลอย 16 นิ้ว x 6.5 J ซึ่งเกาะอยู่กับพื้นถนนติดหนึบยิ่งกว่าตีนตุ๊กแก
เข้าโค้งแต่ละที ไม่มีอาการท้ายปัด เหวี่ยงแรงแค่ไหน ก็สบายๆ แถมยังให้ความนุ่มนวล
แบบยาง Comfort ดีมากๆ จนผมอยากให้ Bridgestone, Goodyear และ Michelin
รีบหาซื้อยางตัวนี้ ไปวิเคราะห์โดยด่วน เพราะนี่คือยางที่เหมากับสภาพการขับขี่ในบ้านเรา
และภูมิประเทศเขตร้อนมากที่สุดรุ่นหนึ่งเท่าที่ผมเคยเจอมา!!!!!!!!!

ระบบห้ามล้อ เป็น ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ โดยตู่หน้ามีรูระบายความร้อนมาให้ มาพร้อมทั้ง
ตัวช่วยแท็คทีมกันครบครัน ทั้ง ระบบป้องันล้อล็อก ABS (Anti-Brake Lock System)
ระบบกระจายแรงเบรกตามน้หนักรรทุด EBD (Electronic Brake Force Distribution)
ระบบเสริมแรงเบรก ในภาวะฉุกเฉิน Brake Assist ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีช่วงออกตัว TCL
Traction Control พร้อมระบบควบคุมการทรงตัว ตัดแรงบิด และเพิ่มแรงเบรกในล้อที่จำเป็น
ขณะเข้าโค้ง ESC (Electronic Stability control)

แป้นเบรก ตอบสนองได้ Linear ดี ต่อเนื่องดี เพียงแต่จังหวะถอนเท้าขุึ้นมา แป้นเบรก
มีเสียงเสียดสีกันของโลหะให้ดังอยู่ เฉพาะในรถคันที่เราลองขับ คงผ่านมือผ่านเท้า
มาหลายต่อหลายคน เยอาจเสื่อมโทรมไปบ้างนิดๆ ตามการใช้งาน ปรับตั้งเสียใหม่
ก็จะดีขึ้น

การหน่วงความเร็ว ในช่วงความเร็วต่ำ คลานไปตามสภาพการจราจรติดขัด เบรกได้
นุ่มนวลดี ส่วนการหน่วงรถลงมาจากย่านความเร็วสูง ก็ทำได้ดี เบรกแรงๆ ไม่เป๋ ไม่ปัด
มั่นใจได้ อยู่ในระดับต้นๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด แต่โอกาสที่อาจเกิดอาการ Fade
นั้น ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง เพียงแต่ ผมยังไม่ได้พบอาการนี้กับตัวเองแต่อย่างใด



โครงสร้างตัวถัง เป็นแบบ Reinforced Safety Structure (RESS) มีคานเหล็กเสริมเพื่อ
ลดแรงกระทแกที่บานประตูคู่หลัง และเสริมความแข็งแกร่งบริเวณเสาหลังคาทั้งคู่หน้า
(A-Pillar) และด้านข้าง (B-Pillar) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายแรงปะทะ ขณะ
ยุบตัว เพื่อคงสภาพของโครงสร้างห้องโดยสารไว้ให้ได้มากที่สุด ในทุกสภาพรูปแบบ
ของอุบัติเหตุ พนักศีรษะ เป็นแบบ Active Headrest ดีดตัวขึ้นมา เมื่อเกิดการชน เพื่อ
ป้องกันการบาดเจ็บที่กระดูกต้นคอ และมีแกนพวงมาลัยแบบยุบตัวได้ ช่วยเสริมให้
ผู้ขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น

ที่เด็ดสุดก็คือ Proton ติดตั้ง ถุงลมนิรภัยมาให้ Preve 1.6 CFS Turbo เวอร์ชันไทย
มากถึง 6 ใบ! ทั้งคู่น้า ด้านข้าง และม่านลมนิรภัย! เรียกได้ว่า ใจป้ำมากๆ ที่แถมมา
ให้เยอะมาก รถญี่ปุ่นประกอบในประเทศ ทุกราย ยังไม่มีใครกล้าให้ได้ขนาดนี้!

Proton Preve ผ่านขั้นตอนทดสอบการชนทั้งแบบเต็มหน้า ด้านข้าง และครึ่งคันหน้า
และผ่านมาตรฐานทดสอบความปลอดภัยทั้งในมาเลเซีย และคาดว่าจะผ่านการทดสอบ
ของ ANCAP ของ ประเทศออสเตรเลีย รวมทั้ง EuroNCAP ในอนาคตอันใกล้



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

ในเมื่อสมรรถนะออกมาแรงขนาดนี้ คำถามก็คือ แล้วความประหยัดน้ำมันละ? รถยนต์
ที่ใช้เครื่องยนต์ ซึ่งมีระบบอัดอากาศจำพวก Turbo นั้น มันคงต้องกินน้ำมันแหงๆเลย
ยิ่งถ้าเป็นเบนซิน ยิ่งกินน้ำมันหนักกว่า Diesel Turbo ? ความเชื่อเหล่านี้ มันคร่ำครึ
กันเหลือทน เพราะ Preve คันนี้ ทำตัวเลขความประหยัดออกมาในระดับที่ ดีกว่าคู่แข่ง
ในพิกัดเดียวกันบางรุ่นเสียอีก!

เรายังคงทำการทดลองหาอัตราสิ้นเปลืงเชื้อเพลิงเฉี่ย กันตามมาตรฐานเดิม นั่นคือ
เติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron ที่สถานีบริการน้ำมัน Caltex ถนนพหลโยธิน ฝั่ง
เยื้องและตรงข้ามซอยอารีย์สัมพันธ์ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์



เนื่องจากรถคันนี้ อยู่ในพิกัดไม่เกิน 2,000 ซีซี และเป็นรถยนต์ระดับราคาที่ผู้คน
สามารถหาซื้อได้ อยู่ในกลุ่ม C-Segment Compact Class ดังนั้น เราจึงต้องทำใน
สิ่งที่เราไม่ค่อยอยากทำ แต่ต้องทำ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานดั้งเดิมที่เราทำมา

นั่นคือ การเขย่ารถ แล้วเติมหยอด กรอกน้ำมันลงไปให้เต็มถังจนเอ่อล้นขึ้นมาถึง
คอถังอย่างที่เห็นอยู่นี้ เพื่อไล่อากาศให้หมดไปจากถังน้ำมันมากที่สุด

สักขีพยานของเราในวันนี้ ....ในเมื่อตาโจ๊ก V10ThLnD ในกลุ่ม The Coup Team
ของเรา ไม่ว่าง ก็คงต้องรบกวน คุณผู้อ่านของเรา น้องตูน Touchpong Nanraksa
มาช่วยเป็นสักขีพยาน และเป็นผู้ช่วยระหว่างการทดลองของผมแทน น้ำหนักตัว
48 กิโลกรัม รวมกันคนขับ 95 กิโลกรัม ลมยางขณะทำการทดลองอยู่ที่ 32 psi
อุณหภูมิขณะทำการทดลอง อยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส



เมื่อเติมน้ำมันเสร็จแล้ว เราก็พร้อมออกรถ คาดเข็มขัด ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ไว้
เบอร์ 1 อุณหภูมิ 25 องศาเซลสเซียส ทั้ง 2 ฝั่ง เซ็ตมาตรวัดระยะทาง Trip Meter A
เป็น 0 รวมทั้งเซ็ตมาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เป็น 0 ก่อนออกรถ แล้วมุ่งหน้า
ไปเลี้ยวกลับบนถนนพหลโยธิน ผ่านโชว์รม Proton ที่ปิดปรับปรุงชั่วคราว เลี้ยวซ้าย
เข้าซอยอารีย์ ลัดเลาะไปออกปากซอยโรงเรียนเรวดี ขึ้นทางด่วนที่ด่านพระราม 6
มุ่งหน้าออกไปยังปลายสุดทางด่วนอุดรรัถยา (เส้นเชียงราก) ที่ด่านบางปะอิน แล้ว
เลี้ยวกลับมาขึ้นทางด่วนสายเดิม มุ่งหน้ากลับมาทางเดิม โดยใช้ความเร็วมาตรฐาน  
คือ วิ่ง 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ นั่ง 2 คน (แต่ไม่ได้เปิดระบบ Cruise Control)



ลงจากทางด่วน ที่ด่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนพหลโยธินอีกครั้ง
เลี้ยวกลับที่สถานีรถไฟฟ้า BTS แล้วเข้าไปเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron ที่สถานี
บริการน้ำมัน Caltex เหมือนเดิม หัวจ่ายเดิม และแม้แต่เด็กปั้ม ก็ยังเป็นคนเดิม!



เพื่อให้การทดลองเป็นไปตามมาตรฐานเดิม เราจึงจำเป็นต้องเติมน้ำมันแบบเขย่ารถ
อัดกรอกลงไป เช่นเดียวกับช่วงเริ่มต้นทำการทดลอง เพื่อลดโอกาสความเพี้ยนให้
น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้



เอาละ เมื่อน้ำมันเอ่อจนถึงคอถังแล้ว เรามาดูตัวเลขกันดีกว่า
ระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด บนมาตรวัก Trip Meter A อยู่ที่  92.6 กิโลเมตร



ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.88 ลิตร



คำนวนแล้ว ได้ อัตราสิ่นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 13.45 กิโลเมตร/ลิตร











ถือว่าประหยัดน้ำมันกว่า Mitsubishi Lancer EX ทั้ง 1.8 และ 2.0 ลิตร รวมทั้ง Ford Fiesta
1.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ  ไปจนถึง Mazda 3 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รุ่นเดิม แต่นอกนั้น
ก็ยังด้อยกว่าเจ้าตลาดอยู่ชัดเจน เมื่อเทียบกับตารางข้างบนนี้

Proton ยังต้องทำการบ้านเรื่องการลดแรงเสียดทานในระบบ รวมทั้ง ลดน้ำหนักตัว
ของรถ ให้ต่ำลงกว่านี้อีกสักหน่อย น่าจะช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นอีก



อย่างไรก็ตาม น้ำมัน 1 ถัง แล่นไปได้ไกลแค่ไหน คำตอบก็ อย่างที่เห็นนี่ละครับ
เมื่อเติมน้ำมันกลับกันเสร็จแล้ว เราก็เซ็ต 0 บน Trip Meter A กันอีกครั้ง เพื่อจะ
ใช้งานจริง และทำการทดลองจับเวลาตัวเลขต่างๆด้วย ระยะเวลา 3 วัน 2 คืนถัดมา
จนถึงวันส่งคืนรถ เราใช้น้ำมันไปครึ่งถัง และมีระยะทางแล่นไปเท่าที่เห็น ซึ่ง
ต้องถือว่า น้ำมันลดลงจากถัง ช้ากว่าที่คิด กว่าขีดแรกจะดับวูบลง ต้องปาเข้าไป
234 กิโลเมตร กันเลยทีเดียว ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ว่า มีแนวโน้มที่ Preve
ใหม่ จะประหยัดน้ำมันอยู่บ้าง



********** สรุป **********
ขับดีกว่าที่คิด ออพชันจัดเต็ม ถุงลม 6 ใบ ในราคาแค่ 759,000 บาท !!
 
Danny Bahar อดีตผู้กุมบังเหียน Lotus ในช่วงที่ถูก Proton ขายกิจการไปให้กับ DRB-HICOM เคย
ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Car Magazine ช่วงเดือนเมษายน 2012 ไว้ตอนหนึ่งว่า "รถยนต์รุ่นต่อไป
ของ Proton นั้น น่าตื่นตาตื่นใจมาก ดังนั้น ในอีก 5-6 ปีนับจากนี้ อนาคตของ Proton จะสดใสอย่างมาก"

แม้แต่ Jean Alesi อดีตนักแข่ง Formula-1 ทีม Lotus ที่ได้ทดลองขับ Preve แล้ว เขาก็พูดออกมาใน
ภาพยนตร์โฆษณา ที่มาเลเซียว่า "ผมได้ขับแล้ว และผมเชื่อแล้ว ว่ามันดีขึ้นจริงๆ"

ก่อนหน้านี้ ผมก็ไม่เชื่อหรอก คำโฆษณาหนะ ใครๆก็เขียนกันได้วะ ใครก็จับกรอกปากให้พูด เอาเงิน
จ้างให้พูดก็ออกมาไม่ต่างไปจากนี้นักหรอก จนได้มาลองขับ Preve 1.6 CFE Turbo คันนี้ ถึงได้รู้ว่า
คำพูดของ Danny Bahar และ Jean Alesi ดูท่าจะเป็นความจริง!

ต้องยอมรับเลยว่า สำหรับบริษัทที่ผม เคยลองขับรถยนต์รุ่นเก่าของพวกเขาสั้นๆ มาหมดแล้วทั้งรุ่น
Persona Gen2 Satria Neo และ Savvy จนเขียนลงในเว็บเก่าที่ผมเคยทำงานให้เขาไปอย่างรุนแรงว่า
"กลับไปทำรถมาใหม่เถอะ" จะลุกขึ้นมาฮึดต่อสู่กับทั้งตัวเอง และคู่แข่ง ได้มากขนาดนี้

มันเป็นพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น อย่างรวดเร็ว น่าทึ่งมาก! จนดูราวกับว่า พวกเขาแค้นมากกับ
คำพูดนี้ของผม จนกลับไปทำ Preve มาใหม่ ให้ดีขึ้นในระดับก้าวกระโดด จาก Persona รุ่นเดิม
อย่างชัดเจนมากๆ ในทุกด้าน น่าใช้ขึ้น ขับดีขึ้น เข้าโค้งดีขึ้น ตอบสนองทุกด้านได้ครบถ้วนขึ้น

Preve เป็นรถที่ทำให้ผม พร้อมจะลืม ความไม่เข้าท่าของ Proton รุ่นก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง แบบ
หมดข้อกังขา การขับขี่เทียบชั้นได้กับรถยนต์ยุโรป ความคล่องตัวที่ทำได้ดีขึ้น การดูดซับรอยต่อ
พื้นผิวถนน และลดการสั่นสะเทือนของช่วงล่างขึ้นมายังผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมทั้งอัตราเร่ง
ที่ทำได้ดีจนน่าประหลาดใจ เพราะผมคาดหวังจากแบรนด์ Proton น้อยกว่านี้ด้วยกระมัง

เหนือสิ่งอื่นใด บรรยากาศขณะขับขี่ไปตามถนนและทางหลวงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
จังหวะที่ผมมองไปรอบตัว ช่วงที่ใช้ความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสียงรบกวนที่
เล็ดรอดเข้าห้องโดยสารน้อยกว่าที่คาด และภาพที่เห็นกับสายตา ทำให้ผมคิดว่า แค่เพียงเอา
โลโก้ Proton บนพวงมาลัยออก แล้วแทนที่ด้วย ตราของ Chevrolet หรือ Ford ผมก็พร้อมจะ
เชื่อ ว่านี่คือรถยนต์จากผู้ผลิตรายอื่น ที่มีภาพลักษณ์ในอดีต เหนืกว่า Proton อย่างง่ายดาย!

เพราะ Preve ไมใช่ Proton ในแบบที่คุณเคยเจอมา มันทิ้งคราบเดิมไปเกือบหมดสิ้น!
และเป้นไปในทางที่ดีขึ้น สมดังสโลแกนโฆษณาของเขาเลยนั่นละ!

เดี๋ยวนะ...เกือบหมดสิ้น?



ครับ เกือบหมดสิ้น เพราะยังไงๆ รถยนต์ 1 รุ่น ก็ยังต้องมีจุดที่ต้องปรับปรุง เหมือนเช่นกับ
รถยนต์ทุกคันที่ผมเจอมาตลอดชีวิตของผมนั่นแหละ Preve เอง ก็ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง
อยู่อีกเช่นกัน

สิ่งที่ Proton ยังต้องทำต่อไป เพื่อการพัฒนารถให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ มีอีกหลายประการ ตั้งแต่

- การลดตำแหน่งเบาะนั่งให้เตี้ยกว่านี้อีกหน่อย เพื่อเพิ่มความมั่นใจของผู้ขับขี่ ขณะเข้าโค้ง
  ได้ดีขึ้นอีกนิด

- การปรับปรุง วัสดุภายในห้องโดยสารให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้อีก รวมทั้ง ปรับปรุงรูปแบบ
  ของพนักพิงเบาะ และเบาะรองนั่ง ให้สอดรับกับสรีระคนทั้งโลกมากยิ่งขึ้นกว่านี้ ตามหลัก
  Universal Design ไม่ให้แข็งเป็นไม้กระดานเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

- การย้ายตำแหน่งของแผงควบคุมกลาง ให้เข้าใกล้มืผู้ขับขี่มากกว่าที่เป็นอยู่นี้อีกนิด

- การลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ ลดน้ำหนักของชิ้นส่วนลง เพื่อให้ประหยัดน้ำมัน มาก
   ยิ่งขึ้นไปอีก

- แต่การลดน้ำหนัก ก็ต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง เหนียว ทนทาน ของวัสดุรอบคันให้เพิ่มขึ้นด้วย
  ซึ่งยาก และต้นทุนจะแพงขึ้นไปอีก แต่ในอนาคต ถ้าต้องการหลุดพ้นจากสถานะผู้ผลิตรถยนต์
  ที่เน้นแต่ความคุ้มราคาเป็นหลัก ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

- การเซ็ตพวงมาลัย ให้มีน้ำหนักในช่วงความเร็วสูงเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะในความเร็วต่ำ น้ำหนัก
   พวงมาลัยหนืดมาก พอกับ Chevrolet Optra อาจทำให้ลูกค้าสุภาพสตรีบ่นว่าได้ง่าย แต่ต้องรักษา
   ความหนืดในย่านความเร็วสูงไว้ เอาใจนักขับตีนโหดด้วย

- การปรับปรุงเรื่องเบรก ให้ลดโอกาสการเกิดอาการ Fade ได้น้อยลง และเพิ่มความหนักแน่น
  ในการตอบสนองของแป้นเบรก ในช่วงระยะแรกที่เหยียบลงไป ราวๆ 40% แรก

- ปรับ Attitude ในการทำงาน ที่ไม่ได้คิดแค่ว่า คนมาเลเซีย ต้องการอะไร แต่ต้องคิดรวมไปด้วยว่า
  คนทั้งโลก ต้องการอะไรจากรถยนต์ 1 คัน และเอาใจใส่ลูกค้าดุจญาติมิตรของตัวเองอย่างจริงจัง

แต่นอกนั้น ผมว่า Proton เดินมาไกล และเดินมาถูกทางแล้ว สำหรับการมุ่งหน้ายืนหยัดอยู่ใน
อุตสาหกรรมรถยนต์ของโลก ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง เพื่อความอยู่รอด มากกว่าทุกช่วง
ทศวรรษก่อนหน้าที่เคยเป็นมา



ถ้าให้เปรียบเทียบกับคู่แข่งในเวลานี้ ก็คงต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า Preve มีหลายสิ่งที่
รถญี่ปุ่นทุกค่าย ยังให้คุณได้ไม่เต็มที่ คือ อัตราเร่ง ที่แรงสะใจ อันเป็นผลมาจากแนวทางพัฒนา
เครื่องยนต์ แบบ Downsizing ที่โลกยานยนต์กำลังทำกันอยู่ ความมั่นใจของช่วงล่าง การดูดซับ
แรงสะเทือนที่ดีมากๆ และการทรงตัวที่นิ่งสนิทในย่านความเร็วสูง รวมทั้ง บรรยากาศการขับขี่
ในห้องโดยสาร ที่ถูกยกระดับจากรถรุ่นก่อนๆ ทั้ง Waja และ Persona ให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องบอก
ว่า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ก็ยังทำได้แค่ระดับมาตรฐาน ยังไม่เด่นเด้งเหมือนอย่างที่ทีมงาน
ตั้งใจให้เป็น

ถ้าคิดว่าจะด้อยกว่าคู่แข่งอยู่ ก็มีแค่เรื่องของ "ภาพลักษณ์แบรนด์ Proton ในสายตาของผู้บริโภค"
และการติดยึดกับความภาคภูมิใจในความเป็นมาเลเซียมาก ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่า เมืองไทยยังมี
คนที่ใจคอคับแคบในเรื่องเชื้อชาติอยู่ และต่อให้ไม่ต้องโฆษณา คนไทยก็รู้เต็มอกว่า Proton
มาจาก มาเลเซีย...

ดังนั้น ความพยายามที่จะทำตัวให้เป็น Global Brand นอกเหนือจากการทำรถยนต์ให้เป็น
Global Car คือสิ่งสำคัญที่ Proton ควรมุ่งหน้าไปให้มากกว่านี้ แคมเปญโฆษณาเพื่อความ
ภูมิใจของชาวมาเลเซีย มันอาจได้ผลกับชาวมาเลย์ ในประเทศด้วยกัน เช่นแคมเปญ
ในเว็บไซต์ www.1malaysia-proton.com นั้น ถือเป็นแคมเปญที่ดีมากๆ แต่ สำหรับชาว
ต่างชาติ "ที่มีความคิดเจริญทางจิตใจแล้ว" เขาไม่สนใจหรอกครับว่าคุณจะมาจากชาติไหน
ขอแค่ว่า ทำรถยนต์ออกมาให้เจ๋งและมีภาพลักษณ์ที่ดี การบริการที่ทำให้ลูกค้ารัก หลง และ
ไม่คิดจะเปลี่ยนใจไปจาก Proton เลยต่างหาก คือสิ่งที่ DRB-HICOM ควรมุ่งหน้าไปทางนั้น

แต่ถ้าคุณ ในฐานะลูกค้า ตัดสินใจแล้วว่า จะเปิดใจกว้าง ลองใช้ Proton สักคันหนึ่ง และคิดว่า
จะเลือก Preve เป็นการเริ่มต้น คุณควรจะซื้อรุ่นย่อยไหนดีกว่ากัน ผมคงต้องขอแนะนำว่า
เมื่อได้นั่งดูตารางออพชันท้ายโบรชัวร์แล้ว เพิมงบแล้วลงชื่อสั่งซื้อ ตัวท็อป Premium Turbo
ที่เห็นอยู่ในรีวิวนี้ไปเลยจะคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว!



ท้ายสุด ในวันที่ผมต้องส่งคืนกุญแจรถให้กับทาง Proton Thailand ไป ผมลองถามใจผมเองดู
เหมือนเช่นที่ถามถึงรถยนต์ทุกคันที่เคยนำมาลองขับ นั่นคือ ถ้าให้รถยนต์รุ่นนี้ ผมยินดีจะรับ
ไว้ใช้งานไหม แล้วถ้าจะซื้อเองละ จะยังยอมซื้อ หรือเก็บไว้เป็นตัวเลือกอยู่หรือเปล่า?

ถ้าผมต้องตอบคำถามนี้ในวันนี้ ก็คงจะตอบได้เต็มปากครับ

จากเดิม Proton ให้ฟรีๆ ผมยังไม่เอา มาวันนี้ ถ้าเป็น Preve ผมจะรีบกระโดคว้ากุญแจรถ แย่งชิง
กับตาแพน Commander CHENG! เพื่อ ขับรถคันนี้ขึ้นไปเที่ยวที่เชียงใหม่แน่ๆ

แต่ถ้าให้ซื้อ Preve มาใช้เอง จะซื้อหรือไม่? ผมตอบเลยว่า ก้ำกึ่ง...เพราะจนถึงตอนนี้ ผมคงต้อง
ตอบว่า "จะเก็บเอามาเป็นตัวเลือกแน่ๆ แต่จะซื้อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้จำหน่ายในเมืองไทย"

ถ้า พระนครยนตรการ สามารถปรับปรุงบริการหลังการขาย ให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ มัดใจลูกค้า ได้มากกว่านี้
ทั้งด้วยราคาอะไหล่ที่ไม่แพงเกินไป การเอาใจใส่กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่แน่ครับ ผมอาจยอมขาย
Honda City ทิ้ง ไปเปลี่ยนเป็น Preve 1.6 Turbo นี่ก็เป็นไปได้

ใครจะไปรู้?

------------------///----------------



ขอขอบคุณ / Special Thanks to:
Mr. Choo Chun Khui
Operation Manager
คุณกุลธิรัตน์ เท่าทอง (คุณหม่อน)
Marketing Executive
บริษัท Proton Motors (Thailand) จำกัด
และ บริษัท พระนคร โอโต้ เซลส์ จำกัด
เอื้อเฟื้อรถยนต์ทดลองขับ และการประสานงานอย่างดียิ่ง

-------------------------------------------------------------

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และลิขสิทธิ์ภาพถ่ายในไทย เป็นผลงานของ ผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพวาด Illustration เป็นของ บริษัท Proton Motors (Thailand) จำกัด
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
17 มกราคม 2013

Copyright (c) 2013 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
Jaunuary 17th, 2013

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE!



แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2013 เวลา 15:00 น.
 
ทดลองขับ Chevrolet SONIC (Sedan & Hatchback 1.4 L 5MT & 6AT) : So you, So Best Handling, but So อืดดดดดดดด! พิมพ์
Review by J!MMY - B-segment 1300-1500 cc
วันอาทิตย์ที่ 09 ธันวาคม 2012 เวลา 18:05 น.

"ในชีวิตคุณมีเพื่อนสักคนไหม ที่นิสัยดีไปหมด แต่มีข้อเสียเพียงข้อเดียวที่ทำให้คุณไม่อยากยอมรับ"?

มันคงต้องมีบ้างละน่า ประเภทที่ว่า หล่อ เท่ มีน้ำใจ รักเพื่อน แต่เป็นคนที่มี "จังหวะนรก" คือ
ไม่ค่อยรู้กาละเทศะ แถมยิงมุขใส่เพื่อนเมื่อไหร่ จากบรรยากาศกำลังเฮฮา กลายเป็นว่า เงียบกริบ
เหงื่อตกกันไปตามๆกัน พลันความคิดผุดขึ้นมาตรงกันว่า "มึงคิดได้ยังไง? กล้าเล่นเนาะมุขนี้"

เป็นพวก "พูดไม่คิด" เหมือนชื่อเพลงของวง Seasons 5 เขานั่นแหละ!

หรือบางคน หล่อ เท่ เป็นนักกีฬาสุดเฟี้ยว การเรียนดี นิสัยคบได้ แต่เวลาเห็นสาวๆเดินมาแต่ละที
ภาชนะหุงต้มตราหัวม้าลาย ยังถึงกับอาย ต้องวิ่งหนีกลับเข้าป่ากันเลยทีเดียว เพราะเรดาห์ตราหัวงูเห่า
บนศีรษะ จะทำงานอย่างฉับไว ส่งสัญญาณปิ๊งๆๆๆ ให้ตรงดิ่งวิ่งรี่เข้าไปตีสนิททำความรู้จัก และ
ขอเบอร์โทร เพื่อนำเธอเข้าสู่กระบวนการแจกโปรโมทชัน "สนุกกัน ฟันแล้วทิ้ง" ในลำดับต่อไป

(อันนี้ เข้าข่าย เลว ถ้าเจอที่คนแบบนี้ พร้อมกับ งู และแขก อย่าตีงูและแขก แต่ให้รวมหัวแท็คทีม
กับแขก รุมตีมันก่อน! แล้วค่อยจับงูไปกัดปิกาจู๊ของมัน!)

แต่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ เจอกันมาบ่อยสุดๆ จนกลายเป็นปัญหาแสน Classic นั่นคือ เพื่อนคนนั้น นิสัยดี
น่าเลื่อมใส ยกเว้นเรื่องเดียว อย่าให้ยืมเงิน! อย่าลงทุนด้วย เพราะเพื่อนจะเบี้ยว ไม่คืน หรือไม่ก็เหนียวหนี้
แถมขี้เหนียว ไม่ยอมจ่ายง่ายๆ

ย้อนกลับขึ้นไปอ่าน 3 ย่อหน้าข้างบน....นี่ตูเขียนอะไรไปวะเนี่ย??



ทำไงได้ครับ ตาแพน Commander CHENG! ของเรา โยนคำถามนี้ มาให้ผม ในวันที่นึกไม่ออก
ว่าจะเปิดหัวเรื่อง เกริ่นนำบทความรีวิว Sonic ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ ว่าอย่างไร....

ผมนั่งนึกอยู่ตั้งนาน คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยมี แต่ทุกวันนี้ ไม่ค่อยมีเพื่อนแบบนั้นอยู่ในชีวิต
ของผมแล้วละ ผมตัดสินใจ เลิกยุ่ง เลิกคบไปหมดแล้ว ก็เลยไม่รู้จะยกตัวอย่างใครขึ้นมาดี

ครั้นจะให้ไปถาม คุณจอห์น วิญญู เจ้าของรายการ เจาะข่าวตื้น ดูถูกสติปัญญา กับ น้องยิบโซ
พรีเซ็นเตอร์ของ Sonic ตอนนี้ ก็ดึกแล้วละ และเชื่อแน่ว่า เจ้าตัว คงไม่ตอบแหงๆ....แถมอาจ
มีรายการทำหน้ามึนใส่ พร้อมกับเครื่องหมายคำถาม แปะอยูบนหน้าผากของทั้ง 2 คนให้ผม
ได้เห็นก็เป็นไปได้

ว่าแต่ คุณผู้อ่านสงสัยใช่ไหมละครับ ว่า คำถามนี้ มันเกี่ยวอะไรกับ เจ้า Sonic กันละเนี่ย?

ตอนนี้ยังไม่เฉลย จะปล่อยให้งงกันต่อไป อ่านเรื่องราวข้างล่างสักพัก เดี๋ยวก็รู้เองละครับว่า
คำถามของตาแพนข้างต้น เกี่ยวข้องกันอย่างไร กับ อุปนิสัยของรถยนต์นั่งรุ่นล่าสุด จาก
สายการผลิตของ General Motors หรือ GM รุ่นนี้

แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องราวของ Sonic ใหม่ ก็คงต้องทำตามธรรมเนียมดั้งเดิมกันก่อน

เดาถูกเผง!...ผมจะขอนำเสนอ ความเป็นมา "คร่าวๆ" ของ Sonic ว่า ต้นตระกูลของมันนั้น
แท้จริงแล้ว มีความเกี่ยวกันกับทั้ง Chevrolet Aveo และ รถยนต์สายพันธุ์เกาหลีใต้อย่าง
Daewoo Lanos ซึ่งเคยถูกสั่งเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราด้วย!

ทั้งคู่เกี่ยวกันได้อย่างไรกันละ?...ต้องอ่านดูครับ ไม่ยาวหรอก...เพราะที่คุณจะได้อ่านใน
ย่อหน้าข้างล่างนี้...ผมจับย่อให้หดสั้นเป็นขันทีเพิ่งโดนตอนไปแล้วละ!



สมัยก่อน GM เคยร่วมเป็นพันธมิตรกับ Daewoo Motor ของเกาหลีใต้ มาเรื่อย ตั้งแต่ทศวรรษ 1970
จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1990 ก็พยายามที่จะยืนอยู่บนขาของตัวเอง ด้วยการประกาศยุติความร่วมมือ
กับ GM ไปในปี 1992 ดังนั้น พวกเขาจึงต้องเริ่มต้นพัฒนารถยนต์นั่งของตนเอง อย่างน้อยๆ 3 รุ่น
คือ Lanos ไว้เจาะกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก B-Segment ส่วนรุ่นกลาง Nubira จะเจาะตลาดรถยนต์
พิกัด C-Segment (พัฒนาต่อมา กลายเป็น Daewoo Lacetti / Chevrolet Optra และมาเป็น Cruze
ในปัจจุบันนี้) ท้ายสุดคือรุ่นพี่ใหญ่ Leganza สำหรับเจาะตลาดกลุ่ม Sedan D-Segment (ต่อมา
กลายเป็น Chevrolet Tosca และถูกแทนที่ด้วย Chevrolet Malibu เมื่อปี 2011 ที่ผ่านมานี่เอง)

โครงการพัฒนา Lanos รุ่นแรก เริ่มต้นขึ้นเมื่อฤดูไบไม้ร่วง ปี 1993 เพื่อทำตลาดแทนที่ รถยนต์
Daewoo Nexia / Cielo (หรือ Opel Kadette / Vauxhall Astra รุ่นปี 1985 - 1991) หวัง
จะแข่งขันกับรถยนต์ประเภทเดียวกันกว่า 20 รุ่น โดยเฉพาะ Volkswagen Golf ,Opel Astra และ
Toyota Tercel เส้นสายภายนอก แข่งขันกันระหว่าง Studio ออกแบบ 4 แห่ง ปรากฎว่าผลงาน
ของ Giorgetto Giugiaro แห่ง ITAL Design ถูกเลือกให้นำมาผลิตขายจริง  งานวิศวกรรมเป็น
ฝีมือร่วมกันระหว่าง ศูนย์ Daewoo's development centre ในเกาหลีใต้ และผู้ผลิตชิ้นส่วนชื่อดัง
อาทิ AC Rochester (เครื่องยนต์และส่วนประกอบ , Delco Chassis Division (ระบบเบรกและ
ABS), GM Powertrain (เกียร์อัตโนมัติ) แม้กระทั่ง Porsche ก็ยังเข้ามาช่วยดูแลงานด้าน วิจัย
การวิเคราะห์โครงสร้าง ช่วงล่าง ชิ้นส่วนของระบบเบรก และการวางแผนทดลองประกอบจริง
T100 ถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง T Platform ของ GM ที่ต่อยอดมาจากเทคโนโลยีของ GM ใน
ยุคก่อนหน้านี้ มีให้เลือก 3 ตัวถัง ทั้งแบบ Sedan กับ Hatchback 3 และ 5 ประตู



ในที่สุด เพียง 30 เดือน หรือ 2 ปีครึ่ง หลังการทดสอบในสภาพถนนและอากาศทั่วโลก Lanos
รหัสโครงการ T100 ก็เริ่มออกสู่ตลาด ในปี 1997 และลูกค้าชาวยุโรป ที่มองหารถยนต์ราคาถูก
แต่คุ้มค่า พากันให้การต้อนรับในระดับใช้ได้ จนบริษัทรถยนต์จาก Poland อย่าง FSO และ
AutoVAZ ของ Ukraine ก็ซื้อลิขสิทธิ์ ไปผลิตขายในบ้านตัวเองด้วย ช่วงปี 1997 - 2002
(3 คันแรกของรูปข้างบนนี้) มีเครื่องยนต์ให้เลือก 4 ขนาด แต่โดยหลักแล้ว เป็นขุมพลัง
พิกัด เบนซิน 1.4 และ 1.6 ลิตร ซึ่ง Lanos ก็เคยถูกนำเข้ามาขายในเมืองไทย โดยบริษัท
Daewoo Motor Thailand จำกัด (สำนักงานและโชว์รูมเก่าของ Renault Thailand บนถนน
พระราม 9) เมื่อเดือนสิงหาคม 1997 อยู่ช่วงสั้นๆ จนถึงประมาณ ปี 1999

ถึงจะขายดีในยุโรป โดยเฉพาะในประเทศแถบยุโรปตะวันออก แต่ในสหรัฐอเมริกา พวกเขา
กลับไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดเลย ซ้ำร้าย ในช่วงที่รถเปิดตัวนั้น เกาหลีใต้ และเอเซีย กำลัง
เผชิญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจขั้นรุนแรง ต้มยำกุ้ง Crisis ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1997 เป็นต้นมา

ดังนั้น ในปี 2002 เมื่อ Daewoo ตัดสินใจ ถอนตัวออกจากตลาดสหรัฐอเมริกา อีกทั้งบริษัทแม่
ในเกาหลีใต้ ยังประสบปัญหาต่อเนื่อง ทำให้ GM ต้องเข้ามาซื้อกิจการ แบบ ควบรวม Takeover
(จากเดิมที่เคยเป็นแบบ Joint-Venture) ในเดือนตุลาคม 2002 และเปลี่ยนชื่อเป็น GMDAT หรือ
บริษัท GM-Daewoo Auto Technology จำกัด

เหตุผลก็เพราะว่า Daewoo ยังมีศักยภาพอยู่ ในบานะ ฐานผลิตต้นทุนต่ำ และมีศูนย์วิจัยพัฒนา
ของตนเอง ถ้าจะต้องแก้ปัญหาทั้งหมด ทั้งด้านการเงิน และแรงงาน ก็ต้องหาทางพัฒนารถยนต์
ที่สามารถจะส่งออกไปทำตลาดได้ทั่วโลก โดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนการพัฒนารถยนต์
ในเกาหลี ที่ต่ำกว่าคู่แข่งเข้ามาช่วย



ขณะนั้น ก็ได้เวลาที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนโฉมให้กับ Lanos พอดีคราวนี้ GMDAT เลยถอดชื่อ
Lanos ออก แล้วส่ง Daewoo Kalos ทั้งแบบ Sedan และ Hatchback 3 กับ 5 ประตู ออกสู่ตลาด
ในช่วงปลายปี 2002 - ต้นปี 2003 รถรุ่นนี้ พัฒนาขึ้นในรหัสโครงการ T200 คราวนี้ เปลี่ยนมาให้
ทางศูนย์ Worthing echnical Center มาช่วยดูแลงานพัฒนา ร่วมกับ ศูนย์วิจัยของ GMDAT ที่
อินชอน ใช้บริการสนามทดสอบของ MIRA (Motor Industry Research Association) ในการ
ปรับแต่งระบบกันสะเทือน พวกเขาสร้างรถต้นแบบทั้งหมด 119 คัน ส่งไปยังสวีเดน สเปน
แคนาดา และจีน เพื่อแล่นทดสอบให้ได้ระยะทางรวมกันกว่า 2.2 ล้านกิโลเมตร สร้างรถยนต์
ต้นแบบ 31 คัน เพื่อทดสอบการชน และเก็บข้อมูลไปปรับปรุงแก้ไข ตามด้วยการทดลอง
ประกอบทั้งหมด 39 คัน เพื่อปรับตั้งค่ามาตรฐานต่างๆ

GM เปิดตัว Kalos ครั้งแรก ในงาน Geneva Auto Show เดือนมีนาคม 2002 ส่วนเวอร์ชันขายจริง
เปิดตัวในสหรัฐอเมริกา กลางงาน Chicago Auto Show เดือน เมษายน 2003 ภายใต้ชื่อ Chevrolet
Aveo ทั่วโลกมีเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ ขนาด 1.2 ลิตร 1.4 ลิตร 1.5 ลิตร และ 1.6 ลิตร

เรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำตลาดรถยนต์ระดับโลกสักรุ่นของ GM คือ การตั้งชื่อ Kalos เองก็
เป็นหนึ่งในรถที่สร้างความปวดกบาลให้กับผม ตอนหาข้อมูลอย่างมาก เพราะในช่วงเริ่มต้น
GMDAT ส่งรถคันนี้ออกสู่ตลาดยุโรปในชื่อ Daewoo Kalos จนถึงสิ้นปี 2004 จึงจับเปลี่ยน
มาใช้ชื่อ Chevrolet Kalos ให้สอดรับกับแผนการ ปลดแบรนด์ Daewoo จากตลาดโลก ซึ่งเริ่มต้น
ที่ตลาดยุโรปก่อน (ส่วน ในเกาหลีใต้เอง ก็เพิ่งจะเปลี่ยนมาใช้แบรนด์ Chevrolet เหมือนกับ
ตลาดต่างประเทศ ตั้งแต่ ต้นปี 2011 มานี่เอง)

ต่อมา ในจีน รถรุ่นนี้ ถูกเปิดตัวในชื่อ Chevrolet Lova พอส่งขายในออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์
ก็เปลี่ยนไปสวมชื่อ Holden Barina (รหัสรุ่น TK) ที่สำคัญ รถร่นนี้ ถูกส่งไปขายในสหรัฐอเมริกา
พร้อมเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ ออกขายทั้งในชื่อ Chevrolet Aveo และ Pontiac G3 กับ Pontiac G3
Wave อันเป็นช่วงก่อนที่ GM จะยุติบทบาท แบรนด์ Pontiac ไปในช่วงสิ้นปี 2009 แบบค่อนข้าง
กระทันหัน จากวิกฤติเศรษฐกิจ จนต้องเข้ากระบวนการล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการ Chapter 11
พอเข้าไปผลิตขายในยูเครน มันก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ZAZ Vida และท้ายสุด...รถคันนี้ มีจำหน่าย
ใน แคนาดา ภายใต้ชื่อ Suzuki SWIFT !!! คนละตัวถัง กับ Swift ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี โดยสิ้นเชิง!
ใช้ชื่อ Swift ขายจนถึงแค่ รุ่นปี 2010 เป็นปีสุดท้ายในการทำตลาด



หลังจากที่รุ่น T200 เปิดตัวสู่ตลาดไปจนครบหมดแล้ว รุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่ ในรหัสรุ่น T250
ก็ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมแทนตัวถัง Sedan รุ่นเดิมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก รถรุ่นใหม่ เปิดตัวใน
เกาหลีใต้ เดือนกันยายน 2005 โดยใช้ชื่อว่า Daewoo GENTRA ก่อนจะทะยอยเปิดตัวในตลาด
ต่างประเทศ ด้วยชื่อ Chevrolet Aveo สร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง GAMMA อันเป็นพื้นตัวถังสำหรับ
รถยนต์ B-Segment Sub-Compact ขนาดเล็กขับล้อหน้า เหมือนเดิม

ส่วน T250 ตัวถัง Hatchback ที่มีการปรับโฉมแบบ Big Minorchange ซึ่งเป็นผลงานของศูนย์
PATAC (Pan-Asia Technical Automotive Center) บริษัทร่วมลงทุน ระหว่าง GM และ SAIC
ในจีน ก็คลอดออกมาในงาน Frankfurt Motor Show 2007 แบบไม่ได้มีใครคาดหมายกันมาก่อน
คราวนี้ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าทั้งหมด เปลี่ยนใหม่ และใช้ร่วมกับรุ่น Sedan ไม่ได้เลย ส่วนชุด
ไฟท้าย และบานประตูห้องเก็บของด้านหลัง ถูกปรับปรุงใหม่อีกนิดหน่อย

สำหรับตลาดเมืองไทย กว่าที่ T250 Sedan จะได้ฤกษ์ เข้ามาประกอบขายในเมืองไทยต้องรอกัน
ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2006 โดยใช้ชื่อ Chevrolet Aveo แถมยังมีเครื่องยนต์ เพียงแค่ 1.4 ลิตร
98 แรงม้า (PS) พละกำลังเร่งไม่ค่อยออก ลูกค้าพากันบ่น แต่กว่าที่ GM จะปรับตัว ยกเครื่องยนต์
1.6 ลิตร 109 แรงม้า (PS) จาก Optra มาวางให้ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2009 ในงาน
Motor Expo และหลังจากนั้น ตามด้วยรุ่น 1.6 ลิตร ติดก๊าซ CNG ในช่วงปลายปีเดียวกัน มีกำหนด
ลากขายเฉพาะรุ่น 1.6 CNG ไปจนถึงสิ้นปี 2014



ถึงแม้ T250 จะเปิดตัวไปในตลาดโลกได้ไม่นานนัก แต่แผนการพัฒนา Aveo รุ่นต่อไป ก็เริ่มขึ้น
ต่อเนื่องแทบจะในทันทีที่รถรุ่น T250 เดิม ทำตลาดไปได้ ยังไม่ทันหายใจหายคอ ภายใต้รหัสรุ่น
T300 และคราวนี้ ชื่อในการทำตลาด จะ ไม่มากมายวุ่นวายวกวนสับสนกันไป เหมือนรถรุ่นก่อน
อีกแล้ว เพราะ GM จะใช้ชื่อในตลาดโลกว่า Chevrolet Sonic ส่วนตลาดยุโรปบางแห่ง อาจยังใช้
ชื่อ Chevrolet Aveo อยู่ แต่ถ้าเป็นตลาด ออสเตรเลีย กับ นิวซีแลนด์ ก็จะกลายเป็นรุ่นเปลี่ยน
โฉมใหม่ของ Holden Barina รถยนต์ขนาดเล็กสำหรับตลาดออสเตรเลีย ที่นำรถยนต์รุ่นนั้นรุ่นนี้
จากแบรนด์ต่างๆ มาสวมชื่อ Holden เข้าไป ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา!

การพัฒนา Sonic ใหม่ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ได้จากการศึกษาวิจัยตลาดจากกลุ่มที่
เคยอุดหนุน Aveo รุ่นก่อนๆ รวมทั้งข้อมูลการเติบโตของประชากรในยุคปัจจุบัน นั่นแปลว่า
กลุ่มเป้าหมายของ Sonic ใหม่ คือ คนกลุ่ม Generation Y ซึ่งพักอาศัยในเมืองใหญ่ เพิ่งเริ่ม
ทำงาน หรือเป็นผู้บริหารระดับเริ่มต้น พวก ผู้จัดการระดับหน่วยเล็กๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่ง
จากการสำรวจ พบว่า คน Gen Y ชื่นชอบการเข้าร่วมสังคม เกาะติดแฟชั่น รักการแสดงออก
ชอบเป็นจุดสนใจ และที่สำคัญที่สุดคือรักความสนุก ขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ยังชอบที่จะเห็น
การเปลี่ยนแปลง และอยากสร้างความแตกต่างให้กับตนเองอีกด้วย  

ในตลาดโลก GM เผยภาพถ่ายของ Sonic ครั้งแรกในโลก พร้อมกับการประกาศใช้ชื่อรุ่น Sonic
ผ่านทาง Internet เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2010 จากนั้น ก็นำรถคันจริง มาจัดแสดงบนแท่นในงาน
NAIAS (North American International Motor Show) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2011 
แต่แคมเปญเพื่อเริ่มสื่อสารการตาประชาสัมพันธ์ของ Sonic นั้น เริ่มต้นขึ้นในการถ่ายทอดสด
Superbowl เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2011 พวกเขาทั้งจ้างวง OK GO ซึ่งเป็นวงดนตรี ร็อก ที่
ทำ Music Video แบบแปลกๆ ฮือฮาชาวไซเบอร์ มาทำ Music Video ร่วมกัน ด้วยการขับรถที่
ติดกล้องและอุปกรณ์ทำให้เกิดเสียง ไปตามทางที่จัดวางไว้ ให้ข้าวของที่ติดบนตัวรถ ไปเคาะจังหวะ
หรือไปกวาด Piano 55 หลัง กีตาร์ไฟฟ้า 288 ตัว ฯลฯ จนเรียบร้อย หรือแม้แต่ จัดให้ Sonic
เหวี่ยงลงมาเป็น บันจี้จัมพ์ ขับควงสว่านแบบเด็กเล่นสเก็ตบอร์ด และการพา Sonic ไป
กระโดดร่มจากเครื่องบินที่ระดับความสูงเดียวกับนักโดดร่มใช้กัน...ถือเป็นแคมเปญสร้าง
กระแส ที่ฮือฮาร้อนแรง ไม่แพ้กันกับ คู่แข่งอย่าง Ford เมื่อครั้งเปิดตัว Fiesta ช่วงปีก่อนหน้า

แต่กว่าที่ GM จะพร้อมเริ่มผลิต Sonic ในโรงงาน Orion Assembly เมือง Detroit มลรัฐ Michigan
พวกเขาก็ต้องเตรียมงานกันนานพอสมควร ต้องลงทุนเพิ่มกว่า 545 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการ
เปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตใหม่ทั้งหมด และเตรียมความพร้อมให้กับคนงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ
1,000 ตำแหน่ง กว่าที่รถจะเริ่มผลิตได้จริง ก็ล่วงมาถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2011 หลังจากนั้น ในเดือน
ตุลาคม Sonic ล็อตแรก ก็พร้อมส่งถึงผู้จำหน่ายของ GM ทั่วสหรัฐอเมริกา

ส่วนการเผยโฉมครั้งแรกใน ASEAN และ เมืองไทย มีขึ้นในงาน Bangkok International Motor
Show เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2012 (รอบ VIP) โดยขนมาจัดแสดงกัน 2 คันรวด ทั้ง 2 ตัวถัง แต่กว่า
จะออกสู่ตลาดจริง ก็ต้องรอให้ GM เตรียมความพร้อมให้กับสายการผลิตของ Sonic ในบ้านเราที่
โรงงานของตน ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กันเสียก่อน

เมื่อทุกอย่างสุกงอมได้ที่ GM Thailand จึงจัดพิธี ปล่อย Chevrolet Sonic คันแรก จากโรงงาน
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2012 เปิดเผยราคาขายปลีก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2012 และจัดให้มีงาน
เปิดตัว ที่ ลานด้านหน้า ห้างสรรพสินค้า Siam Paragon เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมา

ส่วนตัวถัง Hatchback นั้น เริ่มผลิต ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2012 ถือว่าเปิดตัวพร้อมกัน แต่
การขึ้นสายการประกอบ อาจช้ากว่ารุ่น Sedan ราวๆ 2 เดือน



Sonic มีขนาดตัวถังใหญ่โตระดับเบ้อเร่อเบ้อร่ากว่า Aveo เดิม อย่างชัดเจน ในรุ่น Sedan ที่ทาง
GM พยายามจะเรียกมันว่า Notchback นั้น มีความยาว 4,399 มิลลิเมตร แต่ถ้าเป็นรุ่น Hatchback
5 ประตู จะสั้นลงเหลือเพียง 4,039 มิลลิเมตร ขณะที่ความกว้างนั้น มากสะใจถึง 1,735 มิลลิเมตร
ซึ่งถือว่า กว้างเทียบเท่ารถยนต์ขนาดใหญ่กว่า ในพิกัด Compact C-Segment กันเลยทีเดียว! ส่วน
ความสูง ทั้ง 2 ตัวถังจะเท่ากันที่ 1,517 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ เท่ากันที่ 2,525 มิลลิเมตร ถือว่า
สั้นกว่า Toyota Vios และ Honda City ใหม่ 25 มิลลิเมตร

รูปลักษณ์ด้านหน้า ต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญในการออกแบบรถยนต์ของ ทีม GM Design เพราะ
เลือกที่จะใช้กระจังหน้าแบบ 2 ชั้น Dual Port ประดับด้วยลวดลายคล้ายรังผึ้ง เสริมด้วยชุดไฟหน้า
ฝั่งละ 2 ดวง แบบเปิดโล่ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก จักรยานยนต์ Big Bike รวมทั้งซุ้มล้อทั้ง 4 ที่
เสริมความทะมัดทะแมงใหื้กับตัวรถ ช่วยกันสร้างบุคลิกให้ Sonic กลายเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ที่ดู
มีมัดกล้าม ดูทรงพลัง และพร้อมพุ่งทะยานลัดเลาะไปตามเส้นทางต่างๆ ดุจรถสปอร์ตสมรรถนะสูง

สิ่งที่แอบเป็นห่วงก็คือ บรรดาร้านล้างรถ เขาฝากบอกมาว่า ชุดไฟหน้าแบบนี้ สวยและเท่ห์ก็จริงอยู่
ไม่มีใครบอกว่า มันเชย หรือย้อนไปหารถยนต์ยุคทศวรรษ 1970 เลยแม้แต่รายเดียว แต่ที่แน่ๆ ถ้า
เจ้าของรถ เป็นพวกตีนผี เท้าขวาหนัก มักใช้ความเร็วสูงตอนกลางคืน บ่อยๆ การกำจัดซากแมลง
ที่มาพลีชีพอยู่บริเวณซอกของชุดไฟหน้า มันคงไม่ใช่เรื่องสนุกของเด็กล้างรถแหงๆ



ด้านข้างของตัวรถรุ่น Hatchback ถูกออกแบบให้มีระยะจากล้อหลัง ถึงกันชนหลัง (Rear Overhang)
สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเพิ่ม บุคลิกความคล่องตัวให้กับรถ มีแนวเส้นลากด้านข้าง จากหน้า
จรดหลัง กระจกมองข้าง ปรับ และพับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า แต่ไม่มีไฟเลี้ยวด้านข้างมาให้

ส่วนรุ่น Hatchback เส้นคาดข้างตัวถัง จะลากจากด้านหน้าของตัวรถ แต่ไปจรดตรงขอบกระจก
หน้าต่างของบานประตูคู่หลัง ช่วยเพิ่มความหนาให้กับเสาหลังคาคู่หลัง และเสริมบุคลิกตัวรถ
ให้ดูทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น

บั้นท้ายของรุ่น Hatchback จะถูกออกแบบให้มีสปอยเลอร์ ครอบอยู่เหนือกระจกบังลมหลัง และ
มีมือจับเปิดประตูคู่หลัง ซ่อนอยู่ที่กรอบหน้าต่าง ส่วนรุ่น Sedan จะมีฝากระโปรงท้าย ที่ออกแบบ
ให้ดูเหมือนมีลิ้นสปอยเลอร์ขนาดเล็กในตัว เพื่อเพิ่มบุคลิกสปอร์ตให้กับตัวรถ

ชุดไฟท้ายของทั้ง 2 ตัวถัง ถึงจะเป็นแบบวงกลม 2 วง แนวตั้งคล้ายคลึงกัน ออกแบบมาไม่เหมือนกัน
และไม่สามารถติดตั้งทดแทนกันได้ เพราะรุ่น Sedan จะมีฝาครอบพลาสติก ขณะที่รุ่น Hatchback
จะไม่มีกรอบครอบทับ

ยางติดรถ จะใช้ของ Continental โดยรุ่น LT จะใช้ล้ออัลลอย 15 นิ้ว สวมยางขนาด 195/65R15
ส่วนรุ่น LTZ รวมทั้ง Hatchback ทุกรุ่นย่อย จะใส่ล้ออัลลอย 16 นิ้ว และสวมยางขนาดกว้างขึ้น
เป็น 205/55R16



มาดูภายในรถกันดีกว่า การปลด หรือสั่งล็อกประตู ในรุ่น LT และ LTZ ทุกตัวถัง ใช้กุญแจพร้อม
รีโมทคอนโทรล และระบบ Immobilizer ในตัว อย่างที่เห็นอยู่นี้ เฉพาะรุ่น LT กับ LTZ Sedan
จะมีสวิชต์สั่งเปิดฝากระโปรงหลังได้มาให้ แต่รุ่น 5 ประตู จะทำไม่ได้ ขณะที่รุ่น LS จะให้กุญแจ
แบบมาตรบานมาให้ 2 ดอก คุณสามารถปรับตั้งให้ระบบ ปลดล็อกบานประตูเฉพาะฝั่งคนขับหรือ
รวมทั้ง 4 บานพร้อมกันได้ จากในหมวด Vehicle Setting บนชุดเครื่องเสียง



การเข้า - ออกจากบานประตูคู่หน้า ทำได้ดี สะดวกสบายกว่าที่คิด ไม่มีปัญหาใดๆ ยิ่งถ้าคุณปรับ
ตำแหน่งเบาะคนขับไว้ในระดับเตี้ยสุด ยิ่งสบายใจได้เลยว่า เข้า-ออก สบายแน่ๆ แต่ถ้าเลือก
ปรับตำแหน่งเบาะไว้สูง อาจต้องก้มหัวลงเยอะๆหน่อย ศีระจะได้ไม่เฉี่ยวกับขอบหลังคาด้านบน

 แผงประตูด้านข้าง ออกแบบให้มีตำแหน่งวางแขน เหมาะสม ดีแล้ว สำหรับฝั่งคนขับ แต่ฝั่งของ
ผู้โดยสารด้านซ้ายนั้น เนื่องจากตำแหน่งเบาะนั่ง ด้านข้างคนขับ ล็อกมาตายตัว ปรับระดับสูงต่ำ
ไม่ได้ จึงอาจมีปัญหาในการใช้พื้นที่วางแขน กับบางคนได้บ้าง ด้านข้างของแผงประตูคู่หน้า
มีช่องใส่ของ ซึ่งใส่ขวดน้ำดื่มขนาด 1 ลิตรได้สบายๆ 1 ขวด

อยากให้สังเกตการเก็บงานของบานประตูด้านข้าง และความหนาของพื้นผิวและชั้นสี งานนี้
GM Thailand ทำออกมาได้ ใกล้เคียง หรือเทียบเท่า รถยุโรประดับ Premium ชั้นดีเลยทีเดียว
จุดนี้ ผมกล้าพูดว่า ค่ายอื่น ไม่มีใครใส่ใจในรายละเอียดจุดนี้ออกมาได้เท่ากับ GM Thailand



ทุกรุ่นย่อยจะให้เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าล้วนๆ โดยรุ่น LT และ LTZ ทุกตัวถัง ที่เห็นอยู่นี้ จะใช้
ผ้าเบาะสีดำ แซมด้วยลวดลาย Breva บริเวณ รองรับแผ่นหลัง และบั้นท้าย สวนรุ่น LS จะใช้
ผ้าสีดำ แซมด้วยลวดลายแบบ Flash ในบริเวณเดียวกันข้างต้น เฉพาะเบาะฝั่งคนขับเท่านั้น
ที่สามารถปรับระดับสูง - ต่ำได้ ด้วยก้านโยก ด้านข้างเบาะรองนั่ง การปรับเบาะคู่หน้าเลื่อน
ขึ้นหน้า - ถอยหลัง ใช้ก้านโยก ใต้เบาะรองนั่ง ส่วนการปรับเอน มีก้านโยกบริเวณ Hip Point
ด้านข้างเบาะทั้ง 2 ฝั่ง

เบาะนั่งมีฟองน้ำที่ค่อนข้างจะแน่น พอสมควร พนักพิงหลังนั้น ใช้งานได้สบายๆ แต่พนัก
ศีรษะ แม้มีฟองน้ำบุมาให้ แต่ไม่ได้นุ่มมากนัก แถมมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นไปนิดนึง
เบาะรองนั่ง มาในสไตล์เดียวกับ Cruze อีกแล้ว คือเงยและยกต้นขาสูงขันขึ้นมาเล็กน้อย
โชคดีที่เป็นเบาะผ้า ซึ่งมีฟองน้ำหนาแน่น รองรับบริเวณต้นขา และมีความยืดหยุ่นกำลังดี
แต่ถ้าจะไปหุ้มเป็นเบาะหนังขึ้นมาละก็ ต้องทำใจว่า ความสบายในการนั่ง อาจหายไปได้

การนั่งโดยสารพื้นฐาน เหนือกว่า Aveo เดิมชัดเจน ตำแหน่งนั่งขับ ปรับเบาะลงต่ำสุดมอง
ก็ยังมองเห็นทัศนวิสัยรอบคัน ชัดเจน และโปร่งตากว่าที่คิดไว้มาก การลุกเข้า - ออกจากเบาะ
ก็ทำได้ดี เป็นตำแหน่งนั่งที่ออกแบบมากำลังดี (ถ้าคุณปรับเบาะให้เตี้ยสุด หรือยกขึ้นมาอีก
ไม่เกิน 2 จังหวะ) ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะ มีเหลือมากเพียงพอสำหรับผู้โดยสารสูงระดับ
180 เซ็นติเมตร แน่ๆ

และเฉพาะในรุ่น LTZ ทั้ง 2 ตัวถัง จะมี ก้านวางแขน แบบพับเก็บได้ ติดตั้งมาให้ด้านข้าง
เบาะคนขับฝั่งซ้าย ไว้ให้วางแขนซ้าย ได้ในระดับสบายกำลังดีเลยทีเดียว เสียแต่ว่า ถ้าต้อง
ปรับเบาะเอนนอน พนักพิง จะล็อกตายตัวที่ตำแหน่งเดิม ไม่สามารถ ปรับระดับให้ต่ำลง
กว่าตำแหน่งที่ถูกล็อกมาจากโรงงานได้ ถ้าจะเอนนอน ต้องพับที่วางแขนนี้ขึ้นไปจะดีกว่า

เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าของทุกรุ่น เป็นแบบ ELR 3 จุด ปรับระดับได้เฉพาะฝั่งคนขับ แต่จะมี
ระบบดึงกลับอัตโนมัติ Load Limiter มาให้ ในรุ่น LT กับ LTZ ทุกตัวถัง โดยรุ่น LT มีให้
เฉพาะฝั่งคนขับ ส่วน LTZ มีมาให้ ทั้ง 2 ฝั่ง คู่หน้า....งงดีเว้ยเฮ้ย ทำไมไม่ให้มาครบไปเลย
ทุกรุ่นซะทีเดียวละเนี่ย? จะสร้างความสับสนทำไมหนอ?

เรื่องน่าแปลก ก็คือ GM ติดตั้ง ช่องใส่แว่นตา ไว้ ณ บริเวณ เหนือประตูฝั่งคนขับ ซึ่งเหมือนกัน
กับ Ford Fiesta และ Focus ใหม่ ไม่มีผิด! แปลกใจอยู้ว่า จะไปติดตั้งไว้บนนั้นทำไมกัน แทนที่
จะมาติดตั้งไว้บนแผงไฟส่องอ่านแผนที่ ด้านหน้า เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา



การเข้า - ออกจากบานประตูคู่หลังนั้น รุ่น Hatchback ทำได้ดีมาก เพราะมีช่องทางเข้าที่
กว้างมาก แต่ถ้าไม่ระวัง โอกาสที่หัวของคุณจะโขกเข้ากับขอบหลังคาด้านบน ก็ยังพอมีอยู่
ในกรณีที่คุณมีสรีระร่างสูงโปร่งเป็นยีราฟ โปรดใช้ความระมัดระวังนิดนึง! บานประตู
เปิดกางออกได้กว้างพอกันกับรถยนต์ทั่วไป

กระจกหน้าต่าง เปิดปิดได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า เลื่อนลงได้ เกือบสุดบาน แผงประตูด้านข้าง
ออกแบบมาให้มี ลวดลายเหมือนกัน สามารถวางแขนได้พอดีๆ โดยไม่ต้องปรับแก้ไข
อื่นใดอีกอีก แต่ ไม่มีช่องใส่ของใดๆมาให้เลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูให้ดีๆ จะเห็นว่า แผงประตูคู่หลังทั้ง 2 รุ่น ออกแบบมาให้ต่างกันบริเวณ
ขอบหน้าต่างด้านล่าง ซึ่งทำให้ไม่สามารถถอดสลับกันได้แบบเป๊ะ ไปเสียทั้งหมด อีกทั้ง
บานประตูทั้ง 2 ชิ้น ก็ไม่สามารถถอดใส่กันได้ เหมือนอย่างบานประตูคู่หน้า

มือจับเปิดประตู ในรุ่น LZ ทั้ง Sedan และ Hatchback จะประดับด้วย พลาสติกหุ้ม โครเมียม
แต่ถ้าเป็นรุ่น LT กับ LS จะใช้พลาสติกสีดำ ธรรมดา การวางแขนบนแผงประตูคู่หลัง ทำได้ดี
แต่จะเหมาะกับคนที่มีช่วงแชนยาวนิดนึง



เบาะหลัง ทั้งในรุ่น Sedan และ Hatchback เหมือนกันหมด แถบจะเป็นชุดเดียวกัน คือ
พนักพิงหลัง มีฟองน้ำที่แน่นขึ้น หลงเหลือความนุ่มไว้นิดหน่อย ไม่เยอะนัก ส่วนเบาะ
รองนั่ง มีฟองน้ำที่นุ่มแต่แน่นกว่า Aveo เดิมชัดเจน ความยาวอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้
สำหรับคนช่วงขาสั้นอย่างผม แต่สำหรับคนที่มีช่วงขายาว อาจจะสั้นไปหน่อย ถ้าต้อง
นั่งในระยะใกล้ๆ  ถือว่าพอรับได้ แต่ถ้านั่งทางไกลข้ามจังหวัด ต้องมีแวะพักกันทุกๆ
200 กิโลเมตร ยืดเส้นยืดสายกันแน่ๆ

พนักศีรษะ รูปตัว L เราเจอกันอีกแล้ว วิธีเดียวที่จะกำจัดอาการทิ่มตำต้นคอออกไป คือ
ยกมันขึ้นใช้งานซะดีๆ ผมละไม่ชอบพนักพิงศีรษะแบบนี้จริงๆ แต่ทำไงได้ครับ ในเมื่อ
ผู้ผลิตรถยนต์เขาชอบกันจังเลย เราก็คงต้องทนเห็นมันทิ่มตำต้นคอเรา ยามไม่ใช่งาน
กันต่อไป

จากการออกแบบหลังคาและเพดาน เพียงเห็นแค่รูป คุณก็คงบอกได้ว่า พื้นที่เหนือศีรษะ
ในรุ่น Hatchback เหลือเยอะกว่าร่น Sedan แน่นอน และความจริงที่ผมลองนั่งมา
มันก็เป็นไปตามนั้นไม่มีผิด โปร่งกว่ากันชัดเจน ส่วนพื้นที่วางขา เห็นได้ชัดว่า "เหลือเฟือ"

แต่สิ่งที่ต้องปรับปรุง จะอยู่ในรุ่น Sedan เพราะตัวรถถูกออกแบบให้มี ขอบด้านบนของ
กระจกบังลมหลัง กินพื้นที่เลยเถิดขึ้นไปบนแผ่นหลังคา มากเหลือเกิน ผลก็คือ ศีรษะ
ของผู้โดยสารด้านหลัง จะต้องสัมผัสกับแสงแดด ตอนกลางวันตลอดเวลา แม้กลางคืน
จะไม่มีปัญหาเลยก็ตาม และต่อให้ว่า แม้ GM จะรู้ปัญหา เลยติดแถบสติ๊กเกอร์บังแดด
สีดำมาให้ในบริเวณดังกล่าวแล้ว แต่ ถ้าเป็นตอนเที่ยงๆ แดดเปรี้ยงๆ แถมคนที่นั่งบน
เบาะหลัง ดันมีสภาพศีรษะ แบบเดียวกับนกตะกรุมป่า หรือท่านเจ้าคุณปัจจนึก ใน
นวนิยายสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน แล้วละก็ มันไม่ต่างอะไรกับการเอาดวงอาทิตย์
เข้ามานั่งอยู่ในรถกันเลยทีเดียว!!

เหนือเพดานหลังคาของทุกรุ่น จะมี มือจับที่พวกเรามักเรียกว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" มาให้่
เพราะมันถูกใช้เป็น "เครื่องยึดเหนี่ยว" ทั้งร้่างกาย และจิตใจ ในยามที่ผู้ขับขี่ เกิด
อยากพยายามแปลงร่างให้ Sonic กลายเป็น รถไฟเหาะตีลังกาได้ ซึ่งในความเป็นจริง
มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะทำอย่างนั้น....ที่ต้องเขียนแบบนี้ เพราะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ สมัยนี้
เช่น Mazda 2 และ Ford Fiesta มักตัดอุปกรณ์ประจำรถชิ้นนี้ออกไป ทั้งที่มันมีความ
จำเป็นกับผู้โดยสารด้านหลังอย่างมาก

เข็มขัดนิรภัยบนเบาะหลัง ของทุกรุ่น เป็นแบบ ELR 3 จุด ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ส่วน
ตรงกลาง จะเป็นแบบ คาดเอว 2 จุด มีมาให้ 1 ตำแหน่ง เสียดาย ที่ไม่มีรุ่นย่อยใด
ให้ที่พักแขนแบบพับเก็บได้ ติดตั้งมาให้เลยแม้แต่รุ่นเดียว



นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Sedan หรือ Hatchback เบาะแถวหลังยังสามารถแบ่งพับได้ใน
อัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง โดยมีสวิชต์ โยกพับเบาะลงมา ติดตั้ง
บริเวณ บ่าของพนักพิงหลัง ทั้ง 2 ฝั่ง ซ้าย - ขวา



ฝาประตูห้องเก็บของ ในรุ่น Hatchback นอกจากจะแตกต่างจากรุ่น Sedan ที่รูปทรงของมัน
รวมทั้งพื้นที่ของเนื้อเหล็กที่ต้อใช้ปริมาณน้อยกว่าแล้ว ยังรวมถึงการติดตั้งช็อคอัพคำยันไว้
ทั้งฝั่งซ้าย - ขวา และมีใบปัดน้ำฝนหลังพร้อมที่ฉีดน้ำล้างกระจก กับไล่ฝ้า เพิ่มมาให้ ส่วน
รุ่น Sedan จะมีแค่ไล่ฝ้าเพียงอย่างเดียว

รุ่น LTZ ที่เห็นอยู่นี้ทั้ง 2 คัน จะถูกติดตั้ง เซ็นเซอร์ กะระยะถอยหลังเข้าจอดมาให้
"จากโรงงาน" ถือเป็นออพชันที่น่าจะมีมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์สมัยนี้
กันได้แล้วเสียที

ฝาประตูห้องเก็บของ สามารถเปิดยกขึ้นได้จากสวิชต์ Touch Pad บริเวณกึ่งกลางเหนือช่อง
ติดป้ายทะเบียน แต่ในรุ่น Sedan จะสามารถสั่งเปิดฝาท้ายได้ด้วยรีโมทกุญแจ อีกทางหนึ่ง



ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายของรุ่น Hatchback นั้น จะมีความยาว แค่ 716 มิลลิเมตร กว้างถึง
1,103 มิลลิเมตร สูง 716 มิลลิเมตร ความจุ 253 ลิตร อีกทั้งยังมี แผงพลาสติก วางรองพื้นให้
ห้องเก็บของอีก 1 ชั้น สามารถยกขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่วางของ ได้อีกต่างหาก

แต่ห้องเก็บของ ในรุ่น Sedan จะมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 925 มิลลิเมตร กว้างน้อยกว่า เหลือ
เพียง 998 มิลลิเมตร ความสูงลดลงเหลือ 319 มิลลิเมตร แต่กลับมีความจุ มากกว่า อยู่ที่ 466 ลิตร



และเมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้นมา จะพบทั้ง เครื่องมือประจำรถ แม่แรงยกรถ และยางอะไหล่
ขนาดมาตรฐาน เป็นล้อเหล็กสีดำ ติดตั้งมาให้กับ Sonic ทุกคัน (ในภาพเป็นรุ่น Hatchback LTZ)



การเอาแนวคิด จักรยานยนต์ Bigbike มาเป็นแรงบันดาลใจในงานออกแบบนั้น หาใช่เพียงแค่
รูปลักษณ์ภายนอกไม่ เพราะ GM ยังคงนำเอาคุณลักษณะบางจุด ของ Bigbike มาขัดเกลา และ
ปรับประยุกต์ร่วมกับ งานออกแบบ ในสไตล์ Dual Cockpit จากทั้ง Chevrolet Cruze , Colorado
และ Camaro จนกลายมาเป็นห้องโดยสารของ Sonic ใหม่ ที่หมายจะเอาใจวัยรุ่น Generation Y
เต็มที่ แต่ให้บรรยากาศในการโดยสารที่ สบายกำลังดี ไม่อึดอัด หรือคับแคบแต่อย่างใด

โทนสีการตกแต่งแผงหน้าปัด เบาะนั่ง และแผงข้างนั้น ขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกรุ่นย่อยไหน และ
สีตัวถังอะไร ถ้าเลือกรุ่น LS ก็จะได้ เบาะผ้าลาย Flash กับ แผงหน้าปัดสีเทาอ่อน แต่ถ้าเลือก
รุ่น LT หรือ LTZ จะได้ลายผ้า Breva ขึ้นอยู่กับว่า เลือกสีตัวถังอะไร ถ้าเลือกสีทั่วไป ก็จะได้
ผ้า Breva สีเทาดำ และแผงหน้าปัด เป็นสีเงิน Titanium ตัดกับสีดำ แต่ถ้าเลือกสี Royal
Grey ก็จะได้ภายในสี ส้ม/ดำ แบบเดียวกับ Chevrolet Cruze ไม่มีผิด!

มองขึ้นไปด้านบนเพดานหลังคารถ มีกระจกมองหลัง พร้อมก้านปรับตัดแสงได้ แผงบังแดด
มีกระจกแต่งหน้ามาให้ทั้ง 2 ฝั่ง ซ้าย - ขวา แต่ ไม่มีไฟแต่งหน้ามาให้ มีเพียงไฟอ่านแผนที่
สี่เหลี่ยมผืนผ้า ดวงเล็กๆ ซึ่งก็ไม่ถึงกับให้ความสว่างแก่ชีวิตในยามค่ำคืนมากมายเท่าใดเลย
หนำซ้ำ มันยังเป็น ไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร เพียงตำแหน่งเดียวที่มีอยู่ใน Sonic ทุกคัน
เนี่ยสิ!

ไม่เข้าใจว่า ไฟกลางเก๋ง ทำไมไม่ให้มา? การหาข้าวของที่ตกหล่นบนพื้นรถตอนกลางคืน
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และอาจต้องพึ่งพาไฟฉาย หรือ แสงสว่างจากโทรศัพท์มือถือ คงจะ
ดีกว่านี้แน่ๆ ถ้า GM จะติดตั้งไฟส่องสว่างกลางเก๋งมาให้อีกสัก 1 ตำแหน่ง



จากบานประตูฝั่งขวา เข้ามาทางฝั่งซ้ายของแผงหน้าปัด

กระจกหน้าต่าง ของทุกรุ่น ปรับเลื่อนขึ้น-ลงได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า ทั้ง 4 บาน ยกเว้นด้านคนขับ
ที่จะเป็นสวิชต์แบบ One Touch เลื่อนขึ้น - ลงจนสุด เพียงกดหรือดึงสวิชต์ขึ้น ครั้งเดียว และ
มาพร้อมระบบ Jam Protection ดีดกลับทันทีเมื่อมีสิ่งกีดขวาง

ถือเป็นการปรับปรุงมาจาก สมัยของ Aveo ซึ่งมีเพียงแค่กระจกหน้าต่างแบบ One Touch
เฉพาะฝั่งคนขับ และเป็นช่วงเลื่อนลง เท่านั้น ไม่มีระบบ Jam Protection ด้วย มาคราวนี้
GM ก็เลยติดตั้งมาให้ เหมือนกับรถยนต์ทั่วๆไปในตลาดกันเสียที....ไชโย!

กระจกมองข้าง ปรับได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า สร้างความงุนงงให้ผมนิดหน่อย อันที่จริงก็เหมือน
กับ Chevrolet Cruze และ Captiva นั่นละครับ ถ้าหมุนสวิชต์ไปทางซ้าย จะเลื่อนปรับกระจก
มองข้างฝั่งขวา ตรงกันข้าม ถ้าหมุนสวิชต์มาทางขวา จะปรับกระจกมองข้างฝั่งซ้าย มาตอนแรก
มึนไปพักนึงเหมือนกัน รุ่น LS การพับเก็บ ต้องพับด้วยมือ แต่ รุ่น LT กับ LTZ พับเก็บด้วย
สวิชต์ไฟฟ้า เหมือนกัน

ใต้ช่องแอร์ฝั่งคนขับ สวิชต์ เปิดปิดไฟหน้า เป็นแบบหมุน พร้อมสวิชต์ไฟตัดหมอก ยกชุด
มาจาก Cruze และ Colorado เลยด้วยซ้ำ ใช้งานง่ายดี ไม่ยาก และเหมือนรถยุโรปทั่วไป
รุ่น LS ให้มาเฉพาะไฟตัดหมอกหน้า แต่รุ่น LT และ LTZ เพิ่มไฟตัดหมอกหลังอีก 1 จุด

บนคอพวงมาลัย ก้านสวิชต์ไฟเลี้ยวและไฟสูง อยู่ฝั่งขวา ส่วนก้านสวิชต์ใบปัดน้ำฝน พร้อม
ที่ฉีดน้ำล้างกระจก จะติดตั้งอยู่ฝั่งซ้าย สำหรับใบปัดน้ำฝนหลังในรุ่น 5 ประตู ใช้วิธี หมุน
หัวก้านสวิชต์ และกดดันถอยหลังเพื่อฉีดน้ำล้างกระจกบังลมหลัง

พวงมาลัยทุกรุ่นเป็นแบบ 3 ก้าน ปรับระดับสูง - ต่ำได้ แต่ปรับระยะใกล้ - ห่างจากตัวผู้ขับขี่
ไม่ได้ ในรุ่น LTZ มีสวิชต์ควบคุมเครื่องเสียงเพิ่มมาให้บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวา ส่วนพื้นที่
ใต้แป้นแตร และถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับ ประดับด้วยลายสีเงิน Graphite เหมือนแผงควบคุม
ตรงกลาง ขณะที่ รุ่น LT กับ LS จะเป็นแบบ ยูรีเทน ธรรมดา ไม่มีสวิชต์ใดๆติดตั้งมาให้



ชุดมาตรวัดของ Sonic ออกแบบขึ้นโดยจงใจเน้นให้มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ อยู่ตรงกลาง
ทีมออกแบบบอกว่า พวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจาก ชุดมาตรวัดของจักรยานยนต์ Bigbike
ด้วยเหตุผลที่ว่า สำหรับรถสปอร์ต หรือ Bigbike มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ มีความสำคัญ
มากกว่ามาตรวัดความเร็ว เพราะผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์ จะเน้นการเปลี่ยนเกียร์ ให้ได้
ตามรอบเครื่องยนต์ที่ตนเองต้องการ ตามแต่สถานการณ์ มากกว่าจะแคร์เรื่องความเร็ว

ดังนั้น มาตรวัดความเร็ว ก็เลยกลายมาเป็นแบบหน้าจอ แสดงตัวเลข Digital บอกข้อมูล
เท่าที่จำเป็นขณะขับขี่ ทั้งความเร็วรถ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และตำแหน่งเกียร์ ตลอดจน
ข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ

และที่แปลกกว่าชาวบ้านเขาก็คือ แทนที่จะออกแบบให้ชุดมาตรวัดฝังอยู่ในแผงหน้าปัด
เหมือนรถยนต์ทั่วไป แต่ทีมออกแบบได้กำหนดให้มาตรวัดทั้งชุด ต้องติดตั้ง "แยก" และ
"ติด" อยู่กับแผงหน้าปัด เพื่อเพิ่มอารมณ์สปอร์ตล้ำสมัยให้แก่ห้องโดยสาร

อยากบอกว่า ผมชอบมาตรวัดแบบนี้มาก เพราะในการใช้งานจริง ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็น
บอกไว้ในนี้ครบถ้วน ตำแหน่งไฟสัญญาณเตือนต่างๆ มีขนาดและตำแหน่งที่เหมาะสม

ในรุ่น LTZ เกียร์อัตโนมัติ (รูปบน) จะมี ไฟแจ้งตำแหน่งเกียร์อัตโนมัติ และไฟเตือน
ระบบ เซ็นเซอร์กะระยะถอยหลังเข้าจอด มาให้ด้วย แต่เสียดยว่า ทุกรุ่น ให้ Trip Meter
มาแค่ Trip A อย่างเดียว ไม่มี Trip B แถมมาให้ บางทีจะตั้งคำนวนระยะทางมากกว่า
1 รายการ ก็ลำบากนิดนึง แต่ทดแทนด้วย การแจ้งเตือน ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง
ว่าเหลือพอจะแล่นได้ไกลแค่ไหน มาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ที่สำคัญ
ถ้าอยากเปลี่ยนมาตรวัดความเร็ว ให้แสดงผลจาก กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น ไมล์/ชั่วโมง
ก็ทำได้ในรถรุ่นนี้! แต่ไม่มีมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น มีแค่ไฟสัญญาณเตือนสีแดง



อีกสิ่งที่แปลกตาไปจากรถคันอื่นๆ ก็คือ ช่องวางของ ข้างแผงควบคุมเครื่องเสียง ซึ่ง
สามารถสอดกล่อง CD วางเข้าไปได้พอดี ออกจะไม่เข้าใจว่า ทำช่องนี้มาทำไม ทั้งที่
แผงหน้าปัดชุดนี้ ก็ไม่สามารถติดตั้งร่วมกับรุ่น Cruze ได้เลย มันถูกออกแบบราวกับว่า
รองรับตำแหน่งช่องแอร์ สำหรับรถที่ติดตั้งหน้าจอระบบนำทาง Navigation System
ในต่างประเทศยังไงยังงั้นเลยแหนะ เหนือช่องแอร์ เป็นถาดวางเครื่องรางของขลังต่างๆ

ชุดเครื่องเสียงของ Sonic ใหม่ จะมี 2 แบบ บนพื้นฐานเดียวกัน คือเป็นวิทยุ AM/FM
พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3/WMA 1 แผ่น พร้อม Mode ตั้งค่าระบบไฟฟ้าในรถยนต์
หรือ Vehicle Setting  แต่นอกเหนือจากนี้ มันขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกซื้อรถรุ่นย่อยใด

ถ้าเลือกรุ่น LTZ แน่นอนครับ จัดเต็ม มีลำโพงมาให้ 6 ชิ้น พร้อมช่องเสียบ USB และ
สามารถเชื่อมต่อกับ Bluetooth เพื่อสามารถใช้งานโทรศัพท์ และฟังเพลงที่อยู่ในเครื่อง
โทรศัพท์ของคุณได้ ออกแบบในลักษณะ Built in มากับแผงควบคุมตรงกลาง

แต่ถ้าเป็นรุ่น LT คุณจะได้ ชุดวิทยุ ที่มีหน้าตาอนุรักษ์นิยม ดู Conservative (แต่ผมชอบ
เพราะมันใช้งานง่าย สะดวก) มีแค่ช่องเสียบ AUX ไม่สามารถเชื่อมต่อ Bluetooth ได้
และมีลำโพงมาให้แค่ 4 ชิ้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ขอยืนยันว่าคุณภาพเสียง จัดอยู่ในเกณฑ์ดีมากทั้งคู่ เพียงแต่
อาจเก็บรายละเอียดเสียงใส ได้ไม่เท่า ชุดเครื่องเสียงใน Honda City ซึ่งผมก็ยังถือว่า
เป็นเครื่องเสียงที่ติดตั้งมา ดีที่สุดในบรรดา รถยนต์ B-Segment บ้านเรา ทั้งหมดอยู่ดี
เพียงแต่ว่า Sonic เอง ก็จัดได้ว่า เป็นเบอร์ 2 ในกลุ่มแน่ๆ ในประเด็นนี้

เครื่องปรับอากาศทุกรุ่น เป็นแบบสวิชต์มือบิด เรียงตัวกันเหมือนใน Cruze ขอยืนยันว่า
นอกจากจะเย็นเร็วแล้ว ยังเย็นนานอีกด้วย อยากขอเปลี่ยนจากวลี "ลำปางหนาวมาก"
มาเป็น "Sonic หนาวมาก!"

ต่อให้ปรับอุณหภูมิร้อนขึ้นอย่างไร แอร์ก็ยังเย็นสบายในแบบของมันอยู่ดี ราวกับว่า
วิศวกร GM ทำประชดคนไทยขี้ร้อนกันดีนัก ชอบบ่นว่า แอร์ Toyota เย็นเร็วสุด ดีนัก
จัดให้เลยก็แล้วกัน เอาให้หนาวสะใจถึงแอนตาร์กติกา เลยแล้วกัน!

สวิชต์  ปลด-สั่งล็อกประตูจากภายในรถ ติดตั้งไว้ใกล้กับสวิชต์เครื่องปรับอากาศ ใน
ตำแหน่งเดียวกับ Cruze ผมขึ้นมานั่งบนเบาะคนขับ หาสวิชต์ตั้งนานกว่าจะเจอ รุ่น
ต่อไป ช่วยย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ ง่ายต่อการคลำหาและใช้งานกว่านี้เสียทีเถิด

ฝั่งซ้ายของแผงหน้าปัด เป็น ช่องเก็บของพร้อมฝาปิด ด้านบนที่มีมาให้ เพื่อชดเชยกับ
ขนาดของกล่องเก็บของ Glove Compartment ที่มีขนาดเล็ก พอให้ใส่แค่สมุดคู่มือ และ
สมุดรับประกันกับ เอกสารประกันภัยนิดเดียวเท่านั้น  น่าจะทำออกมาให้มีขนาดใหญ่
กว่านี้อีกสักหน่อย



มองลงไปด้านข้างลำตัวคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า ไม่มีกล่องคอนโซลเก็บของมาให้
มีแค่ ช่องวางแก้ว รวม 3 ตำแหน่ง และคันโยกเบรกมือ รวมทั้งช่องใส่เศษเหรียญ และช่อง
เชื่อมต่อไฟฟ้า สำหรับชาร์จไฟให้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเครื่องเล่นเพลงในรถ เท่านั้น
เป็นแบบนี้ ทุกรุ่นย่อย เหมือนกันหมด ช่องวางแก้ว อาจหลวมไปนิด สำหรับขวดน้ำดื่ม
ขนาด 7 บาท ดังนั้น ระมัดระวังในการใช้งานด้วยครับ



ทัศนวิสัย ครึ่งคันหน้า ของทั้ง 2 รุ่น จะไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย เพราะใช้เสาหลังคา
คู่หน้า A-Pillar เหมือนกัน ดังนั้น มุมมองต่างๆ จึงเหมือนกันเป๊ะ สำเนาถูกต้อง ประทับ
ตรายางรับรองได้เลย

การมองเห็นสภาพถนนข้างหน้า มองเห็นชัดเจน และไม่มีอะไรให้ตำหนิ เห็นได้ชัดว่า
การออกแบบชุดมาตรวัดเช่นนี้ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการละสายตาลงมาอ่านข้อมูล
บนหน้าจอขึ้นด้วยซ้ำ



เสาหลังคา A-Pillar ฝั่งขวา ค่อนข้างหนา และแอบมีมุมบดบังการองเห็นรถที่แล่น
สวนทางมาบนโค้งขวา ที่เรากำลังจะมุ่งหน้าไป ได้นิดนึง แต่ยังพอมองเห็นรถ
คันดังกล่าวอยู่บ้าง กระจกมองข้างมีขนาดกำลังดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป แต่มุม
ด้านนอกของกระจกมองข้าง อาจถูกขอบด้านใน ของกรอบพลาสติก ที่ครอบทับ
กระจกมองข้าง บังเข้ามานิดนึง แต่ยังถือว่ายอมรับได้ ไม่ได้บดบังมากนัก



แต่พอย้ายมาฝั่งซ้าย กระจกมองข้าง โดนกรอบกระจกด้านใน ออกแบบมาให้เบียดบัง
พื้นที่ด้านนอกของกระจกเล็กน้อย ส่วนเสาหลังคา A-Pillar ฝั่งซ้าย ยื่นล้ำไปข้างหน้า
มากกว่า Aveo รุ่นเดิมนิดนึง แต่กลับส่งผลตอนเลี้ยวกลับรถน้อยมาก อาจมีบางแยก
ที่มีเกาะกลางขนาดใหญ่ จนกระจกมองข้าง และเสาหลังคา บดบังรถคันที่แล่นสวนมา
แต่ถ้าเป็นถนนแบบไม่มีเกาะกลาง นั่นไม่เป็นปัญหาในการเลี้ยวกลับรถเลยครับ



มองไปทางด้านหลัง เห็นได้ชัดเลยว่า ความพยายามในการออกแบบให้ภายในรถนั้น
โปร่งสบาย ด้วยการยกขอบด้านบนของกระจกบังลมหลัง ให้เลยเถิดขึ้นไปจนแทบ
จะอยู่กลางแผ่นหลังคาอยู่รอมร่อนั้น ให้ผลดี ในแง่ความโปร่งสบาย แต่ก็ช่วยไม่ได้
ถ้าพื้นที่รับแสงแดด จะมีเยอะกว่ารถทั่วไปในพิกัดเดียวกัน



ส่วนรุ่น Hatchback ชัดเจนเลยครับว่า เสาหลังคาคู่หลัง มีส่วนอย่างมากสำหรับคนที่
กะระยะยังไม่คล่องเท่าไหร่นัก มันมีขนาดใหญ่ กว้าง และปิดทึบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 
พลาสคติกสีดำ บริเวณขอบหน้าต่าง ฝั่งประตูหลัง ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก บดบังพื้นที่เยอะมาก  



********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

เครื่องยนต์ของ Sonic เวอร์ชันไทย จะมีเพียงแบบเดียว คือรหัส A14XFR หรือรุ่น L2N 
บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,398 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก 73.4 x 82.6
มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด MPFI (Multi-Point
Sequential Fuel Injection) ซึ่งถูกปรับปรุงใหม่ ทำงานร่วมกับ Oxygen Sensor เพื่อ
ควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกทั้งยังมีระบบแปรผันวาล์ว
ที่หัวแคมชาฟต์ทั้ง ฝั่งไอดีและไอเสีย Double CVC หรือ Double Continuously-
Variable Cam-phasing น้ำหนักรวมตัวเครื่องทั้งหมด เบาเพียง 97 กิโลกรัม เท่านั้น!

เครื่องยนต์ลูกนี้ GM ระบุว่า ใช้รางหัวฉีด แบบมีระบบควบคุมรอบการหมุนของปั้มเชื้อเพลิง
(Return-less Fuel Rail) ซึ่งระบบนี้จะแตกต่างจากระบบทั่วไปซึงมักส่งเชื้อเพลิงที่ไม่ได้ใช้
กลับคืนสู่ถังน้ำมัน ตรงที่ ระบบนี้จะประเมินจำนวนน้ำมันที่ไหลเข้าสู่เครื่องยนต์ และจำกัด
เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เท่ากับว่า จะไม่มีเชื้อเพลิงส่วนเกินที่มีความร้อนสูง อันเป็นบ่อเกิด
ของมลภาวะ ไหลกลับคืนสู่ถังน้ำมันอีกต่อไป

กำลังสูงสุด 100 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.3 กก.-ม.ที่ 4,000 
รอบ/นาที แต่ยังคง เติมน้ำมันแก็สโซฮอลล์ ได้ถึงระดับ E20 และมีมาตรฐานการปล่อยมลพิษ
ในรุ่น เกียร์อัตโนมัติ 156 กรัม / ระยะทาง 1 กิโลเมตร

ผมตั้งข้อสังเกตนิดหน่อยว่า ทำไมในรถยนต์ ทั้ง 3 คัน ที่ผมยืมมาทำรีวิว นั้น บริเวณหัวน็อต
ณ ท่อร่วมไอเสีย หรือที่เรียกว่า ท่อเขาควาย นั้น มันถึงได้มีคราบสนิมน้ำ อยู่เยอะเอาเรื่อง
แม้ว่าจะเป็นรถใหม่ ที่แล่นมาได้ในระยะทางที่ไม่นานนัก จริงอยู่ว่า มันไม่ได้ส่งผลเสีย
อะไรให้เครื่องยนต์หรอก แต่ในแง่ของผู้บริโภคแล้ว มันอาจก่อความไม่สบายใจให้กับ
พวกเขาก็เป็นได้ ฝากทาง GM Thaland ที่ระยอง หาทางปรับปรุงเรื่องนี้ด้วยครับ



ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยทางเลือก ทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ สำหรับรุ่นย่อย
1.4 LS และ 1.4 LT ทั้ง Sedan และ Hatchback รวม 4 รุ่นย่อย ทีมวิศวกร จงใจแบ่งซอย
อัตราทดเกียร์ ให้ถี่กว่าปกติทั่วไป เพื่อช่วยเรียกอัตราเร่งได้ดีขึ้นนิดนึง และเพิ่มความ
ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และใช้เสื้อเกียร์อลูมีเนียม แบบผิวหน้าชิ้นเดียว ติดตั้งอยู่บน
ฐานรองซึ่งเป็นชิ้นส่วนแยกต่างหาก อัตราทดเกียร์มีดังนี้

เกียร์ 1 .............................3.727
เกียร์ 2 .............................1.960
เกียร์ 3 .............................1.323
เกียร์ 4 .............................0.946
เกียร์ 5 .............................0.756
เกียร์ถอยหลัง.....................3.308
อัตราทดเฟืองท้าย................4.625

การเข้าเกียร์ถอยหลัง ใช้วิธีเดียวกับรถยนต์จากยุโรปทั่วไป คือ ต้องยกวงแหวนใต้หัวเกียร์ขึ้น
แล้วผลักคันเกียร์ไปทางซ้ายสุด ดันคันเกียร์ขึ้นไปยังฝั่งซ้ายบนจนสุด ใครที่คุ้นชินกับเกียร์
ธรรมดา ในรถญี่ปุ่น ระวังเข้าเกียร์ผิดเป็น เกียร์ 1 นะครับ



หรือถ้าขับในเมืองเป็นหลัก ควรเลือกเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ของ GM รุ่น 6T30 ซึ่งจะมี
ปุ่ม บวก-ลบ ติดตั้งที่ข้างคันเกียร์ เหมือน Ford Focus ใหม่ ราวกับนัดแนะมาก่อนล่วงหน้า
ไม่มีผิด อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดจะใช้โหมด บวก - ลบ คุณต้องผลักคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง M
กันก่อน ทั้งที่คู่แข่ง อย่าง Honda City กับ Jazz นั้น สามารถใช้แป้น Paddle Shift
เล่นเกียร์เองได้เลย แม้คันเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D ก็ตาม จะเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ในโหมด 
บวก ลบ ทั้งที่ไม่ก่อให้เกิดความมันส์ในอารมณ์เหมือนตอนกระดิก คันเกียร์เอาเองเสียเลย 
ถ้าสามารถปรับปรุงข้อด้อยนี้ได้ และเพิ่มแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift  
มาให้ ก็จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ ได้ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตาม อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1 .............................4.449
เกียร์ 2 .............................2.908
เกียร์ 3 .............................1.893
เกียร์ 4 .............................1.446
เกียร์ 5 .............................1.000
เกียร์ 6 .............................0.742
เกียร์ถอยหลัง....................2.871
อัตราทดเฟืองท้าย..............4.110

สมรรถนะ จะเป็นอย่าไรกันบ้าง เรายังคงทดลองจับเวลากันด้วยมาตรฐานเดิม นั่นคือ ใช้
ช่วงเวลากลางคืน หลัง 5 ทุ่ม ไปแล้ว ถนนที่เราใช้จะโล่งมาก และปลอดภัยพอ กระแสลม
ปะทะด้านข้างจะน้อยมากจนแทบไม่มีเลย ผมกับ คุณกล้วย BnN แห่ง The Coup Channel
เรา 2 คน ยังคงทำหน้าที่เหมือนเคย ผมขับ คุณกล้วย จับเวลา และบันทึกตัวเลข เปิดแอร์
สวิชต์พัดลมเบอร์ 1 เปิดไฟหน้า และตัวเลขที่ได้ออกมา เมื่อเทียบกับคู่แข่งพิกัดเดียวกัน
ในตลาดคันอื่นๆ มีดังนี้







ก่อนอื่น ต้องขอชี้แจงเล็กน้อย ผมไม่ทราบเหมือนกัน ว่าเหตุใด ตัวเลขอัตราเร่งแซง 80 -120
กิโลเมตร/ชั่วโมง ของรุ่น  Hatchback LTZ จะทำได้เร็วกว่ารุ่น Sedan LTZ ทั้งที่ใช้เครื่องยนต์
และเกียร์เหมือนกันเป๊ะ

คืนที่เราทดลองจับเวลา กระแสลม ก็นิ่งสงบดีทั้ง 2 วัน ลมยาง ก็ 35 ปอนด์/ตารางนิ้ว ตาม
สเป็กที่โรงงานกำหนด ทั้ง 4 ล้อ ครบทั้ง 2 คัน และใครที่ติดตาม Headlightmag.com
ของเรามานาน ก็คงพอจะรู้กิตติศัพท์ ความเที่ยงตรงแม่นยำในการกดจับเวลาของคุณกล้วย
BnN แห่ง The Coup Channel ของเราแล้วว่า เที่ยงตรงและแม่นยำได้ ระดับ "เป๊ะเวอร์"!
ของผู้ชายคนนี้ (0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของ Nissan Sylphy 1.8 CVT พี่แกจับเวลาได้
10.98 วินาที ติดกัน 4 ครั้งรวด! และ 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของ Suzuki Swift 1.2 ลิตร
เกียร์ธรรมดา เจ้าตัวก็กดนาฬิกามาได้ 8.96 วินาที 4 ครั้งติดต่อกัน!!!)

ดังนั้น เหลือเรื่องเดียวที่ผมน่าจะพอให้คำตอบได้คือ สภาพความโทรมของรถ เพราะรุ่น Sedan
LTZ เป็นรถคันเดียวกับที่ผมลองขับ ในบทความรีวิว Exclusive First Impression (รีวิวแรก
ในไทย) ของรถรุ่นนี้ เมื่อช่วงหลายเดือนก่อน และรถคันนี้ สภาพถือว่าน่าจะแอบซ่อนความบอบช้ำ
มากกว่ารุ่น Hatchback ซึ่งมีเลขไมล์น้อยกว่า มีความสดใหม่กว่า เพราะผลิตตามหลังกันมา
หลายเดือนอยู่

จากตัวเลขในตาราง ผมคงไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติมแล้วนะครับ เห็นได้ชัดเจนเลยว่า เครื่องยนต์
1.4 ลิตร ของ Sonic เวอร์ชันไทย มัน "อืดอาดยืดยาดมากที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งทุกคัน"...

กระนั้น ก็ยังต้องอธิบายเพิ่มเติมกันสักหน่อย ถึงเหตุผลของความอืดอาดที่เกิดขึ้น

จะไม่ให้อืดได้ยังไงละครับ ดูน้ำ หนักตัวรถกันก่อนไหมละ? 1,158 - 1,295 กิโลกรัม คือน้ำหนัก
ตัวรถเปล่าๆ แล้วถ้ารวมน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด ก็จะหนักตั้งแต่ 1,573 - 1,600 กิโลกรัม...!!

เฮ้ย! มันอ้วนปั๊ก เป็นหนูน้อยหยั่นหว่อหยุ่นตราเด็กสมบูรณ์ มากไปหน่อยไหมเนี่ย?

แต่..เมื่อมองกันอย่างถ้วนถี่ การที่เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร จะพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความ
สามารถ ในการฉุดกระชากลากถู มวลวัตถุติดล้อ น้ำหนักตัวมากขนาดนี้ ให้ทำอัตราเร่งได้แบบนี้
ถือได้ว่า เค้นแรงมาถึงขีดสุดศักยภาพของตัวมันเองแล้วเหมือนกัน

ถ้า Sonic มีตัวรถที่เบากว่านี้ ตัวเลขน่าจะออกมาดีกว่านี้ 0 - 100 อาจมี 13 วินาทีต้นๆ ให้ได้เห็นกัน

โชคร้ายไปหน่อย ที่ GM เกิดมองว่า อยากให้ Sonic ออกมาเก็บเกี่ยวยอดขาย ทันช่วงเวลาคืนภาษี
รถคันแรก 100,000 บาท ของรัฐบาล แต่ก็กลัวว่า หากนำเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร มาวาง ขายควบคู่ไปด้วย
ก็จะทำให้ขายไม่ออก เหมือนเช่นที่เกิดกรณีนี้มาแล้วกับ Ford Fiesta ดังนั้น GM ก็เลยเลือกส่ง Sonic
ล็อตแรก ออกมาขาย เฉพาะ เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เท่านั้น ผลลัพธ์ของมัน เลยออกมาเป็นแบบนี้ไง



ยิ่งถ้าในด้านความเร็วสูงสุดนั้น แม้ว่าตัวเลขจะอยู่ในระดับพอกันกับคู่แข่งทั่วไปทุกคัน แต่กว่าจะ
ไต่ขึ้นไปถึงความเร็วสูงสุดได้ ใช้เวลาและระยะทางยาวนานมากกกกกกก ผมแทบหัวใจจะวาย
ในการลุ้น กับการใช้สมาธิ ดีแต่ว่า รถยังคงนิ่ง และมั่นใจได้ ผมจึงผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้
อย่างไม่ค่อยสบายตัวนัก ขอย้ำเลยว่า การทำตัวเลขนี้ เป็นไปเพื่อให้ทราบถึงศักยภาพของตัวรถ
เพียงเท่านั้น เนื่องจากในแค็ตตาล็อก และตารางสเป็ก ไม่ได้แจ้งข้อมูลนี้ไว้เลย การทำตัวเลข
ครั้งนี้ ก็ยังคงทำด้วยจุดประสงค์เดิม คือ เพื่อเป็นข้อมูล และเป็นไปเพื่อการศึกษา มิใช่การ
นำไปห้ำหั่นกันบนถนนสาธารณะ มันอันตรายต่อชีวิตของคุณและผู้ร่วมสัญจรมาก ดังนั้น
เราทำตัวเลขให้แล้ว คุณๆ ก็ไม่ควรไปทดลองกันเอาเองอีกทั้งสิ้น หากเกิดอะไรขึ้น เราไม่อาจ
รับผิดชอบใดๆได้ ขอโปรดเข้าใจไว้ด้วย



ในการขับขี่ใช้งานจริง รุ่นเกียร์อัตโนมัติ ให้การตอบสนองที่ไม่ดีเท่าที่ควร การเร่งแซงแต่ละครั้ง
เป็นเรื่องน่ารำคาญมาก ถ้าคิดจะเร่งแซง ควรจะผลักคันเกียร์ลงมาในตำแหน่ง M แล้วกดปุ่มเปลี่ยน
ตำแหน่งเกียร์ ที่ด้านข้างคันเกียร์เอาเอง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่พอจะช่วยแก้ขัดได้ แม้ไม่ถึงกับ
ดีนัก ก็ตาม

เพราะ เกียร์อัตโนมัติของ GM ใน Sonic ก็ยังทำงาน ในแบบเดียวกับที่คุณจะพบได้ใน Cruze
Captiva และ Colorado คือ ต้องคิดก่อนราวๆ 1 วินาที ว่าจะเอายังไงกับชีวิต แล้วจึงค่อยเปลี่ยน
ตำแหน่งเกียร์ให้คุณตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ หรือ จะตบขึ้นเกียร์สูง
มันไม่ทันใจ และบางครั้ง ก็เกือบไม่ทันการ ทางเดียวที่จะเอาตัวรอดพ้นจากสถานการณ์คับขัน
คือเหยียบคันเร่งให้เต็มตีน จมมิดทะลุพื้นรถไปห้องเครื่องยนต์กันเลย!! เพื่อดึงให้เครื่องยนต์
เร่งไปทำงานถึงช่วง หลัง 4,500 รอบ/นาทีไวๆ นั่นละครับ คือ ช่วงที่คุณจะเห็นแรงบิดออกมา
เต็มที่ และรถก็จะพ้นวิกฤติออกมาได้อย่างเฉียดฉิว ชนิด เส้นยาแดงผ่าแปด! มันไม่ได้ต่างไป
จาก Aveo เท่าใดนัก ดีกว่ากันในช่วงรอบเครื่องยนต์สูงๆ แค่นิดหน่อยเท่านั้น

เอาวะ อย่างน้อย ก็ยังดีกว่า เกียร์อัตโนมัติ ของ Citroen DS3 แล้วกัน!

ส่วนเกียร์ธรรมดา หากไม่ดูตัวเลขที่จับเวลากันมา และวัดเอาจากสัมผัสในการขับขี่จริง ก็อาจ
บอกว่าทำได้ดีมากกว่าที่คิดนิดหน่อย Not bad เพราะอัตราเร่งแซง มันก็พอๆกันกับรถยนต์พิกัด
1,600 ซีซี เกียร์อัตโนมัติ ทั่วไป คือไม่ดีเท่าคู่แข่งพิกัดเดียวกันแน่ๆ แต่ก็ยังพอรับได้

แต่ถ้าวัดกันตั้งแต่เริ่มต้นจากจุดหยุดนิ่ง บอกเลยว่า เร่งไม่ไป  ในช่วงที่ต้องทำเวลา บางที ผมต้อง
เปลี่ยนจากเกียร์ 5 ลงมาที่เกียร์ 3 เพราะเกียร์ 4 ไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสมในการเรียกอัตราเร่งของมัน
คือต้องลากกันจนสงสารเครื่องยนต์ที่กำลังโดนผมทรมาณอยู่ มันพยายามได้ดีที่สุดแค่นี้

แต่การใช้งานในเมือง ถือเป็นรถเกียร์ธรรมดา ที่ขับสบายกว่าที่คิดมาก แป้นคลัชต์ มีระยะเหยียบ
กำลังดี น้ำหนักกำลังงาม ไม่เบาโหวงเกินไป อย่าง แป้นคลัชต์ของ Mitsubishi Mirage ไม่ต้อง
เกร็งเท้ามาก ระยะตัดต่อกำลัง เซ็ตมากำลังดี เหมาะสม ดีกว่า March กับ Almera ไม่ก่อให้เกิด
ความเมื่อยขาซ้ายมากมายเท่ารถเกียร์ธรรมดาคันอื่นๆ ที่ผมเคยขับมาในชีวิต! นี่คือเรื่องที่น่า
ชมเชยอีกประการหนึ่ง!

ส่วนการเก็บเสียงนั้น ในช่วงความเร็วต่ำกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่า ไม่ต้องเพิ่มเสียงพูดคุยกัน
และเสียงลมจากภายนอกรถ ก็เล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมากๆ ดังนั้น ประเด็นเสียงรบกวน
จึงไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าหลังจาก 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป เสียงลมไหลผ่านตัวรถ ก็จะเริ่มดังขึ้น
เรื่อยๆ อย่างช้าๆ ความดังไม่ได้เพิ่มรวดเร็วนัก



พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน ที่ยังคงใช้เพาเวอร์แบบไฮโดรลิก ผ่อนแรงอยู่ตามเดิม รัศมีวงเลี้ยว
เส้นผ่าศูนย์กลาง 10.44 เมตร คือสิ่งที่ผมคิดว่า ไม่ต้องไปแก่ไขอะไรอีก จริงอยู่ ในช่วงความเร็วต่ำ
อาจต้องออกแรงในการหมุนพวงมาลัย มากกว่ารถยนต์ที่ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า แต่การ
เลี้ยวก็ยังคงเป็นไปตามธรรมชาติที่มันควรเป็น น้ำหนักพวงมาลัย ถือว่า หนืดที่สุด ในบรรดากลุ่ม
B-Segment ทุกรุ่น ตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้หนักมากขนาดพวงมาลัยเพาเย่อ เหมือน Suzuki Caribbean
ในสมัยก่อน แต่อย่างใด มันยังเบากว่า Chevrolet Optra อยู่นิดนึง ไม่มากนัก พอกันกับ Cruze
ยิ่งในช่วงความเร็วสูงแล้ว การบังคับเลี้ยวก็ยังทำได้แม่นยำ น้ำหนักเป็นธรรมชาติ เอาใจคนชอบ
ขับรถอย่างผม มากๆ แถมยังสามารถปล่อยมือจาพวงมาลัยได้ แม้จะใช้ความเร็วสูงถึงระดับ 180
กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ราวๆ 5 วินาที ถ้าถนนโล่งพอ และไม่มีกระแสลมมาปะทะด้านข้าง

สรุปว่า แม้ว่าจะหนืดไปหน่อยสำหรับคุณสุภาพสตรี หรือใครก็ตาม ที่ชอบพวงมาลัยเบาหวิวๆ
แต่ต้องยอมรับเลยว่า พวงมาลัยของ Sonic ตอบสนองดีที่สุดในกลุ่ม ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ทั้ง
ช่วงที่ใช้ความเร็วสูง หรือขับคลานๆในเมือง ดังนั้น GM จ๋า "กรุณา อย่าแก้ไขอะไรมันอีก!!"
ลงตัวดีแล้ว ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน! (เขียนกันแบบนี้ ทั้งทีรู้อยู่ว่า อนาคต ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบ
พวงมาลัย เพาเวอร์ไฟฟ้า แน่ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง)



ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต คอยล์สปริง ช็อกอัพแกส และเหล็กกันโคลง
แบบชดเชยน้ำหนักรถด้านข้าง ติดตั้งร่วมกับแท่นวางเครื่องยนต์แบบยาว 6 จุด พร้อมจุดยึด
แท่นเครื่องไฮโดรลิค ที่ปรับแต่งมาเพื่อลดเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนให้ดีที่สุดเท่าที่
จะเป็นไปได้ ส่วนด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชันบีม รูปตัว V คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
ถือเป็น จุดเด่นที่สุดของ Sonic ใหม่ เพราะเซ็ตมาในแนว แน่นและหนึบ ผสมผสานกับ
ความนุ่มกำลังดี แบบรถยุโรปขนาดกลาง! ไม่ใช่สัมผัสแบบเบาโหวง เหมือนรถยนต์ใน
พิกัดเดียวกันคันอื่นๆทั่วไป!

เพราะการตอบสนองในขณะคลานในเมือง โดยเฉพาะตามตรอกซอกซอยต่างๆ จริงอยู่ว่า
มันยังคงมีการสะเทือนมาให้สัมผัสอยู่บ้าง แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์พิกัดเดียวกัน
ทุกรุ่นในตลาด คุณจะพบกับความนุ่มแน่น ในทันทีที่ผ่านเนินสะดุด ลูกระนาด ต่างๆ อย่าง
ชัดเจน แตกต่าง มีความพยายามในการดูดซับแรงสะเทือนอย่างเต็มที่ เท่าที่จะทำได้

ช่วงที่ผมต้องนำ Sonic ไปถ่ายรูปที่ถนนเลียบคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ ในช่วงขากลับ
บริเวณปากทางออก ผมใช้ความเร็วราวๆ 50 และกำลังลดเหลือ 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อ
เตรียมเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนบางนา-ตราด จังหวะนั้น ผมเห็นหลุมลึกดักมอเตอร์ไซค์ ขนาด
ยาวและใหญ่มากอยู่ข้างหน้า...ทำไงดี! ไม่มีทางเลือก ระยะกระทันหันมาก ผมเลยต้อง
เหยียบเบรก พารถประคอง ลงหลุมนั่นไปอย่างไม่อยากจะทำ....แต่....

เฮ้ย! มันนุ่มมาก! ถ้าเป็น Honda City คันที่บ้าน ป่านนี้ ต้องมีเสียงปั๊กๆ ให้สะเทือนใจกัน
แต่ Sonic ลงหลุมนั้นได้ด้วยเสียง กึบๆ! แค่นั้น อู้วววว! นุ่มมากๆ!!!! โห! ทำได้ไงเนี่ย!!
เหวอไปเลย! ถ้าเอาผ้าปิดตาคุณไว้ คุณจะไม่มีทางรู้หรอกว่านี่กำลังนั่งอยู่ในรถยนต์นั่ง
พิกัด B-Segment !!

ส่วนในย่านความเร็วสูง การเข้าโค้ง ทำได้ในช่วงตั้งแต่ 90 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นอยู่ว่า
ลักษณะของโค้ง เป็นอย่างไร แต่ขอแนะนำว่า ความเร็วที่ยังพอจะปลอดภัยในโค้งแบบยาวๆ
คือระดับ 85 - 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นโค้งยาวๆ ต่อเนื่อง ถ้าคุณกล้าพอ ความเร็วระดับ
160 - 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็ยังไม่เป็นปัญหาเลยสำหรับ Sonic !! การทรงตัวขณะขับขี่ ใน
ย่านความเร็วสูง ทำได้ดีเยี่ยมมากๆ นิ่ง มีเสถียรภาพดี แต่อาจจะมีอาการดิ้นไปตามรอยต่อ
พื้นผิวทางด่วน ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากยางติดรถจากโรงงาน (ยาง Continental) ยิ่งช็อกอัพยุบตัว
ก็จะยิ่งแข็งขึ้นเป็นธรรมชาติ พอเข้าโค้งแรงๆ รถเอาอยู่ได้หมด ต่อให้ยางจะห่วยแตกมาก
ขนาดไหนก็ตาม

ภาพรวมแล้ว ผมยืนยันว่า "นี่คือช่วงล่าง ที่ประเสริฐสุดในบรรดา รถยนต์ Sub-Compact
B-Segment ทุกรุ่นในเมืองไทย" ช่วงล่างของ Sonic นั้น ถึงขั้น ข้ามช็อตขึ้นไปทาบรัศมี
และทำได้ดีเกินหน้าเกินตา บรรดารถยนต์กลุ่ม C-Segment Compact Class ด้วยซ้ำเถอะ!
ยืนยันเลยว่า ช่วงล่างของ Sonic ดีกว่า Corolla ALTIS ดีกว่า Civic FD ดีกว่า Sylphy ดีกว่า
Suzuki Swift ดีกว่า City คันที่บ้าน และดีกว่า ช่วงล่างของ Fiesta ที่ถ่ายทอดความสะเทือน
มาให้รับรู้ได้มากกว่า Sonic เสียอีก

ระบบเบรก เป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม เสริมด้วย ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock
Braking System) และระบบกระจายแรงเบรก ตามน้ำหนักบรรทุก EBD (Electronic Brake
Force Distribution) แต่ไม่ได้มีการระบุไว้ใน Spec Sheet ว่า มีระบบ Brake Assist หรือไม่)

การตอบสนองในเมืองนั้น ถือว่าทำได้ดี และเบรกให้นุ่มนวลได้ง่ายดาย ไม่ยาก แป้นเบรก
ตอบสนองไวทันเท้าในระบหนึ่ง แต่ยังมีอีกสักเสี้ยววินาทีเผื่อไว้ให้คุณเปลี่ยนการตัดสินใจ
ได้อยู่ ไม่ช้าครับ แต่แค่ ยังมีช่วงเวลาเผื่อไว้นิดเดียว อาจต้องเหยียบลงไปเกินกว่า 1 ใน 3
ของระยะแป้นเบรกนิดนึง แต่การหน่วงความเร็ว ทำได้ดี นุ่มนวล ไว้ใจได้ สำหรับการขับขี่
ของผู้คนทั่วไป ส่วนการหน่วงชะลอรถจากย่านความเร็วสูงนั้น ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มี
อาการอะไรให้น่าเป็นห่วงนัก



โครงสร้างตัวถังของ Sonic เป็นแบบ BFI (Body-Frame Integral) ซึ่งทีมวิศวกร GM มั่นใจว่า
เป็นโครงสร้างตัวถังที่เหนือกว่า รถยนต์พิกัด B-Segment ทุกรุ่นในโลก เพราะกว่า 65 % ของ
โครงสร้างช่วงล่าง และ 50 % ของโครงสร้างช่วงบน ใช้เหล็กกล้าคุณภาพสูงที่มีความแข็งแกร่ง
และทนทานเป็นอย่างมาก มาเป็นชิ้นส่วนประกอบขึ้นรูปที่สำคัญ เสียดายว่า GM ไม่เปิดเผย
ว่าเป็นเหล็กกล้าแบบ High Tensile หรือเป็น Ultra High Tensile กันแน่?

นอกจากนี้ยังมีคานรับแรงกระแทกด้านข้าง ฝังในบานประตูทั้ง 4 ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง
เช่นเดียวกัน รวมทั้งยังมีแนวโครงเหล็กเชื่อมโครงหลังคาทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน โดยหลังคาของ
Sonic ถูกออกแบบให้สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 4 เท่าของน้ำหนักรถ เพื่อลดการยุบตัวใน
กรณีที่รถเกิดพลิกคว่ำ แถมฝากระโปรงหน้า ยังมีการออกแบบโครงสร้างเพื่อลดผลกระทบที่
จะเกิดกับคนเดินถนน ในกรณีถูกชนขณะเดินข้ามถนนด้วยความเร็วไม่สูงนัก

ถุงลมนิรภัย จะมีมาให้ตั้งแรุ่น LT ซึ่งจะมีเฉพาะฝั่งคนขับ แต่ถ้าเป็นรุ่น LTZ จะมีถุงลมนิรภัย
ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า เพิ่มเข้ามาให้อีก 1 ชุด 



ด้วยการออกแบบดังกล่าว ทำให้ Sonic ผ่านการทดสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยมาแล้ว
อย่างครบถ้วนในทุกประเทศที่วางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นการชนมุมต่างๆ หรือความแข็งแกร่ง
ของโครงสร้างหลังคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทดสอบการชนในหลายรุปแบบ ทั้งจาก NHTSA
(National Highway & Traffic Safety Administration) หน่วยงานด้านความปลอดภัยของ
รัฐบาลกลาง สหรัฐอเมริกา และการทดสอบจากสหภาพยุโรป EURO NCAP ซึ่ง Sonic
คว้ารางวัลได้ 5 ดาว อย่างสบายๆ ด้วยคะแนน การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผูัใหญ่ได้ดีถึง
95% การป้องกันเด็ก บนเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก 87% คนเดินถนน 54% และการใช้งาน
ระบบอุปกรณ์ตัวช่วยด้านความปลอดภัย รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกเข้าไปดูได้ที่
www.euroncap.com/results/chevrolet/aveo/2011/437.aspx



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

การซื้อรถยนต์ขนาดเล็กสักคันทุกวันนี้ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง คือประเด็นแรกๆ ที่ผมจะต้อง
ได้ยิน และตอบให้คุณผู้อ่านกันบ่อยๆ เลี่ยงไม่ได้นี่ครับ ราคาน้ำมันในตลาดโลก และบ้านเรา
มันพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงหลายปีมานี้

จริงอยู่ แม้ Sonic จะใช้เครื่องยนต์พิกัด 1.4 ลิตร หลายๆคนอาจคิดว่า มันน่าจะประหยัดน้ำมัน
แต่ในความเป็นจริง มันก็อาจแตกต่างไปจากสิ่งที่คุณเคยคิดไปเลยก็เป็นไปได้ เราจะทำการ
ทดลองให้คุณดูตามมาตรฐานดั้งเดิมของเรา ที่ยึดถือกันมาตลอดหลายปี

นั่นคือ การพา Sonic ทั้ง 3 รุ่น 3 คัน ไปเติมน้ำมันที่ สถานีบริการน้ำมัน Caltex ถนนพหลโยธิน
ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ฝั่งตรงข้ามปากซอยอารีย์สัมพันธ์ โดยเราใช้น้ำมันเบนซิน 95 Techron
หัวจ่ายเดิม เหมือนเช่นเดิม ทุกครั้งที่ผ่านมา



และในเมื่อ Sonic อยู่ในกลุ่ม B-Segment หรือ Sub-Compact ซึ่งผู้บริโภคจะซีเรียสกับตัวเลข
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเเพลิงมากพอกันกับพวก ECO Car ดังนั้น เราจึงต้องเขย่า ขย่มรถ เพื่อค่อยๆ
กรอกน้ำมันลงไปในช่องเติม กันอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง การเติมน้ำมันใน Sonic ด้วยวิธีนี้ จะ
ใช้เวลาราวๆ ไม่เกิน ครึ่งชั่วโมง ต่อการเติม 1 ครั้ง ให้เต็มถังน้ำมันขนาด 46 ลิตร (ไม่รวมคอถัง)

สักขีพยานเจ้าเก่า มารับหน้าที่เช่นเคย ครบทั้ง 3 คัน คือ น้องโจ๊ก V10ThLnD แห่ง The Coup Team
ของเรานั่นเอง



เมื่อเติมน้ำมันเสร็จแล้ว เราก็คาดเข็มขัดนิรภัย ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ แล้ว ออกรถ จากปั้ม มุ่งหน้า
ไปเลี้ยวกลับบนถนนพหลโยธิน เลี้ยวซ้ายเข้าซอยอารีย์ ทะลุไปยังซอยข้างโรงเรียนเรวดี เลี้ยวซ้าย
เข้าสู่ถนนพระราม 6 เลี้ยวขวา ขึ้นทางด่วนสายเชียงราก ไปลงปลายสุดทาง ที่ด่านบางปะอิน แล้ว
เลี้ยวกลับ ย้อนมาขึ้นทางด่วนสายเดิม มุ่งหน้าย้อนกลับมาทางเดิม

ความเร็วไม่เกิน 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และ นั่ง 2 คน ยังคงเป็นมาตรฐานดั้งเดิมที่เรา
ยึดถืออย่างเคร่งครัด เพื่อให้การทดลอง อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา



เมื่อลงทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราเลี้ยวซ้าย กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธินอีกครั้ง มุ่งหน้าไป
เลี้ยวกลับ บริเวณ สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ หน้าโชว์รูม เบนซ์ราชครู แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าสถานี
บริการน้ำมัน Caltex เพื่อเติมน้ำมันเบนซิน Techron 95 อีกครั้ง ที่ปั้มเดิม และใช้หัวจ่ายเดิม



วิธีการเติมน้ำมัน ครั้งแรกเป็นอย่างไร ครั้งหลัง เพื่อการสรุป ก็จะต้องเหมือนกัน เราจึงต้องมานั่ง
ขย่มและเขย่ารถ กันอีกคันละ 25 นาที เพื่อให้น้ำมันถูกอัดกรอกลงไปเต็มถังกันจริงๆ โดยไม่เหลือ
พื้นที่ให้อากาศอยู่ในถัง หรือถ้ามี ก็ต้องน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จนน้ำมันเอ่อขึ้นมาถึงคอถังแบบนี้



เมื่อเติมน้ำมันกันจนเสร็จแล้ว ก็ได้เวลามาคำนวน หาตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองของแต่ละรุ่นกันละ!

เริ่มจากรุ่น Hatchback 1.4 LTZ 6AT กันก่อน

ระยะทางที่แล่นไปบนมาตรวัด 93.5 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.85 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 13.64 กิโลเมตร/ลิตร



ตามด้วยรุ่น Sedan 1.4 LTZ 6AT

ระยะทางที่แล่นไปบนมาตรวัด 93.7 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.81 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 13.75 กิโลเมตร/ลิตร



รุ่นสุดท้าย Sedan 1.4 LT 5MT

ระยะทางที่แล่นไปบนมาตรวัด 93.7 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.22 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 15.06 กิโลเมตร/ลิตร

ประหยัดที่สุดแล้วในบรรดา Sonic ทั้ง 3 คันที่เรานำมาทำรีวิวกันคราวนี้!!!







ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ บรรดาคู่แข่งทั้งหลายแล้ว ทั้งรุ่นต่อรุ่น หรือมองในภาพรวม Sonic มีอัตราสิ้นเปลือง
ที่ชนะรถเพียงแค่รุ่นเดียว นั่นคือ Ford Fiesta 1.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ PowerShift นอกนั้น แพ้ให้กับชาวบ้าน
เขาทั้งหมด!

นี่ก็เป็นอีกผลพวงหนึ่ง จากปัญหาที่ตัวรถมีน้ำหนักมากเกินไป ต่อให้พยายามเซ็ตอัตราทดเกียร์ให้ดีที่สุด
อย่างที่ทำอยู่ พยายามปรับให้รอบเครื่องยนต์ต่ำลงมาเท่าที่ทำได้ ผลลัพธ์ก็จะออกมาแบบนี้ อยู่ดี



อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่า น้ำมัน 1 ถัง จะแล่นได้ไกลแค่ไหน บอกได้เลยว่า แม้ถังน้ำมันจะมีขนาด 46 ลิตร
ไล่เลี่ยกับชาวบ้านชาวช่องเขา (ปกติ อยู่ที่ 42 - 45 ลิตร) แต่ Sonic สามารถแล่นได้ไกลถึง 480 กิโลเมตร
ก่อนที่ไฟเตือนให้เติมน้ำมันจะเริ่มกระพริบเตือน นั่นหมายความว่า น้ำมัน 1 ถัง หากเติมกันเต็มปรี่จริงๆ
ต่อให้คุณขับตะบี้ตะบันยังไงก็ตาม ระยะทางที่ทำได้ มันจะเกิน 500 - 520 กิโลเมตร อย่างแน่นอน ถือว่า
ทำได้ดีกว่าที่ผมคิดไว้พอสมควร และแน่นอนว่า แล่นได้ไกลกว่า Honda City ของผม ในชีวิตประจำวัน
ตามปกติ (ทำได้ดสุดแค่ 420 กิโลเมตร ก่อนที่ไฟเตือนให้เติมน้ำมันจะสว่างวาบมาให้เสียวเล่นๆ)



********** สรุป **********
ถ้าต้องรีบซื้อในปีนี้ : 1.4 LT 5MT ตัวถังใดก็ได้ คุ้มสุด!
ถ้าไม่รีบ...: รอ เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร มีนาคม 2013 ดีกว่าไหม?

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณเริ่มเข้าใจบ้างแล้วใช่ไหมครับ กับคำถามของ Commander CHENG ?

Sonic เปรียบได้กับเพื่อนของเราคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่มีความดีงามในตัวเองหลายอย่างมากๆ
เรียนหนังสือเก่ง เกียรตินิยมอันดับสอง หน้าตาไม่เป็นรองใคร เป็นดาราได้สบายๆ อาจต้อง
ปรับปรุงการแต่งตัวอีกนิด แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หาเสื้อผ้าดีไซน์เท่ มาช่วยแต่งเติมได้ตามใจชอบ
เล่นกีฬา ก็พอได้ มนุษย์สัมพันธ์ก็โอเค ใจกว้าง อยู่ใกล้ด้วยก็สบายใจ

เสียอย่างเดียว หมอนี่เป็นคนที่กินอะไรตามใจปากชะมัด ไม่รักษาหุ่นของตัวเองเท่าไหร่เลย
พักหลังเลย กลายเป็นว่า ทำอะไรชักช้า ไม่ทันอกทันใจใครเขา (เขียนไปเขียนมา เหมือนว่า
J!MMY มันกำลังด่าตัวเองเลยแหะ!)

ครับ Sonic ก็คือ เพื่อนแบบนี้แหละ

โดยลำพังตัวของมันเองแล้ว คุณงามความดีของรถคันนี้ เยอะมากกว่าที่ทุกคนคาดคิด ทั้ง
การออกแบบภายนอกและภายใน ที่จัดว่า ไม่น้อยหน้าคู่แข่งคันใดในตลาด การปรับแต่งช่วงล่าง
มาให้รองรับได้ทั้งจังหวะบู๊ และจังหวะบุ๋น จะขับเร็วเร่งรีบไล่ล่า หรือขับช้าๆย่องๆคลานๆ
คุณก็มั่นใจได้หมด เพราะระบบกันสะเทือน พวงมาลัย ระบบเบรก โครงสร้างตัวถัง ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่ออกแบบมาให้ร่วมกันประสานงานอย่างสอดคล้องกันดี ในแบบที่รถยนต์ GM
ยุคใหม่ๆ พยายามเริ่มสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ยริโภคทั่วโลก

โดยเฉพาะช่วงล่างกับพวงมาลัย ที่ผมเน้นย้ำเลยว่า อย่าได้แก้ไขอะไรไปจากค่าการปรับแต่ง
ในปัจจุบันนี้อีกต่อไป! นี่คือ ช่วงล่างและพวงมาลัย ของ รถยนต์ระดับ B-Segment หรือ
Sub-Compact Class  ที่ลงตัวที่สุด เท่าที่เคยมีมาในเมืองไทย แถมยังดีเด่นแซงหน้ารถยนต์
กลุ่ม C-Segment Compact หลายคันเลยอีกด้วย! นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมตัดใจจาก Sonic ไม่ได้เลย
การเซ็ตปรับแต่งต่างๆ ออกมาได้ เป็นไปตามที่ใจผมเคยคิดอยากได้จากรถยนต์ขนาดเล็ก
แบบนี้ ชนิด "เป๊ะเวอร์!"

ส่วนข้อที่ต้องปรับปรุง....?

เครื่องยนต์ อัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ไง!

วินาทีแรกที่ผมรู้ว่า Sonic ได้เจริญรอยตาม Aveo ในการใช้เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร คำถามที่เกิดขึ้นในหัว
ก็คือ.."ยังไม่เข็ดอีกเหรอ?"

เพราะรู้ดีครับว่า GM Powertrain ยังทำเครืองยนต์ขนาดเล็ก ไม่เก่งเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับผู้ผลิตฝั่ง
ยุโรป คำว่าไม่เก่งนั้น หมายรวมถึง สมรรถนะที่ออกมายังสู้คู่แข่งได้แค่ตัวเลขของเครื่องยนต์เปล่าๆ
ที่ยังไม่มีภาระผูกพัน ทั้งเกียร์ เพลาขับ ล้อและยาง แรงเสียดทานการเสียดสีต่างๆ เป็นแบบนี้มา
แต่ไหนแต่ไร

แล้วพอได้ลองขับจริง มันดันมีผลลัพธ์ออกมาตามที่ผมคาดคิดไว้ทั้งหมดเสียด้วยสิ!

พูดให้ง่ายเข้าก็คือ กรุณา หาเครื่องยนต์ใหม่ มาใส่โดยด่วน จะเป็นขนาด 1.6 ลิตร 109 แรงม้า (PS)
จาก Optra และ Cruze ก็ดูเข้าท่า หรืจะเป็น 1.4 ลิตร Turbo เหมือนเวอรชันอเมริกาเหนือ ก็ดูเข้าที
เพราะถ้าจะให้เอาพี่ใหญ่ ขนาด 1.8 ลิตร มาวางลงไป ก็เกรงว่าจะไปทับซ้อนกับ Cruze เขาได้โดย
ไม่จำเป็น

หรือไม่เช่นนั้น ก็ควรจะต้องปรับปรุงเครื่องยนต์ 1.4 ลิตรลูกนี้ กันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การ
ออกแบบเครื่องยนต์ ให้มีแรงเสียดทานในระบบต่ำกว่านี้ ทำงานได้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่านี้  
ลดทอนการสูญเสียกำลังในะรบบโดยเปล่าประโยชน์ลงไปให้ได้มากกว่านี้

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันก็คือ น้ำหนักตัว

รถเก๋ง B-Segment 1.4 - 1.6 ลิตร ที่มีน้ำหนักมากถึง 1.5 ตัน นี่มัน หยั่นหว่อหยุ่นตราเด็กสมบูรณ์ชัดๆ
อัดแน่นอุดมไปด้วยชิ้นส่วน ทั้งคันแบบนี้ ต้องการเครื่องยนต์ที่มีกำลังฉุดลากเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ อยู่
ไม่ใช่น้อย และเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร แบบมาตรฐาน มันอาจจะเพียงพอให้ฉุดลากไปได้ในความเห็น
ของทีมวิศวกร GM

แต่สำหรับผม ไม่เห็นด้วยครับ แม้จะทำเครื่องยนต์ให้เบา แต่ถ้าเจอตัวรถที่มีน้ำหนักขนาดนี้ หากคิด
จะใช้มุข Downsizing หรือการลดขนาดความจุกระบอกสูบเครื่องยนต์ แต่เค้นสมรรถนะออกมาได้
มากขึ้น อย่างที่ผู้ผลิตชาวยุโรป กำลังเริ่มทำกันอย่างสนุกสนานตอนนี้ ก็ควรจะหาทางปรับปรุงพัฒนา
สักยภาพของเครื่องยนต์ตนเอง ให้มันสอดคล้องกับตัวรถ ที่ผ่านการลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็น
ลงไปแล้วด้วย แต่ยังต้องรักษา จุดดี ของตัวรถไว้ ทั้งการเก็บเสียง การดูดซับแรงสะเทือน การทรงตัว
และการบังคับควบคุมที่คล่องแคล่วพอประมาณแบบนี้เอาไว้ให้ได้ไปพร้อมกัน

ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ แต่ไม่ยากเกินประสบการณ์ 100 ปีเศษของ GM และ Chevrolet เขาหรอก ถ้าแค่
ฝรั่งอเมริกัน คิดจะทำขึ้นมาจริงๆ ว่าแต่ว่า เมื่อไหร่จะได้เห็นกันสักทีละ?



***** BUYER's GUIDE *****

ในเมื่อ ผมได้บอกแล้วว่า มันเป็นรถเก๋ง กลุ่ม B-Segment ที่ดีที่สุดในทุกๆด้าน แต่มีเครื่องยนต์ที่
อืดและกินน้ำมันที่สุดในกลุ่ม นั่นหมายความว่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งคันอื่นๆ ในตลาด ก็ยืนยันได้
ว่า ต่อให้คุณเทียบกับ Vios Yaris City Jazz Mazda2 และ Ford Fiesta ด้านที่ดีกว่าของ Sonic ก็จะ
ดีเด่นโดดเด้งดึ๋ง เหนือคู่แข่งทั้งหมดนี้ ส่วนด้านที่ด้อยกว่า ก็จะด้อยกว่าคู่แข่งทั้งหมดนี้อย่างชัดเจน เช่นกัน ชนิด
ไม่ต้องอรรถาธิบายอื่นใดให้เมื่อยปากกันอีก

ทีนี้ ถ้ามั่นใจแล้วว่าจะเลือก Sonic และยอมรับได้กับข้อดีและข้อด้อยดังกล่าว คำถามก็คือ
รุ่นย่อยไหน ถึงจะคุ้มค่าเงินที่จ่ายออกไปมากที่สุด?

ราคาขายมีดังนี้

รุ่น Sedan / Notchback
NB 1.4 MT LS      548,000 บาท
NB 1.4 AT LA      578,000 บาท
NB 1.4 MT LT      588,000 บาท
NB 1.4 AT LT      615,000 บาท
NB 1.4 AT LTZ    679,000 บาท
รุ่น Hatchback
HB 1.4 MT LT      601,000 บาท
HB 1.4 AT LT      632,000 บาท
HB 1.4 AT LTZ    687,000 บาท

เมื่อมานั่งกางแค็ตตาล็อก เอาตาเพ่งตารางรายละเอียดด้านหลัง ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนต้องใช้แว่นขยายช่วยส่อง
ผมพบว่า รุ่น LT เกียร์ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น Sedan หรือ Hatchback คือทางเลือกที่มองว่า น่าสนใจมากที่สุด
เพราะ อัตราเร่ง ถือว่า ไม่อืดมากเท่ากับรุ่น เกียร์อัตโนมัติ การเข้าเกียร์ ก็กระชับดีมาก น้ำหนักคลัชต์ สบายๆ
ไม่เมื่อยเท่าไหร่ ถ้าต้องขับไปตามถนนในกรุงเทพฯ ที่รถติดเป็นวรรคเป็นเวร อุปกรณ์ที่ให้มา ก็คุ้มค่า และ
ถือว่าเพียงพอแล้ว สำหรับรถเล็กๆ (อันที่จริงก็ไม่เล็กเท่าไหร่นะ) ขับคนเดียว ในเมือง หรือเป็นรถสำหรับ
ครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น ก็ถือว่าใช้ได้อยู่

แต่ถ้าคิดว่ายังรอต่อไปได้ ขอแนะนำว่า ให้รอรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่จะมาประจำการกันตั้งแต่ มีนาคม 2013
ไปเลยจดีกว่า อย่างน้อย อัตราเร่ง ก็จะกระฉับกระเฉงกว่านี้อีกนิดนึง แม้ดูโหงวเฮ้งแล้วคงไม่มากมายนักหรอก
แต่ก็น่าจะทำเวลาได้ดีกว่าเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร 100 แรงม้า (PS) ลูกนี้แน่ๆ



ท้ายที่สุดนี้ ก่อนจากกัน ผมอยากจะขอฝาก ถึง 2 ฝ่าย

ฝ่ายแรก คือกลุ่มลูกค้าที่ ซื้อ Sonic ไปแล้ว รับรถไปแล้ว ใช้งานอย่างมีความสุขอยู่ หรือเพิ่งจองไปแล้ว

ผมมั่นใจว่า บทความรีวิวนี้ มันจะกระทบกับความรู้สึกของคุณ "อย่างรุนแรง" แน่นอนละครับ คุณคงไม่อยาก
ให้ใครที่ไม่รู้จัก อย่างผม มาด่าทอรถที่คุณซื้อ หรือไม่อยากให้ข้อความของผม ไปกระตุกต่อมอะไรของคุณ

คงต้องบอกว่า ช่วยไม่ได้ครับ นาฬิกาจับเวลา มันไม่เคยโกหก คนจับเวลาของเรา ก็คือคุณกล้วย ก็ทำหน้าที่
อย่างที่คุณคงได้เห็นกันมาตลอดแล้วว่า เที่ยงตรงจริงๆ การเติมน้ำมัน เราก็ทำให้คุณเห็นทุกขั้นตอนอย่างละเอียด
ทุกอย่าง มีหลักฐาน ชัดเจน

แต่...ผมก็คงต้องขอย้ำเอาไว้อีกเหมือนกันว่า เครื่องยนต์ คือจุดด้อยเดียวที่สำคัญ ของรถคันนี้ เพราะที่เหลือ
นี่คือ รถยนต์ขนาดเล็ก พิกัด B-Segment ที่ดีที่สุดที่ GM เคยผลิตออกขายในแบรนด์ Chevrolet ทั่วโลก ดังนั้น
การตัดสินใจซื้อ Sonic นั่นย่อมหมายความว่า คุณยอมรับได้กับข้อด้อยดังกล่าว และมองว่ามันไม่ใช่เรื่องแย่
เพราะคุณงามความดีของรถ มันก็เทพจริงในแทบทุกประเด็นอื่นๆ ที่มีอยู่ทั้งคัน

ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณก็ควรจะเปิดใจยอมรับ และมีความสุขกับสิ่งที่คุณเลือกไปครับ เพราะทางเลือกที่คุณตัดสินใจ
มันก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่แย่สุดแต่อย่างใด

ดังนั้น ใครก็ตามที่เตรียมง้างปากรอด่าผม หรือเขียนอัดผม สวดผมละก็ ก่อนจะทำเช่นนั้น โปรดไตร่ตรอง
ให้ดีๆ ผมทำหน้าที่ของผม คือการพูดความจริง ให้ทุกคนได้เห็น คุณ ก็ใช้รถของคุณต่อไปอย่างปกติสุข
ไม่ต้องมาแคร์กับความเห็นของผมในเรื่องจุดด้อยของรถมากนัก ก็แค่นี้เอง

ใครจะมาด่า Honda City ผม ก็ด่าไปเลยครับ ด่าได้ เพราะรถทุกคัน มีเรื่องให้ด่าอยู่แล้ว อย่างน้อย 1 เรื่อง
ผมก็จะด่ารถผมเองให้ฟังนี่แหละ ว่า สีพ่นมา บางชะมัด ห่วยมาก! เจออะไรนิดอะไรหน่อย ก็กะเทาะแล้ว ช่วงล่าง
ตอนนี้ จอดไว้นาน ก็มีเสียงอ๊อดๆแอ๊ดๆ นิดหน่อยแล้วเหมือนกัน บอกแล้วครับ รถทุกคันมีข้อดีและเสีย
ด้วยกันทั้งนั้น

ส่วนชาว Sonic คนไหน ที่เคยด่าผมไว้ใน Facebook บอกว่า "คนอย่างจิมมี่ มันเคยขับรถดีๆในชีวิต
บ้างหรือเปล่าวะ เห็นแม่งด่าทุกคัน"

ก็อยากจะบอกว่า Bentley Continental GTC V8 Bi-Turbo เปิดประทุน สีดำเงาแว่บ คันละ 20 กว่าล้าน
นี่ถือว่าเป็นรถที่ดีพอในสายตาคุณไหมครับ? ถ้าใช่ ผมก็จะบอกให้ว่า หลังจากผมลองขับแล้ว พบว่า
มันก็มีข้อด้อยอยู่ดี ตรงที่น้ำหนักพวงมาลัย มันเบาคล้ายคลึงกับ Mercedes-Benz E-Class W212 รุ่น
ปัจจุบันอยู่เหมือนกัน แถมเสียงเครื่อง ตอนเร่ง ก็ยังดังพอกันกับ รถบรรทุก Isuzu รุ่นหน้ายักษ์ เมื่อ
40 ปีที่แล้ว อีกต่างหาก!!

บอกแล้วไงครับ รถทุกคัน มีทั้งข้อดี และข้อด้อย ในตัวของมันเอง ถ้าคุณยอมรับได้ ก็ซื้อไปครับ จบ!

-----------------------------------

ฝ่ายที่ 2 ที่อยากจะฝาก ก็คือ Chevrolet Sales Thailand เอง นั่นแหละ!

ในเมื่อ ลูกค้าให้ความไว้วางใจซื้อรถยนต์จากคุณแล้ว การดูแลพวกเขา ให้ดีๆ ก็คือภาระหน้าที่
สำคัญและยิ่งใหญ่มากๆ ปริมาณศูนย์บริการทั่วประเทศไทย ขณะนี้ ยังไม่ใช่ปัญหาเท่ากับ การ
ควบคุม ฝึกอบรม ละพัฒนายกระดับ ฝีมือช่างซ่อมรุ่นใหม่ๆ ไปจนถึง การดูแลของศูนย์ลูกค้า
สัมพันธ์ และ Call Center ที่กำลังได้ยินว่า ค่อยๆปรับปรุงกันอยู่ แต่ก็ยังไม่ดีพอ

แม้จะเพิ่งมีการแข่งขันฝีมือช่างไปเมื่อเดือนก่อน และถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่นั่นยังไม่พอ
การเลี้ยงดู ช่างที่เก่งๆ ให้อยู่กับคุณนานๆ เป็นหน้าที่ ของทั้ง GM และ ดีลเลอร์ทุกราย จะต้อง
ช่วยกัน เพื่อให้ลูกค้ามีที่พึ่งพาในยามที่รถเกิดปัญหา

แต่ละฝ่าย ขอให้ร่วมมือประสานงานัน และช่วยเหลือลูกค้าอย่างจริงใจ ไม่ว่ามันจะยากเย็น
แสนเข็ญแค่ไหน แม้ว่าเจอลูกค้าเหวี่ยงวีน หรือจะมาในบทร้ายแบบ เรยา ในดอก(ส้มสี)ทอง
หรือ มุตตา ในแรงเงา นั่นคือหน้าที่ และความรับผิดชอบ ของคุณ ที่จะต้องเอาใจเขามาใส่ใจตน
ในการช่วยเหลือพวกเขา

จริงอยู่ เมื่อเทียบกับค่ายรถยนต์เพื่อนร่วมชาติชาวอเมริกันแล้ว ปัญหาของ GM ยังถือว่าน้อยกว่า
แต่ขอทีเถอะ ผมไม่อยากได้ยินเสียงบ่นของลูกค้า GM / Chevrolet มากไปกว่านี้อีกแล้ว อยากให้
ช่วยกันปรับปรุง และร่วมกันทำงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ลูกค้าแฮปปี กันทุกคน

รวมทั้งฝ่ายโรงงานที่ระยอง ก็เช่นเดียวกัน ต่อให้พยายามประกอบรถออกมาเนี้ยบแค่ไหน แต่
การยกระดับคุณภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ การลดต้นทุนที่มากจนเกินงาม อาจ
นำมาซึ่งหายนะของพวกคุณเองในระยะยาว เรื่องนี้ ทุกคนก็คงทราบดีอยู่แล้ว แต่อย่างเน้นย้ำ
ให้ชัดเจนอีกครั้ง

เพราะลูกค้าทุกคน รวมทั้งผม พร้อมจะแนะนำให้คนรอบข้าง มาซื้อ Chevrolet คันใหม่ๆ
จากคุณอีกเสมอ! ขอแค่ทุกอย่าง มันเข้าที่เข้าทางกว่าที่เป็นอยู่นี้อีกสักหน่อย แค่นั้นเลย

ติดอยู่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวแล้วละ!

-----------------------------------///--------------------------------



ขอขอบคุณ / Spacial Thanks

Mr. Laurent Berthet
Director of Communication , Southeast Asia
คุณพันธมาศ กรีกุล
ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์
คุณ Vijo Varghese
ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ : สื่อสารผลิตภัณฑ์
และทีม ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท General Motors (Thailand) จำกัด
บริษัท Chevrolet Sales (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

----------------------------

J!MMY

สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และลิขสิทธิ์ภาพถ่ายในไทย เป็นผลงานของ ผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพวาด Illustration เป็นลิขสิทธิ์ของ บริษัท General Motors Thailand
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
9 ธันวาคม 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
December 9th, 2012

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE!




แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 09 ธันวาคม 2012 เวลา 18:18 น.
 
ทดลองขับ Honda CIVIC FB (1.8 L 5AT & 2.0 L 5AT) : ดุจการเปลี่ยนจาก iPhone 4 เป็น iPhone 4S พิมพ์
Review by J!MMY - C-segment 1600-2000 cc
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2012 เวลา 17:51 น.

"หัวคนเพียงหัวเดียว บรรทุกความรู้เอาไว้ได้ไม่หมด" - สุภาษิตของชาวมาไซ....
 
แม้จะต้องใช้ชีวิตอยูในโลก On-Line ต่อวันค่อนข้างเยอะ แต่สารภาพตามตรงว่า มนุษย์ร่างอ้วน
อย่าง J!MMY ก็มีหลายเรื่องบนโลกนี้ ที่ตามคนอื่นเขาไม่ทัน หนึ่งในเรื่องนั้น ก็คือเรื่องใกล้ตัว
ที่คุณผู้อ่านหลายคน อาจจะยังไม่ทราบก็คือ ผมแทบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสารหรือ
พวก Gadget อะไรเหล่านี้เลย

ในยุคที่พ่อแม่สมัยใหม่ เริ่มหัดให้เด็ก 3 ขวบ ใช้นิ้วถูจอ iPad เล่นนั้น ผมยังคงตะบี้ตะบันใช้
โทรศัพท์ Sony Ericsson รุ่นช้าง (อย่าง Commander CHENG!) นั่งทับ ก็ทนถึก ยังไง
ก็ไม่พังอยู่ดี เพราะผมไม่แคร์ ไม่ได้ติดต่อใครเยอะขนาดนั้น และไม่เห็นความจำเป็นแต่อย่างใด
 
จนกระทั่งพักหลังที่ลักษณะการติดต่องานและธรรมชาติการสื่อสารเริ่มเปลี่ยนจากการใช้เสียง
เป็นการใช้ข้อมูล สมาคมถูกระจก (ห้ามผวน) สโมสร Facebook และผู้คนรอบๆข้างทั้งหลาย
ก็เริ่มบ่นว่า ไอ้ J!MMY นี่ช่างเป็นคนติดต่อสื่อสารด้วยยากเหลือเกิน เพราะจะโทรเข้ามือถือ
แบตเตอรี ก็ต้องเสี่ยงดวงยิ่งกว่า เสี่ยงเซียมซี ว่าแบ็ตมือถือมันจะหมดเมือ่ไห่ กว่าจะเช็คเว็บ
เช็ค E-Mail ก็ต้องกาง Notebook นั่งเล่นในร้านกาแฟสักร้าน (ที่ยังไม่เจ๊ง เพราะเราไปนั่ง
ร้านไหนสักปีนึงผ่านไป ร้านนั้น เจ๊งกันตลอด!) เดือดร้อนไปจนกระทั่งน้องๆในทีม แม้กระทั่ง
บิดา มารดา ตัวเอง ต่างลุกขึ้นมาพูดเป็นเสียง เดียวกันว่า...

"มึงซื้อ Smartphone มาใช้สักเครื่องนึงเถอะ"



แน่นอนครับ หลังจากที่ Sony Ericsson เครื่องเดิม เริ่มงอแง หนักข้อเอาเรื่องขึ้นเรื่อยๆ ก็ถึงแก่
กาลอันควรที่ผมต้องเริ่มต้องเข้าเว็บหาข้อมูลเรื่องมือถือทั้งๆที่ เมื่อก่อนไม่เคยสนใจใยดี โชคดีที่
ก็ได้ตาหน่อย mxphone.net กับ นาย Zipboy และน้องต๊อบ Philizophy (สมาชิกอีกคนของกลุ่ม
The Coup Team) มาช่วยเป็นที่ปรึกษา สเป็กของโทรศัพท์หลายเครื่อง ผ่านหูผ่านตาผมไปจน
ผมเริ่มรู้สึกว่า พัฒนาการมันไปไวกว่ารถยนต์อีกแหะ

ถึงแม้ท้ายที่สุด ผมจะจบลงกับ โทรศัพท์มือถือ ที่ทนมือทนตีน เขวี้ยงไม่พัง ตกไม่แตก แถม
ล้างน้ำได้สบายๆ ชนิด เปิดน้ำก๊อก หรือ เอาลงไปแช่ ถูสบู่ ต่อให้ รถเหยียบทับ แม่มก็ไม่พัง!
อย่าง Sony Xperia Go (ราคาตอนซื้อ 9,900 บาท ทั้งหมดที่เขียนมา ไม่ได้ค่าโฆษณาแอบแฝง
อะไรทั้งสิ้นเลย แถมไอ้ที่บรรยายมาทั้งหมดหนะ ก็ลองทำกับเครื่องตัวเองมาหมดแล้ว ว่ามัน
ทำได้จริงๆทั้งหมดนั่นละ ถึงได้กล้าเขียน!!)

แต่...การควานหาข้อมูลมือถือใหม่ มันก็บังเอิญมาพร้อมๆกันกับการที่ผมได้รถ Honda Civic FB
ทั้งรุ่น 1.8 ลิตร และ 2.0 ลิตร ตัวท็อป มาลองขับ และนั้นก็เป็นที่มาของชื่อจั่วหัวของบทความรีวิว
ในครั้งนี้

คิดไปคิดมา ความแตกต่างระหว่างรถสองรุ่นนี้ มันช่างเหมือนกับการนำเอา iPhone 4 มาเปรียบ
เทียบกับ iPhone 4S เสียนี่กระไร!
 
เพราะความจริงแล้ว ผมมองว่า Civic FB มันก็คือ การนำรถรุ่นเดิม มาปรับปรุงแก้ไข รู้ว่าจุดใด
ส่วนไหนที่เคยเป็นจุดอ่อน ก็แก้ไขมัน ฟังดูแล้ว มันก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับ
กลับไม่ได้สร้างความฮือฮาเป็นปรากฏการณ์ตลาดแตกอย่างที่มันควรจะเป็นเหมือนเช่นเมื่อ
ครั้งที่ Civic FD เปิดตัวในบ้านเรา เดือนพฤษจิกายน 2005

ซึ่งตรงนี้อาจต่างกันนิดระหว่างรถกับ iPhone เพราะสำหรับ Civic ใหม่ มันก็ไม่ใช่ข้าวของที่
ถึงขั้นต้องมีใครไปต้องไปนั่งกางเต๊นท์รอหน้าโชว์รูมกันล่วงหน้า 1 คืน หรือขี่มอเตอร์ไซค์
ทั่วเมืองเพื่อหารถมาเป็นเจ้าของให้ได้เป็นเจ้าของก่อนใครในประเทศ อย่างที่ เกิดขึ้นกับ
iPhone
 
แต่ความแตกต่างที่เพิ่มจากรุ่นเดิมอันน้อยนิด ก็ยังเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งแง่อคติเอาไว้
ก่อนแล้ว นับตั้งแต่วันที่รถเผยโฉมในเมืองนอก เรียกว่ายังไม่ได้ขับของจริง ก็ยื่นเรื่องคำ
ร้องขอดำเนินการด่าเอาไว้ล่วงหน้าเสียหลายเดือน ทั้งที่อันที่จริง ส่วนที่ดีขึ้น มันก็มี และ
ส่วนที่เหมือนเดิม ก็ยังมี เหมือนเช่นส่วนที่ยังปรับปรุงต่อได้อีก นั่นแหละ!

แต่ก่อนจะพาคุณไปรู้จัก Civic FB ใหม่มากขึ้นกว่านี้...เราคงต้องย้อนกลับไปดูความเป็นมา
ของรถรุ่นนี้สักเล็กน้อย

เปล่าเลย ไม่ใช่ ประวัติ History of Civic อย่างที่เราคิดและวางแผนจะเขียน จะทำกันไป
เรื่อยๆ ซึ่งถ้าอยากอ่านประวัติของรุ่นแรก คลิกที่นี่ และประวัติของรุ่น ที่ 5 EG คลิกทีนี่

หากแต่ หมายถึงความเป็นมาของ Civic FB ตัวมันเองเพียงลำพังเลยต่างหาก!



นับตั้งแต่การเปิดตัวออกสู่สายตาชาวโลก เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 1972 จนถึงวันนี้ Honda ผลิต Civic ออกสู่
ท้องถนนทั่วโลกมาแล้ว มากกว่า 20 ล้านคัน!! ตัวเลขขนาดนี้ ถือว่า ไม่ะรรมดา สำหรับการผลิตรถยนต์ขาย
สักรุ่นหนึ่ง มันต้องมีบุคลิกที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบ ครองใจพวกเขาได้อย่างดี ทั้งในด้านสมรรถนะ อัตราเร่ง
ความประหยัดน้ำมัน ความสะดวกสบายในห้องโดยสาร และความไว้ใจได้ของตัวรถทั้งคัน

แต่กว่าที่จะมาถึงวันนี้ได้ Honda เอง ก็ลำบากไม่น้อย...เรื่องนี้ ไม่ต้องอื่นไกล แค่สถานการณ์ในเมืองไทย
ก็พอ ต้องย้อนหลังกันไปถึงสมัยที่ Honda ยังผลิต Civic Dimension ออกขาย ในวันที่ 17 พฤจิกายน 2000
กันก่อน ตอนนั้น Civic รุ่นที่ 7 เปิดตัวด้วยเส้นสายที่ไม่มีความแปลกใหม่ เหมือนต่อยอดมาจากรถรุ่นเดิม
มากกว่า แต่แล้ว เมื่อคู่แข่งอย่าง Toyota ที่เผชิญปัญหายอดขายตระกูล Corolla รุ่น AE-110 Series ลดลง
จากเดิม เลือกฮึดสู้ครั้งใหญ่ คราวนี้ Honda เอง ก็ถึงกับหวั่นใจ...และสิ่งที่พวกเขาวิตก ก็เป็นความจริง...

ต้องยอมรับเลยว่า การมาถึงของ Toyota Corolla ALTIS รุ่น Brad Pitt เป็น Presenter ที่เปิดตัวในบ้านเรา
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2001 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดรถยนต์กลุ่ม Compact C-Segment
ของเมืองไทย เพราะ Altis รุ่นนี้ กลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ในกลุ่มนี้ จนคู่แข่งที่ต่างเปิดตัว
รถยนต์ของตนไปก่อนหน้านี้ ถึงกับหงายเงิบไปตามๆกัน ได้แต่นั่งเฝ้าดู Toyota เก็บกวาดยอดขายอย่างสนุกสนาน
โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มสุภาพสตรี จากเดิมที่ตัวเลขบัญชีของ Toyota Motor Thailand ขาดทุนเป็นตัวแดง
มันพลิกกลับมาเป็นตัวดำ มีกำไรขึ้นมาได้ในปี 2001 เพียงปีเดียวเท่านั้น! โอเค ส่วนหนึ่งนั้นมาจากความเจ๋ง
ของทีมงาน ที่นำโดย นายใหญ่อย่าง เรียวอิจิ ซาซากิ ในตอนนั้น แต่ต้องยอมรับด้วยว่า ส่วนใหญ่ เป็นผลมาจาก
การยอมรับของลูกค้าต่อตัวรถเองมากกว่า

Honda เลือกที่จะไม่อยู่เฉยๆ อย่างที่ค่ายอื่นเลือกทำ พยายามปรับโฉม Civic Dimension ของตน ในปี
2003 และ 2004 ให้ดูน่าสนใจขึ้น ต่อเนื่อง กระนั้น เส้นสายที่ดูเรียบๆ ไม่หวือหวา อนุรักษ์นิยม กลับ
เรียกลูดค้าได้แต่กลุ่มที่มั่นใจว่า ฉันจะไม่ซื้อ Toyota เด็ดขาด เท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่ ก็ยังเลือก
หันไปหา Altis อยู่ดี

เพื่อให้ยังสามารถต่อกรกับ Toyota ได้ Honda เลยตัดสินใจ ออกแบบ Civic ใหม่ ให้มีเส้นสายที่ล้ำยุค
ล้ำสมัยมากขึ้น แต่ยังคงมีบั้นท้ายแนวอนุรักษ์นิยมนิดๆ ผลก็คือ หลังการเปิดตัว ในเดือนพฤศจิกายน
2005 คราวนี้สถานการณ์ก็พลิกกลับ Civic FD กลายเป็นรถยนต์ขายดี ยอดฮิต ทั้งในบ้านเรา และใน
สหรัฐอเมริกา รวมทั้งแทบทุกประเทศที่เข้าไปจำหน่าย ถึงแม้ว่า Toyota จะส่ง Corolla ALTIS รุ่น
ปัจจุบัน ออกสู่ตลาดบ้านเราในเดือนมกราคม 2008 ก็ทำอะไร Civic ไม่ได้ จริงอยู่ว่า ถ้ารวมตัวเลข
ยอดขาย กลุ่มตลาด Taxi ด้วย ยังไงๆ Corolla Altis จะขายดีกว่า Civic อยู่แล้ว แต่ถ้าตัดกลุ่ม Taxi
ออกไปทั้งหมด...Civic นำ Altis อยู่พักใหญ่เลยละครับ!

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญของ Civic FD ก็คือ ในขณะที่ยอดขายของรถรุ่นนี้ ในตลาดหลักอย่าง
สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย ขายดีเป็นมาม่าแจกฟรี เดือนละหลายพันคัน แต่ในบ้านเกิดตัวเอง
ที่ญี่ปุ่น Civic FD ขายได้แค่เดือนละ 300 กว่าคันเท่านั้น ในช่วงเปิดตัว หลังจากนั้น ก็ร่วงเอาๆๆๆๆ
ในที่สุด เหลือแค่เดือนละ 100 กว่าคันเศษๆ เท่ากับว่า ความนิยมในรถยนต์ C-Segment Sedan ของ
ญี่ปุ่น ซบเซาลงจนถึงขีดสุดแล้ว อีกสาเหตุหนึ่ง ก็เป็นเพราะ Civic FD ตัวถังกว้างเกิน 1.7 เมตร จึง
ต้องเสียภาษีในพิกัดเดียวกับรถยนต์ราคาแพง 3 Numbers อย่าง Toyota Crown หรือ Honda Accord
นั่นจึงเป็นเหตุให้ Honda ต้องประกาศ ยุติการทำตลาด Civic ในญี่ปุ่นกันไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน
2010 เพราะแค่เดือนตุลาคม 2010 นั้น Civic มาตรฐาน ขายได้ที่ญี่ปุ่นแค่ 182 คัน ส่วนรุ่น Hybrid ที่
หมายจะต่อกรกับ Toyota Prius ก็ขายได้แค่ 270 คันเท่านั้น!!!

นอกจากนี้ Civic FD ยังมีปัญหาจุกจิกที่ลูกค้าเองก็ทะยอยบ่นและก่นด่า รอบคันของตัวรถ ทั้งกระจก
หน้าต่างตกราง หรือเสียง ดัง ต๊อกๆ ในห้องเครื่องยนต์ ฯลฯ อีกมากมาย

Honda จึงกลับมานั่งทบทวนดูอีกครั้ง ในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องการออกแบบ เรื่อง
การประกอบ แม้แต่ขนาดของตัวถังก็ยังต้องนำมาพิจารณากันใหม่เช่นกัน เพราะมีคำถามเกิดขึ้นมาก
โดยทั่วไปว่า ทุกวันนี้ Civic ขนาดใหญ่เกินไปหรือเปล่า?

ทีมวิศวกรของ Honda จึงเริ่มงาน พัฒนา Civic ใหม่ ในรหัสโครงการ 2HC ในช่วงปี 2007 โดยมี
Toyota Corolla ALTIS และ Hyundai Elantra ใหม่ เป็น Benchmark...



พูดถึง คู่รักคู่แค้นอย่าง Toyota กับ Honda นั้น แม้ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา Toyota เอง ก็เคยช่วยเหลือ
Soichiro Honda สมัยยังไม่เริ่มทำจักรยานยนต์ขาย ด้วยการ ซื้อกิจการโรงงานทำแหวนลูกสูบของเขา
ไปทั้งหมด เพื่อประคับประคองธุรกิจให้ไปรอด ในช่วงทศวรรษ 1950 แต่ปัจจุบันนี้ ทั้งคู่ ก็เป็นคู่แข่ง
ที่ฟัดกันดุเดือดมาๆในตลาดโลก

ผมว่า Honda กับ Toyota ต่างก็มีแนวคิดประหลาดๆ ในการทำรถยนต์ออกมาขาย ถึงจะไม่แปลกที่ต่าง
ก็ต้องศึกษาวิธีการผลิตรถยนต์ของกันและกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา มันชวนให้ฮาจริงๆ มาดูตัวอย่างกันเลย
ดีกว่า มี Case Study แปลเป็นไทยได้ว่า กรณีศึกษา ให้เราเห็นกัน 3 คู่รวด!

เรื่องแรก คู่แรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2002 Toyota ออก Soluna Vios ชนกับ Honda City (Asean Market)
จนสนั่นเมืองไทย กลายเป็นศึกช้างชนช้าง ความแตกต่างของทั้งคู่ก็คือ ขณะที่ Toyota เลือก สร้าง Soluna
Vios โดยออกแบบโครงสร้างตัวถังครึ่งคันหน้า ใหม่ทั้งหมด ไม่ได้ใช้ร่วมกับ Vitz/Yaris เจเนอเรชันแรก
(1999 - 2003 ไม่ได้นำเข้ามาประกอบขายในบ้านเรา) แต่ Honda เลือกจะนำโครงตัวถังด้านหน้าของเจ้า
 Fit / Jazz รุ่นแรก มาใช้ร้วมกันใน City ทำให้หัวรถ Sedan รุ่นนั้น เล็ก สั้นไม่สมดุลกับขนาดบั้นท้ายที่
ใหญ่บานทะโร่โท่ นั่นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ Vios เยอะจนกระทั่งยอดขายของ City กับ
Jazz 2 รุ่น รวมกัน ช่วงนั้น ยังไม่เท่ายอดขาย Vios เพียงตัวถังเดียว

ผลก็คือ พอมาเป็นเจอเนเรชันใหม่ อันเป็นรุ่นปัจจุบัน หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายศึกษากันและกัน คราวนี้ กลับ
กลายเป็นว่า Toyota ดันไปเห็น Honda ใช้โครงสร้างตัวถังบริเวณหัวรถครึ่งคันหน้าร่วมกันแล้วเกิดสนใจ
อยากทำบ้าง ผลก็ออกมาเป็น Vitz / Yaris เจเนอเรชัน 2 (ปี 2006) และ Vios ใหม่ (2007) ที่ใช้โครงสร้าง
ตัวถังครึ่งคันหน้าร่วมกัน ขณะที่ Honda กลับเปลี่ยนไปใช้แนวทางของ Toyota คือออกแบบให้หัวเก๋ง
ของทั้ง City และ Jazz รุ่นปัจจุบัน (2008) แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้แทนกันได้

เรื่องถัดมา คู่ของรุ่นใหญ่ ขณะที่ Camry รุ่นปี 2002 ดูเป็นรถผู่ใหญ่มากขึ้น แต่ Accord G7 (2002) กลับ
เป็นรถยนต์คันใหญ่ ตัวแทนของกลุ่ม Young Executive หรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ อายุยังน้อยๆ พอมาถึงปี
2006 Toyota เลย ออกแบบ Camry ใหม่ ให้ดูหนุ่มขึ้น ภายใต้แนวทาง Rejuvenier ทำให้ตัวรถชนะใจ
ลูกค้ากลุ่ม Young Executive มากขึ้น แต่ Accord กลับเดินสวนทางกัน ในรถรุ่นปี2007 หรือ G8 พวกเขา
ตัดสินใจ เพิ่มความภูมิฐาน เพื่อเน้นเอาใจลูกค้ากลุ่มสูงวัยมากขึ้น (เอ๋า!) จนพอมาถึงปี 2012 Camry ใหม่
กลับมาเป็นรถที่เหมาะกับผู้ใหญ่อีกครั้ง โดย Accord G9 ที่จะคลอดในบ้านเราต้นปี 2013 จะมีภาพลักษณ์
หนุ่มขึ้น อีกนิดหน่อย...มันอะไรกันวะเนี่ย?

และเรื่องที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Civic นั่นคือ ในปี 2005 ระหว่างที่ Toyota กำลังเร่งพัฒนา Corolla
ALTIS รุ่นปัจจุบัน ให้ทันออกสู่ตลาดช่วงปี 2006 ทันใดนั้น เมื่อ Honda เปิดตัว Civic FD ออกมาในงาน
Tokyo Motor Show เดือนตุลาคม ปีนั้น Toyota ถึงกับช็อค และตัดสินใจ รื้องานออกแบบภายนอก ภายใน
ของ Corolla ที่ทำกันอยู่ แทบจะทั้งหมดทิ้ง เพื่อออกแบบขึ้นมาใหม่ จนต้องเลื่อนกำหนดการเปิดตัวออก
มาอีก 1 ปี และกลายเป็นว่า ตัวรถรุ่นปัจจุบัน มีหลายจุดที่ทั้งดี และด้อยกว่า Civic FD โดยเฉพาะในเรื่อง
ขนาดตัวถัง และห้องโดยสาร

พอมาถึงปีนี้ กลับกลายเป็นว่า Honda เลือกจะนำ Corolla Altis มาเป็น Benchmark! ว่าจะทำ Civic
ออกมาอย่างไร ให้น้ำหนักเบา มีขนาดที่เหมาะสม และบังคับขับขี่ง่าย คล่องตัว และโดนใจคนที่เคยเป็นลูกค้า
ของ Corolla มากขึ้น? ขณะที่ Corolla ALTIS รุ่นต่อไป ก็จะปรับบุคลิกให้แย่งลูกค้าจาก Civic มากขึ้น!

นี่เป็นแค่ ตัวอย่าง 3 เรื่อง และดูเหมือนว่าเรื่องชวนหัว น่าขัน ของทั้ง 2 ค่ายนี้ จะยังคงดำเนินต่อเนื่อง
ไปแบบนี้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ทั้งคู่ ยังเป็นคู่แข่งในเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกเช่นนี้ต่อไป



ก่อนการเปิดตัว มีกระแสข่าวเล็ดรอดออกมาอย่างจริงจังว่า Civic FB จะมีขนาดตัวถังที่สั้นลงกว่าเดิม
มีระยะฐานล้อสั้นลง เนื่องจากทีมวิศวกรมองว่า รุ่นปัจจุบัน มีตัวรถที่ยาวเกินความจำเป็น และพวกเขา
สามารถ ออกแบบให้ห้องโดยสารภายใน มีพื้นที่กว้างขึ้นได้อีกนิด ทั้งที่ตัวรถจะสั้นลงกว่าเดิม

ผู้คนต่างพากันงุนงงว่า Honda จะทำได้อย่างไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะหั่นความยาวตัวรถออก
แต่เพิ่มขนาดพืนที่ห้องโดยสารจากเดิมอีกด้วย แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามเถอะ

วันที่ 13 ธันวาคม 2010 Honda จัดการปล่อยภาพวาดของ Civic Concept ทั้งตัวถัง Sedan
และ Coupe ออกสู่สายตาชาวโลก เพื่อสร้างกระแสความสนใจ ให้เกิดขึ้น ก่อนที่จะเริ่มเผยโฉม
เวอร์ชันตกแต่งให้เป็นรถต้นแบบ ในชื่อ Honda Civic Concept ทั้ง 2 ตัวถัง อวดโฉมในงาน
Detroit Auto Show หรือ North American International Auto Show เมื่อวันที่
10 มกราคม 2011

การปล่อยให้ผู้บริโภคได้เห็นรถต้นแบบกันก่อนจะขายจริงนั้น แปลว่า เป็นช่วงโค้งสุดท้าย ก่อน
จะปล่อยรถเวอร์ชันขายจริงออกสู่ตลาด ซึ่งหมายความว่า ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร ที่จะจัดการ
งานด้านการทำตลาด งานด้านเทคนิคการเตรียมสต็อกอะไหล่ และฝึกอบรมช่างซ่อมที่กระจาย
ตามศูนย์บริการต่างๆ ทั่วเขตอเมริกาเหนือ ซึ่งถือเป็นช่วงสุดท้ายของการเตรียมพร้อมก่อน
วางตลาดรถยนต์ทุกรุ่น

กระแสตอบรับ มากันหลากหลาย ส่วนใหญ่บอกว่า ไม่เห็นพัฒนาการด้านเส้นสายไปจากเดิม แถม
ยังบอกว่า งานออกแบบแย่ลงกว่ารุ่น FD ที่เพิ่งจะตกรุ่นไป แต่หลายคน ยังไม่ฟันธง รอดูตัวจริงกัน



คล้อยหลัง เพียง 3 เดือน เวอร์ชันอเมริกาเหนือ ก็ถูกขนส่งไปจัดแสดงในงาน New York Auto Show
พร้อมเปิดตัว และส่งถึงมือโชว์รูมผู้จำหน่ายทั่วสหรัฐฯ เพื่อเริ่มทำตลาดจริง อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่
18 เมษายน 2011 และคราวนี้ มากันพร้อมสรรพ ครบทุกรุ่นย่อย เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย
กันไปมากๆ ทั้ง Civic รุ่นมาตรฐาน 1.8 ลิตร Sedan และ Coupe 2 ประตู ตามด้วย Civic HF Sedan
ที่ เน้นอุปกรณ์ตกแต่งภายนอก เพื่อช่วยลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ ให้ประหยัดน้ำมันขึ้น โดยยังมี
Civic CNG ใช้พลังงานทางเลือกได้ทั้งน้ำมันเบนซิน และก๊าซธรรมชาติอัด กับ Civic HYBRID ออกมา
เจาะกลุ่มลูกค้าที่อยากได้ความประหยัดขณะขับในเมืองจากรถยนต์ Hybrid ประกบกับ Toyota Prius
โดยตรง และเวอร์ชันแรงสะใจ Honda Civic Si ยกเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร จาก Accord มาวางไว้ให้แรง
พุ่งกระฉูด เอาใจวัยรุ่น

ความแตกต่างจากรุ่นมาตรฐาน เวอร์ชันไทย (ไม่นับรุ่น HF Si และ Hybrid ซึ่งใช้กระจังหน้า และ
ล้ออัลลอย กับลายไฟท้าย ลวดลายต่างกัน ) มีแค่ ชุดไฟท้าย ซึ่งจะไม่มีแผงทับทิม ยื่นมาจรดกับ
ช่องใส่ป้ายทะเบียน อย่างที่เวอร์ชันไทยมีมาให้ รวมทั้งอุปกรณ์ภายในที่ไม่เหมือนกันในและ
รุ่นย่อย เท่านั้น

ตัวถังในรุ่น Sedan จะมีขนาดเหมือนเวอร์ชันไทย แต่รุ่น Coupe 2 ประตู จะมีความยาว 4,473
มิลลิเมตร กว้าง 1,752 มิลลิเมตร สูง มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,618 มิลลิเมตร

เครื่องยนต์ ของเวอร์ชันอเมริกาเหนือนั้น มีให้เลือกมากถึง 4 แบบ โดยเริ่มจากแบบมาตรฐาน R18A
บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,798 ซีซี i-VTEC 140 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิด
สูงสุด 17.69 กก.-ม.ที่ 4,300 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในเมือง/นอกเมือง ตามมาตรฐาน EPA 
รัฐบาลสหรัฐฯ 28/39 ไมล์/แกลลอน วางในรุ่นย่อย DX LX EX และ EX-L ทั้งตัวถัง Sedan Coupe
รวมทั้งรุ่น Civic HF (High Fuel-economy) อันเป็นรุ่นย่อยที่แทรกกลางระหว่างรุ่น LX และ EX
ใช้เครื่องยนต์เหมือนกับรุ่นมาตรฐานทุกประการ เพียงแต่ติดตั้งล้ออัลลอยลายใหม่น้ำหนักเบา 15 นิ้ว
ติดตั้งสปอยเลอร์หลังออกแบบพิเศษ เพื่อลดแรงเสียดทานด้านอากาศพลศาสตร์ ให้ดีขึ้น จนทำตัวเลข
อัตราสิ้นเปลืองนอกเมืองสูงถึง 41 ไมล์/แกลลอน ดีขึ้นกว่ารุ่นมาตรฐาน 2 ไมล์/แกลลอน

หากอยากได้ความประหยัด และใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ทางเลือก มีรุ่น Civic CNG ที่ใช้เครื่องยนต์เดียวกัน
แต่ปรับจูนเครื่องยนต์ให้เหมากับการใช้ทั้งน้ำมันเบนซิน และ ก๊าซธรรมชาติ CNG (Compressed
Natural Gas) จนเหลือ 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดลดเหลือ 14.65 กก.-ม.ที่
4,000 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลือง ในเมือง/นอกเมือง/เฉลี่ย 27/38/31 ไมล์/แกลลอน

รวมทั้ง Honda Civic HYBRID IMA ใหม่ ที่ ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,497 ซีซี หัวฉีด
พ่วงระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 23 แรงม้า (PS) พร้อมชุดเกียร์ CVT ในตัว และแบ็ตเตอรี แบบ
Lithium-ion รวมแล้วมีพละกำลังทั้งระบบ 110 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด
17.5 กก.-ม. ที่ 1,000-3,500 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มาตรฐาน EPA 44 ไมล์/แกลลอน

และรุ่รงแรงสุด Honda Civic SI มีทั้ง Sedan และ Coupe วางเครื่องยนต์ K24A จาก Accord เป็น
บล็อก 4 สูบ DOHC 2,354 ซีซี พร้อมระบบแปรผันวาล์ว i-Vtec 201 แรงม้า (PS) ที่ 7,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 23.5 กก.-ม.ที่ 6,100 รอบ/นาที อัตราสิ้นเปลืองในเมืองดีขึ้น 1 ไมล์/แกลลอน เป็น
22 ไมล์/แกลลอน ส่วนนอกเมือง ดีขึ้น 2 ไมล์/แกลลอน เป็น 31 ไมล์/แกลลอน MPG มีทั้งเกียร์
อัตโนมัติ 5 จังหวะ และธรรมดา 6 จังหวะ ราคาขายในช่วงเปิดตัวของ Civic ใหม่ รวมทุกรุ่นย่อย
อยู่ที่ 15,605 - 26,750 เหรียญสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2011 - 2012 เป็นต้นไป Civic เวอร์ชันอเมริกาเหนือ กว่าร้อยละ 95 จากปริมาณรถ
ที่มีจำหน่ายในตลาดทั้งหมด ณ ปี 2011 - 2012 ถูกผลิตขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ ทั้ง โรงงานในเมือง
Greensburg มลรัฐ Indiana และ โรงงาน Alliston รัฐ Ontario ใน Canada ไม่ใช่จากโรงงาน
ญี่ปุ่น เหมือนเช่นที่เคยเป็นมา



ส่วนเวอร์ชันยุโรป Honda เผยภาพถ่ายชุดแรกออกมา เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2011 คล้อยหลังการเปิดตัว
ของเวอร์ชันสหรัฐฯ ราวๆ 5 เดือน และเหมือนเช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ นั่นคือ ตัวรถจะแตกต่างจากตลาดโลก
คนละเรื่อง คนละคัน กันเลยทีเดียว!

Mitsuru Kariya, Large Project Leader ของโครงการพัฒนา Civic Euro Version มองว่า เพราะ
ตลาดยุโรป มีความต้องการที่แตกต่างจากตลาดอื่นๆทั่วโลก อย่างชัดเจน เช่น ชอบซื้อรถยนต์ Hatchback
เป็นหลัก ใช้เครื่องยนต์ Diesel Turbo ปล่อยใลพิษต่ำ แต่ต้องแรงพอจะขับขี่ทางไกล รวมทั้ง Autobahn
และช่วงล่างต้องเยี่ยมพอจะเผชิญกับถนนก้อนอิฐโบราณอันเลวร้ายได้ จึงต้องการรถยนต์ที่แตกต่างจากตลาด
กลุ่มอื่นทั่วโลก ถึงจะชนะใจลูกค้าชาวยุโรป และแข่งขันในตลาดกลุ่ม C-Segment ของที่นั่นได้

ในเบื้องต้น มีตัวถัง Hatchback 5 ประตู ก่อนจะตามออกมาด้วยรุ่น 3 ประตู รวมทั้ง Station Wagon
ในลำดับถัดไป รุ่น Hatchback มีความยาว 4,285 มิลลิเมตร กว้าง 1,770 มิลลิเมตร สูง 1,472 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,605 มิลลิเมตร

เครื่องยนต์ มี 3 ขนาด ทั้งแบบเบนซิน บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,339 ซีซี หัวฉีด PGM-FI พร้อม
ระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC  100 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตร (12.9
กก.-ม.) ที่ 4,800 รอบ/นาที ตามด้วย รหัส R18A เวอร์ชันยุโรป เบนซิน 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,798 ซีซี
PGM-FI และ i-VTEC 142 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 174 นิวตันเมตร (17.7 กก.-ม.)
ที่ 4,300 รอบ/นาที และ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,199 ซีซี Common-Rail i-DTEC 150 แรงม้า 
(PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร (35.6 กก.-ม.) ที่ 2,000 รอบ/นาที ทุกรุ่น ขับเคลื่อน
ล้อหน้า และเลือกได้ทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 5 จังหวะ พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์
ไฟฟ้า EPS ระบบกันสะเทือนหน้า แม็คเฟอร์สันสตรัต หลังทอร์ชันบีม ดิสก์เบรก 4 ล้อ พ่วง ABS / EBD /
Brake Assist / VSA / TCS ตามแต่ละรุ่นย่อย

และในรุ่นปี 2013 Honda เพิ่งประกาศ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2012 ที่ผ่านมา สดๆร้อนๆ ว่า จะเพิ่ม
เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด จากตระกูล Earth Dreams Technology เป็นแบบ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
1.6 ลิตร ฉีดจ่ายเชื้อเพลิง แบบ Common-Rail 120 แรงม้า (PS) แรงบิดสงสุด 300 นิวตันเมตร หรือ
30.57 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที ปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ต่ำมาก เพียง 94 กรัม/กิโลเมตร เท่านั้น!

และแน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ คุณจะไม่ได้เห็นในเวอร์ชันไทยอย่างแน่นอน เพราะ Honda แบ่งตัวถัง
Hatchback แบบนี้ ไว้ขายเฉพาะยุโรป เท่านั้น ขนาดคนญี่ปุ่นเอง ก็ยังไม่มีสิทธิ์ คิดเอาเองแล้วกัน!



ส่วนเวอร์ชันไทย นั้น ตามแผนดั้งเดิม Honda Automobile (Thailand) จะมีกำหนดเตรียมการ
เปิดตัว Civic ใหม่ รหัสรุ่น FB ที่เห็นอยุ่นี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2011 แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก
มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ได้สร้างความเสียหายให้กับโรงงานของ Honda ในพื้นที่
นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นอย่างมาก ถึงขั้นโรงงานจมอยู่ใต้
บาดาล นานแรมเดือน ก่อความเสียหาย ถึงขั้นต้องยุติการผลิตตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2011 เรื่อยมาจนเพิ่งจะ
ปรับปรุงฟื้นฟู และกลับมาเปิดดำเนินการเดินเครื่อง อย่างเป็นทางการอีกครั้ง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2012
ที่ผ่านมาหมาดๆ นี้เอง ทำให้ Honda จำเป็นต้องเลื่อนการเปิดตัว Civic ใหม่้ ออกมาจนถึง
วันที่ 10 พฤษภาคม 2012 อย่างจำใจ

แม้ว่าจะต้องเลื่อนเปิดตัวออกมาไกลจากกำหนดเดิ้มถึง 6 เดือน แต่ด้วยการจัดวางออพชีน กับราคาให้สมดุลกัน
ก็ช่วยให้ลูกค้า ที่เคยพากันร้องยี้ หลังจากเห็นภาพถ่ายชุดแรกจากเมืองนอก ก็เริ่มกลับมายอมรับได้ และเริ่ม
พากันอุดหนุน ซื้อหามาขับ จนตอนนี้ Civic ใหม่ ก็เริ่มวิ่งเล่นให้พบเห็นกันในหัวเมืองใหญ่ ทั่วประเทศ
ชนิด เกลื่อนพอกันกับบรรดา ECO Car รุ่นใหม่ๆ ทั้งหลาย เลยทีเดียว



ตัวถังของ Civic FB ใหม่ แบบ Sedan 4 ประตู มีความยาว 4,525 มิลลิเมตร กว้าง 1,755 มิลลิเมตร
สูง 1,434 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ ยาว 2,670 มิลลิเมตร ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับ Civic FD รุ่นเก่า
จะพบว่า ความกว้างและความสูงหนะเท่าเดิม แต่ด้วยการหดระยะฐานล้อให้สั้นลงจากเดิม 2,700 มิลลิเมตร
ลงไป 30 มิลลิเมตร ทำให้ความยาวของตัวถัง ลดลงจากเดิม 15 มิลลิเมตร

ครับ ตัวรถมีขนาด สั้นลงกว่าเดิมจริงๆ เป็นไปตามกระแสข่าวลือที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ ช่วงปี 2010 เป๊ะ!

Yuji Nishina วิศวกรโครงการพัฒนา Civic FB ใหม่ บอกว่า พวกเขาตั้งใจที่จะลดความยาวของรถลง
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะบรรลุเป้าหมาย ในการทำรถรุ่นใหม่ ให้เบาขึ้น เพื่อเน้นความประหยัดน้ำมันมากขึ้น
แต่ต้องคงไว้ซึ่งสมรรถนะเท่าเดิม หรือดีกว่าเดิม รวมทั้งจะต้องมีขนาดห้องโดยสารเท่าเดิมอีกด้วย

เส้นสายทั้งคัน ก็ยกมาจากเวอร์ชันอเมริกาเหนือนั่นแหละครับ เพียงแต่ มีการตกแต่ง แผงทับทิม ให้
ยื่นต่อยาวออกมาจากชุดไฟท้าย จรดกรอบช่องใส่ป้ายทะเบียนด้านหลังรถ เพื่อให้มีความแตกต่างจาก
เวอร์ชันอเมริกาเหนือ และกลายเป็นอะไหล่ชิ้นพิเศษ สำหรับรถรุ่นนี้ ในตลาดโลก แค่นั้นเลย!



ประเด็นที่มีการถกเถียงมาโดยตลอดนั่นคือเรื่องเส้นสายตัวถัง ผู้คนส่วนใหญ่ ที่ได้เห็นภาพถ่ายแรก
กว่า 80 - 90 % พร้อมใจกันบอกว่า "มันไม่สวย" ซึ่งถือเป็นเรืองที่ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะภาพถ่าย
ช่วงแรกในสหรัฯ ก่อนหน้านี้ เป็นภาพ ที่ถ่ายออกมาแล้ว ไม่มุมมองความสวยของตัวรถมากนัก ผมมองว่า
มันมีเหตุผลมารองรับดังนี้

1. ก็ภาพถ่ายชุดแรกจากฝั่งอเมริกาเหนือหนะ มันดูได้ซะที่ไหนกันเล่า? มุมสวยของรถรุ่นนี้ คือการ
ถ่ายรูป โดยยกให้กล้องอยู่เหนือตัวรถ เป็นมุมกดต่ำลงมา เพื่อจะได้ให้เห็นเส้นสายแนวลิ่ม แบบ
One Motion Form ลากจากเส้นฝากระโปรงหน้า ยาวไปถึงหลังคารถ มากขึ้น แต่รูปชุดแรกที่ออกมา
ดันถ่ายทำใน Studio แถมยังเป็นรถสีเข้มๆ มืดๆ อีก Background ด้านหลัง ก็มืดเหลือเกิน อีกทั้ง
รายละเอียดการตกแต่ง เวอร์ชันอเมริกาเหนือ จะไม่ดู เปล่งประกายแวววับเหมือนเวอร์ชันไทย
ดังนั้น ไม่แปลกใจ ที่คนไทยจะเกลียดมันในแรกพบทันที

2. ถ้าใครที่ติดตามวงการรถยนต์โลกมานานหลายปี ก็คงพอจะรู้ว่า ตามปกติ ถ้าเมื่อใดที่บริษัทรถยนต์
ฝั่งญี่ปุ่น เปลี่ยนแนวเส้นสายให้กับรถยนต์ของตนกันใหม่แบบยกเครื่องผิดแผกไปจากเดิมแล้ว จง
มั่นใจได้เลยว่า รุ่นถัดไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้า อย่าหวังจะเห็นการพลิกโฉมฉีกแนวเกิดขึ้นอีก แต่
รถที่จะตามมาหลังจากนั้น มักจะเป็นการนำ รถรุ่นเดิม มาปัดฝุ่น ขัดกลบลบเกลา เติมโน่นนี่นั่น
เข้าไปให้ดูดีขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ Toyota Corolla ALTIS รุ่นปัจจุบันไงครับ! ถ้าเทียบกับ
เจ้าอึ่งอ่าง Brad Pitt รุ่นปี 2001 นั่น จะเห็นได้ว่า เส้นสายลงตัวขึ้น และไดสัดส่วนมากขึ้น Honda
Civic ใหม่ ก็ใช้แนวทางเดียวกัน ในการออกแบบ คือ นำเส้นสายของรถรุ่นเดิม มาเกลากันเสียใหม่
จนดูลงตัวมากขึ้น



แต่ต้องยอมรับกันว่า แนวเส้นสายของตัวรถที่ดูลงตัวขึ้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้น มันจำต้อง
ลดทอน ความล้ำสมัย (Futuristic) ของรถรุ่นเดิม ลงไปพอสมควร และนั่นจึงไปกระทบกับความ
คาดหวังของลูกค้าทั่วโลก ที่คิดว่า รถน่าจะดูล้ำยุคต่อเนื่องไปอีกระดับ เอาให้หนีคู่แข่งทั้งหลาย
กันไปเลย สุดท้าย กลายเป็นว่า Hyundai Elantra ใหม่กลายเป็นตาอยู่ ที่มาถึงก็แย่งชิงภาพลักษณ์
ความล้ำยุค ไปจาก Civic แบบไม่มียำเกรงศักดิ์ศรีซามูไรกันเลยทีเดียว

อีกประการหนึ่งก็คือ การเล่นแนวเส้นสายตัวถังแบบ One Motion Form ที่ยังคงถูกนำมาใช้กับ
Civic ใหม่นั้น ทำให้ตำแหน่งของกระจกมองข้าง ที่เหมาะสม ยังคงอยู่ที่เดิมก็จริง แต่ในเมื่อ
Honda เลือกจะรักษา รูปแบบกระจกมองข้าง ให้ติดตั้งจากด้านข้างตัวถังเหมือนรถสปอร์ต
ดังนั้น การออกแบบให้บานกระจกหน้าต่างคู่หน้า จำเป็นต้องมี หูช้าง Opera เพิ่มเข้ามา จึง
ยังคงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยากอยู่ดี ถึงแม้ Honda จะบอกว่า มีการปรับปรุงให้มีมุมมองจาก
ตำแหน่งคนขับ หรือทัศนวิสัยที่ดีขึ้น ทั้งการลดความกว้างเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ลงก็ตาม

แม้ว่าเส้นสายจะละม้ายคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อพินิจกันอย่างละเอียด ต่อให้ จ้องมองด้วยตาเปล่า
ชิ้นต่อชิ้น คุณจะพบว่า ไม่มีชิ้นส่วนตัวถังภายนอกชิ้นใด ที่ Civic FB กับ City จะสามารถสลับ
สับเปลี่ยนถอดใส่ซึ่งกันและกันได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว!

กระนั้น ในมุมมองส่วนตัวของผม ยังยืนยันว่า การที่ Civic ใหม่ คลอดออกมา ด้วยเส้นสายแบบนี้
ทำให้ผม มั่นใจ และมีความสุขมากๆ ว่า "ตูตัดสินใจไม่ผิดที่ซื้อ Honda City รุ่นปัจจุบัน!!" อยู่ดี

เพราะไม่ว่าคุณจะมองเส้นสายของรถคันนี้แล้ว ชอบหรือไม่ กรี๊ดกร๊าด หรือโห่ไล่ แต่สำหรับผม
ยิ่งพอได้มอง รถทั้ง 2 คัน จอดอยู่คู่กันในโรงรถที่บ้านแล้ว...

มันเป็นความรู้สึกที่ชวนให้คิดออกมาว่า  "ช่างเหมือนกันได้ เหนือคำบรรยายจริงๆ " (ฮา)



การเปิดประตูนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 รุปแบบ หากเป็นรุ่น 1.8 ลิตร ทุกคัน (รถคันสีขาวฟ้า Frosty White)
จะใช้ กุญแจแบบพับเก็บได้ พร้อมรีโมทคอนโทรล การติดเครื่องยนต์ ต้องใช้วิธี เสียบกุญแจลงไปใน
รูกุญแจ ซึ่งติดตั้งไว้ที่คอพวงมาลัยฝั่งขวา แล้วบิดหมุนเพื่อติดเครื่องยนต์ เหมือนเดิม

แต่ในรุ่น 2.0 ลิตร (รถสีน้ำตาล Urban Titanium) จะใช้กุญแจแบบ Keyless Smart Entry พก
ไว้กับกระเป๋าเสื้อผ้า เดินเข้าไปใกล้บานประตูรถ ฝั่งคนขับ สามารถดึงมือจับเปิดประตูรถได้ทันที และถ้า
ต้องการจะล็อกรถ ก็แค่ ปิดประตูแล้วกดปุ่มสีดำ บนมือจับ รวมทั้งยังสามารถใช้ปุ่มกดสั่งล็อก - ปลดล็อก
ได้จากระยะไกล รวมทั้งฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง ได้เหมือนกัน การติดเครื่องยนต์ จะใช้วิธีกดปุ่ม
สีแดง ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้ชุดมาตรวัดฝั่งซ้ายมือ

ถือเป็น รถยนต์ Honda ประกอบในเมืองไทยรุ่นแรก ที่ติดตั้งระบบกุญแจ Smart Entry มาให้ (ซะที)


เมื่อเปิดประตูออกมา จะพบว่า รุ่น 2.0 ลิตร จะตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยโทนสีดำ ขณะที่รุ่น 1.8 ลิตร
จะตกแต่งด้วยสีเบจ มีรุ่น 1.8 S ตกแต่งด้วยเบาะผ้า ส่วนรุ่น 1.8 E โดยเฉพาะรุ่น 1.8 E-Navi คันนี้ จะใช้
หนังสังเคราะห์ และหนังแท้ หุ้มเบาะนั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เหมือนรุ่น 2.0 ลิตร

การเข้า - ออกจาก ตัวรถ ยังคงทำได้สบายดี ต่อให้ปรับแหน่งเบาะนั่งเตี้ยสุด ก็ยังสูงกว่า ตำแหน่งเบาะนั่ง
ต่ำสุดของ Civic FD นิดนึง การลุกเข้า - ออก จึงไม่ต้องใช้แรงยกตัวขึ้นมากเท่า รถรุ่นเดิม

แผงประตูคู่หน้า มีตำแหน่งวางแขน ซึ่งวางได้จริง แต่ช่องใส่ของจุกจิก ที่อยู่ถัดลงมานั้น ใส่ได้แค่เอกสาร
หรือข้าวของเล็กน้อย ไม่สามารถวางแก้ว หรือขวดน้ำได้แต่อย่างใด

ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่า Honda ติดตั้ง ยางขอบประตูด้านล่างมาให้ เพื่อหวังช่วยในการลดเสียงรบกวนจาก
พื้นถนน ลงไปส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ วัสดุด้านบนสุดของแผงบุข้างบานประตู จะเสริมด้วยฟองน้ำชิ้นบาง
ทำให้มีพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มกว่าเดิม และช่วยเพิ่มความชื่นชอบให้ผู้บริโภคได้พอสมควรเลยทีเดียว



เบาะนั่งคู่หน้า มีการปรับปรุงให้นั่งสบายขึ้นนิดหน่อย คราวนี้ เบาะรุ่น 1.8 E และ 2.0 EL ทุกคัน จะมี
เบาะนั่งคนขับ ปรับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า 8 ทิศทางมาให้ แต่ไม่มีระบบจำตำแหน่งเบาะ (No Memory Seat)

พนักพิงหลัง ด้านบนรองรับช่วงไหล่ได้ แต่ยังไม่ถึงกับดีเด่นมากนัก ส่วนบริเวณรองรับกระดูกสันหลัง
ตรงกลาง แม้จะพยายามออกแบบให้โป่งนูน เพื่อรองรับอย่างดี แต่ในบางราย ก็ยังอาจทำให้เกิดอาการ
ปวดหลังนิดๆ ได้ หากขับขี่นานๆ เบาะรองนั่ง ยังคงสั้นไปนิดนึงเหมือนเดิมอยู่ดี แต่ยังถือว่ายอมรับได้

พื้นที่เหนือศีรษะ สำหรับเบาะคู่หน้า ถือว่าหายห่วง ไม่ต้องกังวล ส่วนพนักศีรษะเอง ก็มีการปรับปรุงให้
เป็นแบบตัน ซึ่ง นุ่ม เป็นมิตรต่อศีรษะ และไม่ดันหัว มากเท่า พนักพิงแบบเดิมใน Civic FD



การเข้าออกบานประตูคู่หลัง ทำได้ดีเสมอตัว พอกันกับทั้ง Civic FD และ City รุ่นปัจจุบัน เพียงแต่ว่า ด้วยการ
ออกแบบแนวขอบประตูบริเวณเสาหลังคา C-Pillar ให้ดูโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ดังนั้น อาจต้องระมัดระวังศีรษะ
ขณะเข้า - ออกจากรถบ้าง

แผงประตูด้านข้าง ใช้วัสดุครึ่งท่อนบน เหมือนกับแผงประตูหน้า ส่วนตำแหน่งวางแขน วางได้จริงเหมือนกัน
แต่ ช่องใส่ของด้านข้างนั้น สามารถใส่เครื่องดื่ม หรือขวดน้ำได้ แต่ต้องวางกันดีๆนิดนึง นอกจากนี้ กระจก
หน้าต่าง ยังสามารถเลื่อนลงมาได้จนสุดบาน



เบาะนั่งด้านหลัง มีความยาวเบาะรองนั่ง ที่ถือว่า พอดีสำหรับคนที่มีช่วงขาไม่ยาวนักอย่างผม แถมมีมุมเอนของ
พนักพิง กำลังดี มีฟองน้ำซ่อนอยู่ด้านใน ที่นุ่มกว่าเบาะหลังของรุ่นเดิม นั่งสบายขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน
พื้นที่เหนือศีรษะ ด้านหลัง ก็เพิ่มมากขึ้น จากรุ่น FD ที่ต้องนั่งหัวชนเพดานกันตลอด ทำให้การโดยสารไปบน
เบาะหลังของ Civic F สบายขึ้นกว่าเดิม แต่อาจจะยังไม่ถึงกับดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนพนักศีรษะ นุ่มแน่นกำลังดี

อย่างไรก็ตาม พนักวางแขน พับเก็บได้ พร้อมช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง ยังออกแบบมาไม่ดี ไม่สามารถใช้งาน
ในชีวิตจริงได้สะดวกเท่าใดนัก สำหรับเด็ก อาจจะวางแขนได้สบาย แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ หรือ สว.(สูงวัย) ก็อาจจะ
วางแขนตั้งแต่ข้อซอกลงไปไม่ได้ เว้นเสียแต่จะต้องนั่ง แบบปล่อยให้ร่าง ไหลลงต่ำกว่าระดับปกติเล็กน้อย
จึงจะใช้งานได้บ้าง

พื้นที่เหนือศีรษะ เพิ่มสูงขึ้นกว่า Civic FD เล็กน้อย คราวนี้ สรีระอย่างผม (สูง 171 เซ็นติเมตร)นั่งแล้ว หัวไม่ติด
หรือชนเพดาน ขณะเดียวกัน พื้นที่วางขา ได้รับผลกระทบจากการลดความยาวระยะฐานล้อลงมาเล็กน้อย ทำให้
พื้นที่วางขาด้านหลัง ดูเหมือนจะสั้นลงกว่าเดิมนิดนึง หากมองด้วยสายตา แม้ว่า Honda จะบอกว่า พื้นที่วางขา
ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในประเด็นนี้เลยก็ตาม

พื้นที่วางขา จะขึ้นอยู่กับการปรับเบานั่งเลย เพราะถ้าผมปรับเบาะ คนขับให้พอดีกับตำแหน่งนั่งขับปกติ แล้วย้าย
มานั่งด้านหลัง พบว่า ตำแหน่ง Leg Room จะมีขนาดลดลงจากเดิมนิดหน่อย ทั้งที่ตัวเลขจากการวัดโดยละเอียด
มันก็ยาวพอกับเดิมนั่นละ

แต่ข้อด้อยอย่างหนึ่ง ก็คือ เบาะหลังของ Civic FB ไม่ว่าจะเป็นรุ่นย่อยไหนๆ ก็ไม่สามารถพับลงมาเพื่อเปิด
ทะลุไปยังห้องเก็บของด้านหลังได้ ประเด็นนี้ Honda City น้องชายร่วมตระกูล เอาคุณงามความดีไปเฉยเลย!
เพราะ City แบ่งพับได้ทั้ง 2 ฝั่ง ซ้าย -ขวา แถมปรับเอนได้อีก 1 จังหวะด้วยซ้ำ!

อีกข้อด้อยหนึ่งก็คือ ไม่มีการติดตั้งจุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก มาตรฐาน ISOFIX มาให้แต่อย่างใด



ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง เมื่อเปิดขึ้นมา ก็จะพบการเก็บงาน บริเวณโครงเหล็กรูปตัว C ที่ใช้ยึดฝากระโปรง
กับตัวถัง ด้วยชิ้นพลาสติก ดูสวยงาม ส่วนช่องทางเข้าห้องเก็บของ ดูเหมือนว่า ส่วนฐาน ติดกับเปลือกกันชน จะ
แคบลงกว่าเดิมนิดนึง



ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง มีขนาดใหญ่กว่าที่คิด ความจุ 12.5 ลูกบาศก์ฟุต มีข้อติอยู่เรื่องเดียว คือ เนื่องจากต้อง
ใส่ยางอะไหล่แบบเต็มวง เท่าขนาดล้อติดรถมาให้จากโรงงาน ทำให้ หลุมใส่ยางอะไหล่ ตื้นไปหน่อย จนต้อง
ยกพื้นห้องเก็บของให้สูงขึ้นเล็กน้อย เสียพื้นที่ในการวางสัมภาระที่มีความสูง ไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเทียบกับ
ทั้งรถรุ่นเดิม และ City รุ่นปัจจุบัน

เมื่อยกพื้นห้องเก็บของขึ้นมา จะพบทั้งยางอะไหล่ และเครื่องมือประจำรถ ติดตั้งเอาไว้ประจำที่ เรียบร้อยพร้อม
สำหรับการใช้งานในยามฉุกเฉิน



แต่ถ้าคิดว่า พื้นที่ห้องเก็บของ Civic มีขนาดเล็กแล้วละก็ อย่าให้สายตาของคุณ หลอกตัวคุณเองได้ ดูจากภาพข้างบนนี้
ก็คงจะเห็ฯแล้วว่า น้องโจ๊ก V10ThLnD แห่ง The Coup Team ของเรา และตากอล์ฟ เด็กปั้ม Caltex ที่ช่วยเราเติม
น้ำมันกันเป็นประจำนั้น สามารถเข้าไปนอนได้พร้อมกัน 2 คนขนาดนี้ ผมว่า อย่างน้อยๆ พื้นที่ด้านหลัง ก็น่าจะ
ใส่ถุงกอล์ฟได้ 2 ใบใหญ่ได้แน่ๆ ในเบื้องต้นละ



แผงหน้าปัดของ Civic FB กลายเป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ในการวิพากษ์วิจารณ์ ของผู้คนทั้วไป
เนื่องจาก แผงหน้าปัดของ Civic FD รุ่นที่แล้ว ออกแบบมาได้ล้ำสมัยมาก เป็นแบบ 2 ชั้น มาตรวัดรอบ
เครื่องยนต์ ไว้ด้านล่าง มาตรวัดความเรว แสดงผลเป็นตัวเลข Digital ไว้ด้านบน ถึงจะใช้งานยากกว่ากัน
นิดนึงปุ่มเยอะกว่ากันหน่อยนึง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มีความสุข ที่ได้เห็นว่า รถตัวเองมีแผงหน้าปัดเท่ๆ
ไว้คุยข่มโม้ชาวบ้านเขาได้ ว่ารถข้า หน้าปัดดีไซน์ เหมือนรถต้นแบบ

แต่พอมาเป็น Civic FB ทุกอย่างกลับตาลปัตร จริงอยู่ ทีมออกแบบพยายามจะแก้ปัญหาที่พบใน รถรุ่นเดิม
ทั้งการย้ายตำแหน่งคันเกียร์ ถอยหลังเข้ามาใกล้การเอื้อมมือถึงของคนขับมากขึ้น ลดปริมาณปุ่มสวิชต์
บนแผงหน้าปัดให้เหลือเท่าที่จำเป็น ออกแบบให้แผงควบคุมเครื่องเสียง / ระบบนำทาง เอียงเข้าหาคนขับ
เพื่อความสะดวกในการควบคุม ขณะขับขี่มากขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้ งยังคงพยายามยึดถือรูปแบบ
ของมาตรวัด 2 ชั้น ไว้เหมือนเดิม และลดการสะท้อนแสงแดดในช่วงกลางวัน จนมองเห็นตัวเลขความเร็ว
ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ก้านเบรกมือ ก็ยาวขึ้นกว่าเดิม และย้ายมาไว้ข้างลำตัวคนขับอย่างที่ควารเป็นเช่นเดิม
ด้านบน มีแผงบังแดด แต่ไม่มีไฟส่องแต่งหน้ามาให้ เพราะ Honda มองว่า ใช้ไฟอ่านแผนที่ช่วยได้ใน
ตอนกลางคืน ก็คงพอกันแหละ

แต่ปัญหาก็คือ คราวนี้ กลายเป็นว่า ความสวยงาม ที่เคยมี หายเกลี้ยงไปหมด! วัสดุพลาสติก Recycle ที่
ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ และไม่ได้ต่างจากรถรุ่นที่แล้วเท่าใดนัก กลับถูกนำไปขึ้นรูปและประกอบเข้าไป
จนดูกลายเป็นงาน Look Cheap! ไปเลย หน้าจอตรงกลาง คล้ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ McIntosh รุ่นแรก
ในปี 1984 ยิ่งมองไปที่ช่องแอร์ ยิ่งหาความสมมาตร และสมดุล ไม่เจอเลย!

แถมคราวนี้ ถ้าเป็นรุ่นมีระบบนำทาง จะกลายเป็นว่า คราวนี้ คนขับต้องดูหน้าจอ มากถึง 4 จอ เลยทีเดียว!

มันเยอะไปไหมครับ การทำแผงหน้าปัดรถยนต์ จำเป็นต้องแตกต่างจากเครื่องบิน เพราะมีความซับซ้อน
น้อยกว่า และโอกาสที่ผู้ขับขี่จะประสบอุบัติเหตุจากการละสายตาลงมาใช้งานอุปกรณ์ในรถนั้น มีมากกว่า
การชนกันกลางอากาศของเครื่องบินด้วยสาเหตุเดียวกันเสียอีก! นี่เล่นทำชุดมาตรวัดมาถึง 4 จอ....

ผมละนึกถึงเพลง "ใครหนอ" ขึ้นมาเลยทีเดียว

"ใครหนอ ชักชวน ดูมาตรวัด 4 จอ รู้แล้วละก็ อย่ามัวรั้งรอ.......ถอย Civic เอย!"



จากฝั่งขวา มาทางซ้ายมือ สวิชต์กระจกหน้าต่างไฟฟ้า มีปุ่มล็อกกันการเปิด-ปิดกระจก
หน้าต่างฝั่งผู้โดยสาร ทั้ง 3 บาน และมีสวิชต์ฝั่งคนขับ ปรับเลื่อนขึ้น - ลง ได้ครั้งเดียว
ในแบบ One-Touch พร้อมสวิชต์ ปลดและล็อก กลอนประตู เซ็นทรัลล็อก มาให้ตามปกติ

ก้านสวิชต์บนคอพวงมาลัย มีสวิชต์ไฟหน้า AUTO มาให้ในรุ่น 2.0 ลิตร ส่วนก้านสวิชต์
ใบปัดน้ำฝน รุ่น 2.0 ลิตร และ 1.8 E NAVI จะเป็นแบบปรับหน่วงเวลาตามปกติ แต่ในรุ่น
1.8 E มาตรฐาน กับ 1.8 S ที่เหลือ จะเป็นแบบมาตรฐาน มีจังหวะ เบา และแรง มาให้แค่นั้น

พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน ประดับด้วยอะลูมีเนียม และหุ้มหนังในบางรุ่นย่อย ออกแบบขึ้นใหม่
หน้าตาคล้ายกับพวงมาลัยของ CR-V หากแต่ดูดีๆจะพบว่า งานออกแบบ ต่างกัน และถือเป็น
พวงมาลัยคนละแบบกัน มีการปรับปรุงตำแหน่งปรับระดับสูง - ต่ำ และใกล้ - ห่าง ให้สามารถ
ปรับระดับได้สะดวกและยืดหยุ่น กับสรีระของผู้ขับขี่แต่ละคน กระนั้น สวิชต์ควบคุมระบบล็อก
ความเร็วคงที่ Cruise Control ที่ก้านพวงมาลัยฝั่งขวา กับสวิชต์ควบคุมชุดเครื่องเสียง และ
สวิชต์ควบคุมการเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth และสวิชต์ควบคุมระบบหน้าจอ
แสดงผลข้อมูลแบบอัจฉริยะ i-MID  จะอยู่ด้านซ้ายของพวงมาลัย ก็แถบจะยกมาจาก CR-V
รุ่นใหม่กันเลยนั่นแหละ!

การติดเครื่องยนต์ รุ่น 2.0 ลิตร ที่ติดตั้งกุญแจรีโมท Smart Key ใช้วิธี กดปุ่มสีแดง ฝั่งซ้าย ด้านหลัง
พวงมาลัย แต่ในรุ่น 1.8 ลิตร ทุกคัน ยังต้องเสียบกุญแจกับคอพวงมาลัยฝั่งขวาแล้วบิดสตาร์ต ตามเดิม

รวมทั้งยังมีการปรับตำแหน่งของคันเกียร์  ให้เลื่อนเข้ามาอยู่ใกล้มือผู้ขับขี่มากขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย



ชุดมาตรวัด ยังคงเป็นแบบ 2 ชั้น เหมือน Civic FD รุ่นก่อน ทีมออกแบบยังคงอ้างว่า มันมีประโยชน์ในด้าน
การช่วยลด การเคลื่อนที่ของสายตาในการมองเพื่อรับทราบข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นจากชุดมาตรวัด และช่วยลด
ระยะเวลาในการรับรู้ข้อมูลให้กับผู้ขับ แผงมาตรวัดเรืองแสงสีฟ้าพื้นสีขาว จะเรืองแสงขึ้นมาอัตโนมัติเพื่อ
ต้อนรับผู้ขับขี่ในขณะที่ก้าวขึ้นไปนั่งยังตำแหน่งคนขับ และจะสว่างขึ้นครบ 100% เมื่อติดเครืองยนต์

ชุดมาตรวัดแบบนี้ ก็ยังคงมีส่วนในการบอกผู้ขับขี่ไปในตัวว่า คุณปรับตำแหน่งพวงมาลัยถูกต้องหรือไม่
เพราะถ้าปรับให้ถูกต้องกับสรีระของคุณ ขอบด้านบนของพวงมาลัย ต้องอยู่กึ่งกลาง ระหว่าง มาตรวัด
ความเร็ว และชุดมาตรวัดรอบ ไม่บังส่วนใดส่วนหนึ่ง ของมาตรวัดทั้งคู่เลย

นอกจากนี้ Civic ใหม่ ยังติดตั้งระบบ Eco Assist เหมือนเช่นใน CR-Z CR-V StepWGN และ 
Odyssey เป็นโปรแกรมการขับขี่ ที่ออกแบบเพื่อช่วยให้คุณผู้อ่าน สามารถฝึกขับประหยัดน้ำมันได้ 
มีแถบแสดงผล ความประหยัดน้ำมัน เป็นแนวตั้ง ขนาบข้าง ตัวเลขบอกความเร็วรถ จะเปลี่ยนไปตาม
รูปแบบการขับขี่ของคุณเป็นแถบสีฟ้า แสดงว่า คุณขับแบบปกติ ยิ่งเข้มขึ้น แสดงว่ายิ่งเหยียบคันเร่ง
เยอะ แต่ถ้าเป็นแถบสีเขียว แสดงว่า ขับประหยัดขึ้นกว่าเดิม แถบสีนี้จะเปลี่ยนไปมา ตลอดเวลา
สร้างความหรรษาเฮฮาปาจิงโกะ แก่ชาว The Coup Teram ของเราเป็นอันมาก!

อีกทั้งยังมี สวิชต์ เปิด-ปิดโปรแกมการขับขี่ ECON Mode On/Off  ติดตั้งที่ฝั่งขวา ของแผงหน้าปัด
ใต้ช่องแอร์ฝั่งคนขับ ถ้ากดปุ่ม ECON On คันเร่งและลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า Drive-by-Wire ของเครื่องยนต์
จะตอบสนอง ช้าลงนิดนึง โปรแกรมของเกียร์อัตโนมัติ ก็จจะปรับการทำงานให้เน้นเปลี่ยนเกียร์เร็ว
ไม่ลากรอบ รวมทั้งเครื่องปรับอากาศก็จะทำงานน้อยลง เท่าที่จำเป็น เพื่อเพิ่มความประหยัดน้ำมัน
แต่ถ้า กดปุ่ม ECON Off  ทุกการตอบสนอง จะกลับมารวดเร็วว่องไวตามปกติ



ลูกเล่นใหม่ของ Civic FB ที่เพิ่มเข้ามา นั่นคือ จอ Monitor สี ขนาด 5 นิ้ว แสดงข้อมูล ที่เรียกว่า
Intelligent Multi-Information Display (i-MID) ซึ่งจะแสดงผลข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวรถ นาฬิกา
และข้อมูลจากชุดเครื่องเสียง แม้กระทั่งหน้าปกของอัลบั้มเพลงนั้นๆ อีกทั้งยังสามารถที่จะปรับตั้ง
การทำงานของระบบไฟฟ้าต่างๆ ในรถ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวคุณเอง หรือจะใส่ภาพ
หน้าจอเป็น Wallpaper ตามต้องการ จากไฟล์ภาพที่คุณต้องโหลดใส่จาก Flash Drive USB ก็ได้
(รุ่นมาตรฐาน ทำได้ แต่ทั้ง 2 รุ่น ท็อป ที่มีระบบนำทาง อย่างที่เห็นอยู่นี้ ทำไม่ได้จ้า)

การควบคุม ทำได้จาก สวิชต์ บนพวงมาลัยฝั่งซ้ายมือ ทั้งหมด คิดไม่ออก บอกไม่ถูก ไปเริ่มต้นที่
ปุ่ม Menu จากนั้น เลื่อน ซ้ายๆ ขวาๆ ขึ้นๆ ลงๆ ตามอัธยาศัย ลองเล่นดูแป๊บเดียว ก็จะใช้งานได้
ง่ายดายมาก เปลี่ยนสีได้ 4 เฉดตามภาพข้างบนนี้



เครื่องเสียงในรุ่น 2.0 ลิตร และ 1.8 E NAVI คันที่เรานำมาทดลองขับกันนั้น จะเป็นชุดเดียวกัน ประกอบ
ไปด้วย วิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น CD แบบแผ่นเดียว สามารถรองรับแผ่น CD-Rs WMA และไฟล์
MP3 พร้อมช่อง AUX โดยจะแสดงผลบนหน้าจอ i-MID มีระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็ว
Speed Voulme Control และ ลำโพง 6 ชิ้น (รวมทวีตเตอร์ ที่บริเวณเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ซึ่งออกแบบ
มาให้ดูกลมกลืนกับแผงหน้าปัดรถดี ดุจลำโพงทวีตเตอร์จาก "บ้านหม้อ"

นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ได้ทั้ง USB Flash Drive ติดตั้งอยู่ในกล่องคอนโซลกลาง
รองรับกับอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ iPod , Flash Drive ที่สามารถรองรับการเปิดไฟล์ทั้ง AAC, MP3 หรือ WMA ได้
แถมยังสามารถ เชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth ของโทรศัพท์มือถือหลายรุ่น นอกจากนั้น Bluetooth
ก็ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เล่นเพลง ได้ หรือ เล่นเพลงจากโทรศัพท์มือถือของคุณออกทางลำโพงได้เลย

คุณภาพเสียง? ทำใจครับ ไม่ได้ดีเด่มากมายอย่างที่คิด คือ มันแทบไม่ต่างจาก Civic FD รุ่นเดิมเลย ผมยัง
มั่นใจว่า ถ้าเปิดเท่ียบกันตัวต่อตัว ถอด USB FlashDrive จาก Civic 2.0 มาฟังใน City 1.5 รุ่นปัจจุบัน 
คุณจะรู้ว่า เครื่องเสียงของ City ก็ยังฟังแล้วเสนาะหู มากกว่า ใน Civic ใหม่อย่างแน่นอน!

ส่วนระบบนำทางที่ติดตั้งมาให้นั้น ยังคงเป็นของ Garmin โดยใช้แผนที่ ESRI และเป็นเวอร์ชันที่ดูเหมือนว่า
จะยังไม่ได้ Update ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เป็นชุดเดียวกับที่จะพบได้ใน Honda StepWGN , CR-Z และ
Odyssey ใหม่ ดังนั้น การแสดงแผนที่ ซึ่งปกติแล้ว มันควรจะเป็นรูปกราฟฟิคสวยๆ ในบางครั้ง จะกลายเป็น
ภาพที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ ผลงานวาดภาพฝีมือของ ช้าง ที่ใช้งวงจับพู่กันระบายลงไปบนผืนผ้า....

นี่ยังไม่นับความยากลำบากในการใช้งาน แค่จะหาตำแหน่งที่ตั้ง ของสำนักงานสักแห่ง บนถนนพระราม 4
ผมกรอกแทบตาย จะพิมพ์ชิดติดกันก็แล้ว จะเว้นวรรค เว้นช่องไฟก็แล้ว ระบบก็จะขึ้นรูปนาฬิกาทรายค้นหา
ก่อนจะบอกว่า "ไม่พบข้อมูล" และเป็นอย่างนี้ 6-7 รอบ จนผมอยากจะตะโกนด่าอีระบบเวรตะไลให้ลั่นรถว่า

"ฮ่วย! แล้ว อีถนน ที่มึงแสดงขึ้นอยู่บนหน้าจอเนี่ยที่เราจอดรถกันอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ ติดไฟแดงแล้วชาติเศษๆ
เยี่ยงนี้ ถ้ามันไม่ใช่ถนนพระราม 4 แล้วจะให้เรียกว่าถนนห่าอะไรวะ?" อยากจะจับถอดออกมา เขวี้ยงทิ้ง
ลงถังขยะ กทม. ริมสี่แยกนั่นเสียจริงๆ! โอย ใช้งานยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน!! จะพิมพ์แต่ละทีก็ยาก ถ้า
คิดจะหวังพึ่งพาระบบนี้ มีทางเดียวคือ คุณต้องตื่นแต่เช้าตรู่ แล้วอาบน้ำอย่างใจเย็น ออกจากบ้านช้าๆ ค่อยๆ
ย่างเท้าขวาออกมา ระวังจิ้งจกร้องทัก ก่อนจะเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถช้าๆ แล้วค่อยๆ ติดเครื่องยนต์ ค่อยๆ
พิมพ์ลงไปบนหน้าจอ Touch Screen ช้าๆ ทีละตัว ทีละตัว แล้วต้องคิดเผื่อความโง่ของระบบด้วยนะ ว่า
มันอาจจะถูกโปรแกรม มาให้เขียนชื่อถนน ในแบบที่เราไม่ได้ใช้กันจริงๆ หรือเปล่า เช่น Rama 4 Rd.
อาจต้องเขียนว่า Thanon Phraram 4 (ชิบหาย!!!)

ถ้ามันยากเย็น และต้องใช้ความละเมียดพิถีพิถัน พอๆกับการเตรียมทำขนมไทย ร้านคุณป้าสมรศรี และ
คุณหญิงไขแสง ไขสือ ไขประตู สกรู น็อต ขนาดนี้ ก็ไม่ต้องใช้ (แม่ง) เลยดีกว่า ขับรถออกจากบ้าน แล้ว
โทรถามทางเอาเอง ยังจะสะดวกรวดเร็ว ง่ายดายเสียกว่า!!

ชาว Honda ที่รัก ถ้าคิดจะแถมระบบนำทางมาให้ลูกค้าทั้งที ก็ช่วยเลือกรุ่นที่มันใช้งานง่ายๆ และไม่สับสน
วุ่นวาย จนชวนให้ข้าพเจ้าต้องด่าทอแบบนี้ซะทีเถอะ! ไม่เช่นนั้น ก็ช่วยไป Update เวอร์ชันล่าสุดแถมให้
ลูกค้าทั้งหลาย ก่อนส่งมอบรถไปด้วย จะกราบขอบพระคุณอย่างสูง!

กล่องลิ้นชักด้านหน้า ผู้โดยสารฝั่งซ้าย มีขนาดใหญ่พอประมาณ เอาแค่เก็บ ซองและสมุดคู่มือ กับเอกสาร
ประจำรถ ก็ค่อนข้างกินพื้นที่ไปกว่า 50% แล้ว พอจะเหลือพื้นที่อยู่บ้าง ไม่มากนัก



ส่วนช่องเสียบ USB จะถูกซ่อนอยู่ใน กล่องเก็บของ คอนโซลกลาง พร้อมฝาปิด เป็นที่วางแขนแบบเลื่อน
ขึ้นหน้า - ถอยหลังได้ (ข้อนี้ ถือว่า ทำได้ดี) มีช่องวางแก้ว 2 ตำแหน่ง สามารถเลื่อนตำแหน่งตัวล็อกแก้ว
แบบรางเลื่อนได้ พร้อมฝาปิดแบบเลื่อน เหมือนเช่นรุ่นก่อนหน้านี้ ทั้งรุ่น 1.8 E-Navi และ 2.0 ลิตร จะ
ติดตั้งอุปกรณ์จุดนี้ มาให้แบบนี้ เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น



ทัศนวิสัย เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ Honda ตั้งใจปรับปรุงให้ดีขึ้น หลังมีเสียงบ่นจากลูกค้า และผู้คนที่
ลองขับ รถรุ่นเดิม ว่ามันกะระยะลำบาก คราวนี้ การมองทางข้างหน้าจะชัดเจนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
การปรับงานออกแบบชุดมาตรวัดความเร็วด้านบน ช่วยเพิ่มการมองเห็น และแยกแยะข้อมูลดีขึ้น
ลดแสงสะท้อนที่ทำมุมกับตัวเลข Digital ในบางช่วงเวลาได้ดีขึ้น



ส่วนเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา นั้น ถูกออกแบบให้ดูบางลง 9% แต่ มีพื้นที่การมองเห็นดีขึ้น
36% ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่การกะระยะจากมุมขวาของรถทำได้ดีขึ้น แต่ยังพอมีการบดบัง
รถที่แล่นสวนมาในโค้งขวา บนถนนสวนกันสองเลน อยู่บ้าง แต่ลดน้อยลงกวารุ่นเดิม



ขณะเดียวกัน เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ที่ดูบางลง ยังช่วยให้ การเลี้ยวกลับรถสะดวกขึ้น มองเห็น
รถคันที่แล่นสวนทางมาได้ดีขึ้นนิดหน่อย ถือว่า Honda ตัดสิ นใจถูก ที่ย้ายตำแหน่งของเสาค่ำยัน
A-Pillar จาก

แต่สิ่งที่ยังขัดใจผมอยู่ก็คือ ตำแหน่งของ กระจกมองข้าง มันไม่จำเป็นที่จะต้องติดตั้งมาไว้ชิดกัน
กับตัวผู้ขับขี่มากขนาดนี้เลย ถ้าเลื่อนถอยหลัง ไปอยู่ที่มุมสามเหลี่ยม บริเวณ ขอบล่างของเสา
หลังคาคู่หน้า A-Pilllar จะช่วยให้ไม่ต้องทำกระจกหูช้างเพิ่มเข้ามาโดยไม่จำเป็น เอ๊ะ หรือว่า
ทีมวิศวกร จะลดระดับกระจกหน้าต่างคู่หน้าลงมาได้ไม่สุด เลยต้องทำแบบนี้?

ได้แต่ทิ้งข้อสงสัยในประเด็นนี้ไว้แบบนี้เท่านั้น เพราะครั้นจะให้ผม เลาะแผงประตูของรถออกมา
ก็คงไม่ใช่เรื่องควรทำ หากประกอบกลับเข้าไปไม่เหมือนเดิม อันนี้ งานเข้า พระเสาร์แทรกแหงๆ



ส่วนทัศนวิสัยด้านหลัง การออกแบบพื้นที่กระจกบังลมด้านหลัง มีส่วนช่วยเพิ่มการมองเห็น
บรรดาเพื่อนผู้ร่วมสัญจรที่ขับตามหลังมา มากขึ้นนิดนึง รวมทั้งกระจกหน้าต่างของบานประตู
คู่หลัง ก็มีพื้นที่มากขึ้นนิดนึง เช่นเดียวกัน การกะระยะถอยหลัง ถือว่าทำได้ดีขึ้น แต่นิดเดียว
ถ้าคนที่ชินกับการถอยรถอย่างผม พึ่งพากระจกมองข้างอย่างเดียว ก็เอาตัวรอดได้ แต่สำหรับ
บางคน ที่ยังไม่ชินแบบผม และยังต้องเหลียวหันมองด้านหลังรถกันอยู่ อาจต้องกะระยะดีๆ
หรือไม่ก็ต้องไปขอของแถม จากพนักงานขาย เป็นเซ็นเซอร์ถอยหลังมาสักหน่อยก็ดี



********** รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

แม้ว่า ทีมวิศวกรของ Honda จะบอกว่า Civic FB ถูกสร้างขึ้นบนพื้น Platform ใหม่หมด เพราะมีการหั่นระยะ
ฐานล้อให้สั้นลงกว่าเดิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว Civic FB ก็ถือเป็นการนำโครงสร้างวิศวกรรมของ Civic FD 
มาปรับปรุงใหม่ ให้ดีขึ้นนั่นเอง อีกทั้งในภาพรวม โครงสร้างด้านวิศวกรรมหลักๆ ของเวอร์ชันไทย ก็จะเหมือน
เวอร์ชันอเมริกาเหนือในภาพข้างบนนี้ (เฉพาะรุ่น Sedan 1.8 ลิตร) กันชนิดที่เรียกได้ว่า ยกถอดมาได้เกือบ
ทั้งยวง ยกเว้นอะไหล่บางชิ้นที่จำเป็นของบรรดารถพวงมาลัยซ้ายทั้งหลาย



เริ่มจากการปรับปรุงเครื่องยนต์ ตระกูล R บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งการ
ควบคุมการไหลเวียนของไอดี สู่ห้องเผาไหม้ เพิมเซ็นเซอร์ ควบคุมการไหลเวียนของอากาศที่ทำงาน
ได้ดีขึ้น พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนไอเสีย ลดแรงดันไหลกลับเข้าสู่ระบบฟอกอากาศ
Catalytic Converter  เพิมประสิทธิภาพของระบบ Valve Timing เพิ่ระบบ ACG Generation 
Control ควบคุมไดชาร์จ ให้ชาร์จไฟอย่างเหมาะสม  

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงให้ เครื่องยนต์ ตระกูล R สามารถรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง เบนซินแก็สโซฮอลล์
E85 ได้ ทั้งการเปลี่ยนวัสดุของวาล์ว และบ่าวาล์ว เพื่อเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อน ของเอธานอล
เปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งท่อน้ำมัน และหัวฉีด ให้รองรับเป็นพิเศษ หัวเทียนจุดระเบิด ชุบนิเกิล ปรับปรุงให้
ติดเครื่องยนต์ขณะเครื่องเย็น ง่ายขึ้น โดยตัดการทำงานของระบบ i_VTEC 1 วาล์ว และใช้มอเตอร์สตาร์ท
กำลังสูง ฯลฯ อีกมากมาย

ในเมื่อการพัฒนาและยกระดับเครื่องยนต์ ตระกูล R จนทำผลงานออกมาได้ดีขึ้นจนทัดเทียมกับเครื่องยนต์
K20Z2 เวอร์ชันที่วางใน Civic FD รุ่นเดิมได้แล้ว เหตุไฉน จึงต้องยืนยันใช้เครื่องยนต์เดิมให้มันสิ้นเปลือง
ต้นทุนการขึ้นสายการผลิตด้วยละ?



ว่าแล้ว Honda เลยจัดการปลดเครื่องยนต์ K20Z2 บล็อก 4 สูบ DOHC  16 วาล์ว 1,998 ซีซี 150 แรงม้า (PS)
ออกจากตระกูล Civic ไป แล้วแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ รหัส R20A บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,997 ซีซี
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 81.0 x 96.9 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.6 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด PGM-FI
พร้อมระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC กำลังสูงสุด เพิ่มขึ้นเป็น 155 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิด
สูงสุด 19.4 กก.-ม. ที่ 4,300 รอบ/นาที ติดตั้งทดแทน มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ แต่มีการปรับ
อัตราทดเกียร์ให้ แตกต่างจากรุ่น 1.8 ลิตร นิดหน่อย



ส่วน รุ่น 1.8 ลิตร จะยืนหยัดอยู่กับเครื่องยนต์ รหัส R18A บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,798 ซีซี
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 81.0 x 87.3 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.6 : 1 เท่ากัน จ่ายเชื้อเพลิงด้วย
หัวฉีด PGM-FI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC 141 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด
17.7 กก.-ม.ที่ 4,300 รอบ/นาที



รุ่นเครื่องยนต์ R20A จะมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ ให้เลือกเพียงแบบเดียว พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์
แบบ Paddle Shift ที่ด้านหลังของพวงมาลัย ฝั่งซ้ายเป็นแป้น - ลดตำแหน่งเกียร์ ฝั่งขวาเป็นแป้น + ตบเพื่อ
เพิ่มตำแหน่งเกียร์ ส่วนฐานรองเกียร์ จะมีแค่ P R N D และ S (Sport Mode) ล็อกตำแหน่งเกียร์ ลากรอบ
ได้สูงขึ้นนิดนึง อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1 .............................2.651
เกียร์ 2 .............................1.516
เกียร์ 3 .............................1.081
เกียร์ 4 .............................0.772
เกียร์ 5 .............................0.566
เกียร์ถอยหลัง .....................2.000
อัตราทดเฟืองท้าย ................4.562

ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ R18A มีระบบส่งกำลังให้เลือกได้ทั้งเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ อัตราทดเกียร์ จะแตกต่าง
จากเกียร์ลูกเดียวกัน ของรุ่น 2.0 ลิตร แถมมีตำแหน่งเกียร์ D3 2 และ 1 มาให้ จนชวนให้นึกถึงตำแหน่ง
เกียร์อัตโนมัติ ของ Honda Accord ตาเพชร รุ่นปี 1990 !!!...อัตราทดเกียร์ที่ต่างกัน มีดังนี้

เกียร์ 1 .............................2.666
เกียร์ 2 .............................1.534
เกียร์ 3 .............................1.021
เกียร์ 4 .............................0.920
เกียร์ 5 .............................0.524
เกียร์ถอยหลัง .....................1.956
อัตราทดเฟืองท้าย ................4.437

และ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ที่ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำรีวิวของรุ่นเกียร์ธรรมดา แต่เราก็มีตัวเลขอัตราทด
ของเกียร์ลูกนี้ และเฟืองท้าย มาให้ได้ศึกษากัน ดังนี้

เกียร์ 1 .............................3.142
เกียร์ 2 .............................1.869
เกียร์ 3 .............................1.235
เกียร์ 4 .............................0.948
เกียร์ 5 .............................0.727
เกียร์ถอยหลัง .....................3.307
อัตราทดเฟืองท้าย ...............4.294


นอกเหนือจากนี้ วิศวกรของ Honda ยังให้ความสำคัญกับเรื่องอากาศพลศาสตร์ บริเวณใต้ท้องรถ เพื่อช่วย
ให้ตัวรถ ลู่ลม และต้านอากาศน้อยที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะส่งผลถึงประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ที่จะ
เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การบริโภคน้ำมันเชื้เพลิงจะลดลง ประหยัดมากขึ้น

พื้นที่บริเวณใต้ท้องรถถูกออกแบบให้มีลักษณะที่แบบเรียบ ช่วยให้การไหลผ่านของลมไปยังส่วนต่างๆ
ทั้งด้านบน ด้านล่าง และรอบๆ ตัวรถ มีประสิทธิภาพดีขึ้น ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานลดลง
3.4% เมื่อเปรียบเทียบกับ Civic FD รุ่นเดิม การออกแบบตัวควบคุมลมที่อยู่ด้านใต้เปลือกกันชนหน้า
ซึ่งจะทำให้ทิศทางการไหลของลมเข้าสู่เครื่องยนต์ ช่วยในเรื่องการระบายความร้อนดีขึ้น อีกทั้งยังมี
การใช้พลาสติกที่มีน้ำหนักเบาติดตั้งอยู่ด้านล่างของห้องเครื่องยนต์  ถังน้ำมัน กับชิ้นส่วนบริเวณตัวถัง
ด้านท้าย ซึ่งทำให้การไหลผ่านของลมใต้ท้องรถดีขึ้น  ลดอัตราการปล่อยไอเสีย, การควบคุมรถและ
การทรงตัวในย่านความเร็วสูง และลดเสียงดังรบกวนที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร

เอาละ อ่านรายละเอียดของตัวรถมามากพอแล้ว มาดูตัวเลขกันเลยดีกว่า ว่า Civic ใหม่ จะทำผลงาน
ออกมาได้ดีกว่ารุ่นเก่ามากน้อยแค่ไหน เราทำการทดลองจับเวลาหาอัตราเร่งกันในยามดึกสงัดเช่นเคย
คือ นั่ง 2 คน เท่านั้น (ผมกับ คุณกล้วย BnN แห่ง The Coup Channel) เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า 
กระแสลมปะทะด้านข้าง ต้องสงบ หรือน้อยที่สุด ถนนที่เราใช้ทดลอง จะโล่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 
ถึงขั้น ปราศจากรถกันชั่วขณะ และตัวเลขที่ Civic FB ใหม่ ทำได้ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด มีดังนี้









จากตัวเลขในตารางทั้งหมด คุณผู้อ่านจะเห็นว่า รุ่น 1.8 ลิตรนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ Civic FD 1.8 ลิตร
ที่ใช้เครื่องยนต์เดียวกัน แต่เป็นเวอร์ชันเก่ากว่า จะแรงขึ้นกว่าเดิม นิดเดียว ตัวเลขดีขึ้นราวๆ 0.5 วินาที
และแม้จะถือว่าแรงกว่ารถยนต์ พิกัด 1.8 ลิตร ทุกรุ่นในตลาด อย่างไรก็ตาม อัตราเร่งก็ยังไม่สามารถโค่น
แชมป์ในพิกัด อย่าง Corolla ALTIS 1.8 CVT ลงได้เลยอยู่ดี

ส่วนตัวเลขในรุ่น 2.0 ลิตร นั้น เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก ที่การจับเวลาอัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระหว่าง
รถรุ่นเดิม ปี 2005 กับรถรุ่นใหม่ ปี 2012 ออกมาได้ตัวเลขค่าเฉลี่ย 10.38 วินาที เท่ากันพอดีเป๊ะ! Deja vu ไปไหม?
แต่พอเป็นช่วงเร่งแซง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว รถรุ่นใหม่ ทำได้ฉับไวกว่า ราวๆ 0.25 วินาที ถือว่า ตัวเลข
สมรรถนะ ออกมา พอๆกันกับรุ่นเดิม ไม่หนีกันมากนัก แม้จะเปลี่ยนจากระบบขับวาล์ว SOHC มาเป็น DOHC
ก็ตาม กระนั้น ก็ยังไม่อาจโค่นแชมป์ในกลุ่มนี้อย่าง Toyota Corolla ALTIS 2.0 CVT ได้ รายนั้นเขาแรงจริงๆ

สรุปได้ว่า ตัวเลขที่ออกมาของ Civic FB นั้น ถือว่า แรงเป็นอันดับต้นๆของตลาด อาจด้อยกว่าชาวบ้านเขา
ก็แค่ไม่กี่เสี้ยววินาที  ทั้งรุ่น 1.8 และ 2.0 ลิตร แต่ท้อปสปีดจะด้อยลงกว่ารุ่นเดิม



ในการขับขี่จริงๆ การตอบสนองของรุ่น 1.8 ลิตร มันก็ยังไม่ได้สร้างความแตกต่างไปจาก Civic FD 1.8 เดิม
เท่าใดนักหรอกครับ แหงละ เครื่องยนต์เดียวกันนี่หว่า แม้จะปรับปรุงรายละเอียดภายในนิดหน่อย และตัวเลข
0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็ไวกว่าเดิม 0.5 วินาที แถมอัตราเร่งแซง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็เร็วกว่าถึง
1 วินาที แต่สิ่งที่จะทำให้คุณไม่รู้สึกว่ามันต่างไปจากเดิมเลย ก็อยู่ที่ แรงดึงนั่นละครับ ที่มีมาให้ในระดับพอกันกับ
รุ่นเดิมเลย แถมยังมีพละกำลังในช่วงหลัง 5,000 รอบ/นาที ก็ยังมีมาให้ได้แอบยิ้มที่มุมปากกันนิดๆ อย่างเคย

ช่วงเร่งแซงรอบกลางๆ ถือว่าทันใจขึ้นกว่าเดิมนิดเดียว การรอลุ้น ระหว่างแซงรถสิบล้อคันข้างหน้า จะใช้เวลา
น้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ะพอช่วงหลังจาก 160 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป หรือหลังช่วง 5,500 รอบ./นาที
ขึ้นไป เป็นช่วงใกล้จะเปลี่ยนจาก เกียร์ 3 ขึ้นเกียร์ 4 รอบเครื่องยนต์ ก็เริ่มเพิ่มขึ้นจะช้าลง และทำให้ความเร็ว
เพิ่มขึ้นช้าลงตามไปด้วย ยิ่งพอเข้าเกียร์ 4 ที่ความเร็ว 172 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไปแล้ว ทีนี้ ปลายหวีเหี่ยวกันเลย
ต้องใช้เวลานานมาก และต้องมานั่งลุ้นกันนานมากๆ ว่า ความเร็วสูงสุด มันจะไปจบที่ตัวเลขเท่าไหร่

ผมออกจะกลัว รถที่ทำความเร็วสูงสุดด้วยตัวเลขสูงๆ แต่ กว่าจะไต่ขึ้นไปถึงความเร็วจุดนั้นได้ ต้องใช้เวลานาน
และชวนให้ต้องลุ้นกันนานๆ ทั้งลุ้นว่า เมื่อไหร่หนอ ตัวเลขมันจะหยุดนิ่งซะที (โว้ย) แล้วก็ต้องมานั่งลุ้นว่า
จะมีพวกขับงี่เง่า ออกมาอยู่เลนขวา ตัดหน้าจนทำให้ต้องเบรกกระทันหันกันไหม? แต่ Civic ใหม่ ก็ใช้เวลา
ไต่ขึ้นไปถึงความเร็วสูงสุด หลัง จาก 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง นานอยู่เหมือนกัน

เท่ากับว่า อัตราเร่งจองรุ่น 1.8 ลิตร ถือว่า ไม่อืดอาด ใช้การได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องมั่นใจว่าจะเลือกรุ่นนี้จริงๆ
และไม่คิดจะข้ามรุ่น ไปจ่ายเงินแพงขึ้น แล้วเลือก Civic 2.0 นะครับ ไม่เช่นนั้น คุณอาจจะรักชอบ
พละกำลังของรุ่น 2.0 ลิตรมากกว่า ก็เป็นได้



มาดูรุ่น 2.0 ลิตร กันบ้าง อัตราเร่ง ในช่วงออกตัว เกียร์ 1 มันขึ้นช้าไม่ได้ต่างจากรุ่น 1.8 นักหรอกครับ แต่ความ
แตกต่างจะเกิดขึ้น ทันทีที่เริ่มเข้าสู่ช่วงรอยต่อจากเกียร์ 1 เข้าสู่เกียร์ 2 แล้วหลังจากนั้น อัตราเร่งก็จะเริ่มไหล
มาอย่างต่อเนื่อง และจะแรงกำลังสนุก ในช่วงรอบเครื่องยนต์ปลายๆ อันเป็นบุคลิกประจำที่พบได้ในเครื่องยนต์
ของ Honda ส่วนใหญ่ และ...จะบอกให้เลยว่า มันแทบไม่ได้แตกต่างไปจาก เครื่องยนต์ K20A DOHC ตัวเดิม
ที่ถูกปลดประจำการออกไปนั่นเลย!

อัตราเร่ง มาอย่างทันเท้า ทันใจ แม้แต่ช่วงเวลาที่ต้องการเร่งแซง แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างน่าชมเชยคือ มีการปรับปรุง
ให้สมองกลเกียร์ "ทำงานฉับไวในความเร็วที่เหมาะสม" แล้ว ไม่ใช่แค่ เกิดอาการคันนิ้วเท้าอันเกิดจากเชื้อรา
ในร่มผ้า จนต้องเอาขอบเล็บนิ้วโป้งเท้าขวาไปเสียดสีถูไถกับด้านข้างนิ้วชี้เท้าขวาด้วยกันปุ๊บ เกียร์ตบเปลี่ยน
ลงให้ทันที 1 จังหวะ อย่างใน Civic FD 2.0 ตอนนั้น ผมขับรถรุ่นนี้ไปด้วยความรำคาญมาก ออกปากด่าเลย
"บ้านป้ามึงซิ จะรีบเปลี่ยนเกียร์ทำห่านอะไร แค่คันนิ้วตีนเฉยๆ มึงก็รีบถวายชีวิตเปลี่ยนเกียร์ให้ กลัวโดน
กูกระทืบหรือยังไงฟะ ไอ้แช่แฟ้บ !?

พอเป็น Civic 2.0 FB อาการที่ว่า หายไป การเปลี่ยนเกียร์ ฉลาดขึ้น และ ทันต่อความต้องการจริงๆมากขึ้น
บทที่เกิดการคันนิ้วตีน กระดิกคันเร่งลงไปนิดๆ เกียร์จะไม่ตอบสนองอะไร จนต้องแตะเพิ่มน้ำหนักลงไป
อีกนิดนึง จึงจะเปลี่ยนเกียร์ให้ เออ อย่างนี้ค่อยคุยกันรู้เรืองหน่อย ฉันไม่ใช่ ซูสีไทเฮา ที่แกจะต้องรีบมา
เปลี่ยนเกียร์เอาใจถวายชีวิต ราวกับกลัวโดนสั่งตัดหัวประหาร 7 ชั่วโคตรขนาดนั้น...ต้องแบบนี้ครับ กำลังดี
แล้วยิ่งในช่วงรอบกลางๆ จนถึง ปลายๆ อัตราเร่งที่มีให้นั้น สบายเหลือเฟือ พอจะพาคุณพ้นจากสถานการณ์
ไม่พึงประสงค์ต่างๆนาๆได้ ตามเคย

วัยรุ่นคนไหน ที่บอกว่า เครื่องยนต์ SOHC (Single Camshaft) สู้ เครื่องยนต์ DOHC หรือ Twin Cam ไม่ได้
เครื่องยนต์ R20A นี่แหละ คือ หลักฐานชิ้นสำคัญ ที่จะมาหักล้างความเชื่อในใจคุณ มันไม่ใช่แค่ตัวเลขในตาราง
เท่านั้น ที่ไม่ต่าง หากแต่ยังรวมถึงแรงดึงและการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของความเร็วรถ จากการขับขี่จริง ที่แทบ
ไม่ได้แตกต่างกันเลย อีกด้วย! ดังนั้น น้องๆที่รักทั้งหลาย อย่าดูแค่ ตารางสเป็กอย่างเดียวนะจ้ะ ต้องลองขับด้วย
จึงจะเห็นข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งต่อให้กางโบรชัวร์ ตีลังกาหลายตลบ ก็จะไม่มีทางรู้ จนกว่าจะได้ขับจริงๆ !!

แต่ สังเกตว่า ลักษณะ การเพิ่มขึ้นของความเร็วรถนั้น ทั้งรุ่น 1.8 ลิตร และ 2.0 ลิตร จะคล้ายคลึงกันมากๆ จน
ต้องใช้นาฬิกาจับเวลามาช่วย จึงจะเห็นความแตกต่าง ว่า รุ่น 2.0 ลิตร ยังไงๆ ก็เร็วกว่า 1.8 ลิตร วันยังค่ำอยู่ดี

ส่วนความเร็วสูงสุด คราวนี้ได้ยินมาลอยๆ ว่า Honda เลืกใช้วิธีการล็อกความเร็วสูงสุดเอาไว้ ที่ระดับ 200
กิโลเมตร/ชั่วโมง ดังนั้น ถ้าคุณออกรถจากโชว์รูมเดิมๆ มา ถ้าจะหวังตัวเลขระดับ 225 - 227 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อย่างที่เคยทำได้กับ Civic FD 2.0 บอกได้เลยว่า "เจ้าอย่าหวัง" แค่ 209 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั่นก็เกินจะพอแล้ว
รถยนต์บ้านๆแบบนี้ พี่จะเร่งท็อปสปีดให้เร็วไปกันทำไมนักหนาาาาา!



ระบบบังคับเลี้ยว ยังคงเป็นพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน ก็จริง แต่ Honda เลือกจะเปลี่ยนให้
รุ่น 1.8 ลิตร มาใช้ระบบเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า เหมือนเช่นรุ่น 2.0 ลิตร กันเสียที ด้วยเหตุผล
ที่ว่า ระบบพวงมาลัยแบบนี้ จะไม่กินแรงเครื่องยนต์ ลดการสูญเสียกำลังในระบบขับเคลื่อนลงได้
ในทางตรง และทางอ้อม แถมคราวนี้ ยังเพิ่มระบบควบคุมการบังคับทิศทางพวงมาลัย (Motion
Adaptive Electric Power Steering System หรือ MA-EPS) มาให้ด้วย

งิธีการทำงานของระบบนี้ ก็เข้าใจไม่ยาก ระบบจะช่วยเพิ่มอาการ ขืนพวงมาลัย ให้ผู้ขับขี่มากขึ้น
ถ้าเลี้ยวเข้าโค้งขวา พวงมาลัยจะพยายามขืนตัวมาทางซ้ายให้มากขึ้นนิดๆ ให้พอดีกับการหักเลี้ยว
ของผู้ขับขี่ และยิ่งถ้า ติดตั้งกับรุ่น 2.0 ลิตร ซึ่งมีระบบสารพัดตัวช่วย ระบบ EPS ก็จะประสาน
การทำงานเข้ากับระบบ VSA ทั้งหมด เพื่อคำนวน หาการหมุนพวงมาลัยที่เกิดขึ้น กับความเร็ว
ของรถ แถมยังเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ของ ABS เพื่อดูว่าจะต้องช่วยส่งแรงต้าน ไปขืนพวงมาลัย
ขณะรถเสียหลัก แค่ไหน

นอกจากนี้ วิศวกรของ Honda ยังได้ปรับปรุงตำแหน่งการติดตั้ง เสริมความแข็งแรงของจุดยึดชุด
แร็คพวงมาลัย กับพื้นตัวถัง ไปจนถึงการปรับปรุงการตอบสนองทั้งในช่วงความเร็วต่ำ และช่วง
ความเร็วสูง ให้เป็นธรรมชาติ และใกล้เคียงกับพวงมาลัย เพาเวอร์ แบบไฮโดรลิก ในรุ่นก่อนๆ

ในการขับขี่จริง ช่วงความเร็วต่ำ ขณะขับคลาน หรือหาที่จอดในตัวเมือง พวงมาลัยมีความหนืด
อยู่ในเกณฑ์น้อย น้ำหนักเบา หมุนคล่องมือกำลังดี ซึ่งเป็นลักษณะพวงมาลัยแบบที่ สุภาพสตรี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาสาวออฟฟิศ ซึ่งเป็นลูกค้าที่อุดหนุน Civic FD เยอะมากๆ จะชื่นชอบ
พวงมาลัยแบบนี้ เพราะบังคับควบคุมง่าย และพาให้รถมุดไปตามใจปราถนา ได้ง่ายดาย สบาย
เพิ่มขึ้นนิดนึง ถ้าเปรียบเทียบจาก รุ่น FD เดิม

แต่สำหรับผม ในฐานะผู้ชาย หากเคยขับรุ่น 2.0 ลิตร มาก่อน ก็คงจะพบว่า พวงมาลัย ตอบสนอง
ได้ใกล้เคียงกับรถรุ่นเดิม พอจะจับได้ว่า มีแรงขืนพวงมาลัย ขณะเลี้ยว เพิ่มจากพวงมาลัยไฟฟ้า
ใน Civic FD 2.0 เดิม นิดเดียว และต้องสังเกตกันจริงๆ จึงจะพบ

แต่ถ้าเคยขับ Civic FD รุ่น 1.8 ลิตรมาก่อน อาจจะต้องปรับความคุ้นเคยกันอีกนิด เพราะความหนืด
ของพวงมาลัย EPS มันยังไม่อาจเทียบเท่าได้กับพวงมาลัยเพาเวอร์กลไกไฮโดรลิกในรุ่นเดิม ซึ่งมี
ความหนืดที่เหมาะสมกว่า หากจะต้องขับทางไกล

สิ่งที่ยังต้องแก้ไขกันอยู่บ้าง ก็คือ ในช่วงความเร็วเดินทาง ยังพอจะมีอาการแวบซ้าย-ขวา นิดๆหน่อยๆ
ให้พอได้สัมผัส ขณะขับขี่เดินทางไกล ในแบบเดียวกับที่พบเจอได้ใน Mazda 3 ใหม่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับ
สภาพพื้นผิวถนน ละกระแสลมปะทะด้านข้างในขณะนั้นด้วย เพราะในช่วงที่ลมสงบนิ่งๆ จะไม่ค่อย
เจออาการดังกล่าว

ความแม่นยำในการบังคับเลี้ยว ก็ทำได้ดีไม่แพ้รุ่นเดิม  สั่งแค่ไหน เลี้ยวตามแค่นั้น ยิ่งถ้าเป็นทางตรง
บนถนนที่เรียบและนิ่ง พวงมาลัยจะไม่วอกแวกชวนสะกิดใจใดๆเลย แสดงว่า จริงๆแล้ว พวงมาลัย
ปรับเซ็ตมาดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่จะว่าไปแล้ว มันควรจะมีความตึงมือ และ On-Center Feeling ที่นิ่ง
มั่นใจกว่านี้อีกนิดนึง ลดระยะฟรี ที่น้อยอยู่แล้ว ลงไปกว่านี้อีกนิดเดียว การตอบสนองของพวงมาลัย
ไฟฟ้า ในภาพรวมจะดีขึ้นกว่านี้ได้อีก ภาพรวมถือว่า พวงมาลัยของ Civic ใหม่ อยู่ในเกณฑ์ ค่อนข้างดี
อาจยังไม่เทพมากขนาด พวงมาลัยของ Ford Focus , Mitsubishi Lancer EX , Chevrolet 
Cruze ถือว่าเสมอตัว หนืดมั่นใจกว่า Nissan Sylphy นิดนึง และทำได้ดีกว่า Toyota Corolla ALTIS



ระบบกันสะเทือนได้รับการปรับปรุงใหม่ ด้านหน้ายังคงเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต แต่ด้านหลังมีความ
เปลี่ยนแปลง จากแบบ ปีกนกคู่ Duble Wishbone มาเป็นแบบ Multi-Link มีการปรับปรุง ทั้งการเพิ่มช่วง
ระยะชักของช็อกอัพ ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลกว่าเดิมขึนอีกนิด เพิ่มความสามารถในการรองรับ
น้ำหนักของบุชยางต่างๆ และ ลดการเสียดสีในแกนช็อกอัพ

การดูดซับแรงสะเทือนในช่วงความเร็วต่ำ ขณะขับผ่านลูกระนาด หรือหลุมบ่อเล็กๆตามตรอกซอยต่างๆ
แม้จะดีขึ้นกว่า Civic FD เดิม แต่ก็แค่นิดนึง ยังสัมผัสได้ถึงความตึงตังอยู่บ้างนิดๆ ไม่ว่าจะเป็นล้อ 16 นิ้ว
ในรุ่น 1.8 ลิตร หรือล้อ 17 นิ้วในรุ่น 2.0 ลิตร ก็ตาม แต่เวลาขับผ่านลูกระนาดต่างๆ ถ้าไม่ได้ออกแบบมา
เป็นไม้หน้าสาม วางรองพื้นเฉยๆ แต่เป็นลูกระนาดแบบพื้นปูน ก็จะยังสัมผัสการซับแรงสะเทือนที่
ถือว่า พอใช้ได้ตามสไตล์ Honda

ขณะที่ช่วงความเร็วเดินทาง และความเร็วสูงนั้น ช่วงล่างของ Civic ใหม่ ให้ความมั่นใจที่ดีขึ้นเล็กน้อย
ในช่วงที่หาตัวเลขความเร็วสูงสุดนั้น มีช่วงหนึ่ง ซึ่งผมจำเป็นต้องพาเจ้า Civic 1.8 เข้าโค้งยาวต่อเนื่อง
บนทางด่วน ช่วงเส้นเชียงราก ขากลับเข้าเมือง ไปด้วยระดับความเร็วที่สูงมากถึง 203 กิโลเมตร/ชั่วโมง
และ Civic ใหม่เอง ก็ผ่านบททดสอบโหดๆ นั้นได้อย่างฉิวเฉียด!

การเปลี่ยนเลนกระทันหันที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง หักซ้าย ไปขวา  อย่างเหมาะสม ไม่เร็วไป
ทิ้งระยะ ให้รถถ่ายน้ำหนักกลับมานิ่ง ตั้งตรงเสียก่อน แล้วค่อนหักเลี้ยวจากเลนขวา ไปซ้าย จะพบว่า
อาการดีดดิ้นของบั้นท้าย น้อยลงจาก Civic FD ชัดเจน คุมอาการบั้นท้ายดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นแบบฉีก
จนน่าประทับใจขนาดนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระบบกันสะเทือน มีส่วนช่วยให้ตัวรถ บังคับควบคุม
ได้คล่อง และง่ายขึ้นกว่ารุ่นเดิม ชัดเจน แต่ไม่เยอะนัก มาในแนว ตึงตังเล็กๆช่วงความเร็วต่ำๆ แต่
นุ่มหน่อยๆ ในย่านความเร็วสูง แต่ไม่แน่น ไม่ถึงกับหนึบมาก เซ็ตมาปานกลาง กำลังดี อันเป็น
สไตล์การเซ็ตช่วงล่าง แบบ Honda ที่พบได้ในรถของพวกเขาหลายๆรุ่น

ระบบห้ามล้อของทุกรุ่นเป็น ดิสก์เบรก 4 ล้อ เฉพาะคู่หน้า มีรูระบายความร้อนมาให้ เสริมการทำงาน
ด้วยระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบกระจาย
แรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) และระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน หรือ
Brake Assist เฉพาะรุ่น 2.0 ลิตร จะเพิ่มระบบควบคุมเสถียรภาพ VSA (Vehicla Stability Assit) ซึ่ง
ทำหน้าที่แบบเดียวกับระบบ VSC นั่นเอง และมีระบบ TCS (Traction Control System) เสริมเข้ามา
ให้อีกด้วย

การตอบสนองของระบบเบรกในภาพรวมนั้น ไว้ใจได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม แป้นเบรกตอบสนองดีมาก
หยุ่นเท้าพอประมาณ มีระยะเหยียบที่ไม่ลึก ไม่ตื้นจนเกินไป เหยียบแค่ไหน รถก็หน่วงความเร็ว
ลงให้แค่นั้น เบรกค่อนข้าง Linear ดี ถือว่า เป็นพัฒนาการที่ทีมวิศวกร ทำได้ดี แป้นเบรก นอกจากนี้
ระบบ Brake Assist ก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างรวดเร็วปานกลาง คือ แค่เหยียบเบรกไว้ในตำแหน่ง
ใดตำแหน่งหนึ่ง เบาๆ ไม่ต้องกดลงไปลึก เหยียบหรือแตะให้นิ่งไว้ รถจะยิ่งหน่วงและชะลอตัว
เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าเหยียบลึกและแช่ยาว จะเห็นความแตกต่างชัดขึ้น

ยิ่งช่วงที่จะต้องหน่วงรถลงมา จากย่านความเร็วสูง ระดับ 180 - 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลงมา อยู่ที่
ระดับ 80 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่า ทำได้อย่างดี หนักแน่น นิ่ง และมั่นใจได้เลยทีเดียว ถ้าคิดว่า
มันเป็นระบบเบรกสำหรับรถยนต์ Compact บ้านๆ สักรุ่นแบบนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเลยละ แต่
ถ้าต้องการความมั่นใจมากยิ่งขึ้นกว่านี้ ใครจะไปปรับแต่งเพิ่มเอาเองในภายหลัง ก็ตามสบาย



โครงสร้างตัวถังของ Civic ใหม่ ยังคงเป็นแบบ Unit-body (ก็ Monocoque เชื่อมติดกันเป็นชิ้นเดียว
นั่นแหละ) ถูกออกแบบให้เพิ่มการใช้เหล็กที่มีความแข็งแรงสูง หรือ High - Strength Steel มากถึง
55% จากโครงสร้างทั้งคัน ขณะที่รุ่น FD เดิม มีปริมาณการใช้เหล็กประเภทนี้แค่ 50% จากโครงสร้าง
ทั้งคันเท่านั้น วิธีการนี้ ช่วยลดน้ำหนักให้เบาขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 7% และถึงแม้ว่าโครงสร้างตัวถังจะ
เบาขึ้น แต่มีความทนทานต่อการบิดตัวดีขึ้นถึง 10% และยังใช้แนวคิดการปรับปรุงโครงสร้างตัวถัง
ในแบยบ G CON มาใช้ร่วมด้วย เหมือนเช่น Civic รุ่นเดิม ส่วนรายละเอียดการปรับปรุงต่างๆ
ก็เป็นไปตามภาพ สไลด์ ที่ทาง Honda จัดทำให้พวกเราได้ชมกันนี้



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

สิ่งที่ทำให้หลายๆคน ถึงกับบ่น Civic FD รุ่นก่อนกันขรม ก็คือ มันเป็นรถยนต์นั่งที่ให้ความประหยัด
น้ำมันขณะขับทางไกลได้ดีมาก แต่พอเป็นการขับขี่ในเมือง การณ์จะกลับตาลปัตร มันจะกลายร่างเป็น
รถยนต์ขนาดกลางที่กินน้ำมัน พอกันกับ รถยนต์ขนาดใหญ่กว่า เลยทีเดียว

ปี 2006 ผมทดลองอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของ Civic FD 1.8 ลิตร ได้ 15.2 กิโลเมตร/ลิตร ส่วนรุ่นท็อป
2.0 ลิตร ทำได้ 14.7 กิโลเมตร/ลิตร คราวนี้ มาดูสิว่า ด้วยมาตรฐานการทดลองดั้งเดิมของเรา นั่นคือ เติม
น้ำมันเบนซิน 95 ขับ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และนั่ง 2 คน ซึ่ง เหมือนเดิมทุกประการ Civic FB
จะทำตัวเลขความประหยัดได้ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน? ได้เวลาที่เราจะพิสูจน์กันแล้วละ ว่าความพยายาม
ในการพัฒนา เพื่อช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิมนั้น จะเห็นผลเป็นรูปธรรม
ได้แค่ไหน?

ผมนำ Civic ทั้ง 2 คัน ไปเติมน้ำมันเบนซิน 95 TECHRON ที่สถานีบริการน้ำมัน Caltex ถนนพหลโยธิน
ฝั่งตรงข้ามซอยอารีย์ และถัดจากสถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ แค่เพียงเดินถึงกันไม่กี่ก้าว ตามเคย เราเติม
น้มันเบนซิน 95 ในการทดลอง เช่นเดียวกับรถยนต์เบนซิน ทุกคัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเราเพิ่งจะ
เปลี่ยนมาใช้ Caltex กันตั้งแต่ช่วง 2 ปีก่อน เพราะ Caltex เป็นบริษัทเดียว ที่ยังขายน้ำมันเบนซิน 95 อยู่



แน่นอน เราต้องเติมและกรอกน้ำมัน จนถึงขั้น หยอด ไป ขย่ม เขย่ารถไป เพื่ออัดให้น้ำมันล้นเอ่อขึ้นมา
จนเต็มล้นแน่นปรี่ ชนิดที่ เอาไม้เสียบลูกชิ้น ดันลิ้นกันกระฉอกลงไป ก็ไม่มีทางเติมให้เต็มเกินกว่านี้อีก
ซึ่งก็ใช้เวลาในการเติมน้ำมันต่อครั้ง มีราวๆ ครึ่งชั่วโมง



เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ จนเต็มแน่นเอ่อขึ้นมา เราปิดฝาถัง คาดเข็มขัดนิรภัย เซ็ตตั้งค่า ของระบบคำนวน
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในรถ เพื่อเช็คความเพี้ยน เป็นการสอบทานไปในตัว เซ็ต 0 บน Trip Meter A
เพื่อวัดระยะทาง ติดเครื่องยนต์

พร้อมแล้ว เราก็ออกรถ มุ่งหน้าไปเลี้ยวกลับ บนถนนพหลโยธิน เลี้ยวซ้าย เข้าซอยอารีย์ ลัดเลาะไป
ออกปากซอยโรงเรียนเรวดี เลี้ยวซ้าย เข้าถนนพระราม 6 ไปเลี้ยวขวาขึ้นทางด่วน ที่ด่านพระราม 6
ขับมุ่งหน้าไปยังปลายสุดสายทางด่วนอุดรรัถยา (เส้นเชียงราก) ที่ด่านบางปะอิน แล้วเลี้ยวกลับมาขึ้น
ทางด่วนสายเดิมที่ด่านเดิม ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ นั่ง 2 คน

สักขีพยานของเรา ในคราวนี้ เป็นน้องโจ๊ก V10 ThLnD หนึ่งใน The Coup Team ของเรา ซึ่งปกติ
จะมาช่วยงานในด้านการทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นหลัก



เมื่อเข้าเขตเมือง เราลงทางด่วนกันที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้าย กลับเข้าสู่ถนนพหลโยธิน แล้ว
เลี้ยวกลับ เข้าสถานีบริการน้ำมัน Caltex เพื่อเติมน้ำมันเบนซิน 95 TECHRON ที่ปั้มเดิม หัวจ่ายเดิม
และเติมน้ำมันกันด้วยวิธีการเดิม เหมือนกันเป๊ะ ทั้งขาไป และขากลับ



รวมทั้ง การเติมแบบกรอก หยอด ขย่ม เขย่า รถ กันจนน้ำมันเอ่อล้นขึ้นมาถึงปากคอถังแบบนี้
บันทึกมาให้ดูกันอีกครั้ง เพื่อให้รู้ว่า เราทำกันแบบนี้ ทั้งขาไปและขากลับจริงๆ มิได้ทำแบบ
แหกตาขอไปที แต่ประการใด ทำทั้งที ต้องทำให้สมบูรณ์ และอย่างจริงจัง เสมอ



เมื่อคำนวนตัวเลขกันออกมาแล้ว ผลลัพธ์ออกมาดังต่อไปนี้

รุ่น 2.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ

ระยะทางที่แล่นไปบนมาตรวัด Trip Meter A อยู่ที่ 93.0 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.92 ลิตร
เมื่อหารกันแล้ว ได้ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 15.70 กิโลเมตร/ลิตร

ถือว่า ประหยัดขึ้นจาก Civic FD รุ่น 2.0 ลิตร ถึง 1 กิโลเมตร/ลิตร!



รุ่น 1.8 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ

ระยะทางที่แล่นไปบนมาตรวัด Trip Meter A อยู่ที่ 92.2 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.76 ลิตร
เมื่อหารกันแล้ว ได้ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 16.00 กิโลเมตร/ลิตร

ถือว่า ประหยัดขึ้นจาก Civic FD รุ่น 1.8 ลิตร ราวๆ 0.8 กิโลเมตร/ลิตร









และเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน หากเป็นกลุ่ม 1.8 ลิตร แน่นอนครับ เวลานี้ Civic FB
กินขาดคู้แข่งเขาไปทั้งหมด และต่อให้เป้นรุ่น เบนซิน 2.0 ลิตรด้วยแล้ว ก็ถือว่า ประหยัดกว่าใครเพื่อน
ในกลุ่มซามูไรด้วยกันเอง

แต่ถ้านำตัวเลขของ รถยนต์ Diesel Turbo ทั้ง 2 รุ่น ในกลุ่ม อย่าง ford Focus TDCi ตัวเดิม และ Chevy
Cruze 2.0 LTZ Diesel Turbo มารวมไว้ด้วยแล้ว งานนี้ ต้องยกให้ 2 คาวบอยอเมริกันเขาไปจริงๆ เพราะ
ตัวเลขที่ทำได้ มันประหยัดในแบบที่น่าพึงพอใจ

ทีนี้ น้ำมัน 1 ถัง จะแล่นใช้งานได้กี่กิโลเมตร สำหรับ Civic FB แล้ว ยืนยันให้เลยว่า ในรุ่น 1.8 ลิตรนั้น
จะได้ราวๆ 500 - 550 กิโลเมตร เป็นอย่างเก่ง ส่วนรุ่น 2.0 ลิตร นั้น อาจทำได้ถึง 500 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร และนิสัยการขับขี่ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลอีกด้วย



********** สรุป **********
Civic FD + City 2008 + Corolla ALTIS Minorchange = CIVIC FB

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มาร่วมๆ 1 สัปดาห์เต็ม กับรถ 2 คัน ผมก็ขอยืนยันว่า Civic ใหม่ เปรียบได้กับ
พัฒนาการที่เกิดขึ้น จาก iPhone 4 ไปสู่ iPhone 4s...แค่นั้น...ยังไม่อาจถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปเป็น
iPhone 5 ได้อย่างแน่นอน

ทำไม?

อ่ะ ลองมาดูกัน!

โทรศัพท์ iPhone 4 ของ Apple นั้น ถือเป็น iPhone รุ่นแรกที่มีการเปลี่ยนงานออกแบบใหม่ โดยสแตนเลส
เป็นแกนกลาง และเสาอากาศ วัสดุหน้าหลัง เป็นกระจก นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Apple ใช้เทคโนโลยี
หน้าจอละเอียดระดับ Retina Display ซึ่งสายตาไม่สามารถแยกออกได้ คมชัดเท่ากับการอ่านหนังสือจาก
กระดาษ กล้องถ่ายรูปในตัวเป็นแบบ 5 ล้าน Pixel ความละเอียดระดับ 720 HD และมีกล้องด้านหน้าเป็น
ครั้งแรก

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Honda Civic FD ที่เปิดตัวออกสู่ตลาด ในเดือนตุลาคม 2005 รถรุ่นนั้นต้องถือว่าเป็น
พัฒนาการก้าวกระโดด ที่ฉีกแนวออกมาจาก Civic Dimension รุ่นปี 2000 กันไปแบบคนละเรื่อง! ทั้งงาน
ออกแบบภายนอก ที่มีด้านหน้าล้ำยุค ผสมกับบั้นท้ายอนุรักษ์นิยม ดูภูมิฐาน การขยายขนาดตัวรถให้ใหญ่
ขึ้นในทุกสัดส่วน (จนขายดีในสหรัฐฯ และเมืองไทย แต่ขายไม่ออกในบ้านตัวเอง) การนำเครื่องยนต์ใหม่
ทั้งรุ่น R18A ขนาด 1.8 ลิตร และ K20Z2 2.0 ลิตร มาวางในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก แถมยังมีจุดขายที่ แผงหน้าปัด
2 ชั้น ทั้งหมดนี้ ทำให้ตัวรถดูล้ำสมัย และฉีกแนวทางไปจากที่เคยเป็น และเรียกลูกค้าเข้าโชว์รูมได้อุ่นหนา
ฝาคั่ง

แล้ว iPhone 4s ละ...มันก็คือรุ่นปรับปรุง ของ iPhone 4 ที่แก้ปัญหาเสาอากาศ ย้ายขีดแบ่งสัญญาณ ยกระดับ
กล้องถ่ายรูป ให้เป็น 8 ล้าน Pixel ถ่าย Video ระดับความละเอียดสูงขึ้นเป็น 1080 HD ยกระดับความเร็วของ
Chip ประมวลผล หรือ CPU เพิ่มขึ้น 2 เท่า และมีลูกเล่น Siri สั่งงานให้ทำได้ด้วยเสียง..แค่นั้น

ถ้านำมาเปรียบเทียบกัน Civic FB ใหม่ ก็ ถูกยกระดับขึ้นไปในแนวทางนี้ด้วยเหมือนกัน คือ มีการปรับปรุง
เส้นสายการออกแบบให้ลงตัวยิ่งขึ้น แต่ในตอนแรก ผู้คนกลับเกลียดมันเยอะมาก ทั้งที่จริงๆแล้วเส้นสาย
ลงตัวกว่าเดิม ซึ่งอาจเป็นเพาะ ผู้บริโภค คาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เหมือนเช่น
ที่เคยเกิดขึ้นในยุคของ Civic FD ปี 2005 ก็เป็นไปได้



แล้วความเปลี่ยนแปลงอื่นๆที่เหลือละ? OK ยอมรับนะว่า Civic ใหม่ มีการขับขี่ที่ คล่องแคล่วกว่าเดิมนิดนึง
แม้ว่า สัมผัสจากตำแหน่งคนขับ ในวันเปิดตัว ของทั้ง 2 รุ่น ในช่วงเวลาต่างกัน 6 - 7 ปี จะพบว่า Civic FD
ในวันที่รถเปิดตัวใหม่ๆ Firm และเหมือนจะแน่นหนากว่า Civic FB ซึ่งมีการออกแบบให้เน้นลดน้ำหนัก
ส่วนเกินลงในทุกจุดที่ไม่จำเป็น ลดแรงเสียดทานต่างๆ ทั้งในระบบเครื่องยนต์กลไก และในด้านอากาศ
พลศาสตร์ เพื่อช่วยให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการขับขี่ดีขึ้น ซึ่งวิศวกร Honda
ก็บรรลุเป้าหมายของพวกเขาไปแล้ว ชัดเจนว่า Civic ใหม่ ประหยัดน้ำมันขึ้น อัตราเร่ง พอๆกันกับรุ่น
FD ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก จะเห็นผลชัดเจนแค่รุ่น 1.8 ลิตร มากกว่า ส่วนรุ่น 2.0 ลิตรนั้น พอกันกับ
รุ่นเดิม (แม้จะเปลี่ยนเครื่องยนต์ จาก K20Z2 DOHC มาเป็น R20A SOHC ก็ตาม)

บุคลิกการขับขี่ในภาพรวม เปรียบได้กับการผสมผสาน Honda Civic FD รุ่นเดิม เข้ากับ Packaging
น้ำหนักที่เบากว่า รวมทั้งเส้นสายและมุมมองทัศนวิสัยที่ดีขึ้น ของ Honda City รุ่นปัจจุบัน 2008 กับ
ความคล่องตัว ในการตอบสนอง การใช้งานในเมือง (City Agility) จาก Toyota corolla ALTIS รุ่น
ปัจจุบัน ไว้ด้วยกัน จนกลายเป็น Civic FB ใหม่

ใช่ครับ Civic ใหม่ ยังเป็นรถที่คุณ ซื้อหามาเป็นเจ้าของ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม และ
มันไม่ได้เลวร้าย อย่างที่สื่อมวลชนในต่างประเทศ ถึงขั้น ตั้งข้อกังขา เพียงแต่ว่า ถ้าคุณชอบสัมผัส
ของรถที่ หนักแน่น แบบรถยุโรป ต้องทำใจครับ มันไม่ได้หนักแน่นขนาดนั้น Civic ยังคงเป็นรถ
ญี่ปุ่น ที่เน้นความเบา ขับสบาย ขับง่าย ขับคล่อง ในแบบที่มันเคยเป็นตลอดหลายรุ่นที่ผ่านมานั่นละ

แต่ถ้าถามว่า ถึงขั้นที่ควรจะตัดสินใจซื้อเลยไหม? ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณอยู่ในสถานะใด?

- ถ้าคุณมองหา รถยนต์พิกัด Compact C-Segment สักคันหนึ่ง และยังไม่เคยใช้ Honda Civic มาก่อน
   นี่คือตัวเลือกที่คุณควรจะนำมาพิจารณา เพราะคุณงามความดีของมัน ถือว่า ใช้ได้

- แต่ ถ้าคุณใช้ Civic FD อยู่ อยากจะเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ FB ผมคงต้องบอกคุณว่า ทนใช้คันเก่าไปอีก
  สักพักหนึ่งก่อนก็ได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงจากรถรุ่นเดิมของคุณ มาเป็นรถรุ่นใหม่นั้น มันไม่เยอะ
   ดุจการเปลี่ยนจาก iPhone 4 เป็น iPhone 4s แค่นั้นเลย ทุกอย่างดีขึ้น แต่ก็แค่ดีขึ้นจากเดิมนิดหน่อย

เพราะข้อด้อย ที่ควรจะปรับปรุง มันก็ยังคงมีอยู่ บางอย่าง ดีขึ้น แต่บางอย่างก็โผล่มาในรุ่นนี้

แผงหน้าปัดคือสิ่งแรกที่ควรแก้ไข มาตรวัดและ จอแสดงข้อมูล เยอะไปไหมครับ ดึงความสนใจจาก
ผู้ขับขี่ ออกจากพื้นถนนกันเลยทีเดียว มีมากถึง 4 จอ ในรุ่นท็อป เพื่ออะไรกันเนี่ย? ผู้ขับขี่ ควรจะ
ใช้เวลาอ่านข้อมูลจากจอเพียง 2 หรือ เต็มที่สุดคือ 3 จอ ไม่ใช่ 4 จอแบบนี้ แถมการออกแบบ ก็ดูจะ
เน้นการจดวางตำแหน่ง มากกว่าความสวยงาม จนกลายเป็นความไม่ลงตัว ผิดไปจากแผงหน้าปัด
ของ Civic FD รุ่นที่แล้ว อันที่จริง จกลับมาออกแบบ หน้าปัด ให้มีมาตรวัดหลัก และหน้าจอแสดง
ข้อมูล กับระบบนำทาง รวมไว้ในตำแหน่งเดียวกันเลย น่าจะช่วยให้สะดวกต่อการขับขี่ และสะดวก
ต่อการผลิตในโรงงาน มากขึ้นกว่านี้หรือเปล่า? นั่นเป็นการบ้านที่ ทีมออกแบบของ Honda R&D
ควรจะนำไปทำเป็นการบ้านต่อ ใน Civic รุ่นต่อไป

ทัศนวิสัย คือ ประการต่อมา มันไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องทำกระจกหูช้างเพิ่มขึ้น เพียงแค่ต้องการ
รักษารูปแบบการติดตั้งกระจกมองข้าง ไว้บนแผงประตู ในลักษณะของรถสปอร์ต ทั้งที่ท้ายสุดแล้ว
มันกลับทำให้งานออกแบบของรถ ดูถอยหลังเข้าคลอง เหมือนรถในยุค 1960 ที่ต้องมีกระจกหูช้าง
บานพับเปิดกางออกได้ เพื่อรับอากาศจากภายนอกรถ ซึ่งสุดท้าย แม้ว่า ทัศนวิสัยด้านหน้า จะดีขึ้น
กว่า Civic FD รุ่นเดิมจริง แต่การมีเสาอะไรสักอย่าง มาขวางสายตา ขณะกำลังจะเลี้ยวกลับรถ นั่น
ก็เป้นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้ายอม "ไม่เท่" แล้วย้ายตำแหน่งกระจกมองข้าง มาไว้ที่มุมเสาคู่หน้า
A - Pillar แทน แบบ Honda City เรื่องก็จบแล้ว ลดต้นทุนทำกระจกบานหูช้างลงไปได้อีกด้วย

ด้านการขับขี่ ผมมองว่า แม้จะมีการปรับปรุงระบบกันสะเทือนแล้ว แต่ด้วยเหตุที่ตัวรถให้สัมผัสการ
ขับขี่ ที่คล้ายกับจะเบาขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ช่วงล่าง ควรจะต้องถูกปรับแต่งให้มีความหนึบเพิ่มขึ้นอีก
สักหน่อย ให้มันถ่วงดุล คานกัน ในลักษณะ หยิน หยาง เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเข้าโค้ง
มากยิ่งขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย รวมทั้ง พวงมาลัยเอง ก็ยังต้องปรับปรุงให้มีความหนืดในขณะขับขี่
ด้วยความเร็วสูงเพิ่มกว่านี้อีกนิดนึง มีน้ำหนักมากขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ
จากเดิมที่ถือว่าดีขึ้นกว่า Civic FD แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ได้อีก

ที่สำคัญ ใส่ใจในเรื่องคุณภาพการประกอบให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย อย่าให้มีเสียงบ่นจากลูกค้า
เล็ดรอดออกมาตามคลับผู้ใช้รถยนต์รุ่นนี้ มากนัก นั่นคงจะเป็นข้อที่ผมอยากจะฝากให้กับ Honda
ไปจัดการยกระดับ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ Civic ใหม่ สมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่านี้ได้อีก



*** BUYER's GUIDE ***
นอกเหนือจากคู่แข่งในตลาดแล้ว คู่แข่งคันอื่น เมื่อเทีนยบกับ Civic ใหม่ เป็นอย่างไรกันบ้าง?

Toyota Corolla ALTIS เพิ่งจะออกรุ่น เติมน้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85 ได้ ทำให้ค่าตัวของรุ่น 1.8 E ซึ่งเป็นรุ่นพื้นฐาน
ของ 1.8 ลิตร แต่ตกแต่งในระดับปานกลาง ลดลงมาจาก 869,000 บาท เหลือ 829,000 บาท ซึ่งช่วยให้แข่งขันในตลาด
ได้ต่อไป แต่ที่เหลือ อย่างที่เรารู้กันดีว่า คุณงามความดีของ Altis รุ่นนี้คือ สมรรถนะจากเครื่องยนต์ ที่ให้ทั้งความแรง
และความประหยัดตีคู่มาด้วยกันได้ในระดับกำลังดี อาจจะประหยัดน้อยกว่า Civic นิดนึง แต่อัตราเร่ง ชนะขาด แถม
ยังมีชื่อชั้นของ Toyota รับรอง เรื่องศูนย์บริการ ช่างซ่อม และอะไหล่ ที่แพร่หลาย เพียงแต่ข้อด้อยก็คือพวงมาลัยซึ่ง
ยังเบาไป แม้น้ำหนักจะใกล้เคียง Civic FB แล้ว แต่ ในช่วงความเร็วต่ำ ยังเบาไปหน่อย Civic ทำได้ดีกว่าในจุดนี้
ส่วนช่วงล่าง ถึงจะขับดีในการขับขี่ทั่วไป แต่ถ้าต้องเลี้ยวเข้าโค้งหนักๆ เมื่อใด ก็ยังสู้คู่แข่งคันอื่นๆ ไม่ได้ แถมเกียร์
CVT นั้น ควรจะขับแบบถนอมๆ อย่ากระชากกระชั้น มันจะอยู่กับคุณได้นานๆ

Nissan SYLPHY นี่เป็นคู่ต่อกร ที่น่าตจับตามอง ใครที่คิดจะซื้อ Civic อาจต้องหลุมรักห้องโดยสาร ที่ดูน่านั่งกว่า
Civic แต่ อัตราเร่งจากเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ถือว่า ทำได้พอกันกับเพื่อนพ้อง ไม่ได้แรงอย่างที่คิด เพราะดันเซตมา
เน้นประหยัดน้ำมัน การใช้เกียร์ CVT ก็เป็นอีกข้อน่าเป็นห่วงอยู่ เหมือนเช่น ALTIS และ Lancer EX แต่ถ้า
ต้องการความคุ้มค่า รวมทั้งราคาที่น่าเหลียวกันมาชำเลืองมอง...ก็ลองดูได้ เพียงแต่ เลือกโชว์รูมให้ดีๆ แล้วกัน

Mazda 3 แน่นอนว่า ช่วงล่างดีเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด แต่การปรับเซ็ตพวงมาลัยมาให้เบาขึ้น อาจได้ใจ
ลูกค้าสุภาพสตรี แต่คนรัก Mazda เดิมๆ จะร้องยี้แน่ๆ อัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลือง ในรุ่น 2.0 ลิตรไม่ได้
ดีขึ้นไปกว่ารถรุ่นเดิมนักเลย และมีแนวโน้มว่าอาจเป็นเช่นเดียวกันในรุ่น 1.6 ลิตร ห้องโดยสาร เหมาะ
สำหรับคนโสด เป็นหลัก ถ้าคิดจะนั่งเบาะหลัง ต้องสำรวจสรีระของตนให้ดีก่อน แม้จะทำออกมาใหญ่
ขึ้นกว่าเดิม แต่ก็น้อยมากๆ ศูนย์บริการ มีมากขึ้น แต่ความเก่งของช่างซ่อมยังเป็นเรื่องที่ควรตั้งข้อกังขา

Chevrolet Cruze ถึงจะเป็นรถที่มีช่วงล่าง Lively ขับสนุกบนทางโค้ง และมั่นใจได้บนทางตรง ก็คงต้องเป็นรุ่น
1.8 ลิตร ที่ยังมีอัตราเร่ง เรือยเปื่อย ไม่ถึงกับดีนัก ถ้าอยากได้ความสะใจ ต้องเล่นรุ่น Diesel urbo 2.0 LTZ ที่ให้
คุณได้ครบทุกความต้องการ แต่ต้องแลกกับค่าตัวที่แพงลิ่ว 1.2 ล้านบาทเศษ แถมศูนย์บริการ ก็ยังมีเสียงบ่นเข้ามา
เรื่อยๆ แม้จะไม่มากเท่า 2 ค่ายข้างล่าง ก็ตาม

Mitsubishi Lancer EX ยังคงทำตัวเป็น ฉลามน้อยผู้น่าสงสาร ได้คงเส้นคงวา ถึงจะมีช่วงล่างดีในระดับหัวแถว
และเครื่องยนต์ในรุ่น 2.0 ลิตร ก็แรงใช้ได้ แต่ถ้าคิดจะเอาไปแต่งต่อ ก็คงลำบาก หากใช้เกียร์ CVT อยู่อย่างนี้
อีกทั้งรุ่น 1.8 ลิตร ก็ถือว่า ยังมีเรี่ยวแงด้อยกว่าชาวบ้านเขาอยุ่ พอจะฟัดเหวี่ยงได้กับ Focus 1.6 ลิตร ใหม่ เท่านั้น
สำคัญสุดก็คือ รูปร่างที่ออกแนวผ้ชายทะมัดทะแมง จนสาวๆ ส่วนใหญ่ พากันเกลียด และศูนย์บริการที่ยังต้อง
ปรับปรุงในเรื่อง ฝีมือการซ่อมบำรุง และการดูแลต้อนรับลูกค้า หาศูนย์บริการที่ดีได้ แต่ต้องงมหาในสระน้ำ

Ford Focus ใหม่ ยืนยันว่าขับดีขึ้น กลายเป็น C-Segment ที่ขับดีที่สุดในกลุ่ม เมื่อมองจากภาพรวม แต่การซื้อ
รถเก๋ง เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ราคา 8 แสนกว่าบาท แลกกับ ของเล่นอีเล็กโทรนิกส์ในรถเต็มอัตราศึก แม้จะทำให้
ความคุ้มค่าสูงที่สุดในกลุ่ม แถมได้ช่วงล่างที่ดีที่สุดในกลุ่ม กับการบังคับรถที่ทำได้ในระดับหัวแถวของกลุ่ม แต่
เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร และ 2.0 ลิตร ก็ยังไม่คณามือ นักขับตีนโหด แถมระบบอีเล็กโทรนิกส์ ที่เยอะแยะมากมาย
ขนาดนี้ ชวนให้เกิดความเป็นห่วง ในการซ่อมบำรุง เพราะบริการหลังการขายของ Ford นั้น เวลานี้ ถือว่า มี
เสียงด่าจากลูกค้าเยอะมากๆๆๆ ศนย์บริการที่ดี มีไม่ถึง 5-6 แห่งจากทั้งประเทศ ดังนั้น ต้องทำใจล่วงหน้า

Hyundai ELANTRA เหมาะกับคนเท้าขวาหนัก ชอบขับรถ เพราะอัตราเร่ง ดีมาก ชนิด Civic ต้องค้อนขวับ
ช่วงล่าง ทำได้โอเค แต่พวงมาลัยยังต้องปรับปรุงอีกสักหน่อย นอกนั้น มันน่าใช้ไม่แพ้ Civic แต่สิ่งที่ทำให้
หลายคนไม่กล้าจับจอง คือค่าตัวที่แพงกว่าใครเพื่อน แลกกับออพชันที่ไม่มีอะไรโดดเด่น เมื่อเทียบกับ
คู่แข่งคันอื่นๆ ในตลาด



คำถามสุดท้าย ถ้าจะต้องเลือก Honda Civic ใหม่ รุ่นย่อยไหน ถึงจะดูคุ้มค่าที่สุด?

จากทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ที่มีราคาขายปลีกหน้าโชว์รูม ในแต่ละรุ่น ต่างกันมากชัดเจน ดังนี้
1.8 i-VTEC S MT                    773,000 บาท
1.8 i-VTEC S AT                     828,000 บาท
1.8 i-VTEC E AT                     909,000 บาท
1.8 i-VTEC E AT NAVI            964,000 บาท
2.0 i-VTEC EL AT NAVI       1,124,000 บาท

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับเกียร์ธรรมดา หรือไม่ได้ต้องการรถยนต์ที่มีอุปกรณ์พิเศษมากมายนัก แค่มี
พอให้อำนวยความสะดวกได้ สมกับเงินที่จ่ายไป รุ่นพื้นฐาน 1.8 S เกียร์ธรรมดา ก็มีถุงลมนิรภัย
คู่หน้า ระบบ ABS และ EBD ถือว่าครบครัน และเพียงพอแล้ว เพียงแต่คุณต้องยอมรับได้ว่า
อุปกรณ์ในรุ่น S ที่จะขาดหายไปก็คือ ระบบปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟตัดหมอก
ด้านหน้า ระบบปรับความเร็วใบปัดน้ำฝน หมุนที่ก้านเพื่อเลือกระดับหน่วงเวลาได้เอง แบบ
Intermitance ล้ออัลลอย ก็ให้มาแค่ขนาด 15 นิ้ว ไม่มี Cruise Control ไม่มีรีโมทกุญแจ
Smart Key ไม่มีปุ่มติดเครื่องยนต์ ไม่มีแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift พวงมาลัยก็ไม่หุ้มหนังให้
เครื่องปรับอากาศก็เป็นสวิชต์มาตรฐาน ธรรมดาๆ ไม่ใช่แบบอัตโนมัติ อย่างในรุ่น E ไม่มีเบาะ
คนขับปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ไม่มีระบบนำทางผ่านดาวเทีนยม GPS ไม่มีระบบ Hand Free
(Bluetooth) ลำโพงก็ให้มาแค่ 4 ชิ้น ซ้าย - ขวา - หน้า - หลัง ไม่มีถุงลมนิรภัยด้านข้าง i-SRS
ไม่มีระบบ VSA ซึ่งทั้งหมดทั้งหลายที่กล่าวมานี้ มันคืออุปกรณ์ที่แทบไม่จำเป็นต้องติดมาให้
เลยด้วยซ้ำ เป็นของฟุ่มเฟือยเท่าไหร่ เว้นเสียแต่ ใบปัดน้ำฝนปรับหน่วงเวลาได้เอง กับระบบ
VSA ซึ่งถ้าติดมาให้ได้ก็ดี แต่รู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ รุ่น 1.8 S ทั้งเกียร์ธรรมดา และอัตโนมัติ
ถือได้ว่า ติดตั้งออพชันพื้นฐาน ที่จำเป็น มาให้อย่างเพียงพอแล้ว และมีอุปกรณ์ความปลอดภัย
มาให้ในระดับที่ครบถ้วน เทียบเท่ากับรุ่นท็อปของบรรดา B-Segment 1.4 - 1.6 ลิตร รวมทั้ง
ECO Car ตัวท็อป...ไม่น่าเกลียด และซื้อหาได้ครับ

สำหรับคนที่ตัดสินใจว่าจะเเลือกรุ่นใดกันดี ระหว่าง 1.8 E กับ 1.8 E NAVI นั้น ผมมองว่า ระบบ
ระบบนำทาง ไม่จำเป็น เพราะคุณสามารถหา เครื่องนำทาง Gamin หรือ Nuvi มาแทน ในราคา
ถูกกว่าแถมมี Software ที่ Update กว่า ก็จ่ายถูกกว่า เว้นเสียแต่ คุณจะอยากได้ เครื่องเล่น DVD
(ซึ่งจะเอามาดูหนังในรถ ก็คงดูได้แค่ตอนรอสัญญาณไฟเขียว ขณะติดอยุ่ตามสี่แยกต่างๆ) และ
กล้องมองภาพจากด้านหลังรถ ขณะถอยหลังเข้าจอด แบบ Built-in ติดตั้งมาจากโรงงาน ซึ่งเหมาะ
กับคนที่มีปัญหาในการถอยหลังเข้าจอดมากๆ ความแตกต่าง มันมีแค่นี้เลย

ส่วนรุ่น 2.0 ลิตร นั้น ถ้าอยากได้จริงๆ ต้องถามตัวเองก่อนว่า เรื่องอัตราเร่ง เป็นสิ่งจำเป็นแค่ไหน
เพราะสิ่งที่คุณจะได้เพิ่มมาจากรุ่น 1.8 E NAVI ก็มีแค่ ไฟหน้า HID พร้อมระบบปรับระดับลำแสง
อัตโนมัติ มือจับประตูโครเมียม กุญแจรีโมท Smart Key พร้อมปุ่มสวิชต์ติดเครื่องยนต์ ล้ออัลลอย
17 นิ้ว การตกแต่งห้องโดยสารสีดำ และถุงลมนิรภัยด้านข้าง i-SRS ทั้ง 2 ฝั่ง แค่นั้น!! ถ้าไม่ได้มี
ชีวิตที่เร่งรีบขนาดต้องเร่งแซงกันตลอดต่อเนื่องแล้วละก็รุ่น 2.0 ลิตร ก็ไม่จำเป็นแต่อย่างใด แต่
มันก็เป็นตัวเลือกที่ใช้ได้เทียบแข่งกับ Corolla ALTIS 2.0 ลิตร ได้สมน้ำสมเนื้อ แต่ออพชัน จะ
ด้อยกว่า Ford Focus 2.0 GDI กระนั้น ราคาก็ยังถูกกว่า Chevrolet Cruze 2.0 LTZ Diesel 
Turbo และมีพวงมาลัย ที่มั่นใจได้ดีกว่า Mazda 3 ใหม่ 2.0 ลิตร (แถมมีห้องโดยสารด้านหลังที่นั่ง
สบายกว่าอีกด้วย)

----------------------------------

ทั้งหมดนี้ คงพอจะเป้นแนวทางคร่าวๆ ให้คุณได้เห็นว่า Civic ใหม่ เหมาะกับคุณหรือไม่ แต่
เหนือสิ่งอื่นใด คือ การทดลองขับ ซึ่งจะช่วยให้คุณยืนยันกับตัวเองในขั้นสุดท้ายได้ว่า มัน
เป็นรถที่คุณจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย อีก 4-5 ปีข้างหน้า ร่วมกันได้ดีแค่ไหน

ปัญหาใหญ่ของ โชว์รูมผู้จำหน่าย Honda ในช่วงที่ผ่านมา ก็คือ หลายโชว์รูม มักไม่ค่อยให้
ลูกค้า ได้ทดลองขับ มีทั้งคิวรถที่ไม่ว่างจริงๆ หรือไม่ก็อ้างกันหน้าด้านๆ ทั้งที่กุญแจก็อยู่ใกล้ๆ
ให้ลูกค้าเห็นคาตา นี่ยังไม่นับเรื่องลูกเล่นของพนักงานขายบางราย บางโชว์รูม ที่ต้องบังคับ
พ่วงลูกค้าซื้ออุปกรณ์เสริม แทนที่จะแถมให้ รู้อยูว่า พนักงานขาย Honda หนะ Commision
โคตรจะน้อยเลย เมื่อเทียบกับรถยี่ห้ออื่น ที่อยู่รอดกันได้ ก็มาจากปริมาณการปล่อยรถใน
แต่ละเดือน กระนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาหากินกันด้วยวิธีการแบบนี้

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คงจะเป็น การวิเคราะห์ปัญหาของช่างในศูนย์บริการ ที่บางครั้ง อ่านปัญหา
ไม่ขาด แต่ดันเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป หรือไม่ก็ พุดกับลูกค้าว่า "เป็นอาการปกติของ
รถรุ่นนี้" ทั้งที่มันเห็นกันทนโท่เลยว่า คันอื่นๆ ไม่ได้เป็นแบบเดียวกันสักหน่อย!

ถ้าเจอเซลส์คนไหน ไม่ให้คุณลองขับ เปลี่ยนโชว์รุม ครับ ไม่ต้องไปง้อโชว์รูมนั้น และ
ถ้าใคร ที่เจอเซลส์เล่นไม่ซื่อ..หรือ ช่างในศูนย์ฯแห่งใด เป็นแบบนี้ ไม่ต้องแจ้ง ผู้จัดการ
ของโชว์รูมนั้นๆหรอกครับ โทรเข้าไปที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ให้เขาจัดการเลยดีกว่า

คนประเภทนี้ ต้องเชือดทิ้งสถานเดียว เพื่อให้ Honda ยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์
ที่ได้ชื่อว่า ดแลและบริการลูกค้าดีเป็นอันดับต้นๆของประเทศไทย เพราะสถานภาพที่ว่า
มันค่อยๆลดทอนลงมาอย่างช้าๆ ในสายตาลูกค้าคนไทยมาได้พักหนี่งแล้ว

ยังไม่สาย ที่ทุกฝ่ายจะช่วยกันแก้ปัญหานี้...อย่างจริงจังครับ

----------------------------///---------------------------



J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย รถยนต์ในประเทศไทย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน  
ลิขสิทธิ์ภาพ Illustration เป็นของ Honda Motor Co. ประเทศญี่ปุ่น

ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด ไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต 
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com 22 พฤศจิกายน 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
May 22nd,2012 
J!MMY

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! Click Here


แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 02 ธันวาคม 2012 เวลา 23:32 น.
 
ทดลองขับ Hyundai ELANTRA 1.8 L 6AT : แรงพอกับ Civic 2.0 ขับดีกว่าที่คิด ติดแค่ออพชัน และราคาที่แพงไปหน่อย พิมพ์
Review by J!MMY - C-segment 1600-2000 cc
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2012 เวลา 14:10 น.

Oppa Gungnam Style!!

เพลงนี้ แล่นเข้ามาในหูผม ระหว่างนั่งเขียนต้นฉบับนี้อยู่...มันลอยมาแต่ไกล...คนเปิดเพลงจะรู้ไหมว่า
ช่างบังเอิญจริงๆ ราวกับรู้ว่า ผมกำลังจะนั่งเขียนเรื่องราว ของรถยนต์จากประเทศเดียวกันกับเจ้าของเพลงนี้

ไม่ต้องเลยครับคุณผู้อ่าน ไม่ต้องมานั่งนึกเอาผม ไปเต้นท่าเดียวกับ อีตา PSY เชียวนะ! ไม่อยากไปปรากฎตัว
นอบหมอบในลิฟต์ ให้ใครก็ไม่รู้ ยืนคร่อม แล้วก็ทำท่าเด้งเป้าไปมา ซ้ายๆ ขวาๆ อยู่บนหัว แค่นึกเห็นภาพ
นั่นก็ชวนให้ ตับเสื่อม ไวกว่ากินเหล้าแล้ว!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่าเต้นควบม้า ใน Music Video บ้าๆรั่วๆ พร้อมกับเพลง Pop Dance ร่วมสมัย แนวตื๊ดๆ
ที่ใครๆ ฟังแล้วต้องนึกถึงภาพหน้าตากวนตีน ของ นักร้องตี๋หนุ่มเกาหลี ร่างอวบระยะสุดท้าย อย่าง PSY ได้ทันที
จะกลายเป็นเพลงที่โด่งดังอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ยังไม่ทันจะข้ามปี Clip Video ของเขาบน Youtube.com
ก็มีคนคลิกเข้าไปเปิดดูแล้ว เป็นล้านๆ ครั้ง!

ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า วันนี้ เกาหลีใต้ กลายมาเป็น หนึ่งในผู้สร้างสารพัดกระแสใหม่ๆ ให้ชาวโลกได้ตื่นตาตื่นใจ
กันเป็นว่าเล่น ไม่มีหยุดหย่อน จากละครโทรทัศน์ สู่การท่องเที่ยว จากเครื่องใช้ไฟฟ้า ธรรมดาๆ สู่สินค้า IT
ที่อาจหาญฟัดเหวี่ยงกับคู่ต่อกรระดับโลก ชนิดมันส์ถึงแก่น



ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า หนึ่งในสิ่งที่มีส่วนช่วยวางรากฐานให้เกาหลีใต้ กลายเป็นประเทศที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก
และเริ่มให้การยอมรับมากขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า นั่นคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมี Hyundai
Motor เป็นหัวหอกสำคัญที่สุด เริ่มมาตั้งแต่ยุค 1970 บุกตลาดอเมริกาครั้งแรก ทศวรรษ 1980 กว่าจะเป็นที่ยอมรับ
อย่างจริงจัง ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2008 - 2009 นี่เอง !

ปฏิเสธไม่ได้อีกด้วยว่า รถยนต์ Hyundai เข้ามาตั้งหลักสร้างสีสันในตลาดรถยนต์เมืองไทย นานมากแล้ว ในยุค
ของพระนครยนตรการ ผู้จำหน่ายรายเก่า ก่อนจะหายหน้าไปหลายปี ตั้งแต่หลังช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ราวๆปี 2000
และเพิ่งจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เมื่อปี 2007 นี่เอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Hyundai H-1 คือรถตู้ที่สร้างยอดขายและรายได้ เป็นกอบเป็นกำ ให้ Hyundai Motor Thailand
ภายใต้การดูแลของ บริษัท Sojitsu จากญี่ปุ่น มากที่สุด ต้องถือว่าเก่งมากๆ ที่ประคับประคอง ขายกันมาได้เรื่อยๆ
ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงวันนี้ ยอดขายยังไม่แผ่วเท่าไหร่เลย

แต่พอมาเป็นตลาดรถยนต์นั่งในบ้านเรา มันกลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม...



แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีอีกนั่นแหละว่า มิใยที่ ทุกฝ่ายจะพยายามผลักดันกันจนสุดความสามารถ พยายามโน้มน้าว
เจรจา สรรหารถยนต์รุ่นใหม่ๆ มาทำตลาดในบ้านเรา แต่หนทางก็ไม่ได้เรียบง่าย เหมือนพิ้นผิวกระดาษถ่ายเอกสาร
ยอดขายที่เกิดขึ้น มันก็สะท้อนให้เห็นได้จาก ปริมาณของ รถยนต์นั่ง Hyundai รุ่นใหม่ๆ ที่คุณผู้อ่านพบเห็นได้
บนท้องถนน ทั้งช่วงเช้าก่อนเข้าทำงาน และช่วงเย็น ขณะกำลังขับรถกลับบ้านนั่นแหละ! อาจเยอะขึ้น แต่ยังไม่มาก

ที่สำคัญ รถยนต์นั่ง Sedan 4 ประตู คันที่คุณกำลังจะได้อ่านบทความรีวิวอยู่นี้ ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่ง ที่ประสบชะตากรรม
ไม่แตกต่างไปจาก Hyundai Sonata พี่ชายรุ่นใหญ่ ที่คนอเมริกันเขาอึ้งใส่ แต่คนไทยยังเฉยชา

มันช่างตรงข้ามกับกระแส เกาหลีฟีเวอร์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เวลานี้ โดยสิ้นเชิง!

คำถามก็คือ ทำไม? มันเกิดอะไรขึ้น?

รถไม่ดี? ไม่จริง ข้อนี้ขอเถียง! Hyundai ยุคใหม่ ขับมาทุกรุ่น ช่วงล่าง "เทพ" กว่ารถญี่ปุ่นบางค่ายเสียอีก
บริการไม่ดี? อืมมม ก็ไม่จริงเท่าไหร่ แม้จะมีอยู่บ้าง แต่เสียงบ่นก็ยังถือว่าน้อยกว่าค่ายอื่นๆ อยู่ในตอนนี้
การตลาดไม่ดี? ข้อนี้ยังกังขาอยู่...ผมก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเท่าไหร่นัก

แต่...มันต้องมีสาเหตุสิ! เกิดอะไรขึ้น?

ทำไม รถเก๋งอย่าง Elantra รถรุ่นที่ ผมเคยพูดเอาไว้ให้ทาง Hyundai ฟังว่า ถ้าเอาเข้ามา มันจะขายได้แน่ๆ
รถคันนี้ ได้รับรางวัล North American Car of the Year ในปี 2012 มาแล้วด้วยนะ รถที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ
ในตลาดเกาหลีใต้ บางเดือนขายได้เป็นอันดับ 1 ด้วยซ้ำ เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ช่วยพลิกภาพลักษณ์ของ
แบรนด์ Hyundai ครั้งใหญ่ ในเวทีสากล...

แต่พอมาขายในบ้านเรากันจริงๆ กลับขายได้น้อยมาก ตัวเลขยอดขาย เดินไปได้ช้ามาก พอๆ กับ เหล่าบรรดา
ลูกหอยทากหัดเดิน!

ความจริงทั้งหมด ซ่อนเร้นอยู่ใน เส้นสายอันลื่นไหล รอให้ผม สัมผัส และเล่าให้คุณๆ ได้อ่านกัน ณ บัดนี้



สำหรับ Hyundai Motor แล้ว Elantra (หรือที่ใช้ชื่อในการทำตลาดบางประเทศ ว่า Avante และ/หรือ Lantra)
คือรถยนต์อีกรุ่นหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของตนในตลาดโลก นอกจากพี่ชายคนกลาง อย่าง Sonata
เพราะ Elantra / Avante คือหัวหอกหลักในการบุกตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก แต่ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่สุด ตลอดกาล
นั่นคือกลุ่ม Compact Class (C-Segment) ซึ่งเต็มไปด้วยคู่แข่งระดับพระกาฬ ตั้งแต่ฟากยุโรป อาทิ Volkswagen
Golf , Renault Megane , Opel/Vauxhall Astra , Peugeot 308 , Fiat Bravo ไปจนถึงคู่แข่งฟากญี่ปุ่นอย่าง
Toyota Corolla , Honda Civic , Nissan Sylphy/Sentra , Mazda 3/Axela , Mitsubishi Lancer หรือแม้แต่
คู่แข่งชาวอเมริกัน อย่าง Chevrolet Cruze และ Ford Focus ใหม่ เป็นต้น

เป็นไงครับ เห็นแต่ละชื่อแล้ว เหนื่อยแทนเลยไหมละ? แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Hyundai ยี่หระ ประการใดทั้งสิ้น
เพราะนับตั้งแต่ เปิดตัวรุ่นแรก รหัสรุ่น J1 (รูปด้านบนสุด เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร) เมื่อเดือน
ตุลาคม 1990 จนถึง ปลายอายุตลาดของ รุ่นที่ 4 ในปี 2010 เวลาผ่านไป 20 ปี Hyundai Elantra (ในบางตลาด
เช่นเกาหลีใต้ บ้านเกิด จะใช้ชื่อ Hyundai Avante) ทำยอดขายสะสมทั่วโลกได้มากถึงกว่า 6 ล้านคัน ! ถือว่า
ทำผลงานได้ดีเด่นเลยทีเดียว เมื่อต้องคิดด้วยว่า Elantra / Avante กำเนิดมาในช่วงที่ เกาหลีใต้ พยายามสร้าง
การยอมรับของทั้งผู้บริโภค และผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์ ดังนั้น ตัวเลขยอดขายที่มากขนาดนี้
ถือได้ว่า ประสบความสำเร็จในระดับไม่ธรรมดา

ส่วนหนึ่ง ต้องยกให้คุณงามความดีของตัวรถในแต่ละรุ่น ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ตอบโจทย์การใช้งานของ
ผู้บริโภคได้ครบถ้วน แถมยังมีคุณภาพของตัวรถ อยู่ในระดับเทียบเคียงรถญี่ปุ่น ในราคาย่อมเยาว์กว่าคู่แข่ง
คิดดูเอาแล้วกันว่า ขนาด Toyota  และ Honda เอง ยังต้องหาซื้อ Elantra ใหม่ไปชำแหละ วิเคราะห์ ศึกษา
ข้อมูล มาช่วยในการพัฒนา Toyota Corolla รุ่นต่อไป และ Honda Civic FB รุ่นปัจจุบันนี่แหละ!

คนไทย เริ่มรู้จักชื่อของ Elantra เป็นครั้งแรก เมื่อบริษัทลูกของกลุ่มพระนครยนตรการ (PNA) ในชื่อ UAS
(United Auto Sales Thailand) นำแบรนด์ Hyundai มาเปิดตลาดบ้านเรา อย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรม
ยานยนต์ เดือนธันวาคม 1991 ณ Central ลาดพร้าว ตั้งราคาขายคันละ 474,000 - 568,000 บาท แน่นอนว่า
ด้วยราคาที่เหมาะสม ภาษีรถยนต์นำเข้าที่ถูกลงในช่วงรัฐบาล ฯพณฯ อานันท์ ปัณยารชุน ในตอนนั้น  
ทำให้ Elantra เริ่มโลดแล่นบนถนนเมืองไทย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้น รุ่นที่ 2 รหัสรุ่น J2 ก็เข้ามาสานต่อ ในปี 1995 มากันครบทั้ง รุ่น Sedan กับ Station Wagon
หรือที่เรียกว่า Touring Wagon (เปิดตัวตามหลังมา ในอีกไม่กี่เดือน) วางเครื่องยนต์ 1.6 และ 1.8 ลิตร
(ในยุโรป จะมีเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร จาก Hyundai Tiburon / Coupe ให้เลือกแทนรุ่น 1.8 ลิตร อีกด้วย)
ในยุคนั้น Elantra โลดแล่นบนถนนเมืองไทย จำนวนหลายพันคันอยู่ บางคัน ยังอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้

แต่เมื่อ Hyundai Motors ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ United Auto Sales ช่วงปี 2000 การทำตลาด
รถยนต์ทุกรุ่น จึงต้องยุติลงไปโดยปริยาย Elantra / Avante XD เจเนอเรชัน 3 ซึ่งมีทั้งแบบ Sedan และ
Hatchback 5 ประตู เปิดตัวในเดือนเมษายน 2000 และรุ่นที่ 4 Elantra / Avante HD เปิดตัวในเดือน
เมษายน 2006 จึงต้องถูกเว้นวรรค ไม่ได้เข้ามาทำตลาดในบ้านเราโดยปริยาย กระนั้น ทั้ง 2 รุ่น ก็ยัง
ทำยอดขายสะสมได้ดีมาก ในระดับรุ่นละเกือบ 1 ล้านคัน ทั่วโลก โดยยอดขายในสหรัฐอเมริกานั้น
มีเพียงช่วงปี 2006 - 2009 เท่านั้น ที่มีตัวเลขต่ำกว่าระดับ 100,000 คัน/ปี พอหลังจากนั้น ตัวเลขก็
กลับมาทะยานขึ้นเกินระดับดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง เฉพาะปี 2011 ที่ผ่านมา Hyundai ขาย Elantra ใน
สหรัฐฯ ได้มากถึง 172,669 คัน!



ตัวเลขยอดขายที่สูงขึ้น แถมฝ่ายบริหารยังกำหนดให้ Elantra ใหม่ เป็น 1 ใน 4 รถยนต์รุ่นที่ต้องเปิดตัว
ตามแผน 24/7 version 2.0 (7 รุ่นรถยนต์ใหม่ในช่วง 24 เดือน) โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ All-new Tucson,
Sonata และซาลูนรุ่นหรสุดอย่าง Equus ทั้งหมดนี้ ถือเป็นทั้งกำลังใจและแรงกดดัน ให้ทีมงานพัฒนา
รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันของ Elantra ในรหัสโครงการ MD ต้องแบกรับไว้ มากพอสมควร อีกทั้งเป็น
ช่วงเวลาแห่งการยกเครื่องงานออกแบบของ Hyundai กันเสียใหม่ทั้งหมด ให้เป็นแนวทางเดียวกันกับ
รถยนต์รุ่นอื่นๆ นั่นคือ "Fluidic Sculpture" หรือปฏิมากรรมอันลื่นไหล ซึ่งสะท้อนแนวเส้นสายที่
โฉบเฉี่ยวอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คิดได้ดังนี้ ทีมงานของ Hyundai ณ ศูนย์การออกแบบ Hyundai North American Design Center
ในเมือง Irvine มลรัฐ California จึงเลือกจะเพิ่มธีมการออกแบบของ Elantra ใหม่ ตามแนวคิด
"WIND CRAFT" อันหมายถึง การสรรสร้างปฏิมากรรมชั้นเลิศ จากการเคลื่อนไหวของกระแสลม
เช่นเดียวกับ SUV รุ่น Tuscon และ Sedan ขนาดกลางรุ่น Sonata รวมทั้ง Sedan ขนาดกลางค่อนใหญ่
รุ่น 5G Grandeur เพื่อช่วยให้แนวเส้นสาย Graphic ด้านข้างของรถ สะท้อนบุคลิกที่พริ้วไหวอย่าง
เปี่ยมพลัง



ในที่สุด รุ่นปัจจุบันที่เห็นอยู่นี้ รหัสรุ่น MD ก็พร้อมออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงาน Busan
International Motor Show เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2010 เพียงแต่ในช่วงเปิดตัว Hyundai ยังไม่พร้อม
จะให้เห็นภายในห้องโดยสาร เนื่องจากตัวรถยังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนการพัฒนาจะแล้วเสร็จ
เลยยังต้องใช้ฟิล์มสีดำ ปิดกระจกหน้าต่างมืดมิดไว้ก่อนจัดแสดงบนแท่นหมุนกลางเวที

แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก Hyundai ก็พร้อม เริ่มการผลิต Elantra MD ที่โรงงาน Ulsan ใน เกาหลีใต้ และ
เริ่มส่งมอบสู่ลูกค้าชาวเกาหลีใต้ได้เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดตัวเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2010 จากนั้น จึงเริ่ม
ส่งออกไปทำตลาดที่สหรัฐอเมริกา ในฐานะ รถรุ่นปี 2011 เมื่อช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นปี 2010 - มกราคม 2011

ทันทีที่ผ้าคลุมถูกเปิดออก สายตาแทบทุกคู่ก็หันมาจับจ้อง Hyundai อีกครั้ง เพราะหลังจากที่พวกเขาทำให้
โลกรถยนต์ สั่นสะเทือนด้วยการออกแบบของ Sonata รุ่นล่าสุดแล้ว มาคราวนี้ Elantra หรือ Avante ใหม่
ก็ยิ่งสร้างความคื่นตาตะลึงใจ ให้ทุกผู้คนที่พบเห็น ด้วยแนวเส้นสายแบบ Fluidic Sculpture Design อัน
เป็นธีมในการออกแบบของ Hyundai ในช่วง 2-3 ปีมานี้

หลังจากนั้น Elantra ตัวถัง Hatchback 5 ประตู ก็คลอดตามออกมาห่างๆ และล่าสุด ตัวถัง Coupe 2 ประตู
ถูกเผยโฉมในงาน Busan International Motor Show เดือนเมษายน 2012 เพื่อเตรียมทำตลาดในปี 2013
วางเครื่องยนต์ Nu 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร

แต่อย่าเพิ่งคาดหวังเลยครับ สำหรับตัวถัง Coupe เพราะเมืองไทย แค่ได้ตัวถัง Sedan มาขายได้
ในท้ายที่สุดเนี่ย ก็เรียกว่า โชคดียิ่งกว่าได้โชคทองจากซองมาม่าซะอีก!



เพราะในตอนแรกนั้น Hyundai Motor Thailand ยังไม่มีวี่แวว ว่าอยากนำ Elantra ใหม่เข้ามาขาย เพราะใน
ช่วงที่เชิญสื่อมวลชน ไปเยือนสำนักงานใหญ่ของ Hyundai ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ยังมีการออกข่าวว่า จะนำ
Sedan รุ่นเล้กกว่า อย่าง Accent เข้ามาเปิดตัว ในงาน Motor Expo 2011 เวลาผ่านไปเพียง 2 เดือน การณ์
กลับตาลปัตร กลายเป็นว่า Hyundai ส่งข่าวเชิญสื่อมวลชน ร่วมงานเปิดตัว Elantra ใหม่ กันในช่วงเดือน
พฤศจิกายน 2011 แทน

แต่เนื่องจากตอนนั้น ประเทศไทย กำลังประสบกับวิกฤติมหาอุทกภัยเขตพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง รวมทั้ง
กรุงเทพมหานครบางส่วน อย่างหนัก แม้แต่ โรงแรมในย่านรัชดาภิเษก ที่ตั้งใจจะใช้เป็นสถานที่จัดงาน
กลับโดนน้ำท่วมไหลบ่าเข้ามาบริเวณด้านหน้า เกิดความไม่สะดวกต่อการจัดงาน จนต้องประกาศยกเลิก
งานแถลงข่าวกันกลางคัน ซ้ำร้าย บ้านของทีมงาน Hyundai หลายๆคนเอง ก็โดนผลกระทบจากน้ำท่วม
ครั้งนั้นไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

สุดท้าย กว่าทุกอย่างจะลงตัว Hyundai ก็ต้องเลื่อนกำหนดการมาเปิดตัวกันในวันที่ 13 มีนาคม 2012 ที่
สนามแข่งรถ มอเตอร์สปอร์ตแลนด์ หรือแดนเนรมิต(เก่า) ถนนพหลโยธิน เป็นการทดแทน



ตัวรถมีความยาว 4,530 มิลลิเมตร กว้าง 1,775 มิลลิเมตร สูง 1,445 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร
น้ำหนักตัวรถโดยประมาณอยู่ที่ 1,200 - 1,230 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 48.5 ลิตร

ถ้าเปรียบเทียบกับรุ่นที่แล้ว ซึ่งยาว 4,505 มิลลิเมตร กว้าง 1,775 มิลลิเมตร สูง 1,480 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ
2,650 มิลลิเมตร จะพบว่า ตัวรถยาวขึ้นกว่าเดิม 25 มิลลิเมตร กว้างเท่าเดิม เตี้ยลง 35 มิลลิเมตร แต่เพิ่ม
ความยาว ระยะฐานล้อ 50 มิลลิเมตร เท่ากับว่า ตัวรถยาวขึ้น ฐานล้อยาวขึ้น และเตี้ยลง ช่วยให้ตัวรถดู
เพรียวยาวขึ้นกว่าเดิมชัดเจนมาก

และถ้าเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญในตลาดแล้ว อย่าง Honda Civic FB ใหม่แล้ว จะพบว่า Elantra ใหม่
ยาวกว่ากัน แค่ 5 มิลลิเมตร กว้างกว่ากัน 20 มิลลิเมตร สูงกว่า 10 มิลลิเมตร แต่มีระยะฐานล้อยาวกว่า
30 มิลลิเมตร

ต่อให้เปรียบเทียบกับ Toyota Corolla ALTIS รุ่นปัจจุบัน ที่ใกล้จะตกรุ่นใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ Elantra ใหม่
ก็ยังมีความยาวเท่ากัน กว้างกว่า 15 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 35 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อก็ยังยาวกว่ามากถึง
100 มิลลิเมตร!



เส้นสายตัวถังทั้งคัน ร่างขึ้นภายใต้ Theme การออกแบบ ที่เรียกว่า WIND CRAFT หลังจากผ่านการทดสอบ
ในอุโมงค์ลม ของศูนย์วิจัยและพัฒนา R&D Hyundai Kia Motors ที่ Namyang (ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดใน Asia)
ปรากฎว่า Elantra ใหม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำเพียง Cd 0.28 ซึ่งถือว่า ต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไป
ที่พบได้ในรถยนต์ Sedan พิกัดเดียวกัน รุ่นอื่นๆ

ด้านหน้ารถ ถูกออกแบบให้มีกระจังหน้า เป็นแบบ Hexagonal คล้ายคลึงกับเพื่อนพ้องร่วมตระกูล ทั้ง Tuscon
และ Hyundai Veloster พร้อมกับออกแบบช่องรับอากาศที่เปลือกกันชนล่าง ให้ดูยิ้มแฉ่ง เรียกแขกตลอดเวลา
พ่นสีดำ ตกแต่งด้วยโครเมียมนิดหน่อย มือจับประตูพ่นสีเดียวกับตัวรถ มีไฟเลี้ยวที่กรอบกระจกมองข้างแบบ
LED มาให้เฉพาะรุ่นท็อป 1.8 G ส่วนไฟตัดหมอก มีมาให้เฉพาะรุ่น 1.8 G และ 1.8 S ไม่มีในรุ่น 1.8 E ส่วน
ล้อและยางนั้น รุ่นเกียร์ธรรมดา 1.8 E จะใช้กระทะล้อเหล็ก พร้อมฝาครอบจากโรงงาน สวมด้วยยางขนาด
195/65 R15 แต่ในรุ่น 1.8 S และ 1.8 G จะสวมด้วยล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/ 45 R17

บั้นท้ายของรถ มีแผงทับทิมที่เปลือกกันชนหลัง ติดมาให้ 2 ฝั่งซ้าย - ขวา มีไล่ฝ้าหลัง และเสาอากาศวิทยุ ฝังไว้
ในกระจกบังลมหลัง เหมือนกัน ชุดไฟท้าย มีแนวด้านข้างที่โอบเข้ามายังด้านข้างมากพอสมควร คล้ายกับ
แนวเส้นประติมากรรม ช่วยทำให้รถดูเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะจอดอยู่กับที่ นิ่งๆ เฉยๆ



ในรุ่น 1.8 G ตัวท็อป ที่คุณเห็นอยู่นี้ จะเป็นรุ่นเดียวเท่านั้น ที่ใช้ รีโมทกุญแจ Keyless-Go พร้อมระบบ
กันขโมย Immobilizer แค่พกกุญแตรีโมทเอาไว้ เดินเข้าใกล้รถ กดปุ่ม เพื่อ ปลด หรือสั่งล็อกบานประตู
การติดเครื่องยนต์จะใช้วิธีกดปุ่ม Start ขนาดใหญ่ ที่บริเวณฝั่งขวาของคอพวงมาลัย หน้าตากุญแจ ก็จะ
เหมือนกันกับทั้งใน Hyundai Tucson และ Hyundai Sonata ใหม่ นั่นเองละส่วนรุ่น เกียร์ธรรมดา
1.8 E และเกียร์อัตโนมัติ 1.8 S จะใช้กุญแจแบบพับได้ พร้อมรีโมทสั่งล็อกหรือปลดล็อกในตัว



การเข้า - ออกจากพื้นที่ผู้โดยสารด้านหน้า ยังคงทำได้ดี พอกับรถยนต์ญี่ปุ่นในพิกัดเดียวกันทั่วไป
ไม่ได้รู้สึกลำบากยากเย็น หรือต้องก้มตัวเยอะแยะมากนัก ถ้ามีการปรับเบานั่งลงไปในตำแหน่ง
ต่ำสุดแล้ว ตั้งแต่แรก แต่ถ้าเป็นหุ่น Heavy Weight อย่าง ตาแพน Commander CHENG ละก็...
ผมว่า น่าจะมีบ่นนิดหน่อยบ้างเหมือนกัน

พื้นที่วางแขน ฝั่งบานประตูคนขับ วางได้สบายกำลังดี อาจเพราะผมปรับตำแหน่งเบาะให้กดลงต่ำ
เตี้ยสุดติดพื้นรถ เท่าที่จะทำได้  แต่ถ้าฝั่งของผู้โดยสาร บางคนอาจสัมผัสว่า ตำแหน่งวางแขนบน
แผงประตู จะเตี้ยไปสักนิด เพราะ ไม่สามารถปรับเบาะให้กดลงต่ำได้



เบาะนั่งทั้งด้านหน้าและหลัง หุ้มด้วยผ้าลาย Sport ที่ชื่อว่า Knit Black ซึ่งเป็นลวดลายที่ดูคล้ายกับ
เบารถญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันนี้ ผ้าเบาะ ให้สัมผัสที่ดีมากๆ และไม่เก็บฝุ่นมากเท่ากับรถยนต์ที่ใช้ผ้าหุ้มเบาะ
ในยุคก่อน

เฉพาะรุ่น 1.8 G ที่เห็นอยู่นี้ เบาะนั่งฝั่งคนขับ สามารถปรับระดับต่างๆ ด้วยสวิชต์ไฟฟ้าได้มากถึง
10 ทิศทาง แถมด้วยสวิชต์ปรับตำแหน่งดันหลัง เพื่อช่วยลดโอกาสปวดหลังลงนิดหน่อย หลังจาก
ลองใช้งานจริง ขอแนะนำว่า ปรับให้ดันหลังแค่นิดๆ ก็พอ อย่าดันจนเยอะมากไม่เช่นนั้น อาการ
ปวดหลังจะถามหา เป็นเช่นนั้นไป! การซัพพอร์ตบริเวณไหล่ ทำได้กำลังดี ไม่มากไม่น้อยไป

เบาะรองนั่ง มีความยาวพอกันกับรถญี่ปุ่นทั่วไป คือออกจะสั้นนิดๆ แต่ใครที่คุ้นชินกับรถญี่ปุ่น
อยู่แล้ว คุณจะไม่พบปัญหาเลย การขับบขี่ทางไกล นั่งสบายใช้ได้ พื้นที่เหนือศีรษะมีพอประมาณ
เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า เป็นแบบ ELR 3 จุด เป็นแบบ ปรับระดับ สูง - ต่ำได้



การเข้า - ออก พื้นที่ผู้โดยสารด้านหลัง อาจต้องใช้ความระมัดระวังสักหน่อย ต้องก้มหัวลงไปมาก
กว่าปกติเล็กน้อย มิเช่นนั้น ศีรษะ อาจโขกเข้ากับขอบหลังคาได้ แต่การลุกออกจากรถ ทำได้อย่าง
สบายๆ ไม่ยากเย็นอย่างที่คิด แม้ว่าแนวโค้งของเสากรอบประตูจะดูเหมือนมีขนาดเล็ก แต่การติดตั้ง
เบาะรองนั่ง ในตำแหน่งเตี้ยกำลังดี ไม่เตี้ยมากเกินไป ทำให้ผมยังลุกเข้าออกจากประตูคู่หลังได้อยู่

พื้นที่วางแขนบนแผงประตูด้านข้าง สามารถวางแขนได้ในตำแหน่งพอดี แต่กระจกหน้าต่างของ
บานประตูคู่หลัง จะเลื่อนเปิดลงได้ แค่เกือบสุดหมดบาน ขาดขอบด้านบนซ้ายอีกนิดเดียวจริงๆ



เบาะหลัง ของทุกรุ่น จะมี พนักศีรษะตอนหลังปรับระดับสูง-ต่ำได้ มีพื้นที่วางแขนพับเก็บได้ พร้อม
ช่องวางแก้วติดตั้งมาให้ 2 ตำแหน่งในตัว แต่ไม่มีฝาปิด ในเวอร์ชันต่างประเทศ จะมีการติดตั้ง ระบบ
Heater อุ่นตูด ที่เบาะรองนั่ง แต่เวอร์ชันไทย มันไม่ใช่ของจำเป็น เลยไม่มีมาให้

พนักพิงด้านหลัง นั่งสบาย กำลังดี ฟองน้ำ นุ่มและแน่นในระดับเหมาะสม เหมือนเช่นเบาะหน้า
ที่พักแขนแบบพับเก็บได้ ออกแบบมาไม่พอดีต่อการวางแขน เตี้ยไปนิดเดียวจริงๆ

เบาะรองนั่งด้านหลัง ยังสั้นไปนิดนึง ถ้านั่งโดยสารในระยะทางไม่ไกลนักละก็ นั่งได้สบายๆ แต่
ถ้าต้องเดินทางไกลแล้วละก็ ควรให้บรรดาลูกสมุนตัวน้อยประจำบ้านของคุณ ยึดครองพื้นที่เบาะหลัง
ไปเลย จะดีกว่า

เข็มขัดนิรภัยที่ให้มา เป็นแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง ซ้าย - ขวา และแบบ ELR 2 จุด 1 ตำแหน่ง
คาดเอว ตรงกลาง และมีมือจับสำหรับโหนตัว เหนือช่องทางเข้าประตูให้ ทั้ง 2 ฝั่ง

พื้นที่วางขา ของผู้โดยสารด้านหลังนั้น ใหญ่โต เหลือเฟือ ต่อให้ผู้ขับขี่จะตัวใหญ่จนต้องเลื่อนเบาะ
ถอยร่นมามากแค่ไหน ก็จะยังมีพื้นที่วางขาเหลือให้ผู้โดยสารด้านหลังได้แน่ๆ ถือว่ามีพื้นที่ส่วนนี้
ใหญ่ ไม่น้อยหน้าคู่แข่งในพิกัดเดียวกันรุ่นอื่นๆเลย

ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะนั้น ถ้าคุณตัวสูง 170 เซ็นติเมตร พอๆกับผม แล้วนั่งบนเบาะหลังในลักษณะ
แนบชิดแผ่นหลังและบั้นท้าย เข้ากับเบาะหลังพอดีเป๊ะ ศีรษะของคุณจะเฉี่ยวกับขอบเพดานหลังคา
ด้านบนพอดี ถือว่า พื้นที่เหนือศีรษะ แทบไม่เหลือเลย และคุณอาจต้องนั่งก้มหัวไปตลดทาง หากคุณ
ตัวสูงเกินกว่านี้



นอกจากนี้ เบาะนั่งด้านหลังยังสามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของ
ด้านหลังรถให้มากขึ้น แต่ถ้าจะพับเบาะจากภายในรถเลยนั้น ยากครับ หาคันโยกเท่าไหร่ ก็ไม่เจอ
ผมพยายามควานหาในตอนแรก ก็หลงเข้าใจผิดว่า เบาะหลังพับไม่ได้

พอเปิดฝาประตูห้องเก็บของด้านหลังเท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อ กันเลย



ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง เปิดได้จากคันโยกที่พื้นรถข้างเบาะคนขับและก้านโยกเปิดฝาถังน้ำมัน
ในรถ และสวิชต์ไฟฟ้า ปลดล็อกบริเวณ ฝั่งขวา ของไฟส่องป้ายทะเบียนหลัง หรือไม่ก็กดสวิชต์บน
รีโมทกุญแจ แล้วแช่ไว้ 1-2 วินาที ฝาประตูก็จะปลดล็อก แต่ไม่ดีดขึ้นมาทันที ต้องให้เราเปิดยกเอง

อาจไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ถือข้าวของพะรุงพะรัง แต่มันก็ลดความเสี่ยงจาการที่เจ้าของรถ จะโดน
ฝากระโปรงหลัง ยกดีดเสย Uopper Cut เข้าที่ปลายคาง แบบที่เจอได้ใน Mercedes-Benz และ
BMW รุ่นใหม่ๆ

พอเปิดฝาประตูหลังแล้ว ก็จะพบก้านโยก ปลดล็อกพนักพิงเบาะหลังทั้ง 2 ฝั่ง อยากให้พับนิดเดียว
โยกฝั่งซ้าย จะเหลือเบาะหลังให้นั่งได้อีก 2 คนแบบเบียดๆ แต่ถ้าจะมีผู้โดยสารด้านหลังอีกแค่เพียง
คนเดียว ก็โยกเฉพาะฝั่งขวา ก็ได้ กระนั้น ถ้าคิดจะใส่จักรยาน โดยถอดแค่ล้อหน้า ไม่ถอดชิ้นส่วนอื่น
อาจต้องพับเบาะลงทั้ง 2 ฝั่ง และต้องใช้วิชาตัวเบา กับการคำนวนจัดการพื้นที่กันสักหน่อย



พื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง มีความจุ 420 ลิตร ตามมาตรฐานของ SAE สหรัฐอเมริกา แต่ถ้าคำนวน
ตามมาตรฐาน VDA ของเยอรมัน จะมีขนาด 485 ลิตร ซึ่งมีขนาดใหญ่โต มากพอจะใส่ถุงกอล์ฟ
ได้แน่ๆแล้วอย่างน้อยๆ ห็ 2 ใบ ถ้ายกพื้นห้องเก็บของด้านล่างขึ้นมา จะพบ ยางอะไหล่แบบบาง
วางอยู่โดยมี โฟมสำหรับเสียบยึด แม่แรง และอุปกรณ์ถอดน็อตล้อ แถมมาให้

ดูผิวเผิน เหมือนขนาดห้องเก็บของ ไม่น่าจะใหญ่โตได้...เอาอย่างนี้ครับ เรามีเครื่องมือในการวัด
ให้คุณผู้อ่าน ได้เห็นเลยว่า ห้องเก็บของด้านหลัง ใหญ่โตเพียงใด.....



นี่ไงครับ! ตาแพน Commander CHENG! ของเรา น้ำหนักล่าสุด 150 Kg. กิโลกรัม..!!!!!
เจ้าตัวใส่หน้ากาก Dark Veder Mask ลงไปนอนอย่างสบายใจเฉิบ!

คงไม่ต้องสาธยายอื่นใดกันอีกในประเด็นนี้นะครับ! อ้อ! แล้วไม่ต้องถามด้วยว่า ตาแพน
ของเรา ลุกออกมาได้ด้วยวิธีการใด? บอกได้คำเดียวว่า ตอนเข้าไป มักกง่ายกว่าตอนออกมา
เสมอ! โพสต์ให้ดูเฉพาะภาพนี้แล้วกัน ตอนที่แพนพยายามจะถ่างขา และลากตัวเองออกมา
ผมก็ถ่ายภาพเก็บไว้ด้วย แต่ เป็นภาพระดับ 18+ เด็กและเยาวชน ควรได้รับคำแนะนำว่า
อย่าดูเลย เดี๋ยวสำลักมื้อเย็น! ดังนั้น ขอเก็บไว้ดูเป็นรูปส่วนตัวดีกว่า เนาะ แหะๆๆ



การตกแต่งภายใน ใช้โทนสีดำเป็นหลัก ประดับด้วย Trim พลาสติกสีเงิน ให้มีอารมณ์ของรถยนต์
แบบ Sport Sedan  แต่ยังมีการแซมด้วยแนวเส้นโครเมียมบางๆ เพื่อให้ดูหรูหรา นิดๆ แผงหน้าปัด
เล่นแนวเส้น Graphic แปลกตา สอดรับกับเส้นสายภายนอก แผงควบคุมกลางถูกออกแบบในลักษณะ
Y Shape เพื่อสร้างบรรยากาศของรถยนต์ในยุคอนาคต เพื่อความล้ำสมัย แผงบังแดด เพิ่มกระจก
แต่งหน้าไฟส่องแต่งหน้ามาให้ ทั้ง 2 ฝั่ง ติดตั้งสวิชต์ เปิด-ปิดได้ บนเพดานหลังคา คล้ายกับใน SUV
รุ่น Tucson  (แต่อะไหล่แผงบังแดดเป็นคนละเบอร์กัน ใส่แทนกันไม่ได้) ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 1.8 S
และ 1.8G จะมีไฟอ่านแผนที่ และช่องเก็บแว่นตามาให้

มองจากมุมนี้ แผงควบคุมกลาง ดูคล้ายกับสัญลักษณ์ เด็กสวมเขา ของศิลปินเพลงชื่อดังอย่าง Jamiroquai
อยู่บ้างเหมือนกัน!



จากฝั่งขวา มาทางด้านซ้าย

การะจกหน้าต่าง เปิด-ปิดได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า หน้าต่างบานคนขับเพียงตำแหน่งเดียว ที่สามารถเลื่อน
เปิด-ปิด แบบ One-Touch ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว กระจกมองข้างเป็นแบบปรับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า
พร้อมไล่ฝ้าในตัว แต่ขอโทษนะครับ พับด้วยมือนะจ้ะ ผมหาสวิชต์พับกระจกมองข้างไม่เจอจริงๆ
ใครที่ใช้รุ่นนี้อยู่ช่วยบอกผมสักหน่อยเถิด ว่ามันอยู่ตรงไหน?

ก้านสวิชต์ไฟหน้าและสวิชต์ไฟเลี้ยว กับไฟสูง อยู่ฝั่งขวาของคอพวงมาลัย เหมือนรถญี่ปุ่นทั่วไปซะที
มีระบบเปิด-ปิด ไฟหน้า อัตโนมัติมาให้ แม้ว่า ไฟหน้าจะเป็นแบบ ฮาโลเจน ก็ตาม

พวงมาลัยแบบ 4 ก้าน เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 1.8 S และ 1.8 G เท่านั้น ที่จะสามารถปรับระดับได้ ทั้ง
สูง - ต่ำ และระยะใกล้ - ห่าง (รุ่น 1.8 E เกียร์ธรรมดา ปรับได้แค่สูง -ต่ำ เท่านั้น) นอกจากนี้ยังหุ้มหนัง
มาให้ทั้งพวงมาลัยกับหัวเกียร์ ทั้ง 2 รุ่นย่อย และเฉพาะรุ่น 1.8 G เท่านั้น ที่ติดตั้ง สวิชต์ควบคุมชุด
เครื่องเสียงบนก้านพวงมาลัยทั้งฝั่ง ซ้าย-ขวา  กับแป้นคันเร่งกับเบรก แบบสปอร์ต ทำจากอะลูมีเนียม
คอพวงมาลัยฝั่งซ้าย มีก้านสวิชต์ ระบบใบปัดน้ำฝน พร้อมที่ฉีดน้ำล้างกระจก

เสียดายที่ไม่มีระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control มาให้ ทั้งที่รถระดับราคานี้ ควรมีมาให้ได้แล้ว!



มาตรวัดต่างๆ อ่านง่ายสบายตา การเลือกใช้ตัวเลขสีขาว และมีพื้นสีดำ ประดับด้วยแนวเส้นสีฟ้า
ช่วยให้ไม่ต้องลดสายตาจากพื้นถนนนานนัก แถมยังอ่านข้อมูลได้สบายตา ถ้าจ้าไป ก็สามารถ
เลือกกดปุ่ม เพิ่ม-ลดระดับแสงสว่าง ในยามค่ำคืนได้  

จอแสดงข้อมูลตรงกลาง บอกตำแหน่งเกียร์ ปริมาณน้ำมันในถัง อุณหภูมิในระบบน้ำหล่อเย็น อัตรา
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทั้งแบบเฉลี้่ย และ Real Time ระยะทางที่น้ำมันในถังเหลือพอจะพารถแล่นได้
Trip meter บอกระยะทาง ที่เราตั้งเองได้ Odo Meter บอกระยะทางที่รถแล่นมาแล้วทั้งหมด การ
ปรับตั้งค่า ต้องกดที่สวิชต์ บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวาล่าง ซึ่งไม่สะดวกนัก โอกาสที่จะเผลอไปกดเปลี่ยน
Mode ตั้งค่า Set 0 ใหม่ อย่างไม่ตั้งใจ มีสูง

นอกจากนี้ มีโหมด ECO ซึ่งจะบอกถึงลักษณะการขับที่ประหยัด ขึ้นอยู่กับลักษณะการเหยียบคันเร่ง
ถ้าขับแล้วใช้เชื้อเพลิงคุ้มค่า ไฟ ECO สีเขียว จะโผล่ขึ้นมา นอกจากนี้ ยังมีไฟเตือนระบบพวงมาลัย
EPS ให้อีกด้วย



ด้านบนสุดของแผงควบคุมกลาง รูปตัว Y ติดตั้งนาฬิกา Digital เล่นระดับกับงานออกแบบจนดูมีราคา
แต่ยังไงๆ Hyundai ก็ยังคงใช้่แสงสีฟ้าในการแสดงข้อมูลบนแผงหน้าปัดทั้งหมด ในรถยนต์ของตน
ทุกรุ่นทุกคันอยู่ดี

ชุดเครื่องเสียง ในรุ่นเกียร์อัตโนมติ  จะเป็นแบบ Type-1 เป็นวิทยุ AM/FM พร้อมเครื่องเล่น CD / MP3
แบบ 1 แผ่น ออกแบบในสไตล์ Built - in มาให้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกันกับแผงควบคุมกลาง โดยรุ่นเกียร์
อัตโนมัติ ทั้ง S และ G จะมีช่องเสียบเชื่อมต่อ เครื่องเล่น iPod และ ช่องเสียบ USB ติดตั้งอยู่หลังฝาปิด
ใต้สวิชต์เครื่องปรับอากาศ เฉพาะรุ่น 1.8 G เท่านั้น ที่จะมีสวิชต์ควบคุมเครื่องเสียง บนก้านพวงมาลัย
ทั้งฝั่งซ้าย และขวา คุณภาพเสียงถือว่า ใช้ได้ ไม่เลวร้าย รับฟังเพลงได้อรรถรสระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึง
ขั้นดีเลิศประเสริฐศรี อีกทั้งการปรับระดับเสียง หรือเข้าถึงการปรับค่าต่างๆ ผ่านสวิชต์ของวิทยุ ยังคง
ใช้งานยากไปหน่อย ต้องอาศัยการเดาสุ่ม ว่า หมุนสวิชต์แล้ว ต้องหาปุ่ม Enter เพื่อยืนยันคำสั่งให้เจอ

สวิชต์เครื่องปรับอากาศ แบบ Manual นั้น หน้าตา ละม้าย คล้ายกับเครื่องทำน้ำอุ่นรุ่นล่าสุด จริงๆแล้ว
ในรุ่นท้อป 1.8 G น่าจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ อัตโนมัติ พร้อมหน้าจอ Digital แยกฝั่งซ้าย -ขวามาให้
ได้แล้ว แต่เวอรฺ์ชันไทยทุกรุ่น จะใช้สวิชต์เครื่องปรับอากาศแบบมาตรฐานที่เห็นนี้เหมือนกันหมด

ส่วนช่องแอร์นั้น มาแปลก และแหวกแนวกว่ารถยนต์รุ่นอื่นๆในตลาด เพราะเล่นติดตั้งช่องแอร์คู่กลาง
ไว้ขนาบข้าง สวิชต์เครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ หลายคนบอกว่า ต่ำเกินไป แต่การทำความเย็น
ก็ยังคงรวดเร็วดี

ช่องเก็บของพร้อมฝาผิดได้ เมื่อยก ลิ่มสวิชต์เล็กๆ ขึ้น ฝาจะเปิดออก เห็นทั้งช่องวางโทรศัพท์มือถือ
ช่องเสียบชาร์จไฟ สำหรับเครื่องเล่นต่างๆ และชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ได้ในตัว

กล่องเก็บของ บริเวณผู้โดยสารฝั่งซ้าย มีขนาดพอประมาณ ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก จุคู่มือ และเอกสารกรมธรรม์
และทะเบียน ประจำรถ ก็จะเหลือพื้นที่ให้ใส่ข้าวของจุกจิกอย่างอื่น อีกนิดหน่อย ไม่มากนัก



ข้างลำตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า เป็นช่องวางแก้ว 2 ตำแหน่ง มีแบบหลุมลึกมาให้อีก 1 ตำแหน่ง
เผื่อจะวางถ้วยกาแฟทรงสูง กล่องเก็บของมีขนาด "ใหญ่มาก" ใส่กล่อง CD ได้ 10 แผ่น แน่ๆ แถมยังมี
ช่องวางโทรศัพท์ ขนาดเล็ก ที่พอใช้งานได้ มาให้อีก 1 ตำแหน่ง ทว่าฝาปิดด้านบน ซึ่งออกแบบมาเป็น
พื้นที่วางแขนในตัว กลับไม่อาจทำเต็มหน้าที่ของมันได้ อันที่จริงน่าจะออกแบบมาให้สามารถปรับ
เลื่อนขึ้นหน้า - ถอยหลัง ได้อีกนิดนึง ก็จะลงตัว สมบูรณ์แบบแล้ว



ทัศนวิสัยด้านหน้านั้น ตำแหน่งเสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar คล้ายคลึงกับ Honda City MY 2008 ที่ผมใช้อยู่
คือ ยื่นล้ำไปด้านหน้าพอสมควร แต่ยังไม่มากเท่า Honda Civic FD หรือ Toyota Prius การมองเห็นทาง
ข้างหน้า รวมทั้งการกะระยะ ยังคงทำได้ด้วยดี



แต่เมื่อมองมาที่ เสาหลังคา A-Pillar ฝั่งขวา พบว่า มีการบดบัง ขณะเลี้ยวอยู่ในโค้งขวา บนถนนสวนกัน
สองเลน จนหมด รถคันที่แล่นมา หรือคนเดินข้ามถนน ในช่วงเข้าโค้ง แทบมองไม่เห็นเลย เหมือนกับ
City ใหม่อีกเช่นกัน



ส่วนฝั่งซ้ายนั้น กลับกลายเป็นว่า มองเห็นรถที่จะเลี้ยวกลับ ได้ดี มองเห็นรถที่กำลังจะแล่นออกจากซอย
ได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร



อีกทั้ง ทัศนวิสัยด้านหลัง เสาหลังคา C-Pillar คู่หลัง ก็มีขนาดพอเหมาะ ไม่บดบังทัศนวิสัยอย่างที่คาดไว้
ในตอนแรก มองเห็นรถจัดรยานยนต์ ที่แล่นตามมาฝั่งซ้าย ได้พอสมควร ช่วยให้ถอยเข้าจอดได้ง่ายกว่า
รถยนต์ในพิกัดเดียวกันหลายคัน แต่ยังต้องมีการเปิดกระจกหน้าต่าง หันไปเล็งอีกเล็กน้อยอยู่ดี



********** รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

แม้ว่าในตลาดโลก Elantra / Avante จะมีเครื่องยนต์ Gamma 1.6 ลิตร ให้เลือก สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ต้องการ
ความแรงมากมายนัก แต่สำหรับเวอร์ชันไทยแล้ว Hyundai Motor Thailand สั่งเข้ามาขายเพียงแค่แบบเดียว
และเป็นขุมพลังหลักสำหรับ รถรุ่นนี้ ในตลาดทั่วโลกอีกด้วย เป็นเครื่องยนต์รหัส Nu  บล็อก 4 สูบ DOHC
16 วาล์ว 1,797 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 81 x 87.2 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.3 : 1 พร้อมระบบแปรผันวาล์วที่
หัวแคมชาฟต์ทั้งฝั่งวาล์วไอดี และวาล์วไอเสีย Dual CVVT พร้อมระบบแปรผันท่อทางเดินไอดี VIS
(Variable Induction System)

เครื่องยนต์ Nu ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อแทนที่ ขุมพลังแบบ Beta 2,000 ซีซี ใน Elantra สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ
และตลาดส่งออก รุ่นเดิมก่อนหน้านี้ โดย ใช้เสื้อสูบทำจากอะลูมีเนียม ส่วนฝาสูบ Crank และ Liner ในส่วน
กระบอกสูบ ทำจากเหล็กหล่อ ช่วยลดน้ำหนักเครื่องยนต์ลง 33.6 กิโลกรัม แต่ยังมีความแข็งแรงทนทาน
เท่าเดิม ในระบบขับวาล์ว มีทั้ง Roller swing arms และชุดตัวปรับตั้ง Hydraulic Lash Adjusters (HLA)
อีกทั้งยังมีการเปี่ยนมาใช้ระบบคันเร่งและลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า เป็นรุ่นแรกในตระกูล Elantra อีกด้วย

กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 178 นิวตันเมตร (18.1 กก.-ม.) ที่ 4,700 รอบ/นาที
Hyundai เคลมว่า ขุมพลังใหม่นี้ ประหยัดน้ำมันขึ้น 2% แรงขึ้น 2% และ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ลงได้ถึง 30%



ส่งแรงบิดสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยระบบส่งกำลัง ที่มีมาให้ถึง 2 รูปแบบ ทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ แบบ
ขั้นบันได Step-Gate พร้อมโหมด Sport ใช้ Torque Converter ช่วยในการทำงานของเกียร์ มีมาให้ในรุ่น 1.8 S
และ 1.8 GLS อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1 .............................4.400
เกียร์ 2 .............................2.726
เกียร์ 3 .............................1.834
เกียร์ 4 .............................1.392
เกียร์ 5 .............................1.000
เกียร์ 6 .............................0.774
เกียร์ถอยหลัง ..................3.440
อัตราทดเฟืองท้าย ...........3.270

แต่ที่พิเศษ เอาใจลูกค้าที่รักความสะใจ นั่นคือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ พร้อมคลัชต์แห้งแผ่นเดียว สำหรับรุ่น 1.8 E
ถือเป็นครั้งแรกของ Hyundai นับตั้งแต่กลับมาเปิดตลาดในเมืองไทยอีกครั้ง รวม 4 ปี ที่เริ่มมีรถยนต์นั่ง คันเล็ก
เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ออกขายให้กับลูกค้าคนไทย (ไม่นับรถตู้ H-1 นะครับ)

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำรีวิวของรุ่นเกียร์ธรรมดา แต่เราก็มีตัวเลขอัตราทดเกียร์และเฟืองท้าย มาให้ได้ศึกษากัน ดังนี้

เกียร์ 1 .............................3.615
เกียร์ 2 .............................1.962
เกียร์ 3 .............................1.294
เกียร์ 4 .............................1.024
เกียร์ 5 .............................0.860
เกียร์ 6 .............................0.756
เกียร์ถอยหลัง ..................3.583
อัตราทดเฟืองท้าย ...........4.188

สมรรถนะจะเป็นอย่างไรนั้น เราได้ทำการทดลองจับเวลากันตามมาตรฐานดั้งเดิม คือใช้เส้นทางในช่วง
กลางคืน เปิดแอร์ พัดลมเบอร์ 1 เปิดไฟหน้า และ นั่ง 2 คน ได้แก่ผู้เขียน กับ คุณกล้วย BnN แห่งรายการ
The Coup Channel ของเรา ผู้ซึ่งกดนาฬิกาจับเวลาได้แม่นยำระดับแชมป์ประจำย่านศรีนครินทร์ และ
บางนา มาช่วยจับเวลาเหมือนกันกับทุกครั้งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และผลลัพธ์ที่ได้ มีดังนี้









เอาละ เราจะมาเปรียบเทียบกันเฉพาะรถยนต์ในกลุ่ม พิกัด 1.8 ลิตร กันก่อน

จากตัวเลขทั้งหมดจะเห็นว่า ในเกมจับเวลา 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง Elantra ทำตัวเลขออกมาได้น่าทึ่ง
คือ เป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่เพียง Toyota crolla ALTIS 1.8 CVT เท่านั้น! แต่ ถ้านับรวมตัวเลขจากเกม
จับเวลา อัตราเร่งแซง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงด้วย จะพบเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ Elantra
ทำตัวเลขออกมา เร็วที่สุด ในกลุ่ม 1.8 ลิตร ทุกคัน!! ไม่ต้องไปนับรวมรถยนต์กลุ่มเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรเลย
ยังไงๆ Elantra ก็แรงที่สุด ชนะชาวบ้านเขาไปหมดสิ้น!

เรื่องที่ชวนให้ อึ้ง ทึ่ง เหวอ ยังไม่หมดแค่นี้ ลอง มาดูภาพในมุมกว้าง กินอาณาบริเวณ เลยเถิดไปรวมกับ
รถยนต์กลุ่ม 2.0 ลิตร บ้าง แน่นอนละครับ Elantra 1.8 เกียร์อัตโนมัติ ยังช้ากว่า Civic 2.0 ลิตร อยู่ราวๆ
0.2 วินาที ในทั้ง 2 เกมจับเวลา แต่ความแตกต่างกัน มันไม่มากมายอย่างที่คิด!

นอกนั้น Elantra ก็จะกินหัว Mitsubishi Lancer EX กับ Mazda 3 จนเรียบวุธ ถ้าจะพ่ายก็มีเพียงแค่
บรรดาขุนพล Diesel Turbo ทั้ง Chevrolet Cruze 2.0 LTZ เครื่องใหม่ กับ Ford Focus TDCi รุ่นเดิม

แถม ความเร็วสูงสุด ก็ยังทำได้ในระดับ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง แม้ว่าจะด้อยกว่าตัวเลขที่เคลมไว้ใน
แค็ตตาล็อก 1-2 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่นั่นถือว่า พอแล้ว สำหรับรถยนต์ระดับนี้

นับว่า ขุมพลัง Nu นี่ไม่กระจอกอย่างที่คิด ใครที่เคยปรามาสขุมพลังรถยนต์เกาหลีว่า ไม่แรงและ
ไม่ประหยัดน้ำมัน เห็นทีจะได้เวลาบ้วนคำพูดเก่าๆ เขวี้ยงทิ้งลงถังขยะกันได้แล้ว ! อัตราเร่งของ
Elantra ใหม่ เป็นตัวอย่าง และบทพิสูจน์ที่ดีในความพยายาม ยกระดับตัวเอง ในด้านวิศวกรรม
เครื่องยนต์ ของทีวิศวกรที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา Hyundai Kia Motors ที่ Namyang เป็นอย่างดี!



ที่สำคัญ ตัวเลขที่ได้ทั้งหมด สะท้อนให้เราได้เห็นถึงสัมผัสในการขับขี่จริง อย่างซื่อสัตย์เป็นที่สุด!
แรงดึงขณะออกตัว หรือเร่งแซง ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว มันไม่มีคำว่าอืดให้เราเห็นเลยในช่วงแรก
ที่พุ่งทะยานออกตัวไปข้างหน้า อัตราเร่ง ช่วงการเปลี่ยนเกียร์ ต่อเนื่อง ไปลื่น ไหลลื่นใช้ได้เลยทีเดียว
มั่นใจได้เลยว่า ในจังหวะคับขัน Elantra ใหม่ จะพาคุณพ้นจากสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ ได้อย่าง
รวดเร็ว คล่องแคล่ว และฉับไวเกินกว่าที่คาด ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงรอบกลางๆ จะยิ่งสัมผัสถึงแรงบิด
ที่หลั่งไหลออกมาให้เรียกใช้งานได้อย่างทันท่วงที เพียงแต่ว่า ในช่วงรอบปลายๆ ก็จะเหี่ยวหน่อยๆ
กว่าจะเรียกความเร็วสูงสุด มาให้ใช้ ก็หืดขึ้นคออยู่บ้างเหมือนกัน เป็นธรรมดา

คันเร่งไฟฟ้าไม่ช้า ไม่หน่วง ทำงานถวายชีวิต"มาก" แตะปุ๊บ มาปั๊บ ข้อดีก็คือ รับประกันได้เลยว่า ทันทีที่
คุณเริ่มคิดและสั่งเครื่องยนต์ มันจะรีบกระวีกระวาด ส่งแรงบิดมาให้คุณสัมผัสที่ปลายเท้าแทบจะทันที
น้ำหนักและความไวของคันเร่ง ต้านเท้าแบบรถยุโรป จนน้องบอม Rhino Mango มือตัดต่อของทีมงาน
The Coup Channel ในเว็บเรา บอกว่า "การตอบสนองของคันเร่ง กับเกียร์ Aggressive มาก! ไวมาก"

คันเร่งออกแบบมาในลักษณะ Piano Paddle Type คือ เป็นแป้นเหยียบของ เปียโน เหมือนรถยุโรป
อย่าง BMW เลยนี่หว่า แต่ข้อด้อยก็มีอยู่เหมือนกัน คือความนุ่มนวลในการออกรถ จะหายไป
คุณจำเป็นต้องค่อยๆ  บรรจง ออกแรงหัวแม่โป้งเท้าขวา เกร็งกันจนฉี่เหนียว เพื่อให้รถออกตัวแบบ
ไม่กระโชกโฮกฮากเกินไป

การเก็บเสียงในช่วงความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าทำได้ดี แต่หลังจากนั้นไป เสียงลม
มีผลเข้ามาเพิ่มขึ้นทีละระดับๆ ขณะที่การเก็บเสียงเครื่องยนต์ ซึ่งฟังได้ตอนกลางคืนนั้น ถือว่า
ทำได้ดีในแบบที่รถยนต์พิกัดเดียวกันนี้ ควรจะเป็น



ระบบบังคับเลี้ยว เป็นพวงมาลัยแบบ แร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPS (Electronics
Power Steering) รัศมีวงเลี้ยว 5.3 เมตร ในช่วงความเร็วต่ำ หรือช่วงหมุนพวงมาลัยตอนรถหยุดนิ่ง น้ำหนักจะ
เบา แต่พอมีแรงต้านที่มือนิดๆ พอๆกับพวงมาลัยไฟฟ้าของ Toyota Corolla ALTIS Minorchange และ
Honda Civic FB ใหม่ เพียงแต่วงพวงมาลัยจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ใหญ่กว่ากันนิดเดียว ต้องสังเกตดีๆ จึงจะพบ
ข้อดีก็คือ ช่วยให้ หมุนพวงมาลัยขณะถอยเข้าจอดได้ง่ายขึ้น ด้วยมือเพียงข้างเดียว และช่วยให้พารถ ลัดเลี้ยวไป
ตามตรอกซอกซอยต่างๆ สะดวกง่ายดายเหมือนรถญี่ปุ่นทั่วไป กระนั้นระยะฟรี ซ้าย-ขวา ก็มีอยู่พอสมควร
ประมาณไม่น่าเกิน 15-20 องศา จากตำแหน่งพวงมาลัยตั้งตรง

ยิ่งใช้ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปด้วย รุ่นเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยจะเบากว่ารุ่นเกียร์
ธรรมดานิดนึง แต่มันตอบสนอง "ไวมากๆ" ถ้าคิดจะเปลี่ยนเลนกระทันหัน อาจต้องระวังนิดนึง ไม่ต้อง
เลี้ยวเยอะ ถ้าขับบนไฮเวย์ เปลี่ยนเลนซ้าย หรือขวา เลี้ยวไม่เกิน 45 องศา ถือว่า ไว และทำหน้าที่ได้ดีมาก
บังคับเลี้ยวได้เฉียบคมพอประมาณเลยทีเดียว ลัดเลาะบนทางโค้งได้มั่นใจใกล้เคียงพวงมาลัยแบบเพาเวอร์
ไฮโดรลิก แต่การตอบสนองก็ยังไม่ถึงกับเป็นธรรมชาติอย่างที่พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฮโดรลิก เขาเป็นกัน
พูดง่ายๆคือ พวงมาลัย ทำหน้าที่ได้ดี แต่ยังไม่เนียน และยังไม่เป็นธรรมชาติพอ ยังเหลือสัมผัสแบบ
พวงมาลัยไฟฟ้ามาให้พบอยู่ดี นั่นแหละ ตาแพน Commander CHENG! ของเรา ค้นพบว่า ถ้าจะต้องเลี้ยว
ลัดเลาะไปมา หักพวงมาลัย 90 องศา กลับไปกลับมา บนลานโล่งๆ แบบ Gymkana การตอบสนองของ
พวงมาลัย ยังไม่ไวพอ less Responsive ไปหน่อย จัดอยู่ในระดับ กลางๆค่อนข้างดี แต่ยังไม่ถึงกับดีที่สุด

สำหรับรถยนต์ในพิกัด C-Segment ที่ตั้งใจทำออกมาในแนวติดสปอร์ตหน่อยๆ แบบนี้ ขอแนะนำให้ทาง
วิศวกรของ Hyundai อ้างอิงการเซ็ตพวงมาลัย จาก Volkswagen Golf  หรือ Skoda Superb เอาไว้
น่าจะช่วยให้การตอบสนองของพวงมาลัยไฟฟ้า เป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่านี้อีก

ระบบกันสะเทือนหน้า แบบแม็คเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังแบบ ทอร์ชันบีม CTBA (Couple Torsion Beam Axle)
พร้อมเหล็กกันโคลง เส้นผ่าศูนย์กลาง 23 มิลลิเมตร ถูกปรับแต่งมาให้มาในแนวทั้งนุ่ม ทั้งหนึบ มากที่สุด เท่าที่
จะเป็นไปได้ แต่ก็เกาะจิกโค้งได้ดี จึงไม่น่าแปลกใจว่าการตอบสนองในภาพรวม มาในแนวนุ่ม มีช่วงยุบตัวของ
ช็อกอัพเยอะใกล้เคียง Nissan Sylphy แต่ ก็ยังคงความหนึบและเข้าโค้งได้ดี โค้งได้ค่อนข้างนุ่มนวล นิ่ง และ
มั่นใจได้ในแบบ Hyundai ยุคใหม่ ที่ทำช่วงล่างมาได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เยอะมาก เพียงแต่ในรุ่นเกียร์ธรรมดา
หากต้องอัดเข้าโค้งแรงๆ หรือว่าใช้ความเร็วหน้าโค้งมากๆ หากปล่อยให้เข้าโค้งไปทั้งที่ความเร็วค่อนข้างสูง
ตัวรถจะออกอาการ Understeer (หน้าดื้อ)  ปรากฎชัดเจน ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะใช้ยางหน้าแคบ ที่มีพื้นที่
หน้ายาง สัมผัสกับพื้นถนนน้อยกว่า

แต่ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติเอง แม้จะใช้ยางหน้ากว้างกว่า และชัดเจนว่าจิกเกาะพื้นถนนรวมทั้งเข้าโค้งได้ดีกว่า แต่
ยังปรากฎอาการ Understeer หลงเหลือให้เห็นอยู่ และมันก็ยังคงชัดเจน ตามประสารถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า
อยู่บ้าง เป็นธรรมดา

กระนั้น ในช่วงความเร็วต่ำ ความนุ่มนวลที่จะพบได้ ก็ใกล้เคียงกันกับ Hyundai Sonata ใหม่อยู่บ้างเหมือนกัน
การซับแรงสะเทือน จากพื้นถนนขรุขระ และลูกระนาด ยังทำได้ดีในระดับที่เท่ากันกับรถญี่ปุ่นเจ้าตลาด อีกทั้ง
การทรงตัวในช่วงความเร็วสูง ต่อให้คุณจะใช้ความเร็วช่วง 140 - 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง บอกได้เลยว่า รถยังนิ่ง!
มั่นใจใช้ได้ บนทางโค้งยาวๆ ในบางช่วงของทางด่วน สายอุดรรัถยา คุณยังสามารถ พารถแล่นเข้าไปในโค้ง
ด้วยความเร็ว 160 - 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ด้วยช่วงล่างเดิมๆ ต่อให้เป็นโค้งรูปเคียว จากจุดตัด พระราม 9
แยกไปเชื่อมกับทางด่วนขั้นที่ 1 ที่โค้งซ้าย โรงแรมเมอเคียว ด้วยความเร็ว 80 - 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง คุณก็ยัง
พาเจ้า Elantra ใหม่เลี้ยวและพุ่งตัวผ่านออกจากโค้งได้อย่างสบายๆ

คือ เหมือนว่าช่วงล่างของ Elantra ใหม่ จะเซ็ตมาให้อยู่กึ่งกลางระหว่าง ช่วงล่างแนวนุ่มๆ ของ Sonata ใหม่
กับช่วงล่างที่เซ็ตมาให้เข้าโค้งได้สนุกในระดับพอประมาณ อย่าง Sonata รุ่นที่แล้ว จากนั้น จึงค่อยปรับให้
ตอบสนองได้กระชับขึ้น และ ไวขึ้นนิดหน่อย

สิ่งที่ผมต้องขอ ใส่ไว้เป็นหมายเหตุ ในเรื่องระบบกันสะเทือน ที่พบจากรถคันที่เราทดลองคือ อาการดิ้นเล็กๆ
ที่เกิดขึ้นในแทบทุกรอยต่อพื้นทางด่วนเลย มันก่อความรำคาญมากๆ เราพบว่า มันเป็นอาการดิ้นที่เกิดขึ้นมา
จาก Dunlop LM703 ซึ่งมีแก้มยางที่ค่อนข้างนุ่มไป  การเกาะถนนยังบนพื้นผิวที่ลื่น ยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้า
บนพื้นแห้งๆ ในโค้งละก็ อยู่ในเกณฑ์พอยอมรับได้ ขอแนะนำว่า ถ้าคุณซื้อ Elantra ใหม่มา แล้วพบว่า ยาง
ติดรถ เป็นรุ่นดังกล่าว ผมว่า ถอดทิ้ง แล้วหายาง Dunlop ตัวอื่น หรือยางยี่ห้ออื่น ขนาดเท่าๆกัน สวมใส่แทน
ไปเลยจะช่วยให้การสาดเข้าโค้ง หรือการใช้ความเร็วบนทางด่วน ทำได้มั่นใจกว่านี้อีก "มาก"

ระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ คู่หน้า มีครีบระบายความร้อน พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Brake
System) กับระบบเสริมแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน PBA (Power Brake Assist) แต่ในรุ่นท็อป 1.8 G จะเพิ่มตัวช่วย
เข้ามามากมายทั้งระบบ ควบคุมเสถียรภาพด้วยอีเล็กโทรนิคส์ ESP (Electronic Stability Program) ซึ่งมีทั้งระบบ
จัดการเสถียรภาพ VSM (Vehicle Stability Management) ทำงานเหมือนๆ กับระบบ VSC ของ Toyota ติดตั้ง
รวมเข้าไปอยู่ในชุดระบบ ESP อีกด้วย แถมยังมีระบบช่วยขี้นทางลาดชัน HAC (Hill Assist Control) ในกรณีที่
ผู้ขับขี่ ถอนเท้าจากเบรก ระบบจะยังล็อกค้างตัวรถไว้บนเนิน 2-3 วินาที รอให้ผู้ขับขี่ เหยียบคันเร่ง นำรถเคลื่อน
ขึ้นเนินต่อไปได้

การตอบสนองของระบบห้ามล้อนั้น ในช่วงความเร็วต่ำ ขณะใช้งานในเมือง คลานไปตามสภาพการจราจรติดขัด
ถือว่า ทำงานได้ดี ไม่แตกต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆ สามารถ ชะลอรถให้หยุดนิ่งลงอย่างนิ่มนวลได้ง่ายดาย แต่ถ้า
ในช่วงความเร็วเดินทาง ถึงความเร็วสูงแล้ว หากแค่แตะแป้นเบรก เพื่อชะลอรถ นั่นไม่มีอะไรให้กังวล มันยัง
ทำงานได้ดีเหมือนรถยนต์ทั่วไป

แต่ถ้าคุณเหยียบเบรกจากช่วงความเร็วสูง ด้วยแรงเหยียบประมาณ 30 - 40 % ของระยะแป้นเบรก ถึงแม้ว่ารถ
จะชะลอตัวลง พยายามหน่วงความเร็วให้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะเกิดอาการ Fade พอสมควร เหมือนกับเบรก
จับไม่ไหว ต้องถอนเท้าออกจากแป้นเบรก แล้วเหยียบซ้ำ แช่ลงไปอีกครั้ง จึงจะชะลอรถลงต่อได้อย่างปลอดภัย
ช่วงปลายๆ จะลื่นหน่อยๆ ถ้าเปลี่ยนผ้าเบรกให้ดีกว่านี้ การชะลอรถอย่างกระทันหัน จากช่วงความเร็วสูง จะ
ดีกว่านี้ได้แน่ๆ

ลงจากรถ เดินมาดมกลิ่นผ้าเบรก ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการเบรกจากความเร็วสูงแบบนั้น รถทุกคัน ย่อม
ต้องมีกลิ่นจากผ้าเบรกมาแตะจมูกกันบ้าง กระนั้น ในรถคันสีขาวนี้ กลิ่นจากจานเบรกฝั่งขวา มากกว่าฝั่งซ้าย



ด้านโครงสร้างตัวถัง วิศวกร Hyundai พยายามลดทอนเสียง การสั่นสะเทือน และอาการสะท้าน หรือที่รู้จัก
กันในชื่อย่อ NVH (Noise , Vibration & Harshness) ด้วยสารพัดวิธีการ แต่หนึ่งในแนวทางที่พวกเขาเลือก
ก็คือ การเพิ่มตำแหน่งที่ต้องใช้เหล็กเกรด high-strength steel (ซึ่งก็เป็นผลผลิตของกลุ่ม Hyundai Steel อัน
เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำในเครือของ Hyundai Group เองด้วยนั่นแหละ) ติดตั้งในส่วนต่างๆของตัวรถเพิ่ม
เป็น 37% จากโครงสร้างทั้งคัน โดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมยึดต่อเนื่องกับระบบกันสะเทือนด้านหลัง มีการ
เสริมคานนิรภัยที่บานประตูด้านข้างทั้ง 4 บาน มาให้ ส่วนอุปกรณ์ความปลอดภัยนั้น ทุกรุ่นมีถุงลมนิรภัย
ฝั่งคนขับมาให้ แต่เฉพาะรุ่นท็อป 1.8 G จะมีถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารแถมเพิ่มให้อีก 1 ใบ ซึ่งอันที่จริงแล้ว
ในเมืองนอก เขามีรุ่น ติดตั้ง ม่นถุงลมนิรภัยด้านข้างมาให้ด้วย เสียดายว่า เราไม่ได้เห็นออพชันชิ้นนี้
ใน Elantra เวอร์ชันไทย



ส่วนการทดสอบการชนนั้น ถึงแม้ Elantra รุ่นนี้ จะไม่ได้ทำตลาดในยุโรป เพราะเปิดทางให้รุ่น i30
Hatchback ที่พัฒนาเพื่อตลาดยุโรปโดยเฉพาะ เข้าไปรับหน้าที่แทน แต่ก็มีการทดสอบการชนของ
ทั้งหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอย่าง NHTSA ของทางเกาหลีใต้ KNCAP หรือแม้แต่ในออสเตรเลีย
ANCAP ซึ่ง Elantra ใหม่ ็ผ่านมาตรฐานขั้นสูงสุด ในทุกการทดสอบ

อย่างไรก็ตาม ในออสเตรเลีย เคยมีกระแสในเรื่องที่ Hyundai ช่วยเหลือสนับสนุน ด้านการเงิน
ให้กับทาง ANCAP โดยมีการเชื่อมโยงว่า มีส่วนทำให้ Elantra ได้คะแนนสูงสุด 5 ดาวด้วยหรือไม่
ซึ่งทาง ANCAP ก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดแล้วว่าไม่จริง อยากรู้เพิ่มเติม Search Google ครับ



********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย *********

ความประหยัดน้ำมันกับรถยนต์เกาหลี ยังเป็นเรื่องที่หลายคนกังขา บ้างก็บอกว่า พอกันกับรถญี่ปุ่นนั่นแหละ
แต่ ในช่วงก่อนหน้านี้ Elantra เอง ก็เคยมีข่าวไม่ดีออกมาจากฝั่งสหรัฐอเมริกาว่า ทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
ได้ไม่ดีเท่าที่โฆษณาไว้ จนลูกค้าที่นั่นตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดีเอาเรื่องจนถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่า แล้ว Elantra มันกินน้ำมันแค่ไหน? คงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าจะตอบคุณด้วยการทดลอง
ให้ดูกันจะจะไปเลยอย่างนี้แล้วละ

เหมือนเช่นเคย เหมือนที่ปฏิบัติกับรถยนต์ทุกคันที่เรานำมาทำบทความรีวิว ผมพา Elantra ไปเติมน้ำมัน
เบนซิน 95 Techron ที่สถานีบริการน้ำมัน Caltex บนถนนพหลโยธิน ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์
ในช่วงกลางคืน



เราเติมน้ำมันกันแบบเขย่ารถ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานดั้งเดิมที่ว่า หากเป็นรถยนต์นั่งที่มีเครื่องยนต์
ความจุกระบอกสูบ ต่ำกว่า 2,000 ซีซี ลงมา หากไม่ใช่รถยนต์ประเภท Premium หรือ Niche market ต้อง
ทำการเขย่ารถ อัดกรอกน้ำมันลงไปให้เต็มทุกครั้ง ทุกคัน อีกทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์เบนซิน
ก็ต้องเป็น น้ำมัน เบนซิน 95 เท่านั้น ไม่ใช้ แก็สโซฮอลล์ เนื่องจากการเก็บข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เราใช้น้ำมันเบนซิน 95 กันมาลอด และ Elantra ก็เช่นกัน หนีข้อบังคับนี้ไม่พ้น

สักขีพยาน ยังคงเป็นน้องโจ๊ก V10ThLnD ตามเดิม แต่มีสักขีพยาน จากทางบ้าน เพิ่มเข้ามาอีก 1 คน
คือ คุณ Besthuafoo คุณผู้อ่าน ที่ติดตามเรามานานแล้ว พอดีจังหวะว่าง เลยแวะมาเยี่ยมเยียน และ
ร่วมสังเกตุการณ์ กันที่ปั้มน้ำมัน ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับเราด้วย



เมื่อเติมน้ำมันกันจนเต็มปรี่แล้ว เราก็พร้อมออกเดินทาง คาดเข็มขัดนิรภัย ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ไว้
ที่เบอร์ 1 แต่เร่งน้ำยาแอร์จนเกือบสุด ออกรถ ไปเลี้ยวกลับบนถนนพหลโยธิน ลัดเลาะไปตามซอย
อารีย์ ออกปากซอยโรงเรียนเรวดี เลี้ยวซ้าย สู่ถนนพระราม 6 ไปเลี้ยวขวาขึ้นทางด่วน มุ่งหน้ายาวๆ
ไปจนสุดปายทางด่วนสายเชียงราก ที่ด่านบางปะอิน เลี้ยวกลับย้อนขึ้นทางด่วนสายเดิม ขับกลับมา
เข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง ด้วยมาตรฐานเดิมคือ ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และ นั่ง 2 คน

จากการเปิด GPS หาความเพี้ยนของมาตรวัดพบว่า ความเร็วบนมาตรวัด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จริงๆ
แล้วจะอยู่ที่ 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วมาตรวัด 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วจริงบน GPS อยู่ที่
106 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือเป็นค่ามาตรฐานที่พบได้ในรถยนต์ทั่วไป



เราลงทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนพหลโยธิน เลี้ยวกลับรถที่ใต้สถานีรถไฟฟ้า
BTS อารีย์ เลี้ยวซ้ายเข้าสถานีบริการน้ำมัน Caltex อีกครั้ง เพื่อเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron ให้เต็ม
ออกมาจนถึงคอถัง เหมือนเช่นในช่วงเริ่มต้นทำการทดลอง



ยืนยันให้ดูเลยว่า เราเติมน้ำมันกันจนถึงปากคอถังจริงๆ เขย่ารถกันทั้ง เที่ยวไป และเที่ยวกลับ เพื่อ
อัดกรอกน้ำมันลงไป แทนที่อากาศในถัง ให้เต็มล้นปรี่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รุ่นนี้เขย่าง่าย แป๊บเดียวเสร็จ



เอาละ เรามาดูตัวเลขที่ Elantra คันนี้ทำได้กันดีกว่า
ระยะทางแล่นทั้งหมด บนมาตรวัด 91.8 กิโลเมตร



ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 6.15 ลิตร



คำนวนแล้ว ได้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 14.92 กิโลเมตร/ลิตร

ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่เลว ความประหยัดน้ำมันขณะแล่นทางไกลของ Elantra ใหม่ ยังอยู่ในระดับกลางๆ
ระหว่างเพื่อนพ้องในกลุ่มรถยนต์นั่ง Compact C-Segment คือ ไม่เลวร้าย แต่ก็ไม่ได้ดีมาก อยู่ในเกณฑ์
มาตรฐานรถเก๋งยุคใหม่ ไม่น่าเกลียด ยิ่งเมื่เทียบกันในตารางอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง คุณจะเห็นได้ชัดเจนครับ
ที่แน่ๆ Elantra 1.8 ประหยัดกว่า Ford Focus ใหม่ 1.6 ลิตร (14.1 กิโลเมตร/ลิตร) Mitsubishi Lancer 
ทั้งรุ่น Cedia 1.6 ลิตร CVT (14.2 กิโลเมตร/ลิตร) และรุ่น EX 1.8 กับ 2.0 ลิตร (12.8 กิโลเมตร/ลิตร)









ส่วนการใช้งานจริงนั้น เนื่องจาก มือของผม ไปกดโดนปุ่ม Reset Trip บนพวงมาลัย โดยบังเอิญ ทำให้
ไม่สามารถนำตัวเลขระยะทางที่แล่นไปทั้งหมด จากน้ำมัน 1 ถัง มารายงานคุณผู้อ่านได้ครบถ้วน แต่
จากการใช้ตัวเลขก่อนถูกกด Set 0 บน Trip Meter มารวมกับตัวเลขครั้งสุดท้าย ก่อนเติมน้ำมันเข้าไป
เพื่อให้รถยังพอแล่นส่งคืนถึงสำนักงานใหญ่ Hyundai ย่านซอยคอนแวนท์ สีลม จะได้ ตัวเลขอยู่ที่
ประมาณ 520 - 530 กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมัน 1 ถังเต็มๆ



********** สรุป **********
เอามาประกอบขายในไทย กดราคาให้ต่ำลงกว่านี้ รับรอง ขายดียิ่งกว่านี้อีกเยอะ!

การใช้ชีวิตร่วมกับรถคันนี้ 5 วัน 4 คืน ทำให้ผม ยังคงยืนยันได้เต็มปากว่า ทุกวันนี้ นอกเหนือจาก
วงการดนตรีของเกาหลีใต้ จะพัฒนาตัวเองได้เร็วแล้ว อุตสาหกรรมรถยนต์ของเกาหลีใต้ ก็กำลัง
จะเริ่มได้รับการยอมรับในตลาดโลกมากขึ้นแบบก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน

นับจาก Elantra รุ่นแรก จนถึงวันนี้ Hyundai เลือกจะรักษาแนวทางให้รถคันนี้เป็น C-Segment
ที่เน้นการขับขี่  ที่ต้องสนุกและสบายไปพร้อมๆกับการที่จะต้องมีห้องโดยสารใหญ่โต พอให้
ฝรั่งมังค่าตัวเบ้อเร่อเบ้อร่านั่งกันได้ 4-5 คนไม่อึดอัด

มาวันนี้ Elantra ใหม่ ก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดี เหมือนเช่น รถรุ่นแรก J1 ที่มาเปิดตัวในเมืองไทย
เมื่อปี 1991 นั่นละ คือ Elantra รุ่นที่ผมชอบที่สุด คราวนี้ Hyundai ยกระดับ Elantra ในใจผม จาก
ที่เคย ดร็อปลงไปในช่วงรุ่น XD และ HD ให้กลับมาเป็น Elantra ที่ผมโปรดปรานได้ ในรุ่น MD
อันเป็นรุ่นปัจจุบัน

ยืนยันให้อีกเสียงเลยว่า Elantra ใหม่ ไม่ใช่รถที่เลวร้าย ไม่ใช่รถที่ "แค่งั้นๆ" แต่มันมีคุณงามความดี
ที่มากมาย เป็นรถนำเข้าที่ดีพอให้คุณจ่ายเงินเป็นเจ้าของได้อย่างสบายใจ เมื่อเทียบกับ บรรดาคู่แข่ง
จากทั้งฝั่งญี่ปุ่น หรืออเมริกัน ที่มาในรูปแบบรถยนต์ประกอบในประเทศไทย

เริ่มตั้งแต่ อัตราเร่งที่ดุดันเกินคาด จากขนาดเครื่องยนต์แค่ 1.8 ลิตร ปั่นกำลังได้เท่าๆกับเครื่อง 2.0 ลิตร
ใน Honda Civic เป็นรองแค่เพียง Toyota Corolla ALTIS 1.8 กับ 2.0 และ Chevrolet Cruze 2.0 LTZ
Diesel Turbo เท่านั้น ที่เหลือ Elantra ฟาดเรียบ!

ช่วงล่าง เซ็ตมาดี สมกับที่เป็นพี่น้องรวมตระกูล Hyundai ในระยะหลังๆ ซึ่งต่างก็มาพร้อมกับช่วงล่าง
ที่ดีเกินหน้าเกินตากว่ารถญี่ปุ่นบางรุ่นด้วยซ้ำ ยังมีความนุ่มนวล แถมความคล่องตัว และบุคลิกขับสนุก
แฝงมาให้พบนิดๆ คุณภาพวัสดุที่ใช้ ส่วนใหญ่ ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะผ้าหุ้มเบาะ ที่น่าชมเชย แถม
การเก็บเสียง ก็ถือว่า จัดอยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้ หากใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่สำคัญ
เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูปแท้ๆ จากโรงงาน Ulsan ในเกาหลีใต้ ดังนั้น เรื่องคุณภาพการประกอบถือว่า
อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เพราะนี่คือโรงงานใหญ่สุดของ กลุ่ม Hyundai เขาแล้วละ!



สิ่งที่ยังต้องปรับปรุง มีอยู่บ้าง นิดหน่อย ก็คือ

- เซ็ตพวงมาลัยไฟฟ้า ให้มีการตอบสนองที่ "เป็นธรรมชาติ เหมือนกับพวงมาลัยเพาเวอร์ไฮโดรลิก
เพิมกว่านี้อีกนิด" ระยะฟรี ลดลงจากนี้อีกนิดเดียว อย่าไปดู Toyota Corolla ALTIS และ Honda Civic
ว่าเขาเซ็ตอย่างไร แต่ให้ดู Volkswagen Golf GTi เป็น Benchmark ไว้ นั่นแหละดี! และถ้าได้พวงมาลัย
ที่มีเส้นผ่าศนย์กลาง เล็กลงกว่านี้อีกสัก 1-2 มิลลิเมตร ก็จะช่วยเพิ่มความกระชับในการบังคับรถยิ่งขึ้น

- เปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ ใช้ของเกรดดีขึ้น ให้ทนต่อการหน่วงรถลงมาจากย่านความเร็วสูง ได้ดีกว่านี้
มั่ใจกว่านี้ และลดอาการ Fade ของผ้าเบรก ลงไปให้ได้มากกว่านี้

- ปรับขนาดพื้นที่เหนือศีรษะของผู้โดยสารด้านหลัง ให้มีแอ่งเว้า เพิ่มขึ้นจากนี้อีกนิด เพื่อให้พอมี
พื้นที่ว่าง เหนือศีรษะ สำหรับคนที่มีส่วนสูง ในช่วง 170 - 175 เซ็นติเมตร (เพราะจะให้ปรับเปลี่ยน
แก้ไขตัวถัง คงต้องรอรุ่นต่อไปสถานเดียว)

- เปลี่ยนตำแหน่ง ช่องแอร์คู่กลาง ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อกระจายความเย็นถึงผู้โดยสารด้านหลัง
ให้เพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะสำหรับประเทศเมืองร้อนนั้น ในตอนกลางคืนแอร์ทำงานได้ดีแล้ว แต่
พอเจออากาศตอนกลางวันเข้าไป แอร์ก็ต้องใช้เวลานานอยู่เหมือนกัน กว่าจะทำความเย็นขึ้นมา
จนถึงระดับที่เย็นสบายกำลังดี

- ปรับตำแหน่งของพนักวางแขนเบาะหลัง ให้สามารถวางแขนได้จริง กับผู้คนทุกสรีระ

- เปลี่ยนยางติดรถ จาก Dunlop LM703 ออกไปที มันทำให้รถมีอาการดิ้นเมื่ผ่านรอยต่อพื้นผิวทางด่วน
เสียจน น่ารำคาญมาก! แค่ยางชุดเดียว จะทำให้รถกลับมาขับมั่นใจอย่างที่วิศวกรอยากให้เป็นได้แน่นอน

ผมมองว่า มีเพียงแค่ไม่กี่ประเด็นเท่าที่เห็นอยู่นี้เท่านั้น ที่คิดว่าควรจะปรับปรุงเพิ่มเติม



แต่เหนือสิ่งอื่นใด  อุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้ Elantra และรถเก๋ง Hyundai รุ่นอื่นๆ ทำตลาดในบ้านเรา
ค่อนข้างยาก คือ เรื่องการตั้งราคา....ที่แพงในสายตาของผู้บริโภค

นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังค้างคาใจชาว Hyundai Motor Thailand เขามาหลายปีแล้ว

จริงอยู่ว่า Tucson มีค่าตัวที่แพงกว่าชาวบ้านเขานิดหน่อย แต่นั่นยังพอทำยอดขายได้เรื่อยๆ ผิดกับ
Sonata และ Elantra ที่ต้องไปสู้รบปรบมือกับบรรดาเจ้าตลาดฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรถประกอบในบ้านเรา
และมีค่าตัวถูกกว่ากันชัดเจน ถ้าไม่โดนสอยมาจนหงายเงิบ ก็คงเป็นเรื่องแปลกแล้วละ

ไม่ต้องอื่นไกล ดูราคาของ Elantra ใหม่ เป็นตัวอย่าง...

Hyundai Elantra 1.8E 5MT ราคา  899,000 บาท
Hyundai Elantra 1.8S 6AT ราคา 1,088,000 บาท
Hyundai Elantra 1.8G 6AT ราคา 1,198,000 บาท

ปัญหาก็คือ ค่าตัวของรุ่น 1.8 E เกียร์ธรรมดา กับ 1.8 S เกียร์อัตโนมัติ ออพชันต่างกันน้อยมาก แต่ตั้งราคา
ห่างกันไกลเหลือเกิน ความแตกต่างมันมีแค่ เกียร์อัตโนมัติ ไฟตัดหมอกหน้า พวงมาลัยเพิ่มการปรับระยะ
ใกล้ - ห่าง ได้ ลำโพง 6 จุด ไฟอ่านแผนที่พร้อมกล่องเก็บแว่นกันแดด และแค่นั้น! ถึงขั้นทำให้ราคาต่างกัน
มากถึง 189,000 บาท เลยเชียวเหรอ โอเค ค่าเกียร์แพงอยู่ เข้าใจได้ แต่ ถ้าจะตั้งราคาขนาดนี้ ออพชัน
พวกระบบ ESP และถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสาร ก็ควรจะติดเพิ่มเข้ามาอีกสักหน่อย

นั่นหมายความว่า ถ้าอย่างได้ข้าวของครบๆ คุณต้องเล่นรุ่นท็อป 1.8 G เท่านั้น ซึ่ง จากราคาตั้งขายนี้ เพิ่มเงิน
อีกนิดหน่อย ก็เล่น Chevrolet Cruze 2.0 LTZ Diesel Turbo เครื่องใหม่ ที่แรงสะใจกว่าเดิม หรือจะ
เบี่ยงไปในแนวรักโลก อย่าง Toyota Prius ตัวถูก หรือเพิ่มอีก 100,000 บาท ก็เอื้อมขึ้นไปเป็นเจ้าของ
Toyota Camry 2.0 ลิตร ได้แล้ว

และต่อให้มองต่ำลงมา ค่าตัวระดับนี้ เจอ Ford Focus 2.0 GDi ที่อัพออพชันมาซะแน่นคันรถขนาดนั้น
ถ้าออพชันไม่สำคัญ กลุ่ม C-Segment อีกหลายคัน ก็ยังรอให้คุณเลือกช็อปปิง กันได้อยู่



ตาแพน Commander CHENG! เปรียบเอาไว้ได้ โดนใจผมมากเลย...

"ไม่เห็นยาก...มันก็เหมือนพาแฟนไปกินร้านอาหารเกาหลีดีๆที่อร่อยมาก หรู บริการดี แต่ราคาแพงกว่า
ร้านญี่ปุ่นที่ไปอุดหนุนเป็นประจำอยู่โข..คือคุณจะคิดมากแล้วก็จะถามตัวเองว่าคุ้มหรือวะ จนกระทั่งคุณ...

1) โดนแฟนบังคับไป..ซึ่งคุณก็จำเป็นต้องไป..เสียเงินแพง..แต่ก็อาจมีรู้สึกดี แต่แตกต่างและยอมรับได้
2)  ตัดใจ ไปกินบุฟเฟ่ญี่ปุ่น แล้วก็คิดว่า...เออมันก็ร้านเดิมๆ...แต่ท้ายสุดตอนหลัง ก็กินอิ่มเหมือนกัน
แถมมีเงินเหลือไว้ไปแดกไอติมต่อกับดูหนังสักเรื่อง"

(ปล. นี่เกลาจากข้อความจริงบน Facebook ของผมแล้วนะ...)

ถ้าขนาด ตาแพนของเรา ยังมองแบบนี้ แล้วเราจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร?

มีทางเดียวคือ Hyundai ต้องหาทางนำรถยนต์มาประกอบในประเทศไทย ซึ่งพวกเขาเคยลองมาแล้วกับ
Sonata รุ่นก่อน ผลลัพธ์หนะหรือ? กว่าจะผลักดันยอดขายกันได้ หืดขึ้นคอเลยทีเดียว ไม่น่าแปลกใจว่า
ทางเกาหลีใต้ กับ Sojitsu (ตัวแทน Hyundai ที่มาทำตลาดในบ้านเราตอนนี้) เขาคงจะเข็ด...

เพราะต่อให้จ้างโรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ก็มิได้หมายความว่าจะช่วยให้ราคาขายปลีก กดลงต่ำมา
ได้มากนัก ยิ่งในเมื่อ ราคาขายปลีก อาจต่างกันไม่มากเท่าไหร่ หากเทียบกับการสั่งนำเข้ารถยนต์ใหม่
สำเร็จรูปทั้งคันจากเกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆในแถบ ASEAN ซึ่งก็แค่ทำเรื่อง ดำเนินพิธีการสั่งรถยนต์
เข้ามาขาย ย่อมง่ายดายและสะดวกกว่า การพูดคุยหาซัพพลายเออร์ สั่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบขายในไทย

แต่ในเมื่อ Hyundai ตั้งสโลแกนว่า New Thinking , New Posibility อันหมายความได้ว่า แนวคิดใหม่
ย่อมก่อเกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆอันหลากหลาย ผมก็เลยอยากตั้งคำถามกับ Hyundai .....เปล่าครับ
ไม่ใช่ ในเมืองไทย หรือทาง Sojitsu หรอก แต่จะถามไปถึง สำนักงานใหญ่ ริมทางด่วน ชานกรุง
Seoul เลยนั่นแหละ ว่า...

จะรออีกเมื่อไหร่ ถึงจะเริ่มมองเห็นประเทศไทย เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาดจริงจังเสียที?

ไทย อาจขายรถได้ไม่เยอะเท่าสหรัฐอเมริกา และยุโรป (ซึ่งทุกวันนี้ ทุกโรงงานที่คุณมีอยู่ ก็ผลิตกัน
แทบไม่ทัน งานล้นมืออยู่แล้ว) แต่อย่าลืมว่า ตลาดในแถบนั้น ยังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ แถมยุโรป
ที่คุณตั้งใจจะบุกนักบุกหนานั้น กำลังเจอภาวะวิกฤติอย่างหนักอยู่ 2 ปีข้างหน้า คือช่วงเวลาสาหัส
จะไปจีน ถึงขั้นทำรถรุ่นพิเศษขายที่นั่นโดยเฉพาะ แต่ยอดขาย ก็ไปได้ดีเป็นบางรุ่น อย่างที่เห็นอยู่

ไม่ลองมองมาทาง ASEAN ให้เต็มรูปแบบกว่านี้สักหน่อยหรือ?

ศักยภาพในการเติบโตของตลาดรถยนต์กลุ่ม ASEAN ยังมี Protential ใหม่ๆ Posibility ใหม่ๆ 
รอให้เข้ามาตักตวงไปได้อีกเยอะ แถม ประเทศไทยเราเอง ก็ยังมีแรงงานชั้นดี บางครั้งยังประกอบรถ
เนี้ยบกว่าชาวเกาหลีเองด้วยซ้ำเลยเถอะ! ถ้าไม่รีบเข้ามาวันนี้ แล้วเมื่อไหร่จะเข้ามาเต็มตัวเสียที?

ขนาด Ford ที่ยอดขายน้อยกว่า GM ในบ้านเรา ขายได้ในอันดับกลางๆ ของตลาด เขาเริ่มแล้วนะ
เขาก็มาตั้งโรงงานใหม่เอง อีกแห่งในเมืองไทยแล้วนะ Hyundai เกาหลีละ? มัวแต่สวมชุดฮันบก
กันอยู่หรือยังไง?

หรือจะต้องรอให้ทุกอย่าง สายเกินไป? เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับ Hyundai ในเมืองไทยเมื่อกาลก่อน?

-------------------------------------///-----------------------------------



ขอขอบคุณ / Special Thanks to
คุณสฤษฎร์พร สกลรักษ์ พี่แกะ 
และทีมงานทั้งฝ่ายประชาสัมพันธ์ , Marketing และ Product Planing
บริษัท Hyundai Motor (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ และอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆอย่างดียิ่ง


-----------------------------------------------------

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ยกเว้นภาพถ่ายายละเอียดทางวิศวกรรม ลิขสิทธิ์เป็นของ
Hyundai Motor Company ประเทศเกาหลีใต้
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
15 พฤศจิกายน 2012

Copyright (c) 2012 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
November 15th,2012


แสดงความเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! Click here!



แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2012 เวลา 14:22 น.
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 13 จาก 42