เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของค่ายอย่าง MINI Cooper SE ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว พกพากำลังมา 184 แรงม้า และมีพื้นฐานมาจากรุ่น 3 ประตู พร้อมตกแต่งพิเศษทั้งภายนอกและภายใน ให้มีจุดที่แตกต่างจากรุ่นธรรมดาอยู่บ้าง

เมื่อเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน จะพบว่า MINI Cooper SE สูงขึ้น 18 มิลลิเมตร เนื่องจากมีแบตเตอรี่อยู่ใต้ท้อง จึงต้องยกสูงขึ้นมา แต่จุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่า MINI Cooper S อยู่ 30 มิลลิเมตร ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 1,365 กิโลกรัม หนักกว่า MINI Cooper S ตัวถัง 3 ประตู เกียร์อัตโนมัติ Steptronic เพียง 145 กิโลกรัม



ภายนอกของ MINI Cooper SE แตกต่างจากรุ่นทั่วไปกับกระจังหน้าแบบปิด ทั้งยังเลือกตัดสีตัวถังบริเวณกระจังหน้า, กระจกมองข้าง และหลังคา ด้วยสีเหลือง, สีเทา, สีเงิน, สีขาว, สีดำ หรือ สีเดียวกับตัวถังก็ได้ ชายล่างตัวถังตัดด้วยสีดำ ฝาท้ายและครีบบนแก้มคู่หน้า มีโลโก้รูปปลั๊กบ่งบอกความเป็น EV ชายล่างกันชนหลังปรับใหม่ให้รีดลมดีกว่าเดิม ส่วนล้อเป็นแบบน้ำหนักเบา มีให้เลือก 5 ลาย ขนาด 16 – 17 นิ้ว

ห้องโดยสารเปลี่ยนมาตรวัดใหม่เป็นของเฉพาะรุ่น ขนาด 5.5 นิ้ว ส่วนเกียร์และเบรกมือไฟฟ้าเปลี่ยนมาใหม่ ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ประหยัดพลังงานกว่าระบบทั่วไปถึง 75% ในกรณีที่ใช้เครื่องทำความร้อน เนื่องจากนำความร้อนที่เหลือจากระบบ EV มาเป่าเป็นลมอุ่นในห้องโดยสาร ปิดท้ายกับความจุพื้นที่บรรทุกสัมภาระอยู่ที่ 211 ลิตร และเพิ่มเป็น 731 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลง


ขุมพลังของ MINI Cooper SE เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแบตเตอรี่ lithium-ion ความจุ 32.6 kWh กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ทำอัตราเร่ง 0 – 60 และ 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.9 และ 7.3 วินาที ตามลำดับ ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ระยะเดินทางสูงสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อยู่ที่ 235 – 270 กิโลเมตร ส่วนการชาร์จไฟรองรับการชาร์จหลายรูปแบบ ทั้งไฟบ้านและสถานี Quick Charge โดยอย่างหลังสามารถอัดไฟจนถึงระดับพลังงาน 80% ภายในเวลา 35 นาที ด้านจุดชาร์จอยู่ด้านข้างเยื้องมาท้ายรถฝั่งขวา จุดเดียวกับฝาถังน้ำมันของ MINI ทั่วไป

ความปลอดภัยใน MINI Cooper SE ได้รับการพัฒนาเช่นกัน โดยจะตัดระบบไฟในทันทีที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อีกทั้งโครงสร้างตัวถังได้เสริมความแข็งแรงในจุดที่ต้องซับแรงกระแทก ให้เข้าไปถึงมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่น้อยที่สุด ด้านการขับขี่มีการปรับแต่ง ระบบควบคุมการทรงตัว DSC ให้เหมาะสมขึ้นด้วย

รูปแบบการขับขี่ สามารถปรับได้ 4 แบบ ผ่านระบบ MINI Driving Modes ประกอบด้วย Sport, MID, GREEN และ GREEN+ ส่วนระบบที่นำพลังงานจากการเบรกมาใช้ใหม่ สามารถปรับได้ 2 ระดับ โดยทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ ระบบจะคืนค่าไปตั้งไว้ที่การคืนพลังงานระดับสูง

แม้ MINI Cooper SE จะนำเทคโนโลยีของ BMW จากเยอรมณีมาใช้หลายรายการ แต่แหล่งกำเนิดของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของค่ายคันนี้ ยังผลิตร่วมกับ MINI รุ่นอื่น ที่โรงงานใน Oxford ประเทศอังกฤษ ด้านกำหนดการเปิดตัว ได้มีขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ที่มา: BMW