รถยนต์แต่ละค่าย ย่อมมีสูตรสำเร็จในการแย่งชิงยอดขายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการชูเรื่องพละกำลัง ช่วงล่าง อุปกรณ์อำนวยความสะดวก หรือบางค่ายก็ไม่ได้เน้นที่ตัวผลิตภัณฑ์มากนัก แต่พัฒนาเครือข่ายการบริการ และอะไหล่ จนกลายเป็นรถที่ทำยอดขายได้ดีแม้ว่าตัวรถเองจะไม่ได้มีเสน่ห์อะไรให้น่าหลงใหล

นับตั้งแต่วันแรกที่กลับเข้ามาขายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ผมสังเกตได้ว่าสูตรของ MG ส่วนใหญ่ มักจะเป็นการพยายามประชาสัมพันธ์เรื่อง BRIT Dynamic ซึ่งสื่อถึงช่วงล่างสไตล์อังกฤษที่เน้นการเกาะถนน ยิงโค้งแล้วไม่หลุด ทั้งๆที่ความจริงรถแบบที่ชาวอังกฤษส่วนมากชื่นชอบนั้นจะไม่เน้นการเกาะถนนแบบสุดกู่ แต่ต้องปรับจูนให้ซับแรงสะเทือนได้ดี เพราะถนนสายรองในอังกฤษเอาจริงๆคุณภาพไม่ได้ต่างจากไทยนัก

สูตรต่อมาที่ทาง MG มักจะเน้นคือ พยายามเอาอุปกรณ์ที่ปกติอยู่ในรถหรูหราราคาแพง มาอยู่ในรถของพวกเขา ซันรูฟ คือจุดหนึ่งที่คุณสามารถพบได้แม้กระทั่งในรถเล็กราคาไม่เกินหกแสนบาทอย่าง MG3 และต่อมาก็คืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัยต่างๆ ที่มีคุณประโยชน์มาก แต่ลูกค้ารถขนาดเล็กตัวจริงกลับไม่ค่อยสนใจเท่าที่ควร  อย่างไรก็ตามรถของ MG โดยส่วนมากยังมีดีไซน์ที่แปลกประหลาด ทั้งภายนอกและภายใน คนที่ชอบก็ชอบเลย เกลียดก็เกลียดไปเลย นั่นยังไม่นับเรื่องการวางตำแหน่งการใช้งานสวิตช์บางอย่างแบบที่ชวนงง

แม้จะไม่ถูกใจไปซะทุกอย่าง แต่ผมยอมยกนิ้ว (โป้ง) ให้ในเรื่องความพยายามในการมีเอกลักษณ์ของตัวเอง และอันที่จริง ผมเองก็ชอบดีไซน์ของ MG ยุคหกเหลี่ยมแปดเหลี่ยมอย่าง MG5 และ MG GS ด้วยซ้ำไป

แต่ใน MG HS รถรุ่นใหม่ที่จะมาทำตลาดแทน GS นั้น ผมรู้สึกได้ว่า MG กำลังเข้าใจความเป็นไปของโลกในหัวของลูกค้าตัวจริง และพยายามปรับทุกอย่างให้เอาใจผู้บริโภคมากที่สุดเท่าที่ต้นทุนกับระดับของรถจะอำนวยให้ไปถึง

ในวันที่ 6 กันยายน เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนถึงกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 25 กันยายน 2019 ทาง MG ได้เชิญสื่อมวลชนไทยไปลอง “Sneak Preview” แอบดูเป็นแอบดูตาย กับ HS เวอร์ชั่นไทยของจริงแบบที่เราจะได้ซื้อกันในเร็ววันนี้ โดยรายละเอียดหลายส่วน รวมถึงราคา และอุปกรณ์ในภาพรวม ยังเก็บไว้เป็นความลับ และยังได้เปิดโอกาสให้ทดลองขับสั้นๆในสนาม MG Driving Experience Center ของพวกเขาที่อยู่ริม ถนนศรีนครินทร์

แม้จะยังไม่ครบในเรื่องการทดสอบ และยังไม่ได้ครอบคลุมการลองขับแบบปกติ แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยหลายท่าน..รวมถึงคนที่รอเก็บข้อมูลเรื่องอัตราเร่งของ MG ไปแซว น่าจะมีหลายเรื่องที่อยากทราบกัน ก็จะเขียนให้ฟัง เป็นรีวิวแบบสั้น รวบรัด ก่อนที่จะมีการเชิญไปขับในทริปจริงจังอีกที เพราะฉะนั้น ถ้าข้อมูลส่วนใดไม่อยู่ในบทความนี้ ก็นั่นล่ะครับ แปลว่าผมยังไม่ทราบ

เนื่องจากตัวเลขทั้งหมด ยังไม่มีการเปิดเผยจาก MG Thailand เราจึงต้องอ้างอิงข้อมูลหลายส่วนจากรถสเป็คจีน

HS มีขนาดตัวถัง ยาว 4,574 มิลลิเมตร กว้าง 1,876 มิลลิเมตร สูง 1,664 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ถ้าเปรียบเทียบกับ MG GS รุ่นเดิม ซึ่งมีความยาว 4,500 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร ความสูง ตั้งแต่ 1,665 และ 1,699 มิลลิเมตร ตามแต่ละรุ่นย่อย ระยะฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร จะพบว่า HS ใหม่นั้น ยาวกว่า กว้างกว่า สูงไล่เลี่ยกันกับรถรุ่นเดิม ส่วนฐานล้อนั้นยาวขึ้น 70 มิลลิเมตร

ส่วนน้ำหนักรถนั้น ในเมืองจีน HS รุ่น 1.5 แจ้งน้ำหนักเอาไว้ประมาณ 1,533-1,557 กิโลกรัม และถังน้ำมัน มีขนาด 55 ลิตร

ดีไซน์ภายนอก มีความคล้ายกันกับรุ่นน้องอย่าง ZS โดยเฉพาะด้านหน้า แต่คุณจะเห็นองค์ประกอบหลายส่วนที่ดูก็รู้ว่ารับเอาอิทธิพลมาจากใคร..ตามความคิดผม วิธีที่กระจังหน้ามาบรรจบกับไฟหน้าดูแล้ว..Mazda ส่วนในตัวกระจังซึ่งเป็นจุดเล็กๆๆๆๆๆนั้นก็..Diamond Grille ของ Mercedes-Benz ด้านข้างของรถมีความผสมผสานระหว่าง Audi Q5 และ Nissan Qashqai (รุ่นนี้ไม่มีขายในไทย) ส่วนด้านท้ายรถนั้นถ้าลองเอามือปิดรูปรถทั้งคันให้โผล่มาแค่ส่วนท้าย ก็จะนึกถึง..BMW X1

MG บอกว่า พวกเขาเลิกใช้เส้นสายแบบหักเหลี่ยมหักคมแบบใน MG5 หรือ GS แล้วพยายามเปลี่ยนมาเป็นเส้นที่เดินโค้งอย่างเป็นธรรมชาติแทน ในยามที่รถวิ่ง จะเห็นว่าแสงเงาด้านข้างจะไม่มีรอยหัก ยกเว้นบริเวณซุ้มล้อที่ต้องปูดออกมาให้รถดูมีความกำยำขึ้น จะสวยหรือไม่สวย แล้วแต่ชอบครับ ผมคิดว่า GS รุ่นเก่าดูมีเอกลักษณ์ดี แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า..ถ้าเราไม่ไปนึกว่ามันมีองค์ประกอบหลายส่วนคล้ายยี่ห้ออื่นอยู่มาก..รถมันก็สวย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสีแดง ยิ่งน่ามองครับ

รถรุ่นที่นำมาให้เราลองขับกันวันนี้เป็นรุ่นท้อป (น่าจะใช้ชื่อรุ่นว่า 1.5 X) ซึ่งมีกุญแจสมาร์ทคีย์แบบใหม่ หน้าตาสวยงามมีสไตล์ขึ้นเยอะ ส่วนเบาะนั่งนั้นก็หุ้มหนังสีแดงสลับดำ เหมือนจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่เราเห็นจากพวก Mercedes-Benz C-Class จากนั้นก็ Honda HR-V แล้วก็ HS นี่ล่ะครับ

เบาะนั่งด้านคนขับ ปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ตัวเบาะปรับสูง/ต่ำได้ แต่ปรับองศาการเทหน้า/หลังไม่ได้ พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง ขึ้น/ลง/เข้า/ออก แต่เป็นระยะที่ไม่เยอะนัก ส่วนเบาะฝั่งคนนั่งก็เป็นแบบไฟฟ้า แต่ปรับสูง/ต่ำไม่ได้อย่างเบาะคนนั่ง ส่วนการรองรับสรีระของตัวเบาะนั้น เบื้องต้น ผมมองว่าส่วนเบาะรองนั่งนั้นมีความยาวปานกลาง จะพอดีสำหรับคนตัวสูง 160-175 แต่สำหรับผมซึ่งสูง 183 เซนติเมตร คิดว่าถ้ามันยาวกว่านี้สัก 1.5 นิ้วก็จะสบายกำลังสวย ช่วงพนักพิงหลังรู้สึกว่านุ่ม มีปีกกางออกมารองรับทางซ้ายและขวาซึ่งก็ยังไม่แข็งและโอบแบบรถซิ่ง หาความสบายได้อยู่ หมอนรองศีรษะเป็นแบบตายตัว ซึ่งพอนั่งแล้วรู้สึกว่าแม้จะมีความนุ่ม แต่ยังมีองศาการดันค่อนข้างเยอะไปนิด เหมือน Toyota CH-R ซึ่งถ้าจะนั่งขับให้สบาย ต้องเอนเบาะมากกว่ารถโดยตัวไปสักนิด

สังเกตลักษณะของเบาะหน้า มีความคล้ายเบาะที่อยู่ในรถ Performance Car หลายรุ่น เดาว่า MG น่าจะศึกษาและวิจัยมาเช่นเดียวกับภายนอก พวกเขาดูว่าลูกค้าสมัยนี้ เห็น Feature ไหนของรถระดับพรีเมียมแล้วรู้สึกชอบ ก็พยายามดัดแปลงและนำมาใช้กับรถตัวเอง ซึ่งก็ไม่เถียงครับ ถึงจะไม่ได้นั่งสบายแบบ CR-V แต่เวลามองเข้าไปในรถแล้วมันดู Sexy ดีอยู่

ส่วนเบาะหลังนั้น อะโห..พูดตามตรง ผมว่าสบายกว่าด้านหน้าอีก เพราะมีความนุ่มกึ่งแน่นในระดับเลือดลมไหลเวียนได้กำลังดี แล้วยังปรับเอนได้ 3 ระดับ พนักพิงศีรษะก็นุ่มกว่า Subaru XV/Forester และติดตั้งในตำแหน่งที่รองรับคนตัวสูงได้ดีกว่า CR-V ตัวเบาะรองนั่งนั้นติดตั้งไว้ในระดับสูงจากพื้นไม่มากเท่า CR-V หรือ X-Trail ทำให้คนทั่วไปนั่งได้สบาย แต่ผมนั่งแล้วจะรู้สึกว่าต้องชันเข่านิดๆ เนื้อที่วางขาไม่ใช่ปัญหา เพราะได้ฐานล้อยาวขึ้น 70 มิลลิเมตรมาช่วยไว้ แต่พื้นที่เหนือศีรษะจะไม่มากนัก เพราะต้องเผื่อที่สำหรับกรอบกระจกหลังคา Panoramic ผมสามารถนั่งหลังตรงแล้วหัวไม่ติด แต่ก็ใกล้หลังคามากแล้ว โดยรวมแล้วผมว่า X-Trail สบายกว่า แต่ HS ก็น่านั่งกว่า Mazda CX-5 มาก

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย จากโบรชัวร์จีน แจ้งว่ามีความจุ 463 ลิตร และถ้าพับเบาะลง จะได้พื้นที่เพิ่มเป็น 1,287 ลิตร ซึ่งต้องบอกเลยว่า ด้วยความที่ HS เป็น SUV ประเภทท้ายสั้นแบบครอสโอเวอร์ทะมัดทะแมง พื้นที่ก็เลยน้อยไปนิด เล็กกว่า Mazda CX-5 (505 ลิตร) และถ้าให้พูดตามตรง..ใหญ่กว่า ZS (448 ลิตร) แค่นิดเดียว ดังนั้นถ้าใครต้องขนของเยอะๆเต็มคันบ่อยๆ ให้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ

บรรยากาศในห้องโดยสาร แว่บแรกที่เห็นก็รู้สึกแปลกใจมาก มันดีกว่าที่ผมคาดเอาไว้แม้จะเคยเห็นจากในรูปเว็บเมืองนอกมาบ้างแล้วก็ตาม มีแค่แดชบอร์ดตอนบนที่เลือกวัสดุกัดลายมาดูยังไม่พรีเมียมอย่างที่ทางค่ายหวังนัก แต่ส่วนอื่น ผมถือว่าจบสำหรับรถราคาระดับนี้ เอารูปภายในของ HS กับ GS มาเทียบกันแล้วดูไม่รู้เลยว่านี่คือรถยี่ห้อเดียวกัน มีการเลือกใช้วัสดุหุ้มแบบนุ่มพร้อมเย็บตะเข็บในหลายจุดจนแทบจะอยากซื้อจักรเย็บผ้าจาโนเม่ให้คนงาน MG ไปใช้ ปุ่มเปิ่มที่เคยละลานตา ถูกเก็บจนเรียบไปอยู่ในจอกลาง (ดังนั้นจอจ๋าเอ็งอย่าพังนะเว้ย)

สวิตช์บนคอนโซลกลางเป็นแบบปุ่ม ที่ตั้งขึ้นรับองศาการกดลงของนิ้ว ใช้ง่ายขึ้น จอกลางอยู่ส่วนบนสุดของแดชบอร์ด แต่จะอยู่ห่างจากระดับสายตาเวลามองถนนมากกว่าที่คิดสักหน่อย เพราะจริงๆแล้วตำแหน่งเบาะนั่งค่อนข้างสูงและตัวแดชบอร์ดค่อนข้างเตี้ย

การควบคุมหลายอย่างทำผ่านจอกลาง ซึ่งมีข้อดีในแง่ความสะดวก แต่ถ้าจอเจ๊งเมื่อไหร่ความฉิบหายบังเกิดแน่นอน

พวงมาลัยเป็นเอกลักษณ์ MG แบบ 3 ก้าน ที่ก้านพวงมาลัยด้านขวาจะใช้เพื่อการควบคุมจอ MID บนหน้าปัด และถ้าคุณสังเกตดีๆนะครับ ซีกขวาของพวงมาลัยจะมีปุ่มแดงๆ ติดตั้งในตำแหน่งที่นึกถึงปุ่มปรับ Mode ของพวก Porsche แต่สำหรับ MG HS ปุ่มนี้คือปุ่ม “Super Sport Mode” ผมไม่ได้ล้อเล่นครับ เขาใช้ชื่อนี้จริงๆ เมื่อกดแล้วก็จะเหมือนเข้าโหมดสปอร์ตสุดของระบบขับเคลื่อน และยังปรับน้ำหนักพวงมาลัยให้ตึงมือสุดอีกด้วย

ขออภัยที่ต้องมีพลาสติกปิดหน้าปัดมาอย่างนี้..เพราะผมยังไม่กล้าไปแกะออกครับ

หน้าปัดของ MG HS ตัวท้อปสเป็คไทย จะมีหน้าตาแบบนี้ เรายังไม่ได้หน้าปัดแบบเป็นแผงจอสีเต็มอย่างรุ่น 2.0 เทอร์โบตัวท้อปของจีน มาตรวัดสองฝั่งเป็นเข็มอนาล็อก มีจุดเก๋คือมาตรวัดรอบหมุนทวนเข็มนาฬิกาซึ่งพอชินแล้วก็ดูไม่ยากอย่างที่คิด แสงสีและความชัดในการอ่านยังพอได้อยู่ ส่วนตรงกลางนั้นเป็นจอ MID ที่จะมีการทำมาตรวัดน้ำมัน และอุณหภูมิเครื่องผนวกเข้าไปจนบางคนดูรูปแล้วอาจนึกว่าเป็นเข็ม แต่จริงๆเป็นกราฟฟิกบนจอสีครับ

แม้ตัวอักษรกับตัวเลขในหลายจุดจะค่อนข้างเล็กไป อ่านยากไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็สามารถแสดงข้อมูลที่จำเป็นได้ครบ ใช้ความเป็นจอ TFT ค่อนข้างคุ้ม สามารถปรับโชว์เลขความเร็วเป็นดิจิตอลได้ (ไอ้ส่วนนี้ฟอนท์โต อ่านง่ายไม่มีปัญหา) และยังสามารถใช้มอนิเตอร์แรงดันลมยาง 4 ล้อได้ ที่สำคัญ พอกดไปกดมา ก็เจอหน้าจอสำหรับปรับระยะชิด/ไกล ในการรักษาระยะห่างกับรถคันหน้า

..ใช่แล้วครับ HS ตัวท้อป มี Adaptive Cruise Control มาให้ โถ่ สมัยนี้ขนาด C-HR ล้านนิดๆเขายังมี MG จะพลาดได้อย่างไรครับ

จอกลาง ยังไม่ทราบขนาด แต่น่าจะโตระดับ 9-11 นิ้วหรือมากกว่า เป็นจอทัชสกรีน เอานิ้วแตะกดลากได้เหมือน iPad มีระบบนำทางมาให้ (ของ TomTom) และมีจุดเด่นที่กล้องรอบทิศทาง 360 องศา ซึ่งสามารถปรับการแสดงผลได้หลากหลายมาก โชวพื้นด้านหน้ารถ โชว์พื้นท้ายรถ ส่ององศาการเลี้ยวของล้อหน้าได้ทั้งสองฝั่ง และยังปรับการโชว์แบบ Simulate เหมือนมีรถของเราเข้าไปอยู่ในภาพอีกด้วย เป็นลูกเล่นที่คนขับรถชำนาญมากๆไม่เห็นค่า แต่พวกกลัวที่แคบๆแบบผม พบว่าบางทีมีไว้ก็เป็นประโยชน์ได้

****รายละเอียดทางวิศวกรรมและการทดลองขับ****

ขอรวบพูดทีเดียวสองหัวข้อเนื่องจากข้อมูลมีน้อย และได้ลองขับไม่เยอะเท่าไหร่ การลองขับที่สนามของ MG ให้เราได้ลองอัตราเร่ง 0-100 ทดลองเบรก และเข้าโค้งที่ความเร็วไม่มากนัก ยังต้องลองขับออกถนนจริงจังอีกสักรอบถึงจะสรุปได้ดี รวมถึงอัตราการสิ้นเปลือง ซึ่งไม่มีโอกาสให้จับตัวเลขกัน

ในตลาดโลก MG HS มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์

เบนซิน 1.5 เทอร์โบ รหัส SGE

Direct Injection 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 1.5 ลิตร  1,490 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 74.0 x 86.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.3 : 1 กำลังสูงสุด 169 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 275 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ ขับเคลื่อน 2 ล้อ

เบนซิน 2.0 เทอร์โบ รหัส 20L4E

4 สูบแถวเรียง  16 วาล์ว TGI-TECH ขนาด 2.0 ลิตร 1,995 ซีซี. Direct Injection พร้อม Turbocharged กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก 88.0 x 82.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0 : 1 กำลังสูงสุด 218 แรงม้า (PS) ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 2,500 – 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 6 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ

สำหรับเมืองไทยนั้น แม้ทาง MG จะไปเปิดสเป็คเครื่องยนต์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่เมื่อมีการขึ้นสไลด์ให้ดูว่ารถ HS สเป็คไทย จะใช้เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ มันก็สรุปได้ง่ายมากว่า เราจะได้ใช้เครื่อง 1.5 ลิตรบล็อค SGE นั่นแหละครับ แต่อาจมีการปรับแต่งให้รองรับ E85 และอาจส่งผลให้แรงม้ากับแรงบิดต่างไปจากสเป็คจีนที่ผมเขียนไว้ข้างบนนี้

พวงมาลัยแบบเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) ระบบกันสะเทือนอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบมัลติลิงค์ ระบบเบรก เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมเบรกมือไฟฟ้าและระบบจับเบรกอัตโนมัติที่ใช้สำหรับเวลารถติด มีระบบเบรก ABS ระบบควบคุมการทรงตัวตามแบบที่เราเห็นมาใน MG ทุกรุ่น

สำหรับอัตราเร่งของ MG HS ใหม่นั้น ถ้าใครคิดว่าจะอืด เหนื่อย..Salt Boat แบบ ZS ก็ช่วยดูตามความจริงนิดนึงว่าขนาด GS 1.5 เทอร์โบรุ่นก่อน ก็ไม่ใช่รถที่อืดแล้ว และถ้าคุณสงสัยว่าล้อและยางโตขนาด 235/50R18 จะทำให้ HS 1.5 ลิตรอืดลง..ผมคิดว่าคงไม่หรอกครับ

เพราะขนาดเราทดสอบตอนกลางวัน หลังฝนตก และใช้ Normal Mode โดยมีผมกับพี่ Instructor นั่งไปด้วยกัน น้ำหนักบนรถน่าจะมี 220 กิโลกรัม มากกว่ามาตรฐานทดสอบปกติของเว็บเราประมาณ 50-60 กิโลกรัม ผมยังสามารถจับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 10.9 วินาที เร็วกว่า CR-V 2.4 เบนซิน (11.15 วิ) และใกล้เคียง CX-5 2.0SP (10.79 วินาที) และอย่าลืมว่า 2 คันหลังนี่คือตัวเลขที่ทดสอบตอนกลางคืนและมีน้ำหนักบรรทุกเบากว่านะครับ ดังนั้น ดูตามม้า..169 ตัว แล้วหันไปมองคู่แข่ง ผมว่า HS เป็น MG อีกคันที่เห็นม้าเท่าไหร่ ก็วิ่งดีตามเท่าที่มันควรเป็น

เอาคลิปดูละกันครับ

ในช่วงออกตัว จะมีอาการคิดก่อนทำอยู่สักพัก แล้วก็ค่อยๆเพิ่มพลังขึ้นหลังจากผ่าน 2,600 รอบต่อนาที แล้วที่เหลือก็เป็นแรงดึง ตามที่รถ 169 แรงม้าควรเป็น แต่ถ้าคุณไปโฟกัสอยู่กับตัวเลขแรงบิด 275 นิวตันเมตร อาจจะรู้สึกว่าทำไมมันไม่ไวกว่านี้ ก็เอาเถอะครับ ผมคิดว่าเมื่อทดสอบจริง เราอาจจะได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ X-Trail 2.5 ลิตร ซึ่งนั่นก็ไวพอแล้วสำหรับรถครอบครัวระดับนี้

ก็ยังเหลือแค่ช่วงอัตราเร่งแซงนั่นแหละที่ยังไม่รู้!

สำหรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ในการขับทั่วไป ก็ถือว่ามีความคล่องตัว ทำได้ดี โหมด Super Sport จะดึงรอบให้สูงขึ้นบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังมีเรื่องของการเซ็ตคันเร่งกับเกียร์ที่ยังมีนิสัยแบบ MG GS 1.5 หลงเหลืออยู่ เช่นเวลาอยู่ในโค้งแล้วกะจะเพิ่มคันเร่งเพื่อให้รถผ่านโค้งได้ไวขึ้น แต่รถกลับไม่ยอมคิกดาวน์ ลากเกียร์สูงไป ทำให้รู้สึกเหี่ยวเฉา แล้วพอกดเพิ่มอีกนิดเดียวก็คิกดาวน์แบบเลยป้ายไปเลย เรื่องความง่ายในการคอนโทรลพลังผ่านคันเร่งในโค้ง สู้พวกรถ CVT อย่าง CR-V กับ X-Trail ไม่ได้ และสู้รถเกียร์อัตโนมัติที่จูนมาดีอย่าง CX-5 ไม่ได้เหมือนกัน

หวังว่านี่คงเป็นรถ Pre-production ที่ยังจะสามารถปรับจูนส่วนนี้ได้อีก แต่ถ้าไม่ปรับอะไร มันก็จะเหมือนกับ MG GS 1.5 นั่นแหละ

ส่วนการตอบสนองในแง่อื่น ผมมีความเห็นคล้ายกับที่พี่ J!MMY เขาไปลองขับที่จีนมา กล่าวคือ พวงมาลัย มีน้ำหนักเบากำลังสวย ไม่เบาบ้าบอแบบ X-Trail (ไมเนอร์เชนจ์) แต่พอเพิ่มความเร็วแค่พ้น 60 ก็หนักขึ้น หนืดกำลังดี ในโหมด Super Sport ก็หนักจนเทียบเท่ารถสปอร์ตอย่าง BMW Z4 ในโหมด Normal ได้เลย อัตราทดพวงมาลัยเซ็ตมาได้เหมาะสมแล้ว ไม่เฉื่อยหรือว่อกแว่กเกินไป เลี้ยวไปตามโค้งของสนามทดสอบได้อย่างคล่องตัว น้ำหนักเวลาหมุนซ้ายขวาเร็วๆ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันดี

ช่วงล่าง ผมมองว่าตัวโช้คอัพและสปริงมีการเซ็ตให้หนึบ 55% นุ่ม 45% เทียบแบบนี้ละกัน มันไม่ได้นุ่มนวลเท่า CR-V แต่มีความแน่นตึงตังนิดๆของ X-Trail และ Subaru XV อยู่ เหมือนกับเอา GS 1.5 มาใส่ล้อ 18 นิ้ว แล้วก็ไปปรับช่วงล่างให้เก็บความสะเทือนขรุขระส่วนเล็กส่วนน้อยออกไป ส่วนตัวผมคิดว่าสำหรับคนที่ขับเร็ว ช่วงล่างแบบนี้ก็ตอบสนองได้ดีพอแล้ว แต่ยังไม่ได้ลองที่ความเร็วสูงกว่า 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงนะครับ

แป้นเบรกมีระยะเหยียบปานกลาง ไม่สั้นแบบ Mazda และน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่าง Mazda กับ Honda ในการขับแบบปกติจนถึงเหยียบตึงก่อนเข้าโค้งนั้น ตอบสนองได้ดีตามสั่ง มีระยะฟรีช่วง 1-1.5 นิ้วแรก ซึ่งเมื่อเทียบกับน้ำหนักและความไวของการตอบสนองในส่วนที่เหลือ ก็ถือว่ารับได้ และไม่ได้มีอาการหน้าทิ่มตลอดเวลาที่เหยียบเบรกให้รำคาญ

***สรุปเบื้องต้นหลังสัมผัสกันสั้นๆ***

MG HS ใหม่นั้น เป็นรถที่ทำให้ผมว้าวได้ในเรื่องของห้องโดยสารซึ่งเป็นการปฏิวัติจากดีไซน์เดิม วัสดุแบบเดิมที่อยู่ใน GS ไปจนหมดสิ้น ไม่มีอะไรที่เห็นแล้วต้องด่าแรงๆในขณะนี้ ส่วนมากต้องออกปากชมเสียด้วยซ้ำว่านี่รู้จักพัฒนา รู้จักการเดินไปในแนวทางที่ผู้บริโภคเขานิยม ซึ่งบางครั้งเมื่อคุณต้องซื้อรถราคาเรือนล้าน การจะทำตามแนวประชานิยมบ้างก็ไม่แปลก และสำหรับภายในของ HS นี่ พูดง่ายๆว่าเต็ม 10 ผมก็ให้ 9.8 ไม่ต่ำกว่านั้น เว้นเสียแต่ว่าจะไปเจออะไรอย่างอื่นในการลองขับที่ยาวกว่านี้

ส่วนดีไซน์ภายนอก ผมมองว่าลงตัว แม้จะขาดเอกลักษณ์ความเป็น MG อย่างที่เราชินกันมา แต่ไอ้ครั้นจะให้ไปปรับแก้ ก็ยังนึกไม่ออกว่ามีส่วนไหนที่อยากแก้ ก็คงมีไฟท้ายนั่นแหละที่ผมรู้สึกว่ารูปทรงไฟของ ZS ทำมาดูสวยกว่า และไม่เหมือน BMW จนเกินไป แต่ถ้า HS ไฟท้ายเหมือน ZS… คุณก็รู้ว่าคนในประเทศเราตอบรับยังไงกับการที่รถใหญ่กว่าราคาแพงกว่าไปมีองค์ประกอบเหมือนกับรถที่เล็กและราคาถูกกว่า

พละกำลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่ยังไม่ทราบแรงม้า Final ผมถือว่า เหมาะสมแก่รูปแบบรถและพละกำลัง ขับแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีเรื่องน่าตื่นเต้นมากกว่า Forester 2.0 และทำเวลาได้ดีกว่า CR-V 2.4 นั่นก็คงพอแล้วสำหรับ SUV เครื่อง 1.5 ลิตรเทอร์โบคันนี้ จุดที่ยังต้องปรับคือการทำงานประสานกันระหว่างคันเร่งกับเกียร์ ต้องทำให้สามารถใช้เท้าเต๊าะสั่งการแล้วรถเลือกเกียร์ที่เหมาะสมกับการขับให้มากกว่านี้ รู้จักว่าจังหวะไหนกดเท่าไหร่ รถควรจะพุ่งเท่าไหร่ ใช้เกียร์อะไร ในเรื่องนี้ยังรู้สึกว่า HS ไม่พัฒนาจาก GS เท่าที่ควร รวมถึงยังมีอาการเย่อกระตุกในช่วงความเร็วต่ำอยู่ด้วย

ส่วนช่วงล่าง เบื้องต้น ทดสอบหักเลี้ยวโค้ง และดูอาการตอนเร่งกับเบรก ผมคิดว่า HS ก็ยังคงเดินแนวทาง SUV สำหรับคนขับรถเร็วเหมือนกับ GS แต่ได้รับการขัดแต่งรายละเอียดให้สามารถซับแรงกระแทกได้มากขึ้น มีความรู้สึกเหมือนขับรถหนักๆแน่นๆมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10-15%

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งอ่านรีวิวนี้ เห็นผมไม่ค่อยติอะไรแล้วรีบสรุปเลยว่ารถคันนี้ดีเว้ย น่าซื้อเว้ย เพราะเรายังต้องนำมันไปลองขับบนทางยาวๆ อย่างน้อยขอสัก 100-200 กิโลเมตรให้รู้เรื่องรู้อาการมากกว่านี้ จึงจะสามารถสรุปได้

สำหรับ MG ที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่ามันเป็นรถที่มีข้อเสียโผล่มาไม่แพ้ข้อดี แต่สำหรับ HS นี้ ผมเห็นด้วยกับ J!MMY ว่า มันเป็น HS ที่ผมได้ลอง ได้สัมผัสแล้วรู้สึกว่ามันมีศักยภาพในการสร้างตัวเลขยอดขายได้จริง และ เป็นรถที่มีพัฒนาการหลายด้านขึ้นกว่าแต่เก่าจริง สิ่งที่จะหยุดยั้งยอดขายของรถคันนี้ได้เมื่อมันเปิดตัวไปแล้วก็มีแค่สองอย่าง

หนึ่ง คือราคา ที่ผ่านมา MG มักเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ให้ของโคตรคุ้ม ในราคาที่ถูกในสายตาผู้บริโภค ยกเว้น MG6 กับ Extender ที่ผมมองว่าเห็นรถเห็นราคาแล้วซื้อไม่ลง แต่ ZS และ ZS EV นั้นตั้งราคามาได้เหมาะสมอย่างมาก ในกรณีของ HS นั้น ทางผู้บริหารยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ผมจึงต้องใช้การเดาจากประสบการณ์ว่า HS น่าจะมีให้เลือก 3 รุ่นย่อย รุ่นล่างสุด น่าจะต่ำกว่าล้าน แต่ไม่น่าจะ 890,000 บาทเหมือน GS 1.5 รุ่นเริ่มต้นหรอกครับ ส่วนตัวท้อป น่าจะมี 1.2 ล้านบวกลบ แต่ถ้ามันแพงกว่าที่ผมคาดไว้ และเข้าไปจ่อใกล้คู่แข่งพิกัด 2.0 ลิตรมากเท่าไหร่ ความน่าเล่นก็จะลดลง

สอง คือความน่าไว้เนื้อเชื่อถือของตัวรถ สำหรับรถ Pre-production ล็อตที่เรานำมาทดสอบนั้น ผมยังไม่อยากจับผิดอะไรมากนัก แต่ถ้าเป็นการทดสอบจริงเมื่อไหร่ ก็ขออย่าให้เจออะไรแปลกๆ เช่น ระบบจอกลาง ระบบความบันเทิงไม่ทำงาน หรือมีปัญหา ที่ผ่านมา ผมว่าคนชอบและอยากลอง MG หลายคน แต่ไม่กล้าเล่นเพราะระบบต่างๆของรถนั้น..ยังพูดไม่ได้เต็มปากว่ามันเสถียรพอ เมื่อเทียบจำนวนเคส Defect ที่เราเห็นกับยอดขาย คุณลองจินตนาการดูว่าถ้าวันนึง MG ขายรถได้ 70% ของแบรนด์ตลาด แล้ว Defect Rate ไม่ลดลง มันจะกลายเป็นปัญหาที่แก้ยังไงก็นานกว่าคนจะลืมแน่นอน

เราเห็นความพยายามจากฝั่งพัฒนารถแล้วว่าดีขึ้น ขอแค่เรื่องนี้อีกเรื่อง MG ก็น่าจะไปได้สวยขึ้นเยอะครับ

—-/////—–

 

ขอขอบคุณ / Special Thanks to :

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท MG Sales (Thailand) จำกัด

————————————————–

Pan Paitoonpong
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย รถยนต์ในประเทศไทย เป็นผลงานของผู้เขียนและช่างภาพจาก MG ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com 6 กันยายน 2019

Copyright (c) 2017 Text and Pictures. Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited. First publish in www.Headlightmag.com 6 September 2019

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE!


ภาพรถคันจริง All NEW MG HS เวอร์ชั่นไทย พร้อมรายละเอียดเบื้องต้น คาดราคาเริ่มต้น 9 แสนปลาย : http://www.headlightmag.com/photo-thai-spec-all-new-mg-hs/

ภาพรถคันจริง All NEW MG HS เวอร์ชั่นไทย พร้อมรายละเอียดเบื้องต้น คาดราคาเริ่มต้น 9 แสนปลาย