ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
สิงหาคม 22, 2014, 14:53:34
  • หน้าแรก
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก


หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ระยะยาวรถ Hybrid  (อ่าน 3556 ครั้ง)
me0708
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 105


เหนื่อยได้ แต่อย่าท้อ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 14:58:58 »

ตอนนี้ข้อมูลมา 2 ทาง รถ Camry Hybrid
1. รถเกิน 5 ปี มีแต่แย่กับแย่ คือ
- ราคาขายต่อตกมากๆ
- ค่าซ่อมบำรุงจะสูงจากความไฮเทคของมัน
- อะไหล่ในอนาคต(แบต)ไม่รู้จะถูกลงจริงไม๊

2. รถเกิน 5 ปี ไม่ถึงกับแย่ คือ
- ราคาขายตกตามปกติ
- ค่าซ่อมและอะไหล่จะถูกลง เพราะคนใช้มากขึ้นผลิตมากก็ถูกลง
- แบตต่อไปจะผลิตในไทยถูกลงแน่นอน

ตอนนี้ชักสับสนว่า Camry Hybrid คุ้มในระยะยาวไม๊ ขอความเห็นหน่อยครับ
(ที่เลือก Hybrid เพราะต้องการออฟชั่น จริงๆใช้รถน้อยปีละ 10000 โล)
(ไม่เลือกยี่ห้ออื่น เพราะราคาพอๆกันได้เครื่องแรง+ประหยัด ถึงจะใช้น้อยแต่รถประหยัดก็น่าจะดีกว่า)

บันทึกการเข้า

อุบลวรรณ
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 458



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 15:27:25 »

ความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆนะครับ อาจไม่ตรงกับความคิดคนส่วนใหญ่ ออกตัวไว้ก่อน

ผมมองว่า ณ เวลานี้ ยังไม่เหมาะที่จะซื้อรถไฮบริดครับ  เพราะ

1.ระบบไฮบริดยังอยู่ในช่วงพัฒนาครับ ถ้าเปรียบเป็นบันได้5ขั้น ปัจจุบันอยู่แค่ในขั้นที่2  เพราะ อัตราความประหยัดยังไม่ดีเท่าที่ควร ดูอย่างเครื่องดีเซลของบีเอ็มยังประหยัดกว่าไฮบริดอีก ผมเชื่อว่าไฮบริดยังไปได้อีกไกลครับ  โหมด EV ขับด้วยไฟฟ้า เป็นแค่ลูกเล่นสีสัน ไม่สามารถใช้งานได้จริง เมื่อไรที่โหมด EVขับได้ถึงความเร็ว 100กม/ชม และได้ระยะทาง 30กิโลขึ้นไป ผมว่าตอนนั้นล่ะไฮบริดน่าใช้แล้ว แต่ตอนนี้พรีอุสใช้โหมด Ev วิ่งได้แค่1กม. ซึ่งเอาไปใช้ไรไม่ได้เลย

2.ถ้าใช้รถน้อย ก็ไม่คุ้ม ค่าไฮบริดที่ต้องจ่ายแพงขึ้น เอามาหารกับความประหยัดในแต่ละปี ใช้รถน้อยยังไงก็ไม่คุ้ม  ขาดทุน

3.คนไทยส่วนมากยังไม่ยอมรับไฮบริด เวลาขายต่อ ราคาตกกระจาย ดังนั้นราคาที่หายไปก็คือต้นทุนการใช้  บวกลบกลบกันแล้วเผลอๆไม่คุ้มกับค่าน้ำมันที่ประหยัดได้

ทุกวันนี้ให้ผมซื้อไฮบริด ผมก็ไม่ซื้อครับ เพราะผมมองว่าผมซื้อเทคโนโลยีที่ยังไม่สมบูรณ์จริงๆ

และผมจะซื้อแน่นอน ในวันที่โหมดขับไฟฟ้าล้วนๆ สามารถวิ่งได้ระยะทางไม่น้อยกว่า30กิโล ซึ่งเป็นระยะทางใช้งานได้จริง และวิ่งที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า100กม/ชมได้ในโหมดนี้ 

ส่วนเรื่อง Plug in ภายใน10ปีหลังจากนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีแน่ๆครับ ขนาดดินแดนที่เจริญที่สุดใลกอย่างอเมริกา ยังมีหัวจ่ายไฟไม่พอเลยครับ

แล้วในประเทศไทย คำถามแรก ใครจะลงทุนทำหัวจ่ายไฟ ไม่มีเอกชนทำแน่ๆครับ เพราะโอกาสเจ๊งสูง ถ้าราชการทำ ก็ห่วยแตกครับ

สุดท้ายผมมองว่าปลายทางของระบบ Plug-in  จะสำเร็จขายได้ทั่วโลกได้ มันต้องทำให้สามารถชาร์ตไฟจากบ้านคนได้  และผมเชื่อว่าถึงจุดนึง เราจะชาร์ตไฟจากบ้านเราได้ครับ 


บันทึกการเข้า

woradon_79
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 205


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 15:45:35 »

ความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆนะครับ อาจไม่ตรงกับความคิดคนส่วนใหญ่ ออกตัวไว้ก่อน

ผมมองว่า ณ เวลานี้ ยังไม่เหมาะที่จะซื้อรถไฮบริดครับ  เพราะ

1.ระบบไฮบริดยังอยู่ในช่วงพัฒนาครับ ถ้าเปรียบเป็นบันได้5ขั้น ปัจจุบันอยู่แค่ในขั้นที่2  เพราะ อัตราความประหยัดยังไม่ดีเท่าที่ควร ดูอย่างเครื่องดีเซลของบีเอ็มยังประหยัดกว่าไฮบริดอีก ผมเชื่อว่าไฮบริดยังไปได้อีกไกลครับ  โหมด EV ขับด้วยไฟฟ้า เป็นแค่ลูกเล่นสีสัน ไม่สามารถใช้งานได้จริง เมื่อไรที่โหมด EVขับได้ถึงความเร็ว 100กม/ชม และได้ระยะทาง 30กิโลขึ้นไป ผมว่าตอนนั้นล่ะไฮบริดน่าใช้แล้ว แต่ตอนนี้พรีอุสใช้โหมด Ev วิ่งได้แค่1กม. ซึ่งเอาไปใช้ไรไม่ได้เลย

2.ถ้าใช้รถน้อย ก็ไม่คุ้ม ค่าไฮบริดที่ต้องจ่ายแพงขึ้น เอามาหารกับความประหยัดในแต่ละปี ใช้รถน้อยยังไงก็ไม่คุ้ม  ขาดทุน

3.คนไทยส่วนมากยังไม่ยอมรับไฮบริด เวลาขายต่อ ราคาตกกระจาย ดังนั้นราคาที่หายไปก็คือต้นทุนการใช้  บวกลบกลบกันแล้วเผลอๆไม่คุ้มกับค่าน้ำมันที่ประหยัดได้

ทุกวันนี้ให้ผมซื้อไฮบริด ผมก็ไม่ซื้อครับ เพราะผมมองว่าผมซื้อเทคโนโลยีที่ยังไม่สมบูรณ์จริงๆ

และผมจะซื้อแน่นอน ในวันที่โหมดขับไฟฟ้าล้วนๆ สามารถวิ่งได้ระยะทางไม่น้อยกว่า30กิโล ซึ่งเป็นระยะทางใช้งานได้จริง และวิ่งที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า100กม/ชมได้ในโหมดนี้ 

ส่วนเรื่อง Plug in ภายใน10ปีหลังจากนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีแน่ๆครับ ขนาดดินแดนที่เจริญที่สุดใลกอย่างอเมริกา ยังมีหัวจ่ายไฟไม่พอเลยครับ

แล้วในประเทศไทย คำถามแรก ใครจะลงทุนทำหัวจ่ายไฟ ไม่มีเอกชนทำแน่ๆครับ เพราะโอกาสเจ๊งสูง ถ้าราชการทำ ก็ห่วยแตกครับ

สุดท้ายผมมองว่าปลายทางของระบบ Plug-in  จะสำเร็จขายได้ทั่วโลกได้ มันต้องทำให้สามารถชาร์ตไฟจากบ้านคนได้  และผมเชื่อว่าถึงจุดนึง เราจะชาร์ตไฟจากบ้านเราได้ครับ 



เห็นด้วยเลยครับเทคโนโลยีไฮบริดยังไปได้อีกไกลเลยแหละครับ ผมไปเดินงาน CEATEC2012 ที่ญี่ปุ่นมาแค่ PriusPHV เค้าก็ทำได้เกิน 30km/L แล้วครับ
ตามเมืองก็เห็นเจ้า Leaf วิ่งกันหลายคันแล้วด้วย แต่เห็นราคาที่เกรย์นำเข้าไทยแล้วอึ้งไปนาน
บันทึกการเข้า

me0708
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 105


เหนื่อยได้ แต่อย่าท้อ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 16:52:52 »

อืม...ชักจะหวั่นๆซะแล้ว

ว่าแต่ถ้างบประมาณนี้เป็น S60B จะเวิร์คกว่าไม๊ครับหรือว่าจะเจ็บหนักกว่า Hybrid ถ้าใช้ 7 ปีเท่าๆกัน

อ่อ ใครเคยลองขับทั้งคู่บ้างครับ
- การเก็บเสียงที่ไม่เกิน 120 ใครเงียบกว่า
- ช่วงล่างใครกระด้างกว่ากัน
(ผมเน้นแค่ 2 อย่างนี้)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2012, 16:54:59 โดย me0708 » บันทึกการเข้า

-M-
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 457



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 16:57:11 »

ผมลองหาราคารถ แคมรี่ HY ตัวที่แล้วนะครับ ผมก็เห็นราคาอยู่กัน1.2-1.3 อ่ะครับ

ผมตกใจมาก ว่าทำไมมันตกมาขนาดนี้ทั้งๆที่เป็นHY
บันทึกการเข้า

MystogaN
Hero Member
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3972


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 17:19:29 »

ผมลองหาราคารถ แคมรี่ HY ตัวที่แล้วนะครับ ผมก็เห็นราคาอยู่กัน1.2-1.3 อ่ะครับ

ผมตกใจมาก ว่าทำไมมันตกมาขนาดนี้ทั้งๆที่เป็นHY
ตกไป 5-6 แสนเลยหรอครับเนี่ย รถไม่เกิน 3 ปีนะเนี่ย
บันทึกการเข้า

Junior22
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 19:09:43 »

Hybrid ยังแพง สู้แก้สไม่ได้
บันทึกการเข้า

JOSE` M.
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7546


L'Estadi Camp Nou Catalan


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 19:10:33 »

ใช้รถปีละหมื่น โล

ไม่จำเป็นต้องเอาไฮบริดหรอกครับ

แต่ถ้าชอบส่วนตัวก็จัดไปเลย
บันทึกการเข้า

โครงกระดูกมนุษย์ได้พูดไว้ว่า...
เมื่อก่อนเราก็เป็นเหมือนท่าน แต่อีกไม่นานท่านก็เป็นเหมือนเรา

bleem
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 396


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 21:00:19 »

ผมขอเทียบเป็นพรีอุสนะครับ รถ 2 - 3 ปี ราคา อยู่ที่  990,000 - 1,050,000 บาท  ในรุ่นท็อป ผมว่าราคารถ ก็ไม่ได้ตก มากมายนะครับ ราคารถ ตัว แสตนดาร์ด


เริ่มต้นที่ 1,199,000 บาท  ตัวท็อป 1,299,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรฐาน กับรถ ทั่วไป ทั้ง ฮอนด้า และ โตโยต้า  ครับ ราคา จะลดลงมา 1 - 2 แสนบาท ครับ แต่


ถามว่าทำไมรถแพง เช่นแคมรี่ ราคาตกมาก ต้องเข้าใจก่อนนะครับ ว่ามูลค่ารถที่มีราคาสูง ทั้ง เบ้น  บีเอ็ม  แคมรี่  แอคคอร์ด  ก็ราคาหล่นมา ก็ค่อนข้างแรงครับ


เป็นกันทุกค่าย เพราะ การขายออกนั้น ค่อนข้างยาก และจับกลุ่ม ลูกค้า ได้น้อยกว่า หรือ ขายยากกว่าครับ คนที่จะเล่น หันไปเล่นมือ 1 ซึ่งส่วนต่าง เมื่อเทียบกับ


ตัว สแตนดาร์ด ราคาใกล้กันครับ ยกตัวอย่าง ง่ายๆ ครับ แคมรี่ ไฮบริด รุ่นก่อนไมเนอร์เชน ไฮบริด 2.4  มือ 2 ราคา 1,299,000 บาท ตัวเปรียบเทียบ ป้ายแดง


ออกใหม่ รุ่น โมเดลเชนจ์ แคมรี่ รุ่น 2.0 เครื่อง ธรรมดา  1,299,000 บาท เมื่อราคาออกมาแบบนี้ ก็ทำให้ผู้ซื้อ คิดแล้วละครับ ว่า ความคุ้มค่า อะไรจะดีกว่ากัน


ระหว่าง ไฮบริด กับ เอาตัว ใหม่ 2.0 ไปติดแก๊สครับ  ราคา มือ 2 รถ จึงตกมา เพื่องดึงดูด ใจให้ผู้ซื้อ หันมาสนใจ ในออฟชั่นที่มากกว่า รถใหม่ รุ่นล่าง นั่นเอง ไม่


เว้น แม้แต่บีเอ็ม  เบ้น ที่ราคารถ 2 - 3 ล้าน หันมาดูมือ 2 ราคา ไม่เกิน 1.5 ล้าน มาชน กับ D- SEGMENT  ตลาด ทั่วไป เพียงแต่ทำให้ภาพลักษ์ ดูดีขึ้น และราคา


ที่ยั่วยวนกิเลส ให้ผู้ซื้อมองข้าม แคมรี่ และแอคคอร์ด มันก็โอเคครับ เป็นเทคนิค ของพ่อค้ารถมือ 2 อยู่แล้วครับ


เลยยืนยันครับว่า เมื่อ เป็นมือ 2 แล้ว  ต้องเปรียบกับ ตัว สแตนดาร์ดตรงรุ่นนั้นๆด้วยครับ ว่าราคา ต่างกันมากแค่ไหน ออปชั่นตัวรถที่มี ถ้าไม่หนีกันมาก ราคา ก็


จะตก ลงมาทุกแบรนด์นะครับ เพียงแต่ แบรนด์ตลาด ราคาตกลงมาอาจจะน้อยกว่าแบรนด์ ธรรมดา ที่อาจตกลงมาใจหายใจคว่ำได้ครับ


เข้าประเด็น คำถามว่า


1. ราคาตกมากมั้ย ------- ความคิดเห็นส่วนตัว มีองค์ประกอบหลายอย่างครับตามข้างต้น  พรีอุสจะราคาตก น้อยกว่า แคมรี่ครับ เพราะ รุ่นที่ออก น้อยกว่าครับ มัน


ไม่มีเครื่องยนต์เบนซินธรรมดามาให้เลือกครับ ราคาเลยไม่มีตัวเทียบ มีเฉพาะ รุ่นสแตนดาร์ดครับ


2.ค่าซ่อมบำรุง ------- ย้ำว่า แพงครับ เรื่องจริงครับ เพราะ ความต้องการรถของ ตลาดภายในประเทศ ยังน้อย และ ไม่มีอะไหล่จีน ทำมาขาย PART อะไหล่ ทุก


ชิ้น ของเทียบเคียงไม่มี นั่นหมายความว่า ต้องของแท้ จึงผูกขาดอยู่ที่ศูนย์ บริการเป็นผู้กำหนดราคา และการผลิตในปริมาณที่น้อย หรือนำเข้าจากต่างประเทศ


ทำให้ราคาชิ้นส่วนอะไหล่แพงครับ แต่.......แคมรี่ สามารถใช้ของเทียบ อะไหล่จากแคมรี่ ตัวธรรมดา ได้ หลายๆตัวครับ และ เป็นรถตลาดในต่างประเทศ ผู้ผลิต


ซัพพลายเออร์ มากครับ ของจีนเพียบ อะไหล่จะถูกกว่า พรีอุสครับ เพราะพรีอุสผลิตขายไม่กี่ประเทศอะไหล่จึงแพง ยิ่ง PART ชุดแต่ง ยิ่งแพงครับ


3.แบตต่อไปถูกไหม มองได้ 2 แบบ


- โตโยต้า ให้หุ้นส่วนพานาโซนิคผลิต ให้ และตอนนี้ ยกเลิกหันมาผลิตเอง เพราะ เกรงว่าเทคโนโลยี จะรั่วไหล สู่ ภายนอก ทำให้มีคู่แข่งขัน มากขึ้น และสินค้า


ตัวเองจะขายไม่ออก กั๊ก ของเราไว้ขายเองจะดีกว่าไหมยังไงเราก็กำหนดราคาได้ จะลด ก็คงลด นิดๆหน่อย กำไรเห็นๆ


- โตโยต้ายอมแจกเทคโนโลยีแก่ผู้ผลิตแบต ทั่วไป เพื่อที่เร่งยอดขายให้รถขายดีขึ้น เพราะแบตมันถูกคนก็ไม่กลัว เพราะตอนนี้คนซื้อกลัวแบตแพง กับคำพูดที่ว่า


ต่อไปไทยผลิตเองถูก นั่นละ


ถ้าถามผม โตโยต้า กั๊กไว้กินทั้งขึ้นทั้งร่องจะดีกว่าครับ ราคาคงแพงเช่นเดิมลดนิดหน่อย เพราะ ได้กำไรทั้งขึ้นทั้งร่อง และหากแจกเทคโนโลยี ไปมีแต่เสียกับเสีย


ไม่ต่างจากพริ้นเตอร์ ที่ต้องการขายหมึก ใครเติม หมึกเอง ติดแท้ง ตัดประกัน และไม่มีใคร ผลิต ตลับเทียบ ได้เลยในยุคหลังๆ เอากับมัน และโตโยต้าคงควบคุม


คุณภาพ ผู้ผลิตแบตไม่ได้และอาจมีผลเสียต่อมอเตอร์ พังขึ้นมา  โตโยต้า คงอยู่ไม่ติด เพราะลูกค้าหัวหมอ เมื่อพังก็มาสลับแบตกันกลายเป็นว่า พังเพราะแบตเรา


เองนี่หว่า ซะงั้นไป จริงไหมครับ ฉลาดกันทั้งนั้น นีก็เป็นปัญหา ที่โตโยต้าไม่อยากปล่อย เทคโนโลยีแบตของตัวเองให้ซัพพลายเออร์ เจ้าอื่นนะครับ  ข้อนี้ตอบว่า


ยังคงแพง  ถึงจะลดก็ไม่มากครับ  จนกระทั่งมีผู้ เริ่ม ปล่อยของก่อน เช่นเชฟโรเรต  ฟอร์ด ที่ยอมปล่อยแบตให้ซัพพลายเออร์ผลิต  พี่โตโยต้า ก็ต้องทำเช่นกัน


เพื่อไม่ให้เกิดคำถามส่วนต่างเรื่องราคา และ ผู้บริโภค ไม่ต้องการแบตที่มีราคาแพง อาจทำให้ยอดขายตกเมื่อนั้นพี่โตถึงจะทำ และคงจะทำหลังแบรน อื่นๆ


แน่นอน ครับ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2012, 21:09:56 โดย bleem » บันทึกการเข้า

me0708
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 105


เหนื่อยได้ แต่อย่าท้อ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 21:29:46 »

ผมเข้าใจอย่างงี้ถูกไม๊ครับ

ถ้าอีก 5 ปีข้างหน้า camry เปลี่ยนโฉม ถ้าผมขาย camry hybrid ตอนนั้น

ราคาน่าจะถูกกว่ารุ่น 2.0 ตัวใหม่ เพื่อให้น่าสนใจว่าได้ตัวท็อปในราคาตัวเบสิคใช่ไม๊ครับ
บันทึกการเข้า

superden
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1268


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 21:39:25 »

จากข้อมูลท่านในการใช้รถ ผมว่าท่าน จขกท ใช้รถน้อยมาก ไม่จำเป็นต้อง ไฮบริด ก็ได้นะครับ เว้นแต่กระแสรักโลก จะมีในใจท่าน เท่านั้นครับ มองในแง่อื่นผมว่าไม่คุ้ม
บันทึกการเข้า

MaiSki
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 583


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 21:50:44 »

ผมว่าราคาตกควรดูเป็นเปอเซ็นต์มากกว่านะ 3ปี hybrid ตกประมาณ30เปอเซนต์ ก็ยังถือว่าไม่มาก
บันทึกการเข้า

me0708
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 105


เหนื่อยได้ แต่อย่าท้อ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 22:00:47 »

จริงๆจังๆเลย ผมก็ไม่ได้เกลียดโลก แต่ๆๆๆๆก็ไม่ได้รักมากมาย คือพอดีๆ

แต่ตัวธรรมดามันดันตัดออฟชั่นที่ต้องการซะจน... โกรธ

ทำไงได้ประเทศไทยตัวเลือกมันน้อยจริงๆ
บันทึกการเข้า

BG
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 61


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 23:52:46 »

จริงๆจังๆเลย ผมก็ไม่ได้เกลียดโลก แต่ๆๆๆๆก็ไม่ได้รักมากมาย คือพอดีๆ

แต่ตัวธรรมดามันดันตัดออฟชั่นที่ต้องการซะจน... โกรธ

ทำไงได้ประเทศไทยตัวเลือกมันน้อยจริงๆ

ถ้าจะซื้อ Camry อยู่แล้ว และมีงบมากพอ ก็ซื้อ Hybrid ไปเถอะครับ อย่าไปคิดมากเลย จะมาเก็งว่าราคาจะตกมากมั้ย ก็เป็นเรื่องอนาคต ยากจะคาดเดาครับ คนพูดก็พูดไปได้เรื่อย และ Hybrid ก็ไม่ได้อยู่ในช่วงต้นยุคด้วยครับ มีรายงานนึงใน US ที่น่าสนใจมากบอกว่า รถ EV 100% นั้น จะช่วยประหยัดพลังงานมากกว่ารถ Hybrid ในปัจจุบันได้อีกไม่มากเท่ากับตอนเปลี่ยนจากน้ำมันล้วนเป็น Hybrid (คือต้องคำนวณพลังงานไฟฟ้าเข้าไปด้วย - มองพลังงานที่ใช้ทั้ง life cycle)

ถ้าอยากประหยัดค่าน้ำมัน ก็ไปแก๊ส แต่ถ้าอยากประหยัดพลังงาน ก็ไป Hybrid - มันคนละเรื่องกันครับ อันนึงเป็นเรื่องโครงสร้างราคา อีกอันเป็นเรื่องพลังงาน


ความจริง โลกมันดูใหญ่เกินไป พอเราบอกว่าเรารักษ์โลก คนจะว่าเรากระแดะ ผมว่าเราแค่ลองหันมาใส่ใจคนตัวเล็กๆ บนโลกนี้มากขึ้นก็พอแล้วครับ

คุณเคยดมควันรถคันหน้าตอนเปิดกระจกจ่ายค่าทางด่วนไหม แค่คันเดียวผมก็เหม็นแทบตาย แต่พนักงานที่นั่งเก็บเงินทั้งวันไม่รู้ต้องดมไปเท่าไหร่ ยังมิพักต้องพูดถึงยามจ่ายบัตรที่ห้าง ที่มหาลัย ที่ทำงาน ทุกสถานที่ ตำรวจที่สี่แยก หรือคนรอที่ป้ายรถเมล์ที่ยืนปิดปากปิดจมูกอยู่ มลพิษจะเกิดสูงสุดก็เหยียบคันเร่งออกตัวนี่แหละครับ  ปกติผมมักจะเหยียบเบาๆ พอมาใช้ Prius ก็ทำให้ผมรู้สึกผิดต่อคนเหล่านี้น้อยลงครับ

แน่นอน เรื่องเพ้อๆอย่างนี้ มันคำนวณเป็นตัวเงินไม่ได้ มันจึงไม่เคยอยู่ในหัวของคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ครับ
บันทึกการเข้า

BG
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 61


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 00:21:12 »

อีกอย่างนะครับ คนที่ไม่ได้ใช้ส่วนใหญ่มักจะพูดว่า EV ใช้ได้นิดเดียว เป็นแค่ของเล่น พอวิ่งจริงใช้น้ำมันล้วน ทำให้ก็ไม่ประหยัด

ความเข้าใจคนเหล่านี้คือ Hybrid = ไฟฟ้า = ประหยัด   ถ้าใช้น้ำมันปุ๊บ = ไม่ประหยัด

ผมว่า Keyword จริงๆ ของ Hybrid ไม่ใช่ "ไฟฟ้า" หรือ "มอเตอร์" เลยครับ  แต่มันคือคำว่า Synergy อย่างที่โตโยต้าต้องการสื่อจริงๆ คือการนำเอา 2 ขุมพลังที่มีความสามารถแตกต่างกันสองแหล่งมาแบ่งงานกันทำในส่วนที่ตัวเองถนัด มันจึงเกิด Synergy ขึ้น มันก็เลยประหยัด ไม่ใช่พอวิ่งไฟฟ้า แล้วประหยัด วิ่งน้ำมันแล้วเปลือง

เพราะแค่เครื่องยนต์แบบ Atkinson เดี่ยวๆ ก็ efficient กว่าเครื่อง Otto cycle เยอะแล้วครับ และข้อเสียของ Atkinson ที่อืด รอบไม่จัด ก็ถูกชดเชยโดยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้ Torque สูงตลอด ไม่ต้องรอรอบ

ดังนั้น จะได้ใช้ EV หรือไม่ ก็ไม่ได้มีผลกับความประหยัดเลยครับ แค่ขับปกติ มันก็ synergy กันเอง ประหยัดอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า

me0708
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 105


เหนื่อยได้ แต่อย่าท้อ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 00:47:05 »

ถูกใจกับประโยคนี้ "หันมาใส่ใจคนตัวเล็กๆบนโลกนี้" ของคุณ bg จัง

ใช้รถอะไรก็แล้วแต่ถ้าเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจให้กัน ผมว่าถึงจะขับโคตรซุปเปอร์ไฮบริด ก็เท่านั้นครั

บันทึกการเข้า

JOSE` M.
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7546


L'Estadi Camp Nou Catalan


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 02:06:43 »

อีกอย่างนะครับ คนที่ไม่ได้ใช้ส่วนใหญ่มักจะพูดว่า EV ใช้ได้นิดเดียว เป็นแค่ของเล่น พอวิ่งจริงใช้น้ำมันล้วน ทำให้ก็ไม่ประหยัด

ความเข้าใจคนเหล่านี้คือ Hybrid = ไฟฟ้า = ประหยัด   ถ้าใช้น้ำมันปุ๊บ = ไม่ประหยัด

ผมว่า Keyword จริงๆ ของ Hybrid ไม่ใช่ "ไฟฟ้า" หรือ "มอเตอร์" เลยครับ  แต่มันคือคำว่า Synergy อย่างที่โตโยต้าต้องการสื่อจริงๆ คือการนำเอา 2 ขุมพลังที่มีความสามารถแตกต่างกันสองแหล่งมาแบ่งงานกันทำในส่วนที่ตัวเองถนัด มันจึงเกิด Synergy ขึ้น มันก็เลยประหยัด ไม่ใช่พอวิ่งไฟฟ้า แล้วประหยัด วิ่งน้ำมันแล้วเปลือง

เพราะแค่เครื่องยนต์แบบ Atkinson เดี่ยวๆ ก็ efficient กว่าเครื่อง Otto cycle เยอะแล้วครับ และข้อเสียของ Atkinson ที่อืด รอบไม่จัด ก็ถูกชดเชยโดยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้ Torque สูงตลอด ไม่ต้องรอรอบ

ดังนั้น จะได้ใช้ EV หรือไม่ ก็ไม่ได้มีผลกับความประหยัดเลยครับ แค่ขับปกติ มันก็ synergy กันเอง ประหยัดอยู่แล้ว

เฮ้ยผมชอบวะพี่  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

โครงกระดูกมนุษย์ได้พูดไว้ว่า...
เมื่อก่อนเราก็เป็นเหมือนท่าน แต่อีกไม่นานท่านก็เป็นเหมือนเรา

somchailek
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 62


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 09:00:47 »

เห็นด้วยกับคุณ BG หากไหวก็ซื้อไฮบริดเลย ช่วยกันคนละนิดโลกก็จะสะอาดขึ้น เทคโนโลยี่ใหม่ๆจะได้มีโอกาสเกิดบ้าง
บันทึกการเข้า

jumpon_khun
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 14:56:26 »

มาใช้จริง ไฮบริด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ว่ากันหรอกครับ มันก็แค่รถที่มีพลังงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่การจุดระเบิดมาใช้ร่วม คิดๆก็คงเหมือนกับสมัยก่อนไม่มีใครอยากได้ เซนทรัลล็อก หรือกระจกไฟฟ้านั่นแหละครับ ตอนนี้ถ้าไม่มีคงขายไม่ออก
คิดแย้งกับคนที่คิดว่า EV mode ต้องใช้ได้ไกลๆ ขำดีเหมือนกัน ได้ไกลก็ดีครับ ประหยัดกว่านี้อีกเยอะ แต่ใช้จริงน่ะเอาไว้เข้าบ้านเงียบๆแค่นั้นแหละ ให้สมองกลมันตัดสินใจว่าตอนไหนใช้น้ำมัน ตอนไหนใช้ไฟฟ้า ประหยัดกว่าใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวแล้วมาปั่นไฟเอาทีหลังอีกนะ ตอนนี้ก็ผมใช้ prius ก็ประหยัดกว่า city 1.5 คันเดิมลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว
แต่ก็นะ ผมซื้อรถ ไม่ได้เอาคำว่าขายต่อมาคิด ถ้าใครชอบก็ซื้อเลยเป็นระบบที่ดีทันสมัยกว่าแก๊สแน่นอน อย่าไปเชื่อว่าดูแลยากกว่าแก๊สเป็นไปไม่ได้ที่รถออกแบบมาเฉพาะจะดูแลยากกว่ารถดัดแปลง
บันทึกการเข้า

checkmate
Sr. Member
****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 429



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 22:12:07 »

ตามคุณ BG ครับ ใช้่ hybrid อยู่ครับ  ขยิบตา
บันทึกการเข้า

slate
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 319



ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 14:07:08 »

ใช้น้อย จะเจอปัญหาแบตเสื่อมเร็วนะคับ ไม่คุ้มอย่างแรง
บันทึกการเข้า

me0708
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 105


เหนื่อยได้ แต่อย่าท้อ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 21:16:49 »

^
^
^
พอทราบไม่ครับว่าทำไมใช้น้อยแบตถึงเสื่อมไวอะครับ

ผมใช้รถทุกวันวันละ 20-30โล ไป ตจว เดือนละครั้ง ไปกลับ 300 โล

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: