ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
กันยายน 17, 2014, 14:30:12
  • หน้าแรก
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก


หน้า: 1 2 [3]
ผู้เขียน หัวข้อ: มีใครคิดเหมือนผม มั้ย ว่า เรื่อง นโยบาย "รถคันแรกจะโทษรัฐอย่างเดียวก็ไม่ได้"  (อ่าน 9687 ครั้ง)
integra
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3285


sac_tide@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #60 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 11:54:52 »

ผมเป็นคนอีกคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่ก็ใช้สิทธิ์เหมือนกันครับ ถึงไม่มีนโยบายนี้ผมก็ออกรถอยู่ดี

แต่คนที่ผมรู้จักอีกหลายคนที่ไม่จำเป็นต้องออก เพราะที่บ้านรถหลายคันแล้วก็ใช้สิทธิ์เช่นกัน รวมๆแล้วใช้สิทธิ์กันไปเกือบ 10 คันได้

สรุปคือนโยบายนี้ถามดีไหม ผมว่าดีสำหรับคนต่างจังหวัดที่อยู่ไกลๆ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้คือเอาเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์เรื่องระบบขนส่งมวลชนให้ดีกว่าที่เป็นอยู่จะดีกว่าครับ

ผลเสียที่ตามมาในอนาคตเริ่มมาแล้วนะครับคือ รัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทางที่จะสามารถเรียกเก็บเงินเข้ากระเป๋าให้ได้มากที่สุดเพื่อชดเชยกับเงินที่ต้องจ่ายไปกว่า 8 หมื่นล้านบาท ( ยอด ณ ตอนนี้ )
บันทึกการเข้า

NamPTK_Gifted
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1537



ดูรายละเอียด
« ตอบ #61 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 12:07:06 »

ลืมบอกครับ บ้าน ผมอยู่ต่างจังหวัดครับ(หนองคาย) แต่ก่อนตอนไม่มีนโยบาย นี้ ในเมืองรถก็ไม่ค่อยติดมากเท่าไหร่ นะครับ  แต่ตอนนี้ แบบว่า รถเยอะมากๆ  แต่ก็ยังไม่เท่ากรุงเทพหรอกครับ
คิดไปคิดแล้วสงสาร คนกรุงเทพ อ่ะครับ  ขับรถ 15 กม. ใช้เวลาตั้ง 4 ชม. (อันนี้เจอมากับตัวเลย) เศร้า
บันทึกการเข้า


holahola66
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 854



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #62 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 13:33:11 »

น่าจะมองเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจกันบ้างนะครับ. อย่างน้อยก้อทำให้เกิดการจ้างงานที่มากขึ้น  อุตสาหกรรมใหญ่ดี พวกกิจการเล็กๆ SME อย่างผม ก้อมีผลพลอยได้.  คิดดูซิครับ รถคันนึงประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

-ยาง ขายดีขึ้นตามรถ ชาวสวนยางขาดยางได้มากขึ้น แรงงานต้องจ้างมากขึ้น
- อะไหล่ต่างๆที่ผลิตในประเทศ ก้อขายดีขึ้น จ้างคนเพิ่ม. โบนัสเพิ่ม
คนได้เงินมากขึ้น ก้อกิน ใช้ มากขึ้น รายได้มันก้อกระจายๆไปทั่วทุกทาง.   

ตำรวจจราจร ยังหาตังได้มากขึ้นกะมือใหม่ทั้งหลายด้วยนะเออ 5555

ผมว่าเราด่าตามๆกันมากไปป่าว
บันทึกการเข้า

Accord G8 2.4
Mercedes E-Class w211 CDI
Chevrolet Colorado 2.8 LTZ
Nissan Tiida 1.6 Hatchback MC

holahola66
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 854



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #63 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 13:34:59 »

ผลเสียก็คงจะมีน่ะครับ แต่ผลดีที่ผมนึกออกคือวงจรธุระกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนตร์ทุกประเภทคงเติบโตมากพอสมควรครับเช่นบริษัทฟิมล์กรองแสง,ผ้ายางปูพื้น,คาร์แคร์(รองคิดเล่นๆว่าจะมีรถอีก1ล้านคันมาวิ่งบนถนน ตีสัก5-6แสนคันเพิ่มมาในกรุงเทพและรถใหม่ๆทุกๆคนก็คงรักษารถร้านคาร์แคร์หรือร้านล้างรถทั่วไปคงจะต้องรองรับลูกค้าอีกอย่างมากเลยทีเดียว),อื่นๆอีกคงเกิดเม็ดเงินโตขึ้นพอสมควร ส่วนปัญหาเรื่องซื้อแล้วผ่อนไม่ไหวมันน่าจะเป็นเรื่องของบริษัทไฟแนนซ์หรือธนาคารผู้ปล่อยกู้ให้เช่าซื้อหนิครับว่าจะกลั่นกรองผู้เช้าซื้ออย่างไรให้ดีพอเพราะนโยบายนี่ก็ไม่ได้บังคับให้สินเชื่อต้องปล่อยกู้ให้กับทุกๆคนที่ต้องการเช่าซื้อหนิครับเห็นคนยื่นกู้ไม่ผ่านก็มากมาย ถ้าการปล่อยกู้ทำได้ง่ายๆจนผู้เช่าซื้อไม่มีกำลังจ่ายค่างวดก็ต้องเป็นเรื่องระหว่างผู้เช่าซื้อกับไฟแนนซ์น่าจะถูกต้องกว่าครับ *ส่วนถ้าไม่มีนโยบายพวกนี่ผู้ที่มีงบประมานแถวๆ4-5แสนแต่ก่อนก็คงต้องไปมองรถมือสองซึ่งดอกเบี้่ยจะแพงกว่ารถป้ายแดงมากและที่หลายๆท่านยังไม่ทราบคือการผ่อนรถมือสองจะต้องเสียVATอีก7%จากค่างวดด้วยน่ะคัรบ และถึงจะเป็นการซื้อรถมือสองก็ไม่ได้การันตีอยู่ดีว่าปัญหาคนผ่อนค่างวดไม่ไหวจนถูกยึดรถจะไม่เกิดขึ้นจริงมั้ยครับ

อื่มมม ใช่ๆๆๆ ถวดต้องครับ
บันทึกการเข้า

Accord G8 2.4
Mercedes E-Class w211 CDI
Chevrolet Colorado 2.8 LTZ
Nissan Tiida 1.6 Hatchback MC

Newhang
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1426


ดูรายละเอียด
« ตอบ #64 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 14:21:33 »

น่าจะมองเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจกันบ้างนะครับ. อย่างน้อยก้อทำให้เกิดการจ้างงานที่มากขึ้น  อุตสาหกรรมใหญ่ดี พวกกิจการเล็กๆ SME อย่างผม ก้อมีผลพลอยได้.  คิดดูซิครับ รถคันนึงประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

-ยาง ขายดีขึ้นตามรถ ชาวสวนยางขาดยางได้มากขึ้น แรงงานต้องจ้างมากขึ้น
- อะไหล่ต่างๆที่ผลิตในประเทศ ก้อขายดีขึ้น จ้างคนเพิ่ม. โบนัสเพิ่ม
คนได้เงินมากขึ้น ก้อกิน ใช้ มากขึ้น รายได้มันก้อกระจายๆไปทั่วทุกทาง.   

ตำรวจจราจร ยังหาตังได้มากขึ้นกะมือใหม่ทั้งหลายด้วยนะเออ 5555

ผมว่าเราด่าตามๆกันมากไปป่าว

การกระจายรายได้ ไม่ใช่การทำให้คนที่อยู่ในแวดวงแวดวงนึงดีเท่านั้นนะครับ    เมื่อคนเอาเงินไปใช้ ก็มีคนเอาเงินไปเก็บ ส่วนคนที่ใช้เงินก็จะทะยอยเดือดร้อนถ้าคิดไม่เป็น

การที่ทำให้ ศก ดี คือการทำให้ทุกคนหาเงินง่าย จ่ายเงินคล่อง

คือไม่ใช่การด่าตามๆกันหรอกครับ แต่เพราะยังมีคนที่เค้าได้รับผลกระทบเห็นๆอยู่
แล้วถ้าเมื่อนโยบายนี้หายไป  จะมีคนตกงานอีกเท่าไหร่  จ้างได้ก็ปลดได้ครับ

ปล. ตอนนี้ไม่เห็นราคายางจะดีเลยครับ  ถ้าราคายางรถยนต์น่ะอาจจะใช่ ซึ่งมันจะส่งกลับไปญี่ปุ่นส่วนนึง ตอนนี้ราคายางแผ่นดิบไม่ถึงหรือเกือบแตะร้อยเลยแม้แต่น้อย
บันทึกการเข้า

i-din
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 455



ดูรายละเอียด
« ตอบ #65 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 15:05:54 »

คนส่วนใหญ่ตอบแบบคนอยู่ในกรุงเทพ
ลองมองภาพกว้างแบบบ้านนอก
บ้านอยู่ในหมู่บ้านขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากหมู่บ้านมา 5 กิโลถึงถนนดำ ขี่รถไปอีก 15 กิโลถึงตัวอำเภอ ซื้อของชำ ใส่ถุงหิ้วขนาดใหญ่คล้องแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์ทั้ง 2  ข้างข้างหลังมีกล่องอีกใบมัดกับท้ายรถ คนนี้ขี่รถไปซื้อของอย่างนี้ทุกวันตอนตี 3 กลับมาตี 5 กลัวอยู่ทุกวันว่าจะมีรถพ่วงมาสอยไป
อีกคนทำงานในตัวจังหวัดขี่รถออกจากหมู่บ้าน 2 กิโลถึงถนนดำ ขี่เข้าเมืองอีก 10 กิโล เพื่อมาทำงานเป็น sales ขายรถ มองดูคนอื่นมาถอยรถใหม่ออกจากศูนย์ทุกวัน เลิกงาน รับลูก 2 คนจากโรงเรียน ซื้อข้าวแกง ซ้อนลูก 2 กลับบ้าน ขี่รถระวังเป็นห่วงลูกรักทั้ง 2 คน
คนพวกนี้เป็นคนที่เป็นจะเป็นฐานเสียงให้กับรัฐบาล เพราะนโยบายนี้ รัฐก็ใช้นโยบายรถคันแรกจูงใจเขา
ถามว่า 2 คนนี้อยากได้รถไหม เค้าได้ประโยชน์จากโครงการนี้จริงๆไหม เพราะระบบขนส่งมวลชนมันไม่ได้เอื้อกับการใช้ชีวิตของเขาใช่ไหม
แล้วคิดดูว่าคนบ้านนอก ถ้าสร้างบ้านปูนหลังใหญ่ มีรถยนต์ขับ มันเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะทางสังคมเค้าเหมือนกัน
ลองดูคนอีกคนอยู่กรุงเทพ พักอยู่คอนโดที่โฆษณาว่าเดิน 10 ก้าวถึงรถไฟฟ้า เดิน 3 นาที 5 นาที ถึงรถใต้ดิน ไปทำงานสีลม-สุขุมวิท แต่ออกรถคันแรกมาขับ ตื่นตี 5 ขับรถออกจากบ้าน 6 โมง ถึงที่ทำงาน 9 โมง ถามว่าคนนี้ควรขับรถไปทำงานหรือเปล่า แต่คนๆนี้ใช้ net มาด่ารัฐบาลเรื่องโครงการรถคันแรกทำรถติด
กลายเป็นเสียงคนหลังดังกว่า เหมือนกับคำที่ว่า คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพล้มรัฐบาล
ถามผมว่าชอบไหม ผมตอบว่าถ้ากูได้ด้วยก็ชอบ แต่ถ้าผลในภาพรวมต้องว่าผู้ที่ได้ใช้ประโยชน์จริง คือได้เงินคืนกลายเป็นคนที่มี lifestyle ที่ไม่ต้องใช้รถก็ได้ แค่คำว่าเผื่อ
คนที่ต้องใช้จริงหลายคนยังไม่พร้อม ก็มานั่งกุมขมับเรื่องผ่อน มันกลายเป็นว่ามองเห็นคนที่ควรใช้ และได้ใช้เหลืออยู่ไม่กี่คนในโตรงการ ถ้าเข้าโครงการ 1 ล้านคัน แล้วได้ประโยชน์ซัก 1 แสน ก็เป็นว่าเราจ่ายให้คน 10 เพื่อให้คนที่ได้ประโยชน์แต่ 1 คน
ปล. ผมก็ว่าจะไปจอง vios รับรถซักปลายปีหน้า รับเงิน 1 แสน ซื้อเพราะความกิเลสล้วน อยากขี่เก๋ง ซื้อพี่โตเพราะเข้าconcept passion พี่โตเขา ตอนนี้ผมก็ใช้รถกระบะ 4 ประตู ที่จดในนามชื่อร้านผม ได้รถใหม่ก็ทำเป็นร้านขอเช่ารถผม ใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางร้านให้เสียภาษีน้อยลง(อย่าพูดดังเดียวสรรพากรรู้เข้าจะมารีดเลือดผม) แล้วเอาเงินมาผ่อนรถต่อ ผมนี้แหละคนที่ไม่สมควรใช้สิทธิ์โครงการนี้แต่ก็ใช้

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับ คห นี้นะครับ เพราะสมัยเด็กๆ บ้านผมเป็นแบบนี้เลย คน 4 คน นั่งมอไซด์ไปทำงานกัน พ่อขับ ผมซ้อนท้าย น้องคนรอง นั่งกลาง คนเล็กนั่งที่แฮนด์ แต่นั่นสมัยเมื่อ เกือบ 40 ปีก่อน เชื่อหรือเปล่าครับ วา ปัจจุบัน สภาพนี้ยังพอเห็นได้ทั่วไป แต่คนเมือง ไม่ได้เห็นอีกแล้ว
บันทึกการเข้า

sidlv
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 181


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #66 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 15:49:36 »


ปีหน้าเราจะมีโครงการ รถ(มือสอง)คันแรก ด้วยครับ รอสอยดีกว่า  ยิงฟันยิ้ม 
บันทึกการเข้า

kapi_joe
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5


ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 17:31:15 »

ประชานิยมชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ ว่าเอาประชาชนเป็นหลัก จริง ๆ ข้อดีของประชานิยมคือการกระตุ้นการใช้เงิน การผลักเงินจากการจับจ่ายใช้สอยให้เข้าไปหมุนในระบบมาก ๆ และรัฐบาลก็กินภาษีจากระบบที่มันขยายตัวจากการบริโภคมากขึ้น แต่การใช้ประชานิยมทุกวันนี้มันกลายเป็นการมอมเมาด้วยวัตถุนิยม จนไม่สนวินัยหรือสถานะทางการเงินของประเทศ อันนีน่ากลัวครับ เพราะเท่ากับว่าคุณกำลังทำลายประชาชนคนรากหญ้าในระยะราวด้วยการสร้างหนี้ และที่ผมมองว่าร้ายยิ่งกว่าคือคุณกำลังทำลายชนชั้นกลางที่จ่ายภาษีให้รัฐ เพราะรัฐเอาเงินไปอุดหนุนสิ่งฟุ่มเฟือยแบบนี้ แล้วอีกหน่อยจะเอาภาษีจากไหนครับ เพราะง่อยเปลี้ยเสียขากันหมดแล้ว จริง ๆ ผมมองว่าบ้านหลังแรกยังน่าจะดีกว่าเพราะยังไงบ้านก็ยังคงเป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นกว่ารถนะครับ  แต่เอาหล่ะถ้ารถคือสิ่งจำเป็นที่ต้องยอมรับว่าต้องมี นโยบายนี้ก็จำเป็นสำหรับคนที่มีครอบครัวที่ต้องการซื้อรถ หรือคนอื่น ๆ ด้วยเหตุผลใดก็ตามไม่ว่ากัน แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบเลยคือการที่รัฐบาลไม่คิดจะควบคุมการใช้นโยบายนี้ ปล่อยให้สถาบันทางการเงินปล่อยกู้กันแบบไม่มียั้ง ไม่ดูว่าใครสมควรได้หรือไม่ได้ คุณภาพของผู้กู้ซื้อรถมีไหม ผ่อนได้ไหม สุดท้ายมันกลายเป็นการก่อหนี้ของผู้ที่ยังไม่พร้อมจะเป็นหนี้ แล้วผลที่ตามมายังต้องตามล้างกันอีกเท่าไร  นโยบายเหล่านี้ไม่ได้แย่ซะทีเดียว แต่มันจะแย่ถ้าจะเอาแต่คะแนนเสียงโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นครับ
บันทึกการเข้า

Dr.Pop
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 507



ดูรายละเอียด
« ตอบ #68 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 18:36:47 »

ดู Nation คุณกนก บอกว่าไปสัมภาษณ์ผู้บริหารเงินที่เกี่ยวข้อง

เค้าบอกว่า โครงการรถคันแรก ทำให้คนขยันทำงานมากขึ้น เพื่อหาตังมาผ่อนรถ
บันทึกการเข้า

YIM
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4959


ไม่น่ารัก เราไม่มอง!!


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #69 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 19:14:10 »

ผมมองแบ่งสองประเด็นครับ

ประเด็นแรก ผมเห็นด้วยหรือไม่ ต้องบอกว่า 50-50 ครับ

1. เห็นด้วย เพราะผมคิดว่าการส่งเสริมให้คนมีรถ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดถูกต้องแล้ว เพราะขนส่งมวลชนบ้านเราไม่ดี
2. ไม่เห็นด้วย เพราะ ผมไม่ชอบนโยบายสนับสนุนให้คนก่อหนี้ เพราะผมว่าคนไทยเราชอบมองเกมสั้นๆ ไม่มองภาพรวมของการเงินตัวเองในระยะยาว

ส่วนถ้าถามว่าผมว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่ ผมไม่มีสิทธิ์ครับ แต่น้องผมมี และถอย City มาแล้ว

ผมไม่อายปากหรอกครับ ที่จะพูดว่า ผมจะใช้สิทธิ์โดยไม่ลังเลครับ ถ้าผมมั่นใจว่าผ่อนไหว เพราะยังไงเสียนโยบายออกมาแล้ว ถ้าไม่ใช้สิทธิ์ยังไงหนี้ที่รัฐก่อขึ้น ก็จะถูกหารกลับมาหาพวกเราเองอยู่ดี หมายความว่าคนไม่ใช้สิทธิ์ ต้องรับภาระหนี้ที่เกิดจากคนใช้สิทธิ์ ดังนั้นทำไมผมจะไม่ใช้สิทธิ์ละครับ?
บันทึกการเข้า

JDM เท่านั้น จะครองโลก!

Newhang
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1426


ดูรายละเอียด
« ตอบ #70 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 20:02:08 »

ดู Nation คุณกนก บอกว่าไปสัมภาษณ์ผู้บริหารเงินที่เกี่ยวข้อง

เค้าบอกว่า โครงการรถคันแรก ทำให้คนขยันทำงานมากขึ้น เพื่อหาตังมาผ่อนรถ

ถ้าขยันในทางที่ถูกก็ดีครับ  สิ้นคิดนายจ้างปวดหัว
เห็นเงินคือพระเจ้าจนลืมคุณงามความดี และจรรยาบรรณ
ผมกำลังประสบปัญหาอยู่  ไม่ใช่เพราะรถคันแรก  แต่ก็เพราะรถยนต์ต้นเหตุ
บันทึกการเข้า

Appenzell Swiss
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 326



ดูรายละเอียด
« ตอบ #71 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 21:01:05 »

เนื่องจากผลกระทบเรื่องน้ำท่วม ผมเลยมองว่าค่อนข้างมีประโยชน์ครับ สำหรับเศรษฐกิจระดับมหภาคนะครับ

หนี้เสียของสินเชื่อรถยนต์ เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นก็ถือว่าน้อย ทั้งธุรกิจ-อุตสาหกรรมเกี่ยวกับรถยนต์  สถาบันการเงิน ประชาชน ก็ได้รับประโยชน์ตรงนี้ร่วมกัน

แนวโน้มในอนาคตฐานการผลิตรถยนต์จะขยายขึ้นอีก เป็นรายได้หลักของประเทศ และระบบการขนส่งมวลชนคงยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกมาก ไม่สามารถทำให้ดีได้ในเร็ววันแน่ๆครับ

รัฐเพียงแต่เสียรายได้ ไม่ได้เสียงบประมาณจากนโยบายนี้ ก็สมเหตุสมผลดีครับถ้ามองระดับมหภาค

ส่วนปัญหารายบุคคล ก็ว่ากันไปแต่ละเคสครับ ถ้าใช้อคติ ปัญหาเรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ครับ
บันทึกการเข้า

สภษ.(Proverb)14:15 คนเขลาเชื่อถือวาจาทุกอย่าง แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน

superden
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1268


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #72 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 22:58:35 »

ผมคิดมาตลอดว่าไม่ใช่นโยบายที่ดี ถ้าอยากให้คนซื้อรถจริง ควรเป็นการช่วยให้เกิดภาพลักษณ์ดีๆ เช่น เปลี่ยนรถเพื่อโลกและสิ่งแวดล้อม หรือ มีรถเพื่อความจำเป็นในถิ่นกันดาร ไม่มีรถไปไหนไม่ได้ ไปไหนลำบาก อะไรแบบนี้มากกว่า
แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยั่วกิเลสผมสำเร็จจนได้
บันทึกการเข้า

holahola66
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 854



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #73 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 23:15:45 »

น่าจะมองเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจกันบ้างนะครับ. อย่างน้อยก้อทำให้เกิดการจ้างงานที่มากขึ้น  อุตสาหกรรมใหญ่ดี พวกกิจการเล็กๆ SME อย่างผม ก้อมีผลพลอยได้.  คิดดูซิครับ รถคันนึงประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

-ยาง ขายดีขึ้นตามรถ ชาวสวนยางขาดยางได้มากขึ้น แรงงานต้องจ้างมากขึ้น
- อะไหล่ต่างๆที่ผลิตในประเทศ ก้อขายดีขึ้น จ้างคนเพิ่ม. โบนัสเพิ่ม
คนได้เงินมากขึ้น ก้อกิน ใช้ มากขึ้น รายได้มันก้อกระจายๆไปทั่วทุกทาง.   

ตำรวจจราจร ยังหาตังได้มากขึ้นกะมือใหม่ทั้งหลายด้วยนะเออ 5555

ผมว่าเราด่าตามๆกันมากไปป่าว

การกระจายรายได้ ไม่ใช่การทำให้คนที่อยู่ในแวดวงแวดวงนึงดีเท่านั้นนะครับ    เมื่อคนเอาเงินไปใช้ ก็มีคนเอาเงินไปเก็บ ส่วนคนที่ใช้เงินก็จะทะยอยเดือดร้อนถ้าคิดไม่เป็น

การที่ทำให้ ศก ดี คือการทำให้ทุกคนหาเงินง่าย จ่ายเงินคล่อง

คือไม่ใช่การด่าตามๆกันหรอกครับ แต่เพราะยังมีคนที่เค้าได้รับผลกระทบเห็นๆอยู่
แล้วถ้าเมื่อนโยบายนี้หายไป  จะมีคนตกงานอีกเท่าไหร่  จ้างได้ก็ปลดได้ครับ

ปล. ตอนนี้ไม่เห็นราคายางจะดีเลยครับ  ถ้าราคายางรถยนต์น่ะอาจจะใช่ ซึ่งมันจะส่งกลับไปญี่ปุ่นส่วนนึง ตอนนี้ราคายางแผ่นดิบไม่ถึงหรือเกือบแตะร้อยเลยแม้แต่น้อย
[/quote

อื่มม อย่างน้อยก้อเป็นการเพิ่มเงินในระบบeconomic นะครับ  ผมอยากมองในมุมดีๆครับ.  ช่างผมเถอะ
บันทึกการเข้า

Accord G8 2.4
Mercedes E-Class w211 CDI
Chevrolet Colorado 2.8 LTZ
Nissan Tiida 1.6 Hatchback MC

nirvanapoint
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 418


ดูรายละเอียด
« ตอบ #74 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 00:16:28 »

ความเห็นของผม
ผมว่า ส่วนดีมันก็มีครับ คนซื้อได้เงินคืน เท่ากับซื้อรถได้ถูกลง
ทำให้เปิดโอกาสให้คนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น
แต่ผลเสียก็ตามมาเยอะมากครับ คนเจอราคามายั่วแบบนี้ก็จองกันเป็นแถว
ทุกคนอยากมีรถขับเป็นของตัวเองกันทั้งนั้นแหละครับ รถเยอะขึ้นมาก รถก็ยิ่งติดมาก
ถนนในเมืองไทยเรา พูดจริงๆไม่พอให้รถวิ่งแล้วทุกวันนี้ ถ้าพัฒนาการคมนาคมตามไปได้ทันด้วย จะดีมากๆ
นโยบายไม่ได้ช่วยคนจนเลย คนจนไม่มีปัญญามาดาวน์รถ
ผ่อนรถหรอก คนใกล้ตัวผม บ้านนึงซื้อกันที 2-3 คัน รายได้ของเค้าเดือนนึงหลายแสน
เหมือนกับเสียดายเงินที่จะได้คืนเลยซื้อ คนซื้อเห็นส่วนใหญ่มีตังค์กันทั้งนั้น
คนที่ประเมินตัวเองพลาดไปซื้อรถมาผ่อนไม่ไหว ปัญหาหนี้ การเงิน ลามไปถึงครอบครัวอีก ไม่รู้จะมี
ปัญหาอะไรตามมาอีก เหอๆ
ส่วนเซลล์ขายรถ ดิลเลอร์รถ รวยกันเป็นแถวครับ งานนี้

ผมไม่ได้การเมืองนะครับ แต่อยากแสดงความเห็นว่า
เสียมากกว่าได้ แน่ๆ หุหุ ประเทศไทย  อายจัง
บันทึกการเข้า

vigg
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 47


ดูรายละเอียด
« ตอบ #75 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 00:31:34 »

รัฐบาล ต้องการคะแนนเสียงจากประชานิยม

ส่วนคนที่ซื้อ ต้องการส่วนลดเงินสด ฟุ้งเฟ้อ ต้องการความสะดวก และ
ไม่สามารถพึ่งพากับบรรดา รถบริการสาธารณะทั้งหลาย
บันทึกการเข้า

LimitedEdition
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3373



ดูรายละเอียด
« ตอบ #76 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 08:54:00 »

ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ

เห็นด้วยว่าคนต่างจังหวัดอยู่ลำบาก ถ้าไม่มีรถยนต์ใช้ และถ้านั่นคือจุดประสงค์หลักของนโยบาย
ผมว่าลองวัดประสิทธิผลดูก็คงดีเหมือนกันครับ ว่าผู้ใช้สิทธิในโครงการรถคันแรก
กี่ % เป็นคนที่อาศัยในต่างจังหวัด และอีกกี่ % ที่อาศัยอยู่ในกทม. สามารถใช้ขนส่งมวลชนได้

สืบเนื่องต่อจากเรื่องแรก ผู้ที่มาใช้สิทธิรถคันแรก มีกี่คนที่มีรายได้เพียงพอจะผ่อนได้
ไม่เกิดหนี้เสียในภายหลัง หกเดือน หนึ่งปี เป็นต้นไป ที่จะทำให้เศรษฐกิจเราพังทลายอีกครั้งหนึ่ง

ผมคิดว่านโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่
ตราบใดที่ไม่ใช่เอื้อให้แก่พวกพ้องของตัวเอง เป็นประโยชน์ทั้งสิ้นครับ แต่การจะออกนโยบายอะไรออกมา
ต้องรัดกุม คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นรอบด้าน มิฉะนั้นก็จะออกมาเป็นแบบนี้ครับ

นโยบายรถคันแรก ผมมองว่าเป็นการช่วยคนรวย แต่ทำคนจนติดหนี้ซ้ำซากหนักขึ้นอีก
ถ้ารัฐออกนโยบายที่รัดกุมกว่านี้ และให้รายละเอียด ข้อคิดและสังเกตุชัดเจนกว่านี้
ผมว่าจะมีคนอีกจำนวนมากที่ตัดสินใจไม่ใช้สิทธิ เพราะรายได้ไม่เพียงพอที่จะมาดูแลรถยนต์ครับ

ถามว่า แล้วทางเลือกของคนต่างจังหวัดคืออะไร ผมคงแนะนำว่าแทนที่จะติดหนี้ 4 แสนบาท เพื่อเอาเงินคืน 1 แสน
มาถอย Honda Brio ป้ายแดงสักคัน เปลี่ยนเป็นการเอาเงินสัก 2.5-3 แสน ไปออกวีออสมือสองสภาพดีมา
ติดหนี้น้อยกว่า ผ่อนสบายกว่า จะดีกว่าหรือไม่ ทางเลือกจริงจริงมีอีกเยอะครับ ถ้าเรามองว่าพาหนะคือสิ่งจำเป็น
แต่ผมมองว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นป้ายแดงเสมอไป

รัฐฯ ควรจะออกนโยบายที่เอื้อให้เกิดการลงทุนโดยธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเอื้อให้ภาคกสิกรรมของเรา
มีเงินทุนสำรองไปหมุนเวียนในกิจการที่ขึ้นกับดินฟ้าอากาศเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มผลิตผล เพิ่มรายได้ เพื่อให้คนใช้จ่ายเพิ่ม
ไม่ใช่ออกโครงการเพื่อสร้างหนี้ให้กับประชาชน เงินรายได้ที่มีอยู่น้อยนิดก็ต้องมาผ่อนหนี้ผ่อนสินอีก
Disposable income ก็เหลือน้อยลง ใช้จ่ายน้อยลง สุดท้ายไม่ไหวก็ต้องยอมให้รถถูกยึด เกิดหนี้เสีย
แล้วรถคันแรกจำนวน 900,000 คัน ถ้าหนี้เสียไปสัก 50% ธนาคารที่ปล่อยกู้ง่ายง่ายเยอะเยอะ จะทำอย่างไรครับ

อีกเรื่องนึง บางท่านบอกว่าเป็นการเอาเงินที่เราจ่ายภาษีไปให้ก่อน คืนเรากลับมา ผมว่าตรงนี้ไม่ใช่นะครับ
ภาษีของทุกท่านนะครับที่จ่ายไปทุกเดือนเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา
แต่ถูกนำไปกระจายให้คนที่ใช้สิทธิรถคันแรกจำนวน 900,000 คน จากประชากร 60 ล้าน ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะไม่ยุติธรรม

ถ้าเรามองดู เงิน 80,000 ล้านบาท นำไปสร้างระบบสาธารณูปโภคให้ชนบท สร้างเรือนกระจกให้เกษตรกร
เพื่อจะได้ไม่ต้องทำธุรกิจโดยขึ้นกับดินฟ้าอากาศ สร้างระบบประปาและไฟฟ้า ระบบการสื่อสาร ถนนหนทาง
เพื่อให้การเดินทางสะดวก ตั้งศูนย์อบรมให้ความรู้เกษตรกรฟรี เรื่องการทำเกษตรแบบประยุกต์เพิ่มรายได้
ผมคิดว่าน่าจะทำได้หลายตำบล หลายจังหวัด และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่า

ผมไม่อยากให้ไทยกลับไปปี 2540 ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำนวนมากต้องล้ม เพราะหนี้เสียในระบบจากการปล่อยกู้อีก
ใครที่เกิดมาและอายุพอพอกับผมคงทราบดี ว่าตอนนั้นเราลำบากกันขนาดไหนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 24, 2012, 08:58:14 โดย Nuay Paul R. » บันทึกการเข้า

kukonba
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 358


เที่ยวไปให้ทั่วเมืองไทยเถอะครับ


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #77 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 08:54:56 »

จากใจจริงของผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดีสำหรับประชาชนที่ต้องการมีรถโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
แต่ผมไม่เห็นด้วยกับแนวทางการคืนเงิน 1 แสนบาทเลยทันที มันน่าจะหักดอกเบี้ยออกจากในค่า
งวดรถดีกว่า เพื่อป้องกันคนหรือกลุ่มคนที่เอาเงินเล็กน้อยมาดาวด์รถแล้วรับเงินแสนไปหลังจากนั้น
แล้วอาจจะไม่มีเงินหรือช๊อตหรือตั้งใจไม่ส่งค่างวดยอมให้ยึดรถตามมาจนกลายเป็นปัญหา NPL หรือเปล่า ?

บันทึกการเข้า

nirvanapoint
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 418


ดูรายละเอียด
« ตอบ #78 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 10:17:06 »

ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ครับ

เห็นด้วยว่าคนต่างจังหวัดอยู่ลำบาก ถ้าไม่มีรถยนต์ใช้ และถ้านั่นคือจุดประสงค์หลักของนโยบาย
ผมว่าลองวัดประสิทธิผลดูก็คงดีเหมือนกันครับ ว่าผู้ใช้สิทธิในโครงการรถคันแรก
กี่ % เป็นคนที่อาศัยในต่างจังหวัด และอีกกี่ % ที่อาศัยอยู่ในกทม. สามารถใช้ขนส่งมวลชนได้

สืบเนื่องต่อจากเรื่องแรก ผู้ที่มาใช้สิทธิรถคันแรก มีกี่คนที่มีรายได้เพียงพอจะผ่อนได้
ไม่เกิดหนี้เสียในภายหลัง หกเดือน หนึ่งปี เป็นต้นไป ที่จะทำให้เศรษฐกิจเราพังทลายอีกครั้งหนึ่ง

ผมคิดว่านโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่
ตราบใดที่ไม่ใช่เอื้อให้แก่พวกพ้องของตัวเอง เป็นประโยชน์ทั้งสิ้นครับ แต่การจะออกนโยบายอะไรออกมา
ต้องรัดกุม คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นรอบด้าน มิฉะนั้นก็จะออกมาเป็นแบบนี้ครับ

นโยบายรถคันแรก ผมมองว่าเป็นการช่วยคนรวย แต่ทำคนจนติดหนี้ซ้ำซากหนักขึ้นอีก
ถ้ารัฐออกนโยบายที่รัดกุมกว่านี้ และให้รายละเอียด ข้อคิดและสังเกตุชัดเจนกว่านี้
ผมว่าจะมีคนอีกจำนวนมากที่ตัดสินใจไม่ใช้สิทธิ เพราะรายได้ไม่เพียงพอที่จะมาดูแลรถยนต์ครับ

ถามว่า แล้วทางเลือกของคนต่างจังหวัดคืออะไร ผมคงแนะนำว่าแทนที่จะติดหนี้ 4 แสนบาท เพื่อเอาเงินคืน 1 แสน
มาถอย Honda Brio ป้ายแดงสักคัน เปลี่ยนเป็นการเอาเงินสัก 2.5-3 แสน ไปออกวีออสมือสองสภาพดีมา
ติดหนี้น้อยกว่า ผ่อนสบายกว่า จะดีกว่าหรือไม่ ทางเลือกจริงจริงมีอีกเยอะครับ ถ้าเรามองว่าพาหนะคือสิ่งจำเป็น
แต่ผมมองว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นป้ายแดงเสมอไป

รัฐฯ ควรจะออกนโยบายที่เอื้อให้เกิดการลงทุนโดยธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเอื้อให้ภาคกสิกรรมของเรา
มีเงินทุนสำรองไปหมุนเวียนในกิจการที่ขึ้นกับดินฟ้าอากาศเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มผลิตผล เพิ่มรายได้ เพื่อให้คนใช้จ่ายเพิ่ม
ไม่ใช่ออกโครงการเพื่อสร้างหนี้ให้กับประชาชน เงินรายได้ที่มีอยู่น้อยนิดก็ต้องมาผ่อนหนี้ผ่อนสินอีก
Disposable income ก็เหลือน้อยลง ใช้จ่ายน้อยลง สุดท้ายไม่ไหวก็ต้องยอมให้รถถูกยึด เกิดหนี้เสีย
แล้วรถคันแรกจำนวน 900,000 คัน ถ้าหนี้เสียไปสัก 50% ธนาคารที่ปล่อยกู้ง่ายง่ายเยอะเยอะ จะทำอย่างไรครับ

อีกเรื่องนึง บางท่านบอกว่าเป็นการเอาเงินที่เราจ่ายภาษีไปให้ก่อน คืนเรากลับมา ผมว่าตรงนี้ไม่ใช่นะครับ
ภาษีของทุกท่านนะครับที่จ่ายไปทุกเดือนเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา
แต่ถูกนำไปกระจายให้คนที่ใช้สิทธิรถคันแรกจำนวน 900,000 คน จากประชากร 60 ล้าน ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะไม่ยุติธรรม

ถ้าเรามองดู เงิน 80,000 ล้านบาท นำไปสร้างระบบสาธารณูปโภคให้ชนบท สร้างเรือนกระจกให้เกษตรกร
เพื่อจะได้ไม่ต้องทำธุรกิจโดยขึ้นกับดินฟ้าอากาศ สร้างระบบประปาและไฟฟ้า ระบบการสื่อสาร ถนนหนทาง
เพื่อให้การเดินทางสะดวก ตั้งศูนย์อบรมให้ความรู้เกษตรกรฟรี เรื่องการทำเกษตรแบบประยุกต์เพิ่มรายได้
ผมคิดว่าน่าจะทำได้หลายตำบล หลายจังหวัด และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่า

ผมไม่อยากให้ไทยกลับไปปี 2540 ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จำนวนมากต้องล้ม เพราะหนี้เสียในระบบจากการปล่อยกู้อีก
ใครที่เกิดมาและอายุพอพอกับผมคงทราบดี ว่าตอนนั้นเราลำบากกันขนาดไหนครับ

ความรับผิดชอบอยู่ที่รัฐบาลเต็มๆครับ
ซึ่งผมดูแล้วคงจะรับผิดชอบไม่ไหว
ผมก็เสียวๆอยู่ว่าเศรฐกิจของประเทศจะกระทบแค่ไหน
ธุรกิจของผมจะแย่ไหมเนี่ย คงต้องเตรียมรับมือไว้บ้าง
เหอๆๆ ประชาชนก็คงต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกันเองครับ
บันทึกการเข้า

takzakub
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 161


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #79 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 13:09:10 »

ทุกอย่างในประเทศนี้  ใีครได้ประโยชน์ เค้าก็ไม่พูดละจบ

เค้าจะไม่มาคิดแล้วว่าควรหรือไม่
บันทึกการเข้า

golf8023
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 503



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #80 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 20:02:06 »

รัฐบาลไม่ได้ ไม่เสียอะไร อืม
ผมว่าได้ทางอ้อมมั๊ง คิดเอาเองนะ
รถเยอะก็ต้องเติมน้ำมันเยอะขึ้น ถ้ามีนโยบายเก็บภาษีที่จอด คงได้อีกบานเลย  ยิงฟันยิ้ม

ถ้าอยากให้คนไม่มีรถ คนรากหญ้า คนรายได้น้อย มีรถใช้ น่าจะกรองผู้มีสิทธิ์ในรถคันแรกให้ละเอียดกว่านี้
พวกคนชั้นกลาง มีฐานะหน่อย พลอยได้ประโยชน์ด้วย อย่างซื้อรถคันแรกให้ลูกขับไปเรียนมหาลัย จำเป็นมากจริงๆ
บันทึกการเข้า

kengheng
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 82


ดูรายละเอียด
« ตอบ #81 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 21:28:08 »

ถ้าไม่มี 1 แสนมายั่วความอยาก ก็ไม่เห็นยอดจองมากมายขนาดนี้ครับ

ไม่โทษรัฐก็คงไม่ได้ละครับ
แน่นอนคนจองที่ไม่พร้อมก็ผิดด้วย
แต่นะคนไทยมีซักกี่%รู้จักวินัยทางการเงิน

อืมพูดแล้วดูดีขึ้นน่ะครับแบบนี้
บันทึกการเข้า

kengheng
Jr. Member
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 82


ดูรายละเอียด
« ตอบ #82 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 21:35:44 »

ทำไมชอบคิดกันเองล่ะครับว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีวินัยทางการเงิน
ทำไมชอบคิดกันเองล่ะครับว่าเค้าจะผ่อนไม่ได้
ไม่เห็นด้วยก็แค่ยกเหตุผลอื่นครับ แต่อย่าไปคิดแทนคนอื่น...
บันทึกการเข้า

LimitedEdition
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3373



ดูรายละเอียด
« ตอบ #83 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2012, 09:15:28 »

ผมไม่ทราบว่าคุณ kengheng ถามผมหรือเปล่า ถ้าใช่ผมขออธิบายดังนี้ครับ

1. ผมไม่ได้บอกนะครับ ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีวินัยทางการเงิน เรื่องนั้นผมไม่มีข้อมูลรองรับครับ

2. ผมไม่ได้คิดเองครับว่าจะผ่อนไม่ได้ อันนี้คงเป็นสองประเด็น
    2.1 คนที่ใช้สิทธิโดยมีเงินออกรถได้อยู่แล้ว - พวกนี้ไม่มีปัญหาเรื่องผ่อนครับ ตัดไปได้เลย
    2.2 คนที่ใช้สิทธิโดยที่เงินไม่พอผ่อน - คนเหล่านี้แหละครับ ที่อาจจะอยากได้รถแล้วรีบหยิบโอกาสที่รัฐยื่นให้ เพราะได้ส่วนลดตั้ง 1 แสนบาท
          หรือคนที่ไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอ คิดเพียงแต่ว่าได้เงินแสนจากรัฐ แต่ลืมไปว่าเงินก้อนนั้นมากับหนี้ก้อนโต ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นแล้วทึกทักเอาเอง
          ผมเห็นมากับตา คนรอบข้างก็เอามาพูด ข่าวก็เริ่มออกครับ ว่าปีหน้าน่าจะมี NPL จากการกู้ไปซื้อรถโครงการคันแรกเยอะ

อันที่จริงแล้ว เรื่องนโยบายรถคันแรกไม่เกี่ยวกับเรืองความสามารถในการผ่อนรถเลยครับ
เวลาจะกู้ ก็กู้เต็มจำนวนอยู่แล้ว สิทธิภาษีไปรับคืนเอาทีหลังจากรัฐฯ ยอดผ่อนต่อเดือนเท่าเดิมครับ
ดังนั้น คนที่จะใช้สิทธิโครงการนี้ได้ ก็คือคนที่มีรายได้มากพอ ที่จะผ่อนรถได้โดยปกติอยู่แล้ว
ส่วนคนที่ผ่อนไม่ไหวเพราะรายได้ไม่พอ ก็เหมือนเดิมครับ ซื้อไม่ได้ หรือซื้อไปแล้วก็ถูกยึด

ผมคิดว่าที่พูดมานี่คือเหตุผลนะ ไม่ได้ไปนึกแทนคนอื่นครับ
บันทึกการเข้า

chaiz
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 966


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #84 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2012, 14:42:11 »

ผมเป็นคนนึงที่ใช้สิทธิ์ในนโยบายนี้ครับ
เรื่องเห็นด้วยมั้ย มันก้ำกึ่งนะ

สำหรับ ตจว. มันก็ดูเป็นนโยบายที่ทำให้คนที่กำลังตัดสินใจจะซื้อรถ ได้ตัดสินใจง่ายขึ้น มีโอกาสมากขึ้นในการใช้รถ
เพราะ ขนส่งสาธารณะตาม ตจว. ไม่ค่อยมี หรือมีแต่ราคาเทียบกับคุณภาพไม่ได้เลย

ส่วนคนในเมืองกรุง ที่บ้านไม่ติด รถไฟฟ้าMRT หรืออยู่ตาม หมู่บ้านจัดสรรชานเมืองที่ผุดมากขึ้นเป็นดอกเห็ด ก็ยังมีมาก การมีรถทำให้มีความสะดวกสบายในการเดินทาง อย่างน้อยก็ไม่ต้องดมควันพิษ ได้นั่งรถติดอยู่ในแอร์เย็นๆ

ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้คือ การให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ ให้เข้าใจง่าย และครบถ้วน
บางคนจนถึงตอนนี้ ยังไม่รู้เลยว่าเงื่อนไขการเข้าโครงการ เงื่อนไขการรับเงิน การปรับเงินคืน เป็นยังไงบ้าง

รัฐโฆษณาโครงการนี้ในแง่ "ซื้อรถ ได้เงินแสน" มากไปครับ ซึ่งจริงๆแล้ว มันคือการ "ลดราคารถ"
เพราะคุณต้องจ่ายเงินรวมๆแล้ว หลายแสน เพื่อที่จะได้เงินมา 1 แสน แถมเงินนี้ เอาจริงๆ ถ้าซื้อรถเงินผ่อน ก็ไม่ควรใช้เงินนี้ ถ้าไม่มั่นใจว่าจะผ่อนได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะถ้าทำตามเงื่อนไขไม่ได้ เงินแสนก็ต้องคืน แล้วถ้าเอาไปใช้แล้ว จะเอาที่ไหนคืน?

ผมเลยคิดว่า ถ้าได้เงินคืนภาษีมา เอาไปลงทุนพวกกองทุน LTF  หรือซื้อทองเก็บไว้ จะปลอดภัยต่อการเงินของเรามากกว่านะ เห็นบางคน(ซื้อเงินผ่อน) แต่รอเงินก้อนนี้จะเอาไปทำนู่นทำนี่ ถ้าผิดแผนขึ้นมาไม่มีเงินไปคืนรัฐคงจุก(ยกเว้นซื้อสดนะ อันน้นลอยตัวไปละ แค่อย่าขาย อย่าโอนสิทธิ์เป็นพอ)

จริงๆ ราคารถมันก็ screen คนซื้ออยู่แล้วระดับนึง แต่โครงการนี้ ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของการ screen นั้น เพราะธนาคาร ไฟแนนซ์ ก็จัดแคมเปญดาวน์น้อยผ่อนนาน (แต่แฝงดอกเบี้ยแพงระยับ) ไว้ ทำให้คนที่ก่อนนี้กู้ไม่ได้ กลับกู้ได้ ซึ่งทำให้ต่อมาผ่อน+จ่ายค่าดูแล + ค่าน้ำมัน ไม่ไหว ตามมา จอดรถไว้เฉยๆ เป็นของแต่งบ้าน พอผ่อนของแต่งบ้านเรือนแสน ก็คิดว่า เปลืองจัง อยากขาย
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [3]
พิมพ์
กระโดดไป: