Headlightmag.com ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การประกาศผลสุดยอดรถทดสอบแห่งปี
Headlightmag’s BestDrive 2011

ปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีที่พิสูจน์ความอดทนต่ออุปสรรค ความชาญฉลาด และทักษะในการแก้ไขปัญหาของทุกคน
ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดของสังคม อุทกภัยที่กระแทกเข้ามากระหน่ำซัดชีวิตที่ยุ่งยากเกินพออยู่แล้ว ให้ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม
หลายคนเสียรถ เสียบ้าน หรือน้อยที่สุดสำหรับคนที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนักก็อาจแค่เสียอารมณ์

Headlightmag ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ปีที่ผ่านพ้นมานั้นเราจะสามารถทดลองขับรถได้เพียง 26 คัน
จากปกติที่อยู่ในระดับ 33-36 คันต่อปีดังเช่นในปี 2009-2010 ต้นเหตุเพราะเส้นทางการทดลองขับหลักของเราจม
ไปใต้น้ำเกือบจะทั้งเส้นนานนับเดือน และยังต้องเข้าสู่สภาวะการฟื้นฟูอีกนานนับสัปดาห์กว่าที่เราจะได้กลับไป
ทดลองรถอีกครั้งเมื่อปลายเดือนธันวาคม

เพราะการมีรถที่ได้ขับน้อยกว่าปกติ ทางทีมงานจึงปรึกษากันอยู่พักหนึ่งว่าควรหรือไม่
ที่จะนำรถทั้ง 26 คันดังกล่าวยกยอดไปรวมกับรถทดลองขับของปี 2012 แล้วประกาศรางวัลทีเดียว
แต่ในที่สุด เรารู้สึกว่าในบรรดารถที่ขับมาทั้งหมด ก็มีรถที่น่าจดจำอยู่หลายคันที่เราไม่อยากให้คุณต้องรออีกนานแรมปี
เพื่อที่จะได้ทราบว่าเราคิดอย่างไรกับรถเหล่านั้น

คำตัดสินใจ “ลุย” ของทีมงาน จึงเป็นที่มาของ BestDrive 2011 “ระดับเทพ” ในครั้งนี้

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา เราต้องขอนำเงื่อนไขบางข้อมาเรียนให้ทราบกันอีกครั้ง (ถึงแม้จะเรียนรู้จากครั้งที่แล้ว
ว่าหลายคน ก็ไม่อ่านอยู่ดีนั่นล่ะ (- -‘)

1.การให้คะแนน มีการกระจายน้ำหนักไปสู่หัวข้อต่างๆเช่นความมั่นใจในการขับขี่ รูปลักษณ์ วัสดุหรือ
อุปกรณ์ที่ให้ โดยให้น้ำหนักแต่ละข้อเท่ากัน ไม่ได้เน้นหนักไปที่ด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งอาจไม่เหมือนกับการซื้อรถ
ของท่านผู้อ่านหลายท่านที่อาจให้น้ำหนักเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเป็นพิเศษ

2. ความสูงชั้น ความเลอค่า..ภาพพจน์ทางสังคมของแบรนด์ไม่ถูกนำมาพิจารณา รถคันนั้นจะดีได้
ก็ต้องดีด้วยคุณสมบัติและความสามารถของมัน การสักแต่เอาแบรนด์ดีๆมาแปะ ไม่ได้ทำให้เราชอบรถคันนั้น
โดยอัตโนมัติ

3. เราไม่นำเรื่องศูนย์บริการหลังการขาย ความทนทาน ราคาขายต่อ ความยากง่ายในการหาอะไหล่มานับคะแนน
เพราะเรื่องพวกนี้ แต่ละคนอาจพบความพึงพอใจไม่เท่ากัน และอาจมีความสามารถในการ “ช่วยตัวเอง” (ในการ
หาอะไหล่หรือหาศูนย์บริการดีๆ)ไม่เท่ากัน ดังนั้นเรื่องนี้ต้องขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาตามความเห็นของตนเอง

4. เราพิจารณารถแต่ละคันตามสภาพของรถที่เราได้ทดลองขับ ซึ่งจะไม่ได้มีการคำนึงถึงการนำไปดัดแปลง
ทำซ้ำ หรือส่งตามสายเคเบิ้ล เอ้ย! หรือโมดิฟายต่อภายหลังว่าง่ายหรือยาก

ดังนั้น อย่าแปลกใจ หากท่านพบว่ารถญี่ปุ่นสุดสมาร์ทที่ท่านแอบเชียร์อยู่ในใจ อาจไม่ได้คะแนนสูงเท่าที่ควร
เพราะท่านอาจมองเรื่องศูนย์บริการและราคาขายต่อซึ่งเราไม่ได้สนใจ เรามองรถในฐานะ คู่เดทของเราในวันที่
เราทดลองขับ..แต่จะขอมอบให้เป็นหน้าที่ของท่านในการมองรถสักคันในฐานะ “ภรรยาระยะยาว”ต่อไป

ว่าแล้วเรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่าใคร..คือ Headlightmag’s BestDrive “ระดับเทพ” 2011 โดยก่อนจะถึงตัว
ผู้ชนะ ก็จะมาไล่ลำดับจากอันดับ 10 ก่อนเช่นเคย

อันดับที่ 10 BMW X3 xDrive20d (F25) MY 2011

ในขณะที่ X3 โฉมที่แล้วเป็นรถ BMW ที่สร้างความผิดหวังให้ J!MMY อย่างที่เจ้าตัวไม่เคยลืม X3 F25 รุ่นใหม่
กลับเป็นรถที่ J!MMY กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าไม่อยากคืนกุญแจ และนายกล้วย BnN ให้คำจำกัดความไว้ว่า
“หายห่วยเป็นปลิดทิ้ง!” X3 รุ่นใหม่กลายเป็นรถที่มีวัสดุในห้องโดยสารดีขึ้น แผงแดชบอร์ดออกแบบมาได้น่าชมเชย
ได้ทั้งหรูและมีกลิ่นอาย BMW แฝงอยู่ เบาะนั่งถูกปรับเปลี่ยนให้นั่งสบายขึ้นและมีลูกเล่นทันสมัยรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ
ครบครัน ในสเป็คของรถทดสอบราคา 3,600,000 บาทของเรานั้นได้ระบบช่วงล่าง DCC ที่สามารถปรับโหมดความแข็ง
ของช่วงล่างและการตอบสนองของรถได้แบบเดียวกับที่เราพบใน BMW ระดับสูงกว่า ทำให้ X3 เป็นรถที่มีบุคลิกช่วงล่าง
หลากหลาย เรายอมรับว่ามันคือ BMW ที่ช่วงล่างนุ่มแบบแมนๆแสนสบายแม่ยายยิ้มที่สุดเท่าที่เคยทดลองขับกันมา
ตั้งแต่เปิดเว็บ ครั้นพอคิดจะขับแบบเร็วๆขึ้นมา Sport Mode ก็จะช่วยให้คุณขับได้อย่างมั่นใจ เราลงความเห็นตรงกัน
ว่านี่ล่ะคือการปรับเซ็ตช่วงล่างที่เหมาะกับรถ SUV ที่สุด รถคันใหญ่กว่าแพงกว่าหลายคันอาจต้องอายม้วน

X3 xDrive คือรถที่เหมาะหากคุณมองหารถระดับพรีเมียมสักคันที่ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้อย่าง
คล่องตัว ประหยัดเชื้อเพลิง ขับได้มั่นคงเวลาวิ่งทางไกล ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ที่แบ่งการถ่ายกำลัง
ระหว่างล้อคู่หน้าและหลังด้วย Multi-plate clutch ก็ช่วยให้มันสามารถลุยงานลุยโคลนเบาะๆได้ด้วย
ถ้าคุณคิดว่า 3.6 ล้านแพงเกินไป ก็ขอให้ลองคิดว่า Land Rover Freelander ที่สเป็คใกล้เคียงกันนั้น
ตั้งราคาไว้ 3.99 ล้าน เมื่อนั้นคุณอาจรู้สึกดีกับมันมากขึ้น

ข้อเสียของตัวรถ อันเป็นจุดที่ทำให้มันไม่ได้อันดับสูงกว่านี้ก็คือดีไซน์ เพราะในบรรดาผู้ให้คะแนนทั้งหมด
ไม่มีใครที่ลงคะแนนแบบกดปากกาหนักๆเลยว่าหล่อ หรือดูดี มันขาดความโดดเด่นอย่างที่พบใน XC60
แต่ด้านหน้าก็ดูแบนตลกเหมือนกับไปชนท้ายใครมา แต่หากดีไซน์ไม่ใช่ปัญหา ก็ต้องมาดูว่าพื้นที่
เบาะด้านหลังโอเคหรือไม่ เพราะแม้จะจัดวางมาจนนั่งสบายกว่า 3-Series มากแล้ว แต่ยังรู้สึกว่า
สามารถทำได้ดีกว่านี้ และจุดที่ต้องเน้นย้ำกันก็คือ X3 เป็น BMW ที่มี DNA ของ BMW น้อยลงกว่าเดิม
ความเป็นสปอร์ตน้อยลง หันไปหาความนุ่มนวลผู้ดีมากขึ้น พวงมาลัยมีน้ำหนักเบาไปในช่วงตั้งตรง
และความเร็วสูง การตอบสนองของพวงมาลัยนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดหวังจาก BMW ที่มีชื่อว่าถนัด
ในการสร้างรถบุคลิกสปอร์ต แต่กระนั้นมันก็ยังถือว่าดีที่สุดในบรรดารถระดับเดียวกัน

อันดับ 9 Mercedes-Benz E250CDi Blue Efficiency Elegance

คำถามแรกเมื่อได้เห็นชื่อรถรุ่นนี้อยู่ในลำดับที่ 9 คือ “มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร(ฟระ)”
มันเป็นผลสรุปที่ออกมาเป็นเช่นนั้นโดยจริง ผู้ให้คะแนนแต่ละคนต่างมีความรู้สึกที่แสนจะธรรมดากับรถคันนี้
แต่เมื่อต้องลองให้คะแนนกันในคุณสมบัติแต่ละด้านกันตามจริง กลับพบว่ามันทำคะแนนได้ในระดับดีในเกือบทุกหัวข้อ
บางทีอาจเป็นเพราะบุคลิกการขับขี่ที่สนุกสนานของ BMW กับราคาที่น่าเย้ายวนใจของ Volvo ทำให้เราไม่เกิด
ความรู้สึกที่พิเศษใดๆกับมัน ที่แย่ไปกว่านั้นผู้ขับอย่าง J!MMY และผมเองเห็นพ้องต้องกันว่า Mercedes-Benz
ไม่น่าทำช่วงล่างที่นิ่มสไตล์รถบ้านขับใช้งานแบบนี้มาใส่ในรถที่ควรได้ชื่อว่าเกิดบนเอาโต้บาห์น E250CDi รวมเอา
สองสิ่งที่ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้มาบรรจบกัน นั่นก็คือช่วงล่างที่นุ่มยวบเกินไป กับพลังอันมหาศาลจากเครื่องยนต์

และเครื่องยนต์นี่เองที่เป็นดาบเล่มคมซึ่งทำให้พวกเรานับถือในตัวมัน เครื่องยนต์ความจุแค่ 2.1 ลิตร แต่เบ่งกำลัง
ด้วยทวินเทอร์โบ สร้างแรงม้าสูงถึง 204 แรงม้า และแรงบิด 520Nm ซึ่งเหนือกว่าเครื่องยนต์ระดับเดียวกันของคู่แข่ง
ชนิดที่ไม่ต้องสืบ  แม้อัตราเร่งในชีวิตจริงจะเป็นรอง 520d ที่แรงน้อยกว่ามาก แต่นั่นน่าจะเป็นผลมาจากการใช้
เกียร์ 5 จังหวะในขณะที่ 5-Series ล้วนใช้เกียร์ 8 จังหวะ จังหวะเกียร์ออกตัวของ E250CDi ทดมายาวกว่ามาก
นี่ถ้าหากได้เกียร์ 7G มาใช้ล่ะก็ไม่อยากจะคิด!

E250CDi เป็นรถที่ขับง่าย สบาย พลังแรงบิดเหลือเฟือทำให้คุณไม่ต้องกดคันเร่งลึกมากก็ไปได้เร็ว และโดยไม่ต้อง
ใช้การคิกดาวน์ลงเกียร์ต่ำช่วย ส่วนภายในของรถนั้น แม้ไม่ได้อุดมอิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์ที่เน้นความปลอดภัย
อย่างที่ Volvo มี แต่ก็ออกแบบจัดวางให้ใช้งานได้ง่าย (สำหรับรถพรีเมียม) จุดเด่นของมันที่ชนะ BMW คือพื้นที่
วางขาของเบาะหลังซึ่งมีที่ให้ขยับได้มากกว่าและสมกับขนาดตัวรถมากกว่า BMW (ซึ่งฐานล้อยาวเสียเปล่า)
ตัวเบาะที่แข็งอาจทำให้หลายคนไม่ชอบนัก สำหรับคนขับ อาจพบว่าพวงมาลัยมีน้ำหนักเบาสบายเหมาะกับการ
ขับขี่ในเมืองเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่ความเร็วสูง ก็ต้องบอกตามตรงว่าเราอย่างให้พวงมาลัยมีความหนืดมากกว่านี้
พูดง่ายๆคือ ไปเอาความนิ่ง มั่น และหนึบอย่างที่ Mercedes เคยเป็นในยุค 1990s กลับมาใส่ แล้วมันจะดีเอง

อันดับ 8 Mercedes-Benz E250CGi Blue Efficiency Avantgarde

มันมาด้วยกันอย่างกับพี่ชายพ่วงน้องสาว..แต่การปรากฏตัวของ E250CGi ในอันดับที่ 8 ของเราประจำปีนี้
กลับไม่ได้สร้างความแปลกใจให้เราแต่อย่างใด เพราะในขณะที่ E250CDi มีพลังระเบิดระเบ้อกับแชสซีส์ที่ปรับตั้ง
มาเพื่อการขับหวานเย็น เจ้า E250CGi กลับมีพลังที่ดึงน้อย แต่ดึงต่อเนื่อง เมื่อนำมารวมเข้ากับชุดช่วงล่างสำหรับ
รุ่น Avantgarde ที่ประกอบด้วยโช้คอัพที่หนืดขึ้นและสปริงที่เตี้ยลง 15 ม.ม. สร้างผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย
E250CGi กลายเป็นรถที่มีช่วงล่างมั่นคงในแบบที่คุณชอบจาก Mercedes ยุคก่อน แต่กลับมีความสนุก ซุกซน
แบบคนรุ่นใหม่เข้าไปเจือปนอยู่ มันสามารถแล่นไปในเมืองได้อย่างคล่องแคล่ว หรือซนกับทางโค้งไปมาได้อย่างสนุก
..ไม่เท่า BMW..แต่สนุกและมั่นใจกว่า E250CDi Elegance มาก สารภาพว่าการตอบสนองของรถยั่วยุให้ผม
ทำอะไรแผลงๆแบบเดียวกับที่ผมทำในรถซิ่งไปประมาณ 2-3 ดอก แต่ไม่ขอบอกแล้วกันว่าทำอะไร ไม่งั้นเดี๋ยว
ทาง Mercedes-Benz Thailand จะไม่ส่งรถให้ผมอีก (แต่มันสนุกมาก)

เครื่องยนต์ 1.8 ลิตรเทอร์โบชาร์จทำงานของมันได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด (ที่น่าจะตกยุคแล้ว
สำหรับพรีเมียมคาร์ในวันนี้) แต่มันก็สามารถสร้างอัตราเร่ง 0-100 ได้เร็วกว่า BMW 523i เป็นวินาที ในขณะที่
ช่วงเร่งแซง 80-120 ช้ากว่ากันแค่ราว 1/3 วินาทีเท่านั้น กลับมาผิดคาดตรงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เครื่อง 1.8
ซึ่งควรจะประหยัด กลับทำตัวเลขได้ใกล้เคียงกับ 523i เครื่อง 6 สูบเสียอย่างนั้น ส่วนในด้านมุมสงบของชีวิต
การโดยสารไปในรถคันนี้ก็เหมือนกับ E250CDi ซึ่งมีพื้นที่ให้ใช้เยอะ แต่มีเบาะที่แข็ง ส่วนช่วงล่าง Avantgarde นั้น
ไม่ได้แข็งกระด้างอะไรเลย กลับมีความสะเทือนในแบบพอดีเสียด้วยซ้ำ ผมเสนอว่า Mercedes ควรเอาช่วงล่างชุดนี้
ไปใส่ใน Elegance เสียดีกว่า แล้วทำ Avantgarde ให้ “แก่นเซี้ยว” ขึ้นอีกกว่านี้สัก 10% แล้วก็ขอให้ปรับปรุง
การทำงานของเกียร์ให้ไวและแสนรู้กว่านี้เยอะๆ ทั้ง CDi และ CGi นั่นล่ะ ต้องเหยียบกันลึกๆถึงจะยอมเปลี่ยนเกียร์
อันนี้เป็นนิสัยจากรถยุค 90s ของค่ายดาวสามแฉกที่..ไม่ต้องอนุรักษ์ไว้ก็ได้

พลังที่สนุกพอดีๆ ช่วงล่างที่แม้ไม่มั่นเท่า BMW แต่ก็มั่นคงพอให้สนุกได้ มาในราคาที่ถูกกว่ารุ่น CDi
นั่นคือเหตุผลที่ทำไม Mercedes-Benz E-Class ในคราบผู้ใหญ่ใส่สูทที่แอบขี้เล่นถึงมายืนแป้นอยู่ตรงนี้

อันดับ 7 Skoda Yeti 1.2 TSI 7AT DSG FWD

สัมผัสแรกที่ J!MMY ยื่นกุญแจให้ผมแล้วบอกว่ารถคันนี้เครื่อง 1.2 ลิตร 8 วาล์ว ผมบอกเขาว่า
“เก็บไว้ไปปิคนิกกับครอบครัวแกเถอะ” แต่ทันทีที่เขากดคันเร่งมิดเท้าออกตัวให้ผมดู ก็ถอนคำพูดแทบไม่ทัน
นี่เหรอรถเครื่อง 1.2 ลิตร 8 วาล์ว ต่อให้มีเทอร์โบก็เถอะ ทำไมแรงดึงมันดีขนาดนี้ มาวันนี้ผมยังนึกขำด้วยซ้ำ
เวลาไปมอเตอร์โชว์แล้วเห็นลุงคนหนึ่งเดินมาถามเซลส์ว่ารถคันนี้กี่ซี.ซี. พอเซลส์ตอบว่า 1,200c.c. ลุงก็ส่ายหน้า
บอกว่า “ไม่เอาล่ะ วิ่งไม่ออกแน่” แล้วก็แทบจะมูนวอล์คออกจากบูธ Skoda ไป หารู้ไม่ว่ารถคันนี้มันก็เร่งได้ดี
พอๆกับ SUV เจ้าตลาดเครื่อง 2.0-2.4 ลิตรนั่นแหละ

แต่ Yeti ไม่ใช่รถที่มหัศจรรย์ไปเสียทุกอย่าง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของมันนั้นก็ไม่ได้เหนือไปว่า CR-V
2.0 FWD สักเท่าไหร่ ขนาดรถที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้พูดได้ไม่เต็มปากนักว่ากว้างขวางหรือนั่งสบาย ตัวเบาะเอง
ก็ไม่ได้นุ่มน่านั่งขนาดนั้น พนักพิงที่รองรับส่วนกลางหลังค่อนข้างจมไป ช่วงล่างนั้นแม้ไม่กระเด้ง แต่มีความสะเทือน
ในแบบสปอร์ตซึ่งคนที่นิยมขับรถสไตล์ผ่อนคลายอาจไม่ชอบนัก ล้อรถยังเป็นล้อเหล็กพร้อมฝาครอบอยู่
กับรถราคาระดับนี้ กรุณาติดเพิ่มมาให้ ด่วน! แต่ยังดีที่รถทดสอบของเราเป็นรุ่น Ambiente ซึ่งมีไม้เด็ด
ตรงที่เป็นรถราคาต่ำกว่า 1.5 ล้านรุ่นแรกในตลาดไทยที่ได้หลังคากระจกใสโล่งแบบPanoramic Roof (แก้ตัวได้ในจุดนี้)

แล้วความเด่นที่น่าสนใจของ Yeti อยู่ตรงไหนกันเล่า? หากเราจะเปรียบ CR-V ของ Honda เป็น Utility SUV เจ้า Yeti นี้
ก็น่าจะได้ตำแหน่ง Fun SUV ไปครองด้วยเหตุผลของการขับขี่ที่ให้ความมั่นใจ บางจังหวะผมคิดว่าผมสามารถ
โยนมันเข้าโค้งได้ไวกว่า BMW X3 เสียด้วยซ้ำ พวงมาลัยให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับ Golf GTi มาก แต่ได้รับการ
ปรับให้มีระยะฟรีและอัตราทดเหมาะกับการขับขี่ทั่วไป ความปลอดภัยมีครบ ถุงลมหน้า ข้าง และม่านนิรภัยมีให้
ดีไซน์ วัสดุ และการประกอบก็มีมาตรฐานที่เข้าไปทาง VW Group มากกว่ารถ SUV Mass-market ที่พบในตลาด
บ้านเรา ถ้าจะให้คำจำกัดความ มันก็น่าจะเป็นรถเอนกประสงค์ที่ขนของใหญ่ๆที่คุณซื้อจาก HomePro หรือ IKEA ได้
พาลูกๆและแฟนไปเที่ยวสุดสัปดาห์ไกลๆได้ทั้งชายทะเลหรือภูเขา แต่เมือ่คุณอยู่คนเดียวแล้วอยากแซ่บ
มันก็เป็นรถที่ขับสนุก มั่นใจกว่ารถเก๋งหลายคันแต่คุณจะโอเคกับหน้าตาของมนุษย์หิมะคันนี้หรือไม่ ก็เท่านั้น

อันดับ 6 Toyota Prius

ในปีที่แล้ว Nissan Teana เป็นม้ามืดใส่กิโมโนที่สอนให้รถแพงๆได้รู้จักว่ารถราคาล้านกลางๆที่ตั้งใจทำสิ่งต่างๆให้ดี
นั้นก็สามารถคว้าใจเราไปครองได้ ปีนี้เป็นที่น่ายินดีที่เราได้พบรถแบบนั้น แถมมีระดับราคาถูกลงไปอีก Prius คือ
รถที่พิสูจน์คำพูดซ้ำซากที่ชอบบอกว่า Toyota ทำเป็นแต่รถโหล รถใช้งานนั้นผิด คราวนี้คุณจะได้เห็นพลังทางสมอง
เมื่อ Toyota ตั้งใจทำรถอย่างจริงจัง

ด้วยราคาล้านต้นๆ Prius มีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบครันไม่ว่าจะเป็น ABS,TRC,VSC รวมถึงถุงลมนิรภัย
จำนวนมากไม่แพ้รถยุโรปที่ราคาแพงกว่ากันเกินเท่าตัว การจัดวางตำแหน่งเบาะนั่ง ไม่ว่าจะแถวหน้าหรือหลัง
ก็นำความประหลาดใจมาให้พวกเรา ผมสูง 183 ซ.ม. หนัก 138ก.ก. แต่กลับสามารถนั่งขับในตำแหน่งคนขับได้
อย่างสบายร่างกาย สบายกว่า Camry! รู้สึกได้ว่าคนที่ออกแบบภายในนั้นใช้สรีระมนุษย์ในการ Shape ส่วนต่าง
มารองรับร่างกาย..ไม่ใช่สรีระอุรังอุตัง! ความสุขที่ได้จากการขับขี่ยังรวมไปถึงช่วงล่างที่นุ่มสบาย มีการควบคุม
ได้ดีในยามกระโดดคอสะพาน Altis?สะเทือนกระด้างไป Camry?ยวบยาบไป Prius?ลงตัว และพอดี เหมาะกับ
การใช้งานแบบคนไทยอย่างแท้จริง ส่วนพวงมาลัยนั้นน่าเสียดายที่ยังขาดน้ำหนัก และขาดความสนุก
ซึ่งมันก็เหมือนกับ Toyota รถบ้านรุ่นอื่นๆนั่นล่ะ

ความทันสมัยในการออกแบบทั้งภายนอกและภายในก็เป็นจุดเด่นที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ “ขับรถอนาคต”
อุปกรณ์มากมายอย่างจอ Multi-function และ Head Up Display ก็จัดวางไว้ในตำแหน่งที่ดี ช่วยให้การขับขี่
ไม่ต้องละสายตาจากถนนมากนัก วัสดุภายในอาจดูไม่ดีนักเพราะใช้วัสดุที่เน้นการรีไซเคิล พลังเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร
บวกมอเตอร์ไฟฟ้าอาจไม่ได้แรงตามสั่งเหมือน Camry Hybrid แต่ก็ให้อัตราเร่งที่พอสำหรับการใช้งานของคนไทย
และอัตราการสิ้นเปลือง 18.94ก.ม./ลิตรก็ทำ Ecocarอายแทบกลับบ้านไม่ทัน แถมยังเป็นรถทดสอบปี 2011
ที่ประหยัดที่สุดเลยก็ว่าได้ บางที เราก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมต้องจ่ายแพงกว่าแล้วไปซื้อ Lexus CT200h
ในเมื่อ Prius มีทุกอย่างที่คุณต้องการ มีเบาะหลังที่ให้คนนั่งวิ่งทางไกลได้จริง จะขาดก็แค่ระดับชั้นของแบรนด์
และสีสันตัวถังเจ็บๆ เท่านั้นเอง

อันดับ 5 Skoda Fabia RS 1.4TSi

มดเขียวจอมพลัง คือฉายาที่ผมตั้งให้หลังจากได้ขับเจ้า RS นี้ และคุณคงไม่แปลกใจ ถ้าทีม Headlightmag
ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับการบังคับควบคุมและความสนุกจากการขับขี่จะตกหลุมรักรถคันนี้มากเป็นพิเศษ
จะไม่ให้รักได้อย่างไรในเมื่อเจ้ามดเขียว สามารถมอบอัตราเร่งและแรงดึงพร้อมประสบการณ์ในการขับที่ใกล้เคียง
VW Golf GTi ราวกับเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน เกียร์ DSG 7 จังหวะเปลี่ยนได้ว่องไวและไร้การกระชาก สมชาติ
เกิดเกียร์คลัทช์คู่ ระบบแทร็คชั่นคอนโทรลที่ฉลาดแสนรู้ ทั้งหมดทำงานร่วมกันให้ RS พุ่งกระชากออกไปข้างหน้า
ได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว มั่นใจเหลือเกินว่าหากเป็น 3 เกียร์แรก Golf GTi หนีไม่ได้ไกลแน่นอน

เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร TwinCharger มีทั้งเทอร์โบ และซูเปอร์ชาร์จช่วยกันสร้างกำลัง 180 แรงม้ากับแรงบิด 250Nm
ซึ่งถือว่าเท่ากับรถเครื่องเบนซิน 6 สูบ 2.5 ลิตรเลยทีเดียว พวงมาลัยก็มีนิสัยและการตอบสนองที่เหมือนลอกแบบ
มาจาก Golf GTi แต่อาจมีความต่างกันบ้างในเรื่องของน้ำหนักและระยะฟรี เมื่อคุณหักพวงมาลัย รถจะตอบสนอง
ได้อย่างใจนึก ช่วงล่างของ RS นั้น หลายคนอาจนึกว่าต้องสะเทือนชนิดไส้ร่วงแน่ๆ แต่ในชีวิตจริง เรากลับรู้สึกอยาก
ให้มันแข็งหนึบกว่านี้เสียด้วยซ้ำ เพราะบอดี้รถที่แคบเพียง 1.64 เมตร ทำให้บางจังหวะเวลาโยนเข้าโค้งแรงๆเหมือน
รถจะออกอาการยวบนิดๆ..โอเคถ้าเป็นรถบ้าน แต่สำหรับรถที่มีภาพลักษณ์สปอร์ต แข็งกว่านี้อีกนิดอาจจะมั่นใจขึ้น

RS มีอุปกรณ์จับเบรกล้อหน้าแยกอิสระ XDS ที่ช่วยให้คุณเข้าโค้งแรงๆได้โดยที่ระบบจะสั่งการจับเบรก
ล้อวงในโค้งเพื่อลดอาการอันเดอร์สเตียร์ นี่คืออุปกรณ์แบบเดียวกันกับที่พบได้ใน Golf GTi เช่นกัน แต่ถ้าไม่มอง
ถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความมันส์ในการขับขี่ ก็คงจะมีเพียงแต่เครื่องปรับอากาศแบบลูกบิดหน้าตาแสนธรรมดา
ที่น่าจะโดนแทนที่ด้วยงานชิ้นไฮโซอย่างที่พบในรถรุ่นอื่นของทางค่ายมากกว่า นอกจากนี้ สิ่งที่ยังอยากให้ปรับเปลี่ยน
คือตำแหน่งการนั่งที่ค่อนข้างสูง ซึ่งหากเป็นรถเพื่อความบันเทิงในการขับขี่ เบาะที่เตี้ยกว่าอาจทำให้รู้สึก
มั่นใจ ติดพื้นมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม เราพบว่าเงินราว 1.5 ล้านบาทสำหรับรถป้ายแดงนั้น มองไปทางไหนก็ไม่มีรถคันใดที่ให้รอยยิ้ม
จากการกระแทกคันเร่งได้กว้างเท่า Fabia RS แต่ถ้าคุณไม่ได้สนเรื่องนี้เลย ก็ขอแนะนำว่า
เก็บเงินไว้ซื้อรถญี่ปุ่น D-Segment ขับอาจจะเหมาะกว่า

อันดับ 4 BMW 520d

Minimalism makes the best. บางที รถอย่าง 525d อาจมีหลายสิ่งที่คุณไม่ต้องการ..คุณอาจไม่ใช่พวกชอบ
กดคันเร่งหลังติดเบาะ หรือไล่ล่ารถซิ่งที่มากวนใจคุณเล่น (ให้โดนจับทั้งคู่) คุณอาจไม่ใช่คนที่สนของเล่นติดรถมากมาย
ไม่ต้องการระบบช่วงล่าง DCC ที่ปรับแข็งอ่อนได้ ใช้ชีวิตอยู่กับล้อ 17 นิ้วลายห้าก้านธรรมดาได้
ทุกอย่างที่คุณต้องการอาจเป็นแค่ 320d ที่คันใหญ่ขึ้น ดูอลังการขึ้น ถ้าเช่นนั้น ทำไมไม่ลอง 520d ที่ราคา
ถอยลงมาเหลือ 3.699 ล้านแทนล่ะ?

ยังมีอะไรอีก?เบาะไฟฟ้าอู้ฟู่แสนกลถูกแทนที่ด้วยเบาะสเป็คมาตรฐาน พวงมาลัยไม่มี Paddle Shift ไม่มีระบบนำทาง
ไม่มีระบบบังคับเลี้ยว Integral Active Steering ไฟหน้าไม่หันตามการเลี้ยวของรถ แต่ถึงแม้ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้
520d ก็ยังเป็นรถที่คุณสามารถขับได้อย่างมั่นใจ DNA แห่งความเป็น BMW ที่คุณชอบยังอยู่ครบ
พวงมาลัย แม้ไม่ได้ความช่วยเหลือของระบบเลี้ยวล้อหลังอย่าง 525d เราก็พบว่าไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
มันยังมีน้ำหนักที่กำลังดี มีความไวที่เหมาะสม ขับตรงๆก็ไม่เกร็ง ขับซนๆก็สนุก ช่วงล่างไม่ต้องปรับแข็งหรืออ่อน
ก็ให้ความนุ่มเพียงพอ และมั่นใจกว่า E250CGi Avantgarde เสียอีก เครื่องบล็อคใหม่ปรับปรุงแรงบิดจนได้ 380Nm
จับคู่กับเกียร์ 8 จังหวะที่นอกจากจะแสนรู้ ทำงานประสานกับคันเร่งได้ราววงออเครสตร้ามืออาชีพแล้ว ยังช่วยให้
อัตราเร่งในชีวิตจริงของ 520d ชนะ E250CDi ที่แรงบิด 520Nm ได้อย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ยังประหยัด
น้ำมันระดับ 17.72 ก.ม./ลิตร ชนะเบนซ์อีกเช่นกัน!

สิ่งที่เราไม่ชอบในรถคันนี้ (และรถบอดี้ F10 ทุกคัน) ก็คือการที่ตัวรถมีขนาดยาวราวชะโดยักษ์ ฐานล้อเคลมว่ายาว
ที่สุดในคลาส แต่กลับมีพื้นที่วางขาด้านหลังน้อยเกินเหตุ จริงอยู่ว่าตัวเบาะนั้นนั่งสบายแต่ถ้าคุณเป็นคนไซส์สูง
หรือตัวใหญ่ อาจพบว่าขยับแข้งขาอะไรก็ติดไปหมด นอกจากนี้การเข้า/ออกจากตัวรถนั้นก็ดูเหมือนเป็นมหกรรม
ช้างคลอดลูกโดยแท้สำหรับคนตัวใหญ่แบบผม แต่ปัญหาแบบนี้ผมกลับไม่พบในคู่แข่งอย่าง E-Class หรือ S80
ดังนั้น เมื่อคิดถึงมันในแง่สปอร์ตซาลูน มันอาจเป็นรถที่ดี แต่ถ้ามองในภาพของรถพรีเมียมสำหรับการนั่งแบบ
มีคนขับทำหน้าที่แทนให้ เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะเหมาะกับหน้าที่แบบนี้จริงๆหรือเปล่า เพราะยังมีรถที่สามารถ
รับการใช้งานทำนองนี้ได้ดีไม่แพ้กัน แต่ถูกกว่ากันเป็นล้านอยู่

อันดับ 3 Skoda Superb 1.8TSi

Superb ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าทุกวันนี้บรรดารถยนต์ระดับพรีเมียมขนาดกลางในตลาดนั้น
ถูกตั้งค่าตัวเอาไว้สูงเกินไปหรือไม่ ในเมื่อหลายสิ่งที่รถคันนี้มอบให้สำหรับค่าตัวสองล้านบาทมีทอนนั้น
กล่าวได้ว่าคุ้มกับเงินที่เสียไป และบางอย่างก็ทำได้ดีกว่ารถระดับพรีเมียมที่ราคาแพงกว่ากันเป็นเท่าตัว

ในด้านสมรรถณะ รถคันใหญ่โต เครื่อง 1.8ลิตรเทอร์โบ 160แรงม้า ไม่ได้มีอะไรที่น่าสน แรงม้าก็น้อย
เพราะเครื่อง 1.8 อย่างของ Mercedes-Benz ก็ทำแรงม้าได้ระดับ 180กว่าตัวกันมาตั้ง 7-8 ปีแล้ว
อัตราเร่งที่รถทำได้ก็เป็นผลงานของเกียร์ DSG 7 จังหวะที่ต่อเนื่องและทำงานได้แสนรู้ยิ่งนัก ทำให้
การขับขี่ทั่วไปถือว่าแรงสมตัว ไม่อืดอาด แต่อาจจะไม่แซ่บเท้าเท่า Camry Hybrid ที่เร่งลื่นไหลดีจน
เจ้าของหลายคนเผลอตัวเอาไปไล่รถซิ่งอยู่บ่อยๆ ส่วนช่วงล่างนั้นถือว่ามาผิดคาด เพราะจากหน้าตาที่ค่อนไปทางแก่
แต่ทะมัดทะแมงคล้ายสมบัติ เมทะนี เราเดาว่ามันต้องยวบย้วยคล้าย Volvo S80 แต่ความจริงก็คือ Superb มี
ช่วงล่างที่ออกแข็งหนึบ สะเทือนไปนิดในความเร็วต่ำ แต่ที่ความเร็วสูงนั้นมั่นใจมากจนสู้กับรถพรีเมียมเยอรมันได้
แถมมีความคล่องตัวเกินคาด เป็นรถยาวใหญ่ที่ขับได้คล่องจนเกือบนึกไปว่านี่กำลังขับรถ C-Segment อยู่หรือไร

แต่ข้อด้อย ก็ยังมีอยู่ อย่างเช่น เบาะรองนั่งทั้งด้านหน้า และหลัง ที่สั้นเกินไป และเมื่อพิงหลังลงไป ก็พบว่าตัวเบาะ
ยังไม่สามารถดุนส่วนไหล่ให้สบายได้เท่าที่ควร การประกอบบางจุดเช่นด้านใต้แผงหน้าปัดยังมีวัสดุที่ให้สัมผัส
ค่อนข้างลดต้นทุนอยู่บ้าง ระบบช่วยจอดที่อลังการงานสร้างและเป็นรถราคาต่ำกว่า 2 ล้านรายแรกที่ติดตั้ง
ระบบนี้มาให้จากโรงงาน..ฟังดูอัจฉริยะมากแต่ใช้งานจริงก็สู้คนขับที่มีความชำนาญไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นใครก็ตามที่คิดซื้อ
ควรพิจารณาองค์ประกอบทุกอย่างให้ถี่ถ้วนเสียก่อน แต่คงไม่มีใครเถียงว่าการที่มันเป็นรถนำเข้า มีอุปกรณ์
ติดรถมาให้ราวกับรถพรีเมียม มีพื้นที่วางขาแถวหลังยาวเฟื้อยราวกับ S-Class แต่จ่ายในราคาที่แพงกว่ารถ
D-Segment ประกอบในประเทศไม่กี่แสนบาท ทำให้ Skoda Superb เป็นรถที่ไม่ควรพลาดรวมไปในลิสต์ทดลองขับ

อันดับ 2 Volvo S80D3

หลายคนชอบบอกว่า Headlightmag ชอบเทกระจาดคะแนนให้รถที่แรงและขับสนุก ขอบอกว่าไม่จริงเสมอไป
หากเป็นเช่นนั้นจริง คุณคงไม่ได้เห็น S80D3 อยู่ในตำแหน่งรองชนะเลิศอย่างนี้ และ Impreza STi ก็น่าจะคว้า
อันดับ 1 ไปครองอย่างที่ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก

ที่เกริ่นนำมาแบบนี้เพราะ Volvo S80D3 ทำคะแนนด้านนี้ได้ค่อนข้างแย่..ไม่สิ ในกลุ่มพรีเมียมคลาสทั้งหมด
มันน่าจะแย่ที่สุดเลยมากกว่า ถูกล่ะอัตราเร่งของมันนั้นไม่ได้อืดเมื่อเทียบกับรถทั่วไปเช่นรถบ้าน 1.6-1.8ลิตร
หรือไฮบริดอย่าง Prius แต่ถ้าวัดจากความสามารถของเพื่อนร่วมรุ่น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแรงบิดตั้ง 400Nm
ทำไมยังเร่ง 0-100 และ 80-120 ได้ช้ากว่า 520d ที่แรงบิดน้อยกว่าตั้ง 2 วินาที ตัวเครื่องยนต์เองในชีวิตจริง
ไม่รู้จะจืดอะไรกันนัก มันขาดความลื่นและหวานอย่างดีเซลของ BMW และไม่ได้ให้แรงบิดติดเท้ามหาศาล
แบบ Mercedes-Benz ส่วนช่วงล่างนั้นยังดีที่ให้ความมั่นใจได้มากกว่า E250CDi Elegance ในช่วงความเร็วสูง
แต่ยังสู้ BMW ไม่ได้อยู่ดีในวันที่คุณคิดจะสนุกขึ้นมา ลักษณะของช่วงล่าง พวงมาลัย และตัวเครื่องยนต์ที่
ออกจะแหบแห้ง มีแรงแต่ลากรอบไม่ขึ้น ทำให้มันเสียคะแนนไปโขอยู่

แต่แล้วอะไรล่ะที่ฉุดคะแนนรวมของรถคันนี้ให้ตีตื้นกลับมาเป็นรองชนะเลิศประจำปีได้?

ถ้าให้พูดแบบสั้นๆ ก็บอกเลยว่า “เพราะถ้าไม่นับเรื่องความสนุกและอัตราเร่ง หัวข้ออื่นๆน่ะมันทำได้ดีหรือดีมากไปเลย”
หากคุณมองมันจากมุมของพรีเมียมคาร์ และสิ่งที่รถระดับนี้ควรเป็นแล้วก็จะเข้าใจ การขึ้นนั่งในรถคันนี้สามารถ
ทำได้ง่ายดาย คนตัวใหญ่อย่างผมสามารถขึ้นลงได้เหมือนคนปกติดีๆ ไม่ใช่เป็นช้างคลอดบุตรเหมือนที่ต้องเจอใน
5-Series และเมื่อเข้าไปนั่งแล้วก็พบว่ารถรุ่นนี้ เป็นรถประกอบในประเทศที่เลือกสรรวัสดุมาตกแต่งภายในได้ดีที่สุด
ตามที่ J!MMY บอกไว้จริงๆ (แม้ว่าในวันนี้ S80 จะย้ายไปผลิตที่มาเลย์เซียแล้วก็ตาม) หนังที่ใช้ตกแต่งภายในรถนั้น
ให้สัมผัสแบบเดียวกับที่คุณจะพบใน Jaguar XF การเลือกใช้โทนสีชาร์โคลตกแต่งในส่วนหน้าปัดและพวงมาลัย
ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องพวงมาลัยดำเป็นคราบหรือหน้าปัดสะท้อนกระจกรบกวนสายตา ในส่วนของอุปกรณ์ติดรถนั้น
Volvo ยังใจดีให้ระบบ BLIS-เตือนไม่ให้เราเปลี่ยนเลนไปชนรถที่อยู่ในจุดบอดด้านข้าง และยังมี Radar Cruise Control
มาให้อีกต่างหาก อุปกรณ์ชิ้นใหญ่ๆที่ตัดออกในรุ่น D3 นั้นมีแค่ 3 ชิ้นหลักๆคือ 1. Lane Departure Warning
2. ไฟหน้าหักเลี้ยวตามการหมุนพวงมาลัย 3. ม่านบังแดดหลังและกระจกหลังที่บานประตู

ผมชื่นชมการทำเบาะของ Volvo รุ่นใหม่ๆเสมอและ S80 ก็เช่นกัน ตัวเบาะนั่งแถวหน้าคือที่ที่สบายจนอยากหลับ
ถ้าไม่นับเบาะนั่งแบบ Comfort Seat ของ BMW แล้วนี่น่าจะเป็นเบาะที่นุุ่มเหมือนถูกกอดโดยคนที่คุณรักมากที่สุดแล้ว
เบาะหลังก็ให้ความสบายได้ดี ความแข็งของเบาะไม่มากเท่า Mercedes-Benz และมีที่ให้ขยับแข้งขาได้สะดวกกว่า
BMW และที่สำคัญคือเครื่องเสียง..ตามที่ตา Backseat Driver สรุปให้ฟังง่ายๆเลยว่าในบรรดารถพรีเมียมระดับนี้
เครื่องเสียงของ Volvo ให้เสียงที่มีมิติ นุ่มลึกน่าฟังที่สุดในขณะที่ BMW 520d มีเครื่องเสียงที่ไม่น่าประทับใจนัก
และE-Class ก็แค่ดีแบบเสมอตัว

ทั้งหมดนี้ มีให้คุณในราคาแค่ 2.699 ล้านบาท! ถูกกว่า E250CDi ถึง 1.5 ล้านบาท และยังถูกกว่า 520d
1 ล้านบาทพอดี ดังนั้นเมื่อมองการซื้อรถยนต์พรีเมียมขนาดกลางในแง่เศรษฐศาสตร์ คุณจะพบว่า S80D3
ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่เวิร์คกว่าคู่แข่งมาก..แต่คุณอย่าคิดอะไรมากกับอัตราเร่งของมันก็แล้วกัน

ดังนั้น

นั่นหมายความว่า

อันดับ 1 ของเรา

ได้แก่

BMW 525d

เมื่อครั้งที่แล้ว เราทุกคนต่างพากันประทับใจในเจ้า BMW 530d ที่แสดงแสงยานุภาพจนได้อันดับ 7 ไปครอง
เราหลงใหลในแรงดึงอันมหาศาลของเครื่องดีเซลเทอร์โบ 6 สูบ เราชอบทุกอย่างในตัวมัน ยกเว้นอย่างเดียวคือ
ราคามหาโหดโฉดเพราะภาษีนำเข้าที่พุ่งไประดับ 8 ล้านบาท แต่ในครั้งนี้ 525d นำทุกสิ่งที่เราเคยปลื้มในตัว
530d มาให้ในราคาที่ถูกลงเกือบครึ่ง!!

เม็ดเงินส่วนนั้นมีค่าขนาดไหน? การที่คุณเปลี่ยนใจไม่ซื้อ 530d แล้วยอมลดความแรงลงเพียงเล็กน้อยมาคบ
กับ 525d นั้น จะทำให้คุณมีเงินเหลือมากพอที่จะซื้อ BMW X3 Xdrive20d ให้สุดที่รักของคุณได้ 1 คันเกือบพอดี
หรือถ้าไม่งั้น เพิ่มเงินอีกนิดเดียว ก็ซื้อ Lexus CT200h 1 คันให้ภรรยาที่เคารพ และ Toyota Prius อีกหนึ่งคัน
ให้ลูกสาวคนหัวปีของคุณได้ เห็นพลังของการใช้เงินอย่างคุ้มค่าตรงนี้หรือไม่?

พูดถึงพละกำลัง ชะโดเผือกเขี้ยวคมตัวนี้ทำอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม.ได้ภายในเวลาแค่ 7.3 วินาที
ฉีกแซงจาก 80 ไป 120 ก.ม./ช.ม.ได้ภายในเวลาแค่ 5.36 วินาที แรงเป็นอันดับต้นๆของรถทดสอบปี 2011
และวิ่งไล่สูสีไปกับ 530d, Golf GTi, Scirocco ได้อย่างสบาย เรียกว่าถ้าจะปราบ 525d ให้อยู่หมัด ก็คงต้องใช้
รถเล็กพันธุ์ดุอย่าง Impreza STi หรือ V8 บล็อคโตอย่าง LS460 จากปีก่อนเท่านั้น

ช่วงล่างและการขับขี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นี่คือรถที่ J!MMY พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยพบมา
ในรถยนต์นั่ง Premium ขนาดกลาง คุณสามารถปรับโหมด Normal เพื่อรับความนุ่มนวลสบายก้น หรือปรับเป็นโหมด
Sport ในยามที่ต้องการบู๊ได้ และถ้ายังบู๊ไม่พอ โหมด Sport+ยิ่งจะทำให้ช่วงล่าง พวงมาลัยคมขึ้น และแจก
สเตอรอยด์ใส่กล่อง ECU คุมเกียร์ ทำให้เกียร์มีอาการ Alert หนักกว่าเดิม แถมตัดระบบควบคุมอย่างแทร็คชั่น
คอนโทรลทิ้งอีกต่างหาก เรียกได้ว่ามันส์-แซ่บ-มากจริงๆ

พวงมาลัยตอบสนองได้อย่างคมกริบและมีน้ำหนักหน่วงมือกำลังดี เป็นจุดเด่นที่สำคัญที่มันจะขาดไม่ได้เลย
อุปกรณ์ภายในก็มีให้ครบ สมัยนี้ไม่ต้องมาถามถึงเรื่องเบาะไฟฟ้าหรือถุงลมนิรภัยมากมายกันแล้วเพราะมีมาให้ครบ
สิ่งที่เด่นกว่าอยู่ที่การออกแบบตัวเบาะแบบ Comfort Seat ซึ่งผมเองเวลาขับ มีความรู้สึกอยากเอาตัวไปเบียดมัน
ยีหลังลงไปบนพนักพิง เอาหัวถูกพนักพิงศรีษะไปมาด้วยความสบายใจราวกับแมวโดนเกาคาง ทีม
Headlightmag.com คิดว่า หากเป็นเบาะรถยนต์พรีเมียมแบบกึ่งสปอร์ตนั้น BMW มักทำได้ดีกว่าคู่แข่งเสมอ

มันคือรถที่คุณสามารถขับไปทำงานได้อย่างสบายอารมณ์ทุกวัน เสียงเครื่องดีเซล 6 สูบจะเปลี่ยนจากเสียงเขย่า
สไตล์ดีเซลเป็นเสียงกระหึ่มแบบเรียบนุ่ม ขอเพียงแค่ใช้รอบเครื่องเกิน 1,500 รอบต่อนาที มันคือโทนเสียงที่
รับรองว่าคุณไม่เคยพบในรถกระบะดีเซลทั่วไปแน่นอน อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 16.7 ก.ม./ลิตรนั้น เหลือเชื่อ
ว่ามันเท่ากับ Honda Brio เกียร์ CVT! บ้าไปแล้ว!

แต่เช่นเคย ไม่มีเพชรอันไร้ที่ติในโลกแห่งยานยนต์ 525d ก็ประสบปัญหาเดียวกันกับ 5-Series ตัวถัง F10
ทุกคัน นั่นก็คือการออกแบบที่ใช้เนื้อที่ฟุ่มเฟือย (Poor packaging) ตัวรถยาวมากแต่พื้นที่วางขาและพื้นที่
เหนือหัวกลับสู้ E-Class ไม่ได้ การเข้าออกรถก็ทำได้ยากกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับรถระดับนี้

นอกเหนือไปจากนี้แล้ว 525d ล้วนทำได้ดีเกินหน้าคู่แข่ง สำหรับเงิน 4.4 ล้านเพื่อแลกกับรถยนต์ระดับหรู
ที่มีสมรรถณะรอบด้านแบบนี้ คงหารถมาแทนที่ได้ยาก น่าเสียดายที่ BMW ทยอยปลดระวาง 525d เครื่องยนต์
6 สูบเรียงและแทนที่ด้วย 525d เครื่อง 4 สูบทวินเทอร์โบ ดังนั้นหากคุณยังหลงใหลในเครื่องยนต์ 6 สูบ ก็คงต้องรีบ
ควานหารถในสต็อคกันสุดชีวิตกันแล้วล่ะแต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ความสามารถของ 525d 6 สูบที่ทำไว้ก็พอจะบอก
ได้แล้วว่าเจ้าน้องใหม่ 4 สูบที่มานั้นจะให้ประสิทธิภาพได้ดีไม่แพ้กัน แถมราคาถูกกว่าอีกด้วย

แล้วคู่แข่งก็จะภาวนาขออย่าให้ BMW ส่ง 525d ตัวใหม่มาให้ Headlightmag.com ทดลองขับในปี 2012 นี้
เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็….คิดเอาเองก็แล้วกัน

จบบริบูรณ์

Bonus Piece: Things you might not want to know

คำถามนอกรอบ ที่กรรมการหลายคนไม่ยอมตอบ แต่คนที่ตอบ ก็จะโดนนำมาแฉ!

1. ถ้าหากคุณโชคดี ได้ออกเดทกับบุคคลมีชื่อเสียงที่คุณแอบปลื้มอยู่ คุณต้องขับรถไปรับเขาที่บ้านเองด้วย
แล้วพาไป “ทำปลื้ม” กันสองคน นี่คือรถที่คุณจะเลือก

J!MMY: Volvo S80D3 เพราะมันสบาย และมั่นใจได้ในความปลอดภัย
Toyd : Lexus CT200h  เพราะมีดีไซน์ที่สะท้อนคาแร็คเตอร์ของผม คือสุขุมอยู่ในที และแซ่บไม่น้อยหน้าใคร
Commander CHENG: เลือก Skoda Fabia เพราะ ตัวรถที่แคบที่สุดยิ่งทำให้ตัวเราได้อยู่ใกล้กันมากขึ้นนะจ๊ะ

2. ถ้าหากคุณได้รับรางวัลเป็นรถ 1 คัน และต้องใช้เวลาอยู่กับมันโดยไม่ซื้อรถคันอื่นอีกเลย 1 ปี นี่คือรถที่คุณจะเลือก

J!MMY : BMW 525d เพราะ ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการทั้งด้านดีและด้านมืดของชีวิต FIN!
Toyd: Skoda Yeti เพราะ น้องรู้สึกว่ามันเป็นรถ Everyday car ที่ขับได้สนุก มั่นใจ ลุยได้นิดๆ
Commander CHENG: Subaru Impreza STi จะถูกจะแพง กรูขอรถแรงไว้ก่อนล่ะฟระ

3. รถคันใดที่คุณมองว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายลงไปมากที่สุด

J!MMY : Skoda Superb เพราะอุปกรณ์พรีเมียม ช่วงล่างมั่นๆแมนๆ ราคาแพงกว่า D-Segment นิดเดียว
Toyd : Skoda Superb เพราะมันทำให้น้อง อึ้ง ทึ่ง ดีกว่าที่คาดไว้มาก และราคาก็ถูกเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้
Commander CHENG: Toyota Prius เพราะอุปกรณ์ครบครัน ทันสมัย ขับสบาย ราคาไม่แพงเกินเอื้อมด้วย

4. รวมที่สุดในแต่ละด้าน สำหรับรถทดสอบปี 2011

แพงที่สุด  –  BMW X6 Xdrive30d ราคา 6,699,000 บาท (ไม่มีรถสิบล้านมาให้เล่นเลยเนาะปีนี้)
ราคาย่อมเยาที่สุด – Honda Brio 1.2 V M/T ราคา 469,500 บาท (X6 คันนึงซื้อ Brio M/T ได้ 14 คัน)

0-100ก.ม./ช.ม. ไวที่สุด – Subaru Impreza WRX STi (5.84 วินาที เร็วที่สุดตั้งแต่เปิดเว็บมาเลย)
0-100ก.ม./ช.ม. เต่าที่สุด – Kia Soul 1.6 (15.2 วินาที..เดาว่าตอน STi แตะ 100 เจ้า Soul น่าจะเพิ่ง
หมดเกียร์แรก..แต่นี่ยังไวกว่า March CVT ละกัน)

80-120 ก.ม./ช.ม.ไวที่สุด – Subaru Impreza WRX STi (3.61 วินาที ปัจจุบันเป็นรองแค่ MTM S3)
80-120 ก.ม./ช.ม. เต่าที่สุด – Kia Soul 12.78 วินาที

Top Speed เร็วที่สุด – Subaru Impreza WRX STi (250 ก.ม./ช.ม.)
Top Speed ช้าที่สุด – Honda Brio (145 ก.ม./ช.ม. เพราะโดนจำกัดความเร็ว ถ้าไม่งั้นน่าจะไปได้อีก)

ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุด – Toyota Prius 18.94 ก.ม./ลิตร ยังไม่โค่นแชมป์เก่าอย่าง Honda CR-Z (20.08 กิโลลิตร)
ดูดเชื้อเพลิงหนักสุด – Mitsubishi Pajero Sport 4WD 10.23 ก.ม./ลิตร


5. คะแนนนำในหัวข้อต่างๆ

ด้านการออกแบบภายนอก รถที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือ Hyundai Sonata High Grade
ด้านการออกแบบภายใน รถที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือ Volvo S80D3
ด้านความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร -> ครองตำแหน่งร่วมกัน Volvo S80 และ Skoda Superb
ด้านวัสดุและอุปกรณ์ติดรถยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับราคาตัวรถ -> Skoda Superb เอาไปครอง

ด้านแนวโน้มในการเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ -> Volvo S80D3
ด้านความมันส์ที่ได้จากอัตราเร่งและความแรง แน่นอน…Subaru Impreza WRX STi

ด้านความประหยัดเชื้อเพลิง ..มีครองแป้นร่วมคือ Toyota Prius และ Volvo S80D3
ด้านความสบายจากช่วงล่างในการวิ่งบนถนนและความนุ่มนวล -> Volvo S80D3
ด้านความมั่นใจในการขับขี่ -> BMW 525d (อยากบอกว่าชนะ Impreza ได้ตรงที่ความเสถียรในความเร็วสูงมากๆ)
ด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่จ่ายลงไป -> Volvo S80D3

เมื่อให้ทีมกรรมการเลือกรถคันที่ตัวเองโปรดปรานโดยใช้ความชอบส่วนตัวแบบไม่ต้องมีเหตุผล
รถคันที่ได้คะแนนสูงสุด ..ครองตำแหน่งร่วมกันเลยระหว่าง BMW 525d และ Skoda Fabia RS

.