งานมหกรรมยานยนต์ Motor Expo เมื่อช่วง ปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา กลายเป็นเวทีที่ผู้ผลิตรถยนต์ พากันกระหน่ำเปิดตัวรถยนต์นั่งขนาดเล็ก พิกัด B-Segment (ECO Car) กันเป็นทิวแถว เนื่องจากทุกค่าย จำเป็นจะต้องเร่งเปิดตัวรถยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการ ECO Car Phase 2 ของทางรัฐบาล ให้ทันก่อนกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 ธันวาคม 2019

แน่นอนว่า ในบรรดารถยนต์พิกัดเดียวกันนี้ทุกรุ่น ที่คลอดออกสู่ตลาดมาพร้อมๆกัน ทั้งแบบเปลี่ยนโฉมใหม่ Full Model change หรือแค่รุ่นปรับโฉมเล็กน้อย เพื่อประวิงเวลาต่ออายุตลาดแบบ Minor change มีรถเก๋ง Sedan ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่ทุกคนพากันให้ความสนใจถามไถ่และไปมุงกันจนเต็มแน่นพื้นที่บูธจัดแสดงแทบจะตลอดทั้งวัน ตลอดเวลา นั่นคือ Nissan Almera และ Honda City ใหม่

รายแรกนั้น ทุกคนคงคุ้นเคยกันดีว่า เป็นรถยนต์นั่ง B-Segment (ECO Car) ตัวถัง Sedan แบบแรกในตลาด ซึ่งเข้ามารับช่วงทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้ากลุ่มที่ไม่เคยซื้อรถยนต์มาก่อน เข้าโชว์รูม Nissan ต่อจาก Nissan Sunny FF B11 และนี่คือการเปลี่ยนโฉมใหม่ครั้งแรกในรอบ 8 ปี และเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของ ชาวหมู่บ้านบางเสาธง ว่ารถคันนี้ ต้องช่วยกอบกู้ยอดขาย และแบรนด์ Nissan กลับมายืนอยู่ใกล้เคียงกับ Honda เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน ให้ได้

แต่สำหรับ เจ้าตลาดอย่าง Honda นี่คือการตัดสินใจ เปลี่ยนโฉม ครั้งสำคัญไม่แพ้กันของพวกเขา…และมันมาพร้อมความหวั่นใจอยู่ลึกๆของคน Honda ว่าผู้บริโภคจะให้การตอบรับกับแนวคิดใหม่ในการ ลดขนาดความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์ ที่เรียกว่า Downsizing ซึ่งเป็นแนวทาง ที่ Honda เริ่มเดินเครื่องสู่ตลาดเมืองไทย อย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม มาตั้งแต่ Civic และ Accord ใหม่ พวกเขามาพร้อมกับโจทย์ที่จำเป็นจะต้อง นำ City แทรกตัวเข้าสู่กลุ่มตลาด ECO Car ของเมืองไทยให้ได้ โดยที่ตัวรถยังต้องเพิ่มขนาดให้ใหญ่ยาวขึ้น และแถมยังต้องผ่านมาตรฐาน ECO Car Phase 2 อันเข้มงวดของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การปล่อยมลพิษ และความปลอดภัย ซึ่งนั่นไม่ใชเรื่องง่ายเลย…

แต่ในที่สุด พวกเขาก็เข็น City ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ เบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร VTEC + VTC + Turbo ออกสู่ตลาดได้เป็นผลสำเร็จ….

ผลลัพธ์ละ?

คุณณัฎฐ์ ปณิธานธาดา (พี่แมน) ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Honda Automobiles (Thailand) เล่าให้เราฟังว่า บรรยากาศในบูธ Honda ที่งาน Motor Expo เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานั้น มีผู้คนต่างให้ความสนใจกับ City ใหม่กันอย่างแน่นขนัดเต็มบูธไปหมด ถึงขั้นว่า ต้องเพิ่มเก้าอี้ และโต๊ะรับจองที่ด้านหลังบูธทุกวัน ยิ่งในช่วงเปิดตัวนี้ Honda ยังไม่พร้อมจะส่งรถไปให้โชว์รูมทั่วประเทศ ดังนั้น ลูกค้าบางส่วนจึงเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อเข้ามายลโฉมรถคันจริง ในงานดังกล่าว ถึงขั้นที่ว่า ทาง Honda ต้องเปิดโต๊ะรับรองดูแลลูกค้าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเป็นพิเศษ!

นับตั้งแต่วันเปิดตัว จนถึงวันนี้ 17 ธันวาคม 2019 Honda City ใหม่ มียอดสั่งจองจากลูกค้าชาวไทย ทั่วประเทศ รวมแล้วมากถึง 4,500 คัน!! ในจำนวนนี้ ยอดสั่งจองจากลูกค้า จำนวนมาก เทใจไปที่รุ่น SV มากสุด ในสัดส่วน 45% จากยอดสั่งจองทั้งหมด รองลงมาคือรุ่น RS อยู่ที่ 40% ส่วนที่เหลืออีก 15% คือ S กับ V นั่นหมายความว่า ตอนนี้ ใครจองรุ่น RS อาจต้องรอรับรถกันนานถึงเดือนมีนาคม 2020 กันเลยทีเดียว!

อย่างไรก็ตาม จากวันเปิดตัว จนถึงวันนี้ Honda ก็ยังไม่พร้อมปล่อยรถยนต์ทดลองขับให้บรรดาลูกค้า หรือสื่อมวลชน พวกเขาก็เลยหาทางรักษากระแสการพูดถึงของผู้บริโภค ด้วยการเชิญ สื่อมวลชนสายรถยนต์ ชาวไทย จำนวน 19 ราย ให้เป็นคนกลุ่มแรกของโลก ที่จะได้ร่วมทดลองขับ City ใหม่

นั่นคือเหตุผลที่ผมต้อง…อันที่จริงคือ ยังไม่ได้นอนเลยจนถึงตอนที่กำลังปิดต้นฉบับบทความนี้ เพื่อจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ไปขึ้นรถบัส ที่ทาง Honda จัดไว้ ณ สำนักงานใหญ่ ที่ ฺBiTEC สี่แยกบางนา เดินทางไปยังสนามทดสอบ Honda R&D Proving Ground ที่นิคมอุตสาหกรรม โรจนะ 2 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อไปพบเจอกับ Mr.Satoru Azumi  , LPL (Large Project Leader ยืนทางซ้ายในรูปข้างบนนี้) หรือ หัวหน้าวิศวกรโครงการพัฒนา City ใหม่ ซึ่งเคย Backup ให้กับ Mr. Ryo Mukumoto, LPL หัวหน้าวิศวกรพัฒนารถยนต์อายุน้อยที่สุดของ Honda (26 ปี ในวันที่ Honda S660 ลูกรักของเขา เริ่มออกจำหน่าย)  รวมทั้งบรรดาผู้ช่วยของเขา อย่าง Mr. Keiichi Watanabe , Powertrain Assistance Large Project Leader (ยืนทางขวาในรูปข้างบนนี้) หรือ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกรพัฒนาด้านเครื่องยนต์ของ City ใหม่ และ Mr. Shingo Oogaya , Dynamic Performance Assistance Large Project Leader หรือผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร ด้านการขับเคลื่อน และสมรรถนะการขับขี่

ปกติแล้ว LPL หรือหัวหน้าวิศวกรของ Honda ที่ผมเคยเจอมาตั้งแต่ปี 2005 ส่วนใหญ่ ก็จะวางตัวประมาณหนึ่ง แต่กับทีมพัฒนา City ใหม่นี้ ผมมองว่า พวกเขาดูเป็นมิตรมาก อะไรที่ตอบได้ เขาก็ตอบเต็มที่ แต่อะไรก็ตาม ที่ตอบไม่ได้จริงๆ เขาถึงจะต้องใช้คำตอบแบบมาตรฐานในการตอบพวกเรา คนกลุ่มนี้ ในชีวิตส่วนตัว ก็เป็นคนที่ชอบรถยนต์ โดยเฉพาะ Keiichi-san ที่ดูจะหลงใหลถึงขั้น มีรถสปอร์ต ขับเคลื่อนล้อหลัง เอาไว้ขับเข้าแข่งในวันหยุดด้วย…แต่อย่าถามเลยครับว่า รถยี่ห้ออะไร เดี๋ยวคู่แข่งเขาจะได้ใจร้องไชโยโห่ฮิ้ว กันเปล่าๆ เนาะ

ในเมื่อ คนที่ชอบ รัก และเข้าใจรถยนต์ เข้ามารับช่วงพัฒนา City รุ่นใหม่ ผมก็เชื่อว่า คุณผู้อ่านคงอยากรู้แล้วละว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ มันจะทำให้ City ใหม่ มีสมรรถนะการขับขี่เป็นอย่างไร ประหยัดน้ำมันแค่ไหน และสามารถก้าวข้ามพิกัดรถยนต์ B-Segment ECO Car เดิมๆ ไปได้ถึงขนาดไหน…

City ใหม่ มีมิติตัวถังภายนอกยาว 4,553 มิลลิเมตร กว้าง 1,748 มิลลิเมตร สูง 1,467 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,589 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,497 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,483 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 135 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร น้ำหนักตัวรถเปล่า ของรุ่น S กับ V อยู่ที่ 1,150 กิโลกรัม รุ่น SV อยู่ที่ 1,154 กิโลกรัม และรุ่น RS หนักสุดที่ 1,165 กิโลกรัม

เมื่อเปรียบเทียบกับ City เจเนอเรชันที่ 4 รุ่นก่อน ซึ่งมีความยาว 4,440 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,471 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,600 มิลลิเมตร จะพบว่ารุ่นใหม่มีความยาวเพิ่มขึ้นถึง 113 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 53 มิลลิเมตร แต่เตี้ยลง 4 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นลง 11 มิลลิเมตร

หากเทียบกับคู่แข่ง ที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน อย่าง Nissan Almera ใหม่ ซึ่งมีความยาว 4,495 มิลลิเมตร กว้าง 1,740 มิลลิเมตร สูง 1,460 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า City ใหม่ ยาวกว่า 58 มิลลิเมตร กว้างกว่า 8 มิลลิเมตร สูงกว่า 7 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อสั้นกว่า 31 มิลลิเมตร

และถ้าเปรียบเทียบกับ Mazda 2 Sedan ซึ่งมีความยาว 4,340 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,470 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า City ใหม่ยาวกว่าถึง 213 มิลลิเมตร กว้างกว่า 53 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 3 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 19 มิลลิเมตร

หรือเปรียบเทียบกับ Mitsubishi Attrage ซึ่งมีความยาว 4,305 มิลลิเมตร กว้าง 1,670 มิลลิเมตร สูง 1,515 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร ก็จะพบว่า City ใหม่ยาวกว่าถึง 248 มิลลิเมตร กว้างกว่า 78 มิลลิเมตร แต่เตี้ยกว่า 48 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 39 มิลลิเมตร

ต่อให้เปรียบเทียบกับ Toyota Yaris Ativ ซึ่งมีความยาว 4,425 มิลลิเมตร กว้าง 1,730 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,550 มิลลิเมตร ก็ยังพบว่า City ใหม่ยาวกว่า 128 มิลลิเมตร กว้างกว่า 18 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 8 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวกว่า 39 มิลลิเมตร

ถือว่า City เจเนอเรชันที่ 5 นี้ มีขนาดตัวถังโดยรวมใหญ่โตกว่ารุ่นเดิม รวมถึงคู่แข่งรุ่นอื่นๆ ในตลาดอยู่พอสมควร เรียกได้ว่าเป็นรถยนต์กลุ่ม B-Segment ในปัจจุบัน แต่กลับมีขนาดเทียบเท่า C-Segment เมื่อหลายปีก่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะตัวถังภายนอกใหญ่กว่า Honda Civic FB (2012 – 2016) เกือบทุกมิติ

Mr.Satoru Azumi เล่าว่า แนวคิดหลักในการพัฒนา City ใหม่ คือ “Ambitious Sedan” หรือ “ซีดานที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน สำหรับคนที่มีความคาดหวังถึงการใช้ชีวิตที่ดีกว่า ได้มั่นใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนให้ดีขึ้น” โดยยังคงยึดคุณค่าหลักของ City ทุกรุ่นที่ผ่านๆมา คือ งานออกแบบที่โดดเด่น ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และในคราวนี้ มีการเพิ่มคุณค่าใหม่ ด้านภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง เสริมเข้าไป

แนวคิดการออกแบบในภาพรวมของ City ใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่าง รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแข็งแกร่ง โดดเด่น (Existence Strength) และภายในห้องโดยสารที่ดูหรูหรา สะดวกสบาย (Sophisticated Space) โดย รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Standing on the EDGE เน้นความเฉียบคม เสริมบุคลิกความเป็นรถยนต์แบบ 3-Box Style ตามแบบฉบับของรถเก๋งซีดาน ด้วยการออกแบบระยะ Overhang ด้านหน้าให้ยาวขึ้น

นอกจากนั้น ยังได้ดึงเอาแนวทางการออกแบบตัวถังสไตล์ Wide & Low Form จากพี่น้องร่วมสายเลือด อย่าง Civic (FC) และ Accord (G10) มาใช้อีกด้วย โดยมีการปรับลดความสูงของตัวรถให้ต่ำลง 4 มิลลิเมตร ขยายความกว้างเพิ่มขึ้น 53 มิลลิเมตร และขยายความยาวตัวถังเพิ่มขึ้นอีก 113 มิลลิเมตร

กระจังหน้าแบบ Solid Wing Face ยังคงถูกนำมาใช้กับ City รุ่นใหม่อยู่ แต่มีการออกให้กว้างขึ้นและต่ำลง ในรุ่น S, V และ RS จะได้กระจังแบบโครเมียม (ของจริงดูสวยและเข้ากับตัวรถมากๆ) ในขณะที่รุ่นตกแต่งพิเศษ RS จะเปลี่ยนเป็นสีดำเงา Piano Black มีสัญลักษณ์ RS อยู่ทางด้านซ้าย สไตล์เดียวกับ Civic RS มาพร้อมชายล่างกันชนหน้าลายคาร์บอน และกรอบไฟตัดหมอกแบบสปอร์ต

ชุดไฟหน้าของรุ่น S, V และ SV จะเป็น Projector Lens แบบฮาโลเจน ในขณะที่รุ่น RS จะอัพเกรดเป็นแบบ Full-LED ทั้งไฟต่ำ ไฟสูง ไฟเลี้ยว พร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า แบบ LED ทุกรุ่นย่อยจะติดตั้งไฟส่องส่องสว่างในเวลากลางวัน Daytime Running Light แบบ LED มาให้ รายละเอียดในชุดโคมไฟหน้า Full-LED ในรุ่น RS ดูคล้ายกับ Honda รุ่นอื่น ๆ แต่มีการสลับตำแหน่งกันระหว่าง ไฟ Daytime Running Light และไฟเลี้ยว

รูปลักษณ์ด้านข้าง ออกแบบโดยเน้นเส้น Character Line ให้มีเหลี่ยมสัน มีมิติมากขึ้น ลากไปแนวยาวจากมุมไฟหน้า ผ่านบานประตูคู่หน้า คู่หลัง ไปจนถึงไฟท้าย ส่งผลให้ตัวรถดูยาวมากขึ้นไปอีก มือจับประตู ของรุ่น S, V และ RS จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนรุ่น SV จะเป็นแบบชุบโครเมียม

กระจกมองข้าง ทุกรุ่นมาพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สามารถปรับและพับด้วยไฟฟ้า (ยกเว้นรุ่น S) พลาสติกครอบกระจกมองข้างในรุ่น S, V และ SV จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ในขณะที่รุ่น RS จะเป็นสีดำ ส่วนไฟเลี้ยวด้านข้างของรุ่น S จะอยู่ที่บริเวณเหนือซุ้มล้อคู่หน้า

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งกระจกมองข้าง จากเดิมที่ติดตั้งอยู่บริเวณเสา A-pillar ย้ายมาอยู่บริเวณด้านข้างบ้านประตู เพื่อช่วยลดมุมอับสายตาด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง เสาอากาศเป็นแบบครีบฉลาม สีเดียวกับตัวรถ ทุกรุ่นย่อย แต่ในรุ่น RS จะเป็นสีดำเงา Gloss Black

ด้านหลัง ติดตั้งชุดไฟท้าย ทรงเรียวยาว มีการเล่นกับความนูน ความเว้า เพื่อความสวยงาม ไฟหรี่และไฟเบรกเป็นหลอด LED ส่วนไฟเลี้ยว และไฟถอยหลัง ยังคงเป็นหลอกไส้ธรรมดาอยู่ ในรุ่น RS จะติดตั้งสปอยเลอร์หลังสีดำเงา Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาให้เป็นพิเศษ เปลือกกันชนหลัง ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายมากขึ้น ลดจำนวนเส้นสายลงไป ติดตั้งแผงทับทิมสะท้อนแสงสีแดงในแนวตั้ง รับกับเส้นสายด้านข้าง ขณะเดียวกัน กระจกบังลมหลัง ติดตั้งตั้งระบบไล่ฝ้าด้วยสวิตช์ไฟฟ้ามาให้ เป็นมาตรฐานทุกรุ่นย่อย

ล้อลอยจะมีความแตกต่างกันออกไป ตามแต่ละรุ่นย่อย เริ่มจาก รุ่น S จะได้ล้อเหล็ก ขนาด 15 x 6J พร้อมฝาครอบล้อ สวมยาง Maxxis MA-P3 ขนาด 185/60 R15 ส่วนรุ่น V และ SV จะเป็นล้ออัลลอย ขนาด 15 x 6J ลาย 20 ก้าน แบบปัดเงา รัดด้วยยาง Maxxis MA-P3 ขนาด 185/60 R15 เช่นเดียวกัน ในขณะที่รุ่น RS จะเป็นล้ออัลลอย ขนาด 16 x 6J ลาย 15 ก้าน แบบปัดเงา รัดด้วยยาง Yokohama BlueEarth A  ขนาด 185/55 R16

ระบบกลอนประตู รุ่น S จะเป็น กุญแจแบบมีสวิตช์ปลดและสั่งล็อกในตัว ส่วนรุ่น V , SV , RS จะเป็น Remote Control พร้อมกุญแจในตัวแบบ Wave Key ในชื่อ Honda Smart Key System เมื่อพกกุญแจ แล้วเดินเข้าใกล้รถ เพียงแค่เอื้อมมือไปจับมือที่มือจับประตู ระบบจะปลดล็อกให้อัตโนมัติ และเมื่อต้องการล็อกรถ ก็สามารถทำได้โดยการกดปุ่มสีดำ บนมือจับประตู หรือจะสั่งล็อก – ปลดล็อกโดยการกดสวิตช์ที่รีโมท ก็ทำได้ได้เช่นกัน พร้อมกันนี้ ยังมีสวิตช์กดเพื่อปลดล็อกฝาท้าย โดยต้องกดแช่ไว้ 2-3 วินาที ฝาท้ายจะเด้งปลดล็อกขึ้นให้

นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อย จะมีระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Auto Door Lock by Speed) ระบบกันโมย Immobilizer และสวิตช์ติด-ดับ เครื่องยนต์ One Push Ignition System มีให้เป็นมาตรฐาน สำหรับทุกรุ่นย่อย โดยปุ่มกดจะอยู่บริเวณกึ่งกลาง ระหว่างชุดมาตรวัดและช่องแอร์ ด้านขวาของคนขับ

การเข้า – ออกจากบานประตูคู่หน้า ทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมนิดนึง ถ้าคุณปรับเบาะคนขับลงในตำแหน่งต่ำสุด (ซึ่งก็ยังถือว่าสูงคล้ายๆกับ City รุ่นเดิม) โอกาสที่ศีรษะจะไปโขกกับเสากรอบประตูด้านบน ก็จะลดลงจากรุ่นเดิม

แผงประตูด้านข้าง ตกแต่งด้วยพลาสติก มาพร้อมทวีตเตอร์ที่มุมเสา A-Pillar มือจับเปิดประตูจากด้านใน รุ่น V, SV และ RS จะเป็นแบบชุบโครเมียม แต่รุ่น S จะเป็นพลาสติกสีดำ ส่วนพนักวางแขน ในรุ่น S และ V บุด้วยวัสดุผ้า สีดำ ส่วนรุ่น SV บุด้วยหนังสีขาว Ivory ในขณะที่รุ่น RS บุด้วยหนังสีดำ เดินตะเข็บด้ายแดง ด้านล่างของแผงประตู ติดตั้งช่องใส่ลำโพง และขวดน้ำดื่มขนาด 7 บาท มาให้ทุกรุ่นย่อย

พนักวางแขนบนแผงประตูหน้าฝั่งขวา สามารถวางท่อนแขนได้ในตำแหน่งที่เหมาะสม และสบายพอดีจนถึงข้อศอก หากคุณปรับเบาะคนขับลงไปในตำแหน่งต่ำสุด  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเบาะผู้โดยสารด้านซ้าย ไม่สามารถปรับระดับสูง – ต่ำได้  อีกทั้ง ตำแหน่งเบาะในระดับต่ำสุด ก็ยังสูงกว่า เบาะคนขับที่ปรับกดลงต่ำสุด ทำให้การวางแขนบนแผงประตูฝั่งซ้าย ทำได้ไม่ดีเท่าฝั่งคนขับ การวางแขนจะพอสบายแค่ช่วงมือ จนถึงกลางทอนแขน แต่ช่วงข้อศอกจะลอยขึ้นมาเล็กน้อย

เบาะนั่งในรุ่น S และ V จะเป็นเบาะผ้า สีดำ ที่มีผิวสัมผัสใช้ได้ ส่วนรุ่น SV จะเป็นเบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์ สีดำ (ซึ่งบอกตรงๆว่า อยากให้ SAB หาหนังที่มีพื้นผิวสัมผัสดีกว่านี้ ในราคาพอๆกันมาให้ Honda เถอะ ) ในขณะที่รุ่น RS จะเป็นเบาะหนังสังเคราะห์ สลับกับผ้าและหนังกลับ Alcantara โทนสีดำ เดินตะเข็บด้ายสีแดง เป็นเบาะที่ดูสวย และให้สัมผัสจากการนั่งคล้ายกับเบาะของ Volkswagen Polo รุ่นแพงๆ ในยุโรป อยู่นิดๆ เหมือนกัน

เบาะนั่งคู่หน้า ของทุกรุ่นย่อย ปรับด้วยคันโยก 6 ทิศทาง (ปรับเอนหน้า – หลัง ,เลื่อนขึ้นหน้า – หลัง และปรับระดับสูง – ต่ำ) ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า ปรับด้วยคันโยก 4 ทิศทาง (ปรับระดับสูง – ต่ำไม่ได้) ตั้งข้อสังเกตว่า มีการปรับปรุง ฟองน้ำจากเดิมที่แค่นิ่ม ให้ Firm ขึ้นชัดเจน

พนักพิงเบาะหน้าถูกออกแบบให้บริเวณช่วงบน บีบเข้ามาแคบลงอีก 60 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ดังนั้น แม้จะรองรับช่วงสะบักได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ การรองรับช่วงหัวไหล่ที่เคยดี ก็ถูกลดทอนลงไป เหมือนกัน ส่วนปีกข้างที่เสริมเข้ามา ช่วยประคองร่างคนขับเอาไว้ได้ดีขึ้น บริเวณกึ่งกลางพนักพิง รองรับและดันเข้าหากระดูกสันหลังได้ดีกว่าเบาะคู่หน้าของ Almera ใหม่ ชัดเจน ส่วนด้านหลังของพนักพิงเบาะคู่หน้า ถูกเปลี่ยนงานออกแบบ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่วางขาของผู้โดยสารด้านหลังให้มากขึ้น ไปพร้อมๆกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เบาะรองนั่ง ซึ่งมีความยาวยังถูกเสริมฟองน้ำชั้นรองด้านในให้หนาขึ้นอีก 10 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มความสบายมากขึ้น โดยขอบเบาะ จะโค้งเว้าลงไปแบบน้ำตกขนาดใหญ่ เหมือนรถยุโรปหลายๆรุ่น

พนักศีรษะ ถูกลดความสูงลงมา 15 มิลลิเมตร ค่อนข้างแข็ง แต่เสริมฟองน้ำบางๆไว้ พอให้หาความนิ่มเจออยู่บ้างแบบนิดๆบางๆ สำหรับพนักศีรษะของรุ่น SV จะแตกต่างจากรุ่นย่อยอื่น ๆ ตรงที่ถูกออกแบบให้มีปีกด้านข้างนูนขึ้นมาเล็กน้อย เหมือน Honda Fit Luxe เวอร์ชันญี่ปุ่น

เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งคู่หน้า เป็นแบบ ELR 3 จุด ทั้ง 2 ตำแหน่ง มาพร้อมระบบช่วยลดแรงปะทะและดึงกลับอัตโนมัติ Pre-Tensioner & Load Limiter แต่ข้อเสียสำคัญคือ ยังคงไม่สามารถปรับตำแหน่งสูง – ต่ำได้ เป็นแบบเดียวกับ City รุ่นที่ 4 ไม่มีผิด!!

การเข้า – ออกจากบานประตูคู่หลัง ทำได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกนิดหน่อย เพราะช่องทางเข้า – ออก กว้างขึ้นกว่ารุ่นที่ 4 ลดโอกาสที่รองเท้า จะเหวี่ยงไปโดนแผงประตู ขณะก้าวออกจากรถ ลงได้อีกระดับหนึ่ง

กระจกหน้าต่างเลื่อนลงได้แค่เกือบสุดแผงประตูคู่หลัง ซึ่งมีลักษณะการออกแบบและตกแต่งเหมือนกับแผงประตูคู่หน้า ตามแต่ละรุ่นย่อย มีช่องวางขวดน้ำขนาด 7 บาท ติดตั้งลำโพงมาให้ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง แต่ในรุ่น RS จะมีลำโพงขนาดเล็กเพิ่มเข้ามาที่บริเวณข้างมือจับเปิดประตู

พนักวางแขนบนแผงประตูคู่หลัง สามารถวางแขนได้สบายพอดีๆ ตั้งแต่ข้อมือ ยันข้อศอก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการจัดวางตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลังค่อนข้างต่ำลง นิดๆ ส่วนเพดานหลังคาด้านบนนั้น รุ่น S, V และ SV ให้มือจับศาสดามาให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ 3 ตำแหน่ง (ทุกตำแหน่ง ยกเว้นคนขับ) ส่วนรุ่น RS มีมาให้ครบทั้ง 4 ตำแหน่ง

เบาะนั่งด้านหลัง ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมพนักพิงศีรษะแบบยึดติดกับพนักพิงหลัง 3 ตำแหน่ง แต่ไม่สามารถปรับระดับสูง – ต่ำ หรือถอดออกได้ ข้อดีก็คือ พนักพิงหลังมีมุมองศาเอนเอียงอย่างเหมาะสม แถมยังมีฟองน้ำที่นุ่มสบายกำลังดี ให้การซัพพอร์ตแผ่นหลังได้ดีทั้งหมด ขณะเดียวกัน เบาะรองนั่งก็ยังมีฟองน้ำที่นุ่ม และ Firm ให้สัมผัสคล้ายกับ Sofa นวม เลยทีเดียว กลายเป็นว่า เบาะหลังของ City ใหม่ นั่งสบายขึ้นมาก และเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆรุ่น ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนพนักวางแขนตรงกลางพร้อมที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง มีตำแหน่งวางแขนที่เตี้ยไปนิดเดียว เรื่องที่ลูกค้าหลายคนไม่ยินดีก็คือ ช่องชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้า 12V สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง 2 ตำแหน่ง ถูกสงวนไว้ให้เฉพาะรุ่น RS เท่านั้น (-_-‘)

ปัญหาคือ พับไม่ได้ เพราะวิศวกรออกแบบเบาะนั่งใหม่ ให้เน้นความสบายมากขึ้น ทำให้ตัวโครงสร้างเบาะมันหนาขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ เรื่อง ถ้ามีความต้องการในอนาคต ก็มีโอกาสจะนำกลับมาใส่ได้ใสนอนาคต

เข็มขัดนิรภัยของเบาะหลัง ทุกรุ่นย่อย เป็นแบบ ELR 3 จุด ครบทั้ง 3 ตำแหน่ง และมีการติดตั้งจุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ISOFIX & Child Anchor มาให้ ทั้ง 2 ฝั่ง ซ้าย – ขวา

หลายคนคงอยากรู้ว่า การนั่งโดยสารบนเบาะหลังของ City ใหม่เป็นอย่างไร ผมจึงลองบันทึกภาพจากตำแหน่งเบาะหลังมาให้ได้ดูกัน เพื่อให้คุณได้รู้ว่า หากพูดถึงพื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) ของผู้โดยสารด้านหลังแล้ว ยังไงๆ City รุ่นที่ 1 กับ 2 ก็ยังมีพื้นที่เหนือศีรษะ เยอะสุด ส่วนรุ่นที่ 3 (2008 – 2014) ก็ยังถือว่าพอได้ แต่พอเป็นรุ่นที 4 ศีรษะของผม ติดเข้ากับเพดานหลังคาเลย พอมารุ่นที่ 5 นี้ ก็ยังพอมีพื้นที่เหลือนิดนึง เส้นผมที่เหลืออยู่น้อย ยังเฉียดกับเพดานหลังคาอยู่ดี ถ้านั่งให้ก้นชิดกับพนักพิงเบาะหลัง ขณะที่ Legroom หรือพื้นที่วางขาของผู้โดยสารด้านหลังนั้น กว้างขวางโอ่โถงขึ้น พอให้นั่งไขว่ห้างได้สบายๆอยู่

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณนั่งแบบ “ทะแล่ด” ลงมานิดหน่อย หัวของคุณอาจจะไม่ชนเพดานหลังคา เหมือนเช่นที่นายแบบทั้ง 3 คน (พี่หนุ่ม คุณอัครินทร์ ห้องดอกไม้ แห่ง Manager Online , คุณโก้ กรกิต กสิคุณ จาก ฐานเศรษฐกิจ ,และคุณมินทร์ พรหมมินทร์ งามจั่นศรี จากช่อง  Drive Auto Blog ใน YouTube) นั่งให้ดูอยู่นี้ จะพบว่า ถ้าคุณเป็นคนช่วงขายาว ลำตัวสมส่วน หรือสั้น จะไม่มีปัญหากับพื้นที่ Headroom ของ City เลย แต่ถ้าเป็นคนช่วงขาสั้น ลำตัวยาว ก็อาจมีปัญหาได้บ้างเหมือนกัน

ฝากระโปรงท้าย เปิดปิดได้ทั้งจาก คันโยกในห้องโดยสาร สวิตช์บนรีโมทกุญแจ (กดแช่ไว้ 3 วินาที) และ สวิตช์ที่ซ่อนอยู่เหนือกรอบช่องใส่ป้ายทะเบียนหลัง มีการติดตั้งวัสดุ�