ช่วงเย็นวันหนึ่ง มีสายเรียกเข้ามาที่โทรศัพท์ LG  G2 สภาพผ่านศึกของผม
ที่สำคัญคือ..มันเป็นเบอร์แปลกๆ ที่ไม่มีใน Contact ของผม และ WhosCall
Application ก็ไม่สามารถบอกผมได้ว่าเบอร์นี้เข้าข่าย หลอกลวง, รำคาญ,
หรือเป็นการโทรศัพท์เพื่อประชาสัมพันธ์ยานวดยากินอกฟูรูฟิต

ซึ่งผมไม่ต้องการ เพราะทุกวันนี้ก็ฟูและฟิตจนแทบจะหาเสื้อผ้าใส่จากผู้ผลิต
บนดาวโลกแทบจะไม่ได้อยู่แล้ว หรือไม่ ถ้ากดรับ อาจจะเป็นเสียงจากระบบ
IVR “ยินดีด้วยค่ะ คุณได้รับสิทธิพิเศษ..บลาๆ” ซึ่งเจอกี่รอบคุณก็จะหัวเสีย
ตัดสาย เขวี้ยงมือถือทิ้งแล้วนั่งน้อยใจในชะตาชีวิตตัวเองว่าทำไมเราไม่มี
เพศตรงข้ามเสน่ห์แรงๆมาคอยโทรหา คอยเป็นห่วงเป็นใยบ้าง (แต่อันที่จริง
พอส่องกระจกดูหน้าตัวเองคำตอบมันก็ชัดอยู่แล้ว)

2017_03_VolvoS60PP_opening

ปรากฎว่าคนที่โทรมาแนะนำตัวว่าชื่อพี่ต่าย ผมก็งงอยู่สักพัก ต่ายไหนวะ
“พี่ต่าย Volvo น่ะค่ะ” ผมก็ถึงกับต้องขอประธานอภัยไปหลายรอบ เพราะตัวเองนั้น
มีปัญหาอย่างมากกับการจำคนไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบตัวจริงหรือเจอกัน
ในสายโทรศัพท์ ทำเอาชาวบริษัทรถยนต์น้อยใจไปหลายคนจนต้องขอโทษและ
ให้ J!MMY ช่วยอธิบายว่าไอ้เจ้าแพนมันมีปัญหาเรื่องนั้นจริงๆ คือมันจะจำแต่
เจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์วัยประมาณ 25-34 ปีเท่านั้น นอกนั้นถือว่า
หลุดวงเซิร์ฟเวอร์ความจำไปโดยปริยาย

“ครับพี่ต่ายมีอะไรครับผม?”

จากนั้น พี่ต่ายก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า Volvo มีแผนที่จะเปิดตัวรถรุ่นย่อยใหม่ และมี
รถทดสอบพร้อมอยู่ 1 คันในเวลานี้ แต่มีเวลาในการทดสอบไม่นานนักเพราะ
ต้องเตรียมรถทดสอบวนให้กับสื่อมวลชน (ซึ่งน่าจะมีไม่กี่เจ้า) ในการขับและลง
บทความก่อนที่รถจะขายหมด

ก่อนที่รถจะขายหมด? แสดงว่ารุ่นนี้สั่งมาเป็นจำนวนจำกัดน่ะสิ ด้วยตัวถัง  2 แบบ
ขายแบบละ 12 คัน รวมทั้งสิ้นเป็น 24 คัน เริ่มขายในมอเตอร์โชว์ปลายเดือนมีนาคม
และประกาศราคาในรอบสื่อมวลชนของงานเลยทีเดียว!

“ว่าแต่แพนสนใจจะลองมั้ยคะ” พี่ต่ายถาม…..

1984_Volvo240GL

ในระหว่างที่ผมกำลังชะงักอยู่ชั่วครู่…ภาพของรถยนต์ Volvo 240GL ปี 86
คันเก่าของลุงผมผุดขึ้นมาในหัว..

Volvo…Intelligent Car for Interesting People รถที่สร้างบนพื้นฐานความ
ปลอดภัยตั้งแต่แท่นเครื่องยันหลังคา ปรับจูนทุกอย่างมาเพื่อให้พี่บียอร์น น้อง
เยลีน่า ขับฝ่าหิมะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย มันไม่ใช่รถที่สร้างขึ้นเพื่อความ
สนุกในการขับขี่ขั้นสุดยอด หรือออกแบบมาเพื่อกระตุ้นตัณหาให้เราควักกระเป๋า
จ่ายเงินซื้อมันมา ถ้าเปรียบเป็นคน มันก็คงเป็นผู้หญิงเงียบๆ น่าเบื่อ ไม่ฮา แต่งตัว
สีทึมๆ แต่แข็งแกร่ง ขยันและไว้ใจได้ในทุกนาทีชีวิต

และผม..ซึ่งมีบุคลิกตรงข้ามกับทุกอย่างที่กล่าวมา เป็นคนเท้าหนัก..จะไหวเหรอ
ถึงแม้ Volvo รุ่นใหม่ๆจะเป็นรถที่มีพละกำลังพอสมควร บางคันก็แรงเป็นบ้าเป็นหลัง
แต่มันก็ยังไม่มี Volvo คันไหนที่สามารถทำให้เราฉีกยิ้มกว้างจากการขับ..หมายถึง
ขับแล้วยิ้ม เข้าโค้งแล้วสะใจ  ไม่ใช่ว่ามีรถมาชนท้าย รถเขายุบไปครึ่งคัน
รถเราไม่เป็นอะไร ก็เลยยิ้ม..แบบที่เจ้าของ Volvo เขามักภูมิใจกับรถเมื่อ 20-30ปี
ก่อนหน้านี้

1991_Volvo_850_4dr_01

แม้ว่า Volvo จะมีชื่อเสียงในวงการมอเตอร์สปอร์ตมานาน มีบุคลากรชั้นเยี่ยม
ที่สามารถเสกรถของลุงกุสตาฟให้กลายเป็นปิศาจสนาม 400 ม้าได้ง่ายๆ แต่
เราก็ต้องพูดตามจริงว่านอกจากพลังเครื่องแล้ว Volvo ยุคใหม่ๆที่ประเทศไทย
ได้รับมาแต่ละคันนั้น ยังขาดอารมณ์สนุก มั่นใจ แต่ซนได้แบบที่รถสำหรับนักขับ
ควรมี ถ้าคุณเกิดและซิ่งในยุค 90s มาก่อนก็คงจำ 850TURBO อย่างคันในภาพ
นี้ได้ ด้วยพลัง 5 สูบ 2.3 ลิตรเทอร์โบ 218 แรงม้า มันกลายเป็น Volvo สำหรับ
สามัญชนไทยที่เร่งได้เร็วที่สุดรุ่นหนึ่ง เสียงเครื่องหวานปานฟ้าผ่าลงกลาง
กระปุกคาราเมล..แต่เรื่องการบังคับควบคุมและการตอบสนองของพวงมาลัย
มันก็ยังห่างไกลจากคำว่าสนุกมาก บุคลิกของรถค่อนข้างอุ้ยอ้ายเวลาเปลี่ยน
ทิศทางอย่างเร็ว และมีอาการหน้าหนักเห็นเด่นชัด

ผมยังคิดอยู่..พี่ต่ายจะให้ขับอะไรอีก? XC90 ก็ขับไปแล้วนี่?

“รถที่พี่จะให้แพนลองเนี่ยนะ เป็น S60 รุ่นที่เราตกแต่งพิเศษ ใส่อุปกรณ์ตกแต่ง
แล้วก็ปรับจูนเพิ่มพลังเป็น 245 แรงม้านะคะ” พี่ต่ายเล่า

“245 แรงม้าเหรอพี่..มันก็คล้ายๆไอ้รุ่น V40 R-Limited ที่พวกพี่เคยเอามาขาย
หรือเปล่าครับ?” ผมถามต่อ

“ก็..มีความคล้ายค่ะ แต่ส่วนที่เราจะเพิ่มนอกจากพวกบอดี้แล้ว ยังมีช่วงล่างกับ
กล่องที่จูนโดย Polestar ดังนั้นรถรุ่นนี้เลยมีชื่อว่า S60 T5 Polestar Performance
ทีนี้พี่ต่ายขอเท้าความนิดนึงว่า…”

“ไม่ต้องเท้าความแล้วพี่ ได้ยิน Polestar ผมก็มาเต็มแล้วครับ นัดรับรถเมื่อไหร่ครับ”

2017_03_VolvoS60PP_frontdiag03_wheelturn

แล้วมันก็มาอยู่กับผม เจ้า S60 T5 Polestar Performance…

ต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับ เห็นหลายคนทึกทักว่านี่ Volvo Thailand จะมาหลอก
ลูกค้าหรือเปล่าเพราะ S60 Polestar ตัวจริงที่เมืองนอก แรงม้าทะลุ 300 ตัวไปไกล
ทำไมเมืองไทยจึงเหลือแค่ 245 แรงม้า? คุณกำลังเข้าใจผิดครับ รถคันที่คุณเห็นอยู่
ในภาพข้างบนนี้ ไม่ใช่ S60 Polestar แต่มันคือ S60 T5 เครื่องเบนซิน 220 แรงม้า
ซึ่งในประเทศไทยก็ขายกันอยู่ในราคา 2,259,000 บาทนี่ล่ะ จากนั้นทาง Volvo
ก็เอา “ของแต่ง” ที่ผลิตหรือควบคุมการผลิตโดยสำนักแต่ง Polestar มาติดตั้ง
ลงไปในรถ

ลองนึกถึงการเทียบระหว่าง BMW 320d M-Performance หรือ BMW รุ่นอื่นๆ
ที่นำเอาชุดแต่ง M แท้มาใส่ แล้วไปเทียบกับ M3/M4 หรือ Mercedes-Benz
CLA250AMG Dynamic แล้วเอาไปเทียบกับ CLA45 ดูครับ จะเห็นความต่างกัน
ระหว่างตัวจี๊ดของค่าย กับรถรุ่นปกติที่ใส่อุปกรณ์ตกแต่งเข้าไป S60 T5 Polestar
Performance คันนี้จะเข้าข่ายอย่างหลังมากกว่า อ๊ะๆ..แต่ไม่ได้ใส่เน้นสวย
เพียงอย่างเดียวนะครับ

อย่าลืมว่าสำนัก Polestar นี่ไม่ได้ดังมาจากการทำลิ้นหน้าปีกหลังสเกิร์ตล่างขาย
เขาเกิดมาจากการทำรถแข่ง Swedish Touring Car Championship (STCC)
บริษัทนี้ถือกำเนิดขึ้นในนาม Flash Engineering ก่อนในปี 1996 และรับผิดชอบ
ดูแลรถแข่ง Volvo 850 ในการแข่ง STCC จนได้แชมป์ตั้งแต่ในปีแรก จากนั้นก็
ยังแข่งและพัฒนาการจูนรถต่อมา จนในปี 2005 ก็เปลี่ยนชื่อเป็น Polestar เพราะ
Jans Nilsson เจ้าของเดิมขายกิจการให้ Christian Dahl เจ้าของใหม่ตั้งแต่
ปี 2004

ในปี 2009 Volvo เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอย่างจริงจังกับ Polestar
โดยมอบหมายให้ทางบริษัทพัฒนาอุปกรณ์เพิ่มสมรรถนะและความสวยงามติดตั้ง
ให้กับรถ Volvo ที่ลูกค้าสามารถซื้อได้จากศูนย์บริการได้ จากนั้นในปี 2013 ทาง
Volvo กับ Polestar ก็เปิดตัว “Production Model” ซึ่งเป็นรถที่ทำตลาดภายใต้
แบรนด์ Polestar ออกมาจากโรงงานแบบครบจบทั้งคัน ซึ่งก็คือ Volvo S60 และ
V60 Polestar ที่มีพลัง 329 แรงม้า โดยวิธีการผลิต ไม่ใช่การส่งรถสเป็คมาตรฐาน
ไปที่อืนแล้วให้ Polestar จัดการใส่น้ำยำให้ แต่ทั้งทีม Polestar นั่นล่ะย้ายเข้ามา
อยู่กินนอนกันกับพนักงานในสายการผลิตปกติของ Volvo ที่ Gothenburg ไปเลย

พออยู่ด้วยกัน รักกันมากก็จับแต่งเข้าบ้านเสียเลย ในปี 2015 Volvo ก็เข้าซื้อหุ้น
ของ Polestar 100% และผนวกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ซึ่งรับผิดชอบในการ
ผลิตสินค้าเสริมสมรรถนะ รวมถึงการปรับจูนรถยนต์ Volvo ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ
ส่วนทีมแข่งมอเตอร์สปอร์ต ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป โดยบอสคนเก่า Christian Dahl
ก็ยังบริหารงานอยู่ แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็น Cyan Racing

ดังนั้น มั่นใจได้เลยว่า Polestar ไม่ใช่มือใหม่ทำของเล่นหลอกเอาเงินเด็กวัยรุ่น
แต่มาเพื่อทำของซิ่ง ของแรง เอาเงินจากกระเป๋าวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยกลางคน
ที่มีเงินอย่างพวกคุณนั่นแหละครับ!

Volvo_Polestar01

อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่ม สำหรับรุ่น T5 Polestar Performance มีดังนี้

1. ชุดกรองอากาศ ไส้กรองแบบ High Flow พร้อมกล่องกรองอากาศมี
โลโก้ Polestar สีฟ้า
2. ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว กว้าง 8 นิ้ว หุ้มด้วยยาง Bridgestone Potenza
S001 ซึ่งจัดเป็นยางสปอร์ตระดับพรีเมียมคล้าย Pirelli P-Zero Rosso
แต่ S001 ในรถทดสอบของเรานั้นเป็นยางผลิตจากโปแลนด์ ไม่ใช่ญี่ปุ่น
3. เหล็กค้ำโช้คหน้า (Front Strut Bar) ซึ่งมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่าที่คิด
4. สปอยเลอร์หลังขนาดเล็ก

Volvo_Polestar02

5. ชุดท่อไอเสียสแตนเลส ที่อั้นไอเสียน้อยลงกว่าท่อโรงงานและเน้นปล่อย
เสียงเครื่องยนต์ออกมามากกว่ารุ่นปกติ (เวลาสตาร์ทตอนเช้า แม่ผมตกใจเลย
บอกว่านี่เสียงท่อรถ Volvo เหรอ ทำไมมันดังมากกว่ารถปกติ)

6. สเกิร์ตหลัง (Rear Diffuser) สีดำ
7. โช้คอัพของ Polestar ที่เซ็ตความหนืดมากกว่าโช้คอัพแบบสปอร์ตของ Volvo
เองอีกประมาณ 15-25% พร้อมสปริง
Polestar ที่ขนาดสั้นลงกว่าปกติและแข็งกว่าเดิม 15-25% ตัวสปริงเคลือบสี
น้ำเงิน Polestar
8. ชุดแป้นคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต Polestar Performance Parts
ทำจากอะลูมิเนียมเสริมหมุดยางกันลื่น

Volvo_Polestar03
9. ชุดแต่งกาบข้าง
10. กระจกมองข้างสีดำ
11. หัวเกียร์มีโลโก้ Polestar สีฟ้า
12. ขอบประตูล่าง (Door sills) มีโลโก้ Polestar สีฟ้า

—-ที่ต้องทำเป็น List มาให้แบบนี้เพราะคุณผู้อ่านจะได้เก็บข้อมูลกันสะดวก
ขืนไปอธิบายทีละจุดๆ ตาม Flow ปกติของบทความ เชื่อว่าคงเก็บข้อมูลกัน
พลาดไปหลายอย่างถ้าตาไม่คมจริง —-

2017_03_VolvoS60PP_reardiag02

ตัวถังหลักของ S60 T5 Polestar Performance สเป็คไทยนั้น ใช้พื้นฐานจาก
S60 T5 รุ่นธรรมดาที่มีการไมเนอร์เชนจ์แต่งหน้าทาปาก เปลี่ยนไฟหน้าจาก
เหยี่ยวหงุดหงิดเป็นเหยี่ยวตาหวานในช่วงปลายปี 2013

ขนาดตัวถังยาว 4,635 มิลลิเมตร กว้าง 1,865 มิลลิเมตร สูง 1,484 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อยาว 2,776 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หน้า (Front Track)
1,588 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อคู่หลัง (Rear Track) 1,585 มิลลิเมตร
น้ำหนักรถเปล่าตามข้อมูลที่แจ้งใน Car.go.th อยู่ที่ 1,611 กิโลกรัม น้ำหนัก
ตัวรถรวมน้ำหนักบรรทุกสูงสุดและของเหลวอยู่ที่ 2,110 กิโลกรัม ความจุ
ถังน้ำมัน 68 ลิตร

อย่างไรก็ตาม ต้องแจ้งให้ทราบก่อนว่าสเป็คข้างบนนี้คือรถรุ่นปกติ แต่ต้อง
นำมาลงไว้ก่อนเพราะทาง Volvo ยังไม่มีข้อมูลตัวเลขสำหรับรุ่น Polestar
Performance (คือไม่มีทั้งเว็บไทย เว็บนอก และเว็บ Polestar เลย) มิติส่วน
ต่างๆของรถอาจไม่ต่างกันมากนัก ขนาดล้อและยางที่เปลี่ยนจาก 235/45
ขอบ 17 เป็น 235/40 ขอบ 19 ส่งผลให้รถสูงขึ้น 13.6 มิลลิเมตร แต่สปริงแต่ง
ที่ให้มาก็ลดความสูงของรถลงในระดับหนึ่งซึ่งโดยรวมอาจจะเตี้ยกว่า T-5
รุ่นปกติประมาณ 10-20 มิลลิเมตร

2017_03_VolvoS60PP_key

กุญแจของ S60 เป็นรีโมตคอนโทรล PCC (Personal Car Communicator)
Keyless Smart Entry พร้อมระบบกันขโมย Immobilizer จากโรงงาน หน้าตา
รีโมตก็ดูเหมือนกับรถรุ่นเดิมที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2010 ในประเทศไทย

การเปิดประตูรถ ก็เหมือนกับกุญแจ Smart Key ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ทั่วไป
เพียงแค่ พกรีโมท PCC ไว้กับตัว ทันทีที่ดึงมือจับประตู รถจะปลดล็อคให้
โดยอัตโนมัติ และถ้าจะล็อครถ ก็แค่ แตะสัมผัสหลุมบนมือจับเปิดประตู
ฝั่งไหนก็ได้  ระบบจะสั่งล็อคหรือปลดล็อคบานประตู และฝากระโปรงหลัง
โดยกดปุ่มเพียงครั้งเดียว แถมยังสามารถเข้าเมนู ไปตั้งค่าส่วนตัวเพื่อสั่งให้
ปลดล็อคประตูด้านคนขับก่อน หรือให้ ปลดล็อคประตูทุกบานพร้อมกันได้

นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งเปิด – ปิดกระจก หน้าต่างทุกบาน เพียงแค่กดปุ่ม
ล็อก หรือปลดล็อก ค้างไว้ 2 วินาที และสั่งปลดล็อคฝากระโปรงหลัง แยก
ต่างหากได้ แถมยังตั้งค่าในเมนูของรถ ให้ประตูทุกบานสั่งล็อคได้อัตโนมัติ
เมื่อออกรถไปได้สัก 5 วินาที และผู้ขับขี่สามารถล็อคประตูทันทีได้เอง โดย
กดปุ่มล็อกข้างมือจับประตูภายใน

แต่ความแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไปนั้น อยู่ที่ว่า หากคุณกำลังเดินช้อปปิง
หรือเดินไปทำงาน แล้วไม่แน่ใจว่าล็อครถหรือยัง ให้กดปุ่ม i บน รีโมท
PCC ไฟสัญญาณก็จะวิ่งวนๆรอบๆ PCC ถ้าล็อครถแล้ว ก็จะขึ้นไฟเขียว
ที่รูป กุญแจล็อก แต่ถ้ายังไม่ได้ล็อคก็จะขึ้นไฟสัญญาณเตือนที่รูปกุญแจ
ปลดล็อก เมื่อเดินกลับมาที่รถ ภายในรัศมี 60 ถึง 100 เมตร คุณสามารถ
กดปุ่ม i แสดงข้อมูล ของ PCC เพื่อดูรายงานล่าสุดเกี่ยวกับสถานะการ
ล็อคและการส่งสัญญาณเตือน

ระบบ PCC ยังมีสัญญาณกันขโมยควบคุมด้วย PCC เชื่อมต่อกับประตู
ฝากระโปรงทุกบาน สัญญาณนี้จะร้องลั่น เมื่อมีการเคลื่อนไหวภายในรถ
หรือมีการทุบกระจก หากตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นเมื่อ มีคนมารอ
ที่รถ และพร้อมจะทำร้าย ให้กดปุ่มฉุกเฉินบน PCC รถจะร้องขึ้นมา เพื่อ
ส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือได้

2017_03_VolvoS60PP_frontentrance

เมื่อเปิดประตูคู่หน้า ในยามค่ำคืน จะพบหลอดไฟขนาดเล็ก ใต้กระจกมองข้าง
เพื่อส่องพื้นที่บริเวณซึ่ง ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร จะก้าวลงไปนั่ง หรือลุกออกจาก
ตัวรถให้สว่างขึ้น (Puddle Lights in side Mirrors)

การเข้าออกประตูคู่หน้านั้น จะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับความสูงของตัวคุณ
ความ “่อ่อน” ของตัวคุณและวิธีการที่คุณปรับเบาะ สำหรับคนตัวใหญ่แบบผม
การเข้าไปนั่งฝั่งคนนั่งนั้นไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนอกจากต้องคอยก้มหัวหลบ
เสา A-pillar ที่มีความลาดมาก ส่วนการเข้า-ออกฝั่งคนขับนี่สิ จะยากหน่อย
เพราะมีพวงมาลัยเป็นโจทก์ขวางอยู่ รถคันนี้ใช้พวงมาลัยที่ปรับด้วยมือ จึง
ไม่มีระบบ “ถอยเบาะ-ถอยพวง (มาลัย)” ให้แบบพวกรถไฮโซ ผมต้องใช้วิธี
ถอยเบาะให้สุด กดส่วนหน้าของเบาะลงสุดแล้วบันทึกไว้ตำแหน่งความจำ
อันที่ 3 จากนั้นก็ปรับเบาะเป็นตำแหน่งขับปกติแล้วบันทึกไว้ที่ตำแหน่ง 1
วิธีนี้ ทำให้เวลาลงจากรถ ผมก็แค่กด 3 เวลาขึ้นรถจะขับออกก็กด 1
(ไม่สงวนวิธีใช้..เพื่อการแบ่งปันความสบายให้กับโลกคนอ้วนครับ)

การออกแบบแผงประตูด้านข้าง แม้จะยังคงวางแขนได้ดีเหมือนเคย ตำแหน่ง
เท้าแขนฝั่งประตู จะสูงกว่าที่เท้าแขนตรงกลางรถเพียงเล็กน้อย แผงประตูมีการ
ใช้อะลูมิเนียมประดับ ด้านบนของแผงประตูปรับลาดเอียงลงเล็กน้อย
กระจกหน้าต่างทุกบานเป็นแบบ One-Touch พร้อมสวิตช์ล็อค/ปลดล็อค
ติดตั้งที่ประตูทุกบาน

2017_03_VolvoS60PP_frontseats

ชุดเบาะรองนั่ง และระบบสวิตช์ปรับตำแหน่งเบาะด้วยไฟฟ้า ทั้งฝั่งคนขับ
และผู้โดยสารสามารถปรับได้ 8 ทิศทาง ปรับสูงต่ำและยกส่วนหน้าของเบาะ
รองนั่งขึ้นได้ มีระบบปรับดันเอวมาให้ทั้ง 2 ฝั่ง ทางด้านฝั่งคนขับจะมีสวิตช์
หน่วยความจำมาให้ และสามารถบันทึกไว้ได้ 3 ตำแหน่ง

ตัวเบาะมีลักษณะการเย็บตะเข็บต่างจากรถโฉมก่อนไมเนอร์เชนจ์ และดูเหมือน
จะมีปีกข้างของพนักพิงหลังและส่วนเบาะรองนั่งสูงและแข็งขึ้นกว่าก่อนเล็กน้อย
พนักพิงศีรษะค่อนข้างดันมาข้างหน้าพอสมควรเหมือนรุ่นที่แล้วนั่นล่ะ เกือบจะ
ไม่สบายแล้วแต่โชคดีที่หมอนรองศีรษะบุฟองน้ำไว้ค่อนข้างนุ่ม ภาพรวมของ
เบาะนั้นมาในแนวนุ่ม โอบร่างกายพอเหมาะแบบอบอุ่น ถ้าเป็นคนชอบเบาะสไตล์
กึ่งๆจะเป็นโซฟาน่าจะชอบ แต่พวกนักซิ่งอาจจะชอบเบาะแข็งๆแบบพวก WRX
หรือแข็งปานกลางแบบ BMW ซีรีส์ 3 มากกว่า

ส่วนที่วางแขนตรงคอนโซลกลางนั้น บุด้วยหนัง และมีฟองน้ำซ่อนข้างใน
พอจะใหสัมผัสนุ่มๆ เหมือนแผงประตูด้านข้าง และอยู่ในตำแหน่งความสูงที่
เหมาะสม (เตี้ยกว่าที่เท้าแขนตรงแผงประตูนิดเดียว) แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถ
ปรับเลื่อนขึ้นหน้าหรือถอยหลังได้ ไม่งั้นจะสบายจบครบทุกอณู

2017_03_VolvoS60PP_rearentrance

การเข้า/ออกประตูคู่หลัง สำหรับมนุษย์ไซส์ปกติจัดว่าไม่ใช่เรื่องยากอันใด
เพียงแต่ต้องระวังแนวหลังคาไม่ให้หัวโขกเท่านั้นก็พอ แต่สำหรับคนตัวใหญ่
กว่าปกติ ต้องทำตัวให้อ่อนพอ โน้มตัวมาข้างหน้าแล้วเข้าไปนั่งอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าช่องเปิดสำหรับการเข้า/ออกจะดีกว่า S60 เจนเนอเรชั่นก่อนมาก แต่ถ้า
เรามาเทียบกับรถซาลูนระดับพรีเมียมสมัยนี้ ถือว่าไม่ได้สะดวกเด่นกว่าคนอื่น

พื้นที่วางขา อยู่ในระดับที่ปกติ หากคนนั่งหน้าเป็นคนตัวสูงไม่มากนัก คนข้างหลัง
ก็จะมีเนื้อที่วางขาให้สบายในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคนขับตัวใหญ่และสูง 183 เซ็นติเมตร
เท่ากับตัวผมแล้วมีใครอีกสักคนที่ตัวเท่ากันมานั่งข้างหลัง..พื้นที่วางขาก็จะน้อย
จนแทบไม่มีที่ให้ขยับได้ เรื่องนี้อาจจะไม่แปลกสำหรับรถระดับพรีเมียม แม้กระทั่ง
BMW ซีรีส์ 3 ปัจจุบันที่ไม่ใช่รุ่น GT ก็จะเจอปัญหาเดียวกันและไม่ต้องไปถามถึง
Lexus IS200t ด้วยซ้ำเพราะพื้นที่ด้านหลังดูจะคับแคบยิ่งกว่าเสียอีก

2017_03_VolvoS60PP_rearseats

เบาะรองนั่ง ยังคงนั่งได้เต็มก้นเช่นเดิม แถมยังมีฟองน้ำอ่อนนุ่มสบายก้น
รองรับอยู่ด้านหลัง พนักพิงแผ่นหลังยังคงนุ่มสบาย ส่วนพนักศีรษะ ก็น่าพิง
ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายจนอยากให้เอาหมอนพิงศีรษะนี้ไปบริจาคให้ค่าย
รถญี่ปุ่นที่เก่งทำขับสี่บางค่าย เพื่อให้พวกนั้นโยนพนักพิงรูปตัว L คว่ำที่แข็ง
ชนิดบ้าบอคอแตกทิ้งไปซะเลย

นอกจากนี้ ถ้าคุณนั่งกันแค่ 2 คนข้างหน้า ก็สามารถกดสวิตช์ที่แผงควบคุม
คอนโซลกลาง ด้านหน้าของคันเกียร์ เพื่อสั่งพับให้พนักศีรษะทั้งฝั่งซ้าย
และขวาโน้มลงมาได้ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นด้านหลังรถมากขึ้น
นี่คือสิ่งที่เริ่มหาดูได้ยากมากแล้วในรถใหม่ตามท้องถนน ทั้งๆที่ไม่ใช่แนวคิด
แปลกใหม่ เพราะ Mercedes-Benz W124 ทำได้มาตั้ง 32 ปีแล้ว

ตรงกลางพนักพิงหลัง พับลงมาเป็นพนักวางแขน พร้อมช่องใส่แก้ว 2 ตำแหน่ง
ซึ่งควรหาแก้วที่มีขนาดพอดีกับช่อง จึงจะใช้งานได้สมอรรถประโยชน์อย่าง
แท้จริง ตำแหน่งวางแขนบนพนักพิง ถือว่า ทำได้ดีพอสมควร

พื้นที่เหนือศีรษะ มีเหลือพอสำหรับคนตัวสูง 165 เซ็นติเมตร..อารมณ์หญิงไทย
หุ่นมาตรฐานเกือบนางงาม ถ้าคุณสูง 170 เซ็นติเมตร มันก็ยังพอมีที่เหลืออยู่
แต่หากเป็นมนุษย์ไซส์ฝรั่งสูง 180 เซ็นติเมตรแล้วพยายามนั่งหลังชิดติดเบาะ
หัวคุณจะต้องชนเพดาน ยิ่งถ้าเป็นผมเอง ต้องนั่งเอียงหัวเลยทีเดียว

2017_03_VolvoS60PP_rearseatsfold

พนักวางแขนตรงกลาง สามารถเปิดฝาออก เพื่อวางสิ่งของซ่อนไว้ได้นิดหน่อย
เมื่อกางที่เท้าแขนแล้ว คุณจะมองเห็นช่องแมวลอดที่มีฝาปิด ซึ่งสามารถเปิดออก
เพื่อบรรทุกสัมภาระยาวๆได้ แต่มันไม่ใช่ช่องเปิดไว้เอาของที่เบาะหลังแน่นอน
เพราะขนาดรูมันเล็กแค่พอให้แมวลอดตามที่ผมบอก แถมเวลาจะเปิด คุณต้อง
พับเบาะลงมา แล้วกดปุ่มเปิดฝานี้จากด้านหลังของเบาะ

ส่วนเบาะหลังนั้น สามารถพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่วางสัมภาระ
และยังคงใช้วิธีการพับเบาะที่เหมือน Volvo รุ่นใหม่ๆคันอื่นๆทั่วๆไป โดยต้อง
เปิดกระโปรงท้ายรถ มองหาคันโยกที่อยู่บนเพดานห้องเก็บสัมภาระใกล้ปากทาง
ของฝากระโปรงแล้วดึงคันโยก จากนั้นเบาะหน้าจะดูเหมือนอยู่นิ่งเฉย แต่คุณ
เดินไปจับมันคว่ำลงได้เลย

2017_03_VolvoS60PP_rearcargo1 2017_03_VolvoS60PP_rearcargo2 2017_03_VolvoS60PP_rearcargo3

ห้องเก็บของด้านหลัง จุได้ 380 ลิตร ตามมาตรฐาน VDA เยอรมัน ซึ่งเมื่อก่อน
อาจจะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ซาลูนยุโรปรุ่นใหม่
ถูกพัฒนาให้มีความจุสัมภาระด้านท้ายมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ S60 แพ้ BMW
ซีรีส์ 3 (480 ลิตร) และ Mercedes-Benz C-Class (475 ลิตร) อย่างหลุดลุ่ย
แม้กระทั่ง Lexus IS300h ที่ต้องเจียดพื้นที่ให้กับแบตเตอรี่ ยังจุ 450 ลิตร

นอกจากนี้ หากคุณซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ตแล้วคิดจะใส่ในกระโปรงท้าย
แต่ว่ากลัวสามีทิ้งโค้งแล้วถุงล้ม คุณก็สามารถกางแผ่นกันสัมภาระขึ้นมา
จากนั้นก็เอาเชือกแบนสีเหลืองนั่นรัดของไว้ให้อยู่กับที่ได้

นอกจากนี้ S60 ยังไม่มีการใช้ยางอะไหล่ ดังนั้นหากยกแผงพื้นสัมภาระออก
ก็จะพบแต่ชุดปะยาง เครื่องมือซ่อมบำรุงทั่วไปและที่ขันน็อตล้อ

2017_03_VolvoS60PP_dashboard

ภายในของรถรุ่นล่าสุด เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์นั้น จะเห็นได้ว่า
องค์ประกอบหลักจะยังเหมือนเดิม แต่คันเกียร์เปลี่ยนทรง มีการหุ้มหนังที่
โคนคันเกียร์ เปลี่ยนวิธีการตัดเย็บตะเข็บของเบาะ กระจกมองหลังดูทันสมัย
ขึ้นกว่าเก่า และเปลี่ยนแผงมาตรวัด

สำหรับรุ่น T5 Polestar Performance นั้น ทาง Volvo ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
อุปกรณ์ภายในมากไปกว่าหัวเกียร์และแป้นเหยียบแบบสปอร์ต สิ่งอื่นใดก็ตาม
ที่คุณมองเห็นในภาพนี้ ก็มีอยู่ใน S60 T5 รุ่นธรรมดาเช่นกัน

มองจากด้านบนเพดานหลังคาลงมา แผงบังแดด ทั้งฝั่งซ้าย – ขวา
มีทั้งกระจกแต่งหน้า และไฟส่องสว่างมาให้ อีกทั้งตัวแผงบังแดดเอง
เมื่อปลดล็อกสลัก ออกมาแล้ว ยังสามารถ เลื่อนไป – มา เพื่อให้สามารถบัง
แสงแดด ได้ทั่วถีงกว่าเดิม

วัสดุ การตกแต่ง และบรรยากาศในห้องโดยสารนั้น จะมีความ “อินดี้” แบบ
คนสวีเดน ช่องแอร์ตรงกลาง แยกตำแหน่งห่างกันระหว่างของคนขับและ
ของคนนั่งเป็นตัวอย่าง แต่โทนสีห้องโดยสารดำและการออกแบบของ
ส่วนอื่นในภาพรวมจะเป็นผู้ใหญ่ขรึม

2017_03_VolvoS60PP_cockpit

จากบานประตูคนขับฝั่งขวา ไปทางซ้าย

สวิตช์กระจกมองข้างปรับได้ด้วยไฟฟ้า หากต้องการพับกระจก ก็ใช้วิธีการ
เหมือน Volvo รุ่นอื่นๆ คือ ต้องกดปุ่ม L R พร้อมกันทั้ง 2 ปุ่ม กระจกจะพับ
เก็บเอง ถ้าต้องการกางออกเพื่อใช้งาน ก็กดปุ่ม L กับ R พร้อมกัน ซ้ำอีกครั้ง

สวิตช์กระจกหน้าต่างไฟฟ้า ทั้ง 4 บาน เป็นแบบ One Touch กดเพื่อเลื่อนลง
หรือดึงขึ้น เพื่อเลื่อนขึ้น อัตโนมัติ เพียงครั้งเดียว มีระบบ Jam-Protection
ป้องกันการบาดเจ็บจากการโดนกระจกหนีบ ครบทุกบาน

ใต้ช่องแอร์ฝั่งขวามือของคนขับ เป็นสวิชต์ เปิดปิดไฟหน้า แบบธรรมดา แบบ
ติดสว่างเองเมื่อสภาพแสงภายนอกตัวรถเริ่มน้อยลง (ไฟหน้า Auto) รวมไปถึง
ไฟตัดหมอกหลัง (ไม่มีไฟตัดหมอกหน้า) และสวิตช์ปรับระดับความสว่างของ
ไฟเรืองแสงมาตรวัด ติดตั้งในตำแหน่งเดียวกับรถยนต์จากยุโรปทั่วๆไป บริเวณนั้น
ยังมีสวิตช์เปิดฝาท้าย และฝาถังน้ำมัน (อยู่ใกล้ดี ไม่ต้องก้มแล้วล้วงด้านข้าง
แบบรถคันอื่น เพราะผมไม่ถนัดล้วง) ส่วนด้านล่างลงมาเป็นสวิตช์ของเบรกมือ
ไฟฟ้า หลายคนที่ไม่เคยชินกับ S60 น่าจะใช้เวลาหานานหน่อย เพราะอยู่คนละที่
กับชาวโลกส่วนใหญ่

S60 ทุกรุ่นย่อย มีไฟหน้าแบบ Active Bending Light ซึ่งสามารถปรับ
“ลูกกะตา” ของไฟหน้า ส่ายซ้ายขวาได้ตามองศาการหักเลี้ยวของพวงมาลัย
พร้อมระบบปรับระดับองศาจานฉายขึ้น/ลง โดยอัตโนมัติ แล้วยังมีระบบ Active
High Beam Control ไฟสูงแบบที่สามารถปรับเป็นไฟใหญ่ปกติได้โดยอัตโนมัติ
เมื่อมีรถสวน ตบท้ายด้วย Cornering Light ไฟส่องหัวโค้งเวลาเลี้ยว การส่อง
แสงของไฟหน้า S60 คันนี้ ไม่สูงเสียดฟ้ามากนัก ทางโรงงานตั้งมาค่อนข้างดี
คือส่องเห็นระยะรถ 6 ช่วงคันได้ชัดเจนมาก ถัดจากจุดนั้นไปความสว่างจะน้อยลง
แสงจะเริ่มฟุ้งกระจายมากขึ้นแต่ยังพอมองเห็นทางอยู่

บนคอพวงมาลัย ก้านสวิตช์ฝั่งขวา ควบคุมระบบใบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ พร้อมชุด
ฉีดน้ำล้างไฟหน้าและกระจกบังลมหน้า ทำงานพร้อมๆกัน รวมทั้งใบปัดน้ำฝน
และชุดฉีดน้ำล้างกระจกบังลมด้านหลัง ส่วนก้านสวิตช์ฝั่งซ้าย ควบคุมไฟเลี้ยว
ไฟสูง ระบบไฟสูงตัดลำแสงอัตโนมัติเมื่อมีรถแล่นสวนทางมา ที่ปลายก้านเป็นปุ่ม
สำหรับเลือกการแสดงผลบนจอกลางของหน้าปัด ซึ่งเอาไว้ใช้เปลี่ยนสีสันมาตรวัด
และตั้งค่าการวัดระยะทางและอัตราสิ้นเปลืองต่างๆ ส่วนบนตัวก้านจะมีปุ่มหมุน
แบบลูกกลิ้ง เอาไว้เลือกโหมดย่อยต่างๆ และมีปุ่มลูกศรชี้กลับ ซึ่งเอาไว้ออกจาก
เมนู และถ้ากดค้างจะเป็นการ Reset ฟังก์ชั่นนั้นๆ

พวงมาลัยแบบสามก้าน หุ้มหนัง และประดับด้วยโครเมียม ปรับระดับสูง – ต่ำ
และใกล้ – ไกลได้เป็นระยะมากกว่ารถทั่วไป (ตรงนี้ต้องขอชม) แต่วิธีการปรับ
ก็ยังคงเป็นคันโยกแบบธรรมดา ซึ่ง BMW ซีรีส์ 3 ก็เป็นแบบนั้น แต่คู่แข่งบางราย
ตัวที่แพงมากๆ จะทำเป็นคอพวงมาลัยปรับไฟฟ้าเพื่อที่จะเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูล
เบาะและกระจกส่องข้างในระบบความจำไปเลย

ก้านพวงมาลัยทางขวา เป็นที่อยู่ของบรรดาสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง ส่วนทางซ้าย
เป็นชุดควมคุม Adaptive Cruise Control with Queue Assist

17359071_1587882514572589_4440880685473395532_o

ระบบ Adaptive Cruise ของ Volvo นั้นถ้าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ มันจะทำงานได้
ประหนึ่งเป็น Semi-autonomous car เลยทีเดียว วิธีการใช้งานก็ง่าย คุณแค่กดปุ่ม
ให้ Cruise Control ทำงาน (ปุ่มขวาบน) จากนั้นก็กด + หรือ – เพื่อตั้งค่าความเร็ว
ที่ต้องการ จากนั้น รถจะจัดการทุกอย่างให้เอง ใช้ปุ่มลูกศรห่าง/ชิดทางด้านขวา
เพื่อปรับระยะว่าต้องการเว้นห่างจากรถคันหน้ามากหรือน้อย

สมมติว่าคุณตั้งไว้ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วรถวิ่งไปเจอเต่ากัดยางขับช้าเลนขวา
วิ่งอยู่ 80 ระบบ Cruise Control ก็จะลดความเร็วลงให้เองจนเท่าคันหน้า เมื่อรถ
คันหน้าเปลี่ยนเลนหลบ (หรือไม่ก็โดนสิบล้อตบจนหายไปจากจอเรดาร์) รถก็จะเร่ง
ความเร็วกลับไป 110 ให้เอง ที่สำคัญคือเมื่อรถคันหน้าช้าลงเพราะรถติด Adaptive
Cruise Control ของ Volvo ก็จะใช้เรดาร์ที่กระจังหน้าในการวัดความเร็วและ
“แล่น ชะลอความเร็ว หรือหยุดเหลือ 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้เอง”

จากนั้นให้คุณสังเกตบนหน้าปัด ถ้าคุณหยุดนิ่งอยู่แค่ 1-2 วินาทีแล้วรถคันหน้า
เลื่อนไป S60 ของคุณก็จะวิ่งตามรถคันนั้นต่อไปได้เอง แต่ถ้าหยุดนาน
สัญลักษณ์ Cruise สีเขียวบนหน้าปัด จะเปลี่ยนเป็นสีขาว ถ้าจะออกวิ่ง
คุณต้องกดรูปลูกศรวน (ปุ่มซ้ายบนสุด) และรถก็จะออกวิ่งตามคันหน้า
ไปอย่างว่าง่าย

ผมทดลองความฉลาดของระบบโดยการวิ่งจากพระราม 9 ไปจนถึงชลบุรีโดยใช้
ฟังก์ชั่นนี้เกือบตลอดเท่าที่มันจะปลอดภัย พบว่ามันคือประสบการณ์หลอนเหมือน
เข้าสู่โลกอนาคต ผมทำหน้าที่แค่หมุนพวงมาลัย ที่เหลือรถจัดการให้ทุกอย่าง
ด้วยความฉลาดและนุ่มนวลเหมือนถูกขับโดยเด็กวัยรุ่นธรรมดาที่ไม่ได้บ้ารถและ
เพิ่งได้ใบขับขี่มาราวครึ่งปี..มันไม่เนียน แต่ถ้ามองว่าเป็นฝีมือของระบบอัตโนมัติ
ก็ถือว่าน่าพอใจอยู่

แต่จำไว้ว่า เวลาเข้าเมือง ในเขตที่มีทางเลี้ยวหักมุมเยอะๆ ต้องปิดระบบนี้นะครับ
เพราะบางครั้งมาถึงทางเลี้ยวแล้วเราไม่มีรถคันหน้านำ ระบบจะนึกว่าถนนว่าง
แล้วก็จัดการเร่งเครื่องทั้งที่เรากำลังเลี้ยวเข้าซอย แม้ว่ารถจะมีระบบตรวจจับ
สารพัด แต่อย่าเสี่ยงเลยนะครับ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีรถเปลี่ยนเลนมาเบียดเรา
จากด้านข้าง เรดาร์ของ Cruise Control ซึ่งติดอยู่บนกระจังหน้าจะตรวจไม่พบ
รถเหล่านี้ (ซึ่งเบียดปาดมาจากด้านข้างในระยะกระชั้น) ถ้าไม่เบรกก็มีสิทธิ์ชนได้

2017_03_VolvoS60PP_instruments01 2017_03_VolvoS60PP_instruments02 2017_03_VolvoS60PP_instruments03

ชุดมาตรวัดของ S60 ใช้จอ TFT (Thin Film Transistor) แสดงผลด้วย
ภาพGraphic สวยงาม แบ่งช่องแสดงผลไว้ 5 ช่อง ฝั่งซ้ายสุดเป็นมาตรวัด
น้ำมันเชื้อเพลิง ขวาสุด เป็นไฟบอกตำแหน่งเกียร์ ทุกแบบ จะ มีสัญลักษณ์
แสดงระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information) ผู้ขับขี่สามารถ
เลือกรูปแบบในการแสดงข้อมูลได้ถึง 3 แบบ

Performance
หน้าปัดจะเปลี่ยนสีเป็นโทนสีแดงเพื่อให้อารมณ์สปอร์ต มาตรวัดตรงกลาง
จะเปลี่ยนเป็น แถบมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ขณะเดียวกัน มาตรวัดความเร็ว
ของรถจะเปลี่ยนมาแสดงผล เป็นตัวเลข Digital ขนาดใหญ่ตรงกลางแทน
แถบด้านขวาเป็น มาตรวัด Power Guide ที่บอกให้ผู้ขับทราบว่า ในแต่ละ
วินาที พละกำลังถูกเรียกมาใช้เท่าไหร่ แถบสีเหลือง แสดงให้ผู้ขับขี่รับรู้ว่า
ตนเองกำลังเหยียบคันเร่งไฟฟ้า ลงไปมากน้อยแค่ไหน

ส่วนแถบฝั่งซ้ายจะเป็น มาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น ซึ่งเมื่อกดปุ่มระบบ
ล็อกความเร็วรถ Cruise Control แถบดังกล่าว จะเปลี่ยนเป็นแถบแสดง
ระดับความเร็วที่ผู้ขับขี่ต้องการให้ล็อกไว้ ขับไปสักพัก จึงจะเปลี่ยนกลับ
มาแสดงผลเป็นแถบมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นดังเดิม

Eco
พื้นหลังจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนๆ หน้าจอแสดงผลจะคล้ายๆกับแบบ
Elegance โดยมาตรวัด Eco จะอยู่ด้านซ้ายมือ แสดงการใช้เชื้อเพลิงใน
ขณะนั้น (แบบ Real Time) และปริมาณการใช้เชื้อเพลิงสะสม

ส่วนแถบมาตรวัดด้านซ้าย จะเปลี่ยนการแสดงผลจากมาตรวัดอุณหภูมิ
น้ำหล่อเย็นไปเป็น แถบ Eco Guide วัดความเร็วรถ ความเร็วรอบเครื่อง
ตำแหน่งวาล์วลิ้นปีกผีเสื้อ (Throttle) และการเบรก เพื่อคำนวนข้อมูล
ร่วมกัน แล้วแนะนำแนวทางให้ผู้ขับ ขับขี่ประหยัดมากยิ่งขึ้น

Elegance
พื้นหลังจะเป็นสีดำ มาตรวัดความเร็วจะเป็นวงกลมตรงกลางเหมือน
กับโหมด Eco แสดงความเร็วรถแบบเข็มชี้ ในรูปแบบฟอนท์ตัวเลขดั้งเดิม
ของ Volvo แต่ถูกออกแบบ จัดวางให้อ่านง่าย รวมทั้งแสดงข้อมูลหรือแจ้ง
เตือนระบบต่างๆ เป็นภาพ Graphic และถูกขนาบข้างด้วยมาตรวัดอุณหภูมิ
น้ำหล่อเย็นทางฝั่งซ้าย กับแถบมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ แบบเลื่อนขึ้นลง
ทางฝั่งขวา

 

2017_03_VolvoS60PP_dashboard_left

เครื่องปรับอากาศ เป็นแบบอัตโนมัติ Dual Zone ที่ไม่มีปุ่ม “Dual” หรือ
“Sync” เวลาจะปรับอุณหภูมิให้เย็นเท่ากันคุณก็ต้องหมุนลูกบิดอุณหภูมิ
ซ้ายหรือขวาทีละอัน ตรงนี้ยังจัดว่าใช้งานไม่สะดวกแม้ว่า BMW 330e
เพื่อนร่วมทวีปจะมีปัญหาเดียวกัน แต่คู่แข่งพรีเมียมฝั่งญี่ปุ่นเขาใช่ปุ่มเพียง
ปุ่มเดียวขจัดปัญหานี้ได้ นอกจากนี้แผงสวิตช์แอร์ยังอยู่รวมกับบรรดาสวิตช์
ควบคุมระบบอื่นๆ ที่รายล้อมอยู่ ทำให้ต้องเรียนรู้และปรับความชินกันอยู่สักพัก
โดยเฉพาะคนที่ปกติขับรถตัวเองก็มีแต่ลูกบิดกับปุ่มไม่กี่ปุ่มนี่ล่ะ ตัวซวยเลย

2017_03_VolvoS60PP_TFTcent01

จอกลางของ S60 รุ่นไมเนอร์เชนจ์นั้นได้รับการปรับปรุงใหม่ เป็นจอ TFT
ขนาด 8 นิ้ว ซึ่งใช้ควบคุมได้ทุกอย่างรวมถึงฟังก์ชั่นต่างๆของรถ ยกตัวอย่างเช่น

– การทำงานของระบบความปลอดภัยต่างๆ (เปิด/ปิด)
– ระบบ Lane Keeping Aid (ปิด/ส่งเสียงเตือน/ส่งเสียงเตือนและช่วยหักพวงมาลัย)
– การล็อครถ (ปลดล็อคแล้วเปิดเฉพาะบานคนขับก่อน หรือปลดทุกบานเลย)
– ปรับน้ำหนักพวงมาลัย (เบา/กลาง/หนัก)
– กระจกมองข้างเวลาถอยหลัง (ปกติ/ส่องพื้นเฉพาะด้านซ้าย/ส่องพื้น 2 ข้าง)
– ปิด ESC (ถึงเขียนว่าปิด แต่จริงๆ คุณจะไม่มีวันปิดการทำงานของระบบได้ 100%)
– ปรับมุมกล้องมองหลัง (กว้าง/แคบ) และตัวกล้องมองหลังนี้จะส่องเป็นมุมกว้าง
กว่ารถญี่ปุ่นทั่วไปมากจนเวลาถอยออกจากบ้านเห็นรถที่วิ่งมาในซอยได้เลย แล้วก็
ยังมีเซ็นเซอร์โซนาร์มาให้อีกด้วย

นี่คือตัวอย่างแค่สั้นๆนะครับ ของจริงปรับได้เยอะมาก หลากหลายมาก ตั้งแต่
ผมขับรถทดลองให้เว็บนี้มา 8 ปี ผมว่าในบรรดารถราคาต่ำกว่า 3 ล้านน่ะ ไม่เคย
เจอรถรุ่นใดที่ใช้ประโยชน์จากจอกลางได้คุ้มค่าขนาดนี้มาก่อน อยากได้อะไร
คุณก็เข้าไป configure เอาเองได้เลย แม้แต่ BMW หรือ Lexus ก็ทำไม่ได้แบบนี้

สิ่งเดียวที่ไม่มีมาให้เหรอครับ? ระบบนำทางไงครับ มีปุ่มให้กด แต่พอกดแล้ว
ข้อความก็ขึ้นมา แอ้ออออ…คุณไม่ได้ไปต่อ กรุณาติดตั้งระบบนำทางเพิ่มเสียก่อน
สนนราคาก็ไม่เท่าไหร่หรอก ในแคตตาล็อกอุปกรณ์เสริมบอกไว้ 32,000 บาท
(แต่ราคานี้ได้ถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้เท่านั้นนะครับ)

ชุดเครื่องเสียงที่ติดตั้งมาให้ เป็นแบบ High Performance Multimedia
4×45 วัตต์ ลำโพงมากถึง 8 ชิ้น มีระบบ พร้อมทั้งช่อง Port AUX และ USB
สำหรับเสียบเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเพลงอื่นๆ อย่าง iPod และสามารถเชื่อมต่อ
กับโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth ได้

คุณภาพเสียงเมื่อเทียบกับ S60 DRIVe 1.6 ปี 2011 ที่เราเคยลองขับ พบว่า
มันดีขึ้นจนรู้สึกได้ ต่อให้เป็นหูจระเข้แบบผมก็ตาม มิติของเสียงเก็บได้ค่อนข้าง
จะครบ เบสไม่บวมมากนัก สามารถใช้ฟังดนตรีและเพลงหลากชนิด แต่ในเรื่อง
ของมิติเสียงเสมือนจากด้านหน้า (Front Stage Sound) จะยังปรับออกมาได้
ดีแค่ปานกลาง ไม่เหมือนเครื่องเสียงของ Subaru Levorg ที่สามารถฟังแล้ว
รู้สึกเหมือนมีวงดนตรีเล่นอยู่ข้างหน้ารถได้

17310109_1589866427707531_360686992866151415_o

กล่องเก็บของข้างลำตัวผู้ขับขี่กับผู้โดยสารตอนหน้า ด้านบน บุด้วยหนัง
แบบเดียวกับหนังหุ้มเบาะ ให้สัมผัสที่ลื่น เนียน นุ่ม วางแขนได้เกือบจะพอดีเป๊ะ
เมื่อเปิดฝาด้านบนออกจะพบกล่องใส่ CD ขนาด แค่พอดีกับกล่อง CD มาตรฐาน
ไม่เหมาะกับ แพ็คเก็จ CD แบบประหลาดๆทั้งหลายทั้งปวง มีช่องเสียบ USB
และ AUX ถูกซ่อนเอาไว้ นอกจากนี้ ยังมีช่องเสียบไฟ 12V และช่องใส่แก้วน้ำ
2 ตำแหน่ง พร้อมไฟสีฟ้า Ice Blue ส่องสว่างมาให้ด้วยอีกต่างหาก มีฝาปิด
แบบเลื่อนเพื่อความสวยงาม

สำหรับเรื่องทัศนวิสัยการมองจากตำแหน่งคนขับ เนื่องจากรถรุ่นนี้มีตัวถังหลัก
ไม่ต่างจากรถรุ่นปี 2011 ดังนั้นถ้าใครอยากเห็นก็คลิกอ่านบทความทดสอบรุ่น
1.6 ที่ J!MMY เคยทำไว้ก็ได้ แต่สำหรับผม ด้านหน้าของ S60 ถือว่าสามารถ
มองออกไปได้ง่าย กะระยะด้านหน้าไม่ยากนัก เสา A-pillar บดบังบางจังหวะ
เวลาเลี้ยวขวาเข้าซอย ส่วนเสาด้านซ้ายนั้นยังพอทน ในขณะที่ด้านหลังนั้น
ถ้าไม่เอาพนักพิงศีรษะลงจะรู้สึกทึบ บดบังสายตาอยู่พอสมควร

2017_03_VolvoS60PP_engine

********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

ในปัจจุบัน คุณจะสังเกตได้ว่า Volvo พยายามอย่างยิ่งยวดในการลดจำนวน
รูปแบบเครื่องยนต์ของรถในค่ายตัวเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะสร้างเครื่องในลักษณะ
Modular (4, 5 และ 6 สูบเรียง ที่สามารถแชร์ชิ้นส่วนใช้กันได้จำนวนมากๆ) มาแล้ว
แต่นั่นก็ดูเหมือนจะยังไม่พอต่อความต้องการและข้อจำกัดมากมายที่ทั้งโลกโยน
ใส่บรรดาบริษัทรถ ทาง Volvo ก็เลยตัดเครื่องยนต์แบบ 5 สูบ (Noooooooo!!!!!!)
6 สูบ และ V8 ออก เหลือแต่เพียงเครื่องยนต์สหกรณ์ DRIVE-E 4 สูบเบนซิน
เทอร์โบ และดีเซลเทอร์โบ ปรับความจุ 2 ขนาดและเสริมกำลังด้วยระบบอัดอากาศ
ทำให้จากเดิมที่มีเครื่องยนต์ 8 แบบหลัก ลดลงมาเหลือ 2 แบบนี้เท่านั้น (ในอนาคต
อาจมีรุ่น 3 สูบขนาดเล็กออกมาอีก)

สำหรับประเทศไทย แม้ว่า S60 จะเคยมีเครื่องยนต์แบบ 2.0T (B4204T6) ใน
รถล็อตแรกๆ มาจนถึงรุ่น 1.6 Flexfuel (B4164T2) ที่มีปัญหากับหัวฉีดและส่วน
ประกอบอื่นๆของเครื่อง แต่ในปัจจุบันยกเลิกการขายไปแล้ว เหลือเพียง 2 แบบ

รุ่น D4 ดีเซล ใช้ขุมพลังรหัส D4204T14  4  สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,969 ซีซี
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 82.0 x 93.2 มิลลิเมตร กำลังอัด 15.8 : 1 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิง
ด้วยราง Common Rail แรงดัน 2,500 บาร์ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกับของ
Volvo V40 Cross Country i-Art นั่นเอง

กำลังสูงสุด  190 แรงม้า (PS) ที่ 4,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด  40.76 กก.-ม
(400 นิวตัน-เมตร) ที่รอบตั้งแต่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที
ปล่อย CO2 130 กรัม/กิโลเมตร

Drive-E 4 cylinder Petrol Engine - T5 Rear

Drive-E 4 cylinder Petrol Engine - T6 Front

และรุ่น T5 เบนซิน จะใช้เครื่องยนต์เป็นรหัส B4204T15 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
1,969 ซี.ซี. กระบอกสูบ x ช่วงชัก 82.0 x 93.2 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด
10.8 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ Integrated
Fuel SFI Port Injection พร้อม Turbocharger ท่อไอดีอยู่ข้างหน้า ไอเสีย
ออกข้างหลัง ใช้ปั๊มน้ำไฟฟ้าแบบ On-demand (อยู่ด้านหน้าเครื่อง หน้าตา
เหมือนโข่งเทอร์โบแต่ไม่ใช่) ระบายความร้อนไอดีด้วยอินเตอร์คูลเลอร์
อากาศสู่อากาศ ติดตั้งข้างหลังกันชน

กำลังสูงสุด 220 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.66 กก.-ม
(350 นิวตัน-เมตร) ที่ รอบเครื่องยนต์ ตั้งแต่ 1,500 – 4,000 รอบ/นาที
ปล่อยก๊าซ CO2 185 กรัม/กิโลเมตร

ซึ่งเจ้าอย่างหลังนี่ล่ะครับ ที่เป็นเครื่องยนต์พื้นฐานของรุ่น T5 Polestar
Performance โดยหลังจากเปลี่ยนกรองอากาศเป็นแบบ High flow และ
ได้ท่อไอเสียสแตนเลสมาชุดหนึ่ง ทาง Polestar ก็ทำการปรับจูนกล่อง ECU
เพิ่มไปนิดหน่อย ทำให้ได้กำลังสูงสุดเพิ่มเป็น 245 แรงม้า (PS) ที่ 5,500
รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดเท่าเดิมเป๊ะ 35.66 กก.-ม. (350 นิวตัน-เมตร)
แต่มีให้ใช้ยาวจาก 1,500 ไปจนถึง 4,800 รอบ/นาที ปล่อยก๊าซ CO2
เท่าเดิม

สังเกตได้ว่าการปรับจูนเพิ่มเติมของ Polestar นั้น ยังทำมาในระดับ
“เหยาะน้ำปลาตราเป๋าฮื้อ” เพิ่มรสชาติในการขับโดยที่ยังเผื่อเรื่องความทนทาน
เอาไว้มากพอสมควร เพราะแรงบิดสูงสุดไม่ได้เพิ่ม ภารกรรมที่ลงกับเกียร์
จึงแทบจะไม่ต่างจากเดิม แต่การที่ลากแรงบิดสูงสุดให้ไปอยู่ในรอบสูงขึ้น
ก็ดึงกราฟแรงบิดส่วนรอบปลายเพิ่มขึ้น และส่งผลให้แรงม้าสูงขึ้นตามไปด้วย

แต่ทีมจูนกล่องไม่ได้ปรับแค่แรงม้าอย่างเดียวหรอกครับ พวกเขาบอกว่า
ทั้งเรื่องการตอบสนองของคันเร่ง ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ ลักษณะอาการ
หน่วงของรถเวลาถอนคันเร่ง เสียงท่อเวลาเปลี่ยนเกียร์ ทุกอย่างได้รับการปรับ
แต่งใหม่หมด แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของความทนทาน ไม่ได้เน้นการแปลงรถ
ให้เป็นอสูรกายสนามแดร็ก

2017_03_VolvoS60PP_transmission

ระบบส่งกำลังของ S60 T5 และ T5 Polestar Performance เป็นแบบเดียวกัน
แต่ต่างกันที่การจูนนิสัย มันคือเกียร์ อัตโนมัติ 8 จังหวะ (ไม่ใช่คลัต์คู่ อย่ากลัว)
AISIN รุ่น AW TG-81SC ยกมาจาก V40T4 2.0 นั่น่ะครับ มีโหมด บวก – ลบ
Gear Tronic ให้ผู้ขับขี่ เลือกเปลี่ยนเกียร์เล่นได้เอง ทั้งจากคันเกียร์ หรือบนแป้น
เปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ด้านหลังพวงมาลัย อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1……………………….5.250
เกียร์ 2……………………….3.029
เกียร์ 3……………………….1.950
เกียร์ 4……………………….1.457
เกียร์ 5……………………….1.121
เกียร์ 6……………………….1.000
เกียร์ 7……………………….0.809
เกียร์ 8……………………….0.673
เกียร์ถอยหลัง………………4.015
อัตราทดเฟืองท้าย…………2.67 – 3.08

ตัวเลขจากโรงงานระบุว่า อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ใน 6.0 วินาที
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ในเมือง 12 กิโลเมตรต่อลิตร นอกเมืองเฉลี่ย 21.3
กิโลเมตรต่อลิตร

แล้วสมรรถนะบนถนนเมืองไทยจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง?

เรายังคังจับเวลาด้วยวิธีการเดิม นั่นคือ ใช้เวลากลางคืน บนเส้นทางที่ไม่ค่อยมีรถ
พลุกพล่าน ปราศจากผู้คนในมาตรฐาน เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า และนั่ง 2 คน ผู้มาช่วย
จับเวลาให้เรา ก็ยังเป็นเจ้าเติ้ง กันตพงษ์ โสมชนะ และแน่นอนว่าคนที่ขับ งานนี้
ผมก็ให้ท่านเจ้าของเว็บเป็นคนขับให้จับเวลา

ฟังตรงนี้นะครับ ตัวเลขในตารางด้านล่างนี้ คือน้ำหนักของจิมมี่ กับเติ้ง ไม่ใช่
ผมกับจิมมี่ ไม่งั้นตัวเลขก็จะไม่ตรงมาตรฐานกับที่เราทำมาตลอด 8 ปีนี้

Accelerato_S60PP

volvo_s60_polestar_004

เป็นยังไงกันบ้างครับ อัตราเร่งทางตรงของ S60 T5 Polestar Performance?
หลายคนอาจจะบอกว่าผิดหวัง เพราะในเมื่อมีแรงม้าตั้ง 245 ตัว มันน่าจะสามารถ
ฉีกคู่แข่งในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทได้กระจุยกระจายโดยเหลือแค่ Lexus
ที่มีแรงม้าสมน้ำสมเนื้อกัน

แต่กลายเป็นว่ารถที่ม้าเกิน 240 ตัวทั้งจากสวีเดนและญี่ปุ่นนั่นล่ะที่จะโดนเยอรมัน
งาบเอา? ทั้งตอนออกตัว 0-100 และเร่งแซง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สาเหตุที่ Volvo S60 T5 Polestar Performance ทำอัตราเร่งออกมาไม่ดีเท่า
ที่เราคาดไว้..อาจจะมีได้หลายแง่มุม แต่เรื่องที่คาดว่าชัดเจนที่สุดคือน้ำหนักตัว
เพราะในขณะที่รถขับหลังอย่าง BMW ซีรีส์ 3 ทั้งหลาย จะมีน้ำหนักตัวแค่ประมาณ
1,525 กิโลกรัม รถขับเคลื่อนล้อหน้าอย่าง S60 ที่ขนาดตัวไม่ได้ต่างกันมากมาย
แต่กลับหนักถึง 1,611 กิโลกรัม ..หรืออาจจะไม่ใช่เพราะว่า Volvo หนักแต่เป็น
เพราะ BMW เบา? เพราะ Lexus IS200t ก็หนัก 1,620 กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกัน
ในขณะที่เยอรมันขับหน้าตัวแสบอย่าง CLA250 มีน้ำหนักเพียงแค่ 1,480 กิโลกรัม
ซึ่งเบากว่า Volvo ถึง 131 กิโลกรัม

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องน้ำหนัก ก็เพราะ..คุณดูอัตราเร่งของ
Volvo V40 T5 R-Limited สิครับ นั่นคือรถที่ใช้เครื่องยนต์และกล่องจูนตัวเดียว
กันกับ S60 T5 Polestar Performance เลย แต่น้ำหนักตัว V40 นั้นเบาแค่ราว
1,498-1,525 กิโลกรัม อัตราเร่งทั้งช่วงออกตัวและแซงก็ไวขึ้น

แต่แม้กระทั่ง V40 ที่ตัวเบา อัตราเร่งที่ได้จากพลัง 245 แรงม้าก็ไปต่อยชิงเข็มขัด
อยู่กับพวกเพื่อนๆชาวยุโรปที่พกม้ามา 200-220 แรงม้านั่นล่ะ มันไม่ได้แรงจน
กลายเป็นหัวหมู่ไปได้ และในกรณีของ S60 เราก็ต้องยอมรับตามสภาพที่มันเป็น
นาฬิกาไม่หลอกใครหรอกครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องว่ากันตามจริงก็คือ เข็มวัดความเร็วของ S60 ล้อ 19 นิ้วคันนี้
ตรงและแม่นยิ่งกว่าหมอดูใดๆในโลก หน้าปัดขึ้นเท่าไหร่ GPS ก็ขึ้นเท่านั้น
ในขณะที่คู่แข่งคันอื่นๆ จะมีเพี้ยนตั้งแต่ 3.5-5% ขึ้นไป คาดว่า Volvo คงไม่ได้
ปรับตั้งเข็มไมล์เพื่อรับกับล้อชุดใหม่ที่เส้นรอบวงโตกว่ายางสเป็ค 235/45/17
ของเดิม คือถ้าใส่ยางเดิมจะเพี้ยนกำลังดี แต่พอเป็นล้อชุดใหม่ก็เลยตรงเป๊ะ

แต่การที่ไมล์ตรง นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Volvo จะพลิกกลับมาเร็วกว่าคันอื่น
ด้วยระดับแรงม้าขนาดนี้ ต่อให้ผมลองเปลี่ยนจากการกดหยุดนาฬิกาที่ 100
มาเป็นที่ 95 หรือ 97..คุณแน่ใจเหรอว่าตัวเลขจะเปลี่ยนจาก 8.55 เป็น 7.55
บอกได้เลยว่าไม่มีทาง แต่ 7.9 หรือ 8.2 วินาทีนั้นอาจพอเป็นไปได้

ดังนั้นผมมองว่าน่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักตัว บวกกับเข็มความเร็วนี่ล่ะครับที่
ทำให้มันดูช้า ไม่น่าใช่เรื่องอื่น ไอ้เรื่องการถนอมเกียร์โดยการทยอยปล่อย
บูสท์เทอร์โบช้าๆแบบ Lexus นั้นก็ไม่ใช่ เพราะ Volvo ตอบสนองต่อคันเร่ง
และดีดตัวออกไปอย่างรวดเร็วกว่า ส่วนอัตราเร่งแซงนั้น เวลาตอกคันเร่งจะมี
อาการอมรอน้อยกว่า Lexus ทำให้ผมไม่รู้สึกรำคาญเวลาขับแต่อย่างใด จะมี
ก็แต่ BMW 320i/320d ที่เกียร์ทำงานเร็วมากและปลดปล่อยพลังแบบไม่กลัว
เกียร์ระเบิด ทำให้อัตราเร่งแซงของมันออกมาดูสวยทั้งที่ม้าน้อยกว่ามาก
ส่วน CLA250 นั้นถ้าเข้าโหมดธรรมดา เกียร์จะตอบสนองช้า แต่พอมาแล้วรถ
พุ่งไปอย่างเร็ว ส่วนโหมด S ทุกอย่างจะเร็วและเร่งได้เร็วมาก อันที่จริงถ้า
Volvo เข้า S รอไว้ก็อาจจะเลขสวยกว่านี้ แต่คงไม่ถึงขั้นชนะ CLA ได้

สรุปว่างานนี้ Polestar ก็ยังไม่ค่อยจะ Polestar เท่าไหร่  ก็คงต้องรอ S60
เจนเนอเรชั่นถัดไป หาวิธีทำตัวถังให้เบากว่านี้ จึงจะสวนหมัดกับคู่แข่งได้
อย่างถึงพริกถึงขิงในเรื่องของการเร่งออกตัวและการแซงที่ความเร็วต่ำ
เครื่องยนต์น่ะ มันก็มี 245 แรงม้าของมันจริง ไม่ใช่ความผิดของมันหรอก

ทำไมผมคิดอย่างนั้นน่ะหรือ?

2017_03_VolvoS60PP_Topspeed

ก็เพราะว่าหลัง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นต้นไป อิทธิพลของน้ำหนักตัวรถ
จะเริ่มลดลง S60 T5 Polestar Performance จะเริ่มยืดแข้งยืดขาได้มากขึ้น
ในการทดลองวิ่งแบบกดเต็ม 100% เป็นทางยาวประมาณ 1.7-1.8 กิโลเมตร
S60 T5 Polestar Performance สามารถทำความเร็วเข้าเส้นได้ 212 กิโล-
เมตรต่อชั่วโมง ซึ่ง ณ จุดเดียวกันนั้น 320d (N47D20) ทำได้ 203 และ
320i (N20B20) ทำได้ 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วน CLA250 นั้น ทำได้
209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ถ้าจะปราบ S60 คันนี้ให้ได้ในการ Drag ระยะ “โลเจ็ด” รู้มั้ยครับว่าใครชนะ?
มันคือ Lexus IS200t ที่โผล่มาด้วยตัวเลขระดับ 221 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ต่อให้คุณหัก Factor เรื่องความเร็วเพี้ยนออก ค่าความเร็วที่ได้ก็ยังสูงกว่า
S60 อยู่ดี

สรุปก็คือ ตีนปลายของ Volvo น่ะ ก็แรงใช่เล่น ใครเห็นตีนต้นออกตัวอืดๆ
ถ้าไปล้อเล่นบนทางยาวไกลๆ มีสิทธิ์โดนน็อคได้ง่าย แม้แต่ Lexus ก็เถอะ
เพราะในขณะที่เร่งได้ไว แต่ตีนปลายก็ถูกล็อคไว้ที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วน Volvo นั้นจะไหล่ไปเรื่อยๆ จนเหมือนเริ่มหมดลมที่ 242 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมง ที่เกียร์ 6 รอบเครื่องยนต์หมุนอยู่ที่ 5,400 รอบต่อนาที

ในเมื่อผมทดลองมาให้แล้ว ก็ไม่ต้องไปซื้อรถมาลองกันเองให้เสียวสันหลังล่ะครับ
เราทำตัวเลขให้คุณดูเพื่อเป็นข้อมูล แต่ไม่ได้สนับสนุนการใช้ความเร็วสูงหรือ
เชียร์ให้ใครไปลองเสี่ยงชีวิต

การตอบสนองของเครื่องยนต์กับเกียร์ในการใช้งานจริง ผมไม่ค่อยรู้สึกว่ารถ
คันนี้อืดอาดแต่ประการใด เครื่องยนต์มีแรงบิดเป็นช่วงกว้างและสามารถสร้าง
บูสท์เทอร์โบได้ค่อนข้างเร็ว คาเกียร์ 3 เอาไว้แล้วกดคันเร่ง 60% ก็มีแรงดึง
มาให้ตั้งแต่ประมาณ 2,200 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าเร็วแล้วสำหรับเครื่องเบนซิน
2.0 ลิตร

เวลากดคันเร่งแซง หรือต้องการเรียกพลังเอาความมันส์ รถก็พยายามจะสนอง
ต่อคำสั่งของเราดีที่สุดเท่าที่มันทำได้ อาการเกียร์ลังเล เอ๋อ แทบไม่ปรากฏเลย
ไม่ต้องใช้โหมด S ก็ขับสนุก ตอบสนองว่องไว มีอาการอมบูสท์ลดแรงกระชาก
อยู่บ้างแต่ไม่น่ารำคาญเท่า Lexus หรือถ้าจะเล่นเกียร์เอง ก็มี Paddle shift
ซึ่งกด Shift down พร้อมๆกันหลายทีก็ลงให้ถูกเกียร์ แต่ถ้า Shift Up ทีละ
2 จังหวะจะออกอาการช้าเล็กน้อย

เวลาขับแบบออกรบ รู้สึกสนุกสนานไปกับเครื่อง คันเร่ง และเกียร์ ทุกอย่าง
ทำงานเหมือนคน 3 คน ที่แม้อาจจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในโลก แต่ก็คุยกัน
ประสานงานกันเพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด เวลาเปลี่ยนเกียร์มีเสียงปรึ๊บ!
ดังจากท่อเหมือนพวก Golf GTi อีกด้วย นับว่าเป็นรถที่ให้อรรถรสดีมาก
กว่าที่คิด ถ้าคุณไม่มองนาฬิกาจับเวลา

การเก็บเสียง ก็ยังคงทำได้ดี ให้ความรื่นรมณ์ กับผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร
ในทุกสภาพถนน หรือการจราจรจนกระทั่งถึงความเร็ว เกินกว่า 120 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมงขึ้นไป เสียงกระแสลมไหลผ่านตัวรถ จะเริ่มเข้ามา เสียงยางบดถนน
ก็ไม่ได้ดังมากอย่างที่คิด คงต้องขอบคุณลักษณะดอกยาง Bridgestone
Potenza S001 (Made in Poland) ที่เป็นยางในลักษณะสปอร์ตพรีเมียม
ทำให้เวลาขับแล้วตั้งใจฟังเสียงจากใต้ท้องรถแล้วเงียบกว่า Lexus IS
เสียอีก

2017_03_VolvoS60PP_kimdrive

ระบบบังคับเลี้ยว เป็นพวงมาลัย แบบ แร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง
แบบไฟฟ้า EPS (Electronics Power Steering) สามารถปรับระดับความหน่วง
ได้ 3 ระดับผ่านจอกลาง Volvo Sensus (กดปุ่ม My Car บนคอนโซลกลางก็ได้)

ในการเซ็ตแบบเบาสุด (Low) ผมสามารถขับในเมืองได้อย่างคล่องมือ และต่อให้
เป็นสุภาพสตรีขับ ก็คงไม่บ่นว่าหนัก ยิ่งถ้าเป็นคนที่เคยขับรถยุค 90s ที่ใช้พวงมาลัย
แบบไฮดรอลิกมาก่อนจะไม่บ่นแน่นอน แต่ถ้าไปเทียบกับอีโคคาร์ยางเล็กๆพวงมาลัย
ไฟฟ้า ก็แน่นอนว่า Volvo จะหน่วงมือกว่า และในขณะที่เซ็ตติ้ง Low ใน Volvo
V40 Cross Country จะออกอาการเบาเวลาวิ่งบนทางด่วนเร็วๆ แต่ใน S60 คันนี้
มันยังเหลือความหน่วงพอให้ผมขับทางไกลได้อย่างไม่เกร็งมือ ไม่เครียดมากนัก

และถ้าเซ็ตให้เป็นแบบหนักสุด หน่วงมือสุด (High) คนที่ขับแต่รถญี่ปุ่นคันเล็ก
พวงมาลัยไฟฟ้าอาจจะเริ่มรู้สึกหนักมือขึ้นบ้าง แต่ก็ยังน่าจะขับวนในลานจอดรถ
หรือกลับรถได้โดยไม่บ่น แต่เวลาวิ่งบนทางด่วนไวๆ มันจะนิ่งและแน่นมากจนแม้
กระทั่งความเร็วระดับ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุณก็ไม่รู้สึกเลยว่ามันน่ากลัว

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าสำหรับ T5 คันนี้ ผมชอบปรับไปที่ Medium มากที่สุด
ในขณะที่ J!MMY จะชอบ High มากกว่า

อัตราทดของพวงมาลัย ถ้าใครชอบรถประเภทที่หักเลี้ยวนิดเดียวแล้วรถไปทั้งคัน
อย่างพวก Mazda 3 หรือ Subaru WRX คุณอาจรู้สึกผิดหวังกับพวงมาลัยของ
Volvo คันนี้ เพราะดูเหมือนมันจะถูกปรับจูนมาโดยวัดจากข้อมูลการวิจัยเรื่อง
ความปลอดภัย..ถูกครับ Volvo เขาทำวิจัยมาเกือบครึ่งศตวรรษแล้วว่าเวลาคนขับ
ส่วนมากบนโลกตกใจสุดๆ พวกเขาจะหักพวงมาลัยเลี้ยวกี่องศา แล้วก็นำผลนั้น
มาช่วยปรับเซ็ตความไวของพวงมาลัย

ดังนั้น..มันก็เลยต้องสาวพวงมาลัยเพิ่มมากกว่ารถซาลูนซิ่งคันอื่นๆในกลุ่ม
ซึ่งทำให้ขับเล่นโค้งแคบๆความเร็วต่ำได้ไม่สนุกเท่าที่ควร ให้นึกถึงพวงมาลัยที่
ไวกว่า Corolla Altis และ MG6 แต่ยังไม่เท่า Nissan Sylphy กับ Honda Civic
ดูครับ อารมณ์ประมาณนั้นแหละ..แต่ถ้าเป็นความเร็วสูงเกิน 120 ขึ้นไป กลายเป็นว่า
พวงมาลัยของ S60 T5 Polestar Performance มีความไวกำลังดี ให้ความรู้สึก
ว่าคุมอยู่มือโดยที่ไม่อุ้ยอ้ายเกินไป และไม่ต้องกำพวงมาลัยเกร็งแบบพวง WRX
ที่พอเจอถนนไม่เรียบในโค้งแล้วอาการพวงมาลัยจะออกค่อนข้างมาก

ระบบห้ามล้อเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ หน้าตาค่อนข้างจะธรรมดาและดูเหมือน
จะเล็ก จนกระทั่งคุณนึกได้ว่ามันถูกครอบอยู่ด้วยล้อขนาด 19 นิ้ว คุณถึงจะตระหนัก
ได้ว่าขนาดจานและคาลิเปอร์ของมันโตไม่ใช่เล่น แล้วก็ยังมีตัวช่วยอย่าง ABS,
EBD ซึ่งเราคงไม่ต้องมาอธิบายกันมาก

การเบรกกะทันหันจากความเร็วระดับ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น คุณจะต้องใช้
แรงกดที่เท้าค่อนข้างมากกว่ารถบ้านทั่วไป แต่เมื่อตั้งใจจะเหยียบ มันก็สามารถ
หน่วงความเร็วลงมาเหลือ 80 ได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญคือผมลองตั้งใจทำซ้ำ
แบบนี้ 3-4 ครั้งรวด ไม่พบอาการเฟด หรือสูญเสียพลังในการหน่วงความเร็วเลย
มันคือเบรกหน้าตาบ้านๆที่ทำงานดีเกินคาด

ระยะการเหยียบแป้นเบรกจะยาวกว่า WRX และรถของ Mazda หลายรุ่น แต่ระยะ
ฟรีของแป้นไม่มาก มีความค่อยเป็นค่อยไป ส่งพลังการเบรกตามความลึกในการกด
แป้นอย่างสัมพันธ์กัน จะมีก็แต่ช่วงที่เบรกเพื่อจะหยุดรถนี่ล่ะ ที่ไม่ทราบว่าทำไม
เวลาเหยียบลงไป เหมือนใกล้จะหยุดรถได้แล้ว พอเหยียบต่ออีกนิดเดียว
กลายเป็นเบรกหน้าทิ่มเลย มีแค่ช่วงเวลาแบบนี้เท่านั้นที่ผมรู้สึกรำคาญเบรก
ของ S60 คันนี้ แต่ใช้เวลาขับมันไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถปรับวิธีการเหยียบรับมือ
กับมันได้

เท่าที่เห็น ระบบบังคับเลี้ยว และระบบเบรกนั้น มันก็เหมือนกับ T5 รุ่นธรรมดา
ซึ่งตามข้อมูลในเอกสาร ผมไม่พบว่ามีการปรับเปลี่ยน 2 สิ่งนี้
ให้กับเวอร์ชั่น Polestar Performance

S60PP_Suspension

สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไป อยู่ที่ช่วงล่างครับ

ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลัง แบบมัลติลิงค์
แต่คราวนี้ เนื่องจากเป็นเวอร์ชั่นแรง จึงได้ช่วงล่างอะไหล่แท้ของ Polestar
Performance Parts มาใช้ ทั้งโช้คอัพและสปริง โดยตัวโช้คอัพจะแข็งกว่า
สเป็คสปอร์ตของ Volvo อยู่ 15-25% และสปริงจะแข็งกว่าแบบที่อยู่ในรถ
สเป็คปกติอีก 15-25%

มีการติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว Advanced Stability Control ซึ่งมีเซ็นเซอร์
ตรวจสอบทั้งการโคลงตัวของรถ ตรวจสอบอัตราเร่ง เพื่อตรวจจับการลื่นไถล
ตั้งแต่เริ่มลื่น และพยายามชดเชยแรงบิดไปยังล้อที่หมุนน้อยกว่า ให้เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมี ระบบควบคุมการทรงตัวและยึดเกาะถนน DSTC
(Dynamic Stability and Traction Control)  ช่วยควบคุมการทรงตัว
ลดโอกาสที่รถจะเกิดอาการท้ายปัด หมุน หรือพลิกคว่ำ  อีกทั้งยังสามารถเลือก
ESC Off ได้ เพื่อให้ระบบยอมให้คุณสไลด์ล้อบนพื้นถนนได้มากกว่าเดิม
แต่คุณจะไม่สามารถปิดการทำงานของระบบได้ 100%

นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการเข้าโค้งการกระจายแรงบิด (Corner Traction
Control by Torque Vectoring)  ถือเป็นการพัฒนาระบบ DSTC ให้ดีขึ้น เมื่อเข้าโค้ง
ล้อที่อยู่ด้านในของโค้งจะเบรกพร้อมกับถ่ายทอดกำลังไปยังล้อที่อยู่ด้านนอกมากขึ้น
ทำให้ผู้ขับสามารถเข้าโค้งในวงแคบได้มากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะเกิด
อาการดื้อโค้งด้วย

ช่วงล่างที่ได้พาร์ทใหม่มาใส่นั้น..บอกตรงๆว่าทำงานเหนือความคาดหมายมาก

ผมเล่นกับรถมาตั้งแต่ ป. 3 ขับ Volvo มาไม่เยอะแตก็เล่นกับรถที่นำเข้ามา
ทำตลาดในไทยเกือบทุกรุ่น ไม่เคยพบว่ามี Volvo คันไหนที่ทำช่วงล่างได้
อารมณ์สตรัทแต่งวัยรุ่นดีๆขนาดนี้มาก่อนเลยครับ ในช่วงก่อนขับ ผมดูสเป็ค
ช่วงล่างที่พี่ต่ายให้มาแล้วก็คิดว่า “เออ มันคงจะเหมือน Altis ธรรมดาที่เปลี่ยน
เป็น Altis ESport หรือ E-Class ที่เปลี่ยนช่วงล่างธรรมดาในรุ่น Elegance มา
เป็น Avantgarde สมัยก่อน” แต่ผมคิดผิดถนัด นี่มันเหมือนกับการถอดสตรัท
โรงงานทิ้งแล้วใส่ของแต่ง จากสำนักแต่งจริงๆเข้าไป แค่ขับผ่านรางรถไฟก็รู้สึก
แล้วว่านี่มันช่วงล่างรถซิ่งนี่หว่า แล้วก็ไม่ใช่รถซิ่งแบบเด้งดึ๋งดั๋งด้วย เป็นฟีลที่
เราได้รับจากช่วงล่างแต่งที่คำนวณระยะการยุบยืดมาอย่างดี

ในการขับขี่แบบปกติที่ความเร็วต่ำ คุณอาจจะรู้สึกสะเทือนบ้าง และคงไม่อยาก
พาคุณพ่อวัย 74 ที่มีปัญหากับหมอนรองกระดูกและระบบประสาทมานั่ง แต่มันก็
ยังเหลือความนุ่มนวลแบบ “แสงสุดท้าย” เอาไว้ให้หนุ่มๆวัย 25-35 สามารถนั่ง
โดยสารไป และทนกับมันได้โดยไม่อ้วกแตกเสียก่อน เวลาสะเทือน การสะเทือน
จะเป็นแบบตึ้บ แรง แต่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แน่นๆ ทีเดียวจบ นึกถึง Volvo 850 ใส่
โช้ค Ohlins แล้วปรับความหนืดไว้กลางๆ ดูครับ อารมณ์ประมาณนั้น

การออกวิ่งทางไกลบนทางด่วน ใช้ความเร็วสูง สบายหายห่วงครับ ในรถรุ่นปกติ
ถ้าเราวิ่งเกิน 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันจะเริ่มมีอาการหวิวๆ คุณไม่น่าจะกล้า
หักพวงมาลัยเร็วๆแรงๆแล้ว แต่เจ้า T5 Polestar Performance คันนี้สามารถ
รับมือได้สบาย เรียกได้ว่าขนาดตอนทำท้อปสปีดยังไม่รู้สึกกลัวเลยครับ เปลี่ยน
เลนไปมาเร็วได้ระดับหนึ่งด้วย

การหักหลบสิ่งกีดขวางแบบไม่แตะเบรก ทำได้ดีมาก สมกับช่วงล่างที่ให้มา
โดยปกติผมมักจะเริ่มที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วลองหักหลบแรง
พอประมาณ หักเข้าขวาทีนึง แล้ววิ่งต่อสักพัก แล้วค่อยซ้ายทีนึง ความเร็วแบบนี้
รถทั่วไปมักหักหลบได้สบาย แต่บางคันจะออกอาการยวบย้วยบ้าง

กับ T5 Polestar Performance คันนี้ ผมไล่ความเร็วในการลองจาก 100-110-
120-130-140 จนกระทั่งเริ่มรำคาญเลยลองที่ 140 แล้วหักขวาไปอย่างแรงแล้ว
ซ้ายกลับด้วยความเร็วพอกันในทันที..ไม่มีใครทำอะไรมันได้เลย เสียงยางมีนิดๆ
และระบบช่วยเหลือยังไม่ต้องทำงานด้วยซ้ำ

ไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตนี้จะได้ขับรถโรงงานที่ช่วงล่างเป็นแบบนี้ ในคราบรถซีดาน
หน้าตาเรียบร้อย ปกติจะมีแต่ Subaru WRX หรือพวกขับสี่ที่ทำแบบนี้แล้วไม่
เสียวร่องทวาร แต่วันนี้ Volvo ทำได้แล้วครับ

แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะไร้ที่ติไปเสียทีเดียวนะ

เพราะในการเล่นโค้งแบบต่างๆ มันก็ยังเผยจุดอ่อนของการเป็นรถขับหน้าออกมา
เช่นโค้งแคบหักศอก หรือโค้งที่กำลังออกจาก U-turn ด้วยความเร็ว 40-60 คุณ
จะต้องเลี้ยงคันเร่งให้ดี ต่อให้มีระบบ Torque Vectoring มาช่วยกระจายแรงบิด
มันก็ไม่ได้ทำให้ S60 คันนี้กระโจนออกจากโค้งได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็น อาการ
หน้าดื้อยังมีปรากฏให้เห็นอยู่

การขับเข้าโค้งแบบก้นหอย ด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น
ตัวรถยังควบคุมการเต้นของบอดี้ได้ดี แต่ยาง S001 (Made in Poland) จะเริ่ม
เสียแรงยึดเกาะค่อนข้างเร็ว ซึ่งถือว่าน่าแปลกสำหรับยางพรีเมียมสปอร์ตระดับนี้
หากกดคันเร่งเพิ่มความเร็วไป อาการหน้าดื้อจะยิ่งเริ่มออกชัดเจนขึ้น

หรือจะเป็นโค้งแบบที่ J!MMY ชอบเล่นประจำ ซึ่งเป็นโค้งขวา-ซ้าย-ขวาขึ้น
บูรพาวิถี โค้งถนัดของเขา อาการของตัวรถก็ไม่ได้สปอร์ตอย่างที่คาด ช่วงล่าง
น่ะไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่ที่ยาง เมื่อมีแรงเหวี่ยงสะสมกับความเร็วที่เพิ่มขึ้นบวกกัน
รถจะมีอาการเสียแรงยึดเกาะ ถ้าเข้ามาเร็วมากจริงๆ ก็จะสไลด์แบบไปทั้งคัน
อย่างไรก็ตาม การบังคับควบคุมของ S60 คันนี้ก็ยังให้ความมั่นใจได้มากกว่า
CLA250AMG โดยเฉพาะในช่วงการสะบัดหรือหักเลี้ยวกะทันหันแบบรุนแรง
วิศวกรจูนมาให้อาการค่อนไปทางอันเดอร์สเตียร์ ในขณะที่รถอย่าง IS200t
นั้นถ้าหักพวงมาลัยแรงไป ท้ายจะแหกแนวออกมาแบบพอจับความรู้สึกทัน

ในภาพรวม ผมมองว่านี่เป็นช่วงล่างสไตล์สิงห์ทางด่วน โช้คอัพและสปริง
ทำหน้าที่ของมันได้ดีถ้ามองจากมุมของคนที่ชอบเล่นโค้ง อย่างเดียวที่อาจจะ
ต้องลองเปลี่ยนดูคือยาง หรืออาจจะเปลี่ยนไปใส่ล้อ 18 แล้วให้แก้มยางหนาขึ้น
แต่เปลี่ยนยางเป็นแบบ Semi-racing เช่น Yokohama AD08 หรือ Pirelli
P-Zero Corsa เอาแก้มยางแข็งขึ้นหน่อย S60 คันนี้ก็น่าจะลุยแทร็คแก่งกระจาน
หรือพีระไปกับผองเพื่อนนักซิ่งรถยุโรปท่านอื่นๆได้สบายแล้วครับ

ยกเว้นว่าคุณเป็นคนชอบดริฟท์ ชอบท้ายปัด หรือชอบพวงมาลัยที่ฟีลเคลียร์ๆ
ไม่มีแรงขับจากเพลามารบกวน แบบนั้นกรุณาไปหารถขับหลังมาเล่นดีกว่า

 

ความปลอดภัย

ด้านความปลอดภัยนั้น Volvo ยังคงอัดแน่น สารพัดอุปกรณ์ ไฮเทค มาให้ลูกค้าได้
ใช้งานจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คราวนี้ ถือเป็นครั้งแรกของการ Upgrade ระบบ
City Safety โดยเพิ่ม ระบบตรวจจับผู้ขับขี่จักรยานพร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถแบบเต็ม
แรงเบรก (Cyclist Detection with Full Auto Brake) ที่ถูกยกระดับให้ทำงานได้
ในความเร็วสูงขึ้น จาก 30 เป็น ไม่เกิน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ระบบนี้จะประกอบด้วย เรดาร์ที่ติดตั้งอยู่บนกระจังหน้าของรถ กล้องที่ติดอยู่ด้านหลัง
ของกระจกมองหลัง และกล่องควบคุมระบบ เรดาร์มีหน้าที่ตรวจจับภาพมุมกว้าง 60
องศาทางด้านหน้ารถว่ามีวัตถุอยู่ในรัศมีหรือไม่ และวัดระยะห่างจากวัตถุนั้น

ระบบเปิด/ปิดไฟสูงอัตโนมัติใหม่ (Active High Beam) จะเปิดไฟสูงตลอดเวลา
แต่เมื่อมีรถสวนมา ระบบจะลดระดับแสงของไฟสูงให้พ้นจากสายตารถที่สวนมาได้

ระบบไฟส่องสว่างเพิ่มมุมมองด้านข้างเมื่อใช้สัญญาณไฟเลี้ยวขณะขับขี่ช่วง
ความเร็วต่ำ (Cornering Light) พัฒนามาจากระบบไฟหน้าแบบหักเหตาม
พวงมาลัย ระบบความปลอดภัยนี้จะทำงานเมื่อรถยนต์ใช้ความเร็วไม่เกิน 30
กิโลเมตรต่อชั่วโมงพร้อมกับเปิดไฟเลี้ยว และจะปิดการทำงาน เมื่อใช้ความเร็ว
เกิน 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง

และ ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด
(Cross Traffic Alert) ใช้เรดาร์เซ็นเซอร์ที่ท้ายรถตรวจจับยานพาหนะที่แล่น
เข้ามาด้านข้าง และเตือนผู้ขับขี่ที่กำลังถอยออกจากที่จอดให้ระวังหรือหยุดรถ
ระบบนี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และถอยออกจากที่จอดบนถนนที่
คับคั่งจอแจ และมีรถคันอื่น หรือมีต้นไม่ มีอาคารบังอยู่ ทำให้อาจมองไม่เห็น
ด้านข้างอย่างชัดเจน

ส่วนระบบ เซ็นเซอร์เรดาร์แจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา
(Enhance Blind Spot Information system – BLIS) จะเปลี่ยนจากกล้อง
มาใช้เรดาร์เซ็นเซอร์แทน เพื่อช่วยเฝ้าระวังทั้งสองข้างของรถ

นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร (Road Sign Information) ระบบ
เปิด/ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติเมื่อขับขี่เข้า/ออกจากที่มืด (Tunnel Detection)
ระบบเตือนเมื่อขับข้ามเลน (Lane Departure Warning: LDW) และ ระบบ
เตือนผู้ขับขี่ เมื่อจับอาการได้ว่า ง่วงนอน (Driver Alert Control: DAC) ระบบ
ควบคุมความเร็ว Cruise Control แบบมาตรฐาน ยังคงมีประจำการมาให้จาก
โรงงาน ตามเดิม

2010_10_02_Volvo_S60_Body_Structure

เข็มขัดนิรภัยทุกตำแหน่งจะเป็นแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบปรับความตึงได้
สำหรับทุกที่นั่ง มีระบบ Pre-prepared Restraints (PRS)  ปรับความตึงอัตโนมัติ
ขณะเกิดเหตุ และระบบ Load limiter จะช่วยคำนวณและปรับแรงดึงกลับของ
เข็มขัดนิรภัยให้เหมาะสม ทำงานร่วมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านลม
นิรภัยรวม 6 ตำแหน่งแล้ว

ยังมีโครงสร้างตัวถัง ที่ถูกแบ่งออกเป็น 4 Zone มีระบบกระจายแรงกระแทก
จากการชนด้านข้าง (Side Impact Protection System – SIPS) ระบบปกป้อง
การบาดเจ็บของกระดูกต้นคอและหลังที่เกิดจากการสะบัดของศีรษะ (Whiplash
Protection System – WHIPS) ช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บที่คอ
เมื่อรถถูกชนหลังในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การชนจากด้านข้างทั้งสองด้านของตัวรถ

ส่วนการขับขี่นั้น ยังมีการติดตั้ง ระบบป้องกันรถคว่ำ (Rollover Protection System
– ROPS) มีให้ทุกรุ่นทุกคัน ระบบนี้ใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ และระบบปรับระดับ
ความตึงของเข็มขัดนิรภัย นอกจากนี้ม่านนิรภัยด้านข้าง (Inflatable Curtain)
จะทำงานเมื่อรถคว่ำ เมื่อผนวกกับโครงสร้างนิรภัยของรถแล้ว ก็จะ
ช่วยลดการบาดเจ็บของผู้โดยสารที่ใช้เข็มขัดนิรภัยไว้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีการออกแบบ แกนพวงมาลัยให้ยุบตัวได้ โครงสร้างห้องโดยสาร
ภายแบบดูดซับพลังงานรวมทั้งการออกแบบโครงสร้างด้านหน้า ให้ให้โค้งมน
ไฟหน้าอยู่ในระนาบเดียวกับตัวถัง และพื้นที่บนฝากระโปรงหน้าเป็นแบบดูดซับ
พลังงานทำหน้าที่เป็นโซนยุบตัว คานพลาสติกนุ่มที่กันชนหน้า ฯลฯ
เพื่อช่วยลดการบาดเจ็บของคนเดินถนน ในกรณีที่ถูกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2017_03_VolvoS60PP_consumption01

********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

เรายังคงใช้วิธีการทดลองตามมาตรฐานดั้งเดิม คือการพารถไปเติมน้ำมัน เบนซิน 95
Techron  ณ สถานีบริการน้ำมัน Caltex บนถนนพหลโยธินใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า
BTS อารีย์ ในช่วงกลางคืน

ด้วยเหตุที่ S60 เป็นรถยนต์นั่งกลุ่ม Premium Compact แม้จะมีคนอยากรู้ถึงอัตรา
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แต่ลูกค้าในกลุ่มนี้ ไม่ได้ซีเรียสกับตัวเลขกันมากขนาดนั้น เราจึง
ตัดสินใจเติมน้ำมัน ด้วยวิธีเติมเสร็จแล้วให้หัวจ่ายตัด พอ ไม่ต้องเขย่ารถ อย่างเช่นที่
ต้องทำกับรถยนต์นั่งต่ำกว่า 2,000 ซีซี และรถกระบะ ให้ปวดเมื่อยหัวเข่าและก้นกบ

เมื่อเราเติมน้ำมันจนเต็มถัง เราก็ คาดเข็มขัดนิรภัย ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ ออกรถไป
เลี้ยวกลับบนถนนพหลโยธิน เลี้ยวซ้ายลัดเลาะไปตามซอยอารีย์ โผล่ออกปากซอย
โรงเรียนเรวดี เลี้ยวซ้าย มุ่งสู่ถนนพระราม 6 ไปเลี้ยวขวาขึ้นทางด่วน ขับไปเรื่อยๆ
จนสุดปลายทางด่วนสายเชียงราก อุดรรัถยา ที่ด่านบางปะอิน ก่อนเลี้ยวกลับย้อน
ขึ้นทางด่วนสายเดิม ขับกลับมาเข้ากรุงเทพฯกันอีกครั้ง ด้วยมาตรฐานเดิมคือ

ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ และ นั่ง 2 คน คราวนี้ เพื่อรักษาความเร็ว
ให้นิ่งยิ่งขึ้น เราเปิดระบบควบคุมความเร็ว Radar Cruise Control ซึ่งต้องขอชื่นชม
ว่า ยังคงรักษารอบเครื่องยนต์ให้คงที่ ต่อเนื่อง ได้ดี แม้จะขึ้นทางลาดชัน

เราลงทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  เลี้ยวซ้ายสู่ถนนพหลโยธิน เลี้ยวกลับใต้สถานี
รถไฟฟ้า BTS อารีย์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสถานีบริการน้ำมัน Caltex พหลโยธิน กันอีกครั้ง
เพื่อเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron  ให้เต็มถัง แค่ปล่อยให้หัวจ่ายตัดพอ
เหมือนตอนเริ่มต้นทดลอง

2017_03_VolvoS60PP_consumption02 2017_03_VolvoS60PP_consumption03 2017_03_VolvoS60PP_consumption04

ผู้ช่วยทดลอง และสักขีพยานของเราคราวนี้ ก็คือเจ้ากระรอกเฮฮาคนเดิม
น้องเติ้ง กันตพงษ์ สมชนะ สมาชิกของ The Coup Team จากเว็บเรา

เอาละ มาดูตัวเลขที่ ออกมากันดีกว่า

ระยะทางที่แล่นไปบนมาตรวัด 92.8 กิโลเมตร
ปริมาณน้ำมันเติมกลับเฉลี่ย 5.82 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 15.34 กิโลเมตร/ลิตร

Consumption_S60PP

อัตราสิ้นเปลืองถือว่าค่อนข้างปกติสำหรับรถยุโรป 2.0 ลิตรสมัยใหม่และใกล้เคียง
กันกับ Lexus IS200t และ Mercedes-Benz CLA250 แต่ยังแพ้ BMW 320i
และแน่นอนว่าไม่ต้องไปเทียบกับดีเซลจอมประหยัดอย่าง 320d

แต่นั่นมันคือการวิ่งแบบ 110 เปิดแอร์ไปเรื่อยๆ ในชีวิตจริง ผมว่าคงยากที่เจ้าของ
รถยุโรป 200 แรงม้า+ จะขับแบบนั้น ใน Volvo S60 T5 Polestar Performance
นี่ก็เช่นกัน ถ้าหากว่าขับโหดขึ้น ตัวเลขจะลดจาก 15.34 กิโลเมตรต่อลิตรจะหดลง
อย่างรวดเร็วตามความลึกของคันเร่งที่กด ผมลองนำมาใช้งานแบบผสมผสาน
เจอรถติดรามคำแหงบ้าง ขับเรื่อยๆไปบางทรายบ้าง ซัดเล่นบนทางด่วนบ้าง
ขับแบบที่ตัวเองจะขับถ้ามีรถแบบนี้ให้ใช้ ผมทำตัวเลขได้ 7.53 กิโลเมตรต่อลิตร
ซึ่งแม้จะฟังดูเหมือนโหด แต่ผมขับ Lexus IS200t F-Sport แบบเดียวกันนี้
ได้ตัวเลข 6.79 กิโลเมตรต่อลิตรครับ

แล้วน้ำมัน 1 ถังจะแล่นไปได้ไกลแค่ไหน? ขึ้นอยู่กับศรัทธาและบาทาของคุณ
เลยครับ เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง มาตรวัดระยะทางทีคงเหลือให้วิ่งได้จะโชว์เลข
ประมาณ 650 กิโลเมตรเอาไว้ก่อน แล้วก็ค่อยๆเปลี่ยนไปตามลักษณะการขับ
ผมมองว่าถ้าว่าันตามจริง 450 กิโลเมตรคงพอไหวสำหรับการใช้งานผสม
แบบที่ไม่บ้าคลั่งกับคันเร่งจนเกินไป

แต่นิสัยมาตรวัด Range ของ Volvo ก็คือ ช่วง 70% แรกของถังน้ำมันนั้น
Range ที่โชว์จะดูเหลือเยอะมาก ผมซัดจนน้ำมันเหลือ 3 ขีด Range ยังโชว์
360 กิโลเมตรอยู่ แต่พอขับมาส่งคุณบอมที่สุทธิสารแล้วขับออกมาด่าน
Rest Area ทางด่วนโดยวิ่งอ้อมมาจากดินแดง ระยะทางทีวิ่งได้ก็ค่อยๆ
ลดลงจาก 360>340>290>260 จนเมื่อมาถึงจุดหมายก็เหลือ 215 กิโลเมตร
เท่านั้น..ไม่ได้แย่ แต่มันกวนประสาท แล้วตอนขับมานี่มาแบบเรื่อยๆนะครับ
ไม่ได้กดคันเร่งอะไรเลย

2017_03_VolvoS60PP_frondiag01wheelturn

********** สรุป **********
Volvo ที่มีดีกรีซิ่งมากที่สุดเท่าที่เคยออกจากโชว์รูมไทย
ที่เหลือก็แค่รอราคา

ผมไม่เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเองจะต้องเขียนแบบนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคย
ทดลองขับรถของ Volvo มาหลายคัน แต่ทุกคันก็ดูเหมือนจะเน้นความปลอดภัย
กับอุปกรณ์ที่อัดแน่น แพ็คมาในตัวถังที่มีดีไซน์แบบ Swedish ไม่เหมือนใคร
บางรุ่นอาจจะมีอัตราเร่งที่รุนแรง เรียกเสียงซู้ดปากได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่มี
คันไหนที่ขับสนุกแบบครบทุกองค์ประกอบจริง Volvo C30 ที่พวกเขาเคย
นำมาขายนานมาแล้ว จบเรื่องการเกาะถนน แต่ยังขาดพลัง ส่วน V40 T5
รุ่น 5 สูบตัวสุดท้ายนั้น เสียงเครื่องเพราะ อัตราเร่งพอไปได้ แต่ช่วงล่างยังออก
แนวรถบ้านมากว่ารถซิ่ง

มาคราวนี้ S60 T5 Polestar Performance ตอบในสิ่งที่ขาดหายไปจาก
Line-up ของ Volvo ในประเทศไทยได้เกือบครบ เกือบจบ!

ช่วงล่างและการบังคับควบคุมรถ ให้ความมั่นใจแบบช่วงล่างรถแต่ง ผมใช้คำว่า
“รถแต่ง” นะครับ ไม่ใช่แค่รถในสายการผลิตปกติเฉยๆที่ทำโช้คให้แข็งขึ้น
แบบ 10 ตีนหนูยันแล้วใส่โลโก้ที่ดูอลังการ นี่คือรถที่ให้ความรู้สึกว่าคล้ายรถ
แต่งแบบวัยรุ่นจริงๆ ช่วงล่างบั้ก บั้ก หนึบ สะเทือนทีเดียวอยู่ เสียงท่อตอนสตาร์ท
ดังจนแม่ต้องเดินออกมาดูว่านั่นมัน Volvo แน่หรือ การตอบสนองของเกียร์
และคันเร่ง ไวจนน่าพอใจระดับหนึ่ง

มันดูเหมือนรถที่คนเป็นพ่อแม่น่าจะซื้อให้ลูกชายวัยรุ่นเท้าหนัก อยากให้ลูก
ได้ซิ่งบ้าง แต่ในใจยังห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะถ้าพูดถึงอุปกรณ์เซฟชีวิต
เราคงไม่ต้องพูดซ้ำไปซ้ำมาว่าในบรรดารถราคาระดับเท่ากันนั้น Volvo ให้มา
มาก จนน่าจะเป็นผู้นำในบรรดารถระดับเดียวกันมานานแล้ว

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ไฮเทคอีกหลายอย่าง เช่นระบบ Radar Cruise Control
ซึ่งฉลาดพอสมควร สามารถเร่ง ชะลอ และเบรกจนความเร็วเหลือ 0 เองได้
คนขับมีหน้าที่แค่คุมพวงมาลัยและพยายามอย่าละสมาธิมากจนเกิดอุบัติเหตุ
ก็พอ ระบบมัลติมีเดียของรถ ถูกใช้อย่างคุ้มค่า สามารถเซ็ต Parameter ต่างๆ
ของตัวรถได้ชนิดที่ถึงใจกว่า BMW หรือ Lexus เสียอีก เครื่องเสียงที่ให้มานั้น
ก็มีมิติเสียงที่ดีในระดับหนึ่ง ไม่ต้องเดือดร้อนรีบไปอัปเกรดชุดเครื่องเสียงให้
เสียเงินโดยใช่เหตุ

ฟังดูแล้ว ทั้ง วัยรุ่นที่รักความปลอดภัย และผู้ใหญ่ที่อยากได้อารมณ์ซิ่ง
น่าจะเตรียมตบตีแย่งชิง S60 T5 Polestar Performance จำนวน 12 คัน
(และรุ่น V60 อีก 12) ที่งานมอเตอร์โชว์ได้แล้วล่ะ!

แต่คุณโอเคกับข้อเสียของมันหรือเปล่า หรือบางอย่างก็ไม่ใช่ข้อเสีย แต่
เป็นสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าคู่แข่ง?

2017_03_VolvoS60PP_reardiag01_wheelturn

แม้ว่าจะเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและเครื่องเคราน่าเล่นมากมาย แต่สิ่งที่
S60 T5 Polestar Performance ยังไม่ตอบโจทย์ก็คือเรื่องการขับสนุก
แบบบูรณาการ

ซึ่งก็คือ คุณสมบัติบางอย่างในการเป็นสปอร์ตซาลูน..ยังมีไม่ครบ

อัตราเร่ง สำหรับ 245 แรงม้า แต่ 0-100 ออกมาเห็นตัวเลขแล้วรถ C-Segment
ติดเทอร์โบราคา 1 ล้านบาทบวกลบเห็นแล้วยิ้มแบบนี้ ยังต้องปรับอีกหน่อยครับ
ลูกค้าคนไหนบ้างที่ซื้อรถท่อดัง 245 แรงม้าแล้วไม่สนใจเรื่องการแพ้ชนะเรื่อง
อัตราเร่งบ้างล่ะ คงมี แต่ไม่น่าจะมาก ทั้งหมดทั้งปวงนี่มันก็เกิดมาจากน้ำหนัก
ตัวถังที่เริ่มดูเยอะสำหรับรถสมัยใหม่ ต้องลองไปดูซิว่า BMW เขาทำยังไงให้
รถขับหลังตัวไม่เล็ก แบกน้ำหนักเพลากลางด้วยอย่างซีรีส์ 3 มีน้ำหนักเบากว่ากัน
ได้เกือบ 100 กิโลกรัม เมื่อรถเบาลง พลังที่มีอยู่เท่าเดิมก็จะแผลงฤทธิ์ได้ดีขึ้นเอง

อย่างที่ 2 ก็คือพวงมาลัย น่าเสียดายที่รถรุ่นนี้จะต้องใช้พื้นฐานตัวถังและระบบ
บังคับเลี้ยวร่วมกับรุ่นธรรมดา ทำให้พวงมาลัยยังมีอัตราทดเฉื่อยเกินไปสำหรับ
การขับแบบสนุกสนานที่ความเร็วต่ำ อาจจะปรับให้ไวขึ้นอีกนิด (แต่ไม่ต้องไว
ขนาด WRX) เพื่อให้ขับเลียบทางภูเขาได้สนุกขึ้น แต่ไม่ต้องไปทำอะไรกับ
น้ำหนักหน่วงมือของพวงมาลัยนะครับ มันดีอยู่แล้วในแบบที่มันเป็น

อย่างที่ 3 ก็คือยาง จุดนี้ผมยังไม่กล้าฟันธง 100% นัก แต่สังเกตจากอาการของรถ
เวลาใกล้ถึงขีดจำกัด ช่วงล่างยังสามารถควบคุมบอดี้เอาไว้ได้ดี แต่ยาง 235/40
ขอบ 19 นั้นยอมทิ้งแรงเกาะไวกว่าที่คาด ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะยางผลิตจาก
โปแลนด์หรือเปล่า เพราะเท่าที่จำได้ ยาง S001 ที่ผลิตจากญี่ปุ่นนั้นคุณภาพและ
การเกาะถนนไม่ใช่ขี้ๆเลย

ส่วนเรื่องอุปกรณ์ ก็เข้าใจว่า Volvo ติดตั้งของเล่นมาให้ลูกค้าหลายต่อหลายอย่าง
มากแล้ว และราคาของรุ่นมาตรฐาน 2.259 ล้านบาทกับอุปกรณ์ที่ได้ก็ถือว่า
โคตรจะคุ้มอยู่แล้ว แต่ถ้ายอมลงทุนใส่ระบบนำทางมาให้สักหน่อย ก็น่าจะใช้คำว่า
อุปกรณ์ครบสุดในตลาดราคาระดับเดียวกันได้อย่างเต็มปาก 100%

2017_03_VolvoS60PP_frontdiag04wheelturn

จากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา สิ่งสุดท้ายที่เราจะใช้เทียบวัดความน่าซื้อของรถ
ก็คือราคา…ซึ่ง Volvo จะยังไม่เปิดเผยข้อมูล จนกว่าจะถึงงานมอเตอร์โชว์ เราก็
ต้องมานั่งเก็งราคากันว่าจะออกหัวหรือก้อย

ผมนั่งเปิดแคตตาล็อกของแต่งจาก Volvo Accessories และ R-Design ดู
แล้วก็พบว่า คุณสามารถสั่งของแต่งใส่ใน Volvo S60 เพิ่มเติมจนรถมีความ
“คล้าย” กับเจ้า T5 Polestar Performance คันนี้ได้ เช่นการจูนกล่อง ECU
โดย Polestar  (42,900 บาท ถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้) ล้ออัลลอย 19 นิ้ว (ซึ่ง
ไม่ใช่ลาย Polestar พร้อมยาง 192,500 บาท) ชุดท่อสปอร์ตของ R-Design
(23,300 บาท) ชุดสเกิร์ตและลิ้นหน้า/หลังรอบคัน (54,900 บาท) ชุดช่วงล่าง
แบบสปอร์ต (ซึ่งยังไม่แข็งเท่า Polestar ราคา 35,500 บาท)

ลองรวมกันเล่นๆดูแล้ว มูลค่าตัวรถ 2.259 ล้านบาท บวกกับค่าของแต่ง
ไม่รวมค่าแรง มูลค่าของรถรวมก็ปาเข้าไปแล้ว 2.632 ล้านบาท

และในราคานี้ คุณยังไม่ได้ค้ำโช้คของ Polestar..แต่ผมขี้เกียจนับเพราะ
ตัวค้ำโช้คไม่ได้ดูอลังการเลย เป็นเหล็กเส้นโตๆที่เอามือกำแล้วยังโยก
ให้งอนิดๆได้ด้วยซ้ำ

คุณคงพอจะประเมินราคาที่ควรเป็นของ T5 Polestar Performance เอาไว้
ได้แล้วนะครับ..ถ้าเปิดราคามาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท คนชอบ Volvo ซิ่ง
ไม่ควรคิดนานครับ ต่อให้ S60 จะเข้าสู่ช่วงปลายอายุตลาด แต่คุณจะไปหา
รถที่แรงเล่นกับ IS200t ได้ แล้วมีของเล่นเพียบแปล้ ของแต่งมาพร้อม
มีพื้นที่ด้านหน้าเหลือเฟือ มีเบาะหลังที่คนสูง 165 ยังนั่งพอได้ แถมมี Radar
Cruise ที่เร่ง เบรก และกระดึ๊บๆไปตามเส้นทางรถวิ่งช้าถึงช้ามากได้
คุณจะไปหาแบบนี้ได้จากที่ไหนอีกหรือครับ

แต่ถ้าสมมติว่า Volvo มาแปลก แล้วเปิดราคามาเกิน 2.7 ล้านบาท
..อันนี้ก็ตัวใครตัวมันครับ..

เพราะอย่างที่เราทราบกัน ในทางเลือกซีดานพรีเมียมขับสนุก คุณไม่ได้มี
ทางเลือกแค่ S60 อย่างเดียวนี่ครับ

ถ้าคุณอยากได้รถที่แรง ขับสนุก ทรงสวย ขับไปไหนสาวก็มอง มีภาพลักษณ์
ทางสังคมดี แต่ทำใจได้กับภายในที่คับแคบหน่อย และช่วงล่างกับการบังคับ
ควบคุมที่เหมือนจะมั่น แต่แอบน่ากลัวได้ คุณน่าจะลองดู CLA250AMG
Dynamic ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 2,490,000 บาท เห็นมั้ยครับว่าต่อให้ตั้งราคามาดี
S60 ก็ยังมีคู่แข่งที่น่ากลัวอยู่ดีล่ะ

หรือถ้าหากคุณซีเรียสเรื่องความแรงน้อยลง แต่เน้นการขับขี่สไตล์รถขับหลัง
บาลานซ์ตัวรถดี ขนาดไม่เล็กเกินไป หาของแต่งของแข่งและของเบ่งโมดิฟาย
ต่อได้ง่าย ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ BMW 320d M-Performance ก็น่าสนมากเพราะ
เปิดราคามา 2,499,000 บาท พื้นฐานรถเป็นรุ่น Iconic แต่ได้ชุดแต่ง M เพิ่ม
และได้ช่วงล่าง M-Performance ด้วย ถือว่าเพิ่มของเล่นให้จนคุ้มในราคา
ที่มากกว่า Iconic แค่ราว 200,000 บาท

บางคนอาจจะซื้อรถโดยมองที่สมรรถนะเพียวๆ ไม่ได้สนเรื่องระดับชั้นทางสังคม
ไม่ต้องการรถหรูหรา ของเล่นเพียบแปล้ ก็อย่าลืมว่าคุณมี Subaru WRX
ทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ ราคาประมาณ 2.64-2.74 ล้านบาทอยู่
แน่นอนว่าอัตราเร่งชนะชาวบ้านขาดลอย เกาะถนนด้วยระบบขับสี่ แต่ต้อง
รับให้ได้กับช่วงล่างที่แข็งและกระเด้งดีดกว่าของ S60 มาก พวงมาลัยไว
แต่บางคนอาจชอบแบบนั้น

ส่วนใครก็ตามที่มีงบประมาณเหลือเยอะ ไม่รู้จะทำอะไรกับเงินเหล่านั้น บางที
คุณอาจจะอยากลองของแปลกอย่าง Lexus IS200t F-Sport ราคา
4,375,000 บาท คุณได้อุปกรณ์ติดรถมาแบบไม่น่าเกลียด พลังเครื่องยนต์นั้น
มีเหลือเฟือมาก ยิ่งใช้สปีดสูงยิ่งเร็วกว่าชาวบ้าน แต่ต้องทำใจกับการตอบสนอง
ต่อคันเร่งที่ดูเหมือนยังแอบค่อยๆปลดปล่อยพลัง ไม่ทำตัวแบบมีเท่าไหร่
ให้หมดใจแบบ BMW

เร็วๆนี้ ก็อาจจะมี Audi A4 2.0 ลิตร เทอร์โบ S-Line มาร่วมวงศ์ Ultimate
Fight ครั้งนี้อีกด้วย แต่จะเป็นอย่างไรก็ตงต้องรอดูกันต่อไปสักพัก

 

2017_03_VolvoS60PP_reardiag03

ท้ายสุดนี้ ผมเชื่อว่า หาก Volvo ยังใช้วิธีการตั้งราคาแบบที่พวกเขาทำมาตลอด
ในระยะหลังๆ ราคาของ T5 Polestar Performance น่าจะทำให้พ่อบ้านยอม
เซ็นใบจองโดยไม่ปรึกษาภรรยาได้ และรถทั้ง 12 คัน กับ V60 อีก 12 คันก็น่าจะ
ขายหมดได้โดยเร็วไว้

อย่างไรก็ตาม การขายก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่สิ่งอื่นที่ยังต้องปรับปรุงเพื่อสร้าง
ความมั่นใจให้กับลูกค้านั้น ก็ยังต้องอาศัย “การเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ” ซึ่ง
ไม่ใช่แค่การปรับขั้นตอนการทำงาน แต่ยังรวมไปถึงทัศนคติและความเชี่ยวชาญ
ของบุคลากร ตั้งแต่ First Contact ที่เป็นหน้าด่านรับมือลูกค้า ไปจนถึงผู้มีอำนาจ
ในการตัดสินใจ

ในปัจจุบัน  Volvo ประเทศไทยเพิ่งเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ เป็นคุณ
แอนเน็ตต์ จากสวีเดน ซึ่งเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่กี่เดือน อาจยังต้องรอดูว่าวิธีการ
แก้ปัญหาต่างๆ ให้กับลูกค้าจะดีขึ้น เร็วขึ้นหรือไม่

นอกจากการบริหารองค์กรแล้ว ช่างในแต่ละศูนย์นั่นแหละ ก็ต้องพัฒนาไปด้วย
ถ้าพัฒนาไม่ได้ ก็ต้องเลือกคนที่เก่ง เป็นงาน อ่านอาการรถลูกค้าได้ขาด เพราะ
ต่อให้ลูกค้าใจเย็นเพียงใด การที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 3-4
ครั้ง และแต่ละครั้งใช้เวลาหลายวันนั้น..ไม่มีใครเขาชอบ

Volvo อาจจะไม่ได้มีภาพลักษณ์ทางการบริการและความจุกจิกแย่ไปกว่า
คู่แข่งจากยุโรปบางเจ้าในขณะนี้ แต่อย่ารอให้ใครล้มก่อนแล้วค่อยกระโดดข้าม
อะไรที่สามารถปรับปรุงได้ แก้ไขได้ ชิงทำเสียตั้งแต่ตอนนี้เถอะ

เชื่อผมสิ การกระโดดได้ไกลกว่าคนอื่นในขณะที่ทุกๆคนต่างใช้แรงกระโดด
เต็มที่เหมือนกัน เวลาเราชนะ มันน่าภูมิใจกว่ากันเยอะ

 

————————————–///———————————

2017_03_VolvoS60PP_end02

ขอขอบคุณ / Special Thanks to :
คุณ ณัฎฐา จิตราคม
บริษัท Volvo Cars (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ


PAN PAITOONPONG
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ และภาพถ่ายรถยนต์ในประเทศไทยทั้งหมด
โดยผู้เขียน ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย จากต่างประเทศเป็นของ Volvo Cars Corporation
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
23 มีนาคม 2017

Copyright (c) 2017 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
23 March 2017

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE!