โลกนี้มีคำถามและข้อครหามากมายที่อยู่ในหัวของคนเรา..
ในสมัยโบราณไม่มีใครว่างพอจะมานั่งเถียงกันโดยตอกจารึกบนศิลา เขียนลงใน
สมุดข่อย หรือบนใบลาน บ้านเมืองก็อยู่ในภาวะสงครามหรือยุคที่ต้องสู้แบบปากกัด
ตีนถีบมาโดยตลอด ทำให้คนรุ่นปู่ของปู่ของปู่ของพวกเราไม่ได้มีเวลามานั่งตั้งคำถาม
หรือพินิจพิเคราะห์สิ่งต่างๆมากเท่ารุ่นของพวกเรา

ดังนั้นเราจึงไม่ได้เห็น First Impression กำแพงหมู่บ้านของนายกล่ำ รีวิวเรือนไทย
ดีไซน์โดยนายปริก หรือบทบันทึกพงศาวดารการทดลองขี่ควายของนายครั่ง

แต่ในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีต่างๆเอื้ออำนวยให้ชีวิตของพวกเรามีเวลาว่างมากขึ้น
มีเวลาอ่านมากขึ้น ข่าวสารต่างๆก็ถูกพัฒนาให้ส่งมอบต่อผู้อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเงาตามตัวคือวัฒนธรรมการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
โทรศัพท์มือถือไปจนถึงรถยนต์ ล่าสุดลามมาถึงบ้านและสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศ

แต่อีกสิ่งที่ตามมาเสมือนเงา คือกระแสความเชื่อ

เชื่อ? หรือไม่เชื่อ? ใช่ หรือไม่ใช่? ความคิดที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ผู้คนในยุคที่มี
Social Network เถียงกันจะเป็นจะตายในเรื่องที่ไม่ได้เดือดร้อนครอบครัวพวกเขา
เลยสักนิด เถียงแล้วชาติจะเดินหน้าหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อ
การจิ้มแป้นโทรศัพท์ง่ายกว่าการขยับตัวเพื่อทำอะไรสักอย่างแบบจริงจัง

 

HPMG5_17B02

Headlightmag กับ MG เป็น 2 องค์กร ซึ่งเปรียบเสมือนปลาคนละประเภท
แต่ว่ายอยู่ในมหาสมุทรเดียวกัน ชีวิตของพวกเราอยู่ได้ด้วยรถ และต้องเผชิญกับ
อุปสรรคบางอย่างที่คล้ายกันในบางด้าน อุปสรรคของเราคือการสื่อสารให้ผู้คน
ได้เข้าใจในความตั้งมั่นที่จะนำเสนอบทความอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่พ้นที่จะ
ต้องถูกวิจารณ์หรือตั้งข้อกังขาแบบเอาอารมณ์เข้าว่า มีทั้งคนที่คิดว่าเราอคติกับ
แบรนด์ MG ทั้งๆที่ความจริง ถ้าอคติมากขนาดนั้น เราไม่ต้องหมดค่าน้ำมันไปเกิน
หมื่นบาทกับรถทดสอบของทาง MG มั้ง? แค่เขียนด่าเอามันส์ เด็ก ม.ต้น ก็ทำได้

เราก็มองหาโอกาส ที่จะได้ให้คุณผู้อ่านได้ลองสัมผัสเองแล้วรู้เองว่าที่เราพูดไปนั้น
มันคืออคติ หรือยกยอปอปั้น (เอาจริงๆ เราโดนกล่าวหามาแล้วทั้งสองแบบ)

แบรนด์ MG เองก็ต้องเผชิญอคติกับมหาชนเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเรื่องบริการ
หรืออะไหล่นะครับที่เราพูดถึง แต่พอรู้ว่า MG เป็นบริษัทในเครือยักษ์ใหญ่จากจีน
ผู้คนจำนวนมากก็เหมารวมว่าเป็นจีนแปลว่าต้องสู้รถญี่ปุ่นไม่ได้ ทั้งที่ความจริง
แม้ว่ารถของ MG ยังไม่ได้ดีถึงขั้นฆาตกรรมเจ้าตลาดได้ แต่คุณสมบัติหลายด้าน
ของรถก็ดีมากพอที่จะทำให้หลายคน ยอมรับความเสี่ยงเรื่องการเป็นแบรนด์
หน้าใหม่ในตลาดแล้วเปิดใจจับจองเป็นเจ้าของ MG ได้

ยอดขายรถยนต์ของแบรนด์ MG ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำตลาดในไทย ช่วงปี 2014
ในปีแรก ทำไปได้เพียง 204 คัน จากนั้นในปี 2015 มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด
จากการเปิดตัวของ MG ทำไปได้ 3,779 คัน และ ในปี 2016 นี้เอง จากต้นปี
เดือน มกราคม ถึง ยอดขายเดือน ตุลาคม ที่มีตัวเลขล่าสุด รวม 6,605 คัน
ดังนั้นในประเทศไทยตอนนี้มีรถยนต์ MG วิ่งอยู่บนถนนราวๆ 10,000 คัน

หลายคนจึงเริ่มสงสัยว่า ถ้ารถไม่ได้มีข้อดีเสียเลย ยอดขายก็ไม่น่าพุ่งได้ขนาดนี้
แต่คนเหล่านั้นก็ไม่มีโอกาสได้ทดลองขับ MG ด้วยตัวเอง หรือมีโอกาส..แต่ยัง
รู้สึกหวาดหวั่นที่จะเดินเข้าไปที่ MG Driving Center บนถนนศรีนครินทร์ แล้ว
เอ่ยปากขอทดลองขับรุ่นที่อยากลอง

HPMG5_17A03

นั่นจึงเป็นที่มาของกิจกรรม “Headlightmag presents MG5 Driving Experience”
ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้รับความสนับสนุนอย่างดีจากทาง MG
ประเทศไทยในการอำนวยความสะดวกทางด้านรถทดลองขับ สถานที่จัด ห้องรับรอง
และที่สำคัญคือ พวกเขายอมให้เราจัดมีตติ้งครั้งนี้ในสไตล์ของ Headlightmag
ซึ่งทั้งทีมงานของเรา และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 80 ท่าน สามารถพูดคุยและวิจารณ์
ประสิทธิภาพของตัวรถได้อย่างตรงไปตรงมา

เราเชื่อว่าการรับฟังความเห็นอันหลากหลาย และการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ลอง
ด้วยตัวเองนั้นมีประโยชน์ทั้งต่อทาง MG ต่อผู้อ่าน แม้กระทั่ง Headlightmag เอง
ก็ยังได้ประโยชน์จากการรับฟังความเห็นของผู้อ่าน ซึ่งเราไม่ได้สนหรอกว่าจะต้อง
เหมือนกับเราเสมอไป

และเพื่อให้กิจกรรมครั้งนี้สะใจยิ่งขึ้น เราได้ผู้ร่วมงานชั้นเลิศอย่าง “ทีมขับซ่า”
ของพี่สุรมิส เจริญงาม มาช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมงาน รวมถึงทีมนักขับ
ครูผู้ฝึกสอน ตลอดจนทีมบันทึกภาพ ทีมบิน Drone แถมยังพร้อมด้วยเครื่องมือ
V-Box สำหรับบันทึกการขับขี่ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละท่าน พิมพ์ติดไม้ติดมือ
กลับไปเป็นของที่ระลึกอีกด้วย

HPMG5_17B03

เริ่มกิจกรรม-BRIEFING

หลังจากที่ผู้อ่านมาครบแล้ว เราก็จะเริ่มเปิดพิธี นำโดยคุณบอย และคุณกิจจาก
MG Thailand (ในรอบวันเสาร์ เช้า/บ่าย) และพี่ฮั๊วะ ผู้อำนวยการประจำสนามทดสอบ
ของ MG (ในรอบวันอาทิตย์ เช้า/บ่าย) พร้อมด้วยเจ้าของเว็บไซต์ Headlightmag
กล่าวต้อนรับผู้อ่านทุกท่านเข้าสู่งาน

จากนั้นทีมงานจากทาง MG Thailand นำโดยคุณขวด และสมาชิกจากทีมการตลาด
และ Product Planning นำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ของรถ MG5 ซึ่งเป็นพระเอกหลัก
สำหรับกิจกรรมลองขับของพวกเราในวันนี้

แถมท้ายด้วยการเปิดภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของ MG 3 ชุด ซึ่งยังไม่เคย
ออกอากาศที่ไหนมาก่อน (ณ เวลาที่จัดกิจกรรม) นอกจากคนของ MG เองแล้ว
ก็จะมีเพียงแค่พวกเรากับกลุ่มคนอื่น 80 ท่าน (4 รอบ รอบละ 20 ท่าน) นี่ล่ะครับ
ที่ได้เห็นก่อนใครในโลก!

บอกได้เลยว่า 2 ชิ้นที่นำมาโชว์ น่ารักมาก และไม่ฮาร์ดเซลล์จ๋าจนเกินงาม
ส่วนอีกชิ้น ผมดูแล้วยังถามคุณขวดเลยว่า “ชิ้นนี้นี่ผู้บริหารอนุมัติเหรอ (วะ) ครับ”
กล้าาาาาเล่นนนนนน เนาะ. เดี๋ยวก็คงได้ติดตามชมกันครับ

HPMG5_17A06

หลังจากจบการบรรยายเรื่องผลิตภัณฑ์ ก็จะเป็นการบรรยายลักษณะของสนาม
และการขับขี่ โดยทีม Instructor มืออาชีพที่ทีม MG กับทีมขับซ่าเขาเลือกมา
(ถ้าให้พวกผมเป็น Instructor ผมกลัวว่าคนอ่านจะน้ำลายฟูมปากเป็นบ้า
ไปเสียก่อนน่ะครับ)

เราให้ทุกท่านได้มีสิทธิ์ขับรถ MG5 1.5 Turbo X ทุกคน โดยที่แต่ละท่านจะต้อง
ขับวนสนาม 3 รอบ จุดสตาร์ทจะอยู่บริเวณทิศใต้ของสนาม (ในภาพจะเป็นจุด
สี่เหลี่ยมสีดำเล็กมุมล่างซ้ายของภาพ) เลนในการสตาร์ท จะแบ่งออกเป็น
3 เลน โดยเริ่มจากเลนขวาสุดก่อน

นอกจากการอธิบายเรื่องผังสนามแล้ว ทางทีม Instructor ยังได้มีการบรรยาย
เรื่องการจัดตำแหน่งที่นั่งที่ถูกต้องสำหรับการขับขี่ โดยที่ให้ลองเหยียบเบรก
แล้วปรับฐานรองก้นของเบาะเลื่อนไปมา โดยระยะที่เหมาะสมคือเมื่อเหยียบ
แป้นเบรกจนจมแล้ว เข่าต้องยังงออยู่ เพราะถ้าขาตึงเกินไป อาจจะไม่มีแรง
มากพอที่จะกดเบรกได้เต็มที่

นอกจากนี้แล้ว การปรับที่นั่งให้ถูกต้องก็สำคัญ หลายคนมักจะปรับพนักพิงหลัง
เอนมากเกินไปจนทำให้เวลาหมุนพวงมาลัยแล้วแขนตึงเกิน วิธีปรับให้ถูกต้อง
ก็คือ หลังและไหล่ต้องชิดพนักพิง จากนั้นลองเอาข้อมือวางลงบนก้านพวงมาลัย
ด้านบน คุณต้องสามารถวางได้พอดี จากนั้นเมื่อนำมือมาจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง
3 และ 9 นาฬิกา แล้วลองหมุนพวงมาลัยไปมา คุณจะต้องสามารถหมุนซ้าย
180 องศา หรือขวา 180 องศาได้อย่างรวดเร็วทั้งขาไปและขากลับ

ตรงนี้บางท่านอาจจะมีปัญหากับการปรับสักหน่อยเพราะคอพวงมาลัยของ
MG5 ปรับก้มเงยได้ แต่ปรับเข้า/ออกไม่ได้นะครับ

สำหรับตำแหน่งการวางก้นบนเบาะ ทีม Instructor ได้ให้ข้อสังเกตกับการ
วางก้นที่เหมาะสม ไม่ไถลมาด้านหน้ามากเกินไป กล่าวคือ ถ้าหากคุณนั่งแล้ว
ลองเหยียบคันเร่งหรือเบรกให้สุดแรงเกิด หากเหยียบแล้วก้นคุณลอยลื่นขึ้นไป
ข้างหลัง แปลว่าคุณนั่งไถลมาข้างหน้ามากเกินไปครับ

 

HPMG5_17A02

นี่คือภาพเมื่อมองจากจุดสตาร์ท อาจจะดูเหมือนระยะสั้น แต่เป็นเพราะเลนส์
ของกล้องมันหลอกตาครับ ของจริงน่ะ พื้นที่ตรงนี้ยาวพอที่จะให้ MG5 สามารถเร่ง
ไปได้ถึง 100 กม./ชม. สบายๆเลย ต่อให้นั่งสี่คนแล้วเปิดแอร์ด้วย

จะเห็นได้ว่ามีการวางกรวย แบ่งช่องทางวิ่งออกเป็น 3 ช่อง ช่องขวาสุด กรวย
จะถูกตั้งไว้ไกลหน่อย เพื่อให้สามารถบี้คันเร่งทำความเร็วได้เยอะ ก่อนที่จะ
ไปบิดหลบกรวยท้ายสนามไกลๆ เข้าโค้งซ้ายเข้าท้ายสนาม

ช่องตรงกลาง คือช่องสำหรับทดสอบการหักหลบสิ่งกีดขวาง และช่องทาง
ซ้ายสุด เอาไว้สำหรับทดสอบเบรก ABS ครับ

การทดลองขับในสนามแบบนี้ มั่นใจ และปลอดภัย แต่บางท่านอาจจะรู้สึกเกร็ง
เพราะผมขู่เอาไว้ว่าถ้าใครชนกรวยล้ม คิด 20 บาท/กรวย ถ้าชนแบบกระเด็น
คิด 40 บาท/กรวย รายได้ทั้งหมดจากค่ากรวย จะนำไปสมทบทุนมูลนิธิพัฒนา
ยานพาหนะของ…ของผมเองสิครับ

 

รอบที่ 1 – Acceleration Test

HPMG5_17A07

ในรอบนี้ ผู้ขับจะเริ่มจุดสตาร์ทที่เลนขวาสุด จากนั้นก็…
รออะไรเล่า บี้สิครับ บี้คันเร่งเต็มไปเลย! ด่านนี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้
ลองสัมผัสประสบการณ์กับ MG5 Turbo อย่างที่พวกเรา Headlightmag
เคยได้ลอง จะได้รู้ว่าพอเทอร์โบมาแล้วดึงยังไง อาการ Turbo Lag กับ
Pedal Lag ต่างกันยังไง

ในด่านนี้ ถ้าคุณคือผู้โชคดี จะมีหมาประจำสนามอยู่ 2 ตัว ซึ่งมักจะมายืน
รอจับเช็งอยู่ที่เส้นสตาร์ท ถ้าพวกมันอยู่ตรงนั้น และคุณมีออร่านักแข่งแรงพอ
ไอ้เจ้า 2 ตัวนั้นก็จะถือโอกาสทดสอบอัตราเร่ง 0-60 กิโลเมตร/ชั่วโมงไปพร้อม
กับคุณด้วย (จากที่เห็นมากับตา เกียร์ 1 หมาอาศัยโครงสร้างน้ำหนักตัวที่เบา
ดีดตัวขึ้นไปก่อนในเกียร์แรกครับ แต่พอลงเกียร์ 2 MG5 แรงม้าสูงกว่าก็เลย
แซงขึ้นไปชนิดหมาเห็นแล้วหมดกำลังใจวิ่งต่อ)

15590140_1480290171998491_8562679357857350324_n

หลังจากที่เร่งจนถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว ก็จะเบรก เพื่อหักเข้าโค้ง
ซ้ายหลังสนาม ซึ่งพื้นตรงนั้นจะมีทรายและกรวด สนามนี้พี่ฮั๊วะบอกว่าไม่อยาก
ทำให้มันเหมือนสนามแข่งอาชีพครับ เพราะในชีวิตจริงบนถนนบ้านเรามี
ทั้งกรวดและทราย ถ้าหากท่านใดเข้ามาเร็วมากๆก็จะได้เห็นการทำงานของ
ระบบรักษาการทรงตัว SCS ตั้งแต่จุดนี้เลยทีเดียว

HPMG5_17B05

หลุดจากโค้งซ้ายเสร็จ ก็จะเจอโค้งซ้ายหนักอีกรอบ จากนั้นก็เป็นโค้งตัว S
ซ้ายแล้วหักขวา ซึ่งผู้ขับจะสามารถพยายามเล่นไลน์แบบมอเตอร์สปอร์ต
ก็ได้ หรือว่าจะลองหักพวงมาลัยเข้าโค้งแล้วลองกดเบรกเพื่อดูการทำงาน
ของระบบ CBC-Cornering Brake Control ก็ได้เช่นกันว่าจะสามารถรักษา
อาการของรถไม่ให้ท้ายปัดหรือเสียหลักได้หรือไม่

HPMG5_17B08

จากนั้นก็จะเป็นโค้งขวา ซ้าย ขวา (S2) ก่อนที่จะหักขวาเข้าโค้งแบบแฮร์พิน
หรือ U-Turn curve ที่ความเร็วต่ำ ซึ่ง Instructor จะเป็นผู้กำหนดความเร็ว
ช่วงต่างๆสำหรับการเข้าโค้ง โดยประเมินจากความกล้า และฝีมือของคุณผู้อ่าน
ที่อยู่หลังพวงมาลัยว่าสามารถดันได้แค่ไหน

ซึ่งถ้า Instructor พิจารณาโหงวเฮ้งแล้วคุณดูเจ๋งในสายตาเขา บางโค้งที่
ให้เข้า 60 เขาก็จะยอมเพิ่มให้เป็น 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง บางจุดที่ต้องเบรก
เขาก็จะปล่อยให้เข้าด้วยความเร็วสูงไปเลย

คนอ่านหลายท่านชอบ…เพราะรู้สึกไม่เกร็ง และ Instructor ไม่แสดงอาการ
หวงรถหรือกลัว มีแต่จะพยายามช่วยให้คนอ่านสามารถขับไปได้ดีและเร็วขึ้น
สนุกกว่าการไปลองขับที่อื่น (อันนี้คือคุณผู้อ่านบอกนะครับ ไม่ใช่ผม)

 

รอบที่ 2 – SCS & MSR TEST

HPMG5_17A08

หลังจากที่ไปจับเช็งกับหมาประจำสนามและลองโค้ง S รูปแบบต่างๆมาแล้ว
Instructor จะนำผู้อ่านวนมาที่จุดสตาร์ทอีกครั้ง แล้วเข้าประจำยังช่องที่ 2
จากนั้น กดคันเร่งไปจนสุด จนกระทั่งความเร็วแตะระดับ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ให้ถอนเท้าจากคันเร่ง แล้วหักหลบชุดกรวยโดยที่ห้ามแตะเบรก เพื่อให้ดู
ประสิทธิภาพการทำงานของระบบรักษาการทรงตัว (SCS) ว่าสามารถดึงรถ
ให้อยู่ในเส้นทางการหักหลบได้ดีหรือไม่

คุณผู้อ่านส่วนมาก..ผมพูดได้ว่า 85% สามารถหลบได้ ไม่ต้องจ่ายค่ากรวย
ให้กับผมแม้แต่บาทเดียว

สำหรับคุณผู้อ่านบางท่านที่ Instructor ดูแล้ว “คนนี้เจ๋ง” ก็จะให้เปลี่ยนจาก
การเข้าที่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพิ่มเป็น 70 หรือมากกว่านั้น แล้วก็ให้ลอง
เข้าเกียร์โหมด Manual แล้วทำการลดลงเกียร์ต่ำในขณะที่กำลังเหวี่ยงโค้ง
อย่างแรง (ซึ่งคนปกติเขาจะไม่แนะนำให้ทำกัน) ทั้งนี้ เพื่อให้ดูการทำงานของ
ระบบลดอาการลื่นไถลเมื่อลดเกียร์ลงอย่างฉับพลัน (MSR) นั่นเอง

HPMG5_17B06

พอขับพ้นจากด่านหักหลบมาได้ ก็จะมีทางแยกออกทางซ้าย เพื่อไปเข้ารวมกับ
ทางวิ่งหลักของสนาม เข้าโค้งซ้าย และเข้าสู่ช่วง S1-S2-U-Turn ต่อ (จะต้อง
ขับผ่านช่วงนี้ของสนามกันทุกรอบอยู่แล้ว)

ผมสังเกตได้ว่าผู้อ่านหลายท่าน ในช่วงแรกๆจะเกร็งสนาม ขับกันค่อนข้างปลอดภัย
แต่พอได้ลองประสิทธิภาพของระบบ SCS/MSR ในรอบที่สองเสร็จ..รู้สึกว่าเริ่ม
มั่นใจมากขึ้น บางคนเริ่มแซ่บ สปีดเข้าโค้งแต่ละโค้งนี่เร็วขึ้นราวกับแอบไป
เปลี่ยนคนขับมา

 

รอบที่ 3- EVASIVE ACTION

HPMG5_17A09

ด่านนี้เราจะให้ทดสอบพุ่งเข้าไปที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นให้เบรกแบบ
กดจมเท้าให้ ABS ทำงาน พร้อมทั้งหักหลบกรวยไปพร้อมๆกัน หลายคนจะกด
เบรกไม่เต็มที่ในชีวิตจริง Instructor อธิบายให้ฟังด้วยว่าบางคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ
ว่า ABS ทำงานแล้วแป้นเบรกจะสั่น หรือบางท่านก็ไม่ทราบว่าเมื่อมี ABS แล้ว
ไม่ต้องเหยียบ-ปล่อยสลับกัน

จุดประสงค์ของเบรก ABS นั้น มีเอาไว้เพื่อให้เราสามารถเหยียบเบรกคาแป้น
แบบหนักๆ พร้อมกับหักเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางได้โดยที่เราไม่ต้องเป็นเล่นกล
ฮูดินี่ใดๆกับแป้นเบรก ดังนั้นเมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องเหยียบ ให้เหยียบแบบจริงจัง
ภาษาของ Instructor เขาจะพูดว่า “กระทืบมันเลย” แล้วเอาสมาธิส่วนที่เหลือ
ทั้งหมดไปจดจ่อกับการบังคับพวงมาลัย

เช่นเดียวกับด่านที่แล้วครับ 80-90% ของผู้อ่านของเราสามารถหักหลบได้
โดยไม่เสียจังกอบค่ากรวยให้กับพี่แพน จะมีก็แค่ไม่กี่ท่าน ซึ่งไม่เป็นไรครับ
ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกท่าน กรวยน่ะผมก็กินมาก่อน กินจนอิ่มแล้ว ดังนั้น
ผมของดเว้นค่าธรรมเนียมกรวยให้แล้วกันนะครับ

หลังจากที่คุณผู้อ่านทุกท่านขับรถวนครบ 3 รอบเสร็จ ทุกคนจะขึ้นไปพักผ่อน
ที่ห้องประชุมของสนามทดสอบ แล้วรอเรียกเมื่อถึงคิว..ใช่ครับ เราเรียกทุกท่าน
ไปขับ MG5 หมายเลข 3 สีเทาอีกครั้ง

ทำไมต้องขับคันนี้ทุกคน? ก็เพราะว่ารถหมายเลข 3 คือรถคันที่ติดตั้งกล้องและ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึง V-Box ที่ใช้อ่านค่าความเร็วและแรง G
ในการเข้าโค้งเอาไว้ด้วย ทุกท่านที่ได้ขับรถคันนี้ จะได้กราฟแรง G ซึ่งทีมงาน
ขับซ่าของพี่สุรมิส จัดปรินท์ให้อย่างสวย เป็นของฝากกลับบ้านไปด้วย

 

BONUS TRACK

HPMG5_17B01

แม้ว่าพระเอกตัวจริงของงานในวันนี้จะเป็น MG5 Turbo แต่ในเมื่อเราเผื่อเวลา
เอาไว้ค่อนข้างเยอะ ก็เลยสอบถามไปทางทีมงาน MG ว่าถ้าคนอ่านเขาอยากลอง
รถรุ่นอื่นๆล่ะ? จัดให้ได้ไหม?

คำตอบคือ “ได้ครับ สบาย เดี๋ยวจัดรถให้เลย”

เป็นอันว่าคุณผู้อ่านทุกท่าน ทั้ง 4 รอบใน 2 วันของเราเลยได้โบนัส นอกจาก
จะได้ขี่ MG5 เล่นรอบสนามแล้ว ยังได้ขับ MG GS 2.0T และ MG3 อีกด้วย
และไม่ใช่แค่ลองขับขำๆรอบเดียวจบนะครับ ทาง MG ให้ผู้อ่าน “ซั่มให้เต็ม 3 รอบ”
ไปเลย เพื่อที่จะได้เก็บข้อมูลด้วยว่าผู้อ่านรู้สึกอย่างไรหลังจากที่ลองขับเทียบกัน
ทั้ง 3 รุ่นแล้ว

HPMG5_17A10

ผมเดินสอบถาม และพูดคุยกับแต่ละท่านที่ได้ลองขับรถครบทั้ง 3 รุ่นเพื่อดูว่า
แต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไร

และผมจะพูดตามความจริงว่า มีหลายท่านนะครับ ที่ไม่ได้ชอบ MG5 มากที่สุด
ผมไม่ถือว่าแปลกครับ แม้ว่า MG5 จะได้คะแนนเสียงจากทีมงาน Headlightmag
มากกว่ารุ่นอื่น แต่เมื่อเราให้คนอื่นที่มีข้อจำกัด หรือมีรสนิยมแตกต่างกันมาลอง
เราก็มีสิทธิ์ได้ผลที่แตกต่าง

ตรงนี้ คุณควรจะเข้าใจได้แล้วว่า Headlightmag เขียนรีวิวโดยพูดตามที่เราคิด
ไม่ใช่ว่าเจอเรื่องแย่แล้วเอามาพูดว่ามันดี หรือดีพอใช้…แต่วิธีการคิดต่อรถคันหนึ่ง
ท้ายสุดมันย่อมมีเรื่องความถนัด หรือเรื่องร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้
ผลทดสอบของเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในจักรวาล

อย่างคุณเต้ ชายร่างสูงใหญ่…เอาเป็นว่าผมเห็นแล้วไหว้แล้วกันเพราะใหญ่กว่าผม
หลังจากที่ลองขับครบทุกรุ่น คุณเต้บอกว่าชอบ MG3 มากกว่า เหตุผลของเขา
ก็คือเพราะตำแหน่งการขับขี่ของ MG5 มันไม่ถนัด เบาะของ MG5 ปรับลงต่ำ
ไม่ได้มากพอ ทำให้นั่งขับไม่ถนัด ในขณะที่ใน MG3 เขารู้สึกโปร่งโล่ง
ขยับแข้งขา หมุนพวงมาลัยได้ถนัดกว่า

หรือจะเป็นพี่ผู้ชายใส่แว่นอีกท่านที่บอกว่า “MG GS น่ะผมว่าขับมันส์กว่า MG5”
เหตุผลก็คือความรู้สึกกระชากเวลาเปลี่ยนเกียร์มาเต็มกว่า และตัวรถก็มีแรงถีบ
ออกมากกว่า (ซึ่งก็ตรงกับผลทดสอบของเราที่ GS 2.0T 4WD เร่งถึง 100 ได้
เร็วกว่า MG5) แต่นอกจากเรื่องแรงแล้ว เขาพบว่าช่วงล่างของ MG GS สามารถ
รับมือกับโค้งต่างๆในสนามได้ดีกว่าที่คาด

อีกท่านหนึ่งบอกว่าปกติขับรถเกียร์ธรรมดาเป็นประจำ ดังนั้นพอมาขับ 3 และ
GS ที่เป็นระบบเกียร์ส่งกำลังผ่านคลัตช์ จึงรู้สึกชอบมากกว่าเกียร์ทอร์คคอน-
เวอร์เตอร์ของ MG5

และหลายท่าน รวมถึงคุณ Redsun สมาชิกบอร์ดเรา (ซึ่งเล่นมาตั้งแต่สมาชิก
ยุคแรกๆ และไม่ได้ชอบอะไรกับแบรนด์ MG เป็นพิเศษ) ยังบอกตรงกันว่า
พวงมาลัยและช่วงล่างของ MG3 คือสิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุด เพราะมันคือคันเดียว
ในฝูงรถทดสอบวันนั้นที่ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฮดรอลิก ทำให้ถ่ายทอด
อาการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หักเท่าไหร่ได้เท่านั้น และมีน้ำหนักเสถียรคาดเดา
ได้ง่าย ผมมีผู้อ่านอย่างน้อย 10 ท่านที่เห็นตรงกันว่าพวงมาลัยของ 3 ขับมันส์กว่า
MG5 แต่ถ้า MG3 ได้เครื่องและเกียร์แบบ MG5 จะยิ่งมันส์กว่าแบบสุดๆ

“ถ้า MG3 ได้ตัวรถแบบนี้ แต่หันไปใช้เครื่องและเกียร์ของ MG5 Turbo หรือ
GS 1.5 Turbo ได้จะดีมาก…ผมยอมจ่าย 800,000 บาทสำหรับรถแบบนั้น”
ถ้าใครเข้างานรอบบ่ายวันอาทิตย์จะจำได้ว่ามีสมาชิกบอกแบบนั้นจริงๆ
ผมไม่รู้จะพูดยังไงนอกจากเห็นด้วยครับ เพราะเรื่องเกียร์ Selematic ที่ติดอยู่
ใน MG3 ตอนนี้ หลายท่านบอกว่าเวลาเล่นเอง ขับมันส์ แต่ช่วงเปลี่ยนต่อเกียร์
ยังมีอาการวืด ซึ่งทุกคนเข้าใจว่า Automated Manual มันต้องมีอาการแบบนี้

 

HPMG5_17A05

FEEDBACK จากผู้อ่านหลังลองขับ MG5

หลังจากที่ทดลองขับรอบสนาม 3 รอบ แล้วซ้ำอีกรอบด้วยรถหมายเลข 3
ซึ่งเป็นคันที่ใช้เก็บข้อมูลการขับ เราได้ให้ผู้อ่านกรอก Survey สอบถาม
ความคิดเห็น ซึ่งชุดเอกสารนี้ทาง MG จะเก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับการ
พัฒนาตัวรถ หรือกิจกรรมต่อไป

พวกเราได้ขอให้คุณผู้อ่านในแต่ละรอบช่วยกันลงความเห็นในเชิงวิวัฒน์
(ไม่ใช่วิวาท) เพื่อช่วย MG คิดว่าพวกเขายังสามารถปรับปรุง MG5 อย่างไร
จึงจะเป็นรถที่ถูกใจและคุ้มราคาในอุดมคติพวกเขามากขึ้น โดยที่ทีมผู้จัด
ได้เน้นย้ำแล้วว่า จะคิดเห็นอย่างไร ก็ขอให้พูดมาก่อน แล้วเราค่อยมาคิดกัน
ว่ามันอยู่ในข่ายที่ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร

HPMG5_17A11

สิ่งที่ผู้อ่านให้ Comment ว่าทำได้ดี ได้แก่
1. ขนาดตัวรถที่โตเท่า C-Segment แต่ราคาเท่า B-Segment ทำให้รู้สึกเหมือน
ได้รถที่ใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
2. ช่วงล่างและการบังคับควบคุม ให้ความมั่นใจได้ดีกว่ารถของคู่แข่งบางรุ่น
ที่เคยลองขับมา เลี้ยวหักหลบอุปสรรคต่างๆได้ว่องไว
3. เกียร์อัตโนมัติพื้นๆ แต่เข้าใจง่าย กดคันเร่งแล้วตอบสนองตามเท้าได้ดี
4. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยรักษาการทรงตัวและการยึดเกาะถนน ทำงานได้ดี
สมคำคุย เข้าโค้งแรงๆบนพื้นที่มีฝุ่นทรายและกรวด ตัวรถยังตอบสนองได้ดี
อาการหน้าดื้อไม่เยอะ
5. รูปทรงของตัวรถ ออกแบบได้สวยงาม ดูแล้วรู้ว่าไม่ใช่รถญี่ปุ่น
6. ให้เงื่อนไขการประกันคุณภาพ 4 ปี 120,000 กิโลเมตร

 

สิ่งที่ผู้อ่านให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่

1. เบาะนั่งแถวหน้าตั้งตำแหน่งมาสูงไป ตัวเบาะคนขับปรับฐานรองได้แค่
ก้ม/เงย ปรับลงต่ำทั้งตัวไม่ได้ ทำให้คนตัวสูงขับไม่ถนัด
2. พวงมาลัยปรับระยะเข้า/ออกไม่ได้ ซึ่งคู่แข่งอย่าง Honda City ทำได้
3. พวงมาลัยและแดชบอร์ด มีดีไซน์ที่ค่อนข้างตกยุค วัสดุที่ใช้ควรจะดูดี
ได้มากกว่านี้
4. พละกำลังและอัตราเร่งที่ได้ ยังรู้สึกไม่แรงพอ ถ้ามองว่าเป็นรถที่มีเทอร์โบ
5. การตอบสนองของคันเร่งช่วงออกตัวยังไม่น่าพอใจ พอกดคันเร่งไป แทนที่
จะพุ่ง กลับมีอาการเหมือนออมพลังอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะพุ่ง
6. การตอบสนองของพวงมาลัยเวลาขับในสนามยังรู้สึกเบาไป ไม่เป็น
ธรรมชาติแบบ MG3

HPMG5_17A01

บทสรุปของกิจกรรม Headlightmag presents MG5 Driving Experience

เรามีความเชื่อมานานว่า ถ้าหากบริษัทรถสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
ให้โดนใจผู้บริโภคเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะสามารถขายรถได้โดยไม่ต้องใช้
คำโฆษณามากมายก่ายกอง ไม่ต้องพูดหลายสิ่งให้ฟังดูดีเกินจริง และนอกจาก
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ถูกใจผู้บริโภคแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
การเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ลองสัมผัสรถของพวกเขา

และไม่ใช่แค่การลองแบบวิ่งเลียบสวนสาธารณะ หรือขับแบบวิ่งเหยาะๆ
เกรงใจเซลส์ แต่เป็นการขับชนิดที่ปล่อยให้ลูกค้าได้ขับแบบจัดเต็ม
จนถึงจุดที่สามารถเห็นประสิทธิภาพของรถในยามวิกฤติได้ นั่นจะยิ่งช่วย
ให้รถแบรนด์รอง (ขอพูดแบบชัดๆว่า แบรนด์รอง) มีโอกาสในการสร้างจุดขาย
โดยเฉพาะในยุคสมัยที่เงินทองเป็นสิ่งหายาก การที่ลูกค้าสักคนจะควักเงิน
ซื้อรถสักคัน ไม่ควรจะเกิดขึ้นหลังจากการอ่าน Comment หรือรีวิวเพียง
4-5 นาทีแล้วซื้อตามกระแส

จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเมื่อผู้คนที่มาเข้าร่วม ได้รับฟังและ
เข้าใจในจุดมุ่งหมาย หรือข้อจำกัดต่างๆของ MG ในการทำตลาดประเทศไทย
ไม่มีใครเลยที่ลองได้พูดคุยกับคนจริงสัมผัสกับรถคันจริงแล้วรู้สึกแย่ลง
แม้ว่าหลายคนยังไม่มั่นใจเรื่องอนาคตด้านการบริการหลังการขาย และการ
สนับสนุนในระยะยาวจากแบรนด์ MG รวมถึงความยากง่ายในการหาอะไหล่
สำหรับการซ่อมในอู่นอก แต่โดยรวมแล้ว พวกเขาได้รู้จัก MG อย่างที่มันเป็น
มากขึ้น และเริ่มวัดข้อดีข้อเสียของตัวรถด้วยความคิดและมุมมองของตัวเอง
แทนที่จะฟังคำคนอื่น หรือแค่อ่านรีวิวของเว็บเราแล้วเชื่อในทันที

แน่นอนว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ใช่การสะกดจิต ลึกๆแล้วมันไม่ได้ทำมาเพื่อ
เปลี่ยนความคิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ถ้ามองในแง่การประชาสัมพันธ์
ผลิตภัณฑ์ มองต้นทุนที่เสียไป เทียบกับความเข้าใจของผู้คนที่ดีขึ้นในภาพรวม
เราก็จะยังเชื่อต่อไปว่า “มันต้องให้ลองกันเองแบบนี้ล่ะ!” ดีกว่าการยัดข้อความต่างๆ
ผ่านตัวหนังสือเข้าสมองคนอื่นเป็นไหนๆ

คุณไม่สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ในหัวผู้คนได้ในชั่วข้ามคืน..
แต่คุณสามารถปรับประสบการณ์ที่ผู้คนมีต่อแบรนด์ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงครับ

DSCF8163

 


ขอขอบคุณ MG Thailand โดยเฉพาะ คุณจั่ว เฉิน , พี่ตุ้ม พงษ์ศักดิ์ ,
ตาบอย,
ตากิจ (โคนัน), พี่ขวด , พี่โก้, พี่ฮัํวะ (Director ของสนาม) ,
พี่สุธี และ
ทีม Product Evaluate , คุณเฟียต และ ทีม Instructor ทุกท่าน

ขอขอบคุณ พี่สุรมิส เจริญงาม และทีมงาน ขับซ่า 34 ช่อง Amarin TV
ที่เป็นผู้ร่วมจัดงานในครั้งนี้ ในแทบจะทุกอย่าง จนสำเร็จเสร็จสิ้นลงด้วยดี

 

 อ่าน Full Review ทดลองขับ MG5 1.5 Turbo X ได้ที่นี่

 


 

รวมภาพกิจกรรมทั้ง 4 รอบ วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม – วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม ติดตามได้
ที่ link นี้ >> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=55511.0

 

Link ดาวน์โหลด ภาพทั้งหมด 266 ภาพ สำหรับ วันเสาร์ที่ 17 รอบเช้าครับ
(เช่น ภาพช่วงรับใบ Certificate รายบุคคล และ ภาพบรรยากาศอื่นๆครับ)
>> http://www.4shared.com/rar/-CpO0jsLce/MG5_SAT_Round1.html

Link ดาวน์โหลด ภาพทั้งหมด 192 ภาพ สำหรับ วันเสาร์ที่ 17 รอบบ่ายครับ
(เช่น ภาพช่วงรับใบ Certificate รายบุคคล และ ภาพบรรยากาศอื่นๆครับ)
>> http://www.4shared.com/rar/-VaGWbqKce/MG5_SAT_Round2.html

Link ดาวน์โหลด ภาพทั้งหมด 202 ภาพ สำหรับ วันอาทิตย์ที่ 18 รอบเช้าครับ
(เช่น ภาพช่วงรับใบ Certificate รายบุคคล และ ภาพบรรยากาศอื่นๆครับ)
>> http://www.4shared.com/rar/DQfmJ7kbce/MG5_SUN_Round3.html

Link ดาวน์โหลด ภาพทั้งหมด 122 ภาพ สำหรับ วันอาทิตย์ที่ 18 รอบบ่ายครับ
(เช่น ภาพช่วงรับใบ Certificate รายบุคคล และ ภาพบรรยากาศอื่นๆครับ)
>> http://www.4shared.com/rar/5toH4cq2ce/MG5_SUN_Round4.html