สายลมพัดแผ่วเบา พาให้บรรยากาศบริเวณหน้าสำนักอธิการดูร่มรื่นน่านั่งเล่นเป็นอย่างยิ่ง
ลำคลองที่อยู่เบื้องหน้านั้นใสสะอาด สะพานข้ามคลองที่ถูกทำขึ้นมาให้ยังมีสีสันงดงามและมีดีไซน์ที่คลาสสิค
ราวกับมาจากยุควัฒนธรรมสวมหมวก ไม่น่าแปลกใจเลยที่คณะละครและกองถ่ายชื่อดังมักจะแวะเวียนมาเก็บภาพที่นี่กันอยู่บ่อยครั้ง

ขวดโค้กในมือของเด็กมัธยมต้นร่างตุ้ยนุ้ยคนนึงโดนดูดไปจนเกือบหมดแล้วระหว่างที่มันยืนเหม่ออยู่ที่
สนามหญ้าหน้าร้านสวัสดิการนั้นเอง วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแค่วันธรรมดาหลังเลิกเรียนที่ต้องมาจับเจ่ารอให้
แม่เสร็จจากงาน

ทันใดนั้นเอง ผู้ชายคนหนึ่งหน้าตาดี ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว วิ่งหน้าตื่นมาแต่ไกล เขาหนีอะไรมา?
ผู้ชายกลุ่มหนึ่งวิ่งตามมาอย่างกระชั้นชิด ดูท่าพวกเขาน่าจะวิ่งเข้าประตูหลังลัดมาจากทางสวนดุสิต
“ขโมย! ขโมย!” หนึ่งในผู้ชายกลุ่มนั้นตะโกนเตือน “ใครก็ได้จับไว้ที!”

อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินผ่าน พยายามจะจับตัวไว้แต่ก็ตั้งมือเท้าไม่ค่อยจะทันเนื่องจาก
สัมภาระที่มีอยู่พะรุงพะรัง “จับไว้! จับไว้!” แกตะโกนพลางชี้นิ้วใส่ชายเชิ้ตขาวที่วิ่งหน้าตั้งอยู่
และกำลังจะพ้นระยะไล่จับไปแล้ว

มือที่แขนที่ใหญ่โตคู่นั้นเอื้อมออกมาอย่างช้าๆราวกับไม่มีแรง ชายคนหนึ่งที่ยืนโทรศัพท์
อยู่ข้างทางอย่างใจเย็นวางโทรศัพท์ของเขาลงบนหลังคารถ แล้วใช้มือทั้งสองที่ใหญ่โตราวกับ
นักมวยปล้ำ WWF จับชายเชิ้ตขาวที่กำลังวิ่งผ่าน เกือบจะหลุดไปได้ แต่ก็ไม่หลุด
มือคู่นั้นจับเหยื่อราวกับขาสับของตั๊กแตนตำข้าว พลันเปลี่ยนเป็นท่าล็อคและกดชายผู้นั้น
ลงกับพื้นจนหมดทางสู้ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

ภาพตัดมาอีกทีนึง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยควบคุมตัวชายเชิ้ตขาว ซึ่งตอนนี้ทราบแล้วว่าเป็นหัวขโมย
ตัวเอ้ที่ลักเล็กขโมยน้อยเอาของจากผู้คนตามที่ต่างๆในสถาบันราชภัฎสวนดุสิตไปเก็บสะสมไว้ในห้องน้ำ
ในจังหวะที่กำลังจะไปเอาของนั่นเอง เกิดมีคนไปเห็นเข้าจึงตกใจวิ่งหนีเข้ามาในสวนสุนันทา

โจรไปทางนึง ส่วนชายร่างกำยำคนนั้นหลังจากช่วยเหลือในการจับผู้ร้ายเสร็จ เขาก็ขึ้นขับรถจากไปอย่างช้าๆ

นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า Honda Civic EG ซีดานเป็นรถที่สวยสะดุดตา อาจเป็นเพราะสิ่งที่คนขับเพิ่งทำไป
ที่ทำให้รถมันดูดีขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าท่ามกลางรถรุ่นอื่นๆที่มีระดับราคาใกล้เคียงกันนั้น มันนับได้
ว่าเป็นรถที่สวยล้ำสมัย น่าเสียดายนะที่รถทรงเฉี่ยวแบบนี้ใช้เครื่องยนต์ที่โบราณเหลือเกินเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

เรื่องนี้เล่นย้อนกลับไปกลับมาในหัวของผม ระหว่างพยายามนึกว่าจะขึ้นต้นบทความ Civic EG นี้อย่างไร

Civic EG เป็นรถที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว และเป็นรถที่ใครในยุค 90s ตอนต้นได้เห็นแล้วก็ต้องซู้ดปาก
นอกจากความทรงจำในวัยเด็กที่มีต่อรถคันสีน้ำเงินไมก้าของพลเมืองดีคนนั้นแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผม
ไม่มีวันลืมเช่นกัน มันเป็นวันธรรมดาที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งซึ่งปกติแล้วจะมีกฏอันเข้มงวดในการห้าม
นักเรียนขับรถมาโรงเรียน ถ้าผู้ใดฝ่าฝืน ก็จะโดนเรียกผู้ปกครองมาพบแน่นอน

แต่ในวันนั้นผมจำได้ว่า ผมเห็นบุคคล 3 ท่านที่มาพบกันที่ลานจอดรถหน้าโรงเรียนโดยบังเอิญ
และรถของพวกเขาล้วนเป็น Civic 3 ประตูอันโด่งดังจากการฟันยอดขายในช่วงเวลานั้น

อาจารย์บุษดี เธอสอนวิชาสังคม และมีสไตล์การใช้ชีวิตตามแบบฉบับคุณครูนิสัยดีในยุคก่อนฟองสบู่แตก
โดยแท้ ผมสั้นบ๊อบ ใส่แว่นตาหนาเตอะ อารมณ์ดีและเป็นมิตรกับนักเรียน 3 ประตูคันสีเงินนั้นเป็นของเธอ
ส่วนอีกคันที่เป็นสีเหลือง เจ้าของนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล เป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ดุที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมาคนนึง
แม้ในโหมดปกติเขาจะเรียกเสียงฮาจากนักเรียนได้บ่อยครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาต้องลงมีด ไม่มีคำว่าปราณีจากเขา
ไม้เรียวจากวงสวิงของอ.อิสสรหัช ทรงพลังยิ่งกว่าสึนามิ แกเคยไล่นักเรียนออกโทษฐานที่ถูกจับได้ว่าสูบบุหรี่
ในบริเวณโรงเรียน 2 ครั้งซ้อน …แม้แต่ผู้เขียนเองก็เคยโดนเล่นงานโทษฐานที่วาดรูปล้อเลียนอาจารย์พละ
ลงในสมุดรายงาน (แถมยื่นส่งให้แกอย่างหน้าตาเฉยด้วย)

แต่ไอ้คันที่สาม ซึ่งเป็นรถสีน้ำเงินและขับเข้ามาจอดต่อท้ายนั่นล่ะเป็นตัวที่มาแปลกที่สุด เจ้าของเป็นรุ่นพี่
มัธยมปีที่ 6 ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ทราบเลยว่า Civic คันเหลืองที่จอดอยู่ข้างๆกันนั้นเป็นของใคร

รถของเขาแต่งซิ่ง ท่อแต่งวางปักลงพื้นแล้วหักปลายชี้ขึ้นฟ้าตามสมัยนิยม ล้อแม็กเอ็นไกขนาด 15 นิ้ว
และที่แก่นเซี้ยวที่สุดคือแม้ว่าตัวรถเพิ่งซื้อมาได้แค่ปีเดียว มันกลับถูกยกเครื่องออกวาง B16A VTEC
เรียบร้อยแล้ว

สองคนเผชิญหน้ากัน..นักเรียนที่แก่นเซี้ยวที่สุด กับอาจารย์ที่ตงฉินที่สุด..พวกเขามองหน้ากัน
ผู้เป็นศิษย์ยกมือไหว้อาจารย์อย่างเขินอายเล็กน้อย ในขณะที่ผู้เป็นอาจารย์ตั้งท่าราวกับจะชักดาบออกมา
ลงโทษ

แต่จู่ๆ..สีหน้าของอาจารย์ก็ดูผ่อนคลายลง..เขายิ้มที่มุมปากพร้อมกับหัวเราะ หึหึ
“รถสวยนี่หว่า…เก็บไว้ดีๆล่ะ ถ้ามาให้เห็นอีก โดนนะเว้ย!”

!!!?!!!

ผมยังสงสัยอยู่ว่ามนต์ตราอะไรที่ช่วยไว้ให้ไม่รุ่นพี่ของผมโดนทัณฑ์ในวันนั้น สิ่งที่น่าจะใกล้เคียงที่สุด
ก็คงเป็นเสน่ห์ของรถ ไม่ก็ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ใช้รถเหมือนกันที่ทำให้เกิดความปราณีเล็กๆขึ้น

 

[PERSONAL EXPERIENCE]

ในความทรงจำของผม Civic Generation ที่ 5 นี้ เข้ามาสู่เรดาร์ที่หัวครั้งแรกก็ในปี 1992 ซึ่งจากที่เห็นโฆษณา
และข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวก็คือ “เช้ดดดด..สวยว่ะ”

คุณต้องเข้าใจว่าในยุคนั้น Toyota มี Corolla AE101 ส่วน Nissan นั้นก็มี Sentra
รถทั้งสองคันนี้พูดตามตรงว่าเน้นดีไซน์ที่อนุรักษ์นิยมจนดูธรรมดาไปหน่อย ส่วน Mitsubishi นั้นก็มี
Lancer E-Car ที่อย่างน้อยก็ดูมีความสปอร์ตทันสมัยอยู่บ้าง แต่การมาของ Civic EG ตัวซีดานนั้นทำ
ให้ผมต้องคิดใหม่อีกรอบกับรถครอบครัวพิกัดประมาณนี้ เพราะไม่คิดมาก่อนว่าจะได้พบกับรูปทรงที่สปอร์ต ลิ่ม เพรียว สวยสุดๆ

และมาพร้อมกับลิสต์อุปกรณ์ที่น่าหงุดหงิดใจยิ่งนัก…ครั้งแรกที่ผมเห็นตัวเป็นๆของมันในมอเตอร์โชว์
ที่สมัยนั้นยังจัดที่สวนอัมพร รถคันสีน้ำเงินม่วงถูกจอดไว้บนสแตนด์หมุน เผยให้ผมค่อยๆเห็นรายละเอียด
ทีละอย่าง..ล้อฝาครอบ 13 นิ้ว..อืม..คู่แข่งเขาเป็นล้ออัลลอยกันหมดแล้วมั้ง เบาะหนังเทียม..ทำไมมัน
เหมือนกับรถปิคอัพขนาดนั้น..และเหอๆ เห็นมือหมุนกระจกโผล่มาที่ประตูหลัง..นี่มัน Renault หรือไงวะ

ท้ายสุดดูสเป็คแล้วแทบยกขาหลังขึ้นเกาหูด้วยความเซ็ง รถทรงสปอร์ตเฉี่ยวขนาดนี้ ทำไมยังใช้
เครื่อง 1.5 ลิตรจ่ายน้ำมันด้วยคาร์บิวเรเตอร์เพียงอย่างเดียว? ไม่มีเครื่องดีกว่านี้ที่จะมาน็อคคู่แข่ง
ได้เลยเหรอไง?

อย่าถามผมเรื่อง VTEC หรืออะไรในยุคนั้น ผมยังเด็กเกินกว่าจะรู้ว่าที่ญี่ปุ่นมันมีเครื่องบล็อคไหน
ขายบ้าง ถ้ารู้ผมอาจจะกรี๊ดตลาดแตกกลางงานมอเตอร์โชว์ก่อนหาตัวการว่าใครเป็นคนคิดสเป็คฟระ?

ผมได้ขับ Civic EG จริงๆครั้งแรกก็ปาเข้าไปในวัยมหาวิทยาลัยแล้ว มันเป็นรถของเพื่อนสาวที่มหาวิทยาลัย
เป็นรุ่น 3 ประตู EX เครื่อง 1.5 ลิตรสภาพเดิมสนิทเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยเพาเวอร์ จากที่ได้ขับบอกได้
อย่างเดียวว่า..โคตรไม่ทันใจ ภายในก็แสนจะธรรมดาเหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเปราะบางเสียเหลือเกิน
แต่หลังจากคิดอีกทีว่าอายุรถมันก็ 7 ปีแล้วมันก็ดูจะทนไม้ทนมือใช้ได้ในหลายส่วน

หลังจากนั้นดูเหมือนว่าผมจะมีอะไรให้เข้าไปยุ่งกับ Civic รุ่นนี้มากขึ้น และส่วนหนึ่งก็มักจะไม่ใช่
เรื่องที่น่าจดจำเท่าไหร่ ในฐานะคนขับ Nissan คันเล็กๆ เวลาขับไปมหาวิทยาลัยก็มักจะโดน
Civic EG 3 ประตูที่แต่งมาเนี่ยล่ะ ไล่บี้ตูด ปาดหน้า หรือท้าแข่งอยู่เป็นประจำ กลายเป็นความรู้สึก
เก็บกดที่ทำให้ชีวิตมหาวิทยาลัยช่วงนั้นมีนิสัยเสียส่วนตัวในการจ้องหาเรื่องกับ Honda บอดี้นี้
ไอ้ความนิยมชมชอบและศรัทธาเมื่อครั้งที่พบ Civic สีน้ำเงินกับชายพลเมืองดีเมื่อวัยเยาว์มันหายไปหมด

แต่ผมเองคงไม่สามารถหยุดกระแสความดังของมันได้ ในที่สุดเพื่อนสนิทของผมหลายต่อหลายคน
ก็มี Civic เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น 3 หรือ 4 ประตู และแต่ละคันก็ล้วนแล้วแต่วางเครื่องมาใหม่
ในช่วงเวลาเหล่านี้นี่แหละที่ผมได้สัมผัสกับไอ้สิ่งที่เรียกว่า “DOHC VTEC” แบบเต็มๆเม็ดด้วยตัวเอง
แล้วก็หายสงสัยว่าทำไมพี่ Civic แต่งแต่ละคันนั้นขับกันแบบไม่ธรรมดาเลย ไหนจะมีเสียงเครื่อง
ที่โคดดดตะระดุ และพูดถึงเรื่องแรงก็ดุเสียจริง ผมขับ NX เครื่องพันหก เร่งรอบไปหกพันมันก็
เริ่มขี้เกียจแล้ว แต่กับพวกรถเครื่อง B16A DOHC VTEC เหล่านั้น มันแทบจะกวาดผ่านหกพัน
ไปไวราวชะนีร่อนตัวผ่านกิ่งไม้เลยทีเดียว

พอเรียนจบมา แม้จะไม่ได้ซื้อ Honda รุ่นนี้ใช้ แต่ก็ได้อานิสงส์จากการที่มีเพื่อนหลายคนที่มี
รถรุ่นนี้ใช้ และได้ทดลองขับแบบขำขำในหลายโอกาส บางครั้งนายจอร์จ Gettune เพื่อนของผม
ซึ่งเป็นจูนเนอร์อยู่ในปัจจุบันก็เปิดโอกาสให้ผมได้เป็นพลขับในระหว่างที่เขาทำการจูนเครื่อง
ในสมัยที่ไดโน่ยังมีราคาค่าบริการเกินเอื้อม เรามักจะหาทางด่วนเส้นยาวๆวิ่งเพื่อทำการจูน
สถานที่เหล่านั้นทำให้ผมได้รู้เพิ่มอีกว่า ที่จริงการวางเครื่องใหม่มันแค่เป็นจุดเริ่มต้น
ความน่ารักของ Honda อยู่ที่เครื่องยนต์ซึ่งยังสามารถปรับแต่งต่อเพื่อเรียกแรงได้อีกเยอะ
และในบรรดารถพิกัดใกล้เคียงกัน มันคือรถที่หาของแต่งได้ง่ายมาก แถมพอแต่งเสร็จยังสามารถ
ใช้ขับในชีวิตประจำวันได้โดยไม่จุกจิก ไม่มีปัญหากวนใจ กินน้ำมันไม่มากไปกว่ารถทั่วไปที่
ซี.ซี.และน้ำหนักเท่ากัน (ถ้าไม่ได้โมดิฟายมาหนัก หรือขับแบบซัดหนักๆจริงล่ะก็นะ)

แล้วผมก็เริ่มเข้าใจในความรักที่สาวก Honda มีต่อ Civic มากขึ้น ในเมื่อเครื่องของมันมีทุกสิ่ง
ที่วัยรุ่นพันธุ์แรงต้องการ และยังมีบอดี้ของ Civic EG เปรียบเสมือนแคร่ชั้นดีที่หาได้ไม่ยาก
ในราคาที่ไม่เกินเอื้อม ส่วนผสมของความสำเร็จมันอยู่ตรงนี้

ผมชอบมันมากขึ้น แต่ไม่เคยได้สืบค้นประวัติมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนกระทั่งวันนี้..
อย่างลึกซึ้ง

 

[NEW BENCHMARK CAR: SPORT CIVIC]

หลังจากที่ Honda ประสบความสำเร็จในการพัฒนา Civic รุ่นก่อนหน้านี้และเปิดตัวสู่ตลาดโลกจนได้รับ
การตอบรับที่ดีจากทั้งในและนอกประเทศ วิศวกร Honda แทบจะไม่ได้หยุดพักหายใจเลยแม้แต่น้อยนิด
เพราะเมื่อเข้าสู่ปี 1988 โครงการวิจัยเพื่อสร้างสรรค์ Civic รุ่นต่อไป ก็ได้เริ่มขึ้น

ทีมงานที่รับผิดชอบโครงการใหม่ได้รับมอบหมายให้สร้างรถที่จะเป็นอันดับ 1 ของรถในเซกเมนต์
ที่ใครๆก็ต้องมองตาม มันคือการสร้าง “New benchmark car/มาตรฐานใหม่ของรถยนต์นั่ง”
ที่จะต้องชนะใจคนให้ได้ทั่วโลก!

แนวคิดในการพัฒนา Civic รุ่นนี้ เกิดขึ้นจากการที่ Honda สร้างจินตภาพของโลกในอนาคต
ในยุคปี ค.ศ. 2000 คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ จะใช้ชีวิตในทิศทางไหน? พวกเขาจะต้องการรถแบบใด
ที่จะตอบรับกับรูปแบบการใช้งานเหล่านั้นได้ดีที่สุด สำหรับโจทย์ในข้อนี้ Honda เอาจริงด้วยการจัด
ทีมงานเฉพาะกิจให้เข้าร่วมโครงการโดยคัดเลือกคนวัยหนุ่มสาวที่มีความสามารถและมี
ปณิธานที่จะถ่ายทอดความเป็นวัยรุ่นมาสู่รถยนต์ของพวกเขาเพื่อที่จะชนะใจวัยรุ่นด้วยกันเอง

พวกเขาถูกส่งไปตามประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นยุโรป (เยอรมันนี) อเมริกา (Florida และ California)
หรือญี่ปุ่น เพื่อศึกษาความต้องการและความชอบรวมถึงพฤติกรรมในการใช้รถหรือใช้ชีวิต
ของกลุ่มวัยรุ่น (แน่นอนไม่ได้หมายถึงวัยระดับวีรบุรุษนักบิด แต่รวมถึงวัย First jobber ด้วย)
เพื่อที่จะตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้รถจะต้องมีรูปลักษณ์สวยงาม และดึงดูดใจลูกค้ายิ่งกว่าเดิม

แต่หันมาอีกด้านหนึ่ง  ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นภารกิจหลักที่ต้องให้
ความสำคัญ เพราะมันกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว Honda เองในฐานะที่เป็นบริษัทที่
ใส่ใจในเรื่องสภาพแวดล้อม และมีการจัดตั้งสายงานที่คอยดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก็ต้องตั้งใจ
หาวิธีทำให้รถใหม่นั้นกินน้ำมันน้อยลง และปล่อยมลพิษน้อยลง

นอกจากนี้ รถ Civic รุ่นใหม่ ยังต้องตอบสนองทุกความต้องการอันหลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็น
ความสะดวกสบายในการใช้งานภายในห้องโดยสาร สมรรถนะที่ต้องดีกว่าคู่แข่ง
อีกทั้ง ต้องเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้

 

[1991 Debut]

Honda เปิดตัว Civic EG ครั้งแรกในญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 กันยายน 1991 หรือเพียงแค่ 1 เดือนเศษ
หลังจาก Soichiro Honda ท่านผู้ก่อตั้งได้เสียชีวิตลง

หลายคนในทีมงานคงหวัง อยากจะให้ Civic รุ่นนี้ได้มีโอกาสเป็นรุ่นสั่งลา แต่สำหรับ Soichiro นั้นการ
ได้เห็นรถรุ่นนี้ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา คงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้วว่า Honda กำลังเลือกเดินทางที่ถูก
ในการสร้างรถที่จะตอบโจทย์คนวัยไฟแรงทั่วโลก

อันที่จริง คนไทยน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ในญี่ปุ่น Civic รุ่นนี้ ก็มีชื่อเล่น หรือ Nickname กับเขาด้วย
Honda ขนานนามให้รถรุ่นนี้ว่า “Sport Civic” อันเป็นการแสดงออกถึงความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง
ในแบบที่วัย 18-35 ปีเป็นกัน (ยกเว้นผมที่หนัก 140 ก.ก. ต่อให้อายุเข้าเกณฑ์ยังไงก็กระฉับกระเฉงไม่ออก)

ที่มาที่ไปของการตั้งชื่อเล่นแบบนี้ ก็คือ Honda ในญี่ปุ่น อยากจะตั้งชื่อเรียก เพื่อบ่งบอกถึงบุคลิกของ Civic
รุ่นนั้นๆ ประเพณีการตั้งชื่อเล่น เพื่อการตลาดเช่นนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปี 1979 พวกเขาเรียก Civic เจเนอเรชัน 2 ว่า
“Super Civic” พอ ต่อมา ในปี 1983 เมื่อพวกเขาเปิดตัวรถรุ่นตัวถังเหลี่ยม ก็เรียกมันว่า “Wonder Civic”
พอย่างเข้าปี 1987 Civic EF รุ่นที่บ้านเราคุ้นตากันดีมากที่สุดรุ่นหนึ่งในยุคก่อนทลายกำแพงภาษีรถนำเข้า
Honda ก็ตีพิมพ์ชื่อเล่นของมันลงบนสื่อพิมพ์และโปสเตอร์ต่างๆ ว่า “Grand Civic” เพื่อแสดงออกถึงความ
หรูหราที่เกินหน้ารถในระดับเดียวกันสมัยนั้น ส่วนเจ้า Civic ตาโตนั้น เขาเรียกว่า “Miracle Civic” ครับ
แต่โดยส่วนตัวผมไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรคือปาฏิหารย์ตามชื่อที่เขาเรียก อาจเป็นเพราะตัวรถมีนัยน์ตา
ที่เบิกโพลงโตเป็นไข่ห่านราวกับพบเจอปาฏิหารย์หมีคลอดลูกเป็นแมวอะไรปานนั้น

ในช่วงแรกที่เปิดตัว Civic EG มีตัวถังให้เลือก 2 แบบ คือ Hatchback 3 ประตู และ Sedan 4 ประตู

ซึ่งในรุ่น 4 ประตูนี่ล่ะ เป็นครั้งแรกที่ Honda นำชื่อย่อย (Sub-name) มาต่อท้ายว่า “Ferio”
เพื่อบ่งบอกความแตกต่างจากรุ่น 3 ประตู ซึ่งชื่อ Ferio นี้ถูกใช้ไปจนถึงรุ่นสุดท้ายในปี 2005 โน่นแน่ะครับ

รูปลักษณ์ภายนอก มาในรูปทรง ลิ่ม (Wedge design) ยิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ ที่หลังคาค่อนข้างจะสูงโปร่ง
ในขณะที่ส่วนหน้าของรถนั้นลีบ แบน ลิ่ม

ส่วนรุ่น Hatchback 3 ประตูคันเก่งนั้น มีความพิเศษฝังอยู่ในดีไซน์ที่พอบอกที่มาแล้วหลายคนอาจไม่แปลกใจ
ทีมออกแบบเคยให้สัมภาษณ์ไว้ เมื่อครั้งที่เดินทางมาเมืองไทยว่า รุ่น hatchback 3 ประตู ออกแบบขึ้นโดย
ได้รับแรงบันดาลใจจากการเต้นรำในสไตล์ แซมบ้า ในเทศกาลคาร์นิวัล ทีมออกแบบของ Honda บินไปดู
เทศกาลคาร์นิวัล กันถึงนคร Rio de Janeiro ประเทศบราซิล เพื่อไปซึมซับเอาแรงบันดาลใจ
กลับมาใช้ในการออกแบบ ตัวถังของ Civic 3 ประตู…

ส่วนภายในนั้นก็มีการออกแบบที่เน้นความทันสมัย ความ “Flow” ต่อเนื่องของเส้นสายอันจะสังเกตได้จาก
แดชบอร์ดที่มีสันแนวบน และมิตินูนโค้งนุ่มนวลชนิดที่ว่าถ้าเอาของ Civic EF รุ่นก่อนหน้านี้มาเทียบแล้ว
จะเห็นความต่างกันมากเลยทีเดียว

จุดเด่นของการออกแบบคอนโซลใน Civic รุ่นใหม่นี้ก็คือความสามารถของนักออกแบบในการพยายาม
ทำพื้นที่ของตัวรถขนาดแคบกว่า 1.7 เมตรให้นั่งได้สบาย ในขณะเดียวกันก็ต้องถูกต้องตามหลัก
สรีระศาสตร์ (ของมนุษย์นะ ไม่ใช่ลิง) แถมยังต้องมีความสวยงามน่าจับต้อง คุณจะสังเกตได้ว่า
บรรดาสวิทช์ต่างๆที่สำคัญและต้องถูกใช้บ่อย จะถูกยกระดับขึ้นมาอยู่ในแนวเสมอกับพวงมาลัย
หรือว่าสูงกว่า นั่นเป็นวิธีการออกแบบเพื่อทำให้การคลำหา หรือมองหาสวิทช์เพื่อกดในระหว่างที่
กำลังขับรถอยู่นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย วิธีคิดง่ายๆก็คือ ยิ่งคุณใช้เวลาในการมองสวิทช์แล้วกด
น้อยลงเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยขึ้น และจะยิ่งดีมากขึ้นหากคุณสามารถใช้มือคลำหาได้โดยไม่ต้อง
ละสายตาจากถนนเลย

การออกแบบและการจัดพื้นที่ห้องโดยสารนั้นก็เน้นมาเพื่อการใช้งานที่สามารถครอบคลุมถึงการ
โดยสารแบบเต็มคันรถ เพราะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ Civic ยังอยู่ในวัยที่มีการกระเตงเพื่อนสนิทมิตรสหาย
ไม่ว่าจะเป็นชะนีหรือกอริลล่าพากันขึ้นรถไปด้วยเสมอ ที่สำคัญก็คือวิศวกร Honda สามารถออกแบบให้
ตัวรถที่ดูภายนอกแล้วเรียวเป็นสปอร์ตกลับมีวิสัยทัศน์ที่ดีเยี่ยม หลอกความรู้สึกเหมือนกับว่าตำแหน่ง
ของที่นั่งค่อนข้างสูง ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่ว่าการมีกระจกบานหน้าขนาดใหญ่และ
คอนโซลที่อยู่ต่ำทำให้สามารถมองเห็นข้างหน้าได้อย่างโล่งตา เทคนิคนี้ Honda ใช้ออกแบบรถรุ่น
ก่อนหน้านี้มานานหลายปีแล้ว

รุ่น 3 ประตูนั้นถึงแม้จะไม่ได้เน้นการบรรทุกคนมากเท่ารุ่น Ferio แต่ก็ไม่ลืมที่จะมอบความ
เอนกประสงค์ในการใช้สอยให้ด้วยเบาะหลังแบบพับได้ ที่เมื่อพับแล้วจะแนบสนิทกลมกลืนไปกับ
พื้นด้านหลังของรถอย่างสวยงาม มีช่องเก็บสัมภาระด้านใต้เพิ่มเติม ในภาพที่เห็นนี้เขาเอาสูท
กับชุดออฟฟิศไปไว้ ซึ่งหากเป็นสถานการณ์จริงๆ ก็คงเหมาะที่จะเอาทุเรียนหรือปลาอินทรีย์เค็ม
ไปไว้มากกว่า

บั้นท้ายแบบแยกชิ้นฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง เปิดออกมาแบบรถกระบะ แยกกับกระจกบังลมหลัง
ที่สามารถยกเปิดขึ้นได้อย่างอิสระ คือจุดเด่นในงานออกแบบของรุ่น 3 ประตู ที่แสดงออกถึงการศึกษา
รูปแบบการใช้ชีวิตของวัยรุ่นอย่างแท้จริง ว่าบางครั้งพวกเราเปิดท้ายแค่เพื่อหยิบไม้ปิงปองอันเดียว
จะยกฝาท้ายทั้งบานให้หนักทำไม?แถมการใช้ฝาท้ายสองชิ้นแบบนี้ เวลาเข้าไปจอดในช่องจอดรถ
แล้วต้องการหยิบของด้านท้ายก็ง่าย ต่างจากรถท้ายตัดหลายรุ่นที่ใช้ฝาบานเดียว บางทีเปิด
ก็ต้องคอยเล็งว่าจะเฉาะกับกำแพงหรือไม่

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นต่างๆและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับขุมพลังของ Honda Civic EG เราไว้ยก
ไปว่ากันใน Section ของ Technical Data แล้วกันนะครับ

การโปรโมทสำหรับตลาดญี่ปุ่น ในช่วงแรก Honda พยายามสื่อแนวคิดของการพัฒนารถรุ่นนี้
ด้วยโทนสีเหลืองอันแสดงถึงความสดใส มีชีวิตชีวา พร้อมฟอนท์ตัวอักษรประจำรุ่น ซึ่งแตกต่างจาก
Civic รุ่นก่อนๆ และเป็น Civic เพียงรุ่นเดียว ที่ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์เล็ก
มาเป็นสัญลักษณ์ประจำรุ่น

พร้อมกันนี้สำหรับ Civic Ferio แล้ว Honda ก็ไม่ได้ละทิ้งความสนใจ แต่กลับเลือกใช้บริการของนักแสดง
แถวหน้าของ Hollywood อย่าง Jodie Foster มาเป็น Presenter เฉพาะในภาพยนตร์โฆษณาเป็นหลัก
อันเป็นแนวทางเดียวกับที่พวกเขาเคยเลือก Michael J.Fox ให้มาเป็น Presenter ของ Honda Integra
ในปี 1989 โดยยกกองไปถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณากันไกลถึงสหรัฐอเมริกา

 

[Technical Data]

รายละเอียดทางด้านเทคนิค ผมขอแยกมาไว้เป็นส่วนต่างหากแบบนี้แทนที่จะรวมเข้ากับ Section ที่ผ่านมา
ด้วยเหตุผลว่าใครก็ตามที่ไม่ได้บ้าตัวเลขหรือเทคนิคอย่างผม จะได้เลื่อนเมาส์ข้ามไปเรื่อยๆ เพราะช่วงนี้
ถ้าใครไม่คุ้นกับตัวเลขเยอะๆ อาจจะเมานมอมปรอทเลยก็ได้

มาเริ่มกันที่ขนาดตัวถังก่อนเลยดีกว่าครับ จากมิติและขนาดต่างๆที่ผมสแกนมาให้ดูในรูปเหล่านี้ กับตัวเลข
จริงในรถแต่ละรุ่น แต่ละภูมิภาค อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย จึงขอเรียนให้ทราบไว้ก่อน เดี๋ยวจะมี
รายการจับผิดก้ันอีก

ตัวถัง Hatchback มีความยาว 4,070 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,345-1,350 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อยาว2,570 มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่ทำให้รถดูเตี้ย แบน และกว้าง
เอาใจคนอเมริกันอันเป็นตลาดหลักอย่างเต็มที่ แนวเส้นหนา บริเวณเสาหลังคาหลัง C-Pillar

ขณะที่ตัวถัง Sedan มีความยาว 4,395 มิลลิเมตร กว้างเท่ากันที่ 1,695 มิลลิเมตร สูงตั้งแต่
1,375 – 1,395 มิลลิเมตรขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย ส่วนระยะฐานล้อ ยาวถึง 2,620 มิลลิเมตร
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ยาวเท่ากับ Civic Dimensionที่เปิดตัวหลังจากนั้นอีก 9 ปีเต็ม นั่นหมายความว่า
Honda Civic Dimension ก็ยังคงใช้พื้นตัวถังที่พัฒนาต่อเนื่อง และต่อยอดมาจาก Civic EG Ferio
รุ่นนี้ นั่นเอง

ทั้งสองรุ่นนี้ เมื่อนำเข้าวัดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศในอุโมงค์ลม จะได้ค่า Cd=0.33
ซึ่งถือว่าค่อนข้างปกติ ยังไม่ลื่นลมเหมือนพวกรถยุโรปที่เน้นหนักกันในด้านนี้ แต่สูสีกับรถญี่ปุ่นอื่นๆ
ที่มาจากยุคเดียวกัน

สำหรับเครื่องยนต์นั้น เป้าหมายในการพัฒนาของวิศวกร Honda ได้มุ่งเป้าไปที่ความพยายามในการ
ลดมลภาวะและลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ในขณะเดียวกันต้องมีเครื่องยนต์แบบที่สามารถนำเสนอ
ให้กับบรรดากลุ่มลูกค้าทีนส์ขวาหนักๆได้ หาไม่เช่นนั้นแล้วจะโดนหาว่าเป็น “Sport Civic”ได้แค่ชื่อ

Honda ก็เลยกระหน่ำทางเลือกของเครื่องยนต์มาให้ลูกค้า Civic ชาวญี่ปุ่นได้เลือก
แบบ “From mild to wild” ทั้งหมดดังนี้ครับ

D13B บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,343 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75.0 x 76.0 มิลลิเมตร
กำลังอัด 9.3 : 1 คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยว ไม่มีระบบแปรผันสาล์วใดๆทั้งสิ้น กำลังสูงสุด 85 แรงม้า (PS)
ที่ 6,300 รอบ/นาที (เยอะเกือบเท่า Brio เลยเว้ยเห้ย) แรงบิดสูงสุด 10.7 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบ/นาที
มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ
เครื่องบล็อคนี้จะวางในรุ่น EL ทั้ง 2 ตัวถัง

D15B บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,493 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75.0 x 84.5 มิลลิเมตร
ใช้คาร์บิวเรเตอร์คู่ Dual-Carburator กำลังอัด 9.3 : 1 ให้กำลัง100 แรงม้า (PS) ที่ 6.300 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 12.8 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ
วางในรุ่น MX ทั้ง 2 ตัวถัง

ต่อมา ก็จะเป็นรุ่นที่มี VTEC แล้ว แต่ยัง..ยังไม่ใช่ไอ้พวกตัวจี๊ดนะ แต่เป็นเครื่องที่ทำออกมาอวด
ศักยภาพในการพัฒนาเครื่องที่ประหยัดน้ำมันและมลพิษต่ำในยุคนั้น มันคือ “VTEC-E”

D15B  VTEC-E เป็นบล็อคที่มีระบบแปรผันวาล์วพร้อมเปลี่ยนมาใช้หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ PGM-FI
กำลังอัดลดลงเหลือ  9.2 : 1 พร้อมกับพละกำลังก็จะลดลงเล็กน้อย เหลือ 94 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ./นาที
แต่แรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 13.4 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที วางลงใน รุ่นย่อย ETi ของทั้ง 2 ตัวถัง

VTEC-E เป็นเครื่องยนต์ที่เน้นความประหยัดเชื้อเพลิงเป็นหลัก วิธีการทำงานของมันก็คือที่รอบต่ำนั้น
วาล์วไอดีจะเปิดเต็มที่เพียงตัวเดียว ในขณะที่อีกตัวเปิดน้อยมากเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้คราบน้ำมัน
จับที่หลังวาล์วเพราะไม่มีทางไปเท่านั้น ลักษณะดังกล่าวทำให้อากาศที่ไหลเข้ากลายเป็นกระแสหมุนวน
ซึ่งทำให้เผาไหม้ได้หมดจด เรียกแรงบิดรอบต่ำได้ดี และในยามปกติที่วาล์วไอดีเปิดตัวเดียว ก็สามารถ
จ่ายน้ำมันให้บางลงได้ เป็นผลดีในแง่ของการประหยัดเชื้อเพลิง

จากนั้น เมื่อมีพวกเครื่องบล็อคเล็ก ม้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวร้อยตัวมาให้ใช้พอแล้ว ก็ต้องเริ่มจัดของหนัก
มาบ้างล่ะสิ! อย่างเครื่องในภาพด้านบนนี้ไงล่ะ

D15B SOHC VTEC บล็อกเดียวกันกับเครื่องตัวประหยัดนั่นล่ะ ความจุก็เท่ากัน แต่ใช้ระบบแปรผันวาล์ว VTEC
ฝั่งไอดีพร้อมหัวฉีด PGM-FI แรงขึ้นทันตาเห็นเป็น 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 14.1 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา  5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ
วางในรุ่นย่อย VTi ทั้ง 2 ตัวถัง

 

ความรู้เสริมนิดหน่อยเกี่ยวกับเจ้าเครื่อง D15B VTEC 130 แรงม้าตัวนี้ก็คือ..วาล์วแปรผันที่ว่าน่ะ
แปรผันเฉพาะฝั่งไอดีเท่านั้น (ซึ่งผิดกับที่ผมเข้าใจมาตั้งแต่เด็ก)

การที่วาล์วมีกระเดื่องล็อคเพื่อเพิ่มระยะยกวาล์วได้เฉพาะฝั่งไอดีเท่านั้น เนื่องมาจากการที่เป็นเครื่องแค็มเดี่ยว
ทำให้หัวเทียนฝังอยู่ตรงกลางไม่ได้ ก็ต้องหาที่ให้หัวเทียนลง..ตรงระหว่างชุดกระเดื่องของวาล์วไอเสีย
เลยไม่มีที่เหลือสำหรับการทำให้แค็มไอเสียปรับเป็นองศาสูงได้เลย

นี่ก็เป็น..ปัญหาส่วนตัวของ SOHC VTEC ลักษณะนี้ที่เพิ่งมาแก้กันได้ในปี 2009!
อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นหนึ่งในเครื่อง VTEC ประเภทเน้นรอบจัด เพราะระบบจะทำงานที่ 5,500 รอบขึ้นไป

ถาม…แล้วถ้า 130 แรงม้า ที่นับว่าตัวเลขสูสีกับเครื่องพันหกอย่าง 4A-GE 16 วาล์วยังไม่พอจะทำไงดี?
คำตอบ..ก็ต้องเอาพันหกด้วยกันนี่ล่ะไปสู้ และมาทั้งทีต้องขอจัดหนักสักหน่อยเถอะวะ!

B16A DOHC VTEC ..นี่ล่ะเครื่องในตำนาน คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากกับ VTEC ของบล็อคนี้
รูปแบบของเครื่องเป็น 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,595 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 81.0 x 77.4 มิลลิเมตร
กำลังอัด 10.4 : 1 มาพร้อมหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ PGM-FI และระบบแปรผันวาล์ว VTEC ทั้งฝั่งไอดี
และไอเสียในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ตัวเลขพละกำลัง พุ่งกระฉูดขึ้นไปเป็น 170 แรงม้า (PS)
ที่ 7,800 รอบ/ นาที แรงบิดสูงสุด 16.0 กก.-ม. ที่ 7,300 รอบ/นาที

แต่ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะตัวเลขจะลดฮวบลงมาเหลือ 155 แรงม้า (PS) ที่ 7,300 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 15.6 กก.-ม.ที่ 6,500 รอบ/นาที วางลงในรุ่น Hatchback SiR เกียร์ธรรมดา กับ SiR-II
ทั้งเกียร์อรรมดาและอัตโนมัติ รวมทั้งตัวถัง Ferio Sedan รุ่น SiR ทั้งเกียร์ธรรมดา และอัตโนมัติ

ทั้ง 5ขุมพลังข้างต้น เชื่อมต่อได้กับระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเท่านั้น

นั่นก็แปลว่า Civic EG หนะ มีรุ่นขับสี่กับเขาด้วย!

รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งใช้ระบบ REAL TIME 4WD แบบ Dual Pump System จะใช้เครื่องยนต์พิเศษ
แยกต่างหากจากเพื่อนพ้อง

เป็นรหัส ZC บล็อก 4 สูบ 16 วาล์ว 1,590 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75.0 x 90.0 มิลลิเมตร มีให้เลือก 2 ระดับ
ความแรง ถ้าเป็นรุ่น RTX จะใช้ระบบขับวาล์วแบบ SOHC มีกำลังอัด 9.1 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บิวเรเตอร์คู่
105 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.8 กก.-ม.ที่ 4,500 รอบ/นาที
(สเป็คแบบนี้ ตัวเลขแบบนี้ คุ้นๆ ว่า เหมือนอยู่ใน Civic EF เตารีด รุ่นพิเศษ LX-S ในไทย
ช่วงปี 1990 เลย)

แต่ถ้าเป็นรุ่น RTSi จะแรงขึ้นด้วยการเปลี่ยนมาใช้ระบบขับวาล์วแบบ DOHC กำลังอัด เพิ่มเป็น 9.5 : 1
เปลี่ยนมาใช้หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์PGM-FI แรงขึ้นเป็น 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด
14.7 กก.-ม.ที่ 5,700 รอบ/นาที รวมทั้งจะใช้ระบบขับเคลื่อน สี่ล้อแบบ INTRAC
(เพิ่มการเชื่อมระบบ ABS เข้าไปด้วย)

ทั้ง รุ่น RTX และ RTSi ต่างมีทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ

ระบบกันสะเทือนของทุกรุ่น เป็นแบบปีกนกคู่ Double Wishbone ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ส่วนเหล็กกันโคลง จะมีมาให้เฉพาะรุ่นVTi (มีเฉพาะด้านหน้า) SiR, SiR II (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง)
กับรุ่นขับสี่ล้อ RTX และ RTSi (มีเฉพาะด้านหน้า) พวงมาลัยเป็นแบบมาตรฐาน แร็คแอนด์พีเนียน
พร้อมเพาเวอร์ไฮโดรลิค ช่วยผ่อนแรง ระบบเบรกเป็นแบบ หน้าดิสก์ หลังดรัม ยกเว้นรุ่นที่วางเครื่อง
B16A จะได้ดิสค์เบรกไปใช้

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมบอกไปก็คือ Civic EG นี้ยังเป็นCivic รุ่นแรกที่มีถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับ
มาให้เลือกเป็นอุปกรณ์พิเศษอีกด้วย โดยรถที่มีออพชั่นนี้ พวงมาลัยจะเป็นแบบ 4 ก้านอูมๆบวมๆ
หน้าตาไม่ใคร่สวยเท่าตัว 3 ก้านที่มีอยู่เดิมเท่าไหร่

อย่างไรก็ตามด้วยรูปลักษณ์สไตล์แซมบ้า บวกกับอรรถประโยชน์ในการใช้สอยที่ถูกออกแบบมา
ได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในญี่ปุ่น แถมยังมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลายหลายแบบ
Honda Civic Generation ที่ 5 จึงได้รับรางวัล Japan Car of the Year ถึงสองปีซ้อน ได้แก่ปี
1991 และปี 1992

ตลอดอายุตลาดในญี่ปุ่น ช่วงปี 1991 – 1995  มีการปรับโฉมไม่มากนัก และส่วนใหญ่เน้นไปที่การเพิ่ม
รุ่นย่อย หรือรุ่นพิเศษ มากกว่าผมอยากให้คุณผู้อ่านรู้เอาไว้บ้าง เผื่อไปเจอของเล่นแปลกๆ
จากกองอะไหล่ของรถรุ่นนี้ในเซียงกง จะได้ไม่ตกใจว่า มันมีออพชันประหลาดๆ แบบนี้กับเขาด้วยเหรอ

เริ่มจาก วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1992 เพิ่มรุ่นย่อย 3 ประตู 1.3 EL-X เพิ่มวิทยุ/เทป Full Logic Cassette Player
กับฝาครอบล้อ แบบเต็มวงลายเดียวกับในบ้านเรา มาให้

จากนั้น 15 พฤษภาคม 1992 เพิ่มรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ การทำตลาด Civic ครบ 20 ปี ในชื่อรุ่น
3 ประตู 20th Annivesary ผ่าเหล่าผ่ากอกว่าพี่น้อง 3 ประตู EG คันอื่น ตรงที่ มีการวางเครื่องยนต์ ZC
บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,590 ซีซี 130 แรงม้า (PS) จากรุ่นขับสี่ล้อ เป็นพิเศษ ทั้งที่เป็นรุ่นขับล้อหน้า
แถมยังติดตั้งถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับ SRS เพิ่มไฟเบรกหลังดวงที่ 3 แบบ LED พร้อมสปอยเลอร์เหนือกระจก
บังลมหลัง แบบเดียวกับรุ่น SiR มาให้ ถือว่ามีออพชันจากโรงงาน แปลกๆ และครบถ้วนเลยทีเดียว

เดือนกรกฎาคม ปี 1992 ไม่มีอะไรใหม่ แต่เป็นวาระพิเศษของแบรนด์เนม “Civic” เพราะว่าในเดือนนี้
รถยนต์ Honda Civic คันที่ 10,000,000 ออกจากสายการผลิต! (และพวกเขาก็ยังขายมันได้อีกกว่า
7 ล้านคันภายใน 18 ปีหลังจากนั้น)

ขณะเดียวกัน รุ่น Ferio Sedan 4 ประตู ก็ยังมีรุ่นย่อยพิเศษ ฉลองให้กับการคว้ารางวัล Japan Car of the Year
ประจำปี 1991 – 1992(ถือเป็นครั้งที่ 2 นับจาก รุ่น Wonder Civic ที่คว้ารางวัลเดียวกัน เมื่อปี 1983 – 1984)
ด้วยการนำรุ่น Ferio VTi มาเพิ่ม เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า และกุญแจรีโมทแบบ Keyless Entry
เป็นพิเศษ โดยมี ดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อม ABS เฟืองท้าย LSD Limited Slip กระจกหน้าต่างสีชา
Smoked Glass พร้อม Sunroof ไฟฟ้า ติดตั้งเสริมมาให้พร้อมกัน ออกสู่ตลาดญี่ปุ่นในวันเดียวกัน

เดือนกันยายน 1992 มีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ “ML” ทั้ง 2 ตัวถัง วางเครื่องยนต์ D15B เวอร์ชันคาร์บิวเรเตอร์
เดี่ยว 91 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.1 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา
5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ ถือเป็นการเพิ่มเครื่องยนต์ใหม่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในตระกูล
EG เวอร์ชันญี่ปุ่นรวมทั้งเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ ETi เกียร์อัตโนมัติ (เดิมมีแต่เกียร์ธรรมดา) แบบมีถุงลมนิรภัย
ฝั่งคนขับมาให้เลือกติดตั้งพิเศษ

นอกเหนือจากตัวถัง Sedan และ Hatchback แล้ว ในตลาดโลก Civic รุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นแรก ที่มีตัวถัง
Coupe 2 ประตู คลอดออกมาให้ได้เป็นเจ้าของกัน เป็นผลงานการออกแบบจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนา
Honda R&D North America Inc.หรือ HRA และถูกผลิตที่ โรงงาน Honda of America Manufacturing, Inc.
ในเมือง Marysville มลรัฐ Ohio เพียงแห่งเดียวในโลก

เหตุผลที่ต้องทำรุ่น Coupe 2 ประตูออกมาขาย ก็เพื่อเอาใจตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่รถยนต์
ประเภทนี้ได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าวัยรุ่นนักศึกษา และวัยทำงานที่ยังโสด มองหารถยนต์ซึ่งมี
ตัวถัง 2 ประตู โฉบเฉี่ยว แต่ไม่ถึงกับเป็นรถสปอร์ตดุดัน ขับใช้งานไปมหาวิทยาลัย หรือไปออฟฟิศ
ตกเย็นอาจจะไปสังสรรค์กับเพื่อน แล้วค่อยกลับเข้าบ้าน ในตลาดญี่ปุ่น Honda เปิดตัว Civic
Coupe เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1993 ตามหลังตลาดอเมริกาเหนือ อยู่ไม่กี่เดือน

ตัวถังรุ่น Coupe มีความยาว 4,390 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,345 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร

วางเครื่องยนต์ D16A บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,590 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75.0 x 90.0 มิลลิเมตร
กำลังอัด 9.2 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็คโทรนิคส์ PGM-FI 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที

มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ เท่านั้น ระบบกันสะเทือนเป็นแบบปีกนกคู่
Double Wishbone พร้อมเหล็กกันโคลง ทั้งหน้า/หลัง ส่วนระบบห้ามล้อ เป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม
แม้จะไม่มีระบบ ABS แต่ก็มีถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับมาให้

อย่างไรก็ตาม ยอดขายของ Civic Coupe ในญี่ปุ่น ไม่ได้หวือหวามากมายนัก แม้ว่าจะนำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน
จากสหรัฐอเมริกาแต่ก็เป็นเพราะว่า คนญี่ปุ่น ไม่ค่อยนิยมซื้อรถยนต์ Coupe 2 ประตูมากนัก ดังนั้น
สิ่งเดียวที่ Honda พอจะทำเพื่อกระตุ้นยอดขายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย คือการเพิ่มสีตัวถังใหม่
อย่างที่เห็นข้างบนนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 เพียงครั้งเดียว

การปรับโฉม Minorchange ในญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อเดือน กันยายน 1993
บอกตามตรงว่าถ้าดูภายนอกนี่เล็งไม่ถูกเลยว่าอะไรที่เปลี่ยนไป

รุ่น 3 ประตู แทบแยกความแตกต่างไม่ออกเลยทีเดียว รุ่นที่โชว์อยู่ในภาพนี้คือ SiR II ซึ่งถือว่า
เป็นรุ่นที่แรงที่สุด แพงที่สุด มีระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบ Traction Control TCL มาให้เลือกเป็น Option เสริม
ซึ่งถ้าคุณต้องการ Tranction Control นี้มาใช้ คุณต้องเลือกรุ่น SiR II นี้เท่านั้น รุ่นอื่น..ซอรี่ ซอรี่ ซอรี่

ภายในของตัว 3 ประตู SiR II สังเกตลักษณะของเบาะที่จะแตกต่างจากรถรุ่นทั่วไปตรงที่ไม่ได้มี
ก้านยึดพนักพิงศรีษะเดี่ยวๆ อีกทั้งยังออกแบบเป็นทรงกึ่งสปอร์ต มาตรวัดเริ่มขีดแดงที่ 8,200 รอบ
คงไม่ต้องบอกว่ารุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์บล็อคไหนนะครับ

ส่วนรุ่น Ferio ก็มีรุ่น EXi โผล่มาให้เห็น คั่นกลางระหว่างรถรุ่น VTi เครื่อง D15B กับรุ่น SiR
ที่ใช้เครื่อง B16A ภาพลักษณ์ของรุ่น EXi จึงไม่ได้เน้นความโหดเปรี้ยวเฉี่ยวเท่าไหร่

รุ่น Ferio 4 ประตู รุ่น EXi ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร D16A บล็อก 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว
1,590 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 75.0 x 90.0 มิลลิเมตร  กำลังอัด 9.2 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็คโทรนิคส์
PGM-FI 130 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม.ที่ 5,200 รอบ/นาที

ซึ่งมันก็คือเครื่องยนต์แบบเดียวกับ Civic Coupe และมีพื้นฐานที่เกือบจะเหมือนกันกับรุ่น 1.6 ลิตร VTEC ที่ส่งเข้ามา
ขายในบ้านเราในภายหลังนั่นเอง

ภายในของรุ่น EXi เกียร์อัตโนมัติ จะเห็นได้ว่าบนแผงแดชบอร์ดทางฝั่งคนนั่งมีแผ่นปิดแปลกๆ
อยู่ด้านบน..แม่นแล้ว! ถุงลมนิรภัยคู่มาแล้วจ้าาาาาา

นอกจากสองรุ่นที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ก็ยังมีรุ่นอื่นๆให้เลือกอีกเยอะแยะ ไม่ต้องอธิบายมาก ผมค่อยๆ
ตัดแปะทำ Photoshop เป็นภาพรวมมิตรให้ดูกันเล่นๆดังนี้ เริ่มด้วยรุ่น 3 ประตูก่อนตามระเบียบ

 

สังเกตจากภาพข้างบนนี้ทำให้เห็นอีกว่ารุ่น 3 ประตูนั้น มีรุ่นล่างสุดเป็นเครื่อง 1.3 ลิตร ในขณะที่รุ่น
4 ประตูนั้นไม่มีเครื่องบล็อคนี้ให้ใช้ แต่ 3 ประตูก็จะไม่มีเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร SOHC ให้ใช้แบบที่
รุ่น 4 ประตูมี..ถ้างั้นแล้วรุ่น 4 ประตูมีแบบไหนให้เลือกบ้างล่ะ?

 

 

แหม ที่จริงถ้าหากเอาเครื่อง B16A มาวางในบอดี้แบบ ML ได้น่าจะมันส์ เจ๊จับทำรถแรลลี่ซะ

ปิดท้ายเวอร์ชั่นญี่ปุ่นกันด้วยคันนี้ดีกว่า

เดือนพฤษภาคม 1994 มีการออกรุ่นพิเศษ เป็นครั้งสุดท้าย ของ Civic EG สำหรับตลาดญี่ปุ่น โดยเป็นรุ่น
MX-Limitedทั้ง 2 ตัวถัง เพื่อฉลองการก่อตั้งเครือข่ายจำหน่าย PRIMO ครบ 10 ปี รถรุ่นนี้
ติดตั้งสวิชต์เครื่องปรับอากาศแบบ Manual มีวิทยุ AM/FM ให้ แต่ไม่มีเครื่องเล่นเทป..เออแล้วจะให้มาทำไมอ่ะ?

 

[International Market]

เวอร์ชันอเมริกาเหนือ เปิดตัว ตามติดเวอร์ชันญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน 1991 เริ่มทำตลาดในฐานะรถยนต์
รุ่นปี 1992ในช่วงเปิดตัว มีตัวถังให้เลือก 2 แบบ เหมือนในญี่ปุ่น คือ Hatchback 3 ประตู และ Sedan 4
ประตู

รุ่น 3 ประตูจะแบ่งเกรดการตกแต่งได้ดังนี้

1.5 CX เป็นรถรุ่นประหยัดที่สุด ใช้เครื่องยนต์บล็อค D15B8 1.5 ลิตร 8 วาล์ว 70 แรงม้าซึ่งเน้นความ
ประหยัดน้ำมันและราคาถูก

1.5 VX รุ่นนี้มีให้เลือกแต่เกียร์ธรรมดาเท่านั้น และใช้เครื่องยนต์ VTEC-E 1.5 ลิตร 92 แรงม้า
บล็อค D15Z1 สร้างความประหยัดในยามเดินทางได้ถึง 49 ไมล์/แกลลอน ซึ่งตัวเลขระดับนี้ใน
ปัจจุบันก็ยังถือว่าจิบน้ำมันน้อยมากๆ และมีล้ออัลลอยขนาด 13 นิ้วให้

นิตยสาร Car & Driver แห่งสหรัฐอเมริกาเคยทำการทดสอบประหยัดน้ำมันและพบว่าภายใต้เงื่อนไขที่
ใกล้เคียงกันนั้น Honda Insight รุ่นแรก จิบน้ำมัน 48 ไมล์/แกลลอนในขณะที่ Honda Civic VX VTEC-E
ทำตัวเลขได้ 41 ไมล์/แกลลอน สำหรับรถที่ไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้าและใช้เทคโนโลยียุค 90s ก็ถือว่าไม่เลวเลย

รุ่น 1.5 DX ใช้เครื่องยนต์บล็อค D15B7 1.5 ลิตร 102 แรงม้า เพิ่มพวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้ เพิ่มแถบยางกันกระแทก
ด้านข้าง และพวงมาลัยเพาเวอร์มาให้

1.6 Si ได้ดิสค์เบรกหลัง และเพิ่มซันรูฟ มาตรวัดรอบแบบแสดงค่าสูงสุดที่ 9,000 รอบต่อนาที เบรก ABS
ล้อขนาด 14 นิ้ว กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า เครื่องยนต์เป็นแบบ D16Z6 SOHC VTEC 125 แรงม้า

ส่วนรุ่น 4 ประตูนั้นจะมีระดับการตกแต่งให้เลือก 3 แบบเท่านั้นคือ DX, LX, และ EX โดยที่รุ่น DX และ LX
จะใช้เครื่องยนต์ D15B7 และ EX ใช้เครื่อง D16Z6 ตัวเดียวกันกับ 1.6Si นั่นเอง

ส่วนรุ่นสองประตูนั้นมาแบบง่าย! อยากประหยัด? ก็ไปรุ่น DX อยากหรู? โน่น.EX เลย ง่ายดี

ง่ายเหมือนวิธีการแบ่งระดับชั้นรถของรถบางค่ายในประเทศเราเนาะ..ค่ายไหนวะ..ช่างมันเหอะ

แต่ที่แปลกคือ ในรุ่น Coupe นั้น หากคุณเลือกรุ่น EX คุณจะไม่ได้เบรก ABS ในขณะที่รุ่น EX
ของตัวซีดานกลับมีมาให้?!?

ส่วนเรื่องสมรรถณะและตัวเลขต่างๆนั้น ผมเข้า Youtube ไปดูคลิปเก่าๆของรายการ Motorweek
(MW) แล้วก็พบคลิปที่มีการทดสอบ Civic Coupe EX ซึ่งใช้เครื่องบล็อค D16Z6 1.6 ลิตร
125 แรงม้า พบว่าอัตราเร่ง 0-96 ก.ม./ช.ม. ทำได้ภายในเวลา 9.1 วินาที และวิ่งผ่านหลัก
ควอเตอร์ไมล์ได้ภายในเวลา 17.0 วินาที รถคันที่พวกเขาใช้ทดสอบเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา..

(ไม่รู้จะเรียกว่าเร็วดีไหม? ในเมื่อผมเคยขับ 3 ประตูเครื่อง D15B ทำท่ออย่างเดียว วิ่งในไทย
ก็ได้เวลาเท่านี้เด๊ะๆ)

Civic EG ในอเมริกานั้นได้รับกระแสตอบรับที่ดี ถึงแม้ยุคต้น 90s นั้นจะมีการแข่งกันพัฒนารถยนต์
C-Segment มาเอาใจลูกค้าจอมประหยัดในอเมริกากันอย่างมากมาย แม้กระทั่ง GM ยังลงทุนเปิด
แบรนด์ Saturn และเป็นตัวรถซาลูนรุ่น SL ที่มีรูปทรงเฉี่ยวล้ำยุคในแบบเหลี่ยมๆคม จับเครื่อง 1.9
ลิตรที่โตกว่าชาวบ้านมายัดใส่กะจะฆ่าคู่แข่งให้ตาย แต่ท้ายสุด Civic ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยดีไซน์
ที่ดูสะอาดสะอ้าน สมกับขนาดรถ คุณภาพวัสดุและการประกอบจากฝีมือโรงงานที่ Ohio นั้นเจ๋งพอ
จะเอาไว้ใช้สอนบทเรียนค่ายอเมริกันได้สบายๆ ที่สำคัญคือตัวรถมีความน่าไว้เนื้อเชื่อใจสูง
ไม่ค่อยทำตัวให้มีปัญหาจุกจิกกวนใจ แม้กระทั่งระบบ VTEC ที่ดูเหมือนจะซับซ้อน ก็ไม่ใช่ตัวปัญหา
หลักยกเว้นว่าใช้งานมานานจนแรงดันน้ำมันตก เครื่องหลวม เสื่อมไปตามสมควรแก่กาลเวลา

ในช่วงปี 1998 ที่ผมอาศัยอยู่ในมลรัฐ Kansas เพื่อเรียนในระดับมัธยมศึกษานั้น รถ C-Segment
จาก Honda เป็นที่นิยมในบรรดาเด็กวัยรุ่นแรกรถมาก เรียกได้ว่าถ้าคุณเป็นเวียดนามโพ้นทะเลที่
มาอาศัยอยู่ที่นี่ ทิ่มไปในโรงรถของพวกเขาคุณก็ควรจะพบ Honda อย่างน้อย 1 คัน ในขณะที่วัยรุ่น
ที่เป็นเลือดอเมริกันหรือ Latino จะชอบรถ Mustang หรือ Camaro เก่าๆมากกว่า แต่พอไปตามเมือง
ใหญ่ๆ บางครั้งก็จะเห็นฝรั่งหัวทองๆขับ Civic จนไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก

อันนี้เล่าให้ฟังกัน แอบย้อนอดีตตัวเองเล็กๆครับ

 

นอกจากนี้ในส่วนอื่นของโลกก็จะมีเครื่องยนต์อื่นๆให้ใช้กัน ที่อังกฤษจะมีรุ่นที่ใช้เครื่อง B16A1/B16A2
ขนาด 1.6 ลิตรเหมือนกับในรุ่น SiR ของญี่ปุ่น แต่แรงม้าจะถูกเคลมเอาไว้ที่ 160 ตัว ในเมืองผู้ดีแห่งนี้
เขาจะเรียกตัวแรงของ Civic ว่ารุ่น VTi ในขณะที่ VTi ในญี่ปุ่นเป็นรถเครื่อง D15B 1.5 ลิตร

ส่วนที่ตลาดแอฟริกาใต้มีเครื่อง B18B3 ให้เลือกใช้ ถือว่ามาแปลกกว่าชาวบ้านเพราะน่าจะเป็นตลาดหลัก
แห่งเดียวในโลกที่คุณจะสามารถซื้อ Civic EG บอดี้นี้กับเครื่อง 1.8 ลิตรได้ ไม่มีใครสามารถบอกเหตุผล
ได้ว่าเพราะเหตุใด แต่คาดว่าการควบคุมคุณภาพของน้ำมันในยุค 90s ของแอฟริกาใต้ไม่น่าจะดีไปกว่า
ที่ออสเตรเลีย ดังนั้นการใช้เครื่องยนต์บล็อคเล็กที่เค้นกำลังม้าต่อลิตรสูงมากนั้นอาจเสี่ยงต่อการชิงจุดระเบิด
ของเครื่องยนต์ ประกอบกับการใช้งานที่ต้องการแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ ดังนั้นเครื่องบล็อคใหญ่ที่ไม่ได้เค้น
พลังแบบบิดกันผ้าแห้งจึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

 

[Civic EG ในประเทศไทย]

ซู้ดปาก…นี่เป็นคำพูดประจำตัวของเจ้ากล้วย BnN ที่ทุกวันนี้แม้แต่ผมเองก็นำไปใช้เมื่อได้เห็นอะไรสักอย่าง
ที่มันโดนใจมากจริงๆ แล้วผมก็นึกถึงคำนี้ได้ตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็นรูปการเปิดตัวของ Honda Civic EG
ในเมืองนอกที่ปรากฏอยู่ตามหนังสือรถ..โห แม่ม..รถซาลูนบ้าอะไรวะ สวยชิบ มาเหอะ มา

แต่กว่าจะถึงวันเปิดตัวในประเทศไทย ก็มีเรื่องเล่ากันว่ามี Honda Civic คันหนึ่งไปจอดอยู่แถวๆ
ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตรงแถวๆก่อนถึงทางเข้างาน ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่ติดตามเรื่องรถจริงๆ ก็อาจไม่รู้สึก
ว่ามีตัวอะไรมาจอดปะปนอยู่กับรถของชาวบ้านชาวช่อง..แต่กับคนที่เจนจัดในเรื่องรถๆล่ะก็ เป็นต้องหันขวับ
ตาลุกโพลง..”เฮ้ย! Civic ตัวใหม่มาได้ไงวะ!”

และที่ทำให้เรื่องนี้ต้องเก็บมาเล่า เพราะไอ้วันและเวลาที่เจ้ารถลึกลับคันนั้นไปจอดอยู่ มันดันเป็นวันเดียว
กับที่ Toyota เปิดตัว Corolla AE101/EE100 หรือเจ้าสามห่วงอย่างพอดีเป๊ะราวกับดีดเห็บหมาทะลุรูเข็ม!
วันที่ 13 มีนาคม 1992 นั่นเอง Corolla ชิงตัดหน้าเปิดตัวสามห่วงไปก่อนแล้ว แต่ดูเหมือนใครบางคน
ที่ Honda ถนัดกลยุทธ์ต่อยใต้เข็มขัด จัดวิธี Underground เอารถมาจอดดึงความสนใจผู้คนเสียอย่างนั้น

แสบยิ่งกว่าก๋วยเตี๋ยวดู๋ดี๋ ฮี่ ฮี่ ฮี่

แล้วในที่สุด Honda Cars (ประเทศไทย) ก็เผยโฉม Honda Civic EG เวอร์ชันไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก
เมื่อวันที่  เมษายน 1992 และถูกนำไปจัดแสดงในงาน Bangkok Motor Show 1992 อันเป็นที่ซึ่งผมไปพบ
มันตัวเป็นๆครั้งแรกนั่นแหละ

Honda ชูจุดเด่นด้วยคำว่า “ศิลปะแห่งยนตรกรรมระดับโลก” อันพยายามสื่อถึงรูปทรงและดีไซน์ของรถ
ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับ Corolla และ Sentra แล้วรู้สึกเหมือนกับจะดูวัยรุ่นกว่ากันอยู่ 5 ปีเห็นจะได้
ช่วงล่างดับเบิลวิชโบน, ยางรองแท่นเครื่อง 5 ตำแหน่ง, และคลัทช์ไฮดรอลิกถูกนำมาเป็นจุดขายในเอกสาร
โบรชัวร์ต่างๆด้วยเช่นกัน

นอกนั้นไม่รู้จะชูจุดขายอะไรดี…

ช่วงแรกที่เปิดตัว วางเครื่องยนต์ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,493 ซีซี แต่ยังใช้คาร์บิวเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูด
ลงล่าง ทั้งที่ชาวบ้านชาวช่อง เขาเริ่มมีเครื่องยนต์หัวฉีดอิเล็คโทรนิคส์ให้เลือกกันแล้ว พละกำลังในแค็ตตาล็อก
ระบุเอาไว้เพียง 91 แรงม้า (PS)ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.6 กก-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที
ลองเอาสเป็กตัวเลขดังกล่าว มากางเทียบกับรถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบัน คุณก็จะพบได้ว่า ณ วันนี้
รถยนต์ที่มีสมรรถนะพอกันกับ Civic EG 4 ประตู เวอร์ชันไทย ก็คือ Honda Brio นั่นเอง!

โลกรถยนต์นี่ผ่านไป 20 ปีมันก็ก้าวหน้าไปเยอะเนาะ..

นอกจากนี้ อย่าหวังอะไรมากจากลิสต์อุปกรณ์ ไม่มีล้ออัลลอย เบาะหุ้มด้วยหนังเทียมเกรดพอๆกับรถเครื่อง
1.3 ลิตรของคู่แข่ง กระจกมือหมุน! มีเซ็นทรัลล็อคให้ อยากได้พวงมาลัยเพาเวอร์ ต้องซื้อรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น!
เข็มขัดนิรภัย..ในโบรชัวร์ระบุไว้ว่ามีเข็มขัด 3 จุดสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าเท่านั้น..เว่ย..อันนี้ไม่ไหวนะ
ระบบเบรก เป็นแบบหน้าดิสก์ หลังดรัม..อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนั้นรถ C-Segment ส่วนใหญ่ใช้ดรัมหลัง
ทั้งนั้น

Honda เปิดตัวมาให้เลือก 2 รุ่น
รุ่นเกียร์ธรรมดา 1.5 LX ราคา 499,000 บาท
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 1.5 EX ราคา 539,000 บาท

สีตัวถังมีให้เลือกแค่ 5 สี คือ เงิน Frosty silver Metallic, น้ำตาล Silk Brown (ไม่ค่อยเห็นบนถนนเท่าไหร่
บางคนเรียกว่าสีกะปิ สมัยนี้ใครเจอรีบกราบโดยไว..มันหายาก)  น้ำเงิน Blue Mica(สีนี้ ในยุคนั้น
เห็นบนถนนกันจนเบื่อ) แดง Phoenix Red, และ สีขาว Frost White

ต่อมาเดือนมิถุนายน 1993 หลังจากที่ผ่านมาปีเศษ ดูเหมือน Honda เพิ่งจะรู้ตัวว่ามีช่องว่างในตลาด
ซึ่งตัวเองไม่มีรถไปแข่งกับชาวบ้านในกลุ่ม C-Segment รุ่นท้อปๆอย่าง Corolla 1.6GLi, Nissan Sentra
Super Saloon, Mitsubishi Lancer 1.6GLXi ที่ล้วนแล้วแต่มีพละกำลังสูงกว่า มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
ครบครัน

ว่าแล้วก็จัดแจงเพิ่มรุ่น 1.6 ลิตร บล็อค D16A7 หัวฉีด PGM-FI SOHC 16 วาล์วเข้าไป แม้จะยังไม่มีระบบ
VTEC แต่พละกำลังระบุเอาไว้ 120 แรงม้าที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก-ม.ที่ 5,500 รอบ/นาที
ก็เรียกเสียงซู้ดปากจากพวกวัยรุ่นเท้าหนักได้มากอยู่ เพราะมันกลายเป็นรถยนต์เครื่อง 1.6 ลิตรไร้ระบบ
อัดอากาศประกอบในประเทศที่มีแรงม้าสูงที่สุด..Corolla GTi 130 แรงม้า? นั่นก็เลิกขายไปแล้ว อย่าลืม

ถ้าคุณสงกะสัยว่ายุคบ้าแรงม้าของ Honda ในไทยมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่..ผมว่ามันเริ่มที่ไอ้เจ้านี่นั่นล่ะ

ครั้นจะเพิ่มแค่พลังและความทันสมัย (เสียทีเหอะว่ะ) ของเครื่องยนต์อย่างเดียวก็คงไม่เกิด Honda
จึงเพิ่มอุปกรณ์และการตกแต่งให้กับรถเครื่อง 1.6 ลิตรใหม่นี้ด้วย ภายในจะสังเกตได้ว่าเบาะนั่งถูกเปลี่ยน
จากหนังเทียม เป็นเบาะสักหลาดมีขอบเบาะเป็นหนังเทียม ซึ่งยังไงก็ช่วยให้ภายในดูมีสีสันน่ามอง
ขึ้นเป็นกอง นอกจากนี้พวงมาลัยของรุ่น 1.6 ลิตรนั้นจะมีเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง และปรับระดับสูง-ต่ำได้
ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติก็ตาม  เข็มขัดนิรภัยในรุ่น 1.6 ลิตรจะมีแบบ 3 จุด
ให้สำหรับเบาะนั่งแถวหลังด้วย (จริงๆควรจะมีมาให้ในรุ่น 1.5 ด้วย)

ส่วนภายนอกนั้นสิ่งที่บอกความแตกต่างระหว่างรถเครื่อง 1.5 และ 1.6 ลิตรได้ดีที่สุดก็คือคิ้วขอบโครเมียม
รอบกระจกรถนั่นเองล่ะ

ส่วนล้อ..ก็ยังให้เป็นล้อเหล็กพร้อมฝาครอบอยู่ดี แต่เป็นลายใหม่ที่เหมือนกับยกมาจากรุ่น ETi ของญี่ปุ่น
ซึ่งรุ่น 1.5 ลิตรก็ได้ฝาครอบล้อลายนี้ไปใช้แทนลายเก่าๆเชยๆที่เคยใช้อยู่แต่เดิมด้วย

Civic เครื่อง 1.6 ลิตรหัวฉีด PGM-Fi มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น
1.6 LXi เกียร์ธรรมดา ราคา 560,000 บาท
1.6 EXi เกียร์อัตโนมัติ ราคา 590,000 บาท

ถือว่ามีราคาไล่ๆกันกับคู่แข่ง

ในปี 1993 นี้ Civic จะมีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี โดยยุบสีแดงฟีนิกซ์ สีกะปิ Silk Brown และสีน้ำเงินไมก้าทิ้ง
แต่สีขาวฟรอสท์ และสีเงินฟรอสตี้ยังคงอยู่ และเพิ่มเฉดสีใหม่เข้ามา ได้แก่ แดงมิลาโน, น้ำเงินฮาร์เวิร์ด,
เทาพิวเตอร์ และสีเขียวโลว์ซานน์

เพิ่งสังเกตแฮะว่ายุคนั้นสีขาวไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ที่ต้องรอคิวหรือเสียเงินเพิ่มเนาะ!?!

Civic 1.5 และ 1.6 ช่วยกันสร้างยอดขายให้ Honda ต่อมาอีกสักพัก แม้ว่ารถรุ่น LXi และ EXi จะได้
กระแสตอบรับที่ดีและมีผู้คนทั้งที่บ้าแรงม้าและไม่บ้า..แต่มีตังค์ ถอยไปใช้กัน พวกเราก็รู้กันอยู่แล้วว่า
มันจะไม่ใช่ Civic EG รุ่นที่สร้างประวัติศาสตร์..เพราะต้องรอหลังจากนั้นอีกราว 2 เดือน

พอเดือนสิงหาคม 1993 Honda ระเบิดถล่มตลาดรถยนต์เมืองไทยลูกโต ช็อควงการ ด้วยการเปิดตัว
Civic 3 Door ในราคา โคตรถูก รุ่นเกียร์ธรรมดา 1.5 LX ตั้งราคาขายเพียง 361,000 บาท ส่วนรุ่น
เกียร์อัตโนมัติ 1.5EX แปะป้ายเอาไว้ 396,000 บาท

เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคที่คนไทยยังไม่รู้จัก Hotmail ไม่ได้คาดคิดกันมาก่อนว่า Honda จะแอบซ่อนเขี้ยวเช่นนี้!
แน่นอนว่ากระแสตอบรับนั้นโด่งดังชนิดที่เราต้องไปเขียนถึงกันในบทความ 50 รถดังแห่งยุคเลยทีเดียว

ฮิตขนาดไหน ก็ลองฟังตา J!MMY ของเรา เล่าไว้แล้วกัน ในฐานะที่เกิดทันเห็นปรากฎการณ์บ้าระห่ำครั้งนั้น

“ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ชั้น ม.2 ที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตั้งอยู่ในซอย ประมวญ อันเป็นสถานที่
ตั้งแต่ดั้งเดิมของ โชว์รูม Honda หนึ่งในไม่กี่สาขาที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ ตอนนั้น เช้าวันที่ 1 สิงหาคม 1993
Honda เปิดตัว และลงโฆษณา Civic 3 ประตู ในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนึ่งหน้าเต็ม พร้อมกับราคาขาย
ปลีกเล่นเอาผมช็อคไปเลย เพราะถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เมืองไทย ว่า Honda
จะกล้าตั้งราคาขายรถยนต์ของตน ได้ถูกเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้ (คิดดูแล้วกันว่า ขนาด รุ่นถูกสุดของ Honda
Brio ในปี 2011 ก็ยังมีราคาตั้ง แพงกว่า เจ้า Civic 3 ประตูในตอนนั้น)

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า พอเลิกเรียน ผมเดินออกไปดูหน้าโชว์รูม Honda สภาพในโชว์รูมนั้น
เต็มไปด้วยผู้คนที่มาดูรถ แม้ว่า จะมีม่านบังแดดปิดลงมาครึ่งหนึ่ง เพราะตอนบ่าย แสงแดด จะปะทะกับผู้คน
ในโชว์รูมกันเต็มๆ แต่ก็บังสภาพผู้คนที่เต็มโชว์รูมไม่มิด งานนี้พนักงานขาย รับสายโทรศัพท์กันจ้าละหวั่น

และเพียง 3 วันหลังจากนั้น Honda ก็กวาดยอดจอง Civic 3 ประตูไปมากถึง 9,000 คัน!!
กลายเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์รถยนต์เมืองไทย เพราะไม่เคยมีใครทำสถิติยอดสั่งจอง
เยอะมากขนาดนี้มาก่อน จน Honda ประกาศขอปิดรับจองชั่วคราว เพื่อเร่งผลิตและระบายยอดสั่งจองทั้งหมด
ให้เรียบร้อยเสียก่อน”

ผมเสริมให้อีกว่าขนาดรับจองแทบไม่ทัน และบางที่ปิดรับจองไปเลย ยอดก็ยังไหลมาเทมา แม้ 4 วัน
หลังจากนั้นยอดจองก็ยังเดินหน้าต่อจนทะลุ 10,000 คัน และถ้ามองไกลไปอีก..เอาเป็นว่ายอดขายของ
Honda ปี 1994 เขยิบมาอยู่ที่ 24,000 คันโดยประมาณ ซึ่งเพิ่มมากกว่าปีก่อนถึง 60%! ไม่ต้องบอกก็รู้
ว่าใครเป็นตัวดัน

ความแตกต่างระหว่างเมืองไทยที่เด่นชัดกับตลาดแม่อย่างญี่ปุ่นก็คือ ในขณะที่เมืองแม่ของเขา มีรุ่น ระดับ
การตกแต่งและเครื่องยนต์ต่างๆให้เลือกมากมาย แต่ในเมืองไทย Honda Cars เลือกที่จะมีให้เลือกแค่รุ่นเดียว
กับระบบส่งกำลังสองแบบ และเป็นขุมพลังแบบเดียวกันกับ Civic 4 ประตูรุ่น 1.5LX/EX ซึ่งมีแรงม้าแค่ 91 ตัว

พอได้ทราบว่าธีมของรถรุ่นนี้ในเมืองไทยคือ “Drive your city life!” มันก็บ่งชี้กันอยู่ชัดเจนแล้วว่าพวกเขา
กะจะลงเล่นในตลาดซิตี้คาร์ ซึ่งนี่เองเป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกสเป็ครุ่นต่ำมาทำตลาดและพยายามกดราคา
ให้ต่ำมากจนคนที่กำลังคิดจะซื้อรถ C-Segment เครื่อง 1.3 ลิตร 4 ประตูจากค่ายของคู่แข่งต้องคิดกัน
หลายตลบ เพราะการยอมเสียจำนวนประตูไป แต่ได้เครื่องยนต์พิกัดโตกว่า แถมด้วยภาพลักษณ์ความเป็น
Honda ซึ่งสมัยนั้นเป็นรถญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าอะไหล่แพง มันจึงทำให้มีความเชื่อกันว่าคนที่ใช้ Honda ต้อง
มีเงินติดกระเป๋ามากอยู่พอสมควร

(ภาพ..สแกนจากโบรชัวร์)

อุปกรณ์ติดรถ..หึหึ…ใครที่บ่นว่าให้ของมาน้อย กรุณาย้อนกลับไปดูราคาเปิดตัวเสียก่อน ราคามิตรภาพแบบนี้
ได้กระจกไฟฟ้ามาก็บุญแล้ว นอกเหนือไปจากนี้อุปกรณ์อื่นๆแทบจะลอกตารางมาจากรุ่น 1.5 4 ประตู
เบาะหนังเทียม ล้อ 185/70/13 พร้อมฝาครอบ พวงมาลัยเพาเวอร์มีในเฉพาะรถรุ่นเกียร์อัตโนมัติ
เข็มขัดนิรภัยสำหรับคนนั่งหน้าจะเป็นแบบ 3 จุด ELR แต่เบาะหลังจะให้แบบ 2 จุด สองตำแหน่ง ..นี่สิยอด!
เพราะคู่แข่งที่เบิ้มกว่าอย่าง Nissan NX Coupe ที่ผมใช้อยู่ ราคา 600,000 บาท แต่ไม่มีเข็มขัดคนนั่งหลังให้
นะครับ สองจุดของ Honda ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

จุดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือเบาะหลังของรุ่น 3 ประตูนี้จะออกแบบให้สามารถพับได้เพื่อสะดวกแก่การขนของ
ชิ้นโตๆ ฝากระโปรงท้ายก็ออกแบบให้เปิดแยกได้ 2 ชิ้น (ซึ่งโดยส่วนตัวผมชอบมาก) ยิ่งไปกว่านั้น Honda
ได้ติดตั้งเครื่องกรองไอเสีย Catalytic Converter มาให้กับรถรุ่นนี้ด้วย เพื่อสนับสนุนเทรนด์ลดมลภาวะ
ซึ่งในช่วงนั้นต่างค่ายต่างก็พากันทยอยติดเครื่องกรองไอเสียนี้ใส่ให้กับรถที่จำหน่ายในประเทศกัน

ที่สำคัญ..ฮี่ฮี่ฮี่..รถราคาสามแสนหกในวันนั้น มีปัดน้ำฝนกระจกหลังมาให้ด้วยว้อยย!

สำหรับโทนสีที่มีให้เลือกในล็อตแรกนั้น ประกอบไปด้วยสีแดงมิลาโน่ น้ำเงินฮาร์เวิร์ด ขาวฟรอสต์ และ
เงินฟรอสตี้ (ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง กับอาหารเช้าซีเรียล ของ Kellogs แต่อย่างใด)

นอกจากความดังในเรื่องยอดขายแล้ว Civic 3 ประตูยังเป็นข่าวในสื่อสิ่งพิมพ์ (ก็สมัยนั้นมันไม่มี facebook)
อยู่พักใหญ่ เนื่องจากมี Civic 3 ประตูเกิดอุบัติเหตุ และความเสียหายก็เผยให้เห็นวัสดุซับเสียง
ที่ดันซวยมีหน้าตาคล้ายกระดาษลัง คนเลยพากันเข้าใจว่า Honda เอากระดาษลังมาบุหลังคา
ซึ่งที่จริงมันไม่ได้บ้าขนาดนั้น แค่ดูคล้ายกันเท่านั้นเอง คิดมากฉี่เหลืองเปล่าๆ

ภายใน 1 ปีหลังจากการเปิดตัว Honda ก็มีรายการปรับเสริมเพิ่มแต่ง Civic รุ่นต่างๆอีกเป็นระยะๆ

Honda Civic 3 ประตู มีการเพิ่มแถบกันกระแทกด้านข้างตัวรถ เพิ่มเหล็กกันโคลงหลัง
เพิ่มคานเสริมนิรภัยในประตู (Side door beam) ส่วนโทนสีที่มีให้เลือก ก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง
แดงมิลาโน่ และขาวฟรอสต์ยังอยู่ แต่สีอื่นหายไปหมด กลายเป็นสีเงินสกาย น้ำเงินแอทแลนติกมาแทน
แล้วที่เด็ดสุด ก็น่าจะเป็นสีเหลืองเดซี่ที่ใจป้ำพ่นออกมาให้เลือก และนับว่าเป็นรถสีแปลกที่ได้รับ
กระแสตอบรับดีมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้น กว่าที่ Honda จะเอาสีเหลืองกลับมาให้คนไทยใช้อีกครั้งก็ต้องรอ
จนถึง Jazz GD ไมเนอร์เชนจ์ประมาณ 1 ทศวรรษให้หลัง

นอกจากนี้ก็มีการปรับราคาขึ้น จากเดิมกลายเป็น 398,000 บาทในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 425,000 บาท
ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

ส่วน Honda Civic รุ่น 4 ประตูมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดกว่า!

เดือนสิงหาคม ปี 1994 Honda กำลังอยู่ในยุคปรับภาพลักษณ์ทางเทคโนโลยีในตลาดเมืองไทยขนานใหญ่
หลังจากที่ได้ชื่อว่าทำรถภาพลักษณ์สูงแต่ให้ของเล่นแบบไม่เต็มหน่วย ก็กลายเป็นลุย และชูจุดเด่นทาง
เทคโนโลยีเครื่องยนต์และอุปกรณ์กันเต็มที่ ในช่วงปีนั้น Honda เมืองไทยพยายามสร้าง Customer
Recognition ให้ลูกค้าได้รู้จักกับคำว่า “VTEC” อย่างจริงจัง รูประบายสีน่ารักเขียนว่า “I AM VTEC”
สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ Honda ยังนำรถหายากอย่าง Prelude VTi-R VTEC
แรงม้าเฉียด 200 ตัว และ Integra VTi-R 170 แรงม้าซึ่งทั้งคู่เป็นสเป็คออสเตรเลียมาให้คนไทยได้สัมผัส
ของแรง ส่วนทางด้านรถบ้าน Honda เปิดตัว Accord ใหม่ในปีนั้น ซึ่งแม้รุ่นหลักๆจะยังเป็น LXi/EXi
แต่ก็มีการนำรุ่นนำเข้าพิเศษ เครื่อง F22A SOHC VTEC มาให้เลือกใช้ด้วย (ราคา 1,170,000 บาท!)

แล้ว Civic ล่ะ? จะถูกทิ้งให้เป็นอนุกรมเดียวที่ไม่มีพลัง VTEC ให้เลือกเหรอ..บ้าน่า รถที่ทำยอดได้มาก
ที่สุดของค่ายนี่ล่ะ สมควรที่จะมีเครื่อง VTEC มากที่สุดแล้ว ดังนั้น จึงมีการนำเข้า Civic 1.6 VTi 4 ประตู
มาขายในราคา 745,000 บาท ซึ่งราคานี้ถือว่าสูงมากสำหรับรถยนต์นั่ง C-Segment สมัยนั้น แต่คุณได้
รถที่มีอุปกรณ์ครบครัน แถมมีมูนรูฟมาให้ด้วย มีที่เท้าแขนตรงกลาง เข็มขัดนิรภัย 3 จุด 4 ตำแหน่งครบ
พร้อม 2 จุด 1ตำแหน่งสำหรับคนนั่งหลังตรงกลาง เบาะนั่งหุ้มด้วยสักหลาดทั้งตัว เบาะหลังพับได้
กระจกมองข้างปรับด้วยไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังเพิ่มดิสก์เบรก 4 ล้อ และล้ออัลลอยขอบ 14 นิ้ว ลายพิเศษเฉพาะรถรุ่น VTi ที่นำเข้าเท่านั้น

แต่ส่วนที่น่าสนใจที่สุด ก็แน่นอนว่าต้องเป็นขุมพลัง D16 SOHC VTEC ซึ่งเหมือนกับรุ่น 1.6LXi, EXi
นั่นล่ะ ต่างกันตรงที่ฝาสูบแบบ VTEC ซึ่งการที่สามารถใช้ลูกเบี้ยว 2 ชุด ช่วยให้สามารถคงแรงบิด
รอบต่ำไว้ได้ในขณะที่รอบสูงก็จี๊ดจ๊าดขึ้นอีกหน่อย แรงม้าสูงสุดที่ได้คือ 130 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 14,8 ก.ก.ม./5,200 รอบต่อนาที

ตัวเลขช่างมันส์เขี้ยวขาโหดเท้าหนักเป็นยิ่งนักในยุคที่คู่แข่งค่ายอื่นๆม้าป้วนเปี้ยนกันแถวๆ 100-116 ตัว

ใครที่อยากได้ ก็มีให้เลือกกันทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีด

ถ้าใครอยากรู้ว่า Civic EG คันไหนเป็น CBU จำไว้เลยว่ารถนำเข้ารุ่นนี้จะไม่มีการขลิบขอบกระจกด้วย
โครเมียม มีมูนรูฟ กระจกมองข้างและมือจับเปิดประตูเป็นสีเดียวกับตัวรถ นอกจากนี้จะมีให้เลือกเพียง
2 สีเท่านั้น คือแดงโทริโน่ (Torino) และสีเงินโว้ก (Vogue)

แต่..ขอให้โชคดี เพราะขนาดผมจำลักษณะแตกต่างแบบนี้ได้ ก็ได้เคยเห็นรถรุ่นนี้ไม่กี่คันตลอดชีวิตที่ผ่านมา
คิดว่าไม่น่าถึง 20 คันด้วยซ้ำครับ ถ้าใครมีใช้อยู่ ก็ถือว่าโชคดีมาก มีของดีเก็บไว้เถอะครับ

ในช่วงท้ายตลาด Honda Civic ยังมีการปรับโฉมครั้งสุดท้าย..เรียกได้ว่า Swan Song (คำภาษาอังกฤษ เอาไว้
ใช้อธิบายถึงการฝากผลงานชิ้นโบว์แดงชิ้นสุดท้ายไว้ก่อนจากลา) จาก Civic EG ก็ยังถือว่าไม่ธรรมดา
โดยหลังจากที่เปิดตัวรุ่น 1.6VTi ในแบบนำเข้า (และขายได้แบบกระปริบกระปรอย) Honda ก็ประกาศ
ออกสื่อว่าเห้ย..ถ้ารุ่นประกอบนอกแพงไป รออีกแป๊บ เดี๋ยวก็จะมีตัวประกอบในประเทศมาให้เลือก

หนุ่มสาวเอย พวกเธอว์จงรอออออ (ขอยืมสำนวน เว็บดรามา มาใช้หน่อยเถอะ!)

ว่าแล้วก็มาจริงๆ Honda เปิดตัวรุ่นเครื่อง VTEC ประกอบในประเทศ ซึ่งใช้เครื่องยนต์บล็อคเดียวกัน
ตามสเป็คแจ้งแรงม้าแรงบิดสูงสุดเหมือนกันเด๊ะๆ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่เหมือนกัน กล่าวคืออัตราทดเกียร์
ซึ่งรถประกอบนอกจะมีอัตราทด 2 เกียร์สุดท้ายที่จัดกว่ารถประกอบใน (เป็นแบบนี้ทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา
และเกียร์อัตโนมัติ) ประการที่ลองคืออัตราทดพวงมาลัยซึ่งรุ่นประกอบนอกจะทดไวกว่า หมุนระยะ
ล็อคถึงล็อคซ้ายขวาได้ 3.1 รอบในขณะที่รุ่นประกอบในจะได้ 3.6 รอบ

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ก็เรียกได้ว่ายกชุดออพชั่นตัวนอกมาให้ใช้กันหลายอย่าง แต่มีบางอย่างที่ต่างกัน
เช่นมูนรูฟและเบาะหลังพับได้ เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าที่ปรับสูงต่ำได้ และเข็มขัดสำหรับผู้โดยสารคนที่ 5
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีในรุ่นประกอบในประเทศ แต่รุ่นประกอบในประเทศก็มีคิ้วโครเมียมเดินรอบกระจกให้
ส่วนล้อรถ รุ่นประกอบในจะเป็นลายดาวห้าแฉกสีเงินมีร่องตรงกลางห่อหุ้มด้วยยางขนาด 185/65/14
ในขณะที่รุ่นประกอบนอกจะใช้ยาง 185/60/14

ขณะเดียวกัน จะไม่ทำอะไรกับรถรุ่นอื่นเลยก็กระไรอยู่ รุ่น 1.5 และ 1.6 ที่ไม่มี VTEC ก็ได้รับการอัพเกรด
ขึ้นไปพร้อมๆกัน ณ จุดนี้ รถ 1.5LX มีพวงมาลัยเพาเวอร์มาให้เสียที และทั้ง LX/EX จะเปลี่ยนเบาะ
มาเป็นแบบสักหลาดที่มีขอบที่นั่งเป็นไวนิล เข็มขัดนิรภัยมาครบ 3 จุด 4 ตำแหน่ง

ส่วนรุ่น LXi/EXi เพิ่มล้ออัลลอยลายเดียวกันกับรุ่น VTEC มาให้
เรื่องอุปกรณ์ ถ้าให้ง่าย ก็ดูจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ

แต่เดี๋ยวก่อน มีอีกเรื่องนึงที่สงสัย ..ที่จริงอยากถามคนทำโบรชัวร์สมัยนั้นว่า..
“พวกพี่จะไม่ตรวจทานความสมจริงของรูปต่างๆกันหน่อยเหรอครับ?”

เพราะบางที มันก็ออกมาแบบมึนๆอย่างรูปสแกนจากโบรชัวร์ข้างล่างนี้

ส่งท้ายกันอีกครั้งด้วยรุ่น 3 ประตู ซึ่งในช่วงท้ายตลาดและคาบเกี่ยวกันกับช่วงที่ Civic ตาโตในเมืองนอก
เริ่มเป็นข่าว Honda ก็จับตัว 3 ประตูมาแต่งหน้าทาปากด้วยการเพิ่มเฉดสีสะท้านใจพ่อเช่นสีเขียว ที่เขียวจัด
แบบงูเขียวเรียกพ่อ และสีส้มที่ส้มประชดโลกชนิดน้ำส้มไบเล่เรียกแม่  แต่ทว่าทั้งสองสีนี้หายากหน่อย
แล้วยังเปลี่ยนล้อมาเป็นล้อลาย 8 ก้านปัดเงาอย่างสวยจาก Enkei ขอบ 13 นิ้วอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ยังงงอยู่ว่า “เพราะอะรายย” ก็คือความต่างระหว่าง Civic 3 ประตูช่วงแรกกับช่วงท้ายตลาด
อยู่ที่คิ้วกันกระแทกด้านข้างครับ..มองจากข้างนอกไม่รู้หรอก ต้องแกคิ้วออกถึงจะทราบ เพราะในขณะที่
รถล็อตแรกๆจะใช้กาวอย่างดีแปะคิ้ว รุ่นหลังๆ(ปลายปี 94 จนถึงคันสุดทัายในปี 95) จะเปลี่ยนเป็นแบบ
หมุดยึดตลอดแนว ซึ่งถ้าแกคิ้วออก คุณจะเห็นประตูเป็นรูๆเลยครับ แปลกดี ทำไมต้องหาเรื่องเปลี่ยนแบบ
วิธีการยึดคิ้วทั้งๆที่แบบกาวยึด 3M มันไม่ได้หลุดกันง่ายๆ (แต่สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งกับ Civic ES
ซึ่งรถโฉมแรกเป็นคิ้วยึดด้วยกาว และโฉมหลังจะเป็นหมุดกิ๊บยึด) ความรู้เสริมตรงนี้ขอเครดิตคุณแป๋ง
พัชรพงศ์ รุ่นน้องใน MU Car Club ของผมครับ

แถมกันนิดหน่อยกับ Accessories (อุปกรณ์ตกแต่ง) ที่ต้องว่ากันแบบบรรยายตามภาพไป
ไม่คิดว่าจะได้เห็นแคตตาล็อกของแต่งจากศูนย์ Honda ในยุคนั้นเหมือนกัน ก็ต้องขอบคุณตาจิม
ที่ยังเก็บรักษาเอาไว้ได้อย่างดี

ล้อแบบต่างๆที่มีให้สั่งครับ ล้อหมายเลข (14) นั้นคือล้อแบบที่คุณจะพบได้ในรถ Civic VTi สเป็คนำเข้า
ที่ว่ากันว่าหายากสุดๆ ส่วนอันซ้ายสุดนั้นคือล้อลายใบพัดขอบ 15 นิ้ว เป็นของแต่งตามแบบของรถนอกเช่นกัน
ผมมองว่าเป็นล้อที่สวยและเข้ากับบอดี้ได้ดีที่สุด..แถมเป็น 15 นิ้วด้วย สมัยนั้นชาวบ้านชาวช่องในไทย
ใช้กับแต่ 13-14 นิ้วสำหรับรถ C-Segment

แต่พอเปิดใบแจ้งราคาดู..วงละ 7,500 บาท ..(- -‘) แพงกว่าล้อแต่งอีก เก็บเงินไว้ซื้อข้าวให้น้องผู้หิวโหยกินเถอะ

ของตกแต่งต่างๆของรุ่น 3 ประตู ..หึหึ มีกระจกส่องข้างแบบปรับด้วยไฟฟ้า แถมพับด้วยไฟฟ้ามาให้ด้วย
แต่จำไม่ได้ว่าต้องเสียเงินเพิ่มกันเท่าไหร่..ยังดีที่มีให้เป็นของสั่งพิเศษเมื่อ 16-18 ปีก่อน..สมัยนี้รถบางคัน
ราคาเป็นล้านยังไม่มีให้เลย (ไม่ใช่ Lancer EX เพราะขานั้นเขาใส่มาให้เรียบร้อยแล้วฟร่ะ)

ส่วนนี่เป็นของรุ่น 4 ประตูครับ เห็นพวกเสากะระยะแล้วนึกขึ้นได้ว่าสมัยนั้นพวกเราหลายคนโดยเฉพาะ
คนที่ขับรถไม่ค่อยเก่ง ต้องมีเสากะระยะหน้าเสมอ ยกเว้นเพื่อนผมบางกลุ่มที่แอนตี้ไ้อ้เสานี่มาก เพราะ
เขาเชื่อกันว่าติดแล้วดูเหมือนเป็นคนขับรถไม่เก่ง เลยไม่ติดกัน

 

ที่ชอบมากคือพวกของจุกจิกเล็กๆน้อยๆ..มันเริ่มขายกันจากสมัยนี้เองล่ะเนาะ ใครที่ยังไม่ได้พกมือถือ
ก็สามารถสั่งจากศูนย์ Honda ได้ เห้ย! สมัยนี้เขาไม่มีใครทำกันแล้วมั้ง หรือว่า Mini จะลองทำดู?
ซื้อ Mini แถม iPhone, iPod, iPad ก็ลองดูได้นะ ส่วนผม ขอบาย เพราะว่า..iBroke

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Civic EG หรือ Sport Civic ของเราก็ทำหน้าที่ต่อกรกับคู่แข่ง
ที่เริ่มทยอยปล่อยข่าวหรือเปิดตัวรถ Generation ใหม่ อย่าง Nissan Sunny B14 เป็นต้น ตัวรถก็ได้รับ
ความนิยมอยู่บ้างแต่แผ่วลงไม่เหมือนกับช่วงที่เจ้า 3 ประตูเพิ่งเปิดตัวใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่ามันเป็นรถ
โมเดลที่มีความสำคัญกับแบรนด์ของ Honda ทั้งในด้านการปฏิวัติยอดขาย ด้วยรุ่น3 ประตู และปฏิวัติด้าน.
เทคโนโลยี พลิกตัวเองจากการทำรถล้าหลังออพชั่นต่ำมาเป็นรถ C-Segment บ้าแรงม้าที่ประสบความสำเร็จ
ในการผูกแบรนด์ Honda เข้ากับเรื่องแรงม้า ซึ่งผลของมันยังอยู่จนกระทั่งวันนี้

ในด้านความเป็นรถใช้งาน มันก็เป็นรถที่หนุ่มสาว หรือแม้กระทั่งคนแก่แอบหนุ่มแอบสาวพยายามหามาใช้
มันตอบสนองด้วยทางเลือกรุ่นที่มากมายรองรับเกือบทุกความต้องการของตลาด (ยกเว้นพวกเท้าหนักที่
อยากได้รุ่น SiR แบบเมืองนอก)

บุคคลมีชื่อเสียงหลายคนก็ถอย Civic EG มาใช้ เท่าที่ผมจำได้คือคุณหลิน นุศรา ประวัณณา (สะกดถูก
หรือเปล่า?) ซึ่งสมัยนั้นเป็นนางเอกละครช่อง 7 เรื่องปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม คู่กับคุณออยล์
ธนา สุทธิกมล ส่วนใครที่ชอบฟัง “หนุ่มบาวกับสาวปาน” ก็ขอบอกไว้เลยว่าคุณ ปาน เธอก็เป็นคนหนึ่งที่
ถอย Civic EG 3 ประตูมาใช้ เพิ่งรู้มาตอนหลังว่าเสธ.ไก่อู ที่ออกทีวีหน้าง่วงๆในช่วงที่มีการชุมนุมที่
ราชประสงค์เมื่อปีที่แล้ว นั่นก็เคยมี Civic EG 3 ประตูเช่นกัน

ส่วนในด้านมอเตอร์สปอร์ตนั้น ผมคิดว่าในยุค Hi-Speed Internet นั้น คงมีรถเพียงน้อยรุ่นที่สามารถพาตัวเอง
เข้าไปอยู่ในการแข่งขันจนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาได้อย่าง Civic EG

นับตั้งแต่ช่วงที่เรายังเห่อการแข่งขันทางเรียบ Civic EG ก็ไปปรากฏตัวอยู่ในสนามแข่งพีระเซอร์กิตจนเป็น
ขาประจำ พอเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ที่เมืองไทยเริ่มฮิตการแข่งขันจิมคาน่า Civic ก็เป็นรถที่สามารถพบเห็น
ตามสนามจิมคาน่า…ที่ใดมีกรวยส้ม ที่นั่นย่อมมี 3 Door…ชัดไหม? นักแข่งจิมคาน่าที่มีชื่ออย่างคุณปอม
(Pom Gambino) มีชื่อเสียงจากการใช้รถรุ่นนี้ทำคะแนนนำเป็นอันดับต้นๆในหลายต่อหลายนัด

ยิ่งในช่วงหลังๆที่เทคโนโลยีการโมดิฟาย Honda บ้านเราเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น Honda ก็ลงมาเล่นในสนาม
ควอเตอร์ไมล์เยอะกว่าแต่ก่อน เยอะจนกระทั่งสามารถจัดรายการ Drag ใหญ่ๆที่มีแต่ Honda เข้าร่วม
อย่าง VTEC Party ขึ้นได้เป็นประจำ และคงไม่ต้องสืบว่ารถรุ่นไหนที่เราเห็นกันได้มากที่สุดในงานอย่างนี้

เรียกได้ว่าจะเป็นการแข่งรูปแบบใด เราพบ Civic ได้ในทุกงานนั่นล่ะ ยกเว้นงานดริฟท์ ซึ่งรถขับหลังอย่าง
200SX และ Cefiro A31 ยังเป็นรถที่ครองสนามอยู่

นอกจากเรื่องในสนามแข่ง..นอกสนามแข่งก็ใช่ย่อย หึหึ ใครที่เป็นตีนผี Streetrace สารภาพบาปมาซะ!
3 ประตู/4 ประตูก็ไม่มีแบ่งไม่มีแยก..จำได้ว่าเมื่อช่วงปี 2002-2006 Civic คันไหนที่แต่งมามากพอและ
โมดิฟายจนมีพละกำลังสูงจะเป็นคู่ปรับตัวฉกาจกับ 4 เม็ดแรงๆอย่าง Corolla 4A-GE หรือไล่บี้พวก
รถแต่งวางเครื่อง SR20DET กันเป็นว่าเล่น ยิ่งถ้าคันไหนเรี่ยวแรงเครื่องเยอะเป็นพิเศษ..เขาไม่มอง
4 เม็ดด้วยกันหรอกครับ..โน่น ข้ามรุ่นไปไล่ฟัดพวก Cefiro/200SX ที่วางเครื่อง 1JZ-GTE หรือ 2JZ-GTE
กันเลยทีเดียว บางคนในนี้ที่อายุไล่เลี่ยกับผมน่าจะจำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่มักเจอ Civic แต่ง แปะสติกเกอร์
“เทศกาลกินเจ” ฟังดูมีกุศลแบบตีนหนักๆยังไงชอบกล

หลายปีก่อนหน้านี้ ในยุคที่สนามคลอง 5 ยังใหม่ๆซิงๆ คนเล่น Honda จะรู้จักนักเลงรถท่านหนึ่งที่ควบ
Civic Ferio สีขาวที่อุปกรณ์ดูครบ ไม่ได้ดูป่าๆดิบๆเตรียมไล่ฆ่าใคร แต่ถ้าไล่เมื่อไหร่ เป็นเรื่องแน่ๆ เพราะรถ
คันที่ว่านั้นนับได้ว่าเป็น VTEC+Turbo หมาป่าในสูทลูกแกะชัดๆ ค่าโมดิฟายเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าแพงกว่ารถ
ก็แล้วกัน รถคันนั้นเป็นรถโปรโมทของอู่วิชัยการช่างเลยก็ว่าได้ เคลมกันว่ารถคันนั้นสามารถทำแรงม้าได้
ทะลุ 400 ตัว! ซึ่งผมเองก็คิดว่า..โม้ว่ะ จนกระทั่งในวันฉลองเปิดสนามแข่งคลอง 5 ได้เจอของจริงกับตา เมื่อจู่ๆ
นายสนามก็ป่าวประกาศเรียกคนชื่อ “เจ๊ตี๋” ลั่นทั่วบริเวณ “เอ้า เอ้า เอ้า..เจ๊ตี๋ เอาซะหน่อย เร็วๆเลย”

เสียงผู้คนในสนามเฮลั่นทุ่ง รถ Civic Ferio สีขาวคันหนึ่งแล่นจากข้างหลังมาจอดเข้าเส้นอยู่ที่ชุดไฟสตาร์ท
สักพักคนขับก็เปิดประตูลงมา จากนั้นก็มีคนเดินออกมาจากหมู่ผู้ชม ก้าวขึ้นไปนั่งในรถคันนั้นอย่างชิลล์ๆ
ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นประจำทุกวัน จากนั้น เสียงเบิ้ลเครื่องก็ดังขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่สัญญาณไฟ
จะปรากฏเป็นสีเหลือง..เหลือ..และเขียว! Civic คันนั้นพุ่งออกไปเหมือนจะไม่แรงอะไรเลย แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีแรงนะ
คนขับกำลังพยายามปราบแรงเครื่องให้อยู่หมัดต่างหากล่ะ! พอล้อเริ่มจับและอาการฟรีลดลง เราก็ได้ยินเสียง
VTEC กับเวสต์เกตลั่นสนาม แผดกังวานในขณะที่ไฟท้ายของ Civic Ferio คันนั้นพุ่งจากพวกเราไปด้วย
ความเร็วที่ไม่ธรรมดา ก่อนจะวิ่งเข้าเส้นไป และเวลา ET ที่ปลายเส้นโชว์ตัวเลข 12.34 วินาที!

ถ้าฟังดูแล้วยังนึกไม่ออกว่าเร็ว..Subaru Impreza STi ตาเหยี่ยวที่จูนกล่อง วิ่งกันอยู่ 13.6-13.7 วินาที
และ Ferrari F360 ก็เร็วกว่านั้นไม่มากนัก ในยุคนี้ 12 วิที่คลอง 5 อาจเป็นเรื่องธรรมดาเพราะพวกที่ทำ
VTEC Turbo แข่งของจริงเขาว่ากันที่ 10-11 วิได้เป็นปีๆแล้ว แต่ถ้าย้อนกลับไปดูว่านั่นคือปี 2005 ผมว่า
มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกประทับใจจนไม่มีวันลืม

 

[Buying & Tuning]

หลังจากผ่านมา 15 ฝนเป็นอย่างต่ำๆ ราคาของ Civic EG ก็ร่วงลงมาอยู่ในระดับที่สามารถซื้อหามาปลุกปั้น
เล่นเป็นรถซิ่งคันที่สองหรือสามของบ้านได้ จากที่เมื่อช่วงก่อนหน้านี้สัก 5 ปีราคาของมันยังคงเส้นคงวาใน
ระดับที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะตัว 3 ประตู

แต่ต้องแยกจุดประสงค์ให้ชัดเจนก่อนว่าคุณต้องการแบบไหน ถ้าจะเอามาทำเป็นรถไว้ใช้วิ่ง Track day
จะเอามาทำเป็นรถซิ่งอวดสาวในงบพอรับได้ หรือว่าคิดรักจริงแต่ไม่แต่ง (โมดิฟาย) อยากขอใช้สภาพสวยดี
และเดิมโดยการบูรณะใหม่ ทำเป็นรถสภาพสวยๆแล้วใช้งานต่ออีก 5 ปีก็ยังมีหวัง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยสภาพตัวถังที่ดีก่อนเสมอ แต่การเลือกรุ่นที่จะมารับใช้คุณ จะมีความสำคัญ
รองลงมาในลำดับต่อไป

ถ้าคุณคิดจะใช้แบบเดิมสนิทงามๆ ณ วินาทีนี้ไม่ต้องไปมองรุ่นถูกๆให้เสียเวลาครับ เจาะลงจงเลือกรุ่น
VTi-L หรือ VTi-E ไปได้เลย เพราะเครื่องยนต์ดีที่สุดแล้ว ออพชั่นติดรถที่ให้มาก็มีความพอเพียงชนิดที่
ไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรเพิ่มมากนัก รถปีหลังๆพวกนี้ในประตูจะมีคานเสริมนิรภัย Side door beam
มาให้แล้ว มีเข็มขัดนิรภัยมาให้ 4 ที่นั่ง เรียกได้ว่าจับมาเสร็จ ก็จัดแจงเช็ค เกียร์ เครื่อง และช่วงล่าง
จากนั้นก็ใช้ต่อได้นานๆแบบสบายๆ ปัญหาส่วนตัวกับระบบไฟฟ้านั้นไม่ค่อยมีให้พบเห็น ถ้ารถคันนั้น
ไม่เคยโดนรื้อหรือยุ่งกับสายไฟมาก่อน

จริงอยู่ว่าราคาของรถ 1.5LX/EX ปี 1992-93 ณ บัดนี้จะต่ำยั่วยวนใจแค่แสนนิดๆ แต่อย่าลืมว่ารถเหล่านี้
ขาดอุปกรณ์ที่ควรจะมีไปหลายอย่าง พละกำลังของเครื่องยนต์ก็ขี้คร้านจะออกตัวแพ้ Brio และพูดถึงเรื่อง
การประหยัดเชื้อเพลิงก็อย่าคาดหวังมาก..ผมเคยเอารถ 1.5 เครื่องคาร์บิวเรเตอร์มาใช้อยู่พักหนึ่ง เวลามัน
รวนทีนึง กินน้ำมันยังกะ 6 สูบเรียงเลยครับ

แล้วทางเลือกไหนที่จะเหมาะต่อการเล่นรถรุ่นปีเก่าที่ราคาถูก? ก็คงได้แก่คนที่มีงบน้อยจริงๆ แต่หลงใหลในรถรุ่นนี้
ซึ่ง..ให้ตายเถอะเก็บเงินต่ออีกหน่อยแล้วเล่นรุ่นท้อปเหอะ..ส่วนอีกพวก ก็ต้องเป็นกลุ่มคนที่ซี้ปึ้กกับอู่ Honda เจ๋งๆ
มี Connection ทางด้านเครื่องยนต์และอะไหล่พร้อมที่จะหามาวางหรือติดตั้งได้

ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะความแพร่หลายของอะไหล่และเครื่อง Honda Civic EG ในทุกวันนี้นั้นไม่ได้เหมือนกับ
สมัย 4-7 ปีก่อนอีกแล้ว!

พูดไปก็เหมือนกับตบปากตัวเองเพราะความที่ห่างหายจากการเล่นรถแต่งไปนาน คิดว่าป่านนี้ของเล่นของแต่งสำหรับ
Civic รุ่นนี้จะยังมีเหลือเฟือ แต่เปล่าเลย ผมนั่งคุยกับน้อง Tee@Abuser เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และผสมวง
ด้วยรุ่นน้องของผมอีกท่านหนึ่งคือคุณแป๋ง พัชรพงษ์ (ซึ่งเชี่ยวชาญกับ Honda EG มากกว่าผม และปัจจุบันใช้
EG 3 ประตู B20+B16 อยู่) ก็ได้ความว่าทุกวันนี้อะไหล่เซียงกงเริ่มขาดตลาดและหาไม่ง่ายอย่างที่คิด
เรื่องของเรื่องก็คือ “B16 ของ Civic แถบจะถูกกวาดซื้อไปหมดเกาะญี่ปุ่นแล้ว” Tee บอก “มันเป็นวัฏจักร
ตามอายุและความนิยมของตัวรถที่จะส่งผลว่าจะมีของให้เราซื้อหาเล่นได้อีกนานเท่าไหร่ เมื่อหลายปีก่อน เราพบว่า
Civic EF อะไหล่ขาดตลาดและหายากจากอายุรถ ตอนนี้มันก็ถึงทีของ EG แล้ว ส่วน EK ก็คงตามๆกันไป”

ดังนั้นแปลว่าถ้าเป็นไปได้ ควรหารถที่ทำมาแล้ว วางเครื่องมาแล้ว แล้วมาปรับสภาพซ่อมต่องั้นหรือ?
“ใช่” ตี้ยืนยันกับผมอย่างนั้นแหละครับ แต่ก็ไม่ลืมที่จะกำชับว่าทำมาแล้วก็จริง แต่ต้องสภาพดีนะ ส่วนเครื่อง
ถ้ามีอะไรเสื่อมไปบ้างค่อยมาตามซ่อม มีเครื่องที่ต้องซ่อมแล้วบากหน้าไปเบิกอะไหล่ ก็คงลำบากไม่แพ้การ
ตามหาเครื่องแล้วหาไม่ได้ทั้งๆที่ตัวรถน่ะจอดรอหัวใจใหม่อยู่บ้านแล้ว

ผมเลยคุยต่อกับตี้เรื่องทางเลือกของเครื่องยนต์ ซึ่งถ้าจะเขียนให้อ่านง่ายๆ คงต้องเขียนกันเป็นบทพูด
เหมือนซ้อมละครจะดีกว่า เรื่องนี้ของจริงคุยกันมันส์มากเพราะเราสองหัวต่างวัย ต่างแบกความรู้คนละเรื่องกัน
และการแชร์ความรู้ในลักษณะนี้ก็เป็นเรื่องที่สนุกเสมอในสายตาผม

มันจะ Fart & Furious ไปไหมวะ? แต่ก็เอาเหอะ!สมนาคุณล่ะกันครับ ท่านผู้ชม!

Commander CHENG: ตอนนี้ในสังคม Civic เอะอะอะไรก็วิ่งหา B16A เหมือนสมัยยุคที่พี่เรียนมหาวิทยาลัย
อยู่หรือเปล่า?
Tee: เปลี่ยนไปนานแล้วพี่..ช่วงหลังๆเครื่อง B16,B18 นี่หายากเต็มทน มันก็เลยมีช้อยส์ใหม่ๆเกิดขึ้น
พี่ก็เคยได้ยินไม่ใช่เหรอ? เดี๋ยวนี้เขามีคำว่า “แค็มเดี่ยวเซ็ตโบ” ไงล่ะ นี่คือทางเลือกใหม่อย่างหนึ่ง ในเมื่อ
เครื่อง B-Series มันหายากเราก็ไปมอง D-Series SOHC VTEC กัน

[ภาพ: D15B SOHC VTEC..ราดมัสตาร์ด 555]

Commander CHENG: แล้วไปรุ่งขนาดไหนล่ะ?
Tee: ถ้าเอาแบบสุดๆ พี่ก็ดูตามคลิปในเมืองนอกได้เลยพี่ แค็มเดี่ยวเทอร์โบลูกควายๆ ทำวิ่งกันตับแลบ
Commander CHENG: ไม่เอาสิ! เอาแบบพื้นบ้านๆใกล้ตัวหน่อย ระดับเทพปล่อยเค้าไปก่อน

Tee: D15B, D16Y8 ทำเทอร์โบได้ทั้งนั้นพี่ แต่พี่ระวังก้านกับลูก(สูบ)ให้ดี ถ้ามีอะไรขึ้นมาแม่มไปก่อนเป็น
อย่างแรกๆเลย แล้วก็ถ้าคิดจะจัดหนักๆบูสท์เกิน 1 บาร์..ห้ามลืมใส่ Blockguard เด็ดขาด มันคือชิ้นส่วน
ที่เขาเอาไว้ค้ำแถวกระบอกสูบ..คือเครื่อง Honda นี่มันเป็นเสื้อสูบแบบ Open deck ซึ่งถ้าเปิดฝาสูบออก
แล้วมองลงไปจะเห็นแถวกระบอกสูบเรียงอยู่ตรงกลาง มีน้ำล้อมรอบ..พอเครื่องยนต์แรงมาก กำลังสูงมาก
หมุนรอบจัดๆด้วย ไอ้เจ้าแถวกระบอกสูบส่วนบนๆนี่แหละโย้ได้ ฉิบหายคาที่..ถึงที่หมายได้ด้วยรถยก

นึกอะไรออกอย่างนึง..เดี๋ยวผมเปิดให้พี่ดูภาพนี่..นี่…

Commander CHENG: ไอ๊หยา! เสื้อสูบเป็นรูเลยเว้ยเฮ้ย
Tee: แถมอีกภาพนึง มาจากเครื่องเดียวกันนั่นแหละ

Commander CHENG: ทำยังไงให้เละได้ขนาดนี้วะ?
Tee: ก็บูสท์ตวัดไปบาร์นึง แล้วก็น่าจะน้ำมันบางเกินไปด้วย เครื่องก็ไม่ได้ลดกำลังอัดเลย

Commander CHENG: เคยอ่านจากหนังสือรวมเล่ม Sports Compact ที่ Mike Kojima เขียนไว้หลายปีก่อน
เขาก็บอกเหมือนกันว่าถ้าท่อนล่างเดิม อย่าบูสท์เกิน 10 ปอนด์ (ราว 0.6-0.7บาร์) เด็ดขาดเพราะก้านสูบ
ไม่ทนเท่าพวกบล็อค B-Series

Tee: อันนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันพี่ แต่พวกผมทำเล่นกันเองบอกตรงๆว่าพอเห็นม้าลงพื้น 200 ตัวนี่ก็เริ่มแหยง
บอกเลยว่าพอแค่นี้ล่ะ มันไม่เหมือนกับเครื่อง L15 ใน Jazz GE/City พวกนั้นท่อนล่างเดิมผมจัดกัน 220
แรงม้าที่ล้อเลย ไม่กลัวด้วยถ้าไม่ได้แช่กันแบบแข่งกันไปตายอ่ะนะ

[ภาพ :D16 SOHC VTEC+เทอร์โบ]

Commander CHENG: แปลว่าในความคิดของเรา ประสบการณ์ของเราน่ะ เครื่อง D-Series ไม่เหนียวเท่า
L-Series ใหม่ๆงั้นเหรอ?
Tee: ใช่พี่ ส่วนงบประมาณก็แล้วแต่..พี่อยากใช้ของดีหรือเน้นถูกอ่ะ ถ้าเน้นถูกๆจะเอาชิ้นงานจีนก๊อปหรือพวก
หลินปิงมอเตอร์สปอร์ตมาใช้ก็ได้ จะกดงบให้ต่ำก็ได้ แต่ถ้าให้ดี เตรียมมาสัก 7 หมื่น ของมันจะไว้ใจได้
อาจจะถูกกว่านี้นะ แต่บอกเผื่อไว้ก่อน

Commander CHENG:
ก็เท่ากับว่าลงงบแพงกว่าการวางเครื่อง B16A ราวหมื่นนึง แต่ม้าลงพื้นเยอะกว่า
แต่ถ้า B16A ทำต่อ ก็ยังเล่นได้อีกเยอะ

Tee: ทำนองนั้นแหละพี่ แล้วพูดเรื่องม้าลงพื้นมันเท่าไหร่บ้าง ผมจำได้บ้างไม่ได้บ้าง

[ภาพ : B16A ในบอดี้ EG]

Commander CHENG: อันนี้คุยกับแป๋ง (พัชรพงศ์) กับจอร์จ (จูนเนอร์ร้อนเป็นไฟจาก Gettune) มา
เอาเท่าที่พวกมันเคยดูไดโน่ที่ Autocar มาละกัน

B16A ทำท่อทำเฮดเดอร์ นิดหน่อยๆ มีม้ามาลงพื้น 145-155ตัว
B18C ฝาดำทำเท่าๆกัน ม้าลงพื้น 160-165
B18C ฝาดำ แต่รื้อทำฝา ขัดพอร์ท ใช้แค็มฝาแดง (ยกมาจากเครื่อง Type-R) ลูกสูบหัวนูน ได้ม้ามา 186 ตัว

B20 (ท่อนล่าง) +B16 (ท่อนบน) แค็มดำเดิม มี 178-185 ตัว มีแค็ม Type R คงมากกว่านี้อีก 190-200 ได้
B16A ท่อนล่างเดิม ใส่แค็มชาฟท์แต่งองศาสูง เปลี่ยนลูกสูบ ก้านสูบ ข้อเหวี่ยง หมุน 9800 รอบ
ทำม้าลงพื้นได้ 185 ตัว

Tee : อันหลังนี่ดูท่าจะหมดงบประมาณไปเป็นแสนหรือมากกว่านั้นเยอะ และม้าลงพื้นจริงๆไม่ได้เยอะ
Commander CHENG: ใช่ คิดว่าเจ้าของรถเขาจะต้องนำรถไปลงแข่งในพิกัดไม่เกิน 1.6 ลิตร ไม่งั้น
เขาคงเลือกวิธีอื่นแล้วล่ะ ทีนี้ก็มีเครื่อง K20 ฝาแดงมาไดโน่บ้างเหมือนกันนะ

K20 ฝาแดงไม่ทำอะไรมากนัก 182 ตัว นี่คือกรองอากาศเดิมติดรถเลยนะ พอถอดชุดหม้อออกแล้ว
ต่อท่อรับอากาศด้านหน้าตรงๆ ม้ามาจากไหนไม่รู้อีก กลายเป็น 195 ตัวเฉยเลย

 [ภาพ:K20AType R จากบอดี้ DC5 Integra ลงในบอดี้ EG ใช้แท่นยึดแปลงจาก Hasport]

Tee: ถ้างั้นก็มี เคยทำเหมือนกัน รถเพื่อนผมเอง EG 3Door วาง K20 ฝาแดง มีท่อมีกรองดีๆ 190 ตัวที่ล้อ
แต่พอได้จูนกล่อง ย้ำว่าจูนกล่องเพิ่มอย่างเดียวหลังจากที่ทำท่อกับกรองไปนะ..เพิ่มเป็น 220 ตัวแบบงงๆ
ถือว่าเพิ่มเป็นอัตราส่วนที่เยอะมากนะสำหรับรถไม่มีหอยอัดอากาศ

Commander CHENG: แสดงว่า 3 ประตูสีขาวคันนั้นพวกเธอวางเครื่องกันเอง? งั้นก็ดีสิ ยากไหมล่ะ?
Tee: แปลงเยอะนะพี่ แต่พวกผมทำได้ อู่เก่งๆก็ต้องทำได้สิ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น ถ้ามีเพื่อนไปเมืองนอกบ่อย
ฝากเขาสั่งชุดแท่นเครื่องแปลงลง K20 จากที่อเมริกาได้ ยี่ห้อ Hasport พกเงินไปด้วยสองหมื่นกลางๆนะ
แล้วก็สิ่งที่อยากบอกไว้เลยก็คือ เครื่อง K20 ฝาแดงนี่มันมีที่มาสองแหล่ง คือบอดี้ EP3 Civic และ DC5
Integra ถ้าจะเอามาลงบอดี้ EG แล้วไม่อยากเจาะฝากระโปรง กรุณาเอาเครื่องจาก EP3 เพราะเครื่อง EP3
เป็นพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ส่วน DC5 จะเป็นไฮดรอลิก และไอ้ปั๊มเพาเวอร์มันจะโหนกนูนขึ้นมาทำให้
ปิดฝากระโปรงไม่ได้ ต้องเจาะ ส่วนของรถคันที่พวกผมทำ เจ้าของเขาเลือกเครื่อง DC5 เพราะเครื่องรุ่นนี้
ตั้งต้นมาก็มีแรงม้ามากกว่ากันอยู่ 20 ตัวแล้ว ส่วนปั๊มเพาเวอร์เขาไม่แคร์ ก็ถอดออกมันทั้งชุดเลย

Commander CHENG : ค่าเครื่อง เกียร์ กล่องพร้อมวาง ทุกวันนี้ยังสามแสนอยู่ไหม
Tee: ลงมานานแล้วพี่ เครื่อง เกียร์ กล่อง..แค่นี้นะ ไม่ใช่แพหน้านะ ไม่มีเบรก Brembo นะ..เตรียมไว้แสนแปด
จากนั้นค่าวาง ตอนพวกผมทำนี่ไม่ได้คิดเป็นค่าใช้จ่ายไว้นะ แต่รู้ว่ามีอู่รับวาง ค่าเหมาวางนี่แสนนึง สรุปก็คือ
จะเล่น K แล้วไม่ได้วางเองหรือมีอู่ที่ซี้ปึ้ก เตรียมไว้เถอะ 3 แสน

Commander CHENG: แล้วราคาเครื่องรุ่นอื่นๆในตอนนี้ล่ะ
Tee: D15b ราคา 35,000 กำลังโดนปั่นอยู่เลยนะตอนนี้
B16A มี 60,000 บวกลบ
B16B Type R ก็มีเป็นแสน

[ภาพ : B16B จาก Civic Type R บอดี้ EK]

Commander CHENG: ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ทางเลือกก็ยังพอมีอยู่บ้าง
ถ้าอยากได้ 160-170 ม้าที่ล้อ วาง B16,B18 ทำแค็มฝาแดง ทำฝาสูบ อันนี้ประมาณแสนกว่าๆ
ถ้าอยากได้ 170-190 ม้าที่ล้อ แต่วิ่งทางไกลใช้รอบต่ำๆก็ลอง D15B, D16Y8 เซ็ตเทอร์โบ เพราะรถพวกนี้
ทดเกียร์ 5 มายาวกว่าพวก B-Series งบ? ก็มีแสนกว่าๆแหละ
ถ้าอยากได้ 200 ม้าที่ล้อ ก็เลือกเอาว่าจะทำ B20+B16 ทำฝาสูบและแคมชาฟท์จากฝาแดงด้วย นี่ดูๆแล้ว
ก็น่าจะมีราวๆ 140,000-150,000 ได้ หรือว่าถ้าชอบของใหม่และได้เกียร์ 6 สปีดด้วยก็ล่อ K20 ฝาแดง
แต่เตรียมไว้สามแสน

Tee: ก็ประมาณนั้นล่ะครับ ยังไม่นับ Step เทพนะ ที่จริงอยากโดดไปหา 300 ม้าที่ล้อก็ได้ แต่เรากำลังมอง
ที่เงินพอจะซื้ออีโคคาร์ได้แล้วนะ ม้าตัวที่ 150-200 น่ะไม่กี่หมื่น แต่ไอ้ตัวที่ 250-300 น่ะเป็นแสนๆนะพี่

Commander CHENG: แล้วเรื่องช่วงล่างล่ะ เคยได้ยินว่าใส่กันได้กับตัว Civic EK?
Tee: ด้านหน้าได้ครับ แต่ด้านหลังนั้นปีกนกไม่เหมือนกัน โช้คซิ่งบางตัวถ้าจะใส่โช้ค ก็ต้องเปลี่ยนปีกนก
ของแต่งด้วยมันถึงจะใส่ได้ ส่วนเรื่องโช้ค แล้วแต่งบประมาณกับการใช้งานครับ Tein ก็มีหลายรุ่น ไล่ตั้งแต่
3 หมื่นปลายยันชุดละ 6 หมื่น ส่วนของ K-Sport ก็ประมาณ 3 หมื่นกลางๆ นอกจากนี้ก็ยังมี Ohlins และ
อีกหลายยี่ห้อครับ ผมลองได้ไม่ครบทุกตัวหรอก

Commander CHENG:
โอเค ยังไงก็ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลครับ

ที่จริงยังมีคุยอีกหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องเบาะ สังเกตใช่ไหมครับว่าเจ้า Civic EG จะมีเบาะที่พนักพิง
ศรีษะมีก้านยึดก้านเดียว หลายคนเข้าใจว่านั่นคือเบาะจากรุ่น SiR บางคนก็เรียกว่าเบาะก้านเดี่ยว B16
ซึ่งถ้าให้ถูก ก็เรียกมันว่าเบาะก้านเดี่ยวเฉยๆก็พอ เพราะรถส่วนมากไม่ว่าจะรุ่นไหน ก็เป็นเบาะก้านเดี่ยว
ทั้งนั้น ส่วนรถที่ใช้เครื่อง B16A จะมีแค่รุ่นปีแรกๆเท่านั้นที่เป็นก้านเดี่ยว หลังจากปี 93 มาจะเป็น
เบาะทรงใหม่หมอนมีรูสวยแล้ว

และถ้าขั้นเทพจริงๆ คุณต้องหาภายในสีดำ คอนโซลและแผงประตูดำๆ เบาะเป็นลายตุ๊กแกมาใส่ อันนี้
ถือว่าเป็นขั้นสูงสุดของการตกแต่งภายในด้วยอวัยวะเซียงกง เพราะแค่ชุดคอนโซล แผงประตูกับเบาะแค่นี้
มันอาจกินเงินคุณได้ 35,000-40,000 บาทแล้วล่ะครับ

ใครที่ชอบชมลมชมจันทร์ก็อาจจะไปหามูนรูฟมาใส่สักชุด เป็นมูนรูฟไฟฟ้าครับ แต่ถ้าคิดว่ามันจะเปิดโล่ง
ได้ทั้งบานล่ะก็อย่าหวัง เพราะมันเปิดได้เป็นช่องกว้างไม่มากนัก อาจพองับหัวเด็กซนๆ(หรือผู้ใหญ่ซนๆ)ได้
แต่ไม่ได้เปิดโบ๋จนโผล่ตัวออกไปหลั่นล้าได้ แต่หากเป็นคนที่ชอบมอเตอร์สปอร์ตและขับรถรุนแรง ผมจะไม่
แนะนำให้ใส่มูนรูฟ เพราะมันเป็นการเพิ่มน้ำหนักเข้าไปที่จุดสูงสุดของบอดี้รถโดยใช่เหตุ ชุดมอเตอร์ขับ
และกระจกมูนรูฟนั้นตามสเป็คของ Honda เขาเอาน้ำหนักรถธรรมดากับรถที่มีหลังคามูนรูฟมาเทียบกัน
พบว่าน้ำหนักต่างกัน 30 ก.ก. และน้ำหนักส่วนนี้แขวนอยู่ส่วนบนของรถด้วยน่ะสิครับ

ซันรูฟ..? มีเหมือนกัน แต่ที่เห็นนั้นจะเป็นของรถสเป็คอังกฤษ เพราะที่อังกฤษจะใช้เป็นซันรูฟเหล็กทั้งชิ้น
ไปแบบนี้เลย ชะรอยท้องฟ้าลอนดอนคงเป็นสีเทาไม่น่าพิศมัยกระมังจึงไม่มีใครอยากมอง

สรุปแล้ว สำหรับคนที่ซื้อมาแล้วแต่งต่อ..ขอจงให้ระวังอย่าเป็นหนี้เพราะรถ เนื่องจากราคาของแต่งที่แพงขึ้น
และสามารถตกแต่งเพิ่มเติมได้ในหลายส่วน มีทางเลือกให้เล่นมากกว่ารถรุ่นอื่นใด จะมีสูสีก็แค่ Toyota เท่านั้น
ซื้อรถมา 200,000 และหมดเงินกับการแต่งอีกสัก 300,000 บาท ไม่ใช่เรื่องเวอร์ครับ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณกล้าพอไหม
เท่านั้นเอง

[บทส่งท้าย]

Civic EG เป็นรถที่นับได้ว่ามากันคนละอารมณ์กับรถ Nissan NX Coupe ซึ่งผมได้เขียนถึงไปก่อนหน้านี้
เรากำลังพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่างรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จ และยอมรับไปทั่วโลกจนสร้างกระแส
สาวกผู้มีความภักดีได้อย่างแข็งแกร่ง เป็น Brand builder ที่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้คนจำนวนมากได้
ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นรถที่ไม่ค่อยมีใครสนใจใยดี มีกระแสตอบรับเงียบยิ่งกว่าเป่าสาก และท้ายสุดก็ค่อยๆ
เลือนหายไปพร้อมๆกับประวัติศาสตร์ของรถคูเป้ขับหน้าทรงสวยของ Nissan

นี่น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตาร้อนผ่าวทุกครั้งที่ต้องขับรถตัวเองไปจะเอ๋กับ Civic แรงๆ เปรียบได้กับ
การที่เราต้องนั่งมองเด็กผู้ชายหล่อๆคนหนึ่งเดินผ่านไปโดยมีฝูงชะนีตามขอลายเซ็นในขณะที่ตัวคุณเองเป็น
แค่คนธรรมดาที่นั่งดูดโค้กอยู่บนม้านั่งริมทาง

แต่ก็ต้องยอมรับว่าในฐานะของความเป็นรถยนต์ที่เกิดขึ้นมาโดยมีภารกิจสำคัญหลากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น
การเอาใจลูกค้าด้วยรูปทรงที่พวกเขาชอบ การมอบทางเลือกการตกแต่งและเครื่องยนต์ที่หลากหลายให้กับ
ลูกค้าที่ยิ่งช่วยขยายโอกาสในการขายมากขึ้น ส่วนในด้านการตอบสนองต่อผลกำไรของบริษัท รถคันนั้นจะ
ต้องตอบโจทย์ในด้านความคุ้มค่าของรายได้และเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงให้แก่แบรนด์ เปลี่ยนคนจร
เป็นผู้ทดลองใช้ เป็นผู้ทดลองใช้เป็นลูกค้า และเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นแรงผลักดันสนับสนุนให้แบรนด์
สามารถก้าวเดินต่อไปได้

Honda Civic EG คือรถที่สามารถสนองต่อความต้องการเหล่านั้นได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่เรียกได้
ว่าเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานรถ C-Segment แห่งโลกยุค 90s ที่ไม่ว่าจะเป็นสาวก หรือคนในบริษัท ต่างก็จะจำ
ความสำเร็จนั้นไว้ไม่มีวันจางหาย

ในขณะที่ BMW E30 คือรถที่เปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของคนบ้ารถในยุค 80s ที่หล่อหลอมเอาคนใช้รถแบบ
ปกติรวมกับคนที่หลงใหลในสมรรถณะและประสิทธิภาพของตัวรถ Honda Civic EG หรือ “Sport Civic” ก็ถือได้
ว่าเป็นผู้ที่ก้าวเข้ามารับตำแหน่งนี้แทนในยุค 90 ตอนต้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ

การออกแบบ (Design), สมรรถณะ (Performance), ความประหยัด (Economy), ความน่าไว้วางใจ (Reliability)
สิ่งเหล่านี้คือหัวใจหลักที่ทำให้ Civic EG ไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในยุคของมัน แต่ยังมีอิทธิพลข้าม
มาจนถึงสหัสวรรษใหม่ มันคือรถบ้านไม่ธรรมดาคันหนึ่งที่เปิดช่องทางให้คนหาเช้ากินค่ำได้เป็นเจ้าของรถ
คันหนึ่งที่เขาสามารถใช้งบอีโคคาร์ในการเนรมิตรถแข่งสนามที่วิ่งด้วยความเร็วราวกับรถสปอร์ต ในขณะที่
จ่ายค่าบำรุงรักษาเหมือนรถบ้าน ใช้ง่ายเหมือนรถบ้าน ไว้ใจได้เหมือนรถบ้านทั่วไป

 

ถ้าไม่เชื่อ..ลองให้สาวยาคูลท์ไปถามคนที่เคยใช้ดูสิครับ!!

 


สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดย Commander CHENG! ผู้เขียน

ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com 25/06/2011
Copyright (c) 2011 Text and some pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
25/06/2011

 

บรรณานุกรม

www.honda.co.jp/factbook/auto/CIVIC/

world.honda.com

แค็ตตาล็อกภาคภาษาญี่ปุ่น และภาษาไทย ของรถรุ่นนี้ ทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้านของ J!MMY

หนังสือโลกรถยนต์ 93-94 และ 94-95 จัดพิมพ์โดยเครือบริษัทสื่อสากล จำกัด
Sports Compact รวมเล่ม Special Edition 2002 by Mike Kojima

ขอขอบคุณ

J!MMY สำหรับข้อมูลบุคคล เรื่องราวและภาพจากโบรชัวร์จำนวนมาก
Tee@Abuser สำหรับรูปภาพ Civic แต่งที่ใช้ในบทความนี้
แป๋ง พัชรพงศ์ เจริญสุข และ George Gettune สำหรับข้อมูลการทำรถ

อ่านบทความย้อนอดีตมาอยู่ตรงหน้าคุณกับรถที่คุณเคยผ่าน เราเอามาไว้ที่นี่ คลิกเลย

 

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่