มาชมกระบะ full-size สำหรับชาวอเมริกันอย่าง Chevrolet Silverado ที่พึ่งเปิดตัวรุ่นใหม่กันไปบ้าง โดยถือว่ามีวิวัฒนาการจากรุ่นเดิมในหลายด้าน พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายความต้องการ ด้วยรุ่นย่อยที่มีให้เลือกมากถึง 8 รุ่น, 3 แบบตัวถัง,  2 ทางเลือกขนาดกระบะ (สั้น – ยาว) และ 6 ทางเลือกเครื่องยนต์ – เกียร์

รุ่นปัจจุบันของ Silverado สร้างขึ้นบน Platform GMT 1xx เผยโฉมครั้งแรกในโลก เมื่อ 16 ธันวาคม 2017 ที่ Texas Motor Speedway ในเมือง Fort Worth มลรัฐ Texas สหรัฐอเมริกา และเผยโฉมอีกครั้งในงาน Detroit Auto Show เดือนมกราคม 2018 แต่กว่าจะพร้อมออกสู่จำหน่ายจริง ต้องรอกันจนถึง เดือนสิงหาคม 2018

Silverado Generation 4 มีให้เลือก ทั้งแบบ กระบะตอนเดี่ยว Single Cab ทั้งแบบกระบะสั้น หรือยาว หรือ Cab-Chassis ไม่มีกระบะหลัง ไปจนถึง ตัวถัง Double Cab 4 ประตู (บานประตูคู่หลังสั้น) ทั้งรุ่นกระบะสั้น และกระบะยาว ไปจนถึงรุ่น Crew Cab 4 ประตู (บานประตูคู่หลังยาว) มีทั้งรุ่นกระบะสั้นและกระบะยาว และมีระดับการตกแต่งมาถึง 8 แบบ ไล่กันตั้งแต่ รุ่นพื้นฐาน สำหรับธุรกิจ WT , รุ่นตกแต่งมาเพียงพออย่าง Custom , รุ่น Custom Trail Boss สำหรับสายลุยแนวดิบไม่เน้น Option , รุ่นกลาง LT , รุ่นตกแต่งสาย Racing ทางเรียบ อย่าง RST , รุ่น LT Trail Boss สำหรับสายลุยที่ขอ Option เยอะหน่อย ,รุ่น Premium อย่าง LTZ จนถึงรุ่นหรูสุดและแพงสุดอย่าง High Country

Chevrolet Silverado ออกแบบมาโดยรักษา Chevy Truck DNA เอาไว้ โดยหนึ่งในนั้นคือการปั๊มตรา C H E V R O L E T แบบนูนต่ำ ลงบนฝากระบะท้ายยาวตลอดแนว ซึ่งนั่นเป็นเอกลักษณ์ของกระบะจากค่ายนี้ในยุค 1950 – 1960 แต่ใช่ว่าทั้งหมดจะมาในแนวย้อนยุค เพราะการออกแบบสมัยใหม่ก็มาด้วย ปลายท่อไอเสียทรงเหลี่ยมออก 2 ฝั่ง โดยควบรวมเข้ากับส่วนล่างของกันชนหลัง และ ยางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดให้เลือกที่ 33 นิ้ว

การออกแบบโดยรวม แม้ว่าจะเหลี่ยมจัดแต่ Chevrolet Silverado มีค่าสัมประสิทธิ์แรงฉุดอากาศที่ดีกว่าเดิม 7% ด้วยอานิสงส์ของกระจังหน้าแบบเปิด – ปิดได้ แบบเดียวกับ Chevrolet Camaro ช่วยรีดลมปะทะด้านหน้า ให้ไล่ไปตามเส้นสายตัวถังที่ลากยาวไปบรรจบที่ สปอยเลอร์หลังซึ่งรวมเป็นชิ้นเดียวกับฝากระบะท้าย

ตัวกระบะเป็นเหล็กทั้งชิ้น แต่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม 40 กิโลกรัม เนื่องจากมีการใช้วัสดุหลายชนิดแต่แข็งแรงกว่าเดิม 10% ตัวกระบะยังมีหูยึดสำหรับยึดสัมภาระ รวมกัน 21 ตัว แบ่งเป็นแบบตายตัว 12 ตัว และแบบปรับตำแหน่งได้ 9 ตัว โดยอย่างแรกสามารถรับแรงดึงต่อตัว ได้สูงถึง 226 กิโลกรัม ก่อนที่จะเสียรูป นอกจากนั้น ฝากระบะท้ายยังเปิด – ปิดด้วยไฟฟ้า สั่งการได้จากกุญแจรีโมท หรือปุ่มกดภายในรถยนต์

ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่กว่าเดิม โดยในตัวถัง Crew Cab มีพื้นที่ leg room มากกว่ารุ่นเดิมถึง 3 นิ้ว ทั้งยังมีอุปกรณ์หลายอย่างที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถกระบะ full-size รวมไปถึง ระบบ Wi-Fi 4G LTE และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay – Android Auto ส่วนพื้นที่เก็บของมีอยู่ด้วยกันหลายจุด ทั้งหลังเบาะคู่หน้าความจุ ฝั่งละ 10 ลิตร และกล่องเก็บของใต้เบาะแถวหลัง ความจุ 24 ลิตร

Silverado รุ่นนี้ ถือว่า อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ประเภท ADAS (Adaptive Driving Assist System) ท่วมคัน มีจอมอนิเตอร์ รับภาพจากกล้อง ระบบช่วยถอยจอด ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะแล่นตัดผ่านด้านหลังรถ RCTA ไปจนถึงระบบช่วยเหลือการลากจูงให้เหมาะสมกับรูปแบองรถพ่วงและน้ำหนักด้านหลัง Trailer Management ควบคุมผ่านจอมอนิเตอร์ TouchScreen พร้อมชุดเครื่องเสียง แบบมีวิทยุผ่านดาวเทียม ฯลฯ อีกมากมาย

ขุมพลังของ Silverado ในตลาดอเมริกาเหนือ เฉพาะรุ่น พิกัด 1500 มีให้เลือกมากถึง 6 แบบ ดังนี้

  • เครื่องยนต์ รหัส L3B เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.7 ลิตร (2,726 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 92.25 x 102 มิลลิเมตร กำลังอัด 11.5 : 1 จุดระเบิดแบบ Direct Injection ระบบ Active Fuel Management ระบบ Active Thermal Management พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VVT และ Dual-Volute Turbocharger 310 แรงม้า (HP) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 348 ฟุต-ปอนด์ (48.02 กก.-ม.) ที่ 1,500 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ
  • เครื่องยนต์ รหัส LM-2 Duramax Diesel 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว 3.0 ลิตร (2,992 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 84 x 90 มิลลิเมตร กำลังอัด 15.0 : 1 พร้อมระบบ Diesel Exhaust Brake System 277 แรงม้า (HP) ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 460 ฟุต-ปอนด์ (63.48 กก.-ม.) ที่ 1,600 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ Hydra-Matic เท่านั้น
  • เครื่องยนต์รหัส LV3 ECOTEC-3 เบนซิน V6 สูบ 4.3 ลิตร (4,301 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 99.6 x 92 มิลลิเมตร กำลังอัด 11.1 : 1 จุดระเบิดแบบ Direct Injection พร้อมระบบ Active Fuel Management และระบบแปรผันวาล์ว VVT 285 แรงม้า (HP) ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 305 ฟุต-ปอนด์ (42.09 กก.-ม.)ที่ 3,900 รอบ/นาที พ่วงเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เท่านั้น
  • เครื่องยนต์รหัส L82 ECOTEC-3 เบนซิน V8 สูบ 5.3 ลิตร (2,992 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 84 x 90 มิลลิเมตร กำลังอัด 15.0 : 1 จุดระเบิดแบบ Direct Injection พร้อมระบบ Active Fuel Management และระบบแปรผันวาล์ว VVT 355 แรงม้า (HP) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 383 ฟุต-ปอนด์ (52.85 กก.-ม.)ที่ 4,100 รอบ/นาที พ่วงเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เท่านั้น
  • เครื่องยนต์รหัส L84 ECOTEC-3 เบนซิน V8 สูบ 5.3 ลิตร (5,328 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 96.01 x 92 มิลลิเมตร กำลังอัด 11.0 : 1 จุดระเบิดแบบ Direct Injection พร้อมระบบ Dynamic Fuel Management และระบบแปรผันวาล์ว VVT 355 แรงม้า (HP) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 383 ฟุต-ปอนด์ (52.85 กก.-ม.)ที่ 4,100 รอบ/นาที พ่วงเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ หรือ 10 จังหวะ
  • เครื่องยนต์รหัส L87 ECOTEC-3 เบนซิน V8 สูบ 6.2 ลิตร (6,162 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 103.25 x 92 มิลลิเมตร กำลังอัด 11.0 : 1 จุดระเบิดแบบ Direct Injection พร้อมระบบ Dynamic Fuel Management และระบบแปรผันวาล์ว VVT 420 แรงม้า (HP) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 460 ฟุต-ปอนด์ (63.48 กก.-ม.) ที่ 4,100 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ Hydra-Matic

ส่วนรุ่น 2500 HD (Heavy Duty) ซึ่งมีตัวถังใหญ่โตกว่ามาก และเหมาะกับผู้ต้องการขนย้ายรถพ่วงขนาดใหญ่ หรือเรือยอร์ชลำขนาดกลาง จะมีเครื่องยนต์ที่ใหญ่โตกว่านี้ เป็นพิเศษ ในพิกัด 6.6 ลิตร ทั้ง เบนซิน และ Diesel

  • เครื่องยนต์รหัส L8T เบนซิน V8 สูบ 6.6 ลิตร (6,600 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 103.25 x 98 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.75 : 1 จุดระเบิดแบบ Direct Injection พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VVT 401 แรงม้า (HP) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 461 ฟุต-ปอนด์ (64.03 กก.-ม.)ที่ 4,000 รอบ/นาที พ่วงเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เท่านั้น
  • เครื่องยนต์รหัส Duramax เบนซิน V8 สูบ 6.6 ลิตร (6,619 ซีซี) กระบอกสูบ x ช่วงชัก 103 x 99 มิลลิเมตร กำลังอัด 16.0 : 1 หัวฉีด Common-Rail จุดระเบิดแบบ Direct Injection 445 แรงม้า (HP) ที่ 2,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 910 ฟุต-ปอนด์ (125.58 กก.-ม.) ที่ 1,600 รอบ/นาที พ่วงเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ของ Allison เท่านั้น

 

แม้ว่า Chevrolet Silverado จะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมในทุกมิติ แต่น้ำหนักกลับลดลงสูงสุด 204 กิโลกรัม ในตัวถัง Crew Cab เครื่องยนต์ V8 ซึ่งการรีดน้ำหนักนี้มีผลมาจากการเปลี่ยนไปใช้วัสดุเหล็ก 7 รูปแบบ ในชิ้นส่วนตัวถังตายตัว เช่น บังโคลน หลังคา พื้นกระบะ โดยแต่ละส่วนจะเลือกใช้วัสดุเหล็กแบบที่เหมาะสม ส่วนชิ้นส่วนที่ขยับได้ เช่น ประตู ฝากระโปรง จะเปลี่ยนไปใช้วัสดุอะลูมิเนียมแทน

Chevrolet Silverado เปิดตัวไปแล้วในงาน Detroit Auto Show ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐฯ ถึงวันที่ 28 มกราคม และมีกำหนดการส่งมอบให้กับลูกค้าในฤดูใบไม้ร่วง หรือระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคมนี้

————————–

ที่มา: Chevrolet