แต่ถ้าผู้ขับขี่ต้องการอัตราเร่ง หรือต้องการเร่งแซงทันด่วน ให้เหยียบคันเร่งมากขึ้น จะครึ่งหนึ่ง หรือเกินกว่านั้นก็ได้ ระบบ
จะรับรู้ และสั่งให้ มอเตอร์ ทำงานช่วยเสริมกน้าที่กับเครื่องยนต์ พารถให้เร่งพุ่งแซงขึ้นหน้าไป อย่างรวดเร็ว และนุ่มนวล

และเมื่อใดที่คุณถอนเท้าจากคันเร่ง หรือ เริ่มเหยียบเบรก มอเตอร์ไฟฟ้า จะทำงานย้อนกลับ เป็น Generator ปั่นไฟ หรือ
ดึงพลังงานจลย์ที่ใช้ในการเบรก เปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้า ส่งไปเก็บไว้ในแบ็ตเตอรี เพื่อใช้กับระบบขับเคลื่อนต่อไป

การมีมอเตอร์ไฟฟ้า จะเข้ามาช่วยให้อัตราเร่งของ CT200h เร็วขึ้นแค่ไหน ผมได้ทำการจับเวลาหาอัตราเร่ง กันตามมาตรฐาน
เดิม คือใช้เวลาช่วงกลางคืน นั่ง 2 คน เปิดเครื่องปรับอากาศ เพียงแต่คราวนี้ เราทำการทดลองทั้ง โหมด Normal และ Sport
เพื่อที่จะได้พบว่า ตัวเลขจาก ทั้ง 2 โหมด อยู่ในระดับเท่ากัน แทบไม่มีความแคกค่างอะไรให้เห็นเกิดขึ้นเลย ดังนั้น เราจึง
ต้องทดลองจับเวลา หาย่านตัวเลขในเกณฑ์เฉลี่ย ที่ตัวรถทำได้บ่อยครั้งที่สุด มา รายการละ 4 ครั้ง จากทั้งหมดที่ทำการทดลอง
มากถึง 45 ครั้ง!!! (เยอะที่สุดเท่าที่เคยทำมา) และผลลัพธ์ที่ได้ เราเลือกมาแล้ว อยู่ตรงนี้…

หากดูจากตัวเลขแล้วจะพบว่า อัตราเร่งของ CT200h นั้น แทบจะเท่ากันกับ BMW 120i Hatchback 5 ประตู
ที่เราเคยทำรีวิวกันมาเลยทีเดียว (อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ 10.95 วินาที แต่ CT200h ทำได้เร็วกว่า
0.02 วินาที คือ 10.95 วินาที) แต่ถ้าเป็นอัตราเร่งแซง 80 – 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้วละก็ 120i ทำได้ 8.6 วินาที
ช้ากว่า CT200h ซึ่งทำได้ 8.45 วินาที) ถึง 0.2 วินาที เพียงแต่ความเร็วสูงสุดของ CT200h ถูกจำกัดเอาไว้ เพื่อ
ไม่ให้ แบ็ตเตอรี เสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร

นั่นคือรถรุ่นเดียวที่ผมมองว่า มีตัวเลขในระดับไล่เลี่ยกัน เพราะ Volvo C30 2.0i ก็ทำตัวเลขออกมาด้อยกว่ากัน
พอสมควร ส่วน Volkswagen Golf GTi และ Scirocco 2.0 TSI DSG ก็แรงกว่า CT200h ชัดเจน ไม่ต้องพูดถึง
และไม่ต้องนำมาเปรียบเทียบกันให้ช้ำใจเล่น อยากได้เอาไปแข่งกันเลย ยังไง VW ก็ทำตัวเลขดีกว่าชัดเจน

แต่เมื่อเทียบกับ Prius ใหม่แล้ว จะพบว่า อัตราเร่งนั้น อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมาก อัตราเร่งจาก 0 -100
และช่วงเร่งแซง 80 – 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของ CT200h ไม่ได้เร็วไปกว่า Prius เลย ไม่ว่าจะอยู่ใน Normal
Mode หรือ Sport Mode ก็ตาม

ได้ข้อสรุปว่า สำหรับ CT200h แล้ว การใช้ Sport Mode ไม่ได้ช่วยให้รถแรงขึ้น เพียงแต่ว่า คันเร่งจะไวต่อ
การตอบสนองมากขึ้นและพวงมาลัยก็จะหนืดขึ้นกว่าเดิมอีกเพียงนิดเดียว ว่ากันตามรอบเครื่องยนต์เป็นหลัก

ตัวเลขที่ออกมา ก็น่าจะพอสะท้อนให้คุณเห็นระดับหนึ่งได้ว่า ตัวเลขสมรรถนะในภาพรวม ก็น่าจะอยู่ในระดับ
ไล่เลี่ยกันกับ Honda Civic FD

พละกำลังทั้งหมดหนะ มันเพียงพอ กับนิสัยการขับรถของคนทั่วไป แรงเกินความคาด หวังของคนส่วนใหญ่
ไปนิดเดียว สำหรับส่วนตัวผมแล้ว ถือว่า แรงในแบบที่ผม พึงพอใจ เพราะเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พ่วงด้วยระบบ
Hybrid มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะฉุดลากตัวรถ ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 1.8 ตัน พุ่งไปข้างหน้าด้วยอัตราเร่งใน
ระดับนี้ ก็ถือว่า ทำได้ดีตามความคาดหมายแล้ว

แต่ถ้าถามว่า มันแตกต่างจาก Prius มากน้อยแค่ไหน ผมก็คงจะบอกตามตรงว่า ในโหมด Normal กับ ECO Mode
แรงดึงขณะออกตัว หรือเร่งแซง แทบไม่ต่างจาก Prius กันเท่าใดเลย ถ้า คุณขับอยู่ในโหมด EV เพื่อจะให้มอเตอร์
ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อคู่น้าเพียงอย่างเดียว ระหว่างเข้า – ออกจากซอยหมู่บ้าน คุณจะทำความเร็วสูงสุดได้เพียงแค่
48 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือกดปุ่ม ECO Mode ที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก สำหรับการขับแบบเรื่อยเปื่อย ต่อให้เป็น
Normal Mode อันเป็นการขับขี่แบบ ธรรมดา ผมก็ยังจะขอยืนยันในสิ่งเดียว กับที่เคยบอกเอาไว้ในรีวิวฉบับ First
Impression ว่า “มันไม่ต่างกันเลย”

อัตราเร่งที่จะคุณจะเรียกใช้ได้ในแต่ละโหมด มันจะเหมือนกับ Prius ทุกประการ เพราะในเมื่อ มอเตอร์ไฟฟ้า
ก็เหมือนกัน แบ็ตเตอรี ก็เหมือนกัน ดังนั้น ถ้ามันจะทำอัตราเร่งได้ดีขึ้นกว่า ก็คงต้องอยู่ที่การเขียนโปรแกรม
ให้ับระบบควบคุมพลังงานในรถ และ โปรแกรมกล่อง ECU

ด้วยเหตุนี้ ทีมวิศวกร ก็เลย เลือกที่จะทำโปรแกรม Sport Mode ขึ้นมาให้ใช้งานกัน โดยมุ่งเน้นไปที่ การปรับ
ความไวในการตอบสนองของคันเร่ง และการปรับเพิ่มความหนืดของพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าจากปกติ อีก
นิดหน่อย ไม่เยอะนัก ปรับการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพ VSC (Vehicle Stability Contrl) กับระบบ
ป้องันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Conrol) เสริมเข้ามาด้วย

ผู้ขับขี่ ก็เพียงแค่หมุนสวิชต์เลือก โหมดการขับมาทางขวา มาตรวัดจะเปลี่ยนจากสีฟ้า เป็นแดง เข็มมาตรวัด
ECO Mode กลายเป็น มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ คันเร่ง ก็จะไวขึ้นกว่าโหมดอื่นๆอีกนิด ช่วยให้เรียกอัตราเร่ง
มาใช้งานในช่วง ออกตัวจากสี่แยก หรือการเร่งแซงในภาวะคับขัน ทำได้คล่องแคล่ว ว่องไว และทันใจกว่า
Prius จนสังเกตได้ชัดเจน อีกทั้งยังผสานการทำงานของพวงมาลัยให้ตอบสนองหนักขึ้นในช่วงความเร็วสูง
ทั้งหมดนี้ ช่วยทำให้ คุณสามารถขับ CT200h ออกต่างจังหวัด ได้อย่างสนุกขึ้น

แต่ถ้าถามว่า มันแรงพอไหม สำหรับคนเท้าหนัก ผมบอกเลยว่า คุณอาจต้องการพละกำลังที่เพิ่มขึ้น มากกว่านี้
เพราะ CT200h ยังไม่อาจตอบโจทย์ พวกตีนผี บ้าพลังเท่าใดเลย ในบางช่วงจังหวะที่เร่งแซง หรือลองมุดดู
เล่นๆ เพื่อดูศักยภาพของตัวรถในภาวะคับขัน ผมว่า หากได้อัตราเร่งที่แรงกว่านี้ ได้แรงบิดในระบบมากกว่านี้
เชื่อแน่ว่า ผมและคนอีกจำนวไม่น้อย จะมีความสุข และยินดีเก็บ CT200h ไว้เป็นตัวเลือกในใจอย่างแน่นอน

วิธีการง่ายที่สุดที่ผมพอมองเห็นความเป็นไปได้ คือ การนำเอาเครื่องยนต์ 2AZ-FXE กับมอเตอร์ฟฟ้า และ
แบ็ตเตอรี ชุดเดียวกันกับ Toyota Camry HYBRID ที่ประหยัดกำลังดี แต่ได้ความแรงแถมพกมาอย่างไม่น่าเชื่อ
มาวางลงไป เรียกชื่อรุ่นว่า CT240h แค่นี้ ผมว่า ก็เพียงพอแล้ว

พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electronics Power Steering) รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร
เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบมาก เพราะมันถูกปรับเซ็ตมาให้มีทั้งน้ำหนัก กับความหนืด ที่ต้องใช้ในการหมุนพวงมาลัย
และความแม่นยำ ฉับไว ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในบรรดาพวงมาลัยไฟฟ้าของ Toyota ระยะฟรีค่อนข้างน้อย
ตอบสนองต่อการสั่งการดีเยี่ยม ในแบบที่ผมอยากจะได้จาก Toyota / Lexus มานานแล้ว พวงมาลัยของ CT200h
ในช่วงความเร็วต่ำ แรงที่ผมต้องใช้ในการหมุนพวงมาลัย อยู่ในระดับน้อยกว่า BMW ซีรีส์ 1 และ Audi A3 & S3
อยู่นิดเดียว เนียนจนต้องกางแค็ตตาล็อกอ่านกันอีกทีให้มั่นใจว่า มันเป็นพวงมาลัยไฟฟ้าจริงๆ

ในช่วงความเร็วสูง พวงมาลัยยังนิ่งมาก การควบคุมบังคับ ไม่เหนื่อย ไม่ยากเย็นเลย ความหนืดเพิ่มขึ้นในระดับ
ที่เหมาะสมกำลังดี ขอย้ำเลยว่า ในรถรุ่นต่อไป พวงมาลัย ดีแล้ว กรุณา ไม่ต้องไปแก้ไข ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมัน
ทั้งสิ้น! ถ้าปรับปรุงให้มันเบากว่านี้ละก็ มีเคือง และจะด่าให้หนักเลยละ!

เพราะพวงมาลัยของ CT200h แสดงให้เราเห็นว่า ถ้า ทีมวิศวกรของ Toyota คิดจะปรับตั้งค่าต่างๆของพวงมาลัย
เพาเวอร์ไฟฟ้า EPS ให้เหมาะสม และเอาใจนักขับอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะทำออกมาได้อย่างดี ลงตัว สมบูรณ์
ไม่แพ้พวงมาลัยของ Volkswagen Golf GTi กันเลยทีเดียว!!

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็ยังคงจะขอฝากถึง ทีมวิศวกรที่ทำ Corolla รุ่นต่อไปสักหน่อยเถอะ ฝากทั้งที่รู้อยู่ว่า เป็นคนละ
ทีม แถมยังอยู่คนละหน่วยงาน กับกลุ่มวิศวกรที่พัฒนา CT200h ว่า “ผมอยากได้พวงมาลัย “แบบนี้” หรือ “น้ำหนัก
เบากว่านี้นิดหน่อย (เพราะต้องเอาใจตลาดส่วนใหญ่) ทว่าตอบสนองเหมือนกันเปี๊ยบกับ CT200h อย่างนี้ ในรถรุ่น
Sport Version ของ Corolla และ Corolla Altis รุ่นต่อไปซึ่งจะมีกำหนดคลอดออกสู่ตลาดราวๆปี 2012 – 2013 ถ้าทำได้
นี่จะเป็นอีกสิ่งที่น่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจ จนทำให้ลูกค้าวัยรุ่น หรือ พวก Young At Heart ทั้งหลาย หันกลับมา
มอง Corolla ใหม่ ได้อีกครั้งแน่ๆ ขอแค่คุณกล้าใส่พวงมาลัยแบบนี้ให้ Corolla Altis Sport Version ก็พอ

การเก็บเสียง ยังคงทำได้ดี ตามมาตรฐานของ Lexus เสียงกระแสลม จะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความเร็วผ่านพ้นระดับ
100 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป แต่ระดับการเพิ่มของเสียงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดังขึ้นมากนักเหมือนรถญี่ปุ่นคันอื่นๆ
ต่อให้อยู่ในความเร็วสูงสุด เสียงกระแสลมที่ไหลผ่านตัวรถ ก็จะไม่เล็ดรอดเข้ามายังห้องโดยสาร มากเท่า Toyota
รุ่นอื่นๆ อยู่ดี

ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต ปีกนกแบบ L-Arm ส่วนด้านหลังเป็นแบบปีกนกคู่ Double Wishbone
แบบมี Trailing Arm แยกสปริงกับช็อกอัพออกจากกัน ติดตั้งช็อกอัพแก็ส ทั้งหน้า-หลัง เป็นอีกจุดเด่นสำคัญ ที่ทำให้
CT200h แตกต่างไปจาก Lexus รุ่นอื่นๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้ง เหล็กค้ำช็อกอัพ มาให้ทั้งหน้า-หลัง ซึ่งต่าง
จากเหล็กค้ำช็อกอัพทั่วไป ตรงที่มีระบบยืดตัวและหดตัวในแนวนอน ซึ่งพัฒนาร่วมกับ YAMAHA (ครับ อ่านไม่ผิดแน่
เจ้าของเดียวกันกับจักรยานยนต์รุ่น Fino และเปียโนไฟฟ้า Clavinova นั่นแหละ!) เพื่อช่วยลดการบิดตัวของจุดยึดเบ้า
ช็อกอัพ และรักษาการทรงตัวของรถในขณะเข้าโค้ง ซึ่งเมื่อร่วมงานกับพวงมาลัยไฟฟ้า ที่เซ็ตมาได้ดีมากๆ แล้ว ทำให้
การขับขี่ทางไกล สนุกขึ้น และมั่นใจขึ้นอย่างชัดเจน

ในช่วงความเร็วต่ำ ต้องบอกกันตามตรงว่า ด้วยเหตุที่ช่วงยุบตัวของช็อกอัพ น่าจะเซ็ตมาค่อนข้างน้อย ทำให้จังหวะ
การลงหลุมที่มีขอบปากหลุมธรรมดา แหลมคม ค่อนข้างจะส่งแรงสะเทือนข้ามายังตัวรถอยู่มาก ต่อให้มียางแก้มหนา
มาช่วยดูดซึบแรงสะเทือนไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ถึงจะไม่แข็งโหดร้ายเท่า MINI Cooper S (ซึ่งรายนั้น เกวียนเรียกพี่) ก็ตาม
แต่ก็ยังถือว่าแข็งกระด้างไปหน่อยอยู่ดี การขึ้นลงลูกระนาด และหลุมบ่อต่างๆ อาจจะรูดได้ แต่ต้องระวังกระเทือน
เข้ามาอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะช่วงล่าง เซ็ตมาในแนวหนึบ และติดแข็งๆ หน่อย มีความตึงตังให้เจออยู่

ทว่า ในการขับขี่ทางไกล ด้วยความเร็วสูง อยากจะบอกว่า มันประเสริฐมาก! พอจะพบความนุ่มนวลและความพยายาม
เก็บอาการจากรอบยต่อถนนได้ดีมาก ราวกับว่าเป็นช่วงล่างที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนชอบขับรถทางไกลๆ มากกว่า
จะเดินทางแค่ในเมือง เป็นช่วงล่างที่ดูเหมือนว่าจะออกแบบมาให้ทนต่อสภาพถนนก้อนกรวดโบราณของยุโรป
มากกว่า ถนนที่มีหลุมบ่อไม่เลือกที่ อย่างในบ้านเรา ต้องออกปากชมเชยเลยว่า ในช่วงความเร็วสูงๆนั้น น้ำหนัก
ที่กดด้านหน้า สัมผัสได้เลยว่า น่าจะมากกว่า Mercedes-Benz C-Class W204 รุ่นก่อน Minorchange ด้วยซ้ำ!
และใกล้เคียง BMW 320d กับ Audi A3 เลยทีเดียว!

ผมเริ่มเข้าใจว่า ทำไม Sadakata-san ถึงบอกว่า สำหรับบ้านเรา เอาล้อ 16 นิ้ว และยางแก้มหนาหน่อยไปใช้หนะดีแล้ว
ต่อให้ทางไทย พยายามขอล้อ 17 นิ้วมาติดตั้งให้ในรถรุ่นมาตรฐาน เจ้าตัวก็ไม่ยอม เพราะยังมองว่าสภาพถนนเมืองไทย
ถือว่ายังไม่เหมาะกับล้อใหญ่ๆกับยางแก้มบาง ในมุมหนึ่ง ผมก็ว่าเขามองถูกเป็นบางส่วน เพราะสภาพถนนบ้านเรา
หลายแห่ง ยังเป็นไปตามที่เขาคิดไว้ นี่ขนาดล้อ 16 นิ้ว ยังสัมผัสได้ถึงความแข็ง ในความเร็วต่ำขนาดนี้ แล้วถ้าล้อ 17 นิ้ว
ผมว่า คงได้แข่งกันแข็ง กับ Cooper S แหงๆ

ดังนั้น สำหรับคนที่ชอบรถแนวนุ่มๆ คุณอาจจำเป็นต้องขอทดลองขับดูก่อนว่า ความแข็งขนาดนี้ คุณรับได้ไหม? แม้จะ
ไม่ถึงกับแข็งมากเท่า BMW 330i ตัว ก่อน Minorchange ทว่า ก็ต้องถือกันตามตรงว่าช่วงล่างแข็งอยู่เหมือนกันนะ

ระบบห้ามล้อเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ จานเบรกคู่หน้า มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 255 มิลลิเมตร ส่วนจานเบรกคู่หลังมี
เส้นผ่าศูนย์กลาง 279 มิลลิเมตร เชื่อมต่อทั้งระบบ Re-Generative Brake เพื่อนำพลังงานจากการเบรกไปสร้างเป็น
พลังงานไฟฟ้า ส่งกลับไปเก็บสะสมในแบ็ตเตอรี พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System)
ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) และระบบเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน Brake
Assist พร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง VSC (Vehicle Stability Control) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี
TRC (Traction Control) ซึ่งมีมาให้ครบทุกรุ่นย่อย

การทำงานของมัน น่าประทับใจ เพราะไม่ว่าคุณจะเหยียบเบรก ด้วยน้ำหนักเท้าแค่ไหน ในช่วงความเร็วใดก็ตาม สิ่งที่
CT200h จะตอบสนองคุณกลับมา คือ ความมั่นใจในการชะลอรถ เพราะแป้นเบรกจะตอบสนองดีกว่า Prius นิดหน่อย
ระยะของแป้นเบรกที่เซ็ตมาให้คุณเหยียบ ยาวกว่าแป้นเบรกของ Prius นิดหน่อย ถ้าต้องการควบคุมแรงเบรกโดยละเอียด
CT200h ทำได้ง่ายกว่า เหยียบแค่ไหน มันจะทำงานมากกว่าที่คุณตั้งใจไว้นิดนึง ดังนั้น คุณอาจต้องลดแรงเหยียบเบรกให้
น้อยกว่ารถคันเดิมที่คุณขับมาก่อนหน้านั้น นิดนึง

ขณะเดียวกัน การหน่วงความเร็ว ในช่วงกำลังขับคลานๆ ในเมือง แค่แตะแป้นเบรกแบบเลียๆนิดหน่อย ความเร็วของรถ
ก็จะชะลอลงไปราวๆ เกือบๆครึ่งหนึ่ง ของการเหยียบแป้นเบรกในรถยนต์ทั่วไป โดยประมาณ ส่วนการชะลอรถจากช่วง
ความเร็วสูง ทำได้ดีน่าประทับใจมาก หน่วงความเร็วลงมาได้ไว และสัมผัสได้ถึงอาการหน่วงชัดเจนมาก เหมือนเช่นที่พบ
ได้ใน Toyota Hybrid รุ่นอื่น เป็น Lexus อีกรุ่นหนึ่ง ที่ผมจะไม่ปริปากบ่นเรื่องการทำงานของระบบเบรกเลย มันประเสริฐ
ใช้ได้ ดีกว่าที่คาดคิดไว้

ด้านโครงสร้างตัวถัง ถูกออกแบบให้มีความแข็งแกร่ง ลดการบิดตัว และต้องมีน้ำหนักเบาควบคู่กันไปด้วย การใช้เหล็กที่มี
คุณสมบัติ รับแรงดึงสูง (High ensile Steel) ในหลายๆจุด เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมวิศวกรบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ง่ายขึ้น

โดยคานนิรภัยเสริมในประตูทั้ง 4 บาน ใช้เหล็กเหนียวน้ำหนักเบา รับแรงดึงได้ 213,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว ขณะที่ บริเวณธรณี
ด้านล่างของช่องทางเข้า – ออกจากรถ คู่หน้า ใช้เหล็กขึ้นรูป รับแรงดึงได้ 142,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว ขณะเดียวกัน ฐานเสาหลังคา
คู่กลาง B-Pillar ต่อเนื่องไปถึงธรณีกรอบประตูคู่หลัง ใช้เหล็กแบบ รับแรงดึงได้ 64,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว และเสาหลังคาคู่หน้า
A-Pillar ใช้เหล็กทนแรงดึงสูงถึง 86,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว

ฝากระโปรงหน้า ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลัง คานกันชนหน้า และแผงส่วนล่างของกรอบประตูหลัง ทำจากอะลูมีเนียม เพื่อ
ช่วยลดน้ำหนักให้เบาลง ขณะเดียวกัน ในบริเวณ คาน Cross Member แนวยาว อันเป็นจุดวางเครื่องยนต์ ใช้เหล็กที่ทนแรงดึง
สูงถึง 86,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว ขณะที่เหล็กสำหรับบริเวณ คานแนวขวางตามจุดต่างๆของพื้นรถ ใช้เหล็กทนแรงดึงสูงระดับ
64,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว

ขณะเดียวกัน ยังลดระดับการเชื่อมตัวถัง (Spot Welding) บริเวณ มุมล่างของเสาค้ำตัวถังทุกต้น ไม่ว่าจะเป็น A-Pillar , B-Pillar
และ C-Pillar แต่ไปเพิ่มจุดเชื่อม (Spot Welding) บริเวณรอยต่อระหว่างซุ้มล้อคู่หลัง กับพื้นตัวถัง จุดยึดระบบกันสะเทือนหลัง
เพื่อให้บริเวณพื้นด้านหลังรถ แข็งแกร่งขึ้น ทนต่อการบิดตัวที่มีผลสืบเนื่องมาจากการเข้าโค้ง แรงสะเทือนต่างๆ รวมทั้งปัจจัย
อันมาจากน้ำหนักจากแบ็ตเตอรีที่ติดตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กัน โดยมีการออกแบบ จุดติดตั้งแบ็ตเตอรี ให้เพิ่มความแข็งแรงขึ้นจาก
รถยนต์ Hybrid รุ่นก่อนๆ อีกด้วย

แถมยังมีการออกแบบคาน Cross Member ติดยึดไว้ที่ด้านใต้ระบบกันสะเทือนหน้า และหลัง เพื่อช่วยตรึงรั้งพื้นตัวถังไว้ให้อยู่
ในรูปเดิม มากที่สุด ลดการบิดตัว ลงให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้โครงสร้างตัวถัง คงรูปเดิมไว้ได้ในขณะเข้าโค้งหรือแล่นไปบน
พื้นผิวขรุขระ รวมทั้งการติดตั้ง พลาสติก Under Cover ปิดบริเวณจุดต่างๆ ใต้ท้องรถ ทั้งใต้เครื่องยนต์ กาบข้าง 2 ฝั่ง ใต้พื้นที่
นั่งของผู้โดยสาร คู่หน้า แผ่นปิดใกล้ถังน้ำมัน และปลายซุ้มล้อคู่หลัง

ส่วนอุปกรณ์ความปลอดภัย ในห้องโดยสารนั้น CT200h มีถุงลมนิรภัยมาให้มากถึง 8 ใบ ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า
ถุงลมด้านข้างที่เบาะคู่น้าทั้งซ้าย ขวา ม่านลมนิรภัย ทั้ง 2 ฝั่ง และที่พิเศษเหนือกว่ารถยนต์ทั่วไป คือมีถุงลม
นิรภัยสำหรับหัวเข่า Knee Airbag มาให้ทั้ง 2 ฝั่ง มีเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบลดแรงปะทะ และดึงกลับอัตโนมัติ
Pretension & Load limiter ส่วนเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังเป็นแบบ ELR 3 จุด ทั้ง 3 ตำแหน่ง และมีพนักพิงศีรษะ
WIL (Whiplash Injury Lessening) ป้องกันการบาดเจ็บจากระดูกต้นคอ จากการชนด้านหลัง

ด้วยโครงสร้างความปลอดภัยทั้งหมด ทำให้ CT200h ผ่านมาตรฐานทดสอบการชนระดับ 5 ดาว จาก EURONCAP
รวมทั้งหน่วยงานด้านความปลอดภัยของรฐบาลสรัฐอเมริกา NHTSA และ รางวัล ระดับ Top Safety Pick Award
จาก The Insurance Institute for Highway Safety (IIHS) ในสหรัฐฯ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกอ่านได้ ที่นี่
www.euroncap.com/results/lexus/ct200h/2011/431.aspx

********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

นอกจากเรื่องของตัวเลขอัตราเร่งแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่หลายๆคน ให้ความสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ ความประหยัดน้ำมัน
และวิธีที่เราจะรู้ได้ว่า CT200h จะประหยัดน้ำมันได้มากหรือน้แยแค่ไหน นั่นคือ การทดลอง ในรูปแบบมาตรฐานดั้งเดิม
ของเรา ตลอด 7 – 8 ปีที่ผ่านมา

แต่ด้วยตารางนัดหมายในชีวิตผม ในวันที่เรารับรถมา ค่อนข้างวุ่นนิดนึง จึงตัดสินใจเลื่อนการทดลอง มาเป็นช่วงหลัง
3 ทุ่ทครึ่ง หรือ 21.00 น. แทน เพื่อที่จะให้การจราจร ลดความจลาจลลงไปกว่าที่เกิดขึ้นแทบทุกเย็นย่ำค่ำมืด โดยที่
สักขีพยานของเราในวันนี้ คือ น้อง Joke หรือ V10ThLnD หนึ่งใน The Coup Team ของเรา น้ำหนักตัว 59 กิโลกรัม
รวมกับผู้เขียน 95 กิโลกรัม เท่ากับน้ำหนักผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวม 2 คน เท่ากับ 155 กิโลกรัม แถมด้วยเป้สัมภาระอีก
นิดหน่อย รวมแล้สว น่าจะมีน้ำหนักบรรทุกคนกับสิ่งของ ราวๆ ไม่เกิน 160 กิโลกรัม

เรานำ CT200h ไปเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron แบบมาตรฐาน ที่สถานีบริการน้ำมัน Caltex ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ ปากซอย
อารีย์ ถนนพหลโยธิน กันจนเต็มถัง เหมือนเคย และคราวนี้ เนื่องจากว่า แม้จะเป็นรถยนต์ Hybrid และมีผู้คนสนใจใน
เรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกันอยู่ไม่น้อย แต่ในเมื่อ CT200h ยังเป็นรถยนต์ที่มีระดับราคา เกินกว่า 1 ล้านบาท อีกทั้ง
กลุ่มลูกค้าที่อยากรู้ตัวเลขนั้น ก็มิได้ถึงกับให้น้ำหนัก หรือใส่ใจในประเด็นนี้ ระหว่างการตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้มากนัก
เราจึงตัดสินใจที่จะทำการทดลองโดย “ไม่เขย่ารถ” แต่จะเติมน้ำมัน แค่ระดับ หัวจ่ายตัด ก็พอแล้ว

พอเติมน้ำมันเรียบร้อย เราก็ ขึ้นรถคาดเข็มขัดนิรภัย เซ็ต 0 บน Trip Meter A เพื่อตั้งวัดระยะทาง กดปุ่ม Power เพื่อสั่ง
ให้เครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า เตรียมพร้อมทำงาน จนสัญญาณไฟคำว่า READY สีเขียว สว่างขึ้นบนมาตรวัด เราก็
เริ่มออกรถ เลี้ยวกลับบนถนนพหลโยธิน เข้าวอยอารีย์ ทะลุไปออกตรง โรงเรียนเรวดี แล้ว ขึ้นทางด่วนที่ด่านพระราม 6
มุ่งหน้าไปยังปลายสุดทางด่วนสายเชียงราก (อุดรรัถยา) แล้วเลี้ยวกลับมาย้อนขึ้นทางด่วนเส้นเดิม มุ่งหน้ากลับเข้าไป
ยัง กรุงเทพมหานคร ด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ นั่ง 2 คน ไม่เปิด Cruise Control

ความเร็วบนมาตรวัด เมื่อเทียบกันแล้ว ที่ระดับ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง GPS จะวัดได้ที่ 106 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพี้ยนระดับปกติ

ในโหมด Normal คุณจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า รอบเครื่องยนต์ ทำงานอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ จนกระทั่งต้องหมุนสวิชต์ บน
แผงควบคุมกลาง ไปยังดหมด Sport นั่นละครับ คุณจึงจะเห็นว่า รอบเครื่องยนต์ โผล่ขึ้นมาแทนที่ อย่างที่เห็นอยู่นี้

ภาพนี้ ถ่ายตอนผ่อนเท้าจากคันเร่งนิดนึงพอดีนะครับ อย่าเข้าใจผิดว่า มอเตอร์จะยอมทำงานจนถึง 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เชียวละ!

เมื่อมาถึงทางลงอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราเลี้ยวซ้าย เข้าถนนพหลโยธิน กันอีกครั้ง แล้วเลี้ยวกลับรถที่ สถานีรถไฟฟ้า
BTS อารีย์ แล้วพุ่งเข้าไปยังสถานีบริการน้ำมัน Caltex แห่งเดิม เพื่อเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron ให้เต็มถังอีกครั้ง
เอาแค่หัวจ่ายตัดก็พอ เหมือนเช่นการเติมครั้งแรก

ทีนี้ เรามาดูกันดีกว่า ว่าตัวเลขที่ CT200h ทำออกมาได้นั้น เป็นอย่างไรกันบ้าง
ระยะทางที่แล่นไปบนมาตรวัด Trip Meter 93.2 กิโลเมตร

ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 5.11 ลิตร ….เฮ้ย พอๆกับ Nissan March เลยนะนั่น!



อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 18.23 กิโลเมตร/ลิตร

ถือว่า CT200h ให้ความประหยัดในระดับที่ดีมาก เมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป และทำได้ดีเมื่อเทียบกับรถยนต์ Hybrid
คันอื่นๆ ซึ่งเาเคยทดลองกันไปก่อนหน้านี้ ตัวเลขอาจจะด้อยกว่า Prius ใหม่เล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
เพราะด้วยการปรับเซ็ตรถให้เน้นการขับขี่ที่สนุกกว่า ใส่ข้าวของลูกเล่นมาให้เยอะกว่า วัสดุดีกว่า ถ้าน้ำหนักของ
ชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นในรถ มันจะทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้อยลงไปบ้างนิดหน่อย ผมว่า ก็ยังพอยอมรับได้อยู่ดี

แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ถึงแม้ถังน้ำมันจะมีความจุ 45 ลิตรโดยประมาณ เท่ากับ Prius ทว่า เมื่อนำมาขับขี่ใช้งานจริง
น้ำมัน 1 ถัง อาจจะพา CT200h แล่นไปได้ ไม่ไกลเท่ากับที่ Prius ทำได้ เพราะภาพถ่ายในวันคืนรถ บอกผมชัดเจน
ว่า การที่ยังเหลือน้ำมันอีก 3 ขีด ทั้งที่แล่นไปทั้งหมด 447 กิโลเมตร นั่นเท่ากับว่า น้ำมัน 1 ถัง อาจพารถแล่นไปได้
ราวๆ 550 – 600 กิโลเมตร แต่ในความจริง Prius ใหม่ จะพาคุณแล่นไปได้ไกลกว่านั้น คือประมาณ 700 กิโลเมตร
(ขับแบบปกติ ไม่ใช่ขับเพื่อเน้นประหยัด)

********** สรุป **********
ขอแค่ยกขุมพลัง Camry Hybrid มาวางในตัวถังที่ปรับเส้นสายอีกรอบ จัดการพื้นที่ด้านหลังรถ ให้ดีกว่านี้ พอแล้ว!

วันเวลาที่เราจะต้องบอกลาเจ้าเหลืองอ๋อย ก็มาถึง บ่ายวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2011 พายุฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับว่า
พระอินทร์ และพระอิศวร คงนัดกันเล่นเจ็ทสกี ผมถึงกับต้องนำ CT200h คันนี้ ลงไปจอดยังชั้นใต้ดิน B1 ของอาคาร
All Season ถนนวิทยุ แทนที่จะได้จอดริมกำแพงรั้วอย่างที่นัดกันไว้ในตอนแรก

บนชั้น 43 ของ อาคาร Main Building ของ All Season ระหว่างที่พายุฝนกำลังโหมอย่างหนัก พี่สรณะ ออกมารับกุญแจ
รีโมทคืน แล้วเราก็นั่งคุยกันเรื่องความคิดเห็นที่เกิดขึ้น หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับมัน นานถึง 6 วัน 5 คืน อย่างออกอรรถรส
เมามันเป็นอันมาก คุยกันราวๆ ครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

ยอมรับเลยว่า จากครั้งแรก ที่เห็นหน้าตาแล้ว ผมไม่ชอบรถคันนี้เท่าใดนัก แต่พอเมื่อลองขับกันยาวๆ ใช้ชีวิตด้วยกัน
ผมก็พบว่า CT200h ก็ไม่ใช่รถที่เลวร้ายเลย มันมีบุคลิกบางอย่าง ผสมผสานกัน ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า การใช้ชีวิตกับรถคันนี้
เป็นเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดอาการ พารานอยด์ เหมือนอย่างที่เคยเจอมาในรถยนต์แนวแปลกๆแบบนี้ บางคัน ขณะเดียวกัน
ในทางตรงข้าม แน่นอนว่า CT200h ก็ไม่ใช่รถที่ดีสมบูรณ์แบบ จนไม่อาจหาข้อติใดๆ ได้ ด้วยเช่นกัน

ถ้าจะถามว่า รถคันนี้ มีจุดดีตรงไหน ผมก็ตอบได้ทันทีว่า ตรงที่ความ “เยอะ” ของหล่อนนั่นละ!

CT200h เป็นรถที่ “เยอะ” ในหลายๆเรื่อง ตั้งแต่ให้ข้าวของมา “เยอะ” เมื่อเทียบกับค่าตัวที่จ่ายออกไป มีลูกเล่น “เยอะ”
ในห้องโดยสาร ปริมาณกระจกหน้าต่างรอบคันก็ “เยอะ” กว่า Lexus รุ่นอื่นๆ ที่เป็นรถยนต์นั่งด้วยกัน ไม่ใช่ SUV
(ส่วนใหญ่ มีไม่เกิน 8 บาน นี่ล่อเข้าไป 10 บาน เท่ากับ RX รุ่นที่แล้วเลยละ) ช่วงล่างเซ็ตมามั่นใจในช่วงความเร็วสูงๆ
มากกว่า Toyota รุ่นอื่นๆ  “เยอะ” เช่นเดียวกับพวงมาลัยไฟฟ้า ที่เซ็ตมาได้ดีกว่า ที่เคยพบเจอใน Toyota หรือแม้แต่
Lexus รุ่นอื่นๆ “เยอะ” อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่ประหยัดกว่ารถทั่วๆไป “เยอะ” (แต่อาจไม่เท่า Prius หรือ CR-Z)

นี่คือรถ Toyota / Lexus รุ่นหนึ่ง ที่ออกแบบแผงหน้าปัดมาได้ดี โดนใจผมมากๆ การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้ดีเยี่ยม
(เมื่อเทียบกับรถในค่ายเดียวกันรุ่นอื่นๆ) ชวนให้เกิดความตื่นเต้นเวลาขึ้นมานั่งขับครั้งแรกๆ (แม้แรงดึงกระชากของมัน
จะยังไม่ถึงขั้นจะทำให้ผมสำเร็จเสร็จสมอารมณ์หมาย และทำหน้าที่ออกมาในระดับ ใช้ได้ เพียงพอ เท่านั้นก็ตาม)
มันเป็นรถที่เหมาะกับสาวโสด วัยทำงาน มีเพื่อนอีก 2-3 คน ว่างๆ ก็เก็บเสื้อผ้า ไปเที่ยวทะเล หัวหิน ชะอำ หรือปราณบุรี
พอๆกับการขับใช้งานในเมือง ไปตามสภาพการจราจรอันแสนจลาจลของกรุงเทพมหานคร

CT200h จะตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้ดี มันเป็นรถยนต์ที่ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย เห็นแล้ว “ร้องกรี๊ดๆๆๆ ฉันอยากได้ๆๆ”
อย่างน้อยในวันที่ผมนำรถคันนี้มาใช้ชีวิตด้วย ก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง มายืนดูรถ แล้วร้องกรี๊ดๆๆๆ แบบนี้ให้ผมดูมาแล้ว!

แล้วสิ่งที่ผมอยากจะเห็นจาก ทีมวิศวกร Lexus ในการปรับปรุง CT200h ให้ดีขึ้นกว่านี้ละ? มีอะไรบ้าง?

ข้อแรก พละกำลังของเครื่องยนต์ ผมมองว่า มันเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่
แห่งใดในโลก ถ้าเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พร้อมระบบขับเคลื่อน Hybrid มันเพียงพอจะพาให้ Prius แล่นไปได้โดยไม่มีลูกค้า
เท้าเบารายใดปริปากบ่น มันย่อมพา CT200h แล่นไปได้อย่างสบายใจไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก

เพียงแต่ว่า สำหรับคนที่อยากได้เครื่องยนต์ที่แรงกว่านี้ และต้องประหยัดน้ำมันไม่แพ้กัน ทางเลือกที่น่าสนใจก็คือ การนำ
เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร พร้อมระบบ Hybrid จาก Toyota Camry Hybrid ซึ่งนอกจากจะประหยัดพอใช้ได้แล้ว ยังมีกิตติศัพท์
ด้านความแรงแถมพ่วงมาให้อย่างมิได้ตั้งใจอีกด้วย ความแรงในระดับนั้น ถ้าสามารถนำมาวางลงไปในห้องเครื่องยนต์
ของ CT200h ได้แล้ว เชื่อได้เลยว่า หลายๆคนจะยินดีจ่ายเงินเพื่อเป็นเจ้าของมากกว่านี้อย่างแน่นอน

แล้วทำไมพวกเขาไม่ยอมทำออกมาเลยแต่แรกละ? อันที่จริง ผมเชื่อว่า Sadakata-san เองก็น่าจะรู้ดีว่า ข้อจำกัดของการ
สร้างรถยนต์คันนี้คือ ในเมื่อ Toyota ต้องการเปิดตลาด แบรนด์ Lexus ในยุโรป ให้มากขึ้น การสร้างรถยนต์ขนาดเล็ก
สักรุ่นเพื่อทำตลาดที่นั่น ในบางประเทศ ถ้าขืนใส่เครื่องยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบใหญ่เกิน 2.0 ลิตรขึ้นไป ภาษีต่างๆ
ที่ผู้บริโภคต้องเสีย จะสูงมาก จนกระทั่ง อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายได้ในทางอ้อม มิเช่นนั้น ก็ต้องทำรุ่นสมรรถนะสูง
อย่างเช่น Lexus CT F Hybrid เพื่อเจาะตลาดคนที่อยากได้ Premium Hot Compact Hatchback กันไปเลย

ประเด็นต่อมา คือพื้นที่ในห้องโดยสาร โดยเฉพาะด้านหลัง การติดตั้งแบ็ตเตอรี Ni-Mh เข้ามา ส่งผลกระทบถึงการจัด
พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะขนาดของมันก็ใหญ่ระดับน้องๆขอนไม้ซุงเลยทีเดียว โจทย์
ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆคือ ทำอย่างไรถึงจะสามารถลดขนาดของแบ็ตเตอรีลงได้มากกว่านี้ แต่ยังต้องคงประสิทธิภาพด้าน
การจ่าย และเก็บประจุไฟฟ้า ไว้ให้ดีเท่าๆเดิม หรือต้องดีกว่าเดิม

ถ้าเป็น Honda เขาจะใช้วิธีการฝังแบ็ตเตอรีและอุปกรณ์ต่อพ่วง ไว้ที่ด้านหลังของเบาะนั่ง แต่ สำหรับรถยนต์ Hatchback
ผมก็เข้าใจดีว่า จุดขายสำคัญคือ ต้องอเนกประสงค์พอ ต้องพับเบาะได้ ดังนั้น รูปทรงของแบ็ตเตอรีแบบดังกล่าว จึงไม่อาจ
ตอบความต้องการลูกค้าได้ในแง่การใช้งานจริง เป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาและพัฒนากันต่อไปในระยะยาว

เรื่องช่วงล่างที่แข็งไปหน่อยในช่วงความเร็วต่ำ ข้อนี้พอเข้าใจได้ว่าถนนในยุโรป ที่ยังเป็นก้อนกรวดโบราณ อายุนับแล้ว
หลายร้อยปี ยังมีให้พบเห็นและใช้งานกันอยู่ดาษดื่น เป็นพื้นถนนที่ทำลายช่วงล่างได้ดีนักแล ขืนทำช่วงล่างแนวนุ่มๆ
ไปเป็นหลัก สงสัยไม่แคล้วคงได้พังเร็วก่อนเวลาอันควร แต่ในเมื่อ คุณคิดจะทำรถรุ่นนี้ ส่งขายในตลาดทั่วโลก ถ้าจำเป็น
การปรับเซ็ตช่วงล่างในช่วงความเร็วต่ำ ให้ซับแรงสะเทือนได้ดีกว่านี้อีก แน่น และมั่นใจกว่านี้ แต่เพิ่มความนุ่มนวลใน
ระหว่างรูดไปบนพื้นผิวถนน ก็ไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงนัก

ท้ายสุด คงจะเป็นเส้นสายด้านหลัง บริเวณเสาหลังคาหลัง C-Pillar ที่เกี่ยวพันกับทัศนวิสัย ถ้าสามารถปรับและเกลาให้
ออกมาใกล้เคียงกับเวอร์ชันต้นแบบอย่าง LF-Ch มากกว่านี้ ผมว่าคงได้ใจลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

ในตลาดตอนนี้ คู่แข่งของ CT200h มีใครบ้าง?

ในตลาดกลุ่ม Primuim Compact Hatchback ของเมืองไทย ระดับราคา 2 – 3 ล้านบาทนั้น BMW 1 Series กับ Audi A1
ดูจะเป็น คู่แข่งหลักเหมือนในตลาดโลก อย่าเพิ่งมาถามผมว่า A1 เป็นอย่างไร เพราะในเมื่อยังไม่เคยลองขับ มันก็คง
ไม่แฟร์ที่ผมจะพูดถึงรถรุ่นนี้ ขณะที่ ซีรีส์ 1 นั้น ผ่านมือมาแล้ว 2 รุ่น ทั้ง 120i Hatchbazk 5 ประตู และ 120d Coupe
ที่แรงกว่า แต่ราคาขายหน้าโชว์รูมก็ทะลุเพดานเดือดไปมากโข จนขายไม่ค่อยได้ และเลิกทำตลาดไปในที่สุด เพราะ
พื้นที่ห้องโดยสารคับแคบไม่แพ้ CT200h เลย ต่างกันตรงที่ ขับสนุก และแทบไม่ต้องไปแก้ไขเรื่องช่วงล่างอื่นใด หาก
ไม่จำเป็นจริงๆ

แต่ก็ใช่ว่า คู่แข่งในบ้านเราจะไม่เหลือแล้ว เพราะความจริง ม้านอกสายตา ทั้ง Volvo C30 และ Volkswagen Golf GTi
ก็ยังคงไม่อาจตัดทิ้งปล่อยวางลงไปไปได้ง่ายนัก เพราะ Golf GTi นั้น ตอบทุกความต้องการของทุกคนได้ดีที่สุดในกลุ่ม
ขณะที่ C30 ยังต้องการเครื่องยนต์ซึ่งต้องแรงกว่านี้ แต่ต้องกินน้ำมันพอกับเดิม นอกนั้น มันหนักแน่น และขับดีมากๆ
จนเริ่มคิดว่า ถ้าซื้อมาใช้ แล้วไปวางเครื่องใหม่ หรือจูนอัพให้ดีๆ ผมว่า ไม่เลวเลยทีเดียว แต่ถ้าใครอยากแรง ก็คงต้อง
หันไปมอง Volkswagen Scirocco ซึ่งโฉบเฉี่ยวกว่า ขับสนุกกว่า แต่ ก็ยังคงมีบริการหลังการขายที่น่าเป็นห่วงอยู่

แล้วถ้าคิดได้ว่า จะตกลงปลงใจกับ CT200h ละ? ควรเลือกรุ่นย่อยไหน?

รุ่น Luxury อันเป็นรุ่นพื้นฐาน เริ่มต้นที่ราคาถูกสุด 2,190,000 บาท สิ่งที่จะถูกตัดออกไป มีเพียง กระจกมองข้างพร้อม
ไฟเลี้ยว แบบพับได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า (ทำงานร่วมกับเกียร์ถอยหลัง) ไฟส่องสว่าง ตรงที่วางเท้า และระบบไล่ฝ้าด้วย
ความร้อน เบาะคู่หน้าเป็นแบบปรับด้วยมือ ไม่มีสวิชต์ไฟฟ้า และไม่มีระบบจำตำแหน่งเบาะคนขับ Memory 3 ตำแหน่ง
ไม่มีกุญแจรีโมทแบบในรีวิวนี้ ไม่มีระบบนำทางไม่มีจอมอนิเตอร์ EMV ไม่มีกล้องถอยหลัง กับระบบ Bluetooth
รุ่นนี้จะเหมาะกับลูกค้าซึ่งมองว่า อุปกรณ์ข้างบนนี้ ไม่มีความจำเป็นใดๆกับชีวิตเลย มันพอเพียงสำหรับการแข่งขัน
ในตลาดที่ยังมี BMW X1 ซึ่งมีพื้นที่ในห้องโดยสาร “ไล่เลี่ยกัน” ในราคา 2,149,000 บาท กับ Mercedes-Benz C200
Classic รุ่นพื้นฐาน ที่ยังมีออพชัน น้อยกว่า CT200h ด้วยซ้ำ แต่ขายในราคาพอกัน

ถ้าเป็นรุ่น Sport ราคา 2,390,000 บาท สิ่งที่จพะเพิ่มเข้ามาคือชุดตกแต่งรอบคัน พร้อมล้ออัลลอย ลาย Sport เพิ่ม
พวงมาลัย และหัวเกียร์แบบหุ้มหนัง กับชุดกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ที่ถูกตัดออกไป…แค่นั้น…เมื่อมองถึง
ข้าวของที่จะได้เพิ่มขึ้น กับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม ผมเห็นว่า ไม่ค่อยจะคุ้มค่ากันเท่าไหร่

ส่วนรุ่นที่เห็นในรีวิวนี้ คือรุ่น Luxury ซึ่งมาพร้อมอุปกรณ์ข้างบนนี้ที่หายไป กลับมาประจำการครบถ้วน 2,590,000 บาท
เป็นรุ่นที่ผมคิดว่า เหมาะกับคนโสดที่คิดจะเริ่มต้นหา Lexus มาใช้ สักคัน และอยากได้อุปกรณ์ครบๆ ไม่ต้องไปทำอะไร
เพิ่มเติมอีก ส่วน Moon Roof  ถ้าอยากได้ ต้องเพิ่มเงินอีก 100,000 บาท เป็น 2,690,000 บาท ผมมองว่า ไม่จำเป็นเลย

และท้ายสุดนี้…ถ้าจะให้เปรียบบุคลิกของ CT200h เป็นมนุษย์สักคนนึงละ? ควรเป็นคนแบบไหน?

ผมมองว่า CT200h เป็นเสมือนผู้หญิง วัย 25 – 30 ปี แนวหวานซ่อนเปรี้ยว ไว้แบบไม่ถึงโฉ่งฉ่างมากนัก แต่ดูออกอยู่
ว่าวิธีคิด ไม่เหมือนคนธรรมดา ฐานะทางบ้านและการเงินอยู่ในระดับดีเลิศ ถูกเชิญไปร่วมงานสังคมบ้าง ประปราย
จบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศ 1 ใน 3 แห่ง แล้วก็ไปเรียนต่อปริญญาโท ที่อังกฤษ หรือยุโรป  2 ปี
บินกลับมาทำงานในองค์กรข้ามชาติขนาดเขื่องๆ รูปร่าง สูงโปร่ง มั่นใจในตัวเอง รักครอบครัว รักเพื่อนเฉพาะก๊วน
ที่สนิทมาตั้งแต่สมัยเรียน มัธยมมาด้วยกัน ซึ่งก็จะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ปกติแล้ว เป็นคนติดนิสัยผู้ชาย จากคุณพ่อมาบ้าง
คือไม่แคร์ใครหน้าไหนที่มาเล่นการเมืองในสำนักงานกับเธอ แอบซุบซิบนินทาเจ้านายฝรั่งบ้าง นิดหน่อย พอขำขำ แต่
ที่แน่ๆ เธอชอบ Shopping เป็นชีวิตจิตใจ ซื้อของแต่ละชิ้น ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ แพงสาแก่ใจเป็นอันมาก เพราะคุณเธอถือ
คติที่ว่า “ต่อให้แพงแค่ไหน ถ้าฉันชอบ ฉันมองว่าดี ฉันซื้อเลย รอทำไม เดี๋ยวคนอื่นคว้าไปละจะอดซะเปล่าๆ” ส่วนเรื่อง
สิ่งแวดล้อมหนะเหรอ “ฉันก็สนใจบ้างนะ แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในชีวิต สนแค่ว่า ถ้าซื้อรถที่ประหยัดน้ำมันไว้หน่อยก็ดี
เพราะที่บ้าน ไม่นิยมให้ติดก๊าซอะไรทั้งสิ้น”

ถ้าคุณเป็นผู้หญิง ที่คิดจะซื้อรถคันนี้ไว้ใช้เอง ด้วยตรรกะวิธีคิดในแบบผู้หญิงยุคใหม่ ผมเชื่อว่า CT200h จะเป็นรถยนต์
ที่เหมาะกับคุณมากๆ มันจะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเลยทีเดียว และถ้าเป็นพ่อบ้าน ที่คิดจะซื้อรถเอาไว้ให้ภรรยา สุดรัก
ขับไปทำงาน มันก็ยังจะเป็นรถยนต์ที่สามารถแสดงออกถึงความเป็นคนหัวคิดทันสมัย และไม่ยึดติดกรอบจำกัด ของ
เธอ ได้ดีมากๆ ต่อให้ถึงขั้นว่า ถ้าคุณเป็นเกย์ควีน มีความเป็นผู้หญิงในตัวสูง ผมก็ยังคงคิดว่า รถคันนี้เหมาะกับคุณอีก
เช่นกัน

แต่ถ้าคุณเป็นผู้ชายแท้ๆ แมนๆ ไปจนถึง เกย์คิง หรือคนที่รักสมรรถนะความแรงเป็นชีวิตจิตใจ ผมคงต้องเตือนกันตรงนี้ว่า
CT200h อาจไม่เหมาะกับคุณเพราะถึงแม้จะมีช่วงล่างที่ดี พวงมาลัยสไตล์รถยนต์ Premium Sport GT ชั้นดี แต่พละกำลังจาก
เครื่องยนต์ Hybrid  มันจะไม่ทันอกทันใจพวกรักความแรงเข้ากระแสเลือดอย่างคุณแน่ๆ และเมื่อขับแล้ว คุณอาจไม่ชอบมัน
ก็ได้

ขอแนะนำให้ไปลองขับก่อน คิดดีๆ อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจ เพราะรถคันนี้ คนที่คิดจะซื้อ ต้องมีความชื่นชอบในรูปลักษณ์
และมักตัดสินใจซื้อของด้วยอารมณ์ มากกว่ารถยนต์ปกติทั่วๆไป หรือแม้แต่ Toyota / Lexus รุ่นอื่นๆ อยู่เหมือนกัน!

เพราะเพียงแค่ลองขับสักครั้ง ก็จะรู้แล้วว่า คุณควรใช้ชีวิตกับ สาว Hiso Working woman ชอบคิดต่าง คนนี้หรือไม่

—————————————///——————————————–

ขอขอบคุณ / Spacial Thanks :
คุณสรณะ สิริสิงห
และทีม Lexus Group Department
บริษัท Toyota Motor (Thailand) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ และอำนวยความสะดวกด้านต่างๆเป็นอย่างดียิ่ง

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ยกเว้นภาพ Illustration ทั้งหมด เป็นลิขสิทธิ์ของ
Toyota Motor Corporation ประเทศญี่ปุ่น
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.headlightmag.com
2 กันยายน 2011

Copyright (c) 2011 Text and Pictures
Except all Illustration ,Copyright (c) Toyota Motor Corporation
Use of such content either in part or in whole
without permission is prohibited.

First publish in www.Headlightmag.com
September 2nd,2011

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are welcome! click here!