งานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ที่ฉายความโดดเด่นมากที่สุดคงต้องเป็นงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ที่จัดขึ้นประจำทุกปลายเดือนมีนาคม-ต้นเมษายนของทุกปี สร้างความคึกคักและสีสันในวงการรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อก่อให้เกิดการแข่งขันการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยนานถึง 30 ปีแล้วเราต้องย้อนประวัติสักเล็กน้อย

 

การจัดงานมอเตอร์โชว์ครั้งแรกเกิดขึ้นเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2522 ที่สวนลุมพินี ก่อร่างวัฒนธรรมการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ (Event) ให้คึกคักและเป็นที่ยอมรับในประเทศไทยมากขึ้นปรากฏว่าประชาชนเข้างานล้มหลามด้วยเหตุผลสั้นๆว่าประเทศไทยยังไม่เคยจัดงานมอเตอร์โชว์แบบนี้มาก่อนนั่นเอง

 

 

 

ครั้งที่ 2-18 ย้ายไปจัดที่สวนอัมพร สถานที่ใหญ่ขึ้นพร้อมสาธารณูปโภคที่ดีกว่าเดิม ทุกๆรอบปีของการจัดงานเราจะเห็นพัฒนาการเพิ่มเติมเพื่อก้าวสู่ระดับนานาชาติอันเกิดจากทีมงานศึกษาดูงานมอเตอร์โชว์ระดับโลกอยู่บ่อยครั้ง เหตุการณ์สำคัญในระหว่างนี้เห็นจะเป็นการขยายตัวสุดขีดของตลาดรถยนต์เมืองไทยเมื่อปี 2535-2537 เกิดการแข่งขันเสรีบนสภาพเศรษฐกิจที่ยังเร่าร้อนสุดขีดโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวมาก่อนว่าฟองสบู่จะแตกเมื่อสายไปเสียแล้ว เมื่อเกิดภาวะตกสะเก็ดทีมงานผู้จัดและผู้คนในวงการก็ต้องปรับตัวเองครั้งใหญ่และผ่านพ้นชีวิตอันเลวร้ายมาด้วยกัน

ครั้งที่ 19 คือการพลิกโฉมหน้ามอเตอร์โชว์บ้านเราเมื่อย้ายไปสถานที่ที่โอ่โถงดูมีมาตรฐานระดับสากลที่เลื่องลือว่า BITEC บางนา นำวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งบูธสวยเช่นเดียวกับต่างประเทศมาใช้ในงานนี้ครั้งแรก (เพราะครั้งที่ 1-18 สถานที่ไม่อำนวยต่อการนำเข้าวัสดุพวกนี้ ทั้งความชื้น,แสงแดด เป็นต้น หากมีปัญหาจะไม่สามารถนำมาใช้ได้) มีประวัติให้จารึกเมื่อได้รับรองให้เป็นงานมอเตอร์โชว์ระดับโลกจาก OICA เมื่อปี 2007

บางกอก อินเตอร์เนชัน มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 30 ประจำปี 2552 ชูแนวคิด “ยานยนต์ คน รักษ์ธรรมชาติ” (Green Life on Wheels) ฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 30 ปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2552 แม้ช่วงจังหวะไม่ถึงกับดีนักแต่งานก็ต้องดำเนินต่อไปบนความเชื่อว่านี่คือการเรียกศรัทธาและกำลังซื้อสำหรับผู้ที่จำเป็นใช้รถจริงๆ หลายคนไม่กล้าใช้เงินในช่วงก่อนๆก็น่าจะกล้ามาใช้ในงานนี้ ด้วยโปรแกรมที่ผู้จัดงานจับมือกับแวดวงยานยนต์หลายค่ายเรียกกำลังซื้อและความคึกคักกลับมานั่นเอง เชื่อมั่นว่านี่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

 

สีสันของงานต้องมีรถจัดแสดงตามแนวคิดรักษ์ธรรมชาติแน่นอนอันได้แก่รถต้นแบบที่สอดคล้องกันยกตัวอย่างคร่าวๆ Toyota 1/X และ A-bat เป็นต้น แน่นอนไฮไลต์รถยนต์เปิดตัวใหม่มากันค่อนข้างคึกคักทีเดียวได้แก่ การเปิดตัว Mercedes Benz E-class Coupe พวงมาลัยขวาของโลก
BMW นำ 7-series โฉมใหม่พร้อมกับรถสปอร์ต Z4 โฉมใหม่
Mini ส่ง Mini Cooper เปิดประทุนโฉมใหม่
Audi ส่ง A8 รุ่นฐานล้อยาว
Mazda MX-5 minorchange
Nissan Teana ใหม่ และ 370Z
เป็นต้น

 

ผู้จัดงานเล็งเห็นถึงช่วงเวลาการจัดที่น่าจะยาวขึ้นไปอีกเพื่อเปิดโอกาสคนเข้างานมากขึ้นจึงขยายวันจัดงานจาก 10 วันเป็น 12 วัน หากรวมวันพิเศษเฉพาะวีไอพีและวันผู้สื่อข่าวแล้วก็เป็น 14 วัน ลากยาวนานกว่ามอเตอร์โชว์เมืองนอกส่วนใหญ่เสียอีก ค่าเข้าชม 100 บาท มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลมากกว่าเดิมเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ยกเว้นบริเวณงานแสดงรถจักรยานยนต์และประดับยนต์ีไม่ต้องเสียค่าเข้าชม

 

ถึงแม้จะเป็นงานที่ยังมีข้อครหาว่าเป็นงาน Motorsale อยู่แต่จากความตั้งใจจริงของผู้จัดที่จะพัฒนางานของตนให้มีคุณค่าดีกว่าเดิมที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ใหม่ๆ วิทยาการใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ รถต้นแบบสวยๆเอาให้คนไทยได้ดูกันทุกๆปีโดยเฉพาะช่วง 4 ปีหลังเป็นงานที่ได้รับความไว้วางใจจากค่ายรถที่กล้านำรถต้นแบบมาโชว์กัน (แม้ค่าขนส่งและค่าประกันที่แพงระยับ) ดังนั้นมอเตอร์โชว์ยุคใหม่มิใช่เพียงแค่ทำหน้าที่”ขาย”เพียงอย่างเดียวแล้ว ถ้าลองเปิดใจดูแม้ประเทศไทยยังไม่ใช่อันดับต้นๆของมอเตอร์โชว์ระดับโลกแต่ก็ถือว่าเป็นระดับน้องๆผมว่าก็โอเคอยู่นะ  ประโยชน์ที่คุ้มค่ามากๆคือประโยชน์ของผู้บริโภคที่คุณแทบจะไม่ต้องลงทุนมาก