การเริ่มต้น เขียน รีวิว รถ นั้น บางที คุณต้องอาศัย จินตนาการเอาเรื่องอยู่
ยิ่งในวันที่พยายามหา จุดเริ่มต้นเพื่อเปิดเรื่อง ถ้าอารมณ์ไม่ได้ ต่อให้มีหลายสิ่งหลายอย่าง
อยู่ในสมอง ก็ยากจะกลั่นกรองออกมาเป็นถ้อยคำ บางครั้ง ถึงขั้นเขียนไป ลบไป เขียนใหม่
นั่นจึงอาจเป็นสาเหตุให้ บางรีวิว ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นไปนานโข

อันที่จริงก็เป็นนิสัยไม่ค่อยดีของผมเองแหละครับ ไม่ต้องไปโทษใครอื่นไกลหรอก

และครั้งนี้ก็เช่นกัน

พยายามจะนึกอยู่ตั้งนาน ว่า จะเปิดเรื่อง เกริ่นนำรีวิวนี้กันอย่างไรดี

พลันความคิด เดินไปเปิดลิ้นชักความทรงจำ ให้ไปพบเจอกับภาพภาพหนึ่ง ในฮาร์ดดิสก์ของตัวเอง
ที่ผมเพิ่งจะถ่ายมาได้ ในช่วง เดือนมีนาคม 2009 ที่ผ่านมา

ผมก็เริ่มคิดออกแล้วว่า เราควรจะเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่อง ถึงใครดี…

ว่าแล้ว เราก็แอบเอาเพื่อนตัวเอง มาช่วยทำมาหากิน กันดีกว่า!

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

 

เจฟฟรี (ประจักษ์) เบญจกุล เป็นเพื่อนกับผมมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยยังใส่กางกงขาสั้นกันอยู่
ณ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมาเลย อาจไม่ถึงสนิทนัก
แต่ทุกครั้งที่มีเหตุให้คุยกัน ก็ยังจูนกันติดได้เสมอ มีแต่ฝ่ายผมนั่นละ ที่ไม่ชอบโทรไปหา
เพราะรู้ดีว่า หมอเนี่ย งานเยอะ ชีวิตยุ่งเหยิงเยอะแยะ มากมาย นานๆเจอกันทีหนะดีแล้ว
ผมได้แต่คอยดูผลงานของเขา ตามทีวีอยู่ห่างๆ จำได้ว่า ตอนเล่นบทเกย์ควีน
ในละครทีวี ก็ตีบทซะแตก ทั้งที่เจ้าตัวเป็นชายแท้ทั้งแท่ง

อย่างที่คุณคงรู้กันดีว่า เขาเป็นน้องชายที่ดี ของพี่คริส เบญจกุล และครอบครัว
ผู้ซึ่งแบ่งเบาภาระต่างๆในบ้าน อันเกิดขึ้น ช่วงที่พี่คริส ยังไม่แข็งแรงมากนัก
จากอุบัติเหตุที่ผ่านมาแล้วเกือบ 10 ปี และแน่นอน เป็นลูกที่ดีของคุณพ่อคุณแม่
เช่นเดียวกับพี่ชาย เพราะถ้าไม่ดีจริง ในงานศพของคุณพ่อ เมื่อไม่กี่ปีก่อน
พวงหรีด จากทุกทั่วสารทิศ คงไม่ล้นหลาม ออกมานอกศาลาจัดงาน
จนหาที่วางกันไม่ได้เลย อย่างที่เกิดขึ้นให้ผมเห็นนั่นหรอก!

ในฐานะของเพื่อน เจฟฟรี เป็นเพื่อนที่ดีของทุกๆคน อย่างไม่มีข้อกังขา
ในฐานะ ดารา เจฟฟรี ไม่เคยมีข่าวคราวเสียหาย มาให้ระแคะระคายกันเลย
แม้แต่ครั้งเดียว เป็นคนดีของทุกๆคน

แต่ในฐานะสามีของภรรยา ตั้งแต่ แต่งงานมา ผมก็ไม่ทราบข่าวคราวอะไรกันเท่าไหร่
เลยไม่อาจบอกได้ ว่า เป็นอย่างไร คงต้องให้ แฟนสาวสุดที่รักของเขาเป็นคนบอก…

 

จนกระทั่ง การพบกันครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในงาน Bangkok International Motor Show ที่ผ่านมา นั่นละ
เราไปเจอกันโดยบังเอิญ ในรอบสื่อมวลชน ณ บูธ ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั่นเอง

ระหว่างคุยกันอยู่ สีแดงสด บนตัวถังของ CLC 200 Kompressor ก็เตะป๊าบเข้าให้ไปที่ตา
ของเจฟฟรี จนเจ้าตัวถึงขั้นเดินตรงปรี่ เข้าไปลองนั่ง ให้ผมบันทึกภาพอย่างที่เห็น

ณ ขณะนั้น จู่ๆ เจ้าตัวก็เกิดอยากได้รถคันนี้ขึ้นมา ทั้งที่ เพิ่งถอย C-Class ป้ายแดง ไปหมาดๆ

ผมก็เริ่มสงสัย ว่ารถคันนี้ มันมีอะไรดี? จนเกิดคำถามในใจว่า
เจฟ นายไม่รู้เลยเหรอว่า ถ้าจะพูดกันตรงๆแล้ว…

CLC-Class ถือเป็นการปรับโฉม Big Minor change ให้กับ C-Class ตัวถังคูเป้ รหัสรุ่น C203 นั่นเองนะ?

กว่าที่ผมจะหาโอกาสคลายข้อข้องใจ ด้วยการยืมรถคันนี้มาลองขับ เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึง
ต้นเดือนสิงหาคม ทีนี้ เราจะได้รู้กันซะทีละว่า CLC200 Kompressor รุ่นนี้ มันมีดีอะไร
ถึงทำให้เพื่อนผม ผู้บ้ารถเข้าไส้ และรู้เรื่องรถ กับ จักรยานยนต์ บิกไบค์ ดีใช้การได้
อีกคนหนึ่ง ในกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นของเรา เกิดปิ๊งขึ้นมา ง่ายๆ และดื้อๆ เช่นนี้…

 

นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก สู่สาธารณชน เมื่อ ปี 2001 เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-Class Coupe เดิม
ถูกผลิตขึ้น และออกจำหน่ายไปทั่วโลก ทั้งจากโรงงานใน Bremen และ ใน Brazil มากถึงกว่า 320,000 คัน
โดยที่ กว่า 70 เปอร์เซนต์ ของลูกค้าทั้งหมดนั้น เป็นลูกค้าใหม่ ที่ไม่เคยซื้อรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาก่อนเลย
และเมื่อเวลาผ่านไป มากกว่า 2 ใน 3 ของลูกค้าเหล่านั้น พึงพอใจกับคุณภาพ สมรรถนะ และการเป็นเจ้าของ
ในรถรุ่นนี้ รวมทั้งมี Brand Loyalty ที่หนักแน่นมั่นคงในใจยิ่งขึ่น โดย 43 เปอร์เซนต์ ของลูกค้าเหล่านั้น
จะอัพเกรด หรือซื้อรถเพิ่ม และมักเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่าเดิม ทั้ง E-Class, CLK หรือแม้แต่ SLK

ตัวเลขที่มากขนาดนี้ น่าจะเพียงพอให้ ผู้บริหารของ เดมเลอร์ อาเก้ ตัดสินใจเปิดไฟเขียว ในการทำตลาด
เจเนอเรชันต่อไปของ รถคูเป้ 2 ประตู ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานโครงสร้างงานวิศวกรรมและพื้นตัวถัง ร่วมกับ
C-Class W203 (รุ่นตาถั่ว) ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

เพียงแต่…การเปิดตัวรถรุ่นใหม่นั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ เลือกที่จะใช้ชื่อใหม่ กับรถที่…เอ่อ…ถ้าจะให้ถูก
ควรเรียกว่า C-Class Coupe’s BIG MINORCHANGE มากกว่า

 

CLC-Class เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก ณ งาน Berlin Fashion week เมื่อ
27 มกราคม 2008 ในเมื่อ งานนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ
เพื่อสร้างจุดสนใจให้กับงานนี้ไปยังทั่วโลก แถมยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์
ไปสู่แนวทางใหม่ๆที่ตนไม่เคยก้าวย่างเข้าไป มาก่อน ก็เลยจัดงานนี้ขึ้น ให้ทั้งเป็นงานแสดงแบบ
เสื้อผ้า (แฟชันโชว์) โดยมี ดาวดวงเล็กดวงใหม่ จรัสแสงอยู่ข้างๆเวทีแคทวอล์ก นั่นแหละ…

ภายใต้มิติตัวถังที่ยาว 4,448 มิลลิเมตร กว้าง 1,728 มิลลิเมตร สูง 1,405 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ 2,715 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักรถเปล่า 1,500 กิโลกรัม รวมน้ำหนักบรรทุก
450 กิโลกรัม รวมน้ำหนักบรรทุกด้วยแล้ว ปาเข้าไป 1,950 กิโลกรัม

วิศวกรเมอร์เซเดส-เบนซ์ บอกว่า พวกเขาได้ปรับปรุง และเพิ่มเติมชิ้นส่วนต่างๆ
เข้าไปใน CLC มากถึงกว่า 1,100 ชิ้น (คาดว่าคงจะรวมถึงชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆนาๆ
จำพวก น็อต แหวนรองน็อต สกรู และสายไฟ เข้าไปด้วย) 

 

ไฟท้ายถูกออกแบบขึ้นใหม่ เป็นแบบแถวยาว ภายในเป็นโคมดำ (Dark Meander Design) และนั่นทำให้
ต้องทำแผ่นพลาสติก ขึ้นมาปิดพื้นที่เดิม ที่ชุดไฟท้ายของรุ่นเก่าเคยอาศัยอยู่ เพื่อให้บั้นท้าย ดู “เต็ม”
ไม่มีสิ่งใดหายไป

ส่วนไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ก็ถูกออกแบบขึ้นใหม่ เรียงตัวอยู่ด้านบน ยาวเฟื้อยเป็นแถวเดียวกัน  
เปลือกกันชนท้าย ออกแบบใหม่ เพื่อให้บั้นท้ายดูกว้างขึ้นกว่าเดิม เพิ่มปลายท่อไอเสียรูปวงรี และ
แผง Defuser ด้านล่าง กะว่าจะให้ดูดุดันกันยิ่งกว่าเก่า

ถ้ามองในภาพรวมแล้ว ด้านหน้าของรถรุ่นใหม่ ลงตัวกว่ารุ่นเดิมมาก มาในแนว สวยจบ ไม่ต้องไปแก้ไขอะไรอีก
แต่กับบั้นท้าย ผมยังอยากจะเห็นบั้นท้ายแบบเดิม ที่ดูล้ำสมัยดีอยู่แล้ว ในรถรุ่นใหม่ มากกว่า…

ระบบกุญแจ เป็นรีโมทคอนโทรล พร้อมระบบ Immobilizer
แต่ไม่มีระบบ Smart Entry มาให้ ยังต้องปลดและสั่งล็อก
ด้วยสวิชต์บนรีโมท และเสียบกุญแจที่รูของมัน
บนคอพวงมาลัยเพื่อติดเครื่องยนต์เหมือนเดิม

 

 บานประตู เป็นแบบมีเสากรอบหน้าต่าง เปิดออกได้กว้าง เกือบจะ 90 องศากันเลยทีเดียว
 ล็อกตำแหน่งเปิดได้ 3 จังหวะ คือแคบ ปานกลาง และกว้าง เช่นเดียวกับรถเก๋งทั่วไปในยุคนี้

 

พื้นที่เหนือศีรษะ และการวางแขนในตำแหน่งรอบตัวผู้ขับขี่ และผู้โดยสารคู่หน้า
ถือว่ายังทำได้ดี ในสไตล์ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็จริงอยู่

เบาะคู่หน้าสไตล์ บักเก็ตซีต โอบกระชับลำตัว หุ้มด้วยหนังแบบ ARTICO สีทูโทน (เทา-ดำ)
พร้อมรูระบายอากาศ หากมองแค่ตัวเบาะอย่างเดียว ถือว่า นั่งสบาย และกระชับตัวกำลังดี

แต่ถ้านำองค์ประกอบอื่นๆมาร่วมคิดคำนึงไว้ด้วยกัน ผมว่ายังมี ความไม่ลงตัว หลงเหลืออยู่
ส่วนจะเป็นอย่างไร เรื่องไหน อ่านต่อได้ ในย่อหน้าถัดๆไป ครับ

 

การเข้าออกจากเบาะหลังนั้น แม้จะใช้วิธีดึงมือจับบริเวณบ่าพนักพิงเบาะคู่หน้า
แต่เอาเข้าจริง เมื่อโน้มพนักพิงขึ้นมาข้างหน้า ชุดเบาะจะยกตัวขึ้นมาจากพื้นรถนิดหน่อย
ถ้าจะดึงพนักเบาะกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม อย่าลืมกดชุดเบาะให้ลงล็อกกับรางที่ติดอยู่บนพื้นรถด้วย

 

เบาะหลังนั้น สามารถนั่งกันได้ 3 คน หากสรีระของคุณ มีขนาดบอบบางพอกันกับสมาชิก
The Coup Team ของเราแต่ละคน เบาะรองนั่งนั้น นั่งแล้ว เต็มก้น ดีกว่า BMW 120d
แต่…พื้นที่เหนือศีรษะนั้น ก็เป็นไปตามที่คุณคาดเดาจาก การ สโลปลงของแนวเส้นขอบหลังคานั้นละครับ
คือ นั่งยังไง ก็ติดศีรษะ แน่นอน ดังนั้น บางครั้งคุณอาจจะต้องนั่ง แบบไหลตัวลงมานิดนึง

 

ไม่ต้องอื่นไกล ขนาดตัวผมเอง ขึ้นไปนั่งด้านหลัง นี่คือพื้นที่วางขาที่เหลืออยู่ โดยปรับเบาะหน้าไว้ในตำแหน่งปกติ เข่าไม่ชนเบาะหน้า

และแน่นอน ศีรษะผม ติดเพดานหลังคา แบบไม่ต้องถ่ายมาให้ชมแต่อย่างใด

 ฝากระโปรงท้าย ยกขึ้นได้สูง เท่ารถรุ่นเดิม ค้ำยันด้วยช็อกอัพไฮโดรลิค ล็อกด้วยระบบกลอนไฟฟ้า

 

 พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระ ในโหมดปกติ มีขนาด 310 ลิตร

แต่ถ้าพับเบาะหลังทั้ง 2 ฝั่ง ลงมาแล้ว พื้นที่จะเพิ่มเป็น 1,100 ลิตร

 

เมื่อดึงพรมปิดพื้นห้องเก็บของด้านหลังขึ้น จะพบยางอะไหล่ แบบกึ่งสำเร็จรูป…
ฟังดูเหมือน มาม่า ไวไว ยำยำ แต่วิธีใช้งานคือ ต้องดึงพลาสติกวางเครื่องมือ
ที่พาดทับไว้นั่นออกมาเสียก่อน ดึงยางอะไหล่ออกมา สวมเข้ากับน็อตล้อ
แล้วก็เสียบเข้ากับปั้มสูบลมแบบอัตโนมัติ รอทำงาน จนมันป่องพองตัวออกมาเอง

ผนังฝั่งซ้าย เป็นที่เก็บ อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ซึ่งมาแปลกว่า เก็บเอาไว้ข้างๆกล่องฟิวส์ ด้านหลัง
ซึ่ง มันก็พอมีความร้อนสะสมอยู่บ้าง เลยสงสัยว่า เก็บไว้แบบนี้นานๆ มันจะเป็นอะไรหรือเปล่า?

ส่วนตำแหน่งฟิวส์ต่างๆนั้น เมื่อเปิดกางคู่มือประจำรถออกมา
กลับไม่พบไดอะแกรม บอกตำแหน่งของฟิวส์แต่ละตัวในคู่มือเลย 

แผงหน้าปัด ยกชุดมาจาก C-Class W203 และ รุ่นคูเป้ C203 ดั้งเดิม เหมือนกันเกือบเป๊ะ
จนไม่ต้องแก้ไข ซึ่งอันที่จริง ผมชอบงานออกแบบแผงหน้าปัดแบบนี้ มากกว่า ใน C-Class ใหม่ W204
รุ่นปัจจุบัน เสียอีก… อย่างไรก็ตาม รถรุ่นใหม่นี้ มีเรื่องหนึ่งให้ผมต้องบ่นจนได้…และดันเป็นเรื่องที่
ผมให้ความสำคัญอยู่ด้วย…

นั่นคือ ตำแหน่งนั่งขับ

 

ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่ผมเจอ เป็นปัญหาหลักสำหรับผมในรถคันนี้ มันก่อความอึดอัด
ชวนให้เวียนหัวเล็กๆ ขณะขับขี่ แม้จะไม่มากนัก ทว่า ตั้งแต่ผมรับรถมา ยอมรับเลยว่า
แอบ พารานอยด์ อยู่หลายช็อตเหมือนกัน

นาย กล้วย สมาชิกทีม The Coup พูดสวนขึ้นมา…”กล้วยก็เห็นพี่จิม พารานอยด์ ไปซะทุกคัน
ที่เอามาขับนั่นแหละ ไม่เห็นมันจะต่างกันตรงไหนเลย!”

แง๊ว!…

จนกระทั่ง ท่านผู้การ Commander CHENG ขึ้นมาลองขับนั่นละ ถึงได้เข้าใจว่าทำไม
ผมถึงบ่น เป็นแพนด้ากินผึ้ง แทบจะเกือบตลอดทาง

สาเหตุ ที่พอจะสัณณิษฐานได้ในเบื้องต้นคือ การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องโดยสาร
ยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร

จริงอยู่ว่า พวงมาลัย และชุดมาตรวัดของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้น จะเยื้องค่อนมาทางซ้ายแทบจะทุกรุ่นอยู่แล้ว
เยื้องมาก เยื้องน้อย แล้วแต่ใครจะสังเกต เป็นแทบทุกรุ่น ตั้งแต่ A-Class ยัน S-Class แม้แต่ SLK ก็ยังเป็น
ดูเหมือนว่า ที่ผมเคยลองนั่ง แล้วพบว่ามันไม่เยื้องไปทางซ้าย เห็นจะเป็น SLR McLaren เท่านั้นเลยกระมัง

แต่ในกรณีของ CLC-Class นั้น ต่างออกไป เพราะแม้ว่า แป้นเบรกและคันเร่ง อยู่ในตำแหน่งทางขวา ซึ่งอันที่จริง
ก็วางในตำแหน่งถูกแล้ว  เพราะขาซ้ายจะโดนอุโมงค์ชุดหัวหมูเกียร์ เบียดเข้ามาทางขวาเต็มๆ ถึงจะเบียดเหมือนๆกับ
BMW เกือบจะทุกรุ่น ก็ตามแต่ ชุดมาตรวัด และพวงมาลัย ดันเยื้องมาทางซ้าย แม้คุณจะบอกว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น
มันก็เอียงกันทุกรุ่นนั่นละ แต่ กับ CLC นี่ผมขอเถียงเลยว่า มันเป็นเอามากกว่าคันอื่นๆ ที่เคยขับมานิดหน่อย
แม้จะไม่เลวร้ายขนาด BMW X3 ซึ่ง รายนั้น แทบทุกตำแหน่ง มันโย้ไปเย้มา ไม่อยู่ในแนวตรง ให้ถูกหลักสรีรศาสตร์
เอาเสียเลย แต่ก็เรียกได้ว่า ใกล้เคียงเหมือนกัน ดังนั้น ตำแหน่งการเยื้องของพวงมาลัย และชุดมาตรวัดนั้น
สำหรับคนที่มีปัญหาปวดเมื่อยเนื้อตัว หรือ กระดูกหลัง ต่างๆ อยากให้ระมัดระวังข้อนี้นิดนึง

อีกทั้งบรรยากาศในพื้นที่คนขับนั้น เมื่อเสาหลังคาคู่หน้า จำเป็นต้องสอบเข้าหาหลังคามาก เพื่อเน้นบุคลิก
ของรถสปอร์ตคูเป้ ให้ชัดเจนจากภายนอก มันเลยส่งผลให้ บริเวณแผงบังแดด อยู่ในตำแหน่งใกล้กับ ศีรษะ
ของคนขับ จนก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยา อันได้แก่ความอึดอัด และรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่าง มากดอยู่เหนือศีรษะฝั่งขวา

ดังนั้น อยากจะขอแนะนำ ใครที่คิดจะซื้อ CLC ว่า หากเป็นไปได้ ควรขอทดลองขับก่อน
และขอลองขับ ในระยะทางยาวๆ พอสมควร ทางด่วนเส้นเชียงราก ก็เกินพอแล้ว เพื่อที่จะได้
สำรวจดูให้มั่นใจว่า เมื่อเดินทางไกลยาวๆ ตำแหน่งนั่งขับ มีผลกับคุณหรือไม่

ถ้าคุณลงจากรถมา แล้วมีปัญหา ปวดหลัง หรือปวดต้นคอ ตามมา อย่างที่ผมเป็นอยู่นี้
คงต้องมองรุ่นอื่นแล้วละ  แต่ถ้าลงจากรถมาแล้ว ทำหน้างุนงง พร้อมบอกว่า
“ฉันไม่เห็นมีปัญหากับรถคันนี้ อย่างที่คุณจิมมี่เขาว่าเลย”

โอเค แสดงว่า คุณก็ซื้อ รถรุ่นนี้ มาใช้งานได้แน่ๆ แล้วละครับ

 

คอพวงมาลัยฝั่งซ้าย จะมีก้านสวิชต์ ทั้งหมด 3 ชิ้น

ด้านบนสุด คือ ระบบควบคุมวามเร็วคงที่ Curuise Control แบบมาตรฐาน
ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่นที่มีระบบนี้ จะใช้ก้านแบบนี้ทั้งหมด
ยกขึ้น เพิ่มความเร็ว กดลง ลดความเร็ว ดึงเข้าหาตัว คือล็อกความเร็ว
ดันถอยหลัง ยกเลิกระบบ

ถัดมาเป็นก้านไฟเลี้ยว และระบบปัดน้ำฝน ในก้านเดียวกัน ยกขึ้น-ลง ตามปกติ
เหมือนไฟเลี้ยว แต่ หมุนที่หัว จะเปิดใบปัดน้ำฝนทำงาน Ffpใบปัดน้ำฝน เป็นแบบ
ที่เหมาะกับรถพวงมาลัยขวา คือปัดจากฝั่งซ้าย มาทางขวา มาจากโรงงานอยู่แล้ว มี 2 ก้านปัด

และล่างสุด คือ ก้านสวิชต์ ปรับระดับสูง-ต่ำของพวงมาลัย แบบไฟฟ้า ดึงขึ้น-ลง
หรือ เข้า-ออกห่างจากตัวผู้ขับได้ทั้งนั้น

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ดีไซน์ เรียบๆ สวิชต์บนพวงมาลัยฝั่งขวา เอาไว้สำหรับปรับเพิ่มระดับเสียง
หรือเลือกโหมด การทำงานต่างๆ ซึ่งจะทำงานร่วมกับ สวิชต์ฝั่งซ้าย สำหรับการเข้าไปเลือก เมนูหลัก
ปรับระบบต่างๆให้เป็นไปตามที่ต้องการ แสดงผลบนหน้าจอตรงกลางชุดมาตรวัด

มีแป้น Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนเกียร์ หลังพวงมาลัย ที่ใช้งานได้ทันที
ไม่ต้องเข้าเกียร์ ในโหมดบวก-ลบ แต่อย่างใด

 

ชุดมาตรวัด ออกแบบในสไตล์รถแข่ง หากดับเครื่องยนต์อยู่
เข็มวัดรอบ และความเร็ว จะนอนนิ่งสนิทที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

ทันทีที่บิดกุญแจติดเครื่องยนต์ เข็มความเร็ว และมาตรวัดรอบจะกวาดไปทางขวาจนสุดก่อน 1 รอบ
ชวนให้นึกถึงว่า เรากำลังขับ Subaru Imprezza WRX แต่อีกนับหนึ่ง มันก็เป็นสิ่งเดียวกับที่จะพบเจอได้
ใน Isuzu D-Max Minorchange รุ่นใหม่ของ(จ้าว)โลก!

 

และเมื่อติดเครื่องยนต์แล้ว ไฟเตือนต่างๆเหล่านี้จะดับลง ดูเหมือนว่ามีสัญญาณไฟเตือนค่อนข้างน้อย
แต่ความจริงแล้ว ไม่น้อยเลย เพราะที่เหลือ ไปซ่อนตัวอยู่ใน จอ Multi Information System ตรงกลางนั่นต่างหาก
ถ้าระบบ ESP ABS SRS รวมทั้งระบบเช็คความดันลมยาง Tyre Monitoring ฯลฯ ไม่ทำงาน มันจะขึ้นข้อความเตือนที่จอนี้

ชุดเครื่องเสียงนั้น เป็นวิทยุ 2 DIN แบบ MB 20 เล่น CD MP3 ได้ 6 แผ่น มี 1 ช่องใส่แผ่น
ถ้าผม จะพูดว่า ชุดเครื่องเสียง ใน Honda City ใหม่ ที่บ้านผม มีเสียงกลาง ที่ดึงลงมาต่ำกว่า
และฟังออกมา ใกล้เคียงแหล่งกำเนิดเสียงจริงในห้องบันทึกเสียงกว่า

จะมีใครด่าผมไหม?

กระนั้น มันยังมีข้อดีคือ ยังพอฟังแล้วรู้ว่า มีการแยกมิติเสียงออกมาให้ได้ยินบ้าง นิดหน่อย
อีกทั้งชุดเครื่องเสียงนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Bluetooth ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคุณ ได้ทันที

การควบคุมชุดเครื่องเสียง ทำได้บนสวิชต์ ที่พวงมาลัย ฝั่งขวา และแสดงผลบนหน้าจอ Multi Information ที่ชุดมาตรวัด

เครื่องปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ THERMOTRONIC แยกฝั่ง ซ้าย-ขวา ให้ความเย็นที่ ต้องรอกันนาน
หากปรับไว้ สูงกว่า 20 องศาเซลเซียส แต่ถ้าปรับลงต่ำกว่านั้น จะเย็นเร็ว จนถึงหนาวเร็ว ตรงกันข้ามกับตอนแรก

 ช่องใส่ของบนแผงหน้าปัดมี 2 ชิ้น บุด้วยผ้ากำมะหยี่ แยกสัดส่วนชัดเจน มีฝาปิดพร้อมช่องกุญแจล็อกมาให้ด้วย

 

ส่วนแผงคอนโซลด้านข้างลำตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสาร มีกล่องเก็บของขนาดใหญ่พอจะวางกล้อง DSLR-Like ได้ 1 ตัว
แถมด้วยกล่องซีดีอีก 3 กล่องสบายๆ แถมยังเป็นกล่องแช่เย็น เครื่องดื่มได้ ในตัว

แต่ช่องวางแก้วน้ำนั้น มีมาให้เพียงตำแหน่งเดียว อย่างที่เห็นอยู่นี้ ถ้าเพิ่มมาให้อีกสักตำแหน่ง
ผมว่าน่าจะดีกว่าแหะ เพราะพอใช้งานจริง ผมซื้อน้ำเปล่าขวดละ 7 บาท ค่อนข้างบ่อย เหมือนกับ
เพื่อนฝูงรอบข้าง และเมื่อเราซื้อน้ำดื่มมาแล้ว 2 ขวด เราก็ไม่รู้จะหาที่วางอีกขวดหนึ่งซึ่งซื้อมาเผื่อ ไว้ที่ไหน?

 

 

ของเล่นอีกชิ้นหนึ่งที่ผมโปรดปรานก็คือ หลังคาซันรูฟกระจก Panoramic Slide Glass Roof

ซึ่งมีม่านบังแดด สีดำ ซ่อนอยู่ที่คานตรงกลางในภาพนั่นละครับ

การเลื่อนเปิดปิด นั้น ทำได้โดย ดึงสวิชต์ ที่ติดตั้งตรงกลาง ของแผงไฟส่องสว่าง และไฟอ่านแผนที่ แบบ One-Touch
ซันรูฟ กระจกจะเลือนถอยไปจนสุด แต่ถ้าเวลาจะเลื่อนปิด ต้อง ใช้นิ้ว กดสวิชต์เดียวกัน แช่ไว้นะครับ
เพราะไม่มี One-Touch ในช่วงขากลับ และถ้าจะกดสั่งให้แค่เผยอขึ้น ก็ทำได้เช่นกัน ส่วน กระจกแต่งหน้า
ในแผงบังแดด มีไฟส่องสว่างมาให้ ทำงานอัตโนมัติ

 

 ระบบ ParkTronic พร้อมสัญญาณร้องเืตือน มีมาให้ทั้งด้านหน้า…

 

 และด้านหลัง บริเวณ เหนือกระจกบังลมหลัง แถบไฟสัญญาณเตือนจะไล่จากแถบเล็กสุด มาตรงกลาง อันแปลว่า ชิดวัตถุใกล้รถฝั่งนั้นเกินไปแล้ว

 

เข็มขัดนิรภัย เป็นแบบลดแรงปะทะ และดึงกลับอัตโนมัติ
แม้ไม่มีแขนดึงเข็มขัดนิรภัยอัตโมัติ มาให้
แต่มี แขนพลาสติกยื่นเข็มขัดนิรภัยเอาไว้ลดปัญหา
การคลำและควานเข็มขัดนิรภัยมาคาด

ซึ่งเอาจริงๆแล้ว มันก็ไมได้ช่วยอะไรมากนัก
เพราะว่าตำแหน่งของตัวล็อก และปลดล็อกของเข็มขัดนิรภัย
น่าแปลกว่า อยู่ในตำแหน่งที่ คนอ้วนจะคลำหาไม่ง่ายนัก  

สรุป เราควรจะไปลดน้ำหนักกัมาก่อนขับรถคันนี้หรือเปล่าเนี่ย?

อุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ ที่น่าสนใจ ก็คือ ถุงลมนิรภัย
มีมาให้ทั้ง คู่หน้า ด้านข้าง และม่านลมนิรภัย รวม 6 ใบ

และในเมื่อ CLC 200 Kompressor ยังคงใช้ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon
เปิด-ปิดเองเมื่อแสงธรรมชาติลดน้อยลง หรือสว่างจ้าขึ้น
แต่ยังไม่มีจานฉายแบบปรับมุมองศาตามการเลี้ยว AFS

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็เลยเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเลี้ยวรถในยามค่ำคืน
ด้วยการปรับปรุงให้ ไฟตัดหมอกหน้า สว่างจ้าขึ้นมาเอง ในฝั่งที่คุณจะเลี้ยวรถไป
และจะดับลงเอง เมื่พวงมาลัยกลับมาตั้งตรง ชุดไฟตัดหมอกแบบนี้ มีติดตั้งเช่นกัน
ใน C-Class W204 รุ่นปกติ

ทัศนวิสัยด้านหน้า อยู่ในระดับพอกันกับรถยนต์ทั่วไป แม้จะปรับเบาะให้ต่ำสุด
แต่ตำแหน่งกึ่งกลางของภาพ อันเป็นตำแหน่งสายตา ก็ยังถือว่า สูงในระดับของรถทั่วไป
ไม่ได้เตี้ยติดดิน จนเข้าออกลำบากนัก

(แท็กซี่คันข้างหน้า นี่ บังเอิญถ่ายได้นะครับ ใครว่า ฮอนด้า จะซื้อรถกลับ ไม่ยอมให้ทำแท็กซี่ หืม?)

ส่วนเสาหลังคาคู่หน้านั้น ฝั่งขวา หากคุณเข้าโค้งขวา บนถนนที่สวนกัน 2 เลน
เสาหลังคานี้จะบดบังรถที่แล่นสวนมาในโค้ง พอดีๆ และอย่างที่เรียนให้ทราบ
ในย่อหน้าบนๆ ผมไม่สามารถถ่ายภาพนี้ จนเห็นขอบเพดานหลังคาด้านบนได้
มากไปกว่าที่เป็นอยู่ ก็น่าจะพอให้นึกออกว่า เพดานบริเวณขอบกระจกหน้า มันเตี้ยขนาดไหน?

กระจกมองข้าง มีขนาดใหญ่ กว่า BMW 120d มองสบายตากว่า แต่ ด้วยแนวเส้นสะเอว
ขอบกระจกล่าง ที่ไล่ระดับนสูง ดังนั้น เมื่อคุณหันมองกระจกมองข้างจากตำแหน่งนี้
คุณจะไม่เห็นกระจกหน้าต่างของตัวรถในกระจก แต่จะเห็นตัวถังด้านข้างรถแทน

เหมือนนั่งอยูในรองเท้าส้นสูง ติดล้อ เลยแหะ

 แต่น่าแปลกว่า ทัศนวิสัยฝั่งซ้าย กลับไม่มีปัญหาเลยแต่อย่างใด
จะมีบ้างก็เพียงแค่ กระจกมองข้างฝั่งซ้าย หลอกตาเล็กน้อย ก็เพียงเท่านั้น

ส่วนด้านหลัง…ภาพนี้ กดชัตเตอร์ขณะที่ จักรยานยนต์ แล่นสวนเข้ามาพอดี
คงพอจะเห็นภาพใช่ไหมครับว่า เสาหลังคาของ CLC นั้น บัง เด็กแว๊น จนมิดสายตาเลย

แต่พอเอาเข้าจริง เมื่อนั่งในตำแหน่งจริง ด้วยความโปร่งของกระจกในระดับที่เป็นอยู่
ก็พอจะช่วยให้คุณเห็นรถที่แล่นตามมา จากการเหลือบมองด้านหลังเพียงแว่บเดียวได้

แต่ แน่นอน ไม่ถึงกับดีนัก เมื่อเทียบกับ 120d อันนี้อยู่ที่
รูปทรงเส้นสายตัวถังรถภายนอก เป็นอีกปัจจัยหนึ่งครับ 

 

********** รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

เครื่องยนต์ ที่วางอยู่ใน CLC200 KOMPRESSOR นั้น
หน้าตามันก็ไม่ได้แตกต่างกับที่ผมเคยเจอใต้ฝากระโปรงหน้าของ
C200 KOMPRESSOR W203 เลย

ก็แหงละ มันเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกัน บล็อกเดียวกันเปี๊ยบเลยหนะสิ!

เป็นบล็อก  4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว วางตามยาว 1,796 ซีซี
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 82.0 x 85.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 8.5 : 1
พร้อมระบบอัดอากาศแบบ Supercharge
(หรือที่ภาษาเยอรมัน เรียกมันว่า Kompressor นั่นเอง)

กำลังสูงสุด 184 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร หรือ 25.47 กก.-ม.
ที่ รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,800 – 5,000 รอบ/นาที

ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ พร้อมโหมด บวก-ลบ
ผลักไปทางซ้าย-ขวา ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เรียกว่า One Touch
ลูกเดียวกันกับ C200 KOMPRESSOR อีกนั่นละ มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift หลังพวงมาลัย
อัตราทดเกียร์ มีดังนี้

เกียร์ 1……………..3.95
เกียร์ 2……………..2.42
เกียร์ 3……………..1.49
เกียร์ 4……………..1.00
เกียร์ 5……………..0.83
เกียร์ถอยหลัง R1…3.15
เกียร์ถอยหลัง R2…1.93
เฟืองท้าย…………..3.07

เรายังคงจับเวลา โดยใช้มาตรฐานเดิม คือใช้เวลากลางคืน
เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า และนั่งเพียง 2 คน คนจับเวลาก็ยังคงเป็นคนเดิม
คือ น้องกล้วย BnN แห่ง The Coup Team ของเรานั่นเอง
น้ำหนักตัว 48 กิโลกรัม เมื่อรวมกับผู้ขับ 95 กิโลกรัม ก็อยู่ที่ 143 กิโลกรัม

ผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อเปรียบเทีบกับ คู่แข่ง ในระดับเดียวกัน “ทั้งหมด” มีดังนี้

หากดูจากตัวเลขแล้ว ชัดเจนว่า CLC200 KOMPRESSOR ทำเวลาออกมาได้ดีกว่า 120i เบนซิน 5 ประตู
กระนั้น น่าแปลกใจว่า ทำไมถึงทำตัวเลขออกมาด้อยกว่า C200 KOMPRESSOR อย่างชัดเจน เกือบ 1 วินาที
ทั้ง 2 การทดลอง ชวนให้งุนงงและสงสัยเล็กน้อย ว่า น้ำมันที่เติมมาให้กับเราก่อนหน้านี้ เป็นน้ำมันอะไร?
แต่ เราก็ไม่ทราบแน่ชัด ดังนั้น จึงต้องปล่อยตัวเลขออกมาให้เห็นกันเช่นนี้

กระนั้น แม้คุณจะเห็นว่า ตัวเลขของ Volvo C30 รุ่น 2.4 ลิตร ออกมาดีกว่า CLC200 KOMPRESSOR
แต่ต้องมาดูปัจจัยประกอบกันด้วย เครื่องยนต์ของ C30 2.4 ลิตร เป็นบล็อก 5 สูบ 20 วาล์ว ขับล้อหน้า
และยังมีขนาดความจุ ต่างกัน ประมาณ 600 ซีซี  แม้จะไม่มีระบบอัดอากาศ ก็คงต้องทำตัวเลข
ออกมาได้ประมาณนี้ อยู่แล้ว

ขณะที่เครื่องยนต์ ของ CLC200 KOMPRESSOR แม้จะมีระบบอัดอากาศมาช่วย
แต่ความจุกระบอกสูบก็แค่ พิกัด 1,800 ซีซี แถมยังขับเคลื่อนล้อหลังอีก พละกำลัง
ที่จะต้องส่งไปยังล้อคู่หลัง ผ่านเพลา ก็จะมีการสูญเสียกำลังในระบบขับเคลื่อน
เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยอยู่แล้ว ดังนั้น ได้ตัวเลขเท่านี้ก็ถือว่า พอรับได้แล้ว
แม้ควรจะดีกว่านี้ได้อิกนิดก็ตาม

ทว่า นั่นก็แค่ตัวเลขที่เราจับเวลาให้คุณดู
เพราะการตอบสนองของเครื่องยนต์ บนถนนจริงนั้น ไม่มีอะไรให้ต้องตำหนิเลย
เป็นบุคลิกแบบ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นใหม่ๆ ที่หลายคนคงคุ้นเคยกัน และแน่นอน
มันก็เหมือนกับ C200 KOMPRESSOR นั่นละ

ทันทีที่คุณเหยียบคันเร่งจมมิด จากจุดหยุดนิ่ง รถจะออกตัว ด้วยอากัปกิริยา “ดึงอย่างเกือบสุภาพ”
เหมือนกับสำเนียงการพูดของ สารวัตรสายตรวจ ในภาพยนตร์ ตอนคุยเคลียร์กับอันธพาล
ด้วยวาจาอันสุภาพยิ่ง ไม่ถึงกับกระโชกโฮกฮาก แต่พุ่งออกไปจนสัมผัสได้ว่า ตรงและแรงพอตัวใช่เล่น
ก่อนจะชักปืนยิงใส่ กลุ่มโจรกันอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด

การเปลี่ยนเกียร์ ทำได้นุ่มนวลกว่าที่คิดไว้เล็กน้อย แทบไม่รู้สึกเลยว่า เกียร์เปลี่ยนแล้ว ถ้าไม่ได้มองมาตรวัดรอบ

ระบบกันสะเทือน หน้าแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัต 3 Links พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
ส่วนด้านหลังเป็นแบบ มัลติลิงค์ คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ทั้งคู่มาพร้อมช็อกอัพแบบแก็ส
และ Anti-dive  คือจุดเด่น ที่ผมเห็นว่า CLC ทำได้ดีกว่า 120d คูเป้ ชัดเจน บุคลิกของรถรุ่นเดิม
ก่อนหน้านี้ คือ C-Class Coupe ผมไม่เคยสัมผัส รู้แต่ได้ยินจาก ท่านผู้เกิน CHENG ว่า
รุ่นเก่ามันให้อารมณ์ในการขับรถญี่ปุ่นพวงมาลัยเบาๆ 1 คัน มากกว่า จะเป็น เบนซ์

แต่ในรถรุ่นใหม่ นี้ ท่านผู้เกิน ถึงกับชมเปาะ และผมก็เห็นด้วย เพราะผลจากความพยายามจะใส่
ความดิบสปอร์ต เจือปนลงไปในบุคลิกของตัวรถ ทำให้การเซ็ตระบบกันสะเทือน ออกมาในแนว
หนึบ แน่น ติดกระด้าง แบบรถสปอร์ตแข็งๆ แบบ 120d คูเป้ นั่นละ แต่ เมื่อผ่านลูกระนาด ก็นุ่มนวล
และซับแรงสะเทือนได้ดีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และแน่นอนว่า ดีกว่า 120d

ถ้าถามว่า ความหนึบ หรือกระด้าง มันอยู่ตรงไหน? เอาเป็นว่า มันอยู่ตรงกลางระหว่าง
325i Coupe E92 อันแข็งกระด้าง แต่ก็แข็งขนาดขี่เกวียน เหมือน 330i E90
กับ 325i Convertible E93 ที่เซ็ตมานุ่มกว่าใครเพื่อนในตระกูลเขา นั่นเอง
อยู่ตรงกลางระหว่างรถ 2 คันนี้พอดีๆ ถึงขนาดที่คุณพ่อผม ซึ่งเคยบ่นว่า มาสด้า 3 และ 120d กระด้างไป
พอเจอ CLC เข้าไป กลับบอกว่านุ่มนวลกำลังดี (เอ๋า เป็นงั้นไป?)

กระนั้น ในโค้งทางลงทางด่วนพระราม 6 ซึ่งเป็นโค้งรูปตัว S ที่ผมมักจะใช้ในการทดลอง
เข้าโค้งเป็นประจำนั้น รถคันนี้ผ่านโค้งดังกล่าวได้ ด้วยความเร็วระดับ 80-85 กิโลเมตร/ชั่วโมง
โดยพอจะมีอาการบั้นท้ายออกเล็กๆ อันเนื่องมาจากการให้ตัวของระบบกันสะเทือนด้านหลัง
ซึ่งผู้โดยสารด้านหลัง จับความรู้สึกได้ชัดเจน ขณะที่ผู้ขับขี่จะรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้เล็กน้อย
กระนั้น ความนิ่ง และมั่นใจได้ ตามสไตล์รถหนักๆหนึบๆ แบบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีมานั้น
ยังคงมีอยู่ใน CLC ใหม่ครบถ้วน เพียงแต่ ขาดชีวิตชีวาไปนิดนึง เท่านั้นเอง ซึ่งก็ถือว่ายังพอรับได้

แต่ในขณะที่ ระบบกันสะเทือน คือสิ่งที่น่าประทับใจที่สุด พวงมาลัย แบบแร็คแอนด์พีเนียน
พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง แบบใหม่ล่าสุดที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เรียกว่า Direct Steer System
กลับทำให้ผมงุนงงได้มากที่สุดไม่แพ้กัน ว่า มันจะเอายังไงของมัน?

หลักการทำงานของมันก็คือ  ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยก็จะหมุนเบาสบายมือ พอถึงช่วงวามเร็วสูง
พวงมาลัยจะหนักมือ มั่คงขึ้น และยังปรับอัตราทดเฟืองพวงมาลัย ไปตามการหมุนของพวงมาลัยด้วย
เพื่อหวังให้มีการตอบสนองเร็วขึ้น และแม่นยำขึ้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ การันตี ว่า ได้ผ่านการทดสอบ
โดยทีมวิศวกรของตน ว่า ระบบนี้วยให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พอเอาเข้าจริง ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยมันเบาเหมือนรถญี่ปุ่นจริงๆ หักซ้าย-ขวา โยกเล่น ซ้ายที ขวาที
ในช่วงความเร็ว 20-30 กิโลเมตร/ชั่วโมง มันแทบไม่มีความหนืดให้พบเจอเอาเสียเลย จนกว่า
จะหมุนพวงมาลัย เลี้ยวรถ อย่างเป็นการเป็นงานจริงๆนั่นละ ถึงจะเริ่มรู้ว่า อันที่จริงแล้ว
พวงมาลัยมันหนืดนะ แถมที่หนักกว่านั้นคือ มันเลี้ยวได้ ยังไม่เฉียบคมเท่าที่ควร ถ้าหักพวงมาลัย
ประมาณ 90 องศา ด้วยความเร็วต่ำๆ ไปแล้ว ประมาณ เกือบครึ่งวินาที รถจึงจะเริ่มเลี้ยว
และด้านหน้ารถ จะเลี้ยวไปก่อน โดยบั้นท้าย จะโยกตามไปติดๆ ไม่หนีจากกันมากนัก
ทว่า เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น หักพวงมาลัยเพียง 1-2 มิลลิเมตร รถก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากเลนเดิม
ที่แล่นอยู่ได้โดยง่าย

ระบบห้ามล้อเป็น ดิสก์เบรก ทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก
ตามน้ำหนักบรรทุก EBD และระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน BAS (Brake Assist)
แป้นเบรกตั้งมาต่ำไปหน่อย  ต้องเหยียบลงไปราวๆครึ่งหนึ่ง ระบบเบรกถึงจะเริ่มทำงาน
แต่การตอบสนองในภาพรวม ถือว่า ยังให้ความมั่นใจได้ดีอยู่

เสียงในห้องโดยสารนั้น อันที่จริง มันไม่ถึงกับเงียบมากนัก แม้ว่าการเก็บเสียงจากพื้นรถ จะทำได้ดี
แต่เสียงเครื่องยนต์ ที่เล็ดรอดเข้ามานั้น ค่อนข้างดังกว่ารถทั่วไปหน่อยๆ และเมื่อพ้นช่วงความเร็ว
160 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป คุณจะได้ยินเสียง กระแสลมที่ไหลผ่าน กระจกมองข้าง และ แนวขอบประตู
ดังขึ่นเรื่อยๆ มันไม่ร้องหวีดหรอกครับ แต่แค่ ไหลผ่านแรงขึ้น และดังขึ้นเท่านั้นเอง ภาพรวมในด้านนี้
ถ้าเป็นนักเรียน ในห้องสอบ ก็ถือว่า ทำได้ในระดับ สอบผ่าน ด้วยคะแนนราวๆ 65-70%

 

********** การทดลองหาอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย **********

ปั้มน้ำมันเชลล์ ที่ซอยอารี ถนนพหลโยธิน ยังคงเป็นจุดเริ่มต้น สำหรับการทดลองหา อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย
เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา คราวนี้ น้องกล้วย BnN แห่ง The Coup Team ก็รับอาสาเป็น ผู้ช่วยในการทดลองเช่นเคย
น้ำหนักตัวในการทดลองขับ ผมกับ กล้วย 2 คน รวมกันแล้ว น่าจะอยู่ที่ประมาณ 143 กิโลกรัม

เราเติมน้ำมัน วี เพาเวอร์ เบนซิน  กันจนเต็มถัง หัวจ่ายตัดพอ ณ หัวจ่ายดั้งเดิม ก่อนที่จะ มุ่งหน้าไปขึ้นทางด่วน
ที่ด่าน พระราม 6 ฝั่งขาออก กรุงเทพฯ แล้วก็เคลื่อนตัวไปตามสภาพการจราจร ที่มีรถมาก แต่ยังเคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ
ผ่านเข้าด่านงามวงศ์วาน แล้วมุ่งหน้าไปจนถึงปลายสุดเส้นทางด่วนสายเชียงราก แล้วเลี้ยวกลับ ย้อนมาขึ้นทางด่วนสายเดิม
ใช้ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิด Cruise Control เปิดแอร์ และนั่งกัน 2 คน ตามมาตรฐานปกติที่ทำกันมา

 

เราเลือกที่จะลงทางด่วน ณ ทางลงอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสภาพการจราจรภาพรวมนั้น รถโล่งกว่าที่คิด ทั้งที่เป็น
ช่วงเวลา วันศุกร์สิ้นเดือน ย้อนกลับมาเติมน้ำมันเบนซิน วี-เพาเวอร์ ที่ปั้มแห่งเดิม และหัวจ่ายเดิม ถึงตอนนี้ ก็ได้เวลา
คำนวนกันแล้ว… ระยะทางที่แล่นมา จากชุดมาตรวัด 92.1 กิโลเมตร

 

ปริมาณน้ำมันเติมกลับ 7.06 ลิตร  ดังนั้น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย จึงอยู่ที่ 13.04 กิโลเมตร/ลิตร
 

(ตัวเลขในช่อง ของ CLC200 KOMPRESSOR ผมลงไว้ผิดนะครับ ต้อง 7.06 ลิตร)

ถ้าเทียบกับเพื่อนพ้องร่วมสายพันธ์ ชัดเจนว่า CLC200 KOMPRESSOR ประหยัดกว่า C200 KOMPRESSOR ชัดเจน
และยิ่งทำให้น่าแปลกใจกับรถคันสีเงิน Avantguard ว่า ณ วันนั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ เติมน้ำมันอะไรมา ก่อนส่งมอบรถให้เรา
ตัวเลขที่ออกมา ถึงได้ ต่ำกว่าตัวเลขที่ควรจะเป็นกันขนาดนั้น

แต่ ที่แน่ๆ เราก็ได้เห็นกันแล้วว่า แม้จะประหยัดกว่า เพื่อนพ้องร่วมตระกูล ทว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ตัวเลขที่ได้
ชัดเจนอยู่แล้วว่า ด้อยกว่าเพื่อนอยู่เหมือนกัน และความแตกต่างนั้น ถือว่าค่อนข้างจะเยอะอยู่

 

********** สรุป **********

***** ไฮโซสาวจอมวางแผน พยามแอบร้าย แต่ได้แค่เกือบ?? *****

คืนที่ผมพยายามหาข้อสรุป ของรถคันนี้ ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือให้ได้อ่านกัน
ผมยอมรับว่า ยังกังขาในใจ ว่าเราควรจะเปรียบรถคันนี้ หากเป็นคน บุคลิกของเขา ควรเป็นคนแบบไหน

จะเรียกว่าเป็น ไฮโซสาว ก็กลัวจะไปคล้ายกับ BMW 120d คูเป้
แต่ ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า แว่บแรกที่ผมเห็นรถคันนี้ ผมนึกถึงสุภาพสตรี มีฐานะดี
แต่เป็นคนชอบวางแผน เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าทางมาถึงตน
แอบร้ายบ้าง บางเวลา ทว่า มีคนจับได้ไล่ตามรู้ไต๋ทันเสมอ
ก็เลยยังร้ายได้ไม่ถึงกึ๋นนัก

เรื่องน่าแปลกก็คือ พอโทรถามท่านผู้การจอมเกิน Commander CHENG
เพื่อขอไอเดีย ที่จะเขียนถึงรถคันนี้ กันดื้อๆ ด้วยความไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนคิด
จู่ๆ ตาแพน ก็พูดถึงรถคันนี้ ได้ตามประโยคในย่อหน้าข้างบนนี้ เป๊ะ!
ราวกับมิได้นัดหมาย และโดยที่ผมคิดไม่ถึง

 

เมื่อเรานั่งลง มองบุคลิกของรถคันนี้กันอีกที มันก็จริง ตามที่ท่านผู้การจอมเกิน CHENG พูดมานั่นละ

หากยังไม่คิดถึง ราคาค่าตัว CLC200 Kompressor เป็นรถที่ทำทุกสิ่งออกมาได้ “สมตัว”
คือ ถ้าคุณคิด และคาดหวังให้รถคันนี้ แสดงตนออกมาแค่ไหน มันก็จะเป็นไปตามนั้น
(ถ้าคุณไม่คิดหวังสูงเกินจริงไป)

ถ้าคุณอยากให้ผู้คนมองคุณ ตอนเดินลงจากรถคันนี้ คุณได้ตามนั้น เพราะเส้นสายของมัน
บ่งบอกชัดเจนเลยว่า รถคันเนี้ย ไม่เหมือนรถทั่วไป และคนที่เป็นเจ้าของมันได้ ก็ต้อง
มีวิธีคิดบางอย่าง ที่ไม่เหมือนใคร

แต่ก็ใช่ว่า จะต้องฉีกเด่น แตกต่าง อย่างหลุดโลก จนกลายเป็นกลุ่มที่จะซื้อ Nisan Cube
หรือรถแฟชันจ๋าๆ พวก MINI เพราะ สาวน้อยคันนี้ มาในมาดที่ภูมิฐาน คล่องแคล่วในการงาน
ดูโฉบเฉี่ยว มากกว่าจะเปรี้ยวปรี๊ด อยู่นิดหน่อย

แต่เธอยังมีความเป็น คนหัวสมัยใหม่ ที่ยังคง มีบางวัน แอบไปไหว้ศาลพระพรหมเอราวัณ
หรือไม่ก็ศาลเจ้าพ่อเสืออยู่บ้าง ในวันที่เกิดไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมา

เพียงแต่ เธอจะเดินเข้าศาลเจ้า และวัดวา ด้วยชุดเสื้อผ้า มินิสเกิร์ตสีสด แม้จะไม่โป๊เกินงาม
แต่ก็เล่นเอา อากงอาม่าที่มาทำบุญด้วย มองตามอย่างงุนงง ว่า ยัยนี่มันหลุดมาจากเวทีเดินแบบหรือไง?

ครับ ผมมอง CLC เป็นรถแบบนั้น สำหรับคนแบบนั้น

 

 

แล้วถ้าถามว่า ผลงานที่เธอแสดงให้เราดู เป็นอย่างไร

สาวน้อย ที่แอบเปรี้ยว บางทีแอบเอา กระโปรงคุณแม่มาใส่
(ดูไฟท้ายของรถรุ่นนี้ และรถรุ่นเดิมเทียบกันจะเห็นภาพ) คันนี้
ไม่ค่อยมีเรื่องให้ตำหนิมากมายนัก ในแง่สมรรถนะการขับขี่ อยู่ในเกณฑ์พอรับได้

บุคลิกของเครื่องยนต์ อัตราเร่ง และการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มันก็เหมือนๆกับ
C-Class W204  รุ่น C200 Kompressor นั่นละครับ ไม่แตกต่างกันมากมายนัก
ยกเว้นว่า อัตราสิ้นเปลือง จะทำได้ประหยัดกว่ากันนิดหน่อย และมีอัตราเร่ง
ที่ด้อยกว่ากันประมาณ 0.8 วินาที โดยประมาณ ซึ่งในการขับขี่จริง มันจะไม่ได้แตกต่าง
ถึงขนาดทิ้งช่วงห่างเป็นวาเป็นโยชน์นัก

ช่วงล่าง คือสิ่งที่น่าประทับใจ คือให้ความสปอร์ต แข็งๆ กระด้างๆหน่อยๆ
แต่ พอขับผ่านลูกระนาด หรือหลุมบ่อต่างๆ ผู้สูงอายุ (ที่บ้านผม) ยังชื่นชม
การเข้าโค้ง อาจจะไม่ถึงกับมีชีวิตชีวา หรือสนุกนัก แต่มั่นคง และมั่นใจได้
ตามสไตล์ของรถหนักๆ แบบเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เคยเป็น และควรเป็น

พวงมาลัย ยังต้องปรับปรุงกันต่อไป ใกล้จะสมบูรณ์แล้ว แต่ขอแค่ความไว
ในช่วงความเร็วต่ำ ที่ควรจะมากกว่านี้อีกนิด และหนืดกว่านี้อีกนิดนึง
ไม่ใช่เบาจนใกล้เคียงรถญี่ปุ่น แต่ในช่วงความเร็วสูง ถือว่า โอเค พอรับได้
เช่นเดียวกับระบบเบรก ซึ่งตอบสนอง ใกล้เคียงกับ C200 Kompressor นั่นละ

อย่างไรก็ตาม ผมคงต้องบอกคุณกันตรงๆว่า กับ CLC 200 Kompressor แล้ว
สมรรถนะ หนะ ไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องที่ใหญ่กว่า (นิดหน่อย)

คือ เรื่องสรีรศาสตร์ และราคา…

 

เรื่องสรีรศาสตร์นั้น

ถ้าคุณขึ้นไปนั่งรถคันนี้ แล้วพบกับความอึดอัด เพราะเพดานหลังคา
ชวนให้คิดไปว่า บริเวณแผงบังแดดหน้า มันอยู่ใกล้ศีรษะคุณไปนิด
แถมยังเจอการวางตำแหน่งพวงมาลัย ชุดมาตรวัด กับเบาะหน้า ที่เยื้องกัน
จนชวนให้คิดว่า เยื้องกว่า เบนซ์คันอื่นๆที่เคยเจอ ทั้งที่มันไม่ได้เยื้องมากขนาดนั้น

ไม่ต้องตกใจครับ คุณไม่ได้คิดคนเดียว

ผม คิด ท่านผู้การแพนจอมเกิน CHENG ของเราก็คิด
ไม่เว้นแม้แต่ น้องใหม่ เจ้าของร่วม ของศูนย์ล้างรถ แมคไกวร์ ซอยลาซาล ศรีนครินทร์
(ก่อนถึงโรงเรียนลาซาล) ที่ผมใช้บริการเป็นประจำ เมื่อเข้าไปนั่งได้ 40 วินาที
ก็ยังพูดโพล่งออกมาเต็มปากเต็มคำว่า “อึดอัด”

แต่น่าแปลกว่า เจ้ากล้วยใบน้อย BnN ในทีม The Coup ของเรา
กลับไม่มีปัญหากับรถคันนี้แต่อย่างใด

ดังนั้น ผมยังยืนยันว่า คุณควรทดลองขับ รถคันนี้ ก่อนจะซื้อมันมาใช้
ยิ่งขับได้ยาวเท่าไหร่ ยิ่งดีครับ ถ้าคุณไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ ก็คงจะซื้อรถรุ่นนี้มาใช้ได้เลย

ถ้าคุณไม่มีปัญหากับ หัวข้อสุดท้ายของเรา

นั่นก็คือ ราคา…

 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้อ่านมานี้ ผมมองว่า มันจะเหมาะสมกับราคากำลังดี
ถ้าหากคุณต้อง แลกมา ด้วยเงินต่ำกว่า 3 ล้านบาท…

แต่ราคาขาย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ตั้งเอาไว้คือ 3,609,000 บาท….

แม่เจ้า!….

ชวนให้ผมมองรถคันนี้ แปลกไปจากเดิม
เพราะคิดว่า มันชักไม่ค่อยจะคุ้มค่าเท่าไหร่แล้วละ

โอเค ซันรูฟกระจก คือสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่า ผมยอมจ่ายเงิน ให้รถคันนี้
มากกว่า รถที่ขับดีกว่ากันในเกือบทุกด้านอย่าง 120d
ซึ่งไม่ค่อยมีอุปกรณ์อะไรมาให้เท่าไหร่เลย แถมยังไม่สวยเท่า CLC อีกด้วย

แต่นั่นดูเป็นสิ่งที่ยังเกินราคา จนยากจะยอมรับอยู่ดี

ผมจึงมองว่า รถคันนี้ ยังคงเหมาะกับ เจ้าสัวเงินเหลือ อยากซื้อรถให้ลูกสาว
ไว้ขับไปมหาวิทยาลัย หรือลูกสาวของเจ้าสัวคนนั้น เริ่มทำงานเองได้แล้ว
ในบริษัทของครอบครัวกงสี ตนเอง นั่นละ

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมอยากจะฝากข้อความถึง เจฟฟรี เพื่อนผมเอาไว้ว่า
ถ้านาย ยังอยากจะรับ สาวอารมณ์แอบร้าย คันนี้ ไปร่วมชายคาด้วย

ปรึกษาภรรยา ก่อน เป็นการดีที่สุด!

—————————————–///——————————————-

 

ขอขอบคุณ
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
เอื้อเฟื้อรถยนต์ทดลองขับ

 

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ 2009 ทั้งบทความและภาพประกอบ
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
12 สิงหาคม 2009

Copyright (c) 2009 Pictures and Text
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.

First Publish in www.Headlightmag.com
August 12th,2009

 

 แสดงความคิดเห็น ต่อบทความนี้ เชิญได้ คลิกที่นี่