หลังจากที่ Toyota ออกมาประกาศจุดยืนของการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ว่าไม่ได้ยึดติดกับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) เพียงอย่างเดียว แต่ยังสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกกับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีใช้อยู่จำนวนมากอย่างไฮโดรเจน รวมไปถึงการเดินหน้าพัฒนาขุมพลัง Hydrogen Fuel Cell อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางค่ายก็มีรถยนต์อย่าง Mirai วางจำหน่ายในบางภูมิภาคที่มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานของแก๊สไฮโดรเจน

ซึ่งล่าสุดในประเทศไทย ทาง Toyota ก็ได้ร่วมมือกับ PTT-OR และ BIG จนสามารถเปิดสถานีไฮโดรเจนต้นแบบ สำหรับรถยนต์ FCEV หรือ fuel cell electric vehicle แห่งแรกในประเทศไทย

ทางด้าน Honda ที่ก็ได้พัฒนาและวิจัยรถยนต์ FCEV มาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น FCX รุ่นแรก ในปี 2002 ที่ใช้ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 109 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 282 นิวตัน-เมตร สามารถวิ่งได้ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. และมีระยะทางสูงสุด 304 กิโลเมตร ตลอดจน FCX Clarity ในปี 2008 ที่อัพเกรดเป็น มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 256 นิวตัน-เมตร สามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 390 กิโลเมตร

 

จนกระทั่งล่าสุดทาง Honda ได้ออกมาเผยแผนงานในส่วน FCEV ในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยการเตรียมติดตั้งขุมพลัง Hydrogen Fuel Cell ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับ GM ซึ่งทำให้มีราคาต้นทุนถูกกว่าชุดเดิมที่ติดตั้งอยู่ใน Clarity รุ่นปี 2019 ก่อนยุติสายพานการผลิตในปี 2021 จนเหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น พร้อมกับมีความทนทานกว่าเดิมถึงเท่าตัว

โดย Honda จะนำขุมพลังที่เรียกว่า e:FUEL CELL ซึ่งเป็นชื่อใหม่ถอดด้าม นำมาติดตั้งใน CR-V รุ่นใหม่ ซึ่งจะทำงานร่วมกับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินแบบเสียบปลั๊กได้ เพื่อคลายความกังวลกับลูกค้า ยามใช้งานจริงแล้วต้องเดินทางในพื้นที่ซึ่งมีปั๊มเติมไฮโดรเจนจำนวนจำกัด

 

ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า คือการวางแผนการใช้งาน Hydrogen Fuel Cell กับยานพาหนะและอุตสาหกรรมอื่น นอกเหนือจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยเฉพาะหลังจากที่ Honda ได้จับมือกับ Isuzu ส่วนงานผลิตรถบรรทุก ที่เตรียมเปิดตัวรถต้นแบบในต้นปี 2024 ภายใต้สภาวะการทำงานจริง

รวมไปถึงยานพาหนะในงานก่อสร้างอย่างรถขุดและรถแม็คโคร พร้อมด้วยการหารือแนวทางแก้ปัญหาสถานีเติมแก๊สไฮโดรเจนให้กับบรรดาเครื่องจักรขนาดใหญ่ในงานก่อสร้างจำพวกนี้ ซึ่งมีข้อจำกัดทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นอุปสรรคอยู่พอสมควร

 

สำหรับการพัฒนา Hydrogen Fuel Cell ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ Honda ได้ตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2030 จะสามารถลดต้นทุนของ Hydrogen Fuel Cell ได้อีกครึ่งหนึ่งของชุดที่จะเปิดตัวในปี 2024 นี้ จนสามารถเทียบเท่ากับราคาของเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบันได้ รวมไปถึงมีความทนทานเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ Honda ตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ที่เป็นประเด็นหลักของการรักษาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและอนาคต เพื่อลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อโลกมนุษย์นี้

ที่มา: Motor1