Toyota Century เปิดตัวครั้งแรกในโลกตั้งแต่ปี 1967 หรือราว 56 ปีที่แล้ว ในฐานะซาลูนสุดหรูระดับเรือธงของค่าย จัดเป็นรถยนต์รุ่นสูงสุดในบรรดา Toyota, Lexus และรุ่นอื่นๆ ภายในเครือเดียวกัน ตลอดจนระเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา Century ทำหน้าที่เป็นรถประจำตำแหน่งของบุคคลสำคัญ ตลอดจนรถที่ใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษอย่าง Century Royal ฐานล้อยาว ประตู coach door ซึ่งเป็นพระราชพาหนะในสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น และยานพาหนะเพื่อการรับรองพระราชอาคันตุกะในสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีญี่ปุ่นอีกด้วย

Toyota Century รุ่นปัจจุบัน เจเนอเรชั่นที่ 3 เปิดตัวเมื่อเดือน ตุลาคม 2017 และจะยังคงทำตลาดต่อไปกับอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่เพิ่งจะมีการเปิดตัวออกสู่สายตาสาธารณชนในวันนี้ นั่นคือ Toyota Century SUV (อันที่จริงแล้ว Toyota ใช้ชื่อเรียกในงานเปิดตัวว่า New Century) สร้างขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับความต้องการตลาดในยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลายมากขึ้น

 

Toyota Century SUV ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานงานวิศวกรรมแพลตฟอร์ม TNGA ครอบด้วยเปลือกตัวถังภายนอกที่รักษาเอกลักษณ์ความเรียบง่ายของ Century ดั้งเดิมเอาไว้

ขนาดและมิติตัวถัง มีดังนี้
  • ยาว 5,205 มิลลิเมตร
  • กว้าง 1,990 มิลลิเมตร
  • สูง 1,805 มิลลิเมตร
  • ฐานล้อ 2,950 มิลลิเมตร
  • นำ้หนักตัวรถ 2,570 กิโลเมตร

เปรียบเทียบขนาดตัวถังกับ Century Sedan (ยาว x กว้าง x สูง / ฐานล้อ)

  • Century SUV : 5,205 x 1,990 x 1,805 / 2,950 มิลลิเมตร
  • Century Sedan : 5,335 x 1,930 x 1,505 / 3,090 มิลลิเมตร

 

 

ดีไซน์ภายนอกของ Century SUV ด้านหน้ามาพร้อมชุดไฟหน้า LED 2 ชั้น ทรง C-shaped คั่นกลางด้วยกระจังหน้า 3 มิติ ประดับด้วยโลโก้นกฟีนิกส์โลหะแกะสลักมือปิดทับด้วยกระจกใสราบเนียนไปกับลวดลายกระจัง เส้นสายด้านข้างยังคงความเรียบหรูด้วยเส้น Shoulder line ที่ลากจากด้านหน้ามาบรรจบกับชุดไฟท้ายแบบ LED 2 ชั้น พร้อมกับดีไซน์กระจกหน้าต่างแบบ 6-window ที่ล้อไปกับเส้นแนวหลังคา ไร้องค์ประกอบที่ซับซ้อนไร้ความจำเป็น

ล้ออัลลอยแบบมาตรฐาน มีขนาด 20 x 8 นิ้ว พ่นด้วยสี Hyperchrome Metallic พร้อมฝาครอบดุมล้อสีดำและสัญลักษณ์นกฟีนิกส์ สามารถเลือกอ็อพชั่นเสริมเป็นล้ออัลลอย ขนาด 22 x 9 นิ้ว ทำสีด้วยกระบวนการเคลือบด้วยฟิล์มบาง (sputtering process) ให้มาดดุเข้มขึ้น

 

สเป็คอย่างเป็นทางการของ Cantury SUV ที่ถูกเผยแพร่ออกมาในขณะนี้ มีเพียงรุ่นปกติ Century V6 3.5 PHEV ราคา 25,000,000 เยน ทว่าในงานเปิดตัว มีการนำรุ่น GR มาเผยโฉมเป็นนำ้จิ้ม เผยให้เห็นความแตกต่างบริเวณ ชุดตกแต่งคาร์บอนแอโร่พาร์ทรอบคัน ล้อ Forged Aluminum สีดำ ชุดเบรก Performance ตลอดจนประตูด้านข้างที่เป็นบานสไลด์ด้วยไฟฟ้า คาดว่าจะถูกเพิ่มเป็นรุ่นย่อยทางเลือกสำหรับผู้บริหารผู้มีใจรักการขับในอนาคต

 

ภายในห้องโดยสาร มีโทนสีให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ สีเบจ สีนำ้ตาลอ่อน และสีดำ ห้องโดยสารตอนหน้าได้รับการออกแบบให้ความหรูหรา มีการประดับด้วยไม้ซะพีลี  (Sapele) ซึ่งเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติทางเสียงใกล้เคียงกับมะฮอกกานี อีกทั้งจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ให้ง่ายต่อการใช้งาน เห็นได้จากการติดตั้งหน้าจอกลางแบบกึ่งลอยตัว พร้อมแป้นควบคุมระบบสัมผัส แยกสวิตช์ควบคุมเครื่องปรับอากาศออกมาอยู่บริเวณใต้ช่องแอร์บนคอนโซลหน้า ในยามคำ่คืนสามารถเพิ่มสีสันภายในห้องโดยสารด้วยไฟสร้างบรรยกาศ หรือ Ambient Light ที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี

 

ขณะที่ห้องโดยสารตอนหลังมาพร้อมเบาะนั่ง 2 ตำแหน่ง คั่นกลางด้วยคอนโซลกลางซึ่งเป็นแหล่งรวมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หน้าควบคุมแบบสัมผัส กล่องเก็บของ 2 ตำแหน่ง และช่องทำความเย็น เบาะนั่งทั้ง 2 ตำแหน่ง สามารถปรับเอนนอนได้จนเกือบราบเป็นระนาบเดียวกัน เสริมการทำงานด้วยระบบระบายความร้อนและระบบอุ่นเบาะ ตลอดจนระบบนวดไฟฟ้า ตามสไตล์ห้องโดยสารแบบ First Class

เพื่อความสบายสูงสุดของผู้โดยสารด้านหลัง บานประตูถูกออกแบบให้เปิดได้กว้าง 75 องศา เมื่อประตูออกมาจะมีบันไดด้านข้างที่เสริมด้วยแผ่นยางกันลื่นและประดับด้วยโลโก้นกฟีนิกส์กางออกมาต้อนรับ นอกจากนี้ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้ายังสามารถเลื่อนไปสุดขอบราง และโน้มพนักพิงศีรษะและหน้าจอความบันเทิงลง เพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นของผู้โดยสารด้านหลัง หรือหากต้องการความเป็นส่วนตัว ก็ยังมีฟังก์ชั่นปรับกระจกหน้าต่างทึบแสงด้วยระบบไฟฟ้าให้ใช้งานด้วย

 

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ Century SUV เกิดความองค์ประสงค์สูงสุดตามแนวทางหลักของการสร้างรถรุ่นนี้ นั่นคือ ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังซึ่งถูกบุด้วยพรมคุณภาพดี ความจุโดยรวมอยู่ที่ 350 ลิตร ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการใช้งาน อาทิ ช่องชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้า Power outlet ปลั๊กไฟ 1,500 วัตต์ ไฟส่องสว่างแบบ LED และม่านบังสายตา

 

ขุมพลังขับเคลื่อน เป็นเครื่องยนต์ 2GR-FXS เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3.5 ลิตร 3,456 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 94.0 x 83.0 มิลลิเมตร จ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct-injection (D-4S) กำลังสูงสุด 262 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าของระบบ Plug-in Hybrid พละกำลังรวมสูงสุด 412 แรงม้า (PS) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ส่งกำลังลงล้อด้วยระบบขับเคลื่อน E-FOUR Advanced ปรับการกระจายกำลังหน้า –  หลัง ได้อย่างอัตโนมัติ ตั้งแต่ 100 : 0 ไปจนถึง 20 : 80

ช่วงล่างด้านหน้า เป็นแบบอิสระ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบอิสระ Multi-link พร้อมเหล็กกันโคลง เสริมการทำงานด้วยระบบปรับความหนืดชองโช๊คอัพด้วยไฟฟ้า เมื่อเปิดใช้งานโหมด Rear Comfort จะช่วยเพิ่มความนุ่มนวลของช่วงล่างหลังได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อให้การบังคับเลี้ยวสำหรับรถ Crossover SUV ที่มีขนาดใหญ่เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ทีมวิศวกรจึงติดตั้งระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ (Dynamic Rear Steering) มาให้ใน Century SUV ด้วยเช่นกัน

 

สีตัวถังภายนอก ให้มีเลือก ดังนี้

  • สีขาวสลับเงิน White x Silver
  • สีเทาสลับเงิน Prominent gray x Silver
  • สีดำสลับเงิน Black x Silver
  • สีดำสลับเทา Prominent gray x Black
  • สีดำ Black
  • สีเทา Prominent gray
  • สีแดงสลับเงิน Glory Red x Silver

Toyota Century SUV สนนราคาจำหน่ายในญี่ปุ่น 25,000,000 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6,015,000 บาท (ไม่รวมภาษีนำเข้า และภาษีอื่นๆ ของประเทศไทย) ตั้งไลน์ผลิตที่โรงงาน Tahara Plant จำนวน 30 คันต่อเดือน

ที่มา : Toyota