นโยบายการยกเลิกการวางจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงกำหนดการระยะเวลาหรือปีที่จะบังคับใช้ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปที่เคยประกาศว่าจะเป็นภูมิภาคและของโลกในการเป็นผู้นำที่จะเริ่มบังคับใช้นโยบายนี้ จนกระทั่งล่าสุดมีการทบทวนกำหนดการบังคับใช้ของนโยบายนี้ในสหราชอาณาจักร โดยได้รับการพิจารณาขึ้นใหม่โดยนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะเลื่อนจากปี 2030 ไปอีก เป็นปี 2035

มีแหล่งข่าวได้อ้างถึงรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในเจ็ดนโยบายสำคัญที่ทางนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร Rishi Sunak เตรียมที่จะแถลงการณ์การเปลี่ยนแปลงในเร็ววันนี้นโยบายเริ่มยกเลิกการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นการบีบบังคับและส่งผลกระทบโดยตรงกับความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ได้รับสวัสดิภาพที่ดีพอเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในสหราชอาณาจักร

 

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวอีกว่า ในการทบทวนนโยบายส่วนต่างที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง โดยที่ต้องไม่ให้สูญเสียเป้าหมายสำคัญที่ทางรัฐบาลวางเอาไว้ก่อนหน้า แต่ก็ต้องไม่ใช่การฝืนจนเกินไปจนเสียสมดุลของสวัสดิภาพประชาชนในประเทศ

แน่นอนว่าบรรดาผู้ผลิตรถยนต์หลายสัญชาติได้ทำการลงทุนและเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการยากที่จะถอยหลังกลับ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการและอาจส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใด ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด

 

 

หนึ่งในผู้บริหารของค่ายรถยนต์ที่ยึดหัวหาดตลาดสหราชอาณาจักรมาตลอดหลายทศวรรษได้แก่ Lisa Brankin จาก Ford UK จะให้ส่งแค่พิมพ์ในประเทศว่าตลาดรถยนต์ขุมกำลังไฟฟ้าล้วนกำลังได้รับการสนับสนุนจากนโยบายต่างๆของแต่ละประเทศ ช่วงก่อนผมยอดขายสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์ อย่างไรก็ตามยังคงมีความคลุมเครือในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการใช้งานอย่างแท้จริง อีกทั้งค่าของชีพที่มีการปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันทำให้นโยบายการบังคับและหันไปใช้ขุมกำลังไฟฟ้าล้วน ต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

สำหรับ Jaguar Landrover ค่ายรถยนต์เมืองผู้ดีที่มีฐานการผลิตอยู่ในสหราชอาณาจักรยังคงเดินหน้าทำตามแผนในการมุ่งเข้าสู่ยุคของขุมพลังไฟฟ้าล้วนในปี 2030 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้นโยบายจากรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากมีการลงทุนเป็นเม็ดเงินมหาศาลและเล็งเห็นประโยชน์ในอนาคตสำคัญยิ่งกว่า

นอกจากนี้ยังมีความเห็นจากคณะทำงานในรัฐบาลบางกลุ่มที่ต้องการที่จะเลื่อนกำหนดการจากปี 2030 ให้ไกลออกไปเล็กน้อย เนื่องจากไม่ต้องการให้เป็นการบังคับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาความเป็นอยู่และโดนซ้ำเติมด้วยการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

ที่มา: Autoblog