Toyota เผยรายละเอียดขุมพลังดีเซล Mild-hybrid ที่นำมาประจำการในกระบะ Hilux ประเดิมออกจำหน่ายในออสเตรเลียต้นปี 2024 ตามด้วยตลาดยุโรปช่วงกลางปี 2024 มาในชื่อ Hilux Hybrid 48V ป้องกันการสับสนกับขุมพลัง Full Hybrid (Parallel Hybrid) ในรถยนต์ Toyota รุ่นอื่นๆ

 

Toyota Hilux Hybrid 48V ยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์รหัส 1GD-FTV ดีเซล 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 2.8 ลิตร 2,755 ซีซี กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก 92.0 x 103.6 มิลลิเมตร กำลังอัด 15.6 : 1 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด i-ART ผ่านราง Commonrail พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged พร้อม Intercooler กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที เช่นเดียวกับ Hilux ปกติ แต่ปรับลดรอบเดินเบาจาก 720 เป็น 600 รอบ/นาที และมีมอเตอร์ Generator เข้ามาช่วยในจังหวะสตาร์ท จังหวะออกตัว และช่วงเร่งแซง

มอเตอร์ดังกล่าวถูกติดตั้งอยู่บริเวณหน้าเครื่อง (P0) เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องยนต์ด้วยสายพาน (Belt Starter Generator: BSG) แตกต่างจาก Mild-hybrid ของบางค่าย เช่น Mercedes-Benz ที่ติดตั้งอยู่บริเวณ Flywheel (P1) กำลังสูงสุดที่มอเตอร์สามารถผลิตได้ อยู่ที่ 12 กิโลวัตต์ หรือ 16 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 65 นิวตันเมตร อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ Lithium-ion 48V ที่ติดตั้งบริเวณใต้เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลัง นำ้หนักเพียง 7.6 กิโลกรัม

ข้อดีที่ได้จากระบบ Mild-hybrid 48V นอกเหนือจากการสั่นสะเทือนในจังหวะสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ลดลง จะช่วยให้ Hilux เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร Turbo มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงดีขึ้น 5 – 10% แตกต่างกันตามรุ่นย่อย

 

นอกจากนี้ Hilux Hybrid 48V ยังได้รับการอัพเกรดระบบขับเคลื่อนด้วยการติดต้ังระบบ Multi-terrain Select System เลือกปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตามสภาพผิวถนนได้ 5 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พื้นโคลน (Dirt), พื้นทราย (Sand) พื้นโคลนร่อง (Mud) พื้นหิมะ (Deep Snow) และ พื้นหิน (Rock) สามารถลุยน้ำท่วมสูงได้ถึง 700 มิลลิเมตร อันเป็นผลจากการติดตั้งระบบป้องกันนำ้สำหรับอุปกรณ์ส่วนควบของระบบ Mild-hybrid

 

ไม่เพียงแค่นั้น ด้านระบบความบันเทิง ยังมีการอัพเกรดหน้าจอกลาง ขนาด 8 นิ้ว ใหม่ รองรับการเชื่อมต่อ Android Auto และ Apple CarPlay แบบไร้สาย เพิ่มฟังก์ชั่นควบคุมรถผ่านโทรศัพท์มือถือ และปรับปรุงแพ็คเกจความปลอดภัย – ช่วยเหลือการขับขี่ Toyota Safety Sense ให้ดีขึ้นอีกด้วย

 

ที่มา : Carscoop