Volkswagen ได้ฤกษ์เปิดตัว Golf รุ่นปรับโฉมของรถยนต์ hatchback กลุ่ม compact ยอดนิยมตลอดกาลของค่ายที่เดินทางมาถึง generation ที่ 8 หลังจากปล่อย teaser อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่ยังคงมีจุดยืนในตลาดรถยนต์อีกต่อไปท่ามกลางกระแสความนิยมรถ SUV และ cross over ในภูมิภาคที่เคยเป็นแชมป์ยอดขายมาก่อน เรายังคงมีให้เลือกทั้งตัวถัง 5 ประตู hatchback และ estate ในภูมิภาคยุโรป ขณะที่ตลาดอเมริกาเหนือจะมีตัวเลือกเฉพาะตัวถัง 5 ประตู hatchback และเวอร์ชั่นสมรรถนะสูงอย่าง Golf GTI และ Golf R เท่านั้น

 

งานออกแบบภายนอกได้ถูกปรับปรุงให้มีความเรียบง่ายและทันสมัยมากยิ่งขึ้นเริ่มต้นที่ฝ่ายคู่หน้าออกแบบใหม่เข้าชุดกันกับกระจังหน้าพร้อมโลโก้ VW แบบเรืองแสงได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเลือกติดตั้งออฟชั่นไฟ LED แบบ Matrix ที่เพิ่มความเข้มข้นของแสงเป็น 2 เท่าของไฟในรุ่นปกติ ขณะที่ด้านท้ายมาพร้อมไฟท้ายออกแบบลวดลายภายในโคมใหม่แบบ 3 มิติ โดยที่ยังคงใช้โคมไฟรูปทรงเบ้าเดิม

 

สำหรับชิ้นส่วนตัวถังได้รับการออกแบบใหม่ทั้งในบริเวณกันชนหน้าและกันชนหลัง ซึ่งจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นย่อย ยิ่งไปกว่านั้นทางค่ายยังได้เพิ่มสีตัวถังอีก 4 สี ได้แก่ สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเงิน และสีดำ พร้อมทางเลือกหลังคาสีดำตั้งแต่รุ่น Style เป็นต้นไป พร้อมด้วยล้ออัลลอยลายใหม่อีกจำนวน 5 ลาย ที่มีขนาดตั้งแต่ 16 ไปจนถึง 19 นิ้ว

 

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับการติดตั้งปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างครบครันมากยิ่งขึ้น เพื่อทดแทนปุ่มระบบสัมผัสที่โดนเสียงบ่นจากเหล่าลูกค้า โดยเฉพาะปุ่มกดบนพวงมาลัย พร้อมด้วยหน้าจอกลางขนาด 10.4 นิ้วในรุ่นเริ่มต้น และ 12.9 นิ้วในรุ่นสูงขึ้น ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ พร้อมด้วยออฟชั่นหน้าจอ Head-up display

 

เบนซิน Plug-in hybrid

  • รุ่น eHybrid เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ variable-geometry turbocharger (VTG) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DSG 6 จังหวะ ผ่านล้อคู่หน้า และทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ความจุ 19.7 kWh และสามารถวิ่งด้วย EV mode ได้ระยะทางสูงสุด 100 กิโลเมตร สามารถชาร์จได้ด้วยไฟฟ้ากระแสตรงกำลังไฟฟ้าสูงสุดถึง 50 kW เพื่อที่จะชาร์จจาก 10% – 80% ได้ภายในเวลา 25 นาที สามารถให้ระยะทางเดินทางได้สูงสุดกว่า 1,000 กิโลเมตร

 

เบนซิน Mild hybrid

  • รุ่น 1.5 eTSI เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ variable-geometry turbocharger (VTG) ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 48Vกำลังสูงสุด 20 แรงม้า (PS) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DSG 7 จังหวะ ผ่านล้อคู่หน้า

 

เบนซิน TSI

  • รุ่น 1.5 TSI เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ variable-geometry turbocharger (VTG) ให้กำลังสูงสุด 115 หรือ 150 แรงม้า (PS) ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ผ่านล้อคู่หน้า

ดีเซล TDI

  • รุ่น 2.0 TDI ดีเซล 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า (PS) ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ผ่านล้อคู่หน้า
  • รุ่น 2.0 TDI ดีเซล 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DSG 7 จังหวะ ผ่านล้อคู่หน้า

 

รุ่น GTE

  • เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ variable-geometry turbocharger (VTG) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 275 แรงม้า (PS) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DSG 6 จังหวะ ผ่านล้อคู่หน้า และทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ความจุ 19.7 kWh และสามารถวิ่งด้วย EV mode ได้ระยะทางสูงสุด 100 กิโลเมตร สามารถชาร์จได้ด้วยไฟฟ้ากระแสตรงกำลังไฟฟ้าสูงสุดถึง 50 kW เพื่อที่จะชาร์จจาก 10% – 80% ได้ภายในเวลา 25 นาที สามารถให้ระยะทางเดินทางได้สูงสุดกว่า 1,000 กิโลเมตร

 

รุ่น GTI

  • เบนซิน 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 261 แรงม้า (PS) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DSG 7 จังหวะ ผ่านล้อคู่หน้า

สำหรับเวอร์ชั่น Clubsport และ Golf R ที่คาดว่าจะเปิดตัวตามมาในภายหลัง ขณะที่รุ่น GTD ที่อาจจะโดนตัดออกไป ต้องรอการยืนยันอีกครั้งจาก Volkswagen เนื่องจากกฎข้อบังคับของภูมิภาคยุโรปที่เตรียมปรับเข้มงวดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ อาจเป็นที่มาของจุดจบเครื่องยนต์สันดาปภายในของ Golf หลังจากขายไปได้เป็นจำนวนกว่า 37 ล้านคัน ตลอด 50 ปี ที่ผ่านมา และทาง Volkswagen ได้ประกาศชัดแล้วว่า Golf 9 เจเนอเรชั่นถัดไป จะมาพร้อมขุมพลังไฟฟ้าล้วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะใช้งานวิศวกรรมพื้นฐานจาก Scalable Systems Platform (SSP) ที่เตรียมเข้าสู่สายพานการผลิตที่โรงงานในเมือง Wolfsburg ประเทศเยอรมัน

ที่มา: Volkswagen