หลังจาก BYD ได้สร้างความตื่นตาภายในงาน Tokyo Mobility Show 2025 ด้วยการเปิดตัวรถ BEV พิกัด K-CAR เพื่อบุกเบิกตลาดใหม่นอกประเทศจีน ในขณะเดียวกัน Li Yunfei ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายแบรนด์และประชาสัมพันธ์ของ BYD ได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลิเทียมไอออนฟอสเฟต (LFP) อย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้เกิดความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของจีน
โดยได้ยืนยันว่า จีนถือเป็นตลาดรถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดและมีทรัพยากรครบครันที่สุดในด้านแบตเตอรี่ ของรถ BEV ทั้งในแง่งานวิจัยและฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าแบตเตอรี่แบบ Splid State จะมีศักยภาพในอนาคต แต่เขาระบุว่าปัจจุบันเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีอยู่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่ครอบคลุมและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานในสภาพอากาศหนาวเย็นที่ดีขึ้นด้วย
ในประเด็นเรื่องความปลอดภัย Li กล่าวว่าข่าวเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดกับรถ BEV ซึ่งไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ LFP มักสร้างความเข้าใจผิดว่ารถ EV ไม่ปลอดภัย โดยผู้บริโภคทั่วไปมักไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่ LFP และแบตเตอรี่แบบลิเทียมเทอร์นารี (NCM/NCA) ได้ชัดเจน เขาย้ำว่า BYD ยังคงใช้แบตเตอรี่ LFP เป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทุกรุ่น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
Li ยังอ้างถึงความสำเร็จของระบบขนส่งสาธารณะของจีนในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้แบตเตอรี่ LFP เป็นหลัก โดยรถบัสไฟฟ้าทั่วประเทศสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีเหตุการณ์เพลิงไหม้ร้ายแรง ทั้งที่บรรทุกผู้โดยสารจำนวนมากในแต่ละเที่ยว ความปลอดภัยคือเหตุผลหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมเลือกใช้แบตเตอรี่ LFP ในรถโดยสาร
ข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2025 ระบุว่า การติดตั้งแบตเตอรี่ LFP มีปริมาณรวมถึง 493.9 GWh เพิ่มขึ้น 42.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และครองส่วนแบ่งตลาดในจีนกว่า 80% แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีนี้ในตลาด EV
อีกทั้งแบตเตอรี่ LFP มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่เทอร์นารี (NCM/NCA) โดยสามารถรองรับรอบการชาร์จ-คายประจุได้มากกว่า 3,500 รอบ ในขณะที่แบตเตอรี่เทอร์นารี (NCM/NCA) โดยทั่วไปมีอายุเพียงประมาณ 2,000 รอบ นอกจากนี้ แบตเตอรี่ LFP ยังมีเสถียรภาพทางความร้อนสูงกว่า โดยมีอุณหภูมิที่เริ่มเกิด “thermal runaway” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิภายในแบตเตอรี่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้สูงกว่า 500°C ขณะที่แบตเตอรี่เทอร์นารี (NCM/NCA) อยู่ต่ำกว่า 300°C อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตบางรายอาจยังคงเลือกใช้แบตเตอรี่เทอร์นารี (NCM/NCA) เพื่อให้ได้ระยะทางขับขี่ที่ไกลขึ้น เนื่องจากมีความจุพลังงานที่มากกว่าในปริมาตรเท่ากัน
ที่มา: Carnewschina
