Subaru Adventure Trip Touring Drive 2 (Lao – Vietnam) 

29 พฤศจิกายน 2025

เมื่อเดือนตุลาคม 2024 ในค่ำคืนที่ผม และมาร์ค เพิ่งจะเสร็จสิ้นการเดินทางผ่านสารพัดอุปสรรคอันหนักหนากว่า 5,000 กิโลเมตร จาก กรุงเทพฯ วนไปถึง แชงกรีลา และเลยเถิดขึ้นไปถึง ย่าติง ก่อนจะกลับมาถึงบ้านที่ บางนา โดยสวัสดิภาพ

ผมค้นพบกับตัวเองว่า ทริปนั้น เป็นการเดินทางที่เปิดโลกใบใหม่ให้กับชีวิตผมเลยทีเดียว

ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่า การขับรถท่องเที่ยวข้ามประเทศนั้น มันจะสนุก ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ เรื่องราวระหว่างทาง ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แถมยังเจอมิตรภาพดีๆ ขั้นสุด ที่เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีขั้นสุด ในแบบที่ไม่คิดว่าจะได้เจอมาก่อน

การที่เพิ่งจะหายป่วยครั้งใหญ่ และใช้โอกาสที่มีในทริปนี้ ทดสอบร่างกายตัวเอง ภายใต้การแปรเปลี่ยรฝนของสภาพอากาศ และสภาพความสูงจากระดับน้ำทะเลมากๆ จนผ่านมาได้ด้วยดี ไม่มีป่วยไข้บุบสลาย ที่สำคัญ ยังได้รับมิตรภาพใหม่ๆ จาก เพื่อนร่วมทริป ซึ่งนอกจากจะเป็นลูกค้าของ T.C.Subaru แล้ว ต่างก็ล้วนเป็นคุณผู้อ่านของเว็บ Headlightmag ของเราทั้งสิ้น

มันกลายเป็นหนึ่งในทริปที่ดีที่สุด สนุกที่สุด ฝ่าฟันสารพัดเรื่องราวร้อยแปดมากสุด และมีความสุขที่สุดทริปหนึ่งในชีวิตผมเลย

ทั้งหมดนี้ ทำให้ผมเฝ้ารอว่า การเดินทางครั้งต่อไป จะเป็นเส้นทางใด…? และ เมื่อไหร่?

เดือนมีนาคม 2025 อาจารย์อั๋น แห่ง T.C.Subaru เริ่มเปิดรับสมัครลูกค้า Subaru ที่สนใจจะเดินทางไปถึง Base camp ของ ยอดเขา Everest แต่ด้วยเหตุที่ ทุกอย่างกระชั้นชิดไป อีกทั้งเวลายังไม่เป็นใจอีกด้วย ทำให้ทริปดังกล่าว มีอันต้องยกเลิกไป

ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2025 อาจารย์อั๋น ยังไม่ยอมแพ้ แกมามุขใหม่ ยังคงจับมือกับ พี่พจ และคุณนัทตี้ แห่งทีม Discovery Indo-China Caravan ประกาศเปิดรับสมัคร ทริปลูกค้า Subaru ตะลุย ข้ามเขตแดนลาว เวียตนาม และกัมพูชา

ไปๆมาๆ เหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างชายแดนไทย และกัมพูชา ปะทุขึ้น ทำให้แผนการของเราถูกปรับเปลี่ยน เหลือเพียงแค่ ลาว และเวียตนาม รวม 12 วัน จาก 14 วัน

หนักกว่านั้น อีตาอาจารย์อั๋น แกทำอะไรไม่ค่อยปรึกษาใครหรอก คิดและวางแผนเลย ด้วยเหตุผลว่า ช่วงเดือนธันวาคม ไหนๆ T.C.Subaru ก็ไม่ได้เข้าร่วมงาน Motor Expo อยู่แล้ว ดังนั้น เขาเลยคิดว่า จะจัดทริปช่วง 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม ซะเลย จะได้ให้มีความต่อเนื่องกับวันรัฐธรรมนูญ อันเป็นวันหยุดประจำปีอยู่แล้ว

ไอ้คนอยากไปอย่างฉัน ก็กรี๊ดลั่นสิ! ทริปมันชนกับ Motor Expo พอดี เลยแซว อาจารย์อั๋น ออกอากาศซะเลยว่า

“ไม่มีมาปรึกษากันก่อนเล้ยยยยย ว่าฉันจะว่างไปไหม!!!!???”

ตอนแรก ผมยังสองจิตสองใจว่าจะร่วมเดินทางดีหรือไม่ เพราะตารางชีวิตช่วงปลายปี 2025 ของผม ค่อนข้างวุ่นวาย และเต็มไปด้วยทริปการเดินทางอย่างบ้าระห่ำ ทั้ง การบินไปร่วมงาน Japan Mobility Show ปลายเดือนตุลาคม ถึฃต้นเดือนพฤศจิกายน กลับมาได้แค่ ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็ต้องบินไปลองขับ  Ford Ranger Super Duty ถึง Melbourne , Australia แถมด้วยงาน Motor Expo อีก ถ้าขืนเพิ่มทริปนี้อีกรายการ ร่างกายจะไหวไหม?

แต่เมื่อมานั่งนึกดู ผมยังไม่เคยไปเวียตนามมาก่อนเลย อยากลองไปสักครั้ง ไปให้ได้ครบหลายเมืองสำคัญมากที่สุด มาร์คเองก็อยากจะไปด้วยอยู่แล้ว อีกทั้งการบริหารจัดการต่างๆยังพอทำให้มันลงตัวได้ แถมเมื่อได้รู้ว่า สมาชิกจากทริปเดิมคราวที่แล้ว ยังคงมาร่วมขบวนกัน เกินครึ่ง ก็เท่ากับได้มาเจอพี่ๆน้องๆ ในแบบ Re-union กันเลย

ในที่สุด…หลังจากเสร็จงาน Motor Expo รอบสื่อมวลชน ในข่วงค่ำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2025 เมื่อเวลาล่วงเข้าวันรุ่งขึ้น

น้อง Sank ช่างภาพของเว็บเรา ก็พาผมกับมาร์ค มาถึง สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบิน ของ Thai Airways TG028 มาลงที่อุบลราชธานี ตอน 17.10 น. อาจารย์บาส ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานของ T.C.Subaru และ เป็นวิทยากรประจำรายการ DRIVE By J!MMY ก็ขับ Forester 2.5 ลิตร ใหม่ คันสีเทา คันเดียวกับที่ผมเคยนำมาทำ Full Review พร้อมด้วย Champ Producer ของทีมเว็บ และ ณภัทร น้องพิธีกรรับเชิญ ที่แทบจะกลายมาเป็นทีมงานเราไปแล้ว มารับผมกับมาร์ค ที่สนามบิน มุ่งหน้าสู่ โรงแรมทอแสง โขงเจียม ริมแม่น้ำโขง เพื่อพักผ่อน และเตรียมเริ่มต้นการเดินทางทริปใหม่ ในวันรุ่งขึ้น


Day : 1
เข้าสู่สปป.ลาว วันแรก
[ด่านข้ามอุบล – สปป.ลาว]
30 พฤศจิกายน 2025
 ผมยอมรับว่านอนไม่ค่อยหลับ แอบตื่นเต้นนิดหน่อย มาร์คก็นอนไม่หลับ เพราะความแปลกสถานที่ ดังนั้น เราเด้งดึ๋งขึ้นมาจากเตียง พร้อมกันตอน 6 โมงเช้าพอดี อย่างงงๆ มาร์ครีบพุ่งไปอาบน้ำ แต่งตัว และ เอา Forester คันสีเทาที่เราได้มาใช้เดินทางในทริปนี้ ไปหาซื้อข้าวของจำเป็น ที่ 7-11 ในปั้ม ปตท. ใกล้ที่พัก

โรงแรมทอแสง ที่โขงเจียม เป็นโรงแรมเก่า อายุกว่า 30 ปี แต่ถือว่า หรูหราที่สุด และมีครัวที่ทำอาหารได้อร่อยสุดในละแวกย่านนี้ แถมยังมีวิวยามเช้า จากริมฝั่งโขงที่สวยงามมากๆ แม้จะมีกลิ่นอับชื้น จากเครื่องปรับอากาศในห้องพักนิดๆก็ตาม

เราตั้งขบวน ขับรถออกมาจากโรงแรม ตอน 7.30 น.มุ่งหน้ามาผ่านพิธีการขาออก ที่ด่านช่องเม็ก และ สลับทางวิ่ง เข้าสู่เขตแดนลาว ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตโพนทอง เมืองปากเซ ผ่านด่านมาได้อย่างสะดวกสบาย

เช้านี้ ผมเริ่มประเดิมเป็นมือขับมือแรก ตลอดทั้งวันแรก ผมปรับความเคยชินสู่การขับรถพวงมาลัยขวา แต่วิ่งขิดขวา

แน่นอนว่า ระหว่างทาง เราเจอน้อง วัว น้องหมา หรือไม่แต่ KFC บินได้ (ไก่กระต๊ากๆ เนี่ยแหละ) ที่พร้อมตัดหน้ารถเรา

หรือพวกกระบะ เจ้าถิ่นบ้าพลังกล้าตาย แซงซ้าย เสี่ยงประสานงากับรถสวนมา ตามปกติของพวกเขา ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ในแทบทุกเส้นทางที่เราขับผ่านในลาว

เรา มุ่งหน้าผ่านด่านเก็บเงิน 4 ด่าน ซึ่งตั้งอยู่เป็นระยะๆ ด่านเหล่านี้ ทางไกด์นำทางอธิบายว่า ถนนของลาวนั้น ถูกสร้าง ด้วย 2 รูปแบบ

1. เอกชนออกเงินสร้างก่อน แล้วให้เอกชน เก็บค่าผ่านทางจากประชาชน

2. รัฐบาลให้สัมปทาน ร่วมทุนสร้าง และเก็บค่าผ่านทาง

เราข้ามสะพาน ลาว-ญี่ปุ่น ผ่านบ้าน…ไม่สิ เราควรเรียกว่า คฤหาสน์ที่สร้างไม่เสร็จของ คุณดาว เจ้าของ Dao Coffee ริมแม่น้ำนัานแหละ ผ่านเข้าสู่ ตัวเมือง ปากเซ ที่เต็มไปด้วยความเจริญ ไม่แพ้ตัวเมืองในจังหวัดใหญ่ๆของไทยเลยแม้แต่น้อย ดีงามมากๆรอบนี้ ช่างต่างจากบ่อเต็นในทริปปีที่แล้วคนละโลกเลย

ร้านค้าวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ คล้ายไทวัสดุ โชว์รูมรถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศไทย ไปจนถึง การได้เห็นพี่หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย บน Banner โฆษณา M-150 ในภาษาลาว เป็นเรื่องแปลกตาสำหรับเรายิ่งนัก

น้ำตกตาดฟาน คือเป้าหมายแรกในวันนี้ ชื่อตาดฟาน มาจาก ป่าที่เต็มไปด้วยสรรพสัตว์ โดยเฉพาะเก้ง ซึ่งเอาเข้าจริง เก้งหนุ่มชาวลาว ที่เจอในพื้นที่น้ำตก ก็มีเยอะอยู่…!!

การบริหารจัดการที่ดีเกินคาด ทำให้น้ำตกตาดฟาน ได้รับความนิยมทั้งจากนักท่องเที่ยวในและต่างประเทศ โดยเฑาะกิจกรรมโหนเขือกสลิงโรยตัวข้ามฝั่ง หรือ Zipline ที่หลายคนชื่นชอบ รวมทั้งร้านอาหารเที่ยง ที่อร่อยใช้ได้ โดยเฉพาะลาบหมู กับน้ำพริกปลาป่น

ออกจากน้ำตกตาดฟาน ตอน 13.00 น. ตรง ขับไปตามเส้นทาง ที่ โคตรจะสมบุกสมบัน กระแทกกระทั้นจนเพลียกายและเพลียจิต แม้ว่า Forester ใหม่ จะให้ความนุ่มนวล และการบังคับควบคุม หลบหลุมขนาดใหญ่ ตลอดเส้นทาง 3 ชั่วโมง ได้ดีก็ตาม

ถ้าเทียบความโหดร้ายของสภาพเส้นทางกับ บ่อเต็น ที่เราเคยผจญกันมาเมื่อปีที่แล้ว เส้นทางนี้ โหดคนละแบบครับ

บ่อเต็น เป็นชายแดน สู่จีน เป็นธรรมธรรมดา ที่โดนสารพัดยานพาหนะ โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถพ่วงขนาดยักษ์ บรรทุกหนัก ทำร้ายเสียจนกลายเป็นบ่อนรก ติดขัดเละเทะ

ไปด้วยบ่อโคลนในช่วงฤดูฝน การจราจรเป็นอัมพาตขนาดหนัก รัฐบาลจีน อยากลงทุนทำถนนใหม่ ให้บ่อเต็น แต่มีข้อแม้ว่า ขอปิดการจราจร 1 สัปดาห์ แน่นอนว่า พ่อค้าและภาคการขนส่ง ต่างไม่ยอม เพราะกลัวจะเสียรายได้

นี่ไง ความเห็นแก่ตัวคือต้นเหตุของหายนะ และความฉิบหาย!

ในทางกลับกัน เส้นทางสู่น้ำตกตาดแซพระ นั่น คือที่สุดแห่งมหากาพย์ ที่รวมความขรุขระทุกรูปแบบตลอดเส้นทางร้อยกว่ากิโลเมตร ไม่มีทางที่จะใช้ความเร็วได้เกิน 15-20 กิโลเมตร/ชั่วโมง เลย มันเป็นพื้นที่ ซึ่งเคยมีมหาอุทกภัยระดับวิปโยค คร่าชีวิตชาวบ้าน ไปทั้งหมู่บ้าน! จนกระทั่งรัฐบาล สปป.ลาว เลือกจะอพยพประชาชน ออกมา แล้วสร้างเมืองใหม่ใกล้ๆกัน ให้พ้นจากทางน้ำไหล และปล่อยเมืองเดิมให้ร้างไว้แบบนั้น ถนนที่เราเดินทางกันคือ พื้นผิวที่ชาวบ้านนำก้อนหินขนาดใหญ่ มาวางๆให้รถพอจะแล่นผ่านได้ช้าๆ และไม่มีงบพอ หรือความจำเป็นมากพอที่จะสร้างถนนให้ดีๆ

เป็นเส้นทางสายกูหลาบ…ครับ กูหลาบจำ กูจะไม่ใช้เส้นนี้มาที่นี่อีกแล้ว!!!!!

กว่าจะมาถึงจุดหมายที่ 2 ของวันนี้ คือ น้ำตกตาดแซพระ ก็ปาเข้าไป 16.30 น.

มีสมาชิกร่วมทริปบางท่าน ตัดสินใจนำรถลงไปจอดที่ริมน้ำตกเพื่อถ่ายรูปกัน แต่การขับปันกลับขึ้นมานั้น ไม่ง่าย ระบบ Symetrical AWD ของ Subaru เอง ก็เกือบเอาไม่รอด ต้องใช้ X-Mode ช่วย เพื่อให้ผ่านโขดหินขนาดใหญ่ได้ แต่ด้วย เหตุที่รถบางคัน ติดตั้งชุด Aero part ทำให้บางคัน เจอเคส ลิ้น Skirt หน้าแตกบ้าง บางคัน เจอหิน ทำให้แผงพลาสติกใต้บานประตูหลุดออกมาบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา ทางลงมายากแล้ว ทางขึ้นทำใจแทบหล่นยิ่งกว่า ด้วยทักษะของคนขับ และการดูทาง ดูไลนน์เส้นทาง ของทีมงานทุกคน ก็นำพาให้รถทุกคัน ลื่นสะบัดเกือบหล่นโขดหินทุกคัน แต่ก็กลับขึ้นมาจากน้ำตกได้ทั้งหมด!

ตอนเดินทางมา เราอยากรู้ว่า น้ำตกแห่งนี้ มันสวยและคุ้มค่ามากขนาดต้องเสียเวลา ฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางหนักหนาขนาดนี้มาดูเชียวหรือ

พอได้มาเห็นของจริง…เออ สวย คุ้ม นี่มัน ไนแองการา เมืองลาง ชัดๆ!!

อันที่จริง ก่อนหน้านี้ ผมเคยส่ง เจ้าตี๋ อดีตน้องในทีมเว็บเรา มาร่วมทริปขับ Isuzu D-Max มายังน้ำตกแห่งนี้มาแล้ว

แต่ เจ้าตี๋ ไม่เคยเล่าให้ฟังเลยว่า เส้นทาง มันทรหดมากขนาดนี้ จนผมได้มาเจอกับตัวเองก็วันนี้แหละ เลยขักสงสัยว่า ตี๋ มันนั่งโขยกๆมาบนเส้นทางแบบนี้ เมื่อ 2 ปีก่อน ไหวได้ยังไงวะนั่น?

ขบวนของ Subaru ถือเป็น Passenger Car กลุ่มแรกจากไทย ที่มากันเป็นหมู่คณะขนาดนี้ ก่อนหน้านั้น มีแต่รถกระบะ ทั้ง Isuzu D-Max และ Ford Ranger

บางที การมีครั้งแรก ก็อาจไม่ต้องมีครั้งต่อไปก็ได้นะ อาจารย์อั๋น!!!!

หลังจากคณะของเรากลับออกมา ผมทราบว่า คุณอาธรณ์ เจ้าของ Dealer Nissan GT Auto และสมาชิกหอการค้า จังหวัด ฉะเชิงเทรา ขับ Suzuki Jimny มาตั้งเต๊นท์ นอนค้างคืน บริเวณที่เราจอดรถถ่ายรูปตามภาพข้างบนนี้เลย 1 คืน ในอีก ไม่กี่วันหลังจากนั้น!
โอ้โห คุณพี่จะลุยกันสุดๆ จนผมขนลุกกันขนาดนี้เลยเหรอฮะ เดือนพฤศจิกายน พี่ก็เพิ่งไปขี่มอเตอร์ไซค์ในญี่ปุ่นมาหมาดๆ!
สำหรับผมแล้ว น้ำตกตาดแชพระ คุ้มมากๆ กับการยอมขับไปโขยกไปตลอดทาง 3 ชั่วโมง จริงๆ และกว่าจะมาได้เจอน้ำตกเจอถนนลูกรังและอุปสรรคพอสมควรแต่คุ้มค่ามาก

ออกจากน้ำตกตาดแซพระ ตอน 18.30 น. เราขับรถฝ่าความมืดมาบนถนนที่ ทั้งดีและร้าย ไปตามเส้นทางขรุขระ ยาวๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ถนน 2 เลนสวนกันยาวๆ เต็มไปด้วยทุ่งนา และหมู่บ้านของคนท้องถิ่น มาถึงโรงแรม HOANG ANH อันเป็นโรงแรม 3 ดาว หรูที่สุด ในเมือง อัตตปือ เมื่อเวลา 20.30 น. ทานมื้อเย็น และแยกย้ายกันพักผ่อน เตรียมตัวเข้าสู่ประเทศเวียตนามในเข้าวันถัดไป

 
โรงแรม HOUANG ANH เมืองอัตตะปือ
คือเป็นชื่อเมืองที่ทำให้เรารู้สึกว่า คนทั้งเมืองเขาต้องตาปรือไปเหมือนขื่อเมืองด้วยไหม
โรงแรมแห่งนี้ ใหญ่และดีที่สุดแล้วในเมืองนี้ แต่ได้แค่ 3 ดาว ห้องพัก ชวนให้นึกถึง อพาร์ทเมนท์ แถวซอยมหาดไทย รามคำแหง ที่สร้างในยุค 1990 มีโทรทัศน์ แต่ ไม่ต่อสายอากาศ ไม่มีรีโมท เปิดใช้งานไม่ได้ แต่พัดลม ติดผนัง ดันมีรีโมท!
เครื่องปรับอากาศ เย็นฉ่ำ และเย็นเกินไป ล่อจน ผมไอค่อกแค่ก แทบไม่ได้นอนทั้งคืน เตียงนอน พอทน แต่ระบบเครื่องทำน้ำอุ่นสุดงงงวย พื้นห้องน้ำลื่นสัสๆๆๆ อาหารเย็น โอเคใช้ได้ แต่อาหารเช้า มีเท่าที่เห็น คือเส้นหมี่เฝอไก่น้ำ แบบลาว ข้าวเปล่าที่ปลูกในพื้นที่ราบสูง สถานีทำไข่ดาว หรือ ออมเล็ต แบบฝรั่ง) บวกขนมปังบาแก็ต และกาแฟท่องถิ่นที่เข้มข้น จนหลายคนถึงกับอึ้ง ตาค้างจรดเย็น กับผลไม้อีกนิดหน่อย
คะแนนจากผม 5 เต็ม 10 ก็พอ

Day : 2
ออกจากสปป.ลาว เข้าสู่ เวียดนาม
เส้นทางที่ บ่อเต็น คือเด็กๆไปเลย
[ด่านสปป.ลาว – ด่านเวียดนาม BO_Y]
1 ธันวาคม 2025
6.00 น.
เราออกเดินทางกันตอนเช้า 8.00 น. ในเช้าวันจันทร์ที่ทุกคนกำลังออกไปโรงเรียน หรือไปทำงาน สำหรับเส้นทางในเมือง ช่วงแรก อย่างที่เราเคยเจอกันมา ทุกสรรพสิ่ง ตั้งแต่คนเดินถนน มอเตอร์ไซค์ น้องเก้งเอ๋ง (หมา) และน้อง KFC บินได้ (ไก่) ที่ต่างพร้อมจะพุ่งเข้ามา ข้ามถนนตัดหน้า หรือเลี้ยวออกจากข้างทาง มาให้เราทดสอบระบบห้ามล้อ รวมทั้ง ทดสอบสติ ว่าเรายังพร้อมสำหรับการขับขี่ทางไกลอยู่หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม พอพ้นจากช่วงแรกไปแล้ว รถเบอร์ 00 ก็เริ่มนำทาง พาพวกเรา ลัดเลาตามแนวไหล่เขา บนสภาพถนน ที่ถึงขั้นต้องให้องค์การบริหารการบิน NASA มาออกใบรับรองว่า นี่คือ ผิวถนน ไม่ใช่ ดาวอังคาร!
โอ้โห คุณผู้อ่าน! แต่ละช่วงของถนน เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็พัง ชำรุด สลับกันไป บางช่วง เป็นโขดหินแหลมๆ ต้องคอยหลบหลีกเลี่ยงกันดีๆ ไม่เช่นนั้น ยางรถอาจโดนบาดได้ บางช่วง ก็มีหลุมบึกขนาดใหญ๋จนต้องตั้งคำถามว่า ถ้าจะลึกขนาดนี้ พี่ไม่ยุบหายลงไปให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยละ?
สภาพเส้นทางบนแนวเขานั้น ยิ่งเข้าใกล้ด่านชายแดนมากเท่าไหร่ สภาพหลุมบ่อ ที่เริ่มขยายงงกว้างขึ้น เนินนสะดุดต่างๆ จำพวก Pot hole ที่กลายสภาพเป็นอุปสรรคขนาดใหญ่เบ้อเร่อเบ้อร่า ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
เรามาถึงด่านชายแดน BO Y ก่อนเวลานิดหน่อย ด้วยการบริหารจัดการที่ดีของทีม Discovery Indo-China Caravan เราสามารถผ่านออกจากด่านลาว ได้สบายๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
แต่พอถึงด่านเวียตนาม เจ้าหน้าที่ เดินเรียกให้เราขนกระเป๋าเสื่อผ้าลงมาสแกนเรียงคัน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน ตราประทับก็มาอยู่บน Passport ของพวกเราเรียบร้อย พร้อมออกเดินทางกันต่อไป
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้มาเยือนเวียตนาม และก็เป็นครั้งแรกที่ได้ขับรถในเวียตนามเช่นกัน
ความแตกต่างระหว่างลาวและเวียตนามที่ขัดเจนคือ ที่นี่ หากเป็นทางนอกเมือง พื้นผิวถนนดีกว่า เยอะ! และมีความเข้มงวดเรื่อง การจำกัดความเร็วในแต่ละช่วงสูงกว่า ในเมืองวิ่งได้ 50 หรือ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนทางหลวง วิ่งได้ 90 100 และ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยจะมีรถตำรวจ ทั้ง กระบะ Mitsubishi Triton รุ่นเก่า ไปจนถึง Toyota Camry จอดรอดักข้างทางเป็นระยะๆ
แต่ ที่เจอแล้วปวดตับมากสุดคือ จักรยานยนต์ น่าปวดกบาลกว่าหลายประเทศที่เคยเจอมา จีนยังไม่หนักขนาดนี้ จู่ๆ พี่แกนึกจะพุ่งออกมาจากซอย ก็เลี้ยวฟ้าบบบ เข้ามาเลย ไม่ดูสี่ดูแปดใดๆทั้งสิ้น!
ไม่เพียงเท่านั้น จากที่เคยได้ยินว่า ประเทศนี้ ต้องกระหน่ำใช้แตร ไม่แพ้อินเดีย เป็นเรื่องจริง! ขนาดบีบแตรแล้ว แม่งงงง ยับไม่ยอมหลบเล้ยยยย ถ้าคุณรำคาญการขี่จักรยานยนต์ของชาวเหนือหลายจังหวัดในไทย บอกได้เลยว่า สำหรับชาวเวียตนาม ให้คูณ 3!!
เป็นประเทศที่ เราบีบแตรกันมันหยดติ๋งที่สุด ตั้งแต่ขับรถมา
(พอดียังไม่เคยไป อินเดีย กับฝรั่งเศส เลยไม่กล้าบอกว่า ใครสาหัสกว่ากัน)
แวะทานข้าวเที่ยงแล้ว เติมน้ำมัน กัน ที่นี่ ใช้เงิน ดอง เป็นหลัก และภาษาของเขา ก็ทำเอาคนที่ไม่คุ้นเคย ถึงขั้นหัวเราะจนกรามค้าง….
ศัพท์ที่จำได้…..
90 อ่านว่า “จิ๋มเมื่อย!!!”
09 อ่านว่า “คำจิ๋ม!!!!!”
19 อ่านว่า “เมื่อยจิ๋ม”!!!
คนรวย อ่านว่า ” องค์จู๋เหี่ยว”!!!!!!!!!!!!
แม่เจ้าโว้ยยยยยยยยยยยย กรูจะบ้าาาาาาาาาา
ตลอดเส้นทางเมื่อวาน นอกจากเราจะได้เห็นเด็กน้อย
เดินทางไปโรงเรียน ตอนบ่าย แล้ว ยังเจอรถตู้ Ford Transit ทำตัวเป็นรถตู้วินบ้านเรา ขับกันน่ากลัวทาก นึกจะปาดก็ปาด นึกจะเบรกจอดรับคน มันก็จอดเลย ไม่เผื่อระยะให้เราเบรกเลย! คนท้องถิ่น เวลาแซง ก็ไม่ต่างจากเมืองจีน ในต่างจังหวัด
นึกจะออกก็ออก ไม่สนเลยว่ารถคันที่แล่นสวนมา จะประสานงากัน แค่ระยะใกล้ๆ ก็หลบเข้ามาปสดหน้ารถในขบวนเรา บีบแตรกันอลหม่าน
แต่เส้นทางบางช่วง สวยเหมือนอยู่ อเมริกา และยุโรปเลย!
ใกล้เข้าเมืองเพลียกู ตูละเพลีย เลย ฝนตกจ้า ยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการมองทางเข้าไปอีก ไหนจะฝน ไหนจะมอเตอร์ไซค์ ไหนจะรถตู้ รถบัส SUV เปิดไฟเบี้ยวบ้าง ไม่เปืดบ้าง เปิดไฟหน้าบ้าง ไม่เปืดบ้าง โอ้โห บันเทิงเกิ้นนน
ในที่สุด 17.50 น. เราก็เดินทางมาถึงเมือง เพลียกู…!! (Plaeu Ku) มาเข้าพักที่โรงแรม Muong Thanh เพื่อเตรียมออกเดินทางสู่ดาลัด ในวันรุ่งขึ้น

Day : 3
[Lao – Vietnam]
2 ธันวาคม 2025
6.00 น.
ตื่นนอนแต่เช้า ลงมารับประทานอาหารเช้า ซึ่งมีความหลากหลายมากกว่าโรงแรมเมื่อวานก่อนในอัตตะปือ ซึ่งมีแค่ เฝอ ไก่ฉีกแบบลาว ข้าวเปล่า ไข่ดาว และกาแฟเข้มๆ เช้าวันนี้ ที่โรงแรมแห่งนี้ เรามีทั้งข้าวผัดซินนามอน ไส้กรอก ไข่ (ให้เขาเลือกปรุงได้ ว่าจะเอาไข่ดาว หรือ ออมเล็ต) และ มีอาหารท้องถิ่น คล้ายๆขนมไข่หงส์ แต่เป็น Rice donut ซึ่ง คนชอบกินของหวานๆน่าจะชอบ
อาจารย์นิว ช่างเทคนิคจาก Subaru เดินข้ามถนนหน้าโรงแรม ไปซื้อ Hamburger ท้องถิ่น ชิ้นละ 20,000 ดอง กลับมา เจ้าตัวบอกว่า อร่อยมาก! แต่…ข้าพเจ้าต้องพุ่งเข้าห้องน้ำ ก่อนออกรถ เพื่อความปลอดภัย ดังนั้น Hamburger ท้องถิ่น ก็ต้องอดชิมไปโดยปริยาย
เราออกเดินทางกันตอน 8.00 น.ตรง ฝ่าการจราจรอันน่าปวดกบาล ของเมือง เพลียกู ด้วยความเพลียแคมยิ่ง!
ตลอดทาง เราพบกับความบันเทิงบนถนน แต่ละช็อต นี่ ทำเอาเราถึงกับร้องลั่นรถกันว่า
“แม่งงงงงงงงงง เอ้ยยยย”
อีห่า มอเตอร์ไซค์ นึกจะเลี้ยวฟ้าบบบบ ก็เลี้ยวเลย มองแค่ทางข้างหน้า ไม่เหลียวหลังเล้ยยยย
รถบรรทุก มาถึงกูจะช้าของกู มึงจะเร็วก็เรื่องของมึง ถ่วงโลกขวางความเจริญอยู่นั่นแหละ
รถห่าอะไรก็ตาม แซงที แซงกันนรกแตกพอกับเมืองจีน แซงเสร็จ มาขับช้าหน้าเรา คือเชี่ยอาร๊ายยยยยยย
ยังไม่ทันขาดคำ รถบรรทุกแม่งไม่ยอม จะไปก่อน ตัดหน้าขบวน มาร์คบีบแตรแช่ยาวๆๆๆ ไปเลย พ้นมาไม่ถึง 2 วินาที
ไอ้แก่หัวล้านแม่งข้ามถนนตัดหน้าต่อ กดแตรแช่ยาวๆ กันไม่มีเว้นวรรค!!!!
เท่านั้นยังไม่พอ เรายังเจอกับ รถกระบะตำรวจ ที่แซงโหดสมกับเป็นเจ้าที่
มอเตอร์ไซค์ท้องถิ่น ขนหมากมาเต็มข้างรถ วิ่งผ่าน สวนกับเรา และเราแซงขึ้นไป อีกเพียบ
บางคัน ก็ขนเครื่องตัดหญ้า แยกมาในแนวขวาง ก็ต้องระวังสีข้างรถเรากันไปอีก
บางคัน ขี่ไปคุยกันไป สองคันประกบกัน ขวางทางใครก็ไม่สน บีบแตรยังไม่ยอมหลบให้!
ไม่นับพวกอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วจะตบขวามาหาเรา ดีแต่เปิดไฟเลี้ยวขอทางนะ ไม่งั้นได้โดนบีบแตรด่ากลับแน่ๆ
บันเทิงจริงว้อยยยยยยยยยยยยยยยย นี่ขนาดยังไม่เข้าเมืองหลักนะ ถ้าเจอเมืองใหญ่ มันจะขนาดไหนเนี่ย?
พอถึงมื้อเที่ยง เราเลี้ยวเข้าไป กินอาหาร ที่ร้านขนาดใหญ่ ริมทะเลสาบ ตอน บ่าย 13.15 น.
ระหว่างทางเข้า ก็ต้องขับผ่านหมู่บ้านเรือนผู้คนเข้าไป แล้วเราก็พบเห็นวัฒนธรรมนึง ที่เหมือนคนไทยบางกลุ่มที่มักง่ายชอบทำกัน
คนไทย บางกลุ่ม ตากข้าวเปลือก บนถนน
คนเวียตนาม บางกลุ่ม ตากเมล็ดกาแฟบนถนน!!
ไกด์แนะนำว่า เหยียบได้ เหยียบไปเล้ยยยย เพราะรถของคนท้องถิ่นเขาก็เหยียบ ตากเองนะมึง ช่วยไม่ได้
รู้ละ ความอร่อยของกาแฟ เวียตนาม ส่วนนึงมาจากการบดแบบนี้นี่เอง
คุณ Pen Witoonchart คุณผู้อ่านของเรา บอกว่า
“นี่ไม่ใช่กาแฟขี้ชะมดอันโด่งดังละ
แต่นี่คือ กาแฟขี้ชะมิช…อันย่อมาจาก มิชลิน!!!!!!”
ถึงร้านอาหารริมทะเลสาบอันใหญ่โต บรรยากาศดี
อาหารก็อร่อยดีงามเลยละ มีเส้นหมี่ หมูย่าง มีไก่ย่าง แหนมเนือง ฯลฯ
กำลังกินข้าวเที่ยงอยู่ แต่สิ่งที่อยู่เหนือพวกเราขึ้นไป เป็นช่างก่อสร้าง จากข้างนอก เข้ามาซ่อมแซมร้าน….
ความ Hereeeeee ก็คือ พวกเรากำลังกินข้าวกันอยู่ข้างล่าง…
อีช่าง(แม่ง) ก็ ไม่สนใจ มึงจะเชื่อมโครงเหล็กให้ได้!!
แล้วสะเก็ดไฟมันหล่นลงมาใส่คณะทัวร์พวกเราไง!!
บอกให้มันหยุด ใช่! มันหยุดครับ แต่มันข้ามฟากมาทำอีกฝั่งนึง!!!
ไอ้ Yeddd your motherrrrrr !!!!!!! มึงจะขยันผิดที่ผิดเวลาแบบนี้ไม่ได้
ไอ้คว๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
เกิดมาเพิ่งเคยเจอความขยันของคนเวียตนามก็วันนี้แหละ ณภัทร พิธีกรรับเชิญของเรา ถึงกับบอกว่า
“ผมรู้ละพี่ ว่าทำไมเวียตนาม ถึงชนะ อเมริกา ตอนสงครามเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เล่นขยันกันขนาดนี้
ไม่สนว่าผิดที่ผิดเวลาไง!”
ผมนี่แทบเอาตีนก่ายหน้าผาก!!
ออกจากร้านอาหารมา เราก็มาเผชิญหน้ากับเส้นทางหฤโหด กันต่อ แต่ความยาก ของการขับรถลัดเลาะไปบนถนนตามแนวภูเขา ในช่วงนี้ มันอยู่ที่ว่า ปกติ เส้นทางคดเคี้ยวสวนกันสอวเลนแบบนี้ปกติก็ขับยากแล้ว แต่หลายๆช่วง ของถนนเส้นนี้ มีสภาพขรุขระผุพัง มีหลุมบ่อ Pot hole ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ไปจนถึง ช่วงทางชำรุด กลางโค้ง ซึ่งคุณต้องคอยหลบหลุมเหล่านี้
บางช่วงก็ต้องหยอดหลงกลุมอย่างไม่มีทางเลือก เพราะยานพาหนะที่แล่นสวนมาประจันหน้ากับคุณ มันคือ สิบล่อ รถพ่วง รถเพื่อการเกษตร หรือ Ford Ranger บ้าพลัง ไปจนถึง มอเตอร์ไซค์ และจักรยานที่มีเด็กๆ ขึ่ลัดเลาะไปตามแนวเขานั่นแหละ!!!
แถมยังต้องคอยระวัง มอเตอร์ไซค์ ที่ออกจากซอยปล้วเบี้ยวฟ้าบมาโดยไม่สนสี่สนแปด ไปถึง รถสิบล้อ ที่กั๊กเลนไม่ยอมให้เราแซง ไม่รู้จะหวงเลนอะไรนักหนา เป็นแบบนี้หลายคันมาก จังหวะที่จะแซงได้ทางตรง ก็พลาดไปหลายรอบ เพราะรถบรรทุกกั๊กเลน คร่อมเลนนี่แหละ
แวะเข้าห้องน้ำที่ปั้มกลางแนวเขาได้แป๊บเดียว ก็ต้องตะลุยกันต่อ ลุ้นระทึกกันตลอดทาง ช่วงนี้ มาร์คขับยาวๆ มือเดียว ก็ต้องยอมรับในประสาทสัมผัส และความไวต่อสถานการณ์ของเจ้าตัวที่ทำให้เรารอดลงเขา เข้าสู่ตัวเมืองเบิ้องล่างได้อีกครั้งตอนพลบค่ำ
เราแวะพักเติมน้ำมันและแวะเข้าห้องน้ำท้องถิ่น (ซึ่งต้องทำใจเรื่องความสะอาด) ที่ปั้ม Petromex ในตัวเมืองกันอีกครั้ง ตอนนั้น เป็นเวลา 17.40 น. ฟ้ามืดแล้ว หยาดฝนหล่นลงมาเบาๆ 2-3 หยด ผมถามคุณนัทตี้ หัวหน้าคณะของพวกเราว่า อีกนานไหมกว่าจะถึง เจ้าตัวบอกว่า ต้องขับขึ้นเขาไปอีก น่าจะมี 50 กิโลเมตร ใช้เวลาชั่วโมงนึง
ผมก็แอบลุ้นลึกๆว่า เส้นทางมันจะโหดเหมือนช่วงบ่ายที่ผ่านมาไหม ยิ่งถนนสวนกัน 2 เลน ยิ่งลื่นๆ อยู่ รถบรรทุก ที่นี่ก็ขับกันโหดๆอยู่ รถท้องถิ่น ก็ขยันแซง ไม่ลิมหูลืมตา
ที่ไหนได้ พอเอาเข้าจริง ออกจากปั้มมาได้ ก็แค่วิ่งตามกันไปยาวๆ สักราวๆ 20 กว่ากิโลเมตร มีรถบรรทุกตู้ทึบ 6 ล้อ แซงเอาๆ อยู่ 2 คันขึ้นมาทางซ้าย ตามด้วย Vinfast VF5 สีเขียว อีกคัน แต่นอกนั้น ก็ไม่ได้น่ากังวลอะไร
เราข้ามสะพานเหนือทางด่วน แล้วเลี้ยวซ้าย วนลงล่าง เชื่อมเข้าระบบทางด่วน มุ่งหน้าไป Dalat ประมาณ 10 กิโลเมตร เราก็มาถึงปลายสุดทางด่วนที่ จุดเข้าเมือง Dalat ผ่านเข้าด่าน ETC แล้วก็ขับขึ้นเขา บนถนนแบบ 4 เลนกว้างๆ สวนกันได้สบายๆ ไม่ต้องลุ้น
ทางขึ้นเมือง Dalat นั้น เพิ่งเจอฝนตกหยัก จนดินถล่ม และต้องปิดการจราจรไป เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพื่อกั้นกำแพง ทำทางเบี่ยง และปรับลดการจราจร ในจุดที่ดินถล่ม ให้เหลือแค่เลนเดียวสลับสวนกัน
หลังจากเดินทางมายาวนานตั้งแต่เช้า กว่า 385 กิโลเมตร พอมาถึงโรงแรม…สารภาพว่าตกใจมาก! นี่คือที่พักของเราในอีก 2 คืนต่อจากนี้ใช่ไหม?
โรงแรม MerPerle Dalat
เห็นอาคารแล้วตกใจ นี่มันใหญ่น้องๆ โรงแรมหรูใน Las Vegas เลยนะเว้ยเฮ้ย!!
จอดรถชั้นใต้ดิน แล้วมาขึ้นรถบัส เพื่อไปรับประทานอาหารมื้อค่ำ เพราะถ้าขับรถไปเองแล้ว ร้านอาหารมีที่จอดไม่เพียงพอกับรถทุกคันในขบวน จากนั้นค่อยกลับมานอนพักที่โรงแรม

Day : 4
ภาษาเวียตนามวันละคำ…
“หมอย” แปลว่า เมื่อย เหนื่อย หรือ เกลือ!
[Lao – Vietnam]

3 ธันวาคม 2025
6.00 น.

การตื่นมาพบกับสายหมอกเต็มเมือง ในเช้าวันนี้ น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีสำหรับผม
โรงแรม MerPerle Dalat เพิ่งเปิดดำเนินการได้น่าจะไม่ถึง 1 ปี สักเท่าใดนัก คุณนัทตี้ หัวหน้าคณะทัวร์ของพวกเราเล่าว่า เมื่อครั้งมาทำทริปคาราวาน ให้กับยาง BF Goodrich KO3 เมื่อปีก่อน เขาเพิ่งเห็นว่าโรงแรมนี้ สร้างเพิ่งเสร็จ และมีที่จอดรถชั้นใต้ดิน เยอะเอาเรื่อง ก็เลยตั้งใจไว้ว่าจะต้องใช้บริการโรงแรมนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง…
วันนั้นที่ว่า ก็มาถึงในวันนี้ ที่เรา คณะ Subaru มาเข้าพักที่นี่กันเป็นกลุ่มแรก!
เช้านี้ เราจะไม่ต้องขับรถกัน 1 วันเต็ม นั่งรถทัวร์ เที่ยวจุดต่างๆของเมือง Dalat กัน! และฝนก็ตกโปรยปรายลงมาเป็น Shower rain เบาๆให้เฉอะแฉะเล่น
ไม่เข้าใจเรื่องนึง ทำไม พอเราเดินออกจากที่ร่ม ไปอยู่ที่แจ้ง ฝนก็หนักขึ้น พอเข้าที่ร่ม ฝนก็เบาลง และพอออกมากลางแจ้ง อีกครั้ง ฝนก็ลงมาอีกรอบ อย่าแกล้งกันเลย พระพิรุณประจำเวียตนาม ฉันไม่ได้ล้างรถนะเว้ย!
สถานที่แรกที่เราไปเที่ยวกันก็คือ MONGO LAND เป็นสวนสนุกกึ่งสวนสัตว์ คล้ายๆ Dream World แน่นอนว่า เราพา Alpaca กลับมาเยี่ยมญาติที่นี่ ก่อนจะไปเจอกับอีกัวน่า คาปิบาร่า ฯลฯ
ไฮไลต์ ของที่นี่คือ สไลเดอร์ ซึ่งคล้ายกับการเอาถาดใส่ของ หน้าเครื่องตรวจวัตถุในสนามบิน ให้คุณลงไปนั่ง แล้วสไลด์ลงเนินไป แต่นั่นยังไม่สนุกเท่ากับการนั่งห่วงยางสไลด์ลงเนิน 2 Jump
แน่นอนว่าสมาชิกร่วมทริปทุกคนไม่เว้นกระทั่งเรายังต้องลองเล่น ความรู้สึกเหมือนคุณถูกจับให้นั่งในรถ 700 แรงม้า แล้วกดเต็มตีนลงเนิน 2 จัมพ์รวด! อย่างเสียวเลยละ!
จากนั้น เราไปกันต่อที่น้ำตก Datanla ซึ่งใช้วิธีลงไปชมความสวยงามได้แปลก คือต้องนั่ง Sled ที่ไหลลื่นลงไปตามราง แล้วเราก็ใช้คันโยกข้างตัว เพื่อเบรกหรือปล่อยให้ไหลเร็วขึ้น มี้ซ็นเซอร์ เบรกไม่ให้ชนกับ คันข้างหน้า เมื่อลงไปถึงข้างล่าง ก็จะเจอร้านกาแฟ และบรรยากาศน่ำตกที่เย็นฉ่ำ ไหลแรงและสวยงาม
เรากินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารของน้ำตก แล้วเดินทางไปต่อกันที่ วัด Truc Lam Temple ดูความสวยงามของวัด แล้วนั่ง Cable Car ขึ้นไปบนเขา ดูบรรยากาศของเมือง และต้นสน
จากนั้น เรานั่งรถ ลงเขา มายัง พระราชวังฤดูร้อน ของกษัตริย์ Bao di องค์สุดท้ายของ Vietnam ซึ่งสร้างขึ้น ด้วยแนวสถาปัตยกรรม Art Deco ในช่วงปี 1930-1940 อันสวยงาม
เราไป Shopping เล็กๆน้อยๆ ที่ Go Supermarket กลางเมือง ก่อนจะมารับประทานอาหารเย็น เป็นบุฟเฟต์ Seafood และติดฝนตกหนักอีกพักใหญ่ก่อนจะกลับเข้าโรงแรมที่พัก
พรุ่งนี้ เราต้อง ออกเดินทางกันแต่เช้า บนเส้นทางแค่ 160 กิโลเมตร แต่ได้ยินว่า จะมีข่วง หฤโหดกว่าช่วงแรกๆ ด้วยซ้ำ เพื่อไปถึง…มุยเน่

Day : 5
(มุย เน่ : Mũi Né)
ภาษาเวียตนามวันละคำ…
“องค์ จู๋ เหี่ยว” แปลว่า คนรวย!!!
4 ธันวาคม 2025
มีหลายคนพูดถึง มุยเน่ ให้ผมฟัง มานานแล้ว โดยเฉพาะทะเลทรายขาว ที่สวยเหมือน Sahara ใน Morocco เหมาะแก่การขับรถลุย Off Road อย่างยิ่ง และวันนี้แหละ ที่เราจะได้ไปเยือน มุยเน่ กัน
วันนี้เราต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ ด้วยเหตุที่คุณนัทตี้ ผู้นำขบวนของเรา หวั่นใจว่า หลังจากฝนตกหนักจนน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เส้นทางที่เราจะใช้ในวันนี้ มี หิน ดิน และโคลน ถล่มตัดเส้นทางที่ เกรงจะอาจการปิดถนน เลย เราจึงต้องรีบออกเดินทางแต่เข้า เผื่อว่า ถ้ามีการปิดเส้นทาง เราจะยังพอหาทางเลี่ยงได้
เอาเข้าจริง ก็ไม่เลวร้ายนัก เราเริ่มออกเดินทางจาก โรงแรม MerPerle ลงเขา มาเจอเจ้าหน้าที่โบกให้ขบวนของเราหยุด เพราะกำลังใช้รถตักดิน ที่หล่นลงมา ไปไว้ฝั่งเหวด้านข้าง ไกด์ของเราจึงต้องไปโบกให้รถในขบวนเราผ่านออกมาก่อน โชคดีว่า เราผ่านออกมาทุกคันปุ๊บ หัวตักของรถตักดินคันนั้น ก็หลุดปั๊บ รถที่ต่อแถวจากขบวนเราไปน่าจะเจอกับงานเข้ายาวๆ
เราวิ่งขึ้นทางด่วน ผ่านระบบ ETC พอลงทางด่วนเข้าเมือง ก็เจอกับบรรดาสารพัดรถรา ทุกประเภทที่พร้อมจะขอทาง หรือตัดหน้าเรา แบบไม่ให้สัญญาณ
ต่อให้เราเริ่มขินและรับมือกับการจราจรของคน Vietnam ได้ แต่เช้าวันนี้ มีเรื่องให้ทั้งขบวน หัวร้อนขึ้นมาดื้อๆพร้อมกัน
รถหมายเลข 10 ของ พี่ภู กับ อ.เมย์ เจอความเงอะงะ ของ Vinfast Sedan สีขาว คันที่เห็นในรูปนี้ จะไป ก็ไม่ไป ขับเงอะงะ พอเราจะแซง ก็ขึ้นมาบล็อก พอเราหลุดมาได้ พวกเราบีบแตรแช่ยาวใส่…..
ขับไปสักพักบนถนนสวนกันสองเลน Vinfast เวรตะไลคันนั้น ก็ตามมาหาเรื่อง รถเบอร์ 10 หาจังหวะเข้ามาอยู่ข้างหน้าแล้วกวนส้นตีน ขับช้าๆ แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ เพราะพวกเรามั้งขบวน แวะจอดเข้าห้องน้ำที่ปั้มน้ำมัน Vinfast เวรตะไลคันนั้น ก็ไม่กล้าเข้ามายุ่ง อาจจะพอคิดได้มั้งว่า ถ้ามีเรื่องกันขึ้นมาจริงๆ คนในรถ น่าจะรับมือกับพลังตีนจากทุกคนในขบวนรถจากไทยไม่น่าไหว
แต่เอาเถอะ ช่างแม่ง การไม่มีเรื่องกับคนท้องถิ่น คือสิ่งที่ควรทำ มันไม่คุ้มกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไป
เราวิ่งลัดเลาะ ไปตามเส้นทางแนวเขา เจออุปสรรค จาก หินถล่ม ดินทรุด ตามรายทาง มาจนถึงตุดพักรถกลางทาง สัมผัสสายหมอก และกาแฟเกลือ ถ่ายภาพกับเหยี่ยว อยู่สักพัก แล้วค่อยลาจากไป
Vietnam เป็นประเทศที่ขยัน เอาสารพัดสิ่งอย่างมาผสมกับกาแฟ พี่แกหามาผสมได้หมดแหละ ต้ังแต่มะพร้าว ไปจนถึงเกลือ ซึ่งพอชิมแล้ว ผมก็คิดว่า พอดี….พอดีว่าไม่ใช่รสนิยมฉัน!
เราเดินทางเป็นขบวน ลัดเลาะไปตามสภาพเว้นทางผุๆพังๆ อีกพักใหญ่ๆ จนมาเจอเส้นทางเข้านิคมอุตสาหกรรม ที่มีน้ำท่วมเป็นระยะๆ พอเลี้ยวขวา เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1 (C701) อันเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมระหว่างเหนือจรดใต้ของ Vietnam เราเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ ทางหลวง สาย และขับตรงยาวๆ
หลังมื้อเที่ยง.ที่ร้านอาหาร ข้างทาง แต่ลมโกรกไม่แพ้ริมทะเล เราขับรถไปอีกไม่ไกลเลย ก็มาถึง ทะเลทราย ขาว Khu Du Lịch Bàu Trắng Như Trung
นับเป็นครั้งที่ 2 สำหรับผม ในการขับรถลุยทะเลทราย ก่อนหน้านี้ เคยไปขับในทะเลทราย Sahara ที่ Morocco กับ Nissan เมื่อปี 2018 แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของหลายๆคนในขบวน รวมทั้งของ มาร์ค ด้วย พวกเราจึงสนุกสนานกันเต็มที่
เวลาขับรถในทะเลทราย ปกติต้องลดลมยาง แต่รอบนี้ ไม่จำเป็นครับ ทรายแน่นเอาเรื่อง และให้ฟีลคล้ายการลุยหิมะ แค่ไม่ลื่นเท่า พยายามอย่าเลี้ยวในตอนที่รถกำลังเอียงไปตามแนวเนินเขา ไม่เข่นนั้นอาจพลิกคว่ำได้ การขับรถลุยทรายที่นี่ ง่ายกว่า Morocco เยอะเลย
เราใช้เวลากันนานราวๆหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ถึงจะออกจากทะเลทรายขาว เพื่อมาเจอกับ จุดแวะพักสุดท้ายของเราในวันนี้คือทะเลทรายสีแดง (Red Sand Dune) 01 Hòn Rơm, ĐT716, Mũi Né, Phan Thiết, Bình Thuận ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทรายแดง ริมทะเล (ทรายแบบที่อยู่ตามชายหาดบ้านเรานั่นละครับ) แวะพักถ่ายรูปและดึ่มด่ำกับความสวยงามตามธรรมชาติกันไม่นานนัก
ออกจากทะเลทรายสีแดง เราขับรถออกมาบนเส้นทางอีก 3.9 กิโลเมตร คุณนัทตี้ หัวหน้าคณะเรา ดันเลี้ยวผิดซอย แต่เมื่อดู Google Map แล้วยังพอไปได้ สมาชิกในขบวนคันอื่นๆ ก็เลยตัดสินใจ ลุยเข้าไปต่อ ฝ่าเข้าไปในซอยบ้านพักอาศัยของชาวบ้าน เพื่อไปออกท้ายซอย ซึ่งสามารถทะลุไปยัง ถนนสายหลักที่พาเราไปถึงโรงแรมที่พักได้…โดยไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า ท้ายซอยจะเต็มไปด้วย สุสาน หลุมฝังศพ ของผู้คนแถวนี้!!!!
เราถึงขั้น รีบขับออกจากซอย อย่างขนลุกซู่ชูชันไปทั้งร่าง เดินทางต่อ อีกเล็กน้อย ถึงสามแยก เลี้ยวซ้าย ขับตรงมาเล็กน้อย ผ่านหลุมบ่อและแอ่งน้ำท่วมขังเบาๆ มาเข้าพักที่ โรงแรม Muong Thanh Holiday Mui Ne Hotel อันเป็นเครือเดียวกับที่เราไปนอนพัก ช่วง 2-3 วันก่อนหน้านี้
ผมเพิ่งรู้ว่า เครือโรงแรมแห่งนี้ ถ้าไม่นับตระกูล VIN ทั้งหลายแล้ว ก็ถือว่าใหญ่สุดแบรนด์หนึ่งใน ASEAN เลยทีเดียว เพราะมีโรงแรม 60 แห่ง รวม 12,000 ห้อง รอบริการทั่วภูมิภาค แต่ วิ่งที่เหมือนกันคือ โรงแรม แอบเก่าไปหน่อย
เสร็จจากมื้อเย็น แนว Sea Food แล้ว เรานั่งรถบัสกลับโรงแรม มาพักผ่อน เคลัยร์เข้าของ ให้เรียบร้อย ก่อนเข้านอน เตรียมตัวพบกิจกรรมในวันรุ่งขึ้น…

Day : 6
ภาษาเวียตนามวันละคำ…
“บ้า จู๋ เหี่ยว” แปลว่า ผู้หญิงรวย!!!
5 ธันวาคม 2025
8.00 น.
เมื่อคืน ผมน่าจะละเมอหนักไปหน่อย มาร์คต้องลุกขึ้นมา ตบมือดังๆเรียกสติ จนเจ้าตัวนอนไม่หลับ ผลก็ตามคาด คือ แทนที่เราจะล้อหมุนได้ตอน 8.00 น. ปรากฎว่า ผมก็เกิดท้องเสีย มาร์คก็ไม่ได้กินอาหารเช้า แต่อยากได้น้ำแข็งใส่แก้วเก็บความเย็น ส่วนแชมป์ โปรดิวเซอร์ของเรา ก็ลืมของไว้ในห้องพัก เลยแอบทำให้ ขบวนออกจากโรงแรม Muong Thanh Holiday Mui Ne Hotel ช้าไปนิดหน่อย
พอเราเคลื่อนขบวนมาจอดถ่ายรูปกับทะเลที่ มุยเน่ ริมถนน ทีมซัพพอร์ตฝั่งเวียตนาม ก็ทำเอาพวกเรางงกันนิดนึง ว่า มีใครลืมของไว้ที่โรงแรมอีกหรือเปล่า สรุปว่า ไม่มี ซึ่งก็ดีไป
แต่ผมเพิ่งมารู้ตอนเติมน้ำมันยามเช้านี่แหละว่า อ.เอก ทีม T.C.Subaru เรา แอบเสียน้องโดรน ไป ก็ได้แต่เสียดายและขอไว้อาลัยให้กับโดรนลำนั้น มา ณ โอกาสนี้
เราเดินทางลัดเลาะ ไปตามถนนสวนกันสองเลน โดยมี รถบัส รถบรรทุก มอเตอร์ไซค์ และรถเพื่อการเกษตร ให้หลบ และให้แซง กันอีกพักหนึ่ง จึงจะเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1 ของ Vietnam ขับผ่านเข้ากลางตัวเมือง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังขุมชน กับตลาด ผ่านทางรถไฟ สายตาผู้คนท้องถิ่น ตั้งแต่คุณยายหน้าตึกแถวที่ดูสงสัยว่าขบวนเราเป็นใคร รวมทั้งสายตาเด็กๆนักเรียนที่โบกมือให้เราอย่างเป็นมิตร
ในที่สุด เราก็ได้ขึ้นทางด่วน ที่เรียกว่าเป็นทางด่วนจริงๆ.ใน Vietnam กันเสียที ไม่ใช่แค่ทางด่วนข่วงสั้นๆเข้า Dalat อย่างที่ผ่านมา คราวนี้ มุ่งหน้ากันยาวๆ มาที่เมือง ญาจาง (Nha Thang) ผ่านระบบจ่ายเงินอัตโนมัติ ETC
พอถึงจุดพักรถ ในระบบทางด่วน ผมรีบคว้ากระดาษทิชชู่ วิ่งไปส่งพัสดุด่วน (ขึ้) อย่างไว และทันพอดี ระบบขับถ่ายของผมมีปัญหา ชอบ Direct Injection แทบทุกครั้งที่กินอาหารมื้อแรกของวัน เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
จุดพักรถในระบบทางด่วนของ Vietnam มีอาหารท้องถิ่นขาย ซึ่งมีทั้ง เฝอ (ก๋วยเตี๋ยวน้ำ) ข้าวโพดนึ่ง หรือแม้แต่ แกงแบบหม้อเล็กๆสีดำ ซื้อมากินเป็นกับข้าวกัน และมี Minimart ขนาดเล็ก ซึ่งก็มีของขายไม่เยอะนัก
ขณะกำลังเคลื่อนขบวนออกจากจุดพักรถ มีขบวน Subaru Forester ชาว Vietnam มาจอด 2 คัน เขาเข้ามาทักทายเราแล้วบอกว่า พรุ่งนี้เจอกัน
ครับ ตามกำหนดการ ทริปนี้เราจะได้เจอกับทาง T.C.Subaru Vietnam และกลุ่มลูกค้า ผู้ใช้ Forester อีก น่าจะร่วมร้อยคน!! แต่นั่นคือวันถัดจากนี้
เพราะตอนนี้ เราจะลงทางด่วน ไปกินมื้อเที่ยง ริมทะเล แล้วค่อยขับรถลัดเลาะถนนเลียบชายหาดยาวๆ ไปจอดรถทิ้งไว้ หน้าโรงแรม VINPEARL Nha Thang (วินเพิร์ล ญาจาง) ของกลุ่ม VinGroup เจ้าของเดียวกับรถยนต์ Vinfast ที่เคยเกือบเข้ามาทำตลาดในไทย เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมา แล้วไหวตัวทัน รีบหยุด และถอนตัวจากตลาดก่อนจะเริ่มลุยจริงๆ นั่นเอง!
VinGroup เป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่สุดใน Vietnam เริ่มจากทำธุรกิจ เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะสยายปีกมาทำ อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เครื่องไฟฟ้า และ…รถยนต์ไฟฟ้า
โรงแรมที่เรามาพักในคืนนี้ แปลกกว่าที่เคยเจอ เพราะต้องจอดรถทิ้งไว้ที่ท่าเรือของโรงแรม เข้ามาเช็คอินใน Lounge ที่ดูเหมือน โรงแรมหรู ใน Las Vegas เมื่อเอา Passport ไป Scan เราก็ต้องยืนยันตัวตน ด้วยการ Scan ใบหน้า (ซึ่งจำเป็นต้องทำ เพราะการเข้าใช้ Facility ต่างๆบนเกาะ คุณต้องใช้ระบบ Scan ใบหน้าเท่านั้น เมื่อลงทะเบียนเข้าระบบแล้ว คุณเลือกได้ว่า จะนั่งเรือ Speedboat หรือ ขึ้น กระเช้า Cable Car ข้ามทะเล ไปยังเกาะ ฝั่งตรงข้าม อันเป็นที่ตั้งของ โรงแรม 4 แห่ง (รวมหมดทั้งของ VinPearl เอง และ J.W.Marriot ด้วยอีก 1 แก่ง ยังไม่รวม Villa ต่างๆที่รายล้อมบนเกาะ) และ สวนสนุก VinWonders!
ครับ นี่มันบ้าชัดๆ เกาะทั้งหมด เป็นสัมปทานของ VinGroup เอามาทำเป็น Entertainment Complex ครบวงจร มีร้านค้าร้านอาหารต่างๆมากมาย แม้แต่ Starbucks KFC กับ MIXUE ก็ยังมาตั้งสาขาบนเกาะนี้!!
แต่ ด้วยความหวังดีของทีม Support จาก ไกด์ Vietnam เลยเอา Passport ของทุกคน ไป ให้เจ้าหน้าที่เขา Scan โดยไม่ได้ยืนยันใบหน้าให้ตรงกันกับเจ้าของเล่มจริง ผลก็คือ ชื่อผู้เข้าพัก กับ Keycard และภาพหน้าจริง ที่ควรถูกบันทึก เลยสลับกันมั่วซั่วเละเทะไปหมด ดังนั้นทางเดียวเพื่อให้ปัญหาผ่านไปได้ คือ เราต้องยืนยันว่า ชื่อบนหน้าจอ คือเราเอง ทั้งที่เป็นขื่อของสมาชิกในขบวนท่านอื่น…
มึนงงไปตามๆกัน…
เราขึ้น Cable Car ข้ามทะเล มาถึง Habour หลัก สำหรับเข้าออกจากเกาะ ขึ้นรถไฟฟ้า ไปเข้าพักยังโรงแรม ฝั่ง Resort and Spa ได้ยินว่า ตีเป็นเงินไทยแล้ว คืนละ 3,900 ยาท แล้วดูห้องสิครับ โอ้โห ตกแต่งหรูเบาไสไตล์ยุโรป TV เปืดต่อนรับเราด้วยหน้าจอโฆษณารถ Vinfast โฉบไปโฉบมา วน loop กันไป
ช่วงนี้ เป็นเวลาตามอัธยาศัย ใครใคร่อยากสนุกกับเครื่องเล่นต่างๆ เอาเลย ใครอยากไปดูโชว์น้ำพุแสงสีเสียงใดๆ เอาเลย ผมกับทีมเว็บเรา ก็เล่น รถไฟเหาะกันคนละรอบ นั่งดึ่มดำกับแสงอาทิตย์ยามอัศดง โดยที่ตรงหน้าก็มีขุดไก่ KFC วางอยู่ ซึ่งก็อร่อยและไม่อมน้ำมันเท่าที่ขายในบ้านเรา และ Coldslaw ก็อร่อยกว่าด้วย
โชว์น้ำพุไฟ ก็เฉยๆ (เจอที่โรงแรมใน ลี่เจียง ทริปนี้ ปีที่แล้ว อลังการกว่า) โชว์ 3D Maping เทพนิยาย เราก็เฉยๆ เห็นของแบบนี้ตามงานเปิดตัวรถ มาจนเบื่อแล้ว
ปีนบันไดเลื่อนบนเกาะ กลับไปนั่งรถไฟฟ้า Shuttle กลับไปดินบุฟเฟต์มื้อเย็นในโรงแรม ที่อร่อยแทบทุกอย่าง ปล้วตบท้ายด้วยน้ำมะพร้าวสักลูก เลยดีกว่า
เป็นอันจบวันที่ได้เที่ยวสวนสนุกครั้งแรกในรอบหลายสิบปี และเป็นการขึ้นรถไฟเหาะครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของผมแต่เพียงเท่านี้…
เพราะ…เชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ ครั้งสุดท้ายที่ได้ไปสวนสนุก คือ สวนสยาม ในวันงาน Fat Festival ของ Fat Radio เมื่อหลายปีก่อน แล้วหลังจากนั้น ก็ไม่เคยได้ไปสวนสนุกแห่งไหนในโลกเลย แม้แต่ DreamWorld ก็ไม่เคยไป
ดังนั้น ถ้าไม่ได้มาทริปนี้ ผมคงไม่มีโอกาสได้เข้าสวนสนุกที่ไหนอีกเป็นแน่ และดีใจ ที่ผมมีข่วงโมเมนท์นึง ที่ได้เอาเรื่องรถยนต์ ออกจากสมองของผมทิ้งไปเลยได้สนิท เสียที! แม้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงก็เถอะ!

Day : 7 กวีเญิณ
ภาษาเวียตนามวันละคำ…
“หำ” แปลว่า “ถ้ำ หรือ อุโมงค์”!!!
6 ธันวาคม 2025
9.00 น.
เรื่องดีๆยามเช้าวันนี้ คือ เราได้สิทธิ์ ตื่น 7 โมง กินอาหารเช้า 8 โมง รวมตัว 9 โมง จากปกติ ต้องตื่น 6 โมง กินอาหารเช้า 7 โมง รวมตัว 8 โมง
ตื่นเพื่อลงมาเจอกับอาหารเช้า ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งทางเลือกของเมนู และผู้คนที่แน่นขนัด ไม่ต่างจาก Food Court ตามห้างสรรพสินค้า ในวันอาทิตย์เลย แอบงงเล็กน้อยง่า อาหารค่ำ ในภัตตาคาร อีกแห่งในโรงแรม ทำไมมันอร่อยกว่า มื้อเช้าของห้องอาหารในโรงแรมอีกแห่ง ทั้งที่ตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน
จะอย่างไรก็ตามแต่ วันนี้เราจะต้องออกเดินทางจาก โรงแรมบนเกาะ VINPEARL โดยนั่ง กระเช้า Cable Car กลับเข้าฝั่ง กลับขึ้นรถ ตอน 10 โมงนิดๆ เพื่อขับไปกินข้าวเที่ยงกับขบวนคาราวานของลูกค้า Subaru ชาว Vietnam ช่วงประมาณ 11 โมงกว่าๆ
ตอนแรก ก็แอบลุ้นว่า การพบกันจะเป็นอย่างไร แต่พอเจอกันจริงๆ กลุ่มผู้ใช้ Subaru ชาว Vietnam เจ้าบ้าน ให้การต้อนรับพวกเรา ผู้มาเยือนจากเมืองไทย อบอุ่นมาก ด้วยมิตรภาพที่สัมผัสได้เลยว่า เต็มเปี่ยมจริงๆ
สมาชิก ท่านหนึ่ง ขับ Subaru Outback ไปร่วมทริป Caravan กับ กลุ่มลูกค้า ชาว Vietnam ด้วยกันมาเยอะมาก ถึงกับลงทุน เปิดท้าย ชงกาแฟ ที่เตรียมสำเร็จรูปมาจากบ้าน พร้อมเสริฟพวกเราทุกคนอย่างเต็มที่ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
เราเอง ก็ได้เจอ กับ คุณ “Boy” สมาชิกชาว Vietnam ทีาจำเราได้ และเข้ามาทักทายว่า เป็นคุณผู้อ่านของเว็บเรา! แถมยืนยันให้ดูว่า กด Follow เว็บเราไว้จริงๆ ปกติ ใข้ Google Translate ช่วยแปลบทความที่เขาสนใจ
เสร็จจากมื้อเที่ยง เราต้องออกเดินทางไปยังที่พัก อันเป็นจุดหมายของเราในวันนี้ และตลอดทาง บอกเลยว่า ไม่ง่าย
ทางหลวงแผ่นดินสายหลัก หมายเลข 1 ของ Vietnam นั้น บางช่วง เป็นถนน 4 เลน ไปๆมาๆ ก็รวบเลนเข้าเขตตัวเมือง เราต้องเจอกับการจราจรที่วุ่นวายสับสนอลหม่าน จาก ความน่าปวดกบาลของ มอเตอร์ไซค์ และรถบรรทุกท้องถิ่น ไปจนถึง SUV และรถตู้ Ford Transit ที่พยายามจะแซง อย่างไม่ลืมหูลืมตา พอแซงไม่พ้น ก็ตบมาปาดขบวนของเราข้างหน้ากันดื้อๆ นี่ยังไม่นับรวม น้องหมาที่ข้ามถนนตัดหน้ากันแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอีกต่างหาก เล่นเอาเหนื่อยล้าในการเดินทางจนต้องจอดแวะพัก กันตามปั้มน้ำมัน Petrolimax กันเป็นระยะๆ
ในที่สุดเราก็มาถึง โรงแรม ANYA PREMIER ในเมืองริมทะเล อย่าง Quy Nhon ตอนบ่าย 4 โมงเย็น และกลุ่มลูกค้า Subaru ทั้ง 3 Club อันได้แก่ Subaru Club of Vitenam, Subaru Da Nang Club และ Subaru Hanoi Club รอต้อนรับพวกเราอยู่หน้าโรงแรมแล้ว จอดกันแน่นๆเลย ลูกค้าหลายๆคน ขับมาจาก Ha Noi ตั้ง 1,100 กม. เพื่อมาเจอพวกเรา!!
มาถึงปุ๊บ ยังไม่เช็คอินเข้าห้องพัก แต่พวกเขาพาคณะจากเมืองไทย เดินข้ามถนน ไปไกลประมาณนึง ลงไปขายหาด เพื่อเจอกับ…กิจกรรม Team Building ที่ตัดไว้กระชับมิตรกับพวกเราโดยเฉพาะ!!!!
เหวอไปเลย!!!
หลายคนคงคิดว่า เฮ้ย! ขับรถมาตั้งไกล นี่ยังจะมาให้เล่นออกกำลังกันอีกเหรอ?
ใจเย็นๆ อธิบายก่อน คือชาว Vietnam เขาชอบกิจกรรม สร้างทีม แบบนี้กันมาก เขาก็เห็นว่า เป็นการกระชับมิตร สร้างความสมัครสมานสามัคคีที่ดี ไง เขาเลยจัดให้พวกเรา
เสร็จกิจกรรมตอน 17.30 น. เดินข้ามถนนกลับโรงแรม อาบน้ำเปลี่ยนชุด แล้วลงมาสังสรรค์กันต่อที่ห้องประชุมใหญ่
พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ เหวอหนักกว่าเดิม!!
ถ้าคิดว่า Team Meeting ตะกี้ เหวอแล้ว
มื้อค่ำวันนี้ เหวอหนักกว่าม๊ากกกกกกก!!!!!
เวทีในงาน มีจอ LED จริงจัง แถมมีการแสดงกลองท้องถิ่น ผู้คนในงาน มากัน น่าจะรวมราวๆ เป็นหลักร้อยคนเลยแหละ!! เขาจัดงานใหญ่ พอๆกับงานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้าเลยเหอะ!
โหววววววววว นี่มันปาร์ตี้คลับรถยนต์ 3 คลับ แถมแขกต่างประเทศอย่างพวกเรา และ Support โดย Club ลูกค้าท้องถิ่น มันขนาดนี้เลยเหรอ!!!
ดูเอาจากรูปเลยแล้วกันนะครับ เค้าจัดให้คณะคนไทยเราอลังการจริง Country Manager ของ T.C.Subaru Vietnam ก็ พูดภาษาไทย กับเรา ออกไมค์บนเวทีด้วย! ประธานทุกคลับ เข้ามา ชนแก้ว กันสนุกสนาน แถมด้วย การประชัน Karaoke กันอย่างบันเทิงยิ่ง
ที่สำคัญ งบในการจัดงานต้อนรับคณะคนไทย นี้คืองบ ของ กลุ่มผู้ใช้รถ ทั้ง Subaru Da Nang Club และ Subaru Ha Noi Club รวมทั้ง Subaru Club of Vietnam ล้วนๆ!! และทั้งหมด จัดมาพักที่โรงแรมเดียวกันทั้งหมด สังสรรค์เสร็จ ก็ขึ้นไปนอนได้เลย
เรื่องของเรื่องก็คือ ชาว Vietnam เค้าประทับใจ ที่ ทีม T.C. Subaru เมืองไทย เคย ต้อนรับพวกเขา เมื่อขับมา คาราวาน ที่เมืองไทย อย่างดี ทั้งพาลงเรือล่องเจ้าพระยา และช่วยซ่อมรถพวกเขาในขบวนทั้ง 5 คัน ที่ชนกันเอง เสร็จภายใน 2 วันเท่านั้น ก่อนกลับประเทศ พอพวกเรามาเยือน ก็เลยต้อนรับกันซะอบอุ่นขนาดนี้!
คือผู้ใช้รถเขาจัดให้เรากันเลย!!!!
ในเมืองไทย อาจมีคลับรถยนต์อื่นๆ จัดงานแบบนี้
แต่คลับที่มีเงินเหลือพอจะจัดงานด้วย Production ที่ใหญ่พอกับจัดงานเปืดตัวสินค้า แบบนี้ น่าจะมีไม่เยอะ
อิ่มเอมจิต ประทับใจ ในไมตรี ของชาว Vietnam มากๆ และดีใจมากที่ได้เห็นเรื่องราวต่างๆทั้งหมดนี้ ด้วยตาของตัวผมเอง
คืนนี้ นอนหลับอย่างมีความสุข เตรียมพร้อมแรงกายและใจในวันรุ่งขึ้น

Day : 8
กวิเญิณ ถึง ฮอยอัน!
ภาษาเวียตนามวันละคำ…
“เกิม (COM)” แปลว่า “ข้าว”!!!
7 ธันวาคม 2025
8.00 น.
เช้าวันนี้ เราล้อหมุนออกจากโรงแรมตอน 8 โมงหน่อยๆ ขับผ่านตัวเมือง กวิเญิณ ริมชายหาด ซึ่งเต็มไปด้วย โรงแรม และอาคารร้านรวงต่างๆ ไปจนถึงถนนที่ใหญ่โตระดับเรียกว่า Avenue กันเลย เพื่อไปถึงยังสถานที่ ซึ่งถ้าให้พูดเข้าใจง่ายๆก็คือ สนามทดสอบ ของกรมการขนส่งทางบก ของ เมืองกวิเญิณ นั่นเอง
บรรดาสมาชิก Subaru ชาว Vietnam จากทั้ง 3 Club เขากำลังแข่ง Gymkana ในแบบแปลกๆ ของเขาอยู่ เราก็สงสัยว่า ทำไมพวกเขาถึงขับกันแปลกๆ คือ ซิกแซก สลาลอมเสร็จ ต้องมียึกยัก เดินหน้าถอยหลัง อะไรก็ไม่รู้ ดูงงๆ
ผมกับ อาจารย์บาส เรืองศักดิ์ T.C.Subaru ก็เลย ไปลงชื่อแข่งขับเวลากับเขาบ้าง…กลายเป็นว่า เราทำเวลาออกมาได้ไวกว่าชาว Vietnam ซะงั้น และ อาจารย์บาส ก็เอาชนะผมกับทุกคนไปได้ แม้ว่าจะเหยียบกรวยไปนิดนึง จนโดนตัดแต้มไป ก็ตาม แต่ยังคงเป็นผู้นำอยู่ดี
สมกับเป็น ทีม Headlightmag ด้วยจริงๆ กู้ศักดิ์ศรีคนไทยมาเรียบร้อย ฮ่าๆๆๆๆ
ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่ง ก็มีการจัดให้ทดลองขับ Subaru Forester ใหม่ แต่เป็นพวงมาลัยซ้าย โดย T.C.Subaru Vietnam เอามาให้ลองกัน เท่ากับ ว่า Forester ใหม่ กลายเป็น รถยนต์อีกรุ่นที่ผมได้มีโอกาสทดลองขับ ทั้ง พวงมาลัยขวา แบะ พวงมาลัยซ้าย แถมยังได้ขับรถคันเดียวกัน บนถนนของ 3 ประเทศรวด เช่นเดียวกับ Forester รุ่นก่อน แน่นอนครับ สมรรถนะ มันไม่ต่างกันเลย สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกัน คือพวงมาลัยสลับข้างกัน และภาษาบนหน้าจอ ที่เลือกแล้วเป็นภาษา Vietnam นั่นแหละ
เอาละ ถึงเวลาออกเดินทางมายังเมืองท่องเที่ยว อย่าง ฮอยอัน (HOI AN) กันเสียที เราขับรถกันไกลกว่า 300 กิโลเมตร ย้อนขึ้นจาก Vietnam ใต้ ขึ้นมา โซน Vietnam กลาง ผ่านสารพัดอุปสรรค มากมาย แน่นอน เจอครบสูตรตามเคย ทั้งมอเตอร์ไซค์ น้องหมา ไปถึงรถ SUV และ รถเก๋ง แซงซ้าย ตัดหน้า แบะ รถบรรทุกที่ขับกันโหดๆ ไม่ยอมให้ทาง
กระนั้น ในช่วงบ่ายที่เรา ลัดเลาะเข้าไปยังเส้นทางตรอกซอกซอย ที่มีสภาพคล้ายกับ บรรดา ซอยเล็กๆ แถวๆ ไทรม้า นนทบุรี เพื่อเลี่ยงการจราจรติดขัดขนาดหนัก ยังมีชาวบ้าย และเด็กๆ โบกมือให้ขบวนของเราเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นเรื่องน่ารักของชาว Vietnam กันเลย
ช่วงท้ายๆ เราขึ้นทางด่วนที่เพิ่งสร้างเสร็จ สติกเกอร์ ระบบ ETC บางคันมีติงต๊องไปบ้าง แต่ เราก็ได้ขับรถบนความเร็วระดับ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน Vietnam กันเสียที และสองข้างทางอันยาวไกลนั้น บอกเลยว่า สวยเหมือนทางด่วนในยุโรป และในจีนใต้ ไม่แพ้กันเลย! แต่ถ้าถามถึงความเรียบของพิ้นถนน Vietnam ยังมีบางช่วงเล็กๆที่ยังต้องซ่อมผิวทาง แต่ภาพรวม ถือว่านิ่งเนียนดี พอๆกับ ทางด่วนสร้างใหม่ในไทยที่ราดด้วยยางมะตอย
เรามาถึง ฮอยอัน ในเวลา 18.00 น. ฝ่าการจราจรในเมืองอันหนาแน่น เข้าสู่โรงแรม HOI AN Historic Hotel จอดรถ เช็คอิน ยกกระเป๋าไปเก็บ แล้ว นั่งรถออกไปรับประทานมื้อเย็นที่ร้สนอาหารจีน ก่อนจะนั่งรถต่อ ไปลงยัง ตลาดเมืองเก่า ถนนคนเดิน ซึ่ง ค้นพบว่า ถ้าจะดูความสวยงามของตัวอาคารและแสงไฟยามค่ำคืน คือ คุณจะชอบแน่ๆ แต่ถ้าคิดจะซื้อของ บอกเลย ทำใจ มันไม่ต่างอะไรกับตลาด Night Market ที่เต็มไปด้วยร้านรวง และ ร้านอาหาร Cafe and Bar สำหรับนักท่องเที่ยว ไปเกือบหมดแล้ว
เดินลัดเลาะจากตลาด กลับมานอนที่โรงแรมที่มีบรรยากาศดี แต่รู้สึกชอบกลๆ ดีกว่า

Day : 9
ภาษาเวียตนามวันละคำ…
“โตย” แปลว่า “ควาย”!!!
8 ธันวาคม 2025
8.00 น.
เช้าวันนี้ได้โควต้าตื่นสายเพิ่มได้อีกนิดหน่อย เป็น 7 โมงเช้า กินมื้อเช้า 8 โมง และล้อหมุนออกจากโรงแรมตอน 9 โมง
คนที่ ฮอยอัน นี่ จะขยันอะไรกันแต่เช้า เปืดเพลง Dance แบบ Vietnam ดังสนั่นแต่ไกล ดังลอดเข้ามาถึงห้องพักกันเลย เหมือนญาติใครจะเต้น Aerobics หน้าห้าง Lotus BigC บ้านเราเป๊ะ แต่เป็นตอน 7.30 น.!!
ออกจากโรงแรม ฝ่าฝูง “แมงกะไซค์” ที่ขวักไขว่และไม่มีใครยอมใคร ไปเล่นเรือกระด้ง!
ในอดีต ฝรั่งเศสเข้ามายึดครอง Vietnam เก็ยภาษีทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่การลงเรือจับปลา ชาว Vietnam เลยหาทางเลี่ยงบาลีภาษีด้วยการทำกระด้งให้เป็นเรือจับปลา มีวิธีพายเฉพาะตัว พอฝรั่งเศสมาเห็นก็พยามตีความว่าเป็นเรือ แต่ชาว Vietnam แย้ง สุดท้าย ฝรั่งเศสก็ต้องยอมให้ Vietnam แต่โดยดี
จากนั้น เราเดินทางไปกินข้าวเที่ยงกัน ที่เมือง Da Nang (ดานัง) ซึ่งเป็น เมืองเอก ของ Vietnam กลาง และเป็นเมืองที่ทีึวามเจริญทางวัตถุมากเอาเรื่อง แต่ มารยาทการใช้รถใช้ถนนที่นี่ ก็ไม่ต่างจาก เขตอื่นๆที่ห่างไกลออกไปของ Vietnam เลย นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยว นึกจะปาดก็ปาด นึกจะแทรกก็แทรก ถึงขั้นมีอุบัติเหตุของ รถเก๋ง Kia คนท้องถิ่น ซัดกับ มอเตอร์ไซค์เข้าไป กลางสี่แยก ขบวนเราเองก็เกือบโดนหลายครั้งเช่นกัน
จบมื้อเที่ยงแล้ว เราขับรถลัดเลาะมาตามถนนในเมือง ดานัง มายัง Bana Hill อันเป็น ภูเขาที่มี สถานที่พักตากอากาศซึ่งถูกเนรมิตขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยกลุ่ม Sun World เราจะเข้าพักที่โรงแรม Mecure French Village Bana Hill ซึ่ง
ต้องจอดรถไว้ข้างล่าง แล้วขึ้นกระเช้า Cable Car ใช้เวลา หลายสิบนาที ผ่านป่า และความสูงระดับต่างๆ ที่นี่ มี Cable Car 4 สาย จุดหมายไม่เหมือนกัน สำหรับเรา เขาจัดให้ขึ้น Cable Car Direct ถึงตัวล็อบบี้โรงแรมเลย
ขึ้นมา ไม่เจอแสงตะวัน เจอแต่หมอก แถมหมอกเข้มๆ หมอกไม่มีหงอย มี Pop Mart ยัน Starbucks!!
ทั้งหมดที่เห็น ล้วนถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หาใช่ของเดิมสมัยอดีตไม่ และมีสวนสนุกพร้อมเครื่องเล่นต่างๆ เยอะพอสมควร มีแม้กระทั่ง Starbucks , Lotteria และ POP MART!!
ถ้าขึ้นมาเที่ยว ไม่นอนค้าง บ่าย 3 ต้องเตรียมตัวลงจากกระเข้าได้แล้ว เพราะร้านรวงส่วนใหญ่ และ Cable Car ปิดตอน 17.00 น. ยกเว้นร้านอาหารขนาดใหญ่ สำหรับลูกค้าที่มาพักโรงแรม
ส่วน Beer Plaza อันเป็นสถานที่รับประทานอาหารมื้อค่ำของเรานั้น….นี่มันโรงเยียร์เยอรมันตะวันแดง Version Upsize เพิ่ม Lineup ของ อาหาร Buffet เข้าไปอีก! เครื่องดนตรีที่ใช้นี่ Professional grade ล้วนๆ! อาหารคือดีงามมากๆ เลือกได้หลากหลาย สหายร่วมทริปก็ได้รับความบันเทิงกันไปเต็มที่ จนถึงขั้นว่า ภาพถ่ายจำนวนมาก ไม่สามารถนำมาโพสต์ลงให้คุณๆ ดูได้จริงๆ….มันบันเทิ้ง บันเทิง เถิดเทิงเสียเหลือเกิ้นนนน
3 ทุ่มแล้ว เดินฝ่าสายฝนปนทะเลหมอก กลับห้องพัก นอนเอาแรงสำหรับเช้าวันถัดไป

Day : 10
Bana Hill to Hue (เว้!)
ภาษาเวียตนามวันละคำ…
Loi Ra แปลว่า ทางออก
9 ธันวาคม 2025
ฝนยังคงตกโปรยปราย ท่ามกลางสายหมอกที่ไม่ยอมหงอย สักที เราตื่นสายกันแถวๆ 8.00 น. กินข้าวเช้า ตอน 9.00 น. และมารวมตัวบริเวณโถงทางขึ้นลิฟต์ 9.45 น. ลงกระเช้า Cable Car ใช้เวลา 15-20 นาที ก็ลงจากยอดเขาของโรงแรม Mecure French Village Bana Hill
ตอนเช้า เราออกเดินทางในระยะสั้นมาก 40 กว่ากิโลเมตร ไปกินข้าวเที่ยง ก่อนออกเดินทางกันต่อ อีก 60 กิโลเมตร
วันนี้ แม้จะเป็นการเดินทางที่ไม่ไกลนักเมื่อเทียบกับวันก่อนๆ แต่สิ่งที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า ให้พวกเราทั้งขบวน ตั้งแต่เริ่มเดินทาง ก็คือ ปริมาณรถยรรทุกหัวลากขนาดใหญ่ ที่วิ่งกันเพ่นพ่านเต็มไปหมด ที่เวียตนามนี่ รถยรรทุกหน้ายาว พวก Freightliner หรือ Kenworth จากอเมริกา มีให้เห็นค่อนข้างเยอะ ต้องขับไปคอยระแวงไปหมด ตั้งแต่รถบรรทุก จักรยานยนต์ จักรยานถีบ คนเดินข้ามถนน และอีกสารพัดรูปแบบ
เหมือนจะจับจุดได้แล้วว่า คนเวียตนาม เขาจะเดินหน้าเป็นหลัก โดยแทบไม่เหลียวข้าง แลหลัง กันเลย คิดแต่ว่า กูไปก่อน กูไปก่อน กูไปก่อนน กูต้องปายยยยยยก่อนนนน
หลังจากฝ่าสารพัดการจราจรอันวุ่นวาย ทั้งบนถนนสวนกันสองเลน บนทางด่วน ผ่านระบบ ETC รวมทั้งสภาพสารพัดรถรากลางใจเมือง เรามาถึงโรงแรม Century Riverside Hotel ริมแม่น้ำ หลางเมืองเว้ มันอาจจะเป็นโรงแรมเก่า อายุหลายสิบปี แต่อยู่ใกล้กับสถานบันเทิง ร้านค้าต่างๆ สะดวกต่อการช้อปปิ้งพอสมควร
เราจอดรถ เข้าห้องน้ำ แล้วขึ้นรถบัส เดินทางไปชม พระราชวังต้องห้ามของกษัตริย์ Bao Di รวมทั้งสุสานเก่าของตระกูลองค์จักรพรรดิ ซึ่งดูเหมือนว่า พี่แชมป์ Producer ของเรา เจอพลังงานบางอย่างที่ดูไม่ค่อยอยากให้เราไปเยือนเท่าไหร่
รับประทานอาหารเย็นเสร็จ ออกมาซื้อข้าวของเล็กๆน้อยๆ ที่ ห้าง Go ซึ่งก็คือ BigC จากเมืองไทย มาตั้งที่ Vietnam นี่เองแหละ
ได้นั่ง Grab ทั้ง Mitsubishi Expander ที่คนไทยคุ้นเคย แบะ Vinfast Limo SUV EV รุ่นล่าสุด ที่คนไทยไม่คุ้นเลย เยาะหลังสูงมาก แต่พื้นที่ Headroom เหลือ 4 นิ้วในแนวนอน เบาะวาวแบบ Theatre เลยสูงกว่าเบาะหน้า ภายในให้ฟีล รถจีนที่ขายในไทย ไม่แย่นัก ใช้ได้อยู่
เคลียร์ค่าน้ำมันกับทางคณะทัวร์ เท่ากับว่า เราจ่ายค่าน้ำมันตลอดระยะเวลาที่อยู่ใน Vietnam ไปแค่ 5,280 บาท!! (ลิตรละราวๆ 20 กว่าบาท สำหรับ น้ำมันเบนซิน Octane 95 ของ Petrolimex) ก็นับว่าถูกกว่าที่คิดจริงๆ
พรุ่งนี้แล้วสินะที่เราต้องกลับไปยังประเทศไทย….และเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเดินทางในทริปนี้เสียที…

Day : 10 (Last day)

[Lao – Vietnam]

10 ธันวาคม 2025
7.30 น.
บรรยากาศริมแม่น้ำยามเช้า มีฝนปรอยๆ ตกลงมา วันนี้คือวันที่เราจะเดินทางกลับประเทศไทย สารภาพเลยว่า เป็นวันที่ผมลุ้นมากที่สุดในบรรดาทุกวันที่ผ่านมา
ช่วงแรกของการเดินทาง เราออกจากโรงแรม Century Riverside ลัดเลาะเขตเมืองออกไปจนถึงนอกเมือง เราใช้บริการทางด่วนสร้างใหม่ บางช่วงสวนกัน 2 เลน บางช่วงก็ 4 เลน
พอลงทางด่วน หลังแวะเข้าห้องน้ำ เราก็เริ่มกลับมาเจอกับ เขตชุมชน ไปจนถึงเขตโรงเรียน รถบัสสีแดงท้องถิ่นบ้าๆ ก็ก่อวีรกรรม พุ่งแซง หน้าโรงเรียน โดยไม่สนใจเลยว่า เด็กๆยืนอยู่หน้าโรงเรียนกันเพียบเลย
เราขับผ่านเส้นทางลำเลียงเสบียง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ในสมัย โฮ จิมินห์ (Ho Chi Minh Tay) เป็นเส้นทางที่ทำให้ ประเทศ Vietnam รวมกันได้ บางจังหวะ ก็มีเด็กๆยืนออกกันริมถนนฝั่งขวา ขณะที่ฝั่งซ้าย มีทั้งมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงรถบัสและรถพ่วงเต็มไปหมด การจราจรค่อนข้างหนาแน่น เคลื่อนตัวช้า สลับหยุดนิ่งในบางจุดที่ค้องสบับกันข้ามสะพานที่กำลังก่อสร้าง
มีการปิดถนนบางช่วง เพื่อสลับเลนกันวิ่ง เนื่องจากการซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุดตามไหล่เขา มอเตอร์ไซค์ที่นี่ ยังคงตัดหน้าแบบไม่สนสี่สนแปดแม้ในระยะกระชั้นชิดตามเดิม
เมื่อมาถึงร้านอาหารใกล้ด้านชายแดน เราร่ำลากันกับ ดัง ไกด์ชาว Vietnam ที่พูดภาษาไทยได้ในสำเนียง Monotone ปละชอบร้องเพลง โอ๊ย โอ๊ย เวอร์ขันของ เบน ชลาทิศ มากๆ เจ้าตัวก็พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุด จนบางอย่างก็แอบเกินหน้าที่ไปด้วยซ้ำ แต่ ดังเขาก็เต็มใจ Support คณะของเราอย่างดี
ด้วยขั้นตอนการผ่านแดน ที่รวดเร็ว สะดวกสบาย ทำให้เราข้ามเข้ามาสู่เขตแดนประเทศลาว ได้ไวมากๆ ตลอดระยะทางอีก 240 กิโลเมตร แม้ว่า สภาพพื้นผิวถนนจะราบเรียบกว่า ช่วงขาไป อย่างมาก แต่ด้วยลักษณะถนนสวนกัน 2 เลน เต็มไปด้วยรถบรรทุกขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ รถจักรยานยนต์ทั้งแบบธรรมดา และแบบพ่วงข้าง รวมทั้ง SUV เจ้าถิ่นบ้าพลังทั้งหลาย ที่เราต้องทั้งหลบ แซง และแล่นสวนทาง กับพวกเขา
เราต้องเดินทางไปพบเจอจังหวะลุ้นระทึกหลายต่อหลายครั้ง ไม่เว้นแม้แต่การเจอกับ รถบัสบรรทุกอาม่า ที่ขับเร็ว แซงขบวนของพวกเรารวดเดียว 10 กว่าคัน จนสงสัยว่า ไอ้คนจับมันจะรีบพาอากงอาม่าบนรถไปขึ้นสวรรค์หรืออย่างไรนั่น
ท้ายที่สุด เรามาถึงด่านชายแดนฝั่งลาว ขับผ่านจุดสลับเลนรถ และข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย ลาว และเข้ามาผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ที่ด่านจังหวัดมุกดาหาร Passport ของทั้งคนขับ ผู้โดยสารและของรถ ก็ถูกส่งคืนถึงมือ และเราก็มาถึงจุดที่ต้องร่ำลากัน
สำหรับผมแล้ว นี่คือ Re-Union trip จากกลุ่มพี่ๆเพื่อนๆ ที่ไปเยือนเมืองจีน และเราได้ต้อนรับเพื่อนสมาชิกใหม่ๆ อีกหลายท่าน ที่มีวิถีขีวิต วิธีคิด และการใช้ชีวิตที่คล้ายกัน ไปในทิศทางเดียวกัน เราได้เรียนรู้ทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่าง การอยู่กับผู้คนที่เราไม่คุ้นเลย จนคุ้นเคยกันดี ได้ฝึกฝนตัวเองในเรื่องต่างๆให้ดีขึ้น
อยากจะขอบคุณ สมาชิกร่วมทริปทุกท่าน ที่ทำให้ตลอด 11 วัน ใน 3 ประเทศ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความสุข ความตื่นตาตื่นใจ และความอิ่มเอมในจิตใจ ที่ได้พบเจอแต่ประสบการณ์ดีๆ ทั้งจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และมิตรภาพที่ดียิ่ง จากเพื่อนร่วมทริปทุกท่าน
ได้แต่หวังว่า ทริปหน้า เราจะได้เจอกันอีก….
————————///————————-
ขอขอบคุณ 
บริษัท T.C. Subaru จำกัด 
สำหรับการเดินทางที่ดีงามในทริปนี้
คุณคริส และคุณกอล์ฟ จาก เพจ “พวกเราไป Journey มา” 
และ พี่พจ กับ คุณนัทตี้ จาก Discovery Indo-China Caravan
ที่ร่วมพาพวกเราเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้

——————————————————-

J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นผลงานของผู้เขียน
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
31 ธันวาคม 2025

Copyright (c) 2025 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole
without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
December 31th, 2025

แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! Click here