ขณะที่ Stellantis กำลังพาตัวแทนจำหน่ายในสหรัฐฯ ไปพรีวิวรถกระบะ Mid-Size Dakota รุ่นใหม่สำหรับตลาดอเมริกาเหนือในงาน National Automobile Dealers Association (NADA) ที่ลาสเวกัส อีกฟากหนึ่งของทวีปอเมริกา (บราซิล) แบรนด์ RAM ได้เปิดตัว Dakota อีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่ทำตลาดในอเมริกาใต้โดยเฉพาะ การเปิดตัวครั้งนี้ต่อยอดจากการเผยโฉมก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พร้อมภาพชุดใหม่และรายละเอียดเพิ่มเติมบางส่วน

 

Dakota เวอร์ชั่นอเมริกาใต้ใช้โครงสร้างตัวถัง (ladder-frame) ร่วมกับ Kaicene F70 และ Changan Hunter (หรือ Lantazhe) จากจีน รวมถึงรุ่นที่ทำตลาดในภูมิภาคอื่นๆอย่าง Fiat Titano Ram 1200 และ Peugeot Landtrek อย่างไรก็ตาม Dakota ถูกวางตำแหน่งให้ดูพรีเมียมกว่ารถแฝดร่วมงานวิศวกรรม

โดย Ram ได้เผยข้อมูล Dakota จำนวน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Laramie ที่ตกแต่งเน้นความหรูหรา โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียม ตราสัญลักษณ์โครเมียม กระจกมองข้างโครเมียม และซุ้มล้อสีเดียวกับตัวรถ

 

และรุ่นย่อย Warlock ที่มาในมาดเข้มเน้นการใช้งานแบบสมบุกสมบันมากกว่า มาพร้อมกระจังหน้าสีดำ ฝาครอบกระจกและซุ้มล้อโทนสีเข้ม รวมถึงล้อขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางออลเทอร์เรนขนาด 265/65 นอกจากนี้กระบะท้ายยังมีโรลบาร์ (sports bar) เพื่อเพิ่มทั้งความสวยงามและการใช้งาน

ทั้ง 2 รุ่นมีสีตัวถังให้เลือก ได้แก่ สีขาว Glacier White สีเงิน Knox Silver สีเทา Graphite Gray และสีดำ Absolut Black

 

ภายในห้องโดยสารดูน่าใช้งาน มาพร้อมหน้าจอมาตรวัด Full DIgital ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอ Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย กล้องมองรอบคัน 540 องศา สำหรับการขับขี่ฝ่าอุปสรรคต่างๆ ระบบปรับอากาศแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา ระบบเตือนมุมอับสายตา และระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน

นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุนุ่มสัมผัส (soft-touch) และหนังสังเคราะห์ เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า ช่องชาร์จ USB จำนวนหลายจุด และพื้นที่เก็บของจำนวนมาก

 

Dakota ทุกรุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ความจุ 2.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 197 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบทำงานตลอดเวลา (permanent 4WD) รองรับการลากจูงได้สูงสุด 3,500 กก. บรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 1,020 กก. และกระบะท้ายมีความจุ 1,210 ลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในกลุ่มนี้

 

หนึ่งในการอัปเกรดสำคัญคือการติดตั้งเฟืองท้ายล็อกได้ (locking rear differential) ที่สั่งงานด้วยปุ่มกด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยังสามารถปรับน้ำหนักพวงมาลัยได้ถึง 3 ระดับ และเลือกโหมดการขับขี่ได้ทั้ง Normal Sport Snow และ Sand/Mud

แม้อาจดูเป็นโอกาสดีในการนำรุ่นนี้ไปขายในอเมริกาเหนือ แต่ Ram ทำเช่นนั้น โดยตลาดสหรัฐฯ จะได้ใช้ Dakota อีกเวอร์ชั่นที่ใช้โครงสร้างแบบ body-on-frame และเครื่องยนต์คนละแบบ คาดว่าจะเปิดตัวในสหรัฐฯ ราวปี 2028

ที่มา: Carscoops