Mazda ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ที่ได้คะแนนสูงสุดในการประเมินความปลอดภัย Safety Verdict รูปแบบใหม่ของสำนัก Consumer Reports (CR) จากอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นการประเมินความปลอดภัยรถยนต์แบบรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ความแข็งแรงในการปกป้องผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ความสามารถในการควบคุมรถในสถานการณ์ฉุกเฉิน เทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่ให้มาเป็นมาตรฐาน ไปจนถึงความใช้งานง่ายของปุ่มและระบบควบคุมภายในรถ โดยผลการทดสอบปีนี้ทาง Mazda ทำผลงานได้ดีกว่าทุกแบรนด์ รวมถึง Volvo ที่มักถูกยกให้เป็นผู้นำด้านความปลอดภัย

 

CR ชี้ว่าความปลอดภัยของรถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้วัดแค่ตอนเกิดอุบัติเหตุ แต่รวมถึงความสามารถในการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุด้วย CR จึงนำหลายปัจจัยมารวมอยู่ใน Safety Verdict เพื่อสะท้อนภาพรวมความปลอดภัยจริงของรถแต่ละรุ่น

 

การประเมินแบ่งเป็นหลายระดับ เริ่มจากระดับ “Basic” ที่ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของ NHTSA ส่วนระดับ “Better” จะดูเพิ่ม เช่น ผลทดสอบการควบคุมและการเบรก คะแนนการชนด้านหน้ามุมเล็กและการชนด้านข้างจาก IIHS รวมถึงการมีระบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือสี่ล้อเป็นมาตรฐาน ซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นบนถนนลื่น

 

รถที่มีน้ำหนักอย่างน้อย 2,500 ปอนด์ (1,134 กก.) จะได้เปรียบด้านคะแนน เพราะรถที่เบากว่ามีความเสี่ยงมากกว่าเมื่อเกิดการชน ถึงอย่างนั้น Mazda ก็ยังทำคะแนนรวมได้สูงสุด แม้จะมี MX-5 Miata ที่น้ำหนักต่ำและขับเคลื่อนล้อหลังเป็นหลัก

ในระดับสูงสุด “Best” CR จะพิจารณาว่าระบบภายในรบกวนสมาธิผู้ขับหรือไม่ มีระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เตือนมุมอับสายตา และเตือนรถตัดผ่านด้านหลังเป็นมาตรฐานหรือเปล่า รวมถึงต้องได้คะแนนการชนในระดับดี ขณะที่ Tesla และ Volvo แม้ผลทดสอบการชนดี แต่เสียคะแนนจากระบบควบคุมที่ทำให้ผู้ขับเสียสมาธิ

 

ถึงแม้ Mazda จะโดดเด่นจากแนวคิดความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ทำให้รถหลายรุ่นของแบรนด์คว้ารางวัล Top Safety Pick+ จาก IIHS ยกตัวอย่างเช่น CX-70 ก็ได้คะแนนเกือบเต็มจากทั้ง IIHS และ NHTSA ผู้บริหาร Mazda ระบุว่าความปลอดภัยคือหัวใจของปรัชญาวิศวกรรมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่า CX-5 รุ่นใหม่ที่มาพร้อมหน้าจอมาตรวัดและ Interface มากขึ้นจะรักษามาตรฐานนี้ได้หรือไม่ โดยในการจัดอันดับล่าสุด Mazda ตามมาด้วย Genesis Acura Lincoln และ Hyundai ซึ่งสะท้อนว่าเกณฑ์ใหม่ของ CR พยายามมองความปลอดภัยอย่างสมดุล ทั้งการป้องกันอุบัติเหตุและการลดความเสี่ยงระหว่างการขับขี่จริง

ที่มา: Autoblog