Ford ขาดทุนหนัก 8.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (254,954,400,000 บาท) ในปี 2025 ที่ผ่านมา จากปัญหาธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำให้ต้องรายงานค่าใช้จ่ายค่าครั้งใหญ่ พร้อมกันนั้นยอดขายรวมยังถูก BYD จากจีนแซงหน้าไปแล้ว

 

ในปี 2025 Ford มียอดขายส่งมอบ (wholesale) ทั่วโลก 4,394,000 คัน ขณะที่ BYD ทำได้ราว 4.6 ล้านคัน ส่งผลให้ BYD ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 6 ของโลกตามปริมาณ แม้ BYD ยังไม่ประกาศคาดการณ์ปี 2026 และช่วงหลังยอดผลิตกับยอดขายเริ่มชะลอลงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

 

ระหว่างการแถลงผลประกอบการปี 2025 Jim Farley CEO ของ Ford เตือนว่าผู้ผลิตรถจากจีนคือตัวแปรสำคัญที่คาดเดายากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์โลก จากการอุดหนุนการผลิตอย่างหนักหน่วงและอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอ จนต้องเร่งส่งออกรถไปต่างประเทศ

Farley ตั้งคำถามว่า ผู้ผลิตจีนจะเปลี่ยนเกม ด้านอำนาจการตั้งราคาได้อย่างไร หากเพิ่มการส่งออกมากขึ้น พร้อมยอมรับว่าสภาพการแข่งขันที่มีการอุดหนุนสูงเช่นนี้ทำให้ Ford จำเป็นต้องปรับโครงสร้างต้นทุนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงด้านราคา

 

อย่างไรก็ตามการขาดทุนก้อนโตของ Ford ถือว่าอยู่ในความคาดหมาย จากการปรับทิศทางธุรกิจ EV รวมถึงการยกเลิกแผนพัฒนารถ EV หลายรุ่น เช่น SUV ขนาดใหญ่สำหรับตลาดสหรัฐ รถเชิงพาณิชย์ และรถปิกอัพเจเนอเรชันใหม่ โดยส่วนใหญ่ของการจัดจำหน่ายเกิดขึ้นในไตรมาสสุดท้าย ทำให้ขาดทุนไตรมาส 4 สูงถึง 11.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,451,378,777,500 บาท

Ford ยังปรับกลยุทธ์ EV ในสหรัฐอเมริกาหันไปพัฒนางานวิศวกรรมพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำเพื่อรองรับรถไฟฟ้าราคาเข้าถึงง่ายในอนาคต นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าในปี 2025 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ขาดทุนจากภาษีมากกว่าที่คาดไว้เดิมถึงสองเท่า ส่วนหนึ่งเพราะกฎใหม่ทำให้ไม่สามารถใช้มาตรการหักลบภาษีบางรายการได้

ปัจจุบัน Ford แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Ford Blue (รถ ICE และ HEV) Ford Model E (รถ EV และ Range Extender) และ Ford Pro (รถเพื่อการพาณิชย์) โดย Ford Blue มียอดขายลดลง 5% เหลือ 2.73 ล้านคัน Model E โตจาก 105,000 เป็น 178,000 คันจากการขยายไลน์อัพ EV ในยุโรป ส่วน Ford Pro ทรงตัวที่ราว 1.49 ล้านคัน 

ที่มา: Autocar UK