ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน หลังจำนวนการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี สาเหตุหลักมาจากการยุติมาตรการเครดิตภาษีของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง โดยข้อมูลจาก S&P Global Mobility ระบุว่า ยอดจดทะเบียน EV ลดลง 0.4% ในปี 2025 ซึ่งแตกต่างจากช่วงต้นทศวรรษที่ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ความต้องการรถ EV ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่าระหว่างปี 2019–2024 โดยปี 2021 เติบโตสูงถึง 88% ต่อปี ก่อนจะชะลอลงเหลือ 11% ในปี 2024 และเข้าสู่ภาวะติดลบในปี 2025 ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2016 รวมแล้วมีการจดทะเบียนรถไฟฟ้าประมาณ 1.3 ล้านคัน คิดเป็น 7.8% ของตลาดรถยนต์รวม 16.25 ล้านคัน ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวมยังเพิ่มขึ้น 2.2% และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดในปี 2020
การชะลอตัวของตลาด EV เกิดขึ้นในช่วงที่ Donald Trump กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีนโยบายที่ไม่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า แตกต่างจากแนวทางของ Joe Biden ก่อนหน้านี้ มาตรการสำคัญคือการยุติสิทธิ์เครดิตภาษีรถ EV ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2025 ซึ่งได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ช่วงต้นปี 2025 ตลาดยังคงเติบโตได้ โดยยอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 4.6% และในไตรมาสที่ 3 ยอดขายกลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษีก่อนหมดอายุ อย่างไรก็ตาม หลังเดือนตุลาคมตลาดกลับชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าตลาดแตะจุดต่ำสุดแล้ว
นักวิเคราะห์มองว่าตลาดอาจเริ่มทรงตัวในปี 2026 เมื่อมีรถรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่คาดว่าในท้ายที่สุดรถ EV จะสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินสนับสนุนจากภาครัฐในระยะยาว
แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว แต่ผู้ผลิตบางรายยังเติบโตสวนกระแส เช่น Lucid Motors, Maserati และ Cadillac โดยเฉพาะ Cadillac ที่มียอดจดทะเบียนในปี 2025 จำนวน 50,065 คัน เพิ่มขึ้นถึง 73% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่หลายรุ่น และยังคงรักษาการเติบโตได้แม้หลังสิทธิ์เงินคืนภาษีสิ้นสุดลง
ที่มา: Autoblog
