ในขณะที่ค่ายรถจีนกำลังรุกตลาดยุโรปอย่างรวดเร็ว จนทำให้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็นกว่า 6% ในปี 2025 ส่งผลให้ผู้ผลิตท้องถิ่นต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถ BEV และ Plug-in เนื่องจากรถจีนสามารถตั้งราคาใกล้เคียงกับรถเครื่องยนต์สันดาปได้ เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ที่มีต้นทุนต่ำและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง Stellantis ซึ่งมีแบรนด์ยุโรปจำนวนมากอยู่ในมือ ได้ตัดสินใจเลือกแนวทางตอบโต้ที่แตกต่างออกไป โดยเตรียมนำเครื่องยนต์ดีเซลกลับมาจำหน่ายอีกครั้วในรถหลายรุ่น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับรถจากจีน โดยบริษัทระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า และมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตในตลาด

 

นับตั้งแต่ปลายปี 2025 Stellantis เริ่มนำเครื่องยนต์ดีเซลกลับมาใช้ในรถหลายรุ่นภายใต้แบรนด์ต่างๆ เช่น Peugeot Citroën DS Automobiles และ Opel โดยรุ่นที่กลับมามีตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลอีกครั้ง ได้แก่ Peugeot 308 DS 4 รวมถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์อย่าง Opel Combo Peugeot Rifter Citroën Berlingo และ Fiat Qubo ขณะที่รถ MPV อย่าง Opel Zafira Peugeot และ Citroën SpaceTourer ยังได้รับเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตรใหม่เพิ่มเติมจากรุ่นไฟฟ้าล้วน

 

 

นอกจากนี้ Stellantis ยังยืนยันว่าจะยังคงผลิตรถดีเซลในบางรุ่นต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เช่น DS 7 Alfa Romeo Tonale Alfa Romeo Stelvio และ Alfa Romeo Giulia รวมถึงรถครอบครัวราคาประหยัดอย่าง Fiat Tipo ที่ยังคงมีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกต่อไป

การกลับมาเน้นเครื่องยนต์ดีเซลสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์จากเดิมที่ Stellantis เคยตั้งเป้าจะเปลี่ยนไปขายรถ BEV ในยุโรปภายในปี 2030 ภายใต้แผน “Dare Forward 2030” แต่ต้องยกเลิกเป้าหมายดังกล่าว เนื่องจากยอดขายรถไฟฟ้าเติบโตช้ากว่าที่คาด และกฎควบคุมมลพิษในยุโรปมีความผ่อนคลายมากขึ้น เช่นเดียวกับค่ายรถอื่นๆ ที่ปรับแผนกันตั้งแต่ช่วงปี 2024-2025 เป็นต้นมา

 

ถึงแม้ในอดีตรถดีเซลเคยครองส่วนแบ่งตลาดยุโรปมากกว่า 50% แต่ภายหลังจากที่เหตุการณ์ Volkswagen Dieselgate หรือการทุจริตผลทดสอบด้านมลภาวะของเครื่องยนต์ดีเซล ความนิยมเครื่องยนต์ดีเซลก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงราคาจำหน่ายที่มักจะแพงกว่าขุมพลังเบนซิน โดยในปี 2025 รถดีเซลมีสัดส่วนเพียง 7.7% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในยุโรป เทียบกับรถ BEV ที่มีสัดส่วน 19.5% อย่างไรก็ตาม Stellantis เชื่อว่าการมีตัวเลือกระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย รวมถึงดีเซลที่มีราคาถูกกว่าขุมพลัง BEV จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรปได้มากขึ้น

ที่มา: Autoblog