ผู้บริหารของ Mazda Motor America เชื่อว่ารถขุมพลัง Hybrid จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันยอดขายสู่สถิติใหม่ มากกว่าการเร่งพัฒนารถไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ (EV) โดย Jim Donnelly CEO ของอเมริกาเหนือคาดว่าแบรนด์จะสามารถทำยอดขายในสหรัฐเกิน 400,000 คันต่อปี และอาจสร้างสถิติใหม่ได้ภายในปี 2026 ด้วยการนำขุมพลัง Hybrid เป็นที่ตั้ง

 

กลยุทธ์หลักคือการเปิดตัวครอสโอเวอร์เจเนอเรชันใหม่ของ Mazda CX-5 ซึ่งจะเป็นรถรุ่นแรกของบริษัทที่ใช้ระบบ Hybrid ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด ก่อนหน้านี้ Mazda มักเลือกเดินในเส้นทางของตัวเองด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ เช่น การใช้เครื่องยนต์โรตารี แต่ตอนนี้บริษัทเริ่มปรับตัวเข้าสู่กระแสการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านสมรรถนะการขับขี่

 

ปัจจุบัน Mazda มีระบบ Hybrid หลายรูปแบบในไลน์อัพ เช่น ระบบ Hybrid ที่พัฒนาร่วมกับ Toyota ซึ่งใช้ใน Mazda CX-50 รวมถึงระบบ Plug-in hybrid ใน Mazda CX-70 และ Mazda CX-90 นอกจากนี้ยังมีระบบ SkyActiv-Z hybrid ที่กำลังซุ่มพัฒนา ซึ่งอาจถูกนำไปใช้กับหลายรุ่นในอนาคต

 

ในด้านรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ Mazda เคยเปิดตัว Mazda MX-30 ในตลาดสหรัฐ แต่ยอดขายไปได้ไม่สวยนัก ทำให้ถูกถอนออกจากตลาด อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้ละทิ้ง EV โดยสิ้นเชิง และยังมีแผนพัฒนารถไฟฟ้ารุ่นใหม่ในระยะยาว แม้ว่ากำหนดการเปิดตัวอาจถูกเลื่อนออกไป

 

Mazda ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์โรตารี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยกำลังพัฒนาเวอร์ชันที่ใช้เป็น range extender สำหรับรถไฟฟ้า และเคยโชว์แนวคิดนี้ผ่านต้นแบบ Mazda Vision X-Coupe ในงาน Japan Mobility Show 2025 ซึ่งมีแนวคิดระบบดักจับคาร์บอนจากไอเสียเพื่อช่วยลด CO₂ ในบรรยากาศ

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในกลยุทธ์ของ Mazda คือ “ความคุ้มค่า” เนื่องจากราคารถใหม่ในสหรัฐทะลุระดับ 50,000 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าถึงรถใหม่ได้ยาก บริษัทจึงยังคงให้ความสำคัญกับรถราคาย่อมเยาอย่าง Mazda3 ซึ่งมีราคาเริ่มต้นประมาณ 24,550 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเริ่มต้นมากขึ้น

แม้ตลาดรถซีดานในอเมริกาจะหดตัวลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ Mazda เชื่อว่ายังมีความต้องการอยู่ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคต้องการรถที่ราคาจับต้องได้มากขึ้น ด้วยแนวทางผสมผสานระหว่างรถ Hybrid รถราคาประหยัด และเทคโนโลยีเฉพาะตัว Mazda จึงหวังว่าจะสามารถกลับมาสร้างสถิติยอดขายใหม่ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ที่มา: Autoblog