การตัดสินใจของ Honda ในการล้มแผนการพัฒนารถยนต์ขุมพลังไฟฟ้าล้วนจำนวน 3 รุ่นที่แต่เดิมจะต้องเข้าสู่ไลน์การผลิตในสหรัฐฯ ได้แก่ Honda 0 SUV Honda 0 Sedan และ Acura RSX EV ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์และอาจมีผลกระทบอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองคืออนาคตของโครงการร่วมทุนระหว่าง Sony Group Corporation และ Honda ภายใต้ชื่อ Sony Honda Mobility ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2022 เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Afeela ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยได้เริ่มจากการเปิดตัวรุ่น Afeela 1 ที่ขณะนี้กำลังเผชิญความไม่แน่นอนของความเป็นไปได้ในการทำตลาดจริง
Sony Honda Mobility ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน Akiko Itoga ที่ระบุว่าบริษัทได้รับทราบการตัดสินใจของ Honda แล้ว และบริษัทแม่ทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกันเกี่ยวกับผลกระทบต่อโครงการ Afeela โดยในขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม และยังคงดำเนินงานตามปกติต่อไป
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ถือว่าไม่สู้ดีนักสำหรับ Sony Honda Mobility เนื่องจากดูเหมือนว่ายังไม่มีแผนสำรองที่ชัดเจน ขณะที่ Afeela 1 ซึ่งถูกวางให้เป็นคู่แข่งของ Tesla Model S Lucid Air BMW i5 และ Mercedes-Benz EQE ก็ถูกพัฒนาบนแพลตฟอร์มเดียวกับ 0 Series ของ Honda ที่เพิ่งถูกยกเลิกไป
แม้ Honda อาจมีข้อผูกพันตามสัญญากับ Sony แต่การยกเลิกโครงการ EV ของตนเองจำนวนมากถึง 3 รุ่น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าบริษัทจะยังคงลงทุนในงานวิศวกรรมพื้นฐานนี้ต่อหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่า Honda อาจต้องแบกรับผลขาดทุนสูงถึง 15.7 พันล้านดอลลาร์จากการยกเลิกดังกล่าว
ในด้านความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์ Afeela 1 ถือว่าไปไกลกว่ารถในตระกูล 0 Series อย่างมีนัยสำคัญโดยแต่เดิมมีแผนเริ่มส่งมอบในรัฐแคลิฟอร์เนียภายในปีนี้สำหรับรุ่น Signature ขณะที่รุ่นเริ่มต้น Origin จะตามมาในปี 2027 และยังมีการเผยต้นแบบ SUV ในงาน CES 2026 ที่ผ่านมาอีกด้วย

จุดเด่นของ Afeela 1 คือการเป็น “ศูนย์รวมความบันเทิงเคลื่อนที่” ด้วยการผสานเทคโนโลยีจาก Sony Group Corporation ไม่ว่าจะเป็นระบบเกม PlayStation ระบบเสียง 28 ลำโพง คอนโซลหน้าขนาดใหญ่ ระบบ AI และระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 ที่ใช้เซ็นเซอร์กว่า 40 จุด
ตัวรถมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้กำลังสูงสุด 500 แรงม้า อัตราเร่งจากความเร็ว 0-60 ไมล์/ชม. ภายในเวลา 4.2 วินาที ใช้แบตเตอรี่ความจุ 91 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดประมาณ 300 ไมล์ หรือประมาณ 482.8 กิโลเมตร (มาตรฐาน EPA) โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 89,900 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,908,265 บาท) สำหรับรุ่น Origin และ 102,900 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,328,815 บาท) สำหรับรุ่น Signature อนาคตของโครงการนี้จะเป็นอย่างไร เรายังคงต้องจับตาดูกันต่ออย่างใกล้ชิด
ที่มา: Autoblog
