BMW กำลังวางยุทธศาสตร์การพัฒนารถซีดานขนาดกลางอย่าง 5-series โดย i5 รุ่นถัดไปจะเปลี่ยนไปใช้งานวิศวกรรมพื้นฐานขุมพลังไฟฟ้าเฉพาะทาง Neue Klasse แยกจาก 5-Series รุ่นเครื่องยนต์สันดาปอย่างชัดเจน ตามแนวทางเดียวกับที่บริษัทเพิ่งเริ่มใช้กับ BMW i3 / BMW 3 Series และ BMW iX3 / BMW X3 ไปก่อนหน้านี้
ปัจจุบัน i5 และ 5-Series ใช้โครงสร้างร่วมกันบนงานวิศวกรรมพื้นฐาน CLAR ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกแทบไม่ต่างกันมากนัก แต่ในเจเนอเรชันถัดไป BMW ต้องการให้รถไฟฟ้ามีสัดส่วนมิติตัวถังเฉพาะของตัวเอง ทั้งระยะฐานล้อยาวขึ้น ช่วงยื่นตัวถังสั้นลง และห้องโดยสารที่ได้ประโยชน์จากการไม่มีข้อจำกัดของเครื่องยนต์วางตามยาวแบบเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์สันดาป
แนวคิดนี้สะท้อนคำอธิบายของ Joachim Post ซึ่งระบุว่าเทคโนโลยีใหม่ของ BMW จะถูกนำไปใช้ได้กับทั้งไลน์อัพผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้าง economy of scale และทำให้งานวิศวกรรมพื้นฐาน Neue Klasse กลายเป็นแกนหลักของรถไฟฟ้ารุ่นใหญ่ในอนาคต รวมถึง i5 และแม้แต่ i7 ก็ตาม
ก่อนถึงการเปลี่ยนเจเนอเรชันอย่างเต็มรูปแบบ BMW จะปรับโฉม i5 และ 5-Series รุ่นปัจจุบันภายในปี 2027 โดยนำงานวิศวกรรมพื้นฐาน Neue Klasse เข้ามาใช้กับไฟหน้า กระจังหน้า และระบบ Infotainment แต่โครงสร้างหลักยังคงเป็นงานวิศวกรรมพื้นฐาน CLAR เช่นเดิม ซึ่งหมายความว่าการแยกทางจริงจะเกิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษนี้เมื่อเจเนอเรชั่นใหม่เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อย้ายไปใช้งานวิศวกรรมพื้นฐานขุมพลังไฟฟ้าเฉพาะ i5 จะมีอิสระด้านดีไซน์มากขึ้น และอาจมีสัดส่วนตัวถังแบบ cab-forward คล้ายที่เห็นใน i3 ใหม่ ซึ่งแตกต่างจาก 5-Series ที่ยังต้องรองรับเครื่องยนต์เบนซิน ดีเซล และ Plug-in hybrid ต่อไป ทำให้ทั้งสองรุ่นแม้ใช้ชื่อใกล้กัน แต่จะยิ่งมีบุคลิกต่างกันมากขึ้นในเชิงวิศวกรรม
BMW ยังพยายามรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพแอโรไดนามิกกับภาพลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์ โดยหลีกเลี่ยงรูปทรงลู่ลมแบบสุดขั้วที่เคยถูกวิจารณ์ในรถอย่าง Mercedes-Benz EQE และ Mercedes-Benz EQS ดังนั้น i5 ใหม่จึงน่าจะยังคงเส้นสายซีดานหรูแบบ BMW แต่ซ่อนพื้นฐาน EV ที่แตกต่างไว้ภายในอย่างชัดเจน
ที่มา: Carscoops
