Toyota ทวีปยุโรปเดินหน้าปรับโฉม Yaris Cross เวอร์ชั่น TNGA-B ด้วยการอัพเดตดีไซน์และอุปกรณ์ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อรักษาตำแหน่งรถขายดีที่สุดของแบรนด์ในภูมิภาคยุโรป โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว Toyota กวาดยอดขาย Yaris cross ได้ถึง 200,000 คัน สะท้อนความนิยมในกลุ่ม B-SUV ได้อย่างชัดเจน

 

การปรับโฉมครั้งนี้ยังคงยึดแนวคิด “Kaizen” หรือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย Toyota Motor Corporation มุ่งเน้นการยกระดับรายละเอียดรอบคันมากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างหลัก เพื่อให้ Yaris Cross ยังคงตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าชาวยุโรปทั้งด้านความประหยัด เทคโนโลยี และความอเนกประสงค์

 

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่งานออกแบบด้านหน้าใหม่ ซึ่งมาพร้อมกระจังหน้าลายรังผึ้งตาใหญ่ สีเดียวกับตัวรถ ออกแบบแนวทางเดียวกันกับ Corolla Cross และ RAV4 เสริมด้วยชิ้นส่วนสีดำด้านล่างและโป่งล้อที่ขยายออกใหญ่กว่าเดิม ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ความเป็น SUV ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่ไฟหน้า LED ถูกออกแบบใหม่ให้เฉียบคม พร้อมไฟ DRL ในตัว และล้ออัลลอยขนาด 17–18 นิ้วในรุ่นย่อยระดับบน

Toyota ยังได้เพิ่มสีตัวถังใหม่ ได้แก่ เงิน Precious Bronze แบบทูโทนหลังคาดำ และ Persian Salt ที่เข้ามาแทนสีเดิม เพื่อเพิ่มความหลากหลายและตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างมากขึ้นในตลาดยุโรป

 

ภายในห้องโดยสารมีการปรับรายละเอียดให้ดูพรีเมียมขึ้น เช่น แผงประตูสี Platinum และเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ในรุ่น Design ที่ให้ความกระชับและรองรับสรีระดีกว่าเดิม ส่วนรุ่น Excel ใช้วัสดุผสมกึ่งหนัง พร้อมวัสดุ SakuraTouch® ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็เพิ่มความพรีเมี่ยมได้ อีกทั้งยังลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิตได้ถึง 95% เมื่อเทียบกับหนังแท้

 

อุปกรณ์มาตรฐานถูกยกระดับขึ้น โดยตั้งแต่รุ่น Design ขึ้นไปจะได้ไฟ Ambient Lightตกแต่งภายในห้องโดยสารและแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ขณะที่รุ่น Excel ได้เพิ่มฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าที่หาได้ยากในรถกลุ่มนี้ พร้อมด้วยกระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติในทุกรุ่น เพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือรุ่น Yaris Cross GR Sport ที่เพิ่มความสปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน พร้อมช่วงล่างที่ปรับจูนใหม่ให้ขับสนุกขึ้น ใช้เครื่องยนต์ Hybrid 130 ขับเคลื่อนล้อหน้า และตกแต่งด้วยล้อ 18 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะ พร้อมเบาะสปอร์ตและโลโก้ GR รอบคัน

ด้านขุมพลังรุ่นอื่นๆ Yaris Cross จะมาพร้อมขุมพลัง Hybrid 130 ในทุกรุ่น ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 185 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาประมาณ 10.7 วินาที พร้อมตัวเลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและสี่ล้อ AWD โดยยังคงจุดเด่นด้านความประหยัด ความนุ่มนวล และความปลอดภัยด้วยระบบ Toyota Safety Sense ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในทุกรุ่น

ที่มา: Toyota