Honda Motor Company บริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่นได้ฤกษ์เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ในตลาดบ้านเกิด แต่เปิดตัวในตลาดอื่นภายใต้ชื่อ e:N2 ไปก่อนหน้านี้ โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Insight ที่แปลงกายเป็นรถครอสโอเวอร์ SUV โดยนับเป็นรถเจเนอเรชันที่ 4 ต่อจากขุมพลัง Hybrid 3 เจเนอเรชั่นก่อนหน้า ซึ่งรถรุ่นใหม่นี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นรถ EV ยุคใหม่ที่ผสานดีไซน์ล้ำสมัย ความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่แบบ Honda อย่างลงตัว พร้อมขายในญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2026
Insight EV ยังคงสืบทอดชื่อ Insight จากรถ Hybrid รุ่นบุกเบิกในปี 1999 แต่เปลี่ยนบทบาทใหม่เป็น EV อย่างเต็มรูปแบบ โดยมาพร้อมแนวคิด “Distinctive EV” ที่เน้นความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์และประสบการณ์ใช้งานจริง ถูกพัฒนาบนงานวิศวกรรมพื้นฐาน e:N Architecture F ของ Honda เอง โดยใช้แบตเตอรี่จาก CATL ขนาด 68.8 kWh ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าให้กำลังสูงสุด 201 แรงม้าครอบคลุมตั้งแต่การขับในเมืองไปจนถึงการเดินทางไกลด้วยระยะทางวิ่งสูงสุด 535 กม. (ตามมาตรฐาน WLTC) ชูจุดเด่นตัวถังสไตล์ Fastback SUV ที่หาตัวจับยากในกลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่น
งานออกแบบภายนอกมาในสไตล์เฉียบคมแบบเรียบง่าย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวตลอดเวลาในแบบรถยุคอนาคต ผสานสัดส่วนแบบครอสโอเวอร์ที่ดูแข็งแรงจากระยะใต้ท้องที่ยกสูงขึ้น ขณะที่ภายในเน้นความโอบล้อมผู้โดยสารด้วยเส้นสายโค้งมน ใช้วัสดุคุณภาพสูงแบบ soft-touch และตกแต่งด้วยไฟ Ambient Light ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อทั้งคอนโซลและแผงประตูอย่างกลมกลืน นับว่า Honda ได้จัดเต็มกับงานออกแบบภายในของรถรุ่นนี้อย่างที่ไม่เคยเห็นในรถรุ่นไหนมาก่อน รวมไปถึงพวงมาลัยทรงใหม่อีกด้วย
ด้านการจัดวางพื้นที่ภายในห้องโดยสารได้ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและสบายในทุกตำแหน่ง เบาะหน้ามีตำแหน่งนั่งสูงเพื่อการมองเห็นที่ดี พร้อมหน้าจอ Head-Up Display และมาตรวัดที่แสดงข้อมูลเฉพาะที่จำเป็น ลดการละสายตา ส่วนคอนโซลกลางแบบ Walk-through เชื่อมพื้นที่ซ้าย-ขวาเข้าด้วยกัน เบาะหลังมีพื้นที่วางขากว้างขวางและยังสามาถปรับเอนได้ ขณะที่ห้องเก็บสัมภาระมีพื้นที่ขนาดใหญ่พร้อมระบบปรับระดับพื้นให้เสมอกับเบาะหลังที่พับได้แบนราบ
ฟังก์ชั่นความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารถือเป็นจุดขายสำคัญ เช่น ระบบ Intelligent Heating System ที่ควบคุมอุณหภูมิทั้งคันแบบอัตโนมัติ ระบบตรวจจับผู้โดยสารและปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม พร้อมฟังก์ชั่นฮีตเตอร์แบบแผ่รังสีที่ให้ความอบอุ่นเงียบและประหยัดพลังงานกว่าเดิม รวมถึงระบบน้ำหอม Aroma Diffuser ที่เลือกกลิ่นได้หลายแบบ และชุดเครื่องเสียงพรีเมียมจาก BOSE จำนวน 12 ลำโพง ที่ให้มิติเสียงรอบทิศทาง
สมรรถนะการขับขี่เน้นบาลานซ์ระหว่างความนุ่มนวลและการควบคุมที่แม่นยำ พร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ (NORMAL / SPORT / ECON / SNOW) โดยโหมด SPORT มีระบบ Active Sound Control เพิ่มอารมณ์การขับขี่ให้สอดคล้องกับการเร่งและลดความเร็ว ขุมพลังไฟฟ้าให้แรงบิดสูงทันที พร้อมแบตเตอรี่ความจุสูงและระบบควบคุมอุณหภูมิที่ช่วยให้ประสิทธิภาพคงที่ในทุกสภาพการใช้งาน รองรับชาร์จเร็วประมาณ 40 นาที (ถึง 80%) และจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 1,500W


ไฮไลต์สำคัญคือระบบความปลอดภัย Honda SENSING ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานครบชุด โดยแยกฟังก์ชันหลักได้ดังนี้
- ระบบเบรกอัตโนมัติป้องกันการชน (Collision Mitigation Braking System – CMBS)
- ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาด (ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง)
- ระบบเบรกป้องกันการชนระยะใกล้
- ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยหลบคนเดินถนน
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKAS)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) พร้อมฟังก์ชันตามรถในรถติด
- ระบบช่วยขับขี่ในสภาพรถติด (Traffic Jam Assist)
- ระบบแจ้งเตือนรถคันหน้าเคลื่อนตัว
- ระบบอ่านป้ายจราจร
- ระบบไฟสูงอัตโนมัติ
- ระบบเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Information)
- ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Honda Parking Pilot)
- เซ็นเซอร์รอบคัน
ในด้านการทำตลาด Honda Insight EV ตั้งเป้ายอดขายจำกัดเพียง 3,000 คันในญี่ปุ่น พร้อมราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 5,500,000 เยน มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว Diamond Dust Pearl สีดำ Crystal Black Pearl สีเทา Slate Gray Pearl สีน้ำเงิน Obsidian Blue Pearl และสีใหม่อย่างสีฟ้า Aqua Topaz Metallic II รวมถึงเวอร์ชันพิเศษจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ “Honda ON” ที่มาพร้อมห้องโดยสารสีขาวเฉพาะรุ่น
ที่มา: Honda
