ยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ในเดือนมีนาคม 2026 ของจีนเติบโตอย่างร้อนแรง โดยมียอดส่งออกมากถึง 349,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 139.9% เมื่อเทียบกับปี 2025 สะท้อนการเติบโตแบบก้าวกระโดดของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลก ท่ามกลางปัจจัยสำคัญอย่างราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
แรงหนุนหลักมาจากวิกฤตด้านพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ราคาน้ำมันในหลายภูมิภาคพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากสำนักการเงิน Deloitte ระบุว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อแกลลอน สามารถกระตุ้นยอดขายรถ EV ได้ราว 6% ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญของความต้องการในช่วงนี้
ผู้ผลิตจีนหลายรายเร่งขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดย BYD ส่งออกรถ NEV ได้ถึง 120,000 คัน เพิ่มขึ้น 65.2% ขณะที่ Geely มียอดขายต่างประเทศรวม 81,000 คัน (+120%) และนับเฉพาะรถ NEV ปริมาณสูงถึง 51,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 479% สะท้อนการเติบโตเป็นพิเศษ
สำหรับแบรนด์หน้าใหม่อย่าง Leapmotor ก็ทำผลงานได้ดี ด้วยยอดส่งออก 16,000 คัน (+77.8%) และ GAC Aion ที่ทำได้ 11,000 คัน (+175%) แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นจากจีนกำลังรุกตลาดโลกในวงกว้าง ไม่ใช่แค่แบรนด์ใหญ่อย่าง BYD เท่านั้น
ในตลาดสำคัญอย่างออสเตรเลีย แบรนด์จีนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 25% ทำลายการครองตลาดอย่างยาวนานของญี่ปุ่น ขณะที่ความสนใจในรถ EV ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นราว 50% หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องราคาจำหน่ายของรถ BEV ในประเทศกำลังพัฒนา เช่น โคลัมเบียที่รถ BEV อย่าง BYD Dolphin มีราคาสูงเกินกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานและบริการหลังการขายยังเป็นอุปสรรค เช่น การรออะไหล่นานหลายเดือนในบางประเทศ รวมไปถึงสถานีชาร์จที่มีน้อยกว่าความต้องการ
ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนจากนโยบายของภาครัฐ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราวในออสเตรเลีย แต่ผู้ผลิตจากจีนยังคงเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดย BYD ได้ตั้งเป้ายอดส่งออกปี 2026 เพิ่มเป็น 1.5 ล้านคัน ขณะที่ Geely Leapmotor และ GAC Aion ก็เร่งลงทุนในต่างประเทศ สะท้อนกระแสรถ NEV จากจีนยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจนในตลาดโลก
ที่มา: Carnewschina
