เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2026 BMW เปิดตัว i7 / 7-Series รุ่นปรับโฉมกลางอายุตลาด (LCI) ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์อัปเดตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BMW โดยนำเทคโนโลยีจากยุค Neue Klasse เข้ามายกระดับทั้งงานวิศวกรรม ดีไซน์ และระบบ Digital infotainment แบบก้าวกระโดด พร้อมวางตำแหน่งให้ 7-Series เป็น “Technology Flagship” ถ่ายทอดนวัตกรรมใหม่ไปยังรถรุ่นอื่นในเครือ โดยเตรียมเปิดตัวครั้งแรกในงาน Beijing Auto Show 2026 ก่อนเริ่มผลิตและจำหน่ายจริงช่วงกลางปี 2026

i7 60 xDrive

งานออกแบบภายนอกเน้นแนวคิด Monolithic Surface ที่ลดทอนเส้นสายให้เรียบง่ายมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงความทรงพลังด้วยสัดส่วนตัวถังขนาดใหญ่ กระจังหน้า BMW Kidney Iconic Glow แบบเรืองแสง และไฟหน้า Crystal ดีไซน์บางเฉียบ สร้างเอกลักษณ์ใหม่ของรถหรูยุคไฟฟ้า พร้อมลูกเล่น Dynamic Light Carpet และระบบ Welcome / Goodbye Sequence ที่เชื่อมประสบการณ์ผู้ใช้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตัวรถ ด้านข้างเน้นผิวตัวถังเรียบเนียนตลอดแนว เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 20–22 นิ้ว (มีล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้วติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานครั้งแรกจากโรงงาน) ขณะที่ด้านท้ายติดตั้งไฟดีไซน์ใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น ช่วยเพิ่มความโดดเด่นได้มากกว่ารุ่นก้อนหน้า

740 xDrive

แพ็กเกจตกแต่งมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรุ่น M Performance ที่เน้นความสปอร์ตด้วยกระจังหน้า Air Curtain ขนาดใหญ่ ไฟส่องสว่างรอบคันรมดำและโลโก้ M รวมถึง M Sport และ M Sport Pro ที่เพิ่มความดุดันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกสีตัวถังภายนอกมากกว่า 500 เฉด ผ่านโปรแกรม BMW Individual รวมถึงเทคโนโลยีสี Dual-Finish ผสมผสานงานคราฟต์กับไฮเทค ถือเป็นระดับสูงสุดของงานพ่นสีในปัจจุบัน

i7 60 xDrive

740 xDrive

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “Immersive Luxury” ใช้วัสดุระดับพรีเมียม เช่น Crystal Glass และหนังคุณภาพสูง ผสานไฟตกแต่งภายใน Ambient Light รูปแบบใหม่ที่ออกแบบให้ล้อมรอบผู้โดยสารทั้งคัน พร้อมระบบเครื่องเสียงจาก Bowers & Wilkins สูงสุด 36 ลำโพง รองรับ เทคโนโลยี Dolby Atmos และ 4D Audio ให้มิติเสียงสมจริงระดับโรงภาพยนตร์ เบาะนั่งมาตรฐานเป็นแบบ Multifunction พร้อมระบบปรับไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และมี Executive Lounge สำหรับผู้โดยสารตอนหลังที่ต้องการความสบายสูงสุด

M760e xDrive

ระบบ Infotainment คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ด้วย BMW Panoramic iDrive ทำงานบนระบบปฏิบัติการ BMW Operating System X ที่พัฒนาใหม่ทั้งหมด โดยรวมหน้าจอและการควบคุมไว้ใน Ecosystem เดียว ไฮไลต์คือหน้าจอแสดงผลข้อมูลขอบด้านบนของคอนโซลหน้าที่เรียกว่า Panoramic Vision ฉายข้อมูลสำคัญตลอดแนว แยกข้อมูลสำคัญไว้ในสายตาผู้ขับ และเปิดให้ผู้โดยสารเข้าถึงข้อมูลอื่นได้ ขณะที่ 3D Head-Up Display ให้ภาพเชิงลึกแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลนำทางและระบบช่วยขับ

i7 60 xDrive

740 xDrive

หน้าจอกลางขนาด 17.9 นิ้ว แบบ Free-cut ความละเอียดสูง ใช้ Matrix Backlight เพื่อเพิ่มความคมชัด พร้อมระบบ QuickSelect และ Widget ที่ลากวางไปแสดงบน Panoramic Vision ได้สูงสุด 6 ช่อง ขณะที่ฝั่งผู้โดยสารมี Passenger Screen ขนาด 14.6 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รองรับ Video Streaming Gaming Video Call และ Entertainment เต็มรูปแบบ โดยมีระบบตรวจจับสายตาคนขับเพื่อลดการรบกวนโดยอัตโนมัติ

i7 60 xDrive

ด้านหลังติดตั้ง Theatre Screen ขนาด 31.3 นิ้ว ความละเอียด 8K พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง เปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็น Private Cinema พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้าที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อเปิดใช้งาน และยังสามารถใช้เป็น Mobile Office สำหรับ Video Conference ได้อีกด้วย เนื่องจากได้เพิ่มกล้อง Webcam ความละเอียดสูง เสริมด้วยระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ที่ใช้ AI (ร่วมกับผู้ช่วยส่วนตัว Alexa+) รองรับคำสั่งเสียงแบบสนทนา และการปรับ Personalization ขั้นสูง

740 xDrive

ด้านขุมพลังมีให้เลือกครบทุกประเภท โดยรุ่นไฟฟ้า i7 ใช้แบตเตอรี่ Gen6 แบบเซลล์ทรงกระบอก เพิ่มความจุพลังงานสูงสุดเป็น 112.5 kWh วิ่งได้ไกลกว่า 720 กม. (มาตรฐาน WLTP) รองรับชาร์จเร็ว DC สูงสุด 250 kW กระแสไฟ 630A ชาร์จ 10–80% ใน 28 นาที พร้อมระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่แบบ Predictive และวางแผนเส้นทางชาร์จอัตโนมัติ รวมถึงการชาร์จตามช่วงค่าไฟต่ำเพื่อลดต้นทุน

กลุ่มเครื่องยนต์สันดาปและ Plug-in hybrid ยังคงมีให้เลือก ตั้งแต่ 740 xDrive (เบนซิน 6 สูบ + Mild Hybrid 48V) 740d xDrive (ดีเซล 313 แรงม้า) และ Plug-in Hybrid อย่าง 750e xDrive / M760e xDrive ที่เพิ่มทั้งพละกำลังและความจุสัมภาระ ขณะที่ในอนาคตจะมีรุ่น V8 สำหรับสาย Performance เข้ามาเติมเต็มไลน์อัพอีกด้วย

740 xDrive

ระบบช่วยขับขี่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ ด้วย BMW Symbiotic Drive ที่ผสานการควบคุมระหว่างคนกับรถอย่างไร้รอยต่อ รองรับการขับขี่กึ่งอัตโนมัติระดับ SAE Level 2 ทั้ง Motorway Assistant (ใช้ความเร็วโดยไม่ต้องควบคุมเองได้ถึง 130 km/h พร้อมเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ) และ City Assistant ที่ช่วยขับในเมืองแบบ Address-to-Address ครอบคลุมการเลี้ยว แยก วงเวียน และไฟจราจร โดยใช้ AI และแผนที่ความละเอียดสูง

ระบบความปลอดภัยจัดเต็มเป็นมาตรฐาน ได้แก่ Active Cruise Control Lane Keeping, Emergency Brake พร้อม Evasion Assistant, Side Collision Warning Exit Warning Cross Traffic Warning และระบบช่วยจอด Park Assist ที่ใช้ AI วิเคราะห์พื้นที่และควบคุมการจอดได้แม่นยำ รวมถึง Parking Assistant Professional ที่สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน

 

ช่วงล่างติดตั้ง Adaptive Air Suspension แบบสองเพลา ควบคุมแดมเปอร์แยกอิสระทุกล้อ เสริมด้วย Integral Active Steering และ Active Roll Stabilisation เพื่อเพิ่มทั้งความนุ่มนวลและความแม่นยำในการควบคุม พร้อมระบบเบรกใหม่และการควบคุมแรงยึดเกาะล้อแบบ Near-Actuator เพิ่มเสถียรภาพในทุกสภาพการขับขี่

ขุมพลังสันดาปล้วน

ขุมพลัง BEV

ขุมพลัง Plug-in hybrid

ด้านความยั่งยืน BMW ใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ ลด CO₂ ผ่านการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เช่น ลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล และล้ออะลูมิเนียมรีไซเคิล 70% ในรุ่น i7 โดยผลิตทั้งหมดที่โรงงาน Dingolfing เยอรมัน ซึ่งติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่และระบบพลังงานชีวมวล สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ที่ต้องผสาน “Luxury + Technology + Sustainability” เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

ที่มา: BMW