เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2026 Audi ได้เปิดตัว Q4 e-tron รุ่นปรับโฉมล่าสุดสำหรับ Modelyear 2027 ทั้งรูปแบบ SUV รุ่นปกติ และ Coupe SUV รุ่น Sportback ซึ่งถือเป็นรถรุ่นที่ Audi วางหมากไว้เป็นหัวหอกของในการบุกตลาดรถ BEV ด้วยเทคโนโลยีงานวิศวกรรมพื้นฐาน MEB platform ร่วมกัน ID.4 โดยการปรับปรุงครั้งนี้มาพร้อมการแก้ไขจุดอ่อนสำคัญที่ผู้ใช้บ่นกันมาก โดยเฉพาะเรื่องระบบควบคุมภายในห้องโดยสาร แม้จะมีการปรับปรุงหลายจุดให้ใช้งานง่ายขึ้น แต่ก็ยังมีบางส่วนโดยเฉพาะการตัดปุ่มควบคุมบางส่วนออกไป
งานออกแบบภายนอกมีการปรับรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ชุดไฟหน้า Digital LED แบบใหม่ที่แบ่งเป็นเซกเมนต์ และกระจังหน้าสีเดียวกับตัวถัง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงหลักจริง ๆ อยู่ที่ระบบภายในและระบบขับเคลื่อน ซึ่งได้รับการอัพเกรดทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าหลัง ชุดอิเล็กทรอนิกส์กำลัง ซอฟต์แวร์ใหม่ และน้ำมันเกียร์ที่มีแรงเสียดทานต่ำลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้นราว 10%
ภายในห้องโดยสารได้รับการยกระดับให้พรีเมียมขึ้นด้วยหน้าจอแบบพาโนรามา ประกอบด้วยหน้าจอมาตรวัดขับขี่ 11.9 นิ้ว และหน้าจอกลางขนาด 12.8 นิ้ว รวมถึงมีตัวเลือกหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารขนาด 12 นิ้ว AR Head-Up Display และผู้ช่วยที่ทำงานด้วยระบบ ChatGPT เพื่อเพิ่มความสามารถด้าน AI และการสั่งงานด้วยเสียง
ระบบ Infotainment ใช้ระบบปฏิบัติการ Android Automotive พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 15W แบบมีระบบระบายความร้อน 2 ตำแหน่ง วัสดุภายในถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น มีไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Ambient Light และคอนโซลกลางดีไซน์ใหม่เพื่อความสะดวกในการใช้งานประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ปุ่มควบคุมยังคงเป็นดาบสองคม Audi เลือกแก้ไขบางจุด เช่น เปลี่ยนปุ่มสัมผัสบนพวงมาลัยกลับมาเป็นแบบวงล้อจริง (scroll wheel) ที่ใช้งานง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกลับตัดปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแบบกด้ได้จริงออกไปทั้งหมด ทำให้ต้องไปควบคุมผ่านหน้าจอ ซึ่งอาจไม่สะดวกในสถานการณ์ขับขี่จริง
ทางด้านขุมพลังมีการปรับเปลี่ยนระยะทางวิ่งสูงสุด โดยในรุ่นท๊อปอย่าง Q4 Sportback e-tron performance สามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 591 กม. (WLTP) จากแบตเตอรี่ 82 kWh พร้อมรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 185 kW (จากเดิม 175 kW) ทำให้ชาร์จ 10–80% ได้ในประมาณ 27 นาที แม้จะยังไม่เร็วเท่าคู่แข่งบางรุ่นอย่าง Genesis GV60 ที่รองรับสูงกว่า แต่ก็ถือว่าดีขึ้นชัดเจน
ขณะที่รุ่นเริ่มต้นพละกำลัง 204 แรงม้า มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 59 kWh เพิ่มระยะทางอีก 29 กม. จากเดิม แต่ก็ยังอยู่ในระดับประมาณ 424 กม. เท่านั้น โดยยังคงเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เช่นเดียวกับรุ่นกลาง 286 แรงม้า ส่วนรุ่นท็อป 340 แรงม้า มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Quattro เท่านั้น
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือระบบชาร์จไฟแบบสองทิศทาง (Bi-directional charging) ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Audi โดยรองรับทั้ง Vehicle-to-Load (V2L) และในบางประเทศยังสามารถใช้ Vehicle-to-Home (V2H) เพื่อจ่ายไฟกลับเข้าบ้าน ช่วยเก็บพลังงานจากโซลาร์เซลล์หรือช่วยลดค่าไฟได้
Audi ยังเพิ่มความสามารถในการลากจูง โดยรุ่น Quattro สามารถลากได้สูงสุด 1,800 กก. เพิ่มขึ้น 400 กก. ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระยังคงให้มา 520 ลิตร และขยายได้ถึง 1,490 ลิตรเมื่อพับเบาะ พร้อมฝาท้ายไฟฟ้าที่กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
สรุปแล้ว Audi Q4 e-tron รุ่นใหม่นี้ถือเป็นการอัปเกรดที่ชัดเจนทั้งด้านเทคโนโลยี ระยะทาง และฟีเจอร์ใช้งานจริง แต่ก็ยังสะท้อนแนวคิดของ Audi ที่พยายามบาลานซ์ระหว่าง “ดิจิทัลเต็มรูปแบบ” กับ “การใช้งานจริง” ซึ่งยังไม่ลงตัว 100% และอาจเป็นประเด็นให้ผู้ใช้ต้องตัดสินใจกันเองว่าชอบแบบไหนมากกว่า
ที่มา: Carscoops
