เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2026 แบรนด์น้องใหม่ชื่อคุ้นหูอย่าง Freelander ภายใต้การร่วมงานระหว่าง Jaguar Land Rover (JLR) และ Chery ได้เปิดตัวรถ SUV รุ่นใหม่ ใช้ชื่อรุ่นสั้นๆว่า 8 กลายเป็น SUV ตัวจริงเต็มรูปแบบ Freelander กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันผลิตขายจริง ตามหลังเวอร์ชั่นต้นแบบ Concept 97 ที่เปิดตัวไปหมาดๆเมื่อต้นเดือนเมษายนนี้เอง โดยเปิดตัวครั้งแรกในงาน Beijing Auto Show 2026 พร้อมแผนทำตลาดทั่วโลก รองรับทั้งพวงมาลัยซ้ายและขวา
พื้นฐานของ Freelander 8 ใช้งานวิศวกรรมพื้นฐานใหม่ iMAX ที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะ รองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายทั้ง BEV EREV และ PHEV แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคยังไม่เปิดเผยครบ แต่ยืนยันแล้วว่าขนาดตัวถัง “ใหญ่กว่า” Land Rover Defender 110 ทั้งในมิติความยาว ความกว้าง และความสูง ซึ่งอาจทำให้มันกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Defender ในอนาคต
งานออกแบบยังคงยึดแนวทางจากรถต้นแบบ Concept 97 ด้านหน้ามาพร้อมไฟหน้าทรงเหลี่ยมเอกลักษณ์ ไม่มีช่องกระจังหน้าแบบดั้งเดิม แต่ใช้ช่องรับอากาศขนาดเล็กบริเวณกันชนแทน พร้อมติดตั้ง LiDAR ไว้เหนือกระจกบังลมหน้า สะท้อนถึงการรองรับเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติในอนาคต
รายละเอียดตัวรถเสริมความบึกบึนด้วยซุ้มล้อสีดำแบบโป่ง ชายล่างตัวถังแนวออฟโรด ล้อดีไซน์ทูโทนสีดำ-เงิน และราวหลังคา ขณะที่ประตูหลังแบบ suicide doors ในรถต้นแบบถูกตัดออก เปลี่ยนเป็นประตูปกติสำหรับการใช้งานจริง
เส้นสายด้านข้างโดดเด่นด้วยเสา D-pillar ที่ลาดเอียง คล้าย Freelander รุ่น 3 ประตูในอดีต ส่วนด้านท้ายออกแบบเรียบง่าย เน้นความทันสมัยด้วยสปอยเลอร์สีดำ ไฟท้ายขนาดเล็ก และรายละเอียดสีดำรอบกันชน
แม้ยังไม่มีภาพภายในอย่างเป็นทางการ แต่มีการยืนยันว่าจะมาพร้อมหน้าจอ “Mini LED integrated screen” ขนาดใหญ่ที่สุดในเซกเมนต์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจอแบบเต็มแนว dashboard คล้ายรถต้นแบบ รวมถึงเบาะนั่งหน้าแบบ “Zero-gravity” ที่เน้นความสบายสูงสุด
ในด้านเทคโนโลยี Freelander 8 จะใช้ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800V ทุกรุ่น รองรับการชาร์จเร็วสูงสุดถึง 350 kW สำหรับเวอร์ชันไฟฟ้าล้วน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับรถ EV ระดับไฮเอนด์ในปัจจุบัน
แผนระยะยาวของแบรนด์ Freelander ภายใต้ความร่วมมือของ JLR และ Chery คือการเปิดตัวรถใหม่ถึง 6 รุ่นภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยหลายรุ่นจะเน้นตลาดส่งออกทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐอเมริกาจะไม่อยู่ในแผนทำตลาดของรถรุ่นนี้
โดยภาพรวม Freelander 8 คือการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของชื่อ Freelander จาก SUV ขนาดกะทัดรัดในอดีต สู่ SUV ขนาดใหญ่ที่เน้นเทคโนโลยีไฟฟ้าและความล้ำสมัยเต็มตัว พร้อมชนตรงกับรถระดับพรีเมียมในยุคใหม่
ที่มา: Carscoops
