Toyota Motor ประกาศเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศอินเดีย ด้วยแผนก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ในเขตอุตสาหกรรม Bidkin รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
โรงงานแห่งใหม่นี้จะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ Toyota Kirloskar Motor และมีกำหนดเริ่มสายการผลิตภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2029 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Toyota ในการขยายฐานการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นอย่างจริงจัง มาพร้อมกำลังการผลิตสูงสุดที่ 100,000 คันต่อปี ที่มาพร้อมการจ้างงานโดยตรงในประเทศสูงถึง 2,800 ตำแหน่ง ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการปั๊มขึ้นรูปตัวถัง เชื่อม พ่นสี ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย
Toyota ระบุว่าโรงงานแห่งนี้จะรองรับการผลิตรถ SUV รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดอินเดียโดยเฉพาะ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดอินเดียที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งใหม่ของโลก การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการเพิ่มกำลังการผลิตในอินเดียแตะระดับ 1 ล้านคันต่อปีภายในช่วงทศวรรษ 2030 ตามรายงานก่อนหน้านี้ Toyota ยังมีแผนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์รวม 3 แห่งในรัฐมหาราษฏระ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมราว 300,000 ล้านเยน หรือประมาณ 61,527 ล้านบาท เพื่อยกระดับอินเดียให้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก
นอกจากรองรับตลาดอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแล้ว โรงงานใหม่ยังถูกวางบทบาทให้เป็นฐานส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาอีกด้วย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายอื่นๆ ที่เริ่มใช้กับอินเดียในช่วงหลัง เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ รวมถึงโครงสร้างภาษีและแรงงานที่เอื้อต่อการผลิตจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การประกาศลงทุนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Toyota กำลังเผชิญแรงกดดันด้านผลประกอบการ หลังรายงานผลประกอบการล่าสุดประจำปีงบประมาณ 2026 พบว่ากำไรจากการดำเนินงานลดลงถึง 21.5% โดยมีปัจจัยกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ทั่วโลกยังคงแข็งแกร่งก็ตาม
ถึงกระนั้น การลงทุนในอินเดียสะท้อนให้เห็นว่า Toyota Motor Corporation ยังคงมองตลาดเกิดใหม่เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะอินเดียที่มีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และอาจกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญไม่แพ้จีนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตอันใกล้
ที่มา: Just-Auto
