Lexus เปิดตัวระบบสังงานฟังก์ชั่นต่างๆ ผ่าน Interface เจเนอเรชันใหม่ เตรียมเปิดตัวครั้งแรกใน Lexus ES พร้อมยกระดับประสบการณ์ภายในห้องโดยสารครั้งใหญ่ ทั้งด้านความเร็วในการประมวลผล ความสามารถในการเชื่อมต่อ และการปรับแต่ง Interface ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากขึ้น ก่อนจะทยอยขยายไปยังรถรุ่นอื่นในอนาคตของ Lexus โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการรองรับเครือข่าย 5G ของค่ายโทรศัพท์มือถือในอเมริกาอย่าง AT&T ถือเป็นครั้งแรกในรถ Lexus เพื่อเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อออนไลน์และรองรับฟังก์ชันใหม่ๆ ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

หน้าจอหลักจัดมาเป็นขนาด 14 นิ้ว มาพร้อมกราฟิกใหม่ที่คมชัดยิ่งกว่าเดิม พร้อมการตอบสนองรวดเร็วขึ้นจากการเพิ่มพลังประมวลผลภายในตัวเครื่อง นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งหน้า Home Screen ได้เอง ผ่านการเลือก Widget ได้ตามใจสั่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง โหมดการขับขี่ ระบบเครื่องเสียง การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน หรือข้อมูลสภาพอากาศ พร้อมจัดวางได้ทั้งแบบ 2 หรือ 3 ช่องตามความถนัด นอกจากนี้ยังมี Quick Control Menu ที่เข้าถึงได้ทันทีจากมุมขวาบนของหน้าจอ สำหรับการตั้งค่าฟังก์ชันที่สำคัญ เช่น Bluetooth ความสว่างหน้าจอ และระบบช่วยขับขี่ ADAS

 

ภายในห้องโดยสารยังเพิ่มฟังก์ชั่นไฟตกแต่ง Ambient Light ที่มีให้เลือกมากกว่า 64 สี เพื่อสร้างบรรยากาศได้ตามอารมณ์ของผู้ขับและผู้โดยสาร รองรับทั้งการเชื่อมต่อ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto ขณะที่ระบบสั่งงานด้วยเสียง “Hey Lexus” ได้รับการอัพเกรดใหม่ให้ตอบสนองรวดเร็วขึ้น สามารถสั่งงานระบบเครื่องเสียง ปรับระบบแอร์ ตรวจสอบระยะทางที่เหลือ หรือแม้แต่ช่วยคำนวณเลขพื้นฐานได้ รวมถึงสามารถถามวิธีเชื่อมต่อ Bluetooth เพื่อเข้าสู่เมนูที่เกี่ยวข้องโดยตรง อีกทั้งยังมีตัวเลือกเสียงผู้ช่วยทั้งแบบชายและหญิงเป็นครั้งแรกของ Lexus

 

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการเชื่อมต่อระบบนำทางเข้ากับจอ MID ด้านหน้าผู้ขับขี่อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้แผนที่และเส้นทางนำทางแสดงผลหลังพวงมาลัยได้โดยตรง เพิ่มความสะดวกในการมองเห็นระหว่างขับขี่ ระบบ Navigation แบบ Cloud-based ยังรองรับข้อมูลจราจรแบบ Real-time รวมถึงบริการผู้ช่วยค้นหาจุดหมายปลายทางตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแพ็กเกจที่เลือกติดตั้งเพิ่มเติมที่ชื่อว่า Drive Connect

 

Lexus ยังได้เพิ่มระบบกล้องบันทึกภาพ Drive Recorder หรือ Dashcam ในตัวรถมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยใช้กล้องภายนอกของรถบันทึกวิดีโอได้โดยไม่ต้องติดตั้งกล้องเสริมให้เกะกะภายในห้องโดยสาร โดยระบบสามารถบันทึกคลิปแบบวนลูปได้สูงสุด 90 คลิป คลิปละ 1 นาที พร้อมข้อมูลตำแหน่งและความเร็วของรถ รวมถึงฟังก์ชั่นรองรับการบันทึกเหตุการณ์ฉุกเฉินอัตโนมัติจากแรงกระแทก การเบรกหนัก หรือถุงลมนิรภัยทำงาน และสามารถดึงไฟล์ออกผ่าน USB ได้โดยตรง

 

สำหรับรุ่นขุมพลังไฟฟ้าล้วนอย่าง Lexus ES 350e และ Lexus ES 500e จะมาพร้อมระบบ EV Charge Management ใหม่ ช่วยตั้งเวลาการชาร์จ การเลือกจำกัดระดับแบตเตอรี่ และการควบคุมระบบจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ผ่านหน้าจอของรถ รวมถึงการเพิ่มฟังก์ชัน EV Routing ที่สามารถวางแผนเส้นทางพร้อมค้นหาสถานีชาร์จ ตรวจสอบประเภทหัวชาร์จ จำนวนหัวชาร์จ และกำลังไฟสูงสุดของสถานีได้แบบเรียลไทม์ พร้อมคำนวณระดับแบตเตอรี่ที่คาดว่าจะเหลือเมื่อถึงจุดหมาย

อีกทั้งยังมีระบบ Remote Connect รุ่นใหม่ ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชั่นของ Lexus ได้รวดเร็วขึ้น สามารถควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้า ไฟฉุกเฉิน ฝากระโปรงท้าย ระบบปรับอากาศ และตั้งเวลาสตาร์ทรถจากระยะไกลได้ ขณะเดียวกัน Digital Key ก็ถูกพัฒนาให้ใช้งานผ่าน Digital Wallet ของสมาร์ทโฟนได้โดยตรง รองรับการล็อก ปลดล็อก และสตาร์ทรถ รวมถึงการแชร์สิทธิ์ใช้งานให้ผู้ขับเพิ่มเติมได้สูงสุด 5 คน โดยยังใช้งานผ่านระบบ NFC ได้แม้แบตเตอรี่โทรศัพท์ใกล้หมด

ที่มา: Carscoops